บทที่ 851: แสงแห่งผลบุญ
จีอู๋ซวงลูบหัวทั้งสองคน จากนั้นก็เงยหน้ามองไปทางหยาจื้อ ลิพพ์ดอส และเหล่าปีศาจทะเลทั้งหลาย แล้วกล่าวว่า
“ขอบคุณสหายทุกท่านที่ช่วยเหลือ”
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งทะเลปีศาจซวีมี่ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้รับเกียรติเช่นนี้ เพราะพวกมันเพิ่งได้พบจีอู๋ซวงเป็นครั้งแรก แต่เดิมคิดว่าคนที่เก่งกาจเช่นนี้คงจะ ‘หยิ่งยโส’ แต่ไม่คิดว่านางจะอ่อนโยนเช่นนี้
เข้าใจลิพพ์ดอสแล้วที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้พวกมันมาช่วย และบอกว่ามนุษย์ผู้นี้คือสหายร่วมรบที่สำคัญยิ่งของมัน
หากว่า…เอ่อ…หากพวกมันมีสหายที่ทั้งงดงาม เก่งกล้า อ่อนโยนและเป็นกันเองเช่นนี้ พวกมันก็คงทุ่มเทปกป้องนางเช่นกัน
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ส่งเสียงหัวเราะแปลกประหลาด พยายามจะใช้ภาษามนุษย์สื่อสารกับจีอู๋ซวง แต่ไม่คาดคิด จีอู๋ซวงกลับยิ้มและใช้ภาษาของพวกมันสื่อสารแทน
[ท่านผู้อาวุโสไม่ต้องพยายามพูดภาษามนุษย์หรอก ข้าเข้าใจคำพูดของพวกท่านได้ ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ]
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่
สวรรค์ช่วย!
พวกมันอายุมากแล้ว บางตัวอยู่มานานกว่าลิพพ์ดอสเสียอีก ดังนั้นในเผ่าพันธุ์ของพวกมันจึงเหลือแต่พวกมันที่เป็นพวกเฒ่าๆเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เรื่องที่ถูกพลังฮุ่นตุ้นรุกราน พวกมันจึงไม่สนใจ
เพราะพวกมันไม่มีทายาท ไม่มีมรดกสืบทอด…
แดนปีศาจจะถูกทำลายหรือไม่ พวกมันก็ไม่สนใจ
แต่จู่ๆ มาได้ยินว่าจีอู๋ซวงสามารถพูดภาษาของพวกมันได้ ความรู้สึกนี้ช่างบรรยายไม่ถูกเลยทีเดียว
พวกมันถึงกับมีความรู้สึกอยากจะลักพาตัวจีอู๋ซวงไปยังดินแดนของพวกมัน เพื่อปกป้องนางให้ดี แค่ได้พูดคุยกับนางบ้างเป็นครั้งคราว พวกมันก็มีความสุขแล้ว
[เด็กน้อย เจ้าอยากจะไปอยู่ในทะเลลึกกับพวกเราหรือไม่?]
[ใช่ๆ เด็กน้อย เจ้าชอบทะเลแบบไหน? พวกเราสามารถสร้างให้เจ้าได้ทั้งนั้น]
[ใช่แล้ว เด็กน้อย หากเจ้าเต็มใจอยู่ที่นี่ พวกเราจะช่วยเจ้าฝึกวิชา รับรองว่าเจ้าจะกลายเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด]
[ถูกต้อง ถูกต้อง เจ้าอยากเป็นจักรพรรดิมนุษย์หรือไม่? หากเจ้าต้องการ พวกเราจะไปช่วยแย่งชิงมาให้เจ้าเอง]
จีอู๋ซวงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก ทว่านางก็ยังคงปฏิเสธบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลาย แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ พากันเอ่ยปากอีก
[ลิพพ์ดอสบอกว่าเจ้าเป็นสหายร่วมรบของมัน? เด็กน้อย ลิพพ์ดอสนั้นอ่อนแอที่สุดในหมู่พวกเราแล้วนะ]
[ใช่ๆ ก่อนหน้านี้มันโดนตี กลับมาก็ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลเชียว]
[เจ้าไม่อยากเลือกพวกเราเป็นสหายร่วมรบหรือ?]
[พวกเราเก่งกว่าลิพพ์ดอสตั้งเยอะ]
ลิพพ์ดอสที่ฟังเหล่าสหายผู้ยิ่งใหญ่พูดถึงจนหน้าเขียวคล้ำ ด่าพร้อมบ่นพึมพำว่า
[ไปให้พ้น พวกเจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน? ข้าต่างหากที่เป็นราชาอสุรกายทะเล! พวกเจ้าเป็นตัวอะไรกัน?! ไอ้พวกแก่เฒ่าที่ไม่ยอมตาย ยังจะมาแย่งสหายร่วมรบของข้าอีก! อยากตายหรือไร!]
จีอู๋ซวงได้ยินความนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ จึงมองลิพพ์ดอสด้วยความประหลาดใจ พลางกล่าวว่า
“ท่านจะไปกับข้าด้วยหรือ?”
ลิพพ์ดอสตัวสั่นระริกด้วยความกระดากอาย จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เบิกดวงตาทั้งหมดบนร่างกว้าง แล้วพูดอย่างดุดัน
[เจ้าไม่คิดจะพาข้าไปด้วยหรือ? เป็นเจ้าไม่ใช่หรือที่บอกว่าจะพาข้าไปดูโลกนอกทะเลปีศาจ?]
จีอู๋ซวง “……”
นางเพียงแค่ตั้งใจจะพามันลอยขึ้นไปบนผิวน้ำทะเลปีศาจซวีมี่และสัมผัสแสงอาทิตย์เท่านั้น
แต่ฟังจากน้ำเสียงของลิพพ์ดอส มันต้องการจะติดตามนางไปตลอดอย่างนั้นหรือ?
อืม…จริงๆก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ว่า…
จีอู๋ซวงมองร่างของลิพพ์ดอสที่แม้จะถูกบีบให้เล็กลงแล้ว แต่ก็ยังใหญ่เกินกว่าจะรับได้อยู่ดี มุมปากกระตุกเล็กน้อยก่อนพูดว่า
“ปัญหาหลักคือข้าไม่มีดินแดนเป็นของตัวเอง หากติดตามข้าไปท่านคงต้องลำบากแล้ว”
ลิพพ์ดอสไม่ใส่ใจ
[ข้าไม่สนหรอก]
จีอู๋ซวงลูบจมูกตัวเองเบาๆ
“แต่ข้าไม่มีโลกซวีมี่ ท่านคงต้องแปลงร่างตลอดเวลา จะไม่ทรมานเกินไปหรือ?”
[ไม่เป็นไร ให้ข้าเข้าไปอยู่ในโลกใบน้อยของเจ้าก็พอ]
“แต่การเข้าโลกใบน้อยต้อง…”
[ข้าเข้าใจ ต้องทำพันธสัญญากับเจ้าใช่ไหม ก็ทำสิ ข้ามีชีวิตอยู่มานานจนรู้สึกเบื่อแล้ว อย่างไรเล่า? แต่ก่อนมีจักรพรรดิมากมายมาขอทำพันธสัญญากับข้า แต่ข้าปฏิเสธไปหมด เจ้ายังกล้ารังเกียจข้าอีกหรือ?]
ลิพพ์ดอสพูดอย่างดุดัน ดูเหมือนว่าถ้าจีอู๋ซวงพูดว่ารังเกียจ มันคงจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันที
จีอู๋ซวงกล่าวอย่างเก้อเขิน
“แค่ว่าที่บ้านข้ามีเด็กมาก หากสหายเก่าไม่รังเกียจ…”
[ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจ ตกลงตามนี้]
จีอู๋ซวง “…”
ช่างเถอะ หวังว่าลิพพ์ดอสจะไม่เสียใจภายหลังเมื่อถูกรบกวนจนปวดหัว
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ตนอื่นๆ […]
จะทำอย่างไรดี อิจฉาเหลือเกิน พวกมันก็อยากอยู่ข้างกายจีอู๋ซวงเหมือนกัน
แต่ดูจากท่าทางหวงลูกหวงหลานของลิพพ์ดอสแล้ว พวกมันคงไม่มีโอกาสแน่
แต่ว่า!
ถึงจะไม่มีโอกาส พวกมันก็ยังคงติดต่อกับจีอู๋ซวงได้นี่!
ดังนั้นเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต่างก็พากันหยิบของล้ำค่าของตนส่งให้จีอู๋ซวง ในสายตาคนนอกดูเหมือนเสียงพึมพำไม่หยุด แต่ในหูของจีอู๋ซวงกลับเป็นคำกำชับดุจผู้อาวุโส
[สิ่งนี้ให้เจ้า บนนั้นมีจิตวิญญาณของพวกข้าประทับไว้ หากเจ้าต้องการตามหาพวกข้าก็ใช้มันได้]
[ใช่ๆ หากลิพพ์ดอสรังแกเจ้า ก็มาหาพวกข้า พวกข้าจะแก้แค้นให้เจ้าเอง]
[เอ่อ หากเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ก็กลับมาพูดคุยกับพวกข้าบ้าง]
[พวกเรามีเวลาว่างให้เจ้าเสมอ]
จีอู๋ซวงมองดูเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้า แม้รูปร่างจะน่าเกลียดน่ากลัว แต่แววตากลับอ่อนโยน นางจึงหยิบของขวัญมากมายออกมามอบให้ตอบแทน พร้อมทั้งใช้พลังวิญญาณไร้ธาตุชำระล้างพลังฮุ่นตุ้นในร่างของพวกมันออกไป เพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหมื่นปี
เห็นได้ชัดว่าหลังจากฝึกฝนกับเผ่าปีศาจทะเล ตอนนี้จีอู๋ซวงชำนาญการถอดพลังฮุ่นตุ้นออกจากร่างที่มีชีวิตเป็นอย่างมาก เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับไม่รู้สึกเจ็บปวด เพียงแค่รู้สึกคันในร่างเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เมื่อความคันผ่านพ้นไป พวกมันก็รู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานาน!
[เด็กน้อย นี่มัน…?]
[เจ้าทำอะไรกับพวกเรา?]
จีอู๋ซวงยิ้มน้อยๆ
“นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้เหล่าผู้อาวุโส ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง”
ช่างเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม!
แต่เดิมก็รักใคร่จีอู๋ซวงอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งรักจนปล่อยไม่ได้ ทั้งหนวด กรงเล็บ และเขี้ยวแทบจะห่อหุ้มจีอู๋ซวงเอาไว้
ลิพพ์ดอสไม่พอใจจึงเอ่ยปากไล่
[ไปๆๆ รีบไปได้แล้ว!]
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ยังคงวุ่นวายอยู่พักใหญ่ มอบของดีมากมายให้จีอู๋ซวงจนแทบจะเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกมากองอยู่แล้ว พร้อมกับกำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกให้จีอู๋ซวงมาหาพวกมันหากมีปัญหาใดๆ ก่อนที่จะดำดิ่งกลับลงสู่ห้วงทะเลสีครามอันลึกล้ำ
เฮ้อ พูดไปแล้ว เมื่อไม่มีพลังฮุ่นตุ้นมาเจือปน แม้แต่การหายใจของพวกมันก็ยังเป็นอิสระขึ้น
ช่างสะใจเหลือเกิน!
สะใจจริงๆ!
หากสามารถมีชีวิตที่สบายได้ ใครเล่าจะยอมแบกรับบาดแผลและโรคภัยไปตลอดชีวิต?
ช่างดียิ่ง หากพวกมันรู้สึกเบื่อในภายภาคหน้า ก็ไปหาจีอู๋ซวงเพื่อพูดคุยเล่นกันบ้าง
ลิพพ์ดอสมองแผ่นหลังของเหล่าสหายเก่าแก่ พลางกล่าวอย่างรำคาญ
[เจ้าไม่ต้องใส่ใจนักหรอก พวกมันอยู่มานานแล้วก็เท่านั้น และเจ้าก็เป็นคนแรกที่เข้าใจภาษาของพวกมัน พวกมันเลยพูดมากไปหน่อย]
จีอู๋ซวงยิ้มพลางกล่าว
“จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ”
[อะไรนะ?]
“ข้าหมายความว่าทะเลแห่งนี้จะค่อยๆฟื้นฟูพลังชีวิตกลับมา”
นางมีลางสังหรณ์
ทุกสิ่งจะค่อยๆดีขึ้น
หลังจากส่งเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งทะเลปีศาจซวีมี่กลับไปแล้ว สัตว์ปีศาจทะเลตัวอื่นๆ ก็พากันเข้ามาล้อมรอบ เพียงแต่พวกมันไม่มีรากฐานอันแข็งแกร่งเหมือนผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น จึงไม่มีของล้ำค่าใดจะมอบให้จีอู๋ซวง ทำได้เพียงโค้งคำนับจีอู๋ซวงอย่างลึกซึ้งเพื่อแสดงความขอบคุณ
จีอู๋ซวงก็ไม่ได้ตระหนี่ นางช่วยขจัดพลังฮุ่นตุ้นในร่างของพวกสัตว์ปีศาจทะเล เห็นพวกมันต่างพากันตกตะลึง นางจึงหัวเราะเบาๆ พลางกล่าว
“ขอให้พวกเจ้าแข็งแรงและทุกสิ่งราบรื่นด้วยดี”
เหล่าสัตว์ปีศาจทะเล
สวรรค์!
นี่มัน!
เทพเจ้าแห่งท้องทะเลกลับมาแล้วกระนั้นหรือ?!
พวกมันตื่นเต้นจนแทบจะพุ่งเข้ามาคุกเข่าคำนับจีอู๋ซวง แต่ก็เกรงกลัวลิพพ์ดอสที่อยู่ข้างกายจีอู๋ซวงราวกับเทพผู้พิทักษ์ และยิ่งหวาดกลัวสัตว์ร้ายโบราณที่ยืนเฝ้ามองจีอู๋ซวงอยู่ไม่ไกล สุดท้ายจึงได้แต่ก้มศีรษะให้จีอู๋ซวงอย่างลึกซึ้ง
แสงสีทองอ่อนๆ ค่อยๆลอยออกมาจากร่างของสัตว์ปีศาจทะเลเหล่านั้น แล้วตกลงบนร่างของจีอู๋ซวงอย่างช้าๆ
หยาจื้อมองผ่านๆแวบหนึ่งก่อนจะละสายตา แล้วแค่นเสียงเย็นชาว่า
“นับว่าพวกมันยังมีน้ำใจอยู่บ้าง”
แสงสีทองเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งอื่นใด
มันคือแสงแห่งผลบุญ
จีอู๋ซวงชะงักงันทันที ถามอย่างงุนงงว่า
[นี่…แผนภาพทำนายฟ้า ทำไมถึงมีแสงทองผลบุญด้วยเล่า? นี่…นี่มัน…]
บทที่ 852: เหงื่อไหลออกมาราวกับสายฝน
การกระทำของจีอู๋ซวงอาจถือได้ว่าเป็นการกำจัดอิทธิพลของ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’
หากเปรียบเทียบกับการปราบปรามความวุ่นวายแล้ว โดยหลักการแล้วไม่ควรจะได้รับผลบุญตอบแทน
แผนภาพทำนายฟ้าเองก็ชะงักไปเล็กน้อย
[รอสักครู่ ข้าจะลองคำนวณดูอีกครั้ง…]
[ได้]
ผลการคาดการณ์ปรากฏออกมาอย่างรวดเร็ว ในอีกหนึ่งการทำนาย หากไม่มีหมิงซูเข้ามายุ่งเกี่ยว และไม่มีจีอู๋ซวงเข้าร่วม สัตว์ปีศาจทะเลทั้งหมดจะตายเพราะรอยแยกสมรภูมิดินแดนโกลาหลถล่ม ไม่มีตัวใดรอดพ้นหายนะ
[…ดังนั้น ข้าจึงช่วยชีวิตพวกมันไว้]
[ถูกต้องแล้วเสี่ยวอู๋ซวง เจ้าเก่งมาก!]
จีอู๋ซวงขมวดคิ้วแน่น
[แต่ก่อนหน้านี้ในเทียนหลาน คุนหลิง ชางหยวน อะไรพวกนั้น ข้าก็น่าจะได้เปลี่ยนแปลงชะตาฟ้าและโลกเช่นกัน แต่ดูเหมือนจะไม่มีแสงทองผลบุญมากมายขนาดนี้?]
การช่วยเหลือเทียนหลาน คุนหลิง ชางหยวน แม้จะมีผลบุญตอบแทน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนน้อยนิด
[นั่นเป็นเพราะเทียนหลาน คุนหลิง และดินแดนชางหยวน แม้ไม่มีเจ้าหรือบุตรแห่งโชคชะตา ก็จะไม่ถึงคราวล่มสลาย หรือพูดอีกอย่างคือค่อยๆเสื่อมถอยไปเอง แต่แดนปีศาจนี้ต่างออกไป หากไม่มีเจ้า อีกหนึ่งร้อยปีให้หลังมันก็จะถึงคราวล่มสลายแล้ว]
[ร้อยปี?!]
[ใช่แล้ว รอยแยกในสมรภูมิดินแดนโกลาหลนั้นไม่ต่างจากทะเลสมรภูมิดินแดนโกลาหลในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับทำลายดาว… หากไม่มีเจ้า แดนปีศาจนี้ก็คงไม่มีทางรอด หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ไข่มุกหลิงอวิ๋นก็คงไม่มาเฝ้ารักษาการณ์ที่นี่]
จีอู๋ซวงได้ยินบางอย่าง จึงถามอย่างสงสัย
[ดังนั้น…ที่แท้เจ้าก็รู้จักไข่มุกหลิงอวิ๋นอยู่แล้ว?]
แผนภาพทำนายฟ้า
ตายแล้ว เผลอหลุดออกมา!
[นี่…นี่…เจ้าก็รู้นี่ พวกเราล้วนมีชีวิตอยู่มายาวนาน เคยพบกันมาก่อนก็เป็นเรื่องปกติ ฮ่าๆๆ]
แผนภาพทำนายฟ้ามองฟ้ามองดินด้วยความกระอักกระอ่วน แต่ไม่ยอมมองจีอู๋ซวง
จีอู๋ซวงยิ้มตาหยี
[รู้จักก็รู้จักไป ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร]
แผนภาพทำนายฟ้ากะพริบตา
[ไข่มุกหลิงอวิ๋นบอกว่าจะทดสอบเจ้าสักหน่อย ดูว่าเจ้าจะสามารถสืบทอดหลิงอวิ๋นได้หรือไม่…หลิงอวิ๋นนั้นล้ำค่ายิ่งนัก ข้าถึงได้ทำอะไรแบบนั้น ไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่ช่วยเจ้าหรอก]
[อืม ข้ารู้แล้ว]
[เจ้าไม่โกรธหรือ?]
[ไม่โกรธหรอก]
[จริงรึ?]
[จริงสิ]
แผนภาพทำนายฟ้ารู้สึกซาบซึ้งใจจนร้องออกมา เอาวิญญาณเทวะของตนเองเข้าไปแนบชิดกับวิญญาณเทวะของจีอู๋ซวง
[ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าใจดีที่สุด]
จีอู๋ซวงยิ้มตาหยี พูดว่า
[ขอเพียงเจ้าตกลงตามเงื่อนไขของข้าหนึ่งข้อ ข้าก็จะไม่โกรธ]
แผนภาพทำนายฟ้าระแวงในใจ
[เจ้า…มีเงื่อนไขอะไร?]
[วางใจเถอะ ข้าไม่ใช่คนเลวที่จะรังแกสหายตัวน้อย ขอเพียงเจ้าบอกข้าว่าร่างจริงของจูเหยียนเป็นผู้ใดก็พอ]
[หืม? ไม่ยอมบอกหรือ?]
จีอู๋ซวงยกหัวคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยิ้มอย่างอ่อนโยนยิ่ง แต่ความรู้สึกกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ทำให้แผนภาพทำนายฟ้าแทบจะร้องไห้ออกมา ได้แต่กัดฟันพูดว่า
[ข้าบอกเรื่องร่างจริงของเขาไม่ได้ หากบอกไปข้าจะถูกฟ้าผ่าตาย แต่…แต่…แต่ข้าบอกเจ้าได้ว่า พวกเจ้าเคยพบกันในชาติก่อน]
เสียงของแผนภาพทำนายฟ้าเพิ่งเงียบลงในสมองของจีอู๋ซวง สายฟ้าแห่งเต๋าก็พบเป้าหมายอย่างแม่นยำ ข้ามผ่านเทือกเขาซ้อนทับมากมาย แม้กระทั่งทะลุผ่านทะเลจิตของจีอู๋ซวงไปหาแผนภาพทำนายฟ้าได้อย่างแม่นยำ และถีบมันจนล้มกระแทกพื้น
แผนภาพทำนายฟ้าร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ม้วนกระดาษทั้งม้วนบิดเกร็งเข้าหากัน
สายฟ้าแห่งเต๋านี้ทำให้จีอู๋ซวงตกใจมาก นางตั้งใจให้แผนภาพทำนายฟ้าพูด เพราะเตรียมจะรับสายฟ้านี้แทนมันเอง แม้นางอยากรู้ว่าร่างแท้ของจูเหยียนอยู่ที่ใด แต่ก็ไม่อยากให้สหายน้อยของนางต้องทนทุกข์จากสายฟ้าลงทัณฑ์
แต่ไม่คาดคิดว่าสายฟ้าแห่งเต๋านี้แตกต่างจากสายฟ้าทั้งหมดที่จีอู๋ซวงเคยพบมา มันสามารถทะลุผ่านทุกสิ่งกีดขวาง ทั้งที่มีรูปและไร้รูป เพื่อค้นหา ‘ผู้กระทำผิด’ ได้อย่างแม่นยำ
จีอู๋ซวงตกใจมาก
[เจ้าเป็นอะไรหรือไม่? แผนภาพทำนายฟ้า? ขออภัยด้วย ข้า…]
แผนภาพทำนายฟ้าครางฮึมฮัมอย่างน่าสงสาร
[เจ้าอย่าโกรธเลยได้หรือไม่?]
ดวงตาของจีอู๋ซวงแดงก่ำ นางมอบผลบุญที่เพิ่งได้มาทั้งหมดให้แผนภาพทำนายฟ้าในทันที
[ขออภัยด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเจอสายฟ้าแห่งเต๋า ขออภัยด้วย…]
แผนภาพทำนายฟ้ายังคงพูดเสียงอ่อนแรง
[เจ้าสัญญากับข้าว่าจะไม่โกรธ]
[ข้าไม่โกรธแล้ว ข้าจะโกรธเจ้าได้อย่างไร?]
[จ…จริงหรือ?]
[จริงสิ!]
แผนภาพทำนายฟ้าลองสัมผัสความรู้สึกของจีอู๋ซวง เมื่อแน่ใจว่านางไม่โกรธจริงๆ ถึงได้กระโดดลุกขึ้นมา หัวเราะคิกคัก
[งั้นเรื่องนี้ก็ผ่านไปแล้วนะ ฮิๆๆ ผลบุญนี่ใช้ได้ผลจริงๆ ข้าหายเจ็บในทันทีเลย]
จีอู๋ซวง […]
จีอู๋ซวงแค้นจนกัดฟันกรอด
เจ้าบ้านี่!
หลังจากที่ฝูงสัตว์ปีศาจทะเลกล่าวขอบคุณจีอู๋ซวงเสร็จแล้ว พวกมันก็เรียงแถวจากไปอย่างเงียบๆ คราเคนจึงได้โอกาสพาเผ่าโครูซเข้ามา
“อู๋ซวง พวกเรามาแล้ว”
จีอู๋ซวงเงยหน้ามองคราเคนด้วยความกังวล
“เหตุใดพวกท่านจึงปรากฏตัว นี่มันอันตรายเกินไป…”
ที่จริงตามความคิดของจีอู๋ซวง พวกมันไม่จำเป็นต้องมาขอบคุณด้วยตนเองเลย
นี่เท่ากับเป็นการเอาตัวเองไปเผชิญกับอันตราย
แต่เหล่าโครูซยืนกรานจะมาขอบคุณจีอู๋ซวงด้วยตนเอง เพราะนางไม่เพียงเป็นผู้มีพระคุณต่อเผ่าพันธุ์ของพวกมัน แต่ยังเป็นผู้มีพระคุณต่อดินแดนบรรพบุรุษของพวกมันด้วย
คราเคนมองไปยังผู้อาวุโสข้างกาย มันค่อยๆแกว่งหนวดขนาดมหึมาพลางหัวเราะครืดๆ
[พวกข้าอยากมาขอบคุณเจ้าด้วยตนเอง ขอบใจเจ้ามากเลยนะ มนุษย์น้อย]
โครูซยักษ์ตัวนี้พูด พลางใช้หนวดแตะมือของจีอู๋ซวงเบาๆ
จีอู๋ซวงรู้สึกถึงความเย็นในฝ่ามือ มีบางสิ่งที่ถูกวางไว้ในมือนาง
จีอู๋ซวงไม่กล้าพูดออกมา จึงส่งเสียงถามผู้อาวุโสเผ่าโครูซผ่านจิต
[นี่คืออะไร?]
[นี่คือแก่นพลังสัตว์ที่หัวหน้าเผ่าคนก่อนทิ้งไว้ให้ เมื่อมีมัน เจ้าก็จะสามารถใช้พลังวิเศษของเผ่าโครูซได้ และหากภายภาคหน้าเจ้าพบเจอปัญหาใด พวกเราก็จะช่วยเหลือเจ้าอย่างสุดความสามารถ]
[นี่มันล้ำค่าเกินไปแล้ว!]
[รับไว้เถิดเด็กน้อย พวกเราอยู่ที่นี่นานไม่ได้แล้ว หากเจ้าต้องการสิ่งใด ก็มาหาพวกเราได้]
[ไปกันเถอะ]
ประโยคหลังนั้นเป็นคำพูดของผู้อาวุโสเผ่าโครูซที่พูดกับคราเคน เพราะรู้สึกได้ถึงความอาลัยอาวรณ์ที่คราเคนมีต่อจีอู๋ซวง แต่มันไม่อาจอยู่เคียงข้างจีอู๋ซวงได้
นี่ไม่เพียงแต่คำนึงถึงคราเคนเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงจีอู๋ซวงด้วย
พลังวิเศษของเผ่าโครูซนั้นไร้เทียมทาน บัดนี้ได้เปิดเผยต่อสายตาผู้คนแล้ว ผู้อาวุโสเผ่าโครูซไม่ได้กังวลไปเอง หากเป็นเผ่าปีศาจทะเลและเผ่าปีศาจ เมื่อรู้ถึงที่อยู่ของเผ่าสัตว์ปีศาจทะเลโครูซแล้ว หากไม่เกิดความโลภเลยคงเป็นเรื่องผิดปกติ
นี่คือเผ่าพันธุ์ที่สามารถหลอกลวงวิถีสวรรค์และกฎเกณฑ์ได้ หากยึดครองได้ จะมีสิ่งใดที่ทำไม่ได้อีกเล่า?
หากคราเคนอยู่เคียงข้างจีอู๋ซวง นั่นจะนำมาซึ่งปัญหาไม่รู้จบ
ดังนั้นมันจึงต้องรีบนำพาสมาชิกเผ่าจากไป
คราเคนจ้องมองจีอู๋ซวงอย่างลึกซึ้ง แล้วค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณท่าน ข้า…ข้าจะตั้งใจฝึกฝนเป็นอย่างดี…”
รอจนมันแข็งแกร่งพอ
รอจนมันมีพลังมากพอ
มันจะกลับมาอยู่เคียงข้างนาง เพื่อตอบแทนบุญคุณของนาง
เมื่อเห็นว่าเผ่าโครูซกำลังจะจากไป จีอู๋ซวงก็เอ่ยปากขึ้นมาทันที
“รอก่อน”
สัตว์ปีศาจทะเลทั้งหลายต่างหันกลับมามองนาง เห็นจีอู๋ซวงสร้างแผ่นยันต์ที่มองไม่เห็นขึ้นมากลางอากาศ แล้วเปลี่ยนเป็นแสงประทับลงบนหว่างคิ้วของเผ่าโครูซทุกตัว
ผู้อาวุโสเผ่าโครูซส่งเสียง “กรึ๊บๆ” อย่างงุนงง ถามจีอู๋ซวงว่านางกำลังทำอะไร
นางยิ้มตาหยีตอบว่า
“รอประเดี๋ยวท่านก็รู้เอง คราเคน ท่านมาทางนี้หน่อย”
คราเคนรีบเดินมาข้างกายจีอู๋ซวง แล้วได้ยินนางถามว่า
“ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่”
ดวงตาสีฟ้าเข้มของคราเคนเต็มไปด้วยความใสกระจ่างดั่งผืนน้ำ
“ข้าเชื่อใจท่าน”
“ดี เช่นนั้นจงยืนนิ่งๆ อย่าขยับ”
“ขอรับ”
จีอู๋ซวงมองซ้ายมองขวา แล้วโบกมือเรียกจอมมารจินเสวียน
“ท่านจอมมารจินเสวียน ท่านมาทางนี้หน่อย”
เมื่อจอมมารจินเสวียนได้ยินจีอู๋ซวงเรียกตนว่า ‘ท่าน’ ก็รู้สึกร้อนจนแทบจะมีเหงื่อเย็นผุดออกมา โดยเฉพาะเมื่อเจอสายตาของตงฟางไท่หยวนที่จ้องมาด้วยความหมายว่า
‘เจ้าอยากตายหรือไร ถึงได้ให้คุณหนูของข้าเรียกเจ้าว่าท่าน’
หลังจากนั้น
เหงื่อก็ไหลออกมาราวกับสายฝน
บทที่ 853: พรสวรรค์ของนางก็เทียบเท่ากับการท้าทายสวรรค์
จอมมารจินเสวียนรีบเข้าไปข้างกายจีอู๋ซวง พูดอย่างจนใจว่า
“เจ้า… เฮ้อ ข้ารู้แล้วว่าข้าผิด ข้าไม่กล้าไม่ปรึกษาหยวนเอ๋อร์อีก ทั้งไม่กล้าตัดสินใจเองอีกแล้ว วันหน้าหากข้ามีเรื่องอะไรจะต้องปรึกษาหารือกับหยวนเอ๋อร์ทุกอย่าง ต้องเคารพความคิดเห็นของหยวนเอ๋อร์แน่นอน ไม่ทำเรื่องแบบนิ่งเงียบเพราะคิดว่าดีต่อนางอีกแล้ว ท่านบรรพบุรุษน้อย พอใจแล้วใช่หรือไม่?”
จีอู๋ซวงเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าพูดจริงหรือ?”
จอมมารจินเสวียนกล่าวอย่างจนใจ
“แน่นอนว่าจริง เจ้าก็รู้ว่าข้ารักและทะนุถนอมหยวนเอ๋อร์ยิ่งกว่าตัวข้าเองเสียอีก”
จีอู๋ซวงย่อมรู้เรื่องนี้ดี หากไม่เป็นเช่นนั้น จอมมารจินเสวียนคงไม่ทำสัญญา ‘เป็นตายร่วมกัน’ กับตงฟางไท่หยวน นางเพียงแค่ต้องการแกล้งเขาเท่านั้น
“หากอยากให้ข้าพอใจก็ง่ายนัก เจ้าจงโจมตีคราเคนอย่างสุดกำลังแทนข้า”
จอมมารจินเสวียนชะงักงัน
“อะไรนะ?”
จีอู๋ซวงกล่าวพลางยิ้มตาหยี
“เจ้าแค่โจมตีสุดกำลังก็พอ อย่าได้ขี้เกียจ หากขี้เกียจข้าจะไม่พอใจเอานะ”
คราเคนได้ยินเช่นนั้นก็มิได้เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ถึงขั้นเอ่ยปากก่อน
“ขอคำแนะนำด้วย”
จอมมารจินเสวียน “...”
ไม่ใช่สิ ร่างกายเล็กๆของสัตว์ปีศาจทะเลตนนี้ เขายังสงสัยว่าแค่ใช้นิ้วจิ้มก็อาจตายได้
จอมมารจินเสวียนกล่าวเสียงต่ำ
“เจ้ามีความแค้นกับสัตว์ปีศาจทะเลตนนี้หรือ?”
จีอู๋ซวงกลอกตาใส่
“เหตุใดเจ้าไม่คิดว่าข้ามีความแค้นกับเจ้าเล่า? เจ้าแค่ทำสุดความสามารถก็พอ เช่นนั้นข้าถึงจะพอใจ”
จอมมารจินเสวียนเงียบไปครู่หนึ่ง กัดฟันกล่าว
“ดี หากเจ้าพอใจแล้ว ขอร้องเจ้าได้หรือไม่ว่าต่อไปอย่าเรียกข้าว่า ‘ท่าน’ อีก”
ที่จริงแล้วเขาทนสายตาคมกริบของตงฟางไท่หยวนไม่ไหวแล้ว
จีอู๋ซวงตอบอย่างคล่องแคล่ว
“ไม่มีปัญหา!”
“ดี”
จอมมารจินเสวียนรับคำแล้วหันกลับไปมองคราเคนด้วยสายตาเยียบเย็น ยกมือขึ้นกำหมัด ทันใดนั้นในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ก็ปรากฏแสงสีทองมากมายนับไม่ถ้วน ส่องประกายวูบวาบน่าสะพรึงกลัว
เหล่าจอมมารทั้งหลาย “???”
ช่างร้ายกาจนัก!
จอมมารจินเสวียนผู้เจ้าเล่ห์และต่ำช้าผู้นี้ แอบไปฝึกฝนเองอีกแล้ว ช่างน่าโมโหจริงๆ!!!
ในตอนนี้ผู้คนทั้งหลายยังไม่เข้าใจเหตุผลที่จีอู๋ซวงปล่อยให้จอมมารรังแกผู้อ่อนแอเช่นนี้ พวกเขาคิดว่านี่จะเป็นการต่อสู้ที่ไม่ต่างจากการบดขยี้ฝ่ายเดียว จนกระทั่งคมดาบเพชรฟาดลงมา
เคร้ง!
เสียงแหลมเล็กดังออกมาจากหว่างคิ้วของคราเคน ผู้คนแทบจะมองไม่เห็นว่าสิ่งที่ส่งเสียงนั้นคืออะไร แต่คมดาบเพชรทั้งหมดที่อยู่ในสายตาก็แตกกระจายเป็นผุยผง
เมื่อคมดาบกลายเป็นธุลี ถูกกระแสพลังกระบี่ห่อหุ้มม้วนตัวล่องลอยอยู่รอบกายคราเคน ผู้คนจึงเห็นวิญญาณกระบี่รางๆ ที่อยู่ด้านหลังเขา
ส่วนจอมมารจินเสวียนในฐานะผู้ที่ปะทะกับวิญญาณกระบี่โดยตรง ย่อมเข้าใจพลังการโจมตีนั้นดีที่สุด
หากวิญญาณกระบี่ไม่ได้เก็บกำลังไว้ ‘อาณาเขต’ ของจอมมารจินเสวียนคงถูกฟันขาดไปแล้ว
นี่มัน...
ช่างเป็นกระบี่ที่แข็งแกร่งเหลือเกิน!
จอมมารจินเสวียนเคยคิดว่าตนเองมีพรสวรรค์ไม่เลว หากเขาพยายามบำเพ็ญตนอย่างสุดกำลัง พยายามก้าวหน้าสักวันต้องไปถึงจุดสูงสุดได้
เมื่อถึงตอนนั้น...
ไม่ว่าความรักระหว่างเขากับตงฟางไท่หยวนจะเป็นรักระหว่างมนุษย์กับปีศาจ หรือจะเป็นรักต่างภพก็ตาม จะไม่มีใครในโลกสามารถมาวิพากษ์วิจารณ์ความรักของพวกเขาได้อีก
จนกระทั่งบัดนี้ เขาถึงได้เข้าใจว่า ‘ความพยายาม’ ‘ความทุ่มเท’ ‘การต่อสู้’ และอื่นๆของตน เมื่อเทียบกับอัจฉริยะที่แท้จริงแล้ว ช่างไม่ต่างอะไรกับเศษธุลี
จอมมารจินเสวียนเก็บอาณาเขตกลับ แล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“ขอบคุณสหายอู๋ซวงที่ชี้แนะ”
จอมมารจินเสวียนยอมแพ้เช่นนี้ ทำให้พวกจอมมารคนอื่นๆหัวเราะลั่น
จอมมารจิ่วซายิ้มพลางกล่าว
“นึกว่าจอมมารจินเสวียนจะทำให้พวกเราได้เห็นอะไรใหม่ๆเสียอีก ที่แท้ก็ยังเกรงใจท่านอู๋ซวงอยู่สินะ”
จอมมารทุนเทียนอาสาขึ้นมา
“ท่านอู๋ซวง บางทีจอมมารจินเสวียนอาจจะบกพร่องในการฝึกฝนพลังเลยติดขัด ให้ข้าลองดูบ้างดีหรือไม่”
จีอู๋ซวงได้ยินเช่นนั้นก็เห็นด้วย จึงยิ้มกล่าว
“งั้นก็รบกวนจอมมารทุนเทียนด้วย”
จอมมารทุนเทียนโบกมือ
“เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว”
พวกจอมมารที่แย่งไม่ทันจอมมารทุนเทียน “...”
ชิ! ประจบนัก!
จอมมารจินเสวียนไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด เพียงแค่ยิ้มกริ่มพลางกล่าวกับเหล่าจอมมาร
“ข้าเห็นว่าสหายอู๋ซวงคงมีเวลาจำกัด พวกเจ้าไม่ต้องขึ้นมาทีละคนหรอก ขึ้นมาพร้อมกันเลยดีกว่า”
เหล่าจอมมารต่างเบิกตาโพลง
ช่างกล้าเหลือเกิน!
จอมมารจินเสวียนผู้นี้คิดอะไรอยู่
แม้ชาติก่อนของจีอู๋ซวงจะเป็นท่านผู้สูงศักดิ์ผู้นั้น แต่ตอนนี้นางก็ยังเป็นเด็กอยู่นะ การที่บอกว่าพวกเขารวมกันยังสู้กระบี่ของนางไม่ได้ก็แล้วไป แต่นี่จะบอกว่าพวกเขารวมกันยังสู้ยันต์ของนางไม่ได้งั้นหรือ?!
ช่างไร้สาระ!
อีกอย่างหนึ่ง ยังแอบเหน็บแนมว่าพละกำลังรวมของพวกเขาสู้ตนเองแค่คนเดียวไม่ได้ คิดว่าพวกเขาฟังไม่ออกหรือไร?
“เฮ้ย! ไร้ยางอาย!”
จีอู๋ซวงพูดด้วยอารมณ์ดี
“ได้ทั้งนั้น ได้ทั้งนั้น เชิญพวกจอมมารทั้งหลายสั่งสอนข้าด้วย”
จอมมารจินเสวียนกล่าวพลางยิ้มตาหยี
“โจมตีพร้อมกันเถอะ ให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาดูว่าขีดจำกัดของท่านอู๋ซวงนั้นอยู่ที่ใด”
จอมมารทุนเทียนและจอมมารเฉิงหยวนสบตากันแล้วลงมือพร้อมกัน จอมมารจิ่วซา จอมมารเฉิงโยว จอมมารหมัวหลัวและเหล่าจอมมารอื่นๆก็ตามติดมาด้วย เมื่อเว่ยกั๋วที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกคันไม้คันมือ รีบกล่าวว่า
“พี่สาว ข้าร่วมด้วยได้หรือไม่”
หลังจากจอมมารตี้เฟิงสิ้นชีพ เว่ยกั๋วก็กลืนกินโชคชะตาของตี้เฟิงและสืบทอดดินแดนของเขา ปัจจุบันนางคือจอมมารแห่งทิศตะวันออกตัวจริง ดังนั้นถึงแม้พวกจอมมารอาวุโสจะรู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้ไม่คู่ควรที่จะเป็นจอมมารเช่นเดียวกับพวกเขา แต่ก็ต้องจำใจยอมรับ
ยิ่งไปกว่านั้น จอมมารผู้เยาว์วัยผู้นี้ยังมีจีอู๋ซวงผู้แข็งแกร่งหนุนหลังอยู่อีกด้วย
จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า
“อยากมาก็มาเถอะ ให้ข้าลองดูว่าเจ้าก้าวหน้าขึ้นหรือไม่”
เว่ยกั๋วดีใจยิ่งนัก ยังทำหน้าภูมิใจมองไปทางตงฟางไท่หยวนอีกด้วย
ตงฟางไท่หยวน “...”
เด็กไร้เดียงสาผู้นี้ นางจะไม่ถือสาหาความด้วยหรอกนะ
ดังนั้นตงฟางไท่หยวนจึงเพียงแค่กระแอมเบาๆ ยกมือขึ้นกล่าวว่า
“คุณหนู ข้าขอร่วมด้วย!”
จีอู๋ซวงหัวเราะร่าอย่างสดใส
“มาสิ มากันเถอะ”
จากนั้น ภาพที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตอนที่จอมมารจินเสวียนเรียกใช้วิชาเปลี่ยนฟ้าผันแผ่นดินก็ปรากฏขึ้น
อาณาเขตมากมายสว่างวาบขึ้นทีละแห่ง ดวงดาวนับพันนับหมื่นปรากฏในอาณาเขตนั้น แสงสยองขวัญที่ทำให้หัวใจสั่นสะท้านวาบขึ้นไม่หยุด พลังกดดันที่ทอดยาวไม่ขาดสายจนสามารถบดขยี้กระดูกสันหลังของผู้อ่อนแอให้ยอมจำนน และคุกเข่าลงได้
เมื่อเห็นทะเลปีศาจซวีมี่ทั้งผืนสั่นสะเทือน เผ่าโครูซก็เริ่มกังวล
หากคราเคนบาดเจ็บขึ้นมาจะทำอย่างไร?
แต่คราเคนกลับไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ยืนหลังตรงนิ่งอยู่เบื้องหน้า ‘วิญญาณกระบี่’ ของจีอู๋ซวง
พลังของเขาแตกต่างจากจีอู๋ซวงราวฟ้ากับดิน
แต่ว่า!
ความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเขานั้นแน่วแน่!
เขาต้องการให้จีอู๋ซวงเห็นว่าเขาไม่หวั่นเกรงความแข็งแกร่ง ไม่หวาดกลัวความแตกต่าง!
สักวันหนึ่ง เขาจะต้องกลับไปอยู่เคียงข้างนางให้ได้!!!
ดวงดาวและปรากฏการณ์นับพันนับหมื่นรวมตัวกันเป็นรูปธรรม พุ่งผ่านคลื่นทะเลที่กำลังคำราม มุ่งตรงไปบดขยี้คราเคน
เหล่าพี่น้องร่วมเผ่าของคราเคนทนดูต่อไปไม่ได้ พากันหลับตาลง มีเพียงคราเคนเท่านั้นที่กัดฟันแน่น จ้องมองลมฟ้าอากาศตรงหน้า
ความองอาจกล้าหาญเช่นนี้ ทำให้ผู้คนทั้งหลายอดชื่นชมมิได้
ที่แท้เผ่าโครูซที่อ่อนแอถึงเพียงนี้ ก็มิได้ไร้ซึ่งจุดที่น่าชื่นชมเลยทีเดียว
แต่น่าเสียดายนัก เด็กหนุ่มเผ่าโครูซผู้นี้คงต้องพบจุดจบ ณ ที่แห่งนี้เสียแล้ว
ถูกต้อง
ทั้งสัตว์ปีศาจทะเล เผ่าปีศาจทะเล เผ่าปีศาจ และเหล่าสัตว์ปีศาจ รวมถึงสรรพชีวิตทั้งหมดในแดนปีศาจ แม้แต่เซียวหลี่ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อว่ายันต์จิตวิญญาณของจีอู๋ซวงจะสามารถปกป้องคราเคนท่ามกลางพายุคลั่งเช่นนี้ได้
เว้นเสียแต่จีอู๋ซวงจะลงมือเอง
แต่ดูสิ จีอู๋ซวงกลับยืนกอดอกอย่างสบายอารมณ์ ไหนเลยจะมีทีท่าว่าจะลงมือช่วย?
ดังนั้นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นั่นคงจะ...ต้องตายแน่?
ทว่า!
ความผันผวนเกิดขึ้นในชั่วพริบตา!
วิญญาณกระบี่ที่อยู่เบื้องหลังคราเคนดูเหมือนจะตื่นขึ้นมา โจมตีออกไปอย่างว่องไว
เหล่าสรรพชีวิตรู้สึกเพียงแค่ความขาวโพลนตรงหน้า ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจน ตามมาด้วยเจตจำนงกระบี่ที่อยู่เหนือศีรษะแปรเปลี่ยนเป็นท่วงท่าทำลายล้างโลก พุ่งเข้าบดขยี้พวกเขา
หนึ่งกระบี่!
ทำลายดาวนับพันและปรากฏการณ์นับหมื่น!
อีกหนึ่งกระบี่!
ทะลวงอาณาเขตนับไม่ถ้วน!
กระบี่ที่สาม!
ใช้เจตจำนงกระบี่กดดันจนอาณาเขตแตกกระจาย!
พึงรู้ไว้ว่า นี่ไม่ใช่อาณาเขตธรรมดาและไม่ใช่การโจมตีธรรมดา...
นี่คือการโจมตีของเหล่าจอมมารทั้งสิบทิศ!
กลับต้านทาน ‘กระบี่’ จากวิญญาณกระบี่ในยันต์ของจีอู๋ซวงไม่ได้?!
สรรพชีวิตทั้งหมดต่างตะลึงงัน สีหน้าของแต่ละคนแข็งค้างยิ่งกว่ากัน แม้แต่หยาจื้อก็ต้องหุบปากเงียบ คิดในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่เถาเถี่ย เสวียนอู่ จิ้งจอกเก้าหาง กิเลน และเหล่ามังกรจะ ‘รัก’ จีอู๋ซวงถึงเพียงนี้
ที่แท้พรสวรรค์ของนางก็เทียบเท่ากับการท้าทายสวรรค์!
บทที่ 854: ไม่ได้บอกหรือว่าจะมอบให้ข้าเพียงผู้เดียว
ยันต์ที่ร่ายด้วยมือเดียว ไม่เพียงแต่สามารถทิ้งรอยประทับจิตวิญญาณของนางไว้ได้ ยังสามารถดูดซับพลังกฎเกณฑ์สวรรค์และพิภพมาเติมพลังด้วยตนเองได้อีก
นี่ไม่ใช่ยันต์ธรรมดา แต่เป็นยันต์ที่มีชีวิต!
เมื่อวิญญาณกระบี่ในยันต์ได้บดขยี้เหล่าจอมมารจนหมดสิ้น มันยังส่งเสียงแค่นหัวเราะอย่างเย่อหยิ่งออกมาด้วย หลังจากแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดบังอาจท้าทายอีก มันก็พุ่งวูบกลับเข้าไปในกลางหน้าผากของคราเคน
คราเคนรู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าผาก เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบ ก่อนจะเอ่ยกับจีอู๋ซวงอย่างไม่อยากเชื่อ
“มนุษย์น้อย…นี่มัน…”
จีอู๋ซวงยิ้มตาหยี พลางกล่าว
“คงได้เห็นกันแล้วถึงพลังของวิญญาณกระบี่ในยันต์ของข้า”
เหล่าจอมมารทั้งสิบทิศต่างลูบศีรษะตนเองอย่างเงียบงัน
ช่างร้ายกาจนัก
นอกจากเว่ยกั๋วและตงฟางไท่หยวนแล้ว แม้แต่จอมมารจินเสวียนก็ยังโดน “โกนหัว” จนรู้สึกเย็นวาบที่ศีรษะ
เหล่าจอมมาร “…”
พวกเขาไม่เพียงแต่เห็นพลังของวิญญาณกระบี่ในยันต์เท่านั้น แต่ยังเห็นว่ามันช่างเป็นตัวขี้งกและหยิ่งยโสยิ่ง
ที่โกนผมพวกเขาก็เพราะก่อนหน้านี้พวกเขา
‘ดูถูก’ มันนั่นเอง
ช่างน่าขันสิ้นดี!!!
จอมมารจินเสวียนมองเส้นผมยาวที่ร่วงหล่น มุมปากกระตุกรัว
เขาก็ยอมแพ้อย่างสมเกียรติแล้วไม่ใช่หรือ?
แล้วเหตุใดจึงต้องโกนศีรษะของเขาด้วย!
ช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง
ตงฟางไท่หยวนและเว่ยกั๋วรู้สึกโล่ง.อก หากพวกนางต้องหัวล้านด้วย ภาพนั้นคงงดงามเสียจนพวกนางไม่กล้าจินตนาการเป็นแน่
“แค่ก แค่ก แค่ก…”
จีอู๋ซวงมองดูศีรษะเงาวับของเหล่าจอมมารก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ที่ข้าไม่ได้ลงมือหนักกับพวกท่านจอมมารก็เพราะว่าวิญญาณกระบี่รู้ว่าพวกท่านไม่ได้มีเจตนาร้าย หากเป็นผู้ที่มีเจตนาร้ายต่อเผ่าโครูซ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ ปีศาจ หรือเทพ…มันจะสังหารในทันที
ข้าขอรับรอง จะต้องรวดเร็ว แม่นยำและเฉียบขาด ทั้งยังจะลบวิญญาณเทวะไปพร้อมกัน ไม่มีทางให้โอกาสโจมตีเป็นครั้งที่สองแน่นอน”
เหล่าสรรพชีวิต “…”
ช่างเถอะ
สมแล้วที่เป็นยันต์ของจีอู๋ซวง วิปริตเหมือนจีอู๋ซวงไม่มีผิด!
จีอู๋ซวงยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวกับผู้อาวุโสแห่งเผ่าโครูซว่า
“บัดนี้ท่านวางใจแล้วใช่หรือไม่?”
สัตว์ปีศาจทะเลยักษ์ส่งเสียงครืนๆ ไม่นานเสียงนั้นก็แพร่กระจายจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย
ฝูงสัตว์ทั้งหมดต่างขอบคุณจีอู๋ซวง
เสียงนั้นไพเราะราวกับบทเพลงและบทกวีบรรพกาลแห่งท้องทะเล
ไพเราะกังวาน
ข้ามผ่านกาลเวลา
ซึมลึกถึงจิตวิญญาณและหัวใจ
จีอู๋ซวงฟังบทเพลงนั้น ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ยิ้มบางๆ พลางกล่าวว่า
“ข้าได้รับของขอบคุณจากพวกท่านแล้ว ข้าชอบมาก ขอบคุณ”
เผ่าโครูซจึงค่อยๆจางหายเข้าสู่ห้วงลึกของมหาสมุทรท่ามกลางบทเพลงและแสงดาว
และครั้งนี้ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกล้าส่งสายตาโลภมากหรือล่าสังหารไปยังพวกมันอีกแล้ว
จอมมารทั้งสิบทิศรวมกันยังไม่พอให้ยันต์สังหารของจีอู๋ซวงฟันสักกระบี่ แล้วพวกมันจะนับเป็นอะไรได้?
“กล้าคิดจะแย่งชิงเผ่าโครูซหรือ?”
“สู้ตั้งใจฝึกฝน ยังจะดีเสียกว่า”
หลังจากที่สัตว์ปีศาจทะเลทั้งหลายถอยร่นไปแล้ว จีอู๋ซวงก็กระพริบตาให้กับเป่ยลั่วและคนอื่นๆ
ขณะที่อาอวิ่นลั่วและอาซื่อยังลังเลว่าจะก้าวเข้าไปหรือไม่ เป่ยลั่วก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาราวกับกระต่าย พลางร้องอย่างตื่นเต้นว่า
“คุณหนูน้อย โปรดสั่งมาเถิด”
จีอู๋ซวงย้อนถาม
“ตอนนี้สิ่งสกปรกในร่างของเผ่าปีศาจทะเลถูกชำระล้างออกไปหมดแล้ว พวกเจ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อ? จะอยู่ที่นี่ต่อไปหรือจะกลับไปยังแผ่นดินใหญ่?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทั้งเผ่าปีศาจทะเลและเผ่าปีศาจต่างพากันเงียบลง
เพราะไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง หรือจะเป็นการสังหารที่ไม่มีวันสิ้นสุด
จนกว่าจะถึงเวลานั้น พวกเขาถึงจะรู้ว่าตนเองจะสามารถอยู่ร่วมกับอีกฝ่ายอย่างสงบสุขได้หรือไม่
แววตาของจีอู๋ซวงสว่างวาบขึ้น ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า
“ที่จริงพวกเจ้าก็เห็นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเผ่าปีศาจทะเลหรือเผ่าปีศาจ
เนื่องจากวิถีสวรรค์ของพวกเจ้าแต่แรกก็ไม่ใช่วิถีสวรรค์ที่สมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อพวกเจ้าฝึกฝนจึงไม่ได้ก้าวเข้าสู่ความกลมกลืนอย่างแท้จริง”
ทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจน
ความจริงแล้ว เพราะวิถีสวรรค์ปีศาจถูกแบ่งเป็นวิถีสวรรค์แดนปีศาจและวิถีสวรรค์ทะเลปีศาจซวีมี่
ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงต้องเผชิญกับความยากลำบากในระหว่างการฝึกฝน
ฝ่ายหนึ่งสูญเสียสติสัมปชัญญะ
อีกฝ่ายติดกับดักของสายเลือด
ดังนั้นฝ่ายหนึ่งจึงบ้าคลั่ง
ส่วนอีกฝ่ายก็ต้องกลืนกินเลือดเนื้อของพวกเดียวกันเอง
ตอนนี้เหล่าจอมมารทั้งสิบทิศและอาอวิ่นลั่วต่างก็อยู่กันพร้อมหน้า
อีกทั้งยังมีหยาจื้อและเซียวหลี่คอยคุมหลัง
จีอู๋ซวงรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะจัดการทุกอย่างให้จบในคราวเดียว
นางหยิบหยกหลิงซีออกมาจากมิติพิเศษราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ก่อนจะยิ้มพลางแกว่งมันไปมาต่อหน้าเหล่าปีศาจ
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คืออะไร?”
จอมมารจินเสวียนผู้เฉลียวฉลาดรู้ทันแผนการของจีอู๋ซวงทันที
เขาก็เพิ่งรู้หลังจากฝึกฝน ‘วิชา’ ของจีอู๋ซวงว่า ในนั้นมี ‘กับดัก’ อยู่
และเป็นกับดักที่ใหญ่มหาศาลมากด้วย
แต่คนรักของจอมมารจินเสวียนเป็นมนุษย์
ดังนั้นเขาย่อมหวังว่าจะมีปีศาจตกลงไปในกับดักใหญ่นี้
ยิ่งตกไปมากเท่าไรก็ยิ่งดี
จะดีที่สุด หากเหล่าจอมมารรวมถึงทายาทของพวกเขาตกลงไปในกับดักนั้นทั้งหมด
ดังนั้นจอมมารจินเสวียนจึงกลอกตาไปมา แล้วแสร้งทำเป็นตกใจ สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แถมยังแสดงท่าทีร้อนรนอีกด้วย
“สหายอู๋ซวง เจ้าทำเช่นนี้เพื่ออันใด?
เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าหยกหลิงซีนี้จะมอบให้ข้าเพียงผู้เดียว?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าจอมมารทั้งหลายก็ไม่สนใจความเย็นที่พัดผ่านศีรษะอีกต่อไป ต่างจ้องมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง
ช่างน่าทึ่งนัก!
หยกหลิงซีนี้เป็นของวิเศษจากแดนปีศาจ ใช้สำหรับบันทึกมรดกสืบทอดวิชา
ความรู้พื้นฐานเพียงเท่านี้ พวกเขาในฐานะจอมมารย่อมรู้ดี
เพียงแต่แต่ก่อนเผ่าปีศาจไม่มีวิชาอะไร
อาศัยเพียงสายเลือดและการกลืนกินซึ่งกันและกันเพื่อเลื่อนขั้นเท่านั้น
ดังนั้นหยกหลิงซีจึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจของพวกเขา
ดังนั้น…
การที่จอมมารจินเสวียนจู่ๆก็คลั่งไคล้การฝึกฝนราวกับถูกฉีดเลือดไก่
จนก้าวหน้าและมีพลังเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
คงเกี่ยวข้องกับวิชาที่บันทึกอยู่ในหยกหลิงซีนี่กระมัง?
จีอู๋ซวงแกล้งทำเป็นลำบากใจ พลางกล่าวว่า
“อ้าว ข้าเคยพูดหรือ?
แต่ว่าข้ากับเป่ยลั่วก็เป็นคนคุ้นเคยกัน
อีกอย่างเป่ยลั่วก็เป็นชาวเผ่าปีศาจทะเล ไม่ใช่ชาวเผ่าปีศาจของเจ้า
น่าจะไม่อยู่ในข้อตกลงของพวกเรานะ?”
จอมมารจินเสวียนแสดงสีหน้าเสียใจ ทำหน้าโกรธเคือง ราวกับจะบอกว่า
‘เจ้าอาศัยช่องโหว่หลอกลวงคนอื่น’
“สหายอู๋ซวง เจ้ากำลังกลับคำพูดนะ”
จีอู๋ซวงทำหน้าไร้เดียงสา ปลอบจอมมารจินเสวียนว่า
“เจ้าวางใจได้ ข้าไม่ใช่คนไร้เกียรติเช่นนั้น
หยกหลิงซีนี้ ข้าจะไม่มอบให้จอมมารคนอื่นนอกจากเจ้าอย่างแน่นอน
วางใจเถิด วางใจ”
จอมมารจินเสวียนชะงักไปครู่หนึ่ง กล่าวเสียงเบา
“แบบนี้ค่อยดีหน่อย…”
พวกจอมมารคนอื่นๆ “???”
อะไรกัน?
พวกเราหลายคนยืนอยู่ตรงนี้ เจ้าจะทำเป็นไม่เห็นพวกเราหรือ? กล้าดูถูกพวกเราต่อหน้าขนาดนี้เลย?!
จีอู๋ซวงส่งหยกหลิงซีให้เป่ยลั่ว เลิกคิ้วน้อยๆ พลางกล่าวว่า
“ข้างในนี้มีวิชาชุดหนึ่งที่ข้าคิดค้นขึ้น ได้รับพลังจากฟ้าดิน มีกฎเกณฑ์แห่งเต๋าค้ำจุน
เมื่อมีมันแล้ว ต่อให้พวกเจ้าเหยียบย่างบนแผ่นดินใหญ่ ก็จะไม่ต้องทรมานจากความไม่กลมกลืนอีก
เพียงแค่เจ้าฝึกฝนให้ดี ไม่นานก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้”
เป่ยลั่วถูกจีอู๋ซวงทำให้งงงวยไปชั่วขณะ ทำหน้าเหมือนคนโง่ตัวน้อยๆ
“นี่…จริงหรือ?”
เว่ยกั๋วก้าวออกมาข้างหน้า พูดอย่างดุดัน
“พี่สาว ทำไมท่านถึงดีกับเจ้าโง่คนนี้นัก? วิชานี้ท่านสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับข้านะ ข้าไม่เห็นด้วยที่ท่านจะมอบวิชานี้ให้เจ้าโง่นี่”
ตงฟางไท่หยวนแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ “…”
อะไรกัน บอกว่าสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเจ้า?
ช่างไร้ยางอายเสียจริง!
เป่ยลั่วได้ยินดังนั้น แทบจะพุ่งตัวเข้าไปด้วยความโกรธ
“ข้าโง่ตรงไหนกัน?”
บทที่ 855: พี่น้องต่างบิดามารดา
เว่ยกั๋วหัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า
“วิชาที่พี่สาวข้าสร้างขึ้นนี้ ผ่านการชำระล้างจากสายฟ้าปีศาจมาแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นหมายความว่าอะไร?
นั่นหมายความว่าผู้ฝึกฝนวิถีมารทั้งหมดสามารถฝึกฝนได้และยังดีเลิศอีกด้วย!
พี่สาวข้าจิตใจดีงาม ให้เจ้าใช้โดยไม่หวังผลตอบแทน แต่เจ้ากลับสงสัยในความปรารถนาดีของพี่สาวข้า
เช่นนี้แล้วเจ้ามีคุณสมบัติใดที่จะฝึกฝนวิชานี้?”
ตงฟางไท่หยวนรีบเห็นด้วยทันที
“ถูกต้อง พึงรู้ไว้ว่าวิชานี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อพวกเราชาวชายขอบแดนปีศาจตั้งแต่นี้ไป
ไม่ว่าจะเป็นสายตระกูลเฟิ่งโหมว หรือสายปีศาจสายเลือดบริสุทธิ์
แม้แต่ผู้ฝึกวิถีมารเผ่ามนุษย์ ก็สามารถละทิ้งข้อจำกัดที่ผูกมัดได้
นี่คือสมบัติล้ำค่าแห่งสวรรค์และพิภพ เจ้ายังจะรังเกียจอีกหรือ?”
เมื่อพวกเฟิ่งโหมวได้ยินตงฟางไท่หยวนกล่าวถึงตน จึงรีบก้าวออกมาพูด
“ถูกต้อง ก็เพราะวิชาของนายท่าน พวกข้าจึงสามารถมาที่นี่ได้ด้วยสายเลือดเฟิ่งโหมว”
“แม้สายเลือดเฟิ่งโหมวของพวกข้าจะต่ำต้อย แต่พวกข้าเชื่อว่า หากยังคงฝึกฝนต่อไป
สักวันจะต้องเป็นเหมือนราชาปีศาจในอดีต
และฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของเผ่าเฟิ่งโหมวให้กลับคืนมา!”
“ขอบพระคุณนายท่าน!”
“ขอบพระคุณนายท่าน!”
ท่ามกลางเสียงขอบคุณที่ดังสลับกันไปมาของพวกเฟิ่งโหมว
จอมมารจินเสวียน เว่ยกั๋ว และตงฟางไท่หยวนสบตากันแวบหนึ่ง แล้วพูดต่อ
เว่ยกั๋ว
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว พี่สาว พวกเราอย่าให้เจ้าโง่นี่ฝึกฝนเลย”
ตงฟางไท่หยวน
“คุณหนู พวกเขาไม่รู้จักถนอมของดี ไม่สู้ยกเลิกเสียเลยดีกว่า?”
จอมมารจินเสวียนมองไปตงฟางไท่หยวนด้วยสายตาอ่อนโยน พลางยิ้มบางๆ
“ข้าเห็นด้วย คำพูดของเสี่ยวไท่หยวนถูกต้องทุกประการ”
เว่ยกั๋ว “…”
ในเวลาแบบนี้ ยังจะมาส่งสายตาหวานซึ้งกันอีก?
ชิ!!
เป่ยลั่วรู้สึกงงงวยไปกับบรรยากาศที่กดดันเช่นนี้
ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเพียงแค่ถามคำถามเดียว
ถึงกับกลายเป็นความผิดมหันต์ไปได้
“เป่ยลั่วผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างแน่นอน”
เป่ยลั่วรีบขอโทษอย่างจริงใจ
“ขอคุณหนูโปรดชี้แนะด้วย”
ส่วนความจริงแท้ของวิชาในหยกหลิงซีนี้ เป่ยลั่วไม่สงสัยแม้แต่น้อย
ประการแรก มีจอมมารจินเสวียนแห่งเผ่าปีศาจรับรอง
แสดงว่าวิชานี้ต้องมีพลังมหาศาลแน่
ประการที่สอง มีเว่ยกั๋วผู้เป็นจอมมารแห่งทิศตะวันออกแต่มีสายเลือดมนุษย์
และตงฟางไท่หยวนผู้ลึกลับทรงพลังรับรอง
แสดงว่าวิชานี้มีความกว้างขวางครอบคลุม
ประการที่สาม มี ‘ข้อเท็จจริง’
ที่เฟิ่งโหมวผู้มีสายเลือดต่ำต้อยที่สุด
แต่ด้วยพลังของวิชานี้ก็สามารถข้ามผ่านคลื่นนับพัน
มาจนถึงทะเลปีศาจซวีมี่ได้
ทำให้อดชื่นชมความร้ายกาจของวิชานี้ไม่ได้
จีอู๋ซวงส่งสายตา “เก่งมาก” ให้ทั้งสามคน
แล้วกระแอมเบาๆ กล่าวว่า
“หากเจ้าต้องการวิชาในหยกหลิงซีนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แต่ข้ามีเงื่อนไขหนึ่ง”
ดวงตาของเป่ยลั่วเป็นประกาย
“คุณหนูโปรดว่ามา”
“หากเจ้าฝึกวิชานี้ จะมีพันธนาการเพิ่มขึ้นในวิญญาณเทวะ
ห้ามละเมิดเด็ดขาด
หากละเมิด พลังปีศาจทั้งหมดของเจ้าจะสลายไป
กลายเป็นคนไร้ค่าในทันที”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจของเป่ยลั่วก็กระตุกวูบ
แต่ก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล
เพราะยิ่งเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากเท่าใด
ข้อห้ามและข้อจำกัดก็ยิ่งมีมากตามไปด้วย
หากวิชานี้ไม่มีข้อจำกัด
พวกเป่ยลั่วต่างหากที่ต้องกังวล
“คุณหนูโปรดว่ามา”
“นั่นก็คือ การฝึกวิชานี้ของปีศาจ
ห้ามก่อสงครามรุกรานดินแดนมนุษย์ก่อน
แน่นอนว่าหากมนุษย์บุกโจมตีพวกเจ้าก่อน
พวกเจ้าสามารถตอบโต้กลับเพื่อป้องกันตัวได้”
“หา?”
เป่ยลั่วทำหน้างุนงง
“งั้น…ถ้าข้าออกไปท่องเที่ยวแล้วเจอมนุษย์เข้า
ข้าก็ไม่สามารถต่อสู้ได้หรือ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่
ข้าหมายถึงสงครามรุกรานขนาดใหญ่ที่เป็นการแย่งชิงดินแดน
การติดต่อปกติไม่เป็นไร
ถ้าเจ้าทนเห็นมนุษย์คนไหนไม่ได้จริงๆ
ก็ยั่วให้เขาลงมือก่อนก็พอ
เจ้าก็จะสามารถตอบโต้ได้อย่างเต็มที่”
เป่ยลั่ว “…”
นี่ก็ยังต้องถูกทำร้ายก่อนอยู่ดีไม่ใช่หรือ?!
จีอู๋ซวงยิ้มพลางกล่าว
“อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าลองพิจารณาดู
เป็นปีศาจที่อยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสงบสุขไม่ดีหรือ?”
สีหน้าของเป่ยลั่วเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง
สุดท้ายก็ตัดสินใจจะปรึกษากับอาอวิ่นลั่วและปีศาจทะเลคนอื่นๆให้ดีก่อน
เพราะเหล่าปีศาจแต่ไหนแต่ไรมาก็ล้วนชอบต่อสู้และรักสงคราม
แม้แต่พวกเขาที่เป็นปีศาจทะเลก็เช่นกัน
จู่ๆ ให้พวกเขากลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่
‘รักสันติภาพ’ และ ‘อยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างกลมเกลียว’
อืม…ยังรู้สึกไม่ชินจริงๆ…
จีอู๋ซวงไม่ได้รีบร้อน
นางเชื่อว่าเหล่าปีศาจทะเลจะมีการตัดสินใจของตนเอง
อาอวิ่นลั่วก็ไม่ได้ลังเลนาน
เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วกล่าวว่า
“พวกเรายินดี”
จีอู๋ซวงยิ้ม
แล้วยื่นหยกหลิงซีให้อาอวิ่นลั่ว
พลางกล่าวอย่างมั่นใจ
“เชื่อข้าเถิด พวกเจ้าจะไม่เสียใจกับการตัดสินใจในวันนี้”
อาอวิ่นลั่วไม่ได้คิดซับซ้อนขนาดนั้น
เขาเพียงแค่เชื่อใจจีอู๋ซวง
และเชื่อในวิถีสวรรค์ทะเลปีศาจซวีมี่เท่านั้น
จีอู๋ซวงมีเสน่ห์พิเศษบางอย่าง
ตรงไปตรงมา จริงใจ ชัดเจน
สำคัญที่สุดคือมี
‘หัวใจที่คิดถึงใต้หล้า’
ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
อีกทั้งตอนนั้นวิชาของจีอู๋ซวงก็ได้รับสายฟ้าปีศาจ
นั่นแสดงว่าสายฟ้านั้น
ไม่เพียงเป็นความตั้งใจของวิถีสวรรค์แดนปีศาจเท่านั้น
แต่ยังเป็นความประสงค์ของวิถีสวรรค์ทะเลปีศาจซวีมี่ในตอนนั้นด้วย
การรวมเป็นหนึ่งเดียวของทั้งสองสิ่ง
จึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นภัยสายฟ้าปีศาจ
วิชายุทธ์ที่แม้แต่วิถีสวรรค์ทะเลปีศาจซวีมี่ยังยอมรับ
หากพวกเขาไม่โง่
คงไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปแน่
ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร
เพียงแค่รักสันติภาพเท่านั้นเอง
ถึงอย่างไรเผ่าปีศาจทะเลของพวกเขานั้น
ก็รักสันติภาพที่สุดอยู่แล้ว!
อาอวิ่นลั่วและเผ่าปีศาจทะเลตัดสินใจฝึกวิชาก่อน
รอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว
ค่อยเดินทางขึ้นแผ่นดินใหญ่
ในขณะที่จอมมารทั้งสิบทิศยังอยู่พร้อมหน้า
อาอวิ่นลั่วกล่าวอย่างจริงใจว่า
“ตั้งแต่นี้ต่อไป ขอรบกวนทุกท่านช่วยชี้แนะด้วย”
จอมมารจินเสวียนในฐานะตัวแทนของจอมมารทั้งสิบทิศ
ก็แสดงการต้อนรับต่ออาอวิ่นลั่วเช่นกัน
“พวกเราล้วนเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน
ย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นธรรมดา”
เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนี้
ทั้งสองฝ่ายสบตากันพลางยิ้ม
ทุกอย่างถูกเข้าใจโดยไม่ต้องกล่าววาจา
ก่อนจะแยกย้ายไปฝึกวิชา
ชาวเผ่าปีศาจทะเลทั้งหมดค้อมกายคำนับจีอู๋ซวงอย่างลึกซึ้ง
พลางเอ่ยอย่างจริงจัง
“ขอบพระคุณคุณหนูน้อย”
“ขอบพระคุณคุณหนูน้อย”
“เมื่อพวกข้าร่ำเรียนจนสำเร็จกลับมา
จะต้องตอบแทนพระคุณท่านอย่างแน่นอน”
“ขอคุณหนูน้อยรอพวกข้าด้วย”
จีอู๋ซวงได้ยินคำพูดเอาใจเช่นนี้มามากแล้ว
จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
เพียงยิ้มพลางกล่าว
“ดี ขอให้โชคดีในการฝึกยุทธ์”
เมื่อชาวเผ่าปีศาจทะเลได้ยินคำอวยพรของจีอู๋ซวง
ต่างก็รู้สึกซาบซึ้งใจ
ราวกับมีพลังล้นเหลือไปทั่วร่าง
อยากจะรีบไปฝึกฝนในทันที!
ทันที!
เดี๋ยวนี้!
พวกเขาต้องรีบฝึกฝน!!!
เมื่อเห็นชาวเผ่าปีศาจทะเลรีบร้อนจากไป
จีอู๋ซวงก็มีสีหน้างุนงง
แต่ชาวเผ่าปีศาจทะเลไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
สิ่งสำคัญคือจอมมารทั้งสิบทิศจะคิดเช่นไร…
แผนการ ‘ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างมนุษย์และปีศาจ’ ของนางนั้นเปิดเผยชัดแจ้ง
เป็นกลอุบายที่มองทะลุปรุโปร่ง
ตอนนี้ก็ต้องดูว่า
จอมมารทั้งสิบทิศจะยอมรับหรือไม่
หากยอมรับ
ก็จะอยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสงบสุข
หากไม่ยอมรับ
ก็ต้องรอให้จอมมารจินเสวียน เว่ยกั๋ว ตงฟางไท่หยวน
และชาวเผ่าปีศาจทะเลเพิ่มพูนพลัง
ในอนาคต
ตำแหน่งจอมมารแห่งแดนปีศาจนี้
สำหรับพวกเขาอาจจะไม่มั่นคงเสียแล้ว
ยอมรับ?
ยังจะไม่ยอมรับอีกหรือ?
เหล่าจอมมารทั้งสิบทิศต่างครุ่นคิดอยู่ในใจ
ในที่สุด
จอมมารทุนเทียนและจอมมารเฉิงหยวน
สองจอมมารผู้เฒ่าที่เคยได้เห็น
‘กระบี่ไร้พ่าย’ ด้วยตาตนเอง
ก็เอ่ยปากขึ้นก่อน
“ท่านจีอู๋ซวง วิชานี้ยังพอมีเหลืออยู่หรือไม่?
พวกข้าก็อยากลองดูสักครา”
จีอู๋ซวงรู้สึกพอใจมาก
แต่ก็ยังทำสีหน้าตกตะลึงพลางกล่าว
“ท่านทั้งสองก็อยากลองด้วยหรือ?”
“ถูกต้อง พวกข้าก็อยากลอง”
“แต่หากท่านทั้งสองฝึกวิชานี้แล้ว
ความสัมพันธ์กับมนุษย์…”
จอมมารทุนเทียนโบกมือ พลางหัวเราะร่า
กล่าวอย่างไร้ยางอายว่า
“ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากับมนุษย์
ก็เป็นเสมือนพี่น้องต่างบิดามารดากันนั่นไง”
เหล่าปีศาจ “…”
ช่างเป็น ‘พี่น้องต่างบิดามารดา’
ที่วิเศษเสียจริง
พูดถึงเรื่องความหน้าด้านไร้ยางอาย
ก็ต้องยกให้เหล่าผู้เฒ่าพวกนี้จริงๆ
บทที่ 856: บุคคลที่สำคัญที่สุดในใจ
กระแสธารเชี่ยวกรากของ ‘ยุคสมัย’ เป็นแบบนี้เสมอ
แม้เจ้าจะไม่เต็มใจที่จะก้าวไปข้างหน้า
แต่เจ้าก็ยังคงถูกกระแสกาลเวลาพัดพาไปอยู่ดี
เช่นจอมมารคนอื่นๆ
ความรู้สึกของพวกเขาในตอนนี้
ก็ไม่ต่างจากคุณหนูในห้องหอที่ถูกบังคับไปเป็นนางโลม
ตอนนี้จอมมารจินเสวียน จอมมารทุนเทียน จอมมารเฉิงหยวน
และเว่ยกั๋ว ต่างก็เริ่มฝึกฝนวิชานี้แล้ว
เหล่าจอมมารสิบทิศเกือบครึ่งหนึ่ง ‘ยอมแพ้’ แล้ว
ถ้าจอมมารคนอื่นไม่ฝึกฝน
พวกเขาก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังไม่ใช่หรือ?
ในอนาคตพวกเขาจะมีที่ทางใดอยู่ในแดนปีศาจแห่งนี้อีก?
บัดนี้ผืนแผ่นดินและท้องทะเลได้รวมเป็นหนึ่ง
และกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป
หากพวกเขายังคงยึดถือวิถีเดิมต่อไป
ในอนาคตพวกเขาคงได้เป็นแค่จอมมารน้อยในแดนปีศาจเท่านั้น
โอ้ ไม่…
คงเป็นได้แค่ลูกน้องเท่านั้น
ยิ่งเหล่าจอมมารที่เหลือคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไร
พวกเขาก็ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้ายก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“เราก็อยากลองเหมือนกัน!”
“ใช่ๆ เราก็อยากลองเหมือนกัน!”
“พวกท่านก็ต้องการวิชานี้ด้วยหรือ?”
จอมมารจินเสวียนมองกลับไปและเยาะเย้ย
“เฉิงโยว เจ้าและเผ่าพันธุ์มนุษย์
ไม่ได้ต่อสู้กันจนตัวตายอยู่หรือ?”
จอมมารเฉิงโยวผู้ถูกกล่าวถึง
โบกมือด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“นั่นเป็นคนรู้จักเก่าของข้า
ตอนนี้ข้าเป็นจอมมารแห่งดินแดนใหม่แล้ว
ข้าและเผ่าพันธุ์มนุษย์
ก็เป็นพี่น้องต่างบิดามารดาเช่นกัน
ไม่ต้องกังวล”
จีอู๋ซวงแสร้งทำเป็นประหลาดใจ
“พวกท่านอย่าได้ฝืนตัวเองเลย
เพราะเมื่อพวกท่านเริ่มฝึกฝนวิชานี้
พวกท่านจะเสียเปรียบ
เมื่อเผชิญหน้ากับมนุษย์ในอนาคต”
จอมมารเฉิงโยวถอนหายใจ
พลางหัวเราะ
“ท่านอู๋ซวง การกล่าวเช่นนี้จะไม่ดูห่างเหินเกินไปหรือ
เราไม่ได้ริเริ่มโจมตี
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอกว่ามนุษย์
หากมีมนุษย์คนใดกล้าเป็นศัตรูกับเผ่าปีศาจของข้า
พวกเขาจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน”
จอมมารคนอื่นก็มีความมั่นใจเช่นเดียวกัน
‘การล่าถอย’ ของพวกเขา
ไม่ใช่เพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์
แต่เพื่อจีอู๋ซวง
จีอู๋ซวงช่วยเหลือพวกเขา
ปกป้องแดนปีศาจไว้ทั้งหมด
และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน
แน่นอนว่าพวกเขาจะจดจำคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ในใจ
ดังนั้น คำสัญญานี้
จึงถือเป็น ‘ความกตัญญู’ ของแดนปีศาจที่มีต่อจีอู๋ซวง
แน่นอนว่านอกจากจะเป็นความกตัญญูแล้ว
การได้รับผลประโยชน์และฝึกฝนทักษะบางอย่าง
ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
ใช่หรือไม่?
ตราบใดที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่
ก็จะไม่มีวันเปิดฉากสงครามรุกราน
ต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์เด็ดขาด
ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น
รอจนกว่าพวกเขาจะร่วงหล่นเป็นดาวตก
แล้วค่อยว่ากันอีกที
แม้ว่า ‘คำสาบาน’ ของพวกเขาจะไม่ได้พูดออกมา
แต่จีอู๋ซวงก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน
นางยืดตัวตรง
และโค้งคำนับต่อเหล่าจอมมาร
“ข้า อู๋ซวง
ในนามของสรรพชีวิตทั้งแดนมนุษย์และแดนปีศาจ
ขอขอบคุณท่านจอมมารทุกท่าน”
การโค้งคำนับครั้งนี้
ทำให้จอมมารสิบทิศ
ถึงกับรู้สึกพอใจอย่างไม่คาดฝัน
และในขณะเดียวกัน
พวกเขาก็รู้สึกสบายตัวไปทั้งตัว
ราวกับว่าแม้แต่รูขุมขน
ก็ยังเปิดออกจนหมด
คำเดียว
เย็น!
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
“ด้วยความยินดี”
หม้อหลอมปีศาจ หยาจื้อ และเซียวหลี่
ซึ่งมองดูอยู่
ล้วนไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า
ความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และปีศาจ
ที่กินเวลามายาวนาน
จะถูกจีอู๋ซวง
นำพามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ
พวกเขาต่างพากันรำพึงในใจ
ว่าสมแล้วที่นางเป็นผู้สืบทอด
ที่ถูกเลือกโดยกระบี่เฒ่าเซวียนหยวน
เถาเถี่ย และฮ่าวเสวียน
แม้แต่วิถีสวรรค์ปีศาจ
ที่เพิ่งหลอมรวมใหม่
ก็ยังอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
ให้กับ ‘สหายตัวน้อย’ ผู้นี้
[จีอู๋ซวงถ่ายทอดวิชานี้ให้กับจอมมารสิบทิศ
นางไม่กลัวภัยอันตรายแอบแฝงหรือ?
หากวันหนึ่งในอนาคต
เหล่าผู้เฒ่าพวกนี้ตายลง
แล้วแดนปีศาจมีมหาจอมมาร
ผู้ได้รับพรจากสวรรค์
และสังหารผู้คนได้ไม่รู้จบ
เผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่ประสบเคราะห์กรรมหรือ?]
วิถีสวรรค์เทียนหลาน
วิถีสวรรค์คุนหลิง
วิถีสวรรค์ชางหยวน
และวิถีสวรรค์เฉียนอวิ๋น
ไม่ได้พูดอะไร
แต่วิถีสวรรค์เสินเจี้ย
กลับกลอกตาแล้วพูดอย่างเย็นชา
[อ่า ใช่แล้ว ใช่แล้ว มีแต่พวกปีศาจเท่านั้นที่มีอัจฉริยะ และข้าก็เป็นคนโง่ เข้าใจไหม?]
วิถีสวรรค์ปีศาจ
[ดูสิ ท่านนี่พูดจาประชดประชันตลอดเลย ข้าแค่กำลังคุยด้วยเฉยๆ]
วิถีสวรรค์เสินเจี้ย
[ฮ่าๆ ไม่ต้องห่วงหรอก ลูกหลานย่อมได้รับพรของตัวเองอยู่แล้ว ไว้ค่อยคุยกันเรื่องอนาคตทีหลังก็ได้
เรามาร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรคข้างหน้าก่อนเถอะ]
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
วิถีสวรรค์ปีศาจก็สงบลง
จากความสุขที่ตนเพิ่งจะฟื้นตัวสภาพเดิม
และกล่าวว่า
[ใช่แล้ว เรามาผ่านเรื่องนี้ไปก่อน…]
จีอู๋ซวงโบกมือ
และหลังจากมอบหยกหลิงซี
ให้กับจอมมารสิบทิศแล้ว
นางก็หันความสนใจ
ไปที่หม้อหลอมปีศาจ
ซึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้า
หากจะพูดอย่างเคร่งครัดแล้ว
ก็คือวิญญาณอู๋หมิง
ที่อยู่ในหม้อหลอมปีศาจ
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มจ้องมองมาไม่วางตา
ด้วยแววตาที่มีแต่ความกังวล
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จีอู๋ซวงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
“ความทรงจำของเจ้าฟื้นคืนมาแล้วหรือยัง?”
เด็กหนุ่มตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
จากนั้นส่ายหัว
“ไม่”
จีอู๋ซวงยิ้ม
“แล้วทำไมเจ้าถึงมองข้าเช่นนั้น?”
อู๋หมิงพูดอย่างตรงไปตรงมา
“ถึงแม้ข้าจะจำเจ้าไม่ได้
แต่…จิตวิญญาณของข้าจำเจ้าได้
ข้ารู้ว่าเจ้าสำคัญกับข้ามาก
สำคัญมาก…
ไม่สิ สำคัญที่สุด
แล้ว…เจ้าล่ะ?”
จีอู๋ซวงคิดว่านาง
ได้พัฒนาจิตใจจนแข็งแกร่งแล้ว
แต่ในขณะนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความชื้นในดวงตา
นางยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เช่นกัน”
อู๋หมิงยิ้ม และอยากจะไปอยู่ข้างๆจีอู๋ซวง
แต่เขาไม่สามารถออกห่างจากหม้อหลอมปีศาจได้
เพียงแค่ก้าวไปได้สองก้าว ก็ถูก ‘กฎเกณฑ์’ ของหม้อหลอมปีศาจดึงกลับไปแล้ว
หม้อหลอมปีศาจกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ทำตัวดีๆนะ เจ้าหนู อยากออกไปตายหรือไง?”
อู๋หมิงมองจีอู๋ซวงด้วยสีหน้าน่าสงสาร เหมือนลูกสุนัขที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง
จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ แล้วทะยานขึ้นไปหาหม้อหลอมปีศาจ
และโค้งคำนับอย่างเคารพ
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ดูแลอู๋หมิง โปรดรับสิ่งนี้ไว้ด้วย”
จีอู๋ซวงใจกว้างอย่างยิ่ง นางมอบแก่นแท้พลังฮุ่นตุ้นที่เหลือทั้งหมด ให้กับหม้อหลอมปีศาจ
หม้อหลอมปีศาจสามารถกลืนกินพลังฮุ่นตุ้นได้ แต่เป็นการ ‘กลืนกิน’ มากกว่า ‘ชำระล้าง’
และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกลั่นกรอง จนได้แก่นแท้พลังฮุ่นตุ้น
ดังนั้น เมื่อมองไปที่แก่นแท้พลังฮุ่นตุ้น ที่จีอู๋ซวงมอบให้หม้อหลอมปีศาจ ก็กลืนน้ำลายด้วยความอยาก
จะพูดยังไงดี นี่ก็เป็นเหมือนของว่างที่พอช่วยดับความหิวได้
ใครบ้างจะไม่อยากกินสักชิ้นหรือสองชิ้น?
เอาไว้กินฆ่าเวลาก็ยังดี
“สาวน้อย ดูสิว่าเจ้าพูดอะไรออกมา
อะแฮ่ม อะแฮ่ม
ถึงแม้จะไม่มีของขวัญขอบคุณ
ข้าก็จะดูแลเด็กคนนี้เป็นอย่างดี”
“ข้ารู้ แต่นี่เป็นการแสดงความขอบคุณของข้า ข้าก็หวังว่าท่านจะยอมรับมันนะ”
“เอ่อ… เห็นว่าเจ้าเอาใจใส่มาก ข้าก็จะรับไว้ด้วยความยินดี”
เมื่อเห็นว่าแก่นแท้พลังฮุ่นตุ้น ทั้งหมดถูกหม้อหลอมปีศาจกลืนกินไปแล้ว
จีอู๋ซวงก็ไม่ได้รู้สึกเศร้าโศก นางเพียงหันกลับมายิ้มให้อู๋หมิงอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยกมือขึ้น ตบไหล่เขาเบาๆ
“หลังจากนี้ เมื่ออยู่ข้างกายท่านผู้อาวุโส ก็จงตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี”
อู๋หมิงมองดูใบหน้าของจีอู๋ซวง และอดไม่ได้ที่จะจับมือของนางอย่างอ่อนโยน
“ข้าไปกับเจ้าไม่ได้หรือ?”
จีอู๋ซวงตกตะลึง ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี
เด็กหนุ่มพูดต่อ
“ข้ารู้สึกว่าเจ้าคือคนที่สำคัญที่สุดสำหรับข้า แล้วข้าไม่ใช่คนที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าหรอกหรือ?”
จีอู๋ซวงกล่าวอย่างจริงจัง
“เจ้าเป็น… แน่นอนว่าเจ้าเป็น”
พวกเขาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอู๋หมิงหรืออู๋ซวง
ผู้หนึ่งเป็นกระบี่หักๆอันต่ำต้อย ซึ่งค่อยๆเติบโตเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทีละก้าว
ส่วนอีกผู้หนึ่งเป็นตัวหมาก ที่ถูกครอบครัวและสรรพชีวิต ใช้เป็นเครื่องมือโดยค่อยๆค้นพบตัวเอง
ผ่านการฝึกปรือทีละก้าว
นางคือเขา และเขาก็คือนาง
พวกเขาอยู่เคียงข้าง และถือกำเนิดขึ้นมาด้วยกัน พึ่งพาอาศัยกัน
แม้ความตายจะพรากพวกเขาให้แยกจากกัน แต่อู๋หมิงก็ยังคงเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด
ในใจของนาง
ตลอดมา
และตลอดไป…
บทที่ 857: ไร้ชื่อและไร้การจำกัด
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมเจ้าไม่พาข้าไปด้วยล่ะ”
อู๋หมิงรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย น้ำตาเอ่อคลอ
“ทำไมเจ้าถึงไม่ต้องการข้า เป็นเพราะข้าอ่อนแอเกินไปหรือ”
จีอู๋ซวงไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเมื่อได้ยินเช่นนั้น
นางใช้มือทั้งสองข้างจับแก้มของเด็กหนุ่มและลูบเบาๆ
“ก็เพราะเจ้าสำคัญที่สุด ในเมื่อสำคัญที่สุด… ข้าเลยไม่อยากจำกัดเจ้าไว้แค่ข้างกาย
รู้ไหม… การฝึกฝนร่างกาย ท่องเที่ยวรอบโลก เหยียบภูเขาและแม่น้ำ
สัมผัสสายลม สัมผัสเกลียวคลื่น… คือสิ่งที่เจ้าต้องการมาตลอด”
อู๋หมิงไม่เชื่อ
“แต่สิ่งนี้ ทำให้ข้าต้องทิ้งเจ้าไปใช่หรือไม่?”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
จีอู๋ซวงดึงแก้มอู๋หมิงจนยืดออกอย่างแรง
“เจ้าต้องทิ้งข้าไปนั่นแหละ ถูกแล้ว เพราะเจ้ากับข้าต่างก็โหยหาอิสรภาพ แต่การทิ้งข้า ไม่ได้หมายความว่าจะสูญเสียข้าไป
หากวันหนึ่งเจ้าเหนื่อยล้า เจ้าก็กลับมาหาข้าได้เสมอ
อู๋หมิง… นี่คือชื่อของเจ้า”
“ไร้ชื่อ……”
อู๋หมิงพึมพำ
“ใช่แล้ว ไร้ชื่อ และไร้การจำกัด”
ขนตาของอู๋หมิงสั่นเล็กน้อย และทันใดนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะก้าวไปข้างหน้า และกอดจีอู๋ซวงอย่างอ่อนโยน
“เข้าใจแล้ว”
หากจีอู๋ซวงไม่มีประสาทสัมผัสที่ว่องไว นางคงจะพลาดการตอบสนองของเด็กหนุ่มไปแล้ว
จีอู๋ซวงยิ้ม และโอบกอดเด็กหนุ่มไว้ในอ้อมแขน ราวกับว่านางได้ข้ามผ่านกาลเวลา ไปโอบกอดตัวเองในอดีต
ผู้ไม่เป็นที่รัก และไม่เป็นที่คาดหวังของสรรพชีวิต
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม ไปกันเถอะ”
หม้อหลอมปีศาจเอ่ยอย่างไม่พอใจ
ถึงแม้ว่ามหาจอมมารเซียวหลี่จะเป็นคนเชิญมันออกมาในครั้งนี้ แต่ที่จริงแล้วมันมาเพื่ออู๋หมิงต่างหาก
แต่อู๋หมิงเด็กคนนั้น กลับมีแต่จีอู๋ซวงอยู่ในสายตา
จุ๊ๆๆ
บ้าเอ๊ย
หม้อหลอมปีศาจแหวกผนึกห้วงมิติว่างเปล่า
และก่อนที่จะจากไป มันนึกอะไรบางอย่างได้ จึงหันกลับมาหาจีอู๋ซวง
“เจ้าก็อย่าเอาแต่บอกเจ้าเด็กคนนี้ ตัวเจ้าเองก็ต้องฝึกฝนให้ดี อย่าทำให้ความคาดหวังของพวกข้าสูญเปล่าเล่า”
จีอู๋ซวงกระพริบตาโต พูดอย่างไร้เดียงสา
“ถึงแม้ว่าข้าจะอยากฝึกฝนให้ดี ข้าก็ไม่มีคู่ต่อสู้หรือสถานที่เลยนี่นา”
เมื่อหม้อหลอมปีศาจได้ยิน ก็รู้ทันทีว่านางคิดจะขูดรีดตน จึงถามอย่างระมัดระวัง
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ในฐานะอาวุธศักดิ์สิทธิ์โบราณ ท่านคงมีสิ่งที่ไม่ธรรมดาอยู่บ้างไม่ใช่หรือ
ในตอนนั้น เพื่อให้ข้าได้ฝึกฝน ผู้อาวุโสเซวียนหยวนถึงกับเปิดสุสานเซวียนหยวนให้ข้าโดยเฉพาะ
ด้วยความเอาใจใส่ของท่าน
ข้ามั่นใจว่าท่านจะต้องไม่ด้อยไปกว่าผู้อาวุโสเซวียนหยวนแน่”
หม้อหลอมปีศาจลอบสาปแช่งอยู่ในใจ
เจ้ากระบี่เฒ่าเซวียนหยวนนี่ โอ๋จีอู๋ซวงมากเกินไปแล้ว!
แม้แต่สุสานเซวียนหยวนก็ยังเปิดให้!
“เอาล่ะ เลิกประจบข้าสักที ข้าไม่หลงกลเจ้าหรอกนะ”
“แล้วท่านผู้อาวุโส หลงกลวิธีแบบใดหรือ?”
“…ยัยหนูน้อยนี่ ข้าไม่หลงกลอะไรทั้งนั้น”
“ผู้อาวุโส……”
“ผู้อาวุโส……”
จีอู๋ซวงและอู๋หมิง แสดงสีหน้าน่าสงสารออกมาพร้อมกัน ทำให้หม้อหลอมปีศาจชะงักงันไปทันที
“พอเถิด พอเถิด ข้าจะให้สิ่งนี้แก่เจ้า”
หม้อหลอมปีศาจโยนยันต์ให้จีอู๋ซวง
“นี่คือยันต์ที่สามารถนำไปสู่สมรภูมิรบโบราณได้ หากเจ้าติดคอขวด และไม่สามารถทะลวงผ่านได้
จงไปดู
แต่จงจำไว้ ยันต์นี้มีอายุเพียงหนึ่งวัน
หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน เจ้าต้องกลับ
หากเจ้ากลับมาไม่ทัน เจ้าก็ไม่สามารถกลับมาได้อีกแล้ว”
ของขวัญชิ้นนี้ เกินความคาดหมายของจีอู๋ซวงไปมาก
นางรีบเก็บยันต์นั้น และพูดด้วยรอยยิ้ม
“ท่านผู้อาวุโสใจดีที่สุดเลย ขอบพระคุณท่านมาก”
หม้อหลอมปีศาจเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามทันที
“เจ้าพูดอีกครั้งได้ไหม?”
จีอู๋ซวงไม่เข้าใจ แต่ก็ยังทวนซ้ำอย่างเชื่อฟัง
จากนั้นหม้อหลอมปีศาจก็หัวเราะอย่างมีความสุข
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าบันทึกไว้แล้ว ข้าจะเอากลับไปให้กระบี่เฒ่าเซวียนหยวนดู ข้าคือผู้อาวุโสที่เจ้าชื่นชมที่สุด!”
พูดจบ หม้อหลอมปีศาจก็หายเข้าไปในผนึกห้วงมิติว่างเปล่า พร้อมกับอู๋หมิง
ทิ้งไว้เพียงจีอู๋ซวงที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเพราะสายลม
จีอู๋ซวง “???”
อะไรกัน?
อายุเท่าไหร่กันแล้ว เหตุใดถึงยังสนุกกับการสร้างความแตกแยกให้ผู้อื่นอย่างนี้เล่า?
ในที่สุด เมื่อผู้คนที่ขวางทางออกไปหมดแล้ว เซียวหลี่ก็ปัดฝุ่นที่ไม่เคยมีอยู่บนร่างกายของนาง
เดินไปหาจีอู๋ซวงอย่างช้าๆ และถามเบาๆ
“เจ้าต้องการจะอยู่ต่อ หรือจะไปที่นั่น?”
จีอู๋ซวงยังไม่ทันได้เข้าใจ
“ไปที่ใด?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นดินแดนของเผ่าพันธุ์มนุษย์”
จีอู๋ซวงยิ้ม
“ท่านหมายถึง ‘กลับไป’ หรือ?”
“นั่นไม่เหมือนกัน”
เซียวหลี่มองจีอู๋ซวงด้วยสายตาเรียบเฉย
“เจ้าเป็นศิษย์ของเขา ที่นี่คือบ้านของเจ้า ถ้าเจ้าจะใช้คำว่า ‘กลับ’ เจ้าก็ควรพูดว่า ‘กลับสู่แดนปีศาจ’ นั่นถึงจะถูกต้อง”
จีอู๋ซวงหัวเราะลั่น พูดด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ว่าจะเป็นแดนปีศาจหรือแดนเทพ ทั้งสองก็เป็นบ้านของข้า…”
เพราะทั้งสองแห่ง ต่างก็มีเหล่าผู้อาวุโสที่รักและห่วงใยนาง รวมไปถึงญาติพี่น้องและมิตรสหายของนาง
เซียวหลี่เงียบไปครู่หนึ่ง
“แล้วแต่เจ้าเถิด หากประสบกับความยากลำบาก ก็จงมาหา…ข้า
อย่าได้ฝืนทนแบกรับไว้คนเดียว เหมือนเช่นครั้งนี้อีก”
“เจ้าค่ะ”
“อืม”
เซียวหลี่จ้องมองจีอู๋ซวงอย่างลึกซึ้ง และในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนาง
“เจ้าทำได้ดีมาก ขอบคุณ”
ขอบคุณที่ปกป้องบ้านเกิด และความหวังของเขา
จีอู๋ซวงเหลือบมองเขาปีศาจ ที่ฝังอยู่ตรงหน้าอกของเซียวหลี่ แล้วหัวเราะเบาๆ
“ถ้าหากท่านเบื่อ มาพูดคุยกับข้าได้นะเจ้าคะ”
การเคลื่อนไหวของเซียวหลี่ชะงักไปเล็กน้อย นางดึงมือกลับ
ก่อนจะแสดงสีหน้าเย็นชาและหยิ่งทะนงเช่นเดิม
“อย่าพูดไร้สาระ มหาจอมมารอย่างข้า จะรู้สึกเบื่อได้อย่างไร ข้ามีภาระหน้าที่ที่สำคัญและยุ่งยิ่งนัก ข้าไปล่ะ”
“แล้วพบกันใหม่เจ้าค่ะ อาจารย์แม่”
คำว่า “อาจารย์แม่”
ได้ผลดีจนทำให้เซียวหลี่ดูประหม่า
นางหันกลับมาตวัดสายตาใส่จีอู๋ซวง ก่อนจะทะยานร่างหายไป
จีอู๋ซวงรู้สึกเหมือนกับว่าตอนนี้นาง ต้องคอยต้อนรับแขก และส่งแขกทีละคน
ในที่สุด จีอู๋ซวงก็มองไปที่หยาจื้อ
“ผู้อาวุโสมีคำแนะนำอะไรหรือไม่?”
หยาจื่อตอบอย่างหงุดหงิด
“ข้าไม่มี แต่ฉื่อเรียกเจ้ากลับไป”
ดินแดนไร้ขอบเขต?!
นางต้องกลับไปแน่นอน
“งั้นไปกันเถอะ”
“อืม”
หยาจื้อให้เทียนอู่และทุนอู่ เผยร่างที่แท้จริง
และพาจีอู๋ซวงกับคนอื่นๆ ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า…
จีอู๋ซวงหันกลับไปมองท้องทะเลเบื้องล่าง ระลอกคลื่นเป็นประกายระยิบระยับ
แสงสีทองส่องสว่าง ท้องทะเลที่เชื่อมท้องฟ้าและผืนดินเข้าด้วยกัน งดงามอย่างยิ่ง
แตกต่างจากทะเลปีศาจซวีมี่ ที่นางเคยเห็นในครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง
จากนี้ไป ทุกชีวิตในท้องทะเลแห่งนี้ จะได้เริ่มต้นใหม่ ดียิ่งนัก
นางโบกมือให้ทะเลเบื้องล่าง
“หากมีวาสนา คงได้พบกันอีก”
“ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการฝึกฝน”
…..
เมื่อจีอู๋ซวงพูดจบ ผิวน้ำทะเลที่เดิมสงบ ก็เริ่มกระเพื่อมอย่างรุนแรง
เสียงระเบิดดังขึ้น ราวกับกำลังบอกลา และอวยพรให้นางไปพร้อมกัน
……
เมื่อจีอู๋ซวงก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนไร้ขอบเขตอีกครั้ง
นางแทบจะคิดว่าตนเองเห็นภาพหลอน เพราะภาพตรงหน้าแตกต่างจากความทรงจำของนาง ราวกับ ‘ฟ้ากับเหว’
ดอกไม้ทุกที่ที่สายตามองไป ล้วนเต็มไปด้วยดอกไม้
ดอกไม้มากมายดั่งท้องทะเล บานสะพรั่งเต็มทุ่งกว้าง
แม้แต่เสาฟ้าเก้ามังกรที่อยู่ไกลสุดขอบฟ้า ก็ยังถูกพันเลื้อยไปด้วยดอกไม้หลากสี
“นี่มัน…”
จีอู๋ซวงหันกลับมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“เสี่ยวกั๋ว อาจารย์ของเจ้าและคนอื่นๆ ที่แท้เป็นมังกรดอกไม้หรือ?”
ฉูดฉาดเช่นนี้ จะเรียกมังกรปีศาจไปไย
สู้เรียกมังกรดอกไม้เสียเลยจะดีกว่า
เว่ยกั๋วก็งงงวย เกาท้ายทอยพลางกล่าว
“นี่… ข้าอยู่ที่นี่มาก็หลายปีแล้ว แต่เพิ่งเคยเห็นดอกไม้บานสะพรั่งปกคลุมท้องฟ้าเช่นนี้เป็นครั้งแรก…”
“อาจารย์ของเจ้าเล่า?”
“รอสักครู่ ข้าจะเรียกอาจารย์”
เว่ยกั๋วกำลังจะตะโกน
แต่ทันใดนั้น สายลมบริสุทธิ์ก็พัดโชยมาจากที่ไกลๆ
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้น พบมังกรยักษ์เก้าตัว บินวนอยู่บนท้องฟ้า ทิ้งร่องรอยลึกไว้ในอากาศ
ภายในร่องรอยนั้น เปล่งประกายดาวระยิบระยับ
ราวกับร่องรอยศักดิ์สิทธิ์ ที่ทอดผ่านจักรวาลยุคบรรพกาล พร้อมเสียงคำรามดังก้อง
มังกรยักษ์ทั้งเก้าพุ่งลงมาจากฟากฟ้า และหยุดอยู่ตรงหน้าจีอู๋ซวง
จากนั้น พวกมันก็แปรเปลี่ยนเป็นมนุษย์เก้าร่างที่มีบุคลิกแตกต่างกัน
จีอู๋ซวงจำพวกเขาได้ทันที จากกลิ่นอายที่แผ่ออกมา
“เจ้าใหญ่ เจ้ารอง เจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้า เจ้าหก เจ้าเจ็ด เจ้าแปด เจ้าเก้า
เป็นพวกเจ้าหรอกหรือ พวกเจ้านี่…”
เหล่ามังกร “……”
ไม่จำเป็นต้องเรียกทีละตัวหรอก ช่างน่าอึดอัดเสียจริง
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม”
ลูกมังกรตัวแรก หรือ ‘เจ้าใหญ่’ กระแอมเบาๆ
“ข้าเชื่อว่าเจ้าคงเห็นแล้ว พวกข้าไม่ใช่ลูกมังกร พวกข้าเพียงแต่ไม่สามารถรักษาร่างแท้จริงไว้ได้ เพราะต้นผลไม้วิญญาณปีศาจเหี่ยวเฉา ที่จริงแล้วพวกข้าคือ…”
บทที่ 858: จักรพรรดิมนุษย์ที่แยกแยะเรื่องส่วนตัวไม่ได้
เจ้าใหญ่ทอดสายตาไปยังที่ห่างไกล
เสาฟ้าทั้งเก้าที่เหล่ามังกรปีศาจแบกรับไว้ปรากฏขึ้นมาลางๆ
ค้ำจุนทั่วทั้งดินแดนไร้ขอบเขต รวมถึงดินแดนทั่วหล้าที่แผ่ขยายออกไปจากดินแดนไร้ขอบเขต
จีอู๋ซวงกล่าวอย่างจริงจัง
“ที่จริงผู้น้อยก็เดาตัวตนของเหล่าท่านผู้อาวุโสได้มาสักพักแล้ว”
ผู้คนในแดนปีศาจต่างพูดกันว่า ดินแดนไร้ขอบเขตที่ถูกมังกรปีศาจยึดครองนั้นอันตรายนัก
แต่เมื่อจีอู๋ซวงได้ย่างกรายเข้ามา กลับพบว่าที่นี่ไม่ใช่ดินแดนของมังกรปีศาจ
หากแต่เป็นดินแดนที่เงียบสงัดมากกว่า เพราะมังกรปีศาจที่แท้จริงที่นี่ มีเพียง ‘ลูกมังกร’ เหล่านี้
นอกจากพวกมัน ก็มีเพียงแต่ฉื่อ ฉื่อและหมิงจื่อ ต่างก็เป็นหุ่นเชิด
พูดให้ถูกต้องคือพวกเขาแทบจะไม่นับว่าเป็น ‘สิ่งมีชีวิต’ ด้วยซ้ำ
แม้แต่คลื่นพลังของมังกรน้อยทั้งเก้าก็แปลกประหลาด
แม้แต่เว่ยกั๋วที่ฝึกฝนอยู่ที่นี่ ความจริงแล้วก็ดูดซับพลังจากแดนปีศาจ
ดังนั้นจีอู๋ซวงจึงคาดเดาว่า…
ที่นี่แต่เดิมเป็นดินแดนที่ตายไปแล้ว โอสถเสริมพลังชีวิตเพียงหนึ่งเดียว ในดินแดนแห่งนี้
ก็คือต้นผลไม้วิญญาณปีศาจ…
ดังนั้นเมื่อผลไม้วิญญาณปีศาจตายไป พลังของเก้ามังกรที่ค้ำจุนเสาฟ้า ก็ค่อยๆเหี่ยวแห้งตามไปด้วย
เจ้าใหญ่ไม่คาดคิดว่า จีอู๋ซวงจะหยั่งรู้ได้ลึกซึ้งเช่นนี้ จึงหันมามองจีอู๋ซวง พลางยิ้มน้อยๆ
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องขอบคุณเจ้า”
จีอู๋ซวงรีบกล่าว
“ไม่หรอก ในอดีตข้าก็เคยไปสมรภูมิรบจุดจบแห่งสรรพสิ่งมาก่อน หากไม่มีการเสียสละ
ของบรรดาผู้อาวุโสมังกรน้อย ที่ค้ำจุนสมรภูมิรบจุดจบแห่งสรรพสิ่งเอาไว้ พวกเราคงถูกสมรภูมิดินแดนโกลาหลกลืนกินไปนานแล้ว
หากจะขอบคุณ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณบรรดาผู้อาวุโสมังกรน้อย”
“…แค่กๆ ขอเจรจาหน่อย”
“ผู้อาวุโสมังกรน้อย โปรดว่ามา”
“เจ้าไม่เรียกพวกข้าว่ามังกรน้อยได้หรือไม่”
“งั้น…เจ้าใหญ่?”
เจ้าใหญ่ยกมือขึ้นกุมขมับ
“ช่างเถอะ ตามใจเจ้า”
หลังจากทิ้งคำพูดนั้นไว้ เจ้าใหญ่ก็ส่งเสียงคำรามดังก้อง แปลงร่างเป็นมังกรอีกครั้ง แล้วกระโจนขึ้นฟ้า
เงาร่างมังกรอันใหญ่โต บดบังทั้งฟ้าและดิน แต่กลับยื่นกรงเล็บออกมาอย่างระมัดระวัง แตะที่หว่างคิ้วของจีอู๋ซวงเบาๆ
“พวกข้าได้กลายเป็นเสาฟ้ามานับพันปีแล้ว บนตัวก็ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้เจ้าได้ ขอมอบญาณพิเศษนี้ เป็นของขอบคุณแทนก็แล้วกัน”
“ขอให้สหายน้อย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เวลาใด จงอย่าได้ลืมเลือนเส้นทางกลับคืน”
ทิ้งคำพูดนั้นไว้ วิญญาณมังกรทั้งเก้าก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะดำดิ่งเข้าสู่เสาฟ้าทั้งเก้า ที่เชื่อมต่อระหว่างสวรรค์และพื้นพิภพอีกครั้ง
สายลมอันไร้ที่สิ้นสุด พัดผ่านร่างของจีอู๋ซวง
นางยืนมองดวงดาวมากมาย ที่จมหายเข้าไปในเสาฟ้าเก้ามังกรอย่างเงียบงัน
หัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้
เมื่อเห็นจีอู๋ซวงยืนนิ่งเช่นนั้นเป็นเวลานาน ฉื่อก็ค่อยๆเดินมาหยุดข้างกายนาง
“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
“วิญญาณของพวกมัน… ไม่อาจร่วงหล่นได้หรือ?”
“ไม่ได้”
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะเสาฟ้าเก้ามังกร จะสามารถกดทับความชั่วร้ายอันน่าสะพรึงกลัวและไร้รูปลักษณ์ ของพลังฮุ่นตุ้นจากสมรภูมิดินแดนโกลาหลได้นั้น ต้องอาศัยวิญญาณมังกร มีเพียงวิญญาณเทวะที่แข็งแกร่ง ดุดัน ศักดิ์สิทธิ์ และสูงส่งที่สุดแห่งสวรรค์และพื้นพิภพเท่านั้น จึงจะมีพลังเช่นนี้ได้”
“แล้ววิญญาณเทวะของพวกมัน… จะไม่ได้รับผลกระทบหรือ?”
“แน่นอนว่าได้รับ”
น้ำเสียงของฉื่อทุ้มต่ำ
“เดิมทีพวกมันไม่ใช่มังกรปีศาจ แต่เป็นมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่แบกรับพลังปีศาจมากมายเช่นนี้ ก็เพราะต้องกลืนกินเข้าไป”
ดวงตาของจีอู๋ซวงหรี่ลง
“หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป วิญญาณเทวะจะไม่ถูกกลืนกินหรือ?”
“ถูกกลืนกิน”
“แล้วตอนนั้นจะทำเช่นไร?”
“เปลี่ยนชุดใหม่”
จีอู๋ซวงพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ หรือว่า… วิญญาณมังกรในเสาฟ้าเก้ามังกร
ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป?!
นางหันไปมองฉื่อด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
“ท่านหมายความว่า… วิญญาณมังกรข้างใน…”
“ใช่ หากวิญญาณมังกรดวงใด ถูกมลทินครอบงำจนหมดสิ้น มันก็จะสลายตัวไป จากนั้นจะมีวิญญาณมังกรดวงใหม่มาแทนที่”
“ไม่เพียงแต่เสาฟ้าเก้ามังกรของเผ่าเราเท่านั้น แม้แต่เสาฟ้าเก้าวิหคของเผ่าเฟิ่งก็เช่นกัน และผลไม้วิญญาณปีศาจนี้ สามารถดูดซับความชั่วร้าย
จากวิญญาณมังกรในเสาฟ้าเก้ามังกร ทำหน้าที่ชำระล้างมลทิน”
จีอู๋ซวงขมวดคิ้ว มองไปยังเสาฟ้าเก้ามังกรด้วยความรู้สึกซับซ้อน
“ท่าน… คือตัวสำรองคนต่อไป ของเผ่ามังกรใช่หรือไม่?”
“ใช่”
“ท่านอาหมิงจื่อ ก็เป็นตัวสำรองคนต่อไปของเผ่าเฟิ่งใช่หรือไม่?”
“เรื่องนี้ข้าไม่ทราบ”
ฉื่อหัวเราะเบาๆ
“แต่เขาทำพันธสัญญากับผู้อื่นไปแล้ว ดังนั้นคงไม่ได้ไปเติมเต็มเสาฟ้าเก้าวิหคหรอก”
จีอู๋ซวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“ท่าน… ไม่รู้สึกไม่พอใจหรือ?”
“ไม่พอใจเรื่องอะไร?”
“อ๋อ เจ้าหมายถึงการไปเติมเต็มเสาฟ้าเก้ามังกรหรือ?”
“ใช่”
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววลึกล้ำ
“ท่านไม่เกลียดชัง พวกที่ทำให้ท่านต้องทนทุกข์ทรมานหรือ? ทำไม… เหล่าสรรพชีวิตที่ไม่รู้ความจริง ถึงได้รับการปกป้องจากพวกท่านอย่างสบายใจ ท่านไม่เคยสงสัยเช่นนี้บ้างหรือ?”
ฉื่อหัวเราะ พลางยกมือลูบศีรษะจีอู๋ซวง
“แน่นอนว่าเคยสงสัย แต่ถึงไม่มีข้า เสาฟ้าของเผ่ามังกร ก็ต้องมีวิญญาณมังกรตนอื่นมาเติมเต็มอยู่ดี
พูดตรงๆ การเสียสละของข้า ไม่ได้ทำเพื่อตัวข้าเพียงผู้เดียว
เพราะข้ารู้ว่า เบื้องหลังข้ายังมีอีกนับพันนับหมื่นคน อีกทั้งในอดีต ข้าก็เติบโตมาภายใต้การปกป้อง การอวยพร และความรักอันไม่เห็นแก่ตัวเช่นกัน”
จีอู๋ซวงยืนนิ่ง ไม่อาจตั้งสติได้เป็นเวลานาน
ฉื่อไม่ได้เร่งรัดให้นางเข้าใจ เพียงแค่เรียกเว่ยกั๋วมา
เว่ยกั๋วไม่รู้ว่าอาจารย์กับพี่สาวของนางคุยอะไรกัน เมื่ออาจารย์เข้ามา รอบตัวพี่สาวกับอาจารย์ ก็ราวกับมีม่านกั้นขึ้นมา ทำให้นางมองไม่เห็นสิ่งใดเลย
แม้แต่เสาฟ้าเก้ามังกรที่อยู่สุดขอบฟ้า ก็มองไม่ชัด…
เมื่อฉื่อตะโกนเรียก เว่ยกั๋วจึงรีบวิ่งเข้าไปหา
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มสดใสไร้กังวลของเว่ยกั๋ว จีอู๋ซวงก็พลันเข้าใจ
ความนัยแฝงในคำพูดของฉื่อขึ้นมาทันที
…….
แดนเทพ
ตลาดผีที่พังทลาย ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ทีละน้อย
แต่หากต้องการให้กลับคืนสู่ความรุ่งเรืองดังเดิม ก็ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ
แผงขายของที่แต่ก่อน เต็มไปด้วยของหายาก บัดนี้กลับมีเพียงของเล็กๆน้อยๆที่ไม่มีผู้ใดต้องการ วางอยู่อย่างกระจัดกระจาย
ค่ายกลเคลื่อนย้ายของตลาดผีเปิดขึ้น มีคนเดินออกมาจากข้างใน
พ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผง ต่างเงยหน้าขึ้นมอง
เมื่อเห็นว่าเป็นกลุ่มชายหนุ่มในชุดศึก ต่างก็เกิดความระแวดระวัง
ชุดศึก
ดังชื่อที่เรียก มันคือชุดที่มีสิทธิ์สวมใส่ได้เฉพาะยามออกรบออกศึกเท่านั้น และในใต้หล้านี้ มีเพียงที่เดียวที่สามารถเรียกว่า ‘สนามรบ’ ได้
นั่นก็คือทะเลแห่งสมรภูมิดินแดนโกลาหล
ณ อีกฟากของทะเล สัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่านับไม่ถ้วนจะหลั่งไหลลงมา ราวกับปีศาจที่ล่าชีวิต บุกเข้ามาไม่มีที่สิ้นสุด
จะเห็นเผ่าพันธุ์ต่างๆในใต้หล้ารวมกำลังกันเป็นหนึ่งเดียว ร่วมแนวรบต่อต้านศัตรูได้ก็เพียงแต่ในทะเลแห่งสมรภูมิดินแดนโกลาหลเท่านั้น
ดังนั้น ชุดศึกจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังและเกียรติยศ
นักรบในชุดศึกที่เปื้อนคราบเลือดหลายคน ขมวดคิ้วและพูดอย่างครุ่นคิด
“แดนเทพ? ทำไมถึงส่งพวกเรามายังที่ห่างไกลเช่นนี้”
“เฮ้อ ข้านึกว่าถ้าได้ไปโลกใหญ่ บางทีอาจจะได้เติมเสบียงสักหน่อย”
“อย่าเลือกมากไปเลย แดนเทพก็คือแดนเทพนั่นแหละ ยังดีกว่าไปอยู่มิติชั้นล่างอีก”
“ก็จริง”
ชายที่เป็นหัวหน้า แม้จะมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ที่ขมับกลับมีลวดลายคล้ายขนนก
ดวงตาเป็นวงรีแนวตั้งใสกระจ่าง รูปร่างสง่างาม
เมื่อเขายิ้มบางๆ พ่อค้าแม่ค้าแผงลอยรอบข้าง ต่างพากันมึนงง ราวกับล่องลอยอยู่บนเมฆ
“สหายทั้งหลาย ขอถามว่าจะไปยังโลกใหญ่เฉียนอวิ๋น โลกใหญ่เซินหลัว หรือโลกใหญ่ว่านซิงได้อย่างไร”
พ่อค้าแผงลอยที่อาวุโสที่สุดลุกขึ้นยืน คำนับกล่าวอย่างนอบน้อม
“ขออนุญาตถาม… ท่านทั้งหลายจะไปสามโลกใหญ่หรือ?”
“ถูกต้อง”
“เอ่อ… หรือว่าท่านทั้งหลายจะรออีกสักพัก ตอนนี้เรือข้ามมิติจากแดนเทพไปยังสามโลกใหญ่ หยุดให้บริการทั้งหมดแล้ว”
“เพราะเหตุใด”
“อ๋อ เพราะว่าจักรพรรดิของพวกเราจะไปรับองค์หญิง”
เหล่านักรบต่างเผ่าพากันงุนงง
พวกเขารู้ว่ามนุษย์มีจักรพรรดิองค์ใหม่ แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งมนุษย์ผู้นี้มีพละกำลังเพียงใด
ประการแรก เพราะไม่มีผู้ใดกล้าท้าทาย จักรพรรดิองค์ใหม่แห่งมนุษย์ เว้นเสียแต่ว่าเบื่อชีวิตแล้ว
ประการที่สอง เพราะในช่วงพันปีที่ผ่านมา ผู้ที่รับหน้าที่คุ้มครอง สมรภูมิดินแดนโกลาหล คือเผ่าสวรรค์และเผ่าปักษา
ดังนั้น จึงยังไม่ถึงเวลาที่จักรพรรดิแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์จะได้ออกโรง
แม้พวกเขาอยากเห็น ก็ไม่มีโอกาสได้เห็น
เนื่องจากผู้ที่ออกรบในครั้งนี้คือเผ่าปักษาและเผ่าสวรรค์ ดังนั้นเหล่านักรบที่มาถึงที่นี่
ผ่าน ‘วิชาลับคุ้มครองชีวิต’ จึงล้วนเป็นนักรบจากสองเผ่านี้
สองเผ่านี้มักถือตัวว่าเป็นเชื้อสายแห่งสวรรค์ จึงดูถูกเผ่าอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือปีศาจ ที่พวกเขามองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ ‘ธรรมดา’ ‘สามัญ’ เมื่อได้ยินว่า จักรพรรดิมนุษย์ เรียกเรือข้ามมิติทั้งหมดไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน พวกเขาจึงยิ่งดูแคลนจักรพรรดิมนุษย์ผู้นี้มากขึ้น
ช่างน่าขยะแขยง
จักรพรรดิมนุษย์ที่แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวมไม่ออก บารมีในหมู่มนุษย์ คงไม่มากเท่าไหร่
ชาวเผ่าปักษาผู้หนึ่งกล่าวว่า
“การกระทำเช่นนี้ของจักรพรรดิ จะไม่ทำให้ผู้อื่นไม่พอใจหรือ?”
เจ้าของแผงยิ้มตอบ
“แน่นอนว่าไม่หรอก พวกเราก็หวังว่าองค์หญิง จะกลับมาเร็วๆเหมือนกัน
ที่จริง ถ้าไม่ใช่เพราะเรือข้ามมิติบรรทุกคนได้จำกัด พวกเราก็อยากไปดูด้วยเหมือนกัน”
ทุกคนยิ่งงุนงงมากขึ้น
นี่… องค์หญิงจากเผ่ามนุษย์เพียงผู้เดียว ถึงกับ ‘เป็นที่รักใคร่’ ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
บทที่ 859: จะมีคนตกลงจากฟ้ามาสั่งสอนข้าหรือ?
ชายผู้เป็นหัวหน้าหรี่ตาลงพลางกล่าว
“องค์หญิงของพวกเจ้าเป็นผู้วิเศษมาจากที่ใดกัน? เหตุใดก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินผู้ใดกล่าวถึงมาก่อน?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เจ้าของแผงก็ไม่รีรออีกต่อไป เขารีบตอบว่า
“องค์หญิงของพวกเราเป็นผู้ที่เก่งกาจหาที่เปรียบไม่ได้ตั้งแต่กำเนิดเลยทีเดียว!”
“อ้อ? เป็นความจริงหรือ?”
“แน่นอน!”
“แล้วการบ่มเพาะของนางถึงขั้นเซียนแล้วหรือ?”
หากไม่ได้บรรลุถึงขั้นเซียน มนุษย์เหล่านี้จะยกย่องนางถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
“เรื่องนั้น...ยังไม่ถึงหรอก ครั้งล่าสุดที่ทราบมา เพิ่งจะทะลวงถึงขั้นเสินจุนเท่านั้น”
“งั้น...องค์หญิงของพวกเจ้าเชี่ยวชาญศาสตร์บำเพ็ญเพียรทั้งหกแขนงใช่หรือไม่?”
“เอ่อ เรื่องนั้นน่ะ...จะว่าเชี่ยวชาญก็ไม่ใช่ พอรู้บ้างเล็กน้อย”
เจ้าของแผงเริ่มมีเหงื่อเย็นผุดที่หน้าผาก ด้วยว่าวีรกรรมการระเบิดเตาหลอม ทำลายลานฝึกยุทธ์ขององค์หญิง พวกเขายังจำได้แม่นยำจนถึงทุกวันนี้
“แล้วองค์หญิงของพวกเจ้ารักราษฎรดั่งบุตรหรือไม่?”
“หา? ก็ไม่นับว่าใช่...”
เมื่อใดที่องค์หญิงโกรธ นางสามารถถล่มบ้านเรือนผู้คนได้ทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าไม่เกี่ยวกับการรักราษฎรดั่งบุตรแต่อย่างใด
เหล่านักรบ “...”
ไม่ใช่ทั้งนั้นทั้งนี้ สมกับที่คิดไว้ จักรพรรดินีมนุษย์ผู้นี้คงเป็นผู้ที่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตน
ดูท่าว่าต่อไปในการติดต่อกับจักรพรรดินีมนุษย์ พวกเขาต้องระมัดระวังตัวเอาไว้บ้างแล้ว
เจ้าของแผงรู้สึกตัวทีหลังและรู้สึกว่าตนเองคงได้ทำลายชื่อเสียงขององค์หญิงไปแล้ว จึงพยายามอธิบายสุดความสามารถ
“อย่างไรก็ตาม องค์หญิงของพวกเรานั้นเก่งกาจมาก ทำให้นักพรตทั้งหมดในแดนเทพและโลกใหญ่ทั้งสามต่างเคารพนบนอบนาง”
บรรดานักรบที่มาต่างรู้สึกดูแคลนมากขึ้น
ดูเหมือนว่าจักรพรรดิคนใหม่ของมนุษย์นี้ ไม่เพียงแต่มีการกระทำที่เผด็จการ แต่ยังทิ้งรอยแผลในความคิดของเหล่าสรรพชีวิตที่น่าสงสาร แม้แต่คำพูดไม่ดีเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับองค์หญิงก็ไม่อาจพูดได้ นี่มันเผด็จการโดยแท้!
ช่างเถอะ
จักรพรรดิมนุษย์เช่นนี้ องค์หญิงเช่นนี้ พวกเขาจะไปเข้าเฝ้าหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว
“ขอบคุณสหายที่แจ้งให้ทราบ”
ชายที่เป็นหัวหน้าคำนับให้เหล่าเจ้าของแผงลอย แล้วพาเหล่านักรบเดินจากไปอย่างสง่างาม
เจ้าของแผงผู้นั้นร้อนใจยิ่งนัก
“ข้าพูดจริง ข้าไม่ได้หลอกพวกท่าน องค์หญิงของพวกเราดีมากๆเลย! ดีจนไม่รู้จะดีอย่างไรแล้ว! องค์หญิงของพวกเรานอกจากการบ่มเพาะไม่สูง ศาสตร์ทั้งหกไม่เก่ง และนิสัยดุหน่อยแล้ว ก็ไม่มีข้อบกพร่องอะไรเลยจริงๆ!”
เจ้าของแผงลอยคนอื่นๆทนไม่ไหวแล้ว ต่างพากันเข้าไปเตะเขาคนละที
“เจ้าหุบปากไปเถอะ!”
“ชื่อเสียงขององค์หญิงถูกเจ้าทำลายจนหมดแล้ว!”
“เจ้านี่น่าชิงชังจริงๆ!”
……
เหล่านักรบเหล่านี้แต่เดิมเตรียมจะเดินทางไปเติมเสบียงที่โลกใหญ่ แล้วหาทางกลับไปพักฟื้นที่เผ่าของตนเอง แต่บัดนี้ไร้ซึ่งเรือข้ามมิติ พวกเขาจึงทำได้เพียงรอคอยอยู่ในแดนเทพเท่านั้น
วิชาลับเคลื่อนย้ายเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ จึงไม่อาจใช้มันอย่างไม่ระมัดระวังได้
เพียงแค่รอสักหน่อยเท่านั้น ถือว่าเป็นการปรับสภาพร่างกายไปด้วย
โชคดีที่แดนเทพกว้างใหญ่ไพศาล พวกเขาจึงไม่กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งกับพวกนักพรตมนุษย์ เพียงรอให้ผู้อาวุโสเผ่าปักษาหายดีจากอาการบาดเจ็บ พวกเขาก็จะสามารถข้ามผนึกห้วงมิติว่างเปล่าได้อีกครั้ง
ในที่สุดนักรบเหล่านี้ก็เลือกแดนลับที่มีภูเขาล้อมรอบแห่งหนึ่งเป็นที่พักฟื้น
ในแดนลับนี้มีเสียงนกร้องและดอกไม้หอม หญ้าและต้นไม้เขียวขจี ปราณวิญญาณก็อุดมสมบูรณ์
แม้แต่ชาวสวรรค์และเผ่าปักษาที่เลือกมากยังต้องยอมรับว่าทรัพยากรของมนุษย์นั้นมีมากกว่าพวกเขามากนัก
โดยเฉพาะแดนเทพนี้...
ช่างชวนให้หลงใหลจริงๆ
“โลกที่งดงามเช่นนี้ กลับถูกปกครองโดยจักรพรรดิเผด็จการเช่นนี้ ถึงขั้นยึดเอาเรือข้ามมิติไปทั้งหมดเพื่อธิดาของตน ข้าเกรงว่าจักรพรรดิเผด็จการผู้นี้คงจะหยิ่งผยองได้ไม่นานนัก”
“ซือซ่ง อย่าพูดจาเหลวไหล”
“ข้าหาได้พูดเหลวไหลไม่ ข้าเพียงแต่พูดความจริงเท่านั้น”
หญิงสาวชาวสวรรค์นามว่าซือซ่งแค่นเสียงเย็นชา
“หากมิใช่เพราะบรรพบุรุษของพวกเราให้ความเมตตาในอดีต วันนี้แดนเทพนี้จะเป็นของพวกเราชาวสวรรค์หรือของมนุษย์ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอีกยาว”
ด้านข้าง หญิงสาวนามว่าซือหย่าเอ่ยเสียงเย็น
“เจ้าปากไม่มีหูรูดเช่นนี้ สักวันต้องหาเรื่องเดือดร้อนแน่”
ซือซ่งหัวเราะเยาะ
“หาเรื่องเดือดร้อน? เจ้าบอกข้าซิว่าข้าจะหาเรื่องเดือดร้อนอะไร หรือจะมีคนตกลงจากฟ้ามาสั่งสอนข้า...”
ยังพูดไม่ทันจบ บนท้องฟ้าก็มีคลื่นพลังสั่นสะเทือน พร้อมกับเสียงผู้หญิงที่ดังมาอย่างร้อนรน
“ด้านล่างมีคนหรือ? รีบหลบเร็ว…”
ทุกคนต่างตกใจและพากันเงยหน้ามอง
เห็นเพียงแสงสีขาววาบผ่าน
มีบางสิ่งร่วงลงมากระแทกร่างของซือซ่งอย่างแรง
กร๊อบ กร๊อบ...
ทุกคนได้ยินแม้กระทั่งเสียงกระดูกของซือซ่งที่แตกหัก
ต้องรู้ว่าแม้พลังของซือซ่งจะไม่แข็งแกร่ง แต่ก็มีปฏิกิริยาว่องไวยิ่ง อีกทั้งยังมีพลัง ‘การรับรู้สถานการณ์’ ในสนามรบ และยังสวมชุดศึกซึ่งล้วนเป็นอาวุธวิเศษระดับกึ่งเซียน
แต่บัดนี้...
กลับถูกผู้ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากที่ใดตกใส่จนไม่รู้เป็นไม่รู้ตายอย่างนั้นหรือ?!
นี่มัน...
ทุกคนต่างระแวดระวังกันทันที พากันชักวัตถุวิเศษออกมา
เมื่อฝุ่นค่อยๆจางลง ร่างบางก็ค่อยๆปรากฏขึ้น
นางก้มมองซือซ่งที่สลบไสลพลางพูด
“โอ้ ข้าบอกให้เจ้าหลบแล้วนะ ทำไมไม่ยอมหลบ? ดูสิ ถึงกับกระอักเลือดเลย... ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
เหล่านักรบ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าทั้งที่เป็นฝ่ายผิดแต่กลับกล่าวหาผู้อื่นสินะ?
แม้ว่าซือหย่าจะทะเลาะกับซือซ่งทุกวัน แต่พวกนางก็เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน ย่อมไม่อาจทนดูซือซ่งเสียเปรียบเช่นนี้ได้
นางจึงเอ่ยเสียงเย็นชา
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดจึงจู่โจมพวกข้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกข้าคือผู้ใด!”
“พวกเจ้า? พวกเจ้ามีฐานะอันใดกัน?”
ในที่สุดคนผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้น
เผยให้เห็นใบหน้างดงามเหนือธรรมดา คิ้วตาประดุจภาพวาด ดวงตาดั่งดาวในราตรี
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงยิ่งกว่าคือ
กลิ่นอายอันบริสุทธิ์ไร้มลทินที่แผ่ซ่านมาจากร่างของนาง
จะกล่าวเช่นไรดี...
ราวกับก้อนเมฆนุ่มนิ่มก้อนหนึ่ง
เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้สึกอยากเข้าใกล้อย่างประหลาด
แต่ในโลกนี้จะมีผู้ใดที่สามารถทำให้พวกเขาลดความระแวดระวังลงได้ตั้งแต่แรกพบกัน?
นี่ต้องเป็นกับดักแน่!
เมื่อได้สติ ทุกคนต่างเพิ่มความระมัดระวัง
พวกเขาถึงกับแอบนำวัตถุวิเศษออกมา ล้อมผู้บาดเจ็บผู้หนึ่งไว้ราวกับเผชิญศัตรูร้าย ประหนึ่งกลัวว่าผู้มาใหม่จะทำร้ายเขา
ส่วนซือซ่งยังคงถูกคนผู้นั้นจับไว้ในมือ พวกเขายังช่วยนางกลับมาไม่ได้
ไม่คาดคิดว่าสายตาของคนผู้นี้ราวกับสามารถเลี้ยวได้
ทะลุผ่านผู้คนมากมาย
จนจำแนกได้อย่างแม่นยำว่าผู้ที่พวกเขาปกป้องอยู่ตรงกลางคือผู้อาวุโสเผ่าปักษา
“นี่คือ...มนุษย์ปักษาลั่วซี?”
ทุกคน
อะไรกัน อันใดคือมนุษย์ปักษาลั่วซี? เจ้าไม่รู้จักมารยาทหรือ? นี่คือผู้อาวุโสลั่วซี!
อ๊ะ ไม่ใช่!
ชายเผ่าสวรรค์ที่เป็นหัวหน้ากำกระบี่ขวางหน้าจีอู๋ซวงไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุดัน
“เจ้าเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงรู้จักผู้อาวุโสลั่วซี?!”
จีอู๋ซวงไม่สนใจความเป็นศัตรูของอีกฝ่าย เพียงแต่หัวเราะขึ้นมาเอง
“ฮ่าๆๆ ลั่วซีเอ๋ย ลั่วซี ตอนที่พบกันครั้งก่อน แม้ว่าเจ้าจะขนร่วงไปหมด อ่อนแอจนชนกำแพงสลบไป แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นชายชาตรีอยู่นะ ทำไมคราวนี้ถึงได้อ่อนยวบยิ่งกว่าสำลีเสียอีกเล่า? ไหน? ข้าขอดูหน่อย... อ้อ ที่แท้ก็บาดเจ็บนี่เอง”
จีอู๋ซวงไม่ใช่คนดีอะไร
นางยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้ลั่วซีมาที่นครชิงอวี้ของนาง และยังเตรียมจะลงมือกับเสี่ยวอิ๋นเฉิน
จีอู๋ซวงผู้ชอบจดจำความแค้น
หากไม่ฉวยโอกาสนี้แขวะเขาสักสองสามคำ
นางกลัวว่าตัวเองจะนึกขึ้นมาแล้วเสียใจภายหลัง
แต่คนอื่นๆไม่รู้ถึงความแค้นระหว่างจีอู๋ซวงกับลั่วซี
พอได้ยินนางเยาะเย้ยอย่างหยิ่งผยองเช่นนี้ ต่างก็มีสีหน้าเย็นชาทันที
“มนุษย์ต่ำต้อยไม่เพียงทำร้ายซือซ่ง ยังกล้าดูหมิ่นผู้อาวุโสเผ่าปักษาอีก!”
“จับตัวนางไว้!”
เมื่อเห็นทุกคนรุมเข้ามา จีอู๋ซวงก็ไม่ได้รีบร้อน ลากร่างของซือซ่งที่เกือบตายหลบหลีกไปด้านข้าง
แต่ในสายตาของพวกเขา กลับมองว่านางใช้ซือซ่งเป็นโล่กำบัง ช่างต่ำช้าไร้ยางอายและเจ้าเล่ห์เหลือเกิน
“เจ้าคนต่ำช้า มอบชีวิตเจ้ามาเสีย!”
“เจ้าคนเจ้าเล่ห์ต่ำช้า!”
จีอู๋ซวงกลอกตาเงียบๆ เห็นคนในมือกำลังกระอักเลือดออกมาไม่หยุด จึงยกมือขึ้นโบกทีหนึ่ง เรียก ‘เงาร่าง’ สองร่างออกมาทันที
“พวกเจ้าจัดการได้เลย แต่อย่าให้ตายล่ะ”
“ขอรับ”
ร่างสองร่างปรากฏกายขึ้นตามเสียงรับคำ ผู้หนึ่งมีพลังปีศาจอันน่าสะพรึงกลัว อีกผู้หนึ่งถูกห่อหุ้มด้วยพลังแห่งความมืด ทำเอาเหล่านักรบที่เห็นต่างร้องอุทานในใจว่าไม่ดีแน่
ที่แท้พวกเขาเป็นเผ่าปีศาจ!
แม้ว่าเผ่าปีศาจจะร่วมมือกับผู้อื่นในสมรภูมิดินแดนโกลาหล แต่เมื่อใดที่ออกจากสมรภูมิดินแดนโกลาหลแล้ว พวกปีศาจเหล่านั้นต่างก็โลภมากและกระหายเลือดยิ่ง พวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ดีแม้แต่น้อย
“เข้าโจมตี!”
“ขอรับ!”
บทที่ 860: ท่าทางไร้เดียงสา
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งตกตะลึง ทั้งที่ดูเหมือนว่าผู้มาใหม่ทั้งสองคนไม่มีอะไรพิเศษ แต่เหตุใดการโจมตีถึงไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลไว้บนร่างของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ชายจากเผ่าสวรรค์ที่เป็นผู้นำจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆก็ตะโกนขึ้นมา
“พวกมันเป็นหุ่นเชิด!”
“อะไรนะ?”
“หุ่นเชิด?!”
ทุกคนต่างสูดลมหายใจเฮือก ใครๆก็รู้ว่าหุ่นเชิดคือสิ่งที่อยู่ในระดับสูงสุดของวิชาหลอมอาวุธ ผู้ใดกันที่มีความสามารถถึงขั้นสร้างหุ่นเชิดได้ถึงสองตัวเช่นนี้?!
ชายจากเผ่าสวรรค์ผู้นั้นกล่าวต่อ
“พวกเจ้าอย่าโจมตีร่างกายของพวกมัน! จงหาตำแหน่งอักขระขับเคลื่อนของหุ่นเชิดแล้วทำลายเสีย!”
“ได้!”
“ขอรับ!”
หุ่นเชิดทั้งสองตัวได้ยินคำพูดของชายเผ่าสวรรค์ ต่างแสดงสีหน้าเยาะเย้ยออกมาพร้อมกัน ราวกับจะบอกว่าถ้าเจ้าสามารถทำลายพวกข้าได้ก็นับว่าเจ้าชนะ!
แม้จะรู้ว่าทั้งสองเป็นหุ่นเชิด พวกเขาก็ยังไม่อาจเอาชนะได้แม้แต่น้อย เพราะหนึ่ง พวกเขาต้องคอยดูแลผู้อาวุโสลั่วซี, สอง ต้องคอยระวังจีอู๋ซวงและซือซ่งในมือนาง ทำให้แทบจะรับมือไม่ไหว
สุดท้ายชายเผ่าสวรรค์จึงกัดฟันส่งเสียงทางจิตไปยังเหล่านักรบ
[ข้าจะถ่วงเวลาพวกมันไว้ พวกเจ้ารีบไปขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดิมนุษย์ โชคดีที่พวกเราหลุดพ้นจากทะเลสมรภูมิดินแดนโกลาหล แต่กลับถูกซุ่มโจมตีในแดนเทพของมนุษย์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จักรพรรดิมนุษย์ต้องช่วยพวกเรา!]
[แต่ว่า...คนผู้นี้ช่างน่าพิศวงยิ่งนัก หากเกิดอะไรขึ้น...]
[อย่ามัวลังเล รีบไปเถอะ! ข้าจะพยายามถ่วงเวลาหุ่นเชิดทั้งสองนี้ไว้เอง!]
[ขอรับ!]
…….
ขณะที่พวกเขากำลังจะแยกย้ายกันไป จีอู๋ซวงที่คอยดูเหตุการณ์อยู่ก็กระแอมขึ้นเบาๆ พลางเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน
“พอเถอะ พอเถอะ อานัน เฮยอู๋ พวกเจ้ากลับมาได้แล้ว เข้าใจผิด เข้าใจผิด ทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิด”
หุ่นเชิดทั้งสองนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอานันและเฮยอู๋นั่นเอง
อานันยังฟื้นฟูร่างกายไม่เสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นจึงดูเหมือน ‘กึ่งมนุษย์กึ่งหุ่นเชิด’ อยู่มาก การที่จะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นหุ่นเชิดจึงเป็นเรื่องปกติ
ส่วนเฮยอู๋นั้นเป็นหุ่นเชิดอย่างแท้จริง เมื่อจีอู๋ซวงให้เขาเลือก เขากลับบอกว่าต้องการกลับมายังแดนเทพ อยากไถ่โทษให้พี่น้องของตน จีอู๋ซวงจึงสร้างร่างกายให้เขา
นางใช้วัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยเลือกใช้วัสดุที่กระจัดกระจายอยู่ในดินแดนไร้ขอบเขต
อีกอย่างฉื่อและเจ้าลูกมังกรใหญ่ก็บอกว่าสามารถใช้ได้ตามใจชอบ ถ้าใช้หมดแล้วยังไม่พอก็สามารถกลับไปขอพวกเขาได้อีก จีอู๋ซวงจึงไม่เกรงใจ ขุดเอามาเป็นก้อนใหญ่เลยทีเดียว
พูดให้ถูกต้องแล้ว เฮยอู๋ถือเป็นหุ่นเชิดตัวแรกหลังจากจีอู๋ซวง ‘หลอมรวมวิถี’ และถือเป็นผลงานชิ้นแรกอย่างแท้จริงของจีอู๋ซวง แต่แปลกตรงที่เมื่อสร้างเสร็จกลับไม่มีระดับชั้น จีอู๋ซวงเกือบคิดว่าตนเองล้มเหลวแล้ว แต่เฮยอู๋กลับบอกว่าตนรู้สึกดี
จีอู๋ซวงคิดไม่ออกว่าเกิดปัญหาตรงไหน จึงเลิกคิดไปเสียเลย
อย่างไรก็ตาม เฮยอู๋บอกว่าไม่มีปัญหา ก็คงต้องใช้ไปอย่างนี้แหละ
แต่ตอนนี้จีอู๋ซวงเปลี่ยนสีหน้าทันที เพราะนางได้ยินเสียงที่ชาวสวรรค์ผู้นั้นบอกว่ามนุษย์ปักษาบาดเจ็บเพราะสมรภูมิดินแดนโกลาหล
อ้อ...
หากมนุษย์ปักษาบาดเจ็บในสมรภูมิดินแดนโกลาหล เขาก็คือวีรบุรุษที่ปกป้องแผ่นดิน
‘ความแค้นเก่า’ ที่ผ่านมาของพวกเขาคงไม่เหมาะที่จะพูดถึงในตอนนี้
รอให้มนุษย์ปักษาหายดีก่อน จีอู๋ซวงค่อยไปหาเรื่องเขาก็ยังไม่สาย
เมื่อเห็นว่าจีอู๋ซวงเปลี่ยนท่าที ทุกคนไม่เพียงแต่จะไม่โล่งใจ แต่กลับยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นกว่าเดิม คนต่ำช้าที่ไม่ใช่ทั้งมนุษย์และปีศาจผู้นี้ต้องการทำอะไรกันแน่?
นี่เป็นการโกหกเพื่อให้พวกเขาลดความระแวดระวังลงหรือ?
ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายจริงๆ!
เมื่อเห็นประกายเย็นชาในดวงตาของทุกคน จีอู๋ซวงยิ่งยิ้มอย่างอ่อนโยนมากขึ้น
“โอ้ เข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดจริงๆ ข้าไม่ใช่คนร้าย ข้าคือจีอู๋ซวง เอ่อ…องค์หญิงจีอู๋ซวงแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์”
ชาวสวรรค์ที่เป็นผู้นำกล่าวเสียงเย็น
“จะโกหกอะไร เจ้าก็ควรคิดให้รอบคอบเสียก่อนนะ จักรพรรดินีมนุษย์แซ่เฟิ่ง ไม่ใช่แซ่จี”
จีอู๋ซวง
นางรู้สึกปวดหัวเป็นครั้งแรก
จีอู๋ซวงกะพริบตา ยกร่างของซือซ่งที่ยังคงสลบอยู่ขึ้นมาเขย่า
“ดูสิ ข้ารักษานางหายแล้ว ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ หากไม่เชื่อก็เข้ามาดูด้วยตาตนเองได้”
ที่จริงแล้วนางบาดเจ็บสาหัสเพราะถูกทับ จีอู๋ซวงจึงไม่อาจปล่อยไว้ได้
ดังนั้นเมื่อครู่ตอนที่พวกเขากำลังชุลมุนกัน จีอู๋ซวงจึงป้อนน้ำพุแห่งชีวิตให้นาง
นอกจากนี้ยังเพิ่มโอสถวิเศษที่ได้รับจากผู้อาวุโสท่านนั้นลงไปด้วย รับรองว่านางจะไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ
แต่ชัดเจนว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้คิดเช่นนั้น
ทุกคน…!!!
ช่างไร้ยางอายจริงๆ ถึงกับใช้ตัวประกันมาข่มขู่พวกเขาแล้วหรือ?!
ซือหย่ามองพี่สาวของตนที่ถูกจีอู๋ซวงเขย่าไปมาราวกับถุงข้าว หัวใจแทบจะกระเด็นออกนอกอก
นางกัดฟันพูด
“ได้ ข้าจะเข้าไป เจ้าอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามเชียวนะ!”
จีอู๋ซวง “...”
อืม มีอะไรผิดปกติหรือ? นางไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆนะ!
จีอู๋ซวงเบ้ปาก ยกมือขว้างซือซ่งไปให้ซือหย่าอย่างไม่ใส่ใจ
จนนางตกใจเกือบผมชี้ รีบร้อนเข้าไปรับร่างของพี่สาวฝาแฝดไว้
เมื่อรับร่างนั้นมาไว้ในอ้อมกอด ซือหย่าถึงพบว่าจีอู๋ซวงพูดถูก
ซือซ่งยังคงปลอดภัยดี
นี่มัน...
ผู้อื่นเห็นซือหย่าไม่พูดจาอยู่ครู่ใหญ่ ต่างก็คิดว่าซือซ่งจากไปแล้ว จึงกล่าวด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ซือหย่า เจ้าอย่าเสียใจไปเลย พวกเราต้องให้จักรพรรดิมนุษย์ชี้แจงเรื่องนี้!”
“นักรบสมรภูมิดินแดนโกลาหลของพวกเราถูกรังแกบนดินแดนมนุษย์ถึงเพียงนี้!”
“พวกเราจะไม่ยอมหยุดแค่นี้เด็ดขาด!”
ซือหย่าเงยหน้าขึ้น พูดอย่างเก้อเขิน
“ซือซ่งไม่เป็นไร นางแค่หลับไป หลับจริงๆ หากไม่เชื่อพวกเจ้าดูเองก็ได้”
ทุกคน “???”
ทุกคนรีบเข้าไปตรวจสอบสภาพของซือซ่งทันที และพบว่านางหลับสนิทเสียจนเกือบจะกรนออกมา
สถานการณ์เช่นนี้...
ช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน
ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสลั่วซีแห่งเผ่าปักษาที่สลบไปก็ฟื้นขึ้นมา
อาจเป็นเพราะ ‘สัมผัสทางจิต’ กระมัง พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่มองผู้ใด
สายตาแรกกลับจับจ้องไปที่จีอู๋ซวง ซึ่งกำลังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าไร้เดียงสา ท่าทางไร้เดียงสาแบบนี้ของจีอู๋ซวงนั้น เขาเคยได้ประสบมาแล้ว
ตอนที่อยู่นอกนครชิงอวี้ หญิงสาวผู้นี้ใช้ต้นกำเนิดธาตุทองสร้างภูเขามหึมาให้พวกเขาพุ่งชน จนศีรษะแตกเลือดอาบ
เมื่อถูกอาซาลีหนึ่งในสิบสองผู้นำเผ่าปักษาซักถาม นางก็ทำสีหน้าไร้เดียงสาเช่นนี้เหมือนกัน นั่นคือหนึ่งในความพ่ายแพ้อันหายากของลั่วซี ดังนั้นต่อให้จีอู๋ซวงกลายเป็นเถ้าถ่าน เขาก็จำได้
ลั่วซีลุกพรวดขึ้นมาแทบจะในทันที กัดฟันพูดว่า
“จีอู๋ซวง เหตุใดเจ้าจึงอยู่ที่นี่? แล้วสีหน้าแบบนั้นของเจ้าคือกำลังแสร้งทำอะไรกัน? เจ้าไม่มีทางหลอกผู้ใดได้หรอก!”
จีอู๋ซวงเห็นลั่วซีตื่นแล้ว จึงยิ้มอย่างอ่อนโยนและสดใส
“โอ้ ผู้อาวุโสลั่วซีฟื้นแล้วหรือ ข้าเป็นห่วงท่านยิ่งนัก”
ลั่วซีขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“เจ้าอย่ามาทำท่าแบบนี้นะ เจ้ากำลังจะทำเรื่องชั่วช้าอันใดอีก!”
จีอู๋ซวงกะพริบตาพลางกล่าว
“ไม่มีหรอก อย่าพูดเหลวไหลไป อ้อ ใช่แล้ว รบกวนท่านช่วยบอกบรรดาผู้น้อยข้างกายท่านด้วยว่าข้าคือธิดาของจักรพรรดิมนุษย์ จีอู๋ซวง”
ทุกคนมองไปที่ลั่วซีอย่างงงงวย ฝ่ายหลังแค่นเสียงเย็นชา
“ถูกต้อง ข้าจะบอกพวกเจ้า คนผู้นี้ก็คือจีอู๋ซวง ธิดาของจักรพรรดิมนุษย์เฟิ่งอิ๋ง นางเจ้าเล่ห์ที่สุด วันหน้าหากพวกเจ้าเจอนาง ต้องระวังตัวให้มากกว่าปกติ”
ขณะที่ลั่วซีพูด ก็มีเลือดสดไหลออกมาจากมุมปากอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีอู๋ซวงมองตาค้าง
ลั่วซีรีบยกมือปิดปาก แต่ก็ยังไม่วายจ้องตาจีอู๋ซวง
“เจ้ามองอะไร?”
คนอื่นอาจจะมองไม่ออก แต่จีอู๋ซวงเพิ่งสังหารสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับทำลายดาวมา จึงไวต่อมลพิษและพลังฮุ่นตุ้นเป็นพิเศษ
นางขมวดคิ้วพลางกล่าว
“ท่านได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าหรือ?”
ลั่วซีบ้วนเลือดในปากออกมาจนหมด แล้วจึงพูดเรียบๆ
“บาดเจ็บก็บาดเจ็บสิ ขึ้นชื่อว่าสมรภูมิดินแดนโกลาหลแล้ว ยังมีชีวิตกลับมาได้ก็ดีแล้ว”
“แต่พลังฮุ่นตุ้นได้แทรกซึมเข้าสู่ร่างของท่านแล้ว”
“เป็นเรื่องปกติ พวกสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าล้วนเป็นร่างจำแลงของพลังฮุ่นตุ้นที่กระจัดกระจาย เมื่อได้รับบาดเจ็บก็จะถูกพลังฮุ่นตุ้นกัดกร่อน ทุกคนก็เป็นเหมือนกัน รอให้เวลาผ่านไปก็จะค่อยๆสลายไปเอง”
ลั่วซีพูดจบก็ชะงักไปเล็กน้อย
ไม่สิ…จะพูดเรื่องพวกนี้กับนางไปทำไมกัน หรือว่าเด็กน้อยผู้นี้จะเป็นห่วง?
ชายจากเผ่าสวรรค์ที่อยู่ด้านข้างประสานมือคำนับ
“องค์หญิง เนื่องจากท่านเป็นองค์หญิงจากเผ่ามนุษย์ พวกเราล้วนเป็นพันธมิตรในแนวรบเดียวกัน ในสนธิสัญญาระบุไว้ว่า หากนักรบสมรภูมิดินแดนโกลาหลตกอยู่ในดินแดนนั้น หากเป็นพันธมิตรก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ขอองค์หญิงโปรดช่วย…”
แต่ชายเผ่าสวรรค์ยังพูดไม่ทันจบ จีอู๋ซวงก็พูดอย่างฉับไว
“ช่วย ช่วย ช่วยแน่นอน!”
ไม่มีใครเห็นว่าจีอู๋ซวงไปอยู่ข้างกายลั่วซีได้อย่างไร พอพวกเขารู้สึกตัวอีกที ลั่วซีก็ถูกจีอู๋ซวงจับคอเสื้อด้านหลังลากตัวไปแล้ว อีกทั้งนางยังใช้มือข้างหนึ่งร่ายอักขระแห่งเต๋าสร้างค่ายกล จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในนั้น ตัดขาดการสอดส่องทั้งปวง
เอ๋? นี่มัน???
“ผู้อาวุโสลั่วซี!”
“ผู้อาวุโสลั่วซี!”
“ท่านลั่วซี!”
ทุกคนรีบไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับถูกค่ายกลของจีอู๋ซวงสกัดกั้นไว้อย่างมิดชิด ไม่อาจสอดส่องได้แม้แต่น้อย
“แล้ว…แล้วแบบนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ?”
“ท่านลั่วซีจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตใช่หรือไม่?”
“พวกเรารีบไปขอความช่วยเหลือกันเถอะ!”
“ถูกต้อง ถูกต้อง ไปตามคนมาช่วยเร็วเข้า!”
พวกเขาจดจำชื่อเสียงขององค์หญิงได้อย่างแม่นยำ
‘การบ่มเพาะระดับธรรมดา ไม่สันทัดหกศาสตร์บำเพ็ญ อุปนิสัยโหดร้าย’
อีกทั้งดูเหมือนผู้อาวุโสลั่วซีจะเคยมีปัญหากับนางด้วย
หากปล่อยให้จีอู๋ซวงคลั่งจนเสียสติ อาจถึงขั้นสังหารผู้อาวุโสลั่วซีเลยก็ได้
ดังนั้น...
จบตอน
Comments
Post a Comment