บทที่ 31: ถูกแมวดำตัวน้อยเกาะติดแล้วหรือ?
หลังจากกลับมาจากยอดเขาเทียนเหิน จีอู๋ซวงไปซื้ออาหารที่สัตว์วิเศษชอบจากยอดเขาโฉ่วเฉิน และใช้เงินมากมายซื้อของที่แพงที่สุด เตรียมไว้ให้แมวดำตัวน้อยกิน แต่มันกลับผลักออกด้วยสีหน้ารังเกียจ
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะอาหาร มองอาหารบนโต๊ะด้วยสายตาที่ทั้งสงวนท่าทีและคาดหวัง
จีอู๋ซวงเข้าใจทันที ที่แท้ตัวนี้อยากกินอาหารวิเศษของนางนี่เอง
“เจ้าเองก็อยากกินหรือ?”
แมวดำตัวน้อยพยักหน้า มันมั่นใจมากว่าจีอู๋ซวงจะต้องแบ่งอาหารวิเศษให้มันแน่นอน
ในเมื่อเมื่อครู่ปรมาจารย์กระบี่ผู้นั้นก็บอกแล้วว่า มันเป็นลูกหลานของสัตว์เทพไป๋เจ๋อ!
ขอเพียงเด็กสาวคนนี้ไม่โง่ ก็ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อเอาใจมัน
แต่จีอู๋ซวงกลับเป็นข้อยกเว้น “ไม่ได้หรอก ไม่มีผลงานก็ไม่ควรรับรางวัล เจ้าไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่มีคุณสมบัติที่จะกินอาหารวิเศษของข้า”
แมวดำตัวน้อย “แง่ว แง่ว แง้ว!”
สวรรค์เห็นใจแทนจีอู๋ซวง มันด่าเจ้านะ ด่าเสียสกปรกด้วย
จีอู๋ซวงคว้าหลังคอแมวดำตัวน้อยไว้ เลิกคิ้วพูดว่า “ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้า เจ้าก็ไม่ใช่สัตว์วิญญาณของข้า ข้าไม่จำเป็นต้องเลี้ยงเจ้าหรอก”
แมวดำตัวน้อย “แงว แง่ว แง่ว!”
มันบอกว่าแท้จริงแล้วเจ้าเองก็อยากทำสัญญากับมัน บอกว่าเจ้าช่างฝันเฟื่องเหลือเกินที่แกล้งทำเป็นปล่อยเพื่อจับ
จีอู๋ซวง เขย่าแมวดำตัวน้อย พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาและไร้ความรู้สึก “ข้าไม่อยากทำสัญญากับเจ้า ข้าก็ไม่ได้แกล้งทำเป็นปล่อยเพื่อจับ เพราะเจ้าก็ได้ยินเมื่อครู่แล้ว ข้าไม่มีกระดูกวิญญาณ ดังนั้นในร่างกายจึงไม่มีพลังวิญญาณ”
แมวดำตัวน้อยตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “แง่ว!!!”
ขนของมันตั้งชันขึ้นมาแบบนั้น จีอู๋ซวงไม่อยากเสียมารยาทจึงยื่นมือไปลูบมันทีหนึ่ง แล้วพูดต่อว่า “แต่เห็นแก่ที่วันนี้เจ้ารู้ความ ไม่ได้มอบวาสนาให้บุตรแห่งโชคชะตาข้าจะเลี้ยงอาหารเจ้าสักมื้อแล้วกัน กินเสร็จแล้วต่างคนต่างไป อ้อ ใช่แล้ว ถ้าเจ้าไม่อยากเป็นสัตว์ที่ทำสัญญากับมนุษย์ ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ควรอยู่ห่างๆจากมนุษย์จะดีกว่า”
ในโลกนี้ ผู้ฝึกบำเพ็ญที่มีคุณธรรมจริยธรรมเหมือนเหยาชาง นั้นมีไม่มากนัก
ถ้าคนอื่นเห็นร่างจริงของแมวดำตัวน้อย มันจะต้องเป็นทาสไปชั่วนิรันดร์ หรือไม่ก็ถูกคนลอกหนังแยกกระดูก แม้แต่ขนสักเส้นก็ไม่ปล่อย
“กินเร็วเข้า”
อาหารวันนี้ยังคงเป็นของที่ตระกูลจินส่งมาให้ ทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติครบถ้วน อีกทั้งยังเปี่ยมด้วยพลังวิเศษ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความสะเพร่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลามังกรดำนึ่ง ได้ยินว่าปลาชนิดนี้หากบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จก็จะกลายเป็นมังกรน้ำ
และหากมังกรน้ำผ่านการทดสอบสายฟ้าเก้าครั้ง ก็จะแปรเป็นมังกรแท้!
พูดง่ายๆ นี่คืออาหารล้ำค่าหายากยิ่งของสวรรค์และพิภพ เจ้าแมวดำตัวน้อยกินเข้าไปคำเดียวก็อร่อยจนร้องแง่วๆ
จนสุดท้ายจีอู๋ซวงยังไม่ทันได้กินสักกี่คำ ก็ถูกเจ้าตัวน้อยนี่กวาดไปหมดแล้ว
นี่มันลูกหลานไป๋เจ๋ออะไรกัน?
ต้องเป็นของปลอมแน่ๆ!
นี่มันชัดเจนว่าเป็นเทาเที่ยชัดๆ!
จีอู๋ซวง มุมปากกระตุกเล็กน้อย ยิ่งตัดสินใจแน่วแน่ว่า “เจ้าตัวนี้ข้าไม่อาจเก็บไว้ได้”
ล้อเล่นหรือ หากเก็บมันไว้ แล้วต่อไปนางจะกินอะไร?
ในมื้ออาหารนั้นแมวน้อยกินกันอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายแมวดำตัวน้อยก็กินก้างปลาที่เหลือจนหมด แล้วเรอออกมาด้วยความอิ่ม มันหงายท้องผึ่งพุง เผยหน้าท้องนุ่มนิ่มให้จีอู๋ซวงเห็น
“แง๋ว~”
แมวดำจอมเจ้าเล่ห์พยายามใช้ความน่ารักเอาตัวรอด แต่ถูกจีอู๋ซวงจับคอโยนออกไปอย่างไร้ปรานี
“เราเสมอกันแล้ว อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก”
“ปัง” จีอู๋ซวงปิดประตูอย่างไร้ความปรานี
แมวดำตัวน้อย “???”
มันรีบตะกุยประตูใหญ่ ใช้อุ้งเท้าเล็กๆตะกุยประตูสุดแรง
“แงว แงว แง่ว!”
หากมีฝีมือก็เข้ามาให้ได้สิ!
“แง่ว แง่ว แง่ว!”
[ข้าคือไป๋เจ๋อ! ไป๋เจ๋อ! เจ้าอย่าได้ไม่รู้จักบุญคุณ!]
เมื่อศิษย์พี่หญิงรองฮวาฟ้านอิน มาเยี่ยมจีอู๋ซวง นางก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ราวกับเป็นฉากในนิยาย “สาวน้อยโกรธเกรี้ยวด่าทอชายใจร้าย ชายใจร้ายโหดเหี้ยมไม่ยอมออกมาพบหน้า?”
นอกจากเสียงร้องประท้วง แง่วๆๆแล้ว บางครั้งก็ยังได้ยินเสียงตอบของ ‘ชายใจร้าย’
“เจ้าไปเถิด ข้าไม่ต้องการเจ้าหรอก เจ้ากินจุเกินไป”
“แง่วๆๆ”
เสียงของ ‘ชายใจร้าย’ นี้ ไม่ใช่ว่าคือศิษย์น้องคนเล็กของพวกเราหรอกหรือ?
ฮวาฟ้านอินทนไม่ไหวอีกต่อไป นางหัวเราะพรืดออกมาแล้วก้าวไปอุ้มแมวดำตัวน้อยขึ้นมาแล้วเคาะประตูห้องของจีอู๋ซวงเบาๆ
“ศิษย์น้องเล็ก ข้าเอง เปิดประตูด้วย”
จีอู๋ซวงพอได้ยินว่าศิษย์พี่ร่วมสำนักของตนมาถึง ย่อมไม่อาจแกล้งตายต่อไปได้ จึงต้องเปิดประตูต้อนรับ
แต่ทันทีที่แมวดำตัวน้อยเห็นจีอู๋ซวง มันก็กระโดดขึ้นมาแล้วงับนิ้วมือของจีอู๋ซวง โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เกือบจะทำให้ฟันของมันหักไปแล้ว
แต่ด้วยความเป็นสัตว์เทพ ในที่สุดมันก็กัดจนเลือดออกได้เล็กน้อย
ลวดลายของกฎเกณฑ์สวรรค์และโลกปรากฏขึ้นใต้เท้าของจีอู๋ซวงและแมวดำตัวน้อย แสดงว่าทั้งสองได้ทำสัญญาที่เท่าเทียมกันแล้ว
ฮวาฟ้านอินตกตะลึง รีบเข้ามาถามว่า “ศิษย์น้องเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
จีอู๋ซวง “......”
จีอู๋ซวงจับหลังคอแมวดำตัวน้อยอย่างจนใจแล้วพูดว่า “เจ้าทำสัญญากับข้าทำไม? รีบแก้สัญญาเดี๋ยวนี้!”
แมวดำตัวน้อย “แงว แง่ว แง่ว!”
[ข้าไม่ยอมหรอก!]
เสียงเล็กๆดังขึ้นในสมองของจีอู๋ซวง คราวนี้ดีแล้ว ไม่ต้องใช้แผนภาพทำนายฟ้าแต่จีอู๋ซวงก็เข้าใจคำพูดของคู่อริตัวน้อยนี้ได้แล้ว
จีอู๋ซวงพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี พยายามชักจูงลูกแกะน้อยให้กลับใจ “ข้าไม่สามารถฝึกวิชาได้ การทำสัญญากับข้าไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับเจ้า หลังจากร้อยปีผ่านไปข้าก็จะตาย แม้เจ้าจะไม่ตายไปพร้อมกัน แต่ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน”
อายุขัยของสัตว์วิเศษนั้นยืนยาวนักหนา แม้แมวดำน้อยจะมีเลือดของไป๋เจ่อไม่มากนัก แต่การมีชีวิตอยู่หลายพันปีก็เป็นเรื่องง่ายดายสำหรับมัน
“แงว แง่ว แง่ว!”
[อย่ามาพูดจาหว่านล้อมเลย เจ้าแค่เสียดายอาหารทิพย์ต่างหาก!]
“...” จีอู๋ซวงรู้สึกละอายใจ ถูกมองทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว
“แง่ว แง่ว แง่ว!”
[ข้ารู้นะ! อย่าคิดหลอกข้า ข้าคือไป๋เจ๋อนะ!]
เห็นแมวดำน้อยกำลังจะพูดต่อ จีอู๋ซวงก็รีบลงมือบีบปากสามแฉกของมันทันที แล้วหันไปมองฮวาฟ้านอินพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ท่านมาได้อย่างไรกัน?”
ฮวาฟ้านอินเพิ่งจะได้สติจากภาพ “ศิษย์น้องทะเลาะกับแมวน้อยช่างน่ารักจริงๆ” นางกระแอมเบาๆ แล้วพูดว่า “โอ้ ข้ามาดูว่าเจ้าสำเร็จหรือยัง ถ้ายังไม่สำเร็จ ก็ให้ข้าไปสั่งสอนนางเถอะ!”
จีอู๋ซวงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ท่านอย่าได้ยุ่งเกี่ยวเลย เรื่องนี้ข้าจะหาทางจัดการเอง”
ฮวาฟ้านอินเพียงแค่พยักหน้า แล้วหยิบหนังสือกองใหญ่ออกมาจากห้วงมิติ มีหนังสือสารพัดชนิดปะปนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ
“ข้าเกรงว่าเจ้าจะเบื่อ หนังสือเหล่านี้ให้เจ้าอ่านเพื่อฆ่าเวลา”
“ดีแล้ว ขอบคุณท่านพี่มาก”
ทั้งคนและแมวต่างจ้องมองนางด้วยดวงตากลมโต ฮวาฟ้านอินรู้สึกใจอ่อนยวบ นางลูบหัวทั้งสองเบาๆ ก่อนจะบอกลา
หลังจากฮวาฟ้านอินจากไป จีอู๋ซวงและลูกแมวดำก็ต่อสู้กัน
ในที่สุดไม่มีใครได้เปรียบ จึงต้องหยุดพักชั่วคราว
ทั้งสองทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มเหมือนปลาเค็มแผ่
“เจ้าชื่ออะไร?”
[ไป๋เจ๋อก็คือไป๋เจ๋อ แล้วจะเรียกอะไรอีกเล่า แง่ว]
“ชื่อน่ะสิ พวกเจ้าเผ่าไป๋เจ๋อมีสัตว์มากมาย ถ้าทุกตัวเรียกว่าไป๋เจ๋อ มันจะไม่วุ่นวายหรอกหรือ”
[ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าจะได้พบกับพวกพ้องของข้าอีกหรือไม่ แง้ว]
“อืม งั้นเรียกเจ้าว่าเสี่ยวหมี่แล้วกัน”
[ข้าจะข่วนเจ้า แง่ว]
“งั้นเรียกเจ้าว่าไป๋เย่ดีกว่า ตัวเจ้าดำปี๋เหมือนราตรีกาล ไป๋เย่เหมาะสมดี”
แมวดำน้อยครุ่นคิดสักครู่ แล้วยอมรับชื่อนี้
นับแต่นั้นมา มันก็กลายเป็นไป๋เย่
จู่ๆ จีอู๋ซวงก็นึกถึงคำถามอีกข้อหนึ่ง นางหยิบหินที่เสี่ยวไป๋มอบให้ออกมา แล้วกล่าวว่า “นี่คืออะไร เหตุใดตอนที่เจ้ามอบให้ข้าจึงดูอาลัยอาวรณ์นัก”
[โอ้ นั่นคือเมล็ดพันธ์ุเทียนหยวน แง่ว]
[1] เทาเที่ย: สัตว์ปีศาจในตำนานของจีนมีร่างกายเป็นแกะ มีมือและมีใบหน้าดังเหมือนมนุษย์ มีฟันแบบเสือ และเสียงร้องเหมือนเด็ก เป็นสัตว์ปีศาจจอมตะกละตะกลาม
บทที่ 32: วาดฝันและต่อสู้!
“เมล็ดพันธุ์หรือ?”
[ถูกต้อง หากปลูกในที่ที่มีพลังวิเศษอุดมสมบูรณ์ จะสามารถเติบโตเป็นผลเทียนหยวนที่ช่วยปรับปรุงร่างกาย เสริมสร้างความมั่นคงของรากฐานพลัง ยกระดับจิตวิญญาณ ชำระกระดูกและเลือดเนื้อ และเสริมสร้างความมั่นคงของสถานะเซียน น่าเสียดายที่เจ้าใช้ผลเทียนหยวนไม่ได้ แง่ว]
“เช่นนั้นก็เป็นของไร้ประโยชน์สินะ?”
[ก็ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกแง่ว ผลเทียนหยวนอาจไร้ประโยชน์สำหรับเจ้า แต่ลำต้นของต้นเทียนหยวนอายุล้านปีนั้นได้กลายเป็นวัตถุวิเศษอย่างสมบูรณ์แล้ว สามารถใช้หล่อหลอมรากวิญญาณให้เจ้าได้]
จีอู๋ซวง “???”
เจ้าแมวบ้า เจ้าจะฟังข้าสักหน่อยไหม สิ่งที่เจ้าพูดมานี่มันฟังรู้เรื่องหรือ?
ล้านปี?
จะไม่ต้องรอจนขึ้นสวรรค์เลยหรือ?
เผชิญกับสายตาเย็นชาของจีอู๋ซวง ไป๋เย่พูดอย่างเก้อเขิน
[โอ้ อย่าทำแบบนี้สิแง่ว ต้นเทียนหยวนนั้นมีการเชื่อมโยงถึงกัน หากเจ้าสามารถปลูกต้นเทียนหยวนนี้ได้ แล้วถือมันเดินไปทั่ว สักวันหนึ่งเจ้าก็จะพบต้นเทียนหยวนต้นอื่นๆ บางทีอาจมีต้นอายุล้านปีก็ได้ใครจะรู้? การที่เจ้าได้พบข้านั้นแสดงว่าเจ้าเป็นผู้มีวาสนา เจ้าต้องเชื่อมั่นในตัวเองสิ!]
จีอู๋ซวงตัดสินใจไม่สนใจแมวดำตัวน้อยที่มีความคิดเพ้อฝันนี้อีกต่อไป หากนางเป็นผู้มีวาสนาเช่นนั้นจริง คงไม่ตกต่ำจากระดับกึ่งเซียนมาถึงขั้นที่แม้แต่ขั้นฝึกลมปราณก็เข้าไม่ถึง
จีอู๋ซวงหยิบขนมปังแผ่นหนึ่งจากโต๊ะอย่างเรียบเฉย แล้วยื่นให้ไป๋เย่
ไป๋เย่ใช้อุ้งเท้าทั้งสองข้างจับขนมปัง แล้วถามอย่างงุนงง [ข้าไม่กินมังสวิรัตินะ]
จีอู๋ซวงยิ้มเยาะ “ฮึ ฮึ เจ้าดูขนมปังชิ้นนี้สิ มันทั้งใหญ่และกลม เหมือนกับสิ่งที่เจ้าวาดไว้เมื่อครู่หรือไม่?”
ไป๋เย่ “...”
ไม่ว่าจีอู๋ซวงจะบ่นหรือคัดค้านอย่างไร แต่นางก็ยังคงจัดที่นอนให้ไป๋เย่อย่างเรียบร้อย
โดยทั่วไปแล้ว นักพรตที่ทำสัญญากับสัตว์วิเศษ สามารถเก็บสัตว์วิเศษไว้ในถุงเก็บสัตว์วิเศษได้ แต่จีอู๋ซวงแม้แต่ถุงเก็บของธรรมดาก็ใช้ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถุงเก็บสัตว์วิเศษ
ดังนั้นจึงต้องจัดที่อยู่แยกต่างหากให้ไป๋เย่
ต้องมีการออกแบบที่หรูหราที่สุด ขนนกที่นุ่มที่สุด วัสดุที่สัมผัสผิวได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังต้องเตรียมหนังสือไว้มากมาย
จีอู๋ซวง “...”
ไป๋เจ๋อเป็นสัตว์ที่รู้แจ้งในทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นอะไร เพียงแค่มองครั้งเดียวก็เข้าใจ เมื่อมีเพื่อนใหม่คนนี้ช่วยล่าอาหารให้ตัวเอง มันก็ปล่อยตัวเองนอนเอื่อยเฉื่อยเหมือนปลาเค็ม
จีอู๋ซวงคิดว่าไป๋เย่จะชอบหนังสือที่ลึกซึ้ง จึงใช้สิทธิ์ของตัวเองคัดลอกมาให้บ้าง แต่ไม่คาดคิดว่าไป๋เย่เพียงแค่มองแวบเดียวก็โยนทิ้งไปด้านข้าง แล้วกอดนิยายนอนอ่านอย่างหลงใหล
นิยายเหล่านี้ล้วนเป็นของที่ศิษย์พี่นำมา จีอู๋ซวงอยากรู้จึงลองอ่านดู พบว่าล้วนเป็นเรื่องราวความรักความแค้นและความขัดแย้งที่ชวนตลก
อะไรกัน ราชาปีศาจตกหลุมรักธิดาแห่งฝ่ายธรรมะ!
อะไรกัน บุตรแห่งนักบุญผู้เจ้าชู้กับชาวประมงมีสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน!
อะไรกัน พ่อลูกตกหลุมรักหญิงคนเดียวกัน!
อะไรกัน คนไร้ค่าที่มีพลังธาตุทั้งห้าอ่อนแอ พลิกผันจนประสบความสำเร็จเป็นเซียน?!
จีอู๋ซวง มองไป๋เย่อย่างตกตะลึง
“ไม่ใช่!
พวกเจ้าสัตว์เทพทั้งหลายมีรสนิยมพิเศษกันทั้งหมดเช่นนี้หรือ?!
ไป๋เย่เลียอุ้งเท้าของตัวเองแล้วกล่าวว่า [โอ้ พวกข้าไป๋เจ๋อเป็นสัตว์แห่งพรของฟ้าดิน การบำเพ็ญเพียรของพวกข้าไม่ใช่เพื่อวรยุทธ์ แต่เป็นการบำเพ็ญจิต เมื่อจิตรับรู้สรรพสิ่ง เข้าใจทุกเหตุผล จึงจะก้าวหน้าต่อไปได้ ดังนั้นความรักความเกลียด อารมณ์และความขัดแย้งเหล่านี้ พวกข้าควรรู้เอาไว้บ้าง แง้ว!]
จีอู๋ซวงไม่เข้าใจ แต่จีอู๋ซวงรู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง
แท้จริงแล้ว เผ่าสัตว์คือบุตรที่แท้จริงของฟ้าดิน
“เจ้าดูไปเรื่อยๆเถิด ข้าจะไปหาคนอื่นมาใช้ยันต์โชคร้ายกับโม่หลานอี”
[รอก่อน!]
“หืม?”
[โม่หลานอีที่เจ้าพูดถึงคือหญิงสาวคนนั้นใช่หรือไม่?]
“ใช่ คือนางนั่นแหละ”
[นางมีวาสนาที่เข้มข้นนัก ข้าขอเตือนเจ้าอย่าได้ทำเช่นนั้นเลยนะ แง่ว]
จีอู๋ซวงเอ่ย “ข้าก็รู้ดี แต่หากไม่มีใครไปทำอะไรโม่หลานอีได้ นางคงต้องทำเสียเอง นางถูกฟ้าผ่าก็ไม่เป็นไร แต่หากพี่น้องร่วมสำนักถูกฟ้าดินจดจำความแค้น ภายภาคหน้าคงยุ่งยากใหญ่”
จีอู๋ซวงเป็นผู้ทำสัญญากับไป๋เย่ มันย่อมรู้สึกถึงอารมณ์ของนางได้ มันเบ้ปากพูดว่า
[เสี่ยวอู๋ซวง]
“หืม?”
[เจ้ารู้สึกไหมว่าเจ้าเหมือนตัวร้ายในนิยายที่มีแต่ความปรารถนาดี?]
“อะไรนะ?”
[เจ้าดูสิ ในนิยายมักเขียนแบบนี้ เจ้าอิจฉาโชคชะตาของนางเอก คอยกลั่นแกล้งนางสารพัด แต่นางเอกคือบุตรแห่งฟ้าดิน สุดท้ายต้องชนะแน่ เจ้าไม่ใช่หรือที่จะจบลงอย่างน่าสมเพช?]
จีอู๋ซวงนิ่งเงียบไปนาน จู่ๆก็พูดว่า “อืม เจ้าพูดมีเหตุผล”
[ใช่ไหมล่ะ แง้ว คนหนุ่มสาวเอ๋ย อย่าหุนหันพลันแล่นเชียว แง่ว]
ไม่หุนหันพลันแล่น?
ฮ่าๆ นี่เป็นไปไม่ได้หรอก
แต่คำพูดของไป๋เย่ก็เปิดมุมมองใหม่ให้กับจีอู๋ซวงในทันที
เมื่อสวรรค์ไม่ให้นางใช้วิธีการต่ำช้าสกปรก นางก็จะเล่นตรงๆเลย!
จีอู๋ซวงรีบวิ่งไปเพื่อพบเถียนถังจู่ทันที บอกว่าตนเองต้องการท้าประลอง
แม้ว่าสำนักอวิ๋นหลานจะยึดถือคำสอนที่ว่า ‘ศิษย์ในสำนักห้ามต่อสู้กันเอง’ มาโดยตลอด แต่คนเราย่อมมีความแค้นและอารมณ์ โดยเฉพาะนักพรตที่ต้องแย่งชิงโชคชะตากับฟ้าดิน ใครบ้างจะไม่มีอารมณ์?
ดังนั้นสำนักจึงกำหนดให้ศิษย์สามารถประลองวิชากันได้!
จะเป็นการประลองกำลังหรือประลองปัญญาก็ได้!
ศิษย์คนหนึ่งสามารถส่งคำท้าได้เดือนละหนึ่งครั้ง แต่ฝ่ายตรงข้ามจะรับคำท้าหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา
โดยทั่วไปแล้ว ศิษย์ที่ถูกท้าจะรับคำท้า ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกขี้ขลาด
จีอู๋ซวงพบเถียนถังจู่ บอกว่าตนเองต้องการส่งคำท้าให้โม่หลานอี
เถียนถังจู่ ตกตะลึงจนพูดไม่ออก “เจ้า... จีอู๋ซวง เจ้าจะท้าประลองกับ โม่หลานอี งั้นหรือ?”
“ถูกต้อง”
โม่หลานอี นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ศิษย์ใหม่ นอกจากความหายากของจิตวิญญาณธาตุแสงแล้ว นางยังมีโชคดีราวกับปลาคาร์ป อีกทั้งยังมีวรยุทธ์ที่งดงามยิ่งนัก
โม่หลานอีถือเป็นบุตรแห่งชะตา แม้นิสัยจะเลวร้ายและใจคอโหดเหี้ยมไปบ้าง แต่พรสวรรค์และสติปัญญาของนางก็สูงส่งยิ่งนัก
มิเช่นนั้นคงไม่สมกับคำว่าบุตรแห่งโชคชะตาเช่นนี้!
ดังนั้นโม่หลานอีจึงเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมในใจของเหล่าศิษย์ใหม่ เพียงไม่กี่เดือนที่เข้าสำนัก ตอนนี้นางก็ขึ้นถึงขั้นฝึกลมปราณระดับ5แล้ว ความเร็วในการเลื่อนขั้นก็น่าทึ่งยิ่งนัก
จีอู๋ซวง ผู้เป็นเพียงสามัญชนตัวน้อยที่ยังไม่เข้าสู่ขั้นฝึกลมปราณ กลับกล้าท้าทายนาง?
นี่...
นี่มันคิดสั้นหรืออย่างไร?!
เถียนถังจู่ รู้สึกร้อนใจอยากจะเกลี้ยกล่อมจีอู๋ซวง แต่ก็กลัวว่าตนเองจะพูดไม่ดีไป ยั่วโทสะจีอู๋ซวงเข้า หากเป็นเช่นนั้นเจ้าสำนักคงจะเอาเขาถึงตายเป็นแน่
เถียนถังจู่กล่าวอย่างระมัดระวังว่า “เรื่องนี้เหตุใดเจ้าจึงท้าประลองกับ โม่หลานอี เล่า? พวกเจ้าผิดใจอะไรกันหรือไม่?”
จีอู๋ซวงตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่ได้ผิดใจอะไรหรอก แต่นางชอบนินทาข้าลับหลัง ทั้งยังทำตัวลังเลไม่กล้าเผชิญหน้า ข้ารำคาญนักจึงท้านางออกมาต่อสู้กันเสียเลย ใครแพ้คนนั้นคือลูกเต่า เว้นแต่นางจะไม่กล้าออกมา ถ้าเช่นนั้นก็คือหลานลูกเต่าเลยทีเดียว”
บทที่ 33: ไม่มาก็เป็นลูกเต่า!
จีอู๋ซวงคิดในใจว่า เมื่อสวรรค์ไม่ให้นางทำร้ายโม่หลานอีลับหลัง เช่นนั้นการทำร้ายอย่างเปิดเผยคงไม่เป็นไรกระมัง?
แต่นอกจากจีอู๋ซวงเอง ทุกคนต่างคิดว่าารท้าประลองวิชาของนางเป็นการหาเรื่องถูกตี
เพราะโม่หลานอีนั้นฝึกพลังลมปราณถึงขั้น5แล้ว ส่วนนางยังไม่ได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ นี่มิใช่การหาเรื่องถูกตีแล้วจะเป็นอะไร?
เถียนถังจู่พูดอย่างอ่อนโยนว่า “เรื่องนี้... หากเป็นเพียงเพราะเหตุผลเหล่านี้ พวกเราสืบสวนให้กระจ่างลับหลังก็พอ ไม่จำเป็นต้องประลองวิชากัน”
“ไม่ได้ ไม่ว่าข้าจะพูดอย่างไร ลับหลังก็ยังคงมีคนนินทา เมื่อเป็นเช่นนี้ การประลองวิชาจึงเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด”
เถียนถังจู่เห็นว่าไม่ว่าตนจะพูดอย่างไร จีอู๋ซวงก็ไม่ยอมถอย จึงได้แต่นำข่าวการท้าประลองของนางไปประกาศบนศิลาหมื่นกิจ
ศิลาหมื่นกิจนี้เป็นกระดานประกาศของสำนักอวิ๋นหลาน ตัวมันเองก็เป็นวัตถุวิเศษชั้นสูง นอกจากจะมีขนาดใหญ่มากแล้ว ยังสามารถขึ้นข้อมูลแบบทันทีได้อีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการประกาศหรือปรับปรุงกฎระเบียบของสำนัก การประกาศหรือรับภารกิจของสำนัก หรือเรื่องวุ่นวายอื่นๆกล่าวโดยสรุปคือ ทุกเรื่องไม่ต้องขอใคร บนนั้นล้วนสามารถหาได้
บนศิลาหมื่นกิจยังมีส่วนหนึ่งที่ใช้สำหรับประกาศท้าประลองโดยเฉพาะ
เมื่อคำว่า ยอดเขาจู๋ซิงจีอู๋ซวงท้าประลองยุทธ์ ยอดเขาจื่อหลินโม่หลานอี ปรากฏบนศิลาหมื่นกิจ ศิษย์ใหม่ของสำนักอวิ๋นหลานก็ตื่นเต้นกันใหญ่
ในหมู่ศิษย์รุ่นนี้ ใครบ้างไม่รู้จัก ยอดเขาจู๋ซิงจีอู๋ซวง และยอดเขาจื่อหลิน โม่หลานอีเล่า?
คนหนึ่งมีปัญหาเรื่องกระดูกวิญญาณ ไม่สามารถฝึกวิชาได้ชั่วคราว แต่กลับได้ที่หนึ่งในทุกวิชาพื้นฐาน นางเป็นหญิงแกร่ง
อีกคนหนึ่งมีพลังวิญญาณธาตุแสงอันหาได้ยากยิ่ง ทั้งยังฝึกวิชาได้รวดเร็ว เป็นศิษย์ในสำนักที่มีน้ำเสียงไพเราะยิ่ง
ทั้งสองนางมีโฉมงามเป็นเลิศ คนหนึ่งบริสุทธิ์ดั่งหิมะ อีกคนใสกระจ่างดั่งสายน้ำ
เหตุใดสองนางจึงมีปัญหากันเล่า?
เมื่อมีคนถาม ย่อมมีคนตอบ
ที่แท้เป็นเพราะประมุขยอดเขาหงฝูใช้คลังส่วนตัวเพิ่มคะแนนให้จีอู๋ซวง แต่โม่หลานอีกลับเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ศิษย์ยอดเขาหงฝูทุกคนได้รับ นางจึงแสดงความอิจฉา กล่าวว่าท่านประมุขใจกว้างกับศิษย์ต่างยอดเขาถึงเพียงนี้ ช่างน่าทึ่งนัก
คำพูดนี้ทำให้ศิษย์ทั้งหลายเข้าใจผิดว่าประมุขยอดเขาหงฝูมอบงบประมาณของทั้งยอดเขาให้จีอู๋ซวง จึงทำให้ศิษย์ยอดเขาหงฝูไม่พอใจส่งผลให้จีอู๋ซวงและประมุขตกอยู่ในวังวนแห่งคำวิพากษ์วิจารณ์
ภายหลังประมุขแห่งยอดเขาหงฝู จ้านฝานโกรธจัดกล่าวว่า ใช้คลังส่วนตัวเพิ่มคะแนนให้จีอู๋ซวงเพราะนางได้มอบตำราที่สูญหายไปแล้วเล่มหนึ่งให้
สำนักมีกฎระเบียบว่าการอุทิศตนเช่นนี้สามารถแลกเป็นคะแนนสะสมได้ ซึ่งเป็นไปตามกฎอย่างถูกต้อง แต่จีอู๋ซวงไม่ได้พูดออกมาตั้งแต่แรก เพียงเพราะไม่อยากเป็นที่สะดุดตาเท่านั้น
แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกผู้มีเจตนาร้ายใช้ประโยชน์ ช่างน่าชังนัก!
ผู้ที่ล่วงรู้เหตุการณ์ทั้งหมดต่างพากันนิ่งเงียบ...
จีอู๋ซวงเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่งั้นน่ะหรือ?
แน่นอนอยู่แล้ว!
นางทำประโยชน์ด้วยตนเอง คะแนนสะสมเป็นสิ่งที่นางสมควรได้รับ แต่กลับกลายเป็นว่าเพราะนางไม่สามารถฝึกวิชาได้จึงกลายเป็นคนที่ถูกจับตามองและใส่ร้ายทุกวัน
ช่างน่าสงสารเหลือเกิน!
เหล่าศิษย์แห่งยอดเขาหงฝูเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่?
หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาต่างลำบากตรากตรำเพื่อแลกคะแนนสะสม ใครก็ตามที่รู้ว่ามีคนได้คะแนนสะสมมาอย่างง่ายดาย ย่อมไม่พอใจและคัดค้านกันทั้งนั้น
การที่พวกเขาต้องการตรวจสอบก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
“ท่านประมุขจ้านฝานเขาไร้ความผิดหรือ?”
“แน่นอนว่าไร้ความผิด!”
“ตัวเองมีน้ำใจช่วยประหยัดทรัพยากรให้ทว่ากลับถูกคนสงสัย ทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีของประมุข”
“มองไปมองมา ดูเหมือนจะมีเพียงโม่หลานอีเท่านั้นที่สมควรพิจารณา”
“เจ้าว่านางผิดหรือ? ดูเหมือนจะไม่ผิด เพราะนางก็ไม่รู้ความจริง”
“แต่ถ้าเจ้าว่านางไม่ผิด ท้ายที่สุดแล้วเรื่องภายในเขาของผู้อื่น เจ้าจะไปยุ่งอะไรด้วย?”
“ในสำนักมีกฎห้ามสอดแนมความลับของเขาอื่นโดยพลการ จีอู๋ซวง บริจาคตำราก็เป็นความลับเช่นกัน!”
“เมื่อมองเช่นนี้ การที่ศิษย์น้องคนเล็กท้าประลองเพื่อระบายความแค้นก็สมควรแล้ว”
“แต่นางไม่ควรท้าประลองด้วยกำลัง นางไม่สามารถฝึกวิชาได้ จะต่อสู้อย่างไร? การประลองด้วยกำลังก็เท่ากับไปรับการทุบตีมิใช่หรือ?”
“เจ้าพูดเช่นนี้ก็ดูจะถูกต้องอยู่”
“แต่นัดกันไปแล้ว อีกทั้งพูดจาไม่ไพเราะเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่มีทางถอยแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าโม่หลานอีจะรับคำท้าหรือไม่”
“ต้องรับแน่นอน ไม่รับก็กลายเป็นเต่าหดหัวแล้วมิใช่หรือ?”
“ฮ่าๆๆ ก็จริงนะ หากศิษย์ระดับ5ยังกลัวคนที่ยังไม่ได้เข้าประตูสำนัก พูดออกไปมิใช่จะถูกหัวเราะเยาะเสียฟันหลุดหรอกหรือ?”
“ใช่ๆๆ”
......
โม่หลานอีเห็นข่าวการท้าประลองแล้วโกรธจนหน้าเขียว ด่าทอเซียนเฒ่าอย่างไม่ยั้ง
จีอู๋ซวงผู้นี้ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน! นางเป็นผู้ใช้กระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ แต่กลับแกล้งทำเป็นหมูเพื่อกินเสือมาท้าประลองกับข้า นี่มิใช่เจตนาจะทำร้ายข้าชัดๆหรอกหรือ? นางกล้าใช้วิธีเช่นนี้บีบบังคับข้า แถมยังให้คนว่าข้าเป็นเต่าหดหัว ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน! ข้าจะฆ่านาง! ข้าต้องฆ่านางให้ได้!!!
เซียนเฒ่าฟังจนหูจะเป็นตาปุ่มแล้ว
หากโม่หลานอีมีฝีมือจะฆ่านางได้จริง ตอนนี้ก็คงไม่มาโกรธจนกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนี้หรอก
กระบี่ของจีอู๋ซวงช่างน่าตื่นตะลึง
ด้วยวัยเพียงเท่านี้เช่นนี้ แต่พลังกระบี่นั่นช่างไร้เทียมทาน!
อย่าว่าแต่โม่หลานอีในตอนนี้เลย ต่อให้นางฝึกฝนอีกห้าร้อยปี ก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของจีอู๋ซวงได้
เฒ่าเซียนหยุดชั่วครู่ แล้วกล่าวว่า
[เจ้าสู้นางได้หรือ?]
โม่หลานอีชะงักด้วยความโกรธ แล้วพูดอย่างฉุนเฉียวว่า “แล้วท่านจะให้ข้าทำเช่นไร? หรือข้าต้องหดหัวอยู่เฉยๆ?”
เฒ่าเซียนถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
[โม่หลานอี เจ้าติดอยู่ในความเข้าใจผิด]”
“ความเข้าใจผิดอะไรหรือ?”
[การใช้จุดอ่อนของตนเองไปต่อสู้กับจุดแข็งของผู้อื่น นั่นมิใช่การหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ?]
“แล้วท่านจะให้ข้าทำเช่นไร?”
[ก็ต้องทำตรงกันข้ามสิ]
ใช่แล้ว
นางสามารถใช้จุดแข็งของตนเองไปจัดการกับนางได้
ตอนนี้ข้ามีจุดแข็งอะไรบ้าง?
เพราะหกวิชาหลักโม่หลานอีก็เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น หากจะไปแข่งขันก็ไม่มั่นใจว่าจะชนะ
......
การนิ่งเงียบของเซียนเฒ่า เกือบทำให้โม่หลานอีร้องไห้ด้วยความโมโห
ท่านปู่เซียน ท่านหมายความว่าอย่างไร? ข้าไม่มีข้อดีอื่นใดเลยหรือ?
[มี!]
ท่านบอกมา!
[ชีวิตของเจ้ายืนยาวเป็นพิเศษ จีอู๋ซวงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ถึงแม้พลังกระบี่และจิตกระบี่จะร้ายกาจเพียงใด ก็มีชีวิตอยู่ได้เพียงร้อยปีเท่านั้น เจ้าสามารถรอให้นางตายไปเองได้]
โม่หลานอียิ่งโกรธมากขึ้น โกรธจนถึงขั้นมีแผลในปากสองแผลทันที
แต่ถึงนางจะโกรธ นางก็ยังมีสติอยู่บ้าง
ตัวนางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจีอู๋ซวง ที่ผ่านมาเมื่อต่อสู้กับนาง ก็มีแต่จะถูกทุบตี สู้ปิดตัวเองแกล้งตายเสียดีกว่า แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น
แต่หากโม่หลานอีรู้ว่าเรื่องราวจะดำเนินไปเช่นไร นางคงยอมออกไปโดนทุบตีสักยกเสียดีกว่า
หลังจากที่คำท้าประลองของจีอู๋ซวงไม่ได้รับการตอบรับ จีอู๋ซวงก็เสนอให้แก้ไขศิลาหมื่นกิจ เหลียนซิงย่อมต้องตกลง นี่คือคุณหนูน้อยผู้เป็นที่รักนี่นา
“เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าจะให้แก้ไขว่าอย่างไรหรือ?”
“อืม ให้เพิ่มคำขู่ท้าทายต่อท้ายคำท้าประลองด้วย”
“คำขู่ท้าทายหรือ?”
“ใช่สิ ก่อนที่สองฝ่ายจะประลองวิชา ต้องมีการขู่ท้าทายกันก่อนไม่ใช่หรือ? เอาข้อความนี้ของข้าใส่ลงไปด้วย...”
วันรุ่งขึ้น
ศิษย์ทั้งหลายของสำนักอวิ๋นหลานพบว่า ป้ายประกาศมีการเปลี่ยนแปลงนั่นคือหลังข้อความท้าประลองสามารถแสดงคำขู่ได้
คำขู่ของจีอู๋ซวงคือ
“ปากมากช่างพล่าม โม่หลานอีแถมยังขี้งก ขี้อิจฉาวันๆ มัวคุยโวมุสา เก่งนักก็ออกมาสู้กัน”
คำขวัญด้านข้าง: ไม่มาก็เป็นลูกเต่า!
ทุกคนอ่านคำขู่ท้าประลองนี้จบ ต่างก็หัวเราะปนร้องไห้
อย่าว่าแต่พละกำลังในการต่อสู้ของจีอู๋ซวงจะเป็นอย่างไรเลย ปากของนางนี่ช่างไม่ยอมใครจริงๆ
อีกอย่างหนึ่ง บทกวีท้าประลองนี้แต่งได้ไพเราะจริงๆนะ
บทที่ 34: สำนักอวิ๋นหลาน
การสืบทอดวิชาของสำนักอวิ๋นหลานมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งทวีป!
โม่หลานอีเลือกที่จะปิดตัวต่อไปเช่นนี้ และนอกจากกาข้อความของอาจารย์ของตนเองแล้ว นางก็ไม่รับรู้ถึงเสียงของใครอีก
เยว่ชิงหมกมุ่นอยู่กับการเพาะปลูกพืชวิเศษอย่างมาก โดยปกติแล้วเขาก็ไม่ใช่พวกที่ชอบไปฟังเรื่องซุบซิบ แต่นานวันเข้า ฉายาของโม่หลานอีที่ว่าลูกเต่าดำก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนัก
เมื่อโม่หลานอีออกมาเจอสถานการณ์ในตอนนี้นางก็โกรธจนร้องไห้ฟูมฟายทันที
แต่การร้องไห้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว
เว้นแต่ว่านางจะสามารถเอาชนะจีอู๋ซวงบนเวทีประลองได้อย่างเปิดเผยและสง่างาม มิฉะนั้นชื่อนี้คงจะติดตัวนางไปตลอดชีวิต
แต่การเอาชนะจีอู๋ซวงนั้นเป็นไปไม่ได้...
นั่นยังไม่เท่ากับการรอให้นางตายไปเสียก่อนเลย
……
เมื่อไม่ได้รับการตอบรับจากโม่หลานอีเสียที จีอู๋ซวงก็ไม่ได้สนใจอีกต่อไป เพราะความตั้งใจเดิมของนางไม่ใช่การตีจีอู๋ซวงสักยก แต่เป็นการกู้ชื่อเสียงให้กับจ้านฝานและยอดเขาหงฝู ขอเพียงแค่อำนาจของจ้านฝานไม่ถูกตั้งคำถามก็พอ
แต่ปัญหาที่ตามมาก็เกิดขึ้น
มีผู้ถามว่า ตำราเกี่ยวกับการสร้างยันต์ที่จีอู๋ซวงมอบให้นั้นคืออะไร เหตุใดจ้านฝานจึงใจกว้างเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้อย่างครบถ้วน แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสที่รับผิดชอบดูแลตำราและวิชาก็ยังไม่ทราบ
แต่คำถามนี้ก็มีคำตอบในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อประกาศฉบับหนึ่งปรากฏขึ้นบนศิลาหมื่นกิจอย่างชัดเจน
“วันนี้ข้า ยอดเขาหงฝู โชคดีได้รับตำรา การฝึกฝนจะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างยันต์ หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นวิชาสืบทอดระดับวิเศษ นับเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ของ สำนักอวิ๋นหลานของพวกเรา! บัดนี้โดยคำสั่งร่วมของสิบแปดผู้บรรพบุรษแห่งอวิ๋นหลาน ทุกคนในสำนักสามารถยืมอ่านได้ เพียงแต่มีข้อแม้ว่า หากต้องการอ่าน ต้องสาบานต่อฟ้าว่าจะไม่เปิดเผยแม้เพียงเศษเสี้ยวของวิชาสืบทอดนี้ด้วยวิธีใดๆ มิฉะนั้นชาตินี้จะไม่มีความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียร! อีกทั้ง แต่ละครั้งต้องบริจาคหนึ่งหมื่นคะแนนสะสม!”
เมื่อประกาศนี้ออกมา ทั้งสำนักก็เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่
ประการแรก วิชาสืบทอดนี้เป็นระดับวิเศษหรือ?! นี่มันเรื่องใหญ่นะ!
ประการที่สอง วิชาสืบทอดนี้ผ่านคำสั่งร่วมของสิบแปดบรรพบุรุษแห่งอวิ๋นหลาน นั่นหมายความว่า หากผู้ใดมีความเห็นขัดแย้ง ก็ให้ไปเถียงกับบรรพบุรุษทั้งสิบแปดท่านเอง ใครในสำนักนี้กล้าทำเช่นนั้น?
ประการที่สาม หนึ่งหมื่นคะแนนสะสมดูได้เพียงครั้งเดียว?! ดูแค่ครั้งเดียวจะขึ้นสวรรค์ได้เลยหรือ?! แม่เจ้า!
ประการสุดท้าย ทุกคนในสำนักสามารถดูได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นศิษย์ภายใน ศิษย์ภายนอก ศิษย์ตรง หรือแม้แต่ผู้ดูแล ผู้อาวุโส ผู้อาวุโสสูงสุด หรือแม้กระทั่งคนรับใช้ ก็สามารถดูได้
ช่างเหมือนกับการประกาศสมบัติล้ำค่าให้ทั่วหล้ารู้เลยทีเดียว!
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ ยอดเขาหงฝูต้องให้คะแนนสะสมมากมายเช่นนี้แก่จีอู๋ซวง
ช่างบังเอิญเสียจริง ไม่นานหลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป นอกจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยันต์จากสี่สำนักใหญ่ และผู้ฝึกฝนคาถาจากสำนักอื่นๆบนทวีปก็ทยอยมาถึงด้วย
ในชั่วพริบตา ยอดเขาหงฝูของสำนักอวิ๋นหลานก็คึกคักอย่างยิ่ง
บรรดาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยันต์และผู้ฝึกตนเหล่านี้ต่างอยากรู้อยากเห็น แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนของสำนักอวิ๋นหลาน ย่อมไม่มีสิทธิ์ดู ทุกวันจึงได้แต่กระวนกระวายอยู่ภายนอก
ส่วนเรื่องการติดสินบนศิษย์ที่ได้ดูการสืบทอดแล้วน่ะหรือ?!
อย่าคิดเลย!
ประการแรก เพราะพวกเขาได้สาบานต่อปีศาจในใจไปแล้ว ประการที่สอง แม้การสืบทอดจะไม่จำกัดสถานะ แต่ก็มีข้อกำหนดเรื่องคะแนนสะสม
หนึ่งหมื่นคะแนนเชียวนะ!
ผู้ที่มีคะแนนสะสมมากขนาดนั้น มีหรือจะไม่ใช่ศิษย์ชั้นในหรือศิษย์โดยตรง?
คนพวกนี้เจ้าก็ติดสินบนไม่ได้หรอก
ในขณะที่เหล่าผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้กำลังกระวนกระวายใจ บรรดาศิษย์และผู้อาวุโสที่ได้ใช้คะแนนสะสมเพื่อดูการสืบทอดต่างก็งุนงงสับสน
อืม... ไม่ใช่อย่างนั้น...
ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกเสียเหลือเกิน!?
หลังจากเข้าไปแล้ว ก็ถูกถามถึงระดับความสามารถในการทำยันต์ จากนั้นก็ได้รับยันต์ที่ไร้พลังวิเศษ แล้วให้พวกเขาป้อนพลังวิเศษเข้าไปในยันต์ แค่นี้ก็จบแล้วหรือ!?
ถึงแม้ว่า!
ในขณะที่พวกเขาป้อนพลังวิเศษเข้าไป จะรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกับยันต์แผ่นนี้ และยันต์บางแผ่นยังเป็นยันต์ระดับ3ที่มีค่ามาก...
แต่มันก็ไม่คุ้มค่ากับคะแนนสะสมหนึ่งหมื่นเลยนี่!?
เพียงแต่พวกเขาได้สาบานต่อปีศาจในใจแล้วว่าจะไม่เปิดเผยแม้แต่น้อย ดังนั้นถึงแม้จะมีความไม่พอใจเต็มท้อง ก็ไม่กล้าพูดออกมาสักคำ กลัวว่าจะเป็นจริงตามคำสาบานของปีศาจในใจ!
ช่างเถอะ บางทีพวกสิบแปดบรรพบุรุษแห่งสำนักอวิ๋นหลานอาจจะประเมินผิดพลาด ถึงได้ตีราคาการสืบทอดนี้แพงเกินจริงขนาดนี้
ถือว่าพวกเขาโชคร้ายก็แล้วกัน
อย่างไรก็ตาม ความคิดเช่นนี้คงอยู่ได้ไม่กี่วัน พวกเขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับความฝันอันแสนหวาน
“พระเจ้า! อัตราความสำเร็จในการสร้างยันต์ของข้าเพิ่มขึ้นได้อย่างไร?!”
และมันเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ แม้แต่ความสามารถในการรับรู้ของข้าก็พัฒนาขึ้น!
หรือว่าข้าโชคดีเป็นบ้า?!
ไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ดังนั้น... หรือว่าเป็นเพราะการสืบทอด?!
ผู้ที่มีความเข้าใจรู้สึกราวกับถูกเล็บร้อยอันข่วนหัวใจ รีบสอบถามไปทั่วว่ามีใครบ้างที่ใช้คะแนนดูการสืบทอด พวกเขาสาบานต่อกันและกัน เมื่อแน่ใจว่าทุกคนได้ดูแล้วผู้สืบทอดเหล่านี้ก็จมดิ่งสู่การอภิปรายอย่างเร่าร้อน
“พระเจ้าช่วย! ข้าเห็นยันต์ระดับ3ในการสืบทอด และตอนนี้อัตราความสำเร็จของยันต์ระดับ3ของข้าถึงสองส่วนแล้ว!”
“ข้า ข้า ข้า! ทักษะการสร้างยันต์ของข้าค่อนข้างแย่ ข้าสามารถเขียนยันต์ถึงระดับ2 แต่ตอนนี้อัตราความสำเร็จของยันต์ระดับ2ของข้าถึงมีมากถึงห้าส่วนแล้ว!”
“ของข้าก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน! ช่างน่าทึ่งเหลือเกิน!”
“นี่หรือ... นี่คือความร้ายกาจของการสืบทอด?!”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง หนึ่งหมื่นคะแนนสะสมของเจ้านี้...”
ช่างคุ้มค่าเกินราคาเสียจริง!
การเพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างยันต์ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของอัตราความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอัตราการผลิตด้วย
แต่ก่อนสามารถสร้างยันต์ระดับต่ำได้เท่านั้น แต่ตอนนี้บางครั้งก็สามารถสร้างยันต์ระดับสูงได้แล้ว
พวกศิษย์มองหน้ากันไปมา ในใจต่างมีความคิดเดียวกัน ศิษย์น้องเล็กเก่งจริงๆ! ศิษย์น้องเล็กสมควรได้รับการบูชาในหอบรรพชน!!!
แม้ว่าการสืบทอดของยอดเขาหงฝู จะไม่อนุญาตให้ใครเปิดเผยแม้แต่คำเดียว แต่ผลลัพธ์ของการสืบทอดนั้น หากไม่ตาบอดก็สามารถเห็นได้
บรรดาศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดนั้น พลันร่ำรวยขึ้นมาในทันที
อัตราความสำเร็จในการสร้างยันต์นั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว!
การถามพวกเขานั้นเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ทำได้เพียงพยายามเก็บสะสมคะแนน เพื่อไปดูการสืบทอดที่ยอดเขาหงฝูบ้างเท่านั้น
ในชั่วพริบตายอดเขาหงฝู ไม่สิ สำนักอวิ๋นหลานก็กลายเป็นสถานที่แสวงบุญสำหรับผู้คนทั้งยุทธภพ
แม้แต่ผู้ฝึกตนอิสระที่เก่งกาจบางคน ก็เริ่มคิดหาวิธีที่จะเข้าร่วมสำนักอวิ๋นหลานแล้ว
นี่เป็นใบสมัครเข้าเรียนที่ดีที่สุดเลยทีเดียว ทำเอาเหลียนซิงดีใจจนยิ้มแย้มแจ่มใสทุกวัน
บรรดาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยันต์จากสำนักอื่นๆ ต่างก็ร้อนใจกันไปหมด หากสิ่งนี้ปรากฏในสำนักเล็กๆ พวกเขาคงจะลงมือแย่งชิงไปแล้ว แต่นี่คือสำนักอวิ๋นหลานนะ!
พวกเขาจะไปแย่งชิงอะไรได้ ก็ไม่ใช่ว่าอยากตายเร็วๆเสียหน่อย!
คิดไปคิดมา มีแต่การร่วมมือและแลกเปลี่ยนเท่านั้น
แต่คนของสำนักอวิ๋นหลานนั้นเจ้าเล่ห์และต่ำช้ากว่ากันทุกคน เกรงว่าครั้งนี้พวกเขาจะต้องเสียเนื้อเสียหนังกันเสียแล้ว... ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน…
บทที่ 35: สามผู้อาวุโสแห่งศาสตร์ยันต์? ไม่ใช่ แต่เป็นเนื้อชั้นดีสามชิ้น!
เพราะการมีอยู่ของจีอู๋ซวงสถานะของยอดเขาหงฝูก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สูงขึ้นเรื่อยๆจนเกือบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของสำนักอวิ๋นหลานแล้ว ช่วงนี้รอยยิ้มของจ้านฝานไม่เคยหายไปจากใบหน้าเลย ทำเอาประมุขยอดเขาอื่นๆอิจฉาจนร้องไห้
โดยเฉพาะประมุขยอดเขาต้าวอี เฉินชิ่งเซียน ที่ตาเขียวปั้ดไปหมด!
มีคำกล่าวว่ายันต์กับค่ายกลแยกจากกันไม่ได้ แต่ก่อนยอดเขาต้าวอีกับยอดเขาหงฝูเคยเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน เพราะในสำนักอวิ๋นหลาน ศาสตร์การต่อสู้อยู่อันดับหนึ่ง กระบี่วิเศษอันดับสอง ยาและอาวุธอยู่อันดับสามเท่ากัน พวกเขาถือว่าพอไปวัดไปวาได้
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว!
ตอนนี้ยอดเขาหงฝูกลายเป็นหน้าตาของสำนักอวิ๋นหลานทั้งหมด!
ณ ห้องรับรองของยอดเขาจู๋ซิง
ลองดูทางด้านซ้าย ท่านนั้นคือผู้อาวุโสแห่งศาสตร์ยันต์ของสำนักเฟิงเสวียน ท่านซิงเยว่เต้าเหริน
แล้วดูทางด้านขวา ท่านนั้นคือผู้อาวุโสแห่งศาสตร์ยันต์ของสำนักหยูเชิ่น ท่านเมี่ยวปี้เต้าเหริน
ส่วนตรงกลางนั้น คือรองประธานสมาคมยันต์ อาจารย์ลู่ ผู้เชี่ยวชาญยันต์ระดับ7
ผู้ใดกล่าวว่าไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง?!
เห็นได้ชัดว่าเพื่อลดราคาลงสักสองส่วน ผู้ฝึกตนจากสำนักอื่นๆก็ได้นำผู้ช่วยมาด้วย
ด้วยการมีผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้มาคุมเชิง สำนักอวิ๋นหลานก็ไม่อาจเรียกร้องราคาแพงลิบลิ่วได้กระมัง?
ซิงเยว่เต้าเหรินจิบน้ำชาวิเศษเบาๆ แล้วกล่าวอย่างร่าเริงว่า “ฮ่าๆ หลายปีไม่ได้พบกัน ฝานน้อยก็โตขนาดนี้แล้วหรือ”
จ้านฝาน “...” หากไม่มีความสัมพันธ์อันใด ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนผูกมิตรเช่นนี้ เขาเป็นเช่นนี้มาหลายพันปีแล้ว
แน่นอน ต้องให้เกียรติผู้อาวุโส ดังนั้นจ้านฝานจึงยอมรับอย่างร่าเริง
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าโตแล้ว”
ซิงเยว่เต้าเหรินหน้าด้านอย่างยิ่ง “ว่ากันว่าสองสำนักของพวกเรามีความสัมพันธ์อันดีมายาวนาน ตำราของพวกเจ้านี้คงเก่าแก่มากแล้วกระมัง? ข้างในคงมีบางส่วนที่มองไม่ชัด ไฉนไม่นำออกมาให้ข้าผู้อาวุโสช่วยดูให้เล่า?”
เส้นเลือดที่ขมับของจ้านฝานปูดโปน รีบผลักภาระให้เหลียนซิงทันที
“เรื่องนี้ข้าตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องถามเจ้าสำนักของข้าก่อน”
มือของเหลียนซิงที่กำลังรินชาสั่นเล็กน้อย “หา?”
“โอ้โห เจ้าสำนักเป็นคนรับผิดชอบแทนพวกเจ้าโดยเฉพาะเลยหรือ?”
เหลียนซิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย กล่าวว่า “ข้าจะไม่ปิดบังความจริง นี่คือของขวัญต้อนรับที่อาจารย์ของข้ามอบให้ศิษย์น้อยเสี่ยวอู๋ซวง เพื่อให้เสี่ยวอู๋ซวงยืนหยัดอยู่ในสำนักได้ แม้แต่ข้าก็ไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยว”
เหลียนซิงเจ้าสำนักอวิ๋นหลาน อาจารย์ของเขา... ก็คือฉือเหล่ย ผู้บรรลุขั้นสูงสุดของสำนักอวิ๋นหลาน มิใช่หรือ?!
ซิงเยว่เต้าเหรินตะลึงไปชั่วขณะ “เป็น... ของขวัญที่จิ่งเทียนมอบให้ศิษย์น้อยของท่านหรือ?”
จิ่งเทียนคือฉายาของฉือเหล่ย ช่างโอหังเสียจริง
“ใช่แล้ว”
“เหตุใดจิ่งเทียนจึงให้ความสำคัญกับศิษย์น้อยของท่านถึงเพียงนี้?”
“เรื่องนี้น่ะ...” แน่นอนว่าเป็นเพราะเสี่ยวอู๋ซวงมีลำดับอาวุโสสูงกว่าเป็นสองเท่า แม้แต่คนชราอย่างเจ้าก็ต้องเรียกเขาว่าอาจารย์อา เจ้ารู้หรือไม่? “อืม เพราะถูกชะตากันน่ะ สำหรับพวกเราผู้ฝึกวิชา นี่ก็คือวาสนาแล้ว”
ซิงเยว่เต้าเหรินขมวดคิ้วแน่น แม้แต่เมี่ยวปี้เต้าเหรินและอาจารย์ลู่ที่อยู่ข้างๆ ก็หมดความคิดไปด้วย
ฉือเหล่ย ไอ้แก่นั่นตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วก็เป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่เพียงแต่ปกป้องคนของตัวเองอย่างสุดโต่งเท่านั้น ยังมีฝีมือแกร่งกล้าอีกด้วย
พวกเขาเหล่านี้แก่หง่อมเดินไม่คล่องแคล่วแล้ว มีใครบ้างที่ไม่เคยถูก ฉือเหล่ย ซ้อมจนยับเยิน?
หากพวกเขากล้ารังแกเด็กที่ฉือเหล่ยเล็งไว้ บางทีพรุ่งนี้ฉือเหล่ยอาจจะบุกมาถึงประตูบ้านเลยก็ได้
ช่างเถอะ ช่างเถอะ
ก็แค่เพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างยันต์ธรรมดาธรรมดาเท่านั้น ไม่มีอะไรมากมายหรอก หากตกลงกันได้ก็เจรจา ตกลงกันไม่ได้ก็เลิกรากันไป
ผลการเจรจา... แน่นอนว่าตกลงกันไม่ได้
ซิงเยว่เต้าเหริน เมี่ยวปี้เต้าเหริน และอาจารย์ลู่ ต่างรู้สึกว่าสำนักอวิ๋นหลาน เรียกร้องมากเกินไป พวกเขายอมรับไม่ได้
แต่พวกเขาที่ไหนจะรู้ว่าเหลียนซิงตั้งใจเรียกราคาแพงลิบลิ่ว เพราะพวกเขาไม่มีตำราอะไรเลย
สิ่งที่พวกเขามี มีเพียงบรรพบุรุษน้อยเท่านั้น
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังจะลุกขึ้นจากไป ค่ายกลป้องกันของยอดเขาจู๋ซิงก็เริ่มทำงาน เด็กหญิงผมทรงสองจุกในชุดกระโปรงยาวสีม่วงอมชมพู อุ้มแมวดำตัวอ้วนกลมไว้ในอ้อมแขน เดินเข้ามาอย่างช้าๆ
เด็กหญิงมีใบหน้างดงามราวกับภาพวาด ผิวขาวดั่งแสงจันทร์
ดวงตาสีดำสนิทของนางใสกระจ่างยิ่งกว่าน้ำพุ
นี่คือศิษย์น้อยของเหลียนซิงหรือ?
ช่างเป็นเด็กที่มีรูปโฉม.งดงามจริงๆ
เหลียนซิงกลัวว่าจีอู๋ซวงจะถูกบังคับให้เปิดเผยวิชาลับ จึงรีบพูดว่า “เจ้า...อู๋ซวง เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่? ท่านอาจารย์ไม่ได้ให้เจ้าไปที่อื่นหรอกหรือ?”
จีอู๋ซวงลูบแมวดำในอ้อมแขน สายตาจับจ้องไปที่หยกบนเอวของท่านอาจารย์ลู่
เมื่อครู่ไป๋เย่ร้องแง้วๆไม่หยุด บอกว่าตนรู้สึกถึงกลิ่นอายของสมบัติล้ำค่า
สิ่งที่ไป๋เจ๋อบอกว่าเป็นสมบัติ ย่อมต้องเป็นของวิเศษแน่นอน
จีอู๋ซวงจึงทิ้งเมล็ดพันธุ์เทียนหยวนในมือ แล้วรีบวิ่งมาที่นี่
เสี่ยวไป๋เย่ เจ้าสามารถมองออกว่าเป็นสิ่งใดหรือไม่
[ไม่ได้ แง่ว ดูเหมือนว่าจะถูกผนึกอยู่ในหิน ต้องทุบหินให้แตกก่อนถึงจะรู้]
ดี!
จีอู๋ซวงยกมือคำนับผู้คนทั้งหลาย
“จีอู๋ซวง ขอคารวะบรรดาท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย”
จากนั้นก็กล่าวกับเหลียนซิงว่า “ท่านอาจารย์ ท่านปู่กล่าวว่าแขกคือผู้มาเยือน เมื่อบรรดาท่านผู้อาวุโสมาเพื่อตำรา ข้าจะขออธิบายข้อสงสัยให้แก่ทุกท่าน เพื่อมิให้ท่านผู้อาวุโสต้องผิดหวังกลับไป”
ไม่ยโสโอหัง สงบเยือกเย็น ทำให้สามคนจากยอดเขาต้าวอีต้องเหลียวมอง
ช่างมีท่วงท่าดีเหลือเกิน!
น่าแปลกใจที่ฉือเหล่ยผู้ชราจะมองนางด้วยสายตาแตกต่าง
ซิงเยว่เต้าเหรินพินิจพิจารณาจีอู๋ซวงอย่างละเอียด พบว่านางยังเป็นเพียงคนธรรมดา จึงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “เช่นนั้นก็ดี แต่เจ้ายังไม่ได้เริ่มฝึกวิชาใช่หรือไม่ เจ้าเข้าใจตำราหรือ”
“นี่คือความลึกลับของตำราการสร้างยันต์นี้”
“เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?”
“ให้ผู้ทรงพลังสื่อสารกับกฎเกณฑ์ของสวรรค์และพิภพเพื่อสร้างยันต์ แต่อย่าเพิ่งใส่พลังวิญญาณ ยันต์จะมีรูปแบบแต่ไม่มีแก่นแท้ นี่คือการสร้างโครงสร้างของยันต์
ส่งต่อยันต์ที่สร้างโครงสร้างแล้วให้ผู้อื่น ให้พวกเขาใส่พลังวิญญาณ ก็เท่ากับว่าผู้อื่นได้สร้างยันต์ด้วยตนเอง ในระหว่างกระบวนการ ผู้อื่นก็จะได้รับรู้ถึงสวรรค์และพิภพไปพร้อมกับยันต์ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างยันต์โดยธรรมชาติ”
จีอู๋ซวงกล่าวความจริงอย่างกระชับได้ใจความ โดยไม่มีความตั้งใจที่จะปิดบังแม้แต่น้อย ทำให้เหลียนซิง และจ้านฝานที่อยู่ข้างๆแทบจะอ้าปากค้าง
แย่แล้ว แย่แล้ว เด็กน้อยอู๋ซวงยังเป็นเพียงเด็กจริงๆ แม้แต่การปิดบังความลับก็ยังทำไม่เป็น พูดออกมาเสียหมดเลย!
ซิงเยว่เต้าเหรินและอีกสองคนล้วนเป็นจิ้งจอกแก่ เพียงแค่เห็นสีหน้าของ เหลียนซิง และจ้านฝานก็รู้ว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่ได้โกหก
“เจ้าพูดความจริงหรือ?”
“หากท่านไม่เชื่อ ก็ลองด้วยตัวเองได้”
จีอู๋ซวงหยิบยันต์ระดับ3 ธรรมดาออกมา แจกให้ผู้ทรงอำนาจทั้งสามคนละหนึ่งชิ้น ทั้งสามหลับตาใส่พลังวิญญาณลงในยันต์ชั้นเลิศ
“เป็นไปได้อย่างไร มันสำเร็จจริงๆหรือนี่?!
พวกเขาทั้งสามล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งยันต์ จมดิ่งอยู่กับวิชานี้มาหลายปี การรับรู้พลังสวรรค์และแผ่นดินแล้วใส่ลงในยันต์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากคือการควบคุมพลังวิญญาณ หรือพูดอีกอย่างคือ การวาดยันต์โดยไม่ใช้พลังวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
หากพวกเขาสามารถเรียนรู้วิธีการนี้ได้ ก็จะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการสร้างยันต์ของลูกศิษย์รุ่นหลังได้อย่างมากในปีนี้
ซิงเยว่เอ่ยเสียงดังด้วยความยินดี “ฮ่าๆๆ ดีๆๆ ไอ้แก่จิ่งเทียนนั่นช่างได้ศิษย์ที่ดีเยี่ยมเสียจริง ดีๆๆ”
เมี่ยวปี้เต้าเหรินกล่าวทันที “เจ้าหนูน้อย เจ้ากล้าบอกความจริงกับพวกข้าเช่นนี้ เจ้าไม่กลัวว่าจิ่งเทียนจะลงโทษเจ้าหรือ?”
จีอู๋ซวงยิ้มน้อยๆ พลางตอบ “ข้าไม่กลัว”
“ฮ่าๆๆ ดี พวกข้าก็จะไม่เอาเปรียบเจ้าเด็กน้อยเปล่าๆ เจ้าอยากได้อะไร บอกมาได้เลย”
จีอู๋ซวงรอคอยโอกาสนี้อยู่แล้ว เมื่อเนื้อหอมส่งมาถึงปาก จะไม่กินก็เสียเปล่า~”
บทที่ 36: ศิษย์น้อยเป็นคนขี้โกง
จีอู๋ซวงลืมตากลมโตใสกระจ่างขึ้นมอง มองไปยังอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านคาถาทั้งสามท่านที่มีบุคลิกแตกต่างกัน แต่ล้วนมีกลิ่นอายของเซียนและนักพรตเหมือนกัน แล้วกล่าวว่า “ท่านปู่ของข้าเคยกล่าวไว้ว่า พวกท่านล้วนเป็นผู้อาวุโสที่ใจกว้างและมีเมตตายิ่ง แน่นอนว่าจะไม่ทำให้ข้าเสียเปรียบแน่”
ทั้งสามคนไม่คิดว่าพวกเขาจะถูกประเมินสูงถึงเพียงนี้ จึงหัวเราะอย่างสบายอกสบายใจมากขึ้น
“บอกมาเถิด สาวน้อย เจ้าต้องการอะไร?”
“ข้าน้อยไม่อาจกล่าวได้”
“โอ้?”
“หากข้าน้อยพูดอย่างไร้เดียงสา ก็เกรงว่าจะเป็นการล่วงเกิน แต่หากข้าน้อยรักษามารยาทมากเกินไป ก็เกรงว่าจะทำให้พวกท่านผู้อาวุโสเสียหน้า หากท่านปู่ทั้งหลายของสำนักอวิ๋นหลานของข้าคิดว่าพวกท่านขี้เหนียว นั่นคงจะไม่ดีเป็นแน่”
จีอู๋ซวงพูดไปพลางหยิบของขวัญที่ลูกศิษย์ทั้งสิบแปดของอวิ๋นหลานมอบให้ออกมา
“สิ่งนี้คือของที่ท่านปู่จิ่งเทียนเเต้าเหรินมอบให้ สิ่งนี้คือของที่ซูเยว่เเต้าเหรินมอบให้ สิ่งนี้คือของจินเฟิงเเต้าเหริน สิ่งนี้คือของโซ่วเติงเเต้าเหริน สิ่งนี้คือของจิ่วเหมินเเต้าเหรินมอบให้ สิ่งนี้คือ...”
ทุกครั้งที่จีอู๋ซวงหยิบสมบัติล้ำค่าออกมาชิ้นหนึ่ง หัวใจของซิงเยว่เเต้าเหรินทั้งสามก็กระตุกหนึ่งที เมื่อหยิบออกมาอีกชิ้นก็กระตุกอีกที สุดท้ายก็ทำเอาใจสั่นไปตามๆกัน...
ดี!
สำนักอวิ๋นหลาน พวกเจ้าทั้งหลายมีเงินมากเกินไปจนไม่รู้จะใช้ทำอะไรใช่หรือไม่?!
เหตุใดจึงมอบของขวัญเช่นอาวุธวิเศษระดับ8 แผ่นอาคมระดับ7 และของวิเศษชั้นเลิศให้แก่เด็กรุ่นหลังเช่นนี้?!
พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!
เรื่องนี้ทำให้สามคนที่เตรียมจะใช้ของเล็กๆน้อยๆ มาไล่จีอู๋ซวงไปต้องเหงื่อตกอย่างหนัก
จีอู๋ซวงอวดของขวัญเสร็จแล้ว นางเบิกตากลมโตสดใสมองสามคนอย่างคาดหวัง “ขอให้สามท่านผู้อาวุโสเป็นผู้กล่าวเถิด”
เหลียนซิง และ จ้านฝาน “...”
ช่างเป็นเด็กที่น่าสนใจ! แต่เดิมคิดว่านางเป็นเด็กไร้เดียงสา ไม่คิดว่าจะเป็นคนเจ้าเล่ห์เช่นนี้
ทั้งสามไม่พูดอะไรอีก ส่งแหวนเก็บของให้จีอู๋ซวงทันที “พวกข้าจะให้สิทธิ์เจ้าเปิดแหวนเก็บของชั่วคราว รวมถึงของที่พวกข้ามีติดตัว หากเจ้าชอบสิ่งใดก็หยิบไปได้ตามใจ”
“ถูกต้อง เจ้าเลือกตามใจชอบเถิด”
“เลือกเถิด”
จีอู๋ซวงกะพริบตา “ถ้าเช่นนั้นข้าจะเลือกละ”
“เลือกตามใจชอบ”
จีอู๋ซวงก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง เลือกก้อนดินจากแหวนเก็บของของซิงเยว่เเต้าเหรินเลือกหนังสัตว์วิเศษระดับต้าเฉิงจากเมี่ยวปี้เเต้าเหรินและสุดท้ายเลือกหยกล้ำค่าที่เอวของอาจารย์ลู่
ในบรรดาทั้งสามคน ซิงเยว่เเต้าเหรินเจ็บปวดใจที่สุด เพราะสิ่งที่จีอู๋ซวงเลือกคือดินวิเศษ!
ดินวิเศษเชียวนะ!
ดินวิเศษ!
มีดินวิเศษอยู่ พืชวิเศษระดับสูงคุณภาพเยี่ยมก็จะเติบโตได้ไม่มีวันหมด เขาซ่อนดินวิเศษนี้ไว้อย่างมิดชิด และในแหวนเก็บของของเขาก็มีของไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านชิ้นแน่ๆ
นางสามารถระบุตำแหน่งดินวิเศษได้อย่างไรในทันที?!
เมี่ยวปี้เต้าเหรินแทบจะกัดฟันขาวของตนจนแหลกละเอียด โอ้! หนังสัตว์วิเศษระดับต้าเฉิงนี่! เพื่อให้ได้มันมา ข้าต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล
ข้ายังจงใจปลอมแปลงมันให้ดูไร้ค่า นางรู้ได้อย่างไรกัน?
มีเพียงท่านอาจารย์ลู่ที่ยังคงงุนงง อ้า? แค่นี้เองหรือ? แค่ต้องการหยกอัญมณีเม็ดเดียว?
พูดตามตรง หยกอัญมณีนี้ไม่ใช่ของมีค่าอะไร เป็นสิ่งที่ข้าได้มาโดยบังเอิญตอนยังหนุ่ม ไร้พลังวิเศษแต่สวยงามมาก ราวกับมีคลื่นน้ำไหลอยู่ภายใน จึงเก็บไว้
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสาม”
จีอู๋ซวงกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม นอกจากท่านอาจารย์ลู่ที่ยิ้มอย่างจริงใจแล้ว เต้าเหรินอีกสองคนต้องฝืนยิ้มออกมา ใจเจ็บปวดจนแทบรักษาสีหน้าไว้ไม่อยู่
ทั้งสามถามรายละเอียดสำคัญในการวาดยันต์ไร้พลังอีกมากมาย จีอู๋ซวงก็ตอบทุกข้อ
ในที่สุดทั้งสามก็ให้จีอู๋ซวงสาธิตวิธีวาดยันต์จีอู๋ซวงก็ทำตาม นางวาดยันต์ระดับ1ต่อหน้าพวกเขา และยังยินยอมให้พวกเขาใช้ศิลาบันทึกเหตุอีกด้วย
จีอู๋ซวงดูเหมือนก้อนแป้งที่ไม่มีอารมณ์ ยอมให้พวกเขาจัดการตามใจชอบ ทำให้สามนักพรตรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
เมื่อส่งผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามกลับ จีอู๋ซวงกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “หากวันหน้าท่านทั้งหลายต้องการซื้อยันต์ไร้พลัง ข้าสามารถให้ส่วนลดแก่ท่านได้”
ทั้งสามคนยิ้มแย้มบนใบหน้า แต่ในใจกลับด่าทอ พวกเขาเรียนรู้วิธีวาดยันต์ไร้พลังแล้ว จะมาซื้อยันต์อีกทำไม?
ซื้อมาเพื่อคลายความเหงาหรือ?
สมแล้วที่เป็นหลานศิษย์ของจิ่งเทียนตาแก่น่ารังเกียจนั่น ช่างน่าชังเหมือนกันไม่มีผิด!
หลังส่งผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามกลับไป เหลียนซิงและจ้านฝานรีบเข้ามาถามว่า “อู๋ซวงน้อย เหตุใดเจ้าจึงบอกความลับแก่พวกเขาเล่า จะไม่มีปัญหาหรือ?”
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องกังวล บางทีอาจจะทำให้สำนักอวิ๋นหลานของพวกเราได้รายได้เพิ่มด้วยซ้ำ”
“หา? หรือว่าพวกเขาก็วาดยันต์ไร้พลังไม่ได้”
“อืม”
เหลียนซิงและจ้านฝานสบตากัน แต่ก็ตัดสินใจเชื่อไปก่อน
จีอู๋ซวงส่งหนังสัตว์วิเศษระดับสูงสุดให้แก่จ้านฝาน ทำเอาจ้านฝานซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ “สิ่งนี้... เจ้าจะมอบให้ข้าเพื่อยอดเขาหงฝูหรือ?”
หนังสัตว์วิเศษระดับสูงสุดเชียวนะ!
ช่างเป็นของล้ำค่าเหลือเกิน!
จีอู๋ซวงพยักหน้า “ช่วงนี้ข้าสร้างความยุ่งยากให้ยอดเขาหงฝูไม่น้อย นี่คือของขวัญแทนคำขอบคุณ”
จ้านฝานตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะร่าพลางลูบศีรษะจีอู๋ซวง “เจ้าเด็กน้อย พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะมีความยุ่งยากอะไรกัน เอาอย่างนี้ ข้าจะคำนวณหนังสัตว์นี้เป็นคะแนนสะสมให้เจ้า ตกลงหรือไม่?”
จีอู๋ซวงกำลังจะปฏิเสธ แต่จ้านฝานทำหน้าเคร่งขรึมยื่นมือมาบีบแก้มนาง แล้วกล่าวว่า “ต้องยอมรับ! ข้าจะรีบกลับไปประชุมแล้วเพิ่มคะแนนสะสมให้เจ้าทันที!”
พูดจบ จ้านฝานก็วิ่งจากไปอย่างรีบร้อนราวกับไฟไหม้ก้น
จีอู๋ซวงเอามือกุมแก้ม งุนงงเงยหน้ามองเหลียนซิง
เหลียนซิง “...”
ชั่วขณะนั้นไม่รู้ว่าควรอิจฉาจ้านฝานที่ได้หนังสัตว์วิเศษระดับสูงสุด หรือควรอิจฉาจ้านฝานที่กล้าบีบแก้มเด็กน้อยผู้ทรงอำนาจโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ดี
“ชิ ข้าก็อยากจะบีบด้วย!”
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม อะแฮ่ม...” เหลียนซิงใช้การไอปิดบังความไม่น่าเคารพของตน แล้วเบี่ยงประเด็นว่า “ดินวิเศษนี้ เจ้าเตรียมจะวางไว้ที่ใด?”
“พวกเรามีที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกสมบัติล้ำค่าของสวรรค์และดินหรือไม่?”
“มี แต่สถานที่ที่ดีที่สุดในสำนักต้องอยู่ที่ยอดเขาจื่อหลินแน่นอน”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยอดเขาจื่อหลินเป็นสถานที่ที่มีพลังวิเศษอุดมสมบูรณ์ที่สุดในสำนัก แม้แต่ที่พำนักของปรมาจารย์ก็ยังไม่ล้ำค่าเท่า
จีอู๋ซวงกะพริบตาพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าขอแยกพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ให้ข้าได้หรือไม่? แบบที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้เลย”
เหลียนซิงตกตะลึง “หา?”
“ข้ามีของสำคัญมาก จำเป็นต้องปลูกในที่ที่มีพลังวิเศษอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยอย่างยิ่ง ดินวิเศษนี้ก็เตรียมไว้สำหรับของสิ่งนั้น”
เหลียนซิงชะงักครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้อย ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่ ว่ามันคืออะไรหรือ?”
จีอู๋ซวงก็ไม่ปิดบัง หยิบเอาเมล็ดผลไม้แห่งสวรรค์ออกมาอย่างเต็มใจ
เมื่อเหลียนซิงเห็นเมล็ดที่แห้งจนเหมือนว่าจะตายไปแล้วก็สงสัย “นั่นมันคืออะไรน่ะ?”
“เมล็ดพันธุ์เทียนหยวน”
เหลียนซิงแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง เขายื่นมือไปจับหูตัวเองให้เข้าที่ก่อนจะเอ่ย “บางทีหูของข้าอาจจะได้ยินผิดไป ว่ามันคือเมล็ดพันธุ์เทียนหยวน แต่ว่าที่เห็นนี่คืออะไรนะ”
จีอู๋ซวงกระพริบตา “ท่านได้ยินถูกแล้ว นี่คือเมล็ดพันธุ์เทียนหยวน มันช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกาย รักษารากวิญญาณให้มั่นคง เสริมสร้างจิตสำนึกทางจิตวิญญาณ ชำระล้างไขกระดูกและเสริมสร้างกระดูก รวมทั้งยังรักษาสถานะความเป็นเทพให้มั่นคง”
บทที่ 37: โอ้โห ถูกแย่งชิงอีกแล้วสินะ
เหลียนซิงไม่เคยคิดฝันเลยว่า วันหนึ่งข้าจะได้เห็นเมล็ดพันธุ์ของผลไม้แห่งสวรรค์ที่เล่าลือกัน!
“จริง...จริงหรือ?”
“อืม จริง”
เหลียนซิงรีบก้าวเข้าไปข้างหน้าทันที เขาวางเมล็ดพันธุ์ผลไม้แห่งสวรรค์ไว้ในมือ เห็นมันแห้งเหี่ยวไร้ชีวิต จึงร้องตะโกนราวกับสูญเสียบิดามารดา “ผลไม้แห่งสวรรค์! ผลไม้แห่งสวรรค์เจ้าเป็นอะไรไป! อู๋ซวง เจ้ารีบมาดูเร็ว! มันเป็นอะไรไปกันแน่?”
จีอู๋ซวง “...”
ก่อนหน้านี้ทำไมข้าไม่เคยสังเกตเห็นว่า ท่านอาจารย์มีพรสวรรค์ด้านการแสดงด้วย
“พวกเราต้องหาสถานที่ที่มีพลังวิเศษอุดมสมบูรณ์ที่สุด เพื่อบำรุงเลี้ยงมันให้ดี”
“เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเอง!”
เหลียนซิงรับอาสาอย่างไม่ลังเล พาเมล็ดผลไม้แห่งสวรรค์และดินวิเศษวิ่งหายไปในพริบตา เขาต้องไปเจรจากับผู้คนบนยอดเขาจื่อหลิน
เหลียนซิง ในฐานะเจ้าสำนักอวิ๋นหลาน วันๆเอาแต่หัวเราะร่าเริง แทบไม่เคยขัดแย้งกับผู้ใด
แต่การเจรจาที่ยอดเขาจื่อหลินครั้งนี้ไม่ราบรื่นนัก เพราะทันทีที่เขาอ้าปาก ก็เรียกร้องตำแหน่งที่สำคัญที่สุดและทรัพยากรที่ดีที่สุด แม้แต่เยว่ชิงผู้ใจดีก็ไม่อาจยอมรับได้
เหลียนซิงจึงแอบพาเยว่ชิงไปคุยกันเบาๆ ทั้งสองพูดจาอึกอักอยู่นาน ในที่สุดเยว่ชิงก็ตกลง
จีอู๋ซวงจึงไปเลือกสถานที่ที่ยอดเขาจื่อหลินด้วยตนเอง ไม่ลืมพาไป๋เย่มาด้วย
จีอู๋ซวงอุ้มแมวดำตัวน้อยนั่งบนหลังนกกระเรียนขาว แมวดำตัวน้อยเดิมทีดูธรรมดาและเบื่อหน่ายตลอดทาง แต่ขณะบินไปเรื่อยๆ จู่ๆดวงตาของมันก็หรี่ลง จ้องมองไปยังพื้นที่เขียวชอุ่มและมีพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ในหุบเขาลึก
“แง้ว!”
ไปที่นั่น!
จีอู๋ซวงตบหัวนกกระเรียนขาว มันส่งเสียงร้องทันที แล้วเปลี่ยนทิศทางบินไปยังหุบเขานั้น
“เสี่ยวอู๋ซวง! เจ้ารอก่อน!”
เหลียนซิงพบว่าจีอู๋ซวงออกนอกเส้นทาง จึงรีบตะโกนเรียกนาง “อากาศทางนั้นไม่ค่อยดีนัก มันเป็นเพียงชายขอบของยอดเขาจื่อหลินเท่านั้น”
“ไม่เป็นไร ข้าแค่ดูเฉยๆ”
นกกระเรียนขาวบินได้อย่างรวดเร็ว มันพุ่งลงสู่ลานโล่งในพริบตา เหลียนซิง จำต้องให้หงส์เขียวของตนบินตามไป
ทันทีที่เท้าของจีอู๋ซวงแตะพื้น เขาก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างประหลาด จิตใจของเขาสั่นไหวด้วยความรู้สึกนั้น
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านรู้สึกถึงมันหรือไม่?”
เหลียนซิงที่เพิ่งลงจอดตามมาทำหน้างุนงง “หา? รู้สึกถึงอะไรหรือ?”
“พลังแห่งชีวิต”
“หา? ข้าไม่รู้สึกอะไรเลย”
จีอู๋ซวงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้มลงใช้มือสัมผัสพื้นหญ้า ความรู้สึกนั้นยิ่งชัดเจนขึ้น
เหลียนซิงก็ทำตามจีอู๋ซวง เขาย่อตัวลงไปด้วยแต่ก็ยังไม่รู้สึกถึงอะไรเลย
“ที่นี่มีอะไรผิดปกติหรือ?”
หากยามนี้ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาเป็นศิษย์คนอื่น เขาคงจะคว้าตัวผู้นั้นไปแล้ว แต่นี่คือจีอู๋ซวง แม้นางจะเล่นโคลนอยู่ตรงนี้เขาก็จะปรบมือพลางกล่าวว่า “เจ้าช่างเก่งเหลือเกิน ปั้นได้ดีจริงๆ!”
จีอู๋ซวงมองดูลูกแมวดำที่กำลังใช้อุ้งเท้าทั้งสี่ข้างตะกุยพื้นหญ้าอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งแต่หาไม่พบ ดูกระวนกระวายยิ่งนัก
เห็นได้ชัดว่านอกจากนางแล้วไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความพิเศษของที่นี่
สัญชาตญาณที่เกิดขึ้นในชั่วขณะเมื่อครู่ คงเป็นสัญชาตญาณของไป๋เจ๋อ
แปลกนัก...
เหตุใดนอกจากข้าแล้ว จึงไม่มีผู้ใดรู้สึกได้?
จีอู๋ซวงที่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเคยดูดซับพลังแก่นแท้ของสุสานเทพเจ้ามาก่อน อาจเป็นเพราะเหตุนี้กระมัง?
จีอู๋ซวงเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตน จึงกล่าวว่า “ปลูกตรงนี้เถิด”
“ตรงนี้เลยหรือ?”
“ถูกต้อง”
“แต่ว่าที่นี่พลังวิญญาณไม่ได้อุดมสมบูรณ์ที่สุดนะ”
ยอดเขาจื่อหลินมีที่ดีกว่าที่นี่อีกมาก สถานที่แห่งนี้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเจ้าของ แสดงว่าแม้แต่ศิษย์ทั่วไปก็ยังไม่สนใจที่นี่
“ไม่เป็นไร รบกวนท่านแจ้งท่านประมุขยอดเขาจื่อหลินสักคำ”
เหลียนซิงกัดฟันพูดว่า “ได้ ที่นี่ก็ที่นี่แหละ”
อย่างมากก็แค่ต้องสร้างแท่นรวมพลังวิญญาณเพิ่มเท่านั้น!
หรือไม่ก็ขุดเส้นพลังวิญญาณมาฝังไว้!
จะทำให้ใครผิดหวังก็ได้ แต่ห้ามทำให้ศิษย์น้อยผิดหวังเด็ดขาด!
เหลียนซิงส่งข่าวไปหาเยว่ชิง พอดีตอนนี้ เยว่ชิงกำลังอยู่กับศิษย์ใหม่ โม่หลานอี
หากพูดถึงโม่หลานอี นั่นก็คือสมบัติล้ำค่าในใจของเยว่ชิงจริงๆ
เด็กสาวผู้นี้ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ทุกวันนางทำแค่ฝึกฝนเท่านั้น ดูสิ เพียงไม่กี่เดือนผ่านไป นางก็ก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว ทั้งยังก้าวกระโดดถึงสามขั้น ตอนนี้นางอยู่ในระดับฝึกลมปราณขั้น8แล้ว
พึงรู้ไว้ว่าตอนที่โม่หลานอีเพิ่งเข้าสำนัก นางอยู่เพียงขั้น2ของการฝึกลมปราณเท่านั้น
สิ่งสำคัญคือนางไม่เคยหยิ่งผยอง ยังคงมั่นคงอยู่กับพื้นดิน ถึงขนาดไม่ยอมให้ผู้ใดเล่าลือถึงความก้าวหน้าของตน จิตใจของนางช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก
แต่เดิมศิษย์ในสายตรงจะได้รับถ้ำประจำตัวก็ต่อเมื่อถึงขั้นสร้างรากฐานแล้วเท่านั้น
แต่ด้วยความที่ศิษย์น้อยขยันเช่นนี้เยว่ชิงจึงตกลงตามคำขอของนางเพื่อเป็นรางวัล ให้นางได้เลือกถ้ำของตนเอง
“ท่านอาจารย์ ศิษย์สามารถเลือกถ้ำได้จริงหรือเจ้าคะ?”
“ได้สิ เจ้าเลือกไว้ก่อน ข้าจะจองให้เจ้าเอง”
“ท่านอาจารย์! ท่านช่างใจดีเหลือเกิน!”
โม่หลานอียิ้มหวานราวกับเป็นหลานสาวที่น่ารักและชอบออดอ้อนผู้คนในบ้าน ทำให้หัวใจของเยว่ชิงพองโตด้วยความปลื้มปีติ
“เช่นนั้นเจ้ามีตัวเลือกในใจแล้วหรือไม่?”
“มีแล้วเจ้าค่ะ ศิษย์ได้เลือกไว้แล้ว อยู่ในหุบเขาใต้ยอดเขาชางหลาง”
หุบเขาใต้ยอดเขาชางหลางหรือ?
เยว่ชิงหยิบแผนที่ยอดเขาจื่อหลินออกมา ตรวจดูสภาพของที่นั่น แล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า “ตรงนั้นมันจะดีหรือ?” ที่ที่มีพลังวิเศษธรรมดาเช่นนี้ จะให้ศิษย์ที่รักของข้าได้อย่างไร “เจ้าเลือกที่ที่มีพลังวิเศษอุดมสมบูรณ์กว่านี้เถอะ อย่ากังวลไป ทุกอย่างอาจารย์รับผิดชอบเอง เจ้าเลือกไปเถิด”
ต้องบอกว่าเยว่ชิงเป็นอาจารย์ที่ดีจริงๆ และห่วงใยโม่หลานอีอย่างจริงใจ
แต่สถานที่ที่โม่หลานอีเลือกนั้น ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
จุดนี้แท้จริงแล้วคือจุดกำเนิดชีวิตของทั้งสำนักอวิ๋นหลาน รวมพลังสร้างสรรค์แห่งสวรรค์และซ่อนพลังมหาศาลไว้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้จะไม่ใช่ที่ที่มีพลังวิเศษอุดมสมบูรณ์ที่สุดในสำนักอวิ๋นหลาน แต่เป็นที่ที่มีพลังชีวิตเฟื่องฟูที่สุดในสำนัก
หากอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน แม้แต่ร่างกายที่เจ็บป่วยก็สามารถฟื้นคืนชีพได้ทีละน้อย ต้นไม้แห้งเหี่ยวก็สามารถผลิใบอ่อนได้อีกครั้ง
จิตวิญญาณแสงของโม่หลานอีจำเป็นต้องได้รับการบ่มเพาะอย่างดี จึงจะสามารถยกระดับคุณภาพของพลังและหลอมรวมกับร่างกายของนางได้อย่างสมบูรณ์
นางต้องอาศัยพลังชีวิต!
วันนั้นระหว่างทางที่โม่หลานอีเดินไปสวนสมุนไพร นางบังเอิญผ่านหุบเขานั้น เมื่อก้าวเข้าไปที่นั่นหัวใจของนางเต้นเร็วมาก เลือดในร่างกายทั้งหมดเดือดพล่านราวกับว่าจะเอ่อล้นออกมา
ความรู้สึกนี้เหมือนกับตอนที่นางเก็บหยกวิเศษได้ ได้รับรากวิญญาณ และเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ความรู้สึกที่นางสัมผัสได้นั้นไม่ต่างกันเลย
ดังนั้นนางจะต้องย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ให้ได้!
ต้องเอามาให้ได้!
โม่หลานอีดึงชายเสื้อของเยว่ชิง “ท่านอาจารย์ ศิษย์ต้องการที่นั่น ศิษย์ชอบสถานที่นั้น”
เยว่ชิงถูกโม่หลานอีอ้อนวอนจนหมดปัญญา กำลังจะเอ่ยปากตกลง ทันใดนั้นสัญญาณติดต่อก็สว่างขึ้น เป็นเหลียนซิงนั่นเอง
สัญญาณติดต่อระดับสูงนี้ เสียงจะถูกส่งตรงเข้าสู่สมองของเยว่ชิง ไม่มีทางถูกดักฟังได้
เหลียนซิงพูดตรงประเด็นทันที “เหล่าเยว่เอ๋ย เรื่องที่ข้าเพิ่งคุยกับเจ้าเมื่อครู่ ศิษย์น้อยได้เลือกสถานที่แล้ว เป็นหุบเขาใต้เขาชางหลางของพวกเจ้า ข้าเห็นว่าหุบเขานี้ไม่มีเจ้าของ พวกข้าจึงตัดสินใจเลือกที่นี่เลย เจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว ขอบใจมากๆ”
เหลียนซิงพูดเหมือนประทัดที่ระเบิดออกมา เขาเอ่ยคำพูดรัวใส่ พูดจบก็ไม่สนใจว่าเยว่ชิงจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ตัดการติดต่อไปเลย
เยว่ชิงงุนงงชั่วขณะ ทำไมที่รกร้างว่างเปล่าถึงกลายเป็นของล้ำค่าขึ้นมาทันที?!
เขายิ้มแหยๆ ก้มหน้ามองโม่หลานอี พลันนางก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาในใจ
เป็นดังคาด ยินเยว่ชิงกล่าวว่า “เรื่องนี้ ศิษย์น้อยเอ๋ย เจ้าเลือกสถานที่อื่นเป็นที่พำนักได้หรือไม่? ที่ดินที่เจ้าหมายตาไว้นั้นถูกท่านเจ้าสำนักยึดไปใช้เสียแล้ว”
บทที่ 38: ผนึกวิญญาณ, การสังหารเซียนด้วยค่ายกล72ดาวอัปมงคล
คำพูดของเยว่ชิงเป็นดั่งสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ สำหรับโม่หลานอี!
นางพยายามมาตลอด ทุกวันต้องประจบเอาใจไอ้เฒ่าตัวเหม็นคนนี้ก็เพื่อ โอกาสมีชีวิตแต่ตอนนี้เขากลับหันหลัง ยกหุบเขาให้แก่ผู้อื่นเสียอย่างนั้น?!
ในใจสาปแช่งเยว่ชิงนับร้อยพันครั้ง แต่โม่หลานอีก็ยังทำท่าน่าสงสาร เสียงพูดมีแววสะอื้น
“ท่านอาจารย์! แต่ท่านเคยบอกไว้นี่! ที่ตรงนั้นจะยกให้ข้า... ท่านไม่อาจผิดคำพูดได้”
เยว่ชิงพูดอย่างเก้อเขิน “ไม่ใช่ว่าข้าผิดคำพูด แต่สำนักได้เรียกคืนที่ดินผืนนั้น”
“สำนักเรียกคืน??”
“ใช่แล้ว เป็นคำสั่งของท่านเจ้าสำนักเอง”
เหลียนซิงสั่งเอง...
นึกถึงประมุขผู้มีฐานะสูงส่ง พลังแกร่งกล้า และปกป้องลูกศิษย์อย่างยิ่ง โม่หลานอียิ่งรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ทรมานในใจ
เพราะนางรู้สึกเสมอว่าเหลียนซิงสมควรเป็นอาจารย์ของตน!
ไม่ใช่คนไร้ค่าที่อยู่ตรงหน้านี้!
รอก่อน!
เหลียนซิงต้องการที่นั่น...
หรือว่าจะนำไปให้จีอู๋ซวง ?!
ใช่แล้ว!
ต้องนำไปให้จีอู๋ซวง แน่นอน!!!
จีอู๋ซวงช่างน่าพิศวงนัก เพียงแค่เจอนางทุกเรื่องของข้าก็จะมีปัญหา ช่างน่าโมโหเหลือเกิน!
เพียงแค่คิดว่าจีอู๋ซวงมาแย่งชิงไปอีกแล้ว ใบหน้างดงามของโม่หลานอีก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ หุบเขานั้นไม่ได้ยกให้จีอู๋ซวงใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงที่ถามเช่นนั้นทำให้เยว่ชิงชะงัก แต่เขาเข้าใจศิษย์น้อยดี จึงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่ใช่หรอก เป็นการยกให้สำนักของพวกเรา”
ส่วนเรื่องที่สำนักจะนำไปใช้ทำอะไร เขาจะไม่บอกโม่หลานอีหรอก
หากว่าเมล็ดพันธุ์แห่งสวรรค์สามารถเติบโตได้จริง
นั่นจะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์!
ถึงแม้ว่าเขาจะรักและเอ็นดูศิษย์มากเพียงใด ก็คงไม่ถึงกับไม่รู้จักลำดับความสำคัญ
โม่หลานอีกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเซียนผู้เฒ่าห้ามไว้
[เจ้าระวังน้ำเสียงของเจ้าหน่อย ตอนนี้เจ้ายังต้องการคนผู้นี้มาช่วยเหลือเจ้าอยู่]
“ท่านปู่เซียน ชัดเจนว่าเขากำลังพูดเลี่ยงข้าอยู่! สถานที่นั้นต้องยกให้จีอู๋ซวงแน่ๆ!”
[แล้วการพูดเลี่ยงเจ้าจะเป็นไรไป? ใครใช้ให้พลังของเจ้าอ่อนด้อยเช่นนี้ อีกอย่าง ถึงแม้ว่าหุบเขานั้นจะถูกจีอู๋ซวงยึดไปแล้ว แต่เจ้าก็ยังสามารถดูดซับพลังชีวิตได้อยู่ดี ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ข้างในก็ได้ เจ้าลองคิดดู นั่นเป็นอาณาเขตของยอดเขาจื่อหลินแท้ๆ จะเป็นไปได้หรือที่หุบเขานั้นจะไม่อนุญาตให้คนของยอดเขาจื่อหลินเข้าไป? จีอู๋ซวงนางมีหน้ามีตาขนาดนั้นเชียวหรือ?]
“นั่นคงเป็นไปไม่ได้แน่...”
[เช่นนั้นไง ตราบใดที่เจ้ายังสามารถเข้าไปได้ แม้จะอยู่เพียงชั่วครู่ก็ยังช่วยให้เจ้าหลอมรวมรากฐานวิญญาณได้ ขอเพียงบรรลุเป้าหมายก็พอ อย่าไปสนใจกระบวนการ แทนที่เจ้าจะโกรธเยว่ชิงและทำลายความรู้สึกดีๆของเขาไปเปล่าๆ เจ้าน่าจะใช้ประโยชน์จากความรู้สึกผิดของเขาเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างจะดีกว่า]
โม่หลานอีรู้สึกเหมือนถูกเทน้ำเย็นสาดใส่ทันที
ใช่ ข้าเข้าใจแล้ว
โม่หลานอีปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้ว สำนักคงมีธุระสำคัญจึงต้องใช้หุบเขา เมื่อเป็นเช่นนั้น ศิษย์ควรเข้าใจ”
โม่หลานอีแสดงความเข้าอกเข้าใจเช่นนี้ เยว่ชิงรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก จึงกล่าวว่า “ศิษย์วางใจเถิด ข้าจะเลือกถ้ำที่ดีที่สุดให้เจ้าแน่นอน”
“ดีเลยเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านอาจารย์ หากภายหน้าสำนักมีความต้องการใด ศิษย์ก็ยินดีไปช่วยเหลือ”
“ฮ่าๆๆ ดีๆๆ ศิษย์น้อยของข้าช่างว่านอนสอนง่ายจริงๆ”
......
โม่หลานอีคิดแผนการไว้อย่างแยบยล แต่นางไม่มีทางคาดคิดได้เลยว่า บ่ายวันนั้นเอง ด่านอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักก็ตั้งตระหง่านอยู่นอกหุบเขา ไม่เพียงแต่ปกคลุมทั้งหุบเขาอย่างมิดชิดเท่านั้น แม้แต่กลิ่นอายเพียงน้อยนิดก็ไม่มีรั่วไหลออกมา
มองจากภายนอก หุบเขาราวกับกลายเป็นเกาะเดียวดาย ตัดขาดจากการสอดส่องทั้งปวงของโลกภายนอก
โม่หลานอีพยายามรับรู้ แต่กลับไม่รู้สึกถึงชีวิตแม้แต่น้อย นางแทบจะกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง
ท่านปู่เซียน! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?
เซียนเฒ่าตะลึงงัน พึมพำว่า [นี่มันเป็นไปได้อย่างไร…]
“ค่ายกลนี่มันคืออะไรกันแน่?”
เซียนเฒ่าเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “นี่คือค่ายกลสังหารเซียน72ดาวอัปมงคล”
“อะไรนะ? ดาวอะไร ค่ายกลอะไร ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย” หัวใจของโม่หลานอี เย็นวาบลงทันที
[ทำไมมันถึงอยู่ที่นี่? แล้วพลังชีวิตล่ะ? ทำไมถึงไม่มีเหลืออยู่เลย?]
เซียนเฒ่าใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
[ไม่นึกเลยว่าสำนักอวิ๋นหลานจะมีการสืบทอดที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ นอกจากค่ายกลสังหารเซียน72ดาวอัปมงคลแล้ว ข้างในยังมีคาถาห้าม แม้แต่จิตของข้าก็ไม่สามารถเข้าไปได้]
“หมายความว่าอย่างไรหรือ?”
[หมายความว่าสำนักอวิ๋นหลานอาจค้นพบความลับของจุดกำเนิดชีวิตแล้วจึงปกป้องมันเอาไว้ แผนของเจ้าที่จะใช้พลังชีวิตหลอมรวมกับพลังวิญญาณคงจะล้มเหลวแล้ว]
[อย่ากังวลไป ตอนนี้วาสนาของเจ้ายังเข้มข้นอยู่ รอให้เจ้ากลืนกินวาสนาของลู่สิงโจวและเหลียนหยวนจนหมด รากวิญญาณของเจ้าก็จะไม่มีปัญหาในอีกสามสิบปี]
[ ในช่วงสามสิบปีนี้ ด้วยวาสนาของเจ้า เจ้าจะกลัวอะไรว่าจะหาจุดกำเนิดชีวิตแห่งที่สองไม่ได้? ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือ ต้องทำให้ทั้งสองคนชอบเจ้ามากขึ้น เพื่อสะดวกในการกลืนกินวาสนาของพวกเขาต่อไป]
โม่หลานอีรู้สึกว่าความวิตกกังวลในใจสงบลงทันที จึงกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านปู่เซียน”
[อืม]
แม้ว่าเซียนเฒ่าจะคอยปลอบโยนโม่หลานอีอยู่ตลอด แต่ในใจกลับรู้สึกหวาดระแวงต่อข้อห้ามและค่ายกลที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน อวิ๋นหลานยังมีไพ่เด็ดซ่อนอยู่ ดูเหมือนว่าต่อไปนี้เขาต้องระมัดระวังการกระทำภายในสำนักให้มากขึ้น
จีอู๋ซวงยังไม่รู้ว่าค่ายกลที่เขาสอนให้กับประมุขยอดเขาต้าวอีนั้น กลับทำให้เซียนเฒ่ากลัวจนหัวหดโดยบังเอิญ
เขาเป็นที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโม่หลานอี เมื่อแม้แต่เขายังต้องหางจุกตูด บารมีของโม่หลานอีก็ยิ่งอ่อนแอ.ลงอีก
ประมุขยอดเขาต้าวอี เฉินชิ่งเซียน ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ไม่มีเวลาใดที่ไม่อิจฉาจ้านฝาน อิจฉาจนแทบจะปั้นตุ๊กตาสาปแช่งจ้านฝานสักครั้ง
แต่ใครจะคิดว่าชะตาจะหมุนเวียนเร็วถึงเพียงนี้?
ฮ่าๆๆ!
เพียงชั่วพริบตา มันก็หมุนมาหาเขา ยอดเขาต้าวอี!!!
เฉินชิ่งเซียนนั้นต่างจากจ้านฝานที่องอาจสง่างาม เขามีความสุภาพนุ่มนวลกว่า หากไม่ใช่เพราะกลิ่นอายของเซียนที่แผ่ซ่านจากร่าง คนทั่วไปที่เห็นเขาคงคิดว่าเป็นขุนนางบัณฑิตจากตระกูลใดสักแห่ง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิตผู้คงแก่เรียน
เฉินชิ่งเซียนสัมผัสค่ายกลและยันต์ที่จีอู๋ซวงฟื้นฟูด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทา พลางพึมพำว่า “จีอู๋ซวง เจ้าวางใจได้ เจ้าได้มอบตำราโบราณช่วยพวกข้าฟื้นฟูคาถาผนึกวิญญาณและค่ายกลสังหารเซียน72ดาวอัปมงคล ความดีความชอบนี้พวกข้ายอดเขาต้าวอี จะไม่มีวันลืมเลย จ้านฝานให้คะแนนสะสมเจ้าเท่าไหร่ พวกข้ายอดเขาต้าวอี ก็จะให้เท่ากัน ไม่สิ พวกข้าจะเพิ่มให้อีกหนึ่งส่วน!”
จีอู๋ซวงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ท่านประมุขเฉิน ไม่ต้องมากพิธีเช่นนั้นหรอก ที่ข้าช่วยพวกท่านฟื้นฟูคาถาผนึกวิญญาณและค่ายกลสังหารเซียน72ดาวอัปมงคลก็เพียงเพื่อให้ตัวข้าเองได้รับความสงบสุขเท่านั้น”
ผลเทียนหยวนต้องปลูกที่นี่ จำเป็นต้องมั่นใจว่ามันจะต้องปลอดภัย
นี่คือชีวิตของนางนะ!
มีอะไรที่จะน่าเชื่อถือไปกว่าคาถาโบราณและค่ายกลอันยิ่งใหญ่อีกเล่า?!
ดังนั้น สิ่งที่นางทำก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง~
บทที่ 39: หินวิญญาณไฟและขนนก
แม้จีอู๋ซวงจะช่วยยอดเขาต้าวอีค้นหาการสืบทอดค่ายกลที่สูญหายกลับคืนมาได้ แต่ตัวนางเองก็ได้รับประโยชน์มากมายเช่นกัน
ต้องรู้ไว้ว่าค่ายกล72ดาวอัปมงคลนี้ ใช้เพื่อปกป้องผลไม้แห่งสวรรค์ เมื่อผลไม้แห่งสวรรค์ฟื้นคืนชีพและเริ่มงอกเงย ในช่วงแรกของการแตกหน่อ แม้เพียงเศษธุลีหรือสิ่งสกปรกเล็กน้อยก็อาจทำให้มันเน่าเสียได้
ดังนั้นมีเพียงเจ้าของผลไม้แห่งสวรรค์ ซึ่งก็คือจีอู๋ซวงเท่านั้น ที่สามารถเข้าออกค่ายกลและฝ่าเขตหวงห้ามได้อย่างอิสระ
แม้แต่เจ้าสำนักอวิ๋นหลาน ผู้นำยอดเขาจื่อหลิน และผู้นำยอดเขาต้าวอี ก็ไม่สามารถเข้าออกได้
นี่คือข้อสรุปที่ได้จากการหารือระหว่างปรมาจารย์ฉือเหล่ยและนักพรตเก้าประตู
นักพรตเก้าประตูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ค่ายกล72ดาวอัปมงคลก็คือสิ่งที่นักพรตเก้าประตูนำพาเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยอดเขาต้าวอีมารวมกัน
ท่านผู้อาวุโสพูดอะไรที่ยอดเขาต้าวอีก็เป็นอันว่าเด็ดขาด เมื่อท่านออกปากแล้ว คนอื่นย่อมไม่มีความเห็นขัดแย้ง
จีอู๋ซวงไม่ใช่คนโลภมากไร้ขอบเขต ยอดเขาต้าวอีเสียเวลาเสียแรงเสียของวิเศษมาจัดวางค่ายกลให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายแม้แต่น้อย นางจะเก็บคะแนนสะสมของยอดเขาต้าวอีได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธของจีอู๋ซวงที่ตกเข้าหูของเฉินชิ่งเซียน กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เสี่ยวอู๋ซวงยินดีรับคะแนนสะสมของยอดเขาหงฝู แต่ไม่ยอมรับของยอดเขาต้าวอี นี่หมายความว่าอย่างไร?!
หรือว่าคะแนนสะสมของยอดเขาหงฝูนั้นหอมหวานเป็นพิเศษหรือ?
หรือว่าเสี่ยวอู๋ซวงถือว่ายอดเขาหงฝูเป็นพวกพ้องของตน แต่ไม่นับยอดเขาต้าวอีเป็นพวกพ้อง?!
เฉินชิ่งเซียนรู้สึกขมขื่นในใจ เขาก็อยากเป็นพวกพ้องของเสี่ยวอู๋ซวงเช่นกัน
หากรู้เช่นนี้แต่แรก ตอนที่นักพรตเก้าประตูอยู่ เขาก็คงจะหน้าด้านเข้าไปใกล้ชิดแล้ว
ตอนนี้นักพรตจากไปแล้ว เขาควรจะเข้าไปสนิทสนมกับเสี่ยวอู๋ซวงอย่างไรดี?
“เสี่ยวอู๋ซวงเอ๋ย”
“หืม?”
“เจ้ารู้จักค่ายกลอื่นๆอีกหรือไม่?”
จีอู๋ซวงพยักหน้า แม้ว่านางจะไม่เข้าใจการวางค่ายกลมาก่อน แต่ก็เคยเห็นค่ายกลมามากมาย อีกทั้งยังเคยทำลายมันมาไม่น้อย บางทีอาจช่วยยอดเขาต้าวอีได้?
ก็ถือว่าแทนคำขอบคุณพวกเขาที่ช่วยข้าจัดวางค่ายกลก็แล้วกัน
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ให้ท่านคัดลอกค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์ คาถาที่ไม่สมบูรณ์ และตำราทั้งหมดในยอดเขาต้าวอีมาให้ข้าสักชุด ข้าจะช่วยทำให้สมบูรณ์ แต่ข้าก็ไม่กล้ารับประกันประสิทธิภาพหลังจากทำให้สมบูรณ์แล้วหรอกนะ...”
ดวงตาของเฉินชิ่งเซียนสว่างวาบขึ้นทันที “เจ้าทำได้จริงหรือ?”
“ได้สิ”
“ดีๆๆ ข้าจะให้คนมาช่วยเจ้าทำให้มันสมบูรณ์”
จีอู๋ซวงเดิมทีคิดจะบอกว่าไม่ต้อง แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าเหลียนหยวนดูเหมือนจะเป็นคนของยอดเขาต้าวอี นางจึงหมุนลูกตาแล้วพูดว่า “งั้นให้เหลียนหยวนมาก็แล้วกัน”
เหลียนหยวนเป็นลูกศิษย์โง่ๆของอาจารย์ก็ช่วยดูแลเขาสักหน่อยแล้วกัน
เฉินชิ่งเซียนตบหัวตัวเองอย่างแรง “ถูกต้อง ถูกต้อง ให้เหลียนหยวนมาเลย”
เหลียนหยวนเป็นทายาทของเหลียนซิง พูดอย่างเคร่งครัดแล้วก็ถือว่าเป็นคนของเราเหมือนกับจีอู๋ซวง ให้เด็กคนนั้นไปสร้างความประทับใจกับจีอู๋ซวงบ่อยๆ แล้วยอดเขาต้าวอีของพวกเขาก็จะกลายเป็นคนในครอบครัวได้ไม่ใช่หรือ?!
โอ้แม่เจ้า ถ้าเขานึกถึงเรื่องนี้ได้เร็วกว่านี้ จ้านฝานเด็กคนนั้นจะมีโอกาสได้โอ้อวดทุกวันได้อย่างไรกัน?
เขาช่างโง่จริงๆ ทำไมถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนนี้?!
ข้าจะไปเรียกเขาเดี๋ยวนี้!
เฉินชิ่งเซียนตื่นเต้นขึ้นมา ไม่มีใครห้ามเขาได้ เท้าของเขาเหมือนมีลมพัดผ่านพรึ่บเดียวก็วิ่งไปแล้ว
จีอู๋ซวง “...”
จีอู๋ซวงหมดปัญญา จึงปล่อยให้นกกระเรียนขาวไปหาอาหารเสีย ส่วนตัวเองเข้าไปในค่ายกล ปลูกต้นไม้ไปพลางรอให้เขาพาคนมา
เมื่อเข้าไปในค่ายกล แมวดำตัวน้อยก็กระโดดออกจากอ้อมอกของจีอู๋ซวง มันเดินตรวจตราอาณาเขตไปพลางพูดว่า
[มีค่ายกักวิญญาณนี้ ข้ารู้สึกได้แล้ว นี่คือจุดกำเนิดชีวิตนะ อู๋ซวงน้อย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มีจุดกำเนิดชีวิต?]
“อืม เป็นสัญชาตญาณน่ะ”
[สัญชาตญาณงั้นหรือ?]
“อืม” จีอู๋ซวงตอบ “ข้าเติบโตในสุสานเทพเจ้า ตอนที่ข้าเกือบจะไม่รอด ท่านอาจารย์ทั้งหลายได้นำพลังแก่นแท้ของสุสานเทพเจ้ามาหล่อหลอมร่างกายให้ข้า บางทีอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ละมั้ง?”
แมวดำตัวน้อยเอียงหัว แม้มันจะเป็นทายาทของไป๋เจ๋อ แต่ก็ไม่ใช่ตัวสมบูรณ์ ยังห่างไกลจากการรู้เรื่องดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ทั้งหมด มันไม่ได้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
พลังแก่นแท้ของสุสานเทพเจ้าคืออะไร มันไม่รู้
แต่มันคาดเดาว่า น่าจะเป็นสิ่งที่คล้ายกับพลังชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่จีอู๋ซวง สามารถรับรู้พลังชีวิตได้ในตอนนี้
แมวดำตัวน้อยเดินวนรอบหุบเขาทั้งหมด ยกอุ้งเท้าที่ปกคลุมด้วยขนฟูๆ ชี้ไปที่มุมทางทิศตะวันออก
แม้จะเป็นเพียงทุ่งหญ้าธรรมดา แต่จีอู๋ซวงดูเหมือนจะมองเห็นแสงสว่างที่พร่าเลือนอยู่
[นั่นไง ตรงนั้นคือแก่นของจุดกำเนิดชีวิตของสำนักอวิ๋นหลาน เจ้าต้องการปลูกผลเทียนหยวนที่นั่นหรือ แง้ว?]
“ไม่จำเป็น ข้าเพียงแค่ยืมพลังชีวิตเท่านั้น ไม่ได้ต้องการกลืนกินพลังชีวิต เมื่อผลเทียนหยวนเติบโตขึ้น ก็น่าจะสามารถตอบแทนแผ่นดินได้ ซึ่งเป็นผลดีทั้งต่อสำนักและผลเทียนหยวน”
แมวดำไป๋เย่พอใจมากกับการตัดสินใจของจีอู๋ซวง
[งั้นก็เริ่มกันเถอะ ก่อนอื่นให้วางดินวิเศษลงไป จากนั้นค่อยปลูกเมล็ดผลเทียนหยวน เร็วที่สุดอีกหนึ่งร้อยปีก็จะงอกได้แล้ว]
จีอู๋ซวง เกือบจะสะดุดล้มเพราะตกใจ “นานเท่าไหร่นะ?”
“หนึ่งร้อยปีเชียวนะ!?”
จีอู๋ซวงมุมปากกระตุกเล็กน้อย รอให้มันงอกเมล็ดนางก็คงเป็นซากไปแล้ว
เสี่ยวไป๋เย่เพิ่งนึกถึงสถานการณ์ของจีอู๋ซวง จึงพูดอย่างเก้อเขิน
[อืมๆ เรื่องนี้... จริงๆแล้วพวกเราก็สามารถหาน้ำพุวิเศษมารดมันสักหน่อยได้นะ]
“เจ้าพูดง่ายเหลือเกิน น้ำพุวิเศษเป็นสมบัติล้ำค่าของสวรรค์และพิภพ ไม่ใช่ของที่หาได้ตามท้องถนน ข้าจะไปหาน้ำพุวิเศษจากที่ไหนกัน?”
[สำนักอวิ๋นหลานก็มีนะ เป็นน้ำพุวิเศษคุณภาพดีเป็นพิเศษด้วย ข้าก็ถูกกลิ่นอายของน้ำพุวิเศษดึงดูดมาที่นี่ แต่กลิ่นอายของน้ำพุวิเศษขาดๆหายๆ ข้าก็ไม่แน่ใจทิศทางนัก ภายหลังก็บังเอิญมาเจอเจ้าเข้า เหมียว]
ถูกกลิ่นอายของน้ำพุวิเศษดึงดูดมา?
จีอู๋ซวงจู่ๆก็มีความคาดเดาในใจ...
นึกย้อนไปตอนนั้น ตอนที่ใช้ดาบแทงโม่หลานอีจนทะลุหัวใจ นางไม่เพียงแต่หายตัวไปจากที่เดิมในทันที แต่ยังสามารถกลับมาวิ่งเล่นได้อย่างกระฉับกระเฉงอีกด้วย
จีอู๋ซวงตอนนั้นก็สงสัยว่านางมีห้วงมิติขั้นสูงที่สามารถบรรจุสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้ และในพื้นที่นั้นคงมีสมบัติที่ทรงพลังมากที่สามารถช่วยฟื้นคืนชีพให้คนได้
บางที นั่นอาจเป็นน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ไป๋เย่พูดถึง!
ด้วยความโปรดปรานของสวรรค์ที่มีต่อโม่หลานอี จีอู๋ซวงคิดว่าน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ไป๋เย่รู้สึกได้นั้น มีโอกาสแปดในสิบที่จะอยู่บนตัวของโม่หลานอี
“อืม เรื่องน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั้น พวกเราค่อยๆวางแผนกัน ตอนนี้ปลูกพืชก่อน”
[โอ้ ดีเลย เหมียว]
หลังจาก จีอู๋ซวง ปลูกผลไม้แห่งสวรรค์เสร็จแล้ว ท่านเจ้ายอดเขาเฉินก็ยังไม่กลับมา นางนั่งเบื่อๆอยู่บนพื้น จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองยังมีของวิเศษอีกสองอย่าง
อย่างหนึ่งคือหินวิญญาณไฟที่มีลมหายใจแห่งเปลวเพลิง ซึ่งได้มาตอนที่ได้อันดับหนึ่งในการรับการศึกษาเบื้องต้น
อีกอย่างหนึ่งคือหยกอัญมณีของท่านอาจารย์ลู่
จีอู๋ซวงหยิบหินวิญญาณไฟและอัญมณีออกมาวางไว้ตรงหน้าแมวดำตัวน้อย แล้วถามอย่างไม่เกรงใจว่า “ไป๋เย่ในอัญมณีนี้มีอะไรอยู่”
[โอ้ สิ่งที่ถูกขังอยู่ในอัญมณีคือแมลงวิเศษที่เรียกว่าชุนมาง]
“แมลงวิเศษหรือ?”
[อืม มีสิ่งเล็กๆนี้แล้ว สิ่งมีชีวิตทางวิญญาณทั้งหมดก็จะเติบโตอย่างเฟื่องฟู เพราะมูลของพวกมันเป็นปุ๋ยที่ดีเยี่ยม]
“อ้อ เป็นเช่นนั้นเอง...” จีอู๋ซวง พึมพำ “ที่แท้การเลี้ยงพืชวิญญาณก็มีเรื่องราวซับซ้อนมากมายเช่นนี้นี่เอง ผู้ใช้กระบี่อย่างข้าช่างเป็นคนหยาบกร้านเสียจริง ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย แล้วหินวิญญาณไฟนี้ล่ะ? ข้างในมีเชื้อไฟอะไรหรือ?”
ใบหน้าขนฟูของเสี่ยวไป๋เย่ถมึงทึงขึ้นมา [เจ้าคิดว่าข้าเป็นผู้วิเศษรู้ไปหมดทุกอย่างหรือไร? แน่นอนว่าเจ้าต้องเปิดดูเองสิ เหมียว!]
“เจ้าไม่รู้หรือ?”
[ไม่รู้สิ]
“แล้วจะมีเจ้าไว้ทำไม?”
หินวิญญาณไฟนี้ หากให้คนอื่นก็จะสามารถดูดซับพลังวิญญาณและลมหายใจแห่งไฟข้างในมาเป็นของตัวเองได้โดยตรง
แต่จีอู๋ซวงดูดซับไม่ได้ สิ่งนี้สำหรับนางก็แค่กินที่ในห้วงมิติไปเปล่าๆ ดังนั้นนางจึงอยากดูว่าข้างในมีอะไร มีความจำเป็นต้องเก็บไว้ต่อไปหรือไม่
หากไม่จำเป็นต้องจัดการมัน
อย่างไรเสียพื้นที่ในห้วงมิติของนางก็มีจำกัด!
หลังจากที่ทั้งสองโต้เถียงกันไปมาโดยไม่ได้ข้อสรุป ไป๋เย่ก็อ้าปากส่งเสียง “โฮก” แล้วคาบหินวิญญาณไฟมา เขี้ยวแหลมคมของมันกัดลงไปอย่างแรง ทำให้หินวิญญาณไฟแตกเป็นรอยแยก
ขณะที่กัดอยู่นั้น ลูกแมวน้อยก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า [ฮึ่มๆ กัดเปิดดูก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?]
จีอู๋ซวง “...”
อยากทารุณสัตว์ตัวน้อยนี่เสียจริง จะทำอย่างไรดี?
ในขณะที่คนกับแมวกำลังจ้องตากันอยู่นั้น จู่ๆก็มีกระแสพลังงานที่ร้อนแรงและเข้มข้นผิดปกติพุ่งออกมาจากหินวิญญาณไฟ เผาหนวดของแมวดำตัวน้อยในพริบตา
[แง้ว! ร้อน ร้อน ร้อน! ร้อนจะตายอยู่แล้ว! นี่มันอะไรกัน?!]
จีอู๋ซวงรีบเข้าไปช่วยเหลือลูกแมวน้อย แล้วคว้าหินวิญญาณไฟโยนออกไปไม่ไกลนัก นางกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อผลเทียนหยวนที่เพิ่งปลูกลงดิน
หินวิญญาณไฟกลายเป็นของร้อนระอุ แม้แต่จีอู๋ซวงที่มีสภาพร่างกายเทียบเท่าขั้นปราณก่อนกำเนิดก็ยังทนไม่ไหว
เมื่อหินวิญญาณไฟแตกสลาย ขนนกเบาบางชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากภายใน ดุจดังเปลวเพลิงสดใสและสงบนิ่ง ขนนกบางเบานั่นค่อยๆร่อนลงสู่อุ้งมือของจีอู๋ซวง...
บทที่ 40: ไม่ต้องการรักษาหน้าตาแล้วหรือ?
จีอู๋ซวงและไป๋เย่มองขนนกนั้นอย่างตะลึง ตรงกลางขนนกมีสีแดงเข้มจัด เปล่งประกายสว่างไสว.งดงามอลังการ แต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวจากยุคโบราณ พลังที่แผ่ออกมาของขนนกนั้นกดดันจนขนของเจ้าแมวดำตัวน้อยตั้งชันขึ้นมา
เมื่อพวกเขาพยายามแยกแยะกลิ่นอายของขนนกนี้ ในที่สุดดวงตาแมวของไป๋เย่ก็หรี่ลงเป็นเส้นบางๆด้วยความตื่นเต้น
[แง่ว! แง่ว! เฟิ่งหวง!]
[เฟิ่งหวงหรือ?]
[ใช่! ไม่ผิดแน่! ต้องเป็นเฟิ่งหวงแน่นอน! นี่คือขนของเฟิ่งหวง!!!]
จีอู๋ซวงนึกขึ้นได้ทันใดว่า หินวิญญาณไฟนี้แต่เดิมเป็นรางวัลของโม่หลานอีนางเป็นฝ่ายยั่วยวนนางก่อน นางถึงได้ไปเรียนด้วย แล้วแย่งอันดับหนึ่งมา และสุดท้ายก็ทำให้หินวิญญาณไฟนี้กลายเป็นของนาง
จีอู๋ซวง “...”
ชิ สวรรค์ขี้โกงนี่ช่างลำเอียงเหลือเกิน!
นางกำขนเฟิ่งหวงไว้แน่น พบว่าพลังที่หลงเหลืออยู่บนนั้นอ่อนแรงมากๆ อ่อนแรงจนเกือบจะสลายหายไป ราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่เหือดแห้งจนเหลือเพียงหยดน้ำสุดท้าย
หากไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อขนนกนี้ปรากฏขึ้น ก็จะก่อให้เกิดไฟแห่งสวรรค์
“ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?”
[ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน]
เสี่ยวไป๋เย่รู้สึกเสียใจจนแทบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หากรู้แต่แรกว่าข้างในเป็นขนของเฟิ่งหวง มันคงไม่กัดมันออกมาอย่างไร้ยางอายเช่นนี้
พลังของเฟิ่งหวงมันดูดซับไม่ได้ จีอู๋ซวงยิ่งดูดซับไม่ได้ใหญ่ จะปล่อยให้โอกาสอันยิ่งใหญ่นี้สูญเปล่าไปในหมู่ฟ้าดินโดยไร้เหตุผลเช่นนี้หรือ?
[แง่วๆๆ... จะทำอย่างไรดี? ตอนนี้ไปเรียกคนอื่นให้มาดูดซับคงไม่ทันแล้ว!]
จีอู๋ซวงไม่มีพลังวิเศษ จึงไม่สามารถเปิดใช้งานเครื่องรางส่งข่าวได้
จีอู๋ซวงคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆก็หมุนตัวออกจากแนวอาคมแล้วกลับมาพร้อมกับสิ่งที่อยู่ในมือ... มันดำปี๋และน่าเกลียดอย่างยิ่ง... ไก่?!
โอ้ ไม่ใช่ นี่เป็นสัตว์วิเศษระดับต่ำชนิดหนึ่ง ดูเหมือนจะเรียกว่าไก่เตาไฟอะไรสักอย่าง
ที่เรียกชื่อนี้ เพราะโดยทั่วไปนักพรตที่ไม่มีรากฐานไฟจะจับมัน แล้วใช้พลังไฟในดวงวิญญาณสัตว์ของมันเป็นเชื้อเพลิง
ดูเหมือนว่าไก่เตาไฟตัวนี้จะแตกต่างจากไก่เตาไฟทั่วไปอยู่บ้าง
น่าเกลียดกว่าเป็นพิเศษ!
อย่างไรก็ตาม ไก่เตาไฟตัวอื่นๆ ยังมีขนที่สวยงามถึงเจ็ดสีเลยนะ!
จีอู๋ซวงมอบขนเฟิ่งหวงให้กับลูกไก่ตัวน้อยที่น่าสงสารทันที ลูกไก่ตัวน้อยงงงันไปชั่วขณะ มันเมียงมองจีอู๋ซวงอย่างเซ่อซ่า
จีอู๋ซวงขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “แม้แต่การดูดซับพลังวิเศษก็ยังไม่รู้หรือ? ดูฉลาดแท้ๆ แต่กลับเป็นไก่โง่เขลาเสียนี่ งั้นเปลี่ยนเป็นไก่ตัวอื่นดีกว่า”
ลูกไก่ตัวน้อยรีบลุกขึ้นทันที กระพือปีกพลางพยักหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้ปีกไก่ โอ้ ไม่สิ ปีกทั้งสองข้างประคองขนเฟิ่งหวงแล้วเริ่มดูดซับพลังจากข้างใน...
ในตอนนั้นเองไก่เตาไฟก็กลายเป็นไก่ไฟตัวน้อยจริงๆ
ทั่วร่างลุกเป็นไฟโชติช่วง!
มันกลิ้งไปมาบนพื้นราวกับลูกไฟ ทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง เห็นแล้วทำให้แมวดำตัวน้อยสั่นสะท้าน หดตัวไปอยู่ด้านหลังจีอู๋ซวงแล้วพูดว่า
[มันคงไม่กลายเป็นไก่ย่างไปแล้วใช่ไหมเหมียว? ถ้าอย่างนั้นข้าขอกินขาไก่นะเหมียว!]
จีอู๋ซวง กล่าวว่า “ข้าอยากกินปีกไก่”
ลูกไก่น้อยที่กำลังผ่านวิกฤตชีวิตและความตาย “???” พวกเจ้ายังเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ?!
นี่นับเป็นการผ่านวิกฤตที่ยาวนานมาก หากไม่ใช่เพราะกลัวว่ามันจะทำลายผลไม้แห่งสวรรค์ของตัวเองจีอู๋ซวงคงจะหลับไปแล้ว
ในที่สุดนางก็ทิ้งตัวลงนั่ง อุ้มแมวดำน้อยไว้ในอ้อมอกแล้วหาวออกมา
อย่างไรก็ชัดเจน เฟิ่งหวงก็คือเฟิ่งหวง
แม้จะเหลือพลังเพียงหยดสุดท้ายแต่สำหรับไก่น้อยแล้ว นั่นก็คือภูเขาที่สูงที่สุด แม่น้ำที่ยาวที่สุด...
มันต้องใช้พลังทั้งหมดในร่างกาย โชคทั้งหมดที่มี จึงจะมีโอกาสปีนข้ามภูเขาสูง ข้ามแม่น้ำสายยาว
จีอู๋ซวงรู้สึกว่ามีคนมาจึงออกก็ไปนอกแนวอาคม แต่นางก็ไม่ได้ออกไปทักทาย
สามวันสามคืนผ่านไป ในขณะที่จีอู๋ซวงหิวจนอกติดหลัง อยากจะถอนหญ้ามากินสักกำมือ ลูกไก่น้อยก็ดูดซับพลังของเฟิ่งหวงจนหมดในที่สุด
มันส่งเสียงร้องเบาๆ แล้วพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โบยบินอย่างอิสระ อวดขนนก... เอ่อ... สีแดงดำด่างๆ พูดตามตรง ดูไม่สวยเท่าตอนที่เป็นสีดำสนิทเลยด้วยซ้ำ
จีอู๋ซวงและแมวดำตัวน้อยต่างก็มีสีหน้าบอกไม่ถูก
แต่โชคดีที่ลูกไก่ไฟน้อยไม่ได้ใส่ใจ มันบินวนไปมาสองสามรอบ ก่อนจะลงจอดอย่างมั่นคงข้างกายจีอู๋ซวง แล้วก้มศีรษะลงต่ำ
[ข้าขอคารวะท่านผู้เป็นนาย]
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูน่าเกลียด แต่เสียงของลูกไก่ไฟน้อยกลับไพเราะกังวาน ช่างน่าฟังยิ่งนัก
ยิ่งไปกว่านั้น จีอู๋ซวงยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่
คงเป็นเพราะลูกไก่ไฟตัวนี้โชคดีสุดๆ มันคงมีสายเลือดของเฟิ่งหวงอยู่แล้ว พอได้รับการกระตุ้นจากขนนกก็ย้อนกลับไปหาบรรพบุรุษเช่นกัน
แต่ก็ไม่แปลกอะไร เพราะเฟิ่งหวงหงส์คือบรรพบุรุษของนกทั้งปวงนี่นา
จีอู๋ซวงถอนหายใจโล่ง.อก อย่างน้อยก็ไม่ได้ทำร้ายลูกไก่ไฟน้อย นางยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องยกให้ข้าเป็นนายหรอก ข้าแค่ไม่อยากปล่อยให้ขนไฟของเฟิ่งหวงสูญเปล่าเท่านั้น”
ลูกไก่ไฟน้อยถึงกับตาค้าง
มันไม่เคยคิดเลยว่า ท่านผู้เป็นนายจะไม่สนใจตัวมันเช่นนี้?!
[ท่านโปรดรับข้าไว้เถิด ข้า...ข้านั้นเก่งกาจนัก! หลังจากที่ข้าดูดซับขนเฟิ่งหวงแล้ว ข้าได้ปลุกสายเลือดเฟิ่งหวงออกมา ตอนนี้ข้าเป็นสัตว์วิเศษระดับ3แล้ว แม้จะยังไม่แข็งแกร่งนัก แต่ในอนาคตข้าจะต้องเติบโตขึ้นอีกแน่นอน ขอท่านอย่าได้รังเกียจข้าเลย โปรดให้ข้าได้ช่วยเหลือท่านด้วยเถิด]
หลังจากปลุกสายเลือดแล้ว ลูกไก่ไฟน้อยก็จำแมวดำตัวเล็กนั้นได้
มันคือทายาทของไป๋เจ๋อ!
ในมือของท่านมีทั้งขนนกเฟิ่งหวงและสัตว์เทพไป๋เจ๋อ ฐานะของท่านจะต้องไม่ธรรมดาแน่ พลังก็คงลึกล้ำเหลือคาดเดา บางทีอาจไม่ต้องการมันก็ได้
แต่ลูกไก่ไฟน้อยอยากตอบแทนบุญคุณ จึงหน้าด้านมาวิงวอนเช่นนี้
จีอู๋ซวงรู้ว่าลูกไก่ไฟน้อยเข้าใจผิด จึงชี้ที่ตัวเองแล้วพูดว่า “เจ้าดูให้ดี ข้าไม่สามารถฝึกวิชาได้ หากเจ้าจะติดตามข้าในอนาคตก็คงไม่มีความก้าวหน้า”
ลูกไก่ไฟน้อยจึงเข้าใจว่าที่ร่างของจีอู๋ซวงไม่มีคลื่นพลังวิเศษ ไม่ใช่เพราะวรยุทธ์สูงส่งจนเข้าถึงความเรียบง่ายสูงสุด แต่เป็นเพราะไม่สามารถฝึกวิชาได้นั่นเอง
มันงงงันไปครู่หนึ่ง แล้วกระโดดขึ้นมาใช้จะงอยปากจิกนิ้วของจีอู๋ซวง จนเลือดออก บังคับทำสัญญาเท่าเทียมกัน
พลังแห่งสัญญาค่อยๆโอบล้อมคนและนกเอาไว้
จีอู๋ซวง “???”
ช้าก่อน!
พวกเจ้าทายาทของสัตว์เทพกล่าวว่าจะทำสัญญาก็ทำสัญญาเลยหรือ? พวกเจ้านี่ไม่ต้องการรักษาหน้าตาบ้างหรือ?
จบตอน
Comments
Post a Comment