sword ep891-900

บทที่ 891: แมวลายตัวน้อย


   หลังจากที่จีอู๋ซวงใช้กระบี่ฟันทำลายสนามประลองสัตว์อู่ซิง จีซางซีที่ได้รับอิสรภาพก็ละทิ้งแซ่จีเปลี่ยนชื่อของตนเองเป็นซางซี นับแต่นั้นมานางก็ไม่จับ 'เผ่าพันธุ์เดียวกัน' มากินอีก แต่เปลี่ยนไปล่าสิ่งมีชีวิตที่ผ่านไปมาแทน


   ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ รวมถึงสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าก็ได้เช่นกัน


   ขอเพียงแค่มีชีวิตรอด พวกนางไม่สนใจเรื่องหลักการใดๆทั้งสิ้น จนกระทั่งพวกเขารู้มาว่านักกระบี่ที่ฟันทำลายสนามประลองสัตว์ผู้นั้น แท้จริงแล้วคือองค์หญิงแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์และนางกำลังตามหาคนบางคนอย่างบ้าคลั่งอยู่


   ในบรรดา 'เผ่าพันธุ์มากมาย' ที่ซางซีได้ผสานรวมร่างด้วยนั้น มีเผ่าพันธุ์หนึ่งที่มี 'พลังวิเศษ' ที่สามารถใช้หาคนได้ นับแต่นั้นซางซีก็รู้ว่าโอกาสของตนมาถึงแล้ว


   นางทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อติดต่อกับจีอู๋ซวง ในใจเต็มไปด้วยความกังวลและความไม่สบายใจที่ซ่อนเร้น แต่เพื่อไม่ให้เผ่าพันธุ์ของนางต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงเช่นนี้ต่อไป นางจำเป็นต้องก้าวออกมา


   และเมื่อได้พบกับจีอู๋ซวงอีกครั้ง นางก็ดูแตกต่างไปจากในความทรงจำของซางซีอยู่บ้าง


   เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของนาง จีอู๋ซวงไม่เพียงไม่มีความตกใจใดๆ แต่กลับปกป้องกลุ่มคนที่เหมือนกับนางด้วย


   ในขณะนั้น ซางซีก็เข้าใจทันทีว่าจีอู๋ซวงอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิตของพวกนาง


   โอกาสสุดท้ายที่จะได้ยืนอยู่ใต้แสงตะวัน


   พวกนางไม่อยากเป็นอสูรที่กินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน ไม่อยากเป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นทดลองและทำชั่ว ยิ่งไม่อยากเป็นเศษเดนที่ต้องคลานเลื้อยประจบประแจงใต้เท้าผู้อื่นเพื่อประทังชีวิต


   ดังนั้นนางจึงให้เผ่าพันธุ์ของนางออกมา พวกเขาร่วมกันวิงวอนหวังว่าจะสามารถทำให้จีอู๋ซวงใจอ่อนได้


   อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์กลับพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้มาก


   พวกเขาไม่จำเป็นต้องโน้มน้าวจีอู๋ซวงเลย


   เพราะจีอู๋ซวงคือผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยนที่สุด...


   ในอดีตนางเคยถือกระบี่ฟันฝ่าความมืดมิด บัดนี้นางก็ยังคงยิ้มและกางร่มเงาให้พวกเขาได้หายใจหาความสงบชั่วคราว


   ซางซีรู้สึกซาบซึ้งในตัวจีอู๋ซวง นางเต็มใจที่จะปกป้องด้านหลังให้จีอู๋ซวงแม้ต้องตายในปากของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่านางก็ไม่เสียใจ


   ดังนั้น...นางจะไม่ทำให้จีอู๋ซวงลำบากใจ


   เพราะนางเข้าใจดี ในฐานะที่เป็นสิ่งที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นเป็นผู้ที่กลืนกินชีวิตเผ่าพันธุ์เดียวกันมานับไม่ถ้วน มือเปื้อนเลือด ปากเปรอะบาป...นางไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นอาจารย์อักขระแห่งเต๋าที่ได้รับความรักและการโอบอุ้มจากสวรรค์และพิภพ


   นางไม่มีคุณสมบัตินั้น


   ในยามนี้ซางซีถึงกับไม่กล้าเงยหน้ามองจีอู๋ซวง นางกลัวว่าความปรารถนา ความโลภและความไม่ยอมรับที่น่าขันในใจนาง จะทำให้จีอู๋ซวงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากจนกระทั่งจีอู๋ซวงถามอีกครั้ง...


   "เป็นเช่นไร เจ้าเต็มใจจะเรียนอักขระแห่งเต๋าร่วมกับข้าหรือไม่? พวกเราจะก้าวหน้าไปด้วยกัน"


   ซางซีเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ ในลำคอราวกับมีก้อนสำลีอุดอยู่ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยเสียงแหบแห้ง "แต่ว่าข้า...ข้าฆ่าคนมามาก ฆ่าผู้คนที่เหมือนข้า มือข้าเปื้อนเลือดไปทั่ว ข้า...ข้าไม่อาจได้รับการยอมรับจากสวรรค์และพิภพ ข้าไม่อาจรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้ ข้า ข้าไม่มีทางเป็นอาจารย์อักขระแห่งเต๋าได้..."


   จีอู๋ซวงเพียงจ้องมองนางนิ่งๆ แล้วย้อนถาม "เจ้าไม่ต้องถามว่าได้หรือไม่ได้ เจ้าแค่บอกข้ามาว่าอยากหรือไม่อยาก"


   อยากหรือไม่อยาก?!


   นางอยาก!


   แน่นอนว่านางต้องการ!


   แม้แต่ในความฝันก็ยังต้องการ!


   นางไม่อาจโกหก ไม่อาจสละทิ้งความปรารถนาในใจ แต่ก็ไม่อยากให้จีอู๋ซวงลำบากใจ ดังนั้นนางจึงได้แต่จ้องมองจีอู๋ซวงเงียบๆเท่านั้น


   เสียงวุ่นวายรอบด้านค่อยๆเบาลง แผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็หายไปจนสิ้น


   ณ ขณะนี้ ในหล้าจึงเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของนาง


   "ตึกตัก ตึกตัก..."


   เสียงเต้นทีละจังหวะ ทั้งหนักแน่นและกังวาน บ่งบอกถึงความประหม่าของนางไม่หยุด


   ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดซางซีก็ตัดสินใจ กัดฟันแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ข้าอยากเจ้าค่ะ!"


   จีอู๋ซวงเลิกคิ้วเย้ยหยันพลางหัวเราะเบาๆ "นับว่าเจ้าก็ฉลาดใช้ได้"


   จีอู๋ซวงมิใช่คนใจอ่อนที่ดีงามอะไร กิ่งมะกอกของนางจะยื่นให้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยเห็นแก่ที่อีกฝ่ายยอมเสียสละเพื่อตน อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ไม่เลว


   แต่หากซางซีไม่คว้าเอาไว้ จีอู๋ซวงก็จะไม่ถามเป็นครั้งที่สอง


   โชคดีที่นางมิใช่คนขลาดกลัวเช่นนั้น


   ซางซีมองรอยยิ้มของจีอู๋ซวงแล้ว พลังมลทินที่อัดแน่นอยู่ในอกพลันสลายไป นางรู้สึกตาแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงแหบแห้ง "ที่จริงมีเรื่องหนึ่ง ข้าจำต้องบอกท่าน..."


   "เจ้าว่ามา"


   "ข้าเป็นคนตระกูลจีแห่งเมืองเทียนชื่อ..."


   "อ๋อ เรื่องนั้นข้ารู้แล้ว"


   "ท่าน...ท่านรู้หรือ?" ซางซีกลั้นหายใจ "แล้วเหตุใดท่านยังยินดีที่จะ..." ช่วยเหลือรับรองพวกข้า?


   ด้วยตระกูลจีไม่ใช่ตระกูลที่ใจดีอะไร หากมีใครไปยุ่งกับพวกเขา พวกเขาจะกลายเป็นเหมือนสุนัขบ้ากัดไม่ปล่อยจนกว่าจะตาย


   "เจ้าคิดว่าข้าจะกลัวตระกูลจีหรือ?" จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ


   ซางซีนึกถึงเรื่องในอดีต ทั้งผู้พิทักษ์ผู้แข็งแกร่งจีซินแห่งตระกูลจีและคุณหนูสายตรงจีซินอิ่งต่างก็ตายด้วยน้ำมือของจีอู๋ซวง


   ไม่เพียงเท่านั้น จีอู๋ซวงยังลักพาตัวคนของตระกูลจีไปด้วยมิใช่หรือ?


   ซางซี "......"


   นางเกือบลืมไปเสียสนิทว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้คือผู้ที่กล้าตัดสินใจสังหารอย่างไร้ความปรานี


   หากตระกูลจีกล้าปะทะกับจีอู๋ซวงยังไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นผู้ชนะ


   เดี๋ยวก่อน


   จีอู๋ซวง?


   ซางซีกะพริบตาถาม "ท่านกับตระกูลจี...เป็นคนรู้จักเก่ากันหรือ?"


   "ไม่ใช่" จีอู๋ซวงตอบพลางยิ้มตาหยี "พวกเราไม่ใช่คนรู้จักเก่ากัน"


   ความสัมพันธ์ของนางกับตระกูลจีเป็นได้เพียงแค่ศัตรูเก่ากันเท่านั้น


   ซางซีถึงได้โล่งใจ จึงยิ้มพลางกล่าว "ตระกูลจีที่เต็มไปด้วยบาปกรรมเช่นนี้ สมควรถูกทำลายจนสิ้นซาก..." ส่วนนางแม้ใบหน้าจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในกระดูกยังมีเลือดของตระกูลจีไหลเวียนอยู่


   หากถึงขั้นสุดท้าย นางก็ไม่รังเกียจที่จะตกลงสู่ห้วงแห่งความพินาศพร้อมกับตระกูลจี


   ขอเพียงได้สังหารพวกมัน นางก็ยอมตายอย่าง.องอาจ


   จีอู๋ซวงยื่นมือไปลูบศีรษะซางซี "อย่าคิดมากไปเลย เจ้าจงตั้งใจรับรู้พลังของจักรวาลแล้วจดบันทึกอักขระแห่งเต๋าที่เจ้าเห็นทั้งหมด หากมีอะไรไม่เข้าใจก็ถามข้า"


   "ข้าหรือ?"


   "ใช่"


   "แต่พวกเรายังต้องไปทะเลหมิงไห่..."


   "เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล บอกทิศทางให้ข้าเจ้าเพียงตั้งใจบำเพ็ญเพียรก็พอ"


   "แต่ว่า..."


   แม้ซางซีอยากพยายาม แต่นางไม่อาจปล่อยให้ภาระหนักทั้งหมดตกอยู่กับจีอู๋ซวงในยามนี้ได้ นางไม่อาจพึ่งพาจีอู๋ซวงทั้งหมด นางก็ต้องปกป้องจีอู๋ซวงด้วย


   ทว่าจีอู๋ซวงกลับโน้มตัวเข้ามาใกล้ จับแก้มนางเบาๆ พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน


   "เชื่อฟังข้านะ"


   ลมหายใจของนางอยู่ใกล้เหลือเกินราวกับรินรดบนใบหน้า ทำให้สมองของซางซีพลันมึนงง ไม่ว่าตอนนี้จีอู๋ซวงจะพูดอะไรนางก็ตอบตกลงทั้งหมด


   แผนภาพทำนายฟ้าที่มองดูทุกอย่างเงียบๆในทะเลจิต จู่ๆก็รู้สึกว่าจีอู๋ซวงผู้นี้ต่างหากที่เป็น 'ปีศาจราคะ' ตัวจริง


   ราวกับว่าขอเพียงนางเต็มใจ ก็จะไม่มี 'วิญญาณ' ใดในหล้าที่จะไม่ชอบนาง ตั้งแต่วิญญาณล้ำค่าของหงเหมิงไปจนถึงวิญญาณสกปรกของพลังฮุ่นตุ้น จุ๊ๆๆ ช่างน่าประหลาดจริงๆเลยไม่ใช่หรือ?

   

   ซางซีมีพรสวรรค์สูงส่งในด้านอักขระแห่งเต๋า จีอู๋ซวงเพียงแค่อธิบายกฎเกณฑ์และหลักการพื้นฐานเท่านั้น นางก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วและไม่นานก็เข้าสู่สภาวะ 'เข้าถึงแก่นแท้' จีอู๋ซวงมองดูอย่างเงียบๆ ในใจรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง


   ตอนที่นางเรียนอักขระแห่งเต๋ากับเฟิ่งอิ๋งนั้น ต้องถูกสายฟ้าไล่ฟาดจนแทบแย่ถึงจะพอเข้าใจได้ แต่ซางซีเพียงแค่มองดูอักขระแห่งเต๋าก็เข้าถึงแก่นแท้ได้แล้ว


   ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ


   แต่จีอู๋ซวงไม่ใช่คนที่จะคิดมากกับเรื่องเช่นนี้ นางไม่เก่งเท่าซางซี นั่นก็เพราะว่า 'อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา' ของนางไม่เก่งเท่าอาจารย์ของซางซี


   อาจารย์ของนางคือผู้ใด? ก็เฟิ่งอิ๋งนั่นไง


   แล้วอาจารย์ของซางซีคือผู้ใด? ก็จีอู๋ซวงไงเล่า!


   ดังนั้นการที่ซางซีเก่งกว่านางจึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เพราะตอนนี้วิชาอักขระแห่งเต๋าของนางล้ำหน้าเฟิ่งอิ๋งไปแล้ว


   จีอู๋ซวงปลอบใจตัวเอง จู่ๆก็รู้สึกทึ่งว่าที่แท้นางเองก็เป็น 'อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่' เช่นกัน


   แผนภาพทำนายฟ้า [......] แต่ก่อนไม่เคยสังเกตเห็น แต่จีอู๋ซวงหน้าด้านพอสมควรเลยนะที่ซางซีเก่งก็เพราะนางมีพรสวรรค์อยู่แล้ว กับวิธีสอนแบบปล่อยปละละเลยของจีอู๋ซวงนี่ ถ้าสอนจนได้ศิษย์เอกนั่นแหละถึงจะน่าตกใจ!


   จีอู๋ซวงควบคุมธงน้อยค่อยๆล่องลอยไปในผนึกห้วงมิติว่างเปล่า ไม่ใช่ว่าจีอู๋ซวงไม่อยากไปอย่างรวดเร็ว แต่ผนึกห้วงมิติว่างเปล่ารอบด้านนั้นค่อยๆเข้มข้นขึ้น ราวกับเข้าสู่โลกลึกล้ำของทะเลใต้มหาสมุทร น้ำในน้ำ...


   นี่แสดงว่าพวกนางอาจออกจากจักรวาลมนุษย์มาถึงเขตจักรวาลของเผ่าพันธุ์อื่นแล้ว


   แม้รอบด้านจะว่างเปล่าไร้ผู้คนแต่จีอู๋ซวงกลับรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง นางหลับตาสัมผัสความรู้สึกอยู่นาน จู่ๆก็ลืมตาขึ้นมองไปยังจุดหนึ่ง


   ตรงนั้นแม้จะว่างเปล่า แต่จีอู๋ซวงกลับรู้สึกถึงการไหลเวียนของ 'ปราณ'


   นี่มัน...


   จีอู๋ซวงบังคับธงน้อยไปทางซ้าย การไหลเวียนของปราณนั้นก็ไปทางซ้าย จีอู๋ซวงไปทางขวาปราณก็ไหลไปทางขวาเช่นกัน


   จีอู๋ซวงเข้าใจทันทีว่าตนเองเจอ 'คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง' เข้าแล้ว


   "ฮ่ะๆ"


   นางเหลือบมองซางซีที่ยังคงอยู่ใน 'สภาวะเข้าฌาน' แล้วรีบใช้พลังวิญญาณไร้ธาตุห่อหุ้มซ่อนนางไว้ พร้อมกับกระโจนพุ่งไปยังทิศทางของกระแสปราณนั้น


   มือหนึ่งกำหมัด อีกมือชักกระบี่หงเหมิงออกมา


   หากสิ่งที่อยู่หลังกระแสปราณนี้ไม่มีเจตนาร้ายต่อนาง ก็จะขู่ให้มันเลิกทำให้ผู้คนตกใจ


   แต่หากมีเจตนาร้าย ก็จะฟันมันด้วยกระบี่ให้ไปเกิดใหม่ด้วยกระบี่เดียว


   ทว่าสิ่งที่อยู่หลังปราณพลันรู้สึกถึงการเข้ามาใกล้ของจีอู๋ซวง มันส่งเสียงร้องเบาๆ แล้วพยายามจะหลบหนีไป


   จีอู๋ซวงพุ่งกระบี่เร็วดั่งสายฟ้าสกัดเส้นทางถอยของอีกฝ่ายในพริบตา


   จีอู๋ซวงจึงได้เห็นชัดว่าสิ่งที่ถูกพันธนาการอยู่นั้น กลับเป็นแมวลายตัวน้อย?!


บทที่ 892: รวมแก่นกำเนิด


   จีอู๋ซวงพลันคลายความบึ้งตึงความโกรธก็หายไป แม้แต่กระบี่หงเหมิงในมือก็รีบเก็บกลับอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยกับแมวลายตัวน้อยด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก "โอ้ๆ แมวน้อยที่นี่อันตรายนัก เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่เพียงลำพังเล่า? หากคนใจร้ายมาพบเจ้าแล้วจับตัวไป จะทำเช่นไร?"


   แมวลายตัวน้อยงงงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ใช้อุ้งเท้าขนฟูชี้ที่ตัวเอง ดวงตาสีทองเป็นประกายเบิกกว้างราวกับจะบอกว่า 'แมวน้อยที่เจ้าพูดถึง หมายถึงข้าหรือ?'


   จีอู๋ซวงเห็นท่าทางเซ่อซ่าน่ารักของมัน ถึงกับหวีดร้องจนคอแทบจะมีควันออกมา


   "โอ้ๆ เจ้าน่ารักเหลือเกิน เจ้าแมวน้อยอย่ากลัวเลยนะ ข้าจะปกป้องเจ้าเองมานี่ มานี่ ให้พี่สาวอุ้มหน่อยเร็ว"


   แมวลายตัวน้อยได้ยินว่าจีอู๋ซวงจะอุ้มตน จู่ๆก็ขนลุกชันพยายามจะหนี แต่ไม่คาดคิดว่ามนุษย์ที่ดูผอมบางผู้นี้จะแข็งแกร่งและคล่องแคล่วผิดคาด ไม่เพียงสกัดทางหนีของมันได้แม้แต่พลังวิเศษที่มันแผ่ออกมาก็ถูกขัดขวางจนชะงัก


   สีหน้าของแมวลายตัวน้อยยิ่งตกตะลึงหนัก


   และความลังเลเพียงชั่วครู่นี้เองที่ทำให้จีอู๋ซวงฉวยโอกาสได้ นางคว้าหนังคอของมันไว้แน่นแล้วอุ้มเข้าสู่อ้อมอก ลูบคลำไปมาพลางส่งเสียงหัวเราะน่าขนลุก


   "ฮิๆๆ แมวลายตัวน้อยไม่ต้องกลัว พี่สาวเป็นคนดีนะ ฮิๆๆ"


   แมวลายตัวน้อย "???" เจ้ายังกล้าบอกว่าตัวเองเป็นคนดีอีกหรือ? คนดีที่ไหนจะหัวเราะได้น่าขนลุกเช่นนี้!


   มันยกอุ้งเท้าฟาดใส่จีอู๋ซวงอย่างแรง คิดว่าการโจมตีครั้งนี้จะทำให้มนุษย์ผู้นี้ต้องร่างแยกเป็นสองส่วนตายคาที่ แต่ไม่คาดคิดว่ามนุษย์ผู้นี้เพียงแค่ร้องโอดโอยครู่เดียวก็ตบหัวมันอย่างน้อยใจ แม้จะเจ็บปวดมากแต่กลับแกล้งทำเป็นไม่โกรธ


   "โอ๊ยๆ ไม่เจ็บ ไม่เจ็บหรอก แมวลายตัวน้อยไม่ต้องกลัวนะ พี่สาวไม่เจ็บ ไม่โกรธเจ้าหรอก"


   แมวลายตัวน้อย "..." ใครจะสนว่าเจ้าโกรธหรือไม่? ข้าแค่สงสัยว่าทำไมเจ้ายังไม่ตาย? หรือว่า...ไอ้แก่เสวียนอู่นั่นให้พรกับเจ้าตัวเล็กนี่ ร่างกายของนางเลยแข็งแกร่งเหมือนกระดองเต่าของไอ้แก่เสวียนอู่นั่นหรือ?!


   เมื่อเห็นเด็กสาวตัวน้อยทำท่าจะแตะต้องโคนหางของตน แมวลายตัวน้อยจึงทนไม่ไหวยกอุ้งเท้าขึ้นดันคางของจีอู๋ซวงไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนวิปริตผู้นี้ซุกหน้าลงที่ท้องของตนแล้วเอ่ยว่า "เด็กน้อย เสวียนอู่สอนเจ้ามาแบบนี้หรือ? ความเคารพที่เจ้าควรมีต่อผู้อาวุโสอยู่ที่ใด?"


   เสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขามนั้น เพียงประโยคเดียวก็ทำให้พลังปราณโดยรอบต้องถอยกรูดในทันที


   ทำให้ผนึกห้วงมิติว่างเปล่าที่ว่างเปล่าอยู่แล้ว กลายเป็น 'เขตหวงห้าม' อย่างสมบูรณ์ล้อมรอบหนึ่งคนและหนึ่งแมว


   จีอู๋ซวงรู้สึกถึงความรู้สึกของกระบี่ไร้พ่ายในชาติก่อนอีกครั้ง เพราะตอนนี้แม้แต่การแสดงความศักดิ์สิทธิ์เป็นโลกใบน้อยก็ยังทำไม่ได้


   นางได้แต่ขยี้หูของตนเงียบๆ แล้วพึมพำว่า "แปลกจัง หูข้าต้องมีปัญหาแน่ๆ ทำไมถึงได้ยินแมวลายตัวน้อยน่ารักพูดด้วยสำเนียงบ้านนอกแบบนี้นะ?"


   แมวลายตัวน้อยโกรธจนตัวสั่น ตวัดอุ้งเท้าใส่จีอู๋ซวงอีกครั้ง "พูดดีๆ อะไรคือสำเนียงบ้านนอก!"


   จีอู๋ซวงกะพริบตา จ้องมองแมวลายตัวน้อยไม่วางตา


   แมวลายตัวน้อยโกรธจัด "เจ้าจ้องอะไร?"


   จีอู๋ซวง "..."


   แย่แล้ว จีอู๋ซวงยืนยันได้แล้วว่าสำเนียงบ้านนอกนี้ออกมาจากปากของแมวลายตัวน้อยขนขาวนุ่มนิ่มน่ารักตรงหน้านี้จริงๆ อีกทั้งพลังที่น่าสะพรึงกลัวที่สามารถขับไล่กระแสปราณและท่วงท่าอันดุดันรุนแรงของมัน...


   จีอู๋ซวงค่อยๆคลายมือที่จับหนังคอของแมวลายตัวน้อยออก จากนั้นยังช่วยปรนนิบัติจัดขนที่ตนล่วงเกินไปเมื่อครู่ให้เรียบร้อยแล้วจึงกระแอมเบาๆ กล่าวอย่างประจบว่า


   "ผู้น้อยจีอู๋ซวงคารวะท่านผู้อาวุโสไป๋หู่ เมื่อครู่ผู้น้อยไม่ทราบฐานะของท่าน จึงล่วงเกินไปมากขอท่านลงโทษด้วย แต่ด้วยบารมีอันน่าเกรงขามของท่านทำให้วิญญาณเทวะของผู้น้อยต้องหวั่นไหวก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ถึงแม้ผู้น้อยจะเคยพบท่านเสวียนอู่ ท่านเถาเถี่ย ท่านหยาจื้อ ท่านกิเลนเสวียนสุ่ยและเหล่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์มามากมาย แต่ไม่เคยมีผู้อาวุโสท่านใดทำให้ผู้น้อยยอมจำนนได้เช่นนี้ เป็นเพราะผู้น้อยมีความปลื้มปีติและตื่นตะลึงกับความองอาจสง่างามของท่านมากเกินไป จึงเผลอเสียมารยาทไปขอท่านลงโทษด้วย"


   สัตว์เทพโบราณไป๋หู่เหลือบตามองดูจีอู๋ซวงอย่างเย็นชา แม้จะพยายามกดมุมปากไว้แต่ริมฝีปากสามแฉกก็อดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้


   ถึงเด็กน้อยผู้นี้จะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่มีข้อดีอยู่อย่างเดียวนั่นคือมีสายตาที่ดี!


   เมื่อเทียบกับเสวียนอู่ เถาเถี่ย หยาจื้อและกิเลน แน่นอนว่าข้าไป๋หู่! ต้อง.องอาจ ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุด!


   เด็กน้อยผู้นี้แค่ยอมจำนนต่อบารมีของข้าเท่านั้นเอง


   แล้วจะไปถือสาหาความกับเด็กน้อยทำไมกัน?


   คิดดังนั้นไป๋หู่จึงกระแอมไอ "ข้าเป็นผู้อาวุโสของเจ้า ย่อมต้องมีใจให้อภัยเห็นว่าเจ้าเพียงแค่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ชั่วครู่ ก็จะไม่ถือสาเอาความ เพียงแต่ต่อไปอย่าได้ล่วงเกินเช่นนี้อีก"


   จีอู๋ซวงหัวเราะในใจคิดว่าแมวก็คือแมว ต่อให้เป็นแมวตัวใหญ่ก็ยังเย่อหยิ่งและเอาใจง่ายเหมือนกันแค่ลูบขนตามใจก็พอ แต่ภายนอกนางแสดงความเคารพอย่างยิ่งก้มหน้าคำนับ "เจ้าค่ะ ขอบพระคุณที่ท่านผู้อาวุโสเมตตา"


   ไป๋หู่สะบัดหางกระโดดขึ้นไปนั่งบนศีรษะของจีอู๋ซวงอย่างสง่างาม ไม่ลืมที่จะเลียจัดขนของตัวเองด้วย


   เมื่อแน่ใจว่าตนเองเรียบร้อยไร้ที่ติมีภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบแล้ว ไป๋หู่จึงกระโดดลงมาอยู่ตรงหน้าจีอู๋ซวงแล้วเหลือบตาสีทองมองนาง


   "เจ้ากับเสวียนอู่มีความสัมพันธ์อะไรกัน? มันมอบพรให้เจ้าแล้วหรือ?"


   มิเช่นนั้นเด็กน้อยผู้นี้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร?


   "พรพิเศษหรือ?"


   "ใช่"


   "ไม่มี ไม่มี" จีอู๋ซวงรีบส่ายหน้าพลางตอบตามตรง "จริงๆแล้วความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับผู้อาวุโสเสวียนอู่เป็นเพียง...เอ่อ ความสัมพันธ์แบบลูกจ้างนายจ้างเท่านั้น"

   

   ไป๋หู่งุนงง "ความสัมพันธ์แบบลูกจ้างนายจ้างคืออะไรกัน?"


   จีอู๋ซวงรีบเล่าเรื่องที่นางช่วยผู้อาวุโสเสวียนอู่อาบน้ำและขัดคราบสกปรกให้ไป๋หู่ฟัง แล้วยังเสริมอีกประโยคว่า "ผู้อาวุโสเสวียนอู่เห็นว่าข้าน้อยขัดตัวให้ช้าเกินไป จึงให้ข้าน้อยเข้าไปฝึกฝนในกระจกวารีลึกลับของท่าน ได้รับโอกาสเช่นนี้ข้าน้อยก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักแล้ว จะไปโลภมากหวังได้พรพิเศษจากผู้อาวุโสได้อย่างไรกัน?"


   ไป๋หู่ในฐานะสัตว์เทพโบราณ ย่อมวินิจฉัยได้ง่ายดายว่าจีอู๋ซวงไม่ได้โกหก


   เมื่อไม่ใช่พรพิเศษจากเสวียนอู่แล้วร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งเพชรของเด็กสาวผู้นี้มาจากที่ใดกัน?


   ไป๋หู่หรี่ตาลง พินิจพิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของ 'พลังปราณ' รอบกายจีอู๋ซวง แต่ยิ่งสัมผัสก็ยิ่งตกตะลึง


   ปราณหงเหมิง แก่นแท้พลังฮุ่นตุ้น แก่นกำเนิดปีศาจสายเลือดบริสุทธิ์ แก่นกำเนิดดาวมืด แก่นกำเนิดเลือดมังกรและพลังพิเศษอีกมากมายสับสนวุ่นวาย ทั้งวิญญาณวารี วิญญาณเพลิง วิญญาณหญ้า วิญญาณไม้ วิญญาณลม วิญญาณสายฟ้า และอื่นๆ ทั้งหมดล้วนแผ่ออกมาจากร่างของเด็กสาวผู้นี้?!


   โอ้โห! นี่มันต้มยำรวมแก่นกำเนิดชัดๆ?!


   แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋หู่อึ้งที่สุดคือปราณทมิฬที่บริสุทธิ์จนไม่เหมือนคนที่มีชีวิต


   และปราณทมิฬเหล่านี้ผสานกลมกลืนกับพลังทั้งหมดในร่างของนางอย่างสมบูรณ์แบบ แพร่พันธุ์และเติบโตไม่มีที่สิ้นสุด


   นี่มันมนุษย์ที่ไหนกัน? นี่มันสมบัติล้ำค่าที่รวมกฎเกณฑ์สวรรค์อันทรงพลังทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันชัดๆ!!!


   ความโปรดปรานที่จักรวาลมีต่อนางนั้น โดดเด่นราวกับดวงตะวันและดวงจันทร์บนฟากฟ้า


   ทว่าเด็กสาวผู้นี้กลับดูเหมือนไม่รู้อะไรเลย ถึงได้สงบนิ่งเช่นนี้

   

   ไป๋หู่รู้สึกติดขัดในลำคอ จู่ๆก็รู้สึกว่าตนเองต่างหากที่เป็นคนบ้านนอกที่ไม่มีความรู้อะไรเลยต่อหน้าจีอู๋ซวง


   จีอู๋ซวงเห็นไป๋หู่เงียบไปครู่หนึ่ง มันจ้องมองนางเหม่อลอย สีหน้าเปลี่ยนไปมาระหว่างความอิจฉา บิดเบี้ยวและปฏิเสธ ทำให้นางรู้สึกไม่แน่ใจ


   อืม ผู้อาวุโสท่านนี้มีปัญหาอะไรหรือ?


   หรือว่านางจะเคยไปมีเรื่องขัดแย้งด้วยหรือ?


   แต่ไม่น่าจะใช่นะ


   ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังงุนงงอยู่นั้น ไป๋หู่ก็เอ่ยขึ้นมาทันที "เจ้ามาที่นี่ทำไม"


   "หา?" จีอู๋ซวงรีบตอบ "ข้าต้องการไปทะเลหมิงไห่เจ้าค่ะ"


   ไป๋หู่ "???"


   ไป๋หู่ชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆก็ยื่นอุ้งเท้านุ่มๆ มาแตะที่หน้าผากของจีอู๋ซวงแล้วพูดอย่างสงสัย "แปลกจัง ไม่ได้เป็นไข้นี่แล้วทำไมถึงพูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้เล่า?"


   จีอู๋ซวงไม่อยากปัดอุ้งเท้านุ่มนิ่มนั้นออก จึงคงท่าทางประหลาดนั้นไว้แล้วพูดว่า


   "เพราะที่ทะเลหมิงไห่อาจมีคนที่สำคัญยิ่งของข้าอยู่"


   "แต่เจ้าเป็นคนเป็น หากเจ้าไปทะเลหมิงไห่เจ้าจะต้องตาย"


   "ข้ารู้"


   "รู้แล้วก็ยังจะไปน่ะหรือ?"


   "ใช่ รู้แล้วก็ต้องไป"


บทที่ 893: เจ้าอยู่ให้นานหน่อยได้หรือไม่

   

   จีอู๋ซวงไม่ได้บอกไป๋หู่ว่าชาติที่แล้วนางก็เคยไปทะเลหมิงไห่มาแล้ว เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บสาหัสยังไม่ถึงตาย ดังนั้นเรื่องที่ว่าการไปทะเลหมิงไห่จะต้องตายนั้น จีอู๋ซวงจึงไม่ค่อยเชื่อนัก


   ไป๋หู่อ่านความดื้อรั้นในดวงตาของจีอู๋ซวงออก มันใช้กรงเล็บตบลงอากาศเบาๆ ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า


   "ช่างเถอะ เห็นแก่เสวียนอู่ข้าจะมอบของขวัญให้เจ้าสักอย่าง"


   ไป๋หู่ก้มหัวลงกัดขนสองเส้นออกจากอุ้งเท้า วางไว้ที่กลางหน้าผากของจีอู๋ซวง ขนค่อยๆจมหายเข้าไปในร่างของนาง


   "ผู้อาวุโส นี่คือ..."


   "ขนไป๋หู่เป็นของวิเศษแห่งสวรรค์และพิภพ ในยามคับขันจะช่วยรักษาชีวิตของเจ้าไว้ได้"


   จีอู๋ซวงมองดูใบหน้าอันน่ารักของไป๋หู่ที่กำลังทำท่าจริงจัง ดูเหมือน 'แมวน้อยเป็นห่วงเจ้าของนะแต่ไม่พูด' ช่างน่ารักเสียจนนางรู้สึกว่าหัวใจจะละลาย!


   น่า น่า น่า!


   น่ารักเหลือเกิน!


   จีอู๋ซวงลูบหน้าตัวเอง เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้เลือดกำเดาไหล จึงถามว่า "ดังนั้นที่ผู้อาวุโสมารอข้าอยู่ที่นี่ก็เพื่อจะมอบของขวัญให้ข้าหรือ?"


   แน่นอนว่าไม่ใช่ ไป๋หู่รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพลังของเสวียนอู่จึงตั้งใจมาที่นี่


   แต่เสวียนอู่ไม่อยู่ที่นี่ มีเพียงเด็กสาวน้อยคนหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าทั่วร่างของนางจะเต็มไปด้วยของวิเศษ และเป็นบุตรสวรรค์ที่เพียบพร้อมด้วยพรสวรรค์ แต่เด็กน้อยก็คือเด็กน้อยมันไม่อาจวางภาระอันหนักอึ้งบนบ่าของนางได้


   การปกป้องนางให้กลับมาจากทะเลหมิงไห่อย่างปลอดภัย บางทีนี่อาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ไป๋หู่ทำได้ "ถูกต้อง ข้ามาดูเจ้า มาดูว่าผู้ที่มีกลิ่นอายของเสวียนอู่คือผู้ใด"


   จีอู๋ซวงไม่ได้สงสัยอะไร ด้วยอีกฝ่ายเป็นสัตว์เทพโบราณคงไม่หลอกนางกระมัง?


   แต่จีอู๋ซวงยึดถือหลัก 'ให้ของมาต้องมีของตอบแทน' ดังนั้นเมื่อไป๋หู่มอบขนให้นางสองเส้น นางจึงเริ่มค้นหาของตอบแทนในมิติพิเศษของนางเพื่อนำมามอบให้ไป๋หู่


   ทันใดนั้น สีแดงเรื่อๆก็ดึงดูดความสนใจของจีอู๋ซวง นางไม่สนใจมารยาทอีกต่อไป รีบคว้าอุ้งเท้าของไป๋หู่ทันที ใบหน้าเล็กๆเต็มไปด้วยความกังวล "ท่านบาดเจ็บหรือ?"


   ไป๋หู่เพิ่งสังเกตเห็นว่าบริเวณที่มันถอนขนออกเมื่อครู่เริ่มมีเลือดไหลซึมออกมาแล้ว


   สีหน้าของไป๋หู่สงบนิ่ง ไม่มีท่าทีประหลาดใจหรือกังวลแต่อย่างใด มันเพียงแค่รำพึงในใจ ใครจะคาดคิดว่าไป๋หู่ผู้เคยเกรียงไกรในยุคบรรพกาล...จะกลายเป็นแมวป่วยเช่นนี้?


   แต่ไป๋หู่ยอมรับได้ดี เพราะในฐานะสัตว์เทพที่มีอายุขัยยืนยาว มันเข้าใจดีว่าทุกสิ่งล้วนเท่าเทียมกันเมื่ออยู่ต่อหน้ากาลเวลา ชีวิตย่อมกลายเป็นอดีต ความรุ่งโรจน์ก็จะร่วงหล่นสู่ผงธุลีกลายเป็นแสงดาวกลับคืนสู่มหาวิถี


   ที่มันมาหาเสวียนอู่ก็เพียงแค่ต้องการยืดเวลาออกไปอีกสักหน่อยเท่านั้น แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี หากก่อนที่มันจะร่วงหล่นดังดาวตกได้ทำอะไรเพื่อทายาทอีกสักหน่อย จะดีเพียงใด?


   แต่ฟ้าดูเหมือนไม่ได้ยินความเสียดายของมัน คำวิงวอนของมันคงเป็นเพียงการเรียกร้องที่มากเกินไป


   ไป๋หู่เห็นจีอู๋ซวงขมวดคิ้วจนใบหน้างามยับย่นไปหมด ก็อดหัวเราะไม่ได้พลางกล่าวว่า "เป็นแค่แผลเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องใส่ใจหรอก"


   สำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นี่คงเป็นเพียงบาดแผลเล็กน้อยที่ไม่ต้องใส่ใจจริงๆ แต่ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านางคือสัตว์เทพโบราณอย่างไป๋หู่นะ ตัวตนอย่างไป๋หู่จะถอนขนเพียงสองเส้นแล้วเลือดไหลไม่หยุดได้อย่างไร? นอกเสียจาก...มันใกล้ร่วงหล่นแล้ว


   ในชั่วพริบตา จีอู๋ซวงก็คาดเดาสาเหตุทั้งหมดได้...การที่ไป๋หู่แอบซ่อนตัวอยู่หลังกระแสปราณเพื่อเข้าใกล้นางนั้น เป็นเพราะกลิ่นอายของท่านผู้อาวุโสเสวียนอู่จริงๆ แต่ไป๋หู่ไม่ได้มาพบท่านผู้อาวุโสเสวียนอู่เพื่อพูดคุยถึงอดีต มันน่าจะมาขอความช่วยเหลือจากท่านผู้อาวุโสเสวียนอู่เพื่อเอาชีวิตรอด


   ตอนนี้มีสองทางเลือกอยู่ตรงหน้าจีอู๋ซวง ช่วย? หรือไม่ช่วย? หากเลือกช่วย แล้วนางจะช่วยได้หรือไม่? ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงมนุษย์ตัวน้อยๆเท่านั้น...


   จีอู๋ซวงไม่ได้ลังเลนาน นางเอ่ยตรงๆว่า "ผู้อาวุโสต้องการความช่วยเหลือหรือไม่?"


   ไป๋หู่เบิกตาสีทองเป็นประกายจ้องมองจีอู๋ซวงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "เจ้า...จะช่วยข้าหรือ?"


   จีอู๋ซวงพยักหน้าอย่างจริงจัง "เจ้าค่ะ หากท่านต้องการ"


   ไป๋หู่รู้สึกสับสนจะว่าอย่างไรดี แม้เด็กน้อยผู้นี้จะมีความหวังดี แต่มันอ่อนแอถึงเพียงนี้แล้วหรือ? ถึงขั้นที่เด็กมนุษย์ผู้หนึ่งที่อายุยังไม่เท่าใดก็ยังคิดจะให้ความช่วยเหลือเชียวหรือ?


   แต่เมื่อเห็นดวงตาเป็นประกายของจีอู๋ซวง ไป๋หู่จึงเอ่ยว่า "เอ่อ ถ้าเป็นไปได้ ช่วยติดต่อเสวียนอู่ให้ข้าได้หรือไม่?"


   คิดไปคิดมา ไป๋หู่ก็รู้สึกว่าการมอบทุกอย่างให้เสวียนอู่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


   ช่วยไม่ได้ในบรรดาสี่สัตว์เทพโบราณ ตอนนี้เหลือแค่เสวียนอู่เต่าเฒ่าตัวนี้เท่านั้น


   "ข้าจะลองดู"


   จีอู๋ซวงเอ่ยจบก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นร่ายอักขระแห่งเต๋าอีกมือหนึ่งคำนวณ จนไป๋หู่มองตาค้าง


   มันคิดว่าการติดต่อที่จีอู๋ซวงพูดถึง คือนางมีวัตถุวิเศษที่เสวียนอู่ทิ้งไว้สำหรับติดต่อ ไม่คิดว่าจะเป็นการ 'ร่ายอักขระแห่งเต๋า' สดๆเช่นนี้!


   ไม่ใช่!


   เดี๋ยวก่อน!


   จักรวาลนั้นกว้างใหญ่เพียงใด การจะค้นหาเต่าเฒ่าในความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุดของผนึกห้วงมิติว่างเปล่านั้นจะเป็นไปได้ได้อย่างไร?


   อย่าให้จีอู๋ซวงต้องถูกผลสะท้อนกลับจนกลายเป็นคนโง่เขลาเลย นั่นคงไม่ดีแน่


   แต่เมื่อการคำนวณและอักขระแห่งเต๋าเริ่มขึ้นแล้ว ไป๋หู่ก็รู้ดีว่าไม่อาจขัดขวางนางได้ มิเช่นนั้นผลสะท้อนกลับจะยิ่งรุนแรงมากกว่าเดิม


   ในใจไป๋หู่รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง จีอู๋ซวงมีพรสวรรค์เช่นนี้หากต้องสูญเสียนางไปที่นี่ คงเป็นความสูญเสียของสรรพชีวิตทั้งปวง


   อนิจจา เมื่อครู่มันไม่ควรพูดอะไรออกไปเลย


   แต่ไป๋หู่ไม่ได้เสียใจนานนัก เพราะจีอู๋ซวงลืมตาขึ้นในชั่วครู่ ยื่นมือไปจับอุ้งเท้าที่มีเลือดไหลของไป๋หู่เบาๆ พลางยิ้มและพูดว่า "หาเจอแล้ว ท่านทั้งสองจะคุยกันโดยตรงเลยหรือไม่?"


   ยังไม่ทันที่ไป๋หู่จะถามว่า 'คุย' อะไร ก็พลันเห็นวิญญาณเทวะของเสวียนอู่อยู่ตรงหน้า


   ที่แท้จีอู๋ซวงใช้โลกใบน้อยของตนเป็นสื่อกลาง อาศัยการแสดงความศักดิ์สิทธิ์เชื่อมต่อไปยังเสวียนอู่ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถสื่อสารกันได้โดยตรง


   แต่การกระทำเช่นนี้น่าตกใจอย่างยิ่ง


   เพราะไม่เพียงแต่จีอู๋ซวงต้องรับมือกับวิญญาณเทวะของทั้งไป๋หู่และเสวียนอู่พร้อมกันเท่านั้น ยังต้องต้านทานกระแสผนึกห้วงมิติว่างเปล่าในระหว่างการแสดงความศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย


   พูดง่ายๆคือ การกระทำนี้เกินขอบเขตของ 'สิ่งมีชีวิต' ไปไกลแล้ว...


   นี่คือวิถีสวรรค์ในร่างมนุษย์ชัดๆ!!!


   ไม่ใช่วิถีสวรรค์ของเก้าพันโลกอันอ่อนแอ แต่เป็นวิถีสวรรค์ระดับสูงสุดเทียบเท่าโลกใหญ่อย่างเช่นวิถีสวรรค์เสินเจี้ยและวิถีสวรรค์แดนปีศาจเลยด้วยซ้ำ!


   ไม่ใช่แค่ไป๋หู่ที่งุนงงเท่านั้น แม้แต่เสวียนอู่ที่อยู่อีกฝั่งของอักขระแห่งเต๋าก็ตกตะลึงจนต้องสูดหายใจเฮือกใหญ่ ทำให้มิติพิเศษรอบกายปั่นป่วนพร้อมกับเสียงร้องแหลมดังแว่วมา...


   [ไป๋หู่? เหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นเช่นนี้?]


   [เสวียนอู่? เป็นเจ้าจริงๆหรือนี่!]


   เสวียนอู่ไม่ได้พูดช้าๆอย่างที่เคยเป็น กลับเอ่ยปากพร้อมกับไป๋หู่ สุดท้ายไป๋หู่ก็พูดขึ้นก่อน [เจ้าอย่าถามมากไปหน่อยเลย ฟังข้าก่อน ข้าใกล้จะร่วงหล่นแล้ว เรื่องของจูเชว่กับชิงหลงข้าขอฝากไว้กับเจ้าด้วย]


   ดวงตาของเสวียนอู่หม่นลง กล่าวเสียงแผ่ว [พวกนั้นไม่ควรจะกลับชาติมาเกิดแล้วหรือ? มีปัญหาอะไรหรือ?]


   [ไม่รู้ว่ามีอะไรมาดูดพลังชีวิตในไข่สัตว์ไป ข้าจึงต้องใช้วิญญาณโลหิตของตนเองหล่อเลี้ยงพวกมันเพื่อปกป้องไข่เอาไว้ ร่างกายข้าจึงเสื่อมถอยและหดเล็กลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นเช่นนี้... หลังจากข้าร่วงหล่น ทุกอย่างก็ขอฝากไว้กับเจ้า]


   [ได้ แต่ว่า...]


   [แต่ว่าอะไร?]


   [แต่ว่าเจ้าจะอยู่ให้นานหน่อยได้หรือไม่ อย่าเพิ่งตาย ตอนนี้ข้ายังไปไหนไม่ได้]


   ไป๋หู่รู้สึกว่าการที่ต้องเป็นสัตว์เทพสี่ทิศร่วมกับเสวียนอู่คงเป็นกรรมของมันแน่ๆ นี่มันหมายความว่าอะไรกัน ให้อยู่นานๆอย่าเพิ่งตาย?


   ไป๋หู่พูดอย่างหงุดหงิด [มีอะไรสำคัญกว่าพวกเราอีกหรือ?]


   เสวียนอู่ไม่ตอบ แต่ส่งภาพรอบกายไปยังวิญญาณเทวะของไป๋หู่โดยตรง มันจึงได้เห็นสถานการณ์คับขันที่เสวียนอู่กำลังเผชิญ ดวงตาแมวเบิกกว้าง [นั่นมัน...ฝูงสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่า?! เจ้า เจ้าไปติดอยู่ในนั้นได้อย่างไร?]


   เสวียนอู่ส่ายหน้า [ไม่รู้...ข้าตื่นขึ้นมาก็อยู่ที่นี่แล้ว]


บทที่ 894: สิ่งมีชีวิตที่น่ารักที่สุดในโลก


   หัวใจของไป๋หู่เย็นวาบ สัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่ามากมายขนาดนี้ เสวียนอู่คงติดอยู่ในรังของพวกมันเป็นแน่


   ตอนนี้ตัวมันเองก็เป็นแค่สัตว์เทพไร้ค่าตัวเล็กๆ เสวียนอู่ก็ติดหล่มไปไหนไม่ได้ จูเชว่กับชิงหลงก็ยังเป็นแค่ไข่ไร้ประโยชน์ยิ่งกว่ามันเสียอีก


   เช่นนั้นพวกมันทั้งสี่ที่เป็นสัตว์เทพสี่ทิศ จะต้องร่วงหล่นลงที่นี่หรือ?


   เสวียนอู่เห็นความเศร้าในใจไป๋หู่ จึงพูดช้าๆอีกครั้ง [อย่ากลัวไป ข้าไม่ตายหรอก]


   ไป๋หู่ตัวน้อยคำรามด้วยความโกรธ [ใครจะห่วงเจ้ากัน! ข้าบอกให้เจ้าฝึกฝนดีๆ เจ้าก็ไม่ฟัง วันๆเอาแต่นอน ข้าแค่เป็นห่วงตัวข้าเองต่างหาก]


   เสวียนอู่พูดอีก [งั้นก็อย่ากังวลไปมีจีอู๋ซวงอยู่ รอสักครู่ข้าจะให้นางรับพวกเจ้าไว้ชั่วคราว แลกเปลี่ยนกับสมบัติล้ำค่าสักอย่าง หากไม่มีสมบัติช่วยจีอู๋ซวงฝึกฝนก็ได้]


   ไป๋หู่รู้สึกว่าเสวียนอู่ เจ้าเต่าเฒ่านี่คงนอนจนสมองเลอะเลือนไปเสียแล้ว


   จีอู๋ซวงเด็กน้อยคนเดียว จะรับพวกมันไว้ได้อย่างไร?!


   ไม่ต้องพูดถึงว่ามันใกล้จะดับสลาย แค่พูดถึงจูเชว่กับชิงหลงสองตัวนี้ดูดพลังจนมันเกือบกลายเป็นไป๋หู่แห้ง จีอู๋ซวงจะต้องถูกพวกมันทำให้ทรมานแน่นอน


   แต่ก่อนที่ไป๋หู่จะได้คัดค้าน เสวียนอู่ก็ได้ติดต่อหาจีอู๋ซวงในฐานะที่จีอู๋ซวงเป็นร่างมนุษย์ที่สามารถ 'หยิบยืมพลัง' จากวิถีสวรรค์ได้ นางย่อมได้ยินคำพูดของพวกเขาอย่างชัดเจน จึงไม่ลังเลที่จะตอบรับ [ตกลง]


   เสวียนอู่ได้ยินว่าจีอู๋ซวงตอบตกลง จึงกล่าวอย่างดีใจ [รู้แล้วว่าเจ้าเชื่อถือได้ รอข้ากลับไปเมื่อไหร่ จะตอบแทนบุญคุณเจ้าให้ดี]


   [ได้ ผู้น้อยจะรอต้อนรับการกลับมาของท่านผู้อาวุโส]


   [ฮ่าๆๆ ดี]


   เสวียนอู่ตัดการติดต่อกับจีอู๋ซวง แล้วเงยหน้ามองรอบด้านที่เต็มไปด้วยเหล่าเดรัจฉานน่ารังเกียจอย่างเย็นชา พลังเทพแผ่ซ่าน ในพริบตาคลื่นน้ำก็ไหลบ่าออกไปราวสามพันสาย


   ในผนึกห้วงมิติว่างเปล่าวาดอันห่างไกลจากสรรพชีวิต คลื่นน้ำได้ก่อตัวเป็นทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่


   หากผู้ใดได้เห็น คงคิดแค่ว่ามันงดงามและสวยสดใสมากเป็นแน่ แต่หากก้าวเข้าไปในนั้น ก็จะรู้ว่ามันคือนรกแห่งการฆ่าล้าง


   อีกด้านหนึ่ง จีอู๋ซวงยื่นมือทั้งสองไปช้อนใต้รักแร้ไป๋หู่อุ้มมันขึ้นสูง แล้วกล่าวยิ้มๆ "ผู้อาวุโส ก่อนที่ผู้อาวุโสเสวียนอู่จะกลับมาให้ผู้น้อยดูแลท่านนะเจ้าคะ อ้อใช่ แล้วผู้อาวุโสจูเชว่กับผู้อาวุโสชิงหลงล่ะเจ้าคะ"


   ไป๋หู่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆล้วงไข่สองฟองออกมาจากใต้ท้องของตน เพราะท้องของมันมีอุณหภูมิสูงที่สุด การวางไว้ใต้ท้องจะช่วยรักษาอุณหภูมิให้ไข่สัตว์เทพทั้งสองฟองได้


   จีอู๋ซวง "..."


   เอ่อ ขออภัยด้วย นางคิดมาตลอดว่าไข่สองฟองนั้นเป็น 'กระพรวน' ของผู้อาวุโสไป๋หู่ ตอนนั้นนางยังคิดอยู่เลยว่าแมวน้อยตัวนี้มี 'ของดี' ด้วย แค่กๆๆ ไม่คิดว่าจะเป็นผู้อาวุโสจูเชว่กับผู้อาวุโสชิงหลง


   แค่กๆๆ นางผิดไปแล้ว!


   แม้ในใจจีอู๋ซวงจะคิดฟุ้งซ่านแต่สีหน้ายังคงจริงจัง "ท่านวางใจได้ โปรดมอบท่านผู้อาวุโสทั้งสองให้ข้าเถิด ผู้อาวุโสไป๋หู่"


   ไป๋หู่ไม่ได้ส่งมอบไข่สัตว์เทพให้จีอู๋ซวงในทันที เพียงแต่บอกตามตรง "พวกเราในฐานะสัตว์เทพทั้งสี่ทิศต่างจากสัตว์เทพโบราณทั่วไป หลังจากร่วงหล่นจะกลับมารวมตัวเป็นไข่อีกครั้ง เพียงแค่บ่มเพาะก็จะสามารถฟักออกมาใหม่ได้ แต่การเลี้ยงดูไข่สัตว์เทพทั้งสี่ทิศต้องใช้พลังมหาศาลที่ไม่มีใครเทียบ หากเจ้ารับไข่สองฟองนี้ไปพวกมันก็จะดูดพลังจากตัวเจ้าไม่หยุด เจ้าอาจจะถูกดูดจนแห้งเหี่ยว... ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือปล่อยให้พวกมันอยู่บนตัวข้าต่อไป หากข้าร่วงหล่น... ก็ค่อยมอบทุกอย่างให้เจ้า จีอู๋ซวง"


   จีอู๋ซวงกะพริบตาถาม "พลังมหาศาลที่ไม่มีใครเทียบ? แบบไหนใช้ได้บ้างเจ้าคะ ต้องเป็นปราณวิญญาณเท่านั้นหรือไม่"


   "ไม่ใช่ พูดให้ถูกต้องคือ พลังทุกอย่างในจักรวาลล้วนใช้ได้ทั้งหมด"


   ดวงตาของจีอู๋ซวงเป็นประกาย "งั้น...ลมปราณดั้งเดิม ปราณวิญญาณ ปราณมาร...รวมถึงพลังฮุ่นตุ้นจากสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าก็ใช้ได้ทั้งหมดหรือ"

   

   ไป๋หู่พยักหน้า "ใช่ ใช้ได้ทั้งหมด แต่พลังฮุ่นตุ้นจากสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่ามีพลังอำมหิตที่รุนแรงและสับสนวุ่นวายมากมาย หากใช้โดยตรง จะทำให้ไข่ทั้งสองฟองระเบิด เป็นการระเบิดแบบ 'ตูม' ที่เห็นได้ชัด"


   จีอู๋ซวงยิ้มพลางกล่าว "เรื่องนี้ท่านวางใจได้ ข้าอาจจะไม่เก่งอะไร แต่การสกัดพลังฮุ่นตุ้นนั้นไม่มีปัญหาแน่นอน"


   เพื่อแสดงว่าตนไม่ได้โกหก จีอู๋ซวงจึงหยิบแก่นดาราของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับกินตะวันออกมาจากมิติพิเศษทันที แล้วกำจัดสิ่งเจือปนออกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยัดเยียดแก่นดาราให้ไป๋หู่


   "ผู้อาวุโสท่านมอบขนให้ข้า ข้าชอบมาก แก่นดารานี้ข้าขอมอบให้ท่านเป็นของขอบคุณ"


   ไป๋หู่ "???"


   ไป๋หู่เกือบคิดว่าตาฝาดไปแล้ว มันขยี้ตาแรงๆ ถึงพบว่าตนเองไม่ได้มองผิด


   ปากของไป๋หู่อ้าออกกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวขาวแหลมเล็กๆ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยว่า "เจ้า...เจ้า...นี่...นี่...นี่คือแก่นดาราของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับกินตะวัน?!"


   จีอู๋ซวงพยักหน้า "ถูกต้อง นี่คือแก่นดาราของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับกินตะวัน"


   "เจ้า...เจ้ามีของสิ่งนี้ได้อย่างไร?"


   "ข้ายังมีอีกมากมาย ผู้อาวุโสสามารถกลืนกินได้ตามสบายหากกินหมดแล้วไม่พอ ข้าจะหยิบมาให้อีก"


   จีอู๋ซวงเคยกลืนกินแก่นดาราของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับทำลายดาวมาแล้ว ดังนั้นแก่นดาราของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับกินตะวันจึงไร้ประโยชน์สำหรับนาง ยกเว้นเป็นแก่นดาราที่เก็บไว้ให้สหายและอาจารย์โดยเฉพาะ ส่วนแก่นดาราของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับกินตะวันและระดับอื่นๆนั้น ก็สามารถจัดการได้ตามใจชอบ

   

   ไป๋หู่เป็นสหายของเสวียนอู่ ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือนาง จีอู๋ซวงย่อมไม่อาจนิ่งดูดายได้

   

   "แน่นอน หากสิ่งนี้ไม่สามารถรักษาบาดแผลของท่านได้ ข้ายังมีน้ำพุแห่งชีวิต หญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วและอื่นๆอีก กล่าวโดยรวมแล้ว ท่านวางใจมอบตัวให้ผู้น้อยเถิด ผู้น้อยถนัดเลี้ยงแมวที่สุดแล้ว ฮิๆๆ"


   ไป๋หู่ "..."


   พูดตามตรง หากไม่มีรอยยิ้มวิปริตพร้อมเสียงหัวเราะ 'ฮิๆ' ในตอนท้ายนั่น ไป๋หู่ก็เกือบจะซาบซึ้งใจในตัวจีอู๋ซวงแล้ว แต่พอนางหัวเราะเช่นนี้ไป๋หู่ก็นึกขึ้นมาได้ทันที!


   เด็กหญิงผู้นี้ นาง...หมายตาร่างของข้าสินะ!!!


   ไป๋หู่ยังคงอยากจะรักษาท่าทีไว้ แต่ไม่ทันได้ตั้งตัว จีอู๋ซวงก็เริ่มหยิบของวิเศษออกมาราวกับไม่เสียดาย


   "นี่น้ำพุแห่งชีวิต!"


   "เอาหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วไป!"


   "ยังมีหญ้าแห่งแม่น้ำฮั่นอีก!"


   เนื่องจากไป๋หู่เป็นผู้ครอบครองธาตุทองในบรรดาสัตว์เทพทั้งสี่ จีอู๋ซวงจึงหยิบแก่นกำเนิดธาตุทองออกมาด้วย


   แก่นกำเนิดธาตุทอง!


   ไป๋หู่รู้สึกสั่นไหวในใจจริงๆ!


   แต่หากยอมมันขายร่างกายตนเองเพื่อแลกกับแก่นกำเนิดธาตุทอง วันหน้าถ้าเสวียนอู่ ชิงหลงและจูเชว่ล่วงรู้เข้า มันจะเอาหน้าตาไปไว้ที่ใด?


   ไม่ได้ ไม่ได้ มันก็ต้องรักษาหน้าเหมือนกัน!


   หากเรื่องจบลงแค่ตรงนี้ ไป๋หู่ยังพอจะ 'อดทน' เพื่อรักษาหน้าได้ แต่พอจีอู๋ซวงหยิบน้ำศักดิ์สิทธิ์ต้นกำเนิดออกมา ไป๋หู่ก็นั่งไม่ติดแล้วถึงขั้นกระโดดพรวดเข้าไปในอ้อมอกของจีอู๋ซวงแล้วส่งเสียงร้อง 'เหมี๊ยว' อย่างออดอ้อน "แค่กๆๆ ร่างกายของข้าคงไม่เหมาะที่จะเดินทางในผนึกห้วงมิติว่างเปล่าอีกแล้ว คงต้องรบกวนเสี่ยวอู๋ซวงแล้ว"


   จีอู๋ซวงรำพึงในใจสมกับที่ว่าไม่มีสิ่งใดในโลกจะปฏิเสธน้ำศักดิ์สิทธิ์ต้นกำเนิดได้ แม้แต่สัตว์เทพไป๋หู่ก็ยังทำไม่ได้ ค่อยคุ้มกับที่นางต้องไปแอบขโมยน้ำศักดิ์สิทธิ์ต้นกำเนิด 'หนึ่งหยด' มาจากแก่นกำเนิดเทียนสุ่ยหน่อย นี่ถ้าหากถูกรู้เข้าคงโดนตีแน่


   แต่เพื่อให้ไป๋หู่ยอมมาอยู่ด้วย ถึงจะโดนแก่นกำเนิดเทียนสุ่ยตีสักยกนางก็ยอม


   ในตอนนี้แก่นกำเนิดเทียนสุ่ยในโลกใบน้อยก็เริ่มพับแขนเสื้อแล้ว ทำเอาสรรพชีวิตทั้งหมดในโลกใบน้อยพากันเงียบกริบไปหมด โดยเฉพาะวิญญาณต้นไม้อย่างต้นโพธิ์ ต้นผลเทียนหยวนและผลไม้วิญญาณปีศาจศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงวิญญาณหญ้าอย่างหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่ว วิญญาณหญ้าแห่งแม่น้ำฮั่น และวิญญาณหญ้าตะวันแดงต่างก็ก้มหน้าก้มตาไม่กล้ามองใคร


   แค่กๆๆ ที่จริงพวกมันก็แอบไป 'ดูด' น้ำศักดิ์สิทธิ์ต้นกำเนิดตอนที่แก่นกำเนิดเทียนสุ่ยปิดด่านบำเพ็ญตนหรือไม่อยู่ 'บ้าน' เหมือนกัน


   พวกมันขอรับรองว่าแค่ 'ดูดนิดหน่อย' เท่านั้น ไม่ได้ 'กลืนกิน' แน่นอน


   เพราะพวกมันไม่ได้หน้าด้านเหมือนนายท่าน ที่มีผิวหนังแข็งแกร่งดุจทองแดงเหล็กกล้า


   นางโดนแก่นกำเนิดเทียนสุ่ยตีก็ไม่กลัว แถมยังยิ้มตาหยีได้อีก


   แต่ถ้าพวกมันโดนแก่นกำเนิดเทียนสุ่ยตบสักที อาจต้องไปพบบรรพบุรุษเข้าจริงๆ!


   เหล่าธาตุ 'ไม้' ตัวน้อยเห็นแก่นกำเนิดเทียนสุ่ยโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ ก็กอดกันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว


   ฮือๆๆ ถ้าตีนายท่านของพวกมันแล้ว ก็อย่าตีพวกมันอีกเลยนะ


   หลังจากไป๋หู่กลืนกินน้ำศักดิ์สิทธิ์ต้นกำเนิด บาดแผลบนร่างก็หายสนิททันที


   เพราะมันใช้วิญญาณโลหิตของตนเองบ่มเพาะไข่ของจูเชว่และชิงหลงมาเป็นเวลานานร่างกายจึงอ่อนแอมาก พอได้รับพลังชีวิตอันเข้มแข็งอย่างกะทันหันเช่นนี้ มันก็ง่วงจนต้านทานไม่ไหว ทันทีที่ส่งไข่ทั้งสองฟองให้จีอู๋ซวงก็รีบกระตุกแขนเสื้อจีอู๋ซวงพลางสั่งกำชับ


   "ข้าง่วงเหลือเกิน...ก็...ฝากด้วยแล้วกัน...อีกอย่าง...ทะเลหมิงไห่...อันตราย...รอข้าตื่น จะไปด้วยกัน...รอข้า...ครือๆ..."


   พูดยังไม่ทันจบ แมวน้อยก็หลับสนิทไปแล้ว ทำเอาจีอู๋ซวงรู้สึกใจละลายอีกครั้ง


   ลูกแมวน้อยช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักที่สุดในโลกจริงๆ!


บทที่ 895: เทพปีศาจลำดับที่สาม


   จีอู๋ซวงนำไป๋หู่ที่หลับอยู่เข้าไปในโลกใบน้อย จากนั้นก็ใช้หญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วห่อไข่จูเชว่และชิงหลงเอาไว้แล้วนำเข้าไปด้วยกัน


   ทันทีที่ไป๋หู่เข้าไปในโลกใบน้อย แก่นกำเนิดเทียนสุ่ยก็รับรู้ได้ถึงพลังของน้ำศักดิ์สิทธิ์ต้นกำเนิดบนตัวมันในทันที


   แก่นกำเนิดเทียนสุ่ยจ้องมองลูกแมวน้อยอยู่นาน สุดท้ายก็ส่งเสียงฮึมฮัมสองครั้งแล้วอุ้มไข่ทั้งสองใบจากไป ก่อนจะไปก็ไม่ลืมที่จะคลุมผ้าห่มที่ทอจากหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วให้แมวลายตัวน้อยด้วย


   ถึงอย่างไรผู้ที่ขโมยน้ำก็เป็นจีอู๋ซวง มันเป็นน้ำที่มีสติปัญญาและความยุติธรรม จึงไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์


   จีอู๋ซวงแอบมองภาพในโลกใบน้อยเงียบๆ เห็นแก่นกำเนิดเทียนสุ่ยไม่ได้ทำร้ายไป๋หู่ จูเชว่และชิงหลง ก็รู้สึกสับสนอย่างมาก


   ใครจะเข้าใจเล่าว่าตัวนางเองกลับมีสถานะต่ำที่สุดในสายตาของแก่นกำเนิดเทียนสุ่ย!


   ช่างน่าขันเสียจริง!


   จีอู๋ซวงบ่นในใจเงียบๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะขุดซางซีที่อยู่ใน 'พลังวิญญาณไร้ธาตุ' ออกมาแล้วเดินหน้าต่อไป


   เส้นทางต่อจากนี้ราบรื่นผิดปกติ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมี 'ขนไป๋หู่' คุ้มครองหรือไม่ จีอู๋ซวงถึงไม่เจอสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าเลยสักตัว ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่ 'วิญญาณดารา' ที่มักจะว่ายผ่านมาบ้างก็ยังไม่รู้สึกถึง


   ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังดีใจอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงหัวเราะอำมหิตดังมาจากขอบฟ้า


   "ไป๋หู่ ไป๋หู่ เจ้าไม่วิ่งแล้วหรือ? วิ่งสิ ฮ่าๆๆ วันนี้ข้าจะถลกหนังเสือของเจ้า...เอ๊ะ? เจ้าเป็นใคร? ไป๋หู่อยู่ไหน?"


   จีอู๋ซวงเงยหน้ามองอย่างสงสัย เห็นหมอกดำกลุ่มหนึ่งที่กำลังล่องลอยอยู่ในผนึกห้วงมิติว่างเปล่า


   พลังอันเข้มข้นและน่าสะพรึงกลัวนั้น จีอู๋ซวงคุ้นเคยเป็นอย่างดี


   เมื่อครั้งที่จีอู๋ซวงเกือบจะดับสลายในทะเลหมิงไห่ก็เป็นเพราะคนตรงหน้า หรือควรจะเรียกว่าปีศาจตรงหน้านี่แหละ


   พอจีอู๋ซวงนึกถึงตรงนี้ ก็อดที่จะยิ้มสดใสออกมาไม่ได้


   "สวัสดีเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโส"


   หมอกดำฝั่งตรงข้ามดูเหมือนจะจำจีอู๋ซวงไม่ได้ จึงถามอย่างงุนงง "เจ้ารู้จักข้าหรือ?"


   จีอู๋ซวงยิ้มเผยฟันขาวสะอาด "แน่นอนว่ารู้จัก เทพปีศาจลำดับสามหมัวถู"


   ใบหน้าของหมัวถูค่อยๆปรากฏขึ้นจากหมอกดำเป็นใบหน้าที่งดงามเลอโฉม คิ้วตาเฉิดฉายจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงดั่งชาดราวกับบงกชโลหิตที่บานสะพรั่งท่ามกลางน้ำแข็งและหิมะ ทั้งรูปโฉมภายนอกและสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายบาปที่ทำให้ผู้ทรงพลังมากมายต้องหลงใหลและตกสู่ความเสื่อมทราม


   ทั้งเย้ายวนใจคน และกระทบถึงวิญญาณ


   หมัวถู


   เทพปีศาจที่งดงามและอันตรายที่สุดในบรรดาเทพปีศาจทั้งเจ็ดตนแห่งยุคโบราณ


   เพราะเทพปีศาจตนอื่นล่าเหยื่อที่เป็นผู้ศรัทธาและสรรพชีวิต แต่เป้าหมายของหมัวถูกลับเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าของเผ่าพันธุ์ต่างๆ


   นางกล่าวว่าเหยื่อธรรมดาไม่มีทั้งความ.งดงามและพลัง แม้พวกเขาจะสมัครใจมอบกายให้นาง นางก็ไม่สนใจจะแตะต้อง


   มีเพียงอัจฉริยะระดับสูงสุด มีเพียงผู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง มีเพียงดวงดาวที่เป็นที่จับตามองอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะคู่ควรเป็นเหยื่อของนาง


   อย่างเช่นกระบี่ไร้พ่ายที่ยังอยู่ในช่วงเติบโต ณ ตอนนั้น


   แต่ว่า...ความสนใจของหมัวถูที่มีต่อเหยื่อนั้น ก็มีเพียงแค่จนกว่าจะได้มาครอบครองเท่านั้น เช่นในครั้งนั้นนางได้ฟันร่างกระบี่ไร้พ่ายที่ยังไม่ทันเติบโตเต็มที่ เมื่อเห็นว่านางสิ้นลมแล้ว ก็โยนร่างลงไปในรอยแยกผนึกห้วงมิติว่างเปล่าที่ตนสร้างขึ้น


   ส่วนโฉมหน้าของ 'กระบี่ไร้พ่าย' นางก็ลืมไปนานแล้ว


   หลังจากนั้นเมื่อเกิดสงครามจุดจบแห่งสรรพสิ่งหมัวถูก็ไม่สนใจอีก เพราะนางพบของเล่นใหม่ที่น่าสนใจกว่าเป้าหมายที่น่ารักกว่าแล้ว


   และในยามนี้เมื่อมองเด็กสาวอายุเพียงสามสิบกว่าปีที่ยืนอยู่ตรงหน้า หมัวถูก็อดไม่ได้ที่จะมีแววตาเร่าร้อน


   "เจ้ามีการบ่มเพาะอยู่ที่ระดับเสินจุนหรือ?"


   "ใช่"


   "ขั้นเสินจุนในวัยเพียงสามสิบกว่าปี?" ดวงตาเรียวยาวอันเย้ายวนของหมัวถูเป็นประกาย "ตั้งแต่เมื่อใดกันที่มนุษย์มีอัจฉริยะเช่นเจ้าเกิดขึ้น? เจ้าชื่ออะไร?"


   จีอู๋ซวงยิ้มกึ่งไม่ยิ้มพลางกล่าว "ใครบอกเจ้าว่าข้าเป็นมนุษย์?"

   

   "เจ้าไม่ใช่หรือ?"


   "แน่นอนว่าไม่ใช่"


   "งั้นเจ้าคือ..."


   จีอู๋ซวงปล่อยพลังปีศาจบรรพกาลอันหนักหน่วงออกจากกลางหน้าผาก พริบตาเดียวก็กดทับพลังเทพปีศาจของหมัวถูจนสิ้น กลายเป็นโซ่ตรวนอักขระแห่งเต๋านับไม่ถ้วนปิดกั้นทุกเส้นทางถอยของหมัวถู


   เมื่อหมัวถูเห็นโซ่ตรวนอักขระแห่งเต๋า ดวงตาก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นยิ่ง


   "ที่แท้ก็เป็นอาจารย์อักขระแห่งเต๋า! ฮะๆ ข้ายังไม่เคยพบอาจารย์อักขระแห่งเต๋ามาก่อน น่าสนใจนักเจ้าเด็กน้อย! มา! หากทำให้เทพปีศาจอย่างข้าสนุกได้เต็มที่ในวันนี้ ข้าก็จะละเว้นชีวิตสุนัขของเจ้าแล้วลอกหนังแยกกระดูกเจ้าทำเป็นโคมไฟกระดูกคนกักวิญญาณเจ้าไว้ในนั้นชั่วนิรันดร์ ดีหรือไม่?"


   "ช่างพูดจาเหลวไหลเสียจริง"


   เมื่อคำพูดนั้นจบลง จีอู๋ซวงก็ชักหงเหมิงกระโจนขึ้นฟันตรงไปที่กลางหน้าผากของหมัวถู


   พลังกระบี่พริ้วไหวดั่งร่ายระบำ ท่วงท่ากระบี่กวาดล้างทุกสิ่ง แต่หมัวถูไม่เพียงไม่ถอยยังตื่นเต้นจนแก้มแดงระเรื่อราวกับเห็นภาพจีอู๋ซวงกลายเป็นโคมไฟกระดูกคนแล้ว จนกระทั่งกระบี่เล่มนั้นฟันผ่านพลังปีศาจที่ห่อหุ้มร่างผิวหนังอันเหนียวแน่น ผ่านร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการหลอมมานับพันครั้ง รวมถึงพลังป้องกันวิญญาณโลหิตปีศาจของเทพปีศาจโบราณ ดั่งมังกรว่องไวที่แทงหัวใจของนางออกมา


   ท่ามกลางโลหิตปีศาจที่พุ่งกระเซ็น หมัวถูก็เห็นหัวใจของตนตกอยู่ในมือของจีอู๋ซวง


   มือหนึ่งของนางบีบหัวใจของหมัวถู อีกมือหนึ่งวาดกระบี่เบาๆ แล้วหัวเราะเยาะ


   "เทพปีศาจโบราณ ก็แค่นี้เอง"


   หมัวถูตรวจดูหน้าอกที่โหว่เป็นรูของตน ดวงตาสีแดงเพลิงอันงดงามเต็มไปด้วยความตกตะลึง นางไม่เข้าใจในฐานะที่เป็นเทพปีศาจโบราณ พลังกระบี่ธรรมดาไม่น่าจะสามารถแตะต้องร่างของนางได้


   แล้วเด็กสาวตรงหน้านี้ทำได้อย่างไร?!


   เหตุใดเพียงแค่กระบี่เดียวก็ควักหัวใจของนางออกมาได้แล้ว?!


   "เจ้า...เป็นใครกันแน่...อ๊า หยุดเดี๋ยวนี้!"


   น้ำเสียงของหมัวถูพลันแหลมเสียดหูและเร่งร้อน เพราะจีอู๋ซวงค่อยๆหันมองนางพลางบีบหัวใจในมือแน่นขึ้น


   ริมฝีปากที่ยกยิ้มบาง ท่าทางที่สงบนิ่ง สายตาเยือกเย็น ทุกอย่างบ่งบอกว่าเด็กสาวตัวเล็กๆตรงหน้านี้ไม่เพียงสามารถสังหารนางได้ แต่ยังทำได้อย่างง่ายดายอีกด้วย


   "หยุดนะ!"


   หมัวถูแสดงความศักดิ์สิทธิ์ออกมา พลังปีศาจกลายเป็นกระแสธารถาโถมเข้าใส่จีอู๋ซวง พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลนั้นทำให้มิติพิเศษโดยรอบบิดเบี้ยวและส่งเสียงดัง แต่กลับไม่อาจสั่นคลอนจีอู๋ซวงได้แม้แต่น้อย นางยังยืนอยู่ท่ามกลางพลังปีศาจที่พัดกระหน่ำอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะค่อยๆบดขยี้หัวใจของหมัวถูทีละนิด


   "อ๊า...ไม่...ไม่!!!"


   โพละ!


   หัวใจของเทพปีศาจแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บางส่วนกระเซ็นตกลงบนหว่างคิ้วของจีอู๋ซวง ซึ่งทำให้นางดูงดงามราวกับความบริสุทธิ์และการสังหารที่เกี่ยวพันกัน


   หมัวถูได้แต่มองจีอู๋ซวง มองใบหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยหยาดโลหิตปีศาจของนาง ราวกับปีศาจที่กระหายเลือด...


   ใช่แล้ว


   หมัวถูรู้สึกว่าเมื่อเทียบกับตน หญิงสาวตรงหน้านี้ต่างหากที่เป็นปีศาจ!


   เป็นปีศาจที่กินปีศาจเป็นอาหาร!


   หมัวถูพยายามจะหนี แต่ 'พันธนาการ' ที่จีอู๋ซวงวางไว้ล่วงหน้าได้ผนึกเส้นทางถอยของนางอย่างสิ้นเชิง บดขยี้นางจนหมดสิ้น ตามหลักแล้วแม้มนุษย์จะสามารถการแสดงความศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ไม่อาจผนึกเผ่าปีศาจอย่างพวกนางได้


   นี่มันอะไรกันแน่?!


   หมัวถูพยายามดิ้นรนหลายครั้งแต่ก็ไร้ผล รู้สึกว่าชีวิตของตนกำลังดับวูบลงอย่างรวดเร็ว


   ในที่สุดนางก็หวาดกลัวพยายามคำรามเสียงต่ำ "เจ้าเป็นใครกันแน่! เหตุใดถึงใช้พันธนาการแห่งเต๋ามาผนึกเทพปีศาจอย่างข้าได้!!!"


   จีอู๋ซวงเรียกไท่ซวีออกมา ให้ไท่ซวีเผาผลาญร่างของหมัวถู


   จีอู๋ซวงต่อสู้กับหมัวถูมาหลายครั้ง ย่อมรู้ดีว่าเทพปีศาจผู้นี้มี 'ร่างอมตะ' หากจะแก้แค้นก็ต้องไม่ปรานีแม้แต่น้อย


   "ไท่ซวี เผานางให้เป็นจุณ"


   พร้อมกับเปลวเพลิงที่กลายเป็นลมปราณห่อหุ้มตัวนางไว้ หมัวถูก็จำได้ว่านี่ไม่ใช่เพลิงธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงระดับสูงสุดของทำเนียบวิถีเพลิงแห่งสวรรค์ เพลิงไท่ซวี!


   ตอนแรกก็สามารถขุดหัวใจของนางออกมาได้ แล้วก็สามารถปิดกั้นเส้นทางหนีของนาง จากนั้นก็สามารถเผาร่างอมตะของนางได้ หมัวถูคาดเดาว่าคนตัวเล็กผู้นี้คงมาล่านางโดยเฉพาะ


   ทั้งหมดนี้ชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกับดักที่วางไว้สำหรับนาง!


บทที่ 896: นางกลับมาเกิดใหม่ได้อย่างไร


   "รอก่อน!!!" หมัวถูตะโกนลั่น "ไม่ว่าผู้ใดจะส่งเจ้ามาข้ายินดีให้ค่าจ้างเป็นสิบเท่า! ข้ายังยินดีมอบสมบัติทั้งหมดที่สะสมมาหลายปีให้เจ้าด้วย! เพียงแค่ปล่อยให้ข้าจากไป ข้าขอสาบานว่าจะไม่กลับมาแก้แค้นเจ้าเด็ดขาด! ขอเพียงปล่อยให้ข้าไป... อ๊าก..."


   หมัวถูไม่คิดว่าตนเองจะเสนอข้อเสนอที่ดีขนาดนี้แล้ว จีอู๋ซวงก็ยังจะเผานาง

   

   เปลวเพลิงไม่มีทางดับได้เลย!


   ช่วยไม่ได้แล้ว!


   ร่างกายอันสมบูรณ์แบบที่นางภาคภูมิใจ กลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดสิ้น


   "อ๊าก...นังตัวดี! เช่นนั้นเจ้าก็ตายซะ!"


   เมื่อเห็นว่าร่างอมตะของตนถูกเผาจนหมดสิ้นแล้ว หมัวถูจึงสละร่างเทพปีศาจทิ้งไป ปล่อยวิญญาณเทวะออกมาพุ่งเข้าใส่จีอู๋ซวง


   หมัวถูตั้งใจจะแย่งร่างของจีอู๋ซวง


   แม้ว่าจีอู๋ซวงจะเป็นมนุษย์ ไม่อาจเทียบกับร่างอันสมบูรณ์แบบของนางได้ แต่มีร่างไว้ชั่วคราวย่อมดีกว่า ภายภาคหน้าค่อยๆหาร่างอื่นที่พอใจกว่านี้ก็ได้


   เมื่อวิญญาณเพลิงไท่ซวีเห็นเช่นนั้น ก็จะไปขวางหน้าจีอู๋ซวงไว้แต่ไม่คาดว่านางกลับส่งเสียงบอกให้ไท่ซวีหลีกไป


   ไม่เพียงแต่ให้ไท่ซวีหลีกไป ยังบอกให้แผนภาพทำนายฟ้า หงเหมิง ธงน้อย โคลนวุ้นน้อยและคนอื่นๆว่าอย่าได้ขัดขวางหมัวถู


   พวกเขาทั้งหมดเข้าใจเจตนาของจีอู๋ซวงทันที โดยเฉพาะธงน้อยมันรู้สึกสะท้อนใจนัก


   แม้ตอนนี้มันจะยอมจำนนต่อจีอู๋ซวงโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่มันก็ไม่ลืมว่าตอนแรกมันก็ถูกหลอกแบบนี้เหมือนกัน


   จีอู๋ซวงแสร้งทำเป็นอ่อนแอ จงใจล่อเหยื่อเข้าไปในทะเลจิตของนางแล้วปิดประตูซ้อมสุนัข


   จุ๊ๆๆ ไม่นึกว่าครั้งที่แล้วมันยังเป็นสุนัขที่ถูกซ้อม คราวนี้กลับกลายเป็น 'ผู้' ที่ซ้อมสุนัขแทนเสียแล้ว


   ฮิๆ คิดแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน


   อีกอย่าง พวกเทพปีศาจนี่สมองไม่ค่อยดีจริงๆ


   นางก็น่าจะคิดดูหน่อยนะ ปะทะกันตรงๆ นางยังไม่มีทางจะเอาชนะจีอู๋ซวงได้ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่เข้าไปในทะเลจิตแล้วจะชนะ?


   ฝันไปเถอะ


   จะแย่งร่างอีก ฮึๆ ช่างคิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกิน


   แม้แต่เทพปีศาจอันดับเจ็ดโหมวโหยวที่ทั้งต่ำช้า เจ้าเล่ห์และชั่วร้าย ยังต้องเชื่อฟังติดตามจีอู๋ซวงมาหลายปี ไม่กล้าคิดแย่งร่างเลยสักนิด หมัวถูกลับกล้านัก


   วิญญาณเทวะของหมัวถูพุ่งตรงเข้าสู่ทะเลจิตของจีอู๋ซวง นางคิดว่าตนเองวางแผนได้ดี จีอู๋ซวงเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ แม้จะมีวัตถุวิเศษ เชื้อไฟและกลอุบายที่แยบยล แต่หากเทียบพลังวิญญาณเทวะแล้วย่อมอ่อนด้อยราวกับมดปลวกต่อหน้านาง


   "เจ้าจงกลายเป็นส่วนหนึ่งของข้าเถิด มดปลวกน้อย"


   เมื่อเข้าสู่ทะเลจิตของจีอู๋ซวง นางก็กวาดตามองไปรอบๆ หัวเราะเยาะอย่างดูแคลนขณะพยายามค้นหาวิญญาณเทวะของจีอู๋ซวง แต่ทันทีที่เสียงหัวเราะจบลง นางกลับพบว่ามีมือขนาดมหึมาปรากฏขึ้นใต้เท้าของนาง


   ตรงกลางฝ่ามือยักษ์นั้นมีปากขนาดใหญ่ฝังอยู่ มือนั้นคว้าวิญญาณเทวะของหมัวถูด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแล้วอ้าปากกว้างกัดขยี้ 'ศีรษะ' ของหมัวถูในชั่วพริบตา


   "อ๊าก..."


   วิญญาณเทวะแตกสลาย!


   กลายเป็นเถ้าธุลีทีละนิด!


   นี่ไม่ใช่เพียงความเจ็บปวดผิวเผินของร่างกาย ความเจ็บปวดนี้ไร้ที่สิ้นสุดวนเวียนห่อหุ้มนางตั้งแต่วินาทีแรกที่ถือกำเนิด ติดตามนางผ่านกาลเวลาอันยาวนาน...

   

   เจ็บ!


   แทรกซึมทุกอณู!


   ดำรงอยู่ในทุกความคิด ทุกลมหายใจ แม้กระทั่งทุกครั้งที่กะพริบตา


   นางรู้สึกว่าวิญญาณและสมองถูกมือนั้นบีบคั้นจนเหลือแต่ความว่างเปล่า!


   มึนงง สับสน


   ภาพมากมายผุดขึ้นในความคิดของนางราวกับม้าหมุน...


   ตั้งแต่การถือกำเนิด การกลืนกินเลือดเนื้อของปีศาจบรรพกาลเพื่อเติบโต จนกระทั่งสังหารฝ่าวงล้อมขึ้นสู่ตำแหน่งเทพปีศาจโบราณ


   รวมถึงการสังหารเผ่าพันธุ์อื่น ทำลายล้างสิ่งมีชีวิตและการเล่นสนุกกับชีวิตผู้อื่น


   หากนางต้องการ นางสามารถฆ่าใครก็ได้


   ตั้งแต่ทายาทของจักรพรรดิเซวียนหยวน ผู้รับมรดกสืบทอดของสัตว์เทพโบราณ ไปจนถึงเทพปีศาจโบราณอื่นๆ และเผ่าพันธุ์ที่ถูกลืมที่หยิ่งผยองเหล่านั้น


   นางเกิดมาพร้อมพลังและความงาม นางถูกลิขิตให้เป็นอิสระและไร้พันธนาการ


   ความโหดร้ายกระหายเลือดคือธาตุแท้ของนาง แล้วมันจะเป็นไรไป?


   ใครใช้ให้นางแข็งแกร่งเล่า?


   ผู้อ่อนแอย่อมเกิดมาเพื่อให้ถูกครอบงำ


   นี่คือกฎที่หมัวถูยึดถือมาตลอด


   แต่บัดนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและความตาย...นางถึงได้ตระหนักถึงความเจ็บปวดและความสิ้นหวังของการถูกผู้อื่นควบคุมชีวิต...


   จริงๆแล้ว ช่างน่าสิ้นหวังเหลือเกิน


   หากให้โอกาสนางอีกครั้ง นางจะต้อง...


   จะต้อง...


   ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดให้สิ้นซาก ก่อนที่เด็กน้อยผู้นั้นจะถือกำเนิดเอาให้ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว


   เสียใจ


   นางรู้สึกเสียใจยิ่งนัก...


   หลังจากที่ศีรษะของวิญญาณเทวะของหมัวถูระเบิด 'มือยักษ์' นั้นก็พ่นเศษวิญญาณเทวะที่แตกกระจายของหมัวถูออกมาพร้อมเสียง 'ถุยๆๆ' หลายครั้ง


   มือยักษ์นี้แน่นอนว่าคือร่างแปลงของวิญญาณเทวะของจีอู๋ซวงเพียงแต่รูปลักษณ์ดูแปลกตาไปบ้าง


   แผนภาพทำนายฟ้า ไท่ซวี หงเหมิง ธงบรรพกาลและโคลนวุ้นน้อยต่างก็รีบวิ่งเข้ามาล้อมวง เมื่อแน่ใจว่าจีอู๋ซวงไม่ได้รับบาดเจ็บจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แผนภาพทำนายฟ้ารีบเร่งว่า "เร็วเข้าเสี่ยวอู๋ซวงนี่คือวิญญาณเทวะของเทพปีศาจลำดับสามนะ หากเจ้ากลืนกินมันเข้าไปพลังวิญญาณเทวะจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น"


   "ไม่เอา"


   "หา?" แผนภาพทำนายฟ้างุนงง "เหตุใดจึงไม่เอาเล่า? หากเจ้าไม่ต้องการกลืนกินวิญญาณเทวะของนาง แล้วเหตุใดจึงต้องใช้ความพยายามมากมายล่อนางเข้ามา?"


   มือยักษ์หดเล็กลง ค่อยๆร่ายคาถา ภาพมากมายปรากฏวนเวียนรอบๆดั่งดาวตก ไม่นานมือยักษ์ก็เลือกภาพหนึ่งออกมา


   แผนภาพทำนายฟ้าตกใจ "นี่คือ..."


   "ใช่ วิชาค้นวิญญาณ"

   

   "เจ้าปล่อยนางเข้ามาเพื่อจะดู 'ความทรงจำ' ของนาง?"


   "ถูกต้อง"


   จีอู๋ซวงเปิดภาพ ในนั้นเป็นภาพสตรีนางหนึ่งถูกหมัวถูทรมานจนตาย


   ร่างของสตรีผู้นั้นมีกระดูกหักทั้งร่าง นางหยุดหายใจแล้วแม้แต่ศีรษะก็ถูกฟันขาดครึ่ง เหลือเพียงเนื้อและหนังน้อยนิดที่ยังติดกับร่าง


   ส่วนหมัวถูก็ค่อยๆหดกรงเล็บ ค่อยๆเช็ดคราบเลือดบนฝ่ามือ บางครั้งก็ก้มมองศพที่เท้าด้วยความรังเกียจจึงขมวดคิ้วแล้วเตะนางเข้าไปในผนึกห้วงมิติว่างเปล่าที่ฉีกขาดจากการต่อสู้ของทั้งสอง


   กระแสวุ่นวายในรอยแยกกลืนกินศพไปในพริบตา หมัวถูจึงกุมท้องแล้วพ่นเลือดสดพลางด่าทอ


   "บัดซบ ลูกศิษย์ของหมิงท่งนั่นช่างยากจะจัดการเหลือเกิน..."


   ภาพจบลงเพียงเท่านี้


   จีอู๋ซวงจึงเข้าใจข้อสงสัยที่มีมาตลอด ที่นางฟื้นขึ้นมาที่ริมทะเลหมิงไห่คงเป็นเพราะเข้าไปผ่านรอยแยกของผนึกห้วงมิติว่างเปล่านี้กระมัง?


   เพียงแต่...


   ตอนนั้นนางได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น ย่อมตายไปแล้วอย่างแน่นอน


   แล้ว...นางกลับมา 'เกิดใหม่' ได้อย่างไรกัน?


   หากไม่ได้เกิดใหม่แล้วร่างที่ปรากฏต่อหน้าผู้คนมากมายในภายหลังของกระบี่ไร้พ่ายนั้น เป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่หรือว่าเป็นปีศาจร้ายที่กลับมาเกิดใหม่ด้วยการกลืนกินพลังของทะเลหมิงไห่กันแน่?


   จีอู๋ซวงครุ่นคิดอยู่นานก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่านอกจากแผนภาพทำนายฟ้าแล้ว พวกตัวใหญ่ทั้งหมดต่างจ้องมองนางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ นางแกล้งทำเป็นสบาย ๆ ยักไหล่พลางยิ้มเบาๆ "พวกเจ้าไม่ได้มองผิด นั่นคือตัวข้าจริงๆ"


   พวกเจ้าตัวใหญ่ "!!!"


   "นี่มัน..."


   จีอู๋ซวงยิ้มอ่อนโยน "ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ในความทรงจำของหมัวถู ข้าคิดว่าข้าน่าจะตายสนิทแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ รอพวกเราไปถึงทะเลหมิงไห่ก็จะรู้แจ้งเอง"


   เห็นพวกเจ้าตัวใหญ่ล้อมรอบตัวนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง นางยิ้มพลางลูบหัวพวกมันทีละตัวสุดท้ายก็ไม่ลืมที่จะลูบแผนภาพทำนายฟ้าด้วย


   "อย่ากังวลไปเลย ข้าสบายดี"


   จีอู๋ซวงได้ตัดสินใจแล้ว ไม่ว่านางจะเป็นคนเป็นหรือวิญญาณ หรือแม้แต่จะเป็น...สัตว์ประหลาดเป็นสิ่งผิดปกติที่ไม่ควรปรากฏในโลกนี้ก็ตาม ล้วนไม่สำคัญ


   เพราะว่า จูเหยียนยังคงรอให้นางไปรับอยู่ พวกเด็กน้อย อาจารย์เฟิ่งอิ๋งและเว่ยกั๋วรวมถึงคนอื่นๆ ก็กำลังรอนางกลับไป


   นางจะไม่จมอยู่กับความสงสัยในตัวเอง และจะไม่ปฏิเสธตัวเอง


   หลังจากแน่ใจว่าจีอู๋ซวงยอมรับสภาพได้ดีและไม่มี 'ความรู้สึกสูญเสีย' ใดๆ พวกเจ้าตัวใหญ่จึงค่อยวางใจลงอย่างสิ้นเชิง


   แผนภาพทำนายฟ้าก้าวเข้ามา 'กอด' จีอู๋ซวงเบาๆ


   ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องพูดออกมาก็เข้าใจกัน


   จีอู๋ซวงไม่อยากกลืนกินวิญญาณเทวะของหมัวถู แต่ก็ไม่อยากปล่อยให้สูญเปล่า ดังนั้นนางจึงกลั่นกรองวิญญาณเทวะของหมัวถูให้เป็น 'แก่นแท้' เก็บไว้ เพื่อนำกลับไปเติมเต็มวิถีสวรรค์แดนปีศาจ


   เมื่อนางตื่นจากการ 'มองภายใน' ก็พบว่าซางซีก็จบการฝึกฝนแล้วเช่นกัน


   พอเห็นจีอู๋ซวงลืมตาขึ้น ดวงตาของซางซีก็แดงเรื่อขึ้นมาทันที "ท่านตื่นแล้วหรือ? ท่านถูกโจมตีหรือ? ท่านบาดเจ็บหรือไม่?"


   คงมีแค่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อซางซีตื่นขึ้นมา แล้วเห็นจีอู๋ซวงที่เปื้อนเศษซากและรอบตัวมีทะเลโลหิตปีศาจล้อมรอบนั้น นางตกใจมากเพียงใด


   โดยเฉพาะเมื่อนางเรียกอย่างไรจีอู๋ซวงก็ไม่ตอบสนอง ซางซีแทบจะคิดว่านางเป็นอะไรไปแล้ว


   โชคดีที่จีอู๋ซวงตื่นขึ้นมา


   จีอู๋ซวงมองทะเลโลหิตปีศาจที่เกิดจากการล่มสลายของเทพปีศาจรอบๆ ก็ยกมือใช้อักขระแห่งเต๋ากักขังมันเข้าไปในโลกใบน้อยแล้วจึงพูดว่า "ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วงแล้ว ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่ระหว่างทางเจอศัตรูเก่าเข้า เจ้าฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง?"


   ซางซีแน่ใจว่าจีอู๋ซวงไม่เป็นอะไรจริงๆ จึงตอบอย่างเก้อเขิน "มีความเข้าใจบ้าง แต่ดูเหมือนจะยังขาดอะไรบางอย่าง..."


   จีอู๋ซวงเช็ดคราบสกปรกบนมือให้สะอาดก่อนแล้วจึงตบบ่าซางซีพลางพูดว่า "ไม่เป็นไร รอเจ้าไปถึงแดนเทพข้าจะให้วิถีสวรรค์เสินเจี้ยสอนเจ้าสักหน่อย"


   ซางซีได้ยินดังนั้นก็งงงัน "หา?"


   "หาอะไร?"


   ซางซีกระตุกมุมปากอย่างบ้าคลั่ง นึกในใจว่าท่านพูดอะไรกัน นั่นมันวิถีสวรรค์เสินเจี้ยนะจะให้วิถีสวรรค์เสินเจี้ยมาสอนนาง ซางซีคิดว่าตนเองไม่มีหน้ามากขนาดนั้น...


   "วางใจเถิด วิถีสวรรค์เสินเจี้ยยินดีเต็มใจ มันเป็นคนดีนัก เจ้าต้องตั้งใจเรียนให้มากนะ"


   ซางซีเห็นจีอู๋ซวงมีสีหน้ามั่นใจจึงได้แต่ฝืนยิ้มอย่างเก้อเขิน "เจ้าค่ะ"


   "ไปกันเถอะ อย่าได้รีรอ"


   "เจ้าค่ะ"


บทที่ 897: ไปเมืองเทียนชื่อ   


   หลังจากที่ซางซีได้รับการปลุกพลัง 'อักขระแห่งเต๋า' การรับรู้ก็ยิ่งแหลมคมขึ้น อีกทั้งยังมี 'ลมหายใจสัตว์เทพ' ที่ไป๋หู่ทิ้งไว้บนร่างของจีอู๋ซวงรวมถึง 'กลิ่นอายสังหารอำมหิต' จากการสังหารเทพปีศาจหมัวถูจึงไม่มีวิญญาณใดกล้ามาขวางทางนางอีก


   ไม่ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ใด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด


   ผู้ที่มีทั้งเทพปีศาจและสัตว์เทพคุ้มครองอยู่พร้อมกัน ใครเล่าจะกล้ารังแก


   เกรงว่าจะทำให้ทั้งตระกูลต้องพินาศย่อยยับไปพร้อมกัน


   อย่างไรก็ตาม หลังจากการเดินทางอันยาวนานจีอู๋ซวงก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิด เพราะไม่มีเรือข้ามมิติใดที่จะมุ่งหน้าสู่ทะเลหมิงไห่ได้เกรงว่าจะต้องเสียเวลาอีกนานนัก แต่ถึงจะมีเรือข้ามมิติ หากไม่มีจุดยึดผนึกห้วงมิติว่างเปล่าก็ไร้ประโยชน์


   คิดไปคิดมา จีอู๋ซวงก็ตัดสินใจจัดการกับหมัวถู


   ในตอนที่หมัวถูต่อสู้กับนางได้บังเอิญฉีกผนึกห้วงมิติว่างเปล่าและร่างของนางก็ผ่านกระแสวุ่นวายในรอยแยกผนึกห้วงมิติว่างเปล่านั้น จนบังเอิญไปถึงริมทะเลหมิงไห่


   ในเมื่อหมัวถูสามารถฉีกรอยแยกผนึกห้วงมิติว่างเปล่าได้ นางก็ทำได้เช่นกัน


   หากเป็นเช่นนั้น ไยไม่ใช้ทางลัดเล่า


   จีอู๋ซวงยิ่งคิดยิ่งเห็นว่าเป็นไปได้ จึงหยุดเรือเล็กกะทันหันแล้วกล่าวว่า "พวกเราเปลี่ยนทิศทางไปเมืองเทียนชื่อกัน"


   สีหน้าของซางซีซีดขาวลงทันที ความกลัวและความสับสนทะลักออกมาจากดวงตา นางพูดอย่างงุนงง "ตะ...ตอนนี้เลยหรือ"


   แม้แต่ตอนที่จีอู๋ซวงบอกว่าจะไปทะเลหมิงไห่ ซางซีก็ตอบตกลงทันที ฃและสมัครใจติดตามไป แต่เพียงแค่ได้ยินคำว่า 'เมืองเทียนชื่อ' ก็ทำให้นางดูเหม่อลอย ไม่ยากที่จะจินตนาการว่านางมีความหวาดกลัวต่อเมืองเทียนชื่อลึกซึ้งเพียงใด


   จีอู๋ซวงยิ้มพลางลูบศีรษะนาง "หากเจ้ายังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับเมืองเทียนชื่อก็สามารถเข้าไปรอข้าในเมืองซวีหมีได้"


   ซางซีชะงักครู่หนึ่ง ก้มหน้าลงพูดว่า "ข้า...ท่าน ตอนนี้ข้ายังอ่อนแอเกินไป ข้ากลัวว่าเมื่อเห็นพวกเขาแล้วจะควบคุมความโกรธไม่อยู่ หรือไม่ก็...ควบคุมความกลัวไม่ได้ หากทำให้ท่านต้องลำบากใจจะทำอย่างไร"


   พูดจบ ซางซีก็ค่อยๆหลับตาลง


   นางกลัวจะได้ยินจีอู๋ซวงว่านางขี้ขลาด ว่านางไร้ประโยชน์


   แต่หลังจากรอมาพักใหญ่ จีอู๋ซวงก็เอ่ยปากพร้อมรอยยิ้มบาง


   "ไม่ต้องฝืนข่มความกลัวหรอก การกลัวเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ไม่มีอะไรต้องละอายใจ หากเจ้ากลัวก็จงพากเพียรฝึกฝนให้ดี วันหน้าเมื่อเจ้าไม่กลัวแล้วค่อยไปเอาคืนก็ยังไม่สาย ตอนนี้เจ้าเพียงแค่ตั้งใจฝึกฝนก็พอส่วนเรื่องอื่นๆ ผู้อาวุโสของเจ้าจะจัดการเอง"


   ในชีวิตของซางซี นางต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดมานับครั้งไม่ถ้วนดิ้นรนเพื่อการมีชีวิตอยู่จนต้องละทิ้งความเป็นมนุษย์ จนบางครั้งนางถึงกับสงสัยในชาติกำเนิดของตน บางทีตั้งแต่แรกนางอาจไม่ใช่มนุษย์มิเช่นนั้นเหตุใดนางจึงไร้ความเมตตาต่อเผ่าพันธุ์เดียวกันเช่นนี้


   นางคิดว่าตนได้กลายเป็นปีศาจที่ไร้หัวใจและขีดจำกัดไปแล้ว...


   แต่ตอนนี้นางถึงเข้าใจ ที่แท้แม้แต่ปีศาจก็ยังรู้จักความกลัว


   หากเป็นในอดีตความกลัวย่อมหมายถึงความพ่ายแพ้ หมายถึงความตาย ดังนั้นนางจึงไม่กลัวและไม่กล้าที่จะกลัว


   แต่ตอนนี้ จีอู๋ซวงบอกนางว่าการกลัวเป็นเรื่องปกติ บอกนางว่าด้านหลังของนางยังมีจีอู๋ซวงอยู่...


   ซางซีกัดริมฝีปากแน่น สุดท้ายถึงขั้นขบกรามแน่นแต่ก็ยังกลั้นเสียงสะอื้นในลำคอไม่อยู่ จีอู๋ซวงยิ้มพลางตบศีรษะนางแล้วพานางเข้าสู่เมืองซวีหมี


   รอบด้านยังก้องกังวานด้วยเสียงร้องไห้ของซางซี ฟังดูทั้งน้ำมูกน้ำตาช่างน่าสงสารยิ่งนัก


   จีอู๋ซวงรู้สึกขบขัน นางเก็บเรือน้อยแล้วเรียกธงน้อยออกมา ทิ้งตัวนั่งลงบนธง แล้วตบเสาธงเบาๆ


   "ไป เร็วได้เท่าไหร่ก็ไปเท่านั้น รีบๆหน่อย"


   "รับทราบ!"


   ธงบรรพกาลชำระวิญญาณม้วนจีอู๋ซวงขึ้นราวกับม้วนแผ่นแป้ง จากนั้นก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้ากลายเป็นดาวตกพุ่งเข้าสู่ผนึกห้วงมิติว่างเปล่า


   ดาวตกดุจคมกระบี่ ทิ้งร่องรอยยาวในราตรีอันไร้ที่สิ้นสุด ผ่านอาณาเขตของเผ่าพันธุ์ต่างๆ และทะลุผ่านทะเลดาวนับพัน สว่างจ้าดั่งเปลวเพลิงแสบตาทำให้นักพรตที่ผ่านมาต่างแย่งกันมอง


   นักพรตบางคนที่โชคดี ถึงกับได้รับการดลใจบางอย่าง


   "ดูเร็ว! นั่นเป็นเซียนจากที่ใดกัน?"


   "ไม่ทราบ แต่ต้องเป็นผู้ทรงพลังแน่นอน!"


   "จุ๊ๆ ดูสิ ดูเหมือนคุณชายฮว่าหรงจะได้รับการตระหนักรู้บางอย่าง?"


   "บ้าเอ๊ย จริงด้วย! ทำไมไอ้คนเจ้าสำอางนั่นถึงได้โชคดีนัก?"


   "ชู่ว! เจ้ายังกล้าเรียกเขาว่าเจ้าสำอางอีกหรือ ครั้งก่อนที่โดนตีจนฟันร่วงน่ะลืมไปแล้วหรือ?"


   พอพูดถึงเรื่องที่โดนตีครั้งก่อน ทุกคนก็ต่างพากันปิดปากไม่กล้าพูดอะไรอีก


   'คุณชายฮว่าหรง' ผู้นี้มาถึงเมืองลั่วสุ่ยของพวกเขาเมื่อห้าสิบปีก่อน พอมาถึงก็บอกว่าจะไปเมืองเทียนชื่อขอให้ทุกคนช่วยแนะนำ ทำให้ทุกคนหัวเราะจนฟันหลุด


   นั่นคือเมืองเทียนชื่อนะ!


   ในบรรดานครดวงดาวทั้งสามพันแห่ง เมืองเทียนชื่อคือนครที่สูงส่งที่สุด มีคนมากมายทุ่มเททุกอย่างเพียงเพื่อจะได้แตะกำแพงเมืองเทียนชื่อสักครั้ง


   หมอนี่ช่างกล้าหน้าด้าน มาถึงก็อ้างว่ารู้จักกับคุณหนูตระกูลจีและจะเข้าไปในเมืองเทียนชื่อ


   ช่างน่าขยะแขยง


   พวกเขาเคยเห็นคนหน้าด้านแบบนี้มานักต่อนักแล้ว อ้างว่ารู้จักคุณหนูตระกูลจี แท้จริงก็แค่มาเสนอตัวเองเท่านั้น


   แต่น่าแปลกที่หมอนี่กลับมีรูปโฉมงดงามผิดปกติ แม้แต่พวกเขาที่เป็นบุรุษยังอดที่จะเคลิบเคลิ้มไม่ได้ หากปล่อยให้มันได้พบคุณหนูตระกูลจีเข้าจริงๆ บางทีอาจได้ไต่เต้าขึ้นสูงด้วยรูปโฉม.งดงามก็เป็นได้


   แล้วคนอื่นๆจะยอมรับได้หรือ?


   พวกเขาต่างทุ่มเทฝึกฝนทั้งวันทั้งคืนเพื่อจะได้เข้าเมืองเทียนชื่อ หากต้องพ่ายแพ้ให้กับคนที่มีดีแค่หน้าตาเช่นนี้พวกเขาคงตายตาไม่หลับแน่


   ดังนั้นพวกเขาจึงปรึกษากันและตัดสินใจจะสั่งสอนเจ้าหมอนี่ให้หลาบจำ


   แต่ไม่นึกว่าเขาจะแกล้งทำเป็นหมูเพื่อจับเสือ!


   ในวินาทีที่พวกเขาล้อมเจ้าคุณชายฮว่าหรงไว้ บรรยากาศรอบกายมันก็เปลี่ยนไปในพริบตา ดุดันน่าสะพรึงกลัว สั่นสะเทือนจิตใจ ภายใต้สายตาของมันพวกเขาถึงกับขยับตัวไม่ได้


   หากพวกเขาไม่คุกเข่าขอขมาได้เร็วพอ...อะแฮ่ม อะแฮ่ม...ป่านนี้คงกลายเป็นเนื้อบดเหมือนคนอื่นๆไปแล้ว


   นึกถึงตอนที่เจ้าหมอนั่นฟาดทีละคนทีละคน ไล่ตบนักพรตระดับเสินจุนราวกับตบหนู พวกเขาก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน...


   อีกทางด้านหนึ่ง คุณชายฮว่าหรงดูเหมือนจะได้สติจากการตระหนักรู้แล้ว ดวงตาของเขาเปล่งประกายขณะพึมพำเบาๆ


   "ในที่สุดข้าก็พบเจ้าแล้ว..."


   คุณชายฮว่าหรงหันกลับมา ดวงตาคมกริบเป็นประกายมองไปยังทุกคนพลางกล่าวว่า "พวกท่านรู้หรือไม่ว่าดาวตกเมื่อครู่พุ่งไปทางใด?"


   แต่เดิมทุกคนรู้สึกดูแคลนและรังเกียจคุณชายฮว่าหรงยิ่งนัก แต่พอสบตากับเขาเข้าหัวใจก็เต้นระรัวจนแทบจะกระเด็นออกมา


   เพราะว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้นอกจากจะมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดแล้ว ยังมีดวงตาคู่งามที่ชวนให้หลงใหลอีกด้วย


   ก้นบึ้งของดวงตาที่ดุจดวงดาวนั้นราวกับมีตะขอเล็กๆ ที่สามารถดึงดูดวิญญาณเทวะของพวกเขาให้หวั่นไหว


   ทุกคนไม่กล้ามองอีก หากมองต่อไปพวกเขาเกรงว่าจิตใจจะไม่มั่นคงแล้วถูกเจ้าหนุ่มผู้นี้ทำให้หลงใหลเสียเอง!


   พวกเขาไม่ได้มีรสนิยมชมชอบบุรุษเพศด้วยกัน!!!


   "อะแฮ่ม อะแฮ่ม คุณชาย เบื้องหน้ามีนครดวงดาวมากมายนักเกรงว่าจะยากแก่การคาดเดา"


   คุณชายฮว่าหรงกล่าวตรงๆว่า "อย่าพูดอ้อมค้อมไปมา บอกข้าเพียงนครดวงดาวที่มีชื่อเสียงที่สุดก็พอ"


   "เอ่อ เมืองเทียนชื่อ"


   "เมืองเทียนชื่อ?!" ดวงตาของคุณชายฮว่าหรงเป็นประกายวาบ "จริงหรือ? พวกเจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่?"


   ทุกคนรีบตอบ "พวกข้าไม่กล้าหลอกลวงคุณชาย ในดินแดนแถบหน้านี้เมืองเทียนชื่อโดดเด่นที่สุด"


   "ดี ข้าเข้าใจแล้ว"


   ทิ้งคำพูดนั้นไว้ คุณชายฮว่าหรงก็กระโดดหายวับไปต่อหน้าทุกคน


   เมื่อแน่ใจว่านั่นคือจีอู๋ซวงและนางกำลังมุ่งหน้ากลับเมืองเทียนชื่อ เช่นนั้นเขาก็ต้องไปเมืองเทียนชื่อให้ได้ไม่มีใครห้ามการตัดสินใจของเขาได้!!!


   จีอู๋ซวงดูเหมือนจะรู้สึกถึงบางสิ่ง นางหันไปถามธงน้อยว่า "เมื่อครู่มีพลังงานบางอย่างกำลังจับจ้องข้าใช่หรือไม่?"


   ธงน้อยไม่ได้ใส่ใจนัก "มีอะไรน่าแปลกเล่า เจ้าเดินทางมาตลอดทางมีสิ่งมีชีวิตมากมายอยากเข้ามาใกล้ ก็ถูกพวกเราไล่ไปหมดไม่ใช่หรือ?" พูดไปพูดมา น้ำเสียงของธงน้อยก็เริ่มภาคภูมิใจ "ใครจะไปห้ามได้ล่ะ ช่วยไม่ได้ที่ข้าเป็นที่รักของทุกคน สง่างามในทุกที่ที่ไป? ธรรมดาน่ะ"


   จีอู๋ซวงทำหน้าสงสัย "ดังนั้นคนผู้นั้นมาเพราะเจ้าหรือ?"


   ธงน้อยตอบอย่างมั่นใจ "แน่นอนสิ ข้าเป็นศาสตราเหนือเทพนะ!"


   จีอู๋ซวงคิดว่าก็ถูกในเมื่อตัวนางไม่มีอะไรพิเศษ คงไม่มีใครมาเพราะนางหรอก


   เมื่อเข้าใจแล้ว จีอู๋ซวงก็ไม่คิดมากอีกยังสั่งให้ธงน้อยเร่งความเร็วมุ่งหน้าไปยัง 'รอยแยก' ระหว่างทางจีอู๋ซวงทะลุผ่านกำแพงป้องกันรอบนอกเมืองเทียนชื่อไป สร้างความปั่นป่วนมากมาย


   แต่พอผู้คนจากเมืองเทียนชื่อรีบมาถึง กลับจับแม้แต่สายลมที่จีอู๋ซวงทิ้งไว้ไม่ได้ ได้แต่มองกำแพงป้องกันที่ไม่อาจซ่อมแซมตัวเองได้อย่างงงงัน


   "เร็ว! รีบไปรายงานท่านประมุข! มีคนบุกรุกเมืองเทียนชื่อและทำลายกำแพงป้องกัน!"


   "ขอรับ!"


บทที่ 898: ตบหน้าความหยิ่งผยองของผู้คนในนครดวงดาวอย่างจัง

   

   การที่กำแพงป้องกันถูกทำลายนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของเมืองเทียนชื่อ หากสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าฉวยโอกาสนี้บุกเข้ามา ผู้คนบริสุทธิ์ภายในเมืองจะต้องเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่

   

   "น่าตายนัก! ไอ้สารเลวตัวไหนกันที่กล้าทำเรื่องบัดซบเช่นนี้ จงใจทำลายกำแพงป้องกันของเมืองเทียนชื่อ! ช่างโหดร้ายเหลือเกิน!"


   "ใช่! ในเมืองเทียนชื่อมีผู้คนบริสุทธิ์นับหมื่นนับล้านคน?! การไม่แยแสชีวิตผู้คนมากมายเช่นนี้ ไอ้สารเลวนี่สมควรโดนสวรรค์ลงทัณฑ์!"


   "อย่าให้พวกข้ารู้นะว่าเป็นผู้ใด! มิเช่นนั้นจะต้องถลกหนังแยกกระดูกของมันให้มันตายอย่างทรมาน!!!"


   คำพูดของเหล่าผู้ทรงพลังตระกูลจีแห่งเมืองเทียนชื่อแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย เพียงพริบตาก็กระจายไปทั่วทั้งเขตนครดวงดาวเมืองเทียนชื่อ


   ผู้คนในเขตนครดวงดาวต่างก็รู้ว่า มีคนผู้หนึ่งที่ไม่ทราบนามได้ทำลายกำแพงป้องกันของเขตนครดวงดาวเมืองเทียนชื่ออย่างบ้าคลั่ง ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับอันตราย


   แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนผู้นั้นคือใคร


   เหล่าผู้ทรงพลังตระกูลจีแห่งเมืองเทียนชื่อเมื่อรู้ว่าเมืองเทียนชื่อกำลังตกอยู่ในอันตรายก็ตัดสินใจสละการบำเพ็ญเพียรและการปิดด่าน เสียสละผลประโยชน์ส่วนตนมารวมตัวกันที่มิติพิเศษแห่งเขตนครดวงดาว


   พวกเขามีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือซ่อมแซมค่ายกลของกำแพงป้องกันโดยเร็วที่สุด


   อย่างไรก็ตาม ค่ายกลป้องกันนั้นเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับต้นกำเนิดของวิถีเต๋า ลึกซึ้งยิ่งกว่าวิชาค่ายกลและวิชาเขียนยันต์ โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นเองตามกฎเกณฑ์ของวิถีสวรรค์หรือไม่ก็ต้องเป็นอาจารย์อักขระแห่งเต๋าที่รับรู้กฎเกณฑ์แล้วสร้างขึ้น


   และอาจารย์อักขระแห่งเต๋าผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองเทียนชื่อก็ได้สิ้นชีพในศึกสงครามจุดจบแห่งสรรพสิ่งเมื่อครั้งก่อนไปแล้ว


   "เช่นนี้...พวกเราจะทำอย่างไรดี? ค่ายกลป้องกันนี้พวกเราไม่อาจซ่อมแซมได้..."

   

   "จะทำอย่างไรได้? ก็คงต้องไปที่เมืองไป๋ตี้ เหล่าเซียนจวินต้องรู้วิธีซ่อมแซมค่ายกลแน่นอน"


   "แต่หากพวกเราเชิญเซียนจวินจากเมืองไป๋ตี้มา จักรพรรดินีมนุษย์จะยินยอมหรือ?"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ


   หลังจากจักรพรรดินีเฟิ่งอิ๋งกลับมาและได้รู้ว่าเหล่านครดวงดาวรวมตัวกันเพื่อบีบบังคับนครชิงอวี้และองค์หญิงให้มอบสมบัติล้ำค่า โชคดีที่องค์หญิงออกไปท่องเที่ยวไม่อยู่ในนครชิงอวี้มิเช่นนั้นคงถูกล้อมจับแน่


   แม้องค์หญิงจะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่จักรพรรดินีเฟิ่งอิ๋งก็โกรธจัด และยังขู่เหล่านครดวงดาวว่าเว้นแต่พวกเขาจะได้รับการอภัยจากจีอู๋ซวง มิเช่นนั้นนางจะขับไล่ผู้คนจากนครดวงดาวทั้งหมดที่ย่างกรายเข้ามาในเก้าพันโลกของมนุษย์ออกไปให้หมดสิ้น


   จักรพรรดินีเฟิ่งอิ๋งทำตามที่พูด คนแรกที่ถูกไล่ออกไป...คือผู้อาวุโสเติงจูแห่งนครดวงดาวจูเชว่


   แม้ผู้อาวุโสเติงจูจะโกรธจนหน้าแดงและยังไปขอร้องเมืองไป๋ตี้ให้ช่วย แต่เฟิ่งอิ๋งก็ไม่ไว้หน้า 'เชิญ' เติงจูออกไปอยู่ดี ถึงขั้นบอกว่าหากเมืองไป๋ตี้จะเข้าข้างเหล่านครดวงดาวต่อไป เก้าพันโลกของมนุษย์จะไม่ปกป้องเมืองไป๋ตี้อีก


   ไม่มีใครกล้าสงสัยในความเด็ดขาดและความโหดเหี้ยมของเฟิ่งอิ๋ง ดังนั้นเมืองไป๋ตี้จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบในสถานการณ์นี้


   ส่วนเขตนครดวงดาวภายใต้การปกครองของเมืองเทียนชื่อมีเสินจุนระดับเก้าสิบเก้าดาวอยู่ห้าคน ผู้คนในเขตนครดวงดาวเรียกพวกเขาว่าผู้ครองธาตุทั้งห้า ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน


   แม้ผู้ครองธาตุทั้งห้าจะยังไม่ถึงขั้นเซียนแต่ก็อยู่ในขั้นกึ่งเซียนแล้ว


   หากเป็นก่อนที่เฟิ่งอิ๋งจะขึ้นครองบัลลังก์ เมืองเทียนชื่ออาจจะยังมีกำลังมากพอที่จะประลองกับโลกใหญ่เฉียนอวิ๋นได้ หรือหากมองในแง่มุมที่ละเอียดกว่านั้น เมืองเทียนชื่ออาจจะถึงขั้นบดขยี้โลกใหญ่เฉียนอวิ๋นได้เลยทีเดียว


   เพราะถึงเฟิ่งอิ๋งจะแข็งแกร่งเพียงใดก็มีเพียงนางคนเดียว


   อีกทั้งรอบตัวเฟิ่งอิ๋งยังมีกลอุบายมากมาย ทั้งในที่ลับและแจ้งต่างฝ่ายต่างหลอกลวงกัน แต่พวกเขาเมืองเทียนชื่อนั้นสามัคคีกว่ามาก


   แต่หลังจากที่เฟิ่งอิ๋งขึ้นครองบัลลังก์ นางก็ใช้พลังอันทรงพลังทำลายกับดักและแผนการทั้งหมด ไม่มีผู้ใดที่สามารถขัดขวางย่างก้าวของเฟิ่งอิ๋งได้อีก


   เฟิ่งอิ๋งทะลวงขีดจำกัดไม่หยุดและยกระดับขีดจำกัดของเก้าพันโลกไม่หยุดเช่นกัน วิถีเต๋าของเก้าพันโลกก็พลุ่งพล่านตามไปด้วย!


   ราวกับปาฏิหาริย์อันบ้าคลั่ง!


   ความจริงแล้วเก้าพันโลกไม่เพียงแค่กำเนิดจักรพรรดิเฟิ่งอิ๋งเท่านั้น แม้แต่มหาเทพเซินหลัว มหาเทพว่านซิง หมิงลั่วและเหล่าแม่ทัพใหญ่ภายใต้บัญชาของเฟิ่งอิ๋งก็ทะลวงถึงขั้นเซียนได้ทั้งหมด!


   นี่เป็นเสมือนการตบหน้าอย่างไร้ปรานี ปลุกความหยิ่งผยองของผู้คนในนครดวงดาวให้ตื่นขึ้น


   ตอนนี้พวกเขาไม่มีทางสู้กับเก้าพันโลกได้เลย อย่าว่าแต่จะใช้กำลังบีบบังคับจักรพรรดินีมนุษย์ให้ยอมถอย...แม้แต่ให้ผู้ครองธาตุทั้งห้าร่วมมือกันก็ไม่มีทางเอาชนะเฟิ่งอิ๋งได้


   กล่าวโดยสรุปแล้ว เป็นพวกเขาเองที่บีบคั้นตนเองให้เข้าสู่ทางตัน


   มีผู้ที่ลังเลอยู่นานสุดท้ายก็กัดฟันพูดว่า "หรือว่า...พวกเราไปเชิญเหล่าเจ้าเมืองจากนครดวงดาวมาปรึกษากัน"


   ส่วนจะปรึกษาเรื่องอะไรนั้น ก็แน่นอนว่าต้องเป็นการขอโทษองค์หญิง ให้จักรพรรดินีคลายความโกรธ!


   "ไม่ได้!" อีกคนโกรธจัด "จีอู๋ซวงสังหารเจ้าเมืองนครดวงดาวไปแปดสิบเจ็ดคน แล้วยังจะให้พวกเราไปขอโทษอีกหรือ?!"


   "แต่เรื่องนั้นมันไม่มีหลักฐานนี่ ไม่ใช่หรือ?"


   "เหตุเกิดที่นอกนครชิงอวี้ ใช้กระบี่เป็นอาวุธ รอบๆยังมีพลังของนาง ถ้าไม่ใช่จีอู๋ซวงแล้วจะเป็นใคร? หรือว่าเพียงเพราะนางมีฐานะสูงส่งจึงสามารถเหยียบย่ำเจ้าเมืองทั้งหลายราวกับมดปลวกได้?"

   "เจ้าช่างเหลวไหลเสียจริง ความจริงทั้งหมดยังไม่แน่ชัด เหตุใดเจ้าถึงรีบร้อนตัดสินความผิดองค์หญิงนัก? เจ้าต้องการยุยงให้นครดวงดาวและเก้าพันโลกของมนุษย์ทำสงครามกันหรือไร?"


   "ผู้ที่เหลวไหลคือเจ้าต่างหาก! เจ้ารับผลประโยชน์จากเก้าพันโลกมามากเท่าไหร่กันถึงได้พูดแก้ต่างให้จีอู๋ซวงครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้?"


   เมื่อเห็นว่าเมืองเทียนชื่อเริ่มเกิดความเห็นแตกแยกภายใน อีกคนก็ออกมาพูดว่า


   "พอเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันเรื่องนี้ แต่เป็นเรื่องที่พวกเราจะผ่านเก้าพันโลกมนุษย์ไปถึงเมืองไป๋ตี้ได้อย่างไรต่างหากเล่า!"


   ด้วยวิธีนี้ พวกเขาถึงจะไปขอความช่วยเหลือจากเมืองไป๋ตี้ได้


   ด้วยวิธีนี้ พวกเขาถึงจะซ่อมแซมค่ายกลบนกำแพงป้องกันได้


   ด้วยวิธีนี้ สรรพชีวิตในเขตนครดวงดาวของพวกเขาถึงจะมีโอกาสรอดชีวิต...


   มิเช่นนั้น อันตราย ฝันร้ายและหายนะอาจจะมาเยือนได้ทุกเมื่อ


   สิ่งที่รอพวกเขาอยู่จะมีเพียงความพินาศและความตายเท่านั้น


   เขตนครดวงดาวอันงดงามเช่นนี้ โลกที่เฟื่องฟูเช่นนี้ พวกเขาไม่อาจนิ่งดูดายให้มันถูกทำลายลงได้


   ไม่ได้เด็ดขาด!!!


   ในขณะที่เหล่าผู้ทรงพลังซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจทั้งเก้าในเมืองเทียนชื่อกำลังถกเถียงกันไม่หยุด เหล่าผู้ครองธาตุทั้งห้าที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยตระกูลจีซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้


   จริงของเมืองเทียนชื่อ กลับจดจ่อและจมอยู่ในภวังค์ความคิดเกี่ยวกับรอยโหว่ที่ปรากฏบนค่ายกลป้องกัน

   

   โดยเฉพาะจีเฉินอวี่ผู้ครองธาตุน้ำผู้ได้รับพรจากสวรรค์ นางจ้องมองรอยโหว่บนค่ายกลป้องกันอย่างเคร่งเครียด ในใจก็มีข้อสันนิษฐานของตนเอง


   หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ จีเฉินอวี่ก็สูดหายใจลึกแล้วเอ่ยว่า "เงียบกันได้แล้ว"


   พลังกดดันจากเสินจุนระดับเก้าสิบเก้าดาว ผู้ที่ก้าวเข้าใกล้ขั้นเซียนนั้นแข็งแกร่งอย่างไร้ข้อกังขา เพียงชั่วพริบตาที่ปล่อยพลังออกมาก็ทำให้ทุกชีวิตต้องเงียบกริบดั่งจักจั่นในฤดูหนาว


   จีเฉินอวี่เงยหน้ามองไปทางจีซ่านสุ่ยที่อยู่ข้างๆ แล้วกล่าวว่า "ซ่านสุ่ย เจ้าจงไปเชิญผู้อาวุโสเติงจูด้วยตัวเอง แล้วพาท่านไปยังโลกใหญ่เฉียนอวิ๋นด้วยกันเพื่อชี้แจงกับจักรพรรดินีเฟิ่งอิ๋งโดยตรง และสืบสวนคดีที่เจ้าเมืองนครดวงดาวถูกสังหารในครั้งนี้"


   ดวงตาของจีซ่านสุ่ยวูบไหว กล่าวเสียงต่ำว่า "เฉินอวี่ หรือว่าเจ้าค้นพบสิ่งใด?"


   "ข้าบอกให้เจ้าไปก็ไปเถอะ อย่ามัวพูดมาก"


   จีซ่านสุ่ยทั้งรักทั้งชังจีเฉินอวี่ หญิงผู้นี้ช่างทำตัวเหนือกว่าเขาทุกวันได้อย่างไรกัน


   จีซ่านสุ่ยบ่นพึมพำไปพลางหมุนตัวจากไป


   ผู้ครองธาตุอีกสามคนสบตากันแล้วกล่าวเสียงแผ่วว่า "จีเฉินอวี่ แม้เจ้าจะเป็นผู้นำของผู้ครองธาตุทั้งห้า แต่เรื่องของตระกูลจีและเมืองเทียนชื่อก็ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะตัดสินใจคนเดียวได้ ก่อนที่เจ้าจะตัดสินใจเหตุใดไม่ถามความเห็นพวกเราก่อน?"


   จีเฉินอวี่ไม่สนใจทั้งสามคน นางล้วงแผ่นค่ายกลพิเศษออกมาจากอกแล้วแผ่ออกไปครอบคลุมทั้งสี่ทิศอย่างมั่นคง


   เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น จีเฉินอวี่จึงเงยหน้ามองไปยังเหล่าผู้ทรงพลังแห่งเมืองเทียนชื่อแล้วกล่าวว่า "ค่ายกลป้องกันได้รับการซ่อมแซมแล้ว ไม่ต้องกังวล ถอยออกไปได้"


   เหล่าผู้ทรงพลังต่างตะลึงงัน


   "หา? นี่...นี่ซ่อมเสร็จแล้วหรือ?"

   

   "ซ่อมเสร็จแล้ว?"

   

   "นี่...จริงหรือเท็จ?"

   

   "เจ้าพูดเหลวไหลอะไร ต้องจริงแน่นอนอยู่แล้ว นี่คือท่านผู้ครองธาตุน้ำผู้ได้รับพรจากสวรรค์นะ..."


   จีเฉินอวี่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงทิ้งทุกคนไว้ด้านหลังแล้วเร้นกายหายไป ร่างของนางเหมือนหยดน้ำที่หล่นลงทะเลเพียงพริบตาก็ไร้ร่องรอย


   ผู้ครองธาตุอีกสามคนสบตากัน แล้วพากันจากไปเช่นกัน


   เมื่อเห็นผู้ครองธาตุทั้งห้าจากไปด้วยท่าทางสงบนิ่ง ไม่มีท่าทีหวั่นเกรงว่าเมืองเทียนชื่อจะถูกสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่ากลืนกินเช่นนั้นนี่ก็หมายความว่าเรื่องมันไม่ร้ายแรงแล้วหรือ?


   อืม...ดังนั้นที่พวกเขาตื่นตระหนกครู่ใหญ่เมื่อครู่ ก็ช่างน่าขันราวกับตัวตลกเลยมิใช่หรือ?


   ทุกคนต่างบ่นพึมพำในใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจต่อผู้ครองธาตุทั้งห้า ได้แต่กลืนคำบ่นไว้ในลำคอ


บทที่ 899: ทำลายชื่อเสียงของจักรพรรดิเฟิ่งอิ๋งและจีอู๋ซวง


   จีเฉินอวี่เคลื่อนตัวไปตามผนึกห้วงมิติว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว ทุกที่ที่นางผ่านไปใน กลับมีสายฝนโปรยปรายลงมาอย่างช้าๆ...


   สายฝนพรำๆ ละอองฝนโปรยปรายชุ่มฉ่ำและหนักอึ้ง พันรัดรอบร่างของผู้ไล่ล่าทั้งหมด


   ไม่นานพวกผู้ไล่ล่าก็รู้สึกถึงความผิดปกติ


   "ไม่ดีแล้ว นางกำลังจะหนี!"


   "เลิกซ่อนเร้นกันเถอะ ถึงเวลาแล้ว! ลงมือ!"


   "ได้!"

   

   พลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวสามสายฉีกผ่านผนึกห้วงมิติว่างเปล่าและสกัดเส้นทางหนีทั้งหมดของจีเฉินอวี่ได้อย่างแม่นยำ บังคับให้นางออกมาจากอาณาเขตแห่ง 'ความจมดิ่ง'


   เมื่อเห็นว่าใบหน้าอันเย็นชาของจีเฉินอวี่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยหยาดน้ำค้าง ทำให้ความเยือกเย็นจางหายไปงดงามดั่งดอกบัวแรกแย้มที่เพิ่งผุดพ้นน้ำ


   พวกเขารู้มาตลอดว่าจีเฉินอวี่งดงาม แต่นางมักทำตัวเย็นชาและหยิ่งยโส นอกจากจีซ่านสุ่ยแล้ว นางก็มักจะทำหน้าบึ้งตึงใส่พวกเขาอยู่เสมอ


   ทั้งที่พวกเขาเป็นคนในตระกูลเดียวกัน แต่ในสายตาของนางกลับมีเพียงจีซ่านสุ่ยคนไร้ค่าผู้นั้น


   แล้วแบบนี้ จะไม่ให้พวกเขาเกลียดชังได้อย่างไร?


   บัดนี้เมื่อคิดว่าใบหน้างดงามนี้จะกลายเป็นสมบัติของพวกเขา ในใจก็เกิดความรู้สึกเดือดพล่านอย่างประหลาด


   จีไป่เทียนไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป พูดตรงๆว่า "จีเฉินอวี่ หากเจ้ายอมจำนนและสวามิภักดิ์ พวกข้าอาจเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตเหลือร่างที่สมบูรณ์ไว้ให้เจ้า"


   จีเฉินอวี่ค่อยๆปาดหยาดน้ำค้างบนแก้มของนางออก พลางช้อนขนตาที่หนาเป็นแพรขึ้น ลวดลายคลื่นน้ำในดวงตาค่อยๆแผ่ขยาย เป็นวงแล้ววงเล่า ระลอกแล้วระลอกเล่าราวกับจะแทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของคนทั้งสาม


   ทั้งสามคนพลันตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ แต่การต่อสู้ของยอดฝีมือเพียงชั่วพริบตาก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้แล้ว


   จีเฉินอวี่รู้ดีว่าตนถูกกำหนดเป็นเป้าหมายแล้ว การหลบหนีไปอย่างไร้ทิศทางมีเพียงหนทางสู่ความตายเท่านั้น


   แทนที่จะต้องตายอย่างน่าสมเพชระหว่างการหลบหนี สู้ทุ่มสุดกำลังเข้าสู้สักตั้งยังจะดีเสียกว่า!


   ดวงตาของจีเฉินอวี่ลุกโชนด้วยแสงสีฟ้า เหนือผนึกห้วงมิติว่างเปล่าสว่างวาบด้วยแสงแห่งการทำลายล้าง พลันปรากฏร่างอวตารขึ้นมากลืนร่างทั้งสามหายไปในพริบตา


   ร่างอวตารนั้นบีบอัดยุบตัวลงเรื่อยๆ จนกระทั่งระเบิดในที่สุด


   จากจุดที่ทั้งสี่คนยืนอยู่ ทุกสิ่งทั้งที่มีรูปและไร้รูปในบริเวณนั้นถูกบดขยี้เป็นผุยผงอย่างรวดเร็วดุจสายลมพัดใบไม้แห้ง


   การระเบิดดำเนินต่อไปไม่หยุด


   เสียงคำรามที่ดังราวกับเสียงฟ้าสรรเสริญดังต่อเนื่องไม่หยุด สามารถกวาดล้างทั่วทั้งเขตนครดวงดาวได้


   แต่ทว่า!


   ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้มีพลังสูงสุดแห่งเมืองเทียนชื่อ จีไป่เทียน จีจวงและจีอวี้ กลับสามารถต้านทานพลังอำนาจจากการระเบิดพลีชีพทั้งเก้าครั้งของร่างอวตารนั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ


   แม้ว่าสภาพของทั้งสามคนจะไม่เหมือนเดิม แต่ละคนล้วนเรียกได้ว่าแทบจะ 'ฝืน' รักษาร่างมนุษย์ไว้เท่านั้น


   แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!


   เพราะพวกเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายไปนานแล้ว ตราบใดที่รากฐานของพวกเขายังไม่ถูกทำลาย พวกเขาก็ยังสามารถโต้กลับได้ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการตอนนี้คือให้จีเฉินอวี่ชดใช้ด้วยชีวิต!!!


   จีเฉินอวี่ที่สูญเสียพลังไปจนหมดสิ้น เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนยังมีชีวิตอยู่นางก็ไม่รอช้าที่จะโจมตีเป็นครั้งที่สอง


   แต่สำหรับนางที่พลังวิญญาณเหือดแห้งไปหมดแล้ว วิธีเดียวที่คิดได้ในตอนนี้คือการตายไปพร้อมกับพวกเขา


   แค่นางลากพวกเขาไปตายด้วยกัน อย่างน้อยจีซ่านสุ่ยก็จะปลอดภัย


   บางทีนี่อาจเป็นสิ่งสุดท้าย...ที่นางจะทำเพื่อเขาได้

   

   ทั้งสามคนมองออกถึงความตั้งใจของจีเฉินอวี่ พวกเขาจะยอมให้นางเล่นงานเป็นครั้งที่สองได้อย่างไร?


   พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยศึก เมื่อครู่มี 'ของวิเศษ' ช่วยรับการโจมตีถึงตายของจีเฉินอวี่ไว้ ดังนั้นตอนนี้พวกเขาย่อมได้เปรียบจีเฉินอวี่ที่อ่อนล้าและหมดเรี่ยวแรงอยู่มาก


   "ผนึกพลิกสวรรค์!"


   "พิฆาตมาร!"


   "ภูผาไม่ไหวติง!"


   อาณาเขตทั้งสามแผ่ขยายพร้อมกัน กดดันจนวิญญาณเทวะของจีเฉินอวี่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง กระดูกลั่นเสียงดังกรอบแกรบ


   นางพยายามควบคุมอาณาเขตของนางสุดกำลัง จนเลือดไหลรินจากเบ้าตาไม่หยุดราวกับเทพธิดาที่ตกลงในแอ่งเลือด เปรอะเปื้อนไปด้วยมลทิน


   นางจ้องมองทั้งสามคนตรงๆ ไม่หลบไม่หนี "เหตุใด..."


   เหตุใดจึงจงใจฉีกทำลายค่ายกลป้องกัน?


   เหตุใดจึงทำให้ผู้คนในเมืองเทียนชื่อต้องตกอยู่ในอันตราย?


   เหตุใดจึงพยายามทำร้ายผู้คนที่พวกเขาปกป้องมานับครั้งไม่ถ้วน?


   พวกเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดบ้างหรือ?


   ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ?


   ไม่รู้สึกทุกข์ทรมานบ้างหรือ?


   เมื่อเผชิญกับสายตาคมกริบของจีเฉินอวี่ ทั้งสามคนรู้สึกเพียงความรังเกียจและขยะแขยงเท่านั้น

   

   นางมีสิทธิ์อะไรมามองพวกเขาเช่นนั้น?


   ราวกับว่าพวกเขาเป็นแมลงสาบ เป็นมด เป็นขยะไร้ค่า


   จีจวงขบกรามกัดฟันเพิ่มพลังอาณาเขตของตน พร้อมกับเสียง 'แกร๊ก' ที่ดังขึ้น แขนของจีเฉินอวี่ก็กระชากอย่างไม่อาจขัดขืน เขาแสยะยิ้มจนเห็นฟันขาวพลางเอ่ย "ก็เพราะคนพวกนี้สำหรับตระกูลจีแล้วเป็นเพียงวัตถุดิบเท่านั้น เช่นเดียวกับเจ้านั่นแหละ...เจ้าก็เป็นแค่ขยะที่ตระกูลจีทิ้งขว้าง ไร้ค่าที่จะใช้ประโยชน์อีกต่อไป จีเฉินอวี่"


   จีเฉินอวี่จ้องมองสหายที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กผู้นี้เขม็งราวกับจะจำกันไม่ได้แล้ว


   "พวกเขา... ผู้คนทั้งหลาย...พวกเขาไม่ใช่วัตถุดิบ! พวกเขาคือรากฐานของตระกูลจี! คืออนาคตของตระกูลจี!"


   "น่าขันนัก" จีไป่เทียนหัวเราะก้อง "เป็นเพียงสิ่งไร้ค่ายังกล้ามาเทียบว่าเป็นอนาคตอีกหรือ?"


   ตระกูลจีแบกรับโองการสวรรค์!


   ในเมื่อเป็นโองการสวรรค์!


   ย่อมต้องมีการเสียสละ ต้องมีการนองเลือด ต้องทุ่มเท ต้องสูญเสียเป็นธรรมดา


   และพวกชั้นต่ำที่สืบพันธุ์เยี่ยงสัตว์เดรัจฉานมานับไม่ถ้วนพวกนี้ ตั้งแต่ลืมตาดูโลกก็ถูกกำหนดไว้แล้วให้ต้องสละทุกสิ่งเพื่อโองการสวรรค์ เพื่อตระกูลจี


   นี่คือเกียรติยศของพวกมัน!


   จีอวี้ที่เงียบมาตลอดเอ่ยเสียงเย็น "อย่าเสียเวลาไปมากกว่านี้เลย ฆ่านางแล้วบูชายัญซะ! จากนั้นก็ทำลายค่ายกลป้องกันอีกครั้ง ครั้งนี้ต้องทำให้เฟิ่งอิ๋งและจีอู๋ซวงจมปลักให้ได้"


   ในชั่วขณะนั้นจีเฉินอวี่ก็พลันเข้าใจอย่างกระจ่าง ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เพื่อใช้ 'ความตาย' ของผู้คนในเมืองเทียนชื่อมาทำลายชื่อเสียงของจักรพรรดิเฟิ่งอิ๋งและองค์หญิงใช่หรือไม่?!


   เมื่อเข้าใจประเด็นนี้ จีเฉินอวี่ก็รู้สึกเศร้าสลดในใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด "พวกเจ้าทำทั้งหมดนี้...ก็เพื่อให้ได้พลังที่อยู่เบื้องหลังองค์หญิงหรือ?"


   จีอวี้แค่นหัวเราะ "แน่นอน จีอู๋ซวงนั่นไม่ยอมมอบความลับของโอสถวิเศษพลังฮุ่นตุ้น ยันต์และวิธีขจัดพลังฮุ่นตุ้นให้พวกเรา ดังนั้นพวกเราก็จะหาวิธีให้นางมอบมาเอง วางใจได้หลังจากผู้คนในเมืองเทียนชื่อถูกสังหารหมด พวกเราจะเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้คนเหล่านั้นเอง"


   พวกเขาจะใช้ความตายของคนเหล่านั้นฉุดรั้งเฟิ่งอิ๋งและจีอู๋ซวงลงจากบัลลังก์เทพให้ได้!


   "จีเฉินอวี่ เจ้าก็ควรจะสิ้นหวังได้แล้ว...วางใจเถิด หลังจากเจ้าตายไป จีซ่านสุ่ยก็จะตามเจ้าไปในไม่ช้า"


   เมื่อจีอวี้พูดจบ เขาก็ลงมือฉีกกระชากแขนขาของจีเฉินอวี่ ภายใต้สายตาอันเดือดดาลของนาง เขาก็เผยรอยยิ้มดูแคลนอำมหิต "เจ้าคิดว่าส่งเขาออกไปแล้วเขาจะรอดหรือ? อย่าโง่ไปเลย...ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือเขา ก็ไม่มีใครหนีรอดไปได้หรอก"


   เขาควบคุมเลือดที่พุ่งกระเซ็นรอบตัว พลางกล่าวคำอำลาอย่างเยือกเย็น


   "ลาก่อน เจ้าคนโง่"


   ความโกรธแค้นในใจของจีเฉินอวี่ ไม่อาจช่วยรักษาสติของนางไว้ได้


   นางรู้สึกว่าตนกำลังจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ จมลึกลงสู่ความสิ้นหวัง สู่ห้วงเหว...


   แต่แล้วก็มีมือที่แข็งแกร่งคว้าตัวนางขึ้นมาจากหล่มโคลนในวินาทีที่นางกำลังจะสลายไป


   ในความพร่าเลือน จีเฉินอวี่พยายามลืมตาขึ้นแต่เห็นเพียงเงาร่างด้านหลังที่สง่าผ่าเผยร่างหนึ่ง


   สตรีผู้นั้นมวยผมยาวไว้สูง ในชั่วขณะที่สตรีผู้นั้นเหลียวกลับมามองรอบใบหน้ายังมีแสงสว่างเรืองรอง


   ท่ามกลางแสงสว่างที่สะท้อนย้อนกลับมา ดวงตาภายใต้หน้ากากของนางนั้นเย็นชาดุจแก้วผลึกล้ำค่า


   ขนตายาวบดบังความนัยในดวงตาทำให้มองไม่ทะลุ มองไม่เห็น...แต่กลับทำให้จีเฉินอวี่รู้สึกคุ้นเคย


   ราวกับคนคุ้นเคยที่หวนกลับมา


   แต่คนผู้นั้นได้หายไปในกองเลือดและความมืดมนนานแล้ว หายไปในความขลาดกลัวและการถอยหนีของนาง


   นางตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิดนับครั้งไม่ถ้วน


   หากว่า...หากว่าในตอนนั้นนางกล้าออกมาพูดแก้ต่างให้ บางทีคนผู้นั้นอาจจะไม่ต้องพบกับโชคร้าย?


   สตรีตรงหน้าไม่พูดอะไร เพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วเอามือปิดตานางเบาๆ


   "นอนสักหน่อยเถอะ เจ้าปลาน้อย หลับแล้วตื่นมาทุกอย่างจะดีขึ้น"


   เจ้าปลาน้อย...


   เมื่อได้ยินชื่อนี้ หัวใจที่กระวนกระวายของจีเฉินอวี่ก็สงบลงทันที ความวุ่นวาย ความเจ็บปวด การดิ้นรนทั้งหมดสลายไปตามสายลม


   แต่ก่อนจะหลับไป นางก็พยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ "...กลับมาแล้ว... ขออภัย...ท่าน...ขออภัย..."


   จีอู๋ซวงไม่ตอบ เพียงให้ธงน้อยห่อหุ้มร่างจีเฉินอวี่ไว้ ส่วนตัวนางชักกระบี่หงเหมิงออกมาจากด้านหลัง ท่ามกลางเสียงกระบี่ที่ดังสะท้านกังวาน นางเหลียวมองจีอวี้ จีไป่เทียนและจีจวงอย่างเย็นชาแล้วเยาะหยันว่า


   "แค่พวกเจ้าเท่านี้ ยังกล้าคิดจะใส่ร้ายจักรพรรดินีมนุษย์หรือ?"


   จีอวี้ถามด้วยสีหน้าเยือกเย็น "เจ้าเป็นใคร?"


   จีอู๋ซวงหรี่ตาลง


   "ปีศาจที่มาเอาชีวิตพวกเจ้า"


บทที่ 900: สายเลือดที่ถูกสละทิ้งเพื่อผลประโยชน์


   ทันทีที่กระบี่หงเหมิงถูกชักออกมา ก็เป็นดั่งสายฟ้าฟาดที่ผ่าความมืดมิด แสงสว่างนั้นส่องไปที่ใดคมกระบี่พุ่งไปทางไหน ความชั่วร้ายก็แตกสลายเป็นผุยผงที่นั่น


   จีอวี้ จีไป่เทียนและจีจวง ทั้งสามคนต่างเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว


   อะไรคือแม่ทัพที่พิชิตชัยได้ในกระบี่เดียว


   อะไรคือกระบี่อันดับหนึ่งในใต้หล้า


   อะไรคือหนึ่งพลังทำลายวิชาทั้งปวง


   ต่อให้แผนการของพวกเขาจะรัดกุม รอบคอบและเหี้ยมโหดเพียงใด...


   เมื่อเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งอันสมบูรณ์แบบเช่นนี้ ทุกอย่างก็เป็นเพียงเรื่องตลกขบขันเท่านั้น


   สตรีตรงหน้าเพียงฟันกระบี่เดียวก็ทำลายอาณาเขตของพวกเขา ฟันร่างกายของพวกเขาบดขยี้เนื้อและเลือดของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะต่อต้านอย่างไร จะร้องครวญครางอย่างไร จะดิ้นรนอย่างไร แววตาภายใต้หน้ากากของนางกลับเย็นชาดั่งสระน้ำแข็ง ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ


   ในตอนนี้พวกเขาถึงได้เข้าใจ


   แม้พวกเขาจะเป็นเสินจุนระดับเก้าสิบเก้าดาว แต่ในสายตาของนางก็เป็นเพียงมดปลวกที่น่าขัน


   เฉกเช่นเดียวกับที่พวกเขามองผู้คนในเมืองเทียนชื่อ


   พวกเขามองผู้คนเป็นเพียงมดปลวก

   

   ย่อมมีผู้แข็งแกร่งกว่าที่มองพวกเขาเป็นเพียงมดปลวกเช่นกัน

   

   หลังจากจีอู๋ซวงสังหารทั้งสามคนแล้ว นางก็ไม่ได้รีบร้อนจากไปในทันที แต่ยังกักขังวิญญาณเทวะของทั้งสามเอาไว้แล้วมุ่งหน้าไปยังขอบของค่ายกลป้องกันที่ถูกทำลาย


   จีอู๋ซวงยื่นมือออกไปคว้าแผ่นค่ายกลที่จีเฉินอวี่ทิ้งไว้ขึ้นมา จากนั้นก็ใช้มือเปล่าร่ายอักขระแห่งเต๋า ดูแทบจะไม่ต้องใช้แรงก็ซ่อมแซมรอยโหว่ของค่ายกลป้องกันได้แล้ว


   ไม่เพียงเท่านั้นจีอู๋ซวงยังแก้ไข 'กฎเกณฑ์' พื้นฐานของค่ายกลป้องกันอย่างเงียบๆ ทำให้กำแพงป้องกันของเมืองเทียนชื่อแข็งแกร่งยิ่งขึ้น


   แน่นอนว่าการกระทำนี้ของจีอู๋ซวงมิได้เกิดจากความเมตตา แต่เป็นเพราะนางรังเกียจการใช้ชีวิตผู้คนเป็นหมากในการต่อสู้


   นางไม่เคยเป็นคนที่จะเสียเวลาไปจัดการกับเบี้ยหมากเปล่าๆ


   หากจะฆ่าก็ต้องฆ่าผู้วางหมากเท่านั้น


   จีอู๋ซวงหันกลับมามองวิญญาณเทวะของจีอวี้ จีไป่เทียนและจีจวงอย่างเรียบเฉย แล้วยิ้มบางๆ ท่ามกลางสายตาที่เจ็บปวดและไม่อยากเชื่อของพวกเขา


   "แผนการของพวกเจ้าในสายตาของข้าผู้นี้ ก็เป็นเพียงการละเล่นของเด็กๆเท่านั้น"


   วิญญาณเทวะทั้งสามแทบคลั่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น


   "เจ้า...เจ้าเป็นใครกัน..."


   "เหตุใดเจ้าถึงมายุ่งกับเรื่องของเมืองเทียนชื่อของข้า?"


   "เจ้าเป็นผู้วิเศษจากที่ใดกัน?"


   จีอู๋ซวงเอียงศีรษะ มองไปทางจีเฉินอวี่ที่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ แล้วกล่าวว่า


   "เช่นนั้นเจ้าช่วยบอกพวกเขาสิว่าข้าเป็นใคร?"


   จีเฉินอวี่ค่อยๆสลัดตัวออกจากการล้อมของธงน้อยแล้วเดินช้าๆ มาหยุดตรงหน้าจีอู๋ซวง คุกเข่าลงข้างหนึ่งประสานมือคำนับ "จีเฉินอวี่...ขอต้อนรับการกลับมาของท่านกระบี่ไร้พ่าย"


   คำว่า 'กระบี่ไร้พ่าย' สี่พยางค์นี้เป็นดั่งคำสาปในเมืองเทียนชื่อ


   ทุกคนล้วนรู้ถึงพลังของสี่พยางค์นี้ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยออกมา


   เพราะเมืองเทียนชื่อเคยรุ่งเรืองไร้เทียมทานด้วยสี่พยางค์นี้


   และภายหลังก็ถูกนครดวงดาวโจมตีเพราะสี่พยางค์นี้เช่นกัน


   วิญญาณเทวะทั้งสามจ้องมองจีอู๋ซวงเขม็ง พึมพำเสียงแผ่ว


   "เจ้า...เจ้าคือกระบี่ไร้พ่ายหรือ?!"


   "นี่...นี่มันเป็นไปไม่ได้..."


   "นี่มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!!!"


   วิญญาณเทวะทั้งสามพยายามปฏิเสธสุดกำลัง น้ำเสียงค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นคลุ้มคลั่งและบิดเบี้ยว


   จีอู๋ซวงฟังแล้วก็เข้าใจ


   หากไม่มีอะไรผิดพลาด คนทั้งสามนี้คงเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการกลืนกิน 'กระบี่ไร้พ่าย' กระมัง


   จีอู๋ซวงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย กล่าวเสียงต่ำราวกับปีศาจที่กำลังกระซิบ "ทำไมข้าจะเป็นกระบี่ไร้พ่ายไม่ได้ เพียงเพราะพวกเจ้าแบ่งเนื้อหนังของนางไป พวกเจ้ากลืนกินนางจนหมดสิ้น พวกเจ้าก็เลยคิดว่าในใต้หล้านี้จะไม่มีกระบี่ไร้พ่ายอีกแล้วหรือ? หึๆ น่าเสียดายนัก ข้ากลับมาจากการเวียนว่ายในนรกแล้ว"


   จีเฉินอวี่แต่เดิมไม่ได้ชื่อจีเฉินอวี่ นางเป็นเพียงทายาทของเหล่านักพรตในเมืองเทียนชื่อไม่ใช่คนตระกูลจี จึงไม่ได้ใช้แซ่จี


   แต่หลังจากนางเกิดไม่นาน ญาติพี่น้องทั้งหมดก็ถูกสังหารในการปราบสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่า หลังจากนั้นจีเฉินอวี้ก็กลายเป็นเด็กกำพร้า


   จีเฉินอวี้นับว่าโชคดีที่ได้รับเลือกเข้าตระกูลจี และได้รับแซ่ 'จี'


   แต่ในขณะเดียวกันนางก็ไม่นับว่าโชคดี เพราะนางถูกส่งไปรับใช้คุณหนูที่อารมณ์ร้าย ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างไร้ความเป็นมนุษย์อยู่ทุกวัน


   จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณหนูของนางก็ถูกคนผลักกระเด็นออกไปและถูกเหยียบย่ำราวกับสุนัขตายอยู่บนพื้น ไม่ว่าจะร้องโวยวายอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อย


   นั่นเป็นครั้งแรกที่จีเฉินอวี้ได้เห็นคุณหนูใหญ่ตระกูลจีที่เลื่องลือว่าไม่มีพลังวิญญาณและไม่ใช่ผู้ฝึกตนสายเวท คุณหนูผู้นั้นมีนามว่าจีอู๋ซวง


   แต่นางไม่ใช่ว่าฝึกตนบ่มเพาะไม่ได้หรอกหรือ?


   เหตุใดจึงสามารถเอาชนะเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ได้ทั้งหมด?


   นี่...มันสมเหตุสมผลหรือ?


   ขณะที่จีเฉินอวี่กำลังงงงวย จู่ๆก็ได้สบตากับดวงตาที่ทั้งองอาจและดุดันของจีอู๋ซวง "เจ้ามองอะไร? อยากแก้แค้นให้นายของเจ้าหรือ? งั้นข้าจะซ้อมเจ้าด้วยเลย!"


   จีเฉินอวี่ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว พอได้สติอีกทีจีอู๋ซวงก็จากไปแล้ว


   แต่หลังจากนั้น ชีวิตของจีเฉินอวี่ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะคุณหนูของนางโทษว่านางเป็นบ่าวไม่ยอมปกป้องนาย


   การถูกทำร้ายทุบตีทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน แต่นางเป็นเพียงทาสชั้นต่ำสุดไม่มีใครเห็นความทุกข์ของนาง ไม่มีใครสงสารชะตากรรมของนาง...


   สิ่งที่รอนางอยู่คือความทรมานไม่รู้จบ จนกว่าชีวิตจะหาไม่


   จนกระทั่งการฝึกฝนนอกตระกูลครั้งหนึ่ง จีเฉินอวี่ถูกมัดและโยนเข้าไปในรังของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าพวกเขาบอกว่านางจะได้เป็นเหยื่อล่อแทนคุณหนู นับเป็นเกียรติอันสูงส่ง


   เมื่อเห็นสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าที่มีรูปร่างบิดเบี้ยวน่าสยดสยองคืบคลานเข้ามาหานางมากมาย แม้จะเคยชินกับการถูกริบทุกสิ่งไปแล้ว จีเฉินอวี่ก็ยังอดกลัวไม่ได้


   ในตอนนั้นเองที่จีเฉินอวี่ถึงรู้ว่า ที่แท้นางไม่อยากตายเลยสักนิด


   แต่นางถูกฝึกให้เป็นเหมือนสุนัขที่ว่านอนสอนง่าย หลายปีมานี้นางสูญเสียความกล้าที่จะต่อต้านไปนานแล้ว


   ความเจ็บปวดจากการถูกฉีกกัดทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีมดนับล้านตัวกำลังกัดกินไขกระดูกของนาง ความทรมานอันยาวนานนั้นทำให้จิตวิญญาณของจีเฉินอวี่บิดเบี้ยวไป


   นางจ้องมองผู้คนที่หัวเราะร่าอยู่ด้านนอกด้วยดวงตาที่มีเลือดไหลริน


   ความเกลียดชังแผ่ขยายลุกลามราวกับไฟป่า จนแม้แต่สติสัมปชัญญะของนางก็จะถูกเผาผลาญไปด้วย!


   แต่จะโกรธแค้นไปทำไม?


   ความโกรธของผู้อ่อนแอ ความโกรธของผู้ต่ำต้อย ความโกรธของมด...ในสายตาของผู้ที่อยู่สูงกว่ามันเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันเท่านั้น


   ชีวิตของนางก็เป็นเพียงเรื่องตลกที่น่าสมเพชเท่านั้น


   แต่แล้วในตอนที่นางคิดว่าตนเองต้องตายอย่างแน่นอน คนผู้หนึ่งก็ถือกระบี่วิ่งออกมาจากรังของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม


   ร่างของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าจนแทบมองไม่เห็นใบหน้า แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายจนน่าตกใจ


   นางจำจีเฉินอวี่ได้อย่างชัดเจน จึงเอ่ยขึ้นก่อน "เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่? เจ้ามาฝึกฝนเช่นเดียวกับข้าหรือ?"


   จีเฉินอวี่ยังไม่ทันตอบ จีอู๋ซวงก็ฟาดกระบี่ใส่พวกสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าที่ปีนป่ายอยู่บนร่างนาง จากนั้นก็คว้าคอเสื้อของจีเฉินอวี่พลางด่าว่า "เจ้านี่มัน ไม่มีฝีมือก็อย่าไปรับงานเกินตัว เหตุใดต้องกระโดดเข้าไปในรังสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าเพื่อฝึกฝนด้วย? เกือบเอาชีวิตมาทิ้งแล้ว โชคดีที่ได้พบคุณหนูอย่างข้า หึๆ วันนี้ข้าใจดีจะเมตตาช่วยชีวิตเจ้าสักครั้ง"


   จีเฉินอวี่จึงได้รับการช่วยเหลือจากจีอู๋ซวงให้ออกมาจากรังของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าในสภาพมึนงง


   แต่เพราะพลังกระบี่ของจีอู๋ซวงรุนแรงเกินไป ทำให้สัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าตายไปเป็นจำนวนมากจนปลุกโทสะของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับกลืนจันทร์ที่ซ่อนตัวอยู่


   มันไม่อาจ.อดทนได้อีกต่อไปจึงพุ่งออกมา เปลี่ยนสถานการณ์ทั้งหมดในพริบตา นายของจีเฉินอวี่ตาย พวกศิษย์ตระกูลจีที่เคยเยาะเย้ยว่าจีเฉินอวี่ไร้ประโยชน์ก็ตายเช่นกัน


   แต่สิ่งที่สัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับกลืนจันทร์ไม่รู้คือผู้คนตระกูลจีรอคอยมันมาตลอด


   ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นจีเฉินอวี่หรือนายของนาง หรือแม้แต่สายเลือดตระกูลจีคนอื่นๆ ก็ล้วนเป็นเพียงเหยื่อล่อให้มันออกมาเท่านั้น


   จีเฉินอวี่มองดูทุกอย่างเงียบๆ ความเชื่อและหลักการในใจพังทลายลงอีกครั้ง


   เพราะแม้แต่สายเลือดแท้ๆ ก็ยังถูกสละทิ้งเพื่อผลประโยชน์


   หากเป็นเช่นนี้...ในโลกนี้ยังมีสิ่งใดที่แท้จริงอีกหรือ?


จบตอน

Comments