บทที่ 51: หมอกฤดูใบไม้ผลิ
เย่เชี่ยนเป็นศิษย์ตรงของประมุขสำนักอวิ๋นหลาน บนยอดเขาจื่อหลิน แม้ว่าพรสวรรค์ของนางจะไม่ได้โดดเด่นที่สุด เป็นเพียงศิษย์ที่มีรากฐานสองธาตุ แต่รากฐานธาตุไม้ของนางนั้นเป็นรากฐานสวรรค์ระดับ10ที่หาได้ยากยิ่ง
ผู้ที่มีรากฐานเช่นนี้ มักจะมีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะพืชวิเศษ อีกทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็มักจะรู้สึกสนิทสนมกับนางได้ง่าย
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนที่เย่เชี่ยนพบเจอในสำนักจึงล้วนแต่เป็นคนที่มีไมตรีจิต
แต่ในแผนภาพทำนายสวรรค์นั้นชะตาชีวิตของเย่เชี่ยนกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงภายใต้อิทธิพลของศิษย์น้องของนาง
ครั้งหนึ่งเย่เชี่ยนรับภารกิจจากสำนักออกไปข้างนอก นางได้พบกับสมบัติวิเศษที่ปรากฏตัวขึ้นโดยบังเอิญ เย่เชี่ยนจึงส่งข่าวแจ้งให้สำนักทราบ
สำนักบอกว่านี่เป็นวาสนาของนางเอง สำนักจะไม่แย่งชิง ให้นางไปคว้าเอาไว้ได้เลย
เย่เชี่ยนดีใจมาก เมื่อ 'ศิษย์น้อง' รู้เรื่องก็ดีใจด้วย ยังบอกอีกว่าบ้านของลุงของนางอยู่ใกล้เมืองเย่ และพี่ลูกพี่ลูกน้องของนางก็ได้รับข่าวนั้นและจะไปแย่งชิงสมบัติวิเศษเช่นกัน จึงชวนให้ไปด้วยกัน
เย่เชี่ยนไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของ 'ศิษย์น้อง' จึงตกลง
แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายตลอดชีวิตของนาง
สมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นกลับกลายเป็นบุปผาชนิดหนึ่งที่ปลุกเร้ากามอารมณ์ หลังจากที่นางกับพี่ชายของ 'ศิษย์น้อง' เข้าไปในดินแดนลึกลับนั้นด้วยกัน ก็ถูกอิทธิฤทธิ์ของบุปผานั้นครอบงำ จนพลาดพลั้งมีความสัมพันธ์กับเขาในคืนนั้น
เมื่อออกมาแล้ว 'ศิษย์น้อง' ก็โกรธพี่ชายของนางยิ่งนัก บังคับให้เขารับนางเป็นภรรยา
แท้จริงแล้วนางมิได้ใส่ใจเรื่องนี้ นางเป็นผู้ฝึกตน ย่อมมิได้ยึดติดสิ่งเหล่านี้ แต่ทว่า 'ศิษย์น้อง' กลับร่ำไห้ทุกวัน ราวกับว่าหากนางไม่ยอมแต่งงานกับพี่ชายของนาง นางคงมิได้อยู่อย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต
เมื่อเห็น 'ศิษย์น้อง' ซูบผอมลงทุกวัน ในที่สุดนางก็ยอมแต่งงานกับเขา
แต่หลังจากแต่งงานไปแล้ว นางก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วในใจของเขามีคนที่รักอยู่แล้ว นางกลับกลายเป็นคนชั้นต่ำที่อาศัยความเมตตาของ 'ศิษย์น้อง' ใช้เล่ห์เหลี่ยมจนได้ขึ้นเป็นภรรยา”
ในตอนแรกนางคิดว่านางสามารถรับมือกับคำครหาเหล่านี้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสียงนินทาก็ยิ่งทวีคูณขึ้น จนกระทั่งคนในครอบครัวของนางก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ความโกรธแค้นก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของนาง
นางเกลียดชัง 'ศิษย์น้อง' ที่ทำเช่นนี้ที่ทำทั้งหมดลงไปเพื่อให้ตนเองรู้สึกผิดน้อยลง บังคับให้นางแต่งงาน
นางเกลียดชังสำนักที่ไม่ยอมพูดแก้ต่างให้นาง
นางเกลียดชังเขาที่เสแสร้งแกล้งรัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่บุตรสาวของนางต้องตายเพื่อ 'ศิษย์น้อง' ผู้นั้น นางก็ยิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้นไปอีก
ครั้นต่อมานางผู้นั้นคิดร้ายหมายทำลาย 'ศิษย์น้อง' หลายต่อหลายครั้ง จนความแตกถูกเปิดโปง ถูกพี่ชายสารเลวนั่นทำลายเส้นชีพจรจนกลายเป็นหญิงพิการไปในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเพียงแค่ก้อนหินใต้รอยเท้าในชีวิตอันรุ่งโรจน์ของ 'ศิษย์น้อง' อีกด้วย
เมื่อได้เห็นชีวิตของเย่เชี่ยนแล้วจีอู๋ซวงก็แทบอยากจะกลอกตาไปมา “ 'ศิษย์น้อง' ผู้นี้ แค่คิดด้วยปลายเท้าก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ใด
จีอู๋ซวงเงยหน้ามองหญิงสาวผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนเบื้องหน้า ยากจะเชื่อมโยงนางเข้ากับภาพลักษณ์ของคนใจดำอำมหิตในครู่ก่อนได้ ในยามนี้นางยังคงมีวาสนาอยู่บนหน้าผาก แม้จะไม่ชัดเจนเท่าสองคนนั้น แต่ก็เป็นผู้มีบุญวาสนา
ในเมื่อต่างก็มีชีวิตที่ควรจะสดใส ไฉนเลยต้องยอมเป็นเพียงตัวประกอบชีวิตผู้อื่นเล่า?
“ศิษย์พี่เย่ ข้าจะไปกับท่าน”
จีอู๋ซวงเอ่ยปากอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เย่เชี่ยนเองก็มิใคร่จะวางใจให้จีอู๋ซวงออกไปผจญภัยเพียงลำพังนางจึงยินยอม
บัดนี้นางทำภารกิจของสำนักเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจตามหาสมบัติวิเศษ หากศิษย์น้องหญิงยังคงประสงค์จะออกท่องเที่ยว นางก็จะอยู่เป็นเพื่อนศิษย์น้องต่อไป แต่หากศิษย์น้องหญิงคิดจะกลับสำนัก นางก็จะพาจีอู๋ซวงกลับไปด้วยตนเอง
อีกฟากหนึ่ง อู๋หัวอี้ส่งกระแสจิตถึงโม่หลานอี บอกเล่าว่าศิษย์พี่หญิงของนางได้พบกับคนในสำนักเดียวกันแล้ว และได้จากไปแล้ว
โม่หลานอีชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกราวกับมีบางสิ่งหลุดพ้นจากการควบคุม นางพยายามตั้งสติแล้วเอ่ยว่า “พี่ชาย ศิษย์พี่หญิงของข้าเป็นเพียงแค่ขั้นสร้างรากฐาน การแย่งชิงสมบัติวิเศษนั้นแสนอันตราย ท่านต้องช่วยนางด้วยนะ”
อู๋หัวอี้เผยรอยยิ้มไร้เรี่ยวแรง “เจ้านี่ช่างเป็นคนอ่อนโยนเสมอเลยนะ”
“สรุปคือ ฝากท่านพี่ด้วย”
“เมื่อเจ้าเอ่ยเช่นนี้ ข้าก็จะลองพิจารณานางดู”
“ขอบพระคุณท่านพี่”
“ไม่เป็นไร”
เมื่อเสียงสนทนาดับไป อู๋หัวอี้กำยันต์สื่อสารในมือแน่น นิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บเข้าที่อย่างทะนุถนอม
สามวันต่อมา ที่ทะเลสาบมรกต ไกลออกไปทางเหนือของเมืองอี้ร้อยลี้ ที่นั่นเบ่งบานด้วยบุปผานานาพรรณ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว แปลงโฉมทะเลสาบที่เคยเขียวขจีให้กลายเป็นทะเลสาบแห่งดอกไม้และกลิ่นหอม
เหล่านักผู้ฝึกตนมากมายมุ่งหน้ามายังสถานที่แห่งนี้ รอคอยการปรากฏของของวิเศษอย่างเงียบงัน
แท้จริงแล้ว ของวิเศษมีเพียงหนึ่งเดียว แม้จะแย่งชิงกันเพียงใด ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในที่แห่งนี้ก็มิอาจแม้แต่จะเหลือบมองได้
ทว่าร้อยปีก่อน มีผู้หนึ่งบรรลุระดับขั้นพียงเพราะได้เห็นภาพนิมิตของของวิเศษ นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่ของวิเศษปรากฏขึ้น ก็เปรียบเสมือนโอกาสแห่งชีวิตครั้งหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ไร้ทั้งสำนักและภูมิหลัง...
สำหรับผู้ฝึกตนอิสระ นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่สวรรค์ประทานให้
เมื่อจีอู๋ซวงและเย่เชี่ยนมาถึง ก็พบว่าเบื้องหน้ามิเพียงแต่มีผู้ฝึกตนจำนวนมาก... หากแต่สัตว์อสูรยิ่งมีจำนวนมากกว่า!!!
ราวกับภูเขาและทะเลสัตว์อสูร เย่เชี่ยนถึงกับตะลึงงัน
“เหตุใดจึงมีผู้คนและสัตว์อสูรมากมายถึงเพียงนี้?!”
“ศิษย์พี่ ท่านอยากจะเข้าไปหรือไม่?”
หากเย่เชี่ยนเปิดเผยฐานะศิษย์สำนักอวิ๋นหลาน ย่อมสามารถยึดครองตำแหน่งที่ดีที่สุดได้ แต่ในเมื่อสำนักมิได้ส่งผู้ใดมาแย่งชิงสมบัติในครั้งนี้ แสดงว่าสำนักเต็มใจมอบมันแก่ตระกูลผู้ฝึกตนและผู้ฝึกตนอิสระที่อยู่ใกล้เคียง
ดังนั้น หากนางต้องการ นางทำได้เพียงใช้ความสามารถของตนเอง
“สัตว์อสูรมีจำนวนมากนัก ดูท่าจะไม่ค่อยดี พวกเรารออยู่ที่นี่เถิด”
“ตกลง”
ขณะที่กลิ่นหอมในอากาศเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้ฝึกตนบางคนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ สัตว์วิเศษทั้งหลายต่างรีบวิ่งมาจากทุกสารทิศ
เย่เชี่ยนรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี นางขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ไม่ได้ กลิ่นดอกไม้นี้แรงเกินไป... อีกทั้งยังทำให้เวียนศีรษะ”
จีอู๋ซวงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วมองดูผู้ฝึกตนรอบข้างที่ใบหน้าซีดลงเรื่อยๆ นางหยิบยันต์แผ่นหนึ่งจากอกเสื้อส่งให้เย่เชี่ยน “ศิษย์พี่ ท่านใช้อันนี้เถิด”
ยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษเป็นยันต์ระดับ8 ถึงแม้จีอู๋ซวงจะยินดีมอบให้เย่เชี่ยน นางก็คงใช้ไม่ได้
ดังนั้นยันต์ป้องกันไอพิษที่จีอู๋ซวงมอบให้นางจึงเป็นเพียงยันต์ธรรมดาระดับ2 เป็นยันต์ที่จินฝูสี่และคนอื่นๆ ทำขึ้นระหว่างฝึกฝน ภายหลังพวกเขามอบให้จีอู๋ซวงทั้งหมด ดังนั้นจีอู๋ซวงจึงมียันต์เหล่านี้อยู่มากมาย
แต่จีอู๋ซวงที่คิดว่ามันธรรมดา ทว่าในสายตาของเย่เชี่ยนกลับมีค่ามาก
นางสูดลมหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้อง... นี่คือยันต์ป้องกันไอพิษชั้นเลิศ! เจ้า... เจ้าจะมอบให้ข้าจริงๆหรือ?”
จีอู๋ซวงกล่าวว่า “ศิษย์พี่ กลิ่นดอกไม้นี้ไม่ปกตินัก ระวังไว้ก่อนจะดีกว่า”
เย่เชี่ยนเข้าสำนักก่อนจีอู๋ซวงและคนอื่นๆเพียงหนึ่งรุ่น นางไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่มีรากฐานพลังเดี่ยว ดังนั้นวิชาของนางจึงอยู่แค่ขั้นสร้างรากฐาน
นางไม่กล้าทะนงตน หากกลิ่นดอกไม้นี้เป็นอันตรายจริงๆล่ะ?
เย่เชี่ยนรับยันต์มาพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องน้อยไม่ต้องกังวล พอกลับสำนักเมื่อใด ข้าจะมอบหินวิญญาณให้เจ้า”
จีอู๋ซวง ส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะหันไปเบื้องหน้า...
ไม่นานนัก เหล่าผู้ฝึกตนขั้นฝึกลมปราณก็มึนหัวคล้ายจะเป็นลมเพราะกลิ่นหอมของดอกไม้ บ้างก็อาเจียน บ้างก็วิ่งหนีออกไปจากบริเวณนั้น แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นสูงกว่านั้นก็ยังไม่กล้าเคลื่อนไหว
สัตว์อสูรมากมายขนาดนี้ เพียงแค่คายน้ำลายใส่มาก็จมน้ำตายกันหมดแล้ว!
เย่เชี่ยนผู้มียันต์ป้องกันไอพิษติดตัวจึงไม่ได้รับผลกระทบ เมื่อเห็นว่าเหล่าสัตว์อสูรไม่ได้ทำร้ายผู้ฝึกตนคนใด นางจึงกล้าขึ้นบ้าง
“ไปกันเถอะ พวกเรารีบไป...”
ทั้งสองคนค่อยๆเดินลัดเลาะไปจนถึงริมทะเลสาบในที่สุด ที่นี่เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนขั้นแก่นปราณทองคำแทบทั้งสิ้น
เบื้องหน้า ทะเลสาบมรกตที่เคยเขียวขจี บัดนี้กลับเต็มไปด้วยกลีบดอกไม้ที่ลอยอยู่เต็มผืนน้ำ เป็นชั้นๆซ้อนทับกัน
ราวกับมหาสมุทรแห่งความงามอันโรแมนติก
สัตว์อสูรวนเวียนอยู่ริมทะเลสาบบ้างก็พุ่งลงไปคาบดอกไม้ขึ้นมาแล้วบินจากไป บ้างก็กลิ้งเล่นอยู่ในทะเลสาบอย่างน่าอัศจรรย์... พวกมันดูเป็นระเบียบเรียบร้อย?
เย่เชี่ยนช่างคู่ควรกับการเป็นศิษย์ของยอดเขาจื่อหลิน นางมองปราดเดียวก็จำกลีบดอกไม้พวกนี้ได้
“ไม่นึกเลยว่าจะเป็นดอกชุนเสีย มิน่าเล่า กลิ่นถึงรุนแรงปานนี้ แล้วยังล่อเหล่าสัตว์อสูรมามากมายเช่นนี้”
“ชุนเสีย?”
แม้แต่จีอู๋ซวง ก็ยังไม่เคยได้ยินชื่อพืชวิญญาณชนิดนี้มาก่อน แสดงให้เห็นว่าพืชชนิดนี้หาได้ยากเพียงใด
เย่เชี่ยนอดหัวเราะไม่ได้ นางจึงอธิบายให้จีอู๋ซวงฟังว่า “ใช่แล้ว ชุนเสียก็คือ...”
“คืออันใด?”
“เอ่อ... ควรจะเรียกว่ายาปลอบประโลมใจ สัตว์อสูรระดับต่ำแม้จะหลุดพ้นจากสัตว์เดรัจฉานทั่วไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังเป็นสัตว์อยู่ดี ก่อนที่พวกมันจะเปิดปัญญาและจำแลงกายได้ พวกมันก็ยังคงมีช่วงเวลาที่ติดสัด หากเก็บดอกชุนเสียให้พวกมันกิน จะสามารถช่วยให้พวกมันผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตัณหาร้อนรุ่มเช่นนี้ไปได้”
“เพียงแต่ว่าดอกชุนเสียชนิดนี้แพร่พันธุ์โดยการโปรยเมล็ดตามลม มันจึงขึ้นอย่างไม่เป็นที่เป็นทาง และหลังจากที่บานแล้วก็จะเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว หากต้องการให้ได้ผล ต้องเก็บเกี่ยวในช่วงที่ดอกไม้บานเท่านั้น พวกสัตว์อสูรวิญญาณสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดอกชุนเสีย พวกมันจึงมาที่นี่”
“ดอกชุนเสียสามารถนำไปขายให้กับตระกูลหรือสำนักที่เลี้ยงดูสัตว์อสูรได้ แม้ว่าราคาจะไม่สูงนัก แต่ก็มีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ดอกชุนเสียหนึ่งดอกสามารถขายได้ในราคาหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อน”
“หากโชคดีได้เมล็ดพันธุ์ของดอกชุนเสียมาครอบครอง ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นไปอีก”
เมื่อจีอู๋ซวงได้ยินว่าดอกไม้หนึ่งดอกมีค่าเท่ากับหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งชิ้น ดวงตาก็กระจ่างขึ้นทันที รีบพูดพร้อมกับพับแขนเสื้อขึ้นว่า “ศิษย์พี่! ยังยืนนิ่งอยู่ทำไม พวกเรารีบไปเก็บกันเถอะ!”
เย่เชี่ยนได้แต่นิ่งอึ้ง
อะไรกัน?!
เจ้ามิเห็นหรือว่าข้างในนั้นมีสัตว์อสูรอยู่เต็มไปหมด?
หากเข้าไป มิถูกสัตว์อสูรกลืนกินเข้าไปทั้งตัวรึ?
บทที่ 52: เพื่อหินวิญญาณระดับกลาง! บุก!
จีอู๋ซวงผายมือไปยังฝูงสัตว์อสูรที่อยู่ไม่ไกลพลางเอ่ยว่า “ศิษย์พี่อย่าได้กังวล อารมณ์ของพวกสัตว์อสูรเหล่านี้สงบยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าพวกมันได้กลิ่นนี้แล้วล้วนรู้สึกสบาย ไม่คลุ้มคลั่งเหมือนพวกมนุษย์หรอก”
ได้ยินดังนั้นเย่เชี่ยนจึงรู้สึกเห็นด้วย ก่อนเอ่ยถาม “เช่นนั้น พวกเรารีบเข้าไปกันเลยไหม?”
“ไป!”
จีอู๋ซวงหยิบยันต์ปกปิดขั้นสูงระดับ3ออกมาอีกสองแผ่น เย่เชี่ยนเบิกตากว้างราวกับลูกแก้ว
นี่มันยันต์ขั้นแก่นปราณทองคำ
“ศิษย์พี่ รีบสิ เร็วเข้า ท่านลองปลุกพลังดู พวกเรารีบติดยันต์แล้วไปกันเถอะ”
เย่เชี่ยนอยู่ในอาการมึนงง พลางติดยันต์ลงบนร่างกาย จากนั้นกลืนโอสถเสริมพลังวิญญาณลงไปเม็ดหนึ่ง ก่อนดึงแขนจีอู๋ซวงอย่างระแวดระวัง มุ่งหน้าไปยังริมทะเลสาบอย่างลับๆ
สัตว์อสูรที่มาที่นี่ ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขั้นฝึกลมปราณและขั้นสร้างรากฐานเพราะชุนเสียไม่มีผลต่อสัตว์อสูรขั้นแก่นปราณทองคำ ดังนั้นยันต์ระดับ3นี้จึงเพียงพอที่จะหลบเลี่ยงสัตว์อสูรได้ทั้งหมด
เมื่อทั้งสองมาถึงริมทะเลสาบ จึงเอื้อมมือเด็ดดอกไม้มาหนึ่งดอก ชุนเสีย ชุนเสีย ดังชื่อ บุปผางดงามราวกับท้องฟ้า เมฆาสีสันสดใสซ้อนทับกัน สวยงามหาใดเปรียบ
บุปผาแต่ละดอกล้วนงดงามราวกับสรวงสวรรค์ประทานแก่นักษัตร ล้วนมีกลิ่นอายพิเศษหาใดเปรียบ หากได้สัมผัสแม้เพียงนิด ย่อมรู้ซึ้งถึงสัจธรรมแห่งฟ้าดิน
โชคดีที่เย่เชี่ยนเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี นางจึงนำกล่องหยกออกมาเก็บรักษาดอกชุนเสียก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้อายวิญญาณรั่วไหล จากนั้นจึงกล่าวกับจีอู๋ซวงด้วยรอยยิ้มที่เจือปนไปด้วยความขมขื่น “ในที่สุดก็ได้หินวิญญาณระดับกลางมาครอบครอง แต่เพื่อแลกกับยันต์ขั้นทองของเจ้า ข้าเกรงว่าคงต้องเก็บดอกชุนเสียถึงร้อยดอกจึงจะคุ้มค่า”
ยันต์ขั้นสูงสุดระดับ3!
ราคาเพียงหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งร้อยก้อนต่อหนึ่งแผ่น นับว่าถูกมากแล้ว!
จีอู๋ซวงอดหัวเราะไม่ได้ นางไม่คิดว่าเย่เชี่ยนผู้อ่อนโยนและอ่อนหวานผู้นี้ จะเป็นคนที่รักเงินทองได้ถึงเพียงนี้!
“เช่นนั้น พวกเราก็เก็บมันให้มากขึ้นอีกหน่อยเป็นไร!”
“ตกลง”
ทั้งสองคนเดินเลียบไปตามชายฝั่งทะเลสาบเพื่อเก็บดอกชุนเสีย เย่เชี่ยนเป็นคนเก็บ ส่วนจีอู๋ซวงเป็นคนนำไปใส่ในกล่องหยก ทั้งสองทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น การกระทำที่เปิดเผยเช่นนี้ ย่อมถูกสายตาของผู้คนรอบข้างจับจ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขโมยของจากเหล่าสัตว์อสูรเช่นนี้ ย่อมเป็นที่สนใจแก่ผู้พบเห็น
“คุณชาย! ท่านดูสิ ข้างหน้านั่นใช่ศิษย์พี่ของท่านหญิงหรือไม่ขอรับ!” ชายผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกพลางชี้นิ้วไปยังร่างของหญิงสาวทั้งสองที่อยู่ไกลออกไป ก่อนจะหันไปพูดกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกาย “พวกนางเป็นอะไรกันขอรับ เหตุใดจึงกล้าบุกเข้าไปใกล้ฝูงสัตว์อสูรมากมายถึงเพียงนั้น”
ยันต์ล่องหนใช้ได้ผลกับผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังขั้นแก่นปราณทองคำและต่ำกว่าเท่านั้น และเป็นเพียงการปกปิดรัศมี มิใช่ทำให้ร่างกายของผู้ใช้นั้น ‘โปร่งใส’
สัตว์วิเศษทั้งหลายมองไม่เห็นนางทั้งสอง เพราะพวกมันอยู่ในสภาวะผ่อนคลายอย่างยิ่ง
ข้างกายอู๋หัวอี้มีผู้พิทักษ์ระดับปราณก่อนกำเนิดอยู่ด้วย เขาเห็นจีอู๋ซวงทั้งสองคนในชั่วพริบตา เมื่อเขาชี้ให้ดู อู๋หัวอี้และคนอื่นๆก็มองเห็นพวกนางเช่นกัน
สีหน้าของอู๋หัวอี้ดำทะมึน “เหตุใดนางจึงอยู่ที่นั่น?”
ผู้ฝึกตนระดับปราณก่อนกำเนิดลองสัมผัสดู แล้วกล่าวเสียงเย็น “เรียนท่าน พวกนางคงมียันต์พรางตัวติดตัวอยู่ และเป็นยันต์ระดับสูง บางทีด้วยเหตุนี้ พวกนางจึงรู้สึกปลอดภัย ช่างโง่เขลาเสียจริง!”
อู๋หัวอี้นึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับโม่หลานอี หากข้าปล่อยพวกนางไว้เช่นนี้ วันหน้าเมื่อโม่หลานอีรู้เข้า นางจะโกรธหรือไม่?
ต้องโกรธแน่นอน
โม่หลานอีนั้นอ่อนโยนและใจดีเหลือเกิน แม้แต่พี่สาวที่เคยทำร้ายนาง นางยังวิงวอนขอชีวิตให้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงศิษย์พี่ร่วมสำนักคนนี้เลย
อู๋หัวอี้นิ่งเงียบไปนาน แล้วกล่าวว่า “เจ้าช่วยพวกนางออกมาได้หรือไม่?”
ผู้ฝึกตนระดับปราณก่อนกำเนิดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วตอบตามตรง “เรียนท่าน ที่นี่มีสัตว์วิเศษนับพันตัว... หากข้าน้อยเข้าไป เกรงว่าจะก่อความวุ่นวาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ฝึกตนผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆด้วย”
ที่ริมทะเลสาบมรกตงมีผู้ฝึกตนอีกมากมายที่ซุ่มซ่อนอยู่ ราวกับรอให้ฝูงสัตว์กระจายตัวไปก่อนแล้วค่อยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
“แล้วถ้าใช้ยันต์ล่องหนล่ะ?”
ผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อนกำเนิดเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “คุณชาย ยันต์ล่องหนเป็นยันต์ระดับ3ล้ำค่ามาก… อีกทั้งยันต์ล่องหนธรรมดา ข้าไม่รู้ว่าหลบเลี่ยงจิตสำนึกของสัตว์อสูรได้ทั้งหมดหรือไม่… ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเป็นถึงผู้ฝึกตนปราณก่อนกำเนิด หากใช้ยันต์ระดับ3ไม่อาจคาดเดาได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร”
อู๋หัวอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เช่นนั้น เจ้าจงมอบยันต์ให้ข้า”
อู๋หัวอี้เพื่อมิให้ต้องเสียคำพูดต่อหน้าโม่หลานอี เขาจึงต้องทุ่มสุดตัว
“คุณชาย! นั่นมันอันตรายเกินไป!”
“ใช่ขอรับคุณชาย โปรดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนขอรับ!”
อู๋หัวอี้ยื่นมือออกมาเพื่อหยุดการทัดทานของทุกคน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว ส่งยันต์มา”
ผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อนกำเนิดจนปัญญา จึงได้แต่ยื่นยันต์ให้แก่อู๋หัวอี้ เมื่อเขาร่ายพลังจนยันต์ทำงานแล้วจึงแปะลงบนร่าง ก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปหาจีอู๋ซวงกับเย่เชี่ยนอย่างระมัดระวัง
จีอู๋ซวง รับรู้ถึงอู๋หัวอี้ได้ทันทีที่เขากระดิก ดึงชายแขนเสื้อของเย่เชี่ยน เย่เชี่ยนที่กำลังจดจ่ออยู่กับการบวกหนึ่งบวกหนึ่งแล้วก็บวกหนึ่งของหินวิญญาณระดับกลางจึงเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ดวงตางามคู่นั้นฉายแววเป็นรูปร่างของหินวิญญาณ
“ศิษย์น้องน้อย เกิดอันใดขึ้นรึ? หินวิญญาณระดับกลาง… อ๊ะ ไม่สิ ชุนเสียใกล้จะโรยราแล้ว พวกเราต้องรีบมือหน่อยแล้ว”
จีอู๋ซวง ชี้ไปยังที่ไกลๆเย่เชี่ยนหันไปมอง แม้แต่นางผู้ที่เป็นหญิงงามอ่อนโยนมีอารมณ์คงที่เช่นนาง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะอยากด่าผู้อื่น
อู๋หัวอี้ผู้นี้ สมองไม่ดีหรืออย่างไร
มาทำอะไรที่นี่
“เขามาทำอะไร”
“ไม่ทราบ แต่ข้าคิดว่าพวกเราควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อน”
“อ้ะ”
“ยันต์ของเขาระดับไม่พอ อาจจะทำให้สัตว์อสูรแตกตื่นได้เร็วๆนี้...”
บทที่ 53: เสี่ยวอู๋ซวงอาศัยของวิเศษข่มเหงผู้อื่น! ชุนเสียกลายพันธุ์?
หากกล่าวว่าแต่แรกเริ่ม เย่เชี่ยนไม่ได้รู้สึกเกลียดชังอู๋หัวอี้มากนัก เพียงแต่ไม่ชอบสายตาที่เขามองนางอย่างเหยียดหยาม แต่ตอนนี้เย่เชี่ยนอยากจะตบหน้าเขาสักสองที
“ศิษย์น้อง เจ้ายังมียันต์อำพรางอยู่หรือไม่?”
“มี”
“ขอข้ายืมหน่อย เดี๋ยวข้าจะคืนให้เจ้าเป็นสองเท่า”
จีอู๋ซวงมอบยันต์อำพรางให้เย่เชี่ยน นางรีบบินไปหาอู๋หัวอี้อย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก นางก็แปะยันต์ลงบนตัวเขาทันที พลางกระซิบเสียงต่ำว่า “ยันต์นี้ราคาหนึ่งร้อยหยกวิเศษชั้นดี เจ้าอย่าลืมจ่ายเงินด้วย”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาทำให้อู๋หัวอี้ชะงัก เมื่อได้สติก็กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เย่เชี่ยน เจ้ารู้หรือไม่ว่าสัตว์วิเศษที่นี่มีมากเพียงใด? เจ้ายังกล้าเข้ามาขโมยสมบัติอีก? หากเจ้าทำให้สัตว์วิเศษวุ่นวาย เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?”
“สมองเจ้ามีปัญหาหรือ?” เย่เชี่ยนแม้จะมีมารยาทดีแต่ก็โกรธจนเดือดดาล นางกล่าวเสียงเย็นชาว่า “พวกข้าอยู่ที่นี่อย่างสงบ ไม่ได้ถูกสัตว์วิเศษพบเห็นเลย เจ้าใช้ยันต์อำพรางระดับต่ำเข้ามา แล้วใครกันแน่ที่ต้องการสร้างความวุ่นวายให้สัตว์วิเศษ? อีกอย่าง ข้าทำอะไรมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า? เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาก้าวก่ายเรื่องของข้า?”
“หากไม่ใช่เพราะอีอีให้ข้าดูแลเจ้า เจ้าคิดว่าข้าเต็มใจหรือ?”
เย่เชี่ยนระเบิดอารมณ์อย่างสิ้นเชิง
“บัดซบ เสือไม่คำราม เห็นทีเจ้าคิดว่าข้าเป็นแมวเซื่องซึมหรือไร”
“ข้าขอร้องเจ้า อย่าทำตัวเหมือนคนไร้สติปัญญาเช่นนี้ นางจะพูดอะไรกับเจ้าแล้วเกี่ยวอันใดกับข้า นางเป็นใครของข้ากัน ถึงแม้เป็นศิษย์น้องร่วมสำนักแล้วเช่นไร ศิษย์น้องยังจะข้ามหัวศิษย์พี่ได้อีกหรือ แล้วอย่ามาอ้างว่าหวังดีกับข้า บัดซบ! ข้าว่าสมองเจ้าคงผิดปกติ ต้องผ่าดูเสียหน่อยกระมัง เจ้าอยากจะผ่าดูหรือไม่!”
อู๋หัวอี้ถูกเย่เชี่ยนด่าจนตาค้าง
ที่ผ่านมาเขาคบหากับเย่เชี่ยนก็เป็นเวลาหนึ่งแล้ว เย่เชี่ยนก็ถือว่าเป็นหญิงงามอ่อนโยน ไม่คิดว่านางจะหยาบคายได้ถึงเพียงนี้
“จะ…เจ้า...”
“เจ้าอะไรของเจ้า”
เย่เชี่ยนทนไม่ไหวกับคนที่เอาแต่พูดถึงโม่หลานอีอยู่ทุกวี่วัน แล้วแอบอ้างว่าหวังดีเพื่อมาบังคับนาง
แม้แต่ท่านแม่ก็ยังไม่เคยบังคับนางถึงเพียงนี้!
ถ้าไม่ติดว่านางรักโม่หลานอีศิษย์น้องผู้นี้ นางคงหมดความอดทนไปนานแล้ว
“ตอนนี้เจ้าหุบปากเสียเถิด อย่ามาพูดมาก บัดซบ! มิเช่นนั้นข้าจะฉีกยันต์ล่องหนของเจ้า แล้วปล่อยให้เจ้าถูกสัตว์อสูรนับพันกัดจนตาย!”
เห็นสีหน้าของอู๋หัวอี้ราวกับท้องผูก อยากเอ่ยคำพูดแต่กลับเปิดปากมิออก เย่เชี่ยนเห็นดังนั้นก็รู้สึกสาสมยิ่งนัก
“ฮึ่ม!”
ทิ้งไว้เพียงแค่แผ่นหลังอันแสนเย่อหยิ่ง เย่เชี่ยนก็หันหลังกลับไปยังริมทะเลสาบ เพื่อรวบรวมดอกชุนเสียต่อไป
จีอู๋ซวงเห็นดังนั้นก็ยิ้มกล่าวว่า “เรียบร้อยแล้วหรือ”
“อืม เรียบร้อยแล้ว ข้ายังทวงถามค่ายันต์ให้เจ้าด้วย หนึ่งร้อยหินวิญญาณระดับสูง”
“... ขอบคุณศิษย์พี่”
“ไม่เป็นไร”
ดอกชุนเสียหนึ่งดอกแลกกับหินวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อน ทั้งสองเก็บเกี่ยวได้อย่างเต็มอิ่ม ทำให้นางเย่เชี่ยนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใบหน้าอ่อนเยาว์ภายใต้แสงตะวันช่างดูสดใสมีชีวิตชีวายิ่งนัก
ไม่นานนักดอกชุนเสียก็ร่วงโรย เหล่าสัตว์อสูรต่างก็ทยอยจากไป ทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดี
ครั้นเหล่าสัตว์อสูรสัญจรไปจนหมดสิ้นแล้ว บัดนั้น อู๋หัวอี้จึงได้โอกาสเปล่งวาจาออกมาด้วยโทสะพลางจ้องมองเย่เชี่ยนที่ยังคงแย้มยิ้มไม่จางหาย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “เจ้าช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย!”
ฝ่ายเย่เชี่ยนเองก็มิได้ปิดบังอำพรางสิ่งใด ดวงตางามทอประกายเย็นชาพร้อมกับเอ่ยวาจาดูแคลน “พูดมากเสียเวลา รีบจ่ายเงินมาหนึ่งร้อยหินวิญญาณชั้นเลิศ”
ครั้นเหล่าบริวารและองครักษ์ของตระกูลอู๋มาถึง สิ่งที่ได้ยินก็คือวาจาของเย่เชี่ยนที่เอ่ยทวงเงินจากอู๋หัวอี้
องครักษ์ผู้นั้นเอ่ยด้วยโทสะ “ช่างเป็นเด็กที่ไร้เดียงสาเสียจริง หากมิใช่คุณชายของข้าช่วยเหลือพวกเจ้าไว้ เชื่อแน่ว่าพวกเจ้าคงถูกเหล่าสัตว์อสูรฉีกเป็นชิ้นๆไปแล้ว ยังมีหน้ามาทวงเงินอีกหรือ?”
กล่าวจบ องครักษ์ผู้นั้นก็ปล่อยพลังกดดันขั้นปราณก่อนกำเนิดขั้นสูงสุดออกมา
ทันใดนั้น เย่เชี่ยนก็รู้สึกราวกับร่างจะแตกสลาย ใบหน้าซีดเผือด เกือบจะคุกเข่าลงตรงนั้น
กระทั่งมีมือเรียวเอื้อมมาแตะที่บ่าของนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะดึงร่างของนางหลบไปด้านหลัง พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นพลันสลายหายไปในชั่วพริบตา
ถัดมา ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะทันได้สังเกตเห็นว่าจีอู๋ซวงทำสิ่งใดลงไป ผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อนกำเนิดผู้นั้นก็ส่งเสียงคราง “อึก” ในลำคอ ทรวงอกยุบลง ร่างกายลอยละลิ่วราวกับอุกกาบาตไปไกลกว่าสิบจั้ง พลางกระอักเลือดออกมา ก่อนจะหมดสติไปในที่สุด
ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ต่างพากันวิ่งกรูเข้าไป
“ท่านกัว!”
“ท่าน!”
เห็นผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อนกำเนิดมิรู้จักตาย รู้จักอยู่ เย่เชี่ยนก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ศิษย์น้องผู้นี้... นี่...”
“อ้อ ข้าเป็นคนลงมือเอง ใช้ของวิเศษน่ะ”
“นี่มันแขกของตระกูลอู๋เชียวนะ”
“ข้าไม่สน”
คนของตระกูลอู๋ตรวจดูอาการของเขา จากนั้นก็กรูกันเข้ามาล้อม จีอู๋ซวง และเย่เชี่ยนไว้ ทำเอาเย่เชี่ยนหน้าซีดเผือด
“หยุด ศิษย์น้อยผู้นี้ลงมือช่วยข้า!”
“นางมิได้เกี่ยวข้องอันใด!”
เย่เชี่ยนรีบกล่าวเสียงเบา “ศิษย์น้องเจ้าอย่าได้หวาดกลัว รออยู่เงียบๆ อย่าได้เอ่ยวาจาอันใด ข้าจะรับผิดชอบเอง”
จีอู๋ซวงชะงักไปครู่หนึ่ง มองหญิงสาวตรงหน้า ทั้งที่หวาดกลัวแต่ก็ยังพยายามปกป้องนาง นางอดหัวเราะในใจมิได้
นางหยิบยันต์สื่อสารออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้นางพร้อมกล่าว “ศิษย์พี่หญิง รับไป ช่วยข้าส่งข้อความนี้ไปให้ท่านอาจารย์ บอกท่านว่ามีผู้คิดร้ายหมายจะปลิดชีพข้า”
“หา?”
“รีบส่งไปสิ”
“อื้ม”
เย่เชี่ยนร่ายมนตราเปิดใช้ยันต์สื่อสาร จีอู๋ซวงก็โยนยันต์ปัองกันออกไปอีกชิ้นหนึ่ง พลังที่รุนแรงและน่าสะพรึงกลัวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ห่อหุ้มปกป้องจีอู๋ซวง กับเย่เชี่ยนไว้ภายใน
ส่วนคนตระกูลอู๋นั้น ถูกแรงผลักจากพลังป้องกันจนกระเด็นไปกองกับพื้น ส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด มิใช่เพียงความเจ็บปวดทางกายเท่านั้น แต่ยังมีความหวาดกลัวจากอำนาจอันน่าเกรงขามของผู้ฝึกตนระดับสูงอีกด้วย...
ผู้ที่ระดับขั้นต่ำกว่าบางคนถึงกับเป็นลมล้มพับลงไป
อู๋หัวอี้จ้องมองเย่เชี่ยนเขม็ง “เจ้า เจ้า! ข้าอยากจะรู้นักว่า ยอดเขาจื่อหลิน ของพวกเจ้า สั่งสอนผู้หญิงหยาบช้าเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร!”
เย่เชี่ยนอยากจะตบหน้าอู๋หัวอี้สักสองฉาดนัก แต่ในเมื่อศิษย์น้องหญิงกำลังร้องทุกข์กับท่านอาจารย์อยู่ นางจึงได้แต่ปิดปากเงียบไว้
เหลียนซิง ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของยันต์สื่อสารโกรธจนแทบคลั่ง “ไอ้สารเลวนี่เป็นใครกัน!”
จีอู๋ซวงเอ่ยตอบ “สำนักอวิ๋นหลาน ตระกูลอู๋ ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นญาติของโม่หลานอี”
“เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าอยู่ในค่ายกลนั่นก่อน อย่าเพิ่งออกมา พวกข้ากำลังไปเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก”
“เจ้าอย่าได้ต่อสู้โดยประมาทเชียวนะ หลบซ่อนอยู่เสีย”
“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว”
เมื่อการติดต่อสิ้นสุดลง จีอู๋ซวงก็ดึงเย่เชี่ยนให้นั่งลงข้างๆ แล้วนำผลไม้โอสถออกมาจากห้วงมิติ แบ่งให้หลายผล
เย่เชี่ยน “...”
“ไฟกำลังจะไหม้ก้นอยู่แล้ว ศิษย์น้องยังจะกินลงอยู่อีกหรือ” จีอู๋ซวง พลางทอดสายตาชื่นชมเหล่าผู้คนกระโดดโลดเต้นไปมา พลางเบือนสายตามองไปยังใจกลางทะเลสาบมรกต มองเห็นดอกไม้น้ำสีเงินเบ่งบานอยู่กลางทะเลสาบ ดูสง่างามราวกับชุนเสีย แต่ไม่ใช่สีชมพู หากแต่เป็นสีเงิน...
จีอู๋ซวง แผ่จิตสำนึกออกไป ข้ามผ่านป่าทึบ เมือง และทะเลสาบ จนกระทั่งพบเข้ากับไป๋เย่ที่แสนลำบาก กำลังเป็นอาจารย์สอนหนังสือให้กับเหล่าสัตว์อสูรอยู่ที่สวนอสูรวิญญาณ บนยอดเขาโฉ่วเฉิน ณ สำนักอวิ๋นหลาน นางจึงใช้วิญญาณจิตสะกิดไปที่ก้นกลมๆของมัน
“ใคร!”
“ข้าเอง”
“จีอู๋ซวง” ไป๋เย่ทำหน้างง
“อืม”
ไป๋เย่เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ไม่พบเห็นร่างของจีอู๋ซวง มีเพียงเหล่าสัตว์อสูรโง่งมอยู่เช่นเดิม
“เจ้าอยู่ที่ใด?”
“ข้ายังอยู่ที่ริมทะเลสาบมรกต เมืองอี้”
เสี่ยวไป๋เย่สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แม้ว่ามันจะเป็นทายาทของไป๋เจ๋อ แต่จิตสัมผัสของมันก็ยังมีขีดจำกัดมาก
หากเป็นสัญญาชีวิต คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะสามารถละเลยระยะทางและสื่อสารกันได้โดยไม่มีอุปสรรค
แต่ไป๋เย่และจีอู๋ซวงเป็นเพียงสัญญาเท่าเทียมกัน ระยะทางในการสื่อสารทางจิตสัมผัสจึงมีขีดจำกัดมาก ทำไมถึงยังสามารถสนทนากับมันได้แม้จะอยู่ห่างไกลเช่นนี้?
จิตสัมผัสของนาง... ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
“จีอู๋ซวง จิตสัมผัสของเจ้าเป็นอย่างไรกันแน่?”
“อย่าสนใจเรื่องปลีกย่อยพวกนี้เลย ข้าถามเจ้า ชุนเสียที่มีสีเงินทั้งดอกนั้นเป็นอย่างไร?”
จิตสัมผัสที่เหนือธรรมชาติเช่นนี้กลับเป็นเพียง “เรื่องปลีกย่อย” หรือ?
ไป๋เย่บ่นจีอู๋ซวงในใจอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ยังคิดทบทวนก่อนตอบว่า “น่าจะเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ของชุนเสีย”
“โอ้? แล้วเจ้านี่มันมีประโยชน์อันใดหรือ?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร! เหนือฟ้ายังมีฟ้า ไม่อาจล่วงรู้ได้หรอก ข้าเพียงรู้เพียงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาแล้วเท่านั้น”
“เช่นนั้นรึ” จีอู๋ซวงพอจะเข้าใจแล้ว นางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าจงสั่งสอนเด็กๆให้ดีเถิด อีกไม่นานข้าจะกลับไป”
ว่าจบก็ตัดสายสนทนาไปอย่างไม่ใยดี ปล่อยให้ไป๋เย่โมโหจนขนพองฟู ร้องเหมี้ยว! อุ้งเท้าเล็กๆตบลงบน ‘กระดานดำ’ อย่างแรง
เหล่าเด็กๆชั้นอนุบาลที่อยู่ข้างๆ เพิ่งสังเกตเห็นว่าอุ้งเท้าของท่านไป๋เย่นั้นเป็นสีชมพู
“อ่า น่ารักจังเลย”
“ไม่เห็นเข้ากับท่าทางองอาจของท่านไป๋เย่เลยสักนิด”
บทที่ 54: เชิญท่านประมุข!
จีอู๋ซวงพูดคุยผ่านเครื่องมือสื่อสารเสร็จก็หันมาบอกกับเย่เชี่ยนว่า “เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่สักครู่”
เย่เชี่ยนคิดว่าจีอู๋ซวงจะออกไปเผชิญหน้ากับคนตระกูลอู๋ จึงรีบพูดว่า “ศิษย์น้องอย่าได้ทำอะไรวู่วาม!”
จีอู๋ซวงยิ้มแล้วกล่าวว่า “มิใช่ ข้าจะไปเก็บของวิเศษต่างหาก”
“อ้ะ?”
จากการทำนายของแผนภาพทำนายสวรรค์ เย่เชี่ยนประสบเคราะห์กรรมก็เพราะว่าสมบัติล้ำค่าอย่าง ‘ดอกไม้เร่งรัก’ และมีความสัมพันธ์กับอู๋หัวอี้
แต่ดอกชุนเสียธรรมดาไม่น่าจะมีผลกระทบต่อผู้คนได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากดอกชุนเสียกลายพันธุ์นี้แน่ๆ
ตอนนี้ดอกชุนเสียยังไม่บาน เป็นเพียงดอกตูม หากบานเมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้ว่าจะส่งผลต่อผู้ใด ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะทำลายมันเสียตั้งแต่ตอนนี้
จีอู๋ซวง พูดจบก็ดำดิ่งลงไปในน้ำตรงขอบเขตของขบวนพลัง คล้ายกับปลาน้อยล่องลอยไปยังกลางทะเลสาบอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเข้าใกล้ จีอู๋ซวงก็สัมผัสได้ถึงพลังบริสุทธิ์สายหนึ่ง... พืชพันธุ์วิญญาณที่กลายพันธุ์จนมีคุณสมบัติแห่งแสงงั้นหรือ?!
จีอู๋ซวงผุดขึ้นเหนือน้ำ นางใช้ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองต้นชุนเสียที่ใหญ่กว่ากำปั้นของนางเสียอีก ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าพืชที่งดงามเช่นนี้ หากทำลายทิ้งก็น่าเสียดายยิ่งนัก
“มิสู้ย้ายมันไปไว้ข้างต้นทียนหยวน ขอให้มันอยู่เป็นเพื่อนกับต้นไม้นั้นดีหรือไม่?”
“ถูกแล้ว ทำเช่นนี้แหละ!”
จีอู๋ซวงดำดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบอีกครั้ง นางต้องการจะถอนรากถอนโคนต้นชุนเสียขึ้นมา แต่ไม่คาดคิดว่า พอแตะต้องมันเบาๆ รากและลำต้นของมันก็พันรัดข้อมือของนางอย่างรวดเร็ว
“ท่าทางเช่นนี้ช่างน่าเอ็นดูนัก” จีอู๋ซวงรู้สึกได้ถึงอารมณ์ออดอ้อนบางอย่าง
“นี่มัน…”
“หรือว่ามันจะมีจิตวิญญาณแล้ว”
จีอู๋ซวงรีบขึ้นจากผิวน้ำ นางมองสิ่งล้ำค่าที่งดงามจับตาจนเกินบรรยายตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ และนึกถึงเส้นทางการทำนายของเย่เชี่ยน
“ในนั้น พืชวิญญาณต้นนี้สุดท้ายแล้วตกเป็นของผู้ใด”
“หรือว่าจะเป็นของโม่หลานอี”
ชิ ชิ ชิ รากจิตวิญญาณแห่งแสงผสานกับพืชแห่งแสง ฟ้าดินช่างรักใคร่เอ็นดูนางเหลือเกิน
มุมปากยกขึ้น จีอู๋ซวงตัดสินใจถอนรากชุนเสียออกมาทั้งหมด แต่ไม่ได้เก็บมันไว้ในหินอวกาศ กลับปล่อยให้มันเกาะอยู่บนไหล่ของตน นางเกรงว่ามันจะเหี่ยวเฉาจึงแบ่งน้ำพุแห่งชีวิตจากต้นเทียนหยวนให้มันหนึ่งหยด
ชุนเสียสีเงินดูเหมือนจะชอบน้ำพุแห่งชีวิตมาก มันเกาะอยู่ที่ซอกคอของจีอู๋ซวงอย่างเต็มใจ มองจากไกลๆ ดูเหมือนสร้อยคอดอกไม้ที่พันอยู่บนลำคอเรียวงามของหญิงสาว ทั้งสง่างามและน่ารัก
จีอู๋ซวงว่ายน้ำกลับไปที่ขอบเกราะป้องกัน พอดีกับที่พลังของยันต์หมดลง บังเอิญเห็นนกสีขาวสวยงามตัวหนึ่งบินมาจากที่ไกล มันมีสีขาวเงินทั้งตัว แต่บนขนนกกลับมีแสงทองสุกสกาวไหลริน หางยาวสง่างามและหรูหรา ราวกับรวบรวมคำสรรเสริญทั้งหมดในใต้หล้า
เย่เชี่ยนรีบวิ่งมาข้างกายจีอู๋ซวง ใช้พลังวิเศษช่วยทำให้เสื้อผ้าของนางแห้ง พลางพึมพำว่า “นั่นคือนกต้าหมิงนี่...”
“นกต้าหมิง?”
เย่เชี่ยนมองจีอู๋ซวงด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าไม่รู้หรือ นกต้าหมิงเป็นสัตว์วิเศษคู่สัญญาของท่านอาจารย์ของเจ้า เจ้าสำนักของพวกเรา ข้าได้ยินมาว่ามันเป็นเชื้อสายของสัตว์เทพ น่าจะเป็นสายเลือดของหงส์ขาว”
จีอู๋ซวงชื่นชมอยู่ครู่หนึ่ง นกสีขาวนั้นก็บินวนลงมาบนทะเลสาบหยก คนบนหลังนกลอยตัวออกมา
ทุกย่างก้าวพลังวิเศษรอบข้างก็หลั่งไหล
เย่เชี่ยนมองดูอย่างตั้งใจ แล้วอุทานว่า “โอ้ ไม่ใช่แค่เจ้าสำนักมาเอง ยังมีอีกหลายคน แม้แต่อวีเจี้ยนเต้าเหรินเหยาชางที่บอกว่าจะไปปิดด่านก็อยู่ด้วย”
ทุกคนต่างไอออกมาเบาๆ บุคคลผู้นี้ช่างมีพลังยิ่งใหญ่ เพียงแค่กระแอมเบาๆ ก็ทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน !
ศิษย์น้องผู้นี้ช่างเป็นที่รักยิ่งนัก !
หากศิษย์น้องผู้นี้มีจิตใจดีเช่นนี้ แม้แต่ข้าก็มิได้ริษยา นางควรค่าแก่การถูกรักใคร่เอ็นดูเช่นนี้ ไม่ว่าจะเอ็นดูเพียงใดก็มิเกินงาม
แม้อู๋หัวอี้จะจำใบหน้าของเหลียนซิง ไม่ได้ แต่เขากลับจำนกยักษ์นั่นได้ และยังสัมผัสได้ถึงออร่าอันสง่างามราวกับขุนเขา เขาจึงรีบคารวะ
“ข้าอู๋หัวอี้จากตระกูลอู๋ แห่งเมืองอี้ คารวะท่านผู้อาวุโสทุกท่าน”
เหลียนซิงเพื่อที่จะรักษาหน้าตาของศิษย์น้อย จึงจงใจสวมอาภรณ์ที่หรูหราและสง่างาม ท่าทางเคร่งขรึมของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ
“คนของตระกูลอู๋อยู่ที่ใด ?”
“ข้า…ข้าคือคนของตระกูลอู๋...”
อู๋หัวอี้ ไม่ได้มีโอกาสพูดต่อ ขาของเขาทั้งสองข้างอ่อนแรง ลำคอของเขาราวกับถูกอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวปิดกั้น ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย
เหลียนซิงจ้องมองเขาอย่างเย็นชา ดวงตาคู่นั้นราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง
อู๋หัวอี้เข้าใจความหมายของเหลียนซิงดี…
ตัวเขานั้นมิอาจเอื้อมที่จะเอ่ยวาจาต่อหน้าเหลียนซิงได้
แต่นี่เป็นสถานที่ซึ่งมีเพียงผู้ฝึกตนระดับปราณก่อนกำเนิดเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มามีพลังฝึกตนสูงส่งกว่าผู้อื่น แต่ตอนนี้เขากลับอาเจียนเป็นเลือดและหมดสติไปเสียแล้ว...
ในยามนี้ ใครเล่าจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะกล่าวแม้แต่คำเดียว!
โชคดีที่อู๋หัวอี้มิต้องรอนาน ไม่นานนัก ผู้อาวุโสแห่งตระกูลอู๋ก็รีบรุดมาถึง
ผู้อาวุโสตระกูลอู๋ผู้นี้ก็เป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณ!
นี่คือเหตุผลว่าทำไมตระกูลอู๋จึงสามารถรวบรวมเมืองอี้ไว้ในกำมือได้ ผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณนั้นหากไม่ใช่ปรากฏอยู่ในสำนักใหญ่ๆ ก็ล้วนหายากยิ่งในโลกแห่งการฝึกตน
หากเหล่าสำนักใหญ่ไม่ลงมือเอง ตระกูลอู๋ก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่สำนักขนาดเล็ก ก็สามารถกุมชะตาฟ้าดินได้โดยง่าย
อู๋เหนิงจดจำเหลียนซิงได้ กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ อันที่จริงแล้ว อู๋เหนิงและเหลียนซิงรู้จักกันมานานแสนนานแล้ว
ย้อนกลับไปในครั้งแรกที่พวกเขาพบกัน เหลียนซิงยังเป็นเพียงหนุ่มน้อยหน้าใส แต่หลังจากนั้น เขาก็ได้เห็นกับตาตนเองว่าพลังฝึกตนของเหลียนซิงนั้นทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว…
ในขณะที่ตัวเขาเองนั้นกลับไม่สามารถก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นได้ แม้เวลาจะผ่านไปนับพันปีแล้วก็ตาม
อีกห้าสิบปี หากเขายังไม่อาจทะลวงขั้นได้ ชีวิตนี้คงถึงคราวสิ้นสุด…
แต่เหลียนซิงล่ะ?
เหลียนซิงยังคงเยาว์วัย ยิ่งกว่านั้นยังได้ยินมาว่า ช่วงก่อนหน้านี้เขายังทะลวงขั้นได้อีก ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก!
หาก…เขาหมายถึง หาก…หากในวันนั้น เขาได้รับความสนใจจากเจ้าสำนักอวิ๋นหลาน ได้เป็นศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนักอวิ๋นหลาน เช่นนั้นบุรุษผู้เกรียงไกร ผู้ซึ่งได้รับความเลื่อมใสจากชาวโลกในวันนี้ คงมิใช่ใครอื่น แต่เป็นเขา
ทว่า เจ้าสำนักอวิ๋นหลานมิได้มองเห็นคุณสมบัติในตัวเขา กล่าวหาว่า จิตใจของเขามิแน่วแน่ บวกกับตัวเขาเองที่คิดว่าตนนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ ไม่อาจน้อมรับที่จะอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้อื่น เขาจึงตัดสินใจไปยังสำนักอื่น
ต่อมาสำนักดังกล่าวก็ล่มสลาย เขาจึงกลับมายังตระกูลอู๋ แต่ในเวลานั้น เขาก็เป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณ เสียงเลื่องลือเกรียงไกรหาผู้ใดเทียบ ทว่าผ่านมาเนิ่นนาน เหลียนซิงกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเขา ส่วนเขายังคงย่ำอยู่กับที่
เมื่อมองไปยังเหลียนซิงอีกครั้ง แววตาของอู๋เหนิงก็ฉายชัดถึงความไม่ยอมแพ้
บทที่ 55: เด็กหญิงคนนี้ช่างต่ำช้านัก!
แม้ว่าอู๋เหนิงจะมีพลังไม่อ่อนด้อย แต่ผู้คนของสำนักอวิ๋นหลานก็ดูเหมือนจะรู้สึกไม่มั่นใจ ถึงกับส่งผู้ฝึกตนระดับหลอมวิญญาณมาถึงสี่คนในคราวเดียว
ท่านเจ้าสำนักเหลียนซิง อวีเจี้ยนเต้าเหรินเหยาชาง หวงหลงเต้าเหรินมู่จื่อฉี และอีกคนที่อู๋เหนิงไม่รู้จัก แต่พลังลมปราณของนางก็เป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมวิญญาณอย่างแน่นอน
อู๋เหนิงคิดว่าหากมีแค่เหลียนซิงคนเดียว บางทีอาจจะต่อสู้ได้ เพราะเขาได้รับรู้ความจริงจากการส่งสารแล้ว
ตระกูลอู๋ของพวกเขาปกป้องลูกหลานของสำนักอวิ๋นหลานด้วยความหวังดี แต่พวกนั้นกลับเนรคุณ ใช้ของวิเศษทำร้ายผู้คนของตระกูลอู๋
แต่เมื่อฝ่ายตรงข้ามส่งผู้ฝึกตนระดับหลอมวิญญาณมาถึงสี่คนในคราวเดียว อู๋เหนิงจึงต้องกดความโกรธเอาไว้ชั่วคราว มองเจ้าสำนักอวิ๋นหลานที่กำลังปลอบเด็กอยู่อย่างเย็นชา “เหลียนซิง หากวันนี้เจ้าไม่ให้คำอธิบายแก่พวกข้า ตระกูลอู๋ของข้าจะทุ่มสุดกำลังไม่ให้สำนักอวิ๋นหลานของเจ้าอยู่เย็นเป็นสุขเป็นอันขาด”
เมื่อเหลียนซิงแน่ใจว่าจีอู๋ซวงไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากนางเสียผมไปแม้แต่เส้นเดียว เขาคงถูกอาจารย์และบรรพบุรุษลอกหนังชั้นหนึ่งแน่
เหลียนซิงยืดตัวขึ้น กล่าวอย่างเยือกเย็น “อู๋เหนิง ประโยคนี้สำนักอวิ๋นหลานของข้าต่างหากที่ควรพูด หากตระกูลอู๋ของพวกเจ้าไม่ให้คำอธิบายแก่สำนักอวิ๋นหลานของพวกข้า พวกข้าก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆเช่นกัน”
“อะไรนะ?” อู๋เหนิงตะลึง หัวเราะด้วยความโกรธ “พวกเจ้าต้องการคำอธิบายอะไร? ศิษย์สองคนของสำนักอวิ๋นหลานของเจ้า คนหนึ่งระดับสร้างรากฐาน อีกคนไม่มีพลัง สองคนไร้ค่าบุกเข้าไปในฝูงสัตว์วิเศษนับล้าน พวกข้าไปช่วยพวกนาง แต่พวกนางกลับไม่รู้จักบุญคุณ บังคับให้ลูกหลานตระกูลอู๋ของข้ามอบหินวิญญาณให้พวกนาง แถมยังทำร้ายผู้ฝึกตนมากมายของตระกูลอู๋! พวกเจ้าคิดจริงๆหรือว่าคนตระกูลอู๋ของข้าเป็นคนที่ใครๆก็รังแกได้?!”
นางที่เงียบงันมาโดยตลอดกลับเผยยิ้มอย่างกะทันหัน ยกมือขึ้นโยนยันต์แผ่นหนึ่งไปทางอู๋เหนิง เขาจึงรับไว้ นางเอ่ยว่า “ลืมตาถั่วๆของท่านขึ้นดูให้ชัดๆ ว่านี่คือยันต์อะไร”
“ยันต์ล่องหนระดับ3 ธรรมดาธรรมดา”
นางมองอู๋เหนิงด้วยสายตาเหมือนคนโง่งม
“ธรรมดา ธรรมดางั้นรึ? ท่านรู้หรือไม่ว่านี่คือยันต์ระดับ3ขั้นสุดยอด ยันต์ขั้นสุดยอดคืออะไร นั่นก็คือสมบัติที่ใกล้เคียงกับยันต์ระดับ4 ! คลื่นสัตว์อสูรครั้งนี้พวกข้าสำนักอวิ๋นหลาน คำนวณไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะเป็นกฎแห่งธรรมชาติ ดังนั้นสำนักอวิ๋นหลานจึงมิคิดเข้าไปยุ่งเกี่ยว
สัตว์อสูรที่ถูกชุนเสียครอบงำมีเพียงระดับ1และระดับ2 กล่าวคือ หากได้รับพลังจากยันต์ที่ใกล้เคียงกับระดับ4นี้ สัตว์อสูรที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลชุนเสียจะมิอาจพบเห็นเหล่าศิษย์ของพวกข้าได้
พวกเจ้ากลับเสนอหน้าเข้ามายุ่งวุ่นวาย พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าจะมาช่วย มิใช่มาสร้างความเดือดร้อนกันแน่? ปีนี้คนโง่ช่อบแบบนี้หรืออย่างไร?”
แม้ใบหน้างดงามดั่งบุปผาผุดผาด ราวรัศมีตะวันยามเช้า ยามเอื้อนเอ่ยก็ยิ้มแย้ม แต่ถ้อยคำกลับแหลมคมยิ่งนัก นางหาได้สนใจไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณ นางอยากจะด่าผู้ใด ก็จะด่าผู้นั้น แถมยังใช้สุ้มเสียงอ่อนหวานที่สุดอีกด้วย
เหตุผลง่ายๆ เพราะนางคือเฉินเซวียนจี ผู้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งยอดเขาหงฝู
ปีนี้นางเพิ่งจะอายุครบหนึ่งหมื่นปี นอกจากจะเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณขั้นสูงสุดแล้ว นางยังเป็นถึงปรมาจารย์ยันต์ระดับ7อีกด้วย!
ใช่แล้ว ด้วยปราณขั้นหลอมวิญญาณ กลับสามารถรังสรรค์ยันต์ระดับ7ได้ มองไปทั่วทั้งแผ่นดิน เฉินเซวียนจีผู้นี้ นับเป็น ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ อย่างแท้จริง
ดังนั้นเฉินเซวียนจีจึงไม่เคยยี่หระผู้ใดแม้แต่สำนักของตน นางอยากกลับก็กลับ ไม่อยากกลับก็ท่องเที่ยวไปทั่ว ยามก่อนครั้งที่นางออกไปนั้นกินเวลาถึงร้อยปี ส่วนสาเหตุที่กลับมาอย่างกะทันหัน ก็เพราะบรรพบุรุษทั้งสิบแปดของอวิ๋นหลานได้ส่งสารมาบอกกล่าว ว่าที่สำนักมีบรรพบุรุษมาใหม่ บอกนางว่าหากมีเวลาว่างก็ให้กลับมาคารวะ
เฉินเซวียนจีให้ความเคารพท่านบรรพบุรุษเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ย้อนกลับมา แต่กลับบังเอิญได้พบกับยันต์วิเศษบนยอดเขาหงฝู!
ปราณบนยันต์วิเศษ นั่น... นั่นมันของเหลียนซิง!
ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
เหลียนซิงเป็นเพียงแค่เศษสวะแห่งวิถียันต์ จะสามารถรังสรรค์ยันต์วิเศษเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!
ด้วยความขุ่นเคือง เฉินเซวียนจีจึงไล่ตามเหลียนซิงไปหลายวัน ใช้เล่ห์กลสารพัดจนเหลียนซิงทนไม่ไหว จึงยอมเล่าเรื่องของจีอู๋ซวงให้นางฟัง
หากเป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์คนอื่น ได้ยินว่ามีคนเก่งกาจกว่าตน สิ่งแรกที่นึกคิด
ย่อมต้องไม่ยอมรับ
แต่เฉินเซวียนจีกลับดีใจ
นางชื่นชมและยังยินดีนัก ที่ในที่สุดก็มีผู้ร่วมทางบุกเบิกวิชาอักขระลึกลับเคียงข้างนางเสียที
เบื้องบนย่อมหนาวเหนือผู้ใด
ในที่สุดก็มีทายาทหญิงอันอบอุ่น นางย่อมปลื้มปริ่มเป็นธรรมดา
ยิ่งได้ยินว่าจีอู๋ซวงถูกกลั่นแกล้งอยู่ที่ภายนอก เฉินเซวียนจี ผู้ไม่เคยยุ่งเรื่องชาวบ้าน ก็พรวดพราดถลกแขนเสื้อ ปรารถนาออกหน้าปกป้องจีอู๋ซวงทันที
ครั้นทอดสายตาแลเห็นก็ต้องอุทาน โอ๊ะ เจ้านั่น อวี๋เจี้ยนเต้าเหริน กับ หวงหลงเต้าเหริน ก็อยู่ด้วยกระนั้นรึ
ชั่วขณะนั้น ทั้งสี่จ้องมองกันและกัน ดั่งจะตราหน้า ‘นังตัวแสบ’
ในหัวมีเพียงความคิดเดียว พวกเจ้าคิดแย่งข้าเอาใจบรรพบุรุษน้อยหรือ ไม่อนุญาตเด็ดขาด!
อู๋เหนิงถูกเฉินเซวียนจีตำหนิจนหน้าเขียวคล้ำ แล้วจึงหันไปมองผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อนกำเนิดที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาด้วยสายตาอาฆาต
อีกฝ่ายช่างกล้าซ่อนยันต์ล่องหนระดับ3ขั้นสุดยอดไว้กับตัว!
เรื่องใหญ่เช่นนี้ เหตุใดพวกเจ้าไม่บอกกล่าวให้ชัดเจนตั้งแต่แรก!
“เจ้าพวกหน้าไม่อาย!”
จีอู๋ซวงผู้นั้นไร้ซึ่งพลังวิญญาณ จะมองเช่นไรก็เป็นเพียงขยะไร้ค่า ใครเลยจะคาดคิดว่าขยะเช่นนี้จะมามีวาสนาได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ในสำนักอวิ๋นหลาน เขายังคิดว่ายันต์ล่องหนนั้นเป็นของเย่เชี่ยนเสียอีก
แต่ในไม่ช้าอู๋เหนิงก็สงบสติอารมณ์ลงได้ เอ่ยว่า “เช่นนั้น พวกเราก็เพียงแต่หวังดี นี่มิใช่เหตุผลที่พวกท่านจะใช้อำนาจบาตรใหญ่คุกคามผู้อื่นได้!”
เฉินเซวียนจีแย้มยิ้ม “ท่านดูร้อนรนนัก หรือเป็นเพราะอายุมากแล้ว รับอนุภรรยามามากเกินไปกระมัง? เห็นทีสิ่งที่อยู่ระหว่างขาของท่าน คงจะบั่นทอนลมปราณเสียแล้ว น่าจะตัดทิ้งไปเสีย”
เหลียนซิง และอีกสองคน “?”
อู๋เหนิงได้ยินดังนั้น ถึงกับหน้าซีดเผือด เฉินเซวียนจีเม้มริมฝีปากกลั้นหัวเราะ “ท่านอู๋เหนิง อย่าโกรธไปเลย ข้าหวังดีต่างหาก”
อู๋เหนิง “.......”
บ้าเอ๊ย! นางมารร้ายวิปริต!
“เอาเข้าจริง พวกเจ้า คนของสำนักอวิ๋นหลานของเจ้าเป็นฝ่ายลงมือก่อน!”
“เป็นพวกเจ้าที่คิดร้าย ต้องการฆ่าศิษย์สำนักอวิ๋นหลานของข้า!”
“เชอะ! ดูสานุศิษย์ตระกูลอู๋ของข้าให้ดีๆ พวกเจ้ายังกล้าปฏิเสธอีกหรือไม่!”
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ลงมือก่อนคือจีอู๋ซวง เรื่องนี้ย่อมเป็นฝ่ายพวกนางที่เสียเปรียบ
แต่เฉินเซวียนจีจะยอมรับได้อย่างไร นางยังคงคิดจะพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นจีอู๋ซวงซึ่งนิ่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้นว่า “รบกวนสักครู่ ข้ามีหลักฐานอยู่ในมือ”
ความโกรธแค้นของอู๋เหนิงพลันประทุขึ้น “เจ้าเป็นตัวอะไรกัน ถึงบังอาจมาพูดแทรกในสถานที่แห่งนี้!”
สี่ปรมาจารย์แห่งสำนักอวิ๋นหลาน “!!!”
เจ้านี่มันอยากตายนักหรือไง?!
กล้ามาขึ้นเสียงใส่ใครกัน!
ดวงตาของทั้งสี่ฉายแววเกรี้ยวกราด แต่จีอู๋ซวงกลับก้าวออกไปก่อน นางไม่เกรงกลัวอำนาจของอู๋เหนิงเลยแม้แต่น้อย นางค่อยๆหยิบก้อนหินออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนออกไป
บนก้อนหินนั้นสลักภาพสัญลักษณ์และลวดลายที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน
เมื่อก้อนหินตกลงพื้น ภาพเหตุการณ์ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน!
มิคาดฝันว่าจะเป็น “ศิลาบันทึกเหตุ!”
ภาพในศิลานั้นปรากฏร่างของผู้ฝึกตนที่พุ่งตรงเข้ามา พร้อมตวาดก้องว่า “ช่างเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาเสียจริง หากมิใช่คุณชายแห่งตระกูลข้ายื่นมือเข้าช่วย พวกเจ้าคงถูกสัตว์อสูรฉีกเป็นชิ้นๆไปแล้ว ยังมีหน้ามาเอ่ยปากขอค่าตอบแทนอีกหรือ”
ถัดมาเป็นภาพของเย่เซียน ใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้เลือด ถูกกดข่มด้วยพลังวิญญาณของผู้ฝึกตน จวนเจียนจะคุกเข่าลงตรงนั้น
ทุกสายตาของตระกูลอู๋ต่างจับจ้องไปที่จีอู๋ซวงด้วยความเปลี่ยนไป…
เด็กน้อยผู้นี้ช่างต่ำช้า มากเล่ห์เหลี่ยมนัก!
แอบบันทึกภาพด้วยศิลาบันทึกเหตุ นางอายุเพียงสิบสองสิบสามปีจริงหรือ?!
จีอู๋ซวงกดฉายภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมาพลางเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “มองเห็นกันชัดแล้วหรือไม่? ข้าและศิษย์พี่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานกับปุถุชนที่ยังมิได้เริ่มฝึกฝน เป็นเพียงผู้อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง โชคดีที่ได้รับความเมตตาจากท่านผู้ใหญ่ในสำนักมอบยันต์คุ้มครองให้ หาไม่แล้ววันนี้ พวกท่านคงไม่ได้เห็นหน้าข้าและศิษย์พี่อีก”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่จีอู๋ซวง แม้จะถูกกดข่มด้วยพลังของอู๋เหนิง แต่นางยังคงสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวาดกลัว…
ทุกคนในตระกูลอู๋ “...”
พวกข้าก็มิเห็นว่าพวกเจ้าจะ ‘น่าสงสาร’ ตรงไหนเลย!!
บทที่ 56: ศิลาบันทึกเหตุ?!
อู๋เหนิงไม่คาดคิดว่าคนตระกูลอู๋จะลงมือก่อน ช่างเป็นพวกไร้ประโยชน์ หากจะลงมือก็ควรฆ่าพวกนางให้ตายไปเลย จะมีเรื่องวุ่นวายมากมายไปทำไม?!
อู๋เหนิงเข้าใจสำนักอวิ๋นหลานดี ในสำนักอวิ๋นหลานนั้น มีเพียงศิษย์ขั้นแก่นปราณทองคำขึ้นไปเท่านั้นที่จะจุดตะเกียงวิญญาณได้
สองคนนี้ คนหนึ่งอยู่ขั้นสร้างรากฐานอีกคนไม่มีพลังวิเศษ
หากสามารถสังหารไปตั้งแต่แรก ก็จะไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง
อู๋เหนิงจ้องมองภาพ สมองคิดอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็จับจุดบกพร่องในหินบันทึกภาพได้ เขากล่าวเสียงเย็นชา “เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ? แขกของตระกูลอู๋พวกข้าลงมือกับเจ้าเพราะเจ้าขู่กรรโชกใช่หรือไม่! บอกมา เจ้าเรียกร้องหินวิญญาณจากพวกข้าไปเท่าไหร่!”
พอดีกับที่เสียงของผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อนกำเนิดดังขึ้นอีกครั้ง
“...ยังกล้าเรียกร้องเงินอีก...”
อู๋เหนิงรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เขาหัวเราะเยาะ “ศิษย์ของสำนักอวิ๋นหลานอันทรงเกียรติ กลับเป็นคนเจ้าเล่ห์เช่นนี้ พวกเจ้าช่างน่าละอายที่เป็นสำนักอันดับหนึ่ง!”
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้น ยิ้มน้อยๆพลางย้อนถาม “เป็นเช่นนั้นเพราะคนแซ่อู๋ผู้นี้ ใช้ยันต์ล่องหนธรรมดาเข้าไปในฝูงสัตว์วิเศษ ผลของยันต์อำพรางธรรมดานั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง เวลาก็มีเพียงหนึ่งธูป หลังจากหนึ่งธูปผ่านไป ท่านคิดว่าเด็กหนุ่มแซ่อู๋ผู้นี้จะถูกสัตว์วิเศษฉีกร่างเป็นกี่ชิ้นกัน?”
นัยน์ตาของอู๋เหนิงจ้องเขม็ง คิ้วขมวดมุ่นจ้องมองอู๋ฉาง “คำพูดนี้เป็นความจริงหรือ?”
“เพราะเช่นนั้น ข้าและศิษย์พี่จึงมอบยันต์ล่องหนระดับ3ขั้นสูงสุดให้แก่เขา คิดราคาเพียงร้อยหินวิญญาณระดับสูง เหตุใดจึงไม่สมควร?”
อู๋เหนิงถูกสวนกลับจนพูดไม่ออก
เฉินเซวียนจีเห็นเป็นโอกาสจึงรีบผูกมิตรกับจีอู๋ซวงอย่างรวดเร็ว นางเอื้อมมือไปจับมือของจีอู๋ซวงอย่างแผ่วเบา ดวงตาเต็มไปด้วยความเวทนา
“น่าสงสาร ยอดศิษย์น้อยของข้าและศิษย์ขั้นสร้างรากฐานถูกพวกเจ้าหลอกลวงไปครั้งหนึ่งแล้วยังใจกว้างมอบยันต์ล่องหนชั้นเลิศให้ แลกกับหินวิญญาณเพียงเล็กน้อย พวกเจ้ากลับโกรธจนหน้ามืดตามัว ต้องการทำร้ายยอดศิษย์น้อยของข้าและศิษย์ขั้นสร้างรากฐาน”
ศิษย์ขั้นสร้างรากฐานเย่ “...”
ท่านผู้อาวุโส หากท่านจำชื่อศิษย์ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงศิษย์หรอกเจ้าค่ะ
“เอาล่ะ” เหลียนซิง กระแอมไอเบาๆ “บัดนี้มีศิลาบันทึกเหตุเป็นพยานหลักฐาน เป็นฝ่ายตระกูลอู๋ที่ประพฤติไม่เหมาะสม คิดร้ายต่อศิษย์เอกของข้าก่อน แล้วยังใส่ร้ายผู้อื่น ตระกูลอู๋จงไตร่ตรองให้ดีว่าจะขอขมาอย่างไร”
คำว่า ‘ศิษย์เอก’ เพียงสองคำ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเหลียนซิงได้เป็นอย่างดี
สำนักอวิ๋นหลานนั้นเป็นที่พึ่งอันแข็งแกร่งที่สุดของจีอู๋ซวงอย่างแน่นอน ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนาง!
อู๋เหนิง “...”
อู๋เหนิงไม่คาดคิดเลยว่าเด็กสาวไร้พลังผู้นี้จะเป็น ‘ศิษย์โดยตรง’ ของเหลียนซิง บัดนี้เขารู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง อยากจะบีบคออู๋หัวอี้ให้ตายเสียให้ได้
ดูเจ้าหนุ่มบัดซบนั่นสิ ก่อเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมา?!
อู๋หัวอี้ก็กลัวเช่นกัน รีบกล่าวว่า “แต่พวกข้าตั้งใจดีจริงๆ...”
จีอู๋ซวงยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ตั้งใจดีหรือตั้งใจร้ายกันแน่? เจ้าดันจะติดตามศิษย์พี่ของข้าทั้งที่เป็นคนไร้ประโยชน์ คอยถ่วงศิษย์พี่ของข้าทุกย่างก้าว ยังจะพูดว่าคุ้มครองพี่ศิษย์ของข้าอีก แถมเกือบทำให้พี่ศิษย์ของข้าถูกสัตว์วิเศษโจมตี เอ... หรือว่าเจ้าตั้งใจทำเช่นนี้? หวังให้พี่ศิษย์ของข้าบาดเจ็บ? ช่างใจร้ายเหลือเกิน”
อู๋หัวอี้ไม่ทันสังเกตถึงกับดักในคำพูดของจีอู๋ซวง รีบตอบอย่างรวดเร็ว “ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าตั้งใจดีจริงๆ เพราะน้องสาวบุญธรรมของข้าเป็นศิษย์น้องของศิษย์พี่เจ้า”
จีอู๋ซวงเอียงศีรษะ พูดอย่างไร้เดียงสาว่า “ท่านอาจารย์ เรื่องนี้ช่างแปลกนัก โม่หลานอีรู้หรือไม่ว่าอู๋หัวอี้เป็นคนไร้ประโยชน์ที่คอยถ่วงหลัง? หากรู้ เหตุใดนางจึงปล่อยให้อู๋หัวอี้ถ่วงศิษย์พี่เย่? หากไม่รู้ โอ้... ศิษย์พี่เย่ช่างโชคร้ายเหลือเกิน ที่ได้เป็นศิษย์พี่ของโม่หลานอี คนดีๆต้องมาพลอยเดือดร้อนเปล่าๆ”
คำพูดของจีอู๋ซวงฟังดูไม่มีอะไรแปลก แต่หากวิเคราะห์อย่างละเอียด จะพบว่านางกำลังนิยามโม่หลานอีว่าเป็น ‘คนใจดำ’ หรือ ‘ตัวอัปมงคล’
ตอนนี้โม่หลานอีเป็นคนดีมีน้ำใจในสายตาผู้คน คนใจดำเป็นหมวกที่ยังสวมให้นางไม่ได้ในตอนนี้ ดังนั้นจึงต้องสวมหมวก ‘ตัวอัปมงคล’ ให้แทน
ไม่ว่าจะเป็นคนแบบไหนจีอู๋ซวง ก็พอใจมาก
พลังอัสนีสีม่วงแห่งสวรรค์ในร่างของจีอู๋ซวง ปั่นป่วนวุ่นวาย สบถด่าไม่หยุด...
ในเส้นทางชีวิตของบุตรแห่งโชคชะตา แม้แต่ผีเสื้อตัวเล็กๆก็อาจก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ได้
การที่บุตรแห่งโชคชะตาของมันมีภาพลักษณ์เป็นตัวอัปมงคลจะส่งผลต่อโชคชะตาของนางในอนาคต
อู๋หัวอี้โกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว เขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นแก่นปราณทองคำ นางเป็นเพียงคนธรรมดา กล้าเรียกข้าว่าไร้ค่า?!
แต่เขาก็ไม่อาจโต้แย้งได้ ในใจรู้สึกราวกับมีไฟโทสะลุกโชน
เมื่อไม่อาจระบายออกได้ ในที่สุดความโกรธก็พลุ่งพล่าน เลือดสดๆพุ่งออกจากปาก
จีอู๋ซวงรีบดึงเย่เชี่ยนออกห่าง กระซิบว่า “ศิษย์พี่ พวกเราออกห่างหน่อยเถอะ ถ้าโดนเลือดของคนไร้ค่ากระเด็นใส่ อาจจะโชคร้ายก็ได้...”
ทุกคน “...”
ในที่สุดอู๋เหนิงก็ทนอยู่ต่อไปไม่ไหวหน้าด้านบอกไปว่านี่เป็นความเข้าใจผิด ตระกูลอู๋ของพวกเขาจะต้องให้คำอธิบายแก่จีอู๋ซวงและเย่เชี่ยนอย่างแน่นอน
เมื่อคนตะกูลอู๋ปล่อยคำลวงไว้เบื้องหลัง พวกมันก็รีบชิ่งหนีไปอย่างน่าอับอาย
ทันทีที่พวกนั้นจากไป เฉินเซวียนจีก็เอ่ยขึ้นทันที “อู๋ซวง เจ้าให้ข้าดูศิลาบันทึกเหตุ นี้หน่อยได้หรือไม่?”
“ได้สิ”
ศิลาบันทึกเหตุนั้นหาได้ยากยิ่งและล้ำค่า แหล่งที่มาของศิลาบันทึกเหตุทั้งหมดล้วนถูกควบคุมโดยตระกูลใหญ่
ดังนั้น แม้แต่ห้าสำนักเซียนที่ยิ่งใหญ่ ก็ยังมีศิลาบันทึกเหตุในครอบครองจำนวนจำกัด
ด้วยฐานะศิษย์สายตรงของจีอู๋ซวงจึงไม่มีใครสงสัยในความถูกต้องของศิลาบันทึกเหตุ มีเพียงเฉินเซวียนจีอัจฉริยะด้านยันต์ที่มองออกในแวบเดียวว่านี่ไม่ใช่ศิลาบันทึกเหตุ แต่เป็นหินวิญญาณระดับสุดยอดธรรมดา
เฉินเซวียนจีจ้องมองหิน ดวงตาของนางค่อยๆเปล่งประกายร้อนแรง พึมพำกับตัวเองว่า “วิเศษ... การแกะสลักอักขระลงบนหินวิญญาณโดยตรง สามารถทำให้หินวิญญาณกลายเป็นศิลาบันทึกเหตุได้”
เมื่อคำพูดดังออกไป เหลียนซิงและอีกสามคนก็รู้สึกตัว
“อะไรนะ! นี่ไม่ใช่ศิลาบันทึกเหตุหรือ?!”
“สวรรค์! มันไม่ใช่จริงๆ!”
“นี่...” ทั้งสี่คนจ้องมองจีอู๋ซวงดวงตาของพวกเขาลุกวาว!
ถ้าหากว่าหินวิญญาณ ทั้งหมดสามารถกลายเป็นศิลาบันทึกเหตุได้ เช่นนั้นต่อไปการสั่งสอน ถ่ายทอดวิชา และไขข้อข้องใจ คงจะง่ายดายขึ้นอีกมาก!
เพราะแท้จริงแล้ว ศิษย์ของสำนักอวิ๋นหลาน นั้นมีมากมายมหาศาล...
ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว ศิษย์พี่ศิษย์น้อง จะเป็นผู้สอนสั่งกันเอง ต่อกันเป็นทอดๆ ซึ่งในระหว่างการถ่ายทอดวิชา อาจเกิดความคลาดเคลื่อน ผิดเพี้ยน จนทำให้เหล่าอัญมณีต้องมัวหมอง
หรือแม้กระทั่งอาจมีผู้ที่หลงผิดเข้าสู่ด้านมืด นับว่าน่าเสียดายยิ่งนัก
หากศิษย์สำนักอวิ๋นหลานทุกคนได้รับฟังคำสั่งสอนโดยตรงจากท่านอาจารย์ เช่นนั้นสำนักอวิ๋นหลานคงจะได้ครองยุทธภพเป็นแน่!
บทที่ 57: โอสถยืดอายุ
“วิธีนี้ เจ้าคิดขึ้นมาเองหรืออู๋ซวงน้อย?”
เฉินเซวียนจีถามอย่างร้อนรน ท่าทางของนางดูราวกับอยากได้เคล็ดลับนี้มาครอบครองในทันที
เหยาชางและมู่จื่อฉีที่ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของจีอู๋ซวง ต่างรู้สึกเขินอายเล็กน้อย พวกเขาอายุมากแล้วการมาถามเด็กน้อยเช่นนี้ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก
ส่วนเหลียนซิงและเฉินเซวียนจีที่รู้ตัวตนของจีอู๋ซวง กลับรู้สึกชอบธรรม!
จีอู๋ซวงคือบรรพบุรุษน้อยของพวกเขา!
อ้อ พูดให้ถูกต้องคือบรรพบุรุษ!
การขอของจากบรรพบุรุษจะเป็นไรไป?
เหยาชางรีบกล่าว “อู๋ซวงน้อย อืม สำนักไม่ได้คิดจะเอาเปรียบเจ้า หากเจ้าบอกวิธีเปลี่ยนหินวิญญาณเป็นศิลาบันทึกเหตุให้สำนัก สำนักจะต้องชดเชยให้เจ้าแน่นอน”
จีอู๋ซวงยิ้มน้อยๆ “ไม่ต้องชดเชยหรอก สำนักดีกับข้า ข้าก็จะดีกับสำนักเช่นกัน”
สำหรับสำนักอวิ๋นหลาน จีอู๋ซวงนั้นในทีแรกหาได้มีเยื่อใยไม่ ที่นี่สำหรับนางเป็นเพียงที่พักชั่วคราว
แต่บัดนี้นางเริ่มมีใจรักในสำนักแห่งนี้
เหยาชางและมู่จื่อฉีต่างซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ
สำนักมีต้นกล้าเช่นนี้ ภายภาคหน้าจักรุ่งเรืองมิรู้สิ้น
มิได้ พวกข้าต้องรีบหาวิธีรักษาร่างกายของจีอู๋ซวง ให้นางฝึกปรือได้โดยเร็ว
เฉินเซวียนจีรีบเข้ามาใกล้จีอู๋ซวง “เช่นนั้นจะสอนพวกข้าตอนนี้เลยหรือไม่”
จีอู๋ซวง ส่ายหน้า “ไม่ พวกเราจะมุ่งหน้าไปยังตระกูลอู๋”
นางมิคิดจะให้เวลาตระกูลอู๋หาทางบ่ายเบี่ยง ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนเท่านั้น
ทุกคนต่างไม่เข้าใจ “เหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้”
จีอู๋ซวงอธิบาย “ศิลาบันทึกเหตุนี้ มิใช่ศิลาบันทึกเหตุที่แท้จริง ศิลาบันทึกเหตุที่แท้จริงสามารถเก็บบันทึกภาพได้เป็นพันปี หมื่นปี แต่หินรูปลักษณ์ศิลาบันทึกเหตุนี้ หากพลังวิญญาณภายในหมดลง ก็มิอาจฉายภาพได้อีกหากให้ตระกูลอู๋ล่วงรู้ ยืดเวลาไม่ยอมรับผิด เมื่อถึงเวลานั้นก็จะไม่มีหลักฐาน”
หลายคนเอ่ยขึ้นว่า “…”
โอ้สวรรค์!
แม่นางน้อยอู๋ซวงนางช่างกล้า! ใช้วิธีนี้หลอกขายศิลาบันทึกเหตุปลอมเช่นนี้หรือ?
ในทันใดนั้นเหลียนซิงก็เอ่ยว่า “ไป! พวกเราไปเดี๋ยวนี้!”
ส่วนตระกูลอู๋จะครหาสำนักอวิ๋นหลานอย่างไร พวกข้าไม่สนใจ!
ตระกูลอู๋ แห่งเมืองอี้
ตระกูลอู๋นั้นเป็นตระกูลผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองอี้ พื้นที่ของตระกูลอู๋นั้นกว้างขวางยิ่ง กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเมืองอี้ ภายในตระกูลมีการติดตั้งค่ายกลมากมาย จึงมีพลังปราณบริสุทธิ์ไหลเวียน ทัศนียภาพงดงาม ราวกับสรวงสวรรค์
แตกต่างจากสำนักอวิ๋นหลาน ที่สงบเงียบราวกับวิมานลอยฟ้า ตระกูลอู๋แห่งนี้ช่างหรูหราฟุ้งเฟ้อ ราวกับเมืองสวรรค์
อู๋เหนิงจ้องมองอู๋หัวอี้ด้วยความโกรธ ก่อนจะตวาดว่า “เจ้ายังยืนโง่อยู่ตรงนั้นอีกหรือ? รีบไปคุกเข่าขอขมาบรรพบุรุษที่ศาลบรรพชนเดี๋ยวนี้!”
“ข้าน้อมรับคำสั่ง ท่านปู่”
“รอก่อน”
“ขอท่านปู่โปรดสั่งการ”
“เจ้าจงตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกพี่ลูกน้องทางฝั่งแม่ของเจ้าเดี๋ยวนี้!” อู๋เหนิงตวาดด้วยความโกรธ “ช่างเป็นของอัปมงคลเสียจริง ทำให้ตระกูลอู๋ของข้าต้องมาแปดเปื้อนอย่างไม่มีเหตุผล”
ถูกต้อง อู๋หัวอี้ไม่ใช่บุตรชายคนโตเขาเป็นเพียงบุตรนอกสมรสที่เกิดจากอนุภรรยา แต่เพราะมีรากฐานวิญญาณที่ยอดเยี่ยม เป็นรากจิตวิญญาณธาตุน้ำเดี่ยว จึงทำให้สถานะในตระกูลอู๋สูงขึ้น
อีกทั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ วิชาของอู๋หัวอี้ก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนก้าวขึ้นสู่ขั้นแก่นปราณทองคำ เป็นคนแรกในรุ่นเยาว์ จึงได้รับการมองด้วยสายตาที่แตกต่างจากคนในตระกูลอู๋
แต่ความจริงพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าพรสวรรค์ของเขาจะดีเลิศเพียงใด ในสายตาของอู๋เหนิงและคนอื่นๆ เขาก็ยังคงเป็นเพียงบุตรของอนุภรรยา
อู๋หัวอี้ชะงัก อดไม่ได้ที่จะขอร้องแทนโม่หลานอี “ท่านปู่ อีอีไม่ใช่ของอัปมงคล นางมีรากจิตวิญญาณแสงเดี่ยว และยังได้เป็นศิษย์โดยตรงของผู้นำยอดเขาจื่อหลินแห่งสำนักอวิ๋นหลาน อนาคตของนางจะต้องรุ่งโรจน์แน่นอน”
หากเป็นเมื่อก่อนอู๋เหนิงคงจะให้อู๋หัวอี้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับโม่หลานอี แต่ตอนนี้ เขานึกถึงนางทีไรก็รู้สึกอัปมงคลทุกที
“รากจิตวิญญาณแสงเดี่ยวอะไรกัน ถ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้นจริง ทำไม เหลียนซิงไอ้แก่นั่นถึงไม่รับนางเป็นศิษย์ แต่กลับไปรับเอาตัวไร้ค่าที่ไม่มีพลังวิญญาณมาแทน?”
“นี่...”
“สรุปใจความก็คือเจ้าเลิกยุ่งกับนางซะ!”
“ท่านปู่...”
“หากยังขัดคำสั่ง ข้าจะสั่งให้คนหักขาเสีย!”
อู๋เหนิงกล่าวจบก็สั่งให้คนลากตัวอู๋หัวอี้ไปขังไว้ที่ศาลบรรพชน ภายในศาลบรรพชน อู๋หัวอี้ครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อ โม่หลานอี นางช่างอ่อนโยน นางคือเด็กสาวที่สวรรค์ประทานพรมา แต่กลับถูกคนอื่นเข้าใจผิดไปหมด
โชคยังดีที่อู๋เหนิงไม่ได้ยึดของของเขาไป เขาจึงรีบส่งยันต์สื่อสารไปหาโม่หลานอีทันที
เมื่อโม่หลานอีฟังเรื่องทุกอย่างจบ นางแทบอยากจะด่าทออู๋หัวอี้ให้รู้แล้วรู้รอด!
เจ้าคนไร้ประโยชน์ ทำเสียเรื่อง!
ทว่าเบื้องหลังนางนั้นหาได้มีผู้ใดหนุนหลังมากมายไม่ อย่างน้อยก็ไม่มีผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณ
แม้ตระกูลโม่จะเป็นตระกูลผู้ฝึกตนเช่นกัน แต่บรรพบุรุษของตระกูลโม่นั้นเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นเกิดเทพเจ้าเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้โม่หลานอีจึงพยายามรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับอู๋หัวอี้ นางเพียงต้องการโอกาสในการสร้างความประทับใจแก่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณเท่านั้น
หลังจากหยุดการสื่อสารลงโม่หลานอีก็กล่าวด้วยท่าทีร้อนรน “ท่านปู่เซียน ท่านอู๋เหนิงผู้นั้นเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณ ข้าย่อมมิอาจปล่อยให้เขามีความรู้สึกไม่ดีต่อข้าได้”
“ท่านคิดว่าข้าควรทำเช่นไรดี?”
โม่หลานอีกัดฟันแน่นพลางกล่าว “ข้าได้ยินมาว่าอายุขัยของท่านอู๋เหนิงใกล้จะหมดแล้ว ท่านว่า...หากข้ามอบโอสถยืดอายุให้เขาสักเม็ดจะเป็นเช่นไร”
แท้จริงแล้ว ห้วงมิตินั้นที่โม่หลานอีพบเจอนั้น เป็นมิติที่ทรงพลังยิ่งนักและเป็นอิสระ ภายในนั้นมีทั้งวิชาต้องห้ามและสมบัติล้ำค่ามากมาย สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆเปิดเผยออกมาเมื่อขั้นพลังของนางเพิ่มขึ้น
สมบัติของขั้นฝึกลมปราณนั้น นอกจากน้ำพุแห่งชีวิต ไข่สัตว์เทพ ต้นท้อศักดิ์สิทธิ์ และไม้สงบจิตวิญญาณแล้ว ยังมียา ยันต์วิเศษ และสมบัติวิเศษอีกมากมาย อาทิ ธนูดับวิญญาณขั้นกึ่งเซียนที่โม่หลานอี เคยใช้
เซียนเฒ่าได้ตรวจสอบให้แล้ว พบว่าหนึ่งในนั้นมีโอสถยืดอายุรวมอยู่ด้วย
โอสถยืดอายุชนิดนี้นับว่าหายากยิ่ง!
ไม่ว่าจะเป็นการบำเพ็ญเพียรขั้นใด เพียงแค่บริโภคแล้วอายุขัยจะเพิ่มขึ้นร้อยปีอย่างแน่นอน
อย่าได้ดูแคลนเวลาร้อยปีนี้ แม้สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูง ร้อยปีเป็นเพียงชั่วพริบตา แต่ก็เป็นร้อยปีที่ฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาได้
หากในร้อยปีนั้นได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นล่ะ?
เพียงแต่โอสถยืดอายุนี้เป็นยาระดับ8
หากนางผู้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นต้นนำยาระดับ8ออกมา จะเป็นโชคหรือเคราะห์ ใครจะรู้ได้?
[ข้าไม่แนะนำให้เจ้ามอบโอสถยืดอายุให้เขา]
“ทำไมกัน?”
[อู๋เหนิงผู้นี้อาจไม่ใช่คนดี]
“เช่นนั้นจะให้ข้าเพียงมองดูผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณตัดขาดมิตรภาพกับข้าหรือ?”
เพียงได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวของโม่หลานอี เซียนเฒ่าก็รู้ว่าการเกลี้ยกล่อมของตนไร้ประโยชน์ หากเป็นเช่นนี้เจ้าก็จงพิจารณาเอาเองเถิด
โม่หลานอีมิได้ลังเลนานนัก นางรีบไปหาเยว่ชิงและร่ำไห้บอกว่าตนเพียงหวังดี ไม่คิดว่าจะทำเรื่องแย่เช่นนี้ ขอให้เยว่ชิงลงโทษนาง
เยว่ชิงฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปลอบโม่หลานอีว่า “ไม่เป็นไรหรอก เจ้าอย่ากลัวไปเลย ศิษย์พี่ของเจ้ารักเจ้ามาก เจ้าเองก็รู้ดี เรื่องนี้มันเป็นเพียงอุบัติเหตุ”
โม่หลานอีได้แต่คิดในใจว่า เย่เชี่ยนน่ะไม่เท่าไรแต่ยังมีจีอู๋ซวงอยู่ด้วยนี่สิ!
เมื่อเห็นว่าโม่หลานอียังคงร้องไห้อยู่ เยว่ชิงจึงเอ่ยด้วยความเห็นใจว่า “เช่นนี้แล้ว ข้ายินดีไปกับเจ้า ไปพบศิษย์พี่ของเจ้าด้วยกัน เป็นอย่างไร”
“จริงหรือเจ้าคะ”
“อืม ไปกันเถิด”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์”
แม้ว่าเยว่ชิงจะไม่ได้มีตำแหน่งสูงส่งนักในสำนักอวิ๋นหลาน แต่อย่างไรเขาก็เป็นถึงผู้นำยอดเขา ตระกูลอู๋ย่อมต้องให้เกียรติกันอยู่บ้าง
“แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกเราจะไปพบศิษย์พี่ เราแวะไปที่ตระกูลอู๋ก่อนได้หรือไม่”
เยว่ชิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ไปที่ตระกูลอู๋?”
“เจ้าค่ะ พวกเราไปขอโทษตระกูลอู๋ก่อน เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นเพราะข้าเอง...”
เยว่ชิงขมวดคิ้วแน่น รู้สึกขุ่นข้องใจอยู่บ้าง
ไม่ว่าอย่างไร ครั้งนี้คนที่ถูกกระทำมิชอบก็คือเย่เชี่ยน เย่เชี่ยนก็ถือเป็นศิษย์ที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดวิชาให้โดยตรง เป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักของนาง แล้วเหตุใดนางถึงได้เข้าข้างตระกูลอู๋เล่า?
โม่หลานอีเอ่ยขึ้นอีกว่า “ศิษย์พี่ก็คือคนของพวกเรานะเจ้าคะ ตระกูลอู๋เป็นคนนอก คนกันเองทะเลาะกันยังไงก็ปิดประตูคุยกันได้ แต่ถ้าหากตระกูลอู๋กับสำนักเป็นศัตรูกันแล้วจะทำเช่นไร ตระกูลอู๋ก็เป็นถึงตระกูลผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งเมืองอี้ แต่ละปีก็สร้างผลประโยชน์ให้สำนักไม่น้อย หากเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้ก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ...”
เยว่ชิงจำใจรับฟังความคิดเห็นนี้ จึงตัดสินใจไปที่ตระกูลอู๋ก่อน
ทว่าโม่หลานอีมิได้บอกความจริงทั้งหมดแก่เยว่ชิง เช่น เรื่องที่จีอู๋ซวงเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเรื่องที่เหลียนซิงก็ออกมาช่วยเหลือเป็นต้น
ตั้งแต่ต้นจนจบ อาจารย์ก็ยังคงคิดว่าเป็นเพียงเรื่องขัดแย้งของเด็กๆเท่านั้น
บทที่ 58: เซียวอู๋ซวงฉวยโอกาส
เพราะโม่หลานอีร้อนใจยิ่งนัก เยว่ชิงจึงยอมติดตามนางไปยังตระกูลอู๋ในวันนั้น
เมื่อตระกูลอู๋ล่วงรู้ว่าอาจารย์แห่งสำนักอวิ๋นหลานมาเยือน ต่างพากันตื่นตระหนกเกรงว่าเขามาเพื่อหาเรื่อง
ทว่าพอได้เห็นสีหน้าเปี่ยมรอยยิ้มอันอ่อนโยนของเยว่ชิง ต่างก็คาดเดาได้ว่าเขามาเพื่อ ‘ไกล่เกลี่ย’
ในทันใดอู๋เหนิงก็หัวเราะลั่น ปรารถนาจะเอ่ยเย้ยหยันสองสามประโยค ทว่าโม่หลานอีกลับลุกขึ้นยืนเอ่ยว่า “ท่านผู้อาวุโสอู๋ เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมีต้นเหตุมาจากความใจอ่อนของข้าเอง ไม่ว่าจะเป็นศิษย์พี่หรือศิษย์น้องหญิง ต่างก็มิได้มีผู้ใดผิดพลาด เพียงแต่เป็นความเข้าใจผิด บังเอิญผิดพลาดกันไปเท่านั้น ข้าเตรียมของกำนัลมาด้วย โปรดอย่าได้ถือโทษศิษย์พี่เลย”
น้ำเสียงของโม่หลานอีอ่อนโยน บวกกับรัศมีแห่งจิตวิญญาณที่เปล่งประกายราวกับหยกงาม บุคคลใดมองเห็นหากจะมิชื่นชมก็คงจะเป็นไปไม่ได้
และเป็นเช่นนั้น แม้แต่รอยย่นระหว่างคิ้วของอู๋เหนิงก็พลันจางหายไป เอ่ยว่า “ช่างเถิด เจ้าเป็นเพียงรุ่นหลัง ข้าเองก็มิคิดถือสา แต่ศิษย์น้อยคนอื่นๆในสำนักของเจ้าช่างอวดดีนัก”
ศิษย์น้อยคนอื่นๆ?
เยว่ชิงขมวดคิ้ว นางครุ่นคิดอย่างลับๆ นอกจากเย่เชี่ยนแล้ว ยังมีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหรือ?
ขณะที่กำลังสับสน โม่หลานอีก็ได้นำของกำนัลไปวางไว้เบื้องหน้าอู๋เหนิงเสียแล้ว
“ขอเชิญท่านผู้อาวุโสได้โปรดลองดูเสียก่อน”
แต่อู๋เหนิงเพียงพยักหน้ารับเย็นชา มิได้ปรายตามอง แม้แต่น้อย เพราะเห็นเพียงแค่เด็กน้อยฝึกปรือลมปราณ จะมีของวิเศษอันใด
การยอมรับของกำนัลจากนาง นับเป็นบุญวาสนาของนางยิ่งนัก
โม่หลานอี รู้สึกกังวลใจยิ่งนัก เหตุใดตาแก่ผู้นี้จึงไม่เปิดดูเล่า
หากเขาไม่พบโอสถยืดอายุเล่า จะทำเช่นไร
เช่นนั้น นางมิสูญเสียไปเปล่าประโยชน์หรือ
“เอาล่ะ” เยว่ชิง เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “เมื่อมอบของขวัญขอขมาแล้ว พวกเรากลับกันเถิด”
แม้เยว่ชิงจะเป็นคนใจดี แต่ก็สังเกตเห็นว่าศิษย์รักของตน ‘ประจบ’ อู๋เหนิง ยิ่งกว่าเคารพตนเสียอีก
หรือเป็นเพราะอู๋เหนิงผู้นี้บรรลุขั้นหลอมวิญาญาณ!
“ท่านอาจารย์...” โม่หลานอี ร้องเรียก
เยว่ชิง ก้มหน้าลงเอ่ยน้ำเสียงเรียบเฉย “เสียเวลาไปเสียมากแล้ว พวกเราควรไปรับศิษย์พี่หญิงของเจ้าได้แล้ว”
“แต่ว่า...”
โม่หลานอี ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งที่ค้างคา ก็มีบ่าวรับใช้รีบร้อนวิ่งเข้ามารายงานว่า คนของสำนักอวิ๋นหลานมาถึงแล้ว
เยว่ชิง ขมวดคิ้ว
หรือว่ายังมีคนอื่นมาอีก
ยังไม่ทันที่อู๋เหนิงจะเอ่ยปาก กลางอากาศก็มีเสียงร้องของนกดังกึกก้องไปทั่ว
“กริ๊ก”
ทั่วทั้งตระกูลอู๋ต่างพากันสั่นสะท้าน
เหล่าศิษย์ที่มีระดับพลังฝึกปรือต่ำ เกือบจะคุกเข่าลงกับพื้น!
เยว่ชิงจำได้ว่า ‘เสียงร้องของนก’ และแรงกดดันนี้ เป็นของนกยักษ์นามว่า ต้าหมิงสัตว์อสูรคู่สัญญาของท่านเจ้าสำนักมิใช่หรือ
เขารีบลุกขึ้นเดินออกไป ขณะที่นกศักดิ์สิทธิ์สีเงินขาวค่อยๆร่อนลงมา ราวกับเทพหงส์เสด็จลงมาจากสวรรค์
บนหลังนกไม่เพียงแต่มีเหลียนซิงมาเท่านั้น แต่ยังมีผู้อาวุโสสูงสุดสามท่านมาด้วย
เมื่อทั้งสี่คนเห็นเยว่ชิงและหญิงงามดั่งหยกที่อยู่ข้างกายนางสีหน้าของพวกเขาก็ดูแปลกๆ เล็กน้อย เฉินเสวียนจีถึงกับกระซิบถามจีอู๋ซวงว่า “อู๋ซวงน้อย คนนั้นคือโม่หลานอีใช่หรือไม่?”
จีอู๋ซวงพยักหน้า “ใช่ นางนั่นแหละ”
เฉินเสวียนจีพยักหน้า “อู๋ซวงน้อย เจ้าไม่ต้องกลัว ดูข้าแก้แค้นให้เจ้าเอง!”
จีอู๋ซวง “...” หากนางบอกว่านางไม่กลัว ท่านเชื่อหรือไม่?
ในสายตาของเฉินเสวียนจี นางไม่รู้สึกละอายใจเลยที่จะ ‘รังแกผู้น้อย’
นางพยายามฝึกฝนอย่างหนัก ก็เพื่อจะได้ทำอะไรตามใจชอบ อยากทำอะไรก็ทำ หากจะช่วยเหลือศิษย์ของตนแล้วยังต้องแอบๆซ่อนๆอยู่ มันจะมีความหมายอะไร?
เฉินเสวียนจียิ้มน้อยๆ “โอ้ ท่านรู้ว่าศิษย์ขั้นสร้างรากฐานของท่านถูกรังแก จึงตั้งใจมาช่วยเหลือศิษย์ขั้นสร้างรากฐานของท่านหรือ?”
ศิษย์ขั้นสร้างรากฐาน “...”
ช่างเถิด ช่างเถิด ไร้นามก็ไร้นามไป นางมิคู่ควร
เยว่ชิงรีบร้อนกล่าว “ศิษย์น้อยเคยพบท่านอาจารย์และเหล่าผู้อาวุโสแล้ว”
“ไม่จำเป็นต้องพบพวกข้าหรอก” เฉินเสวียนจีกล่าวพลางยิ้ม “ท่านอาจารย์ช่างเป็นอาจารย์ที่ดีนัก รู้ว่าศิษย์รักถูกเอารัดเอาเปรียบ จึงมาหนุนหลังให้นางโดยเฉพาะ”
แม้เยว่ชิงจะโง่เง่าเพียงใด ก็ย่อมฟังนัยยะของเฉินเสวียนจีออก ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความเขินอาย
“ท่านอาจารย์!” เย่เชี่ยนทนเห็นท่านอาจารย์ลำบากใจไม่ไหว รีบยื่นหน้าออกจากหลังนกยักษ์ “ท่านอาจารย์! ข้าไม่เป็นไร ท่านอย่ากังวล!!!”
หัวใจของเยว่ชิงอ่อนยวบ รู้สึกว่าที่ตนเองทำตามโม่หลานอี ไป ‘ขอโทษคนสกุลอู๋’ นั้น สมองคงจะกลับบ้านเก่าเสียแล้ว
ใช่แล้ว!
เหตุใดข้าต้องมาด้วยเล่า?
ช่างแปลกประหลาด...
เมื่อสี่อธรรม... มิใช่สิ เมื่อสี่เซียนผู้ยิ่งใหญ่ลงจากหลังนกยักษ์ อู๋เหนิงโกรธจนไฟแทบจะพุ่งออกจากกระหม่อม แต่ทว่าต้องอดทนไว้ กล่าวเพียงว่า “ท่านผู้อาวุโสทั้งสี่ พวกเรามิได้เพิ่งจะจากกันไปหรือขอรับ เหตุใดท่านจึงกลับมาอีกแล้ว?”
เหลียนซิงกล่าวอย่างร่าเริง “ท่านอู๋ พูดเช่นนี้ผิดแล้ว ข้าไม่ได้บอกหรือว่าจะให้คำอธิบายแก่เย่เชี่ยนน้อยและอู๋ซวงน้อยของพวกข้า? ดังนั้นพวกข้าจึงมา ท่านอู๋คงแก่เกินไปแล้ว ลืมเร็วเหลือเกิน”
เย่เชี่ยน “อื้อๆๆ!”
ในที่สุดก็มีคนจำชื่อของข้าได้ ช่างยากเย็นเหลือเกิน!
ท่านเจ้าสำนักจงเจริญ!
อู๋เหนิงแทบจะอาเจียนเป็นเลือด พวกเจ้าอยากตายพรุ่งนี้หรืออย่างไร? ถึงได้มาพร้อมกันเช่นนี้?!
อู๋เหนิงเหลือบมองไปที่โม่หลานอีซึ่งหน้าซีดและพยายามลดการมีตัวตนลง จู่ๆก็คิดอุบายขึ้นมาได้ “แต่ท่านผู้นำและศิษย์ของยอดเขาจื่อหลินบอกว่านี่เป็นความเข้าใจผิด เป็นเหตุบังเอิญ และยังส่งของมาขอขมาตระกูลอู๋ของข้า ซึ่งข้าก็รับไว้แล้ว”
ทั้งสี่พร้อมใจกันมองไปที่เยว่ชิง เยว่ชิงขนลุกซู่ไปทั้งตัว พูดติดอ่าง “ข้า...ข้า...ไม่ใช่อย่างนั้น นี่...นี่...”
จีอู๋ซวงเห็นเยว่ชิงเหงื่อแตกพลั่กด้วยความตื่นตระหนก ก็เดาได้ว่าคนที่มาขอขมาน่าจะเป็นโม่หลานอี ส่วนเยว่ชิงเพียงแค่มาเป็นเพื่อนเท่านั้น
บางทีโม่หลานอีอาจจะโกหก ดังนั้นเยว่ชิงจึงคิดว่านี่เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเยาว์เท่านั้น
มองดูอู๋เหนิงอีกครั้ง อืม แม้จะไร้ความสามารถไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณนี่นะ
โม่หลานอีรีบวิ่งมาคงเพื่อจะมาประจบเอาใจผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมวิญญาณสินะ?
ดังนั้นของขวัญขอโทษนี้คงเป็นสิ่งที่โม่หลานอีเตรียมมาเองแน่ๆ
โม่หลานอีประจบเอาใจและมอบของขวัญ ย่อมไม่ใช่ของธรรมดาแน่ บางทีอาจเป็นน้ำพุแห่งชีวิตก็ได้?
ไม่ฉวยโอกาสนี้จากโม่หลานอี ก็คงเป็นไอ้โง่แน่ๆ
จีอู๋ซวงรีบพูดขึ้นว่า “ศิษย์พี่จะขอโทษก็คงผิดคนแล้วกระมัง? ผู้ที่ถูกรังแกคือศิษย์พี่เย่ต่างหาก ของขวัญขอโทษนั้นก็ควรมอบให้ศิษย์พี่เย่ ท่านผู้อาวุโสอู๋ ท่านเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณ คงไม่คิดจะเบียดบังของขวัญขอโทษของศิษย์พี่เย่ของข้าหรอกนะ?”
อู๋เหนิงไม่รู้เลยว่าในกล่องนั้นมีอะไร จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร
“ในเมื่อผู้ที่ถูกรังแกคือเด็กน้อยเย่ ของขวัญขอโทษก็ให้เด็กน้อยเย่เอาไปเถอะ มานี่ เอาของมาส่งให้นางเสีย”
โม่หลานอีถึงกับไปไม่เป็น!
ไม่นะ!
โอสถยืดอายุของนาง! น่าตายนัก จีอู๋ซวง!!
บทที่ 59: เหล่าผู้สนับสนุนมาอีกแล้ว!
บัดนี้ใจของโม่หลานอีปวดร้าวราวกับถูกเฉือนเนื้อ เหนื่อยใจยิ่งนัก อยากจะไปเขย่าคอเสื้อของอู๋เหนิงผู้นี้แล้วเอ่ยว่า เจ้ามันโง่เง่าสมชื่อ! ช่างไร้ความสามารถ!
นี่มันโอสถยืดอายุ!
เจ้ากลับยกให้ผู้อื่นไป!
ไม่นาน บ่าวไพร่ของตระกูลอู๋ก็ถือกล่องหยกมาถึง จีอู๋ซวงเห็นโม่หลานอีพยายามปกปิดความเจ็บปวดที่ไม่อาจห้ามได้ นางจึงรู้ว่าในกล่องต้องเป็นของล้ำค่าอย่างแน่นอน
จีอู๋ซวงไม่รอช้า นางรับกล่องนั้นมา แล้วส่งมอบให้เย่เชี่ยนพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่เย่ นี่คือของกำนัลขอขมาที่ศิษย์น้องโม่มอบให้เจ้า”
ใบหน้าของเย่เชี่ยนขึ้นสีแดงระเรื่อ นางลังเลใจ ไม่รู้ว่าควรจะรับหรือไม่
เมื่อโม่หลานอีเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก จากท่าทีของเย่เชี่ยนแสดงว่านางยังมีโอกาสได้โอสถยืดอายุกลับคืนมา
ทว่านางยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ย ก็ถูกจีอู๋ซวงขัดขึ้น ทำให้นางเจ็บร้าวไปถึงทรวงอก
จีอู๋ซวงเอ่ยพลางแย้มยิ้มว่า “ศิษย์พี่หญิงเย่ รับไว้เถิด หากท่านไม่รับนั่นหมายความว่าท่านยังไม่ให้อภัยศิษย์พี่หญิงโม่ ศิษย์พี่หญิงโม่คงเสียใจแย่”
โม่หลานอี “???”
จี! อู๋! ซวง!
“เป็นเช่นนั้นหรือ”
“แน่นอนสิเจ้าคะ”
“...” เย่เชี่ยนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับของขวัญพลางเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “ศิษย์น้องหญิง เจ้าอย่าได้คิดมากเลย ข้าไม่ได้โกรธ”
โม่หลานอีแทบขบฟันจนแหลกละเอียด นางจำต้องฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ขะ...ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิง”
จีอู๋ซวงพยักหน้า นางจ้องมองไปที่อู๋เหนิงอย่างเย็นชา “เรื่องภายในสำนักอวิ๋นหลานของพวกข้า คงไม่รบกวนท่านให้ต้องเป็นกังวล กระมัง...ตอนนี้ ท่านจะชดใช้ให้ศิษย์พี่หญิงของข้าอย่างไรดี?”
“จะ…เจ้ายังจะเอาค่าชดเชยอีกหรือ!”
“แน่นอนเจ้าค่ะ ท่านอู๋หัวอี้สร้างความเดือดร้อนก่อน พวกท่านที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อนกำเนิดก็ลงมือทำร้ายผู้อื่นทีหลัง สุดท้ายคนตระกูลอู๋อย่างพวกท่านยังรุมทำร้ายข้ากับท่านพี่หญิงอีก ทำให้ข้าจำใจต้องใช้เครื่องรางระดับ7ถึงสองชิ้นเพื่อป้องกันตัว ชิ้นหนึ่งคือไข่มุกอสุนีบาต อีกชิ้นคือจานอัสนีบาต ทั้งไข่มุกอสุนีบาตและจานอัสนีบาตต่างก็เป็นผลงานของปรมาจารย์ผู้หลอมสร้างเครื่องรางระดับ7ผู้เลื่องชื่อแห่งยุค นั่นคือ ท่านผู้อาวุโสขี้เมา พวกท่านคงไม่คิดจะเบี้ยวไม่จ่ายเงินใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
อู๋เหนิงถึงกับอึ้งไป “เจ้า เจ้า… เจ้าล้อเล่นอะไรกัน! เจ้าเป็นแค่เศษสวะตัวเล็กๆที่แม้แต่พลังปราณก็ยังไม่อาจนำเข้าสู่ร่างกายได้! จะมีของวิเศษมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?!”
จีอู๋ซวงเบ้ปากแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นท่านก็ดูให้ดีๆ อย่ากะพริบตาเชียว”
เมื่อจีอู๋ซวงฮึดฮัด นางเปิดห้วงมิติ เครื่องรางระดับ7 ชิ้นแล้วชิ้นเล่าก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน แม้แต่เครื่องรางระดับ8ยังมี!
เครื่องรางระดับ8!
สมบัติล้ำค่าแห่งยุคสมัย?!
แต่อู๋เหนิงจ้องมองดู ก็พบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องรางระดับ7 ระดับ8ของแท้ เพราะพลังปราณบนยันต์เหล่านี้ดูบางเบา
จีอู๋ซวงอธิบายว่า “อ้อ เพราะข้าไม่มีพลังปราณ ดังนั้นเครื่องรางเหล่านี้จึงเป็นเครื่องรางแบบใช้ครั้งเดียวที่ไม่ต้องใช้พลังปราณในการกระตุ้น ใช้แล้วทิ้งเช่นเดียวกับไข่มุกอสุนีบาตและจานอัสนีบาต ล้วนเป็นสิ่งของที่ข้านำมาเพื่อป้องกันตัว”
เสื้อผ้าของอู๋เหนิงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“เจ้า เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่? ของพวกนี้เจ้าเอามาจากไหน?”
จีอู๋ซวงกะพริบตาก่อนจะเอ่ย “คำถามนี้ช่างน่าขันนัก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่บรรพชนแห่งสำนักอวิ๋นหลานมอบให้ข้า พวกท่านเกรงว่าจะมีผู้มาเบียดเบียนข้าเหตุเพราะข้าไร้ซึ่งพลังปราณ ไม่อาจฝึกปรือได้ จึงต้องใส่ใจข้าเป็นพิเศษ”
อู๋เหนิงได้ยินดังนั้น ร่างกายก็พลันแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ที่แท้จีอู๋ซวงผู้นี้ในสำนักอวิ๋นหลานกลับเป็นบุคคลอันล้ำค่าหาใดเปรียบ มิแปลกที่นางสามารถหยิบเอาศิลาบันทึกภาพออกมาได้โดยง่าย
ครั้งนี้พวกเขาพลาดท่าเสียแล้ว!
แต่การที่อู๋เหนิงก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ย่อมเป็นผู้ที่รู้จักยืดหยุ่น เขาฝืนยิ้มออกมาพลางกล่าว “คุณหนู โปรดวางใจ เกี่ยวกับของวิเศษนั้น... ทางตระกูลอู๋ของข้ายินดีชดใช้ให้”
“รวมถึงยันต์ปกปิดระดับ3ขั้นสูงของข้าด้วย”
“ยะ ยะ ย่อมต้องชดใช้ทั้งหมด ข้าจะไปนำค่าชดเชยมาให้คุณหนูเดี๋ยวนี้”
จีอู๋ซวงพึงพอใจยิ่งนัก นางกล่าวต่อ “เช่นนั้นก็ขอบพระคุณท่านแล้ว แต่ว่า…”
“อะไรนะ”
“พวกเรายังไม่ได้เชิญพยานมาเลย”
จีอู๋ซวงเอ่ยจบ เสียงลมพัดแรงก็ดังมาแต่ไกล มองเห็นบุคคลผู้แข็งแกร่งสามคน บ่มเพาะพลังลมปราณเหนือกว่าทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ แม้แต่ผู้แข็งแกร่งที่ใกล้เข้าสู่ขั้นข้ามผ่านเคราะห์กรรมอย่างผู้ฝึกตนขั้นผ่านมหายานก็มาถึง!
จีอู๋ซวงเขย่งปลายเท้าโบกมือให้พวกเขา “ท่านผู้อาวุโส พวกท่านมาแล้ว!”
เพียงพริบตาทั้งสามก็มาถึงข้างกายจีอู๋ซวง เหล่าผู้อาวุโสมองนางราวกับเป็นแก้วตาดวงใจ
“โอ๋ๆ เสี่ยวอู๋ซวงของพวกข้า ใครรังแกเจ้า ไยถึงเพิ่งมาเรียกพวกข้าเล่า”
“ใช่ๆๆ เรียกพวกข้าเร็วกว่านี้สิ สำนักอวิ๋นหลานปกป้องเจ้าไม่ได้ แต่สำนักหยูเชิ่นของข้าจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเจ้าแม้แต่ปลายเส้นผม”
“สำนักหยูเชิ่นอยู่ไกลเกินไป สู้สำนักวาดยันต์ของข้าไม่ได้ เจ้ามาเป็นแขกรับเชิญที่สำนักวาดยันต์ของข้าดีกว่า พวกข้าจะส่งผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อนกำเนิดสิบแปดคน คุ้มกันเจ้าสิบสองชั่วยามเป็นอย่างไร”
ถูกต้องแล้ว ทั้งสามคนนี้คือผู้ที่ได้รับเคล็ดวิธีสร้างยันต์จากจีอู๋ซวง เมื่อกลับไปได้รับประโยชน์อย่างมากก็จริง แต่กลับไม่สามารถลอกเลียนยันต์ไร้พลังวิญญาณได้
ยิ่งพวกเขาศึกษาเคล็ดวิธีที่จีอู๋ซวงมอบให้ ยิ่งสะท้านใจกับความรู้สึก “ยิ่งใหญ่แต่เรียบง่าย”!
ยิ่งใหญ่ไร้รูป ยิ่งใหญ่ไร้เสียง!
แต่พวกเขากลับไม่อาจเข้าถึงได้!
ครั้นต่อมา พวกเขาส่งข่าวถึงจีอู๋ซวงหลายครั้ง แต่ล้วนถูกฉือเหล่ยปรมาจารย์แห่งสำนักอวิ๋นหลานยับยั้งไว้
ฉือเหล่ยบอกว่า จีอู๋ซวงกำลังจัดการเรื่องสำคัญ ไม่สะดวกพบผู้ใด
ทั้งสามมีพลังยุทธ์ไม่เท่าฉือเหล่ย อยากจะด่าก็ด่าไม่ได้ จึงได้แต่รอต่อไป
พวกเขารอแล้วรอเล่า รอจนผมแทบร่วงหมดศีรษะ ในที่สุดก็รอการตอบกลับของจีอู๋ซวงได้สำเร็จ จีอู๋ซวงขอให้พวกเขามาเป็นพยาน มอบของตอบแทนให้เป็นยันต์ไร้พลังวิญญาณระดับ6 คนละห้าแผ่น เพียงแต่ทั้งสามต้องเตรียมวัสดุมาเอง
ยันต์ไร้พลังวิญญาณระดับ6ห้าแผ่น!
ครั้งนี้สามารถสร้างปรมาจารย์ยันต์ระดับ6ได้ถึงห้าคน! นั่นเป็นทรัพย์สมบัติที่ประเมินค่ามิได้!
เช่นนี้แล้ว พวกเขาจะไม่ฝ่าฟันอุปสรรคข้ามน้ำข้ามทะเลมาได้อย่างไร
ระหว่างทางที่มา ทั้งสามคนได้สืบสวนเรื่องราวที่จีอู๋ซวงเชิญพวกเขามาเรียบร้อยแล้ว
ที่แท้ก็เพราะถูกคนจากตระกูลในสังกัดสำนักหนึ่งรังแก นี่มิใช่โอกาสอันดีที่สวรรค์ประทานมาให้แย่งคนจากสำนักอวิ๋นหลานหรอกหรือ?
ทั้งสามคนต่างยิ้มประจบเอาใจ ทำให้ทุกคนต้องตะลึง
โดยเฉพาะเฉินเสวียนจี นางบีบแขนเหลียนซิงแรงมาก จนเกือบทำให้เหลียนซิงสูญเสียความน่าเกรงขามของเจ้าสำนัก
เหลียนซิงแสร้งทำหน้าเจ็บปวดโดยไม่ส่งเสียง ส่งเสียงถามเฉินเสวียนจีว่า เจ้าทำอะไรน่ะ!
อะไรกัน! ข้าถามเจ้า สามคนนี้คือสามคนในความทรงจำของข้าใช่หรือไม่? ทำไมทุกคนถึงยิ้มให้จีอู๋ซวงราวกับดอกลำโพงเช่นนี้?!
ใช่พวกเขานั่นแหละ! พวกเขาคือคนที่จีอู๋ซวงเชิญมา!
เฉินเสวียนจีเบิกตากว้าง จ้องมองจีอู๋ซวงไม่วางตา กลัวว่าจะพลาดข่าวสารแม้แต่น้อย
หลังจากจีอู๋ซวงทักทายทั้งสามคนแล้ว ก็พูดกับอู๋เหนิงที่กลายเป็นนกกระทาไปแล้วว่า “โอ้ ข้าขอแนะนำสักหน่อย ท่านผู้นี้คือซิงเยว่เต้าเหริน ปรมาจารย์แห่งศาสตร์ยันต์จากสำนักเฟิงเสวียน ท่านนี้คือเมี่ยวปี้เต้าเหริน ปรมาจารย์แห่งศาสตร์ยันต์จากสำนักหยูเชิ่น และท่านนี้คือลู่ต้าซือ รองประธานสมาคมยันต์ อาจารย์ยันต์ระดับ7ทั้งสามท่านล้วนเป็นผู้อาวุโสที่มีคุณธรรมสูงส่ง การให้พวกท่านมาเป็นพยาน ก็ไม่นับว่าเป็นการรังแกท่านใช่หรือไม่?”
อู๋เหนิงได้แต่ “...”
อู๋เหนิงได้แต่ยอมแพ้โดยสิ้นเชิง
แค่เพียงนักพรตขั้นหลอมวิญญาณสี่คนก็หนักหนาแล้ว นี่ยังมีบรรพชนผ่านมหายานอีกสามคน...
นี่มันบุญวาสนาหรือโชคร้ายกันแน่!
มิสู้ฆ่าข้าเพื่อความสะใจของท่านทั้งหลายดีหรือไม่?
บทที่ 60: “ฝีมือเยี่ยมยอด” ของจีอู๋ซวงน้อย
การมีผู้ยิ่งใหญ่มากมายเช่นนี้ อู๋เหนิงและตระกูลอู๋ก็เปรียบเสมือนปลาบนเขียงที่ใครๆก็สามารถสับได้ตามใจชอบ หากจีอู๋ซวงบอกว่าจะตัดครีบซ้าย มันก็ไม่กล้าที่จะยื่นครีบขวาออกมาแน่นอน
แต่จีอู๋ซวงจ่าย ‘ราคาแพง’ เพื่อจ้างนักเลงมา แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ต้องการ ‘ครีบปลา’ เท่านั้น
นางต้องการกระดูกสันหลังของมัน!
“จงชดใช้ด้วยแร่วิเศษที่พวกเจ้าค้นพบใหม่เมื่อห้าร้อยปีก่อน มอบมันให้แก่สำนักอวิ๋นหลานของข้าเถิด”
เสียงเย็นชาของจีอู๋ซวงดังขึ้น รอบข้างเงียบกริบ แม้แต่สี่ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักอวิ๋นหลานก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
โอ้แม่เจ้า! พวกข้าคิดว่าตัวเองใจดำพอแล้ว แต่จีอู๋ซวงน้อยยังใจดำกว่าพวกข้าอีก
แต่ว่า... ทำไมถึงรู้สึกสะใจเหลือเกินเล่า?
แท้จริงแล้วแร่วิเศษนี้อยู่ในเขตแดนใต้บังคับบัญชาของสำนักอวิ๋นหลาน แต่ในตอนนั้นตระกูลอู๋ได้ทำเรื่องยิ่งใหญ่ให้กับสำนักอวิ๋นหลาน แล้วจึงเอ่ยปากขอเขตแดนนั้น
ผู้คนของสำนักอวิ๋นหลานส่งคนไปตรวจสอบรอบหนึ่ง ไม่พบว่าเขตแดนนั้นมีความพิเศษอันใดจึงตกลงตามคำขอของตระกูลอู๋
แต่ทว่าตระกูลอู๋กลับค้นพบเหมืองแร่วิญญาณเข้า!
ด้วยเหตุนี้ สำนักอวิ๋นหลานจึงถูกอีกสี่สำนักใหญ่เยาะเย้ยถากถางไม่หยุด ว่าพวกเขามีตาก็เหมือนตาบอด มองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งล้ำค่า
ในระหว่างทางที่พวกเขารุดเร่งมายังตระกูลอู๋ จีอู๋ซวงได้เอ่ยถามเรื่องราวของตระกูลอู๋กับพวกเขามากมาย ที่แท้จุดประสงค์ของนางก็คือสิ่งนี้นี่เอง!
สาสมใจนัก!
สาสมใจยิ่งนัก!
เมื่ออู๋เหนิงได้ยินเช่นนั้น ก็.อดไม่ได้ที่จะโต้แย้ง “เจ้าอย่าฝันกลางวันแสกๆเลย! ฝันเพ้อเจ้อสิไม่ว่า! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!!!”
ห้าร้อยปีมานี้ที่ตระกูลอู๋สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตระกูลผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งเมืองอี้ได้ ล้วนเกี่ยวข้องกับเหมืองแร่วิญญาณนี้ทั้งสิ้น
จีอู๋ซวง คนหน้าไม่อายผู้นี้ เพียงแค่เอ่ยปากก็ต้องการเหมืองแร่วิญญาณแล้ว!
อย่างไรก็ไม่ให้ เว้นเสียว่าเขาต้องตาย!!!
จีอู๋ซวงกระพริบตา ทำสีหน้าไร้เดียงสาบริสุทธิ์เอ่ยว่า “แต่ว่าค่าเสียหายอื่นๆ สำหรับข้าแล้วล้วนไม่นับว่าเป็นอะไร เพราะข้าไม่ต้องการสิ่งใดเลย”
จีอู๋ซวง มองดูอาวุธวิเศษระดับ7และ8 ที่เรียงรายอยู่ไม่ไกล ทำให้อู๋เหนิงพูดไม่ออกในทันที
“บ้าไปแล้วหรืออย่างไร!”
“ท่านผู้อาวุโสสำนักอวิ๋นหลานบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?! ตามใจเด็กคนนี้จนเหลิง ข้าไม่รู้จะจัดการนางอย่างไรแล้ว!”
ดวงตาของอู๋เหนิงแดงก่ำ “แร่วิเศษนี้คือชีวิตของตระกูลอู๋ เจ้าจะให้ทั้งตระกูลของพวกข้าต้องตายเพื่อชดใช้หรือ? เจ้าไม่กลัวโทษทัณฑ์จากสวรรค์บ้างหรือ?!”
จีอู๋ซวงแค่นเสียงพูด “อย่างไร ตระกูลอู๋ของพวกท่านไม่มีของดี แล้วกลับมาโทษข้าหรือ? ฮึ ไร้ยางอาย ท่านช่างไร้ยางอาย”
อู๋เหนิง “...”
เห็นอู๋เหนิงกำลังจะโมโหจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เหลียนซิง กลัวว่าเขาจะแก้แค้นจีอู๋ซวงโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น จึงรีบพูดว่า “อา อา อู๋ซวงน้อย อู๋เหนิงก็แก่แล้ว พวกเราต้องให้เกียรติผู้อาวุโส”
จีอู๋ซวงทำปากยื่นพูดว่า “ถ้าเช่นนั้น ก็ให้สิทธิ์การใช้งานแก่พวกข้าหนึ่งร้อยปีเถอะ หลังจากหนึ่งร้อยปี สำนักอวิ๋นหลานของข้าจะคืนเหมืองแร่วิญญาณนี้ให้พวกท่าน”
หากจีอู๋ซวงเสนอขอสิทธิ์การใช้เหมืองแร่วิญญาณเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีตั้งแต่แรก ตระกูลอู๋คงไม่มีทางยอมรับอย่างแน่นอน
แต่จีอู๋ซวงกลับยื่นข้อเสนอที่ยิ่งเกินขอบเขตกว่าเดิม ก่อนจะถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าว ยอมรับข้อตกลงเพียงสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์หนึ่งร้อยปีเท่านั้น สำหรับตระกูลอู๋นี่นับว่าเป็น ‘โชค’อันประเสริฐยิ่งนัก
ดวงตาของอู๋เหนิงที่เคยแดงก่ำราวกับโลหิตก็ค่อยๆสงบลง
เหมืองแร่วิญญาณแห่งสวรรค์ของตระกูลอู๋นั้นมีขนาดใหญ่โตยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณศูนย์กลางของเหมืองแร่วิญญาณอู๋เหนิงยังใช้เคล็ดวิชาลับของสำนักที่ตนเคยอยู่ตั้งแต่เยาว์วัย ปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้
บัดนี้ สำนักที่ว่านั้นได้ล่มสลายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นั่นหมายความว่า ใต้หล้านี้นอกจากเขาแล้ว ไร้ผู้ใดที่สามารถเปิดเคล็ดวิชาลับนั้นได้อีก
ทรัพย์สมบัติที่แท้จริงภายในเหมืองแร่ ย่อมไม่ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของจีอู๋ซวงและสำนักอวิ๋นหลานเป็นแน่
เห็นทีท่าของอู๋เหนิงเริ่มหวั่นไหว เหยาชางที่เอาแต่นิ่งเงียบพลันเอ่ยขึ้น “อู๋เหนิง พวกข้าสำนักอวิ๋นหลานยอมลดหย่อนให้ถึงเพียงนี้ หากเจ้ายังคงดื้อดึงเช่นนี้ เชิญไปเชิญท่านบรรพชนกลับมาตัดสินเอาเถิด!”
ท่านบรรพชนที่เหยาชางเอ่ยถึงย่อมไม่ใช่ผู้ใดอื่น หากแต่คือฉือเหล่ย ท่านบรรพชนผู้แข็งแกร่งและดุร้ายขั้นผ่านมหายาน!
อู๋เหนิงพลันนึกถึงความกดดันจากฉือเหล่ย จึงไม่รีรอตัดสินใจยอมตกลงในที่สุด
หนึ่งร้อยปี หนึ่งร้อยปี...
“ร้อยปีนั้น พวกข้าต้องสูญเสียแร่วิเศษไปมากเท่าใดกัน!
จีอู๋ซวงผู้นี้ช่างเป็นคนใจดำเสียจริง!!!”
อู๋เหนิงพยักหน้าอย่างอ่อนใจ เหตุการณ์หลังจากนี้ก็ง่ายดายขึ้นมาก ภายใต้การเป็นพยานของซิงเยว่เต้าเหริน เมี่ยวปี่เต้าเหริน และอาจารย์ลู่ ทั้งสองฝ่ายต่างให้คำสาบานต่อสวรรค์และผืนดิน ลงนามในสัญญา
นับแต่นี้ไป เหมืองแร่วิญญาณแห่งนี้ก็ตกเป็นของสำนักอวิ๋นหลานแล้ว!
จีอู๋ซวง พอใจยิ่งนัก นางหันกลับไปมองโม่หลานอี ที่ใบหน้าซีดเผือด พยายามทำตัวลีบเล็กอยู่ที่มุมห้อง พลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่โม่ ข้าเข้าใจท่านผิดไปเสียแล้ว ที่แท้ท่านหาได้นำพาโชคร้ายไม่ หากแต่เป็นดาวนำโชคของสำนักต่างหาก ขอบคุณท่านมากศิษย์พี่โม่”
พลังอัสนีสีม่วงแห่งสวรรค์
สิ่งใดเล่าเรียกว่าฆ่าคนทั้งเป็น
สิ่งใดเล่าเรียกว่าตัดขาดหนทางกอดขาทองคำของโม่หลานอี
สิ่งใดเล่าเรียกว่าเล่ห์กลยุแยงระดับสูง
นี่ไงเล่า!!!
พลังอัสนีสีม่วงได้หลับใหลอยู่ในกายของจีอู๋ซวงเสียแล้ว... ช่างเถิด ช่างเถิด ขอบเขตของโชคชะตา วาสนา ของมันต่างกันราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับจีอู๋ซวง!
เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่อาจเทียบเคียง บัดนี้ข้าไม่อยากดิ้นรนต่อแล้ว
ช่างหัวมันปะไร
ในตอนแรกโม่หลานอีไม่อาจเข้าใจความหมายในวาจาของจีอู๋ซวง แต่เมื่อวิญญาณเซียนเฒ่าร้องเตือนกึกก้องในใจ กล่าวว่า อู๋เหนิง กำลังคิดฆ่านาง นางจึงตระหนักว่าจีอู๋ซวงกำลัง ‘โยนความซวย’ ให้นาง!
หรือบางทีอู๋เหนิงอาจคิดว่านางร่วมมือกับจีอู๋ซวง หวังหลอกเอาเหมืองแร่วิญญาณนี้ไป?!
โม่หลานอีแทบสำรอกเลือด โกรธกริ้วกรีดร้องอยู่ในใจ ช่างน่ารังเกียจ! น่ารังเกียจยิ่งนัก! จีอู๋ซวง ข้าจะฆ่านาง!!!
วิญญาณเซียนเฒ่าปวดศีรษะแทบแตก
[เจ้าควรเลิกคิดเกี่ยวข้องกับอู๋เหนิง ได้แล้ว]
แต่ว่า...
[เว้นเสียแต่ว่าเจ้าอยากตาย!]
[อีกอย่าง นางมีพวกแก่ๆพวกนั้นคอยปกป้อง แต่เจ้าไม่มี อู๋เหนิงฆ่าจีอู๋ซวง ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะฆ่าเจ้าไม่ได้ ก่อนที่เจ้าจะมีกำลังพอจะต่อกรกับเขา เจ้าควรจะคอยอยู่ใกล้ๆ สำนักอวิ๋นหลานเอาไว้ ทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้]
แต่ทว่า... แต่ทำไมสัญชาตญาณของนางถึงบอกว่า เรื่องราวมันไม่น่าจะใช่อย่างนี้
สัญชาตญาณของนางบอกว่า อู๋เหนิงควรจะรักและเอ็นดูนางมากสิ
ตกลงว่ามันผิดพลาดตรงไหนกันแน่?
จีอู๋ซวงกลับเอียงคอกะพริบตาใสแป๋ว กล่าวว่า “ศิษย์พี่หญิงโม่ ข้ากำลังขอบคุณท่านอยู่นะ”
ในใจโม่หลานอีด่ากราด ‘ขอบใจทั้งตระกูลเจ้าเลยสิ’ ยิ่งไม่กล้ามองหน้าอู๋เหนิง นางได้แต่ฝืนยิ้มแห้งๆ ยืนหลบหลังเจ้าสี่คนชั่วร้ายอย่างเงียบๆ
หารู้ไม่ว่า การกระทำของนางยิ่งทำให้อู๋เหนิงมั่นใจในความคิดของตัวเอง นั่นก็คือโม่หลานอี จีอู๋ซวง และเย่เชี่ยน ร่วมมือกันหลอกลวง วางแผนตบตาตระกูลอู๋ของเขา เพียงเพื่อจะหลอกเอาเหมืองแร่ไป!
วิธีการช่างสกปรก เลวทรามที่สุดในใต้หล้า!
ดี ดี ดี!
ถ้าไม่เอาคืนให้สาสม เขาอู๋เหนิงจะเอาชื่อตัวเองมาเขียนกลับด้าน!!!
จบตอน
Comments
Post a Comment