บทที่ 41: โดนตีก้น
จีอู๋ซวงมองดูผู้ทำสัญญาทั้งสองของตนแล้วก็รู้สึกพูดไม่ออก
ลูกแมวดำตัวเล็ก กับลูกไก่ป่าดำที่มีแต้มสีแดง ปากพูดดีว่าเป็นสายเลือดสัตว์เทพอะไร แต่ความจริงแล้วตัวหนึ่งก็น่าเกลียดกว่าอีกตัวเสียอีก ทั้งยังไร้มารยาทกว่ากันด้วย อยากทำสัญญาก็ทำเลยไม่ถามความเห็นนางสักคำ
ช่างเถอะ
จีอู๋ซวงพูดอย่างจริงจัง “ข้าคิดว่า พวกเราจำเป็นต้องนั่งลงคุยกันให้ดี แม้พวกเจ้าจะเป็นผู้ทำสัญญาของข้า แต่การทำสัญญากับพวกเจ้าไม่ใช่สิ่งที่ข้าปรารถนา ดังนั้นพวกเจ้าจะมานั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยไม่ได้”
ลูกไก่ไฟพยักหน้าเชื่อฟัง [ท่านวางใจเถิด ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ หาเงินเลี้ยงครอบครัว]
เมื่อเจ้านายไม่สามารถฝึกวิชาได้ มันก็ควรจะพยายามอย่างเต็มที่
“แล้วไป๋เย่เล่า?”
ลูกแมวดำ “???”
เดี๋ยวก่อน!
ข้าและจีอู๋ซวงทำสัญญากันเพื่อความสุขสบาย แล้วทำไมจู่ๆต้องมาเลี้ยงดูครอบครัวด้วย?
จีอู๋ซวงดูเหมือนจะเห็นความคิดในใจของแมวดำตัวน้อย จึงยิ้มพลางกล่าวว่า “หากเจ้าไม่อยากเลี้ยงดูก็ได้ ต่อไปเวลาพวกข้ากินอาหารทิพย์เจ้าก็แค่มองดูก็พอ”
[ทำไมกัน! ข้ามาก่อนนะ ข้าต่างหากที่เป็นหัวหน้า!]
“แต่ไม่ทำงานก็ไม่ได้กิน ถึงเจ้าจะเป็นหัวหน้าก็เหมือนกัน”
“...” แมวดำตัวน้อยเงียบไปนาน จำต้องยอมอ่อนข้อเพื่ออาหารทิพย์ [...ข้าก็จะพยายามเหมือนกัน]
ลูกไก่ไฟมองแมวดำตัวน้อยด้วยความอิจฉา เจ้าแมวดำโกรธจนหนวดกระดิก พูดอย่างดุดันว่า [เจ้ามองข้าทำไม? เจ้าไก่โง่! เรียกหัวหน้าเดี๋ยวนี้!]
[หะ...หัวหน้า…] ลูกไก่ไฟหดคอลงอย่างหวาดกลัว [ข้าแค่อิจฉาที่หัวหน้ามีชื่อ…]
แมวดำตัวน้อย “...”
ทำไมจู่ๆถึงรู้สึกเหมือนกำลังรังแกเด็กล่ะ?
จีอู๋ซวงยิ้มพลางลูบขนลูกไก่ไฟ แล้วกล่าวว่า [งั้นให้ข้าตั้งชื่อให้เจ้าสักชื่อไหม?]
[ดีเลย ดีเลย ขอบคุณท่านขอรับนายท่าน]
“อย่าเรียกข้าว่านายท่านเลย เรียกข้าว่าอู๋ซวงก็พอแล้ว ข้าเห็นลวดลายทั่วร่างของเจ้าดูเหมือนเปลวไฟ ราวกับถูกหลอมด้วยไฟแรงกล้า เรียกว่าเฟิ่งเลี่ยนเป็นไง?”
เฟิ่งเลี่ยนได้ยินชื่อนี้ก็ชอบใจ ขนทั่วร่างพองฟูขึ้นมา
[ดี ดี ดี! ข้าชอบ! แต่ว่า... สายเลือดอย่างข้า จะสมควรใช้แซ่เฟิ่งหรือ?]
“ทำไมจะใช้ไม่ได้เล่า?”
ลูกไก่ไฟน้อย ไม่สิ ควรเรียกว่าเฟิ่งเลี่ยนน้อยดีใจจนยิ้มแก้มปริ [ดีจังเลย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าก็จะชื่อเฟิ่งเลี่ยนแล้ว!]
เมื่อไม่กี่วันก่อน มันยังเป็นเพียงลูกไก่น้อยที่งุนงงสับสน หน้าตาก็น่าเกลียด ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ
แต่เพียงไม่กี่วันผ่านไป มันก็มีทั้งนายท่านและหัวหน้าแล้ว
ช่างดีจริงๆ
จีอู๋ซวงตรวจสอบสภาพของผลไม้แห่งสวรรค์อีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี จึงพาไป๋เย่และเฟิ่งเลี่ยนออกไปด้วยกัน
ทั้งคู่เพิ่งออกมาได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงฝ่าอากาศดังขึ้น
เฟิ่งเลี่ยนคิดว่าเป็นการโจมตีของศัตรู จึงรีบป้องกันหน้าจีอู๋ซวงทันที พยายามกางปีกออก ดูคล้ายแม่ไก่ที่กำลังปกป้องลูกไก่
จีอู๋ซวงตบหัวมันเบาๆ แล้วมองไปที่ท้องฟ้าพลางกล่าวว่า “ข้าทำให้พวกเขาเป็นห่วงเสียแล้ว”
หลายร่างปรากฏขึ้นกลางอากาศ คือเหลียนหยวน จ้านฝาน เฉินชิ่งเซียน และเหยาชาง รวมถึงศิษย์พี่หญิงฮวาฟ้านอิน พี่ใหญ่จวงเสวียนแห่งยอดเขาหงฝู และผู้ดูแลจินฝูสี่
ทุกคนหอบแฮ่กๆ ดูอิดโรยอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าในช่วงเวลาที่จีอู๋ซวงหายตัวไปพวกเขาต่างกระวนกระวายราวกับมดบนกระทะร้อนๆ
หากไม่ใช่เพราะโคมวิญญาณของจีอู๋ซวงยังคงเป็นปกติ เหลียนซิงคงติดต่อฉือเหล่ยไปแล้ว
เหลียนหยวนมองจีอู๋ซวงที่ยังคงปลอดภัยดี ยังไม่ทันได้โล่งใจ ก็มีร่างหนึ่งพุ่งออกมา
ฮวาฟ้านอินในชุดกระโปรงยาวสีแดงเพลิงวิ่งเข้าไปกอดจีอู๋ซวงแน่น ตรวจดูนางอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าไม่มีปัญหา จู่ๆก็เปลี่ยนสีหน้าแล้วตีก้นนางเบาๆ
“ป้าบ”
การตีก้นครั้งนี้ ไม่เพียงทำให้จีอู๋ซวงตกตะลึง แม้แต่เหลียนซิงก็ยังงงงวยเช่นกัน
ศิษย์เอ๋ย นี่คือบรรพบุรุษตัวน้อยของเราเลยนะ
เจ้าจะลงมือเช่นนี้ได้อย่างไร?
จีอู๋ซวงแม้ชาติก่อนจะมีชีวิตไม่ยืนยาว แต่พลังของนางน่าสะพรึงกลัวนัก จึงไม่เคยมีผู้ใดกล้าไม่เคารพนาง
อย่าว่าแต่ตีก้นเลย แม้แต่ปลายนิ้วก็ยังแตะไม่ถึง
ในสุสานเทพเจ้าบรรดาอาจารย์ต่างทะนุถนอมนางดั่งไข่มุกล้ำค่า ไม่เคยกล่าวคำหนักแม้แต่คำเดียว ยิ่งไปกว่านั้นนางไปไหนพวกเขาก็ตามไปที่นั่น ไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว
นางอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดก้นตัวเองเบาๆ มองฮวาฟ้านอินด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ฮวาฟ้านอินเห็นสายตากวางน้อยของนางก็รู้สึกใจอ่อน แต่ก็ยังคงแข็งใจถามว่า “เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทำผิด?”
“ข้า... ทำผิดหรือ?”
“แน่นอน! หากเจ้าต้องการอยู่ในแนวอาคมเพื่อศึกษาอะไรสักอย่าง ก็ควรออกมาบอกคนในครอบครัวสักคำ เจ้าไม่รู้หรือว่าอาจารย์กับข้ากังวลจนผมร่วงไปเท่าไหร่ในช่วงหลายวันนี้? เจ้ายังเป็นเพียงเด็ก ไม่ใช่ว่าไม่ให้เจ้าทำในสิ่งที่ต้องการ แต่เจ้าควรบอกกล่าวก่อน”
หากเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น ฮวาฟ้านอินคงไม่กังวลถึงเพียงนี้
แต่จีอู๋ซวงไม่สามารถฝึกวิชาได้ อีกทั้งยังหายตัวไปที่ยอดเขาจื่อหลิน
ยอดเขาจื่อหลินนั้น ใครๆก็รู้ว่าหญิงสาวใจร้ายผู้นั้นเกลียดชังจีอู๋ซวงน้อยของข้าเพียงใด
หากนางทำอะไรไม่ดี ข้าจะถลกหนังนางเสียเอง!
เห็นได้ชัดว่าดวงตางามของฮวาฟ้านอินกำลังจะพ่นไฟ จีอู๋ซวงจึงพูดอย่างรู้สึกผิดว่า “ศิษย์พี่... ข้าขอโทษ แต่ก่อนหน้านี้ ข้าไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน”
ฮวาฟ้านอินคิดว่าจีอู๋ซวงหมายถึงไม่เคยหายตัวไปหลายวัน แต่แล้วก็ได้ยินจีอู๋ซวงพูดว่า “แต่ก่อนไม่ว่าข้าจะไปที่ไหน ทำอะไร ก็ไม่เคยมีใครเป็นห่วงหรือกังวล ดังนั้นข้าจึงไม่รู้ว่าต้องบอกกล่าวพวกเจ้า ข้าขอโทษ”
พูดง่ายๆคือ...
จีอู๋ซวงไม่เคยมี ‘ครอบครัว’ ที่มีชีวิต อ้อ อาจารย์ทั้งหลายเป็น ‘ผี’ ไม่นับเป็น ‘คนเป็น’
ฮวาฟ้านอินงุนงง ความรู้สึกเสียใจพลันท่วมท้นหัวใจ นางรีบย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง ดวงตาแดงเรื่อมองจีอู๋ซวง
“ข้า... ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะตำหนิเจ้า ขอโทษ ข้าไม่รู้... จีอู๋ซวงน้อยจะยกโทษให้ศิษย์พี่ได้หรือไม่?”
จีอู๋ซวงสัมผัสได้ถึงความห่วงใยอันจริงใจของผู้ที่อยู่ตรงหน้า
อารมณ์เช่นนี้แม้จะแปลกประหลาด แต่นางก็มิได้รังเกียจ
นางหัวเราะเบาๆ พลางบีบมือของศิษย์พี่หญิงตรงหน้าแล้วกล่าวว่า “ดี ข้าเคยคิดจะส่งเสียงถึงพวกท่าน แต่ข้าไม่มีพลังวิญญาณ จึงใช้ตราส่งเสียงไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร ข้าจะปรับปรุงตราส่งเสียงเล็กน้อย แล้วให้ไป๋เย่และเฟิ่งเลี่ยนส่งแทนข้าในภายหลัง”
“ไป๋เย่ เฟิ่งเลี่ยน?”
“อืม”
จีอู๋ซวง ก้มลงอุ้มแมวดำตัวเล็กและไก่ไฟตัวน้อยขึ้นมา แล้วแสดงให้ฮวาฟ้านอิน ดู
พลังของแมวดำตัวเล็กฮวาฟ้านอินมองไม่ออก แต่ไก่น่าเกลียดตัวนี้... กลับเป็นสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำ!?
ฮวาฟ้านอินเองก็มีพลังขั้นแก่นปราณทองคำ แต่ไก่ไฟตัวน้อยยังมีความกดดันของสัตว์เทพ ซึ่งกดทับจิตใจคนโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นเมื่อฮวาฟ้านอินเผชิญหน้ากับไก่ไฟตัวน้อยนี้ จึงอดรู้สึกเกรงกลัวไม่ได้
“อู๋ซวงน้อย นี่เป็นสัตว์วิเศษของเจ้าหรือ?”
“อืม”
“แต่เจ้า...”
แต่จีอู๋ซวงไม่มีพลังวิเศษ เจ้าจะฝึกสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำได้อย่างไรกัน?
“ศิษย์พี่อย่ากังวลไปเลย ข้าได้ทำสัญญาเท่าเทียมกับเฟิ่งเลี่ยนแล้ว ดังนั้นมันจะไม่ทำร้ายข้า”
พอได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนรวมทั้งเหลียนซิงต่างก็งุนงงไปตามๆกัน
ไม่ถูกต้อง!
เจ้ารอก่อน!
เจ้าเป็นเพียงคนธรรมดา ทำอย่างไรถึงทำให้สัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำยอมทำสัญญาเท่าเทียมกับเจ้าได้?!
ใบหน้างดงามของฮวาฟ้านอินปรากฏความประหลาดใจ นางรีบพูดว่า “อู๋ซวงน้อย เจ้าทำได้อย่างไร? บอกพี่สาวสิ! พี่สาวจะซื้อของอร่อยให้เจ้า!”
ฮวาฟ้านอินอยากได้สัตว์วิเศษระดับ4มาตลอด แต่สัตว์ตัวน้อยนั้นหยิ่งผยองมาก มันบอกว่าฮวาฟ้านอินอ่อนแอกว่ามัน ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ยอมทำสัญญากับฮวาฟ้านอิน
ศิษย์น้องคนเล็กของตนเป็นเพียงคนธรรมดายังสามารถทำสัญญากับสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำได้!
ต้องมีวิธีลับแน่นอน!
เหลียนซิง จ้านฝาน เฉินชิ่งเซียน และเหยาชาง แม้จะทำสีหน้าไม่สนใจแต่ทุกคนต่างแอบหูตั้ง ลอบฟังอย่างตั้งใจ อยากรู้ว่าจีอู๋ซวงมีวิธีลับอะไรกันแน่
แต่จีอู๋ซวงเพียงแค่เอียงศีรษะ แล้วพูดอย่างงุนงงว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน มันอยากทำสัญญากับข้าเอง ถ้าไม่เชื่อก็ถามมันสิ”
เฟิ่งเลี่ยนพยักหน้าหงึกๆ จากนั้นก็เอาหน้าถูไถจีอู๋ซวงอย่างสนิทสนมเหมือนเคย แสดงให้เห็นว่าไม่ผิดหรอก นี่แหละสัตว์วิเศษที่ยอมตามติดเอง!
ทุกคน “...”
.......
แต่ว่า...
พวกเขารู้สึกอิจฉามากจริงๆ!
ทำไมไม่มีสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำมาสนใจพวกเขา แล้วอยากทำสัญญาด้วยบ้างล่ะ?!
บทที่ 42: น้ำพุวิเศษนั้นอยู่ในมือของโม่หลานอี!
จีอู๋ซวงชอบศิษย์พี่หญิงร่วมสำนักที่จริงใจตรงหน้า แม้ว่านางจะถูกตีก้น แต่นางก็ยังถามศิษย์พี่หญิงออกไปว่า “ศิษย์พี่มีสัตว์วิเศษที่ชอบไหม?”
“อืม ฮ่าๆๆ แต่ช่างเถอะ นั่นเป็นสัตว์วิเศษขั้นปราณก่อนกำเนิดน่ะ”
“ครั้งหน้าพวกเราไปดูด้วยกันไหม?”
“หา?”
จีอู๋ซวงอุ้มแมวดำตัวน้อยส่งให้ฮวาฟ้านอิน แล้วพูดว่า “ไป๋เย่เก่งมากนะ พวกสัตว์วิเศษล้วนเชื่อฟังมัน บางทีถ้าไป๋เย่ไปพูดจาโน้มน้าว สัตว์วิเศษนั้นอาจจะยอมฟังก็ได้?”
“เหมียว~”
ไป๋เย่พยักหน้าอย่างแน่วแน่ ส่งเสียงออดอ้อนตอบรับ ทำเอาฮวาฟ้านอินหัวเราะด้วยความยินดี
สมกับเป็นสัตว์เลี้ยงของศิษย์น้องร่วมสำนัก ชอบออดอ้อนเหมือนศิษย์ร่วมสำนักเลย
“ดีจ้ะ ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณศิษย์น้องและไป๋เย่มากนะ”
ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นนอกจากเหยาชาง ต่างก็หัวเราะออกมา รู้สึกว่าภาพนี้ช่างอบอุ่นและน่ารัก
เหยาชาง “......”
เหยาชางคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจที่จะเก็บความลับที่ว่าเจ้าแมวน้อยนั่นคือไป๋เจ๋อเอาไว้
เหลียนซิง.กระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เอาละ อู๋ซวงน้อย สถานการณ์ข้างในเป็นอย่างไรบ้าง”
จีอู๋ซวงยังคงต้องการที่จะยืนยันเรื่องความเป็นเจ้าของน้ำพุวิเศษจึงกล่าวว่า “ท่านประมุข ในสำนักของพวกเรามีบ่อน้ำพุวิเศษหรือไม่ ถ้ามีบ่อน้ำพุวิเศษ ข้าอยากขอใช้สักหน่อยให้กับเมล็ดพันธุ์ บางทีอาจช่วยให้มันงอกได้”
เหลียนซิงยิ้มแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้พวกเราก็คิดเหมือนกัน แม้ในสำนักจะไม่มีบ่อน้ำพุวิเศษ แต่มีน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษ เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษนำออกมาจากดินแดนลี้ลับเมื่อนานมาแล้ว ใช้สำหรับบำรุงเลี้ยงพืชวิเศษในสำนักโดยเฉพาะ ข้าได้เตรียมมาให้เจ้าบ้างแล้ว”
เหลียนซิงส่งขวดหยกให้จีอู๋ซวงลองเปิดดู แต่อู๋ซวงพบว่าตนเองเปิดไม่ออก
จึงส่งให้แมวดำน้อยแทน
แมวดำน้อยนั่งลงบนพื้น ใช้อุ้งเท้าเกาขวดหยก แล้วคาบฝาเปิดขวดออก กลิ่นหอมสดชื่นโชยออกมา ทำให้รู้สึกสบายใจ
“เป็นอันนี้ใช่ไหม ไป๋เย่”
ไป๋เย่เลียอุ้งเท้าแล้วกล่าวว่า [ไม่ใช่หรอก กลิ่นอายของน้ำพุวิเศษที่ข้ารู้สึกได้ในวันนั้นมันสูงส่งกว่านี้ แต่สิ่งนี้ก็มีประโยชน์ต่อผลไม้แห่งสวรรค์เช่นกัน]
จีอู๋ซวงยืนยันแล้วว่าโม่หลานอีมีน้ำพุวิเศษคุณภาพสูงอยู่ในมือ
“ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนัก”
“ฮ่าๆๆ เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
จีอู๋ซวงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆก็มีเสียง “โครกคราก โครกคราก” ดังมาจากท้องของนาง เสียงนั้นดังมาก
ทุกคน “???”
“พรวดฮ่าๆๆ !” จ้านฝานหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “เสี่ยวอู๋ซวงของพวกเราหิวแล้วสินะ?”
จินฝูสี่ก็หัวเราะเช่นกัน “วางใจเถิด ข้าสั่งให้คนเตรียมอาหารวิเศษไว้แล้ว”
จีอู๋ซวงไม่เคยรู้สึกอับอายขายหน้าเช่นนี้มาก่อน แต่โชคดีที่นางหน้าหนา “ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านผู้ดูแลจินและท่านจ้านมาก”
จ้านฝานโบกมือใหญ่ “ไปๆๆ ไปกินข้าวกันเถอะ!”
เหยาชางแต่เดิมไม่ได้คิดจะตามมาด้วย แต่กลับถูกอำนาจลึกลับพาให้มาถึง ยอดเขาหงฝูพร้อมกัน และยังต้องตกตะลึงกับงานเลี้ยงหรูหราตรงหน้า
เหยาชาง “...”
พวกเขาเป็นสำนักเดียวกันจริงๆหรือ? ทำไมมีแต่ฝั่งของพวกเขาที่ยากจนเช่นนี้!
ช่างไม่ยุติธรรมเลย!
ไม่ได้ ข้าต้องกินให้มากกว่านี้!
จีอู๋ซวงเชิญทุกคนนั่งลง ร่วมรับประทานอาหารฉลองการกลับมาพบกันอย่างสนุกสนาน หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว นางก็เข้านอนหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืน
เมื่อจีอู๋ซวงตื่นขึ้นมา นางก็พบว่ามีร่างสองร่างยืนอยู่นอกหน้าต่างของตน
นางขยี้ตาแล้วเปิดหน้าต่าง พลางหาวพร้อมกับถามว่า “ใครกัน?”
ร่างทั้งสองหันกลับมาพร้อมกัน แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนใบหน้าหล่อเหลาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสองใบหน้านี้ ต้องบอกว่าช่างเป็นภาพที่รื่นรมย์จริงๆ
“ศิษย์น้องเล็ก”
“ศิษย์น้องน้อย”
สองคนโค้งคำนับพร้อมกัน นั่นคือเหลียนหยวนและลู่สิงโจว
จีอู๋ซวงเอามือเท้าคางพลางพินิจพิจารณาลักษณะของทั้งสอง นางพบว่าวาสนาระหว่างคิ้วของพวกเขาจางลงอีก โดยเฉพาะของเหลียนหยวน
ไม่ต้องคิดเลย สองคนนี้ต้องไปติดต่อกับโม่หลานอีอีกแน่นอน
จีอู๋ซวงครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจ
ในสำนักอวิ๋นหลาน ไม่ใช่แค่สองคนนี้ที่มีวาสนา หากพูดถึงวาสนาแล้วเหล่าผู้นำยอดเขาและผู้อาวุโสทั้งหลายไม่ได้มีวาสนาที่แข็งแกร่งกว่าหรอกหรือ?
เหตุใดโม่หลานอีจึงจ้องจะเอาแต่คนโง่สองนี้เล่า?
เว้นแต่ว่า...
เว้นแต่ว่านางสามารถขโมยพลังชะตาได้จากคนโง่สองนี้เท่านั้น
“ศิษย์น้อง?”
“ศิษย์น้องน้อย?”
เสียงเรียกของทั้งสองคนขัดจังหวะความคิดของจีอู๋ซวง เมื่อนางกลับมาสู่สติก็พบว่าชายหนุ่มหน้าตาดีทั้งสองต่างมีสีหน้าแดงก่ำ
นางเอียงศีรษะถามว่า “พวกเจ้าเป็นอะไรไป?”
ลู่สิงโจวก้มหน้าไอเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องน้อย เจ้าต้องการชำระร่างกายก่อนหรือไม่?”
จีอู๋ซวงเพิ่งสังเกตเห็นว่าตนเองยังสวมเสื้อชั้นในอยู่
แต่ตอนนี้นางก็เป็นเพียงเด็กอายุสิบสองปี หน้าอกราบเรียบ ไม่มีอะไรให้ดูเลย ทำไมชายหนุ่มสองคนนี้ถึงได้หน้าแดงกันนะ?
“โอ้ งั้นพวกท่านรอข้าสักครู่”
นางไหนเลยจะรู้ว่า บนใบหน้าของตนยังมีร่องรอยการนอนติดอยู่ ทั้งร่างดูนุ่มนิ่มและอ่อนโยน ดวงตาคู่งามที่ปกติเย็นชากลับดูเลือนรางและชุ่มชื้น ราวกับตุ๊กตาเซรามิกที่งดงามยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น นางก็ไม่ได้หลบเลี่ยง กลับจ้องมองพวกเขาทั้งสองตรงๆ ทั้งสองจึงถูกมองจนรู้สึกเขินอายไปเอง
เมื่อจีอู๋ซวงอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ นางก็กลับมาเป็นเด็กน้อยที่เย็นชาและงดงามดั่งหยกแกะสลักอีกครั้ง
นางกล่าวเชิญให้ทั้งสองนั่งลงร่วมโต๊ะอาหาร ทั้งสองคิดครู่หนึ่งแล้วไม่ปฏิเสธ
ภารกิจที่อาจารย์และประมุขยอดเขามอบหมายให้พวกเขาคือ ให้เชื่อฟังศิษย์น้องคนเล็กทุกอย่าง
แม้พวกเขาไม่รู้ว่าเหตุใดอาจารย์และผู้นำยอดเขาทั้งหลายให้ความสำคัญกับศิษย์น้องคนเล็กเช่นนี้ แต่เมื่อผู้อาวุโสมีคำสั่ง พวกเขาก็ต้องเชื่อฟัง
หลังจากอิ่มหนำสำราญ เหลียนหยวนประคองถุงวิเศษที่ผู้นำยอดเขาของตนเตรียมไว้ด้วยสองมือ แล้วหยิบของออกมาทีละชิ้น
ลู่สิงโจวก็เช่นกัน เขาได้รับคำสั่งให้หยิบของออกจากถุงวิเศษ
แต่เมื่อทั้งสองมองเห็นชัดว่าสิ่งที่ตนหยิบออกมาคืออะไร ต่างก็ตะลึงงัน
นี่มัน...
ที่หยิบออกมานั้นกลับเป็นตำราที่หายากของยอดเขา?!
และยังเป็นฉบับคัดลอกที่พิมพ์ลงบนกระดาษ!
เห็นได้ชัดว่าทำขึ้นเพื่อให้จีอู๋ซวงที่ไม่มีพลังวิเศษอ่านได้สะดวก!
“แม้แต่หนังสือเพียงเล่มเดียวที่หลุดออกไปจากที่นี่ก็จะทำให้ผู้คนในโลกแย่งชิงกันเป็นการใหญ่”
“ทำไมถึงมอบให้จีอู๋ซวงทั้งหมดเล่า?!”
เมื่อมองดูจีอู๋ซวงอีกครั้ง ไม่มีท่าทีตื่นเต้นดีใจแม้แต่น้อย เขาพลิกดูไปพลางถามว่า “มีเพียงเท่านี้หรือ?”
เหลียนหยวนกับลู่สิงโจวสบตากันแล้วตอบว่า “ในถุงวิเศษไม่มีอะไรอีกแล้ว”
“ดี ข้ารู้แล้ว พวกท่านกลับมาเอาตอนบ่ายก็แล้วกัน”
“แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?”
“แต่ว่าท่านอาจารย์และท่านผู้นำยอดเขาสั่งให้พวกข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้า ดูว่ามีอะไรที่พวกข้าจะช่วยได้บ้างหรือไม่”
“อย่างนั้นหรือ?”
จีอู๋ซวงหยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วเรียกแมวดำตัวน้อยกับไก่ไฟตัวน้อยมา แล้วยื่นให้พวกเขาคนละตัว
“เอาละ วันนี้ภารกิจของพวกท่านก็คือพาพวกเขาไปเล่นได้ เช่นนั้นออกไปเล่นกันเถิด”
สองคนนั้น “???”
บทที่ 43: มีสัตว์ปลอมตัวเป็นไป๋เจ๋อ?!
หลังจากที่ทั้งสองถูกจีอู๋ซวงไล่ออกมา พวกเขายังคงรู้สึกงุนงง แต่การเข้าไปรบกวนอีกครั้งดูเหมือนจะไม่สมควรนัก
เหลียนหยวนถาม “พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดี?”
ลู่สิงโจว ตอบ “เอ่อ... เช่นนั้น พาพวกมันไปเล่นดีไหม?”
เหลียนหยวนเบ้ปาก “สัตว์น้อยสองตัวนี้ต้องพาไปเล่นอะไรด้วย”
ลู่สิงโจว “แต่ศิษย์น้องบอกให้พวกเราพาพวกมันไปนี่”
เหลียนหยวนจำใจอุ้มสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆสีดำสองตัว เตรียมพาไปเดินเล่นที่สวนสัตว์วิเศษ
สวนสัตว์วิเศษเป็นสนามฝึกสัตว์วิเศษภายใต้การดูแลของ ยอดเขาโฉ่วเฉิน เป็นสถานที่สำหรับให้สัตว์วิเศษระดับฝึกลมปราณและสร้างรากฐานได้วิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน เพราะการถูกขังอยู่ในถุงเก็บสัตว์วิเศษนานๆอาจทำให้ป่วยได้
พูดง่ายๆก็คือสถานรับเลี้ยงเด็กสำหรับสัตว์วิเศษนั่นเอง
ลู่สิงโจวคิดจะเก็บสัตว์ตัวน้อยทั้งสองเข้าไปในถุงเก็บสัตว์วิเศษ แต่ถูกไป๋เย่ตบด้วยอุ้งเท้าหนึ่งทีพร้อมกับกลอกตาใส่แล้วหันก้นให้เขา
ลู่สิงโจว “......”
“ก็ได้”
ลู่สิงโจวได้แต่แบกเจ้าไป๋เย่ไว้บนบ่า
ส่วนเจ้าเฟิ่งเลี่ยนก็กระพือปีกบินไปเกาะบนศีรษะของเหลียนหยวน เหลียนหยวนอยากจะไล่มัน แต่ก็เกรงว่าจะทำให้มันบาดเจ็บจึงได้แต่ปล่อยไว้อย่างนั้น
สองคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ศิษย์ใหม่ คนหนึ่งมีแมวเกาะบนบ่า อีกคนมีไก่ป่าเกาะบนหัวเดินทางมาถึงสวนสัตว์วิเศษนี้
สวนสัตว์วิเศษก็มีการแบ่งตามระดับพลัง สัตว์วิเศษระดับฝึกลมปราณอยู่ลานหนึ่ง สัตว์วิเศษระดับสร้างฐานอยู่อีกที่หนึ่ง
จีอู๋ซวงเองเป็นผู้ไร้พลังลู่สิงโจวและเหลียนหยวนจึงคิดว่าสัตว์วิเศษของนางก็คงไม่ต่างกัน จึงพามาที่ลานสัตว์วิเศษระดับฝึกลมปราณ
ศิษย์พี่ที่ดูแลสวนสัตว์วิเศษถึงกับตาค้าง ตัวเขาเองอยู่ขั้นแก่นปราณทองคำจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำที่ตัวเฟิ่งเลี่ยน
“น้องศิษย์ทั้งสอง พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?”
พาสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำมายังลานสัตว์วิเศษระดับฝึกลมปราณงั้นรึ?!
นี่มาเพื่อยึดครองสถานรับเลี้ยงเด็กหรือ?
เหลียนหยวนกระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องคนเล็กต้องปิดด่านสักระยะ จึงให้พวกข้าพาสัตว์วิเศษของนางออกมาเดินเล่น”
เมื่อคำว่าศิษย์น้องคนเล็กหลุดออกมา ศิษย์พี่ทั้งหลายก็เข้าใจในทันที
ต้องเป็นศิษย์น้องคนเล็กของทั้งสำนัก อัจฉริยะระดับสุดยอดที่ยังไม่เข้าสู่ขั้นฝึกลมปราณ นั่นก็คือจีอู๋ซวง!
สำนักช่างรักใคร่นางเหลือเกิน ถึงขนาดมอบสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำให้นางเล่น
พี่ชายคนนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้นก็เข้ามาเถิด เพียงแต่พวกเจ้าต้องดูแลพวกมันให้ดี อย่าให้พวกมันรังแกสัตว์วิเศษตัวอื่นเชียวนะ”
“ได้ วางใจได้”
“วางใจได้”
“อืม”
เสี่ยวไป๋เย่และเสี่ยวเฟิ่งเลี่ยนเข้าสู่ลานกว้าง ราวกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าสู่โรงเรียนอนุบาล ช่างอาละวาดเสียนี่กระไร ทั้งแย่งผลไม้ของสัตว์วิเศษฝั่งนี้ แล้วยังแย่งเนื้อแห้งของสัตว์วิเศษฝั่งโน้น...
สัตว์วิเศษระดับฝึกลมปราณพากันตัวสั่นงันงก ต่างหดหัวเหมือนเต่ากันทุกตัว
พี่ชายที่ดูแลสวนสัตว์วิเศษยังรู้สึกสงสัยอยู่เลย ว่าทำไมวันนี้พวกสัตว์วิเศษถึงเงียบเป็นพิเศษ
หลังจากที่แมวตัวหนึ่งกับไก่ตัวหนึ่งเก็บบรรดา ‘เครื่องบรรณาการ’ จากพวกเล็กจ้อยที่นี่เสร็จแล้ว ก็บินชูก้นไปยังฝั่งของสัตว์วิเศษขั้นสร้างรากฐาน
แต่พอลงไปในกลุ่มนั้น ก็พบว่าฝั่งสัตว์วิเศษขั้นสร้างรากฐานดูเหมือนจะมีหัวหน้าอยู่แล้ว
มันเป็นสัตว์วิเศษตัวสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัว บนหัวมีเขาเดี่ยว ข้างหลังมีปีกคู่ ดูราวกับม้าสวรรค์
มันยืนอย่างสง่างามอยู่กลางวงของสัตว์วิเศษขั้นสร้างรากฐาน ขณะที่มันกระพือปีกไปมา ขนนกสีขาวบริสุทธิ์ส่องประกายเจ็ดสีเหมือนแก้วคริสตัลใต้แสง ทั่วร่างยังมีรัศมีศักดิ์สิทธิ์พลิ้วไหวตามสายลม...
ประกายระยิบระยับ
ราวกับทางช้างเผือกไหลริน
ช่างงดงามตระการตา!
แล้วลองมองดูไป๋เย่ตัวเล็กๆสีดำหม่นๆ กับเฟิ่งเลี่ยนที่ดูเหมือนไก่ขนยุ่งสิ
เสี่ยวไป๋เย่ “...”
เสี่ยวเฟิ่งเลี่ยน “...”
ม้าสวรรค์กรอกดวงตาไปมา มองดูน้องใหม่ทั้งสองอย่างเรียบเฉย แล้วส่งเสียงร้องเบาๆ ก่อนจะเอ่ยวาจาออกมาว่า [พวกเจ้าอยากเข้าร่วมกับพวกข้าด้วยหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามาเถิด]
เสี่ยวไป๋เย่สังเกตเห็นว่า ม้าสวรรค์ตัวนี้มีพลังเพียงขั้นสร้างรากฐานสูงสุดเท่านั้น แต่กลับสามารถพูดภาษามนุษย์ได้
มันต้องมีสายเลือดที่บริสุทธิ์มาก หรือไม่ก็เคยกินสมุนไพรวิเศษที่ช่วยให้พูดได้
เสี่ยวไป๋เย่ไม่คิดว่าสิ่งมีชีวิตที่ตนเองยังมองไม่ออกว่ามีต้นแบบมาจากอะไร จะมีสายเลือดบริสุทธิ์ขนาดนั้น มันน่าจะเคยกินอะไรบางอย่างมากกว่า
แต่เสี่ยวไป๋เย่ยังไม่ทันปฏิเสธ พรรคพวกของม้าตัวนี้ก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาเสียก่อน
“โฮก!”
“โฮ่ง!”
“เจี๊ยก เจี๊ยก เจี๊ยก!”
แม้เสียงร้องจะหลากหลาย แต่ไป๋เย่สามารถเข้าใจความหมายของพวกมันได้
พวกมันกำลังบอกว่าพวกเราน่าเกลียด ให้พวกเราไสหัวไป บอกว่าพวกเราไม่มีคุณสมบัติพอที่จะอยู่ข้างกาย ‘ท่านไป๋’
ม้าสวรรค์นั้นพยายามเกลี้ยกล่อมเบาๆ แต่สำหรับฝูงสัตว์ที่โมโหแล้ว คำเกลี้ยกล่อมนี้กลับเป็นเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ
เสี่ยวไป๋เย่โกรธจนหนวดแมวของมันชี้ตั้ง เฟิ่งเลี่ยนรีบถามว่าพวกมันพูดอะไร
พวกมันด่าว่าพวกเราน่าเกลียด!
ดวงตาของเฟิ่งเลี่ยนเบิกกว้าง
พวกมันรู้อะไร! เสี่ยวอู๋ซวงบอกว่าลวดลายของข้าเหมือนเปลวไฟ! เปลวไฟคือสิ่งที่สวยงามที่สุด!
พูดจบเฟิ่งเลี่ยนก็ไม่อดทนอีกต่อไป จู่ๆมันกางปีกบินสูง แสดงพลังของสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำ
ถูกต้อง เฟิ่งเลี่ยนได้ซัดฟาดใส่สัตว์วิเศษทั้งหมดในสวนอย่างยับเยิน
โดยเฉพาะม้านั่นที่ชื่อว่าไป๋ ม้าตัวที่พูดภาษามนุษย์ได้ มันจงใจจิกขนบนหัวของม้านั่นจนล้านเกลี้ยง เพื่อให้มันเลิกดูถูกพวกเขา
ไป๋เย่ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ปากของมันหุบไม่ลงเลย
โอ้โห! เจ้าเด็กโง่นี่ดุร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ!?
เมื่อข่าวความวุ่นวายในสวนสัตว์วิเศษแพร่ออกไป ผู้คนรีบเร่งมาดู ทุกคนต่างงุนงงกับสภาพที่เห็น บ้างก็รีบเรียกคน บ้างก็รีบตามหาเจ้าของ
ในที่สุด...
ผู้นำยอดเขาสัตว์เทพ หลิวหรูไถ ก็มาถึง เมื่อพบว่าม้าสวรรค์เขาเดียวถูกทำร้ายจนสภาพย่ำแย่ เขาก็โกรธจัดจนแทบระเบิด
เขาด่าทอลู่สิงโจวและเหลียนหยวน สองคนที่พาไป๋เย่และเฟิ่งเลี่ยนมายังสวนจนน้ำลายกระเด็น และยังจะเรียกหา ‘ผู้ปกครอง’ ของพวกเขาอีก
ทั้งสองคน “...”
ทั้งสองอยากจะเอามือปิดหน้าไว้ แต่ก็ต้องไปเชิญอาจารย์ของตนมาช่วย
อาจารย์ของเหลียนหยวน คือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งยอดเขาต้าวอี หวงหลงเต้าเหริน มู่จือฉี
ส่วนอาจารย์ของลู่สิงโจวคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งยอดเขาเทียนเหิน อวีเจี้ยนเต้าเหริน เหยาชาง
มู่จื่อฉีและเหยาชาง ไม่เคยถูกคนจ้องมองด้วยสายตาเช่นนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนผู้นั้นเป็นผู้นำยอดเขาที่มีวรยุทธ์ด้อยกว่าพวกเขา
แต่ใครจะไปโทษเขาได้ ในเมื่อศิษย์ของพวกเขาเป็นคนก่อเรื่อง?
พวกเขาจึงต้องจำใจยอมรับ
และตัดสินใจว่าจะกลับไปลงโทษศิษย์เพื่อระบายความโกรธ
โชคดีที่หลิวหรูไถยังมีสติอยู่บ้าง หลังจากด่าไปสองสามประโยคเขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงและเริ่มแสร้งทำเป็นน่าสงสาร “ท่านผู้อาวุโสทั้งสอง ไม่ใช่ว่าข้าไม่ให้เกียรติ แต่ท่านทั้งสองรู้หรือไม่ว่าม้าสวรรค์เขาเดียวตัวนี้เป็นใคร?”
“ใครหรือ?”
หลิวหรูไถยกมือขึ้นสั่งให้คนอื่นๆออกไป เหลือเพียงท่านผู้อาวุโสทั้งสองและม้าสวรรค์เขาเดียว จากนั้นเขาก็ตั้งค่ายกลป้องกัน แล้วจึงลดเสียงลงแล้วพูดว่า “ไป๋ เจ้าแนะนำตัวเองหน่อยสิ”
ม้าสวรรค์เขาเดียวกางปีกออก แต่ครั้งนี้ขนของมันดูบางลงไม่สวยงามเลย มันไอออกมาสองสามครั้ง ในตอนนี้มันช่างไม่มีความงดงามเลยแม้แต่น้อย
มันเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยปากว่า “ข้าคือ ไป๋เจ๋อ”
หลิวหรูไถตื่นเต้นจนใบหน้าเปล่งประกาย “ท่านผู้อาวุโสทั้งสองได้ยินหรือไม่? นี่คือไป๋เจ๋อ! สัตว์เทพไป๋เจ๋อ!”
เหยาชางไม่ได้พูดอะไรแต่มู่จื่อฉีก็อุทานออกมาแล้วว่า “จริงหรือ?”
หลิวหรูไถรีบกล่าวว่า “แน่นอน! ไป๋เจ๋อเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แห่งความเป็นมงคลที่รู้เรื่องราวบนสวรรค์และใต้พิภพ! อีกทั้งข้าได้ยินมาว่าไป๋เจ๋อสามารถเข้าใจภาษาของสัตว์นานาชนิด ทำให้สรรพสัตว์ตื่นตระหนกและยอมจำนน สรรพสัตว์ยังได้รับพรจากไป๋เจ๋ออีกด้วย! หากไม่เป็นเช่นนั้น เหล่าสัตว์วิเศษในสวนนี้จะยอมรับมันได้อย่างไรเล่า?”
เหยาชางกล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไม่อาจบอกได้ว่ายิ้มหรือไม่ “โอ้ ไม่ทราบว่าท่านพบไป๋เจ๋อนี้ได้จากที่ใดกัน?”
หลิวหรูไถกล่าว “พูดไปก็นับว่าโชคดีอย่างยิ่ง พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าไป๋เจ๋อนี้เป็นสัตว์คู่สัญญาของผู้ใด?”
“ผู้ใดงั้นหรือ?”
“ก็โม่หลานอีแห่งยอดเขาจื่อหลินนั่นเอง! วันนั้นข้าได้รู้ความจริงนี้โดยบังเอิญ จึงขอให้โม่หลานอี อนุญาตให้ไป๋เจ๋อมาที่สวนสัตว์วิเศษนี้ เพื่อช่วยปลุกพลังให้แก่เหล่าสัตว์วิเศษ ดูสิ พวกสัตว์วิเศษในสวนของพวกเราฉลาดขึ้นไม่น้อยเลยใช่ไหม?”
เหยาชาง “ฮ่ะๆ...”
บทที่ 44: ศิษย์พี่ใจกว้างเช่นนี้ คงจะให้อภัยข้าได้กระมัง
หลิวหรูไถไม่ทันได้ยินความนัยลึกซึ้งในเสียงหัวเราะของเหยาชาง ยังคงดีใจกับสายตาอันแหลมคมของตนอยู่
เหยาชางกล่าวอย่างไม่แสดงอาการใดๆ “เมื่อม้าตัวนี้ถูกสัตว์วิเศษที่ศิษย์ของพวกเราพามาทำร้าย เรื่องนี้พวกเราจะรับผิดชอบเอง ขอให้ท่านผู้นำยอดเขาหลิวไปเชิญเจ้าของม้ามาสักหน่อย พวกเราจะได้พูดคุยกันต่อไป”
“ดีๆ ดีมาก”
เมื่อได้ยินว่าเหยาชางยินดีชดใช้ หลิวหรูไถก็โล่ง.อกไปด้วย
มิเช่นนั้นเขาก็ไม่รู้จะหน้าด้านขอยืมไป๋เจ๋อจากโม่หลานอีต่อไปอย่างไร
ในขณะที่หลิวหรูไถไปเรียกคน เหยาชางก็เรียกลู่สิงโจวเข้ามา มองเขาเบาๆ อีกฝ่ายก้มหน้าทำตัวเหมือนนกกระทาแล้ว ทันใดนั้นก็ได้ยินอาจารย์ของตนพูดว่า “เรื่องนี้เจ้าทำได้ไม่เลว ไปเชิญเสี่ยวอู๋ซวงและท่านเจ้าสำนักมาที”
ลู่สิงโจว “???”
ไม่ใช่ เขาเห็นภาพหลอนไปหรือเปล่า?
ทำไมถึงได้รับคำชมด้วย?
อีกด้านหนึ่ง เหลียนหยวนช่างน่าสงสารเสียจริง ถูกอาจารย์ของตนไล่ตามตบท้ายทอยหลายครั้ง
มู่จื่อฉีแต่เดิมไม่เห็นด้วยที่จะให้เหลียนหยวนไปหาจีอู๋ซวงแต่เพราเฉินชิ่งเซียนร้องไห้โฮ กอดขาของเขาอ้อนวอนให้ปล่อยเหลียนหยวนไป เขาจึงยอมให้เหลียนหยวนไป
ไม่คิดว่าจะก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้
ไม่รู้ว่าโม่หลานอีผู้นั้นจะเรียกร้องมากมายเพียงใด
หลังจากสั่งสอนศิษย์จนพอใจ มู่จื่อฉีก็ไล่คนออกไปนอกสวนสัตว์วิเศษ เหลียนหยวนและลู่สิงโจวพบกัน เมื่อทราบว่าคนหนึ่งถูกตีแต่อีกคนกลับได้รับคำชม ทั้งสองคนต่างงุนงง
เหลียนหยวนโกรธจนแก้มพอง “ข้าไม่ยอม เหตุใดเจ้าจึงได้รับคำชม แต่ข้ากลับถูกตี?!”
ลู่สิงโจวยัดเยียดแมวดำน้อยและไก่ไฟน้อยให้เหลียนหยวน แล้วกล่าวว่า “...เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบ เจ้าดูแลพวกมันก่อน ข้าต้องไปเรียกคน ขอตัวก่อน”
เหลียนหยวน มือซ้ายถือแมวตัวหนึ่ง มือขวาถือไก่ตัวหนึ่ง ต้องทนรับสายตา ‘โกรธแค้น’ จากทุกทิศทาง
ช่วยไม่ได้เฟิ่งเลี่ยน มีเรื่องในสวนสัตว์วิเศษระดับฝึกลมปราณ เตะถีบสัตว์ในสวนสัตว์วิเศษระดับสร้างรากฐาน ได้สร้างความเกลียดชังจนเป็นที่รู้กันทั่ว ศิษย์หลายคนมาที่นี่เพื่อเอาคืนแทนสัตว์วิเศษของตน
เหลียนหยวน “...”
เขาสั่นเทาด้วยความกลัว ไม่กล้าขยับเขยื้อน
จีอู๋ซวงเพิ่งออกจากการปิดด่านก็ได้ยินเรื่องการสร้างความวุ่นวายของสัตว์วิเศษทั้งสองของตน นางถึงกับตะลึงงัน ปฏิกิริยาแรกคือการปฏิเสธ
“เป็นไปไม่ได้ สัตว์ทั้งสองของข้าเป็นเด็กดีมาก”
ในสายตาของจีอู๋ซวง สัตว์วิเศษทั้งสองของเขานอกจากจะกินจุหน่อยแล้ว ก็แทบไม่มีพลังในการโจมตีเลย
การต่อสู้ราวกับสัตว์ร้ายกาจอะไรนั่น เป็นไปไม่ได้
พวกเขาช่างว่านอนสอนง่ายและน่ารักเหลือเกิน
ลู่สิงโจว “...”
เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมสองตัวนั้นถึงได้หยิ่งผยองนัก ก็เพราะถูกศิษย์น้องตามใจนั่นเอง!!!
ลู่สิงโจวยกมือขึ้นลูบหน้าอย่างจนปัญญา “เช่นนั้น ข้าขอเชิญศิษย์น้องไปด้วยกันเถิด ท่านอาจารย์ก็จะไปด้วย”
“ได้สิ”
ข้าตอบรับทันที แล้วกลับไปห้องเพื่อหยิบตำราที่จัดการเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นตำราที่จัดไว้เรียบร้อย ลู่สิงโจวคิดว่าจีอู๋ซวงต้องการคืนให้พวกเขา จึงยื่นมือไปรับ แต่ถูกจีอู๋ซวงปฏิเสธ “ไม่ต้อง ข้าถือเองก็ได้”
“ดี”
เมื่อทั้งสองคนขี่นกกระเรียนขาวมาถึงยอดเขาหลักของยอดเขาโฉ่วเฉิน ทุกคนที่นัดหมายก็มาถึงกันหมดแล้ว แม้แต่โม่หลานอีก็อยู่ที่นั่น
เมื่อโม่หลานอีเห็นจีอู๋ซวง ก็ร้องออกมาโดยสัญชาตญาณ “ท่านปู่เซียน! ท่านปู่เซียน! ทำไมนางคนนี้ถึงมาที่นี่ด้วย?! นี่...นี่...นี่จะไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?”
เซียนเฒ่าเองก็ตกใจเช่นกัน ทำไมที่ไหนๆก็มีจีอู๋ซวงคนนี้กันนะ?!
นางรู้สึกไม่ดีในใจ แต่ภายนอกยังคงสงบนิ่ง เซียนเฒ่าพูดว่า [เจ้ากลัวอะไร ในโลกนี้ไม่มีใครเคยเห็นไป๋เจ๋อ ใครจะรู้ว่าสัตว์วิเศษของเจ้าเป็นของปลอม?]
[อีกอย่าง เจ้าก็ไม่ได้โกหก เพราะสัตว์วิเศษของเจ้ากลืนกินเลือดของไป๋เจ๋อ หากในโลกนี้ไม่มีไป๋เจ๋ออีกแล้ว มันก็คือไป๋เจ๋ออย่างไรก็ไม่ผิด]
วันนั้นเมื่อลงมาจากยอดเขาเทียนเหิน โม่หลานอีใจลอย จึงเดินผิดทางอย่างไม่รู้ตัว และก้าวเข้าไปในทางเดินประหลาด นางถูกส่งไปยังหุบเขาแปลกๆแห่งหนึ่ง
ในหุบเขานั้นรกร้างว่างเปล่า มีเพียงสระเลือดที่สะดุดตาเป็นพิเศษ
โม่หลานอีตกใจจนสะดุ้ง ไม่พูดพร่ำทำเพลงจะฉีกยันต์เคลื่อนย้ายเพื่อกลับสำนัก แต่ถูกเซียนเฒ่าห้ามไว้
เซียนเฒ่าบอกนางว่า น้ำในสระเลือดนั้นมีกลิ่นอายของสัตว์เทพ ดูเหมือนจะเป็นไป๋เจ๋อ
โม่หลานอีดีใจจนเนื้อเต้น กำลังจะเอาน้ำในสระมาเป็นของตน แต่พอนางแตะต้องน้ำในสระก็เจ็บปวดจนชักกระตุกไปทั้งร่าง
เซียนเฒ่าจึงบอกว่าพลังของเทพสัตว์นั้นมีเพียงเผ่าสัตว์เท่านั้นที่สามารถดูดซับได้
“แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า? หรือจะต้องปล่อยให้สูญเปล่า?”
[เจ้าไม่มีไข่วิญญาณสัตว์อยู่หรือ? ไป๋เจ๋อเป็นเทพสัตว์แห่งแสง ข้าดูแล้ว ไข่ใบนั้นก็เป็นธาตุแสงเช่นกัน เจ้าลองเอามันใส่ลงไปดูสิ!]
“ถูกของท่าน!”
โม่หลานอีนึกถึงตอนที่ทำสัญญาห้วงมิติ ในนั้นมีไข่ของสัตว์ธาตุแสงอยู่หนึ่งฟอง นางรีบนำไข่สัตว์ใส่ลงไปในสระเลือดทันที
จากนั้นม้าสวรรค์ก็ถือกำเนิดขึ้น!
ม้าสวรรค์ตัวนี้เป็นเชื้อสายของสัตว์เทพธาตุแสงอยู่แล้ว อีกทั้งยังได้ดูดซับเลือดของไป๋เจ๋อตั้งแต่แรกเกิด ดังนั้นความทรงจำของมันจึงสับสน และโดยธรรมชาติมันจึงคิดว่าตัวเองเป็นไป๋เจ๋อไปโดยปริยาย
โม่หลานอี จึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก
ใช่แล้ว พวกเขาไม่ได้โกหก
ในโลกนี้ไม่มีไป๋เจ๋อแล้ว ไป๋ของข้าก็คือไป๋เจ๋อที่ถูกต้อง
จีอู๋ซวงค้อมกายคำนับผู้คนทั้งหลายก่อน แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองโม่หลานอีพลางยิ้มอย่างลึกลับ “ศิษย์พี่หญิงโม่ เตรียมพร้อมรับคำท้าของข้าแล้วหรือ?”
โม่หลานอีสำลัก นางไม่เคยเห็นใครขี้งกเท่าจีอู๋ซวงมาก่อน ช่างเป็นคนที่คิดบัญชีทุกอย่างจริงๆ!
โม่หลานอีพูดอย่างเก้อเขิน “ระหว่างศิษย์ร่วมสำนัก ไม่ควรทำร้ายกันเช่นนี้...”
จีอู๋ซวงเยาะเย้ยเย็นชา “โอ้ เช่นนั้นท่านก็อนุญาตให้ตัวเองพูดจาเหลวไหล ใส่ร้ายข้า แต่ไม่ยอมให้ข้าแก้แค้นหรือ?”
โม่หลานอีสีหน้าแข็งค้าง “เอ่อ ข้าได้ขอโทษศิษย์น้องแล้ว ข้าเพียงแค่ไม่รู้ความจริง จึงเผยแพร่ข่าวลือผิดๆ เจ้า...เจ้าไม่สามารถใจกว้างให้อภัยข้าได้หรือ?”
จีอู๋ซวง “เจ้าขอโทษก็ขอโทษไป แต่ข้าไม่ยอมรับ”
โม่หลานอี มองไปรอบๆ ผู้คนที่อยู่รอบข้าง นางพยายามทำให้ดวงตาของตนแดงก่ำ
ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของผู้คนทั้งหลาย ราวกับว่าจีอู๋ซวงเป็นคนที่ไร้เหตุผลเสียเอง
จีอู๋ซวงหรี่ดวงตาคมกริบลงเล็กน้อย ก้าวเข้าไปตบหน้าโม่หลานอี อย่างแรงด้วยฝ่ามือ
“เพี้ยะ!”
การตบครั้งนี้ทำให้มุมปากของโม่หลานอีเบี้ยวไปด้านหนึ่ง นางเลียนแบบสีหน้าของโม่หลานอีแล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า “โอ้ ข้าพลั้งมือไปชั่วครู่ ศิษย์พี่โม่คงจะให้อภัยข้ากระมัง?”
โม่หลานอี ยกมือกุมแก้ม “???”
อ๊าก! นางคนต่ำช้า! คนต่ำช้า!!!
จีอู๋ซวงยิ้มตาหยีพูดว่า “ท่านคงจะให้อภัยข้าใช่หรือไม่? ศิษย์พี่โม่? ศิษย์พี่โม่ ท่านช่างใจกว้างเหลือเกิน”
โม่หลานอีกลืนเลือดเก่าลงคอ “นะ...แน่นอน...”
แต่เสียงของนางเพิ่งจะดังขึ้น จีอู๋ซวงก็ตบอีกครั้ง
“เพี้ยะ!”
“โอ้! มือของข้าลื่นอีกแล้ว! ศิษย์พี่โม่คงจะให้อภัยข้าใช่ไหม? พี่สาวเจ้าช่างใจกว้างเหลือเกิน”
“แปะ!”
“โอ้! มือของข้าลื่นอีกแล้ว อีกแล้ว อีกแล้ว! ศิษย์พี่ใจกว้างเช่นนี้คงจะให้อภัยข้าใช่ไหม?”
“แปะ แปะ แปะ!”
“ข้าช่างน่าตายนัก ทำไมข้าถึงควบคุมมือของตัวเองไม่ได้เลยนะ ศิษย์พี่ช่างใจกว้างนัก...”
บทที่ 45: ทายาทของสัตว์เทพที่พูดภาษามนุษย์ได้?!
จีอู๋ซวง เอ่ยปากว่า “ศิษย์พี่” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิด แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับไม่จางหายไปแม้แต่น้อย ซ้ำยังโบกข้อมือไปมา เห็นได้ชัดว่ายังตีไม่พอใจ
นางอยากจะตาต่อตาฟันต่อฟันมานานแล้ว แต่โม่หลานอีเห็นนางทีไรก็หนีเร็วราวกับหนูเห็นแมว นางก็ไม่อาจไปด่าและตีถึงบ้านได้ใช่หรือไม่?
วันนี้ในที่สุดก็ได้มาเจอกัน หากไม่ตบให้หน้าบวมเป็นหมู จะระบายความอัดอั้นในใจได้อย่างไร
อีกด้านหนึ่งหลิวหรูไถพยายามจะปกป้องโม่หลานอีแต่ถูกคนอื่นๆ ช่วยกันขัดขวางเอาไว้
“เรื่องของเด็กๆ ท่านผู้นำยอดเขาหลิวในฐานะผู้อาวุโส อย่าได้เข้าไปยุ่งเลย”
“เหตุและผล นี่คือผลลัพธ์จากการที่โม่หลานอีพูดจาเหลวไหลเอง ถือเป็นบทเรียนให้นางรู้ว่าอะไรคือภัยที่มาจากปาก”
“ใช่ ท่านผู้นำยอดเขาหลิวอย่าได้เข้าไปยุ่งเลย”
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างเอ่ยปาก หลิวหรูไถจึงได้แต่ปิดปากเงียบอย่างกระอักกระอ่วน
เมื่อเห็นว่าหลิวหรูไถปกป้องตนไม่ได้ โม่หลานอีก็เริ่มหวาดกลัวในที่สุด นางเข้าใจดีว่าจีอู๋ซวงไม่ใช่คนที่จะคำนึงถึงหน้าตาเลย
นางยังไร้ยางอายและรังแกผู้อื่นยิ่งกว่านางเสียอีก
โม่หลานอีดวงตาแดงก่ำ แต่ก็ยังคงกล่าวอย่างสงบเสงี่ยม “ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรพูดจาเหลวไหลและทำลายชื่อเสียงของศิษย์น้อง ขอศิษย์น้องโปรดให้อภัยข้าด้วย...”
จีอู๋ซวงแอบเบ้ปากอย่างลับๆ นึกว่าโม่หลานอีผู้นี้จะเป็นคนแข็งกระด้างเสียอีก แต่กลับยอมอ่อนข้อเร็วถึงเพียงนี้ ช่างไร้รสชาติ
จีอู๋ซวงหยิบจดหมายขอโทษที่เตรียมไว้แล้วออกมาจากห้วงมิติ กล่าวว่า “เมื่อท่านรู้ตัวว่าผิดแล้ว ก็จงลงนามเถิด”
“ลงนาม?”
“ถูกต้อง ลงนามแล้วนำไปติดที่ศิลาหมื่นกิจ เพื่อให้ผู้สนับสนุนของท่านได้เห็น จะได้ไม่มีใครกล่าวหาว่าข้ารังแกผู้อื่น และไม่ทำลายชื่อเสียงของท่านเจ้าสำนักในภายหลัง”
เหลียนซิง “!!!”
ศิษย์น้อยช่างคิดเพื่อเขาถึงเพียงนี้ ช่างน่าซาบซึ้งยิ่งนัก!
โม่หลานอีมองจดหมายขอโทษด้วยความหวาดระแวง จีอู๋ซวงยิ้มเยาะ กล่าวว่า “ท่านวางใจได้ ข้าไม่เหมือนท่าน จดหมายขอโทษนี้เพียงแค่กล่าวความจริงเท่านั้น ลงนามเถิด หลังจากลงนามแล้ว พวกเราจะมาพูดถึงเรื่องที่สัตว์วิเศษของข้าทำร้ายสัตว์ของท่านกัน”
โม่หลานอี จึงเข้าใจว่า ที่แท้สัตว์วิเศษที่ทำร้ายสัตว์ของนางเป็นสัตว์เลี้ยงของจีอู๋ซวงนั่นเอง
โม่หลานอี ไม่ลังเลอีกต่อไป นางลงนามพลางปิดแก้มแดงก่ำ เพราะนางร้อนใจอยากจะเอาชนะในเรื่องของไป๋สักครั้ง
นางอยากจะดูว่าเจ้าตัวน่าเกลียดของจีอู๋ซวงนั่น หลังจากทำร้ายไป๋ผู้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว จะมีข้ออ้างอันใดมาแก้ตัว!
ดีที่สุดก็คือฆ่าเจ้าตัวน่าเกลียดนั่นทิ้งเสีย แล้วขอขมาไป๋!
เมื่อโม่หลานอีลงนามเสร็จ จีอู๋ซวงพึงพอใจเก็บจดหมายขอโทษไว้ แล้วกล่าวว่า “อ้อใช่ ก่อนจะเริ่มตรวจสอบเรื่องร้ายในวันนี้ ข้ามีของจะมอบให้บรรดาท่านผู้อาวุโส”
โม่หลานอีถามอย่างระแวง “เป็นอะไรงั้นหรือ?”
นางคงไม่กล้าติดสินบนพวกท่านผู้อาวุโสกระมัง?!
จีอู๋ซวงกล่าวอย่างประหลาดใจ “ก็แน่นอนว่าเป็นภารกิจที่สำนักมอบให้ข้า ข้าทำเสร็จแล้วส่งมอบมีปัญหาหรือ? ศิษย์พี่โม่ เจ้าช่างยโสโอหังนัก หรือว่าข้าทำภารกิจยังต้องขออนุญาตเจ้าด้วย?”
โม่หลานอีเห็นสีหน้าที่เคร่งขรึมของเหยาชางและมู่จื่อฉีแล้ว ก็สะท้านไปทั้งตัว
“ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น... ข้าแค่อยากจะจัดการเรื่องที่ไป๋ถูกทำร้ายให้เร็วขึ้นเท่านั้น”
เหยาชางกล่าวเสียงเย็นชา “ไม่ต้องรีบร้อนในตอนนี้ ของจริงไม่มีทางเป็นของปลอม ของปลอมก็ไม่มีทางเป็นของจริง”
กล่าวจบ เขาค่อยๆเปิดตำราที่จีอู๋ซวงซ่อมแซมเสร็จแล้วอย่างไม่รีบร้อน พอมองปุ๊บดวงตาก็เปล่งประกายวาววับ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูดถึงตำรา เหยาชางเก็บมันเข้าไปด้วยมือที่สั่นเทา แล้วมองไปทางมู่จื่อฉีที่อยู่ข้างๆ
เหยาชางรู้ถึงความสามารถของจีอู๋ซวง จึงเตรียมใจไว้แล้ว ไม่ถึงกับเสียกิริยามากนัก
แต่มู่จื่อฉีนั้นต่างออกไป สีหน้าของเขาเหมือนไก่ตาแตก หายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ หัวใจเก่าแก่ที่สงบนิ่งมานับพันปี ตอนนี้เต้นตึกตักตึกตักราวกับจะกระโดดออกมาจากอก
ต่อมาครู่ใหญ่ มู่จื่อฉีพยายามสุดความสามารถที่จะควบคุมมือทั้งสองข้างที่สั่นเทา เงยหน้าขึ้นมองจีอู๋ซวงราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า จ้องเขม็งพลางกล่าวว่า “จี...เอ่อ ไม่ใช่...อู๋ซวงน้อย ตำราพวกนี้...เป็นเจ้า เป็นเจ้า...”
จีอู๋ซวงพยักหน้า ยิ้มพลางกล่าวว่า “หากท่านผู้อาวุโสมีข้อสงสัย พวกเราค่อยพูดกันทีหลัง จัดการเรื่องที่เจ้าตัวน้อยของข้าถูกใส่ร้ายก่อนดีกว่า”
ถูกใส่ร้าย?!
ใช่ ใช่ ใช่!
นี่มันใช่การถูกใส่ร้ายหรือ!!!
สัตว์วิเศษของอู๋ซวงจะต้องเหมือนกับอู๋ซวง น่ารักเหมือนเทพธิดา รอบรู้ อ่อนโยน เชื่อฟัง และเคารพกฎอย่างแน่นอน!
มีเรื่องในสวนสัตว์วิเศษขั้นฝึกลมปราณอะไรกัน เตะถีบในสวนสัตว์วิเศษขั้นสร้างรากฐาน? อย่างไรก็จะต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเป็นแน่!!!”
มู่จื่อฉีเก็บของอย่างทะนุถนอม กอดแหวนเก็บของไว้ราวกับกลัวว่าจะมีคนอยากได้ แล้วพูดอย่างร่าเริงว่า “มาๆๆ เร็วเข้า พวกเรามาทำเรื่องสำคัญกันเถอะ”
โม่หลานอีมองดูทุกอย่างอย่างเงียบๆ ในใจมีลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง “ท่านปู่เซียน สิ่งที่จีอู๋ซวงให้พวกเขาไปเมื่อครู่นี้คืออะไรกันแน่?”
เซียนเฒ่าส่ายหน้าพลางกล่าว [ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน]
โม่หลานอีเสียงสูงขึ้น “ท่านจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน? หรือว่าแม้แต่จิตสัมผัสของท่านก็มองไม่ทะลุหรือ?”
เซียนเฒ่าอธิบายอย่างจนใจ [ข้ามองไม่ทะลุ เพราะมันเป็นเพียงกระดาษธรรมดาที่ไม่มีพลังวิเศษ ดังนั้นใช้จิตสัมผัสก็มองไม่เห็นอะไรเลย เจ้าเข้าใจไหม?]
โม่หลานอีพอได้ยินว่าเป็นเพียงกระดาษธรรมดา ก็รู้สึกโล่ง.อกทันที
นึกว่าจะเป็นของวิเศษอะไร ที่แท้ก็ไม่ใช่นี่เอง
ไม่ใช่ก็ดีแล้ว
เมื่อหลิวหรูไถเป็นผู้พิพากษา บรรดาสัตว์วิเศษก็ถูกนำตัวขึ้นมา นอกจากสองตัวต้นเหตุที่ยังดูเรียบร้อย สัตว์วิเศษขั้นสร้างรากฐานตัวอื่นๆ ต่างดูย่ำแย่ไม่แพ้กัน
พวกมันเห็นสองตัวนั้นแล้วก็พากันหดคอพร้อมเพรียง ราวกับถูกทำร้ายจนกลัวจริงๆ
หลิวหรูไถจึงได้เห็นสัตว์ต้องสงสัยอย่างชัดเจน เขาตกตะลึง “เดี๋ยวก่อน ทำไมเป็นสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำล่ะ? สัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำไม่สามารถเข้ามาในสวนสัตว์วิเศษได้นี่”
ไม่น่าแปลกใจที่สามารถรังแกสัตว์ในสวนขั้นสร้างรากฐานได้ทั่ว ที่แท้ก็เป็นสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำ
เหมือนกับเด็กอายุสิบแปดสิบเก้าไปรังแกเด็กสามสี่ขวบ...
บ้าบอ ช่างไร้ยางอายเสียจริง!
จีอู๋ซวงกะพริบตา “ท่านหลิว เกี่ยวกับการห้ามสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำเข้าสวนสัตว์วิเศษ สำนักมีกฎระเบียบที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่?”
หลิวหรูไถอึ้งไป แน่นอนว่าไม่มีกฎระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะพวกเขายังไม่เคยเห็นสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำที่ไร้ยางอายขนาดนี้
หลิวหรูไถกระแอมเบาๆ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เห็นม้าสวรรค์เขาเดียวสีขาวค่อยๆเดินมาแต่ไกล มันกลับมามีท่าทางสง่างามอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่มันไปรักษาตัวเองมา
มันเป็นทายาทของไป๋เจ๋อ มันย่อมไม่ยอมให้ตัวเองแสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้คนเช่นนี้
ความจริงแล้วสายเลือดของม้าสวรรค์นั้นยอดเยี่ยมนัก มันเพิ่งฟักออกมาจากไข่สัตว์ แต่ตอนนี้ก็อยู่ในขั้นสร้างรากฐานแล้ว
หากให้เวลา มันจะต้องกลายเป็นผู้ครอบครองแดนหนึ่งอย่างแน่นอน
หลิวหรูไถและโม่หลานอีต่างเบิกตากว้าง โม่หลานอียิ่งรีบเข้าไปต้อนรับอย่างรวดเร็ว
“ไป๋ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ม้าสวรรค์ค่อยๆเอาหน้าถูไถแก้มของโม่หลานอี มันกะพริบดวงตาอัน.งดงามเบาๆ แล้วกล่าวว่า
[เรื่องนี้ที่จริงแล้วเป็นความเข้าใจผิด]
พอมันเอ่ยปาก เสียงที่เปล่งออกมาก็ไพเราะยิ่งนัก ราวกับอาบไล้ด้วย ‘แสงศักดิ์สิทธิ์’
แม้แต่เหยาชาง ที่เตรียมใจไว้แล้วก็ยังตกใจ
“พูด... พูดภาษามนุษย์ได้?!”
“นี่มัน!”
“นี่มันเป็นไปได้อย่างไร!”
สัตว์วิเศษจะสามารถพูดได้ก็ต่อเมื่อบำเพ็ญเพียรถึงขั้นหลอมวิญญาณ และจะแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้หลังจากผ่านการทดสอบสายฟ้าในขั้นมหาสำเร็จ
แต่สัตว์วิเศษขั้นสร้างรากฐานตัวนี้กลับพูดภาษามนุษย์ได้แล้ว!
หรือว่า... นี่จะเป็นทายาทของสัตว์เทพจริงๆ?!
เมื่อเห็นทุกคนอ้าปากค้างโม่หลานอี รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง นางเลิกคิ้วเล็กน้อยมองจีอู๋ซวงอย่างหยิ่งผยอง อยากเห็นว่านางจะอิจฉาจนหน้าดำหน้าแดงหรือไม่
ฮึ! ต่อให้จีอู๋ซวงมีสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำแล้วจะเป็นไร?
ท่านปู่เซียนบอกแล้วว่าสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำนั่นก็แค่ไก่ป่าสายเลือดไม่บริสุทธิ์เท่านั้น จะเทียบกับไป๋ของข้าได้อย่างไร!
รอดูเถอะ หลังจากตีไป๋ของข้า ข้าจะต้องตอบแทนจีอู๋ซวงเป็นสองเท่า!!!
บทที่ 46: แมวดำตัวน้อยเขียนหนังสือ?!
ม้าสวรรค์มองทุกคนด้วยสายตาเมตตา แล้วกล่าวว่า
[เพราะสัตว์วิเศษสองตัวนี้ต้องการเข้าร่วมกับพวกเรา แต่สัตว์วิเศษตัวอื่นเห็นว่าขนของพวกมันดำสนิท จึงพูดอะไรบางอย่าง นั่นจึงเป็นชนวนเหตุ]
จีอู๋ซวงไม่รู้สึกแปลกใจมากนักกับสัตว์วิเศษที่พูดภาษามนุษย์ได้ เพราะในอดีตตระกูลของนางเคยรุ่งเรือง เคยเห็นสัตว์วิเศษมาแล้วทุกประเภท
จีอู๋ซวงกล่าวเรียบๆ “พวกมันพูดอะไร?”
ม้าสวรรค์ [พวกมันไม่ได้ตั้งใจ]
จีอู๋ซวงยืนกรานอย่างดื้อรั้น “ข้าถามแค่ว่า พวกมันพูดอะไร”
ม้าสวรรค์ [...]
ม้าสวรรค์ย่อมต้องปกป้องผู้ติดตามของตน ขณะที่มันกำลังคิดว่าจะกลบเกลื่อนเรื่องนี้อย่างไร แมวดำตัวน้อยก็ส่งเสียงร้อง “แง่ว แง่ว” แล้วกระโดดมาอยู่ตรงหน้าทุกคน
จีอู๋ซวงถามอย่างสงสัย “เจ้าต้องการเช่นนั้นจริงๆหรือ?”
เสี่ยวไป๋เย่ “แง้ว!”
“ได้!”
“งั้นก็ดีแล้ว”
ผู้คนทั้งหลายต่างงุนงงกับบทสนทนาระหว่างคนกับแมวคู่นี้ ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกันอยู่
ในชั่วขณะต่อมา จีอู๋ซวงก็หยิบเครื่องเขียนออกมาจากห้วงมิติ แล้ววางลงบนโต๊ะ นางยังลงมือฝนหมึกด้วยตัวเอง
ผู้คนทั้งหลาย “???”
นี่กำลังทำอะไรกัน?
หลิวหรูไถชะงักงัน “จีอู๋ซวง เจ้ากำลังทำอะไร?”
จีอู๋ซวงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ทุกคนต่างกล่าวว่าการตัดสินคดีต้องฟังคำให้การ ท่านผู้นำยอดเขาหลิวจะฟังเพียงฝ่ายเดียวแล้วตัดสินไม่ได้ แน่นอนว่าต้องฟังคำให้การจากทั้งสองฝ่าย”
หลิวหรูไถขมวดคิ้วแน่น “สัตว์วิเศษของเจ้าพูดได้ด้วยหรือ?”
“ไม่ได้”
“ถ้างั้นข้าไม่อาจฟังคำพูดของทั้งสองฝ่ายได้...”
คำพูดของหลิวหรูไถยังไม่ทันจบ เขาก็เห็นภาพที่ทำให้ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง...
แมวดำตัวน้อยนั้นใช้อุ้งเท้าจับปลายปากกา แล้วเริ่มเขียนหนังสือ?!
ใช่แล้ว!
มันกำลังเขียนหนังสือ!!!
ทีละขีด ทีละเส้น ดูเหมือนจะมีรูปแบบด้วย?!
ช่างเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย!!!
แมวดำตัวน้อยเขียนเสร็จแล้วฮึดฮัด ยังใช้อุ้งเท้าลายดอกเหมยจุ่มหมึกประทับลงไป แล้วร้อง “แง้วๆๆ” เร่งให้ไก่ไฟตัวน้อยประทับตราด้วย ไก่ขนลายนั้นก็รีบประทับตราทันที
เมื่อพยานทั้งสองให้การเสร็จ จีอู๋ซวงจึงแสดงจดหมายออกมา ทุกคนจึงได้เห็นคำให้การอย่างชัดเจน
[พวกสัตว์วิเศษเหล่านั้นด่าข้าและเฟิ่งเลี่ยนว่าน่าเกลียด รวมทั้งหมดสามสิบเก้าครั้ง!]
[ยังกล้าพูดว่าพวกข้าไม่คู่ควรจะอยู่ข้างกายม้าตัวนี้อีกหรือ? ช่างน่าขัน! ในโลกของสัตว์วิเศษ ผู้แข็งแกร่งย่อมเป็นที่เคารพ! ไม่สนว่าเจ้าจะพูดได้หรือไม่ เจ้าอ่อนแอเจ้าก็สมควรโดนตี!]
[ดังนั้นวันนี้ข้าและเฟิ่งเลี่ยนเพียงแค่ตีพวกมันสักยก นับว่าเป็นความเมตตาอย่างยิ่งแล้ว!]
[คราวหน้าบอกพวกมันให้ระวังตัวด้วย ถ้าเห็นพวกมันอีก พวกข้าจะตีอีก!]
ทุกคน “...”
มู่จื่อฉีถึงกับบีบขาตัวเองแรงๆ แล้วพูดกับศิษย์ข้างกายว่า “เหลียนหยวนเอ๋ย ข้าคงตาฝาดไปแล้ว เห็นแมวตัวหนึ่งเขียนหนังสืออยู่”
เหลียนหยวนหัวเราะทั้งน้ำตา “ท่านอาจารย์ ศิษย์ก็เห็นเช่นกัน” อีกทั้งยังเขียนได้ดีมาก ถึงขนาดเป็นระเบียบกว่าลายมือของเขาเสียอีก ช่างน่าโมโหจริงๆ!
หลิวหรูไถอ่านคำให้การซ้ำหกเจ็ดรอบ เมื่อแน่ใจว่าตนไม่ได้ฝันไปจึงเดินเข้าไปอย่างงุนงงพลางกล่าวว่า “จี...เสี่ยวอู๋ซวงเอ๋ย แมวดำตัวน้อยของเจ้า ให้อาจารย์อาดูสักหน่อยได้หรือไม่?”
จีอู๋ซวงมองไปที่ไป๋เย่ ฝ่ายหลังพยักหน้าอย่างถือตัว หลิวหรูไถจึงอุ้มมันขึ้นมาตรวจดูทั่วตัวแล้วกล่าวว่า “เสี่ยวอู๋ซวงเอ๋ย อุ้งเท้าแมวดำตัวน้อยของเจ้าบาดเจ็บ อาจารย์อามียาอยู่บ้าง เจ้าเอาไปใช้กับแมวตัวน้อยของเจ้าได้”
บาดแผลของเสี่ยวไป๋เย่เป็นแผลที่มีมาตั้งแต่วันที่พบมัน ผ่านมาหลายวันแล้ว แม้จะไม่มีเลือดไหลอีกแล้ว แต่กลับหายช้ามาก
จีอู๋ซวงคาดเดาว่าอาจเกี่ยวข้องกับร่างกายของสัตว์เทพก็เป็นได้
พลังวิเศษในที่นี้ไม่เพียงพอ จึงไม่เหมาะสำหรับการรักษาสัตว์วิเศษที่บาดเจ็บ
จีอู๋ซวงรับแมวดำตัวน้อยมาอุ้มไว้ในอ้อมอก “เกือบหายดีแล้ว ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง”
“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
หลิวหรูไถกล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแทบจะเกาะติดอยู่กับไป๋เย่
ทายาทของสัตว์เทพนั้นหายากจริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย ตัวอย่างเช่น ตัวเขาเองก็มีงูตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกหลานของงูเทพโบราณ
แต่ว่า!!!
สัตว์ที่เขียนหนังสือได้ นี่มันตัวแรกเลยนะ...
“ท่านผู้นำยอดเขาหลิว!”
โม่หลานอีโกรธจนจมูกแทบบิด หลิวหรูไถผู้นี้ช่างเป็นคนโง่เขลาเสียจริง แมวดำตัวน้อยเพียงแค่เขียนตัวอักษรไม่กี่ตัว ก็เปลี่ยนใจไปเสียแล้ว!
หลิวหรูไถรู้สึกตัวทีหลัง เขายิ้มแหยๆอย่างเก้อเขินแล้วกล่าวว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกเราลองฟังความเห็นของสัตว์วิเศษตัวอื่นดูบ้าง”
สัตว์วิเศษระดับสร้างรากฐานอื่นๆ ที่ถูกทุบตีล้วนมีเจ้าของทั้งสิ้น
แม้พวกมันจะพูดไม่ได้ แต่ก็ยังสามารถสื่อความหมายให้เจ้าของของตนเข้าใจได้อย่างชัดเจน
เหล่าศิษย์เมื่อได้ฟังคำพูดของสัตว์วิเศษของตน ต่างก็ก้มหน้าอย่างเขินอายและยอมรับผิดอย่างว่าง่าย
“ขออภัยศิษย์น้องน้อย เป็นความผิดของสัตว์วิเศษของพวกข้าเอง”
“ใช่แล้ว ขอศิษย์น้อยโปรดสงบโทสะด้วย”
“พวกมันจะไม่กล้าทำอีกแล้วในภายหลัง”
แมวดำตัวน้อยนั้นมีเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้เขียนผิด นั่นคือในโลกของสัตว์วิเศษ พลังคือสิ่งสูงสุด
หากเป็นยามปกติ พวกเขาเชื่อว่าสัตว์วิเศษของตนจะไม่กล้าไปยั่วยุสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำแน่นอน พวกมันไม่โง่เสียหน่อย จะไปหาเรื่องถูกตีทำไม แถมยังด่าว่าสัตว์วิเศษอื่นว่าขี้เหร่อีก
ความผิดพลาดอยู่ตรงที่ มีสัตว์วิเศษที่สามารถพูดภาษามนุษย์ได้อยู่ตัวหนึ่ง ดังนั้นพวกมันจึงประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
จีอู๋ซวงเลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่โม่ เจ้าก็ได้ยินสถานการณ์แล้วใช่หรือไม่?”
โม่หลานอี “...”
จีอู๋ซวงอุ้มแมวดำตัวน้อยไว้ในมือข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งอุ้มไก่ดำตัวน้อย ยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่โม่ เรื่องนี้ก็คือสัตว์วิเศษของข้าได้รับความอับอาย เจ้าก็ชดใช้อะไรสักหน่อยเป็นการแสดงน้ำใจเถิด”
โม่หลานอีไม่ให้โอกาสม้าพูดเลย นางโบกมือเก็บมันเข้าไปในมิติพิเศษ แล้วกล่าวว่า “ไป๋ของข้าไม่ได้ด่าสัตว์วิเศษของเจ้า แต่เป็นสัตว์วิเศษตัวอื่นที่ด่า หากจะเรียกร้องค่าเสียหาย เจ้าก็ควรไปเรียกหาที่สัตว์วิเศษตัวอื่น! พูดไปพูดมา ไป๋ของข้าเป็นปลาในบ่อที่ถูกลูกหลงต่างหาก เจ้าต่างหากที่ควรชดใช้ให้ไป๋ของข้า!”
เหล่าเจ้าของสัตว์วิเศษที่ถูกทำร้ายได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ!
พูดตรงๆ สัตว์วิเศษของพวกเขาก็ถูกทำร้ายเพราะปกป้องม้าขาวนั่นเอง แล้วโม่หลานอีจะมาหน้าด้านไม่ยอมรับได้อย่างไร?
จีอู๋ซวงยิ้มอย่างมีนัยยะพลางกล่าวว่า “สมแล้วที่ว่าคนแบบไหนก็เลี้ยงสัตว์วิเศษแบบนั้น”
โม่หลานอีถูกจีอู๋ซวงพูดเหน็บแนมเช่นนี้ แทบจะกระอักเลือด แต่กลับพูดอะไรไม่ได้สักคำ นางได้แต่ประสานมือคำนับหลิวหรูไถแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้นำยอดเขาหลิว โปรดยกโทษให้ข้าที่ไม่สามารถให้ยืมไป๋ได้อีกแล้ว มิเช่นนั้นมันจะถูกทำร้ายทุกวัน ข้าผู้เป็นเจ้าของคงจะทนไม่ไหว ขอตัวลาก่อน!”
โม่หลานอีพูดจบก็หันหลังเดินจากไป นางต้องการบีบให้หลิวหรูไถแสดงท่าที เพราะหากหลิวหรูไถยังต้องการยืมสัตว์เทพไป๋เจ๋อไปปลุกพลังให้สัตว์วิเศษในสำนัก ก็จำเป็นต้องยอมอ่อนข้อ
แต่ไม่นานนางก็พบว่าแผนการของตนพลาดไปเสียแล้ว
หลิวหรูไถเห็นแมวดำตัวน้อยที่เขียนหนังสือได้ มันช่างน่าสนใจกว่าม้าที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เสียนี่กระไร?!
กลิ่นหอม!
กลิ่นหอมมากเลย!!!
บทที่ 47: ไปหลอกลวงเอาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์กันเถอะ
แน่นอนว่าหลิวหรูไถไม่ใช่คนประเภทใช้แล้วทิ้งเขาไม่สนใจหน้าตาของผู้นำยอดเขาไล่ตามโม่หลานอีออกไปนอกประตูยอดเขา แล้วตักเตือนด้วยความหวังดีว่า “โม่หลานอี เมื่อมีความเข้าใจผิดกัน ก็แค่พูดให้เข้าใจก็พอ”
“ความเข้าใจผิดอะไร?” โม่หลานอีพูดเสียงเย็นชา “อย่าลืมสิ ไป๋เป็นทายาทของไป๋เจ๋อนะ!”
แน่นอนหลิวหรูไถว่ารู้ถึงความหมายของทายาทไป๋เจ๋อ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันสามารถยุยงสัตว์วิเศษตัวอื่นๆให้ทำอะไรแบบนั้นได้
โลกของสัตว์วิเศษไม่จำเป็นต้องมีสิ่งที่เป็นมนุษย์เช่นนี้
มีอีกประเด็นที่หลิวหรูไถยังไม่ได้พูด คือนิสัยของสัตว์วิเศษ โดยเฉพาะสัตว์วิเศษที่เพิ่งเกิดใหม่ ส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากเจ้าของ
เขาอยากเตือนโม่หลานอีว่า นางมีพรสวรรค์ มีวาสนา แต่นิสัยนี้ต้องแก้ไขเสียหน่อย ไม่เช่นนั้นอนาคตอาจไปได้ไม่ไกล
เห็นหลิวหรูไถลังเลที่จะพูด โม่หลานอีคิดว่าตนจับจุดอ่อนของเขาได้แล้ว จึงพูดเสียงเย็นชาว่า “ท่านผู้นำยอดเขาหลิว ท่านต้องพิจารณาให้ดี ไป๋ของข้าเป็นไป๋เจ๋อนะ”
“อย่างนั้นหรือ?”
เสียงเยาะหยันเย็นชาดังมาจากด้านหลัง เย็นเยียบและคมกริบ หลิวหรูไถหันกลับไปมอง พบว่าเป็นเหยาชางจึงถามอย่างงุนงงว่า “ท่านผู้อาวุโสท่านตามมาทำไมหรือขอรับ?”
ท่านผู้อาวุโสผู้สูงส่ง คงไม่ใจแคบถึงเพียงนั้นกระมัง?
หลิวหรูไถและคนอื่นๆ ต่างเข้าใจว่า ไป๋เย่และเฟิ่งเลี่ยนลงมือตีสัตว์เพราะถูกเรียกว่าน่าเกลียดมีเพียงเหยาชางและจีอู๋ซวงเท่านั้นที่รู้ว่า เป็นเพราะสัตว์วิเศษของโม่หลานอีแอบอ้างเป็นไป๋เจ๋อ
จีอู๋ซวงและเหยาชางไม่อาจเปิดเผยตัวตนของไป๋เย่ได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยโม่หลานอีไปเช่นนี้ จำเป็นต้องทำให้นางเสียเลือดเสียเนื้อให้ได้
จีอู๋ซวงแอบส่งเสียงบอกแผนการของตนแก่เหยาชาง เหยาชางจำต้องออกโรงเสียเอง...
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องแสร้งทำเป็นคนร้าย ไม่รู้ว่าจะดูสมจริงหรือไม่
เหยาชางจ้องมองโม่หลานอีอย่างเยือกเย็น “ข้ามาตามคำสั่งของบรรพบุรุษเพื่อเตือนบางคน ไม่ใช่ว่าเพียงแค่กลืนกินของวิเศษแล้วจะกลายเป็นของวิเศษได้ ของจริงไม่มีทางปลอม ของปลอมไม่มีทางจริง สู้กลับตัวเสียแต่เนิ่นๆดีกว่า มิเช่นนั้นวันหน้าผู้ที่ต้องอับอายก็คือตัวเจ้าเอง”
โม่หลานอีถูกสายตาคมกริบของเหยาชางจ้องมอง นางถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
หลิวหรูไถไม่ใช่คนโง่ พอได้ยินก็รู้ว่าคำพูดของเหยาชางมีนัยแอบแฝง เขาจึงหันไปมองโม่หลานอีด้วยความตกใจ “อะไรกันจริงปลอม? เจ้ามีอะไรปลอมแปลงหรือ?”
โม่หลานอีพยายามควบคุมสีหน้า กล่าวว่า “นะ...แน่นอนว่าไม่มี!”
สายตาเย็นชาของเหยาชางราวกับมองสิ่งไร้ชีวิต “ไม่มี? เจ้าแน่ใจหรือ?”
โม่หลานอีขยับตัวไม่ได้ ในใจร้องขอความช่วยเหลืออย่างบ้าคลั่ง
ท่านปู่เซียน! นั่นเหยาชางหมายความว่าอย่างไร? ท่านบรรพบุรุษที่เขาพูดถึงนั้นคงจะมองออกถึงตัวตนของไป๋แล้วกระมัง? ท่านปู่เซียน! ท่านบรรพบุรุษที่เขาพูดถึงคือผู้ใดหรือ?
.......
ท่านปู่เซียน ได้โปรดกล่าวอะไรสักอย่างด้วยเถิด
[ข้าก็ไม่แน่ใจเช่นกัน ไป๋เจ๋อหายสาบสูญไปจากโลกนี้นานนักหนาแล้ว ไม่น่าจะมีผู้ใดเคยพบเห็น แล้วท่านบรรพบุรุษผู้นั้นจะจำไป๋เจ๋อได้อย่างไร? อีกอย่าง สระเลือดนั้นก็เป็นของไป๋เจ๋อ... เว้นแต่ว่า…]
เว้นแต่อะไรหรือ?
เว้นแต่ว่าท่านบรรพบุรุษผู้นั้นเคยไปที่สระเลือดนั้นมาก่อน
โม่หลานอีนึกขึ้นได้ว่าทางผ่านไปยังสระเลือดนั้นอยู่แถวๆ ยอดเขาเทียนเหินบางทีท่านบรรพบุรุษของเหยาชางอาจจะเคยไปที่นั่นจริงๆ
แล้ว แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี?
หากหลิวหรูไถรู้ว่าข้าหลอกเขา ต่อไปข้าคงไม่มีที่ยืนในสำนักอวิ๋นหลานอีกแล้ว
เซียนเฒ่าไม่รีบร้อน นางกล่าวเสียงเบาว่า [เจ้ากลัวไปไย จงสงบสติอารมณ์ อย่าให้พวกเขาเห็นร่องรอยผิดปกติ พวกเขาไม่มีหลักฐาน ไป๋ก็คือไป๋เจ๋อ ไป๋เจ๋อมีพรสวรรค์ในการปลุกพลังให้สรรพสัตว์ เจ้าใช้น้ำพุแห่งมิติก็สามารถทำได้เช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้นจงตบหน้าพวกเขาให้แรงๆ!]
เฒ่าเซียนอดทนกับโม่หลานอีครั้งแล้วครั้งเล่า นอกจากนางจะมีร่างกายพิเศษแล้ว ยังมีสมบัติล้ำค่าในห้วงมิติติดตัว นั่นคือน้ำพุแห่งชีวิต
น้ำพุแห่งชีวิตอยู่ในอันดับที่สามสิบสามของบัญชีสมบัติวิเศษในสวรรค์และพิภพ เป็นของล้ำค่าที่มีเฉพาะในโลกวิญญาณ มีลำดับสูงมาก ไม่เพียงแต่รักษาบาดแผล ชำระจิตวิญญาณ เปิดสติปัญญา ขจัดสิ่งเจือปน ยังสามารถยกระดับสภาพร่างกายได้อย่างครอบคลุมอีกด้วย
มิเช่นนั้นโม่หลานอีก็คงไม่งดงามขึ้นเรื่อยๆ และรากฐานจิตวิญญาณก็คงไม่มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อโม่หลานอีได้ยินเช่นนั้น ก็สงบสติอารมณ์ลง นางเชิดหน้าขึ้นกล่าวว่า “ข้าไม่เคยโกหก! ไป๋ของข้าก็คือไป๋เจ๋อจริงๆ!”
เหยาชางหรี่ตาลงเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
“หลักฐาน?”
“ใช่ ไป๋เจ๋อเป็นสัตว์เทพแห่งโชคลาภของใต้หล้า ปลุกพลังให้สรรพสัตว์ ได้ยินว่ามักจะมีลางดีเกิดขึ้นพร้อมกันด้วย เจ้าบอกว่าม้าตัวนั้นคือไป๋เจ๋อ เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
โม่หลานอีแข็งคอกล่าวว่า “ข้า... ข้าก็มีสิ...”
“เอามาให้ข้าดูหน่อย”
“เป็นอย่างไร? เอาออกมาไม่ได้แล้วสินะ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่!”
แม้แต่หลิวหรูไถก็มองโม่หลานอีด้วยความสงสัย อยากเห็นว่านางจะเอาอะไรออกมา แต่ไม่คาดคิดว่าเหยาชางจะไล่คนออกทันทีว่า “ท่านผู้นำยอดเขาหลิว ท่านไปก่อนเถิด ข้าได้รับคำสั่งจากบรรพบุรุษ ยังมีเรื่องต้องพูดกับโม่หลานอีเป็นการส่วนตัว”
หลิวหรูไถ “???”
อืม ข้าก็อยากรู้เรื่องซุบซิบบ้างนะ!
หลิวหรูไถบ่นในใจ แต่ภายนอกกลับยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่าๆๆ งั้นเรื่องของบรรพบุรุษย่อมสำคัญกว่า... ข้าขอตัวก่อนละ”
หลังจากหลิวหรูไถจากไป เหยาชางก็ยกมือขึ้นตั้งคาถากั้นโดยรอบแล้วพูดว่า “เอามาสิ”
โม่หลานอีกัดฟัน ใช้ขวดหยกบรรจุน้ำพุแห่งชีวิตหนึ่งขวดให้เหยาชาง แม้ในใจจะเสียดาย แต่เพื่อรักษาสถานะของนางและไป๋ในตอนนี้ นางจำต้องทำเช่นนี้
ข้าเปิดดูและพบว่าเป็นขวดน้ำทิพย์สีทองอ่อน
เขาขมวดคิ้วแน่นพลางกล่าวว่า “แค่นี้เองหรือ?”
นางโมหลานอีโกรธจนทนไม่ไหว อะไรกันแค่นี้ นี่มันน้ำพุแห่งชีวิตนะ!
เขาปิดฝาอย่างสงบและกล่าวว่า “ข้าไม่เข้าใจเรื่องน้ำทิพย์ จำเป็นต้องส่งไปให้บรรพบุรุษแต่ละท่านตรวจสอบ”
นางโมหลานอี “???”
อะไรคือบรรพบุรุษ?!
นางโมหลานอีมีลางสังหรณ์ไม่ดีจึงถามว่า “บรรพบุรุษต้องการกี่ส่วน?”
“สิบเก้าส่วน”
“อะไรนะ?!”
หากไม่ใช่เพราะชายตรงหน้ามีสีหน้าเปิดเผยตรงไปตรงมา!
นางเกือบจะคิดว่าเขามาปล้นชิงทรัพย์เสียแล้ว!
สิบเก้าส่วน! ช่างไร้ยางอายเสียจริง!!!
เหยาชางกล่าวเรียบๆว่า “อะไรกัน ผู้อาวุโสต้าเฉิงหนึ่งส่วน บรรพบุรุษทั้งสิบแปดของอวิ๋นหลานคนละหนึ่งส่วน ก็รวมเป็นสิบเก้าส่วนพอดีไม่ใช่หรือ”
โม่หลานอียังอยากจะโต้แย้งสักสองประโยค แต่เซียนเฒ่าก็เตือนนางว่า “เจ้าช่างโง่เขลาเสียจริง รีบตอบตกลงเขาเถิด นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สานสัมพันธ์กับผู้ฝึกฝนขั้นต้าเฉิงและบรรพบุรุษทั้งสิบแปดของอวิ๋นหลาน ยิ่งเป็นผู้ฝึกฝนขั้นสูงก็ยิ่งมองเห็นความพิเศษของน้ำพุแห่งชีวิต หากพวกเขาได้รับน้ำไป พวกเขาจะต้องกลับมาหาเจ้าอย่างแน่นอน เพราะน้ำพุสามารถใช้ได้หลายครั้ง นี่คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานมาให้!”
โม่หลานอีหันมาคิดทบทวน ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่ถูกต้อง
แต่น้ำพุนั้นล้ำค่ายิ่งนัก ทุกวันมันจะหยดๆไหลลงมา นางใช้เวลาหลายปีมานี้ นอกจากต้องดื่มทุกวันเพื่อเสริมสร้างรากฐานพลังวิญญาณแล้ว ก็เก็บรวบรวมได้เพียงห้าสิบขวดเท่านั้น
แม้จะเสียดายน้ำพุ แต่โม่หลานอีก็ยังคงหยิบยื่นยี่สิบขวดให้แก่เหยาชางในคราวเดียว
เหยาชางไม่ได้มองมากนัก เพียงแค่ยกมือโบกรับเอาไว้ทั้งหมด ทิ้งคำพูดไว้ว่า “เมื่อบรรดาผู้เฒ่าตรวจสอบเสร็จ พวกเขาก็จะมาหาเจ้าเอง” แล้วก็จากไป
โม่หลานอีไม่ได้สงสัยอะไร ด้วยคิดว่าผู้ยิ่งใหญ่เช่นนั้นคงไม่มาหลอกลวงนางกระมัง?
แต่ความจริงแล้ว...
เขาพบจีอู๋ซวงแล้วมอบน้ำพุวิเศษยี่สิบขวดให้นางทั้งหมด สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความจนใจ “อู๋ซวงน้อย เจ้าให้ข้าใช้นามของบรรพบุรุษไปหลอกลวงนางโม่หลานอีก็สำเร็จจริงๆ แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางมีน้ำพุวิเศษ?”
ยังให้ข้าใช้ชื่อเสียงของบรรพบุรุษทั้งหมด ยิ่งได้มากยิ่งดี
โอ้โฮ ถ้าวันหน้าบรรพบุรุษรู้เข้าว่าข้าใช้ชื่อเสียงของพวกท่านไปหลอกลวง” สาวน้อยขั้นฝึกลมปราณ คนที่จะถูกตีจนแม่จำไม่ได้ ก็คงเป็นข้านี่แหละ
เพื่อสืบทอดวิชาและตำราลับเหล่านี้ ข้าต้องเสียสละมากมายเหลือเกิน
จีอู๋ซวงรับขวดหยกมา พูดอย่างมั่นใจว่า “ท่านวางใจเถิด บรรพบุรุษจะไม่ลงโทษท่านหรอก หากพวกท่านลงโทษท่าน ท่านก็มาหาข้า ข้าจะรับผิดชอบเอง”
เหยาชางไม่ได้ยินนัยแฝงในคำพูดของจีอู๋ซวง เพียงแต่รู้สึกว่าเด็กคนนี้โง่งมนักแต่ช่างน่ารักเสียจริง
บรรพบุรุษแต่ละคนดุดันน่ากลัว แม้อู๋ซวงน้อยจะเป็นอัจฉริยะด้านกระบี่ แต่เพียงแค่เห็นพวกท่านก็คงจะกลัวจนร้องไห้
ฮ่า ข้าคงต้องแบกรับเองเงียบๆ แล้วละ...
อย่างไรเสีย ในมือข้าก็มีตำราสืบทอดแล้ว มอบให้สำนักหนึ่งชุด ข้าก็จะไปปิดด่านฝึกฝนเสียที
ฮ่าๆๆ ตราบใดที่ไม่มีผู้ใดมาเป็นพยาน ก็ไม่มีใครสามารถหาเรื่องเจ้าได้
วิถีความคิดของผู้ใช้กระบี่ช่างแปลกประหลาดเสียจริง ท่านอาจารย์ทั้งหลายนั้นรังแกไม่ได้ แต่เจ้าหลบหนีได้นี่นา
เหยาชางเรียกศิษย์น้อยมา แล้วพาไปข้างกายจีอู๋ซวง กล่าวว่า “อู๋ซวงน้อย ข้าจะไปปิดด่านแล้ว ช่วงนี้เจ้าช่วยสอนเด็กคนนี้แทนข้าด้วย แล้วพบกันใหม่”
กล่าวจบ เหยาชางก็ยันต์เคลื่อนย้ายออกมาฉีกแล้วหนีไป ท่าทางดูสง่างามนัก แต่ทุกคนต่างเห็นความร้อนรนในเงาของเขา...
จีอู๋ซวง “...”
ลู่สิงโจว “...”
บทที่ 48: จู่ๆ ก็มีชายหนุ่มหน้าตาดีสองคนมาอาศัยอยู่ในถ้ำ?
จีอู๋ซวงและลู่สิงโจวจ้องตากันอยู่พักใหญ่
ลู่สิงโจวกลายเป็นเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองรักในชั่วพริบตา เขามองจีอู๋ซวงเงียบๆครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เมื่อท่านอาจารย์ของข้าไปปิดด่านแล้ว ข้าก็จะไปละ”
จีอู๋ซวงกระตุกมุมปาก แต่ก็ยังเรียกลู่สิงโจวไว้ “ช่างเถอะ เมื่อท่านอาจารย์ของท่านฝากท่านไว้กับข้า ช่วงนี้ท่านก็มาฝึกฝนกับข้าเถิด ข้าจะสอนท่านเอง”
ลู่สิงโจว “???”
ไม่ใช่...
ศิษย์น้องร่วมสำนัก เจ้ากำลังหยอกล้อข้าหรือ?
เมื่อเห็นความสงสัยในดวงตาของลู่สิงโจว จีอู๋ซวงก็พูดเรียบๆว่า “นี่เป็นคำสั่งของท่านอาจารย์ของท่าน”
ลู่สิงโจวเข้าใจแล้ว ภารกิจของเขาคงเป็นการปกป้องศิษย์น้องร่วมสำนักกระมัง?
ก็ใช่ สัตว์วิเศษของศิษย์น้องร่วมสำนักได้ต่อสู้กับสัตว์วิเศษทั้งหมดในสวนระดับสร้างรากฐาน ระมัดระวังไว้ก่อนก็ดี
“ดี งั้นก็รบกวนศิษย์น้องด้วยนะ”
จีอู๋ซวงพอใจมากกับความรู้ความเข้าใจของลู่สิงโจว นางมอบเจ้าตัวน้อยทั้งสอง ให้เขาอุ้ม แล้วทั้งสองคนกับสองสัตว์ก็กลับไปยังถ้ำพักที่ยอดเขาจู๋ซิง
จีอู๋ซวงแบ่งพื้นที่ว่างข้างถ้ำของตนให้ลู่สิงโจวอยู่ แล้วเชิญเหลียนซิงมาจัดแต่งข้าวของ นั่นทำให้ลู่สิงโจวตกใจจนแทบช็อก
นี่มันท่านเจ้าสำนักนะ!
อู๋ซวงน้อยถึงกับสั่งให้ท่านเจ้าสำนักมาทำงานให้นางเชียวหรือ?!
“ไม่ ไม่ ไม่ต้องหรอก... พวกข้าผู้ฝึกกระบี่อยู่ง่ายๆก็พอแล้ว”
เหลียนซิงไม่พูดพร่ำทำเพลงโยนถ้ำวิเศษออกมาทันที บนพื้นก็มีถ้ำผุดขึ้นจากพื้นดินในทันใด มัน.งดงามตระการตา และเปี่ยมด้วยพลังวิเศษ
“เจ้าก็อยู่ที่นี่แหละ”
เหลียนซิงคิดแล้ว อู๋ซวงน้อยไม่มีพลังวิเศษการติดต่อสื่อสารอะไรก็ไม่สะดวก มีคนติดตามสักคนก็พอดี
ลู่สิงโจว “...”
ผู้ฝึกฝนวิชากระบี่ผู้ยากจนถูกความร่ำรวยทำให้ตาลายไปเสียแล้ว แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
วันรุ่งขึ้นเมื่อฟ้าเพิ่งสาง ลู่สิงโจวยังคงนั่งสมาธิอยู่ ก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากนอกประตู
เขาคิดว่ามีคนมาหาเรื่อง จึงรีบคว้ากระบี่วิ่งออกไป พบว่าเป็นเหล่าผู้ยิ่งใหญ่จากเขาต้าวอี
ที่ข้าเรียกว่า ‘เหล่า’ นั้นเพราะอะไรหรือ
เพราะไม่เพียงแต่เฉินชิ่งเซียนผู้นำยอดเขาต้าวอีเท่านั้น แม้แต่หวงหลงเต้าเหรินมู่จื่อฉี ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเขาต้าวอีก็มาด้วย อีกทั้งยังมีอีกท่านหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก แต่น่าจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดอีกท่านของเขาต้าวอี้ นามว่าจิ้งซินเต้าเหรินกั๋วจื่อหยู่
ทั้งสามท่านกำลังทำงานหนักอย่างแข็งขัน
พวกเขาล้อมรอบมุมหนึ่งของถ้ำลู่เฉินจู พยายามจัดวางค่ายกล ที่ดูเหมือนจะเป็นค่ายกลลำเลียง
ทั้งสามท่านสมกับเป็นอาจารย์ค่ายกลระดับสูง เพียงครึ่งชั่วยามก็จัดวางเสร็จ จากนั้นก็ตะโกนเสียงดัง “เสี่ยวอู๋ซวง เสี่ยวอู๋ซวง เสร็จแล้ว!”
จีอู๋ซวงจึงค่อยๆเดินออกมาจากลานบ้านอย่างเชื่องช้า สวมชุดผ้าโปร่งสีขาว ใบหน้า.งดงามประณีตยังคงมีร่องรอยของความง่วงและอ่อนเพลีย ดูคลุมเครือและงุนงง ราวกับเป็นเทพธิดาที่เกิดจากพลังวิเศษ
จีอู๋ซวงยิ้มอย่างสุภาพพลางกล่าวว่า “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสทั้งสามมาก”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” เฉินชิ่งเซียนคิดจะพูด แต่ถูกมู่จื่อฉีปัดออกไปทันที จากนั้นก็ต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “เจ้ายังต้องการอะไรอีกหรือไม่? บอกมาได้เลย!”
จีอู๋ซวงส่ายหน้า แท่นส่งตัวนี้เชื่อมระหว่างถ้ำของนางกับต้นผลไม้เทียนหยวน
หากต้องบินไปมาทุกวัน จะเสียเวลามาก
พอดีคนจากเขาต้าวอี้ถามนางว่าต้องการอะไรเป็นค่าตอบแทนในการซ่อมแซมตำราสืบทอด จีอู๋ซวงจึงขอแท่นส่งตัว
“ไม่มีอะไรแล้ว ขอบคุณท่านผู้อาวุโส”
มู่จื่อฉีกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง จู่ๆ ก็เห็นลู่สิงโจวที่ยืนอยู่ไกลๆ เขาตกตะลึงเล็กน้อย “เจ้า...เจ้าหนุ่มนี่ไม่ใช่ศิษย์ของเหยาชางหรือ? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ลู่สิงโจวเดินเข้ามาคำนับแล้วกล่าวว่า “เรียนท่านผู้อาวุโส อาจารย์สั่งให้ข้าพักอยู่ที่เขาจู๋ซิง เพื่อปกป้องศิษย์น้องร่วมสำนัก”
มู่จื่อฉี “!!!”
มู่จื่อฉีสาปแช่งเหยาชางในใจนับพันนับหมื่นครั้ง
ใครบอกว่าผู้ใช้กระบี่เป็นคนซื่อๆ ไม่เข้าใจเรื่อง.วกวนพวกนี้ เหยาชางไอ้แก่นี่ช่างต่ำช้าสามานย์เหลือเกิน!
ให้ศิษย์มาเพิ่มความรู้สึกดีๆให้กับเสี่ยวอู๋ซวง แล้วให้เสี่ยวอู๋ซวงช่วยซ่อมแซมตำราโบราณให้ หรือ?
ช่างไร้ยางอาย!
ไม่ได้!
เขาก็ต้องมาด้วย!!!
หมู่จื่อฉี กรอกตาแล้วกล่าวว่า “โอ้ คนเดียวจะปกป้องเสี่ยวอู๋ซวงได้อย่างไร พอดีศิษย์ของข้าว่างไม่มีอะไรทำเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นก็ให้มาด้วยกันเถอะ”
จีอู๋ซวงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่มีน้ำใจ แต่ว่า...”
หมู่จื่อฉีรีบพูดก่อนที่จีอู๋ซวงจะพูดจบว่า “ไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องขอบคุณ ข้าจะให้เขามาเดี๋ยวนี้”
พูดจบก็ส่งสัญญาณติดต่อไปหาเหลียนหยวน ตะโกนสุดเสียงว่า “เจ้าหนูรีบมาที่ที่พักของเสี่ยวอู๋ซวงเดี๋ยวนี้!”
พูดจบก็วางสาย รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
จีอู๋ซวง “...”
“ช่างเถอะ ปล่อยแกะตัวเดียวก็คือปล่อย ปล่อยสองตัวก็คือปล่อย... ก็แค่นี้แหละ...”
เหลียนหยวนรีบร้อนมาถึง เมื่อรู้ว่าตนเองจะต้องอาศัยอยู่กับจีอู๋ซวงตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาถึงกับงงงัน ในตอนที่เขากำลังจะคัดค้าน แต่กลับพบว่าดวงตาของท่านอาจารย์ของข้าเบิกกว้างจนกลมโต คำพูดที่มาถึงริมฝีปากจึงถูกกลืนกลับลงไป
“ขอรับ ศิษย์รับคำสั่ง!”
หมู่จื่อฉีตบไหล่ของเหลียนหยวนอย่างร่าเริง “ดีๆ อู๋ซวงน้อยต่อไปนี้ก็ฝากเจ้าด้วยนะ”
“ขอรับ”
มู่จื่อฉีที่บรรลุเป้าหมายพร้อมกับอีกสองคนได้พูดคุยทักทายกับจีอู๋ซวงอีกครั้ง จากนั้นภายใต้การส่งแขกซ้ำๆของจีอู๋ซวง พวกเขาก็ค่อยๆจากไปอย่างอ้อยอิ่ง
บทที่ 49: คนแก่รังว่างในวัยหนุ่มสาว?
ถ้ำของจีอู๋ซวงเป็นสถานที่ที่มีพลังวิเศษอุดมสมบูรณ์ที่สุดในยอดเขาจู๋ซิง ไม่มีที่ใดเทียบได้ แม้แต่ยอดเขาหลักก็ยังไม่อุดมสมบูรณ์เท่าที่นี่
หลังจากลู่สิงโจวและเหลียนหยวนย้ายเข้ามาอยู่ พวกเขาต้องอยู่รวมกันในลานเดียวกัน แรกๆ ทั้งสองคนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่หลังจากที่จีอู๋ซวงมอบตำราวิชาให้คนละเล่ม สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป
ตำราสองเล่มนี้ เล่มหนึ่งคือ ‘คัมภีร์เสียงฟ้าร้อง’ อีกเล่มคือ ‘คัมภีร์น้ำแข็งเหมันต์’ เขียนด้วยลายมือ ดูเหมือนทำอย่างลวกๆ
ตอนแรกทั้งสองคนไม่คิดจะฝึกฝน แต่พอได้ดูแวบเดียวก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
เดี๋ยวก่อน!
นี่มันเคล็ดวิชาขั้นสูงของวิชาที่พวกเขากำลังฝึกอยู่ไม่ใช่หรือ?
ทั้งสองคนไปหาจีอู๋ซวง นางกำลังอาบแดดและแปรงขนให้แมวดำตัวน้อย พลางพูดอย่างใจเย็นว่า “นี่คือวิชาที่ท่านบรรพบุรุษปรับปรุงแล้ว พวกเจ้าฝึกไปเถิด หากผ่านด่านแรกได้ พวกเจ้าน่าจะสร้างรากฐานได้แล้ว”
จีอู๋ซวงคิดแล้วคิดอีก นางรู้สึกว่าการที่โม่หลานอีขโมยวาสนาของผู้อื่นนั้น มีกุญแจสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือวรยุทธ์ของอีกฝ่ายต้องอยู่ในระดับเดียวกับตน
มิฉะนั้น ในสำนักอวิ๋นหลานมีอัจฉริยะและผู้มีโชคชะตายิ่งใหญ่มากมาย เหตุใดจึงขโมยเฉพาะสองคนโง่นี้เล่า?
“ในช่วงครึ่งปีต่อจากนี้ พวกเจ้าจงปิดด่านเถิด อย่าออกมาจนกว่าจะสร้างรากฐานได้สำเร็จ”
“อะไรนะ?”
“ไม่พอใจหรือ?”
“ไม่ใช่... หากพวกข้าปิดด่าน ใครจะคุ้มครองเจ้าเล่า”
จีอู๋ซวงมองสองคนโง่เขลานี้ด้วยสายตาที่ซับซ้อนยิ่งนัก พวกเขาคงไม่ได้คิดจริงๆหรอกนะว่าพวกเขามาที่นี่เพื่อคุ้มครองนาง?
จีอู๋ซวงชี้ไปที่เฟิ่งเลี่ยนที่มีขนเป็นประกายแล้วกล่าวว่า “รอให้ถึงวันที่พวกเจ้าสามารถเอาชนะเฟิ่งเลี่ยนของข้าได้ ค่อยพูดถึงเรื่องคุ้มครองข้าเถอะ”
สองคนนั้น “...”
หากพวกเขาจำไม่ผิด นี่น่าจะเป็นสัตว์วิเศษขั้นแก่นปราณทองคำมิใช่หรือ?
ทั้งสองจำใจ จึงต้องเชื่อฟังแล้วไปปิดด่านอย่างว่าง่าย
ส่วนประกาศปิดด่านต่อภายนอกอะไรนั้น จีอู๋ซวงไม่อนุญาตให้พวกเขาประกาศ
นางใช้นิ้วเท้าคิดก็รู้ว่า หากพวกเขาประกาศออกไป จะต้องถูกขัดขวางแน่นอน ซึ่งก็ดีเหมือนกัน
หลังจากที่ทั้งสองคนไปปิดด่าน ชีวิตประจำวันของจีอู๋ซวงก็เรียบง่ายมาก ลูบแมว เลี้ยงไก่ ส่งตัวเองไปในค่ายกลใหญ่เพื่อปลูกต้นไม้ด้วยน้ำพุแห่งชีวิตที่หลอกมาได้
แต่ต้นผลไม้เทียนหยวนยังไม่งอกเลย จีอู๋ซวงเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
ค่ายกลสังหารเซียน72ดาวอัปมงคลนั้นต้องใช้หินวิเศษชั้นดีเปลี่ยนทุกสิบวัน แม้ว่าพวกศิษย์หลานจะให้หินวิเศษมามากมาย แต่ถึงบ้านจะมีเหมืองก็ไม่ควรเผาผลาญแบบนี้
อีกทั้งจีอู๋ซวงและสัตว์เลี้ยงทั้งหนึ่งคนสองตัวต่างก็กินจุกันทุกตัว
แม้ว่าพวกศิษย์หลานจะยินดีเลี้ยงดูนาง แต่จีอู๋ซวงไม่ชอบติดหนี้ใคร คิดไปคิดมาจึงตัดสินใจหาเงินเพิ่ม
ขั้นตอนแรกของการหาเงินเพิ่มคือ ส่งไป๋เย่ไปยังยอดเขาเทพสัตว์เพื่อปลุกพลังให้สัตว์วิเศษ ไป๋เย่ร้องไห้โวยวายประท้วง “แง้วๆ” แต่ถูกจีอู๋ซวงปราบอย่างไร้ความปรานี
ขั้นตอนที่สองของการหาเงินเพิ่ม จีอู๋ซวงตัดสินใจขายยันต์
แต่ยันต์ที่จีอู๋ซวงทำขึ้นนั้นไม่สามารถขายได้โดยตรง จำเป็นต้องกระตุ้นพลังก่อนถึงจะขายได้
ปัญหาคือ จะหาใครมากระตุ้นพลังล่ะ?
“จินฝูสี่?”
“อืม ไม่ได้ ธุระที่ยอดเขาหงฝูนั้นยุ่งเกินไป คงจะหาตัวคนไม่เจอ”
“ศิษย์พี่หญิงรอง?”
“อืม ก็ไม่ได้เช่นกัน หลังจากที่ศิษย์พี่ได้ดูวิชาใหม่ที่มอบให้ ดูเหมือนว่านางจะบรรลุบางสิ่ง จึงปิดด่านไปแล้ว”
“เจ้าสำนัก?”
“อืม ยิ่งไม่ได้ใหญ่ เจ้าสำนักเป็นถึงผู้นำสำนัก อีกทั้งเขาก็ไม่ใช่ศิษย์ของข้าด้วย”
หลังจากคิดไปคิดมา จีอู๋ซวงก็ยื่นกรงเล็บแห่งความชั่วร้ายไปยังคนว่างเพียงคนเดียวในถ้ำพัก อ้อ ไม่ใช่ ไก่ที่ว่างงานต่างหาก
“มานี่ เจ้าเฟิ่งเลี่ยนน้อย เจ้าลองใส่พลังวิญญาณเข้าไปในยันต์เพื่อกระตุ้นมันสิ”
ลูกไก่ตัวมันเลี่ยนยกหัวขึ้น ใช้ปีกชี้ที่ตัวเอง
“กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก?”
[เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าเรียกข้าหรือ?!]
“ใช่แล้ว”
“กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก!”
[ไม่ได้หรอก ข้าเป็นเพียงขั้นแก่นปราณทองคำเท่านั้น ทำไม่ได้หรอก]
จีอู๋ซวงรู้ดีว่า ในสามพันโลกเบื้องบน สัตว์วิเศษและผู้ฝึกฝนมนุษย์สามารถใช้ยันต์และของวิเศษได้เช่นกัน แต่สัตว์วิเศษที่จะใช้ยันต์ได้นั้นต้องผ่านการแปลงร่างและฝ่าฟันอัสนีบาตมาก่อน
แม้ว่าเฟิ่งเลี่ยนจะยังห่างไกลจากจุดนั้น แต่มันมีพลังสืบทอดของเฟิ่งหวง
นี่นา
หากมันทำสำเร็จล่ะ?
จีอู๋ซวงตบหัวลูกไก่เบาๆ “ไม่เป็นไร ถึงล้มเหลวก็ไม่เป็นไร เพียงแค่ใส่พลังวิเศษเท่านั้น ลองหลายๆครั้งเดี๋ยวก็สำเร็จแน่ ข้าเชื่อในตัวเจ้า”
เฟิ่งเลี่ยนตัวน้อยสบตากับจีอู๋ซวงที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจและอ่อนโยน จู่ๆก็ยืดอกผึ่งผาย
“กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก!”
[ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเจ้า เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย!]
คำพูดของเฟิ่งเลี่ยนนั้นหนักแน่นและมีพลัง แต่อุดมคติมักสวยหรู ความจริงกลับโหดร้าย
หลังจากเฟิ่งเลี่ยนเผายันต์ไปแปดสิบเก้าสิบแผ่น มันก็ไม่ยอมฝึกฝนอีกต่อไป
แม้จีอู๋ซวงจะไม่ถือสา แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของวิเศษทั้งสิ้น!
ทุกครั้งที่เผาไป หัวใจของมันก็เจ็บปวดราวกับเลือดหยด จนแทบจะกลุ้มใจจนขนร่วง
จีอู๋ซวงเห็นไก่ไฟน้อยกลายเป็นไก่หงอยไป จู่ๆก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
อืม... ข้าคงจะรีบร้อนเกินไปกระมัง?
ชาติที่แล้วจีอู๋ซวงบรรลุธรรมด้วยร่างกาย การปรุงยา หลอมอาวุธ สร้างค่ายกล และทำป้ายอาคม แม้นางจะไม่คุ้นเคยนัก แต่ก็เคยสัมผัสมาบ้างเพราะต้องใช้
แต่เรื่องการควบคุมพลังวิเศษนั้น นางไม่รู้อะไรเลยจริงๆ
อีกทั้งตระกูลจีก็ไม่มีผู้ฝึกฝนจากเผ่าสัตว์ ดังนั้นในคลังสมบัติของนางจึงไม่มีตำราด้านนี้ แม้แต่เคยอ่านก็ยังไม่เคย
จีอู๋ซวงไอเบาๆแล้วกล่าวว่า “แม้ข้าจะไม่มีพลังวิเศษ แต่ข้าคิดว่าเจ้าเผายันต์ไปเพราะใส่พลังมากเกินไปในคราวเดียว เจ้าลองบดพลังวิเศษให้ละเอียด ราวกับสายน้ำที่ไหลรินสิ”
เฟิ่งเลี่ยนเงยหน้าขึ้นมองอย่างน่าสงสาร “กุ๊กๆๆ...” เสี่ยวอู๋ซวง เจ้ายังเชื่อใจข้าอยู่หรือไม่?
“แน่นอนว่าข้าเชื่อใจเจ้า” จีอู๋ซวงยิ้มสดใส “เฟิ่งเลี่ยนของพวกเราเก่งที่สุดแล้ว ในเมื่อข้าเองยังปลุกพลังวิเศษไม่ได้เลย”
พอได้ยินคำพูดนี้ เฟิ่งเลี่ยนก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง
เฟิ่งเลี่ยนเป็นสัตว์ที่ซื่อๆ ความคิดก็เรียบง่าย
ในสายตาของมัน จีอู๋ซวงมอบชีวิตใหม่และความหวังให้มัน ดังนั้นมันจึงต้องปกป้องจีอู๋ซวงให้ดี
เฟิ่งเลี่ยนใช้ปีกไก่เช็ดน้ำตาที่หัวตา แล้วคาบยันต์ไว้หนึ่งปึก ก่อนจะหาที่สงบเพื่อปิดด่าน
ในพริบตา ในถ้ำก็เหลือเพียงจีอู๋ซวงคนเดียวที่ว่างงาน
จีอู๋ซวง “...”
ช่างเหงาเสียจริง
ไฉนนางผู้อายุยังน้อยนัก จึงรู้สึกถึงความอ้างว้างเหมือนคนชราที่ลูกหลานจากไปเสียแล้วเล่า?
อนิจจา...
ไม่ได้ ข้าต้องหาอะไรทำเสียหน่อย
ข้ามาอยู่ที่สำนักอวิ๋นหลานอันเป็นที่พำนักของท่านอาจารย์คนที่สองมานานแล้ว แต่ยังไม่มีข่าวคราวจากสำนักของท่านอาจารย์ท่านอื่นๆเลย ไฉนข้าจะไม่ไปสืบข่าวด้วยตนเองเล่า?
บทที่ 50: เมืองอี้ พบกับพี่ชายของโม่หลานอี?
รอบนอกสำนักอวิ๋นหลานมีเมืองของมนุษย์นับพันแห่ง เมืองเหล่านี้เป็นที่อยู่ของตระกูลบำเพ็ญเซียนที่พึ่งพาสำนักอวิ๋นหลาน
ตระกูลบำเพ็ญเซียนส่งคนมีพรสวรรค์ให้สำนักอวิ๋นหลานอย่างไม่ขาดสาย สำนักอวิ๋นหลานก็อนุญาตให้ศิษย์ไปดูแลตระกูลบำเพ็ญเซียน ทั้งสองฝ่ายเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่กับเถาวัลย์
วันนี้จีอู๋ซวงมาถึงสถานที่ชื่อว่าเมืองอี้
เมืองอี้แห่งนี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสังกัดสำนักอวิ๋นหลาน ในเมืองมีผู้คนอาศัยอยู่นับล้าน ดูราวกับเป็นประเทศขนาดเล็ก เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆอีกมากมาย ด้านหนึ่งหันหลังให้สำนักอวิ๋นหลาน อีกด้านหนึ่งเผชิญหน้ากับทะเลสาบมรกต
และทะเลสาบมรกตนี้เองก็คือเทือกเขาดั้งเดิมอันกว้างใหญ่ไพศาลที่จีอู๋ซวงเคยสังหารโม่หลานอีนั่นเอง
ก่อนออกจากประตู จีอู๋ซวงได้ทิ้งจดหมายไว้ให้เจ้าสำนัก เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูธรรมดาเป็นพิเศษ สะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง แล้วจึงนั่งแท่นส่งตัวมาถึงเมืองอี้
เมืองอี้ยิ่งใหญ่อลังการมาก เนื่องจากในเมืองอี้มีทั้งนักบำเพ็ญเซียนและคนธรรมดา จึงมีบรรยากาศครึกครื้นมีชีวิตชีวามาก เมื่อจีอู๋ซวงเดินท่องไปในนั้น กลับรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่
นางมองดูผู้คนที่สัญจรไปมารอบข้างด้วยความสนใจ ใบหน้าของชาวบ้านแสดงอารมณ์แตกต่างกันไป แต่ล้วนเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ไม่ยากที่จะเห็นว่าผู้ปกครองเมืองอี้เป็นคนใจดี
ด้วยการคุ้มครองของสำนักอวิ๋นหลานอันเป็นหนึ่งในห้าสำนักเซียนใหญ่ ผู้คนที่นี่มีชีวิตที่ดีกว่าผู้คนในโลกภายนอกมากมาย
นางหาร้านน้ำชาสักแห่ง เมื่อนั่งลงแล้วก็สั่งชาวิเศษอย่างไม่ลังเล
ชาวิเศษที่นี่แน่นอนว่าเทียบไม่ได้กับที่นางดื่มในสำนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี
เด็กรับใช้ในร้านกลับตะลึง เขาเองก็เป็นผู้ฝึกตน แม้จะเป็นเพียงขั้นฝึกลมปราณขั้นแปด แต่ก็ยังมองออกว่าจีอู๋ซวงเป็นเพียงคนธรรมดา
“นี่... น้องสาวเอ๋ย หากเจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนแล้วดื่มชาวิเศษ อาจจะ... เอ่อ ไม่ดีนัก อีกอย่างชาวิเศษราคาหนึ่งถ้วยเท่ากับหนึ่งหินวิเศษนะ”
จีอู๋ซวงถอดหมวกคลุม เห็นสายตาจริงใจของอีกฝ่ายจึงยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าเอามาเถิด เอาชาวิเศษที่ดีที่สุดมา”
เด็กรับใช้ตาพร่าไปด้วยรอยยิ้มของจีอู๋ซวง ผิวขาวผ่อง ใบหน้างดงาม เส้นผมดำขลับ ดวงตาเป็นประกาย.งดงาม เพียงแค่มองเขาเช่นนั้น ก็ราวกับได้เห็นดวงดาวเต็มท้องฟ้า
แม้อายุยังน้อย แต่รูปโฉมและบุคลิกเช่นนี้ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา
เด็กรับใช้รีบก้มหน้า กลัวว่าตนจะเจอลูกหลานตระกูลใหญ่เข้า รีบพูดว่า “ได้ๆๆ ข้าน้อยจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้”
เมื่อชาวิเศษมาถึง จีอู๋ซวงจิบเบาๆหนึ่งอึกแล้ววางไว้ข้างๆ นางปล่อยจิตสัมผัสฟังการสนทนารอบข้าง หวังจะได้ยินข่าวของสำนักของอาจารย์ท่านอื่นๆ
แต่การสนทนารอบข้างล้วนเป็นเรื่องว่าที่ไหนมีสมบัติออกมา คู่ครองของใครนอกใจ ใครถูกศัตรูฆ่า บุตรหลานตระกูลไหนแต่งงานกับใคร บลาๆๆ
มีทุกอย่างปะปนกันอย่างยุ่งเหยิง แต่กลับไม่มีสิ่งที่จีอู๋ซวงอยากฟัง
จีอู๋ซวงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา กำลังจะจ่ายค่าชาแล้วจากไป ทันใดนั้นนางก็เห็นกลุ่มชายหนุ่มท่าทางสง่างามเดินเข้ามาในร้านน้ำชา
ชายหนุ่มที่นำหน้ามีท่วงท่าองอาจ รูปโฉม.งดงาม แต่เดินด้วยคางที่เชิดสูง ดูเหมือนไม่สนใจผู้ใดในสายตา เขากำลังพูดอะไรบางอย่างอย่างช้าๆ ทำให้บรรดาสมุนพากันพยักหน้ารับและประจบเอาใจ
ส่วนหญิงสาวที่อยู่ข้างกายเขา มีสีหน้าเฉยชาและเบื่อหน่าย จีอู๋ซวงจำได้ว่านางคือศิษย์พี่ที่เคยพบหน้าประตูเวินซิน
นับแต่จากกันที่หน้าประตูเวินซิน นางก็ไม่ได้พบศิษย์พี่ผู้นี้อีกเลย
พูดถึงการที่นางสามารถเข้าสำนักอวิ๋นหลานได้อย่างราบรื่น ก็เกี่ยวข้องกับศิษย์พี่ผู้นี้ด้วย บางทีควรกล่าวขอบคุณนางสักคำ?
ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังคิดอยู่นั้น ศิษย์พี่ผู้นั้นดูเหมือนจะรู้สึกถึงบางสิ่ง นางขมวดคิ้วเงยหน้ามองมาทางข้า หลังจากประหลาดใจเล็กน้อย ดวงตาก็เปล่งประกาย เผยรอยยิ้มอันสดใสยิ่ง แตกต่างจากท่าทีเย็นชาและเบื่อหน่ายเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ราวกับดอกโบตั๋นที่เบ่งบานอย่าง.งดงาม
“ศิษย์น้อง!”
นางร้องเรียกเบาๆ ทำให้ทุกคนหันมามองจีอู๋ซวงในทันที
จีอู๋ซวงยิ้มพลางลุกขึ้นยืน
“ศิษย์พี่หญิงร่วมสำนัก”
“ศิษย์น้องร่วมสำนักน้อย เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? อ๋อ ใช่แล้ว ข้าลืมแนะนำตัวเอง
ข้าคือเย่เชี่ยนแห่งยอดเขาจื่อหลิน”
เย่เชี่ยนเมื่อเห็นจีอู๋ซวงก็เหมือนเห็นผู้ช่วยชีวิต นางพูดกับจีอู๋ซวงพลางกะพริบตาถี่ๆอย่างสุดกำลัง
จีอู๋ซวง “...”
จีอู๋ซวงยิ้มเบาๆ พูดว่า “ศิษย์พี่หญิง ข้าคือจีอู๋ซวง”
เย่เชี่ยนรีบลดเสียงลงพูดว่า ศิษย์น้องน้อย ข้ารู้จักเจ้า ช่วยข้าหน่อย ข้าขอร้องล่ะ”
จีอู๋ซวงพยักหน้า แล้วได้ยินเย่เชี่ยนเปล่งเสียงดังขึ้นว่า “โอ้ๆๆ ที่แท้ศิษย์น้องร่วมสำนักน้อยหลงทางนี่เอง ไม่เป็นไร พี่สาวทำภารกิจครั้งนี้เสร็จก็จะกลับสำนักแล้ว ศิษย์น้องร่วมสำนักน้อยไปกับข้าด้วยกันเถอะ”
พูดจบ เย่เชี่ยนหันไปมองชายคนหนึ่งและคณะของเขาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “สหายอู๋ เมื่อข้าพบศิษย์น้องร่วมสำนักของข้าแล้ว ก็คงไม่สะดวกที่จะร่วมทางกับพวกเจ้าต่อไป”
อู๋หัวอี้เลิกคิ้วสูง มองประเมินจีอู๋ซวงอย่างเรียบเฉย แล้วกล่าวว่า “ท่านเย่ ศิษย์น้องของท่านดูเหมือนยังไม่ได้นำลมปราณเข้าสู่ร่างกาย แม้ท่านจะมีพลังอันยอดเยี่ยม แต่หากพาคนธรรมดาไปแย่งชิงสมบัติวิเศษ เกรงว่าจะไม่มีโอกาสชนะ น้องสาวข้าบอกว่าท่านเป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักของนาง จึงขอให้พวกข้าช่วยดูแลท่าน ข้าถึงได้มาร่วมพันธมิตรกับท่าน เพื่อไม่ให้น้องสาวข้าเป็นห่วง ไปกับพวกข้าด้วยกันเถิด จะได้มีหลักประกันไม่ใช่หรือ?”
ใบหน้างดงามอ่อนหวานของเย่เชี่ยนแวบผ่านความไม่พอใจ แต่ก็ยังกล่าวว่า “ก็เพราะสถานการณ์พิเศษของศิษย์น้องของข้า พวกข้าถึงต้องปฏิบัติการเอง หากพวกข้าไม่ได้สมบัติวิเศษมา พวกเจ้าจะโทษข้าและศิษย์น้องอีก”
อู๋หัวอี้ขมวดคิ้วแน่น “เจ้าจะถอนตัวจริงๆงั้นหรือ?”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ” อู๋หัวอี้หัวเราะเยาะ “หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจ”
“พวกข้าไม่มีทางเสียใจแน่นอน”
อู๋หัวอี้ถูกเย่เชี่ยนทำให้เสียหน้า จึงไม่คิดจะดื่มชาอีกแล้วพาคนของตนสะบัดแขนเสื้อจากไป ก่อนจะไปอู๋หัวอี้ยังมองจีอู๋ซวงอย่างเย็นเยียบ
ราวกับมองสิ่งไร้ชีวิต
จีอู๋ซวงไม่สนใจเขา แต่เชิญเย่เชี่ยนนั่งลง
เย่เชี่ยนรีบขอโทษจีอู๋ซวง “ขออภัยด้วยศิษย์น้องหญิง ข้าทำให้เจ้าลำบากเสียแล้ว”
จีอู๋ซวงส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ตอนที่ข้าปรากฏตัวที่สนามทดสอบของสำนักอย่างกะทันหัน ก็เพราะพี่หญิงไม่ซักไซ้และยอมให้ข้าเข้าสู่เส้นทางถามใจ ข้าถึงได้เข้าสำนักได้”
เย่เชี่ยนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มน้อยๆ “การที่เจ้าปรากฏตัวที่นั่นได้ แสดงว่าเจ้ามีวาสนากับสำนักอวิ๋นหลานของพวกข้า ข้าย่อมไม่ขัดขวางเจ้าเข้าสู่เส้นทางถามใจแน่นอน”
“ไม่ อย่างไรเสียข้าต้องขอบคุณท่านอยู่ดี”
วันนั้นจีอู๋ซวงทั้งตัวเละเทะ ไม่มีพลังวิเศษเหลืออยู่เลย แต่ก็ยังมาทันเวลาในตอนสุดท้าย
ถ้าเป็นคนอื่น นางคงไม่โชคดีเช่นนี้
เย่เชี่ยนเข้าใจความหมายของจีอู๋ซวง จึงขยิบตาอย่างซุกซนพลางกล่าว “ฮ่าๆๆ ฟังเจ้าพูดเช่นนี้ เราสองคนก็ถือว่าหายกันแล้วสินะ?”
จีอู๋ซวงพยักหน้า “อืม เมื่อเรื่องนี้จบลง ก็จะหายกัน”
เย่เชี่ยนชะงัก “หา?”
“ศิษย์พี่ไม่ได้จะไปชิงสมบัติหรอกหรือ? ข้าจะไปกับท่านด้วย”
เย่เชี่ยนมีรูปโฉมงดงามยิ่ง เป็นความงามอ่อนโยนดั่งสายน้ำ สดใสดั่งรุ้ง ส่วนชายคนนั้นเมื่อครู่ดูไม่ใช่คนดีแต่แรก
“ขออภัยที่ข้าต้องถามตรงๆ ศิษย์พี่หญิง ชายคนนั้นเมื่อครู่พูดถึงน้องสาวน้องสาวของเขาคือใครกัน? ข้ายังไม่เคยรู้มาก่อนว่าในเมืองอี้นี้ ศิษย์สำนักอวิ๋นหลานของพวกเรายังต้องการให้ผู้อื่นคุ้มครองด้วย”
เย่เชียนก็แสดงรอยยิ้มอย่างลำบากใจ กล่าวว่า “เมื่อครู่ที่สหายอู๋พูดถึงน้องสาวของเขา หมายถึงโม่หลานอีศิษย์ตรงที่ท่านอาจารย์ของข้ารับเข้ามาใหม่”
“โม่หลานอีเป็นศิษย์น้องของท่านหรือ?”
“ใช่แล้ว” เย่เชียนถอนหายใจเบาๆ “ศิษย์น้องของข้านางอ่อนโยนน่ารัก ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดนางจึงมีพี่ชายที่น่ารำคาญเช่นนี้ แต่ศิษย์น้องก็มีความหวังดีเป็นห่วงข้า จึงให้คนในครอบครัวมาคุ้มครองข้า หากข้าปฏิเสธไปตรงๆก็คงไม่ดีนัก เขาทำให้ข้าลำบากใจมานานแล้ว โชคดีที่ได้มาเจอเจ้านะศิษย์น้อง”
จีอู๋ซวงหรี่ตาลง ยกมือขึ้นโดยไม่ตั้งใจทำน้ำชาหกใส่ข้อมือของเย่เชียน แล้วเช็ดให้นางพลางกล่าวว่า “ขออภัยด้วยศิษย์พี่”
ขณะที่เย่เชียนไม่ทันระวัง จีอู๋ซวงค่อยๆจับข้อมือของเย่เชียนไว้ แล้วคลี่แผนภาพทำนายสวรรค์ออกมาเพื่อคาดการณ์ชะตาชีวิตของเย่เชียน...
จบตอน
Comments
Post a Comment