บทที่ 301: ความมุ่งมั่นของเว่ยกั๋ว
เพลิงไท่ซวีแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งการชำระล้าง มันค่อยๆไหลเข้าสู่ร่างของเว่ยกั๋ว ซึมลึกเข้าสู่กระดูกและวิญญาณของนาง
ความเจ็บปวดนั้นเทียบได้กับการถูกตีร่างกายให้แตกเป็นเสี่ยงๆ เพื่อขจัดพลังของมารเลี่ยออกมา
เป็นความเจ็บปวดที่คล้ายกับการตาย ทว่าก็เป็นการฟื้นคืนที่แท้จริง
แต่เด็กหญิงตัวน้อยกลับกัดฟันแน่น ไม่แม้แต่จะขยับหนี นางมีจิตใจที่แข็งแกร่งจนจีอู๋ซวงถึงกับอึ้ง
เจ้าหนูนี่กระดูกแข็งไม่เลว!
นางมองพลังของมารเลี่ยที่ถูกขับออกมา มันมีสีม่วงเข้ม เปล่งประกายวิจิตรลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับหมึกหนาที่ถูกเทพเจ้าสาดลงบนผืนฟ้าตั้งแต่เริ่มก่อกำเนิด
นี่คือพลังแห่งต้นกำเนิดอันยิ่งใหญ่ ถ้าไม่มีใครจับมันไว้ พลังนี้จะกลับไปสู่ต้นกำเนิดของมัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล และอาจกลายเป็นดาวดวงใหม่ในอีกหลายล้านปีข้างหน้า
จีอู๋ซวงจ้องมองมันอยู่นาน จนในที่สุดนางก็รู้สึกเสียดาย
‘แผนภาพทำนายฟ้า เจ้าคิดว่าข้าสามารถกลั่นพลังนี้ได้หรือไม่?’
‘หา?’
‘ในเมื่อมารเลี่ยสิ้นชีพไปแล้ว พลังนี้ก็ถือว่าไร้เจ้าของ ข้ากลั่นมันใช้เป็นพลังตัวเองก็น่าจะไม่ผิดอะไรนี่’
แผนภาพทำนายฟ้าถึงกับสะดุ้ง แม้มันไม่มีใบหน้าแต่ก็แสดงความตะลึงสุดขีด ‘ท่านบ้าไปแล้วหรือ?! นั่นคือพลังมารเชียวนะ! คิดจะเข้าสู่เส้นทางมารหรือไร?!’
‘ก็ใช่สิ ข้ามีรากวิญญาณทมิฬนี่นา ไม่ว่ามันจะเป็นพลังมารหรือพลังเซียน พอเข้าสู่ข้ามันก็จะกลายเป็นพลังไร้ธาตุอยู่ดี’
แผนภาพทำนายฟ้านิ่งไปพักใหญ่ มันรู้สึกว่าการกระทำของจีอู๋ซวงนั้นผิด แต่พอมาลองคิดดีๆ กลับพบว่าก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว
‘เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ’
‘ดีละ!’
แผนภาพทำนายฟ้าถอนหายใจยาว ‘เอาเถอะ เอาเถอะ จอมตะกละตัวน้อย เชิญท่านลงมือได้เลย!’
‘หึๆ …’
จีอู๋ซวงไม่ลังเลเลยสักนิด นางใช้พลังจิตและอักขระวิถีเต๋าเพื่อจับพลังมารศักดิ์สิทธิ์นั้น ขยำๆรวมกันเป็นก้อน… แล้วกินมันเข้าไปทันที
แม้มารเลี่ยจะเหลือเพียงแค่ดวงตาลูกเดียว แต่ในฐานะมารใหญ่ตนที่หก พลังของมันยังคงเต็มเปี่ยม ช่างเป็นโอสถวิเศษอย่างแท้จริง!
ด้วยเหตุนี้ การร่วมมือระหว่างหนึ่งคนหนึ่งเด็กจึงเริ่มต้นขึ้น
แรกเริ่ม เด็กหญิงเว่ยกั๋วเพียงชำระล้างพลังมารเลี่ยในร่างตนเองออกมา เน้นแค่ให้ร่างกายของตนฟื้นคืนเท่านั้น แต่เมื่อนางสังเกตเห็นว่าจีอู๋ซวงเหมือนต้องการพลังเหล่านั้น ทุกครั้งที่พลังมารศักดิ์สิทธิ์ถูกชำระออกมา จีอู๋ซวงก็จะ ‘กลั่นกิน’ พลังนั้นทั้งหมด
เว่ยกั๋วกะพริบตาปริบๆ คิดถึงถุงเปล่าๆของตัวเอง…
ในเมื่อไม่มีค่าตอบแทนเป็นวัตถุ ก็ให้พลังเหล่านี้แทนแล้วกัน นางคิดว่าจีอู๋ซวงน่าจะดีใจ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กหญิงตัวน้อยก็เริ่มปล่อยมือปล่อยเท้าเต็มที่ เริ่มดูดซับพลังมารเลี่ยที่หลงเหลือในอากาศโดยรอบ
มารเลี่ยครอบครองเหวล่มเทพมานับพันปี ทุกสิ่งในที่แห่งนี้ไม่ว่าจะต้นไม้ ดินทราย หิน ล้วนแล้วแต่เป็นร่างแยกของมารเลี่ยทั้งสิ้น
‘เหวล่มเทพ’ แท้จริงแล้ว เทพนั้นหมายถึงมารใหญ่ตนหนึ่ง มารเลี่ยนั่นเอง
และในฐานะที่เว่ยกั๋วเป็นคนเดียวที่เคยถูกดวงตาปีศาจกลืนกินไปทั้งหมด อีกแง่หนึ่ง นางจึงนับได้ว่าเป็น ‘ผู้สืบทอดของมาร’
เมื่อนางเริ่มเรียกหาพลังมาร พลังมารทั่วทั้งเหวก็หลั่งไหลมาราวกับคลื่นทะเล
จีอู๋ซวงและแผนภาพทำนายฟ้าถึงกับตะลึงงัน
เด็กคนนี้…คิดจะทำอะไร?!
จีอู๋ซวงแค่คิดจะ ‘แอบชิมของว่าง’ แต่เจ้าหนูนี่กลับจัดงานเลี้ยงใหญ่โตให้นาง!
แต่ในเมื่อการกลั่นพลังเริ่มไปแล้ว จีอู๋ซวงก็ไม่สามารถหยุดลงกลางคันได้ หากนางหยุดตอนนี้ ร่างของเว่ยกั๋วอาจแตกกระจายได้ทันที!
‘…เฮ้อ… สู้เขานะ จอมตะกละ!’ แผนภาพทำนายฟ้าถึงกับนิ่งอึ้ง พูดได้เพียงแค่นี้
จีอู๋ซวง ‘…’
แล้วนางจะทำอะไรได้อีก?
นางได้แต่เปิดใจ ‘กินให้หมด’ ตามที่เด็กหญิงตัวน้อยจัดมาให้!
ในที่นี้ เว่ยกั๋วและจีอู๋ซวงเปรียบดั่งกลไกแห่ง ‘ค่ายกลแปรวิญญาณ’ ของอสูรเทพไป๋เจ๋อ เพียงแต่ต่างกันที่เว่ยกั๋วแปรวิญญาณบริสุทธิ์ ส่วนจีอู๋ซวงแปรวิญญาณอสูรทมิฬ
ท่ามกลางพลังแห่งการสับเปลี่ยนหมุนเวียนดุจดาวเคลื่อน จีอู๋ซวงได้หลอมรวมลมหายใจแห่งเทพอสูรอย่างต่อเนื่อง รากวิญญาณทมิฬในร่างของนางดุจแม่น้ำสายยาวที่ไม่เคยหยุดไหล กลืนกินพลังอสูรจากรอบทิศอย่างไม่รู้จักอิ่ม ด้วยความมั่งคั่งของพลังที่มากมายจนเหลือใช้ จีอู๋ซวงจึงใช้ลมหายใจแห่งเทพอสูรหลอมร่างกายของตนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แม้แต่เส้นผมยังไม่เว้น
ร่างของจีอู๋ซวงที่ผ่านการหล่อหลอมมาหลายครา ตั้งแต่ปราณแห่งสุสานเทพเจ้า น้ำแห่งยมโลกที่ตรึงไว้โดยต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อู๋ถง ปราณหงเหมิง และเพลิงแห่งไท่ซวี ร่างกายของนางที่ไม่ต่างจากอาวุธเซียนในตำนาน บัดนี้เมื่อเติมลมหายใจแห่งเทพอสูรเข้าไปอีก… อาจ.กล่าวได้อย่างไม่เกินจริงว่ามันเป็นการยกระดับจนเกินความเป็นไปได้ของโลก
แม้ปราศจากกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ ร่างของนางเพียงลำพัง ยังสามารถเดินเหินกลางห้วงสุญตาและล่องลอยไปมาได้ดุจจิตวิญญาณที่ไร้ซึ่งพันธนาการ นั่นหมายความว่านางสามารถ ‘เหินสู่แดนเซียน’ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยวิถีแห่งสวรรค์ อยากมาเมื่อใดก็มา อยากไปเมื่อใดก็ไป ไม่มีผู้ใดในหล้าสามารถเหนี่ยวรั้งได้
จนกระทั่งพลังอสูรหมดสิ้นลง เด็กสาวจึงหยุดการหลอมร่าง
ดวงตาใสแจ๋วของเว่ยกั๋วเปล่งประกายระยิบระยับ ราวกับดวงตาลูกแมวที่สดใส นางมองจีอู๋ซวงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ค่าตอบแทน ข้าให้ท่านแล้ว”
จีอู๋ซวงถอนหายใจเบาๆ ปลดปล่อยลมหายใจหนักอึ้งออกมา พลางยกมือขยี้ศีรษะของเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความเอ็นดู “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะสำลักพลังนี้ตายหรือ? เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่า ดวงตาปีศาจนี้เดิมทีมันเป็นของมารใหญ่ตนที่หก มารเลี่ย”
ใบหน้าของเว่ยกั๋วแดงระเรื่อ “...”
จริงๆแล้วนางไม่ได้ทราบถึงเรื่องนี้ แต่เพราะเห็นจีอู๋ซวงรับมือได้อย่างสบายใจ นางจึงกล้าดำเนินการต่อไป
จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆอย่างหมดหนทาง ก่อนใช้นิ้วบีบแก้มของเว่ยกั๋วอย่างอ่อนโยน “ค่าตอบแทนจากเจ้า ข้ารับไว้แล้ว ขอบใจเจ้ามาก”
เว่ยกั๋วเผยรอยยิ้มสดใสแม้จะพยายามเก็บสีหน้าขึงขัง ก่อนเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจว่า "ข้าไม่ติดค้างอะไรท่านอีกแล้ว"
"ใช่ๆ เจ้าชดใช้ไปหมดแล้ว" จีอู๋ซวงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางลุกขึ้นปัดฝุ่นตามร่างกาย ก่อนกวาดสายตามองไปรอบๆ
บัดนี้ที่นี่ปราศจากไอมาร รกร้างและตายซากจนไร้ความเคลื่อนไหว แม้แต่หญ้าสักต้นยังไม่มีให้เห็น มีเพียงหินเปลือยเปล่ากระจัดกระจายไร้สิ้นสุด
"ที่นี่คือที่ใดกัน?"
"ที่นี่คือเหวล่มเทพ สถานที่กักขังผู้มีโทษทัณฑ์"
"เหวล่มเทพงั้นรึ?"
"ใช่แล้ว"
จีอู๋ซวงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า "เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่? ออกไปจากที่นี่ด้วยกัน"
เว่ยกั๋วส่ายหัว สีหน้าจริงจังราวกับมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้า "ข้าย่อมต้องออกไปจากที่นี่ แต่ข้าจะไม่ไปกับท่าน ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ"
"ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่?"
"ไม่เป็นไร"
จีอู๋ซวงเบ้ปากเล็กน้อย นางมองเด็กหญิงผู้แสดงสีหน้าเยือกเย็นจนดูไม่น่ารักเลยแม้แต่น้อย "ถ้าไม่ต้องการ เช่นนั้นข้าจะไปแล้วนะ"
"…อืม"
จีอู๋ซวงค่อยๆถอนพลังวิญญาณไร้ธาตุออก รอยแยกของมิติที่ถูกปลดผนึกไว้ยังคงเปิดออก แต่บัดนี้กำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงช่องว่างเล็กน้อย ราวกับรอคอยให้จีอู๋ซวงก้าวผ่านไป
นางแหงนมองผืนฟ้าด้วยความประหลาดใจ เห็นกลุ่มเมฆสีรุ้งเคลื่อนตัวพลิ้วไหว ดุจแสดงความขอบคุณต่อนาง
ชัดเจนว่ากฎแห่งฟ้าดินของโลกนี้ทรงพลังยิ่ง เมื่อเทพอสูรที่บั่นทอนมันถูกทำลาย มันจึงสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ทันที
แน่นอนว่าสิ่งนี้ย่อมเหนือกว่าสติปัญญาของวิถีสวรรค์แดนเทียนหลาน ที่ทั้งโง่งมและเรียบง่ายยิ่งนัก
จีอู๋ซวงพยักหน้ารับเบาๆต่อผืนฟ้า ก่อนก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าสู่รอยแยกแห่งมิติ ทว่าทันทีที่ร่างของนางกำลังจะเลือนหาย นางยังหันกลับมากล่าวกับเด็กหญิงตัวน้อยว่า "อ้อ ข้าลืมบอกไป ข้ามีนามว่าจีอู๋ซวง ข้าพักอยู่ที่แดนเทียนหลาน หากเจ้าไม่มีที่ไป เจ้าสามารถไปหาข้าได้ที่นั่น"
แดนเทียนหลาน?!
ดวงตาของเว่ยกั๋วเบิกกว้าง ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางสมอง
ที่นั่นมิใช่สถานที่ที่เฟิ่งจื่อเอ่ยถึงหรอกหรือ?!
เฟิ่งจื่อเคยใช้วิชาลับจนมองเห็น ‘พี่สาว’ ของนาง ที่อยู่ในแดนเทียนหลาน!
"เดี๋ยวก่อน!—"
เว่ยกั๋วตะโกนพลางพุ่งตัวไป แต่ร่างของจีอู๋ซวงหายลับไปเสียแล้ว เด็กหญิงล้มลงไปกับพื้นอย่างแรงก่อนกลิ้งไปหลายตลบ
นางลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ใช้สองมือเกาะหินไว้แน่น
"เดี๋ยวก่อน! เดี๋ยวก่อน!"
"จีอู๋ซวง!"
"เดี๋ยวก่อน!!"
เว่ยกั๋วตะโกนซ้ำไปซ้ำมาด้วยเสียงสะท้านใจ เล็บมือหลุดลอก เลือดซึมเต็มปลายนิ้ว สุดท้ายจึงสงบลง
นางกัดฟันแน่น ก่อนลุกขึ้นมาใช้มือปาดน้ำตาบนใบหน้า แววตาของนางเต็มไปด้วยประกายเจิดจรัส
แดนเทียนหลาน…
นางจะต้องไปให้ถึงที่นั่นให้ได้! ต้องไปอย่างแน่นอน!
เมื่อจีอู๋ซวงก้าวออกจากรอยแยกแห่งมิติ สิ่งที่นางคาดหวังว่าจะได้ยินคือเสียงโห่ร้องยินดีหรือเปี่ยมสุข แต่สิ่งแรกที่ดังเข้ามาในโสตประสาทกลับเป็นเสียงสะอื้นไห้ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับพายุโหมกระหน่ำ
นี่มัน...
ร้องไห้ทำไมกัน?
หรือว่ายังไม่อาจยับยั้งการล่มสลายของวิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานได้? หรือบางทีอาจมีผู้เสียสละจำนวนมากเพื่อซ่อมแซมรอยแยกเหล่านี้?
หัวใจของจีอู๋ซวงเต้นระรัว นางเร่งเชื่อมต่อกับวิถีสวรรค์ทันที ‘วิถีสวรรค์! เกิดอะไรขึ้นกับท่านหรือ?’
[ฮือๆๆ...]
โอ้โห แม้แต่เจ้าวิถีสวรรค์นี่ก็ยังร้องไห้ด้วย?
หรือว่า...มันจะเป็นเรื่องจริง?
บทที่ 302: อย่าร้องไห้อีกเลย
[ฮือๆๆ ...เอ๊ะ...]
วิถีสวรรค์ที่กำลังสะอื้นอยู่พลันเปลี่ยนเสียงไปทันที
[อ๊าา! จีอู๋ซวง!!!]
มันตื่นเต้นเสียจนเกิดสายฟ้าสีม่วงผ่าลงมาจากท้องฟ้า ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่ยิ่งเศร้าสลดจนฟังดูน่าเวทนายิ่งกว่าเดิม
จีอู๋ซวงรีบเอ่ยถาม ‘วิถีสวรรค์! หรือว่าท่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก?’
วิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานไม่กล่าวอันใดต่อ แต่กลับส่งอัสนีสีม่วงผ่าลงมายังจีอู๋ซวง จนร่างของนางสะดุ้งพลางกัดฟันกรอด ขณะที่กำลังจะด่าทอ นางกลับรู้สึกถึงบางสิ่งในร่างกาย
พลังสีม่วงจากวิถีสวรรค์ได้ไหลเข้ามาในตัวนาง มันยึดเกาะจิตวิญญาณของนางแน่นพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร
[ฮือๆๆ จีอู๋ซวงเอ๋ย! เจ้ากลับมาแล้ว! เจ้าอยู่ตรงนี้จริงๆ ! ฮือๆๆ เจ้าทำข้าตกใจแทบแย่...กลับมาก็ดีแล้ว...กลับมาก็ดี...ฮือๆๆ]
จีอู๋ซวง: ‘...’
สุดท้ายนางก็เข้าใจทุกสิ่ง... ที่แท้วิถีสวรรค์กำลังร้องไห้ให้กับการ ‘สูญเสีย’ ของนางเอง
ความรู้สึกที่ได้รับนี้ช่างซับซ้อนยิ่งนัก…
‘เรื่องทางนี้จัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่?’
[อืม อืม อืม เรียบร้อยแล้ว]
‘ท่านเองก็เก่งไม่เบานี่นา วิถีสวรรค์’
เดิมทีในแผนของจีอู๋ซวง หลังจากจัดการมิติและเชื่อมมันให้มั่นคงแล้ว นางตั้งใจจะปิดรอยแยกทีละแห่ง หากไม่สามารถปิดได้ด้วยดี นางก็จะใช้วิธีบุกทะลวงเหมือนที่เคยจัดการกับแดนรัตติกาลนิรันดร์ นางเตรียมพร้อมจะจัดการพวกมันทีละส่วน
แต่แล้วผนึกลวงสวรรค์กลับทำให้แผนทั้งหมดวุ่นวาย ทว่าโชคดีที่วิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานยังมีประสิทธิภาพ ช่วยแก้ปัญหาด้วยตัวเองจนสำเร็จ
วิถีสวรรค์มีท่าทีอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะเปรยด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ [เอ่อ...ก็เพราะเจ้ากระต่ายยักษ์นั่นแหละที่ลงมือ..]
‘กระต่ายยักษ์?’
[ใช่แล้ว คู่พันธสัญญาศิษย์พี่หญิงของเจ้า คือโห่วแห่งท้องนภา]
จีอู๋ซวงหลุดหัวเราะลั่น ‘กระต่ายนั่นกลายเป็นคู่พันธสัญญาวิถีของศิษย์พี่ข้าไปแล้วหรือ!’
[ก็ใช่น่ะสิ พวกเขาทำพันธสัญญาวิถีร่วมกันไปแล้ว ร่วมเป็นร่วมตาย ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นอะไรได้อีกล่ะ?]
จีอู๋ซวงถึงกับเถียงไม่ออก เหตุผลนี้มันหนักแน่นจนต้องยอมรับ
‘ท่านเล่ารายละเอียดมาให้ข้าฟังหน่อย’
[เรื่องนี้มันยาวนัก…]
วิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานที่ดูตื่นเต้นสุดขีดเริ่มพรรณนาเล่าความอย่างกระตือรือร้น
ระหว่างที่เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีกำลังแยกย้ายไปต่อกรกับศัตรูจากภายนอกนั้น โห่วแห่งท้องนภากลับกระโจนเข้าสู่รอยแยกมิติด้วยตัวเอง…
เพื่อปกป้องฮวาฟ้านอิน ด้วยพละกำลังอันน่าเกรงขาม
ต้องยอมรับว่าฝีมือของโห่วนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมายิ่งนัก
หากเทียบกับจีอู๋ซวงที่ต้องเปลืองพลังและใช้การโน้มน้าวเพื่อให้วิถีสวรรค์แห่งแดนรัตติกาลนิรันดร์ยอมปิดรอยแยก โห่วแห่งท้องนภากลับเพียงแสดงร่างจริงของมัน พร้อมส่งเสียงคำรามกึกก้องหนึ่งครั้ง วิถีสวรรค์ฝ่ายนั้นก็รีบปิดรอยแยกทันที
แม้แต่เซียนผู้ทรงพลังที่ก้าวผ่านรอยแยกเข้ามาและมีพลังเหนือกว่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถี ยังไม่อาจหลุดพ้นจากอุ้งมือของโห่วแห่งท้องนภา พวกเขาล้วนถูกมันตบลงทีละคน ก่อนจะถูกกินเข้าไปดุจอาหารว่างทันที
นี่คือพลังที่แท้จริงของกระต่ายยักษ์ผู้น่าเกรงขาม!
ส่วนเหล่าศัตรูที่ยังสามารถลุกขึ้นต่อสู้ได้ โห่วแห่งท้องนภากลับมอบพวกมันไว้ให้เหล่าผู้ฝึกตนจากแดนเทียนหลานจัดการ ตามคำพูดของโห่วที่ว่า "หากเลี้ยงดูในเรือนปิด ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแต่ขยะเท่านั้น! อนาคตวิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานย่อมพัฒนา 'วิถีเต๋า' สู่ขั้นที่สูงขึ้น ผู้ฝึกตนแห่งเทียนหลานในอนาคตก็ต้องเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้ การฝึกฝนเสียตั้งแต่ตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี"
จีอู๋ซวงได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับนับถือกระต่ายยักษ์ตัวนี้จนแทบล้มตัวลงกราบ
หากมิใช่เพราะมันคืออสูรโบราณผู้กินสมองมังกร ก็ไม่รู้จะกล่าวเช่นไร
อสูรกินสมองมังกรเช่นนี้ สมองของมันย่อมใช้งานได้ยอดเยี่ยมเหนือผู้ใด
‘แล้วผู้อาวุโสโห่วไปที่ใดแล้วเล่า?’
[ไม่รู้หรอก ไหนเลยข้าจะกล้าสอดแนมมัน? แต่ข้าคิดว่าคงกำลังอ้อนวอนขอความสงสารอยู่กระมัง? กระต่ายตัวนั้นเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ทุกวันมันทำให้ศิษย์พี่ของเจ้าเอาแต่ใจอ่อนและสงสารมันจนไม่อาจปล่อยวางได้…ศิษย์พี่ของเจ้าก็ช่างเป็น ‘คนใจดีที่ซื่อบื้อ’ จริงๆ]
จีอู๋ซวง: ‘...’
วิถีสวรรค์ผู้โง่งมเบาปัญญาอย่างท่าน ยังกล้าเรียกผู้อื่นว่า ‘คนใจดีที่ซื่อบื้อ’ อีกหรือ? ช่างน่าประหลาดนัก
เมื่อเข้าใจที่มาที่ไปทุกอย่างแล้ว จีอู๋ซวงก็ก้าวยาวๆ ตรงไปยังกลุ่มผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีจากสำนักอวิ๋นหลานที่กำลังนั่งอยู่บนผืนดินแห้งแล้งของทะเลทราย ทุกคนล้วนมีสีหน้าหม่นหมอง ขมขื่น และดูอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด
“ฮือ ฮือ ฮือ…”
เสียงสะอื้นยังคงดังต่อเนื่อง ผู้ฝึกตนเหล่านี้ต่างจมอยู่กับความเศร้าเสียจนลืมตัว แม้จีอู๋ซวงยืนอยู่นานก็ไม่มีใครสนใจ
สุดท้าย นางได้แต่กระแอมเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจ “ข้ากลับมาแล้ว พวกเจ้าอย่าร้องไห้อีกเลย”
จีอู๋ซวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจนปัญญา "นอกจากข้าแล้วจะเป็นใครไปได้อีก? ข้าไม่ได้บอกหรือว่าข้ากลับมาแล้ว พวกเจ้าถึงกับไม่รับรู้กันเลยหรือ?"
ยังไม่ทันที่จิ่วเหมินจะได้เอ่ยคำใด เฉินเสวียนจีก็พลันหยิบคันฉ่องสำริดออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นมาตรงหน้านาง "ท่านบรรพชนน้อย ยามนี้ท่านมีสภาพเช่นนี้ การที่เหล่าศิษย์ไม่อาจจำท่านได้ก็ไม่แปลก"
จีอู๋ซวงเพ่งมองตนเองในคันฉ่อง จากนั้นก็แทบหลุดหัวเราะออกมา ในนั้นมีเพียงใบหน้าดำมืดพร้อมกับผมหยิกหยองคล้ายสาหร่ายทะเล!
‘...วิถีสวรรค์ ท่านออกมาเดี๋ยวนี้นะ! ข้ารับรองว่าจะไม่ฆ่าท่าน’
[...] วิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พร้อมตอบกลับด้วยน้ำเสียงออดอ้อน [แหม...ข้าก็แค่คิดถึงเจ้ามากไปหน่อย สายฟ้าก็เลยแรงเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง]
จีอู๋ซวงยกมือเช็ดหน้าคร่าวๆ ใบหน้าที่ดำสนิทกลายเป็นดวงหน้าที่มีรอยเปื้อนประปรายคล้ายแมวลายจุด แต่ลักษณะโดยรวมแล้วยังเป็นใบหน้าที่เหล่าผู้ฝึกตนรู้จักกันดี
เพียงแต่มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป…
นางเติบโตขึ้น!
จากเด็กหญิงผอมแห้งอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปีที่พบกันคราแรก เวลาผ่านไปไม่ทันไร นางกลายเป็นสาวสะคราญรูปร่างเพรียวสง่าดุจไผ่ อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี
เฉินเสวียนจีมองนางด้วยดวงตาแดงเรื่อ ก่อนพุ่งเข้าไปกอดแน่น "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ท่านบรรพชนน้อย"
ไม่ทันไร อ้อมกอดที่หนักแน่นยิ่งกว่าก็พุ่งเข้ามาหา เป็นฮวาฟ้านอินที่เพิ่งสัมผัสได้ถึงปราณของจีอู๋ซวงและรีบขี่โห่วแห่งท้องนภามาด้วยความเร่งรีบ
นางกระโจนลงจากกระต่ายยักษ์ กอดจีอู๋ซวงแน่นจนแทบจมหายไปในอ้อมอก "เจ้ามันจอมดื้อ! เจ้าเล่นเอาข้ากลัวแทบตายแล้ว ฮือ ฮือ ฮือ...กลับมาก็ดีแล้ว! กลับมาก็ดีแล้ว!"
ช่วงเวลาที่จีอู๋ซวงหายตัวไป ฮวาฟ้านอินก็ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนของนาง ว่าแท้จริงแล้วจีอู๋ซวงคือ ‘เทพกระบี่ไร้พ่าย’ ตัวจริงเสียงจริง อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่มีลำดับศักดิ์สูงสุดในสำนัก
แต่กระนั้น ในสายตาของฮวาฟ้านอิน จีอู๋ซวงยังคงเป็นศิษย์น้องน้อยของนางเสมอ
จีอู๋ซวงที่ถูกกดศีรษะลงกับอกนุ่มอุ่น กลิ่นหอมเย็นสบาย พลันรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่อ่อนนุ่มจนแก้มของนางแดงระเรื่อ นางนึกในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่โห่วแห่งท้องนภาจะยอมศิโรราบใต้กระโปรงของศิษย์พี่ผู้เลอโฉมคนนี้
เหล่านักพรตหญิงคนอื่นๆอย่างเฉี่ยนโม่ และเจ้าสำนักยอดเขาลั่วเยวว่อย่างลั่วเหอเซียนจื่อ รวมถึงเจ้าสำนักยอดเขาตันเสียอย่างเนี่ยเสี่ยว มองเห็นท่าทางนุ่มนิ่มอ่อนโยนของจีอู๋ซวงแล้วก็อดใจไม่ไหว ต่างพุ่งเข้ามา.กอดนางทีละคนพร้อมลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู
พวกนางรู้ดีว่าโอกาสเช่นนี้อาจไม่มีอีกในอนาคต
เพราะนี่คือท่านบรรพชนที่อาวุโสที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และอายุน้อยที่สุดของสำนักอวิ๋นหลาน!
ในอดีตพวกนางไม่รู้ความจริงก็แล้วไป แต่หลังจากนี้ การจะเข้าใกล้ศิษย์น้องหญิงผู้นี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้ว
"ท่านบรรพชนน้อย ยินดีต้อนรับกลับมา!"
"ท่านบรรพชนน้อย ยินดีต้อนรับ!"
จีอู๋ซวงถูกล้อมโดยบรรดาศิษย์หญิงรุ่นเล็กในสำนักอวิ๋นหลาน ถูกกอด ลูบหัว บีบแก้ม จนไม่อาจขัดขืนหรือหลบหนีได้ สุดท้ายนางทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมโดยดุษณี
ส่วนศิษย์ชายรุ่นเยาว์ในสำนักที่ยืนมองอยู่รอบนอกต่างมองภาพนั้นด้วยสายตาอิจฉา ใจหนึ่งก็อยากวิ่งเข้าไปกอดบรรพชนตัวน้อยของพวกเขาแล้วอุ้มขึ้นสูงๆบ้าง แต่เมื่อพวกเขานึกถึงความสามารถอันล้ำเลิศของจีอู๋ซวง…
เอ่อ… คงต้องพับความคิดนี้เก็บไป
เพราะบรรพชนตัวน้อยผู้นี้สามารถจัดการอสูรจากเหวลึกที่แข็งแกร่งราวกับเพียงแค่หั่นผัก และพวกเขาเองก็ไม่ต่างจากเศษข้าวติดฟันสำหรับนางเสียด้วยซ้ำ
แม้แต่เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีในสำนักอวิ๋นหลานเองยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับจีอู๋ซวงง่ายๆ ในขณะที่เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีจากสำนักอื่นๆ หรือดินแดนอื่นๆที่อยู่ไกลออกไปก็ได้แต่ชะเง้อมองอย่างหวังลมๆแล้งๆ คอยืดยาวเสียจนแทบจะขาด
"ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย!"
พวกเขาทั้งหมดมองจีอู๋ซวงด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความนับถือและศรัทธา ราวกับกำลังเฝ้ารอการปรากฏตัวของตำนานที่พวกเขาได้ยินมาแต่ช้านาน
ทว่าถึงอย่างไร จีอู๋ซวงที่ถูกล้อมกอดแนบแน่นจากเหล่าศิษย์หญิง ก็ไม่มีทีท่าจะหันมาสนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย…
นี่แหละ บรรพชนที่แท้จริง!
บทที่ 303: ช่างหน้าด้านอย่างหาใดเปรียบ
ท่านสนใจเราบ้างสิ!
เราก็เป็นศิษย์รุ่นหลังของท่านนะ!
ในกลุ่มผู้ฝึกตนสายวิญญาณที่รายล้อม ยังมีเหล่าผู้ฝึกตนสายมาร รวมถึงเหล่ามารผู้ทรงอำนาจอย่างเหยียนซิง ตงฟางซ่ง เคอจี๋ และหลี่อวี้เจ๋อ รวมตัวกันอย่างไม่คุ้นเคย
เนื่องจากรอยแยกแห่งมิติครั้งนี้บีบให้ผู้ฝึกตนสายมารและสายวิญญาณต้องร่วมมือกัน ทำให้ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกันมาหลายหมื่นปีเริ่มคลี่คลายลง
ยิ่งไปกว่านั้น เหยียนซิงได้แอบบอกความลับแก่ตงฟางซ่ง เคอจี๋ และหลี่อวี้เจ๋อ ว่าแท้จริงแล้ว ‘จีอู๋ซวง’ และ ‘โม่อู๋ซวง’ คือคนเดียวกัน และนางยังเป็นกระบี่ไร้พ่ายในตำนานอีกด้วย
จีอู๋ซวงมาที่นี่ก็เพื่อปรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ฝึกตนสายมารและสายวิญญาณ หากในอนาคตแดนเทียนหลานจะก้าวไปสู่จุดที่สูงยิ่งกว่า เหล่าผู้ฝึกตนทุกสายต้องรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียว
เหยียนซิงเป็นผู้เจรจาที่เก่งกาจ ตงฟางซ่งและเหล่ามารระดับสูงทั้งสามฟังจนงงงัน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจยอมอดทนต่อสายตาที่ไม่เป็นมิตรของเหล่าผู้ฝึกตนสายวิญญาณและอยู่ดูสถานการณ์ต่อไป
ในที่สุดเมื่อจีอู๋ซวงสามารถหลุดจากอ้อมกอดและการลูบหัวของศิษย์รุ่นเล็ก นางก็เหนื่อยจนแทบจะหายใจไม่ทัน ในใจคิดว่าศิษย์รุ่นเล็กของนางยังโหดกว่าสัตว์อสูรในเหวล่มเทพเสียอีก
จีอู๋ซวงปรับเสื้อผ้าให้เรียบร้อย สูดลมหายใจลึกก่อนจะทำความเคารพเหล่าผู้ฝึกตนสายวิญญาณ และตามด้วยผู้ฝึกตนสายมาร
นางยิ้มแย้มเล็กน้อยและกล่าวว่า "ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมมือช่วยเหลือกันอย่างสุดความสามารถ"
คำกล่าวของนางนั้นรวมถึงผู้ฝึกตนสายมารด้วย ตงฟางซ่งและประมุขมารอีกสามคนรู้สึกไม่สบายใจยิ่ง เพราะครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพจากสายวิญญาณคงต้องย้อนกลับไปเมื่อหมื่นปีก่อน
"แค่กๆ น่าอึดอัดเสียจริง…"
แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยอมรับไมตรีจากจีอู๋ซวง
ส่วนผู้ฝึกตนสายวิญญาณที่เหลือแสดงออกอย่างเปิดเผยยิ่งกว่า ต่างพยายามทำแต้มในสายตาของจีอู๋ซวง
"ท่านเทพกระบี่ไร้พ่ายคือแบบอย่างของเราทุกคน การที่ท่านออกไปปกป้องโดยลำพังนั้นน่าเลื่อมใสยิ่งนัก"
"ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย ข้าคือฝานจิ้งจากหุบเขาลู่หมิง หุบเขาของข้างดงามด้วยทัศนียภาพและเต็มไปด้วยเสียงนกร้อง เหมาะแก่การพักผ่อนยิ่ง หากท่านเหนื่อยล้า หุบเขาลู่หมิงของเรายินดีต้อนรับท่านเสมอ"
เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีคนอื่น: "???"
"เจ้าหน้าด้านเกินไปแล้ว!"
"หุบเขาลู่หมิงจะไปเทียบกับที่อื่นได้อย่างไร ท่านเทพกระบี่ไร้พ่ายไม่มีทางไปอยู่ในมุมเล็กๆอย่างนั้นหรอก!"
"ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย…วังซ่างเฟิงของข้าก็เป็นทำเลทองเช่นกัน…"
"ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย…"
และแล้ว การประจบประแจงก็เริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด…
เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีจากทุกสำนักต่างพูดคุยกันเซ็งแซ่ ราวกับอีกไม่นานจะถึงขั้นทึ้งผมกันแล้ว จุดประสงค์ก็เพื่อหว่านล้อมให้จีอู๋ซวงไปเยือนสำนักของพวกเขา โดยหวังว่าจะได้รับการชี้แนะจากนางบ้างสักเล็กน้อย
ฝ่ายผู้ฝึกตนสายมารที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆก็เริ่มร้อนใจ แม้แต่พวกเขายังคิดว่าควรจะเชิญจีอู๋ซวงไปเยือนเช่นกัน
จีอู๋ซวงยังถือเป็น ‘คุณหนู’ ของเหล่ามารในสายเลือด พวกเขาต่างหากคือครอบครัวที่แท้จริงของนาง!
แต่สุดท้ายกลับเป็นจิ่วเหมินที่ทนไม่ไหว ตะโกนลั่นว่า "คิดอะไรกันอยู่! คิดอะไรกัน! นี่คือท่านบรรพชนแห่งสำนักอวิ๋นหลานของเรา! แน่นอนว่าท่านต้องพักฟื้นอยู่ที่อวิ๋นหลาน พวกเจ้าก็กลับไปได้แล้ว!"
เหล่าผู้ฝึกตนจากสำนักต่างๆ : "……"
เหล่าผู้ฝึกตนสายมาร: "……"
ทำอย่างไรดี ช่างน่าอิจฉาเสียจริง!
พวกเขาคิดในใจ หากจะลักพาตัวบรรพชนของคนอื่นมา จะโดนสายฟ้าฟาดหรือไม่?
จีอู๋ซวงยิ้มอ่อนอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า "หากท่านทั้งหลายปรารถนา อีกสามเดือนข้างหน้า ข้าจะเปิดการสอน ณ สำนักอวิ๋นหลาน ทุกท่านสามารถมาเข้าร่วมได้"
ไท่ซานที่เมื่อครู่ยังดูเหน็ดเหนื่อยถึงกับมีพลังขึ้นมาทันที ใบหน้าฉีกยิ้มกว้างราวกับดอกแตร "ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย! พวกเราจะมาร่วมอย่างแน่นอน!"
"ใช่ๆ พวกเราต้องมา!"
"ขอบคุณเทพกระบี่ไร้พ่ายที่ไม่หวงวิชาให้คำชี้แนะ!"
ทันใดนั้น บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทุกคนต่างตั้งตารอคอยโอกาสที่จะได้ศึกษาวิชาจากสุดยอดปรมาจารย์แห่งยุค!
เมื่อเหล่าผู้ฝึกตนสายมารได้ยินว่าจีอู๋ซวงจะเปิดการสอนให้กับผู้ฝึกตนสายวิญญาณ พวกเขาก็ถึงกับนั่งไม่ติด
"แล้วพวกเราสายมารล่ะ?! จะทำอย่างไรกัน?!"
ตงฟางซ่งกัดฟันแน่น ก่อนตัดสินใจยอมทิ้งศักดิ์ศรีของตนไป เขายกมือขึ้นขณะเอ่ยเสียงดังลั่น "ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย! พวกเราสายมารสามารถเข้าร่วมได้หรือไม่?!"
เหล่าผู้ฝึกตนสายวิญญาณที่ยืนอยู่รอบด้าน: "?????"
นี่พวกเจ้าพูดกับใครกัน?
ไท่ซานเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ เขาถกแขนเสื้อขึ้นมาทันที "เฮ้ๆ พวกเจ้าหมายถึงใคร? ท่านเทพกระบี่ไร้พ่ายคือผู้ฝึกตนสายวิญญาณของเรา ไม่ใช่ของสายมารพวกเจ้า! อย่ามาทำตัวตีสนิทมั่วๆ!"
ไป๋จิงเองก็แสดงท่าทางดุดัน "นั่นสิ! อย่ามาเรียกสุ่มสี่สุ่มห้า!"
แม้แต่ซิงฉือแห่งสำนักเจี้ยนถิง ผู้ซึ่งไม่ค่อยลงรอยกับอวิ๋นหลาน ก็ยังเอ่ยเสียงกร้าว "อย่าได้กล่าววาจาให้เทพกระบี่ไร้พ่ายของเราแปดเปื้อนเด็ดขาด!"
คนของอวิ๋นหลานที่ยืนมองอยู่: "????"
เจ้าพวกหน้าด้าน! บรรพชนของเรากลายเป็นของพวกเจ้าสำนักเจี้ยนถิงเมื่อไหร่กัน?
ตงฟางซ่งกลับไม่สะทกสะท้าน เชิดคางขึ้นด้วยท่าทีหยิ่งยโส "พวกเจ้าคงไม่รู้สินะ? ฮึ! ข้าจะบอกอะไรให้ พวกเราเหล่ามารผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่แดนได้ยอมรับเทพกระบี่ไร้พ่ายในฐานะประมุขของเราแล้ว! ตอนนี้นางคือ 'ประมุขมารผู้ยิ่งใหญ่' ของเราเอง! มีปัญหาอะไรรึ?"
เหล่าผู้ฝึกตนสายวิญญาณ: "......"
"พวกเจ้าแพ้ แล้วยังกล้าภูมิใจอะไรอีก?! สมกับเป็นพวกวิถีมาร สมองคงมีแต่รูโหว่สินะ..."
"ถุย! เจ้าพวกหน้าด้านไร้ยางอาย!" ซิงฉือแทบอยากถกแขนเสื้อเข้าสู่การเป็นแม่ค้าปากตลาด "พวกเจ้าที่แพ้ไปสูงสุดก็เป็นได้แค่ทาสรับใช้ของเทพกระบี่ไร้พ่าย แล้วจะบังอาจยกให้ท่านไปลดตัวเป็นประมุขมารได้อย่างไร!"
"นั่นสิ! ฝันไปเถอะ!"
"เพ้อเจ้อกลางวันแสกๆ!"
"คางคกหมายปองหงส์สวรรค์!"
เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีจากห้าสำนักใหญ่ต่างรวมพลังสามัคคีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อปกป้องเกียรติและสิทธิ์ในตัวเทพกระบี่ไร้พ่าย
สำหรับพวกเขาแล้ว ศึกชิงตัวเทพกระบี่ไร้พ่ายในครั้งนี้จะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!
แต่ปัญหาคือ… เหล่าผู้ฝึกตนสายมารนั้นหน้าด้านอย่างหาใดเปรียบ พวกเขายืนยันเสียงแข็งว่าเทพกระบี่ไร้พ่ายคือ ‘นายเหนือหัว’ ที่พวกเขาจงรักภักดีที่สุด และยังกล้าอ้างว่านางคือผู้ฝึกตนสายมารโดยแท้
ท้ายที่สุด พวกสายมารถึงขั้นลากตัวลูกศิษย์อย่างตงฟางไท่หยวน เฉาหยุน และหลัวซิ่วออกมาพูดคำหวานเพื่อชิงตัวจีอู๋ซวง
"นายหญิงโปรดกลับสู่แดนมารของเราด้วยเถอะ!"
เหล่าผู้ฝึกตนสายวิญญาณมองเห็นหญิงสาวอย่างตงฟางไท่หยวน ผู้มีใบหน้างดงามหมดจด กล่าวคำด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ก็ถึงกับอยากสาปแช่งพวกสายมารทันที
"ใช้แผนล่อลวงด้วยโฉมงาม! ช่างหน้าไม่อาย! เจ้าเล่ห์จริงๆ!"
ตงฟางซ่งยิ่งได้ที หัวเราะลั่นด้วยความยโส "นี่แหละ! เด็กสาวผู้นี้คือลูกศิษย์ของพวกเรา นางมีรากวิญญาณทมิฬบริสุทธิ์! เทพกระบี่ไร้พ่ายเดินทางมาที่แดนมารก็เพื่อเด็กคนนี้! เทพกระบี่ไร้พ่ายยังกล่าวด้วยว่านางคือ 'บุตรแห่งโชคชะตา'! จะมีใครเหมาะสมที่จะเป็นศิษย์ของท่านมากกว่านางอีกเล่า? ย่อมไม่มีใช่หรือไม่?! ฮ่าๆๆ ! พวกเจ้าจงยอมแพ้เสียเถอะ!"
เหล่าผู้ฝึกตนสายวิญญาณ: "......"
พวกเจ้ามันน่าตายเสียจริง! พวกข้าละอยากทำให้พวกเจ้าหัวปูดเป็นหัวหมูนัก!
โส่วเติงตวาดลั่นพร้อมเบิกตากว้าง "รากวิญญาณทมิฬบริสุทธิ์แล้วอย่างไร? พวกเราก็มีรากวิญญาณแสงบริสุทธิ์เหมือนกัน! โม่หลานซินอยู่ไหน! ออกมาเดี๋ยวนี้!"
ทันใดนั้น อัสนีสีม่วงจากสวรรค์ก็ผ่าลงมาจากท้องฟ้า พลังนั้นไม่เพียงสะกดทุกสิ่ง แต่ยังส่งมอบรากวิญญาณแสงบริสุทธิ์ให้กับโม่หลานซินในทันที
โม่หลานซินที่ยืนอยู่ด้านหลังรู้สึกถึงพลังวิญญาณใหม่ที่ไหลเวียนอยู่ในกาย ดวงตาของนางแดงเรื่อ น้ำตาไหลพราก ร้องไห้จนไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้…
ในที่สุดนางก็เข้าใจได้อย่างลึกซึ้งว่านางติดค้างจีอู๋ซวงมากเพียงใด…
จีอู๋ซวงไม่ได้เพียงช่วยชีวิตนาง แต่ยังช่วยวิญญาณของนางให้รอดพ้นจากความมืดมิด
โส่วเติงซึ่งเป็นหนึ่งในสิบแปดศิษย์แห่งสำนักอวิ๋นหลานรู้ดีถึงเรื่องของ ‘บุตรผู้ถูกขโมยโชคชะตา’ และจดจำโม่หลานซินในฐานะบุตรแห่งแสงมาตลอด แต่บัดนี้กลับถูกบุตรแห่งความมืดของสายมารทำให้ต้องเสียหน้า จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เรียกบุตรแห่งแสงออกมาปรากฏตัวเพื่อกู้สถานการณ์!
บทที่ 304: แดนเทียนหลานและสำนักอวิ๋นหลานจะยังคงเป็น ‘บ้าน’ ของนางเสมอ
โม่หลานซินปาดน้ำตาบนใบหน้า ก่อนก้าวออกมาพร้อมดวงตาแดงเรื่อจากการร้องไห้ "คุณหนูเจ้าคะ หลานซินรอการกลับมาของท่านเสมอ!"
โส่วเติงจึงหันไปมองตงฟางซ่งด้วยท่าทางโอหัง พร้อมเชิดหน้าใส่ "เห็นหรือไม่? นี่คือรากวิญญาณแสงบริสุทธิ์!"
ตงฟางซ่งประหลาดใจ “รากวิญญาณแสงบริสุทธิ์จริงๆเสียด้วย!”
โส่วเติงยังคงเชิดหน้า “ฮึ! พวกเราไม่มีวันแพ้!”
ทั้งสองฝ่ายเริ่มโต้เถียงกันเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ดูราวกับไก่ชนที่กำลังจิกตีกันเพื่อแย่งอำนาจ
จีอู๋ซวง: "..."
ไม่มีใครคิดจะถามความเห็นของข้าผู้เป็นต้นเรื่องบ้างเลยหรือ?
จู่ๆ ไป๋จิงก็กล่าวขึ้นว่า "ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย ความรู้ของท่านล้ำเลิศยิ่งนัก สามเดือนนี้ดูจะสั้นเกินไปสำหรับพวกเราหรือไม่?"
คนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง
"ใช่ๆ สามเดือนสั้นเกินไปจริงๆ เราคงไม่อาจเข้าใจแม้แต่เพียงเสี้ยววิชาของท่านได้"
"จริงด้วย จริงด้วย"
จีอู๋ซวงส่ายหน้าเล็กน้อย "สามเดือนคือขีดจำกัดของข้าแล้ว"
คำพูดของนางทำให้ทุกคนถึงกับชะงักงันท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุม บรรยากาศเปี่ยมด้วยความตะลึงงัน
ไม่นาน ฮวาฟ้านอินก็เอ่ยด้วยเสียงตะกุกตะกัก "ศะ ศิษย์น้องหญิงอู๋ซวง…เจ้าหมายถึงว่า…จะ…เหินสู่แดนเซียนหรือ?"
จีอู๋ซวงพยักหน้าช้าๆ
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนยืนนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง สายตาที่จับจ้องนางเต็มไปด้วยความตกตะลึงและนับถืออย่างล้นเหลือ
หลังจากกลืนพลังลมหายใจแห่งเทพอสูรเข้าไป จีอู๋ซวงก็มีพลังเพิ่มขึ้นมหาศาล
ทว่าวิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานในขณะนี้เปราะบางยิ่งนัก การที่นางอยู่ต่อไปอาจจะไม่เป็นผลดี สามเดือนคือเวลาสุดท้ายที่นางสามารถอยู่บนแผ่นดินนี้ได้
ในช่วงเวลาสามเดือนนี้ นอกจากการจัดการ ‘เรื่องส่วนตัว’ แล้ว จีอู๋ซวงยังตั้งใจจะถ่ายทอดความรู้ให้เหล่าผู้ฝึกตนอย่างเต็มที่ เติมเต็มสายธารแห่งการสืบทอดบนแผ่นดินเทียนหลาน นางใช้วิชาตำราวิถีเต๋าเพื่อซ่อมแซมวิถีสวรรค์ และที่สำคัญที่สุด นางให้คำชี้แนะกับโม่หลานซินและตงฟางไท่หยวน
เพราะอนาคตของแดนเทียนหลาน สุดท้ายแล้วจะต้องอยู่ในมือของคนเหล่านี้
หลังจากความเงียบงันผ่านไปยาวนาน โส่วเติง ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีที่อาวุโสที่สุดในสำนักอวิ๋นหลานพลันยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเป็นคนแรก
"ขอแสดงความยินดีกับท่านบรรพชนน้อย"
เมื่อเขาเอ่ยขึ้น เหล่าผู้ฝึกตนจากสำนักอวิ๋นหลานคนอื่นๆ ก็พากันกล่าวแสดงความยินดี
"ขอแสดงความยินดีด้วย ท่านบรรพชนน้อย!"
"ท่านบรรพชนน้อย ขอให้ท่านโชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ!"
พวกเขารู้ดีอยู่แล้วว่าจีอู๋ซวงไม่ใช่คนที่จะถูกจำกัดอยู่ในแดนเล็กๆที่อ่อนแอเช่นนี้
นางเปล่งประกายเจิดจ้า ทรงพลังอย่างไร้ขีดจำกัด และบริสุทธิ์ประหนึ่งดวงดารา
นางสมควรได้โลดแล่นดั่งใจปรารถนาทุกดินแดน สมควรได้รับอนาคตที่รุ่งโรจน์และกว้างใหญ่ไพศาล!
พวกเขาไม่คิดจะใช้พลังของนางเพื่อปกป้องสำนักหรือแผ่นดินนี้ พวกเขาไม่คิดจะผูกมัดนางไว้กับสำนักอวิ๋นหลานหรือแดนเทียนหลาน เพราะนางควรได้โบยบินอย่างอิสระสู่โลกกว้าง!
แต่ไม่ว่านางจะเดินทางไปยังที่ใด แดนเทียนหลานและสำนักอวิ๋นหลาน จะยังคงเป็น ‘บ้าน’ ของนางเสมอ
หากวันหนึ่งนางรู้สึกเหนื่อยล้า พวกเขาจะอยู่ที่นี่ รอคอยนางกลับมาเสมอ...
สามเดือน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ สำหรับผู้ฝึกตน แต่สำหรับเหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนเทียนหลานแล้ว มันอาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิต
จีอู๋ซวงตั้งลานสอน ณ ยอดเขาต้าวอี ด้วยการช่วยเหลือของวิถีสวรรค์ รวมถึงความทรงจำจากชีวิตก่อนและพลังจากวิญญาณอสูรเทพไป๋เจ๋อ นางได้สร้างเคล็ดวิชาขั้น ‘เทียนซ่าง’ ที่ครอบคลุมทุกแขนงของการบำเพ็ญตน
ในอดีต วิชาพื้นฐานของห้าสำนักใหญ่เป็นเพียงขั้น ‘หวง’ เท่านั้น โดยการแบ่งระดับของวิชาในแดนนี้มีลำดับคือ เทียน ตี้ เซวียน หวง
แต่จีอู๋ซวงมั่นใจว่าเคล็ดวิชานี้อยู่ในขั้น ‘เทียนซ่าง’ เพราะมันสามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้ฝึกตน ไม่เพียงแค่มีพลังมหาศาล แต่ยังพัฒนาได้อย่างไร้ขีดจำกัด เคล็ดวิชานี้เพียงชุดเดียว ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ตลอดชีวิต
ที่สำคัญ เคล็ดวิชานี้ไม่เพียงใช้ได้กับผู้ฝึกตนสายวิญญาณ ผู้ฝึกตนสายมารก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
จีอู๋ซวงสอนอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้แต่นักพรตขั้นเบิกวิถีบางคนยังได้ประโยชน์มหาศาลจากมัน ผลกระทบของวิชานี้จะสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นในเทียนหลาน
ในอนาคต เมื่อผู้ฝึกตนแห่งเทียนหลานเหินสู่แดนเซียน พวกเขาจะแข็งแกร่งจนทำให้โลกเบื้องบนต้องสะพรึง และทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากเคล็ดวิชานี้เอง
อย่างไรก็ตาม ผู้ฝึกตนในปัจจุบันยังไม่ตระหนักถึงความพิเศษของวิชานี้ พวกเขาเพียงแค่เชื่อมั่นในตัวจีอู๋ซวง
โดยเฉพาะโม่หลานซินและตงฟางไท่หยวน ทั้งสองต่างเริ่มต้นฝึกเคล็ดวิชานี้อย่างมุ่งมั่น ตงฟางไท่หยวนถึงกับยอมสละพลังเดิมของตนเองเพื่อเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
พวกนางทั้งสองต่างแข่งขันกันในใจ ไม่มีใครอยากแพ้ให้อีกฝ่าย ด้วยความมุ่งมั่นเพียงหนึ่งเดียวคือต้องการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อช่วยเหลือจีอู๋ซวงในอนาคต
…..
สามเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จีอู๋ซวงไม่ได้กล่าวอำลากับใครในสำนัก นางลุกขึ้นในยามเช้า เดินทางไปยังสุสานของอาจารย์รองผู้ล่วงลับ
"ท่านอาจารย์รอง ข้าจะไปแล้ว ทุกคนในสำนักอวิ๋นหลานต่างอยู่กันอย่างดี ท่านไม่ต้องกังวล หากวันใดข้ามีเวลา ข้าจะกลับมาเยี่ยมท่าน..."
สายลมอ่อนๆ พัดผ่านมาราวกับเสียงหัวเราะอ่อนโยนของเหลียนเป่ยไห่
จีอู๋ซวงจ้องมองสุสานของอาจารย์รองด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะเหลือบมองไปยังสำนักอวิ๋นหลานที่ลอยล่องอยู่ในหมอกดารา นางยิ้มเล็กน้อยแล้วหมุนตัวเดินจากไป
…..
หลังออกจากสำนักอวิ๋นหลาน จีอู๋ซวงใช้พลังวิญญาณไร้ธาตุพรางตัวเดินทางไปยังแดนเหนือเพื่อพบกับหมิงท่ง
หมิงท่งและหมิงจู๋มองเห็นนางแล้วก็เข้าใจทันทีว่านางกำลังจะจากไป
หมิงจู๋แสดงท่าทางไม่เต็มใจนัก ไม่ใช่เพราะเสียดายจีอู๋ซวง แต่เพราะเสียดายรอยยิ้มของหมิงท่ง
หมิงท่งรักศิษย์คนนี้มาก หากนางจากไป หมิงท่งจะยังยิ้มได้อยู่อีกหรือ?
แต่หมิงท่งกลับเพียงโบกมืออย่างเกียจคร้าน "ในเมื่อเจ้าสามารถไปได้แล้วก็รีบไปเสียเถอะ อย่ามาทำให้ที่นี่วุ่นวาย"
จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ "ข้าไปแล้วท่านจะทำอย่างไร? ใครจะช่วยท่านหาหนังสือเล่า?"
หมิงท่งแค่นเสียงเยาะ "ยังมีเจ้าศิษย์โง่.งมคนนั้นไม่ใช่หรือ?"
จีอู๋ซวงรู้ทันทีว่าหมายถึงฮวาฟ้านอิน ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์พี่ของนางจะดีไม่น้อย
"แต่คู่สัญญาของศิษย์พี่คือโห่ว นางคงไม่อยู่ที่นี่นานนัก"
"โห่ว?" หมิงท่งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หันไปมองหมิงจู๋ที่ตอนนี้ขนตั้งชัน ราวกับไม่อยากอยู่ใกล้โห่วแม้แต่นิดเดียว
แต่หมิงท่งกลับไม่ใส่ใจ "ไม่เป็นไร ข้าจัดการได้"
จีอู๋ซวงหัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะแนะนำให้วิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานรู้จักกับหมิงท่งและหมิงจู๋ พร้อมมอบหน้าที่การหาหนังสือและเล่านิทานให้วิถีสวรรค์ทำแทน
เนื่องจากสถานที่ของหมิงท่งอยู่ในมิติอิสระ วิถีสวรรค์จึงสามารถเข้ามาได้เพียงในรูปลักษณ์ของ ‘ตัวขนฟูๆ’ ซึ่งดูน่ารักไม่เบา
แต่วิถีสวรรค์รู้จักหมิงท่งดี...
โอ้โห! กุญแจผนึกวิถีสวรรค์ทั้งหมดนี่มีไว้เพื่อปิดผนึกนาง ไม่เสียทีที่เป็นอาจารย์ของจีอู๋ซวง น่ากลัวยิ่งกว่านางเสียอีก!
[ทะ…ท่าน…สวัสดี…]
หมิงท่งไม่สนใจที่จะข่มขู่วิถีสวรรค์ นางเพียงมองมันเล็กน้อยอย่างเย็นชา แล้วถามจีอู๋ซวงว่า "วิถีสวรรค์นี่จะถูกพลังแห่งความโกลาหลกลืนกินหรือไม่?"
หากมีโอกาสที่วิถีสวรรค์จะถูกพลังแห่งความโกลาหลกลืนกิน หมิงท่งย่อมไม่อนุญาตให้วิถีสวรรค์มาเยี่ยมเยือนหรือทำหน้าที่ช่วยเหลือในมิติแห่งนี้ เพราะเมื่อไม่มีจีอู๋ซวงคอย ‘หลอมรวม’ ความโกลาหลไว้ พลังเหล่านั้นจะยิ่งเพิ่มพูน และการที่มิตินี้จะกลับคืนสู่ความโสมมก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา
แม้หมิงท่งจะรู้ถึง ‘จุดจบ’ ของสถานการณ์นี้ นางก็ไม่ปริปากเพื่อขอให้จีอู๋ซวงอยู่ต่อ เพราะนางรู้จักศิษย์ของนางดี จีอู๋ซวงเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์และความสามารถ นางไม่สมควรถูกพันธนาการไว้กับที่ใด นางควรจะได้ก้าวสู่จุดสูงสุดของจักรวาล!
"ท่านอาจารย์โปรดวางใจเถิด"
จีอู๋ซวงเดินทางมาที่นี่เพื่อแก้ไขปัญหาของพลังโกลาหล
ภายใต้การชี้นำจากวิญญาณอสูรเทพไป๋เจ๋อ อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของนาง นางไม่เพียงเรียนรู้เกี่ยวกับอักขระวิถีเต๋า แต่ยังได้ฝึกฝนพื้นฐานของการสร้างกฎเกณฑ์อีกด้วย
ในเมื่อมิติแห่งนี้เต็มไปด้วยความโกลาหลและไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ นางจึงตั้งใจจะสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาด้วยตัวเอง
หญิงสาวนั่งขัดสมาธิ พลางส่งสายตาบอกให้หมิงท่งและวิถีสวรรค์ใจเย็นๆ จากนั้นนางก็ค่อยๆหลับตาลงและเข้าสู่สมาธิ
สองมือของนางเริ่มวาดอักขระกลางอากาศทีละตัว ก่อนจะจัดเรียงใหม่เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมา การกระทำนี้ดูเรียบง่ายแต่แท้จริงแล้วเปรียบเสมือน ‘การสร้างจักรวาล’
จีอู๋ซวงทุ่มเทจิตใจและพลังทั้งหมดไปกับอักขระวิถีเต๋า ร่างกายของนางส่องประกายสีทองระยิบระยับ
บทที่ 305: ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ
เวลาผ่านไปทีละน้อย…
เมื่ออักขระวิถีเต๋าสุดท้ายถูกวาดขึ้น กฎเกณฑ์ก็ถือกำเนิดขึ้นในมิติแห่งนี้ พลังความโกลาหลที่ไหลมาจากทุกทิศทางเริ่มเคลื่อนไหวตามกฎเกณฑ์ที่สร้างขึ้น สุดท้ายพลังทั้งหมดก็รวมตัวเข้าสู่อักขระที่จีอู๋ซวงสร้าง
อักขระแต่ละตัวเชื่อมต่อกัน ราวกับโซ่เล็กๆที่เรียงร้อยกันจนกลายเป็นระบบที่ยิ่งใหญ่ ทั่วทั้งมิติเต็มไปด้วยดวงดาวที่จัดเรียงอย่างสวยงาม
นี่คือกฎเกณฑ์ที่สมบูรณ์แบบในมิติอิสระ!
หมิงจู๋และวิถีสวรรค์มองดู ‘จักรวาลเล็ก’ ที่จีอู๋ซวงสร้างขึ้นด้วยความตะลึงงัน ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากพวกเขา
ส่วนหมิงท่งน้ำตาเอ่อคลอในดวงตา นางอยากตะโกนให้เหล่าคนชั่วในอดีตฟังว่า ‘ดูเสียเถิด! ในโลกนี้ยังมีคนบางคนที่เกิดมาเพื่อเปล่งประกาย และเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่’
‘ไม่ว่าชะตาจะมอบความทุกข์ทรมานให้นางมากเพียงใด นางก็ยังสามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า’
‘อู๋ซวง เจ้าเป็นความภาคภูมิใจที่สุดของข้า!’
หมิงท่งแม้จะเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในจีอู๋ซวง แต่แน่นอนว่านางไม่แสดงความรู้สึกนี้ออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้ศิษย์คนนี้ลำพองจนหางชี้ฟ้า
"อืม กฎเกณฑ์ที่เจ้าสร้างไว้ดียิ่ง เจ้าจะไปแล้วใช่หรือไม่?"
จีอู๋ซวงหัวเราะขื่นๆ "ศิษย์จะไปอยู่แล้ว ท่านอาจารย์ชอบไล่ข้าอยู่เรื่อย..."
"รีบไปเสีย อย่ามาขวางข้าอ่านหนังสือ"
จีอู๋ซวงทำความเคารพหมิงท่งและเอ่ยทิ้งท้ายเบาๆ "ท่านอาจารย์ ครั้งหน้าที่ศิษย์กลับมา นั่นจะเป็นวันที่ท่านได้รับอิสรภาพ"
"ไร้สาระ เจ้าน่ะรีบไปได้แล้ว"
จีอู๋ซวงจำต้องคว้าตัววิถีสวรรค์ขึ้นมา แล้วเดินจากไปเงียบๆ
…..
หลังออกจากแดนเหนือ วิถีสวรรค์ที่สังเกตเห็นว่าจีอู๋ซวงอารมณ์ไม่ดีนักจึงกระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า [เอาละ ไปกับข้าสักรอบเถิด]
จีอู๋ซวงเลิกคิ้ว ‘ไปไหน?’
[แน่นอนว่าต้องไปใช้สัญญาที่ข้าติดหนี้เจ้าไว้!]
วิถีสวรรค์นำทางจีอู๋ซวงผ่านความยากลำบาก ทั้งลมและฝน ก่อนจะพานางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งลึกเข้าไปในแดนมาร
ที่นี่เป็นดินแดนลึกลับกว้างใหญ่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของแดนเทียนหลานเมื่อหลายหมื่นปีก่อน แต่ปัจจุบันมันกลับแห้งแล้งไร้พลังวิญญาณ มีเพียงวัชพืชขึ้นปกคลุมและปราศจากร่องรอยของผู้คน
แต่ทั้งวิถีสวรรค์และจีอู๋ซวงรู้ดีว่าทุกสิ่งกำลังฟื้นตัว อาจต้องใช้เวลาอีกพันปี หมื่นปี หรือกระทั่งนานกว่านั้น…ที่นี่ถึงจะกลับมาเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอีกครั้ง
เดิมทีจีอู๋ซวงคิดว่าวิถีสวรรค์จะมอบเพียงวิถี ‘โอสถ’ ให้เท่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่มันเคยให้คำสัญญาไว้ แต่กลับกลายเป็นว่ามันพานางเยี่ยมชมถ้ำมรดกมากมาย
ทั้งหกแขนงของการฝึกตน อันได้แก่วิชาค่ายกล วิชาเขียนยันต์ วิชาโอสถ วิชาหลอมอาวุธ วิชาควบคุมสัตว์อสูร และวิชาหล่อเลี้ยงวิญญาณ ทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ในดินแดนนี้
จีอู๋ซวงใช้เวลาศึกษาแต่ละแขนงอย่างมุ่งมั่น ที่นี่มีทั้งอัจฉริยะนักปรุงโอสถ ปรมาจารย์หลอมอาวุธผู้มีจินตนาการล้ำเลิศ และปรมาจารย์แห่งค่ายกลผู้ไร้เทียมทาน
แม้ว่าจะเป็นเช่นเดิมที่ทฤษฎีเต็มร้อย แต่การลงมือปฏิบัติยังคงเป็นศูนย์ ทว่านางก็ยังได้รับประโยชน์มากมาย
เมื่อไม่ได้ยินเสียงจากวิถีสวรรค์อยู่ครู่หนึ่ง จีอู๋ซวงคิดว่ามันอาจกำลังเสียดายที่มอบสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ไป นางจึงเย้าแหย่มันว่า ‘ทำไมจู่ๆท่านใจกว้างนัก? แต่ก่อนต้องร้องไห้ถึงจะยอมให้ข้าบ้างเล็กน้อย ตอนนี้กลับมอบมรดกทั้งหกแขนงให้ข้าเสียหมด ท่านนี่ถึงขั้นเปิดเผยสมบัติชิ้นสุดท้ายของตัวเองแล้วหรือ?’
‘ไม่พูดอะไรหน่อยหรือ? ท่านจะไม่เสียใจจริงๆใช่ไหม?’
หลังจากเงียบไปนาน เสียงที่อัดแน่นไปด้วยความหนักใจของวิถีสวรรค์ก็ดังขึ้นในจิตของจีอู๋ซวง
[จีอู๋ซวง วิชาทั้งหกที่เจ้ารับมานี้ ล้วนเป็นศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของแดนเทียนหลาน แม้ว่าเจ้าจะยังไม่ชำนาญในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ เจ้าต้องตั้งใจฝึกฝน เข้าใจหรือไม่?]
น้ำเสียงจริงจังของวิถีสวรรค์ทำให้จีอู๋ซวงหัวเราะออกมาเบาๆ ‘เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันนะ? จู่ๆ ทำไมถึงได้ดูเคร่งขรึมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา?’
‘อย่าบอกนะว่าท่านกำลังอาลัยข้า?’
[จีอู๋ซวง…] น้ำเสียงหม่นหมองของวิถีสวรรค์ดังขึ้น [เมื่อเจ้าออกจากแดนเทียนหลานไปยังแดนอื่น เจ้าต้องระวังตัวให้มาก…อย่าโดดเด่นจนเกินไป เจ้าต้องควบคุมอารมณ์ของเจ้าให้ดี หากสู้ได้ก็สู้ หากสู้ไม่ได้ก็รีบหนี อย่าได้เผลอเผยความพิเศษของเจ้าให้วิถีสวรรค์ในแดนอื่นรู้ เพราะมันอาจไม่ยอมรับในตัวเจ้า…บางแห่งอาจมองว่าเจ้าเป็นตัวแปรที่ต้องกำจัด…และอีกอย่าง จงฝึกฝนวิชาทั้งหกนี้ให้เชี่ยวชาญ อย่างน้อยมันจะช่วยให้เจ้าไม่อดตาย…ถ้าทำไม่ได้จริงๆ ก็ใช้ปากของเจ้าหลอกล่อผู้อื่นให้ช่วยเจ้าก็แล้วกัน]
จีอู๋ซวงหัวเราะจนแทบสำลัก ‘ทำไมจู่ๆถึงพูดเรื่องพวกนี้กับข้า?’
[จีอู๋ซวง…]
‘หือ?’
[จากนี้ข้าจะไม่สามารถปกป้องเจ้าได้อีกต่อไป…ดังนั้น เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี]
ความโศกเศร้าในน้ำเสียงของวิถีสวรรค์ทำให้จีอู๋ซวงรับรู้ถึงความกังวลของมัน
ที่แท้...
เจ้าตัวเล็กนี่ก็ห่วงข้านั่นเอง?
จีอู๋ซวงยิ้มอ่อน กางแขนออกกว้างราวกับกำลังจะโอบกอดท้องฟ้าสีคราม พร้อมกล่าวว่า ‘วางใจเถอะ ข้าจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี…’
แม้วิถีสวรรค์จะไม่มีตัวตนที่จับต้องได้ แต่ในชั่วขณะนั้น มันกลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของจีอู๋ซวง
ทั้งความอ่อนโยน…และความนุ่มนวล…
[อืม…ถ้าสักวันเจ้าคิดถึงข้า อย่าลืมกลับมาหาข้าด้วยนะ]
‘วางใจเถอะ ข้าจะกลับมาแน่นอน’
ทั้งสองเหมือนสหายเก่าแก่ที่สนิทสนมกันดียิ่ง พูดคุยกันใต้ผืนฟ้ายามราตรีและแสงดาวอย่างยาวนาน
ทว่าสุดท้าย การอำลาที่ไร้เสียงก็มาถึง
…..
สิ่งที่จีอู๋ซวงไม่รู้ก็คือ ในขณะเดียวกัน เหล่าผู้ฝึกตนแห่งเทียนหลานต่างมารวมตัวกันอยู่ในตำหนักสืบทอดของสำนักอวิ๋นหลาน
ภายในตำหนักนั้น มีโคมวิญญาณของจีอู๋ซวงตั้งอยู่
โคมวิญญาณเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับวิถีสวรรค์ของดินแดน หากผู้ฝึกตนเหินสู่ดินแดนอื่น โคมวิญญาณจะค่อยๆดับลง ราวกับดวงดาวที่หายลับในรัตติกาล
และหากวันใดที่พวกเขากลับมา โคมวิญญาณนั้นจะส่องสว่างอีกครั้ง
เมื่อเหล่าผู้ฝึกตนเห็นโคมวิญญาณของจีอู๋ซวงค่อยๆมืดลง เสียงคำอวยพรอันแผ่วเบาก็ดังก้องขึ้นภายในโถง
"ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ ท่านบรรพชนน้อย"
"ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ ท่านบรรพชนน้อย!"
"ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ ท่านบรรพชน!"
ยามแรกเสียงยังแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความอดกลั้น แต่ไม่นาน เสียงใครบางคนก็ตะโกนดังก้อง และการอำลาก็กลายเป็นเสียงที่ทรงพลัง
"ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ เสี่ยวอู๋ซวง!"
"ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ จีอู๋ซวง!"
"ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย!"
"ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ!! ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย!!"
"ขอให้โชคดีในเส้นทางแห่งยุทธภพ!!!..."
เสียงอำลาอวยพรจากผู้คนแห่งเทียนหลานดังลั่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังก้องไปในทุกมิติของโลก นี่คือคำอวยพรที่จริงใจที่สุดที่พวกเขามอบให้จีอู๋ซวง...
…..
แดนคุนหลิงตั้งอยู่ระหว่างเก้าดาราเจ็ดนภา ซึ่งเป็นหนึ่งในสามพันโลกชั้นกลางที่มีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง
ที่นี่ทุกคนล้วนมีรากวิญญาณ สามารถบำเพ็ญเซียนได้ แม้แต่ไก่ที่เลี้ยงไว้เพื่อออกไข่ก็ยังเป็นสัตว์วิญญาณ และหินที่พบข้างทางก็เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ
แดนแห่งนี้ต่างจากแดนเทียนหลานซึ่งเป็นโลกชั้นต่ำที่มนุษย์และผู้ฝึกตนอยู่ร่วมกันอย่างแร้นแค้น คุนหลิงคือโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนอย่างแท้จริง
แท่นเหินเซียนถึง3,769 แท่นตั้งอยู่ในแดนคุนหลิง ทุกแท่นมีทัศนียภาพที่ยอดเยี่ยม หากยืนอยู่บนแท่นเหินเซียน จะมองเห็นทิวทัศน์สวรรค์อันไร้สิ้นสุดอยู่เบื้องล่าง
เทือกเขาที่ทอดยาวเป็นแนวเหมือนมังกรยักษ์นอนอยู่กลางฟ้าดิน ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านทะลุเมฆา คล้ายกระบี่มหึมาที่ปักลึกลงในผืนปฐพี ความยิ่งใหญ่และอลังการนี้สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ที่เพิ่งเหินขึ้นมาจากโลกชั้นต่ำ
เหล่าผู้ฝึกตนที่เพิ่งเหินขึ้นมา ต่างมองโลกเบื้องหน้าด้วยความตื่นตะลึง พลางพึมพำเบาๆ "นี่...นี่คือโลกเบื้องบนหรือ?"
"พลังวิญญาณที่หนาแน่นเหลือเกิน!"
"ดูนั่นสิ...หินที่เรายืนอยู่...หรือว่า..."
"เป็น...หินวิญญาณหรือ?"
"เหมือนจะใช่จริงๆ ..."
"เป็นไปไม่ได้..."
ใช้หินวิญญาณปูพื้น!
สำหรับพวกเขาในโลกเดิมของตน หินวิญญาณคือสมบัติที่มีค่า แต่ที่นี่ หินวิญญาณกลับถูกใช้แค่เพื่อปูพื้นเท่านั้น
มันทำให้เหล่าผู้ฝึกตนที่เพิ่งเหินขึ้นมาถึงกับขนลุกซู่ ความมึนงงและความไม่มั่นคงเกาะกินลึกในจิตใจ
"ถ้าหินวิญญาณแค่พอใช้ปูถนนได้ แล้วหินที่เราสะสมมาตลอดชีวิตจะมีค่าอะไรอีก?"
บทที่ 306: ฟ้าสรรเสริญถึงเก้าเสียง?
รอบแท่นเหินเซียน เหล่าเซียนเร่ร่อนมองดู ‘นกน้อย’ เหล่านี้ด้วยรอยยิ้มเยาะ
"ดูพวกมันสิ ใบหน้าซื่อบื้อปานนั้น ชัดเจนว่าคงเป็นพวกที่ไม่มีใครชี้นำ"
"ฮ่าๆๆ เช่นนั้นต้องรีดไถพวกมันให้คุ้มหน่อยแล้ว!"
"ข้าเห็นบางคนหน้าตาดีทีเดียว น่าจะเหมาะใช้เป็นเตาหลอมโอสถนะ"
"เจ้าลดความหื่นของเจ้าหน่อยได้ไหม? เตาหลอมคนก่อนของเจ้าอวบอิ่มดีแท้ ยังถูกเจ้าใช้จนเหี่ยวเฉากลายเป็นซาก"
"ฮ่าๆๆ โทษที ข้าชอบทดลองนิดหน่อย"
แท่นเหินเซียนถูกปกป้องด้วยพลังของวิถีสวรรค์แห่งคุนหลิง ทำให้ผู้ที่เพิ่งเข้าสู่แดนเซียนที่ยังอยู่บนแท่นปลอดภัยจากอันตรายใดๆ
แต่ทันทีที่พวกเขาก้าวออกจากแท่น นั่นจะเป็นเหมือนปลาที่กระโจนออกจากน้ำ กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของนักล่า
เซียนหน้าใหม่ขึ้นมาโดยไม่มีผู้นำทาง หากต้องการสำรวจแดนคุนหลิงด้วยตัวเอง เก้าในสิบคนมักจะตายตกภายในสามเดือนแรก
เซียนเร่ร่อนเหล่านี้มีชื่อเรียกที่โหดเหี้ยมว่า ‘เงามรณะแห่งเส้นทางเซียน’
ขณะที่ผู้ที่เพิ่งเหินสู่แดนเซียนกำลังมีท่าทีลังเล เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเซียนเร่ร่อนเหล่านั้น
"ดูนั่นสิ! พวกมันกำลังจะออกมาแล้ว!"
เมื่อเหล่านักล่าเห็นว่า ‘นกน้อย’ เหล่านี้กำลังจะก้าวออกจากแท่นเหินเซียนซึ่งเปรียบเสมือนเขตคุ้มครองสำหรับผู้เริ่มต้น พวกเขาก็เตรียมพร้อมจะฉวยโอกาสล่าเหยื่อ
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงระฆังทุ้มดังกังวานพลันขึ้นจากท้องฟ้าสีคราม
"ตง…"
นี่คือ ‘เสียงฟ้าสรรเสริญ’ ของผู้ที่เหินสู่เซียนขึ้นมาใหม่ ซึ่งเกิดจากวิถีสวรรค์ที่ใช้ประเมิน ‘ศักยภาพ’ ของผู้เหินสู่เซียน
ปกติแล้วเซียนหน้าใหม่ที่เพิ่งมาถึงส่วนใหญ่จะมีเพียงเสียงเดียว ซึ่งหมายถึงศักยภาพระดับธรรมดา เช่นเดียวกับกลุ่มที่ยังอยู่บนแท่นเหินเซียนในขณะนี้
เมื่อเสียงแรกจบลง เหล่านักล่าที่รอเหยื่อต่างคาดเดาว่านี่คงเป็นอีกหนึ่งเซียนหน้าใหม่ธรรมดา
ทว่าจู่ๆ เสียงระฆังกังวานครั้งที่สองก็ดังขึ้น
"ตง…"
เหล่านักล่ามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เพราะเสียงระฆังสองครั้งบ่งบอกถึงเซียนหน้าใหม่ที่มีพรสวรรค์โดดเด่น
"สองครั้ง? เซียนหน้าใหม่ผู้นี้ดูท่าว่าจะไม่ธรรมดา…"
ขณะที่พวกเขากำลังลังเล เสียงระฆังครั้งที่สามก็ดังขึ้น
"ตง…"
เหล่านักล่าต่างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ความตื่นตระหนกปรากฏชัดบนใบหน้า
"สาม…สามเสียง?! สวรรค์! เป็นไปได้อย่างไร!"
ผู้ที่ได้รับเสียงระฆังสามครั้ง ไม่เพียงต้องมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แต่ยังต้องมีโชคลาภหนุนนำด้วย ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา มีผู้เหินสู่เซียนด้วยสามเสียงเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นผู้มีรากวิญญาณพฤกษาเดี่ยว และตอนนี้ได้กลายเป็นคนของตระกูลใหญ่ในพื้นที่
หัวหน้ากลุ่มเซียนเร่ร่อนถึงกับต้องใช้ผ้าเช็ดเหงื่อบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว "วันนี้พวกเราล้มเลิกแผนการกันเถอะ คนที่มีเสียงสามครั้งมักมีสิ่งไม่ธรรมดาแฝงอยู่…"
เหล่านัก.ล่าคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาแค่ต้องการล่าเหยื่อที่เป็นมือใหม่ ไม่ได้อยากเสี่ยงชีวิตกับผู้มีพรสวรรค์ระดับนี้
"คนที่ได้รับเสียงสามครั้งไม่ใช่พวกที่เราจะไปยุ่งด้วยได้"
แต่แล้วในขณะที่พวกเขากำลังจะถอยห่าง เสียงระฆังครั้งที่สี่ก็ดังกังวานขึ้นจากฟากฟ้า
"ตง…"
เหล่านักล่าต่างตกตะลึง
"สี่…สี่เสียง…!!!"
"นี่…นี่เป็นไปได้อย่างไร?!"
"ข้า…ข้าคงหูฝาดไปใช่ไหม?!"
"เจ้าโง่! ถ้าฝาดแล้วจะเจ็บจากการถูกข้าหยิกได้อย่างไร!"
"หากเจ็บแปลว่าข้าไม่ได้หูฝาด…แต่…สี่เสียงจริงๆหรือนี่!!!"
ความตกตะลึงทำให้พวกเขาพูดจาไม่รู้เรื่อง ความกลัวและความเคารพที่มีต่อผู้เหินเซียนสี่เสียงทวีคูณยิ่งขึ้น
บัดซบ!
นี่คือบุคคลที่มีศักยภาพพอจะเข้าสังกัด ‘สำนักเซียน’ ได้เลยทีเดียว!
เหล่านักล่ามองหน้ากันด้วยความไม่เชื่อสายตา พวกเขาพึมพำเสียงเบา "คนที่มีพรสวรรค์ขนาดนี้ มักจะมีผู้นำทางอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงมาเหินเซียนจากแท่นที่กันดารเช่นนี้? ทำไมไม่เลือกแท่นใหญ่ๆที่มีชื่อเสียง? หรือว่านี่อาจมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ?"
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันได้คิดอะไรต่อ เสียงระฆังครั้งที่ห้าและหกก็ดังก้องขึ้น
"ตง..."
"ตง..."
เหล่าเซียนเร่ร่อนต่างหน้าซีดเผือด แผ่นหลังเย็นเยียบจนเหมือนถูกน้ำแข็งแช่ตัว
"ผู้เหินเซียนหกเสียง! นี่ไม่ใช่เซียนหน้าใหม่ธรรมดา พวกเขาคือผู้ที่มีวาสนาอันยิ่งใหญ่!"
และที่เลวร้ายไปกว่านั้น เสียงระฆังที่ดังถึงหกครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของพรสวรรค์อันไร้เทียมทาน แต่ยังสะท้อนพลังที่แผ่กระจายออกไปรอบบริเวณกว่าพันลี้
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เสียงระฆังเหล่านี้กำลังเรียกความสนใจจาก ‘สำนักเซียน’ ทั่วบริเวณ!
"จะทำอย่างไรดี? พวกเราควรไปจากที่นี่ดีหรือไม่?" นักล่าคนหนึ่งถามเสียงสั่น
"ใช่แล้ว หัวหน้า! เราควรหนีดีหรือไม่? ถ้าเหล่าสำนักเซียนมาถึง เราได้ตายหมดแน่!"
หัวหน้ากลุ่มเซียนเร่ร่อนมองไปรอบๆ พลางเช็ดเหงื่อที่ชุ่มโชก "ไป! รีบไปเดี๋ยวนี้! ถ้าอยู่ต่อ เราคงกลายเป็นศพแน่!"
พวกเขารีบเก็บข้าวของและถอยออกไปด้วยความเร็วสูง หัวใจเต้นระรัวราวกับเสียงกลอง พวกเขารู้ดีว่า หากต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ได้รับเสียงระฆังหกครั้ง คงไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะต่อกร!
ความคิดเดียวที่แล่นอยู่ในหัวคือต้องรอด! ต้องหนีให้ไวที่สุด!
"พวกเรานี่มันพวกนักล่าจริงๆ …วิธีการของเราก็ใช่ว่าจะขาวสะอาดนัก หากดันไปเจอกับลูกศิษย์หัวใจเที่ยงธรรมของสำนักใหญ่เข้าล่ะ? พวกเราอาจถูกฆ่าทิ้งตรงนี้เลยก็ได้!"
เรื่องความปลอดภัยของชีวิตยังคงวนเวียนในหัวของนักล่าเหล่านี้
"เร็วเข้า…เราต้องหนีแล้ว!"
หนึ่งในนั้นพูดพลางสั่นสะท้าน แต่ยังไม่ทันที่จะลงมือหนี สายตาทุกคู่ก็เหลือบเห็นแสงหลากสีสันที่ตัดผ่านท้องฟ้าตรงมายังแท่นเหินเซียน
"แย่แล้ว! นั่น…ผู้อาวุโสรับตัวจากสำนักเซียนมาแล้ว!"
เหล่านักล่าต่างใจเต้นไม่เป็นส่ำ สายตาที่มองไปยังเหล่าผู้อาวุโสในชุดคลุมเซียนนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวระคนเคารพ
"นี่มัน…เป็นถึงผู้อาวุโสจากสำนักเซียนระดับสองเชียวนะ!"
นักล่าทั้งหลายไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง พยายามเก็บตัวเงียบ และลดตัวตนให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เคราะห์ดีเหลือเกิน! พวกเขาไม่เห็นพวกเรา!"
แต่ในขณะที่ผู้อาวุโสจากสำนักเซียนต่างจัดท่าทางให้น่าเกรงขาม มองแท่นเหินเซียนอย่างไม่วางตาเพื่อเตรียมสร้างความประทับใจให้กับ ‘ผู้เหินเซียนหกเสียง’ จู่ๆ เสียงระฆังที่เจ็ดก็ดังก้องขึ้น
"ตง…"
ความเงียบงันที่แสนตึงเครียดเข้าปกคลุม ผู้อาวุโสหลายคนถึงกับเผลอบีบรถเทียมสัตว์เซียนจนพัง หรือไม่ก็ดึงหนวดเคราตัวเองออกมาด้วยความตื่นเต้น
"เจ็ดเสียง…! มากถึงเจ็ดเสียง!!!"
"สวรรค์! ผู้เหินเซียนเจ็ดเสียง! ใครจะยังทนอยู่ได้! ไปรีบแย่งตัวมาเถอะ!"
แต่ก่อนที่พวกเขาจะเคลื่อนไหว เสียงระฆังกลับหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้น…มันก็เปลี่ยนไป
เสียงระฆังอันยิ่งใหญ่กังวานที่เป็นเอกลักษณ์แปรเปลี่ยนเป็นเสียงกลองและฆ้องดังระรัว ราวกับงานเฉลิมฉลอง
"ตง! ตง! ตง! ตง! ตง!"
เสียงดังติดกันถึงเก้าครั้ง!
ไม่เพียงเท่านั้น มันยังเล่นซ้ำอีกหลายรอบอย่างเร่งรีบ
เหล่าผู้อาวุโสและนักล่าต่างพากันตกตะลึงจนพูดไม่ออก
"นี่มัน…อะไรกัน?!"
"ทำไมวิถีสวรรค์ถึงได้ตีฆ้องตีกลองแบบนี้?"
พวกเขาต่างสงสัยว่ามันเป็นความผิดพลาดของเสียงฟ้าสรรเสริญหรือไม่
แต่เมื่อพวกเขายังอยู่ในอาการตกตะลึง แสงสีรุ้งก็พาดผ่านท้องฟ้า และเมฆมงคลหลากสีเริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางแสงเรืองรองของรุ่งอรุณ
เสียงร้องของสัตว์เทพดังขึ้นจากส่วนลึกของเมฆามงคล
"สวรรค์…"
เหล่าผู้อาวุโสจากสำนักเซียนระดับสองถึงกับนิ่งอึ้งไปหลายอึดใจ ก่อนจะตระหนักถึงความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้น
นี่คือปรากฏการณ์ของฟ้าดิน!
"เก้าเสียง…!"
ในตำนานกล่าวไว้ว่า…ครั้งสุดท้ายที่เสียงฟ้าสรรเสริญเก้าเสียงเกิดขึ้นในแดนคุนหลิง คือเมื่อครั้งที่จื้อเซิ่งเซียนจุนเหินเซียนขึ้นไป
ซึ่งหมายความว่า…
นี่คือบุคคลที่วิถีสวรรค์ยอมรับว่าเป็น ‘ยอดฝีมือผู้ลิขิตชะตาเทพ’ ผู้มีพรสวรรค์อันไร้เทียมทานที่หาได้ยากในหมื่นปี!!!
ไม่มีใครกล้าขยับ ทุกสายตาจับจ้องไปยังแท่นเหินเซียน หัวใจของทุกคนเต้นระรัว เพราะนี่คือ ‘อัจฉริยะ’ ในตำนานที่ฟ้าดินยอมรับ!
สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าสงครามแห่งการแย่งชิงกำลังจะอุบัติขึ้น เหล่าผู้อาวุโสจากสำนักเซียนระดับสองยังไม่ทันได้ขยับ ก็ถึงกับต้องถอนหายใจอย่างหมดหวัง
"แย่งไปก็เท่านั้น เพราะอีกไม่นานพวกบ้าจากสามสำนักเซียนใหญ่ก็คงจะโผล่มาแย่งเหมือนหมาบ้าอยู่ดี…"
และเป็นไปตามคาด จู่ๆผืนฟ้าสีครามก็ถูกฉีกออกด้วยอสนีบาต เสียงคำรามดังสนั่นทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนฟ้าดินกำลังพลิกผัน
เสียงตะโกนดังขึ้นจากระยะทางนับพันลี้ "นั่น! นั่นคือคนของสำนักเซียนเฟิ่งหลวน!!! ใครกล้ายื่นมือมายุ่ง เท่ากับเป็นศัตรูกับสำนักเฟิ่งหลวน!"
เพียงเสียงนี้ก็ทำให้บรรดาผู้อาวุโสระดับสองสะท้านเย็นวาบไปถึงกระดูก
แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะเย็นลง เสียงอสนีบาตครั้งใหม่ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักเซียนอวี้หลง ซึ่งมีความขัดแย้งกับสำนักเฟิ่งหลวนมานานกว่าสามพันปี
"ตาเฒ่าเหลย! หยุดพล่ามได้แล้ว! ศิษย์คนนี้ต้องเป็นของสำนักเซียนอวี้หลงเท่านั้น!!!"
เสียงคำรามตอบโต้ดังสนั่นกลับไปยังฟากฟ้าอีกฝั่ง
"ลวี่เฉิง! เจ้านั่นแหละที่พล่าม! สำนักเซียนอวี้หลงของเจ้าแพ้ให้สำนักเฟิ่งหลวนของข้าทุกปี! เป็นได้แค่อันดับสองมานับหมื่นปี เจ้ายังจะกล้าขโมยคนจากเราอีกหรือ? กลับไปเลียแผลของเจ้าเถอะ!"
"ไสหัวไปซะ!"
"เจ้าคิดจะท้าทายข้ารึ!"
บทที่ 307: เปลืองรอยยิ้มของพวกเราแท้ๆ
ในยามที่สองผู้อาวุโสแห่งสำนักเซียนกำลังด่าทอกันกลางอากาศอย่างดุเดือด จู่ๆก็มีค่ายกลเคลื่อนย้ายปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา เมื่อมองดูชัดๆก็พบว่าเป็นสำนักเซียนหนานหมิง ผู้มาใหม่จากสามสำนักเซียนชั้นสูงสุด
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเซียนหนานหมิงไม่เสียเวลาพูดจา เขาลงมือทันทีด้วยการใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เปลืองหินวิญญาณมหาศาล ปรากฏกายพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ร่างกลับพุ่งตรงไปยังแท่นเหินเซียนอย่างรวดเร็ว คล้ายมีความตั้งใจจะจับตัวผู้ที่เหินเซียนออกมานั้นไปครอบครอง
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเซียนระดับสองพากันนิ่งอึ้ง
"บัดซบ" คำสบถหลุดออกจากปากหลายคนแทบจะพร้อมกัน
จริงดังคำกล่าวที่ว่าสุนัขที่กัดเจ็บไม่เคยเห่า!
อย่างไรก็ดี ในบรรดาสำนักระดับสองกลับมีสายลับจากสำนักเซียนเฟิ่งหลวนและสำนักเซียนอวี้หลงรวมอยู่ด้วย เมื่อเห็นสำนักเซียนหนานหมิงใช้เล่ห์กลเช่นนี้ พวกเขาก็รีบส่งข่าวให้ผู้อาวุโสของตนทันที
ทันใดนั้น เสียงตวาดพลันดังก้องจากระยะไกล "จัวเอ่อร์! หยุดเดี๋ยวนี้! อย่าได้คิดลักไก่!"
"เจ้าเฒ่าจัวเอ่อร์คนโฉดชั่ว! เราต้องแข่งกันอย่างยุติธรรม! หากเจ้ากล้าข้ามหน้า เราจะไม่เลิกราจนกว่าจะตายกันไปข้าง!"
ผู้อาวุโสจัวเอ่อร์แห่งสำนักเซียนหนานหมิงเหลือบตากลับไปเล็กน้อย สีหน้าฉายแววเย้ยหยัน คล้ายกล่าวว่า ‘ข้าจะสนเจ้าเพื่อ?’
เป้าหมายของเขาชัดเจน นั่นคือต้องการครอบครองตัว ‘ผู้เหินเซียนฟ้าสรรเสริญเก้าก้อง’ ให้ได้ก่อนใคร และแน่นอนว่าหากสำเร็จย่อมทำให้สำนักอื่นเจ็บใจจนร้องไห้เป็นแน่แท้
ในเมื่อไม่อาจทนได้ ผู้อาวุโสแห่งสำนักเซียนเฟิ่งหลวนและอวี้หลงจึงต้องเปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายของตนเอง รีบเร่งเดินทางมาถึง แม้จะเปลืองหินวิญญาณไปไม่น้อย
เมื่อทั้งสามฝ่ายมาพบกัน สายตาที่มองดูอีกฝ่ายล้วนเปี่ยมไปด้วยความอาฆาต หากไม่เกรงว่าจะทำให้ผู้เหินเซียนฟ้าสรรเสริญเก้าก้องตื่นกลัว พวกเขาคงลงมือต่อสู้กันไปแล้ว ณ ที่นั้น
สามผู้อาวุโสพร้อมศิษย์และพรรคพวกของตนแยกยืนล้อมแท่นเหินเซียนจากสามทิศ บีบจนแทบไม่มีช่องว่าง รอให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ภายในออกมาเพื่อจะแย่งตัว
ในขณะเดียวกัน ผู้ฝึกตนที่อยู่ในแท่นเหินเซียนต่างหน้าซีดด้วยความตื่นตระหนก
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เราจะออกไปได้หรือไม่? ข้างนอกจะมีอันตรายถึงชีวิตไหม?" หลายคนพึมพำด้วยความหวาดกลัว เสียงของเหล่าผู้อาวุโสข้างนอกยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกหวั่นใจ
ในขณะที่ความเงียบปกคลุมบรรยากาศตึงเครียด เสียงใสๆก็ดังขึ้นจากด้านหลังฝูงชน
"ท่านทั้งหลาย โปรดหลีกทางให้ข้าได้หรือไม่? ข้าต้องการออกไป"
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน พบว่าเจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม อายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี และที่น่าตกใจที่สุดคือ… นางมีพลังฝึกตนเพียงแค่ขั้นแยกจิตเท่านั้น!
"นี่มันอะไร?!"
"เด็กคนนี้มาเหินเซียนได้อย่างไรในขั้นแยกจิต?"
จีอู๋ซวงกะพริบตาปริบๆ กล่าวด้วยสีหน้าไร้พิรุธ "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน จู่ๆท้องฟ้าก็แยกออกมีช่องว่างปรากฏ ข้าเดินพลาดตกลงไป แล้วก็มาโผล่ที่นี่โดยไม่รู้ตัว"
"อะไรนะ?!"
"เป็นไปได้หรือ?"
"เจ้าเด็กคนนี้โกหกหรือเปล่า?"
แต่จีอู๋ซวงกลับแสร้งทำหน้าใสซื่อ เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "จริงแท้แน่นอน แล้วที่นี่คือที่ใดกัน ท่านทั้งหลายพอจะบอกข้าได้ไหม?"
ผู้ฝึกตนที่ดูใจดีคนหนึ่งตอบ "เด็กน้อย ที่นี่คือแดนเบื้องบน"
จีอู๋ซวงพยักหน้าเข้าใจ "อ้อ แดนเบื้องบนนี่เอง ถึงว่าหินวิญญาณธรรมดายังอุดมด้วยพลังวิญญาณ ขอบคุณที่บอกข้า เช่นนั้นข้าขอตัวไปก่อนละ"
"เจ้าเด็กน้อย ข้างนอกนั้นมีแต่เซียนหน้าตาดุดัน เจ้าไม่กลัวหรือ?"
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนที่แน่นขนัดจนดูเหมือนกลุ่มเมฆครึ้ม นางเอียงคอเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ "ข้าไม่กลัวหรอก พวกเราไม่มีเวรไม่มีกรรมต่อกัน จะกลัวไปไย? ข้าคิดว่าพวกเขาคงมาหาคนอื่นมากกว่า ข้าขอตัวก่อนนะ... อ้อ ใช่แล้ว ถ้าพวกท่านไม่รีบร้อนอะไร ข้าแนะนำว่าอยู่ฝึกตนที่นี่สักสามถึงห้าปีก่อนจะดีกว่า พอเปลี่ยนปราณวิญญาณเป็นปราณเซียนแล้วก้าวเข้าสู่ขั้นวิญญาณเซียนก่อน ค่อยออกไปเดินทางเถอะ"
ในแดนเบื้องบน ผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีเช่นพวกเขายังนับเป็นเพียงผู้ฝึกวิญญาณเท่านั้น การเหินเซียนแท้จริงต้องเริ่มจากการก้าวเข้าสู่ขั้นวิญญาณเซียน
และเมื่อพ้นขั้นวิญญาณเซียนไปแล้ว ยังมีขั้นเซียนโลกา เซียนสวรรค์ เซียนพิสุทธิ์ และเซียนทองคำให้ไต่เต้าต่อไป
การเข้าสู่ขั้นวิญญาณเซียนนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้พวกเขามีวิธีป้องกันตัวในแดนเบื้องบน นอกจากนี้ พวกเขายังผ่านการทดสอบเป็นตายจากการเหินเซียนมาแล้ว ความมั่นคงในจิตวิถีจึงเหนือกว่าผู้ฝึกเซียนในแดนเบื้องบนทั่วไป ย่อมมีโอกาสบรรลุได้สูงกว่า
นี่เองจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เหินเซียนจากแดนล่างถึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เพราะหากพวกเขารอดจากช่วงเริ่มต้นในแดนเบื้องบนได้ โอกาสที่จะกลายเป็นเซียนพิสุทธิ์หรือแม้กระทั่งเซียนทองคำย่อมมีมาก บางคนถึงขั้นกลายเป็นเซียนจุนครอบครองดินแดนเลยก็มี
"ขอให้ทุกท่านพบเส้นทางแห่งเซียนที่ราบรื่น ลาก่อน"
จีอู๋ซวงยิ้มหวานพลางโบกมือลา จากนั้นก็เดินลงจากแท่นเหินเซียนไปอย่างไม่เร่งร้อน
ด้านนอกแท่นเหินเซียน สามผู้อาวุโสแห่งสำนักเซียนต่างมองมาจนตาแทบทะลุ เมื่อเห็นว่ามีคนออกมา ทั้งเหลยหยา ลวี่เฉิง และจัวเอ่อร์ ต่างยิ้มกว้างเหมือนดอกลำโพงอ้า รอยยิ้มที่แสดงออกมาช่างดูอ่อนโยนเป็นมิตร สายตาจับจ้องคนที่เดินลงมาจากแท่นอย่าง.จดจ่อ
"ใกล้เข้ามาแล้ว!"
"อีกนิดเดียว!"
และทันทีที่บุคคลผู้นั้นก้าวออกจากอาณาเขตคุ้มกัน สามผู้อาวุโสก็พุ่งเข้าไปพร้อมกัน
แต่แล้วในช่วงอึดใจนั้นเอง ใบหน้าของพวกเขากลับแปรเปลี่ยนไปทันที เมื่อเห็น ‘ขั้นพลัง’ ของบุคคลนั้นได้ชัดเจน...
เป็นเพียงเด็กสาวอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี พลังฝึกตนแค่ขั้นแยกจิต ซึ่งปกติยังไม่มีคุณสมบัติจะเหินเซียนได้ด้วยซ้ำ!
สามผู้อาวุโสถึงกับชะงักตัวทันที
"อะไรกัน!?"
"ผิดคนเรอะ!?"
"เปลืองรอยยิ้มของพวกเราแท้ๆ!"
พวกเขายั้งตัวเองแทบไม่ทัน แต่รอยยิ้มที่ยังค้างอยู่บนใบหน้ากลับดูแปลกประหลาดจนบิดเบี้ยว จีอู๋ซวงเห็นดังนั้นก็กะพริบตาปริบๆด้วยความงุนงง
"เอ่อ...ผู้อาวุโสทั้งสามมองข้าเช่นนี้ด้วยเหตุใดหรือ? ข้าคิดว่าข้าไม่เคยรู้จักพวกท่านมาก่อนนะเจ้าคะ"
สามผู้อาวุโสล้วนเป็นผู้ฝึกตนในขั้นเซียนทองคำ ในแดนคุนหลิงนับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ หากพวกเขาตัดสินใจแยกตัวออกจากสำนัก ย่อมสามารถสร้างอาณาจักรของตนเองและกลายเป็นเซียนจุนประจำดินแดนเล็กๆได้โดยง่าย
ดังนั้น ผู้เหินเซียนจากโลกเบื้องล่างธรรมดาย่อมไม่มีวาสนาได้พานพบบุคคลระดับนี้ นับประสาอะไรกับการทำท่าทาง ‘เบื่อหน่าย’ แบบที่เด็กสาวผู้นี้กำลังแสดงออก
ช่างน่าขันยิ่ง!
พวกข้ายังไม่ทันรังเกียจเจ้าเลย เจ้ากลับมาทำหน้าทำตาเหมือนรังเกียจพวกข้าเสียเอง!
"เด็กน้อย เจ้าฝึกตนถึงขั้นเบิกวิถีแล้วหรือยัง?" จัวเอ่อร์ ผู้อาวุโสแห่งสำนักเซียนหนานหมิง จ้องจีอู๋ซวงเขม็ง น้ำเสียงเย็นเยียบ "หากเจ้ายังไม่ถึงขั้นเบิกวิถี เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่แท่นเหินเซียนได้?"
ตามธรรมเนียมแล้ว ผู้ฝึกตนที่เหินเซียนมาจากโลกเบื้องล่างต้องเป็นผู้ฝึกตนในขั้นเบิกวิถีเป็นอย่างต่ำ ทว่าเด็กน้อยที่ยังไม่ทะลวงขั้นเบิกวิถีเช่นนี้ทำให้เขาต้องครุ่นคิดมากขึ้น
จีอู๋ซวงยักไหล่ "ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน ข้ามาโผล่ที่นี่โดยไม่รู้ตัวเลยนะเจ้าคะ"
เหลยหยาและลวี่เฉิงหรี่ตาลงมองด้วยสีหน้าขรึมขลัง "เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าโผล่มาที่นี่โดยไม่รู้ตัว?"
"ไม่มีผู้ใดพาเจ้ามาหรือ?"
จีอู๋ซวงส่ายหน้า "ไม่มีเจ้าค่ะ ข้ากำลังออกไปฝึกฝนประสบการณ์ แต่กลับเจอพายุประหลาด ข้าถูกดูดเข้าไปจนหมดสติ พอตื่นขึ้นมาก็มาโผล่ที่นี่เสียแล้ว เอ่อ…ผู้อาวุโสทั้งสาม ข้าขอถามสักหน่อยได้หรือไม่ว่านี่คือที่ใด?"
จัวเอ่อร์ เหลยหยา และลวี่เฉิงสบตากัน พวกเขาสันนิษฐานว่าเด็กสาวคนนี้น่าจะถูกพายุแห่งความว่างเปล่าพัดพามา และหากนางโกหก พวกเขาย่อมจับพิรุธได้ทันที เพราะนางเป็นเพียงเด็กน้อยขั้นแยกจิตซึ่งไม่อาจปิดบังการตรวจสอบของพวกเขาที่อยู่ในขั้นเซียนทองคำได้
"พายุแห่งความว่างเปล่างั้นหรือ..." พวกเขาพึมพำกับตัวเอง ช่างเป็นโชคร้ายที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่การที่เด็กสาวรอดมาได้ก็อาจจะเป็นโชคดี
จัวเอ่อร์เอ่ยขึ้น "เด็กน้อย แล้วภายในแท่นเหินเซียนเป็นอย่างไรบ้าง?"
จีอู๋ซวงทำหน้า.งอ เอ่ยเสียงเบาเหมือนบ่นกับตัวเอง "ข้าตอบคำถามของพวกท่านทุกข้อ แต่พอข้าถามบ้าง ท่านกลับเพิกเฉย ไม่ยอมตอบ นี่ไม่ยุติธรรมเลยนะเจ้าคะ…"
คำพูดของนางทำเอาทั้งสามถึงกับนิ่งอึ้ง ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเด็กที่กล้าพูดจาเช่นนี้กับพวกเขา
[1] คนที่อันตรายมากที่สุด มักจะไม่แสดงออกหรือส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า เปรียบเทียบกับสุนัขที่ไม่เห่าก่อนกัด ซึ่งทำให้คนไม่ทันระวังตัว
บทที่ 308: วิถีสวรรค์แห่งคุนหลินผู้น่าสงสาร
"เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราเป็นใคร?!" เหลยหยาแห่งสำนักเซียนเฟิ่งหลวนตวาดเสียงดังลั่น
จีอู๋ซวงจ้องกลับด้วยดวงตาโตใส "ผู้อาวุโส ข้าก็บอกแล้วว่าข้าไม่รู้จักพวกท่านนี่เจ้าคะ ท่านเองก็ไม่ได้ดูอายุมากเท่าไหร่ เหตุใดความจำแย่เสียแล้วเล่า?"
"ฮ่าๆๆ!" ลวี่เฉิงแห่งสำนักเซียนอวี้หลงหัวเราะลั่น "เจ้าพูดถูกแล้ว เด็กน้อย เจ้านี่ช่างหลักแหลมนัก เหลยหยาก็แค่แก่แล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ อย่าไปสนใจเขาเลย ที่นี่คือดินแดนคุนหลิงน่ะ"
จีอู๋ซวงนิ่งไปชั่วครู่ก่อนหน้าตาตื่นตะลึง "ดินแดนคุนหลิง? ข้ามาอยู่ในดินแดนสามพันโลกแล้วหรือ? อา…แล้วข้าจะกลับบ้านได้อย่างไรกัน…" พูดจบนางก็แสร้งทำท่าจะร้องไห้
"ฮึ เจ้าเพิ่งจะรู้ตัวหรือ?" เหลยหยาเอ่ยเสียงห้วน "เด็กน้อยอย่างเจ้าคงอยู่ที่คุนหลิงไม่รอดเกินสามวันหรอก เอาเช่นนี้เถิด เจ้าบอกสถานการณ์ภายในแท่นเหินเซียนมาให้ละเอียด แล้วข้าจะรับเจ้าไปเป็นคนรับใช้ในสำนักเฟิ่งหลวน"
ในสายตาของเหลยหยา นี่เป็นโอกาสทองที่ยิ่งใหญ่ สำนักเซียนเฟิ่งหลวนถือเป็นสำนักที่ทรงอำนาจที่สุดในคุนหลิง แม้แต่การเป็นคนรับใช้ในสำนักนี้ก็ยังนับว่าเป็นโชควาสนาอันล้ำค่า
ลวี่เฉิงและจัวเอ่อร์ได้ยินดังนั้นต่างพากันด่าเหลยหยาในใจว่าเจ้าเล่ห์ แล้วก็รีบเอ่ยข้อเสนอของตนบ้าง
"เด็กน้อย อย่าไปฟังเจ้าเฒ่าเหลยหยา เจ้าบอกสถานการณ์มาเถิด ข้าจะรับเจ้าไปเป็นศิษย์เงา ให้เจ้าฝึกฝนกระบี่จนสำเร็จ"
"เด็กน้อย เจ้าอย่าได้ตื่นตระหนกไป ข้าสังเกตเห็นว่าพลังธาตุไฟและไม้บนตัวเจ้าช่างเข้มข้นนัก คงเป็นรากวิญญาณคู่ธาตุไฟและไม้เป็นแน่แท้ มาเป็นศิษย์หลอมโอสถที่สำนักเซียนหนานหมิงเถิด" จัวเอ่อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนเมตตา
เหตุการณ์นี้เข้าสู่สายตาของกลุ่มผู้เฝ้ามองที่อยู่ไม่ไกลซึ่งได้ยินบทสนทนาอย่างชัดเจน ความตกตะลึงของพวกเขาไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
"ให้ตายสิ...เจ้าเด็กคนนี้ต้องเป็นคนที่มีวาสนาฟ้าลิขิตเป็นแน่!"
จู่ๆก็ถูกพายุแห่งความว่างเปล่าพัดพามายังแดนเบื้องบน แถมยังมากับผู้เหินเซียนระดับตำนาน ‘เสียงฟ้าสรรเสริญเก้าก้อง’ และตอนนี้กลับเป็นที่หมายปองของสามสำนักเซียนชั้นสูงที่สุด? นี่มันต้องเป็นโชควาสนาที่บรรพชนให้พรจนควันไฟลอยกรุ่นขึ้นจากหลุมศพแน่ๆ!
แต่เมื่อหันกลับมายังจีอู๋ซวง เจ้าตัวกลับไม่มีแม้แต่ความดีใจหรือความตื่นเต้น นางเพียงทำสีหน้านิ่งๆ คล้ายไม่รู้ว่าตนเองกำลังได้รับความสำคัญขนาดไหน
‘อ๊าก… ทำไมวาสนาดีๆแบบนี้ไม่ตกมาอยู่ที่พวกข้าบ้างเล่า?!’ เสียงคร่ำครวญดังระงมในใจของเหล่าผู้ชม
จีอู๋ซวงเอียงคอเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม "ผู้อาวุโสทั้งสามอยากรู้สิ่งใดหรือเจ้าคะ?"
"ผู้เหินเซียนที่เป็นเสียงฟ้าสรรเสริญเก้าก้องนั้นมีหน้าตาอย่างไร?"
"ใช่ ใช่ เป็นบุรุษหรือสตรี? อายุมากหรือน้อย?"
"สูงต่ำอ้วนผอม? มีลักษณะเด่นอะไรหรือไม่?"
ทั้งสามต่างล้อมเข้ามาถามกันไม่หยุดหย่อน จีอู๋ซวงทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเรียบง่ายว่า "ว่าแต่...เสียงฟ้าสรรเสริญเก้าก้องคืออะไรหรือเจ้าคะ?"
สามผู้อาวุโส "......"
นี่เราจับเด็กไม่รู้เรื่องอะไรเลยมาได้สินะ!
"ก็เสียงก้องกังวานในขณะเหินเซียนไงเล่า!"
จีอู๋ซวงพยักหน้าช้าๆ "อ้อ...ท่านหมายถึงเสียง ‘ตงๆๆ’ ใช่ไหมเจ้าคะ?"
"ใช่ ใช่ ใช่! ก็เสียงตงๆๆ นั่นแหละ!"
จีอู๋ซวงฉีกยิ้มเล็กน้อยพลางโกหกหน้าตาย "ข้าไม่ได้เห็นผู้ที่สร้างเสียงตงๆๆหรอกเจ้าค่ะ แต่ข้าเห็นนกยักษ์สีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่ง มันเหยียบเมฆามงคลบินจากไปอย่าง.งดงาม และก่อนจากไป มันยังร้องเสียงดังหลายครั้งด้วย ท่านทั้งสามได้ยินเสียงนั้นหรือเปล่าเจ้าคะ?"
สามผู้อาวุโส "!!!"
"เสียงร้องของอสูรวิญญาณ?!"
เมื่อผู้อาวุโสทั้งสามได้ยินคำบรรยายของจีอู๋ซวง ก็พลันหวนนึกถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
เมฆามงคลหลากสี!
แสงแห่งฟ้ารุ่งโรจน์ที่แผ่ปกคลุมทั่วหล้า!
และเสียงร้องของอสูรที่ดังสะท้อนจากใจกลางเมฆามงคล!
หรือว่า… ผู้เหินเซียนแห่งเสียงฟ้าสรรเสริญเก้าก้องนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ แต่เป็นอสูรวิญญาณ?
แต่อสูรวิญญาณมักมีเส้นทางการเหินเซียนของพวกมันเองไม่ใช่หรือ? แล้วเหตุใดจึงมาปรากฏตัวที่แท่นเหินเซียนของเผ่ามนุษย์? หรือจะหลงทางมา?
"เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่านกตัวนั้นคืออะไร?" จัวเอ่อร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย
จีอู๋ซวงส่ายหน้า "ข้าไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อมองดูมัน ข้ารู้สึกเจ็บตาเหลือเกิน ไม่กล้ามองนานนัก แต่ข้าเห็นรางๆว่าอสูรตัวนั้นสง่างามยิ่งนัก ขนปีกของมันเลอค่า เงางามจับตา… เอ่อ จะให้บรรยายอย่างไรดีล่ะ… หากต้องกล่าวก็คงเป็น ‘สีขาวอันหลากสี’ นั่นล่ะเจ้าเจ้าค่ะ"
ผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ต่างนิ่งอึ้ง
สีขาวอันหลากสีมันคืออะไร?!
แต่สำหรับสามผู้อาวุโสซึ่งประสบการณ์ล้ำเลิศนั้น พวกเขากลับสบตากันด้วยสีหน้าที่เก็บซ่อนความตกใจได้อย่างยากลำบาก
ตามคำบรรยายของเด็กสาว… อสูรวิญญาณที่เหินเซียนขึ้นไปนั้น อาจเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่เล่าขานกันว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้ว… เชื้อสายของวิหคไป๋เฟิ่ง
หากเป็นเชื้อสายของวิหคไป๋เฟิ่ง การที่มันจะเรียกเสียงฟ้าสรรเสริญเก้าก้องก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด!
หากว่าเป็นสายเลือดของวิหคไป๋เฟิ่ง แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวสายเลือด แต่ทั้งดินแดนคุนหลิงคงยอมทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงมัน!
‘เราต้องปรึกษาเรื่องนี้กันอย่างรอบคอบ…’ พวกเขาต่างคิดในใจ
ในขณะเดียวกัน จีอู๋ซวงยังคงไม่รู้ว่าตัวเองเพิ่งสร้าง ‘วิหคไป๋เฟิ่ง’ ขึ้นมาจากความมโนล้วนๆ ด้วยการจับสิ่งที่มีอยู่รอบตัวมายำรวมกัน ส่งผลให้ดินแดนทั้งหมดยุ่งเหยิงจนต้องตามล่าหาความจริง และกลายเป็นชนวนของความขัดแย้งระหว่างสำนักต่างๆ
ทว่าความจริงแล้ว จีอู๋ซวงก็ไม่ได้โกหกทั้งหมดนัก เพราะเหตุการณ์ฟ้ากระหึ่มเสียงก้องกังวานนั้นเกิดขึ้นเพราะตัวนางเองกับพวกพ้องของนาง!
ในสายตาของวิถีแห่งสวรรค์แห่งแดนคุนหลิง จีอู๋ซวงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผิดปกติราวกับว่าขัดกับกฎแห่งฟ้าดิน ร่างกายของนางนั้นแข็งแกร่งจนเทียบได้กับอาวุธเซียนชั้นสูงสุด! การส่งสัญญาณเตือนสวรรค์ด้วยการ ‘ตีระฆังเตือนสวรรค์’ จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว
แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น
ในขณะที่วิถีแห่งสวรรค์ยังคงส่งเสียงเตือน มันก็พบว่าเด็กสาวคนนี้พกพาอสูรประหลาดมาทั้งรัง!
ใช่! ทั้งรัง!
หนึ่งคือไป๋เจ๋อ สิ่งมีชีวิตที่มีเพียงหนึ่งเดียวในฟ้าดิน อีกหนึ่งคือเฟิ่งหวงแดนมรณะผู้สืบทอดตำนาน ยังมีมังกรน้อยที่เริ่มมีเขาอันทรงพลัง และอสูรเหินเวหา ผู้มีลมหายใจแห่งสัตว์เทพยุคบรรพกาล
ที่สุดแปลกก็คือ สัตว์เทพที่มาคู่กับสัตว์มงคล และยังมีเถาวัลย์ที่ไม่อาจระบุพลังได้ชัดเจน
สุดท้าย แม้กระทั่งจิ้งจอกเจ็ดหางก็ยังมีพลังพิเศษเหนือธรรมดา!
และสิ่งที่ทำให้วิถีแห่งสวรรค์สะพรึงกลัวที่สุดคือเด็กทารกแห่งเผ่าวิญญาณที่หลับใหลอยู่ในอ้อมแขนของจีอู๋ซวง!
มันจึงต้องทุ่มสุดตัว ‘ตีระฆังเตือนสวรรค์’ ด้วยพลังทั้งหมดของมัน
เมื่อวิถีแห่งสวรรค์แห่งคุนหลิงสังเกตเห็นว่า ‘พลเมือง’ ของตนยังไม่ทันตระหนักถึงความสำคัญของเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ และกลับปล่อยให้จีอู๋ซวงกล่าวถ้อยคำก่อความสับสนอย่างราบรื่น วิถีแห่งสวรรค์เองก็ได้แต่เงียบขรึมอยู่กับความปวดหัว
หลังจากนั้น ผู้อาวุโสแห่งสามสำนักเซียนชั้นหนึ่งแอบสนทนาอย่างลับๆ ผ่านการส่งเสียงจิต พวกเขาดูเหมือนจะตกลงกันได้ในบางสิ่ง จัวเอ่อร์และลวี่เฉิงจึงจากไปโดยไม่หันกลับ เพราะยังต้องเร่งกลับไปวางแผนกลยุทธ์กันต่อ ส่วนจีอู๋ซวงนั้น พวกเขาตกลงยกให้อยู่ในความดูแลของเหลยหยา
ในเมื่อเหลยหยาเป็นคนแรกที่เอ่ยปากรับนาง ก็ปล่อยให้เป็นภาระของเขาเถิด
เหลยหยาก้าวขึ้นมาข้างหน้าสองก้าว ก่อนจะพบว่าจีอู๋ซวงยังยืนเหม่ออยู่ด้านหลัง เขาหันกลับไปจ้องด้วยสายตาดุดัน "เจ้ายังยืนเฉยอยู่ทำไม? รีบตามมาสิ!"
จีอู๋ซวง: "หา?"
"เจ้านี่โง่หรือไร?" เหลยหยากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูกระแทกกระทั้น "ยังต้องให้ผู้อาวุโสอย่างข้าเชิญอีกหรือ? รีบตามมา!"
จีอู๋ซวงทำท่าเหมือนเพิ่งได้สติ นางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนเอ่ยว่า "ผู้อาวุโส ท่านจะรับข้าเป็นศิษย์หรือ?"
เหลยหยาถึงกับมุมปากกระตุก พลางเอ่ยเสียงดังกึกก้องด้วยความหงุดหงิด "เจ้าคิดอะไรอยู่? การจะเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสอย่างข้านั้นต้องเป็นยอดคนในหมู่มวลชน! เจ้ายังไม่ใช่ผู้เหินเซียนด้วยซ้ำ จะมาคิดเป็นศิษย์ของข้า? ฝันไปเถอะ! แต่ข้าจะเมตตา รับเจ้าไปเป็นคนรับใช้ตัวเล็กๆในสำนักก็แล้วกัน"
จีอู๋ซวงจับสังเกตได้ว่าผู้อาวุโสเหลยหยาผู้นี้ แม้จะดูดุดันแต่กลับไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ เขาอาจจะปากร้ายไปบ้าง แต่จิตใจกลับอ่อนโยน หากจีอู๋ซวงเป็นเพียงผู้ฝึกตนธรรมดา การได้รับความช่วยเหลือจากเขาเท่ากับได้รับชีวิตใหม่
แต่จีอู๋ซวงหาใช่ผู้ฝึกตนธรรมดา… ใครที่ยุ่งเกี่ยวกับนางถือว่าโชคร้ายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
บทที่ 309: ถูกปล้น!
นางตั้งใจจะใช้เวลาท่องเที่ยวในแดนคุนหลิงให้ทั่ว เพื่อค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ทั้งหลายที่เคยชี้นำวิถีให้ตน รวมถึงของสำคัญบางอย่างที่ยังเก็บไว้ในห่อสัมภาระ อีกทั้งนางยังต้องการเพิ่มพูนพลังฝึกตนเพื่อจะได้ก้าวขึ้นไปยังสามพันโลกเบื้องบนให้เร็วที่สุด
ที่สำคัญ การล้างแค้นและค้นคืน ‘กระดูกวิญญาณ’ ที่ถูกขโมยไปจากร่างเดิมของนางเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะต้องไปจนสุดฟ้าสุดแผ่นดิน นางก็จะต้องทำให้สำเร็จ
และสำหรับอดีตชาติของนางที่ถูกพรากชีวิตไปนับหมื่นปี กระดูกดวงจิตทั้งเจ็ดส่วนที่ถูกหลอมเป็นสิ่งชั่วร้าย นางต้องนำกลับมาทำลายให้หมดสิ้น!
ดังนั้น ความหวังดีของเหลยหยาจึงได้รับเพียงการยิ้มตอบจากนาง
"โอ้ ข้าไม่ขอเป็นคนรับใช้นะเจ้าคะ" จีอู๋ซวงปฏิเสธด้วยท่าทางจริงจัง "ในสำนักของข้า ข้านั้นเป็นถึงยอดคนที่ได้รับการ.ยกย่องรักใคร่จากทุกผู้คน จะให้ข้าไปเป็นคนรับใช้ตัวเล็กๆได้อย่างไร? ข้าไม่ทำ!"
เหลยหยาจ้องนางด้วยสายตาที่แทบจะพ่นไฟออกมา ขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ศิษย์อาวุโสที่อยู่ข้างเขากลับก้าวออกมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
"ผู้ฝึกตนธรรมดาอย่างเจ้ากล้าปฏิเสธความหวังดีของผู้อาวุโส? ท่านผู้อาวุโส ข้าขออนุญาต.อบรมเด็กคนนี้เอง!"
ศิษย์อาวุโสคนนั้นที่คิดจะเอาใจเหลยหยาด้วยการเสนอตัว ‘อบรม’ จีอู๋ซวง กลับทำให้ตัวเองเสียหน้ากว่าเดิม เพราะการกระทำของเขาไปกระตุ้นความไม่พอใจของผู้อาวุโสแทน
"อบรมบ้าอะไรของเจ้า! หุบปากไปเสีย!" เหลยหยาตวาดดังก้อง "ข้ายังไม่ได้พูด เจ้ากลับชิงพูดก่อนหน้า? ถอยไป!"
ศิษย์อาวุโสต้องล่าถอยไปอย่างหมดท่า แต่ก่อนจากไป เขายังส่งสายตาอาฆาตมาที่จีอู๋ซวง ซึ่งนางแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ทั้งยังเอ่ยอย่างมั่นใจว่า "ขอบคุณในความหวังดีของท่าน แต่ข้าขอยืนยันว่าจะไม่ทำหน้าที่เพียงแค่คนรับใช้ตัวเล็กๆ!"
เหลยหยาจ้องนางด้วยสายตานิ่งขรึม ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เด็กน้อย ที่นี่ไม่ใช่โลกของเจ้า นี่คือแดนคุนหลิงซึ่งเต็มไปด้วยภัยอันตราย เจ้าคิดดีแล้วหรือ?"
"ข้าคิดดีแล้วเจ้าค่ะ" จีอู๋ซวงตอบด้วยสีหน้ามั่นใจ
เหลยหยาจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะโยนยันต์และหินวิญญาณระดับต่ำจำนวนหนึ่งมาให้นาง "รับไว้เถิด ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนเล็กน้อย"
เหลยหยาหันหลังนำคนของเขาเหาะจากไปในทันที ความจริงแล้ว ไม่ใช่เพราะเขาใจแคบที่ให้เพียงแค่หินวิญญาณระดับต่ำ แต่เพราะเขาตระหนักได้ว่าหากให้ทรัพย์สินมากเกินไปกับเด็กสาวที่มีพลังต่ำต้อย อาจนำหายนะมาสู่ตัวนางเอง หินวิญญาณเพียงไม่กี่ก้อนนั้นไม่ดึงดูดความสนใจจากผู้ฝึกตนชั้นสูง แต่กลับมากพอสำหรับให้นางใช้เพิ่มพลังฝึกตนจนถึงขั้นเบิกวิถี
ขอเพียงนางระวังตน ก็น่าจะอยู่รอดไปได้ระยะหนึ่ง
จีอู๋ซวงมองดูยันต์และหินวิญญาณในมือ ก่อนหันไปโบกมือลาทิศทางที่เหลยหยาจากไป "ขอบคุณผู้อาวุโส! หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่~"
เมื่อสามสำนักเซียนจากไป เหล่าผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนระดับสองและกลุ่มคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยจากไปเช่นกัน บรรยากาศอันครึกครื้นที่แท่นเหินเซียนกลับคืนสู่ความสงบวังเวงอีกครั้ง
แต่ทันทีที่จีอู๋ซวงก้าวเดินออกไป ก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบจากทุกทิศทาง ครั้นหันไปมองก็เห็นกลุ่มเซียนเร่ร่อนจำนวนเจ็ดแปดคน พวกเขาแสยะยิ้มชั่วร้าย และล้อมนางไว้ในวงแคบ
"เฮเฮเฮ..." หัวหน้ากลุ่มกล่าวพลางเลียริมฝีปาก "เด็กน้อย เอาของในมือเจ้ามาให้พวกเราซะถ้ายังรักชีวิตอยู่!"
จีอู๋ซวงยืนนิ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ และเอ่ยขึ้นว่า "ปล้น!"
อีกฝ่ายหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม
หัวหน้ากลุ่มก้าวเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยเย้ยหยัน "ใช่แล้ว ปล้น! แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์พูดคำนี้ ส่งยันต์และหินวิญญาณมาเสียดีๆ ไม่เช่นนั้น..."
เขายังพูดไม่ทันจบ ร่างของเขาก็หมุนคว้างเหมือนโลกกลับหัว ดวงตาพร่ามัวมองเห็นเพียงละอองหมอกโลหิตสีเข้มพวยพุ่งไปทั่ว หัวสมองเต็มไปด้วยความงุนงง และก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว บางสิ่งบางอย่างได้กระชากดวงวิญญาณของเขาออกจากร่างอย่างไร้ปรานี!
เจ็บ!
เจ็บเหลือเกิน!
ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มพยายามรวบรวมสติในสภาพวิญญาณที่ลอยล่อง เมื่อมองไปรอบตัว เขาก็ต้องตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ซากศพเกลื่อนกลาดเต็มพื้น!
หัวที่ถูกตัดขาดกลิ้งอยู่ทุกหนทุกแห่ง!
ไม่ใช่แค่เขา… แต่พี่น้องร่วมกลุ่มของเขาทุกคนล้วนถูกจัดการในพริบตา!
นี่มัน…
เป็นไปได้อย่างไร?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หรือว่าจะเป็นยันต์ที่ผู้อาวุโสแห่งสำนักเซียนผู้นั้นฝากไว้?
ไม่เสียทีที่เป็นยันต์ของสำนักเซียนชั้นสูง ช่างน่าสะพรึงกลัว!
ไม่ได้การ ข้าต้องหนี!
ในฐานะผู้ฝึกตนขั้นเซียน แม้ร่างเนื้อจะถูกทำลาย แต่ตราบใดที่วิญญาณยังคงอยู่ เขาก็ยังมีโอกาสใช้วิชา ‘ยึดครองร่าง’ เพื่อฟื้นคืนชีพได้!
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไร วิญญาณของเขาก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิ้วเดียว…
ถูก… ถูกจับไว้แล้วหรือ?!
ในที่สุด ใบหน้าหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
เป็นใบหน้า.งดงามหมดจดและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายบริสุทธิ์ ราวกับนางเซียนจากสวรรค์ แต่ในเวลาเดียวกันกลับแฝงกลิ่นอายอันตรายอย่างน่าประหลาด
นี่คือเด็กสาวผู้ฝึกตนขั้นแยกจิตคนนั้น…
ใช่แล้ว คนที่พวกเขาดูถูกว่าเป็นลูกไก่ในกำมือ!
วิญญาณของพวกเขาทั้งหมด… ถูกเด็กสาวคนนี้ใช้มือเปล่ากักไว้ราวกับเป็นสิ่งของ!
ในขณะที่ความตื่นตระหนกปกคลุมไปทั่ว พวกเขาก็ได้ยินเสียงนางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
"ข้าบอกแล้วว่าข้าจะปล้น พวกเจ้ายังไม่หนี กลับเลือกที่จะเข้ามาล้อมข้าอีก… นี่ไม่โง่ไปหน่อยหรือ?"
กลุ่มวิญญาณเซียนที่เหลือรอดพากันเงียบกริบ
นี่มันอะไรกัน…
ที่แท้ พวกเขาต่างหากที่ถูกปล้น!
เหล่านักล่าที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนายพรานผู้ชาญฉลาด วันนี้กลับถูกนกที่เคยล่าจิกตาบอดเสียเอง พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าชีวิตนักล่าของพวกเขาจะจบลงเช่นนี้
เด็กสาวตรงหน้านี้ ชัดเจนว่าไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดา หากเดาไม่ผิดนางคงเป็นผู้ที่ทำให้เกิดเสียงฟ้าสรรเสริญเก้าก้องในการเหินเซียนครั้งนั้น!
น่ากลัวเกินไปแล้ว...
พวกเขาไม่ทันแม้แต่จะมองเห็นว่านางลงมืออย่างไร ก็พบว่าตัวเองตายตกไปเสียแล้ว
ที่สำคัญ… นางยังไม่สนใจที่จะพูดคุยหรือต่อรองเหมือนคนทั่วไป แต่ลงมือจัดการทันที!
"ท่านผู้มีอำนาจ! เราผิดไปแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย!"
"ใช่แล้ว ท่านโปรดเมตตาเถิด พวกเรายินดีรับใช้ท่าน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม!"
จีอู๋ซวงไม่ได้ใส่ใจคำวิงวอนเหล่านั้น นางเพียงรวบรวมวิญญาณเซียนทั้งหมดของพวกเขาและนำมาแขวนไว้ที่เอวของตนด้วยท่าทางสบายๆ จนดูเหมือนมารร้ายที่สะสมหัวกะโหลกไว้เป็นเครื่องประดับ
นางสามารถใช้อักขระแห่งเต๋าเพื่อผนึกพวกเขาได้อย่างง่ายดาย แต่จีอู๋ซวงยังคงจำคำสั่งสอนของวิถีแห่งสวรรค์แห่งเทียนหลานที่ย้ำเตือนเสมอได้
‘จงสงบ จงสงบ จงสงบ…’
การใช้พลังของวิถีแห่งสวรรค์ในทันทีอาจทำให้วิถีแห่งสวรรค์ไม่พอใจ เหมือนตอนที่นางเคยหนีการตามล่าจากวิถีสวรรค์ของแดนรัตติกาลนิรันดร์ที่เคยไล่ล่านาง!
ดังนั้น ในยามนี้… นางจึงเลือกที่จะ ‘แขวน’ พวกเขาไว้ที่เอวแทน
หลังจากจัดการรวบรวมวิญญาณเสร็จ นางก็สะบัดมือปล่อยเปลวเพลิงออกมา ซากศพทั้งหมดบนพื้นถูกเผาเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา พร้อมทั้งเก็บแหวนมิติของพวกเขามาไว้อย่างรวดเร็ว
แม้แหวนเหล่านี้จะถูกจำกัดพลังในโลกเบื้องล่าง แต่มันก็ยังมีประโยชน์ แหวนเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาความจำเป็นของนางได้ในยามนี้
นางลบตราประทับวิญญาณบนแหวนได้อย่างง่ายดาย ก่อนตรวจดูสิ่งของข้างใน พบว่ามีหินวิญญาณชั้นยอดจำนวนไม่น้อย ซึ่งหายากมากในดินแดนคุนหลิง เพราะหินวิญญาณชั้นยอดมักวิวัฒน์กลายเป็นหินวิญญาณเซียน
สิ่งนี้ยืนยันว่านักล่าเหล่านี้ต้องสังหารผู้เหินเซียนมามากมาย ไม่เช่นนั้นย่อมไม่มีทรัพย์สมบัติเช่นนี้ได้
จีอู๋ซวงคิดถึงผู้เหินเซียนที่ตนรู้จัก เช่น เหลี่ยนเยว่ ลู่สิงโจว หรือฉือเหล่ย หากคนเหล่านี้ต้องสูญเสียชีวิตให้พวกโจรร้ายเช่นนี้ นับว่าน่าเสียดายยิ่งนัก
"นำทางข้าไปยังถ้ำของพวกเจ้า" จีอู๋ซวงกล่าวพลางบีบวิญญาณดวงหนึ่งในมือ
"ไม่มีถ้ำ ไม่มีเลย…" เขาพยายามปฏิเสธอย่างลนลาน
แต่คำโกหกนั้นชะงักลงทันที เมื่อจีอู๋ซวงออกแรงบีบวิญญาณในมือจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง เสียงกรีดร้องดังก้อง
"อ๊าก!!!"
วิญญาณเซียนที่ถูกจีอู๋ซวงบีบในมือส่งเสียงกรีดร้องน่าเวทนาก่อนที่ร่างจะกระจายเป็นละอองควันในอากาศ
นางสะบัดมืออย่างไม่แยแส ก่อนจะคว้าจับวิญญาณดวงที่สอง
"นำทาง" นางเอ่ยเสียงเรียบ
"ขอรับ… ขอรับ…"
วิญญาณดวงที่สองรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว พร้อมนำทางด้วยความหวาดกลัวสุดขีด กลัวว่านางจะไม่พอใจขึ้นมาและทำลายเขาเหมือนวิญญาณดวงแรก วิญญาณที่เหลือที่ไม่ได้ถูกจับขยุ้มต่างพากันสั่นสะท้าน บ้างถึงขั้นรวมตัวกันสั่นด้วยความหวาดผวา
น่ากลัว! น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ในสายตาของพวกเขา การบดขยี้วิญญาณเซียนด้วยมือเปล่าเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ วิญญาณเซียนนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะถูกทำลายได้ง่ายๆ แต่นางกลับทำเหมือนเป็นเพียงของเล่นธรรมดา!
บทที่ 310: สามกระบี่ฟาดฟัน
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าสู่ถ้ำของเหล่านักล่า จีอู๋ซวงพบผู้ฝึกตนเร่ร่อนหลายคน บ้างเห็นว่านางมีพลังฝึกตนต่ำ แต่กลับงดงามดุจเทพธิดา บ้างคิดว่านางอาจเป็นทายาทของตระกูลผู้ทรงอิทธิพล และเสนอตัวพานางไปส่งถึงที่โดยหวังว่าจะได้ค่าเหนื่อยเป็นสินน้ำใจ
ส่วนบางคนที่มีเจตนาร้าย กลับคิดจะลักพาตัวนางเพื่อเรียกค่าไถ่หรือปล้นทรัพย์สินของนาง
แต่ไม่ว่าเจตนาใดก็ตาม เมื่อพวกเขาเห็นวิญญาณเซียนที่ถูกแขวนอยู่ที่เอวของจีอู๋ซวง ทุกคนต่างหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
ให้ตายสิ! เด็กสาวงามล่มเมืองที่มีวิญญาณเซียนเป็นเครื่องประดับงั้นหรือ!?
บัดซบ! ต้องไม่ใช่เด็กสาวธรรมดาแน่ นางต้องเป็นเซียนชั่วร้ายที่ปลอมตัวมา!
พวกเขาทั้งหมดไม่รอช้า รีบหนีไปราวกับไฟลุกท่วมเท้า
"หนีเร็ว!"
"อย่าให้โดนจับได้เด็ดขาด!"
แม้กระทั่งบางคนที่มีจิตสำนึกในความถูกต้อง กลับรีบไปแจ้งข่าวเพื่อหาคนมาช่วยเหลือโดยด่วน
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง จีอู๋ซวงไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย นางเดินตามคำแนะนำของวิญญาณเซียนอย่างไม่รีบร้อน จนกระทั่งเข้าสู่เขตแดนของถ้ำเหล่านักล่า แต่สิ่งที่วิญญาณเหล่านั้นไม่ได้บอกนางคือ
พวกมันวางค่ายกลระดับห้าไว้ในถ้ำ!
ค่ายกลระดับห้านี้เป็นของล้ำค่าที่พวกมันลงทุนมหาศาลจ้างปรมาจารย์ค่ายกลจากสำนักเซียนหมิงเยว่มาจัดตั้งขึ้น
ขอเพียงนางก้าวเข้ามาในค่ายกลนี้ วิญญาณของนางก็จะถูกทำลายจนสิ้น!
วิญญาณเซียนเหล่านี้แสยะยิ้มเย็นในใจ
เมื่อเจ้าตาย เราจะใช้เลือดเนื้อของเจ้าไปเลี้ยงหมา ให้เจ้าไม่มีวันได้ไปเกิดใหม่!
จีอู๋ซวงที่ดูเหมือนไม่รู้ตัวก้าวเข้าไปในค่ายกลด้วยความไม่ระมัดระวังทันที
ค่ายกลเริ่มทำงานเมื่อจับได้ถึงการบุกรุก พลังทำลายล้างมหาศาลจากจุดทั้งสามของค่ายกล ทั้งเพลิงอัคคีสิบเจ็ด พฤกษาวายุพิฆาตหกสิบหก โลหะพิสุทธิ์สิบเอ็ด ถูกปลดปล่อยออกมาทันที
พลังสามสายพุ่งเข้าหาจีอู๋ซวงอย่างรวดเร็วราวกับจะบดขยี้นางให้สิ้นซาก!
ในขณะเดียวกัน วิญญาณเซียนที่ถูกจับกุมต่างใช้โอกาสนี้หลบหนีไป พร้อมกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้าปีศาจน้อย! เจ้าจบเห่แล้ว!"
"ใช่ๆๆ ร่างของนางจะกลายเป็นเศษเนื้อในพริบตา!"
"แต่วิญญาณของพวกเจ้าจะถูกข้าหลอมเป็นตุ๊กตาผี!" เสียงใสๆดังขึ้นขัดจังหวะ
"ดีเลย…" วิญญาณที่หลบหนีอยู่เอ่ยเห็นพ้องเสร็จก็ถึงกับชะงักเมื่อรู้ตัว สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
พวกมันหันกลับไปมองด้วยความไม่เชื่อสายตา ดวงตาเบิกกว้างขณะที่พยายามขยับตัวหนี แต่ดูเหมือนว่าขาของพวกมันกลับขยับไม่ได้เลย…
"เมื่อครู่…ที่พวกเจ้าพูดว่า ‘ดีเลย’ นั่น…จริงหรือ?" จีอู๋ซวงถามพลางยิ้มบางๆ
เหล่าวิญญาณที่เหลือรีบส่ายหัวรัวๆ จนดูเหมือนลูกข่างที่กำลังหมุน หวาดกลัวจนแทบร้องไห้
จากนั้นพวกมันก็ได้เห็นในสิ่งที่ทำให้จิตใจแตกสลาย
เด็กสาวที่ควรจะถูกค่ายกลระดับห้าทำลาย กลับค่อยๆเดินออกมาจากแสงแห่งค่ายกลด้วยท่าทางสง่างาม ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนบนร่างกาย และเส้นผมที่พลิ้วไหวก็ยังเรียบเนียนไม่มีแม้แต่เส้นเดียวที่หลุดออกมา
จีอู๋ซวงขยับฝีเท้าเข้ามาใกล้พวกมันทีละก้าว รอยยิ้มบนใบหน้าดูอ่อนโยนดุจเทพธิดา แต่ในสายตาของวิญญาณเซียนเหล่านั้น นางคือปีศาจร้ายในคราบเทพธิดาที่น่ากลัวกว่ามารร้ายตนใดในตำนาน!
เหตุใดค่ายกลระดับห้ายังทำอันตรายนางไม่ได้แม้แต่น้อย?
นางมาจากแดนเบื้องล่างจริงๆงั้นหรือ?
ไม่สิ… นางต้องมาจากแดนเทพในเก้าโลกเบื้องบนแน่ๆ !
พวกมันแทบจะเสียสติ ไม่สามารถเข้าใจความเป็นไปได้ของสถานการณ์นี้
ในที่สุด…
"ตุบ!"
"ตุบ!"
วิญญาณทั้งหมดก็ล้มลงคุกเข่า พลางก้มคำนับอย่างสิ้นศักดิ์ศรี เสียงวิงวอนดังขึ้นอย่างโศกเศร้า
"ท่านผู้ทรงอำนาจ! โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!"
"พวกเราผิดไปแล้ว ได้โปรดเมตตาเราด้วย!"
เสียงร้องขอของพวกมันสะท้อนก้องภายในถ้ำ ขณะที่จีอู๋ซวงยังคงยิ้มเย็น พลางมองดูพวกมันด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจน่าครั่นคร้าม
นางยิ้มแย้มอย่างไร้พิษสง แต่คำพูดกลับเต็มไปด้วยความเย็นชา "กลัวอะไรกัน? ข้าบอกแล้วว่าจะทำให้พวกเจ้าเป็นตุ๊กตาผี ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้าย่อมไม่ฆ่าพวกเจ้าหรอก เอาเถิด นำทางต่อไป"
คำพูดของนางทำให้วิญญาณเซียนทั้งหมดหมดสิ้นกำลังใจที่จะต่อต้าน พวกมันจึงนำทางอย่างว่าง่าย
เมื่อข้ามผ่านค่ายกลเข้ามา จีอู๋ซวงได้กลิ่นเหม็นเน่าที่ฉุนจมูก แม้หุบเขาแห่งนี้จะเต็มไปด้วยดอกไม้กลิ่นหอมแปลกตา ทว่ากลิ่นเหม็นนี้กลับโดดเด่นอย่างน่าประหลาด… คล้ายกลิ่นที่เหมือนกับสิ่งมีชีวิตกำลังเน่าเปื่อย!
จีอู๋ซวงปล่อยจิตสัมผัสออกไป ภาพที่เห็นทำให้นางต้องนิ่งไปชั่วขณะ
ใต้ผืนดินที่เต็มไปด้วยมวลดอกไม้คือ มนุษย์ที่ถูกคุมขังในสภาพอันโหดร้าย พวกเขาทั้งชายหญิงต่างอยู่ในสภาพไร้เสื้อผ้า บนร่างเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บปวดทรมาน
บางคนมีหลอดดูดเสียบอยู่ที่อก เพื่อรีดเลือดจากหัวใจออกมาแบบหยดต่อหยด
บางคนถูกตัดแขนขา ร่างกายที่เหลือถูกเฉือนเนื้อออกทีละส่วน
บางคนถูกฝังด้วยไข่แมลง เนื้อตัวถูกหนอนที่กำลังฟักตัวแทะกิน และมูลของหนอนเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยกลิ่นของโอสถที่ถูกนำไปใช้…
เลวร้ายเกินกว่าจะบรรยาย!
สำหรับจีอู๋ซวง ผู้ที่เคยเห็นสัตว์ที่ถูกมนุษย์เลี้ยงในสภาพเลวร้ายในแดนเทียนหลาน ทว่ายามนี้มันกลับยิ่งกว่านั้น เพราะสัตว์ที่ถูกเลี้ยงในที่นี้ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา แต่เป็นยอดคนจากโลกเบื้องล่างที่เหินเซียนขึ้นมา!
พวกเขาคือผู้ฝึกตนที่ท้าทายฟ้าดินเพื่อก้าวเข้าสู่แดนเบื้องบน แต่กลับถูกกักขังไว้เป็นสิ่งของ ใช้เป็นวัตถุดิบปรุงโอสถ เป็นทาสทางร่างกายและจิตใจ หรือแม้แต่เป็นแหล่งพลังงานของค่ายกล!
และพวกเขาไม่อาจหลบหนีได้เลย…
ค่ายกลระดับห้าด้านนอกอาจเป็นกำแพงปิดกั้น แต่สิ่งที่โหดร้ายกว่านั้นคือตะปูตรึงเซียนที่ถูกฝังอยู่ในร่างของพวกเขา ซึ่งขัดขวางไม่ให้พวกเขาเปลี่ยนปราณวิญญาณให้เป็นปราณเซียนได้ ทำให้พวกเขาติดอยู่ในขั้นเบิกวิถีไปตลอดกาล
จีอู๋ซวงสูดลมหายใจลึก พลางระงับความโกรธที่พุ่งขึ้นมาในหัวใจ นางเรียกม่านม่านมาช่วยจับกุมวิญญาณเซียนที่เหลือ และถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะค่อยๆดึงกระบี่หงเหมิงออกมา
"นายท่าน ท่านจะทำลายค่ายกลหรือ?" ม่านม่านถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
"ใช่"
"แต่นี่คือค่ายกลระดับห้าเชียวนะ หากเกิดผลสะท้อนกลับ…"
"ไม่เป็นไร ถอยไปไกลๆ อย่าให้เจ้าได้รับบาดเจ็บ"
"รับทราบ นายท่าน"
ม่านม่านถอยออกไปพร้อมกับกักวิญญาณเซียนไว้ จีอู๋ซวงจับกระบี่หงเหมิงไว้แน่น ความโกรธที่นางเก็บกดไว้ถูกส่งผ่านไปยังกระบี่จนเกิด เจตจำนงแห่งกระบี่ที่ทรงพลัง บดบังฟ้าดินจนมืดมัว พลังแห่งกระบี่ทำให้ลมพัดแรงจนเกิดคลื่นฟ้า
"หนึ่งกระบี่ ฟันฟ้าแยกปฐพี!"
กระบี่แรก ฟาดฟันค่ายกลลงตรงกลางจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พลังปราณไหลทะลัก ราวกับทลายกำแพงอันยิ่งใหญ่ของโลกเบื้องบน!
กระบี่ที่สอง พลังแห่งกระบี่กลายเป็นสายลมแผ่วเบา ดุจสายลมแห่งวสันตฤดู พัดพาตะปูตรึงเซียนในร่างของเหล่าผู้ฝึกตนจนแหลกสลาย เศษซากแผนการอันชั่วร้ายถูกทำลายสิ้น!
ผู้เหินเซียนที่เคยถูกจองจำต่างมองดูเศษตะปูตรึงเซียนที่กลายเป็นเถ้าถ่านด้วยความเหลือเชื่อ แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนและความหวังที่หวนกลับคืนมา
"นี่…เกิดอะไรขึ้น?"
ทันใดนั้น ทุกคนก็สัมผัสได้ถึง เจตจำนงแห่งกระบี่ที่ทรงพลังราวกับจะทลายทุกสรรพสิ่ง และมันพุ่งตรงมาจากระยะไกล
พวกเขารีบเงยหน้าขึ้นมอง ทันใดนั้นเองก็ได้เห็นกระบี่ที่สามของจีอู๋ซวง!
กระบี่นี้ฟาดฟันทุกพันธนาการ ทำลายทุกกับดัก และปลดปล่อยพลังจนฟ้าดินสะเทือน พลังแห่งกระบี่เชื่อมฟ้าดินเข้าด้วยกัน ราวกับจะลบล้างขอบเขตระหว่างทั้งสองโลก!
หลังจากกระบี่ที่สามปะทุออกมา พลังเซียนในพื้นที่ที่เคยถูกกักขังเอาไว้พลันพุ่งทะยานไปรอบบริเวณ มันโถมเข้าใส่เหล่าผู้เหินเซียนที่ถูกจองจำในหุบเขาราวกับกระแสน้ำที่พลุ่งพล่าน
ปราณเซียน!
พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นได้ แต่ผู้ที่ยังรอดชีวิตมาได้จนถึงขณะนี้ล้วนเป็นผู้ที่ไม่ยอมแพ้และยืนหยัดท้าทายโชคชะตามาจนถึงที่สุด
นี่คือโอกาสเดียวในชีวิต!
ทุกคนต่างมีเพียงความคิดเดียวในหัว พวกเขาต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนปราณวิญญาณของตนเป็นปราณเซียน!
ทันทีที่คิดได้ ผู้เหินเซียนทุกคนต่างนั่งลงขัดสมาธิและเริ่มต้นฝึกตน ปราณเซียนที่ไหลเวียนอย่างอิสระในหุบเขา ถูกพวกเขาดูดซับเข้าสู่ร่างกายอย่างง่ายดาย ความเจ็บปวดที่เคยกัดกินร่างกายและจิตใจพลันจางหายไป ทิ้งไว้เพียงพลังอันบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงพลังชีวิตใหม่ในร่างกายของพวกเขา
พลังแห่งการเหินเซียนที่แท้จริง ได้กลับคืนสู่พวกเขาอีกครั้ง!
จบตอน
Comments
Post a Comment