sword ep401-410

บทที่ 401: พานางมาเที่ยวเล่น


วิถีสวรรค์คุนหลิง [???]

 

พูดเฉยๆก็ได้ ทำไมต้องทำร้ายกันด้วย? ฮือๆๆ… ท่านต่างหากที่ต่ำทราม! ทั้งตระกูลของท่านที่ต่ำทราม!

 

จีอู๋ซวงปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน “หา?” นางกลายเป็นลูกสมุนของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

 

เสวียนอู่เหมือนจะอ่านใจจีอู๋ซวงออก เขาทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว

 

“อืม ก็เมื่อกี้นี่ไง”

  

นางปฏิเสธได้ไหม?

 

"ไม่ได้ ถ้าไม่เป็นลูกสมุนของข้า หรือเจ้าอยากจะเป็นผู้มีพระคุณของข้ากัน?" ดวงตาที่ดำสนิทของเสวียนอู่ปล่อยแสงสีเขียวเลือนรางออกมา พูดว่า "ข้าเกลียดพวกที่อาศัยบุญคุณเพื่อผลประโยชน์ที่สุด ถ้าเจ้าจะมาเป็นลูกสมุนของข้า ข้าจะให้สมบัติล้ำค่ากับเจ้าในตอนนี้ แล้วจะทำลายเจ้าซะ..."

 

จีอู๋ซวง "…" นางพอจะมองออกแล้วว่าพวกสัตว์เทพยุคบรรพกาลหรือสัตว์ร้ายยุคบรรพกาลอะไรนั่นโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ ล้วนแต่มีอาการเพี้ยนๆกันทั้งนั้น

 

ใบหน้าหล่อเหลาของเสวียนอู่ปรากฏรอยยิ้ม “ฮ่าๆๆ วางใจเถอะ เดี๋ยวข้าจะพาเจ้ากลับมาเอง”

 

เสวียนอู่พูดจบก็ก้าวเข้าไปในความว่างเปล่า ถือโอกาสเก็บเขตแดนที่ทิ้งไว้ในคุนหลิงและ "คราบโคลนเก่าแก่" ทั้งหมดขึ้นมา จากนั้นก็ก้าวไปอีกก้าว ร่างกายพลันหายไปอย่างสิ้นเชิงท่ามกลางหมู่ดาวนับล้าน…

……

ดินแดนเทพเจ้า

 

ร่างเงาของอสูรยักษ์ขนาดมหึมาบดบังท้องฟ้า ได้ทำลายทะเลสายฟ้าซึ่งปกป้องดินแดนเทพเจ้าด้วยความรุนแรงและพุ่งเข้ามาอย่างดุดัน มันแหวกว่ายไปรอบๆอย่างเชื่องช้าท่ามกลางจักรวาลที่แตกสลาย ดวงตาอสูรที่เหมือนดวงดาวคล้ายกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง

 

ในที่สุด มันก็พบซากปรักหักพังของดวงดาวโบราณ

 

ที่นี่สินะ?

 

อสูรยักษ์ค่อยๆลดตัวลง หางของมันกวาดสิ่งของเกะกะบนซากปรักหักพังออกไปจนหมด และมองไปยัง "แกนกลาง" ที่ส่องประกายอยู่ในความว่างเปล่า พร้อมกับอักษรโบราณที่สลับซับซ้อนบนนั้น มันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

 

"เจ้าจงเลื่อนขั้นที่นี่เถอะ"

 

อสูรยักษ์ตัวนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเสวียนอู่

 

ทันทีที่จีอู๋ซวงลงมาก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันเกินขีดจำกัดทางร่างกาย ไม่ต้องพูดถึงการทรงตัว แม้แต่ตัวนางก็เกือบจะถูกกฎเกณฑ์ของดินแดนเทพเจ้าบดจนเป็นเนื้อเละ

 

เสวียนอู่กลายร่างเป็นมนุษย์ ดวงตาเฉียบคมของเขากะพริบเล็กน้อย "ลุกขึ้น เดินเข้าไปเอง"

 

จีอู๋ซวงมุมปากกระตุก กัดฟันแน่นและข่มความอ่อนแรงของแขนขา พยายามลากร่างกายไปทางอักขระแห่งเต๋าลึกลับ

 

โชคดีที่จีอู๋ซวงใช้ปราณทมิฬชุบร่างอย่างต่อเนื่องขณะขัดตัวให้เสวียนอู่ ทำให้สมรรถภาพทางร่างกายของนางเพิ่มขึ้นอีกขั้น ไม่อย่างนั้นนางอาจจะตายไปแล้ว

 

เสวียนอู่พอใจกับความ "แข็งแกร่ง" ของจีอู๋ซวงมาก เขาหันไปมองความว่างเปล่า ปล่อยอาณาเขตพลังอาคมออกมาปกป้องและกล่าวว่า "เจ้าเลื่อนขั้นเถอะ จะไปถึงจุดไหนก็ขึ้นกับเจ้าแล้ว ส่วนที่เหลือให้ข้าจัดการเอง"

 

จีอู๋ซวงไม่มีแรงตอบเสวียนอู่ นางแทบจะเคลื่อนตัวไปยังอักขระเต๋าโบราณ ขาทั้งสองพลันอ่อนแรง ล้มลงไป

 

นางไม่ได้สนใจท่าทางอะไรทั้งนั้น ตอนนี้นางไม่มีแรงแม้แต่จะนั่งขัดสมาธิ

 

จีอู๋ซวงนอนคว่ำอยู่บนอักขระเต๋าบราณ เริ่มฝึกฝนและทะลวงขอบเขต… 

……

เมื่อจีอู๋ซวงฝึกฝน นางก็เข้าสู่สภาวะ "ไร้ตัวตน" โดยธรรมชาติ นางจึงไม่เห็นบรรดาผู้นำเผ่าและจักรพรรดิที่รีบร้อนแหวกผ่านห้วงอากาศมาที่นี่ หนึ่งในนั้นมีร่างที่จีอู๋ซวงคุ้นเคยอยู่ด้วย เป็นจักรพรรดิเฉียนอวิ๋นแห่งเผ่ามนุษย์

 

ดินแดนเทพเจ้าคือซากปรักหักพังของดินแดนเทพบรรพกาล แม้ว่าจะพังทลายไปแล้ว แต่ก็เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้นกำเนิดของแต่ละเผ่าพันธุ์

 

และตอนนี้มีคนบุกผ่านทะเลสายฟ้าที่ปกป้องดินแดนเทพเจ้าเข้ามา จักรพรรดิเฉียนอวิ๋นซึ่งเป็นหนึ่งในสามจักรพรรดิของเผ่ามนุษย์ไม่สามารถนิ่งเฉยได้

 

บรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์ต่างค้นหาไปตามดวงดาวต่างๆ จนกระทั่งในที่สุดก็พบเบาะแสใกล้ซากปรักหักพังของเผ่ามนุษย์

 

"ดูนั่นสิ! อยู่ทางนั้น!"

 

"ไป! ข้าอยากจะดูนักว่าใครกล้าลบหลู่ดินแดนเทพเจ้า——"

 

"หัวขโมย" มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ และกลิ่นอายของหัวขโมยเป็นของเผ่าอสูร

 

แต่เผ่าอสูรนั้นแข็งแกร่งและชอบการต่อสู้มาโดยตลอด แต่คนที่กล้าบุกรุกเข้ามาโดยไม่สนใจข้อตกลงของแต่ละเผ่าเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็นอสูรร้ายเผ่าไหนกัน?

 

บรรดาผู้นำเผ่าต่างปลดปล่อยแรงกดดันออกมา แต่ไม่คิดว่าเมื่อปะทะกันก็ถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวตบหน้าอย่างแรง

 

"เพียะ"

 

"เพียะ"

 

"เพียะ"

 

เสียงตบหน้าดังสนั่น พวกผู้นำย่อมคุ้นเคยดี พวกเขาล้วนเคยโดนตบหน้าจนหน้าชามาแล้วทั้งนั้น

 

พวกผู้นำลูบหน้าด้วยความโกรธจนแก้มแดงก่ำ "บ้าเอ๊ย ที่แท้ก็เป็นเขานี่เอง?!!"

 

"มัน...มันไม่ได้ถูกดินต้นกำเนิดกลืนกินไปแล้วหรือ?"

 

"ทำไมถึงกลับมาแล้ว?"

 

"นี่มัน..."

 

รอยตบบนหน้าของผู้นำเผ่าปักษาใหญ่เป็นพิเศษ ขนบนปีกของเขาแทบจะระเบิดออกมา เขาคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว "เสวียนอู่ เจ้าโจรเฒ่า!!! ถ้าเจ้ามีฝีมือจริงก็ออกมาสิ เจ้าจะมุดหัวหลบอยู่ทำไม?!"

 

เสวียนอู่หัวเราะเยาะ เดินออกมาจากอาณาเขตพลังอาคมอย่างเชื่องช้า

 

ท่ามกลางห้วงความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ ท่าทางของเขาสง่างาม รูปโฉมงดงาม และดวงตาที่เต็มไปด้วยความดุร้ายนั้นเป็นดังเทพอสูรร้ายบรรพกาลเมื่อครั้งอดีต เป็นเสวียนอู่

 

เสวียนอู่ยิ้มเล็กน้อย กวาดสายตาผ่าน "มนุษย์นก" ด้วยความไม่แยแส กล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย ขออภัยด้วย ข้ามีคนรุ่นหลังคนหนึ่ง อยากจะมาดูความงามของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ในดินแดนเทพเจ้า ข้าเองก็เลยพานางมาเที่ยวเล่น ท่านทั้งหลายคงไม่ว่าอะไรนะ?"

 

ผู้นำแต่ละเผ่าพันธุ์ "..."

 

นี่มันเที่ยวเล่นอะไรกัน!

 

พวกเจ้าคิดว่าดินแดนเทพเจ้าเป็นสถานที่แบบไหนกัน?

 

หน้าไม่อายนัก!

 

"เสวียนอู่ ที่นี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละเผ่า ถึงเจ้าจะเป็นใครก็ไม่มีสิทธิ์พาคนอื่นมาวุ่นวาย!"

 

"เสวียนอู่ ถ้าเจ้าฉลาดก็จงพาคนของเจ้าไปเดี๋ยวนี้ พวกเราจะได้ไม่ถือสาเอาความ"

 

"ถูกแล้ว ในเมื่อพวกเราเปิดโอกาสให้ก็จงรีบไปซะ"

 

"ไม่อย่างนั้นก็อย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!"

 

ไม่ใช่ว่าพวกผู้นำเผ่า "อารมณ์ดี" แต่พวกเขารู้ดีว่าต่อให้รวมกันทั้งหมดก็อาจจะสู้เสวียนอู่ไม่ได้ เสวียนอู่เป็นสัตว์ร้ายที่พิเศษที่สุด มันมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล จนถึงตอนนี้มันคือสัตว์ประหลาดเฒ่าโดยแท้จริง

 

แต่เมื่อเสวียนอู่มาแล้ว แน่นอนว่าเขาคงไม่ได้คิดจะไป เขายิ้มเหมือนเดิม แต่ดวงตาเปล่งประกายความดุร้าย "มาสิ อย่าเกรงได้ใจ จะได้คิดบัญชีเรื่องดินต้นกำเนิดกันหน่อยเป็นอย่างไร?"

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คราบดินบนร่างของเสวียนอู่ "เติบโต" อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ เสวียนอู่คาดว่าต้องเกี่ยวข้องกับพวกสุนัขบางตัวแน่ๆ

 

แต่มันไม่ใช่ไป๋เจ๋อ เขาคร้านจะใช้ความคิดหาว่าใครเป็น "คนร้าย" ดังนั้น วิธีการแก้แค้นที่ง่ายที่สุดคือ...ฆ่าทิ้งให้หมด

 

ในเมื่อรวมบรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์ต่างๆมาได้แล้ว รอให้จีอู๋ซวงบรรลุเสร็จ เขาก็จะหาใครสักคนมาฝึกฝีมือสักหน่อย

 

เผ่ามนุษย์เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์ทั้งหลาย จักรพรรดิทั้งสามจึงไม่อาจหลบซ่อนได้ ไม่อย่างนั้นจะกระทบต่อชื่อเสียงของเผ่ามนุษย์

 

จักรพรรดิเฉียนอวิ๋น จักรพรรดิเซินหลัว และจักรพรรดิว่านซิงต่างก้าวไปข้างหน้า จ้องมองเสวียนอู่ด้วยสีหน้าเย็นชา

 

พวกเขารู้ถึงชื่อเสียงของสัตว์เทพเสวียนอู่ดี การจะหาผลประโยชน์จากมันเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก

 

แต่ศักดิ์ศรีของเผ่ามนุษย์จะถูกดูหมิ่นไม่ได้!

 

แม้ว่าเผ่ามนุษย์จะยังไม่มีผู้บรรลุถึงขั้นสูงสุด แต่ในการต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาจะถอยไม่ได้!

 

ทั้งสองฝ่ายอยู่ในสถานะพร้อมจะปะทะกัน แต่ตอนนั้นเอง เสียงฟ้าร้องก็ดังมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์...

 

"เปรี้ยง!"

 

บรรดาผู้นำเผ่าและจักรพรรดิต่างงงงันกันไป

 

นี่...การเลื่อนขั้น?!

 

พวกเขารีบเงยหน้าขึ้น แต่ไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ได้ พวกเขาทำได้แค่มองเมฆฝนที่ม้วนตัวและรวมกันเป็นวง อักขระเต๋าลอยอยู่กลางนั้น งดงามและยิ่งใหญ่

 

ดวงตาของจักรพรรดิเฉียนอวิ๋นเป็นประกายเล็กน้อย "เสวียนอู่ เจ้าพาคนของเผ่ามนุษย์มาด้วยหรือ?"

 

พวกเขาได้ยินเสวียนอู่พูดว่า "คนรุ่นหลัง" ก็คิดว่าเป็นลูกหลานของเผ่าเสวียนอู่ แต่คนที่สามารถเลื่อนขั้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ได้ จะต้องเป็นลูกหลานของเผ่ามนุษย์แน่นอน

 

เสวียนอู่ขยับเท้าเล็กน้อย ขวางหน้าบรรดาผู้นำเผ่าอย่างมั่นคง "ใช่ เผ่ามนุษย์มาเลื่อนขั้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว"

 

จักรพรรดิเซินหลัวและจักรพรรดิว่านซิงมองหน้ากันเงียบๆ ในดวงตาของพวกเขามีคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกรากไหลวนอยู่

 

นี่ไม่ใช่แค่สมเหตุสมผล แต่ผู้ที่สามารถเลื่อนขั้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์...ย่อมต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงยิ่ง สูงจนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตัดสินว่ามีโอกาสจะบรรลุเป็นเซียนได้!

 

ไม่ได้การ พวกเขาต้องช่วงชิงอัจฉริยะที่หายากยิ่งคนนี้มาอยู่ภายใต้ปีกของตนเอง ก่อนที่จักรพรรดิอีกสองคนจะทำได้


บทที่ 402: สายฟ้าบรรพกาลมาเพราะใครกัน


ถ้าได้คนผู้นี้มา พวกเขาก็จะสามารถรวมเผ่ามนุษย์เป็นหนึ่งได้แน่!

 

จักรพรรดิเซินหลัวกล่าวเป็นคนแรก "ท่านเสวียนอู่ ไม่ทราบว่าคนผู้นี้มาจากโลกไหน?"

 

เสวียนอู่หันไปมองเซินหลัวอย่างขี้คร้านและหัวเราะเยาะ "แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วย?"

 

สีหน้าของจักรพรรดิเซินหลัวมืดดำ

 

"เจ้า..."

 

"เจ้าอะไร เจ้าจะเอาไปเป็นกับแกล้มหรือ? หึๆ..."

 

เสวียนอู่มีชีวิตอยู่มานาน จึงพอจะรู้เรื่อง "สงครามจุดจบแห่งสรรพสิ่ง" เมื่อหลายปีก่อนบ้าง เทพกระบี่ที่คอยปกป้องสมรภูมิดินแดนโกลาหลของเผ่ามนุษย์ในตอนนั้น ก็ไม่ใช่ถูกพวกสุนัขเหล่านี้แบ่งกินกันหรอกหรือ?

 

ได้ยินว่า แม้แต่เศษเนื้อสักชิ้นก็ไม่เหลือไว้

 

หึๆๆ ช่างน่าสงสารจริงๆ

 

เป็นอย่างที่คิดไว้ เผ่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่โลภ โง่ และหลงตัวเองจริงๆ

 

ดวงตาของจักรพรรดิเซินหลัวแข็งกร้าว "เจ้าหมายความว่า เจ้าไม่ยอมหลีกไปอย่างนั้นหรือ?"

 

สีหน้าของเสวียนอู่ก็มืดลงเช่นกัน ร่างเงาของอสูรสี่ทิศปรากฏขึ้นช้าๆด้านหลังเขา กล่าวอย่างเย็นชาว่า "ถ้าพวกเจ้ารู้จักที่ต่ำที่สูงก็จงไปให้พ้นซะ รอให้ลูกสมุนของข้าเลื่อนขั้นแล้ว พวกเราจะไปเอง แต่ถ้าพวกเจ้ายังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ข้าก็ไม่ว่าอะไรหากจะฆ่าคนสักสองสามคน"

 

นอกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพเจ้า เสวียนอู่กำลังทะเลาะกับบรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์เพื่อจีอู๋ซวง การต่อสู้ดุเดือดเลือดพล่าน แต่จีอู๋ซวงกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย นางรู้เพียงว่าในที่สุดก็สามารถทะลวงขอบเขตของผู้ฝึกตนวิญญาณ และก้าวเข้าสู่ขั้นเซียนแล้ว!

 

เป็นครั้งแรกในสองชาติภพที่นางได้เป็นเซียน!

 

รู้สึกแปลกใหม่ดี~

 

แต่ความรู้สึกแปลกใหม่ยังไม่ทันจางหายไป กลิ่นอายอันตรายถึงชีวิตก็พุ่งเป้ามาที่นาง นางรีบเงยหน้าขึ้น พบว่ามีบางสิ่งกำลังก่อตัวและปั่นป่วนอยู่ปลายสุดของแสงดาว ค่อยๆมุ่งมาหานาง

 

จีอู๋ซวงรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี กำลังจะหนี แต่ดูเหมือนว่าอักขระเต๋าโบราณใต้เท้านางจะรับรู้ถึงความตั้งใจจะถอยของนาง จึงแปรเปลี่ยนเป็นตาข่ายฟ้าดิน ล้อมรอบจีอู๋ซวงไว้ในพริบตา

 

ช่วงเวลาที่หยุดชะงักนั้นเพียงพอให้ "ดวงดาวสีดำ" ข้ามขอบเขตจักรวาลมาถึงข้างกายจีอู๋ซวง

 

ตอนนี้เองที่จีอู๋ซวงได้เห็น "ดวงดาวสีดำ" อย่างชัดเจน

 

มันไม่ใช่ "ดวงดาวสีดำ" อะไรเลย มันเป็นเพียงของทรงกลมสีดำสนิท มองไม่เห็นแก่นแท้ แต่ดูเหมือนจะได้ยินเสียงฟ้าร้องเล็กน้อย

 

หรือว่า นี่จะเป็นทัณฑ์สวรรค์เมื่อเลื่อนขั้นเป็นเซียน?

 

เอ่อ แต่ที่นี่ไม่มีวิถีสวรรค์ แล้วทัณฑ์สวรรค์จะมาจากไหนกัน?

 

"ดวงดาวสีดำ" ก็เพิ่งจะรู้หลังจากมาถึงที่นี่ว่าไม่เห็น "เป้าหมาย" มันจึง "จ้องตากัน" กับจีอู๋ซวง จนกระทั่งแผนภาพทำนายฟ้าส่งเสียงแหลมดังออกมา

 

[อาาา... นี่ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์นะ เจ้าคนโง่ รีบหนีเร็ว!!!]

 

เมื่อครั้งที่ยุคบรรพกาลถือกำเนิดขึ้นมา มีวัตถุวิญญาณบรรพกาลเกิดขึ้นมากมาย แต่สุดท้ายก็ถูกเจ้าสิ่งนี้บดขยี้จนตาย

 

วัตถุวิญญาณบรรพกาลที่หนีรอดจากมันมาได้มีน้อยนิด แผนภาพทำนายฟ้านับเป็นหนึ่งในนั้น เอ่อ กระดูกหงเหมิงก็พอจะนับได้

 

ดังนั้น เมื่อแผนภาพทำนายฟ้าเห็นเจ้าสิ่งนี้อีกครั้งมันก็ตกใจจน "หน้าซีดเผือด"

 

[เร็วๆ เร็วเข้า... รีบหนี นี่มันบรรพกาล...]

 

แม้แต่กระดูกหงเหมิงที่ช้าสามจังหวะก็ยังเรียนรู้ที่จะแย่งตอบ

 

[...สายฟ้า...]

 

ดวงตาของจีอู๋ซวงเบิกกว้าง

 

สายฟ้าบรรพกาล?!

 

ให้ตายสิ!!!

 

ทุกเผ่าพันธุ์ในจักรวาลล้วนมี "ภัยพิบัติ" แม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ที่ถือกำเนิดในยุคบรรพกาลก็เช่นกัน นี่คือกฎเกณฑ์และความสมดุล

 

ในตอนที่ยุคบรรพกาลถือกำเนิด ไม่ได้มีเพียงสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่แข็งแกร่งอย่างเถาเถี่ยและเสวียนอู่ แต่ยังมีสมบัติล้ำค่าแห่งหงเหมิงอย่างแผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง หม้อหลิงซวี และอื่นๆ

 

แต่ต่างจากสัตว์ร้ายที่สามารถแบกรับภัยพิบัติได้ด้วยร่างกายของตนเอง สมบัติล้ำค่ายุคบรรพกาลที่สามารถผ่านพ้นภัยพิบัติมาได้นั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย...

 

[มันมาตามล่าพวกเราหรือ? แต่พวกเจ้าก็ผ่านภัยพิบัติยุคบรรพกาลไปแล้วไม่ใช่หรือ?]

 

ทั้งสองซุกตัวอยู่ในทะเลจิตของจีอู๋ซวง กอดกันแน่น ไม่กล้าขยับเขยื้อน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงส่งเสียงงึมงำว่า [ตามหลักแล้วควรจะเป็นแบบนั้น เพราะอย่างไรพวกเราก็เป็นกระดูกหงเหมิงที่เติบโตเต็มที่แล้ว มันไม่ควรจะไล่ตาม ไม่ปล่อยพวกเรา]

 

จีอู๋ซวงสงสัย [แล้วสายฟ้าบรรพกาลมาเพราะใครกัน?]

 

แผนภาพทำนายฟ้า [ฮือๆ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน...]

 

กระดูกหงเหมิง [...ไม่...รู้...เหมือน...กัน...]

 

ทันใดนั้น ดวงตาของจีอู๋ซวงก็เป็นประกาย นางพูดอย่างตื่นเต้นว่า [หรือว่าแถวนี้จะมีสมบัติล้ำค่าแห่งหงเหมิงอันใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา?]

 

ตัวน้อยทั้งสอง [หา?]

 

[ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันจะมาทำไม]

 

ทั้งสองตัวเข้าใจทันที [ดูมีเหตุผลนะ!]

 

แผนภาพทำนายฟ้าค่อยๆปลดปล่อยการรับรู้ มองซ้ายขวาบนล่าง แต่สุดท้ายก็ไม่พบอะไรเลย

 

[ไม่มี ที่นี่มีแค่เจ้าคนเดียว]

 

จีอู๋ซวงพึมพำกับตัวเอง [แปลกจริง ถ้ามันปรากฏขึ้นก็แสดงว่ามีสมบัติล้ำค่าแห่งหงเหมิงถือกำเนิด แต่แถวนี้มีแค่ข้า หรือว่าสมบัติชิ้นนั้นจะเป็นข้า?]

 

ทั้งสองตัว [???]

 

หลังจากพูดจบ จีอู๋ซวงก็หัวเราะออกมา [ล้อเล่น ล้อเล่น มันเป็นไปไม่ได้หรอก ฮ่าๆๆ...]

 

ไท่ซวีก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้เช่นกัน มันเสริมว่า [บางทีมันอาจจะมาเพื่อข้าก็ได้ เพราะตอนนี้ข้าเก่งกว่าเมื่อก่อนแล้ว! นายหญิงว่าจริงหรือไม่!]

 

จีอู๋ซวง [อืม เป็นไปได้ พวกเจ้าหลบดีๆก็ไม่มีปัญหาแล้ว มันเป็นถึงสายฟ้าบรรพกาล จะมาฟาดคนอย่างข้าที่เป็นแค่เซียนตัวน้อยๆไปทำไม? มันต้องมีหน้ามีตาบ้างแหละ...]

 

เสียงของจีอู๋ซวงเปลี่ยนไปกลางคัน เพราะนางเห็นว่า "ดวงดาวสีดำ" น้อยเริ่มหมุนรอบตัวนาง เหมือนนักล่าที่กำลังดมกลิ่นเหยื่อ

 

จีอู๋ซวง [...]

 

ทั้งสามตัว [...]

 

ดีจริงๆ ตอนนี้ทั้งเจ้านายและสมบัติทั้งสี่ต่างไม่กล้าขยับแล้ว

 

"ดวงดาวสีดำ" นี้มีขนาดเพียงแค่กำปั้นเด็กทารก แต่ทำให้จีอู๋ซวงกลับรู้สึกถึงความอันตราย

 

นี่คือกลิ่นอายอันตรายที่สุดที่จีอู๋ซวงเคยสัมผัสมาในสองชาติภพ

 

จีอู๋ซวงค่อยๆถอยหลัง สุดท้ายก็ถอยไปจนถึงขอบของอักขระเต๋าโบราณ เมื่อไม่มีทางให้หนีอีกนางจึงกลืนน้ำลายลงคอเบาๆ

 

หลังจาก "ดวงดาวสีดำ" แน่ใจว่าไม่มีสิ่งอื่นใดแล้ว มันก็ค่อยๆลดตัวลงมาอยู่ตรงหน้าจีอู๋ซวง ส่องแสงระยิบระยับเหมือนกำลังพิจารณาจีอู๋ซวง

 

—อ่อนแอมาก มนุษย์อ่อนแอมาก

 

—แต่กลิ่นอายแบบนั้นมาจากตัวนางจริงๆหรือ?

 

—แปลกจัง ลองดูสักหน่อยดีกว่าหรือไม่?

 

โดยธรรมชาติแล้ว "ดวงดาวสีดำ" ไม่สามารถสื่อสารได้ แต่จีอู๋ซวงกลับอ่าน "ความหมาย" นั้นออกจากแสงที่กะพริบของมัน

 

ในที่สุด "ดวงดาวสีดำ" ก็อดไม่ได้ที่จะแบ่งพลังส่วนเล็กๆออกมา พุ่งไปหาจีอู๋ซวงเบาๆ

 

"เปรี้ยง!"

 

ความเจ็บปวดรุนแรงทะลวงผ่านวิญญาณ ทะเลจิต และร่างกายของจีอู๋ซวงทันที

 

"จิตวิญญาณ" ของจีอู๋ซวงอยู่ใน "ขั้นเซียน" แล้ว ดังนั้นนางจึงสามารถประคองตัวเองไว้ไม่ให้ "วิญญาณแตกสลาย" ได้ แต่ร่างกายของนางรับไม่ไหว "ละลาย" หายไปในพริบตา

 

สิ่งที่พังทลายก่อนคือผิวหนังของจีอู๋ซวง ตามด้วยเนื้อ หนัง เครื่องใน กระดูกและเส้นเลือด จนสุดท้ายข้างล่างศีรษะของจีอู๋ซวงก็เหลือเพียงกระดูกหงเหมิงและรากวิญญาณยมโลกที่ส่องประกายภายใต้แสงดาว

 

ทั้งสามตัว [อาา——]

 

จีอู๋ซวง [ว้าก——]

 

ให้ตายสิ!

 

นางแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ทำไมสายฟ้าบรรพกาลถึงถือว่านางเป็น "สมบัติล้ำค่าบรรพกาล" ฟาดใส่นางจริงๆเล่า?!

 

จีอู๋ซวงตะโกนสุดเสียงในใจ บ้าเอ๊ย เจ้าฟาดผิดคนแล้ว!!!

 

เมื่อ "ดวงดาวสีดำ" เห็น "สภาพที่น่าสังเวช" ของจีอู๋ซวง ก็รู้ว่าตัวเองอาจจะหาเป้าหมายผิด มันกะพริบอย่างรวดเร็ว ท่าทางเหมือนจะร้อนใจเล็กน้อย

 

อักขระเต๋าโบราณได้ยินคำการชี้นำของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงนับล้าน ห่อหุ้มจีอู๋ซวงไว้ทั้งหมด จับเนื้อ เลือด กระดูก และอวัยวะภายในที่แตกสลายของนางไว้ด้วยกัน ประกอบเป็น "ผิวหนัง" ใหม่ให้จีอู๋ซวง

 

ราวกับกำลังบอกว่า: พี่น้อง อาจจะลงมือหนักไปหน่อย แต่อย่าเพิ่งตายนะ

 

พูดตามตรง การได้เห็นภาพตัวเอง "สลายหายไป" สร้างความตกตะลึงมาก แม้แต่จีอู๋ซวงที่เคยผ่านเรื่องราวมามากมายก็ยังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยามนี้นางเป็นเหมือนก้อน "ฝุ่นผง" ที่ถูกห่อหุ้มเปลือกนอกด้วย "อักขระเต๋า"

 

แค่มีใครมาเป่าลมใส่ นางก็คงตายไปแล้ว

 

แผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง และวิญญาณเพลิงไท่ซวี ลอยวนเวียนอย่างร้อนรนอยู่ในทะเลจิตของจีอู๋ซวง

 

[ฮือๆๆ นายหญิง นายหญิง พวกเราจะทำอย่างไรดี?]

 

[บ้าเอ๊ย ข้าจะออกไปสู้กับมัน!]

 

[อย่าผลีผลามสิ!]

 

[...ทำ...ไม...]

 

ทำไมสายฟ้าบรรพกาลถึงฟาดนายหญิงเหมือนเป็น "สมบัติล้ำค่ายุคบรรพกาล" ที่กำลังรับภัยพิบัติเล่า?!


จีอู๋ซวงอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา


บทที่ 403: กลายเป็นพ่อแม่โดยธรรมชาติ ก็ต้องล่ำลาลูกด้วยความรักสิ


ทำไมสายฟ้าบรรพกาลถึงฟาดนายหญิงเหมือนเป็น "สมบัติล้ำค่ายุคบรรพกาล" ที่กำลังรับภัยพิบัติเล่า?!

 

จีอู๋ซวงอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา

 

เวรเอ๊ย พวกเจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร?

 

ข้าโชคร้ายแบบนี้จะไปหาใครให้มาช่วยได้เล่า!!!

 

"ดวงดาวสีดำ" ที่ก่อเรื่องไว้ ลอยวนรอบจีอู๋ซวงอีกครั้ง หลังจากผ่านไปนาน พบว่าร่างกายของจีอู๋ซวงที่อยู่ในอักขระเต๋าโบราณเหมือนจะไม่มีจิตที่จะประกอบร่างขึ้นมาใหม่ หลังจากคิดไปคิดมา มันก็ค่อยๆปล่อยพลังออกมาเล็กน้อย

 

ทั้งสามตัว [!!!]

 

มาอีกแล้ว!

 

ทำเกินไปแล้วนะ!

 

คิดว่าพวกเราเป็นลูกแมวไร้อารมณ์หรือ?

 

ทั้งสามพุ่งออกไปพร้อมกัน แผนภาพทำนายฟ้ากางกฎเกณฑ์อันกว้างใหญ่ไพศาลออก กระดูกหงเหมิงแปรเปลี่ยนเป็นดาบคมกริบส่องประกายอยู่กลางอากาศ ส่วนวิญญาณเพลิงไท่ซวีเปลี่ยนเป็นเด็กน้อยสามหัว ยืนขวางหน้าจีอู๋ "ฝุ่น" ไว้

 

"ห้ามทำร้ายจีอู๋ซวง! ถ้าจะฟาดก็ฟาดพวกข้าสิ!"

 

โชคดีที่ "ดวงดาวสีดำ" ไม่มีสีหน้า ไม่อย่างนั้นคงจะแสดงท่าทีกลอกตาใส่พวกมัน

 

แต่เมื่อเห็นพวกมัน "ดวงดาวสีดำ" ก็เหมือนจะเข้าใจว่าความผิดปกติของมนุษย์ที่อ่อนแอคนนี้มาจากไหน ที่แท้จิตวิญญาณของนางแข็งแกร่งมากนี่เอง

 

ความจริงแล้ว "ดวงดาวสีดำ" ไม่ใช่ "สายฟ้าบรรพกาล" แต่มันคือ "ภัยพิบัติเซียน"

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีเพียงผู้บรรลุขั้นเซียนที่แท้จริงเท่านั้นถึงจะคู่ควรได้ "เห็น" มัน

 

อันที่จริงจีอู๋ซวงค่อนข้างโชคร้าย เสวียนอู่ต้องการให้การเลื่อนขั้นของนางเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนั้นเขาจึงเลือกแล้วเลือกอีก และตัดสินใจพาจีอู๋ซวงมาเลื่อนขั้นใน "ดินแดนศักดิ์สิทธิ์"

 

ในสายตาของเสวียนอู่ ไม่ว่าจะเป็นโลกของสามจักรพรรดิเผ่ามนุษย์ เขตแดนของเผ่าสัตว์ โลกเหาะเหินของเผ่าปักษา คนพวกนั้นเป็นแค่ "ผู้น้อย" เขาไม่สนใจหรอก

 

กฎเกณฑ์ในโลกนั้นไม่อาจเทียบได้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์

 

ถ้าอย่างก็มาที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี่แหละ!

 

แต่เสวียนอู่ไม่รู้ว่า...จีอู๋ซวงไม่ใช่คนธรรมดา จิตวิญญาณของนางเป็นวิญญาณครึ่งเซียนอยู่แล้ว ผ่านการฝึกฝนในกระจกวารีลึกลับมา "พันปี" ในที่สุดก็ทะลวงขอบเขตสู่ขั้นเซียนได้อย่างลับๆ

 

"ผู้ยิ่งใหญ่" ที่มาเลื่อนขั้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และมีกลิ่นอายของจิตวิญญาณเซียน ย่อมถูกจักรวาลกำหนดให้เป็น "เซียน" โดยปริยาย

 

"ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่ามนุษย์" ก้าวเข้าสู่ขั้นเซียน จักรวาลส่ง "ภัยพิบัติเซียน" มาให้ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ?

 

ดังนั้น "ดวงดาวสีดำ" จึงรีบร้อนมาที่นี่...

 

แต่หลังจาก "ดวงดาวสีดำ" มาถึง มันก็มองไปมา และเห็นเพียงเจ้าลูกไก่อ่อนแอ

 

"ดวงดาวสีดำ" ไม่เชื่อว่ากฎเกณฑ์จะผิดพลาด คิดว่าลูกไก่ตัวนี้แสร้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อจะหลบเลี่ยงภัยพิบัติเซียน มันจึงลองใช้ภัยพิบัติทดสอบดู ผลที่ได้คือคนที่โดนฟาดร่างกายแตกกระจุย

 

มัน "กระจุย" จริงๆ เหมือนดอกไม้ไฟที่ "ตู้ม" ทีเดียวก็ระเบิดออกมาอย่างสวยงาม

 

จีอู๋ซวง "ระเบิด" "ดวงดาวสีดำ" ก็อยากจะระเบิดอารมณ์เหมือนกัน

 

อย่าถามเลย ถามไปก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย

 

ในฐานะที่เป็นภัยพิบัติเซียน "ดวงดาวสีดำ" จะไม่สามารถตัดสินโทษคนทั่วไปได้ หากตัดสินโทษคนทั่วไป มันเองก็จะถูกกฎเกณฑ์ของจักรวาลลบล้าง ดังนั้น ดวงดาวสีดำจึงรีบร้อนให้อักขระเต๋าโบราณของเผ่ามนุษย์ช่วยประกอบร่างของมนุษย์น้อยคนนี้ขึ้นมา...

 

แต่ปรากฏว่ามนุษย์น้อยคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา กลิ่นอายในร่างของนางก็ไม่ใช่กลิ่นอายธรรมดา เป็นกลิ่นอายของโลกแห่งความมืด ดังนั้นอักขระเต๋าโบราณของเผ่ามนุษย์จึงประกอบร่างไม่ได้

 

เมื่อหมดหนทาง "ดวงดาวสีดำ" จึงตัดสินใจลงมือเอง

 

"ดวงดาวสีดำ" ไม่สนใจอีกสามตัวที่คล้ายคนบ้า มันเดินผ่านพวกมันไป นำพลังนั้นมาผสมผสานกับ "ร่างกาย" ของจีอู๋ซวง

 

จีอู๋ซวงคิดว่า "ดวงดาวสีดำ" กำลังจะฆ่านางให้ตาย

 

ตายแน่ๆ คราวนี้นางต้องดับสูญไปตลอดกาลแน่ๆ

 

หรือว่านางจะต้องกลายเป็น "วิญญาณเร่ร่อน" อีกครั้ง?

 

ในใจของจีอู๋ซวงมีความว่างเปล่าที่อธิบายไม่ได้ ต่างจากชาติก่อน ชาตินี้นางมีห่วง มีความเสียใจมากมายที่ไม่อาจตัดขาดได้...

 

หรือว่านางจะต้อง "ยอมจำนน" จริงๆ?

 

ใบหน้ามากมายฉายผ่านในความคิดของจีอู๋ซวง ภาพในอดีต ความรู้สึกที่จริงใจและร้อนแรง ทุกๆอย่าง ทำให้จีอู๋ซวงอดรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตาไม่ได้ ในใจเริ่มฮึดฮัด

 

ยอมจำนนอะไรกัน!

 

ยอมจำนนให้ผีหลอกหรือ!

 

ข้าไม่ยอมหรอก!

 

ข้ายังต้องช่วยอาจารย์ ยังต้องทำตามความปรารถนาสุดท้ายของอาจารย์ ยังต้องสร้างร่างกายให้เสี่ยวจูเหยียนใหม่ ยังต้องตามหากระดูกวิญญาณ ยังต้องไปดูว่าเจ้าพวกเด็กๆฝึกฝนกันดีหรือไม่ ข้ายังต้องไปพบจักรพรรดิเฉียนอวิ๋น ยังต้องแก้แค้นให้เจ้าของร่างเดิมด้วย อ้อ ข้ายังต้องบดขยี้พวกที่กินเนื้อของนางให้เป็นผุยผงด้วย!!!

 

ข้าไม่ยอม!

 

ไม่มีวันยอม!!!

 

แม้ว่าตอนนี้จีอู๋ซวงจะเป็นเพียงแค่ก้อน "ฝุ่น" แต่นางยังมีจิตสำนึก นางจะไม่แพ้!!!

 

จิตของจีอู๋ซวงพุ่งออกมา แปรเปลี่ยนเป็นมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ ทำให้ "ดวงดาวสีดำ" รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

 

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านั้นยังตามมา...

 

จู่ๆ ทะเลจิตก็เปลี่ยนเป็นมือยักษ์ของเทพเจ้าสองข้าง ข้างหนึ่งชี้ดวงดาว ข้างหนึ่งชี้ความกว้างใหญ่ จับอักขระเต๋าโบราณขึ้นมาแล้วขยี้ ขยำ บีบอัด และดูดเข้าไปใน "ทะเลจิต" อย่างไม่ทันตั้งตัว!

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีอู๋ซวง "กลืนกิน" อักขระเต๋า ครั้งแรกคืออักขระเต๋าบนตัวของฝูฟางเซียนจื่อ ดังนั้นการกลืนกินครั้งนี้จึงเป็นไปอย่างง่ายดาย

 

"ดวงดาวสีดำ": ???


อักขระเต๋าโบราณ: ???

 

เมื่ออักขระเต๋าโบราณได้สติและพยายามจะดิ้นรน มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ "อักขระแห่งเต๋าในโลกใบน้อย" ของจีอู๋ซวงแล้ว

 

เพื่อจะซ่อมแซมร่างกายของจูเหยียน จีอู๋ซวงจึงเริ่มสร้างโลกใบน้อยเล็กที่หมุนเวียนปราณวิญญาณมานานแล้ว

 

เดิมทีโลกใบน้อยของจีอู๋ซวงยังไม่สมบูรณ์ แต่ตอนนี้เมื่อมี "อักขระเต๋าโบราณ" มาเสริมก็เหมือนติดปีกบิน

 

จีอู๋ซวงไม่เปิดโอกาสให้ "ดวงดาวสีดำ" ได้ตอบโต้ จิตของนางเคลื่อนไหวอีกครั้ง พุ่งไปยังพลังระลอกที่สองของ "ดวงดาวสีดำ"

 

นางคิดว่า "ดวงดาวสีดำ" จะต่อต้านรุนแรง แต่กลับปรากฏว่าพลังนี้ "อ่อนโยน" มาก "อ่อนโยน" จนจีอู๋ซวงเข้าใจทันที บางที "ดวงดาวสีดำ" อาจจะกำลังขอโทษอยู่?

 

ถ้าเป็นเช่นนั้นนางก็ไม่เกรงใจแล้ว!


จีอู๋ซวงรีบดูดซับพลังของ "ดวงดาวสีดำ" เข้ามาเต็มที่ ร่างกายก็กลับคืนสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว กระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ เลือด ผิวหนัง...ในไม่ช้าก็กลับคืนสู่สภาพของมนุษย์ที่มี "เนื้อหนัง"

 

ทั้งสามตัวเห็นแล้วเกือบจะร้องไห้ออกมา

 

"เสี่ยวอู๋ซวง!"

 

"อู๋...ซวง..."

 

"ฮือๆๆ นายหญิง นายหญิงกลับมาแล้ว!"

 

ทั้งสามกำลังจะกระโจนเข้าไปก็ถูกจีอู๋ซวงห้ามไว้ เพราะ "ดวงดาวสีดำ" ปล่อยพลังออกมาเป็นครั้งที่สามแล้ว และไม่ใช่พลังที่ "อ่อนโยน" เหมือนครั้งที่สอง แต่เป็นพลัง "ทำลายล้าง" แบบครั้งแรก

 

จีอู๋ซวงโกรธจนแทบจะกระโดด "เจ้าจะทำอีกแล้ว!!!"


"ดวงดาวสีดำ" กะพริบแสงเล็กน้อย ไม่สนใจจีอู๋ซวงที่กำลังโวยวาย นำ "ภัยพิบัติ" มาใส่ในร่างของนางอีกครั้งอย่างรุนแรง

 

เห็นได้ชัดว่าในสายตาของ "ดวงดาวสีดำ" "ภัยพิบัติเซียน" ได้เริ่มขึ้นแล้ว ไม่ว่าจีอู๋ซวงจะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องโดนฟาดให้ครบถึงจะจบ นี่คือหลักการ

 

—ก็แค่ภัยพิบัติเซียนเก้าครั้งเอง อดทนหน่อยก็ผ่านไปได้แล้ว

 

ตอนนี้จีอู๋ซวงหลุดพ้นจาก "กายเนื้อธรรมดา" แล้ว กล่าวได้ว่าตอนนี้นางเป็นร่างแปลงของ "ดวงดาวสีดำ" ดังนั้นนางจึงเชื่อมต่อกับ "ดวงดาวสีดำ" ได้อย่างน่าประหลาด

 

เมื่อได้ยินคำว่า "ภัยพิบัติเซียนเก้าครั้งเอง" จีอู๋ซวงก็อยากจะถามถึงบรรพชนของ "ดวงดาวสีดำ"

 

แต่ตอนนี้นางไม่สามารถหลบเลี่ยงได้แล้ว

 

โชคดีที่ "ดวงดาวสีดำ" รู้ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองทำผิด ทุกครั้งที่ฟาดเสร็จก็จะใช้พลังช่วยซ่อมแซมร่างกายของจีอู๋ซวง

 

สำหรับจีอู๋ซวง นอกจากจะเสียสุขภาพจิตที่ต้องเห็นตัวเอง "ระเบิดเป็นดอกไม้ไฟ" ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้ว ก็ยังพอทนได้...

 

อืม ใช่แล้ว ตราบใดที่นางไม่มอง นางก็จะไม่เห็นดอกไม้ไฟ

 

หลังจากทำภารกิจเสร็จ "ดวงดาวสีดำ" ก็บินวนรอบจีอู๋ซวงหลายรอบ มอง "แววตา" ของจีอู๋ซวงด้วยความรักและความภาคภูมิใจ

 

จีอู๋ซวง "???"

 

เดี๋ยวนะ?

 

นี่หมายความว่าไง?

 

แต่ "ดวงดาวสีดำ" จะตอบคำถามของจีอู๋ซวงได้อย่างไร มันค่อยๆเก็บกลิ่นอายลูบแก้มของนางเบาๆ จากนั้นก็กะพริบแสงด้วยความพึงพอใจ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นประกายแสง หายไปจากที่เดิม

 

จีอู๋ซวงหันกลับไปมองสามตัวที่ยังคงสับสนกลางอากาศ "มันหมายความว่าอย่างไร?"

 

ทั้งสามตัว "..."

 

จะหมายความว่าอะไร ก็หมายความว่ามันเห็นท่านเป็นลูกของมันน่ะสิ

 

ในเมื่อตอนนี้ต้นกำเนิดที่ใช้สร้างร่างใหม่ของท่านคือสิ่งที่ "ดวงดาวสีดำ" มอบให้

 

"ดวงดาวสีดำ" กลายเป็นพ่อแม่โดยธรรมชาติ ก็ต้องล่ำลาลูกด้วยความรักสิ~

 

แม้จีอู๋ซวงจะไม่ได้ยินสิ่งที่เจ้าพวกตัวเล็กๆพูด แต่จาก "แววตา" ของพวกมัน นางก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี


บทที่ 404: โจรตัวน้อย


แม้จีอู๋ซวงจะไม่ได้ยินสิ่งที่เจ้าพวกตัวเล็กๆพูด แต่จาก "แววตา" ของพวกมัน นางก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี จึงเรียกทั้งสามกลับมา จากนั้นยกมือวางอักขระเต๋าใหม่ใกล้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์

 

ท้ายที่สุดแล้ว จีอู๋ซวงก็ "กลืนกิน" อักขระเต๋าโบราณของเผ่ามนุษย์ไปแล้ว จะตบก้นหนีไปได้อย่างไรกัน?

 

นี่เท่ากับเป็นการทำลาย "การป้องกัน" ของการสืบทอดของเผ่ามนุษย์ไม่ใช่หรือ?

 

โชคดีที่นางมีไป๋เจ๋อคอยสอน และยังมีความทรงจำของอักขระเต๋าโบราณ ไม่อย่างนั้นนางคงไม่สามารถวางอักขระเต๋าใหม่ได้

 

เมื่อมองไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ที่ส่องประกายระยิบระยับ จีอู๋ซวงก็คำนับให้กับความว่างเปล่า จากนั้นก็เรียกทั้งสามตัวกลับมา เตรียมตัวออกเดินทาง

 

แผนภาพทำนายฟ้ากล่าวด้วยความประหลาดใจ [เสี่ยวอู๋ซวง เสี่ยวอู๋ซวง การสืบทอดของเผ่ามนุษย์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ เจ้าไม่ต้องการหรือ?]

 

ไท่ซวีก็ได้กลิ่นของสมบัติ [ใช่แล้ว มาถึงที่นี่แล้ว ไม่เอาอะไรติดไม้ติดมือกลับไปหน่อยหรือ?]

 

[นายญิง...การสืบทอด...]

 

จีอู๋ซวงไม่ใช่ "เซียน" ที่แท้จริง ดังนั้นถึงเอาการสืบทอดไปก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมต้องทำให้การสืบทอดของเผ่ามนุษย์ต้องขาดหายไปเพราะความเห็นแก่ตัวด้วย?

 

เก็บไว้ที่นี่ รอผู้มีวาสนาคนต่อไปเถอะ

 

[ไม่จำเป็น เก็บไว้ที่นี่แหละ]

 

แม้ว่าทั้งสามตัวจะไม่เข้าใจการตัดสินใจของจีอู๋ซวง แต่พวกมันก็เคารพการตัดสินใจนี้

 

ขณะจีอู๋ซวงกำลังจะไปหาเสวียนอู่ จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงปะทะกันอันดุเดือดดังมาจากนอกดินแดนศักดิ์สิทธิ์

 

"ตู้ม ตู้ม ตู้ม——"

 

ท่ามกลางดวงดาวกว้างใหญ่ จีอู๋ซวงสัมผัสได้ถึงพลังคุ้นเคยนับสิบที่กำลังสั่นสะท้าน เมื่อมองอย่างละเอียดก็พบว่าด้านหนึ่งคือเสวียนอู่ ส่วนอีกด้านมี "มากมาย" และในความ "มากมาย" นั้นมีคนรู้จักของจีอู๋ซวงอยู่ด้วย นั่นจักรพรรดิเฉียนอวิ๋นไม่ใช่หรือ?

 

ดวงตาของจีอู๋ซวงหรี่ลงเล็กน้อย หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นางก็ใช้พลังวิญญาณไร้ธาตุปกปิดใบหน้าของตัวเอง จากนั้นก็ก้าวออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ ไปหาเสวียนอู่

 

"ท่านผู้อาวุโส"

 

เสวียนอู่ต่อสู้กับทุกคนไป พลางเหลือบมองขั้นพลังของจีอู๋ซวง

 

"อืม พอใช้ได้"

 

"ท่านผู้อาวุโส พวกเราจะออกเดินทางก่อนเลยหรือไม่?"

 

"อืม ไปเถอะ"

 

เสวียนอู่จับเสื้อด้านหลังของจีอู๋ซวงแล้วเหวี่ยงไปข้างหลังอย่างเด็ดขาด บรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์เห็นดังนั้นก็เข้าใจ เสวียนอู่กำลังจะหนีแล้ว?

 

เหลวไหล! อยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป ยังเห็นว่าพวกเขามีชีวิตอยู่ตรงนี้หรือเปล่า?

 

"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพเจ้าเป็นสถานที่แสดงสัญลักษณ์ของการสืบทอดของแต่ละเผ่า แม้ว่าเจ้าจะเป็นสัตว์เทพเสวียนอู่ ก็ไม่ควรจะมาลบหลู่!"

 

"ทิ้งผู้ลบหลู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ที่นี่ซะ!"

 

"เป็นสัตว์เทพเสวียนอู่แล้วอย่างไร? วันนี้เจ้าต้องชดใช้!"

 

โดยเฉพาะมนุษย์ตัวน้อยที่อยู่ข้างหลังเสวียนอู่!

 

เมื่อทำอะไรเสวียนอู่ไม่ได้ พวกเขาจะทำอะไรมนุษย์ตัวน้อยคนนี้ไม่ได้เชียวหรือ?

 

มีเพียงจักรพรรดิเฉียนอวิ๋นเท่านั้นที่ตกใจเล็กน้อยเมื่อ "เห็น" จีอู๋ซวง แม้ว่าใบหน้าของนางจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก แต่กลิ่นอายของอีกฝ่ายกลับทำให้นางรู้สึกคุ้นเคย

 

ในขณะที่นางกำลังสับสนอยู่นั้น บรรดาผู้นำเผ่าก็ล้อมเสวียนอู่ไว้หมดแล้ว ฝ่ายหลังเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ส่งเสียงออกมาอย่างดูแคลน

 

"เหอะ..."

 

บรรดาผู้นำเผ่าโกรธจัด นี่เวลาไหนแล้ว เสวียนอู่ยังกล้าเยาะเย้ยใส่พวกเขาอีกหรือ?

 

"ถุย~~~"

 

สายน้ำที่ไร้ขอบเขตพวยพุ่งออกมาจากลำคอของเสวียนอู่ เปลี่ยนเป็นคลื่นยักษ์กลืนกินท้องฟ้าและแผ่นดิน ซัดกระหน่ำบรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์ออกไป สร้างเส้นทางขึ้นมากลางห้วงอากาศและความวุ่นวาย...

 

เมื่อมองจากความว่างเปล่า!

 

ก็ราวกับโลกแห่งน้ำที่กว้างใหญ่กำลังพลิกคว่ำ!

 

ทำให้ดวงดาวต่างๆ มืดมัวลงในชั่วพริบตา!

 

บรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์ต่างตกใจกลัว

 

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเผชิญหน้ากับสัตว์เทพบรรพกาล แรงกดดันที่ถึงตายนี้ทำให้พวกเขาไม่มีทางหนี ต้องใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อป้องกัน

 

แต่นี่คือเทพสัตว์ร้ายที่ถือกำเนิดในยุคบรรพกาล ผ่านการขัดเกลาตามกาลเวลา ไม้ตายของพวกเขาจึงไม่สามารถเทียบได้กับเสวียนอู่ ทำได้เพียง "ลอยไปตามน้ำ" คนที่โชคร้ายยังต้องดื่มน้ำลายของเสวียนอู่เข้าไปหลายอึก

  

สัตว์เทพเสวียนอู่มาถึงก็ปล่อยไม้ตายใหญ่ ไม่รู้จักหลักการเอาซะเลย!!!

 

จักรพรรดิเฉียนอวิ๋นที่มัวแต่ตะลึงจนไม่ได้เข้ามาข้างหน้า "..." เกือบโดนน้ำลายสาดใส่แล้ว โชคดีจริงๆ แต่เด็กสาวตัวน้อยที่อยู่ข้างหลังเสวียนอู่...ทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นนัก?

 

เมื่อบรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์ปีนกลับขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ปีกขนนกหกคู่ของผู้นำเผ่าปักษาที่ภาคภูมิใจก็เปียกชุ่มไปหมด พูดตามตรง...เหมือนมนุษย์นกหัวล้านตกน้ำมา

 

จักรพรรดิเฉียนอวิ๋นเหลือบมองแล้วรีบเบือนหน้าหนี กลัวว่าตัวเองจะหลุดหัวเราะออกมา

 

"เกินไปแล้ว!"

 

"นักบวชของเผ่าสวรรค์บอกว่าเสวียนอู่ถูกดินบรรพกาลผนึกไว้แล้วไม่ใช่หรือ?"

 

"ทำไมถึงยังออกมาได้อีก?"

 

"เกินไปแล้ว..."

 

"รีบไปดู"

 

เหล่าผู้นำเผ่าและจักรพรรดิต่างด่าทอ จากนั้นก็หันเป้าหมายไปยังสามจักรพรรดิของเผ่ามนุษย์

 

"พวกท่านรู้จักมนุษย์ที่อยู่ข้างหลังเสวียนอู่หรือไม่?"

 

"ไม่ว่าอย่างไร มนุษย์คนนั้นก็เป็นมนุษย์ เป็นความผิดพลาดของเผ่ามนุษย์ พวกท่านต้องตามจับคนคนนั้นมา!"

 

"การปล่อยให้คนแบบนี้เข้าออกในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพเจ้าได้อย่างอิสระ ถือเป็นความอัปยศอดสูที่สุด"

 

จักรพรรดิทั้งสามย่อมไม่ยอมแบกรับความผิดนี้อยู่แล้ว พวกเขามองหน้ากัน สุดท้ายก็เป็นจักรพรรดิเซินหลัวที่กล่าวว่า "วิธีการพรางตาชัดเจนขนาดนี้ พวกท่านมองไม่ออกหรือ? แม้ว่าเด็กสาวคนนั้นจะเห็นหน้าไม่ชัด แต่กระดูกอายุของนางแค่ยี่สิบกว่าปี เด็กมนุษย์ที่อายุยังน้อยขนาดนี้ อย่าว่าแต่จะมาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพเลย แค่ก้าวเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็คงกลายเป็นกองเนื้อเละแล้ว เด็กสาวคนนั้นไม่ใช่เผ่ามนุษย์แน่นอน"

 

จักรพรรดิว่านซิงก็พยักหน้า "อายุยี่สิบปีของเผ่ามนุษย์ยังถือว่าเป็นแค่เด็กน้อยอยู่เลย ข้าได้ยินมาว่าเผ่าราตรีเกิดมาก็มีร่างเทพแล้ว เด็กที่อายุน้อยขนาดนี้และยังสามารถเดินอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ต้องเป็นเผ่าราตรีแน่นอน"

 

ผู้นำเผ่าราตรีตกใจที่ถูกโยนความผิดให้

 

"พวกท่านพูดจาไร้สาระ! อายุยี่สิบปีของเผ่าราตรีก็เป็นแค่เด็กเล็กเท่านั้น! เด็กตัวเล็กๆ! พวกเราจะไม่ยอมให้พวกเขาออกจากดินแดนของเผ่าโดยเด็ดขาด!"

 

จักรพรรดิเฉียนอวิ๋น "อ๋อ เช่นนั้นก็เป็นเผ่าดวงดาวสินะ เผ่าดวงดาวเกิดมาก็เป็นปีศาจ เดินทางฝ่าห้วงอากาศได้ง่ายแน่ๆ"

 

บรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์เงียบไป ส่วนใหญ่เป็นเพราะเผ่าดวงดาวไม่อยู่ที่นี่ ไม่มีโอกาสได้แก้ตัว

 

จักรพรรดิเฉียนอวิ๋นยิ้มและกล่าวว่า "ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่ใช่คนของเผ่ามนุษย์อย่างแน่นอน เพราะเผ่ามนุษย์ของข้ายังมีอักขระเต๋าโบราณสมบูรณ์เหมือนเดิม และการสืบทอดก็ยังอยู่ ถ้าเป็นคนของเผ่ามนุษย์จริงคงขโมยการสืบทอดไปแล้ว"

 

ผู้นำเผ่าพันธุ์ทุกคนต่างงุนงง รีบตรวจสอบอักขระเต๋าของเผ่ามนุษย์ พบว่ามันยังสมบูรณ์และ "ดวงดาว" ที่แสดงถึงการสืบทอดก็ยังสว่างไสวอยู่

 

หมายความว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาเพื่อเอาการสืบทอดของเผ่ามนุษย์

 

แล้ว...แล้วเจ้าโจรคนนั้นเป็นใครกัน??

……

เรื่องที่ว่า "โจรตัวน้อย" ที่เสวียนอู่พามานั้นมาจาก "ที่ไหน" กันแน่ ทุกเผ่าพันธุ์ต่างพยายามปัดความรับผิดชอบกันอย่างเต็มที่

 

ตอนแรกยังถกเถียงกันอย่างสันติ แต่ต่อมาก็เริ่มลงไม้ลงมือกันแล้ว

 

เช่น เผ่าวารีกับเผ่าปักษามีความแค้นต่อกัน ผู้นำเผ่าวารีจึงจงใจกล่าวว่า "ใครจะรู้? บางทีอาจจะเป็นเผ่าปักษาก็ได้? เผ่าปักษาได้รับการคุ้มครองจากการสืบทอด แม้ว่าอายุยังน้อยก็สามารถเดินทางในห้วงอากาศได้"

 

ผู้นำเผ่าปักษาสะบัดน้ำออกจากตัวหมดแล้ว พอได้ยินเจ้าปลาน่าตายตัวนี้กล้าใส่ร้ายตัวเองก็โต้ตอบทันทีว่า "เจ้าพูด...ไร้สาระ! ข้าจะบอกว่าเผ่าวารีเสียอีก สิ่งมีชีวิตในน้ำชอบซ่อนตัว มืดๆมัวๆอยู่ตลอด"

 

"ไปตายซะ เจ้าย่าขาไก่"

 

"ไปตายซะ เจ้าบรรพบุรุษตาปลา!"

 

ทั้งสองพูดไปพูดมาก็เริ่มทะเลาะกัน จนกระทั่งลุกลามไปถึงคนอื่นๆ เปิดฉากการต่อสู้ครั้งใหญ่ คนหนึ่งตบ อีกคนจิ้มรูจมูก ทุกคนต่างหน้าแดงก่ำ แต่กลับไม่มีใครกล้าใช้ความสามารถที่แท้จริงออกมา

 

อย่างไรเสียที่นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพ หากทำลายซากปรักหักพังไปคงไม่ดี

 

สุดท้ายทุกคนก็ถกเถียงกัน แต่ยังคาดเดาที่มาของ "มนุษย์ตัวน้อย" คนนั้นไม่ได้

 

ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงต้องหมายตา "มนุษย์ตัวน้อย" ละทิ้งเป้าหมายที่ชัดเจนอย่างเสวียนอู่น่ะหรือ?

 

หึ พวกเขาไม่ได้โง่สักหน่อย ต้องเลือกบีบลูกพลับที่นิ่มกว่าอยู่แล้ว

 

ใครจะกล้าหาเรื่องเสวียนอู่กัน?

 

เรื่องนี้จึงจบลงชั่วคราว

 

หลังจากบรรดาผู้นำเผ่าพันธุ์ออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพ พวกเขาก็ตรวจสอบสภาพของทะเลสายฟ้าต้องห้ามอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าทะเลสายฟ้ากลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว พวกเขาก็พากันออกจากซากปรักหักพังแห่งความว่างเปล่านี้ไปพร้อมกับคนของตน...


บทที่ 405: ดินบรรพกาล


หลังแต่ละเผ่าถอยทัพไปแล้ว มหาเทพเซินหลัวและมหาเทพว่านซิงก็เดินเข้ามากล่าวว่า "มหาเทพเฉียนอวิ๋น ทำไมถึงไม่เห็นทหารเทพมาต้อนรับท่าน?"

 

นอกจากผู้นำเผ่าและมหาเทพแล้ว คนนอกจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นนักรบของแต่ละเผ่าจึงรออยู่ด้านนอกทะเลสายฟ้า

 

เฟิ่งอิ๋งกล่าวอย่างเฉยเมยว่า "อืม เร่งรีบมา เลยไม่ได้พาเหล่าทหารเทพมาด้วย"

 

ตามเหตุผลแล้ว แดนหมื่นเมฆาอยู่ห่างจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพมากที่สุด เฟิ่งอิ๋งไม่ควรมาถึงได้เร็วขนาดนี้ แต่เผอิญว่าเฟิ่งอิ๋งได้รับ "ข่าว" ขณะกำลังอยู่ "ข้างนอก" พอดี

 

นางไม่ได้กลับไปเรียกเหล่าทหารเทพมา แต่มาที่นี่ตัวคนเดียว

 

มหาเทพเซินหลัวยกมุมปากขึ้น ยิ้มเล็กน้อย คิ้วของเขาแฝงความอ่อนโยน แววตาจับจ้องใบหน้าของเฟิ่งอิ๋งอย่างเปิดเผยเล็กน้อย

 

"ถ้าอย่างนั้น ข้าขอไปส่งท่านมหาเทพสักหน่อยได้หรือไม่?"

 

เฟิ่งอิ๋งรู้ความคิดของมหาเทพเซินหลัว แต่นางไม่มีความสนใจเขา กล่าวอย่างไม่แยแสว่า "ขอบคุณท่านมหาเทพสำหรับความหวังดี แต่ไม่ต้องหรอก ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน"

 

เฟิ่งอิ๋งกำลังจะหมุนตัวไป มหาเทพเซินหลัวยิ้มค้าง รีบกล่าวว่า "ได้ยินมาว่ากบฏใต้บัญชาของท่านมหาเทพหายตัวไป? ถ้าท่านมหาเทพต้องการ ข้าก็ยินดีจะช่วยท่านตามหา"

 

เฟิ่งอิ๋งหยุดชะงัก หันไปมองมหาเทพเซินหลัว คิ้วของนางยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาหงส์เปล่งประกาย ใบหน้างามสง่าสะกดทุกสายตา สิ่งที่ทำให้ผู้คนใจสั่นคือกิริยาท่าทางของเฟิ่งอิ๋ง

 

แข็งแกร่ง งดงาม และอันตราย

 

สง่างาม บริสุทธิ์ และสูงส่ง

 

มหาเทพว่านซิงหัวเราะเยาะในใจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเฟิ่งอิ๋งถึงทำให้มหาเทพของโลกใหญ่ถึงกับหลงใหลได้ขนาดนี้ แค่ดูรูปลักษณ์ภายนอกก็.งดงามไร้ที่ติแล้ว

 

แต่เซินหลัวเป็นคนโง่เขลา แม้ว่าเฟิ่งอิ๋งจะสามารถขึ้นเป็นมหาเทพของแดนหมื่นเมฆาได้ด้วย "รัศมี" ของมหาเทพคนก่อนก็ตาม

 

แต่ถ้านางเป็นคนอ่อนแอแล้วจะนั่งอยู่ในตำแหน่งนั้นได้อย่างไร?

 

การประมาทสตรีผู้นี้จะต้องได้รับความเสียหายใหญ่หลวงแน่นอน

 

เป็นดังคาด คำพูดต่อไปของเฟิ่งอิ๋งนั้นไม่ไว้หน้าเลย

 

"ทำไม ท่านมหาเทพคิดจะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในแดนหมื่นเมฆาของข้าหรือ? ใจร้อนเกินไปหน่อยหรือเปล่า?"

 

มหาเทพเซินหลัวชะงักไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วกล่าวว่า "ท่านมหาเทพเข้าใจผิดแล้ว"

 

เฟิ่งอิ๋งยิ้มพราวเสน่ห์มากยิ่งขึ้น "จะเข้าใจผิดหรือไม่ ท่านก็รู้ ข้ารู้ สวรรค์รู้ โลกรู้ อ้อ แล้วก็มีเหล่าทหารเทพที่ท่านส่งมาด้วย ถ้ารู้สึกว่าความจำไม่ดี อีกหน่อยข้าจะให้คนพาพวกเขากลับไปรายงานท่านมหาเทพสักหน่อยดีหรือไม่?"

 

มหาเทพเซินหลัว "..."

 

เรื่องที่เขาแอบส่งคนไป นางรู้แล้ว?

 

จู่ๆ เฟิ่งอิ๋งก็เปลี่ยนน้ำเสียง "แหม ดูข้าสิ ความจำไม่ดีจริงๆ พวกเขาถูกตัดหัวไปแล้ว คงจะพูดไม่ได้แล้ว น่าเสียดายที่ท่านมหาเทพเสียกำลังคนไปเปล่าๆ"

 

รอยยิ้มของมหาเทพเซินหลัวแข็งค้าง ให้ตายเถอะ นางฆ่าพวกเขาทั้งหมดแล้วหรือ?

 

ไม่...

 

เป็นไปไม่ได้ ป้ายชีวิตที่อยู่ในหอเทพยังไม่แตกสลายเลย

 

นางกำลังหลอกเขาหรือ?

 

เฟิ่งอิ๋งไม่สนใจความคิดของเซินหลัวอีกต่อไป ยิ้มน้อยๆ แล้วฉีกห้วงอากาศออกไป ปล่อยให้เซินหลัวเห็นเพียงแผ่นหลังที่เย็นชาของนาง

 

นางยังต้องไปตามหาเด็กสาวคนนั้นอีก เวลาผ่านมาพันกว่าปีแล้ว นางยังไม่ได้รับข่าวคราวใดๆเลย ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างหรือไม่...

……

ทุกครั้งที่เฟิ่งอิ๋งก้าวเดินจะมีแสงดาวเปล่งประกายอยู่ใต้เท้านาง ในห้วงอากาศอันกว้างใหญ่ นางเป็นเหมือนปลาที่อิสระและเป็นตัวของตัวเอง ชายแขนเสื้อพลิ้วไหว สงบนิ่งเยือกเย็น กระทั่งมีความผิดปกติก็เกิดขึ้นในส่วนลึกของฮุ่นตุ้น

 

แรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อนทำให้เฟิ่งอิ๋งรู้สึกหวาดระแวง นางรีบหันหลังกลับ แต่ก็พบว่ามันสายเกินไปแล้ว...

 

"หลุมดำสมรภูมิดินแดนโกลาหล" นับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นรอบตัวนางอย่างเงียบๆ ห่อหุ้มและกลืนกินร่างของนาง

 

เพียงพริบตา "หลุมดำสมรภูมิดินแดนโกลาหล" ก็หายไปท่ามกลางหมู่ดาวอย่างไร้ร่องรอย

 

จีอู๋ซวงที่กำลังรอให้เฟิ่งอิ๋ง "เดินผ่าน" ในความว่างเปล่ารู้สึกหัวใจเต้นกระตุกกะทันหัน ความรู้สึกว้าวุ่นใจที่ไม่ทราบสาเหตุถาโถมเข้ามาในอก ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย

 

"เป็นอะไรไป?"

 

เสวียนอู่สังเกตเห็นความผิดปกติของจีอู๋ซวง จึงถามด้วยท่าทางเกียจคร้าน

 

จีอู๋ซวงส่ายหน้า "ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกใจไม่ดี"

 

เสวียนอู่คิดว่าจีอู๋ซวงกลัวจะถูกความว่างเปล่ากลืนกิน จึงหาวออกมา "กลัวอะไร? มีข้าอยู่ ใครจะกลัวความว่างเปล่าเล็กๆน้อยๆกัน? แต่เจ้าจะรออะไรอยู่ที่นี่หรือ?"

 

จีอู๋ซวงเงียบอยู่นาน ก่อนจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "รอมหาเทพเฉียนอวิ๋น"

 

"มหาเทพเฉียนอวิ๋น?" เสวียนอู่คิดดูแล้วก็เข้าใจ "อ้อ เจ้าหมายถึงมหาเทพคนใหม่ของแดนหมื่นเมฆาใช่หรือไม่? ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็อย่ารอเลย"

 

"ทำไม?"

 

"อย่าลืมสิ ตอนนี้พวกเราเป็นโจรแล้ว แค่กๆ เป็นผู้บุกรุก การที่เจ้าไปหานางพร้อมกับข้า ก็เท่ากับบอกนางว่าคนที่เข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์เมื่อครู่คือเจ้าไม่ใช่หรือ? นี่ไม่ใช่การไปหาเรื่องใส่ตัวหรือ?"

 

จีอู๋ซวง "..." อืม ก็มีเหตุผลนะ

 

"เจ้าอยากจะเจอนางก็ไม่ใช่เรื่องยาก ในอนาคตเมื่อเจ้าก้าวเข้าสู่ขั้นเทพ ก็ไปหานางที่แดนหมื่นเมฆาโดยตรงเลยก็ได้"

 

"แต่ว่า..."

 

"แต่ว่าอะไร? เจ้าคงจะกังวลเรื่องความปลอดภัยของนางสินะ?" เสวียนอู่กล่าวประชดประชัน "เจ้าเป็นแค่เซียนน้อยคนหนึ่ง กล้ากังวลเรื่องมหาเทพ ข้าขอบอกเจ้าตรงๆเลยนะ เมื่อครู่ในบรรดามหาเทพทั้งสามของเผ่ามนุษย์ นางแข็งแกร่งที่สุด เจ้าควรจะกังวลเรื่องตัวเองมากกว่า"

 

จีอู๋ซวง "..." ขอบคุณมาก นางโดนเขาดูถูกแล้ว

 

เสวียนอู่จับตัวจีอู๋ซวงขึ้นมาอีกครั้งแล้วหาวออกมา "ไปกันเถอะ ข้าเริ่มง่วงแล้ว จะพาเจ้ากลับ ข้าจะได้ไปนอนพักผ่อน"

 

จีอู๋ซวงดิ้นไม่ได้เลย นางถูกเสวียนอู่โยนกลับไปที่คุนหลิง โยนลงมาจากความว่างเปล่า แล้วสะบัดก้นหนีจากไป

 

แน่นอนว่าก่อนไปเขายังส่งของวิเศษให้จีอู๋ซวง

 

"เจ้าไม่ได้อยากสร้างโลกใบน้อยหรอกหรือ? นี่ เอาไป มันคือดินต้นกำเนิดแห่งหงเหมิงระดับสูงสุดของธาตุดิน เจ้าต้องเก็บไว้ให้ดี"

  

ดินต้นกำเนิดแห่งหงเหมิง!

 

หัวใจของจีอู๋ซวงเต้นรัว นางเงยหน้าขึ้นอย่างยินดีปรีดา เตรียมรับ "สมบัติล้ำค่า" ในใจยังชมเชยเสวียนอู่เฒ่า

 

ท่านผู้อาวุโสเสวียนอู่เป็นเต่าที่ดีจริงๆ ข้าขอถอนคำพูดที่เคยด่าว่าเขาเป็นเต่าแก่ใจร้อน!

 

แต่หลังจากจีอู๋ซวงเห็นว่า "ดินต้นกำเนิดแห่งหงเหมิง" เป็นอะไร นางก็ถึงกับหน้ามืด แถมยังมีความหวาดกลัวเล็กน้อย

 

ดินโคลนสีดำที่ปกคลุมไปทั่ว มันไม่ใช่ "คราบไคล" ที่ติดอยู่บนหลังของเสวียนอู่หรอกหรือ?!

 

"ดินต้นกำเนิดแห่งหงเหมิง" ไปตายซะ!

 

ท่านหลอกใครกัน!

 

สัญชาตญาณที่คิดจะหลีกเลี่ยง "ความสกปรก" ในเวลานั้นเหนือกว่าเหตุผล ทำเอาจีอู๋ซวงอยากจะวิ่งหนีเพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันน่าเศร้า ถูก "คราบดิน" กลบฝังทั้งเป็น

 

แต่เสวียนอู่เหมือนจะมองออกว่าจีอู๋ซวง "รังเกียจ" จึงกระซิบส่งเสียงไปหาจีอู๋ซวงอย่างเจ้าเล่ห์ว่า [เด็กน้อย ข้าไม่ได้หลอกเจ้า นี่คือดินบรรพกาล เจ้าคงจะเคยได้ยินชื่อมันมาบ้างแล้วใช่หรือไม่? มันคือดินต้นกำเนิดแห่งหงเหมิงระดับสูงของธาตุดินจริงๆ เจ้าต้องเก็บไว้ให้ดี แล้วเจอกันใหม่ เด็กน้อย]

 

เมื่อจีอู๋ซวงได้ยินคำว่า "ดินบรรพกาล" ดวงตาก็เป็นประกายทันที

 

ไม่ได้!

 

ทิ้งไม่ได้!

 

ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด!

 

จีอู๋ซวงกัดฟันแล้วกระทืบเท้า ในที่สุดก็ตัดสินใจเก็บ "คราบดินเก่าๆ" ทั้งหมดเข้าไปในทะเลจิต

 

อืม อย่างไรโลกในทะเลจิตก็ไม่รู้ว่าอะไรคือ "น่าขยะแขยง" ก็ให้โลกนั้นรับเคราะห์ไปแล้วกัน

 

แต่ "คราบดิน" นี้เป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่สามารถผนึกเสวียนอู่ได้นะ!

 

เมื่อทั้งหมดเข้าไปในโลกใบน้อยของจีอู๋ซวง ผลกระทบที่ตามมาจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ โชคดีที่ตอนนี้จีอู๋ซวงมีจิตวิญญาณขั้นเซียนแล้ว ไม่อย่างนั้นคง "ขาดใจตาย" แน่

 

แต่ถึงจีอู๋ซวงจะไม่ขาดใจตาย ก็ยัง.อดตาเหลือกและหมดสติไปไม่ได้ ตกลงมาจากท้องฟ้า

 

[อาา จีอู๋ซวง! เร็วเข้าเสี่ยวฉือเหล่ย! ไปรับนางไว้!!!]

 

[ฉิ้งๆๆ—]

 

โชคดีที่วิถีสวรรค์คุนหลิงรับรู้ว่าจีอู๋ซวงกลับมาแล้ว จึงส่งศิลาผนึกบรรพตออกมาช่วยรับจีอู๋ซวงไว้ได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นนางคงจะกระดูกหักไปหลายซี่

 

แต่ยังไม่ทันศิลาผนึกบรรพตจะได้วางคนลงบนพื้น มันก็ถูกดูดเข้าไปในร่างกายของจีอู๋ซวง พร้อมกับต้นผลเทียนหยวนและเมล็ดโพธิ์ในพื้นที่ของจูเหยียนและม่านม่าน...

 

ในมุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น โลกใบน้อยของจีอู๋ซวงกำลังถือกำเนิดเป็นรูปร่างอย่างรวดเร็ว…

……

จีอู๋ซวงฝันถึงแผ่นดินอันกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ แต่นางกลับรู้สึกว่าดินแดนนี้เหมือนคราบโคลนเก่าๆบนหลังของเสวียนอู่ ทำให้นางพลันสะดุดล้ม กินดินเข้าไปเต็มปาก จากนั้นก็ตกใจตื่นขึ้นมา


บทที่ 406: ว่างเปล่าและไม่มีตัวตน


จีอู๋ซวงฝันถึงแผ่นดินอันกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์ แต่นางกลับรู้สึกว่าดินแดนนี้เหมือนคราบโคลนเก่าๆบนหลังของเสวียนอู่ ทำให้นางพลันสะดุดล้ม กินดินเข้าไปเต็มปาก จากนั้นก็ตกใจตื่นขึ้นมา

  

จีอู๋ซวงรีบลุกขึ้นนั่ง ยกมือขึ้นมาลูบปากตัวเอง พอเห็นว่าไม่มีคราบดินก็ถอนหายใจโล่งอก

 

"ให้ตายสิ...ตกใจหมด..."

 

จีอู๋ซวงรู้สึกว่ามีบางอย่างมาสัมผัสตัวนางเบาๆ พร้อมกับเสียงครางแผ่วคล้ายเด็กทารก

 

[นายหญิง...ตื่นแล้วหรือ?]

 

นายหญิง?

 

จีอู๋ซวงรีบก้มหน้าลง พบว่าสิ่งที่มาสัมผัสตัวนางคือหินสีทองอร่ามขนาดเท่าฝ่ามือ นางแน่ใจว่าไม่มีสหาย "สีทองอร่าม" แบบนี้ แต่นางจำกลิ่นอายของมันได้

 

"เจ้าคือ...ศิลาผนึกบรรพต?"

 

[นายหญิง ข้าเอง!]

 

จีอู๋ซวงตกใจรีบถือศิลาผนึกบรรพตขึ้นมา กลิ่นอายแห่งธาตุทองเข้มข้นของมันแทบจะทำให้จีอู๋ซวงลืมตาไม่ขึ้น

 

"ศิลาผนึกบรรพต เจ้าเป็นวัตถุวิญญาณธาตุทองหรือ?"

 

[ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แต่นายหญิงเป็นคนทำให้ข้าตื่นขึ้นมา]

 

นาง?

 

จีอู๋ซวงงงงวย ไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของศิลาผนึกบรรพตมีส่วนเกี่ยวข้องกับนางอย่างไร ในเวลานั้นเอง วิถีสวรรค์คุนหลิงที่หงุดหงิดก็ออกมาไขข้อข้องใจ

 

[จีอู๋ซวง เจ้าลองดูทะเลจิตของเจ้าก่อนสิ]

 

จีอู๋ซวงนึกขึ้นมาได้ ว่าก่อนนางจะสลบไป นางได้นำดินบรรพกาลหมุนเวียนปราณวิญญาณเข้าสู่ "โลกใบน้อย" หรือจะเป็นเพราะสิ่งนี้?

 

นางรีบดำดิ่งสู่ทะเลจิต และพบว่ามีลูกแก้วสีขาวบริสุทธิ์อยู่กลางทะเลจิต

 

นี่คือ "โลกใบน้อย" ที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งหมดของจีอู๋ซวง

 

มันไม่ใช่ภาพลวงตา "จุดเริ่มต้นแห่งความโกลาหล" ในอดีตอีกต่อไป มันมีรูปร่าง มีผืนดิน มีต้นผลเทียนหยวนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีเมล็ดโพธิ์เป็นตัวแทนของ "แสงสว่าง" มีม่านม่านที่เป็นตัวแทนของ "ความมืด" มีหินก้อนเล็กๆเป็นตัวแทนของทอง และมีวิญญาณเพลิงไท่ซวีเป็นตัวแทนของไฟ...

 

แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพลังอักษรแห่งเต๋าของจีอู๋ซวง

 

มันถือกำเนิดขึ้นแล้ว ตราบใดที่จีอู๋ซวงไม่ดับสูญ มันก็จะค่อยๆบ่มเพาะและเติบโต

 

โลกใบน้อย!

 

มันคือโลกใบน้อยที่มีตัวตน!

 

แม้ว่ามันจะยังไม่สมบูรณ์ แต่จูเหยียนก็รอดแล้ว!

 

จีอู๋ซวงดีใจจนแทบคลั่ง รีบคลำหาจูเหยียนในเสื้อผ้า แต่กลับหาไม่เจอ ทำเอาจีอู๋ซวงรู้สึกสะท้าน

 

"จูเหยียน?!"

 

จีอู๋ซวงตกใจรีบแหวกเสื้อออก ไม่คิดว่าจูเหยียนกำลังนอนหลับอย่างสบายๆอยู่ใน "ถุงนอน" ดูเหมือนลมหายใจจะสม่ำเสมอ สีหน้าแดงเรื่อ ทุกอย่างดูเป็นปกติ ราวกับว่าการ "คลำหาไม่เจอ" เมื่อครู่นี้เป็นเพียงภาพลวงตาของจีอู๋ซวง แต่จีอู๋ซวงรู้ว่านั่นไม่ใช่ภาพลวงตา

 

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และลูบแก้มของเด็กน้อยอย่างสั่นเทา ความรู้สึก "ว่างเปล่า" ทำให้หัวใจของจีอู๋ซวงค่อยๆจมดิ่งสู่ห้วงลึก แต่จูเหยียนกลับลืมตาขึ้นและยิ้มหวานให้จีอู๋ซวง

 

"อู๋ซวง เจ้าเรียกข้าเหรอ?"

 

จีอู๋ซวงคอแห้งเล็กน้อย ใช้มือสัมผัสจูเหยียนอีกครั้ง

 

ใน "การมองเห็น" ของนาง นางกำลัง "สัมผัส" เขาจริงๆ แต่ใน "ความรู้สึกสัมผัส" เขากลับไม่มีอยู่จริง

 

จูเหยียนไม่รู้อะไร ทำเพียงเอียงศีรษะและยิ้มอย่างสุภาพ "เจ้าเป็นอะไรไป?"

 

จีอู๋ซวงหายใจเข้าลึกๆ ใช้จิตพยุงเขา จีอู๋ซวงในอดีตเคย "สื่อจิต" กับจูเหยียนมาก่อน ดังนั้นจึงรู้ว่า "การมีอยู่" ของเขาเป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่แบบนี้...มันว่างเปล่าและไม่มีตัวตน

 

พลังของจูเหยียน...อ่อนแอกว่าเดิมหรือ?

 

แต่ทำไม?

 

นางพยายามอย่างหนักเพื่อตามหาสิ่งของวัตถุวิญญาณแห่งสวรรค์และโลก แล้วทำไมเขาไม่เพียงไม่ฟื้นตัว แต่กลับอ่อนแอลงเรื่อยๆ?

 

"จูเหยียน..."

 

น้ำเสียงของจีอู๋ซวงสั่นเล็กน้อย จูเหยียนน้อยเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาแดงก่ำของนาง สองมือของเขาค่อยๆจับปลายนิ้วนางแล้วถูไปมา สีหน้าของเขาราวกับมีความเอ็นดูมากมายนับไม่ถ้วน

 

"ข้าอยู่นี่ อู๋ซวง ข้าอยู่ตรงนี้เสมอ...ไม่ต้องกังวล...ข้าแค่เหนื่อยนิดหน่อย..."

 

พูดจบ เด็กน้อยก็หลับตาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ว่าจีอู๋ซวงจะเรียกเขาอย่างไร เขาก็ไม่ลืมตาขึ้นมาอีกเลย

 

จีอู๋ซวงอยากจะจับเขาให้แน่น แต่กลัวว่าจะทำร้ายเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงทำได้เพียงประคองเขาเบาๆ และในหัวของนางก็ปรากฏรายละเอียดต่างๆ...

 

จูเหยียนเปลี่ยนจาก "เด็กน้อย" เป็น "ภูตน้อย" หลังจากนางทำสัญญากับกระดูกหงเหมิง เพราะเขาใช้พลังของตัวเองอย่างไม่เต็มใจเพื่อช่วยนางจากการทำลายล้างของกระดูกหงเหมิง

 

นั่นคือการอ่อนแอ.ลงครั้งแรกของเขา

 

สถานการณ์ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการอ่อนแอลงครั้งที่สอง

 

และไม่นานมานี้ นางถูกเสวียนอู่พาไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ ถูก "ภัยพิบัติเซียน" ที่ไม่ควรเกิดขึ้นฟาดพลังใส่จนกลายเป็นละอองเลือด แต่นางก็ฟื้นฟูร่างวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว

 

ตอนนั้นนางไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของนางเป็นเพราะนางได้กลืนกินอักขระเต๋าโบราณ เป็นเพราะนางได้ขัดเกลาสิ่งที่ "ดวงดาวสีดำ" มอบให้ เป็นเพราะจิตวิญญาณของนางเข้าสู่ขั้นเซียนแล้ว...

 

แต่เมื่อมาคิดดูตอนนี้ นอกจากเหตุผลเหล่านี้แล้ว ยังเป็นเพราะจูเหยียนด้วย

 

จีอู๋ซวงจ้องมองเด็กน้อยในมือไม่วางตา จนกระทั่งขอบตาร้อนผ่าวก็ยังนึกไม่ออกว่าตัวเองเคยมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขา นางยังเคยถามแผนภาพทำนายฟ้า แต่แผนภาพทำนายฟ้าก็ไม่สามารถคาดเดาตัวตนของเขาได้

 

จูเหยียน...

 

จูเหยียน...

 

สรุปแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?

 

ทำไมถึงต้องช่วยข้าโดยที่ไม่คำนึงถึงอะไรครั้งแล้วครั้งเล่า?

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จีอู๋ซวงก็ได้ยินเสียงระมัดระวังของวิถีสวรรค์คุนหลิง

 

[จีอู๋ซวง เจ้าถืออากาศนิ่งๆ แบบนั้น...กำลังทำอะไรอยู่?]

 

จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง [เจ้าว่าอะไรนะ?]

 

[หือ? ข้าถามว่าเจ้ากำลังถืออากาศอยู่ทำไม?]

 

[เจ้า...ไม่เห็นเขาหรือ?]

 

วิถีสวรรค์คุนหลิงมองจีอู๋ซวงขึ้นลงหลายครั้ง แล้วบ่นพึมพำว่า [แย่แล้ว แย่แล้ว จีอู๋ซวงไม่ใช่ถูกสัตว์เทพเสวียนอู่ทำให้กลายเป็นคนโง่ไปแล้วหรือ? มีอะไรที่ไหนกัน...]

 

ทุกสิ่งทุกอย่าง ตราบใดที่ยังอยู่ในคุนหลิงก็ไม่สามารถหลุดพ้นจาก "ดวงตา" ของวิถีสวรรค์คุนหลิงได้

 

อย่างเช่น สัตว์เทพเสวียนอู่ที่แข็งแกร่งก็ยังต้องอยู่ภายใต้ "การตรวจสอบ" ของวิถีสวรรค์คุนหลิง

 

อย่างเช่น มหาเทพเฉียนอวิ๋น เมื่อมาถึงแดนเทียนหลันก็ไม่สามารถใช้พลังอักขระเต๋าได้อย่างอิสระ ต้องเข้าไปสอนใน "ลูกแก้วเซียนหมื่นสรรพสิ่ง"

 

แต่วิถีสวรรค์คุนหลิงกลับมองไม่เห็นจูเหยียน?

 

หมายความว่า...

 

หรือเขาไม่มีอยู่จริง

 

หรือต่อให้เขาจะถูกจองจำอยู่ในคุนหลิง แต่เขาก็ยังอยู่เหนือกว่าวิถีสวรรค์คุนหลิง

 

จีอู๋ซวงเชื่อในสายตาและ "ลางสังหรณ์" ของตัวเอง จูเหยียนมีอยู่จริง เขามีอยู่จริงแน่นอน!

 

ถ้าอย่างนั้นก็เป็นกรณีที่สอง?

 

แววตาของจีอู๋ซวงพลันสว่างวาบขึ้น ไม่แปลกใจที่นางรวบรวมวัตถุวิญญาณมานาน แต่กลับไม่สามารถหยุดยั้งการเสื่อมโทรมของจูเหยียนได้ เขา...อยู่เหนือกว่าสวรรค์ ดังนั้น วัตถุวิญญาณมากมายจึงไร้ประโยชน์สำหรับเขา

 

แล้วจะทำอย่างไรให้เขากลับมาแข็งแรง?

 

หรือว่า...การกลืนกิน "วิถีสวรรค์" อื่นๆ จะทำให้เขากลับมาแข็งแรงได้?

 

ทันทีที่ความคิดนี้ปรากฏขึ้น วิถีสวรรค์คุนหลิงก็รับรู้ถึง "อันตราย" มันถอยหลังเหมือนแมวสะดุ้ง

 

[จีๆๆ ...จีอู๋ซวง...เจ้าๆๆ ...กำลังคิดอะไรอยู่? อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามนะ...]

 

จีอู๋ซวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วใส่จูเหยียนกลับเข้าไปในสาบเสื้อของนางอย่างเบามือ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น [ข้าจะถามเจ้า ถ้าวิถีสวรรค์หรือร่างสถิตของวิถีสวรรค์ตกอยู่ในสภาพอ่อนแอ จะทำอย่างไรให้พวกเขากลับมาแข็งแรง?]

 

วิถีสวรรค์คุนหลิงพูดจาติดขัด [ถ้าวิถีสวรรค์อ่อนแอ...ก็ทำได้แค่ค่อยๆเลี้ยงดูมัน ทำให้มันสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ผู้คนภายใต้กฎเกณฑ์ของมันก้าวหน้าขึ้น เอ้อ เจ้าเคยเลี้ยงดูสวรรค์มาแล้วนี่ แดนเทียนหลัน เจ้าเลี้ยงดูแดนเทียนหลันอย่างไรก็เลี้ยงดูวิถีสวรรค์อื่นแบบนั้น...ถ้าร่างสถิตของวิถีสวรรค์อ่อนแอ ก็ให้เขากลับคืนสู่วิถีสวรรค์อื่นก็พอ...]

 

วิถีสวรรค์คุนหลิงนึกถึง "กลิ่นอายอันตราย" เข้มข้นเมื่อครู่ก็พูดเสริมด้วยความฝืนใจ

 

[จีอู๋ซวง...เจ้าอย่าใจร้อนนะ...แม้ว่าจะเป็นวิถีสวรรค์ที่อ่อนแอหรือร่างสถิตของวิถีสวรรค์ ก็ยังอยู่ยงคงกระพันไปพร้อมกับสวรรค์แลโลก ถ้าไม่มีเรื่องวุ่นวายอะไร พวกเขาก็จะไม่เป็นอะไร...ดังนั้น เจ้าอย่าทำอะไรโง่ๆนะ ถ้าเจ้าทำอะไรโง่ๆ เอาเต๋าบำรุงเต๋า แค่กๆๆ ...นั่นมันบาปใหญ่หลวง! บาปใหญ่หลวง! บาปใหญ่หลวงที่ไม่อาจให้อภัยได้! จะต้องถูกลงโทษ!!]


บทที่ 407: เอาไว้ใช้หลอกคนโดยเฉพาะ


จีอู๋ซวงฟังเสียงสั่นๆของวิถีสวรรค์คุนหลิงแล้วกระตุกมุมปาก

 

[ข้ารู้]

 

ตอนนี้สิ่งที่จีอู๋ซวงต้องการคือพาจูเหยียน "กลับบ้าน" เท่านั้น

 

แต่ "บ้าน" ของจูเหยียนอยู่ที่ไหน?

 

โลกทั้งเก้าพันใบนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ที่แห่งไหนกันคือโลกของจูเหยียน?

 

ในหัวของจีอู๋ซวงมีความคิดมากมาย แต่ในไม่ช้านางก็ตัดสินใจได้ เงยหน้าพูดกับวิถีสวรรค์คุนหลิงว่า [แล้วบุตรแห่งโชคชะตาเล่า?]

 

วิถีสวรรค์คุนหลิง [หา?]

 

ดวงตาของจีอู๋ซวงเย็นลงเหมือนน้ำแข็ง [วางใจเถอะ ข้าจะไม่แตะต้องนาง เจ้าแค่ตามหานางแล้วบอกข้าก็พอ]

 

จีอู๋ซวงไม่อยากอยู่ที่นี่กับวิถีสวรรค์คุนหลิงอีกต่อไป แต่นางต้องการกระดูกวิญญาณ และปลุกสติพวกคนโง่ที่ถูก "บุตรแห่งโชคชะตา" ครอบงำให้ตื่น ดังนั้นนางจึงตัดสินใจลงมือเองเลยจะดีกว่า

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้นางเป็นจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิขั้นเซียน ร่างกายจากดวงดาวสีดำไม่กลัวสายฟ้าของทัณฑ์สวรรค์อยู่แล้ว

 

หาคนให้เจอแล้วฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง ไม่ต้องพูดพล่ามไร้สาระ

 

วิถีสวรรค์คุนหลิงกลัวมาก อยากจะหดตัวเป็นก้อนกลมๆ

 

ฮือๆๆ...ทำไมมันรู้สึกว่าจีอู๋ซวงหลังจากไปกับเสวียนอู่มาแล้ว ถึงดูน่ากลัวขึ้นขนาดนี้?

 

กลิ่นอายเหมือนถ้าเจอเทพก็ฆ่าเทพ เจอเต๋าก็กำจัดเต๋า...น่า! กลัว! จัง!

 

อันที่จริง ทันทีที่เสวียนอู่จากไป ส่วนหนึ่งของกฎเกณฑ์ที่ถูกเสวียนอู่ช่วงชิงไปก็จะถูกเติมเต็ม

 

เดิมทีวิถีสวรรค์คุนหลิงเป็น "เต๋า" ที่สมบูรณ์ ตอนนี้มันก็กลายเป็น "เต๋า" ที่ยอดเยี่ยม

 

ไม่ใช่แค่ตัวของวิถีสวรรค์คุนหลิงเองเท่านั้น แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่เหนือวิถีสวรรค์คุนหลิงก็ได้รับ "ของขวัญ" นี้เช่นกัน สายลมเย็นๆพัดผ่านทุ่งกว้าง มหาสมุทร ทะเลทราย ป่าทึบ และอีกมากมาย...

 

หลังจากวันนั้น สิ่งมีชีวิตทั้งหมดภายใต้วิถีสวรรค์คุนหลิงก็เหมือนได้ก้าวขึ้นบันไดสวรรค์ พลังบ่มเพาะของพวกเขาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ดังนั้นในสายตาของวิถีสวรรค์คุนหลิง ทุกคนคือ "โชคดี" มันจะไปหา "บุตรแห่งโชคชะตา" ตัวปลอมจากคนพวกนั้นได้อย่างไร?

 

อีกฝ่ายยังมี "ผลบุญ" คอยปกป้องและ "ปาฏิหาริย์" คอยทำให้มองไม่เห็นอยู่ด้วย

 

[เจ้าไม่รู้หรือ?] จีอู๋ซวงขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทีเหมือนกำลังบอกว่าทำไมเจ้าอ่อนแอขนาดนี้ ทั้งที่เป็นถึงวิถีสวรรค์

 

วิถีสวรรค์คุนหลิง […]

 

บ้าเอ้ย!

 

อย่าคิดนะว่าตอนนี้เจ้าเก่งแล้วจะมาตำหนิข้าได้!

 

ไม่น่ารักเลยจริงๆ!

 

แต่วิถีสวรรค์คุนหลิงแค่บ่นในใจไปอย่างนั้น สุดท้ายก็ยังมอบรายชื่อให้จีอู๋ซวง ซึ่งเป็นรายชื่อ "อัจฉริยะระดับสุดยอด" ที่โดดเด่นในช่วงพันกว่าปีที่ผ่านมา บางทีอาจจะมีคนที่จีอู๋ซวงต้องการตามหาอยู่ก็ได้?

 

จีอู๋ซวงกล่าาวขอบคุณ จากนั้นก็พบว่าศิลาผนึกบรรพตกำลังเข้ามาใกล้นาง และขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็กลายเป็นแผ่นหินสีทองอร่าม...

 

บนแผ่นหินเต็มไปด้วยชื่อ

 

เรียงเป็นแถว เรียงเป็นคนคนไป ส่องประกายเจิดจ้า

 

จีอู๋ซวงมองชื่อบนแผ่นหินแล้วถามอย่างไม่เข้าใจว่า "ศิลาผนึกบรรพต นี่มันเกิดอะไรขึ้น?"

 

[นายหญิง นายหญิง! นี่คือรายชื่อของคนที่บรรลุเป็นเทพในช่วงพันปีที่ท่านปิดด่านฝึกฝน ท่านลืมไปแล้วหรือ? พวกเขาล้วนบรรลุเป็นเทพเพราะความช่วยเหลือของท่าน...ดังนั้น นายหญิงต้องไปเอาค่าตอบแทนจากพวกเขา!]

 

[หา?]

 

[เป็นอะไรไปนายหญิง? ท่านไม่ต้องการหรือ?] เสียงของศิลาผนึกบรรพตนั้นอ่อนเยาว์มากแม้จะมีความน้อยใจอยู่บ้าง มันไม่กล้าประมาท ในช่วงพันปีที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมรายชื่อเหล่านี้ แม้จะงีบหลับก็ยังไม่กล้า กลัวว่าจะพลาดใครไป ทำให้จีอู๋ซวงไม่สามารถเก็บค่าตอบแทนได้

 

ถ้าจีอู๋ซวงไม่ต้องการรายชื่อเหล่านี้ มันจะไม่ทำไปโดยเปล่าประโยขน์หรือ?

 

[ต้องการ! ต้องการแน่นอน! ขอบคุณนะศิลาผนึกบรรพต!]

 

จีอู๋ซวงรู้สึกขำเล็กน้อย

 

นางไม่ได้คาดคิดว่าแม้แต่ตอนที่นางไม่อยู่ ศิลาผนึกบรรพตจะยังคงนึกถึงนางอยู่เสมอ

 

แววตาของนางอ่อนโยน.ลง ลูบศิลาผนึกบรรพตเบาๆ "ขอบคุณนะ...ต้าฉือเหล่ย"

 

เสี่ยวฉือเหล่ยคือหินก้อนเล็ก ถ้าเช่นนั้นศิลาผนึกบรรพตก็คือต้าฉือเหล่ยสินะ

 

ศิลาผนึกบรรพตมีความสุขจนเปล่งแสงวาบหลายครั้ง แล้วกลายร่างเป็นหินก้อนเล็กๆ กระโดดเข้าไปในฝ่ามือของจีอู๋ซวง คลอเคลียอย่างบ้าคลั่ง

 

จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ พูดว่า "แปลกคน" จากนั้นก็วางมันไว้บนไหล่ของตัวเอง เตรียมใช้แผ่นป้ายสื่อสารให้เหลยหยามาพานางไป

 

นางไม่รู้ว่าพันปีผ่านไป เหลยหยาจะยังจำนางได้หรือไม่

 

แต่จีอู๋ซวงมองหาอยู่นานก็พบว่าแหวนมิติที่นางเอาไว้เก็บของหายไปแล้ว

 

จีอู๋ซวงเดาว่ามันน่าจะถูก "ภัยพิบัติเซียน" ทำลายไปแล้ว

 

โชคดีที่ของสำคัญเหล่านั้นถูกนางเก็บไว้ในโลกของจูเหยียน ไม่อย่างนั้นของค้ำล่าของเหล่าอาจารย์ก็จะถูก "ภัยพิบัติเซียน" ทำลาย

 

ช่างเถอะ

 

ในเมื่อไม่ได้ติดต่อกันมาพันปีแล้ว นางก็ไม่จำเป็นต้องไปหาพวกเหลยหยาแล้ว จะไปรบกวนการฝึกฝนของพวกเขาทำไม? หาโอกาสนี้ไปรับมู่เจ๋อออกมาก็พอ นางอาจจะไม่ไปรบกวนคนของสำนักเซียนเฟิ่งหลวน แต่อย่างไรนางก็ต้องพามู่เจ๋อไปด้วย

 

อืม รวมถึงเหล่าตัวเล็กทั้งหลายด้วย

 

พันปีมานี้ พวกเขาคงฝึกฝนได้มากแล้ว ถึงเวลาที่จะพาพวกเขากลับมา

 

ตอนนี้จีอู๋ซวงเป็นจิตวิญญาณขั้นเซียน สามารถใช้จิตสำนึกตรวจสอบตำแหน่งของเหล่าเจ้าตัวเล็กได้อย่างง่ายดาย พวกเขาอยู่ทั่วทุกทิศ...

 

บังเอิญว่าเจ้าตัวเล็กที่อยู่ใกล้ที่สุด กลับอยู่ที่ห่างจากทะเลหยวนจือไปหมื่นลี้?

 

จีอู๋ซวงไม่รอช้า กระโดดขึ้นไปบนฟ้า กลายเป็นสายลมพัดไปหา "เจ้าตัวเล็ก" ทันที…

…..

แดนคุนหลิงเป็นแดนเซียน บนดินแดนมีเผ่าพันธุ์มากมาย แต่เผ่าพันธุ์ที่รุ่งเรืองที่สุดกลับไม่ใช่เผ่ามนุษย์ แต่เป็นเผ่าอสูรที่มีจำนวนมหาศาล

 

เนื่องจากเผ่าอสูรมีสายเลือดซับซ้อน ไม่มีใครยอมใครในหมู่กันเอง ดังนั้น เผ่าอสูรจึงไม่เหมือนเผ่ามนุษย์ที่ไม่มีอสูร "ผู้นำ" ที่แท้จริง พวกเขาต่อสู้กันเองทุกวัน

 

แต่ถึงกระนั้น เผ่าอสูรก็ยังมีข้อตกลงไม่เป็นลายลักษณ์อักษร คือห้ามไม่ให้เผ่าอื่นเข้าใกล้ทะเลหยวนจือ

 

เทือกเขาลั่วเซียนตั้งอยู่รอบนอกของทะเลหยวนจือซึ่งเป็นเขตหวงห้ามของเผ่าอสูร เป็นเขตหวงห้ามสุดท้ายของเหล่าเซียน และขณะนี้เอง มีเหล่าเซียนทองคำกลุ่มหนึ่งกำลังแอบผ่านเทือกเขาลั่วเซียน เข้าใกล้ทะเลหยวนจือ

 

ตำนานของทะเลหยวนจือนั้น มีคำกล่าวมากมายในดินแดนคุนหลิง

 

บางคนบอกว่าเป็นสุสานของเผ่าอสูร บางคนบอกว่าเป็นที่อยู่ของผู้มีพลังอำนาจของเผ่าอสูร แต่คำกล่าวที่ "เป็นที่นิยม" มากที่สุดคือ ทะเลหยวนจือเป็น "สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการขยายพันธุ์" ของเผ่าอสูร โดยที่อสูรระดับสูงทุกตัวจะให้กำเนิดลูกอ่อนไว้ใกล้ทะเลหยวนจือ

 

ความจริงแล้วคำกล่าวนี้ก็ไม่ได้ผิด เพราะไม่มีอสูรเผ่าใดกล้าต่อสู้กันใกล้ๆทะเลหยวนจือ

 

เสวียนอู่นอนหลับอยู่ในทะเลหยวนจือ ถ้าไปปลุกมันขึ้นมา เผ่าอสูรทั้งหมดในแดนคุนหลิงก็ต้องตาย

 

ดังนั้น เพื่อรับประกันความอยู่รอดของลูกอสูร เผ่าอสูรบางตัวที่มีความกล้าก็จะให้กำเนิดลูกไว้ใกล้ๆทะเลหยวนจือ

 

เมื่อเวลาผ่านไป มันก็กลายเป็น "ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการเลี้ยงดู" อีกแบบหนึ่ง

 

เหล่าเซียนที่ใจกล้าเหล่านี้ก็มาเพื่อจับลูกของสัตว์อสูร

 

"ทุกคนระวังตัวด้วย บริเวณนี้อาจจะมีสัตว์อสูรระดับสูงปรากฏตัวได้ทุกเมื่อ อย่าเปิดเผยตัวตนโดยเด็ดขาด"

 

"ไม่ต้องห่วง มีปี้อวี้เซียนจื่ออยู่ พวกเราจะกลัวสัตว์อสูรระดับสูงทำไมกัน?"

 

"ใช่ ปี้อวี้เซียนจื่อมีวิชาฝึกสัตว์ที่หาตัวจับได้ยาก ถ้าเจอสัตว์อสูรระดับสูงก็ดี จะได้จับพวกมันมาใช้ประโยชน์ให้หมด!"

 

ปี้อวี้เซียนจื่อที่ได้รับความสนใจจากทุกคน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่เมื่อสามร้อยปีก่อน ไม่มีใครรู้ว่านางมาจากที่ไหน แต่นางเหมือนมีเทพคุ้มครอง ไม่เพียงมีรูปร่างหน้าตางดงามราวกับเทพธิดา แต่พรสวรรค์ก็ยังยอดเยี่ยม โชคชะตาแข็งแกร่ง ที่สำคัญที่สุด นางยังมีวิชาฝึกสัตว์อสูรที่ไร้ซึ่งข้อจำกัดด้านระดับพลัง!

 

ช่วงสามร้อยปีนี้ นางอาศัยวิชาฝึกสัตว์อสูรและฝึกจิ้งจอกสวรรค์แปดหางได้สำเร็จท่ามกลางสายตาของผู้คนจนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว!

 

หากเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว คนที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุดคือผู้ยิ่งใหญ่นาม อู๋ซวง

 

สามร้อยปีมานี้ ปี้อวี้เซียนจื่อก็ค่อยๆเข้ามาแทนที่ผู้ยิ่งใหญ่ กลายเป็น "ผู้นำ" คนใหม่

 

ไม่ใช่ว่าพวกเขา "อกตัญญู" แต่เป็นเพราะทรายมักถูกซัดไปตามกระแสคลื่น คนใหม่เข้ามาแทนที่คนเก่า นี่คือสัจธรรมของการเปลี่ยนแปลง

 

และคนที่ได้รับการปกป้องจากผู้ยิ่งใหญ่ที่ว่า ล้วนเป็นเซียนทองคำและมหาเซียน พวกเขาที่เป็น "ผู้มาทีหลัง" ไม่เคยได้รับประโยชน์จากผู้ยิ่งใหญ่มาก่อน ถึงกับสงสัยว่ามีคนเช่นนี้อยู่บนโลกจริงหรือไม่

 

ถ้ามีจริง ทำไมถึงยังไม่ปรากฏตัวอีกเลยในช่วงพันปีที่ผ่านมา?

 

กลัวว่าจะเป็นคนที่ถูกสร้างขึ้นมาเสียมากกว่า

 

เอาไว้ใช้หลอกคนโดยเฉพาะ!


บทที่ 408: เจ้าจิ้งจอกโง่ เงียบไปเลย


ขณะกลุ่มคนกำลังเดินไปเรื่อยๆ ก็มีเสียงเพลงอันไพเราะดังออกมาจากป่าทึบ

 

"เอ๊ะ? ทำไมถึงเป็นคนเล่า? ขอถามทุกท่านหน่อย มีใครเห็นจิ้งจอกตัวน้อยของข้าบ้างไหม?"

 

เด็กสาวที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันมีใบหน้างดงามไร้ที่ติ ดวงตาใสสะอาดของนางมองไปยังผู้คน ราวกับเป็นเทพธิดาจากแดนสวรรค์ที่หลงเข้ามาบนโลกมนุษย์ งดงามเลอค่า

 

แต่ถึงแม้เด็กสาวจะงดงามเพียงใด คนที่อยู่ตรงนั้นก็ไม่กล้ามีความคิด "ไม่ซื่อ" แม้แต่น้อย เพราะเผ่าอสูรที่มีสายเลือดแข็งแกร่งและพลังระดับสูงสามารถแปลงร่างได้อย่างสมบูรณ์ และมีลักษณะภายนอกเหมือนกับเซียนทั่วไป

 

เพียงแต่เผ่าอสูรมีความหยิ่งยโสโดยธรรมชาติ พวกเขาไม่สนใจจะแปลงร่าง แม้ว่าจะแปลงแล้วก็ยังคงรักษาลักษณะเฉพาะของเผ่าอสูรเอาไว้

 

ปกติแล้วจะไม่มีมนุษย์อยู่ในบริเวณ "เขตหวงห้าม" ของเผ่าอสูร กล่าวได้ว่า... "เด็กสาว" ที่อยู่ตรงหน้าเป็นผู้มีพลังของเผ่าอสูรที่สามารถแปลงร่างได้อย่างสมบูรณ์จริงๆ!

 

ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างรู้สึกใจเต้นระทึก

 

แต่ความกลัวไม่ได้ทำให้พวกเขายอมถอย พวกเขาได้เข้าไปปกป้องหญิงซึ่งสวมผ้าคลุมหน้า และจ้องมองจีอู๋ซวงเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูร้ายกาจ

 

ไม่มีใครเอ่ยปากก่อน แต่ร่างกายที่เกร็งขึ้นของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความกระวนกระวาย

 

จีอู๋ซวงเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาค่อยๆตกลงบนหญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้า เพราะ "กลิ่นจิ้งจอก" ที่ลอยมาจากตัวนาง

 

แต่หญิงสาวคนนั้นเหมือนตกอยู่ใน "ความพร่ามัว" มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้

 

จีอู๋ซวงหัวเราะออกมา ไม่ใช่ว่านางจะอวดอ้าง แต่ตอนนี้ในดินแดนคุนหลิง คนที่นาง "มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้" มีแค่ "บุตรแห่งโชคชะตา" เท่านั้นไม่ใช่หรือ?

 

เมื่อนางหัวเราะ ทุกคนก็รู้สึกใจสั่น

 

รอยยิ้มนั้นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดมา ดอกไม้วิญญาณนับล้านดอกบานสะพรั่ง สวยงามจับใจ

 

แต่ความงามที่ไหลบ่าออกมาเหมือนแม่น้ำสีเงินนั้นกลับซ่อนเร้นไว้ซึ่งวิญญาณที่ดับสูญนับไม่ถ้วน

 

"ดูสิว่าครั้งนี้เจ้าจะหนีไปไหน"

 

จีอู๋ซวงชักกระบี่ออกมาอย่างเด็ดขาด พุ่งเข้าใส่ในพริบตาต่อมา ปลายกระบี่มุ่งไปที่ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น

 

ส่วนเหล่าเซียนทองคำที่ขวางหน้านางอยู่น่ะหรือ?

 

ถูกปราณกระบี่ซัดกระเด็นไปแล้ว

 

ดวงตาสีดำสนิทของหญิงสาวเปล่งประกายเล็กน้อย นางเคลื่อนไหวเช่นกัน

 

แต่นางไม่ได้หลบหนีหรือหลีกเลี่ยง แต่เลือกจะ "ปะทะ" กับปราณกระบี่ ตรงเข้าใส่กระบี่เสียเองด้วยซ้ำ

 

สิ่งนี้เกินความคาดหมายของจีอู๋ซวงไปมาก

 

แต่ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว "แขน" ของหญิงสาวก็ถูกกระบี่ฟันกระเด็น นางมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เหมือนไม่คิดว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้

 

"เซียนจื่อ!"

 

"เซียนจื่อ!!"

 

เหล่าเซียนทองคำตกใจเมื่อเห็นหญิงสาวคนนั้นได้รับบาดเจ็บ

 

"บัดซบ! ข้าจะสู้กับเจ้าเอง!"

 

"เร็วเข้า! ปกป้องเซียนจื่อ!"

 

เหล่าเซียนทองคำไม่ยอมเก็บซ่อนความสามารถของตนเองอีกต่อไป ไม่กลัวว่าจะเปิดเผยตำแหน่ง เห็นแขนของเซียนจื่อถูกสัตว์เซียนฟันขาดแล้ว ถ้ายังซ่อนไว้อีกแล้วเซียนจื่อถูกฆ่าตาย พวกเขาก็จะกลายเป็นคนบาปของคุนหลิง!

 

"พวกเราลุย!!!"

 

ขณะที่จีอู๋ซวงฟันแขนของอีกฝ่ายจนขาดแล้ว สีหน้าของนางที่เต็มไปด้วยจิตสังหารก็เปลี่ยนไปทันที

 

เพราะ "กลิ่นจิ้งจอก" มันแรงขึ้น!

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

จีอู๋ซวงกระโดดขึ้นกลางอากาศ หมุนตัวใช้กระบี่แทงลงบนแขนที่ขาดของอีกฝ่าย จับขึ้นมันมา พลัง "ภาพมายา" พลันแตกสลาย เผยให้เห็น "ร่างจริง"

 

ให้ตายสิ นี่ไม่ใช่ "แขน" แต่เป็นหางของจิ้งจอก!

 

หรือว่า...

 

จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้น มองหญิงสาวคนนั้นด้วยความตกตะลึง ดวงตาของหญิงสาวไม่เพียงเย็นชาและแปลกหน้า แต่รูม่านตายังค่อยๆกลายเป็นแนวตั้ง

 

จีอู๋ซวงขมวดคิ้วแน่น กำลังจะเข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ของหญิงสาว แต่เหล่าเซียนทองคำก็บ้าคลั่งพุ่งเข้ามาหานางไม่หยุด ปากบ่นพึมพำราวกับอยากจะตายไปพร้อมกับจีอู๋ซวง

 

จีอู๋ซวงส่งเสียง "ชิ" อย่างไม่สบอารมณ์ เก็บกระบี่ และยกศิลาผนึกบรรพตบนไหล่ขึ้นมา ปาใส่ทุกคน พร้อมทั้งใช้อักขระเต๋าด้วยมือข้างเดียว

 

"เงียบ!"

 

ศิลาผนึกบรรพตธาตุทองแปรสภาพเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ กดเหล่าเซียนทองคำทั้งหมดอย่างแม่นยำ แถมยังควบคุมแรงได้พอดี ทำให้คนพวกนั้นขยับไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาตาย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "มึนงงแต่ไม่ทำร้ายสมอง"

 

เหล่าเซียนทองคำ "???"

 

อะไรกัน?

 

มีคนจำศิลาผนึกบรรพตได้ สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า "นี่ นี่ นี่มัน...แท่นบูชาเทพ!!!"

 

"อะไรนะ?!"

 

"ไม่ผิดแน่ พวกเจ้าดูสิ บนนั้นเขียนชื่อของเหล่าผู้อาวุโสที่บรรลุเป็นเทพไว้เต็มไปหมด...และข้าเคยไปดูแท่นบูชาเทพหลายปี กลิ่นอายนี้ไม่ผิดแน่ มันคือแท่นบูชาเทพ!"

 

เหล่าเซียนทองคำตกตะลึง หินก้อนใหญ่ที่ทับพวกเขาคือแท่นบูชาเทพคุนหลิงอย่างนั้นหรือ?

 

แล้วคนที่สามารถควบคุมแท่นบูชาเทพได้...คือใครกัน?

 

จีอู๋ซวงมองไปยังหญิงสาว และไม่ลืมสั่งการต้าฉือเหล่ยว่า "ถ้าพวกเขายังพูดมากอีก เจ้ากดให้พวกเขาพูดไม่ได้ก็พอ"

 

"แกร็กๆๆ --"

 

นายหญิงวางใจได้เลย! มอบให้ต้าฉือเหล่ยจัดการเถอะ!

 

จีอู๋ซวงพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็กระโดดไปปรากฏตัวข้างกายหญิงสาวอย่างรวดเร็ว หญิงสาวคนนั้นรู้สึกไม่ดีจึงรีบถอยหนี ความเร็วของนางเร็วจนน่าเหลือเชื่อ พริบตาก็กลายเป็นแสงวูบวาบใต้ท้องฟ้า

 

แต่จีอู๋ซวงได้ใช้อักขระเต๋าสร้างตาข่ายฟ้าดินไว้แล้ว จะปล่อยให้นางหนีไปได้อย่างไร?!

 

"จับ!"

 

แสงแห่งอักขระมากมายตกลงมาจากท้องฟ้า ล้อมรอบ "แสงวูบวาบ" ที่กำลังจะหนี จีอู๋ซวงดึงนางกลับมาอยู่ข้างกายตนเอง

 

"แง่งๆๆ --"

 

เสียงร้องของสัตว์แหลมสูงแสบแก้วหู เมื่อมองเข้าไปใน "ตาข่าย" ก็พบว่าไม่ใช่คน?

 

เห็นได้ชัดว่าเป็นจิ้งจอกแปดหาง อ้อ ไม่ใช่ ตอนนี้หางของมันขาดไปเส้นหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงเป็น "จิ้งจอกสวรรค์เจ็ดหาง"

 

จิ้งจอกหางขาดตัวใหญ่โตมโหฬาร เหมือนภูเขาลูกเล็กๆ มันมีสีหน้าดุดัน ดวงตาเรียวหรี่เป็นเส้นตรง พ่นลมใส่จีอู๋ซวงไม่หยุด ปากมีเปลวไฟพุ่งออกมา เปลวไฟทะลุ "ตาข่ายสวรรค์" หยดลงบนพื้นดิน ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขยายวงกว้างเป็นทะเลเพลิง

 

จีอู๋ซวงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ ไฟเหล่านี้ทำอะไรนางไม่ได้ แต่เหล่าเซียนทองคำที่ถูกศิลาผนึกบรรพตทับอยู่แย่กว่า ถูกเผาจนร้อง "โอดโอย" แต่เมื่อพวกเขาโวยวาย ศิลาผนึกบรรพตก็เพิ่มแรงกด

 

เมื่อเป็นไปเช่นนี้ก็มีบางคนทนไม่ไหวจนสลบ

 

คนที่แข็งแกร่งกว่าหุบปากเงียบอย่างเชื่อฟัง แต่ในใจมีคำด่ามากมาย

 

บัดซบ!

 

ทำไมปี้อวี้เซียนจื่อถึงเป็นจิ้งจอกได้?

 

นี่พวกเขาทั้งหมดจึงถูกหลอกมาตลอดหลายปีหรือ?

 

ในที่สุดเมื่อจิ้งจอกถูกลากมาตรงหน้าจีอู๋ซวง นางก็เดินไปข้างๆ และใช้มือลูบหน้าผากมันเบาๆ ...พบว่ามีพลังของ "ผลบุญ" อยู่ข้างใน เป็นกระดูกวิญญาณ

 

จิ้งจอกใหญ่ไม่พอใจที่จีอู๋ซวงแตะตัว มันพ่นลมใส่จีอู๋ซวงไม่หยุด คลื่นเสียงและความร้อนน่ากลัวนั้น บดขยี้หินและต้นไม้โดยรอบให้กลายเป็นผุยผง ดูโหดร้าย ดุร้าย และอันตราย

 

เหล่าเซียนทองคำที่ยังมีสติดีอยู่เล็กน้อยเห็นจีอู๋ซวงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า "จิ้งจอกสวรรค์แปดหาง" ก็คิดว่านางคงตกใจจนเป็นเสียสติ จึงยืนอยู่เหมือนท่อนไม้

 

กระทั่งจีอู๋ซวงค่อยๆเช็ดน้ำลายจิ้งจอกบนหน้านาง

 

มุมปากของนางกระตุก กล้ำกลืนความอดทนไว้ในใจ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ยกมือขึ้นตบหัวจิ้งจอกใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

"ผัวะ!"

 

"เจ้าจิ้งจอกโง่ เงียบไปเลย!"

 

ใช่แล้ว "จิ้งจอกสวรรค์แปดหาง" ตัวนี้ก็คือจิ้งจอกเพลิงเจ็ดหางที่จีอู๋ซวงพามาจากแดนเทียนหลัน เห็นได้ชัดว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยบ่มเพาะพลังไม่ราบรื่น แถมยังถูก "บุตรแห่งโชคชะตา" หลอกอีกด้วย

 

"แง่งๆๆ ..."

 

"ไม่เจอกันพันปี ทำไมเจ้าถึงถอยหลังลงคลองขนาดนี้ ข้าให้พวกเจ้าไปฝึกฝน แล้วเจ้าทำอะไร พ่นน้ำลายอย่างเดียวหรือ?"

 

"แง่งๆๆ..."

 

"เจ้าลองพ่นน้ำลายอีกทีสิ?"

 

"หงิง..."

 

"ให้พ่นน้ำลาย พ่นน้ำลาย ให้พ่นน้ำลาย"

 

"แง่งๆๆ..."

 

"ยังกล้าอีกไหม?"

 

"หงิงๆๆ..."

……

เจ้าจิ้งจอกใหญ่ก็ถูกจีอู๋ซวงตบหัวหลายครั้งจนกุมหัวร้องหงิงๆ ช่างน่าเวทนาสงสาร

 

เหล่าเซียนทองคำได้ยินแล้วหน้าซีดไป

  

ดังนั้น การที่สัตว์เซียนลึกลับตนนี้ใช้แท่นบูชาเทพกดทับพวกเขาไว้ ถือเป็นการดูแลที่พิเศษแล้วหรือ?

 

ตัวสั่นเทา...ไม่กล้าขยับ ไม่กล้าขยับแล้ว…

 

หลังจาก "บริการปลุกเรียกสติ" ที่เต็มไปด้วยความรัก เจ้าจิ้งจอกน้อยก็ "ได้สติ" ขึ้นมาในที่สุด มันหดตัวให้เล็กเท่ากับลูกสุนัขธรรมดา บนหัวมีรอยปูดเต็มไปหมด มองจีอู๋ซวงด้วยท่าทางน่าสงสาร

 

"ฮือๆๆ เสี่ยวอู๋ซวง...ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม..."

 

จีอู๋ซวงคิดในใจ พวกจิ้งจอกไม่รู้หรือว่าน้ำลายของตัวเอง "รุนแรง" ขนาดไหน?

 

แม้ตอนนี้นางจะเป็นจิตวิญญาณขั้นเซียนแล้วก็ยังแทบจะต้านทานไม่ไหว!


บทที่ 409: ผู้อาวุโสคงตามหาร่องรอยของลูกสัตว์ไม่เจอใช่หรือไม่


จีอู๋ซวงคิดในใจ พวกจิ้งจอกไม่รู้หรือว่าน้ำลายของตัวเอง "รุนแรง" ขนาดไหน?

 

แม้ตอนนี้นางจะเป็นจิตวิญญาณขั้นเซียนแล้วก็ยังแทบจะต้านทานไม่ไหว!

 

มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ!

 

แต่เมื่อเห็นเจ้าจิ้งจอกน้อยมีสีหน้ากังวล จีอู๋ซวงก็ไม่สามารถตำหนิมันได้อีก จึงพูดว่า "เล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น?"

 

เจ้าจิ้งจอกน้อยใช้กรงเล็บข่วนพื้นอย่างขุ่นเคือง พูดอย่างดุดันว่า "เดิมทีพวกเราฝึกฝนอยู่ในอาณาเขตของเผ่าสัตว์อสูรอย่างราบรื่น กระทั่งวันหนึ่งพวกเรารู้สึกว่าเสี่ยวอู๋ซวงออกจากคุนหลิงไปแล้ว แต่ไป๋เจ๋อบอกว่าท่านแค่ปิดด่าน จึงให้พวกเรารอท่านกลับมา"

 

จีอู๋ซวงพยักหน้า "ข้ามีเรื่องนิดหน่อย จึงปิดด่านไปพร้อมกับผู้อาวุโสท่านหนึ่ง"

 

"พวกเราตัดสินใจจะรอท่านอยู่ที่นี่ จนวันหนึ่งเมื่อสามร้อยปีก่อน...พวกเราได้กลิ่นอายของท่าน พวกเราคิดว่าท่านออกจากด่านแล้วจึงไปหานายท่านด้วยกัน แล้วก็ถูกเล่นงาน...เหมือนที่ท่านเห็นเมื่อครู่ พวกเราถูกพลังประหลาดควบคุมเอาไว้ หนีไม่พ้นเลย...พลังนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไป"

 

จีอู๋ซวงคิดในใจ "แสงสีทองแห่งผลบุญ" มันก็ต้องน่าเหลือเชื่ออยู่แล้ว และคนที่ถูกควบคุมก็คงไม่ได้มีแค่เจ้าจิ้งจอกน้อยตัวเดียว ไป๋เจ๋อ เฟิ่งเลี่ยนก็ไม่ได้ตอบสนองนาง

 

นางสามารถรับรู้ตำแหน่งของพวกมันได้ แต่เมื่อนางเรียก พวกมันก็ไม่ตอบ

 

แต่ยังดีที่สามารถยืนยันได้ว่าพวกมันยังปลอดภัยอยู่

 

จีอู๋ซวงมองไปที่หางของเจ้าจิ้งจอกน้อย หางที่ขาดไปดูเจ็บปวดมาก

 

จีอู๋ซวงรู้สึกผิดจึงลูบหัวมันเบาๆ "ขอโทษนะ ตอนแรกข้าจำเจ้าไม่ได้ เจ็บมากหรือไม่?"

 

เจ้าจิ้งจอกน้อยรู้ดีว่าต้อง "เกาะเสา" อย่างไร จึงรีบออดอ้อนจีอู๋ซวง ทำท่าทางเหมือนอยากให้จีอู๋ซวง.กอด จูบ และอุ้มมัน

 

ขนสีแดงเพลิงของเจ้าจิ้งจอกน้อย.งดงามมาก เมื่อรวมกับดวงตา.กลมโต มันก็น่ารักมากจริงๆ

 

จีอู๋ซวงอดไม่ได้ ลูบคางของมันแล้ววางมันไว้บนไหล่ของตัวเอง

 

มันก็เชื่อฟังอย่างดี กลายเป็น "ผ้าพันคอขนสัตว์" แนบชิดกับจีอู๋ซวงอย่างมีความสุข

 

พูดตามตรง...

 

ที่มันสามารถตามจีอู๋ซวงมาได้ตลอดก็เป็นเพราะมันหน้าด้าน

 

แต่โดยไม่รู้ตัว มันก็ค่อยๆชอบจีอู๋ซวง ชอบเพื่อนๆของมัน

 

มันรู้ว่าสายเลือดของมันอ่อนแอที่สุดในบรรดาไป๋เจ๋อ เฟิ่งเลี่ยน อสรพิษสลิล มังกรกุ้ยโถว และม่านม่าน...มันกลัวว่าวันหนึ่งจีอู๋ซวงและเพื่อนๆ จะไม่ต้องการมันอีกต่อไป...

 

แต่ตอนนี้ จีอู๋ซวงขอโทษมัน พูดกับมันอย่างอ่อนโยน นี่หมายความว่า...จริงๆ แล้วจีอู๋ซวงก็ชอบมันใช่หรือไม่?

 

เจ้าจิ้งจอกน้อยสีแดงเพลิงมีความสุขมากจึงพันคอของจีอู๋ซวงแน่นยิ่งขึ้น

 

จีอู๋ซวงลูบมันเบาๆ ในที่สุดก็หันไปมองเหล่าเซียนทองคำที่ถูกศิลาผนึกบรรพตกดทับไว้

 

"ลุกขึ้นได้แล้ว"

 

เมื่อพูดจบ ศิลาผนึกบรรพตก็ปล่อยพวกเขาทันที กลายร่างเป็นตราประทับสีทองเล็กๆ "ม้วนตัว" อยู่บนไหล่ของจีอู๋ซวง แถมยังแอบเบียดเจ้าจิ้งจอกน้อยด้วย

 

เจ้าจิ้งจอกน้อยแค่ลืมตาขึ้นมามองศิลาผนึกบรรพตอย่างเฉื่อยชา ทำท่าทางเหมือนเป็น "ผู้อาวุโส" แล้วส่งเสียง "หึๆ" ก่อนจะหลับตาพักผ่อนต่อ

 

ดูเหมือนกำลังจะบอกว่า เจ้ามาทีหลัง ไปอยู่ข้างๆเลยไป!

 

ศิลาผนึกบรรพต "..."

 

น่าโมโหนัก!

 

เหล่าเซียนทองคำได้รับอิสระ พยุงตัวขึ้นจากพื้นอย่างสั่นเทา แต่เมื่อลุกขึ้นได้ไม่ทันไรก็ถูกพลังลึกลับฟาดลงพื้นอีกครั้ง

 

ทุกคน "…"

 

อยากจะแกล้งพวกเราก็บอกมาตามตรงเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องตบหน้าพวกเราเล่นแบบนี้หรอก!

 

จีอู๋ซวงกะพริบตา "ไม่ใช่ข้านะ"

 

ทุกคน "???"

 

ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วใครกัน?

 

ในเวลานั้นเอง เสียงคำรามอันทรงพลังก็ดังมาจากที่ไกลๆ ——

 

"โฮก!!!"

 

เหล่าเซียนทองคำต่างหวาดผวากับเสียง "โฮก" นี้ กระดูกทั่วทั้งร่างส่งเสียงแตกหัก เลือดในปากพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง

 

แย่!

 

แย่เกินไปแล้ว!

 

จีอู๋ซวงไม่ได้ลงมือช่วยคนพวกนั้นทันที แต่รอจนกระทั่งพวกเขาอาเจียนเป็นเลือดจนเกือบหมดถึงใช้จิตห่อหุ้มทุกคน แล้วเงยหน้าขึ้นพูดอย่างเย็นชาว่า "พวกเขารุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของท่านโดยพลการก็ถือว่ามีความผิดจริง แต่ตอนนี้ท่านก็ลงโทษพวกเขาไปแล้ว เรื่องนี้ถือว่าเลิกแล้วกันไปได้หรือไม่?"

 

"จบหรือ?" เสียงคำรามราวกับฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจากเหนือหัวของจีอู๋ซวง "ไม่มีทาง! ลูกของเผ่าสัตว์อสูรของข้าหายไปมากมายต้องเกี่ยวข้องกับมดปลวกพวกนี้แน่! ข้าจะฆ่าพวกมันให้หมด!!!"

 

จีอู๋ซวงเงยหน้า พบว่าตัวเองถูกสัตว์เซียนล้อมไว้หมดแล้ว สัตว์เซียนระดับหกและเจ็ดมีอยู่มากมาย สัตว์เซียนระดับแปดก็มีไม่น้อย มีกระทั่งสัตว์เซียนระดับเก้านับสิบตัว

 

และที่น่าเกรงขามที่สุดคือเสือเมฆาสายฟ้าสามตาที่ดุร้ายสง่างาม

 

หรือว่า...จะเป็นสัตว์เทพครึ่งขั้น?

 

แม้จีอู๋ซวงจะประหลาดใจแต่ก็ไม่ได้หวาดกลัว นางพูดอย่างไม่ยอมแพ้ "เรื่องลูกสัตว์ของเผ่าสัตว์อสูรที่หายตัวไป ข้าอาจจะมีเบาะแสอยู่บ้าง หากผู้อาวุโสยินดี พวกเราก็มาพูดคุยกันดีๆเถอะ ส่วนคนพวกนี้ พวกเขาไม่มีความผิด"

 

ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังพิจารณา "ราชา" ตนนี้ เสือเมฆาสายฟ้าสามตาก็กำลังพิจารณานางเช่นกัน สุดท้ายสายตาของมันก็ตกลงบนจิ้งจอกที่อยู่บนคอของนาง

 

มันจำจิ้งจอกตัวนี้ได้ จิ้งจอกน้อยที่มาจากโลกเบื้องล่าง มีพรสวรรค์พอตัว

 

"เจ้ารู้จักจิ้งจอกตัวนี้หรือ?"

 

"อืม มันเป็นสัตว์อสูรของข้า จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ตัวนี้ ยังมีไป๋เจ๋อ เฟิ่งหวง อสรพิษเหินเวหา มังกรกุ้ยโถว และสัตว์หาสมบัติ พวกมันล้วนเป็นสัตว์อสูรของข้า"

 

สัตว์อสูรที่จีอู๋ซวงพูดถึง เสือเมฆาสายฟ้าสามตาก็รู้จักดี

 

เมื่อพันปีก่อน พวกมันขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้เกิดเสียง "เสียงสวรรค์ก้องเก้าครั้ง"

 

ตอนแรกเพราะสายเลือดของพวกมัน สัตว์อสูรทุกตัวก็อยากจะกินพวกมัน แต่พวกมันกลับแข็งแกร่งมาก แม้แต่สัตว์เซียนระดับเก้าพวกมันก็ยังสามารถฆ่าได้

 

งูยักษ์แปดเหลี่ยม ค้างคาวเขียวกลืนวิญญาณ และอื่นๆ

 

เมื่อใดก็ตามที่เข้ามาโจมตี พวกมันก็จะจัดการทั้งหมด

 

และเพราะเหตุนี้ สุดท้ายจึงไม่มีใครกล้ารังแกพวกมันอีกต่อไป ทำให้พวกมันสามารถยืนหยัดอยู่ในเผ่าสัตว์อสูรได้...

 

มันก็เคยสงสัยว่าทำไมลูกหลานของเทพสัตว์ที่เก่งกาจถึงมาปรากฏตัวพร้อมกันได้

 

ถ้าพวกมันทั้งหมดเป็นของคนคนเดียว มันก็สมเหตุสมผลแล้ว

 

เสือเมฆาสายฟ้าสามตาเป็นสัตว์เทพครึ่งขั้น แน่นอนว่าไม่ใช่พวกตาถั่ว มันสามารถได้กลิ่น "ความผิดปกติ" จากจีอู๋ซวง

 

เป็นความรู้สึกกดดันที่มาจากจิตวิญญาณและสายเลือด!

 

สัญชาตญาณบอกมันว่า มนุษย์ที่ดูอ่อนแอและตัวเล็กตรงหน้าไม่ธรรมดา หากนางต้องการ นางก็อาจจะสามารถฆ่ามันได้อย่างง่ายดาย

 

เสือเมฆาสายฟ้าสามตากัดฟัน ในที่สุดก็ลงมาจากท้องฟ้า แปลงร่างให้มีขนาดเท่ามนุษย์ทั่วไป ค่อย ๆ เดินไปหาจีอู๋ซวง

 

มันยืนสองขา สวมใส่ชุดเกราะสีทอง แต่ใบหน้ากลับเป็นหัวเสือ มีกรงเล็บเสือ ไม่ได้แปลงร่างเป็นมนุษย์ ดูสง่างามเป็นพิเศษ

 

"พวกไป๋เจ๋อเป็นสัตว์ของเจ้า?"

 

"ใช่" จีอู๋ซวงพยักหน้า "ไม่ปิดบัง เจ้าจิ้งจอกน้อยถูกควบคุมด้วยวิชาลับ มันถึงขั้นโจมตีข้าด้วยซ้ำ แต่ข้าจำมันไม่ได้ กระทั่งมันถูกข้าฟันหางขาดไปหางหนึ่ง กลิ่นอายของมันจึงรั่วไหลออกมา ข้าถึงจำมันได้ ข้าคิดว่าพวกไป๋เจ๋อก็คงถูกควบคุมเช่นกัน หากมีลูกสัตว์ของเผ่าท่านหายตัวไป ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากผู้อาวุโสเห็นด้วย พวกเราก็อาจร่วมมือกันได้?"

 

"ร่วมมือ?"

 

"ใช่ ผู้อาวุโสช่วยลูกสัตว์ ส่วนข้าช่วยสัตว์ของข้า เป็นอย่างไร?"

 

เสือเมฆาสายฟ้าสามตาจ้องจีอู๋ซวงอย่างเย็นชา เหมือนจะมองทะลุจิตวิญญาณของจีอู๋ซวง ดวงตาสีทองของมันสวยมาก ราวกับเป็นอัญมณี

 

จีอู๋ซวงไม่ได้ตื่นตระหนก พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผู้อาวุโสคงตามหาร่องรอยของลูกสัตว์ไม่เจอใช่หรือไม่?"

 

เสือเมฆาสายฟ้าสามตา "..."

 

"แต่ข้าทำได้" จีอู๋ซวงยิ้มเจ้าเล่ห์ ยื่นมือไปหาเสือเมฆาสายฟ้าสามตา "หากผู้อาวุโสเห็นด้วย พวกเราก็ตกลงกันได้"

 

ก่อนที่เสือเมฆาสายฟ้าสามตาจะได้พูดอะไร สัตว์ในฝูงก็เริ่มคำรามไม่หยุด เสียงคำรามดังขึ้นเรื่อยๆ

 

พวกมันดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยที่ต้องร่วมมือกับมนุษย์น่ารังเกียจอย่างจีอู๋ซวง

 

จนกระทั่งเสือเมฆาสายฟ้าสามตาคำรามก้อง ถึงสามารถควบคุมเผ่าสัตว์อสูรได้

 

มันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วยื่นอุ้งเท้าเสือขนาดใหญ่ให้จีอู๋ซวง

 

"ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง"

 

จีอู๋ซวงจับอุ้งเท้าเสือแล้วกำแน่น

 

"ดี ตกลงตามนี้"

 

จีอู๋ซวงกำอุ้งเท้าของเสือใหญ่แน่นไม่ปล่อย ทั้งยังแอบบีบเล่น

 

——อาาา!

 

——อุ้งเท้านี้ใหญ่จังเลย! แถมยังเป็นสีชมพูด้วย!!!

 

——บีบๆๆๆ!!!

 

เสือใหญ่ "???"

 

สงสัยว่าตัวเองถูกคนลวนลาม แต่ไม่มีหลักฐาน???


บทที่ 410: คลื่นสัตว์อสูร


เมื่อทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อ.ตกลง เสือเมฆสายฟ้าสามตาก็นึกขึ้นได้บางอย่าง จึงกล่าวว่า "สหายน้อย เจ้าหลบการตรวจจับของพวกข้าได้อย่างไร?"

 

ไม่ใช่ว่ามันจะคุยโว แต่เผ่าสัตว์อสูรของพวกมันได้วางกับดักมากมายไว้รอบๆทะเลหยวนจือ เพื่อรอให้พวกโจรเหล่านั้นเดินเข้ามาติดกับ แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะมาปรากฏตัวในส่วนลึกของทะเลหยวนจือในชั่วพริบตา

 

นี่มันน่าอับอายเกินไปแล้ว

 

จีอู๋ซวงกล่าวเรียบๆว่า "พวกเขาเข้ามาได้เพราะมีวิชาล่องหนพิเศษ ส่วนข้า... อืม ข้าไม่ได้หลบ เพราะข้าออกมาจากข้างใน"

 

จีอู๋ซวงพูดพลางชี้มือไปทางทะเลหยวนจือ ทำให้เสือใหญ่และเหล่าสัตว์เซียนทั้งหลายต่างตะลึง

 

"สหายน้อยหมายความว่า เจ้ามาจากเขตต้องห้าม?"

 

จีอู๋ซวงยิ้มพูด "หากพวกท่านเรียกทะเลลาวาแถบนั้นว่าเขตต้องห้าม ข้าก็มาจากเขตต้องห้ามจริงๆ"

 

เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าสัตว์เซียนที่มีขนก็ขนลุกชัน พวกที่มีเกล็ด เกล็ดก็ตั้งขึ้น ส่วนตัวไหนที่ไม่มีอะไรเลยก็อ้าปากค้าง

 

"โฮก เด็กน้อย เจ้าอย่าโกหก! เขตต้องห้ามมีอาคมกั้นอยู่ อย่าว่าแต่เข้าไปไม่ได้เลย ถึงจะหลงเข้าไปได้… สัตว์ทุกตัวที่เหยียบย่างเข้าไปก็ตายหมดแล้ว เจ้ามาจากเขตต้องห้ามได้อย่างไร?"

 

"ใช่ๆ..."

 

"กรร เด็กน้อยอย่าโกหกเลย กรร"

 

เหล่าสัตว์เซียนตัวใหญ่ตื่นเต้นจนทำให้เกิดเสียงดังเหมือนฟ้าร้อง พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรง

 

จีอู๋ซวงมองเหล่าสัตว์เซียนที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไป พลางยิ้มน้อยๆ พูดว่า "ข้ามาจากทะเลหยวนจือจริงๆ และตอนนี้ลาวาในทะเลหยวนจือจางหายไปแล้ว เชื่อว่าอีกหลายหมื่นปี ที่นี่ก็จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง"

 

ดวงตาสีทองของเสือใหญ่หรี่ลงเป็นเส้นตรง

 

“สหายน้อย เจ้าพูดจริงหรือ?”

 

เหตุผลที่เผ่าอสูรเลือกจะ "สืบพันธุ์" ใกล้ทะเลหยวนจือ นอกจากไม่มีใครกล้ามาก่อกวนแล้ว ยังมีเหตุผลอีกอย่างคือทะเลหยวนจือเป็นแหล่งที่มีพลังเซียนเข้มข้นที่สุดในแดนคุนหลิง!

 

หากทะเลหยวนจือกลายเป็นเขตปลอดภัย สัตว์อสูรทั้งหลายก็จะต้องแย่งชิงอาณาเขตกันจนหัวร้างข้างแตก

 

จีอู๋ซวงพยักหน้า "หากพวกท่านไม่เชื่อก็ไปดูด้วยตาตัวเองได้"

 

ทันทีที่จีอู๋ซวงพูดจบก็มีสัตว์เซียนรีบออกไปสำรวจ การไปและกลับใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา และนำข่าวที่สร้างความตื่นตะลึงมาแจ้งแก่เผ่าสัตว์อสูร

 

ทะเลลาวา เขตอาคม และกลิ่นอายสังหารของทะเลหยวนจือ... ทั้งหมดหายไปแล้ว!

 

นั่นหมายความว่า "ดินแดนสวรรค์" อย่างทะเลหยวนจือ จะเป็นของเผ่าสัตว์อสูรนับแต่นี้เป็นต้นไป

 

"โฮกๆๆ! อย่ามาแย่งข้า!"

 

"อ๊าวๆๆ! ของข้า! ของข้า!"

 

"กรรร!"

 

เมื่อเห็นว่าเหล่าสัตว์ยักษ์ต่างจ้องกันด้วยสายตาดุร้ายและกำลังจะสู้กัน เสือเมฆสายฟ้าสามตาจึงปล่อยพลังอำนาจออกมากดข่มพวกมันที่กำลังคึกคะนองไว้

 

"พวกโง่! ทะเลหยวนจืออยู่ตรงนี้ จะหายไปได้อย่างไร? ตอนนี้พวกเจ้าเงียบกันให้หมด! ไม่อย่างนั้นข้าจะบีบคอพวกเจ้าให้แหลกคามือ!"

 

เสือเมฆสายฟ้าสามตาคำรามพร้อมกับหูที่ลู่ลงเล็กน้อย ในสายตาผู้อื่นอาจดูน่าเกรงขาม แต่ในสายตาของจีอู๋ซวงกลับดูเหมือนแมวตัวน้อยกำลังพองขน

 

โอ๊ย ตายแล้ว น่ารักจริงๆ

 

อยากลูบขนจังเลย

 

หลังจากเหล่าสัตว์อสูรเงียบลงแล้ว เสือเมฆสายฟ้าสามตาจึงกล่าวว่า "ในเผ่าสัตว์อสูรของพวกข้ามีตำนานโบราณกล่าวไว้ว่า ในห้วงลึกของทะเลหยวนจือมีผู้อาวุโสระดับทำลายโลกกำลังจำศีลอยู่ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกล้าไปรบกวน สหายน้อยรู้หรือไม่ว่าผู้เฒ่าคนนั้นหายไปไหน?"

 

ขณะเสือเมฆสายฟ้าสามตาพูด ดวงตากลมโตก็จ้องมองจีอู๋ซวง

 

-- หรือว่าผู้อาวุโส "ระดับทำลายโลก" ที่ว่าจะเป็นเด็กสาวตรงหน้าคนนี้?

 

-- เอ่อ... คงไม่ใช่กระมัง???

 

มันแอบใช้ "พลังวิเศษ" มองจีอู๋ซวง หลังจากแน่ใจว่านี่คือเด็กสาวคนหนึ่งจึงถอนหายใจโล่ง.อก

 

จีอู๋ซวงทำหน้าไร้เดียงสา "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน"

 

เสือใหญ่ "..." แม้มันจะเป็นสัตว์อสูร ไม่ได้ฉลาดเหมือนมนุษย์ แต่ก็ดูออกว่าเด็กสาวคนนี้กำลังโกหก

 

ช่างเถอะ ขอเพียงทะเลหยวนจือกลับคืนสู่เผ่าสัตว์อสูรก็พอ


"พวกเราจะไปช่วยพวกลูกอสูรเมื่อไร"

 

"ไปตอนนี้เลย"

 

"เจ้าแน่ใจหรือว่ารู้ตำแหน่งของพวกมัน"

 

"สิ่งที่ข้าแน่ใจมีเพียงตำแหน่งของไป๋เจ๋อและพวกเขาเท่านั้น แต่หากเป็นฝีมือของคนคนเดียวกัน เมื่อพบไป๋เจ๋อก็เท่ากับพบพวกลูกอสูรด้วย"

 

เสือเมฆาสายฟ้าสามตาจ้องจีอู๋ซวงด้วยสายตาเคร่งขรึม "ข้าเชื่อว่าสหายน้อยคงไม่หลอกพวกเรา"

 

หากนางกล้าหลอกพวกมัน พวกมันก็จะสังหารทุกคนที่ขวางหน้า!

 

ถึงจะฆ่าเด็กสาวผู้นี้ไม่ได้ แต่จะฆ่าคนอื่นไม่ได้หรือ

 

"โฮก!"


เสือเมฆาสายฟ้าสามตาคำรามเสียงยาว ร่างกายพลันขยายใหญ่กลายเป็นร่างดั้งเดิม

 

ร่างดั้งเดิมของมันดูสง่างามน่าเกรงขาม มีลายเสือสีทองม่วงสลับกัน ใต้อุ้งเท้าทั้งสี่มีเมฆและสายฟ้าพันเกี่ยว ตรงกลางหน้าผากมีอักษร 'หวัง' เปล่งรัศมีแผ่พลังของสัตว์เทพออกมา

 

มันค่อยๆก้มหัวลง ส่งสายตาให้จีอู๋ซวง

 

ดวงตาของจีอู๋ซวงเป็นประกาย เสือตัวใหญ่จะให้นางขี่หรือ

 

นี่มันเกินความคาดหมายจริงๆ

 

"ขอรบกวนท่านผู้อาวุโสด้วย"

 

จีอู๋ซวงกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังเสือเมฆาสายฟ้าสามตา ส่วนเซียนทองคำคนอื่นๆ ถูกสัตว์เซียนตัวอื่นคาบขึ้นมา พวกเขาไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย กลัวว่าถ้าขยับเมื่อไหร่จะไม่รอดแน่


ฝูงสัตว์อสูรมากมายมหาศาลเคลื่อนผ่านท้องฟ้าสีคราม ทะลุผ่านป่าทึบ ภูเขา มหาสมุทร... มุ่งหน้าบุกเข้าสู่ดินแดนมนุษย์ราวกับคลื่นน้ำใหญ่ ในที่สุดก็กลายเป็นคลื่นสัตว์เซียน มองลงมาจากฟากฟ้าเหมือนกับพลังฮุ่นตุ้นที่ปกคลุมพื้นดินและสิ่งมีชีวิต…

 

เมื่อตรวจพบว่าคลื่นสัตว์อสูรกำลังก่อตัวขึ้น สำนักต่างๆก็ตอบสนองทันที รวมตัวกันที่แคว้นเว่ย สามสำนักใหญ่ สี่ตระกูลใหญ่ หกสมาพันธ์ และราชวงศ์ล้วนส่งผู้แข็งแกร่งระดับมหาเซียนมา

 

แม้ว่าแคว้นเว่ยจะเป็นแคว้นในอาณัติของสำนักเซียนอวี้หลง แต่ตั้งอยู่ที่ชายแดนของสองอาณาจักรใหญ่พอดี ดังนั้นมันจึงถูกกำหนดให้เป็นแนวป้องกันด่านแรก

 

หากแคว้นเว่ยพังทลายลง เผ่ามนุษย์ทั้งหมดก็จะตกอยู่ภายใต้เงามืด

 

เหนือนครหลานเทียนแห่งแคว้นเว่ย ค่ายกลเคลื่อนย้ายสว่างวาบขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมืองที่ไม่เคยมีชื่อเสียงแห่งนี้ดูน่าสะพรึงกลัว

 

นำโดยมหาเซียนแห่งสามสำนักใหญ่ กองกำลังมนุษย์ต่างเตรียมพร้อมรบ ไม่นานนัก คลื่นหมอกก็ม้วนตัวขึ้นจากผิวทะเล ไม่สิ ควรพูดว่าผิวน้ำถูกพลังอันน่าสะพรึงกลัวฉีกขาด สัตว์อสูรนับไม่ถ้วนเหยียบย่ำคลื่นยักษ์และม่านหมอกกู่คำรามมา...

 

อวี้หลงเซียนจุน มหาเซียน และเตาอิ่งเซียนจุนโบกแขนพร้อมตะโกน เสียงดังก้องไปทั่วทั้งเมืองและแนวรบของเผ่าพันธุ์มนุษย์

 

"เตรียมพร้อม คลื่นสัตว์อสูรมาแล้ว ปกป้องแดนมนุษย์——"

 

"รับทราบ!!!"

 

"ปกป้องแดนมนุษย์!!"

 

"ปกป้องแดนมนุษย์!!!"

 

เตาอิ่งเซียนจุนเป็นผู้ฝึกตนวิญญาณที่เพิ่งมีชื่อในสามสำนักใหญ่ หลังจากบรรดาเซียนทองคำทั้งหลายได้บรรลุขึ้นเป็นเทพตามกัน เขาใช้วิชาดาบของตนกดข่มเหล่าผู้มีพรสวรรค์รุ่นหลัง จนกลายเป็น "ผู้นำ" ในปัจจุบัน

 

แน่นอนว่านี่ก็เป็นเพราะสำนักเซียนเฟิ่งหลวนและสำนักเซียนหนานหมิง รวมถึงเหล่ามหาเซียน "ไม่แย่งชิง" ไม่เต็มใจต้องการชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านี้

 

ฝ่ายเผ่ามนุษย์เต็มไปด้วยจิตสังหาร

 

ส่วนฝ่ายเผ่าสัตว์อสูรก็ไม่ยอมอ่อนข้อ

 

สัตว์เซียนตัวหนึ่งด่าทอ "เจ้าไก่อ่อนแอพวกนี้ยังกล้าส่งเสียงเอะอะใส่พวกเรา? ให้ข้าไปฉีกร่างพวกมันซะ..."

 

"ถูกต้อง ฆ่าพวกมันให้ไม่เหลือซาก!"

 

"กินพวกมันให้หมด!"

 

เสียงนี้ดังขึ้นเรื่อยๆในฝูงสัตว์อสูร พูดตามตรง เผ่าสัตว์อสูรก็ชอบต่อสู้อยู่แล้ว อีกทั้งไม่มี "ผู้ที่ให้เคารพ" อย่างแท้จริง ไม่นานเสียงโห่ร้องเหล่านี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

 

เสือเมฆาสายฟ้าสามตาปวดหัว หากไม่ใช่เพื่อลูกอสูร มันคงไม่อยากพาพวกชอบต่อสู้พวกนี้มาด้วย

 

จีอู๋ซวงตบหลังเสือใหญ่พลางหัวเราะ "ท่านผู้อาวุโส ให้ข้าจัดการเถอะ"

 

เสือเมฆาสายฟ้าสามตาถามอย่างสงสัย "ให้เจ้าจัดการ?"

 

"อืม ต่อไปก็ต้องเจรจา ดังนั้นข้าต้องควบคุมอำนาจในการพูดทั้งหมดถึงจะดี"

 

จีอู๋ซวงลุกขึ้นยืนบนหลังเสือเมฆาสายฟ้าสามตา หันหลังกลับไปมองฝูงสัตว์อสูร

 

"ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย หากพวกท่านต้องการช่วยลูกอสูรกลับคืนมา ขอให้ฟังคำสั่งของข้าต่อจากนี้ อย่าได้ใจร้อน"


ยิ่งเข้าใกล้อาณาเขตของมนุษย์ ความกระหายเลือดของเผ่าสัตว์อสูรก็ยิ่งดุร้ายมากขึ้น แม้จีอู๋ซวงจะมีเสือเมฆาสายฟ้าสามตาคอยคุ้มกัน ก็ยังทำให้สัตว์เซียนระดับสูงบางตัวไม่พอใจ

 

"เจ้าเป็นแค่เด็กสาวเผ่ามนุษย์ต่ำต้อย จะมาสั่งให้พวกข้าฟังเจ้าได้อย่างไร"

 

"อย่าคิดว่ามีเสือเมฆาสายฟ้าสามตาคอยหนุนหลังแล้ว เจ้าจะมาออกคำสั่งพวกข้าได้"

 

"หากเจ้ารู้ความ ตอนนี้ก็ควรปิดปากเงียบไว้จะดีกว่า!"

 

"กรรร! ถูกต้อง เจ้าแค่หาลูกอสูรให้พบก็พอ! หากพูดมากอีก จะกินเจ้าเสีย—"

 

"โฮก โฮก โฮก—"


จบตอน

Comments