sword ep911-920

บทที่ 911: ขอให้เจ้าปราศจากความทุกข์


   จีอู๋ซวงเฝ้ามองเงาของ 'จีอู๋ซวง' ในกระแสหิมะ ดูนางร่ายรำกระบี่อยู่ริมทะเลหมิงไห่ครั้งแล้วครั้งเล่า


   แต่เพราะเจ้าตัวน้อยผู้นั้นไม่ได้อยู่เคียงข้างนางอีกแล้ว นางจึงไม่ได้ใช้แขนของตนเองเป็นกระบี่เหมือนในอดีต นางเพียงจินตนาการว่ามีกระบี่อยู่ในมือ ใช้จิตสำนึกสร้างกระบี่ขึ้นมาฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


   ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด หิมะที่ตกลงบนร่างของนางค่อยๆหลอมรวมเข้ากับร่างกายและจิตวิญญาณของนาง


   จนกระทั่งวันหนึ่ง 'จีอู๋ซวง' ก็ตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางมองไปรอบๆอย่างงุนงง


   "แปลกจัง ที่นี่คือ...ทะเลหมิงไห่หรือ?"


   'จีอู๋ซวง' ไม่เคยมาที่ทะเลหมิงไห่ แต่กลับจำทะเลหมิงไห่ได้อย่างประหลาด


   ขณะที่ 'จีอู๋ซวง' กำลังลังเลไม่รู้ว่าจะออกจากทะเลหมิงไห่อย่างไร คลื่นในทะเลหมิงไห่ก็พลันกลายเป็นหนวดยื่นออกมา ดึงนางจมลงไปในน้ำทะเล...


   'จีอู๋ซวง' ลอยคว้างขึ้นๆลงๆ ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เมื่อนางตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกลับมาอยู่ที่เดิมที่เคยต่อสู้รุมเร้ากับหมัวถู


   นี่มัน...


   'จีอู๋ซวง' พึมพำเบาๆ "ข้ายังไม่ตาย?"


   นางสูดดมอย่างละเอียด รอบๆยังมีกลิ่นเหม็น กลิ่นคาวเลือดที่หมัวถูทิ้งไว้ อืม ไม่น่าจะใช่นะ หรือว่าเวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว?


   เพื่อความปลอดภัยควรรีบหนีไปจะดีกว่า แต่นางจะไปที่ใดได้?


   กลับเมืองเทียนชื่อหรือ?


   'จีอู๋ซวง' ก้มลงมองมือของตนที่หายสนิทไร้ร่องรอยบาดแผลใดๆ ในใจก็พลันตัดสินใจได้


   นางจะไม่กลับเมืองเทียนชื่อ


   เพราะตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาทอดทิ้งนางไป นางก็ไม่ใช่คนของเมืองเทียนชื่ออีกต่อไปแล้ว


   เพียงแต่ในอดีตไม่ว่านางจะไปที่ใด ทำอะไร ผู้คนจากเมืองเทียนชื่อก็มักจะตามหานางเจออยู่เสมอ ตอนนี้...พวกเขาจะยังตามหานางเจอหรือไม่?


   'จีอู๋ซวง' เงียบไปนาน ตัดสินใจว่าไม่ต้องกังวลหรือเศร้าใจ หนีไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน


   หากภายภาคหน้าถูกตามเจอก็สู้กันคนต่อคน มาสองคนก็สู้สองคน


   เมื่อตัดสินใจได้แล้ว 'จีอู๋ซวง' ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย แล้วก็พบว่าในอกมีก้อนดินอยู่ก้อนหนึ่ง ในความทรงจำเหมือนมี 'ใครบางคน' มอบมันให้และบอกนางว่า...สามารถใช้สิ่งนี้หลอมสร้างกระบี่ประจำตัวได้


   กระบี่ประจำตัว?


   แต่นางไม่มีพลังวิญญาณนี่...


   จะใช้กระบี่ประจำตัวได้อย่างไร?


   จีอู๋ซวงหยิบก้อนดินก้อนนั้นขึ้นมาพิจารณาด้วยความสงสัยใคร่รู้อยู่นาน สุดท้ายจึงตัดสินใจไปหาปรมาจารย์หลอมอาวุธให้ช่วยหลอมดูสักครั้ง หากโชคดีอาจจะสำเร็จก็ได้


   ก้อนหินที่กดทับหัวใจสลายไปแล้ว จีอู๋ซวงเงยหน้ามองดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า ตัดสินใจที่จะเริ่มต้นการเดินทางท่องไปทั่วหล้าตั้งแต่วันนี้ ไปที่ใดก็ช่างเถิด


   นับจากวันนั้นจีอู๋ซวงได้พบกับอาจารย์ รู้จักกับจักรพรรดิมนุษย์ที่ยังไม่เติบโต ได้เห็นลั่วฉีน้อยที่น่าสงสาร และได้รู้จักกับเฉียวมู่ที่ยังไม่ได้เป็นปรมาจารย์หลอมอาวุธผู้มีชื่อเสียง นางขอให้เขาหลอมกระบี่ประจำตัวจากก้อนดินก้อนนั้น


   เฉียวมู่ถามนาง "กระบี่ประจำตัวของเจ้าจะให้ชื่อว่าอะไร?"


   จีอู๋ซวงยิ้มบาง "ข้าไร้รากเหง้า ไร้ที่สังกัด ไม่มีพันธนาการ ไม่มีกรอบกำหนด กระบี่เล่มนี้ก็เช่นกัน เพราะมันไม่ได้เป็นของโลกใบนี้ไม่ควรตกอยู่ในกรง ดังนั้นจึงขอเรียกมันว่า...อู๋หมิง"


   เฉียวมู่มุมปากกระตุก คิดในใจว่าเด็กสาวผู้นี้ช่างพูดจาใหญ่โตเสียจริง


   ไม่ควรตกอยู่ในกรงงั้นรึ


   แต่ใครจะไปรู้ว่าเฉียวมู่ตอนนี้เป็นเพียงนักหลอมอาวุธมือใหม่ ยังไม่มีชื่อเสียง การได้รับงานจากเด็กสาวครั้งนี้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว


   "ดี เจ้ารออยู่ที่นี่"


   หลังจากเฉียวมู่หลอมและปลุกอู๋หมิงแล้วมอบให้จีอู๋ซวง ร่างของเขาก็ถูกห่อหุ้มด้วยพลังหงเหมิงยุคต้นกำเนิด


   เมื่อเขาได้สติกลับมา...จีอู๋ซวงก็หายไปแล้ว


   และนี่คือจุดเริ่มต้นของตำนานปรมาจารย์หลอมอาวุธเฉียวมู่!


   หลังจากนั้น


   เมืองเทียนชื่อสูญเสียคุณหนูใหญ่สกุลจีที่เปรียบดังเครื่องมือสังหารไป แต่โลกกลับได้นักกระบี่ผู้อิสระเสรีเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน


   ผ่านสายฝนโลหิตและสายลมคมกริบมาหลายปี จีอู๋ซวงก็ถูกขัดเกลาจนเปรียบดังกระบี่คมกริบที่ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้!


   หลักการของนางนั้นเรียบง่ายหากผู้คนทรยศนาง นางก็จะทรยศพวกเขา หากโลกเป็นศัตรูกับนาง นางก็จะเป็นศัตรูกับโลก


   แม้กระทั่งภายหลังตระกูลจีจะพบร่องรอยของนางและส่งคนมาจับตัวนางกลับไป นางก็ตัดสินใจชักกระบี่อู๋หมิงออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว


   มีข่าวลือว่าผู้ปกครองเมืองเทียนชื่อ ผู้นำแห่งนครดวงดาวทั้งสิบ ถูกทำลายรูปโฉมบดกระดูกจนกลายเป็นคนพิการ


   มีข่าวลือว่าเมืองเทียนชื่อส่งกองกำลังทั้งหมดออกไปสังหารสตรีผู้ทรยศเมือง แต่นางกวาดล้างทัพทั้งหมดราวกับพับแผ่นกระดาษ ทำลายล้างจนไม่เหลือใครยืนหยัดได้ในหมื่นลี้!


   ศึกทุ่งร้างสวรรค์ประทาน ผู้ทรยศนามจีอู๋ซวงใช้กระบี่เดียวสร้างตำนาน!


   ปีนั้น จีอู๋ซวงเพิ่งอายุสามสิบเท่านั้น!


   หลังจากนั้น จีอู๋ซวงก็โลดแล่นไปในยุทธภพเกือบร้อยปี ทั่วหล้าไร้ขอบเขต ทั้งจักรวาลอันกว้างใหญ่ล้วนมีรอยเท้าของนางประทับอยู่


   นางแก้แค้นตามใจปรารถนา ใช้ชีวิตอย่างอิสระ เคยช่วยคนและก็เคยฆ่าคน เคยนำความหวังมาสู่ประชาชนและก็เคยทำลายอาณาจักรที่ทำชั่วช้าจนล้นเหลือ


   ผู้คนทั้งหลายต่างเชื่อว่านางกำลังจะชี้กระบี่สู่บัลลังก์สูงสุด แต่แล้วสงครามจุดจบแห่งสรรพสิ่งก็ปะทุขึ้น...


   จีอู๋ซวงก้าวเข้าสู่สนามรบ


   ในเวลานั้นนางเพิ่งมีอายุเพียงร้อยปี แต่ด้วยร่างกายของมนุษย์ธรรมดา นางก็สามารถบรรลุถึงขั้นกึ่งเซียนได้


   ผู้คนต่างเชื่อว่าหลังจากศึกครั้งนี้ จีอู๋ซวงจะก้าวข้ามขั้นเซียนและโจมตีตำแหน่งจักรพรรดิของมนุษย์


   ไม่มีใครคาดคิดว่าจีอู๋ซวงจะหายตัวไปหลังจากสงครามจุดจบแห่งสรรพสิ่ง โองการสวรรค์ของอัจฉริยะแห่งยุคจบลงอย่างกะทันหัน แต่ตำนานของนางไม่เคยสูญหายไปไหน

.......

   จีอู๋ซวงมองดูทุกสิ่งในกระแสหิมะจนจบ ในที่สุดนางก็ก้าวข้ามเทือกเขาซ้อน ปีศาจในใจและหุบเหวสวรรค์นับหมื่น ร่อนกายลงอย่างมั่นคงที่ริมทะเลหมิงไห่


   ในขณะที่เท้าทั้งสองของนางแตะลงบนชายฝั่งแห่งความมืด ความทรงจำมากมายก็ผุดขึ้นในสมอง...


   เกี่ยวกับจูเหยียนและเกี่ยวกับตัวนางเอง


   จีอู๋ซวงเงยหน้ายื่นมือออกไปสัมผัสเกล็ดหิมะที่โปรยปรายทั่วฟ้า พวกมันค่อยๆประดับที่หว่างคิ้ว ขมับและเส้นผมของนาง...ราวกับเสียงกระซิบของจักรวาลและหมู่ดาว


   ราวกับถามว่า 'เมื่อจากไปแล้ว เหตุใดจึงกลับมา?'


   จีอู๋ซวงกำมือแน่น หันไปมองทะเลหมิงไห่อันกว้างใหญ่ไพศาล ยื่นมือแตะแขนของตัวเองเบาๆ


   ร่างที่เคยได้รับการซ่อมแซมด้วยพลังของเจ้าตัวน้อยผู้นั้น บัดนี้กลายเป็น 'โอสถอมตะ' ในคำพูดของผู้อื่นไปเสียแล้ว


   จีอู๋ซวงไม่ได้โง่ คนพวกนั้นที่จู่ๆก็บ้าคลั่งโจมตีนาง แยกชิ้นส่วนนางมากลืนกิน เหตุผลไม่ใช่ตัวนางหรอก...


   เพราะนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เกิดในตระกูลจี เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีปราณวิญญาณและพร้อมจะถูกทิ้งได้ทุกเมื่อ


   ต่อให้นางพยายามมากแค่ไหนก็เป็นได้แค่หมากตัวหนึ่งที่พอใช้การได้บ้างเท่านั้น


   ภายหลัง ความโลภ ความชั่ว ความเลวร้ายทั้งหมดของพวกเขาล้วนไม่ได้เป็นไปเพื่อนาง


   จีอู๋ซวงคิดว่าคราวนี้ต่อให้นางถอดแขน ถอดขาของตัวเองออก เจ้าตัวน้อยผู้นั้นก็คงไม่ปรากฏตัวอีกแล้ว


   จีอู๋ซวงคิดอีกว่าบางทีนางอาจไม่ควรมาตามหาเขาตั้งแต่แรก


   นางยืนอยู่ริมทะเลหมิงไห่ จู่ๆก็ก้มตัวลงวักน้ำในทะเลหมิงไห่เบาๆ ก้มหน้าพูดว่า "ท่านสามารถหาเขาเจอได้ ใช่หรือไม่?"


   ทะเลหมิงไห่ไม่ตอบเพียงแต่ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเบาๆบนผิวน้ำ ระลอกคลื่นวงแล้ววงเล่าค่อยๆ แผ่ขยายออกไปราวกับจะส่งต่อไปถึงอีกฝั่งของทะเลหมิงไห่...


   จีอู๋ซวงไม่รีบร้อนจะกลับ ยืนอยู่ริมฝั่งมองดูผืนน้ำอันไร้ขอบเขตที่ทอดยาวไปจนจรดเส้นขอบฟ้า


   ในห้วงลึกของพลังฮุ่นตุ้น จีอู๋ซวงแทบจะแยกไม่ออกว่านั่นคือผืนน้ำหรือท้องฟ้า


   จนกระทั่งสายลมบางเบาพัดผ่านมา ปอยผมที่ขมับของจีอู๋ซวงปลิวไสวเบาๆ


   นางเคยอยู่ที่นี่มาเนิ่นนานจนนับไม่ถ้วน...


   ดังนั้นนางจึงรู้ว่าทะเลหมิงไห่ไม่เคยมีสายลมพัดผ่าน


   นั่นคือจูเหยียน


   ดวงตาของจีอู๋ซวงเปล่งประกายวาบ นางก้าวไปข้างหน้าอย่างห้ามไม่อยู่เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงในทะเลหมิงไห่เอ่ยเสียงแผ่วเบา "จูเหยียน เป็นเจ้าใช่หรือไม่?"


   สายลมพัดแรงขึ้น วนเวียนไปมา


   กระซิบคำพูดของเจ้าแห่งปรโลกอย่างไร้เสียง...


   จีอู๋ซวงฟังอย่างเงียบงัน ค่อยๆเข้าใจความหมายของสายลม


   'เจ้าเด็กหนุ่มตัวน้อย' ผู้นั้นไม่ใช่จูเหยียน ในโลกนี้ก็ไร้ซึ่งจูเหยียนอีกต่อไป


   เจ้าเด็กหนุ่มตัวน้อยผู้นั้นได้ผ่านพ้น 'ทัณฑ์วิถี' กลายเป็นเจ้าแห่งปรโลกที่แท้จริง


   เจ้าเด็กหนุ่มตัวน้อยผู้นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในร่างแบ่งภาคพันล้านของเจ้าแห่งปรโลก เมื่อทัณฑ์วิถีสิ้นสุดลง เจ้าเด็กหนุ่มตัวน้อยผู้นั้นย่อมสลายหายไปเอง


   การกลับชาติมาเกิดของจีอู๋ซวงคือคำขอบคุณที่เจ้าเด็กหนุ่มตัวน้อยผู้นั้นมอบให้


   นางช่วยเขาผ่านทัณฑ์วิถี เขาช่วยนางพ้นจากทางตัน


   บุญคุณความแค้นระหว่างพวกเขา สิ้นสุดลงแล้ว


   ไม่จำเป็นต้องตามหา ไม่ต้องตามหาและไม่ควรตามหา...


   สายลมนำพาเสียงกระซิบของเจ้าแห่งปรโลก


   'จงจากไปเถิดจีอู๋ซวง เหตุและผลได้จบสิ้นลงแล้ว'


   'ขอให้เจ้าปราศจากความทุกข์'


บทที่ 912: ความรู้สึกทั้งหมดล้วนเกิดจากจูเหยียน


   จีอู๋ซวงจ้องมองเกล็ดหิมะที่ยังคงเต้นระบำเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย มือที่ห้อยข้างกายกำแน่นอย่างห้ามไม่อยู่ ในวินาทีที่สายลมจางหายนางพลันกระโจนขึ้น ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าสายลมนั้นเอาไว้


   แต่นี่คือสายลม...


   ไร้รูป ไร้ร่าง


   นางจะจับต้องได้อย่างไร?


   สายลมเย็นพัดผ่านปลายนิ้ว ความเย็นยะเยือกที่แทรกผ่านวิญญาณเทวะแล่นเข้าสู่ส่วนลึกในใจของจีอู๋ซวง


   "ข้าอยากพบเขาสักครั้ง"


   สายลมพัดไม่หยุด อ่อนโยนและแผ่วเบา


   "แค่พบหนึ่งครั้ง เพียงครั้งเดียวก็พอ"


   "ได้หรือไม่? ถึงแม้เขาจะจากไป...ข้าก็อยากกล่าวคำอำลากับเขาด้วยตนเอง..."


   "ข้าขอร้อง"


   แม้จีอู๋ซวงจะพยายามควบคุมน้ำเสียงของตน แต่แววสั่นเทาในนั้นก็ยังคงสั่นสะเทือนวิญญาณผู้คนราวกับความเปราะบางที่พร้อมจะแตกสลายได้ทันทีเมื่อถูกสัมผัส


   สายลมโบกพัดวนเวียนเหนือผิวทะเลไม่รู้กี่รอบ แม้แต่เกล็ดหิมะก็พลันโปรยปรายลงมาอย่างรุนแรงและยิ่งใหญ่


   สายตาของจีอู๋ซวงค่อยๆถูกบดบังด้วยเกล็ดหิมะ ทุกที่ที่นางมองเห็นกลายเป็นพลังฮุ่นตุ้นสีขาวโพลน


   จีอู๋ซวงรู้ดี นี่คือการปฏิเสธ


   นางไม่ละสายตา เพียงจ้องมองผิวทะเลที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาเป็นเวลานาน...นานมาก


   โดยไม่รู้ตัวขนตาของนางก็มีเกล็ดหิมะเกาะอยู่ แม้แต่ลมหายใจที่เป่าออกมาก็กลายเป็นไอขาว


   ในขณะที่นางคิดว่าเลือดในกายกำลังจะแข็งตัว จู่ๆนางก็ได้ยินเสียงถอนหายใจที่เบามาก แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้จีอู๋ซวงดีใจจนคลุ้มคลั่งได้


   นางหันกลับไปทันทีและได้จ้องเข้าไปในดวงตาคู่หนึ่งที่ดูราวกับราตรีอันเป็นนิจนิรันดร์


   ดวงตางดงามสูงส่งคู่นี้ จีอู๋ซวงย่อมจำได้แน่นอน เพราะมันเหมือนกับดวงตาของจูเหยียนไม่มีผิด


   หางตาที่โค้งขึ้นเล็กน้อย ดวงตาลึกล้ำไร้ขอบเขต ขนตายาวดกดำและอื่นๆ


   สิ่งเดียวที่แปลกไปคือในห้วงลึกของดวงตาคู่นี้ ไม่เคยสะท้อนเงาของนาง


   แต่ก่อนเมื่อจูเหยียนมองนาง ความจริงใจ เร่าร้อนและบริสุทธิ์ราวกับดอกไม้งามและเพลิงอัคคีพิสุทธิ์นั้น มีนางอยู่เสมอ


   แต่ตอนนี้ ในห้วงลึกของดวงตาอันงดงามตรงหน้ากลับเป็นความเย็นชาดุจน้ำแข็ง เป็นความเฉยชาดุจผู้ครอบครองกฎเกณฑ์


   ดวงตาไร้ชีวิตคู่นี้งดงามมากพอที่จะทำให้สรรพชีวิตหลงใหลสรรเสริญ และในขณะเดียวกันก็มากพอที่จะควบคุมความเป็นความตายของจักรวาล


   นี่คือ...เจ้าแห่งปรโลก


   เจ้าแห่งปรโลกขยับปลายนิ้วเบาๆ พลังงานสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆรวมตัวกันที่ปลายนิ้วของเขา ก่อร่างเป็นรูปร่างของจูเหยียน


   เขาก้มมองดูจีอู๋ซวงอย่างผ่านๆ เส้นผมยาวดุจแพรไหมพลิ้วไหวตามสายลม ใบหน้างดงามไร้ที่ติไม่แสดงความรู้สึกใดๆ เสียงเย็นชาแต่ไพเราะถามเบาๆ


   "เจ้ากำลังตามหาเขาอยู่หรือ?"


   ทันทีที่จีอู๋ซวงเห็นจูเหยียน นางก็รู้สึกตีบตันที่ลำคอขึ้นมาทันที นางอยากเข้าไปใกล้เขา


   แต่ต่อหน้าเจ้าแห่งปรโลก แม้แต่จะขยับปลายนิ้วนางก็ยังทำไม่ได้


   ได้แต่พยายามเบิกตากว้างจ้องมองร่างของจูเหยียนที่เปลี่ยนแปลงไปมา...บางครั้งดูราวกับหมอกควันที่กำลังจะสลายไป บางครั้งก็แข็งตัวใสกระจ่างดั่งอัญมณี


   เจ้าแห่งปรโลกเห็นจีอู๋ซวงไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา เขาขยับปลายนิ้ว สุดท้ายก็อดกลั้นความรู้สึกอยากจะ 'บดขยี้' จูเหยียนไว้ได้ ดีดนิ้วเบาๆ จูเหยียนก็กลายเป็นเกล็ดหิมะแตะลงบนหว่างคิ้วของจีอู๋ซวงเบาๆ


   "จงกล่าวคำอำลาให้ดี"


   เขาหันหลังร่างสูงสง่าน่าเกรงขามราวกับจะละลายเข้ากับสายลมและหิมะ จู่ๆก็ได้ยินจีอู๋ซวงพูดเบาๆ "ขอบคุณ..."


   เจ้าแห่งปรโลกหันมามองนาง จีอู๋ซวงจึงได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน


   สมดังคาด...ใบหน้างดงามดั่งเทพเจ้า


   โครงหน้าคมชัดสง่างาม ดวงตาและคิ้วลึกล้ำงดงามรวมถึงริมฝีปากที่งามสมส่วน


   เขาเอี้ยวตัวหันมามองนาง แสงสว่างศักดิ์สิทธิ์พลันทะลุผ่านม่านเกล็ดหิมะ สาดลงบนร่างของเขาทำให้เขาอาบไปด้วยรัศมีขาวผ่อง แม้แต่เส้นขนตาก็ดูนุ่มนวลขึ้นอย่างประหลาด...


   จีอู๋ซวงมองจนตะลึง พอได้สติก็รีบก้มหน้าพูดเบาๆ "ขอบคุณท่าน"


   เจ้าแห่งปรโลกจ้องมองกระหม่อมของจีอู๋ซวง เขาควรจะจากไปเช่นนี้แต่เสียงของเขากลับเอ่ยถามก่อน "ขอบคุณเรื่องใด"


   จีอู๋ซวงถึงกับตกใจ ไม่ใช่สิ นางแค่พูดคำว่า 'ขอบคุณ' ตามมารยาท แต่เขากลับถามเช่นนี้ นางจะตอบอย่างไร


   จีอู๋ซวงมุมปากกระตุก แต่ก็ตอบ "ขอบคุณที่ท่านให้จูเหยียนน้อยมาพบข้าสักครั้ง..."


   เจ้าแห่งปรโลกเห็นท่าทีไม่เต็มใจของจีอู๋ซวง จึงหรี่ตาลงพลางพูด "ยังมีอีกหรือไม่?"


   ยังมีอีก?


   จีอู๋ซวงคิดจนสมองแทบแตก "นี่...ขอบคุณที่ท่านซ่อมแซมร่างกายให้ข้า?"


   "อืม? ยังมีอีกหรือไม่?"


   "ขอบคุณที่ท่านช่วยให้ข้าได้เวียนว่ายตายเกิด?"


   "อืม ว่าต่อไป"


   จีอู๋ซวงฝืนใจกล่าว "ขอบคุณที่ชี้แนะการฝึกวิชาให้ข้า ขอบคุณที่ปกป้องวิญญาณเทวะของข้าในผนึกห้วงมิติว่างเปล่าพร้อมกับแผนภาพทำนายฟ้า ขอบคุณที่คอยห่วงใยข้าตลอดมา?"


   เจ้าแห่งปรโลกมองท่าทางอึกอักครุ่นคิดของจีอู๋ซวงแล้ว ความกังวลเล็กๆในใจก็สลายไป


   ริมฝีปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย กล่าวอย่างเนิบช้า "นับว่ายังพอรู้ความอยู่บ้าง เมื่อกล่าวลาแล้วก็กลับไปเถิด"


   กลับไป?


   แล้วจูเหยียนเล่า?


   จีอู๋ซวงร้อนใจเกินไปจนเผลอเงยหน้าขึ้นทันที จนทะลุผ่านข้อห้ามของเจ้าแห่งปรโลกได้ จีอู๋ซวงชะงักไปครู่ แต่ไม่มีเวลาตกตะลึงนานรีบก้าวไปข้างหน้าพลางกล่าว "ข้า...จูเหยียน...จะให้เขาอยู่ข้างกายข้าได้หรือไม่? ข้าจะใช้ชีวิตและทุกสิ่งที่มีเพื่อปกป้องเขา"


   ม่านตาของเจ้าแห่งปรโลกสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อหันมามองจีอู๋ซวงน้ำเสียงของเขาก็พลันทุ้มต่ำลง


   "เจ้ารู้หรือไม่ว่าจูเหยียนคือใคร?"


   "ข้า...ข้าคงพอรู้"


   "งั้นเจ้าบอกมาสิว่าเขาคือใคร?"


   "เอ่อ...บางทีอาจเป็นหนึ่งในร่างแบ่งภาคของท่าน"


   เจ้าแห่งปรโลกมองนางด้วยสายตาซับซ้อน "แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่า แม้จะเป็นร่างแบ่งภาค ก็ยัง...มีจิตสำนึกและเจตจำนงของข้าอยู่?"


   "รู้เจ้าค่ะ รู้" จีอู๋ซวงพยักหน้าติดๆกัน "แต่เขาก็ไม่ใช่ตัวท่าน อีกอย่างท่านมีร่างแบ่งภาคมากมาย คงไม่ขาดจูเหยียนคนเดียว...กระมัง?"


   เสียงของจีอู๋ซวงค่อยๆเบาลงเรื่อยๆ เพราะพบว่าในดวงตาของเจ้าแห่งปรโลกกำลังก่อตัวเป็นเมฆครึ้มอย่างช้าๆ


   จีอู๋ซวงถูกมองจนขนลุกซู่ ไม่รู้ว่าตนเองพูดผิดตรงไหนจึงเอ่ยเบาๆ "เรื่องนี้...ไม่... ไม่ได้หรือ?"


   เจ้าแห่งปรโลกถอนหายใจเบาๆ "พูดตรงๆ เขาคือร่างแบ่งภาคของข้า นั่นหมายความว่าทุกสิ่งที่เจ้าทำกับเขา ข้าล้วนรับรู้...ทั้งหมด รวมถึงการบีบแก้มเขา จูบศีรษะเขา กอดเขา...อืมๆ..."


   พูดถึงตอนท้าย สีหน้าของเจ้าแห่งปรโลกก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนจีอู๋ซวงนั้น แทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆอยู่แล้ว


   นางเริ่มนึกถึงการกอดจูบและอุ้มเล่นกับจูเหยียน ยิ่งคิดสมองก็ยิ่งอื้ออึงจนอยากจะหาโพรงดินมุดหนี...ที่แท้ตลอดมานางกอดจูบและอุ้มเล่นกับเจ้าแห่งปรโลกมาตลอดหรือนี่!?


   สุดท้ายจีอู๋ซวงคิดจนสมองชาไปหมด จีอู๋ซวงถึงกับมีความรู้สึกอยากทำลายให้ยับเยินไปเลย


   ฮึกๆๆ ในเมื่อข้าหน้าหนาพอ ไม่รู้สึกอายแล้ว คนที่อายก็คือคนอื่นสิ


   จีอู๋ซวงยึดถือกฎเกณฑ์นี้มาโดยตลอด


   "ฮ่าๆๆ เรื่องนี้น่ะ...ฮ่าๆ ข้ากับจูเหยียนสนิทกันมาก..."


   "หืม?"


   "ท่านก็รู้ ข้า...อืม...ข้าไม่มีญาติพี่น้องมาตั้งแต่เด็ก จูเหยียนสำหรับข้าก็เหมือนครอบครัว"


   เจ้าแห่งปรโลกแสดงสีหน้าคลุมเครือ "เจ้าแสดงความสนิทสนมกับครอบครัวเช่นนี้เหมือนกันหรือ?"


   "ฮ่าๆ... ฮ่าๆ... แต่ละคนก็มีวิธีแสดงความรู้สึกต่างกันไป" จีอู๋ซวงอธิบายอย่างเก้อเขิน นางคงไม่อาจบอกเจ้าแห่งปรโลกได้ว่าเพราะจูเหยียนน่ารัก น่าเอ็นดู และงดงามเหลือเกิน ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะเข้าไปสนิทสนมด้วย


   แค่กๆๆ หากเจ้าแห่งปรโลกรู้ว่านางประเมิน 'ร่างแยก' ของเขาเช่นนี้ เกรงว่านางคงถูกแยกร่างเช่นกัน แยกร่างในความหมายที่ศีรษะกับร่างแยกจากกันจริงๆ


   เจ้าแห่งปรโลกก้มลงมองจ้องจีอู๋ซวง จนนางต้องหลบสายตาไปมาด้วยความรู้สึกผิด เขาจึงหัวเราะเบาๆ "ที่ข้าส่งจูเหยียนไปหาเจ้า แท้จริงแล้วเพราะข้าไม่รู้ว่าของขวัญขอบคุณในครั้งนั้น จะสร้างความยุ่งยากให้เจ้าหรือไม่"


   จีอู๋ซวงเงยหน้ามองอย่างไม่เข้าใจ เห็นขนตาของเจ้าแห่งปรโลกสั่นไหวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยน "ครั้งนั้นเจ้าช่วยข้าผ่านทัณฑ์วิถี ข้าจึงใช้แก่นกำเนิดแห่งปรโลกซ่อมแซมร่างให้เจ้า...เดิมทีต้องการให้เจ้าเป็นอิสระ แต่กลับนำหายนะมาสู่เจ้า..."


   สิ่งที่เจ้าแห่งปรโลกกล่าวถึงคือเหตุการณ์ที่จีอู๋ซวงสิ้นชีพดับวิถีหลังสงครามจุดจบแห่งสรรพสิ่งและถูกแบ่งกินเป็นความหายนะ


   จีอู๋ซวงกลับไม่ได้ใส่ใจนัก ยิ้มพลางกล่าว "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่"


   "ดังนั้นข้าจึงออกมือปกป้องวิญญาณเทวะของเจ้า ไม่ให้สลายไปในกระแสธารของผนึกห้วงมิติว่างเปล่า...หลังจากนั้น เพราะเจ้าเป็นร่างวิญญาณทมิฬย่อมไม่อาจกลมกลืนกับจักรวาลและผู้ฝึกตนสายเวทอื่น ข้าจึงส่งจูเหยียนไปดูแลเจ้า หวังจะให้การคุ้มครองเจ้าบ้าง...ไม่มีความหมายอื่นใด"


   "หา?"


   เขาอยู่เคียงข้างจีอู๋ซวงมาตลอดผ่านทาง 'จูเหยียน'


   จูเหยียนดูเหมือนจะมีความรู้สึกเป็นของตัวเอง ความรู้สึกเหล่านั้นค่อยๆแผ่ซ่านในวิญญาณเทวะของเขา ทั้งความภาคภูมิใจ ความเคารพ ความรักใคร่และความรู้สึกซับซ้อนอื่นๆที่ยากจะอธิบาย


   เขาไม่ใช่ว่าไม่รู้ เพียงแต่ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ไม่ได้ยับยั้งและไม่ได้เรียก 'จูเหยียน' กลับ


   เขารับรู้ผ่านจูเหยียนทั้งรอยยิ้ม ความโศกเศร้า ความไม่ย่อท้อ ความมุ่งมั่น ไออุ่น อารมณ์สุขทุกข์ของนาง...จนกระทั่งถึงวันที่พลังของจูเหยียนหมดสิ้น


   ใช่ ความรู้สึกและความซาบซึ้งทั้งหมดล้วนเกิดจากจูเหยียน


   เป็นจูเหยียนที่มีอิทธิพลต่อตัวเขา


   ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองจากตัวเขา


   เพียงเท่านั้น


   เป็น 'จูเหยียน' ไม่ใช่ตัวเขา


บทที่ 913: ช่างขี้หวงเสียจริง


   จีอู๋ซวงยิ่งฟังยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน จะว่าไปแล้ว...รู้สึกเหมือนนางเป็นคนพาลที่เอาบุญคุณมาข่มขู่หวังผลตอบแทนเลย


   นางเพียงช่วยเจ้าแห่งปรโลกเล็กน้อยเท่านั้น จะให้เขาทำเพื่อนางมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร


   "เจ้ายังต้องการให้จูเหยียนอยู่เคียงข้างเจ้าอีกหรือ?"


   จีอู๋ซวงนิ่งเงียบอยู่นาน ใบหูแดงก่ำพลางเอ่ยว่า "ข้า...ข้า...นี่...เขาเป็นร่างแบ่งภาคของท่าน..."


   "ถูกต้อง"


   "ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของท่านใช่หรือไม่?"


   จีอู๋ซวงรู้สึกว่าหลังจากที่นางถามประโยคนั้นออกไป เกล็ดหิมะรอบกายเจ้าแห่งปรโลกก็พลันใหญ่ขึ้นและงดงามเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม ทำให้จีอู๋ซวงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางค่อยๆถอยหลังไปหนึ่งก้าว ในที่สุดก็ได้ยินเจ้าแห่งปรโลกเอ่ยเสียงต่ำว่า "ไม่ใช่"


   "เช่นนั้นจูเหยียนที่อยู่ริมทะเลหมิงไห่ในปีนั้น...ก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของท่านเช่นกันใช่หรือไม่?"


   "...ไม่ใช่"


   "แล้วจูเหยียนคนนี้กับจูเหยียนคนนั้น เป็นร่างแบ่งภาคเดียวกันใช่หรือไม่?"


   "...ใช่"


   "เช่นนั้น ข้าขอดูแลเขาได้หรือไม่?" แววตาของจีอู๋ซวงสว่างวาบขึ้นทันที "ได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้าจะดูแลเขาให้ดีที่สุด ขอร้องล่ะ...ท่านก็ต้องการผู้ส่งสารและร่างแบ่งภาคที่จะท่องไปทั่วหล้าใช่หรือไม่? ข้าสามารถช่วยท่านสืบหาความผิดปกติทั้งหมดในวัฏจักรปรโลกได้ ข้าไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ ขอเพียงท่านให้จูเหยียนอยู่เคียงข้างข้า ได้หรือไม่เจ้าคะ?"


   เพื่อที่จะรั้งจูเหยียนไว้ จีอู๋ซวงถึงกับรวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปหาเจ้าแห่งปรโลกหนึ่งก้าวแล้วยื่นมือไปดึงชายเสื้อของเขาเบาๆ พลางเอ่ยอย่างน่าสงสาร


   "ขอร้องล่ะ ได้หรือไม่เจ้าคะ..."


   เจ้าแห่งปรโลก "..."


   เจ้าแห่งปรโลกคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงค่อยๆเบนสายตาออกไปแล้วกล่าวว่า


   "จูเหยียนซึ่งเป็นร่างแบ่งภาคนี้ พลังได้หมดลงแล้ว พูดอีกอย่างคือหมดอายุการใช้งาน หากเจ้าต้องการผู้ส่งสารของข้า ข้าสามารถสร้างให้เจ้าได้อีกหลายคน แต่จูเหยียนคงต้องขอยกเว้น..."


   ม่านตาของจีอู๋ซวงหรี่ลงเล็กน้อย ครู่หนึ่งจึงตอบว่า "ข้ามีพลังต้นกำเนิดหลายชนิด ข้าสามารถมอบให้เขาได้..."


   เจ้าแห่งปรโลกนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นแตะหน้าผากเบาๆ พลางกล่าวว่า "เจ้าต้องการแค่จูเหยียน?"


   "เจ้าค่ะ ข้าต้องการแค่จูเหยียน"


   "...ไม่เสียใจหรือ?"


   "ไม่เสียใจ"


   "แต่จูเหยียนนั้นพิเศษกว่าคนอื่น หากวันหน้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น เจ้าจงเตรียมใจไว้เสียแค่เนิ่นๆเถิด"


   "ยังมีอีก"


   "อืม"


   "จูเหยียนตอนนี้กลับเป็นร่างเดิมแล้ว เจ้าจำไว้...อย่าได้เก็บเขาไว้ในถุงผ้าอีก"


   หลังจากทิ้งคำพูดนี้ไว้ เจ้าแห่งปรโลกก็ไม่สนใจว่าจีอู๋ซวงจะแสดงสีหน้าเช่นไร ร่างกลายเป็นหิมะพัดกระจายหายไปทันที


   จีอู๋ซวงอุ้มเกล็ดหิมะของจูเหยียนไว้ราวกับได้ของล้ำค่า แนบริมฝีปากจุมพิตเบาๆ พลางเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า "ยินดีต้อนรับกลับมา จูเหยียนน้อย"


   ทันใดนั้น เสียงทุ้มก็ดังแว่วมาจากขอบฟ้าแฝงด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย


   "ห้ามจูบส่งเดชด้วย"


   จีอู๋ซวง "..."


   เจ้าแห่งปรโลกผู้นี้ช่างขี้หวงเสียจริง


   แต่ไม่ว่าอย่างไร การได้จูเหยียนกลับมาก็ทำให้จีอู๋ซวงรู้สึกมีความสุขยิ่งนัก นางอุ้มจูเหยียนแล้วกระโดดลงไปทางทะเลหมิงไห่ดำดิ่งลงไปในน้ำทะเลลึกลงเรื่อยๆ...


   ในที่สุดก็ผ่านเศษความทรงจำที่ดุจดวงดาวเต็มฟ้า ผ่านมิติพิเศษที่กำลังพังทลาย ในความพร่าเลือน นางคล้ายเห็นเงาบางอย่างพันรอบกายตน


   เมื่อลืมตาขึ้น ก็มีเพียงแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า


   พอจีอู๋ซวงกระโดดออกจากทะเลหมิงไห่ จู่ๆก็มีแขนเรียวแข็งแรงโอบรอบเอวนางเบาๆ


   นางหันกลับไป สบเข้ากับสายตาจริงใจเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกของบุรุษผู้หนึ่ง


   "จูเหยียน?"


   จูเหยียนไม่ได้มีรูปร่างเท่าฝ่ามืออีกต่อไป แต่เป็นบุรุษวัยสิบแปดสิบเก้า ใบหน้ายังดูเยาว์วัยแต่ร่างกายสง่างาม รูปโฉมไร้ผู้เทียบเทียม แม้ทางช้างเผือกจะทอประกายลงมาก็ไม่อาจเทียบความอ่อนโยนและจริงใจในแววตาของเขาได้ ขณะที่จีอู๋ซวงจ้องมองเขาไม่วางตาใบหูของเขาก็แดงขึ้น สายตาดูลุกลี้ลุกลน


   "มอง...มองอะไรหรือ?"


   จูเหยียนในตอนนี้ เป็นการผสมผสานอันลงตัวระหว่างตัวเขาที่อยู่ริมทะเลหมิงไห่กับตัวเขาในยามที่กลายเป็นเด็กที่ไม่ค่อยฉลาดนัก


   "ดูเจ้าคงจะน้อยใจอยู่สินะ"


   ใบหน้าหล่อเหลาของจูเหยียนแดงระเรื่อ "ข้าไม่เคยบอกว่าน้อยใจเสียหน่อย"


   จีอู๋ซวงยิ้มอ่อนโยน "ยังจะปฏิเสธอีก หลังจากออกจากทะเลหมิงไห่ ข้าก็ลืมเจ้าไป ตอนที่พวกเราพบกันอีกครั้ง เจ้าบอกว่าชื่อจูเหยียนแต่ข้ากลับจำไม่ได้ เจ้าไม่เสียใจหรือ?"


   จูเหยียนพยายามรักษาท่าทีของตน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลง "จริงๆก็ไม่ได้เสียใจมากเท่าไร เพราะตอนแรกความทรงจำของข้าก็ยังไม่ฟื้นเพียงแค่อยู่ในสภาพงุนงงสับสนเท่านั้น"


   "ดังนั้นเจ้าถึงได้จำผิดว่าโม่หลานอีเป็นข้า?"


   "อืม"


   "...เจ้ามาที่นี่เพื่อข้าใช่หรือไม่?"


   จีอู๋ซวงจู่ๆก็โน้มหน้าเข้าไปใกล้จูเหยียน ดวงตาโค้งขึ้นเป็นรูปจันทร์เสี้ยวเปล่งประกายวิบวับ "เพื่อข้า เจ้าถึงได้มาจากปรโลกใช่หรือไม่?"


   ใบหน้าขาวนวลของจูเหยียนแดงก่ำในพริบตา ตั้งใจจะปฏิเสธแต่นึกถึงสภาพของตนในยามนี้ จึงตัดสินใจพยักหน้าตรงๆ "อืม มาดูว่า...เจ้าเป็นอยู่อย่างไรบ้าง"


   "ดีสิ แน่นอนว่าดี"


   จีอู๋ซวงทำเหมือนตอนที่ปฏิบัติกับจูเหยียนตัวน้อย ลูบหัวเขาด้วยความรักจนจูเหยียนเกือบจะหลุดออกจากกระแสธาร


   แต่เขาก็ไม่อยากผลักนางออกได้แต่พูดเสียงอู้อี้ "ดีก็พอ...อย่าลูบข้าส่งเดชสิ แล้วก็..."


   "...หืม?"


   "ขออภัย"


   "ขออภัยเรื่องอะไร?"


   "ชาติที่แล้ว...ข้าตัดสินใจเองที่จะซ่อมแซมร่างกายให้เจ้า ถึงได้ทำให้เจ้าถูกบีบคั้นจนไม่มีทางออก...ขออภัย"


   จีอู๋ซวงจู่ๆก็ประคองใบหน้าของจูเหยียนไว้ด้วยสองมือยิ้มตาหยี "ไม่ใช่หรอก ต้องขอบคุณเจ้าต่างหาก ที่ทำให้ชาติที่แล้วของข้ามีชีวิตที่สดใส แม้จะสั้นไปหน่อย แต่ข้าก็ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งไม่ใช่หรือ ขอบคุณนะ จูเหยียน"


   จูเหยียนสบตากับรอยยิ้มดุจบุปผาของหญิงสาว คำพูดมากมายสุดท้ายก็ติดอยู่ในลำคอ กลายเป็นประโยคเดียว


   "งั้น...ไม่ต้องขอบคุณ?"


   "ฮ่าๆ ใช่ๆ ไม่ต้องขอบคุณ"


   "ฮ่าๆ"


   ทั้งสองมองตากันพลางหัวเราะ จูเหยียนมองดูจีอู๋ซวงอยู่นานรวบรวมความกล้าตอนที่นางไม่ทันระวังจะจับมือนาง แต่กลับถูกนางที่รู้ทันคว้ามือไว้ก่อน นางจูงมือเขาเช่นนั้นทะลุผ่านทะเลหมิงไห่ออกมา ตามรอยแสงดาวที่พวยพุ่ง ทำให้หัวใจทั้งดวงของจูเหยียนราวกับแช่อยู่ในน้ำอุ่น นุ่มนวล อบอุ่น...


   "อู๋ซวง"


   "หืม?"


   "ได้พบเจ้าอีกครั้ง ช่างดีเหลือเกิน"


   "ข้าก็เช่นกัน ที่จดจำเจ้าได้ ช่างดีเหลือเกิน"

.......

   หลังจากที่ทั้งสองจากไปจากทะเลหมิงไห่ ใต้ทะเลหมิงไห่ก็พลันมีฟองน้ำผุดขึ้นมาเป็นสาย เหล่าเทพบริวารแห่งปรโลกแอบปรากฏตัวขึ้นมา มองไปยังทิศทางที่จีอู๋ซวงและจูเหยียนจากไปอย่างเงียบงัน


   ผ่านไปสักพัก ในที่สุดเทพบริวารแห่งปรโลกท่านหนึ่งก็เอ่ยขึ้น "ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรต่อ?"


   เทพบริวารแห่งปรโลกอีกท่านพูดอย่างหงุดหงิด "จะทำอย่างไรได้ ก็ต้องทำตามหน้าที่ต่อไป ท่านผู้นั้นก็มิได้ออกไปเที่ยวเล่น เขาก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องทำเช่นกัน"


   "อา...ก็ได้"


   "พวกเราช่างโชคร้ายจริงๆ"


   "หุบปากเสียที หากไม่อยากกลับไปให้ท่านผู้ปกครองสังหารก็จงตั้งใจฝึกฝนและทำงานเถิด"


   ณ เขตนครดวงดาวเมืองเทียนชื่อ


   หลังจากจีซ่านสุ่ยรีบร้อนไปขอความช่วยเหลือและกลับมา เขาก็พบว่าผู้ครองธาตุทั้งห้าตายไปถึงสามคน ทำเอาจีซ่านสุ่ยตกใจจนหน้าซีด


   เขากลัวเหลือเกินว่าจีเฉินอวี่จะเป็นหนึ่งในนั้น


   เขาเดินสะดุดล้มตลอดทาง รีบร้อนมุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนชื่อราวกับคนบ้า หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะกระเด็นออกมาจากอก ในที่สุดก็กลับเข้าที่เมื่อได้เห็นจีเฉินอวี่ โดยไม่ทันคิดอะไรจีซ่านสุ่ยก็รีบก้าวเข้าไปกอดจีเฉินอวี่แน่น


   "โชคดีที่เจ้าปลอดภัย ข้าตกใจแทบตาย..."


   หากเป็นจีเฉินอวี่คนเดิม นางคงผลักจีซ่านสุ่ยออกไปแล้ว แต่ตอนนี้นางได้พบกับจีอู๋ซวงอีกครั้ง ได้พบกับคนที่นางอยากช่วยเหลือมาตลอด พันธนาการในใจของนางได้คลายออกอารมณ์และนิสัยก็ผ่อนคลายลงมาก


   ดังนั้นสำหรับความรู้สึกของสหาย นางคิดว่าบางทีนางอาจจะลองพิจารณาดู


   นางตอบรับการกอดของจีซ่านสุ่ยพูดเสียงอ่อนโยน "ทำให้เจ้าเป็นห่วงเสียแล้ว"


บทที่ 914: ทำตามอย่างว่าง่าย


   จีซ่านสุ่ยไม่คาดคิดว่าจีเฉินอวี่จะตอบสนองเช่นนี้ นางทำให้เขาตะลึงงันไปชั่วขณะ เขาถึงกับรู้สึกประหลาดใจมองจีเฉินอวี่อย่างระแวง "เจ้า...เจ้าไม่ใช่จีเฉินอวี่ เจ้าเป็นใครกัน?"


   จีเฉินอวี่ "..."


   ก็ได้ คนบางคนก็ไม่สมควรได้รับความปรานีจากนาง


   จีเฉินอวี่เหยียบเท้าจีซ่านสุ่ยอย่างแรง พลางยิ้มตาหยี "เจ้าว่าข้าเป็นใครกัน?"


   จีซ่านสุ่ยเจ็บปวดจนต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "..." สูตรที่คุ้นเคย รสชาติที่คุ้นเคยเช่นนี้ ไม่ผิดแน่นางคือจีเฉินอวี่


   "เจ้า...จีไป่เทียนกับอีกสองคนตายกันหมดแล้วหรือ? เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ แล้วทำไมเจ้าถึง" ราวกับปมในใจได้คลี่คลายลงแล้ว?


   แน่นอนว่าประโยคหลังจีซ่านสุ่ยไม่มีทางพูดออกมา เขาไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย


   จีเฉินอวี่ยิ้มพลางกล่าว "หากมีโอกาสข้าจะค่อยๆเล่าให้เจ้าฟัง แล้วคนที่ข้าให้เจ้าไปเชิญเล่า?"


   "อ๋อ ผู้อาวุโสเติงจูกำลังจะมาถึง มหาจักรพรรดินีบอกว่าไม่จำเป็นต้องสืบสวน เรื่องนั้นองค์หญิงไม่มีทางทำแน่นอน แต่นางก็จะส่งคนมา..." จีซ่านสุ่ยนึกถึงมหาจักรพรรดินีแห่งมนุษย์ผู้เผด็จการและแข็งกร้าวผู้นั้นก็ปวดหัวไปหมด นางไม่ยอมให้ใครว่าธิดาของนางไม่ดีเด็ดขาด หากใครพูดก็จะโกรธทันที


   นี่มัน...ท่าทางเหมือนหัวหน้าโจรภูเขา ไม่มีความเป็นมหาจักรพรรดินีแห่งมนุษย์เลยสักนิด


   ไม่แปลกที่ผู้คนจากนครดวงดาวต่างๆ ได้แต่โกรธแต่ไม่กล้าพูดอะไร ด้วยนิสัยปกป้องลูกและอารมณ์ร้ายแบบนี้ ใครจะกล้าไปยุ่งด้วย?


   "ดี"


   "อ้อใช่ ตอนข้าเข้ามาข้าพบว่าค่ายกลป้องกันได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว นี่...นี่เป็นฝีมือของผู้สูงส่งท่านใดกันแน่?"


   เขายังไม่ทันได้พบเหล่าเซียนจวินจากเมืองไป๋ตี้เลย แต่เรื่องที่รบกวนใจพวกเขาในเมืองเทียนชื่อกลับจบลงแล้ว


   สาเหตุเดียวก็คือ...ในโลกนี้ยังมีอาจารย์อักขระแห่งเต๋าผู้แข็งแกร่งที่ไม่เป็นที่รู้จัก และไม่ได้อยู่ภายใต้เมืองไป๋ตี้


   ช่างยอดเยี่ยม!


   นี่มันของดีชัดๆ!


   หากพวกเขาสามารถชักนำอาจารย์อักขระแห่งเต๋าท่านนี้มาอยู่เมืองเทียนชื่อได้ เมืองเทียนชื่อจะไม่รุ่งเรืองได้อย่างไร?!


   จีซ่านสุ่ยคิดเช่นนั้นจึงรีบกล่าว "พวกเราต้องรีบชิงตัวท่านผู้นี้มาเป็นของพวกเราก่อนที่มหาจักรพรรดินีแห่งมนุษย์และเมืองไป๋ตี้จะทำ เจ้าบอกข้ามาว่าท่านผู้นั้นอยู่ที่ใด ข้าจะไปเชิญท่านมาเดี๋ยวนี้"


   จีเฉินอวี่ส่ายหน้า "ไม่ต้องหรอก เจ้าเชิญไม่ได้หรอก"


   "พูดเล่นอะไรกัน" จีซ่านสุ่ยรีบกล่าว "ในโลกนี้ไม่มีผู้สูงส่งที่เชิญไม่ได้หรอก ที่ว่าเชิญไม่ได้ก็เพราะให้ค่าตอบแทนยังไม่มากพอเท่านั้น ตอนนี้จีไป่เทียนกับอีกสองคนจากไปอย่างกะทันหัน เมืองเทียนชื่อของพวกเรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ เชิญท่านผู้นั้นกลับมาก่อน เรื่องอื่นๆค่อยว่ากันทีหลัง"


   จีเฉินอวี่ยังคงไม่พูดอะไร จีซ่านสุ่ยเริ่มกังวล "เจ้ามีเรื่องที่พูดไม่ได้หรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเถอะ เจ้าไม่ต้องกังวล"


   จีเฉินอวี่ลดเสียงลงกล่าว "ประโยคนี้ข้าต่างหากที่ควรพูด เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง"


   จีซ่านสุ่ยกำลังจะโต้แย้ง แต่ไม่คาดคิดว่าจีเฉินอวี่จะใช้ไม้ตายออกมา


   นางทำเหมือนตอนเด็กๆ ลูบศีรษะจีซ่านสุ่ยพลางหัวเราะเบาๆ "เจ้าเชื่อฟังข้านะ"


   จีซ่านสุ่ย "..."


   จีซ่านสุ่ย "!!!"


   ใบหน้าของจีซ่านสุ่ยแดงก่ำในทันที!


   ทั้งเรื่องซ่อมแซมค่ายกลป้องกัน อาจารย์อักขระแห่งเต๋าผู้สูงส่ง อนาคตของเมืองเทียนชื่อและอื่นๆ ทั้งหมดถูกเขาโยนทิ้งไปจากสมองในชั่วขณะนั้น...


   ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่ความคิดว่า 'เสี่ยวอวี่ลูบหัวข้าอีกแล้ว!'


   จีเฉินอวี่เห็นสีหน้าของเขาเช่นนั้น ก็อดขำไม่ได้


   หลังจากหัวเราะเบาๆ นางก็เงยหน้ามองไปยังท้องฟ้า ด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


   ความรู้สึกนี้เหมือนกับตอนที่นางวิ่งผ่านลานบ้านในยามบ่าย สายลมพัดผ่านข้างหู เสียงใบไม้ไหวกรอบแกรบที่นางได้ยิน...


   อ่อนโยน สบาย งดงาม


   ช่างดีเหลือเกิน...


   แต่ความรู้สึกละเอียดอ่อนนี้ไม่ได้คงอยู่นานนัก เพราะตระกูลจีแห่งเมืองเทียนชื่อส่งผู้สื่อสารมา


   ผู้มาเยือนสวมหน้ากาก รอบกายแผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็ง กล่าวเสียงเย็น "ท่านผู้ครองธาตุทั้งสอง หัวหน้าตระกูลให้มาเชิญพวกท่านไปพบ"


   จีเฉินอวี่เก็บรอยยิ้ม ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่บนตัวเบาๆ...


   สิ่งที่ต้องมาถึงย่อมมาถึงในที่สุด นางก็ไม่เคยคิดจะหลบหนีอยู่แล้ว


   จีเฉินอวี่ก้าวออกไปหนึ่งก้าวพลางกล่าว "ท่านผู้ครองธาตุซ่านสุ่ยยังต้องรอต้อนรับผู้อาวุโสเติงจู ข้าจะไปกับพวกเจ้าเอง"


   ผู้มาเยือนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่ถอยหลังหนึ่งก้าว


   "เชิญท่านผู้ครองธาตุ"


   "อืม"


   จีซ่านสุ่ยมองร่างของจีเฉินอวี่ที่เดินผ่านข้างกายไป ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ในใจก็เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ เขารีบก้าวไปคว้าแขนจีเฉินอวี่ไว้


   "รอก่อน!"


   จีเฉินอวี่หันมามองเขา เขารีบพูด "เจ้า เจ้าอยู่ต้อนรับผู้อาวุโสเติงจูเถอะ ข้าจะไปพบหัวหน้าตระกูลกับผู้สื่อสารเอง"


   จีเฉินอวี่ส่ายหน้ายิ้มบางๆ พูดกับเขาอย่างไร้เสียงว่า 'รอข้า'


   รอข้ากลับมา


   ข้ามีเรื่องมากมายที่อยากเล่าให้เจ้าฟัง


   เกี่ยวกับอดีต เกี่ยวกับอนาคตและเกี่ยวกับอุดมคติในใจข้า


   จีซื่อสุ่ยควรจะตะลึงกับรอยยิ้มของนาง แต่ในขณะนี้ในใจกลับมีแต่ความหวาดหวั่นและความเย็นยะเยือก…


   แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ และไม่มีสิทธิ์ที่จะขัดขวางไม่ให้ผู้สื่อสารพาจีเฉินอวี่ไป


   เขาได้แต่เดินวนไปมาในโถง หวังเพียงว่าผู้สื่อสารของจักรพรรดินีมนุษย์และผู้อาวุโสเติงจูจะมาถึงเร็วๆ

….....

   บริเวณชายขอบของเขตนครดวงดาวเมืองเทียนชื่อ


   ผู้อาวุโสเติงจูถูก 'ดาวตก' ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันพุ่งชนจนหัวหมุนตาลาย นางเกือบคิดว่าตัวเองจะตายคาที่เสียแล้ว หอบหายใจอยู่นานกว่าจะหายใจได้ปกติ


   แม้จะหายใจได้แล้ว แต่สมองยังคงมึนงงอื้ออึง


   เมื่อทุกอย่างสงบลง ตรงหน้านางมีเพียงสาวน้อยและเด็กหนุ่มที่มายืนจ้องหน้ากันอยู่เท่านั้น ไม่เห็นมีใครอื่นอีก


   ผู้อาวุโสเติงจูโกรธจัด


   ดูท่าพวกโจรที่ชนนางคงหนีไปแล้วกระมัง?


   แถมยังทิ้งเด็กสองคนนี้ไว้ให้รับผิดแทนอย่างนั้นหรือ?


   ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!


   ผู้อาวุโสเติงจูสะบัดศีรษะพยายามข่มอารมณ์ให้สงบ ก่อนจะพูดกับจีอู๋ซวงและจูเหยียนที่มีสีหน้าละอายใจว่า "ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล แต่ไอ้โจรที่ชนข้าไปไหนแล้ว? หนีไปทางไหน?"


   จีอู๋ซวงเห็นท่าทางของผู้อาวุโสก็รู้ว่านางเข้าใจผิด จึงลูบจมูกพลางกล่าว "เรียนท่านผู้อาวุโส พวกข้าเผลอชนท่านเข้า ขออภัยด้วย"


   ผู้อาวุโสไม่เชื่อเลยสักนิด เพราะการบ่มเพาะของจีอู๋ซวงนั้นอยู่เพียงแค่ขั้นเสินจุนระดับเก้าดาวขั้นต้นเท่านั้น ส่วนจูเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆก็ดูงดงาม ดูเหมือนเด็กไม่รู้ประสีประสา คนแค่สองคนนี้จะมีพลังโจมตีอะไรได้?


   "พอเถอะ พวกเจ้าไม่ต้องปกป้องคนพวกนั้นหรอก รอข้าใช้กลวิธีลับตามหาพวกมันออกมา ต้องให้พวกมันชดใช้ให้ได้"


   ผู้อาวุโสพูดด้วยความแค้นเคืองแล้วก็เห็นจีอู๋ซวงค่อยๆยกมือขึ้นอย่างเชื่องช้า ทั้งยังหยิบของขวัญขอโทษออกมาอย่างว่าง่าย


   "ท่านผู้อาวุโส ขออภัยด้วย เป็นพวกข้าที่เผลอชนท่านจริงๆ พวกข้าจะไม่หนีความรับผิดชอบนี่คือค่าชดเชยให้ท่าน อ้อ และนี่เหรียญคำสั่งติดต่อของข้า หากท่านรู้สึกไม่สบายตัวภายหลังโปรดตามหาข้าได้"


   ผู้อาวุโสกะพริบตา ดวงตางามเต็มไปด้วยความตกตะลึง "เป็นพวกเจ้าจริงๆหรือ?"


   จีอู๋ซวงพยักหน้า ส่วนจูเหยียนที่อยู่ข้างๆ เห็นจีอู๋ซวงพยักหน้าก็พยักหน้าตามอย่างว่าง่าย


   ท่าทางอ่อนโยนน่ารักของเด็กทั้งสอง ทำให้ความโกรธของผู้อาวุโสเติงจูมลายหายไปในพริบตา


   นางกระแอมเบาๆ แล้วยิ้มพลางพูดว่า "ก็ได้ ในเมื่อพวกเจ้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าก็ไม่ถือสาหาความมากแล้ว ของขวัญนี้ข้าจะรับไว้ต่อไปเวลาพวกเจ้าเดินทางข้ามมิติต้องระวังให้มากกว่านี้ เข้าใจหรือไม่?"


   จีอู๋ซวงและจูเหยียนพยักหน้าพร้อมกันอีกครั้ง จนผู้อาวุโสรู้สึกเอ็นดูจนแทบจะกลั้นไว้ไม่อยู่


   โอ้โห นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตัวเองเป็นคนที่ 'ชอบความน่ารัก' ด้วย


   "ไปเถอะ ระวังตัวด้วย"


   "เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านผู้อาวุโส"


   จีอู๋ซวงพูดพลางดึงชายเสื้อของจูเหยียน อีกฝ่ายกะพริบตาแล้วพูดตาม "ขอบคุณท่านผู้อาวุโส"


   เติงจูสะดุ้งเฮือกทันทีด้วยความหนาวสั่น ความเย็นแล่นจากศีรษะจรดปลายนิ้วเท้า


   นางรีบมองไปรอบๆ แต่ก็แน่ใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ


   เติงจูได้แต่คิดในใจ 'แปลกจัง ทำไมถึงรู้สึกหนาวขึ้นมาทันทีเช่นนี้?'


   เหล่าเทพบริวารแห่งปรโลกที่แอบติดตามจีอู๋ซวงและจูเหยียนอยู่เงียบๆ "..."


   กล้าทำให้ท่านผู้นั้นต้องขอโทษเจ้า ไม่รู้สึกหนาวก็แปลกแล้ว


บทที่ 915: ชื่อต้องห้ามในเมืองเทียนชื่อ


   เติงจูสลัดความรู้สึกหนาวเหน็บออกจากสมอง ปรับทิศทางแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนชื่ออีกครั้ง เมื่อนางมาถึงหน้าด่านป้องกันก็เห็นร่างคุ้นตาสองร่างอยู่ตรงหน้า


   นั่นไม่ใช่เด็กน้อยสองคนที่เพิ่งชนนางเมื่อครู่นี้หรอกหรือ?


   ดูเหมือนพวกเขาจะถูกทหารรักษาการณ์ของเมืองเทียนชื่อสกัดเอาไว้


   ด้วยเหตุที่เมืองเทียนชื่อมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ผู้ใดที่ต้องการเข้าเมืองต้องมีทั้งชาติตระกูล ฐานะ ความมั่งคั่งและพรสวรรค์ครบถ้วน แต่เด็กน้อยทั้งสองดูเหมือนจะมาจากนครดวงดาวเล็กๆ ที่ได้ยินกิตติศัพท์มา จึงไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าเมืองเทียนชื่อ


   เติงจูผู้ไม่เคยใจอ่อนให้ผู้ใดหรือเรื่องใดมาก่อน แต่พอนึกถึงสีหน้าน่าสงสารของทั้งสองเมื่อครู่ ขาของนางก็เคลื่อนไหวเร็วกว่าความคิดทันที


   ยังไม่ทันที่เติงจูจะตัดสินใจ นางก็มายืนอยู่ข้างๆ จีอู๋ซวงและจูเหยียนเสียแล้ว ปากของนางเร็วยิ่งกว่าขา กล่าวว่า "พวกเขามากับผู้อาวุโสอย่างข้า"


   ทหารรักษาการณ์รู้สึกรำคาญ คิดในใจว่าเจ้าเป็นใครถึงกล้าเรียกตัวเองว่า 'ผู้อาวุโส' แต่พอเงยหน้าขึ้นมองก็จำได้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือผู้อาวุโสเติงจูแห่งนครจูเชว่ จึงรีบคำนับกล่าว "เรียนท่านผู้อาวุโสเติงจู ผู้น้อยมิได้ตั้งใจขัดขวางคุณชายและคุณหนู ขอผู้อาวุโสโปรดเข้าใจด้วย"


   เติงจู?


   จีอู๋ซวงกะพริบตา บีบเบาๆที่ปลายนิ้วของจูเหยียน ก่อนจะส่งเสียงผ่านทางจิต [โอ้โห ที่แท้คนที่พวกเราชนเมื่อครู่ก็คือผู้อาวุโสเติงจูแห่งนครจูเชว่ ก็คือคนที่พาคนมามากมายจงใจมาหาเรื่องพวกเรานั่นเอง]


   จูเหยียนได้ยินแค่คำว่า 'จงใจหาเรื่อง' จึงขมวดคิ้วน้อยๆ ส่งเสียงถ่ายทอดจิต [จะจัดการนางไหม?]


   จีอู๋ซวง [???]


   จูเหยียนเจ้าโหดร้ายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด? อยู่ดีๆก็จะจัดการผู้อื่น?


   แต่เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของจูเหยียน จีอู๋ซวงก็อดหลุดขำ 'พรืด' ออกมาไม่ได้


   จูเหยียนตัวน้อยก็มีความน่ารักแบบจูเหยียนตัวน้อย แต่จูเหยียนตัวโตก็มีความอ่อนโยนแบบจูเหยียนตัวโตเช่นกัน


   ไม่ว่าจะเป็นจูเหยียนตัวน้อยหรือจูเหยียนตัวโต ก็ล้วนดีมากๆทั้งสิ้น


   [ไม่ต้องหรอก ข้าเห็นแล้วว่านางไม่ได้มีเจตนาร้าย]


   [ได้ หากอยากจัดการก็บอกข้า]


   [เอ่อ...ได้ๆ]


   น่าสงสารผู้อาวุโสเติงจูที่ไม่รู้เลยว่าชีวิตของตนเองเพิ่งถูกจุ่มลงไปในทะเลหมิงไห่แล้วดึงขึ้นมา นางคิดแค่ว่าตนเองคงถูกชนจนเสียหลักไป ไม่เช่นนั้นทำไมถึงรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งร่างบ่อยๆเช่นนี้


   แปลกจริง


   ทหารรักษาการณ์รีบไปตามหัวหน้าทหารรักษาการณ์มาอย่างรวดเร็ว หัวหน้าทหารรักษาการณ์คำนับอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า "ไม่ทราบมาก่อนว่าผู้อาวุโสเติงจูจะมา ผู้อาวุโสมาครั้งนี้เพื่อตามหาท่านผู้นั้นใช่หรือไม่ ข้าจะช่วยติดต่อให้"


   "ข้ามาตามหาจีซ่านสุ่ยกับจีเฉินอวี่"


   "ขอรับ เชิญตามข้ามา"


   แม้ว่าจีเฉินอวี่จะถูกตระกูลหลักเรียกตัวไป แต่จีซ่านสุ่ยยังอยู่


   จีอู๋ซวงและจูเหยียนเดินตามเติงจูไปอย่างว่าง่าย ผ่านค่ายกลป้องกันและค่ายกลเคลื่อนย้ายมากมาย ในที่สุดก็มาถึงเขตในของเมืองเทียนชื่อและพบจีซ่านสุ่ยที่กำลังมีสีหน้ากระวนกระวายใจ


   "ผู้ครองธาตุซ่านสุ่ย เจ้าให้ข้ามาด้วยเรื่องใด?"


   จีซ่านสุ่ยรีบตอบ "แต่เดิมเป็นเรื่องซ่อมแซมค่ายกลป้องกันในอาณาเขตเมืองเทียนชื่อ แต่เฉินอวี่บอกว่าค่ายกลได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว..."


   "เช่นนั้นก็ไม่มีธุระแล้วสินะ?"


   "ไม่ๆๆ เฉินอวี่ให้ท่านมาพร้อมกับผู้สื่อสารของจักรพรรดินีมนุษย์ มีเรื่องสำคัญต้องหารือขอรับ"


   "แล้วผู้ครองธาตุเฉินอวี่เล่า?"


   "ถูกตระกูลหลักเรียกตัวไป ขอรับ"


   "เช่นนั้นหรือ"


   จีซ่านสุ่ยเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนอีกสองคนตามหลังเติงจูมา จึงรีบยิ้มกล่าว "สองท่านนี้คงเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเติงจูกระมัง? เชิญนั่ง"


   เติงจูหันไปมองสองคนนั้นราวกับเห็นผี "???"


   ไม่ใช่นะ?


   พวกเจ้ายังตามมาอีกหรือ?


   พวกเขาตามนางมาเช่นนี้ แต่นางกลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด


   จีอู๋ซวงกะพริบตาใส่เติงจูดวงตาเป็นประกายวาววับ แสดงสีหน้าไร้เดียงสาและบริสุทธิ์


   เติงจู "..."


   ช่างเถอะ เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วเติงจูก็ไม่อาจบอกได้ว่าพวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับนาง มิเช่นนั้นพวกเขาจะถูกเมืองเทียนชื่อจับกุมในฐานะผู้ไม่ประสงค์ดี ก็ปล่อยไปตามนี้แหละ


   แต่ปัญหาคือ เติงจูยังไม่รู้ชื่อของสองคนนี้เลย


   นางกระแอมเบาๆ แล้วกล่าว "มา พวกเจ้ามาแนะนำตัวกับผู้ครองธาตุซ่านสุ่ยแห่งเมืองเทียนชื่อหน่อย"


   จีอู๋ซวงคำนับแล้วกล่าว "ท่านผู้ครองธาตุซ่านสุ่ย ข้าคือจีอู๋ซวง สหายของผู้อาวุโสเติงจู"


   จูเหยียนเห็นจีอู๋ซวงคำนับ จึงเลียนแบบคำนับตาม "จูเหยียน"


   เติงจูเพิ่งยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก พอได้ยินการแนะนำตัวของจีอู๋ซวงก็เกือบจะพ่นชาออกมา


   "แค่กๆๆ..." เติงจูไอพลางเบิกตากว้าง "เจ้าบอกว่าเจ้าคือใครนะ!?"


   จีอู๋ซวงยิ้มเผยฟันขาว "ผู้อาวุโสเติงจู ข้าคือจีอู๋ซวงเจ้าค่ะ"


   เห็นจีอู๋ซวงท่าทางเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรผิดปกติ ดูเหมือนดอกไม้ข้างทางที่ไร้พิษภัย เติงจูจึงสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็วคิดว่าจีอู๋ซวงคนนี้กับจีอู๋ซวงคนนั้นคงเป็นแค่คนที่ชื่อเหมือนกัน


   ถูกต้อง ต้องเป็นแค่ชื่อที่เหมือนกันแน่ๆ


   ที่นี่คือเมืองเทียนชื่อ เกือบทุกคนใช้แซ่จี มีคนชื่อเหมือนกันสักคนสองคนก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?


   ไม่มีอะไรแปลกเลย


   เห็นเติงจูยอมรับได้อย่างรวดเร็ว จีซ่านสุ่ยที่มีความสงสัยเต็มท้องก็ได้แต่กลืนกลับลงไป


   พระเจ้า จีอู๋ซวง?!?


   ชื่อนี้อยู่ข้างนอกก็ว่าไปอย่าง พวกเขาไม่อาจก้าวก่าย แต่ในเมืองเทียนชื่อ...นี่มันเป็นข้อห้ามนะ!


   หากไม่ใช่เพราะคุ้นเคยกับผู้อาวุโสเติงจูเป็นอย่างดี และรู้ว่าเมืองเทียนชื่อของพวกเรากับนครจูเชว่เป็นเมืองพันธมิตรที่เป็นมิตรต่อกัน เขาคงจะสงสัยว่าผู้อาวุโสเติงจูจงใจพาเด็กที่มีชื่อนี้มาเพื่อยั่วโมโหตระกูลหลักหรือไม่


   จีอู๋ซวง...จีอู๋ซวง


   จีซ่านสุ่ยมองสำรวจจีอู๋ซวงตั้งแต่หัวจรดเท้า อีกฝ่ายยิ้มอย่างงุนงง "ท่านผู้ครองธาตุซ่านสุ่ย ท่านมองข้าเช่นนี้ด้วยเหตุใดหรือ?"


   ความเย็นวาบพลันแล่นจากส้นเท้าขึ้นไปถึงกระหม่อมของจีซ่านสุ่ย เขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงส่ายหน้าพลางกล่าว "อ๋อ ไม่มีอะไร เพียงแต่นึกถึงคนรู้จักคนหนึ่งเท่านั้น"


   "คนรู้จักท่านใดหรือ?"


   "เอ่อ จริงๆแล้วข้าก็ไม่รู้จักท่านผู้นั้นหรอก ไม่เคยพบกันด้วย เพียงแต่ในอดีตท่านมีชื่อเสียงโด่งดัง...เป็นยอดกระบี่แห่งเมืองเทียนชื่อของพวกเรา แต่ภายหลังสวรรค์ริษยาคนเก่ง ท่านผู้นั้นสิ้นชีพที่ผนึกห้วงมิติว่างเปล่า"


   จีอู๋ซวงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย "ช่างน่าเสียดายจริงๆ"


   "ใช่แล้ว..."


   ทุกคนยังคงรออยู่ในห้องโถงเพื่อรอจีเฉินอวี่กลับมา แต่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แม้ค่ำคืนจะมาเยือนแล้ว จีเฉินอวี่ก็ยังไม่ส่งข่าวมา


   จีซ่านสุ่ยค่อยๆนั่งไม่ติดกัดฟันกล่าว "ไม่ได้ ข้าต้องไปดูสักหน่อย ขอให้ทั้งสามท่านตามสบาย"


   "รอก่อน" จีอู๋ซวงเอ่ยเรียกจีซ่านสุ่ยไว้ พลางลุกขึ้นยืนเช่นกัน "ท่านผู้ครองธาตุเฉินอวี่เชิญผู้อาวุโสเติงจูของพวกเรามาแต่กลับไม่ปรากฏตัว นี่ชัดเจนว่าไม่เหมาะสมตามมารยาท พวกเราจะไปสอบถามท่านผู้ครองธาตุเฉินอวี่สักหน่อยก็สมเหตุสมผลมิใช่หรือ? ใช่หรือไม่ ผู้อาวุโสเติงจู?"


   เติงจู "..." จริงๆแล้วนางไม่ได้รีบร้อนถึงเพียงนั้น


   แต่พอเจอสายตายิ้มๆของจีอู๋ซวง คำพูดของเติงจูก็พลันกลืนกลับไปเองตามธรรมชาติและเปลี่ยนคำพูดว่า "ถูกต้อง เชิญแขกมาแล้วกลับไม่ปรากฏตัว ข้าต้องถามตระกูลหลักของเจ้าดูว่าหมายความว่าอย่างไร!"


   จีอู๋ซวงส่งสายตาชื่นชมให้ผู้อาวุโสเติงจู จนเติงจูงงงวยพอได้สติก็ได้แต่หัวเราะอย่างจนใจ


   ช่างน่าขันจริง ตอนนี้นางถูกเจ้าตัวน้อยนี่จับจุดอ่อนได้อย่างอยู่หมัด แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อเจ้าตัวน้อยนี่น่ารักถึงเพียงนี้


   ช่างเถอะ จะจับจุดอ่อนได้ก็จับไป


   แต่ไปดูจีเฉินอวี่ก็ดี คนผู้นี้นางก็ชื่นชมอยู่หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางอาจจะช่วยได้บ้าง


   ดังนั้นกลุ่มคนจึงเดินออกจากห้องโถงไปอย่างองอาจ มุ่งหน้าไปยังเขตหวงห้ามที่มีเพียงผู้สืบเชื้อสายตระกูลจีเท่านั้นที่เข้าได้


   เมื่อมีจีซ่านสุ่ยนำทาง พวกเขาจึงไม่ถูกขัดขวางแต่ถามทุกคนไปตลอดทาง ต่างก็บอกว่าไม่เห็นจีเฉินอวี่


   ยังบอกอีกว่าหลังจากตระกูลหลักสอบถามเสร็จ ก็ปล่อยจีเฉินอวี่กลับไปแล้ว


   "แปลกจริง แต่นางยังไม่กลับมาเลยนี่"


   "หา?" ผู้อาวุโสของตระกูลจีอุทานด้วยความตกใจ "แต่ตระกูลหลักให้นางกลับไปนานแล้วนี่ นางอาจจะมีธุระด่วนต้องจัดการจึงรีบจากไปก่อนหรือเปล่า? หรือว่าให้ผู้ครองธาตุซ่านสุ่ยลองติดต่อผู้ครองธาตุเฉินอวี่ผ่านตราสื่อสารดูก่อน?"


   ขณะที่ผู้อาวุโสท่านนี้พูด สายตาก็เหลือบมองไปทางจีอู๋ซวงที่ยืนอยู่ข้างเติงจูอยู่บ่อยครั้ง


   ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและหวาดระแวง...รวมถึงความหวาดกลัวที่ไม่อาจมองข้าม


   ความหวาดกลัวของผู้อาวุโสท่านนี้ ดูเหมือนจะกลายเป็นรูปธรรมจวนจะไหลทะลักออกมาจากเบ้าตาอยู่แล้ว


   ถึงขนาดที่ว่า ไม่ว่าจีซ่านสุ่ยจะพูดอะไรผู้อาวุโสท่านนี้ก็ยังตอบไม่ตรงคำถาม


   "ผู้อาวุโส?"


   "ผู้อาวุโสหยวน?"


   "ผู้อาวุโสหยวน ท่านเป็นอะไรไป?"


บทที่ 916: ความมั่นใจของเมืองเทียนชื่อ


   จีซ่านสุ่ยเรียกจีหยวนเป็นครั้งที่สาม จึงปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ได้ เขาใช้แรงทั้งหมดในร่างกายกดเสียงกรีดร้องในลำคอไว้แล้วพูดอย่างเก้อเขิน "เอ่อ...ขออภัย...ช่วงนี้บำเพ็ญเพียรหนักไปหน่อย จึงเหม่อลอย ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้คือ..."


   จีอู๋ซวงยิ้มตาหยี "อ๋อ ข้าคือจีอู๋ซวง"


   พอได้ยินคำพูดนี้ จีหยวนแทบจะตาถลนออกมาผ่านไปครู่ใหญ่จึงยิ้มแหยๆ


   "เจ้าบอกว่าเจ้าชื่อ...จีอู๋ซวง เช่นนั้นเจ้าเป็นศิษย์ตระกูลจีของพวกเราหรือ?"


   "ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้ามากับผู้อาวุโสเติงจูไม่ได้เป็นศิษย์ตระกูลจีของท่าน"


   "ไม่ใช่หรือ?" จีหยวนได้แต่ใช้เสียงหัวเราะกลบเกลื่อนความตกใจ "ฮ่าๆๆ นี่...ช่างเป็นวาสนาจริงๆ ในเมื่อแซ่จีเหมือนกัน หากเจ้ามีเวลาว่างต้องอยู่ในเมืองเทียนชื่อให้นานหน่อย ให้พวกเราได้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติเช่นเจ้าให้ดี"


   จีอู๋ซวงทำสีหน้างุนงงไร้เดียงสา "ได้เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่มีน้ำใจ"


   "สมควรแล้ว สมควรแล้ว..." จีหยวนเช็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆบนหน้าผากแล้วพูดกับคนข้างๆ "มา พวกเจ้ามาต้อนรับผู้อาวุโสเติงจู ผู้ครองธาตุซ่านสุ่ยและสหายน้อยทั้งสองต่อ ข้ามีธุระนิดหน่อย ขอตัวก่อน..."


   จีหยวนประสานมือลาจาก แม้จะพยายามรักษากิริยาแต่ทุกคนก็เห็นว่าร่างที่จากไปนั้นดูทุลักทุเลราวกับหนีเอาตัวรอด


   เติงจูพูดอย่างไม่เข้าใจว่า "แปลกจริงทำอย่างกับมีผีไล่ตามอยู่ข้างหลังถึงได้กลัวขนาดนี้..."


   จีอู๋ซวงแค่นหัวเราะในใจ


   สำหรับผู้คนในตระกูลจี การที่จีอู๋ซวงฟื้นคืนชีพขึ้นมามันไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าการถูกผีไล่ตามหรอกหรือ?


   ฮึๆ...แต่อย่าเพิ่งรีบร้อน ทุกอย่างยังไม่ได้เริ่มต้นเลย


   จีหยวนผู้นี้ไม่มีกลิ่นอายของกระบี่ไร้พ่ายอยู่บนร่าง คงไม่เคยกลืนกินเลือดเนื้อของนาง แต่ในเมืองอันงดงามที่เป็นดั่งกรงขังแห่งนี้ ยังมีปีศาจกินคนอีกมากมายนัก


   "ด่วน!"


   "ด่วน!"


   "ด่วน!"


   เสียงรายงานด่วนสามครั้ง พร้อมกับเสียงระฆังที่ดังก้องขึ้นเหนือตระกูลจีอย่างช้าๆ นี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดของตระกูลจี


   ผู้แข็งแกร่งที่กำลังปิดด่านอยู่ในพื้นที่ต่างๆของเมืองเทียนชื่อ ทั้งผู้อาวุโส แขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าสาย ผู้คุมกฎและหัวหน้าตระกูล ต่างถูกเสียงรายงานด่วนสามครั้งนี้ดึงดูดออกมาและรวมตัวกันที่ศูนย์กลางวังชั้นใน ‘วังเด็ดดารา’ ของเมืองเทียนชื่อ


   ที่นี่คือศูนย์กลางอำนาจของตระกูลจี และเป็นที่พำนักของท่านประมุขและหัวหน้าตระกูลจีด้วย


   "เกิดอะไรขึ้น?"


   "เหตุใดจึงส่งสัญญาณด่วนสามครั้ง?"


   "มีเรื่องอะไรหรือ?"


   หลังจากทุกคนมาถึง สายตาก็จับจ้องไปที่จีหยวนที่กำลังหอบหายใจอยู่ตรงกลาง เขาไม่ทันได้จัดอาภรณ์และผมที่ยุ่งเหยิงก็รีบรายงานอย่างรวดเร็ว "แย่แล้ว มีสตรีชาวมนุษย์ผู้หนึ่งมาที่เมืองเทียนชื่อ นางมากับผู้อาวุโสเติงจู"


   ทุกคนงุนงง "แค่เติงจูพามาก็แค่นั้น มีอะไรร้ายแรงนักหรือ? หรือว่านางเป็นอัจฉริยะที่สวรรค์ประทาน มีพรสวรรค์พิเศษ?"


   "ไม่ ไม่ใช่ นางเพิ่งเข้าสู่ขั้นเสินจุนเท่านั้น..."


   "ในเมื่ออยู่แค่ขั้นเสินจุน แล้วเจ้าจะตะโกนโวยวายไปทำไม?"


   "ไม่ ไม่ใช่..." จีหยวนเช็ดเหงื่อที่ขมับ ก่อนจะพูดเสียงดัง "สตรีผู้นี้...มีนามว่าจีอู๋ซวง"


   เมื่อคำว่า 'จีอู๋ซวง' ถูกเอ่ยออกมาก็ราวกับแจกันเงินที่แตกกระจาย ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นตกตะลึงจนตาเบิกกว้าง


   จนกระทั่งหัวหน้าตระกูลจีที่อยู่ด้านบนสุดลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน มือกุมไม้เท้าก้าวออกมาสองก้าว เอ่ยปากอย่างยากลำบาก "เจ้า...เจ้าว่า...นางชื่ออะไรนะ?"


   "จีอู๋ซวง! นางบอกว่านางชื่อจีอู๋ซวง!" จีหยวนกล่าวอย่างตื่นเต้น "และรูปโฉมของนาง...คล้ายคลึงกับบุคคลในภาพจิตรกรรมฝาผนังมาก"


   หัวหน้าตระกูลพึมพำ "อีกแล้ว...จีอู๋ซวง..."


   ช่วงนี้ชื่อ 'จีอู๋ซวง' ช่างโด่งดังเหลือเกิน ดูเหมือนจะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่ว


   องค์หญิงซึ่งเป็นธิดาของจักรพรรดิมนุษย์ นามว่าจีอู๋ซวง


   ทายาทแห่งนครชิงอวี้ก็นามว่าจีอู๋ซวง


   และบัดนี้ก็มีจีอู๋ซวงแห่งนครจูเชว่อีก...


   จีอู๋ซวง จีอู๋ซวง จีอู๋ซวง...จีอู๋ซวงบ้าอะไรกัน!


   ชื่อนี้ราวกับคำสาปที่ติดตามตระกูลจีทั้งตระกูล ทำให้ผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์ในอดีต เมื่อได้ยินชื่อนี้ก็เกิดความหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ แม้กระทั่งเจตจำนงก็ถูกบั่นทอน


   ไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว


   ในชั่วพริบตาเดียวจีอู๋ซวงก็ปรากฏตัวขึ้นมามากมายเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะโชคชะตา ความบังเอิญ หรือมีผู้ใดวางแผนก็ตาม พวกเขาจำเป็นต้องพบนางให้ได้


   มิเช่นนั้น...


   พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงามืดและความหวาดกลัวที่มีชื่อว่า 'จีอู๋ซวง' ตลอดไป


   พลังทำลายล้างของจีอู๋ซวงจะคุกคามตระกูลจีและทั้งเมืองเทียนชื่อไปตลอดกาล


   "แล้วจิ่วเทียนเล่า?"


   หัวหน้าตระกูลจีเอ่ยปากขึ้นอย่างช้าๆ เสียงแหบแห้งราวกับเปลือกไม้เก่าๆ ฟังแล้วแสบหู


   ทันใดนั้นก็มีผู้คนรีบตอบอย่างนอบน้อม "ท่านหัวหน้าตระกูล ดูเหมือนว่าท่านจิ่วเทียนจะเข้าสู่การปิดด่านบำเพ็ญเพียรแล้วขอรับ"


   หัวหน้าตระกูลจีพยักหน้าเบาๆ "เช่นนั้นก็อย่าไปรบกวนนาง หาทางล่อจีอู๋ซวงคนนั้นมาดูซิ...ดูว่าเป็นคนหรือผี..." หัวหน้าตระกูลจีค่อยๆเปิดเปลือกตาที่หย่อนคล้อยเผยให้เห็นรัศมีอันเยียบเย็นในดวงตา "เมื่อดูให้ชัดแล้ว ไม่ว่านางจะเป็นคนหรือผี ก็บดขยี้ให้ตายหมด..."


   จีหยวนชะงักไป "แต่ท่านหัวหน้าตระกูล จีอู๋ซวงผู้นี้มาพร้อมกับผู้อาวุโสเติงจูแห่งนครจูเชว่ เรื่องนี้...หากนางตาย พวกเราคงอธิบายกับผู้อาวุโสเติงจูลำบาก..."


   หัวหน้าตระกูลจีเปล่งเสียงหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาจากลำคอ "แค่ผู้อาวุโสนครจูเชว่เท่านั้น หากนางกล้ามาหาเรื่องก็จัดการไปพร้อมกันเลย"


   น้ำเสียงไม่ใส่ใจ ท่าทางสงบนิ่ง


   ราวกับว่าผู้ที่หัวหน้าตระกูลจีจะจัดการนั้นไม่ใช่ผู้อาวุโสแห่งนครจูเชว่อันยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพียงสุนัขจรจัดข้างทาง


   นี่คือความมั่นใจของเมืองเทียนชื่อ


   เมืองเทียนชื่อของพวกเขาตั้งอยู่มาหลายปี ผ่านความยากลำบากมามากมาย รอดพ้นวิกฤตความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน...พลังของพวกเขาเหนือกว่านครดวงดาวทั้งหลายมานานแล้ว


   ผู้ครองธาตุทั้งห้าที่แสดงออกมาภายนอกนั้น เป็นเพียงภาพลวงตาสำหรับคนนอกเท่านั้น


   หากไม่ใช่เพราะจักรพรรดิมนุษย์เฟิ่งอิ๋งปรากฏตัวขึ้นและแย่งชิงพลังมหาเทพในสวรรค์และพิภพไป ตามแผนการและเส้นทางเดิม ผู้ที่จะสามารถบ่มเพาะจักรพรรดิมนุษย์ได้...จะต้องเป็นเมืองเทียนชื่อของพวกเขา ต้องเป็นตระกูลจีของพวกเขาอย่างแน่นอน!


   ตอนนี้ให้เฟิ่งอิ๋งคนนั้นเก็บผลประโยชน์ไปง่ายๆ


   แต่ไม่เป็นไร สักวันหนึ่งเมื่อเฟิ่งอิ๋งสิ้นชีพ พลังมหาเทพนี้ ตำแหน่งจักรพรรดิและเกียรติยศสูงสุดของมนุษยชาตินี้จะต้องเป็นของพวกเขาตระกูลจีเช่นกัน


   เมื่อหัวหน้าตระกูลจีออกคำสั่งแล้ว จีหยวนและคนอื่นๆ ย่อมไม่กล้าขัดคำสั่ง


   ดังนั้นทุกคนจึงเฝ้ารอดูด้วยความคาดหวัง อยากเห็นว่าผู้ที่ชื่อเหมือน 'จีอู๋ซวง' ในตำนานผู้นั้นเป็นบุคคลเช่นไร และเป็นคนเดียวกับฝันร้ายที่ติดตามพวกเขามานับหมื่นปีโดยไม่ยอมจางหายหรือไม่

.......

   เมื่อจีหยวนนำข่าวออกมาเชิญผู้อาวุโสเติงจู จีอู๋ซวง จูเหยียน และจีซ่านสุ่ยเข้าวังเด็ดดารา จีซ่านสุ่ยก็อดตกตะลึงไม่ได้


   แม้เขาจะเป็นตัวแทน 'พลังสูงสุด' ของตระกูลจี แต่เนื่องจากตัวเขาไม่ได้สืบเชื้อสายตระกูลจีโอกาสที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าวังเด็ดดาราจึงมีน้อยมาก...


   แล้วทำไมตอนนี้ถึงอนุญาตให้เขาเข้าไปกะทันหัน?


   จีซานสุ่ยรู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที


   แต่เมื่อนึกถึงจีเฉินอวี่ที่หายตัวไป จีซานสุ่ยก็ตัดสินใจที่จะไปดูไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องหาจีเฉินอวี่ให้เจอ


   "ทุกท่านเชิญทางนี้"


   จีหยวนในที่สุดก็สงบสติอารมณ์ลงได้ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่กลัวคำว่าจีอู๋ซวงแล้ว ถึงแม้จะมีหน้าตาคล้ายกันแล้วอย่างไร แม้แต่กึ่งเซียนกระบี่ไร้พ่ายจีอู๋ซวง ผู้ไร้เทียมทานในอดีต สุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้ในการต่อสู้เยี่ยงสัตว์ร้ายที่ถูกขังอยู่ในกรง


   จีอู๋ซวงผู้นี้ดูเหมือนจะอยู่แค่ขั้นเสินจุนจะสามารถก่อคลื่นลมอะไรได้


   จีหยวนนำทางไปพลางแอบมองหน้าจีอู๋ซวงเป็นระยะ


   เห็นนางมีท่าทางผ่อนคลายสบายๆ บางครั้งก็หัวเราะพูดคุยกับเด็กหนุ่มหน้าตาดีข้างกาย ทำให้เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นมีแต่นางอยู่ในดวงตา...


   เอ่อ พูดตรงๆก็คือ ทั้งสองคนนี้ดูเหมือนคนที่กำลังตกหลุมรัก


   ไม่เกี่ยวอะไรกับจีอู๋ซวงในอดีตเลยแม้แต่น้อย


   จีหยวนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าการกระทำของตนเมื่อครู่ช่างน่าขัน เพียงเพราะคนผู้นี้ชื่อจีอู๋ซวงและมีหน้าตาคล้ายกับคนในอดีตอยู่บ้าง ก็ทำให้เขาใจเสียไปชั่วขณะ...


   โชคดีที่ท่านหัวหน้าตระกูลไม่ถือสา ยังยินดีที่จะลองดูฝีมือของจีอู๋ซวงก่อน มิเช่นนั้นเขาคงกลายเป็นตัวตลกของตระกูลไปแล้ว


   จีอู๋ซวงเดินไปข้างหน้าพลางสังเกตสภาพโดยรอบอย่างเงียบๆ ในใจรู้สึกอยากทอดถอนใจนัก


   ตระกูลจีในปัจจุบันกับในอดีตดูแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกเขารวยขึ้น หรือเพราะนางเกือบทำลายตระกูลจีทั้งตระกูลในอดีต พวกเขาจึงจำเป็นต้องสร้างใหม่


   แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ต้องยอมรับว่าหลังจากนางตายไปหลายปี...ตระกูลจีก็ได้รุ่งเรืองขึ้นมาก


   ดูของล้ำค่าหายากทั่วทั้งเมือง ดูอักขระแห่งเต๋า ค่ายกลอันลึกลับ


   จุ๊ๆๆ จีอู๋ซวงไม่เคยไปที่เมืองไป๋ตี้ แต่ทุกสิ่งที่เห็นที่นี่ก็คล้ายกับที่เหล่าเซียนจวินแห่งเมืองไป๋ตี้เคยบรรยายไว้


   ช่างสูงส่งในหมู่มนุษย์จริงๆ


บทที่ 917: จีอู๋ซวงผู้นี้รู้แต่เรื่องความรัก


   จูเหยียนเห็นจีอู๋ซวงจ้องมองทิวทัศน์รอบข้างไม่วางตา จึงส่งเสียงถาม [เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าชอบหรือ? ถ้าชอบให้ข้าช่วยแย่งชิงมาให้ดีหรือไม่?]


   จีอู๋ซวงได้ยินแล้วแทบจะหลุดขำ [ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเจ้ามีท่าทางเหมือนโจรที่ชอบตัดสินใจเองฝ่ายเดียว ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่ชอบจะต้องครอบครองให้ได้ อีกอย่างข้าไม่ได้ชอบสิ่งใดที่นี่เลย]


   จูเหยียนไม่เข้าใจว่าทำไมของที่ชอบถึงไม่ต้องครอบครอง จึงถามอีก [ถ้าเจ้าไม่ชอบ ทำไมถึงมองไม่วางตาเล่า?]


   จีอู๋ซวงยิ้มสดใสยิ่งขึ้น [ก็แน่นอนว่าต้องดูให้ละเอียด เดี๋ยวจะได้ทำลายให้ราบคาบไม่เหลือซากไงล่ะ]


   ความรู้สึกความผูกพันทั้งหมดที่จีอู๋ซวงเคยมีต่อตระกูลจีได้มลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้มีเพียงความต้องการทำลายล้างเท่านั้น!


   ทุกอิฐทุกกระเบื้อง ทุกหย่อมหญ้า ทุกต้นไม้ของตระกูลจี


   นางจะทำลายทั้งหมด!


   ไม่ให้เหลือแม้แต่อย่างเดียว!


   จูเหยียนเข้าใจดี เอื้อมมือไปกุมปลายนิ้วของจีอู๋ซวงเบาๆ พลางเอ่ยเสียงนุ่มนวล [ได้ ข้าจะช่วยเจ้าเอง]


   ดวงตาของจีอู๋ซวงเป็นประกายวาววับ นางเหลือบมองพลางยิ้มสดใสให้จูเหยียน


   ต่างจากการ 'สั่งสอนอย่างละเอียด' ของพวกอาจารย์ ต่างจาก 'ความเอ็นดูและความอดทน' ของพี่ชายพี่สาวร่วมสำนัก ต่างจาก 'ความเคารพบูชา' ของผู้คนทั้งหลายและต่างจาก 'ความรักและความผูกพัน' ของเหล่าคนน่ารักทั้งหลาย การมีอยู่ของจูเหยียนนั้นเป็นเหมือน...สหายที่สามารถร่วมทำเรื่องเลวร้ายด้วยกัน เป็นสหายที่สามารถแบ่งปันทุกสิ่งด้วยกันได้


   ความรู้สึกเช่นนี้ช่างแปลกใหม่จริงๆ แต่จีอู๋ซวงชอบความรู้สึกเช่นนี้


   นางแยกเขี้ยวยิ้มกว้าง ยิ้มอย่างซุกซน [ดีเลย พวกเราไปด้วยกัน]


   จูเหยียนก็ยิ้มตอบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความร่าเริง


   พูดตามตรงแม้เขาจะมีอายุยืนยาว แต่การทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ก็เป็นครั้งแรกจริงๆ


   ทั้งสองคนจ้องมองกันไปมา ยิ้มไม่หยุด จนทำเอาคนข้างๆ หลายคนรู้สึกปวดฟันไปตามๆกัน


   โดยเฉพาะจีหยวน เขาถึงกับอยากตบหน้าตัวเองสักสองที


   ช่างเถอะ...สตรีที่ในสายตามีแต่บุรุษผู้นี้ ไหนเลยจะมีเค้าเงาของกระบี่ไร้พ่ายในอดีตหลงเหลืออยู่บ้าง?!


   พวกนางทั้งสองต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน!


   หากพวกนางทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกัน เขาจะบิดหัวตัวเองออกมาเตะเล่นเสียเลย!


   ช่างเถอะ เรื่องนี้ก็ถือว่าผ่านไปแล้วกัน


   ในที่สุด หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม ผ่านค่ายกลป้องกันแปดสิบเอ็ดชั้น จีอู๋ซวงและคณะก็ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าวังเด็ดดารา


   วังอันยิ่งใหญ่อลังการ สง่างามและหรูหรา ลมหายใจแห่งเทพเจ้าที่พัดผ่าน เมฆและหมอกหลากสีสันที่ลอยอยู่บนนภา ช่างเป็นการรวบรวมทุกสิ่งอันวิเศษของสวรรค์และพิภพไว้ แม้แต่ผู้อาวุโสเติงจูแห่งนครจูเชว่ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่


   "สวรรค์..."


   ที่แท้เมืองเทียนชื่อร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวหรือ?


   น่าเสียดายที่พวกนางเคยคิดว่าตนเองกับเมืองเทียนชื่อนั้น 'พอๆกัน' แต่บัดนี้ดูแล้ว...นครจูเชว่ของพวกนางก็เป็นเพียงสลัมเล็กๆที่ยากจนเท่านั้น


   "ทุกท่าน เชิญด้านในขอรับ" จีหยวนแย้มยิ้มสดใสอีกครั้ง เชิญทุกคนเข้าวังเด็ดดารา


   จีอู๋ซวงเดินนำเข้าสู่ท้องพระโรงราวกับเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภายในประดับประดาอย่างวิจิตรงดงามรอบด้านมีแสงสว่างพวยพุ่งนับไม่ถ้วนราวกับอยู่ในความฝัน


   แท้จริงแล้ว เบื้องหลังแสงสว่างแต่ละสายนั้น มีผู้คนจากตระกูลจีอยู่...


   ทั้งหัวหน้าตระกูลจี ผู้อาวุโส ผู้อาวุโสสูงสุด แขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าสาย ผู้คุมกฎ และอื่นๆอีกมากมาย แม้แต่รุ่นหลังของตระกูลจีก็มาร่วมอยู่ด้วย ทุกคนที่ได้ยืนอยู่ที่นี่พร้อมกับผู้อาวุโสในตระกูล ล้วนเป็นยอดฝีมือในรุ่นหลังเป็นกำลังสำคัญที่จะค้ำจุนตระกูลจีให้ก้าวสู่จุดสูงสุดในอนาคต!


   พวกเขามาที่นี่ ย่อมต้องการมาดูว่าจีอู๋ซวงผู้นี้ใช่จีอู๋ซวงผู้นั้นหรือไม่


   หากใช่...เลือดเนื้อของจีอู๋ซวงในอดีตได้หล่อเลี้ยงผู้แข็งแกร่งมากมายจากทุกตระกูล เช่นนั้นเลือดเนื้อของจีอู๋ซวงในปัจจุบันก็จะถูกใช้เพื่อประโยชน์ของตระกูลจี สร้างความเจริญรุ่งเรืองนิรันดร์!


   หากไม่ใช่...ฮึๆ ดีเลย จะได้ใช้คนไร้ค่าที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้ ทำลายความกดดัน ความหวาดกลัวและฝันร้ายที่กระบี่ไร้พ่ายจีอู๋ซวงมอบให้พวกเขา


   หากต้องการเอาชนะความกลัว มีอะไรง่ายไปกว่าการฆ่าความกลัวนั้นกันเล่า?


   เพียงแค่สังหารคนตรงหน้าที่มีใบหน้าและชื่อเหมือนจีอู๋ซวง ฝันร้ายก็จะสลายไป!


   ตระกูลจีจะหลุดพ้นจากพันธนาการเหล่านี้ตลอดกาล กางปีกโบยบิน ควบคุมลมฟ้า ครอบครองจักรวาล พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!


   ตระกูลจีจะต้องก้าวขึ้นสู่ขั้นใหม่! ไปสู่ระดับที่สูงส่งกว่าเดิม!


   ส่วนสตรีที่มีชื่อและใบหน้าเหมือนจีอู๋ซวงผู้นี้จะเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่นั้น?


   ไม่สำคัญ เพราะการได้เป็นก้าวบันไดให้ตระกูลจีก็นับเป็นเกียรติของนางแล้ว


   จีอู๋ซวงมองไปรอบๆด้วยดวงตาใสกระจ่าง กะพริบตาเบาๆ แล้วเอียงศีรษะถามจีหยวนว่า "ท่านผู้อาวุโส ท่านเรียกพวกเรามาทำไมกัน? ที่นี่งดงามก็จริง แต่พวกเรามาหาท่านจีเฉินอวี่นะเจ้าคะ นางอยู่ที่ใด?"


   เติงจูและจีซ่านสุ่ยระแวดระวังกว่าจีอู๋ซวงมาก ทั้งสองหันไปมองจีหยวนพร้อมกัน


   จีซ่านสุ่ยขมวดคิ้วแน่น "ผู้อาวุโสหยวน เฉินอวี่เล่า? ไม่อยู่หรือ?"


   เติงจูก็กล่าวอย่างไม่พอใจ "พวกเรายังมีธุระสำคัญต้องหารือ หากท่านรู้ว่าจีเฉินอวี่อยู่ที่ใด โปรดบอกด้วย"


   ผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดยังไม่ลงมือทันที เพราะเกรงกลัวเติงจูและจีซ่านสุ่ย


   หากแยกคณะของพวกเขาออกจากกันได้ก็คงดี


   จีหยวนฟังเสียงกระซิบข้างหู ยิ้มตามน้ำว่า "เมื่อครู่มีคนส่งข่าวมาว่าพบเฉินอวี่แล้ว เพียงแต่ดูเหมือนนางจะเกิดการตระหนักรู้ขึ้นมากะทันหัน จึงต้องการคนคุ้มครอง คนของเรากำลังเฝ้าดูอยู่ หากทั้งสองท่านไม่รังเกียจไปดูด้วยกันดีหรือไม่?"


   เติงจูได้ยินดังนั้นก็กระโดดผลุง "อะไรนะ! จีเฉินอวี่ก็เลื่อนขั้น ตระหนักรู้แล้วหรือ!?"


   ช่างไร้เหตุผลยิ่งนัก!


   ตอนนี้เติงจูไม่อยากได้ยินคำว่า 'เลื่อนขั้น' 'ตระหนักรู้' อะไรทั้งนั้น เพราะทุกคนฝึกวิชาในนครชิงอวี้ด้วยกัน ทุกคนล้วนตระหนักรู้กันหมดมีแต่นางที่ไม่ได้


   ดังนั้นครั้งนี้พอจีเฉินอวี่เรียก นางก็รีบมาทันทีอาจมีความคิดหลบหนีอยู่บ้าง


   แต่ช่างเถอะ นี่คือหนีพ้นวันพระไม่พ้นเพล หรือไร?


   นางหนีมาถึงที่นี่แล้ว! ยังมีคนที่สามารถตระหนักรู้ได้อีก!


   ฮือๆๆ องค์หญิงทิ้งสมบัติล้ำค่าไว้มากมายเช่นนั้น เหตุใดนางถึงตระหนักรู้ไม่ได้เลย?!


   ไม่ได้ คราวหน้านางจะต้องตามหาองค์หญิงให้พบ แล้วจับตัวองค์หญิงมาเปิดวิญญาณให้นางให้ได้ ถ้าเปิดไม่ได้ก็ไม่ให้ไปไหน!!!


   เติงจูที่ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจ มองไปที่จีอู๋ซวงหนึ่งทีจนทำให้จีอู๋ซวงงุนงงไม่เข้าใจ


   "เอ่อ ท่านเป็นอะไรไปหรือ?"


   "ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดว่าทั้งที่มีชื่อเดียวกันแต่ทำไมถึงแตกต่างกันมากเช่นนี้..."


   องค์หญิงจีอู๋ซวงสามารถเปิดวิญญาณได้ นับเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ส่วนจีอู๋ซวงที่อยู่ข้างกายนาง ฮึ นอกจากความน่ารักแล้วก็รู้แต่เรื่องความรักเท่านั้น!


   จีอู๋ซวง "???"


   เดี๋ยวก่อน นางถูกดูถูกอีกแล้วใช่หรือไม่???


   จีอู๋ซวงรู้สึกว่าช่วงนี้ตนเองถูกคนรังเกียจบ่อยเกินไปแล้ว


   ก่อนหน้านี้กระต่ายน้อยไป๋ฉีก็รังเกียจว่าสมองนางไม่อร่อย แล้วตอนนี้ผู้อาวุโสเติงจูก็มารังเกียจนางอย่างไร้สาเหตุอีก?


   ปัญหาคือนางยังไม่ได้ทำอะไรเลยนี่นา!


   ช่างอยุติธรรมเสียจริง...


   จีซ่านสุ่ยดูร้อนใจอยู่บ้าง รีบกล่าวว่า "เรื่องนี้...รบกวนท่านผู้อาวุโสเติงจูแล้ว พวกเราไปคุ้มครองเฉินอวี่กันเถอะ"


   ผู้อาวุโสเติงจูย่อมยินดี นางอยากไปแอบเรียนรู้ข้างกายจีเฉินอวี่พอดี ดูว่าจีเฉินอวี่ได้รับการดลใจอะไรมาถึงได้ทะลวงขั้นอย่างกะทันหันเช่นนี้


   จีอู๋ซวงเข้าใจสถานการณ์ดีจึงกล่าวออกมาเอง "ในเมื่อผู้อาวุโสเติงจูและท่านผู้ครองธาตุซ่านสุ่ยต่างก็มีธุระสำคัญ เช่นนั้นข้ากับจูเหยียนจะรออยู่ที่นี่จนกว่าพวกท่านจะกลับมา"


   จีซ่านสุ่ยแย้มยิ้มให้จีอู๋ซวงอย่างหาได้ยาก "ดี งั้นขอให้สหายน้อยรออยู่ที่นี่ พอเฉินอวี่เลื่อนขั้นเสร็จ พวกเราก็จะกลับมา"


   "ได้เจ้าค่ะ"


   จีอู๋ซวงยิ้มพลางโบกมือให้ทั้งสอง หลังส่งพวกเขาไปสำเร็จจึงค่อยยื่นมือไปจับจูเหยียนเบาๆ เอียงหน้าพูดว่า "เดี๋ยวข้าจัดการเอง เจ้าคอยช่วยเหลือข้าก็พอ มีบางเรื่องที่จัดการเองสนุกกว่า"


   จูเหยียนพยักหน้า "ได้ ข้าฟังเจ้า"


บทที่ 918: ยังมีชีวิตอยู่หรือ?


   หลังจากผู้อาวุโสหยวนให้คนส่งผู้อาวุโสเติงจูและจีซ่านสุ่ยไปแล้ว จึงพบว่าจีอู๋ซวงกับจูเหยียนยังคงกระซิบกระซาบกันอยู่ เขาหัวเราะก้อง "ความรักของพวกเจ้าช่างดีจริงๆ มีเรื่องให้คุยไม่รู้จบ"


   จีอู๋ซวงพยักหน้า "แน่นอน ความรักของพวกเราต้องดีอยู่แล้ว"


   ใบหน้าอวบอ้วนของจีหยวนพลันปรากฏไอสังหารอันเยือกเย็น ชั่วพริบตาแม้แต่มิติพิเศษโดยรอบก็จมดิ่งสู่สภาวะน้ำค้างแข็งขั้วโลก


   "งั้นพวกเจ้าก็ควรคุยกันให้เต็มที่ เพราะหลังจากนี้พวกเจ้าคงไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากพูดคุยกันอีกแล้ว ฮ่าๆๆ"


   จีอู๋ซวงเอียงศีรษะ ทำท่าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา "หา? ท่านหมายความว่าอย่างไร?"


   "หมายความว่า เด็กน้อย เจ้าจงสังเวยเลือดเนื้อของเจ้าให้แก่ตระกูลจีผู้ยิ่งใหญ่ของข้าเถิด!"


   เปรี้ยง!


   ในชั่วพริบตา ฟ้าดินก็พลันสั่นสะเทือนแสงสว่างจ้าพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยรอบ ทะลุขึ้นไปถึงเก้าชั้นฟ้า!


   มองจากที่ไกลๆ ราวกับมีกระบี่คมกริบเล่มหนึ่งแทงทะลุจักรวาล ดูเหมือนจะผ่าเมืองเทียนชื่อออกเป็นสองส่วน!


   จีหยวนงงงวย เขาตั้งใจจะจับตัวจีอู๋ซวงในคราวเดียว แต่เขารู้ดีถึงความสามารถของตนไม่น่าจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ตระการตาเช่นนี้ได้...


   เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ก็เห็นอักขระมากมายที่สลักอยู่บนกระบี่คมกริบเล่มนั้น


   เพียงแค่มองแวบเดียว ก็ถึงกับทำให้เบ้าตาของเขาปริแตก เลือดไหลนองทันที


   "อ๊าก..."


   จีหยวนยกมือขึ้นกุมดวงตาทั้งสองข้างด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลผ่านง่ามนิ้วไม่หยุด ปนกับสิ่งขาวๆ ดูคล้ายวิญญาณร้ายบางอย่าง


   "อ๊าก..."


   จีหยวนกลิ้งเกลือกไปมาด้วยความเจ็บปวด ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่คาดคิดว่าตนเองจะพ่ายแพ้โดยที่ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย


   หากมองไปที่จีอู๋ซวงจะเห็นกระบี่คมกริบปรากฏในมือนางตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ หากสังเกตดีๆ จะพบว่ากระบี่เล่มนี้ไม่ใช่หงเหมิง


   มันมีรูปทรงบางเบากว่า คมกริบกว่า...


   นี่คืออู๋หมิงในอดีต


   มันถูกสร้างขึ้นจากจิตวิญญาณของจีอู๋ซวง


   และอู๋หมิงขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังจีอู๋ซวงคือร่างจริงแท้แห่งสวรรค์และพิภพของนาง วิญญาณกระบี่!


   อักขระที่สลักอยู่บนนั้น คือความรู้แจ้งจากสองชาติภพของจีอู๋ซวง


   รวมเอาจุดเด่นของทุกสำนักเป็นแก่นแท้ของแก่นแท้ มรดกสืบทอดของมรดกสืบทอด


   น่าเสียดายที่พวกจีหยวนไม่มีพรสวรรค์เช่นนี้ ยิ่งไม่มีวาสนาเช่นนี้ร่างกายของพวกเขาเต็มไปด้วยความชั่วร้ายแห่งการพิพากษา เมื่อเห็นอักขระเช่นนี้ก็รู้สึกราวกับวิญญาณถูกเผาไหม้ เลือดในกายไหลย้อนกลับ


   นี่คือการทรมานที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าถูกสับร่างเป็นหมื่นชิ้น!


   จีอู๋ซวงลากอู๋หมิง คมกระบี่ครูดไปกับพื้นส่งเสียงแหลมแสบแก้วหู พร้อมกับย่างก้าวเข้าใกล้...


   ก้าวแล้วก้าวเล่า...


   ทำให้จีหยวนตกอยู่ในความหวาดกลัวและเจ็บปวดอย่างสุดขีด!


   เขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแล้ว ได้แต่ตะโกนสุดเสียง


   "ท่านหัวหน้าตระกูล...ท่านประมุข...ช่วยด้วย!!! ช่วยข้าด้วย!!!"


   "ช่วยข้าที!!!"


   เสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดนั้น ไม่เพียงไม่ได้นำมาซึ่งความช่วยเหลือจากผู้คน กลับทำให้จีอู๋ซวงยิ่งไม่พอใจ


   "น่ารำคาญ"


   นางทิ้งคำพูดเพียงเท่านี้ ก่อนจะฟันร่างของจีหยวนด้วยกระบี่


   ใช่แล้ว ฟันจากกลางลำตัวขาดเป็นสองท่อน


   เลือดสดที่ไหลทะลักย้อมชายกระโปรงของจีอู๋ซวงเป็นสีแดง แผ่ขยายเป็นความโกรธแค้นสีแดงฉานของอสุรกายแทบเท้านาง นางสะบัดคมกระบี่เบาๆ พลังกระบี่พัดเลือดสดรอบข้างพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เห็นจีอู๋ซวงวาดกระบี่เป็นวงแล้วค้อมกายลงเล็กน้อย


   "กระบวนท่าเข้าสู่ราตรี ฝนกระบี่"


   นี่คือกระบวนท่ากระบี่ขั้นสูงสุด ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากธุลีกระบี่


   ผู้คนเบื้องหน้าล้วนเต็มไปด้วยบาป พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่ร่วมกับความสว่าง


   ขอให้เลือดของคนชั่วตระกูลจีผู้นี้กลายเป็นสายฝน ชำระล้างความชั่วร้ายและความโหดเหี้ยมทั้งหมดบนร่างพวกเขาเถิด...


   ทุกคนเห็นหยดเลือดของจีหยวนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นส่งเสียงดังกังวานแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ ปรับทิศทาง พร้อมพลังทำลายล้างถาโถมพุ่งตรงสู่ผู้คนทั้งหลาย


   ทุกคน!


   ไม่ว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งของตระกูลจี ผู้อาวุโส แขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าสาย ผู้คุมกฎ หัวหน้าตระกูล ทายาทรุ่นหลัง สายเลือดใหม่ และอื่นๆ...


   ทุกสิ่งทั้งหมดขอเพียงปรากฏตัวในวังเด็ดดารา ล้วนกลายเป็นเป้าหมายภายใต้ฝนกระบี่นี้


   ช่างทรงพลังเหลือเกิน!


   ช่างดุดันเหลือเกิน!


   ช่างคมกริบเหลือเกิน!


   ช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน!


   บางคนเรียกอาณาเขต บางคนฝืนแสดงความศักดิ์สิทธิ์แผ่โลกใบน้อย บางคนหยิบสมบัติล้ำค่าออกมา บางคนถึงกับคลี่ม้วนโบราณเพื่อหนี แต่ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรทั้งหมดล้วนสูญเปล่า


   เพราะว่า...


   นับตั้งแต่จีอู๋ซวงในสภาพเหยื่อ เดินงุนงงเข้ามาในท้องพระโรงนี้ การล่าก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว


   การที่พวกเขาปรากฏตัวที่นี่ และลืมตามองจีหยวนโจมตีนาง


   หนึ่ง อาจเป็นเพราะพวกเขาหวาดกลัวเกลียดชังจีอู๋ซวงในอดีต ต้องการให้ชื่อ 'จีอู๋ซวง' หายไปจากสายธารประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง


   สอง อาจเป็นเพราะพวกเขาคือผู้ได้รับผลประโยชน์ในอดีต พวกเขาหวังลม ๆ แล้ง ๆ อยากลองวัดฝีมือนาง ลองดูว่า...นางเป็น 'จีอู๋ซวง' อีกคนหรือไม่


   หากใช่ พวกเขาก็จะได้กลืนกินเลือดเนื้อของจีอู๋ซวงมาใช้เป็นของตนอีกครั้ง


   พวกโลภมาก!


   พวกคนเห็นแก่ตัว!


   พวกฆาตกร!


   พวกคนชั่วช้า!


   นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงแห่งนี้ พวกเขาก็ถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะไม่มีวันล้างบาปในชาตินี้ได้


   เมื่อสวรรค์ไม่มีคำว่าความยุติธรรม นางก็จะเป็นความยุติธรรมเอง ใช้เลือดและชีวิตของพวกมันมาไถ่บาปเถิด!


   ทั่วทั้งวังเด็ดดารา ไม่สิ ต้องบอกว่าทั่วทั้งเมืองเทียนชื่อกำลังสั่นสะเทือน โยกคลอนและร่ำไห้คร่ำครวญ


   เสียงอึกทึกที่ดังสลับกันไปมาไม่หยุดหย่อนนั้นดังก้องอยู่ในหูจีอู๋ซวง นางไม่รู้สึกว่าเสียงนั้นไพเราะ และไม่รู้สึกสะใจ นางเพียงแค่รู้สึกว่ามันน่ารำคาญ


   "ช่วยด้วย...ช่วยด้วย..."


   "จีอู๋ซวง! เจ้าคือจีอู๋ซวงใช่หรือไม่?!"


   "ความตายของเจ้าในปีนั้น ไม่ใช่ความผิดของพวกเราเลยนะ! พวกเราบริสุทธิ์! พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลย!"


   "ท่านอู๋ซวง ได้โปรดละเว้นพวกเราด้วย..."


   "พวกเรามีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันนะ ท่านอู๋ซวง..."


   ทุกคนต่างวิงวอนขอชีวิต แต่จีอู๋ซวงกลับยืนถืออู๋หมิงอยู่ท่ามกลางทะเลเลือดที่ไหลนอง ใบหน้าไร้อารมณ์ ไม่ทุกข์ไม่สุข และเสียงวิงวอนเหล่านั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนจากการอ้อนวอนกลายเป็นคำสาปแช่ง


   "จีอู๋ซวง... เจ้าอย่าหวังว่าจะได้ตายดี!"


   "จีอู๋ซวง! เจ้าทำเรื่องชั่วช้ามามากมาย สมควรแล้วที่ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถเช่นนั้น!"


   "สมน้ำหน้าเจ้า จีอู๋ซวง!"


   "สมควรแล้ว โจรชั่วอย่างเจ้า ต้องตกนรกชั่วกัปชั่วกัลป์ เจ้าสมควรตาย... เจ้าสมควรตาย..."

.......

   จีอู๋ซวงหรี่ตาลงในใจไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่ จนกระทั่งมือเรียวยาวคู่หนึ่งค่อยๆปิดหูของนางไว้ นางกะพริบตาเหลียวมองสบเข้ากับดวงตาที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนของจูเหยียน


   เขาใช้วิธีที่เรียบง่ายที่สุดช่วยกันคำสาปแช่งเหล่านั้นออกไปจากนาง พลางเอ่ยว่า


   "เจ้าไม่ผิดหรอก อู๋ซวง"


   มีแค้นต้องชำระแค้น มีเวรต้องชำระเวร


   เจ้าไม่ผิด


   จีอู๋ซวงรู้สึกว่าหางตาของนางเปียกชื้น เมื่อเช็ดดูจึงพบว่าเป็นเลือดของจีหยวนที่กระเด็นมาเปื้อนใบหน้าของนางตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้ มันหยดลงมาราวกับน้ำตาสีเลือด


   แต่ช่างน่าขันนัก ที่ในใจของจีอู๋ซวงกลับไม่รู้สึกเศร้าโศกแม้แต่น้อย


   เพราะคนพวกนี้ไม่ใช่ญาติของนาง แต่เป็นศัตรู


   แน่นอนว่ามีหลายคนที่ไม่ใช่ 'ศัตรู' โดยตรง แต่เป็นทายาทสืบสกุลของศัตรู แต่นางเป็นคนคับแคบ...นางไม่มีวันลืมความเจ็บปวดที่ถูกกรีดเฉือนทีละนิด ดังนั้นกระบี่ของนางจะไม่หยุดจนกว่าปีศาจร้ายที่พยายามจะฆ่านางเป็นครั้งที่สอง กลืนกินนางเป็นครั้งที่สอง จะตกนรกทั้งหมด


   จีอู๋ซวงนึกถึงตรงนี้ จึงยิ้มมุมปากเบาๆ ราวกับลูกแมวซุกซนที่เปื้อนคราบสกปรกเต็มตัวแล้วเอาของสกปรกไปถูกับฝ่ามือของจูเหยียน


   ทว่าจูเหยียนมองการกระทำของนางแล้วกลับไม่อาจตำหนิได้ลง


   จีอู๋ซวงแย้มยิ้มจนเห็นเขี้ยวขาวพลางกล่าว "คราวหน้าถ้าเจ้าทำเรื่องเลวร้ายจนร่างกายเปื้อน ข้าจะช่วยเช็ดให้เจ้าเช่นกัน"


   จูเหยียนกล่าวอย่างอ่อนโยน "ดี สัญญากันแล้ว"


   รอจนเสียงสาปแช่งค่อยๆเบาลง จูเหยียนจึงปล่อยมือออกจากหูของจีอู๋ซวง ปล่อยให้นางลากอู๋หมิงเข้าใกล้ผู้คนอีกครั้ง


   นางไม่ใช่คนที่หยิ่งผยองคิดว่าตนเองสามารถฆ่าทุกคนได้ด้วยกระบี่เดียว


   แม้จะทำได้ นางก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ


   ต้องทำให้ทุกคนแตกเป็นเสี่ยงๆเหมือนนางก่อน จึงจะหยุดมือ


   ทีละก้าว ทีละก้าว ทีละก้าว...


   ในที่สุด จีอู๋ซวงก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าหญิงชราผู้หนึ่ง นางจ้องมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่นาน จู่ๆก็ยิ้มออกมา


   "ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือ? ท่านแม่"


บทที่ 919: จีจิ่วเทียน


   พอเอ่ยวาจานี้ออกไปจีอู๋ซวงก็ชะงักกึก เพราะครั้งนี้เมื่อนางเรียก 'ท่านแม่' ภาพรอยยิ้มของเฟิ่งอิ๋งก็ผุดขึ้นในห้วงความคิดอย่างเป็นธรรมชาติ


   นางคิดว่าต่อไปไม่ควรเรียกสตรีผู้นี้ว่า 'ท่านแม่' อีก หากเฟิ่งอิ๋งรู้เข้า ไม่รู้จะหึงหวงเพียงใด


   นานมาแล้ว ในความทรงจำของร่างกายจีอู๋ซวง


   'ท่านพ่อ' 'ท่านแม่' ล้วนไม่ใช่คำที่แทนความรักและความงดงาม


   พวกเขาเป็นตัวแทนของการขูดรีด ความโหดร้าย การลงโทษ ความเจ็บปวด และเลือด...


   นี่ก็คือเหตุผลที่จีอู๋ซวงไม่ยอมเรียกเฟิ่งอิ๋งว่า 'ท่านแม่' ในตอนแรก


   ไม่ใช่อย่างที่เฟิ่งอิ๋งคิดว่าตนเองไม่คู่ควรกับคำนี้


   แต่เป็นเพราะจีอู๋ซวงคิดว่า คำนี้ไม่คู่ควรกับเฟิ่งอิ๋ง


   ความดีของเฟิ่งอิ๋งนั้นหาที่เปรียบไม่ได้


   และตอนนี้ การมีตัวตนของนางได้แทนที่ความขุ่นมัวและความมืดมนที่คำว่า 'ท่านแม่' มีต่อนางในที่สุด เฟิ่งอิ๋งก็คือท่านแม่ ท่านแม่...ก็คือเฟิ่งอิ๋ง...


   "หึๆ ข้าว่าควรเรียกท่านว่าหัวหน้าตระกูลจีคงเหมาะสมกว่า"


   จีอู๋ซวงใช้อู๋หมิงแทงเข้าที่ไหล่ของหัวหน้าตระกูลจี หมุนกระบี่วนรอบหนึ่ง แล้วใช้คมกระบี่เกี่ยวร่างที่แทบไม่เหลือลมหายใจของหัวหน้าตระกูลจีขึ้นมา นางก็คือ 'มารดา' ในชาติก่อนของจีอู๋ซวง


   มองดูใบหน้าที่แก่ชรา มองดูสภาพที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอด จีอู๋ซวงพลันรู้สึกเบื่อหน่าย นางเบ้ปากกำลังจะบดขยี้ร่างของอีกฝ่ายทิ้ง จู่ๆก็ได้ยินหัวหน้าตระกูลจีพึมพำ...


   "จีอู๋ซวง..."


   "หืม?"


   "เหตุใดเจ้ายัง...เหตุใด...ยังมีชีวิตอยู่...เจ้า... เจ้าไม่ควรมีชีวิตอยู่...ไม่ควร..."


   จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ "ก่อนหน้านี้ท่านเคยพูดไว้ไม่ใช่หรือ? คนดีอายุสั้น ตัวร้ายอยู่พันปี ข้าเป็นตัวร้ายนะ ย่อมต้องอยู่สร้างความเดือดร้อนไปอีกพันปี จะตายง่ายๆได้อย่างไร? หากข้าตายไป ปล่อยให้พวกท่านดิ้นรนมีชีวิตอยู่ในโลก มิใช่เป็นบาปหรือ?"


   หัวหน้าตระกูลจีลืมตาขึ้นเบิกดวงตาที่เต็มไปด้วยเลือด พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าและดุร้าย "ตอนนั้น...ตอนนั้น...ข้าควรจะ...ฆ่าเจ้า...ฆ่าเจ้าเสีย..."


   จีอู๋ซวงแค่นหัวเราะ "ควรจะหรือ? ท่านก็ทำไปแล้วไม่ใช่หรือ? เพียงแต่ไม่มีความสามารถพอ เลยทำไม่สำเร็จเท่านั้นเอง"


   "แล้วพวกเขาล่ะ...พวกเขา...เด็กพวกนี้...ล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์..."


   "หึๆ อย่ามาพูดคำว่าเด็กบริสุทธิ์กับข้า พวกเขามาถึงที่นี่ได้ก็แปดเปื้อนด้วยบาปแล้ว ล้วนสมควรตาย..."


   "...ฮ่าๆ...ฮ่าๆ...บาป...ฮ่าๆ จีอู๋ซวง ในโลกนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่บาปหนากว่าเจ้า น่ารังเกียจกว่าเจ้าแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้า..."


   ฉึก!


   กระบี่คมกริบพลันแทงทะลุลำคอของหัวหน้าตระกูลจี ตัดศีรษะของนางออก


   จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้น คนที่ลงมือกำลังค่อยๆก้าวเดิน เหยียบย่างบนเมฆและสายลมมา


   ท่วงท่าอันสง่างาม โฉมหน้าอันงดงามไร้ที่ติ กิริยาท่าทางที่งามสง่าล่มบ้านล่มเมือง จีอู๋ซวงย่อมจำไม่ผิด


   "ไม่เจอกันนานเลยนะ จีจิ่วเทียน"


   จีจิ่วเทียนยิ้มบางๆ พูดอย่างอ่อนโยน "ไม่เจอกันนาน เสี่ยวอู๋ซวง"


   จีจิ่วเทียนหลุบตาลงมองร่างของหัวหน้าตระกูลจีที่ตายตาไม่หลับเบื้องล่างอย่างไร้อารมณ์ แล้วพูดยิ้มๆ "หากเจ้ามีคำถามอะไร ก็ถามข้าได้ ไม่จำเป็นต้องถามคนพรรค์นี้"


   คนพรรค์นี้?


   จีอู๋ซวงแค่นหัวเราะ สะบัดเลือดบนกระบี่อู๋หมิงออกพูดเสียงเย็น "หากข้าจำไม่ผิด นางก็คือมารดาของท่านไม่ใช่หรือ จีจิ่วเทียน"


   จีจิ่วเทียนเงยหน้าพูดอย่างอ่อนโยน "นางไม่คู่ควรจะเป็นมารดาของพวกเรา เสี่ยวอู๋ซวงเมื่อพบกันอีกครั้งหลังพรากจาก ไฉนเราไม่มานั่งดื่มด้วยกันสักจอกเล่า น้องสาว"


   ในชาติที่แล้วจีอู๋ซวงเป็นคุณหนูของตระกูลจี แต่ไม่ใช่คุณหนูใหญ่ของตระกูล นางยังมีพี่สาวอีกผู้หนึ่งนามว่า จีจิ่วเทียน


   ในตอนนั้นผู้คนต่างพูดกันว่าตระกูลจีตั้งชื่อคุณหนูทั้งสองด้วยความทะเยอทะยาน คนหนึ่งเที่ยวท่องไปถึงเก้าสวรรค์ชั้นฟ้า อีกคนไร้ผู้เทียบเคียงในใต้หล้า


   ความจริงแล้ว จนถึงบัดนี้การบ่มเพาะและพรสวรรค์ของทั้งสองก็สมกับชื่อของพวกนางจริงๆ


   จีอู๋ซวงยกกระบี่ขึ้น มุมปากยกยิ้มเยาะ "จีจิ่วเทียน จะดื่มสักจอกนั้นย่อมได้ แต่คงต้องรอท่านตกนรกเสียก่อน..."


   ว่าแล้วคมกระบี่ก็ฟันตรงไปที่จีจิ่วเทียน นางถูกจีอู๋ซวงฟันร่างขาดเป็นสองท่อน น่าเสียดายที่จีอู๋ซวงฟันโดนเพียงภาพลวงตา มันรวมตัวกันใหม่อย่างรวดเร็ว จีจิ่วเทียนยังคงมองดูจีอู๋ซวงพลางหัวเราะคิกคัก "เจ้านี่ หุนหันพลันแล่นอยู่เรื่อย เป็นเช่นนี้ย่อมเสียเปรียบแน่"


   เมื่อจีอู๋ซวงแน่ใจแล้วว่าตนฆ่าจีจิ่วเทียนไม่ได้ จึงไม่สนใจนางอีก แต่ไปหาคนตระกูลจีคนอื่นทำลายทุกร่างที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์จนหมดสิ้น แล้วจึงเก็บอู๋หมิง


   จีจิ่วเทียนกลับจ้องมองอู๋หมิงอย่างสนใจ "ข้าก็ว่าแล้ว คราวก่อนส่งมันออกไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ที่แท้ก็ถูกเจ้าพาไปจริงๆ อ้าว นี่ไม่ใช่วิญญาณกระบี่ของอู๋หมิงนี่นา...เป็นจิตวิญญาณของเจ้าที่จำแลงกายมา? เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าเก่งขึ้นมากเลยนะ พี่สาวภูมิใจในตัวเจ้าจริงๆ"


   จีจิ่วเทียนพร่ำพูดอยู่ข้างกายจีอู๋ซวง แต่จีอู๋ซวงไม่แม้แต่จะมองนางอีก กลับพลิกมือปล่อยเปลวเพลิงออกมา


   เปลวเพลิงดั่งดวงดาวเริ่มจากจุดเล็กๆ ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นเพลิงอัคคีพิสุทธิ์ที่ลุกโชน กลืนกินร่องรอยทั้งหมดในวังเด็ดดาราจนหมดสิ้น...


   จีอู๋ซวงที่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงเริ่มคำนวณ ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่ง จีจิ่วเทียนกลับไม่ยอมแพ้เข้ามาใกล้กระซิบข้างหูนาง "เอ๊ะ เจ้าไม่ต้องคำนวณหรอก ยังไงเจ้าก็คำนวณไม่ได้ ร่างทดลองพวกนั้นข้าขนย้ายไปหมดแล้ว เมืองเทียนชื่อนี่ข้าทิ้งไว้ให้เจ้าระบายโทสะโดยเฉพาะ เป็นไง พี่สาวดีกับเจ้าใช่หรือไม่? เสี่ยวอู๋ซวง"


   "เสียงดังน่ารำคาญ" จีอู๋ซวงมองจีจิ่วเทียนเรียบๆ "ท่านอายุหมื่นปีจริงๆสินะ ถึงได้แก่แล้วพูดมากนัก"


   จีจิ่วเทียนทำหน้าตกใจสุดขีด ครู่หนึ่งก็ก้มหน้าทำท่าจะร้องไห้ สะอื้นไห้พูดว่า


   "เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าไม่รักพี่สาวอีกแล้วหรือ..."


   จีอู๋ซวงพูดอย่างหงุดหงิด "อย่ามาใส่ร้ายข้า แต่ก่อนข้าก็ไม่ได้รักท่าน"


   จีจิ่วเทียนจึงเลิกร้องไห้จอมปลอม เคลื่อนกายวนรอบจีอู๋ซวงสองรอบแล้วเบ้ปากพูด "เจ้านี่ ช่างไม่น่ารักเอาเสียเลย"


   จีอู๋ซวงเงยหน้ามองนางทันที "เป็นฝีมือท่านใช่หรือไม่?"


   จีจิ่วเทียนทำหน้าไร้เดียงสา "อะไรเป็นฝีมือข้าหรือ? เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ"


   "แผนการฝังกระดูกวิญญาณของข้าเข้าไปในร่างของผู้อื่น ช่วงชิงโชคชะตาและวาสนาของผู้อื่น ทำลายโลกหนึ่งใบ ทำลายผลบุญของกระดูกวิญญาณ ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือท่านใช่หรือไม่?"


   จีจิ่วเทียนแลบลิ้น ใบหน้างดงามยิ่งดูเย้ายวนชวนหลงใหล "โอ้ เจ้าล่วงรู้เข้าแล้วหรือ ใช่แล้วเป็นแผนการของพี่สาวเอง เพียงแต่ไม่คิดว่าจะถูกเจ้าจับได้หมดเช่นนี้ ฮ่าๆๆ"


   จีอู๋ซวงเห็นสีหน้ายียวนของจีจิ่วเทียนก็รู้สึกรำคาญ อดไม่ได้ต้องพูด "หัวเราะบ้าอะไรของท่าน"


   จีจิ่วเทียนทำหน้าตกใจสุดขีด "เสี่ยวอู๋ซวง เจ้า...เจ้า...เจ้าด่าข้าหรือ"


   จีอู๋ซวง "หากท่านยังพูดเพ้อเจ้ออีก ข้าจะไม่แค่ด่าท่านหรอก แต่ข้าจะฆ่าท่านด้วย ท่านเชื่อหรือไม่วิชาฉายภาพวิญญาณเทวะของท่านแม้จะลึกลับ แต่ข้าก็ทำลายได้"


   จีจิ่วเทียนหัวเราะคิกคัก "งั้นหรือ ใช่ๆๆ เสี่ยวอู๋ซวงของข้าฉลาดจริงๆ"


   "แล้วจีชุนชิวเล่า?"


   "ฮ่าๆๆ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขายังมีชีวิตอยู่?"


   "ข้าเดาว่าหากข้าเป็นตัวอัปมงคลที่ทิ้งความเสียหายไว้พันปี ตาเฒ่านั่นก็คงทิ้งความเสียหายไว้หมื่นปีแน่"


   "เจ้าดูจะเข้าใจบิดาของเจ้าดีทีเดียวนะ เสี่ยวอู๋ซวง"


   จีอู๋ซวงนึกอะไรขึ้นมาได้จึงย้อนถาม "ท่านเป็นคนสังหารเจ้าเมืองทั้งแปดสิบเจ็ดคนของนครดวงดาวเพื่อจะใส่ร้ายข้าใช่หรือไม่? แต่ท่านคงไม่ว่างพอจะทำเรื่องไร้สาระเช่นนั้นกระมัง?"


   จีจิ่วเทียนกะพริบตาแล้วเข้าไปกระซิบข้างหูจีอู๋ซวงเบาๆ "เจ้าลองเดาดูสิ"


   จีอู๋ซวงรู้สึกว่ากำปั้นของตนแข็งขึ้นมาทันที!


   นางหันไปมองจูเหยียนแล้วถาม "สังหารนางได้หรือไม่?"


   ทันทีที่เสียงพูดของจีอู๋ซวงจบลง จีจิ่วเทียนก็รู้สึกถึงอันตรายถึงชีวิต รีบถอยห่างออกไปไกลลิบทำท่าประคองอกอย่างน่าสงสาร "เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าไม่รักพี่สาวแล้วจริงๆหรือ เจ้าปล่อยให้คนที่...เอ๊ะ เหตุใดทั่วร่างเขาถึงเต็มไปด้วยปราณทมิฬที่น่าขยะแขยงเช่นนี้ นี่เป็นวิญญาณร้ายจากปรโลกกระนั้นหรือ?"


   จีอู๋ซวงทนได้หากจีจิ่วเทียนจะว่านาง แต่นางทนไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะว่าจูเหยียน สายตาของจีอู๋ซวงเย็นชาลง "หากท่านกล้าดูถูกจูเหยียนอีกคำเดียว ต่อให้สุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะตามหาเจ้าให้พบและสับเจ้าเป็นชิ้นๆ"


   จีจิ่วเทียน "..." หลังจากตะลึงไปชั่วครู่ นางก็ร่ำไห้ราวกับสายฝน "เจ้าช่างไร้น้ำใจยิ่งนัก เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าในอดีตข้าเป็นคนเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เจ้า ฮือๆๆ เจ้าเข้าข้าง...เข้าข้างวิญญาณบุรุษผู้หนึ่ง แล้วดุข้า...ทั้งที่ข้ายังอุตส่าห์ฆ่าเจ้าเมืองนครดวงดาวให้เจ้า"


   "ที่แท้ก็เป็นฝีมือท่านจริงๆ"


   "ก็พวกเขาสมควรตายนี่" จีจิ่วเทียนเลิกแกล้งร้องไห้ เบิกตาดอกท้อที่เป็นประกายมองจีอู๋ซวง "พวกเขาได้รับผลประโยชน์จากเจ้า แต่กลับแอบรวมตัวกันกดดันเจ้า บีบให้เจ้ายอมจำนน จุ๊ๆๆ ช่างน่าขยะแขยงจนชวนให้ข้าคลื่นไส้ยิ่งนัก เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็ฆ่าพวกเขาแทนเจ้าทั้งหมด เป็นไง? พี่สาวยังคงเป็นคนที่รักเจ้าที่สุดในโลกใช่หรือไม่?"


   จีอู๋ซวง "..."


   จีอู๋ซวงแทบหมดแรงจะเถียง


   ช่างเถอะ จะไปเถียงกับคนบ้าที่สมองไม่ค่อยดีไปทำไมกัน?


บทที่ 920: สมบัติที่ดีที่สุดในโลก


   จีอู๋ซวงหมุนตัวจะเดินจากไป จีจิ่วเทียนอยากเข้าใกล้แต่ก็กลัวจูเหยียนจึงได้แต่ยืนบิดผ้าเช็ดหน้าอยู่กับที่ "เสี่ยวอู๋ซวง ถ้าวันหน้าเจ้าถูกผู้คนทอดทิ้งไม่มีที่ไป ก็มาหาพี่สาวได้นะ พี่สาวจะเป็นที่พึ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้าเสมอ..."


   จีอู๋ซวงจะไปเชื่อนางได้อย่างไร!


   คนคนนี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก!


   เมื่อจีอู๋ซวงค่อยๆก้าวออกจากเขตห้าม นางก็อดคิดไม่ได้ว่าโชคดีที่วันนี้คนของตระกูลจีพานางเข้ามาเอง มิเช่นนั้นหากต้องทำลายเขตห้ามและทำลายค่ายกลคงต้องเสียเวลาและแรงไปไม่น้อยแน่


   จุ๊ๆๆ ค่ายกลป้องกันและเขตห้ามมากมายเช่นนี้ ปล่อยทิ้งไว้ก็เสียเปล่า ไม่สู้เรียนรู้เอาไว้บ้าง?


   จีอู๋ซวงตัดสินใจทันที เริ่มเรียนรู้เขตห้ามและค่ายกลป้องกันของวังเด็ดดาราทันที...


   จีอู๋ซวงยิ่งเรียนยิ่งตกใจ เกรงว่ามรดกสืบทอดเหล่านี้คงมาจาก 'ค่ายกลมรดกสืบทอด' ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเจ้า ไม่ผิดแน่ เมืองเทียนชื่อมีรากฐานที่แข็งแกร่งยิ่งนัก หากจะสืบหาร่องรอยของจีจิ่วเทียนต่อคงไม่ง่ายดายเป็นแน่


   เช่นนั้นนางหาเวลาไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเจ้าสักครั้ง แล้วเรียนรู้มรดกสืบทอดทั้งหมดดีหรือไม่?


   จีอู๋ซวงเริ่มขมวดคิ้วครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ ด้านข้างจูเหยียนสงสัยว่าเหตุใดนางจึง 'จริงจัง' ขึ้นมาทันที จึงกระซิบเสียงเบา "เสี่ยวอู๋ซวง เจ้านึกอะไรออกหรือ?"


   จีอู๋ซวงกะพริบตาถี่ๆ แล้วกระซิบอย่างระมัดระวัง "จูเหยียน เจ้าคิดว่าถ้าข้าแอบเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเจ้า แล้วแอบเรียนรู้มรดกสืบทอดทั้งหมด จะโดนลงโทษหรือไม่?"


   จูเหยียนตอบอย่างแน่วแน่ "ไม่หรอก"


   "เจ้ารู้ได้อย่างไร?"


   "ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพเจ้าที่เก็บมรดกสืบทอดนั้นไม่ได้มีข้อจำกัดมากนัก หากเจ้าสามารถเรียนรู้ได้ ดาวมืดแห่งดินแดนเทพเจ้าคงดีใจเสียอีก เพราะเช่นนั้นมรดกสืบทอดก็จะไม่สูญหายและภารกิจของมันก็จะไม่สูญเปล่า ที่มันไม่ให้คนพวกนั้นเรียนรู้ก็เพราะพวกเขาเรียนไม่ได้ต่างหาก หากฝืนเรียนก็จะเพียงทำให้ตนเองคลั่งและระเบิดตายเท่านั้น"


   ดวงตาของจีอู๋ซวงเป็นประกาย "ถ้าข้ามีพลังเพียงพอ ก็สามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมดใช่หรือไม่?"


   "หากวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ก็ใช่"


   "งั้นพวกเราไปเรียนด้วยกันเถอะ?"


   "จูเหยียนเจ้าไม่เต็มใจหรือ?"


   จูเหยียนก้มหน้าพูดอย่างอึดอัด "ไม่ใช่ว่าข้าไม่เต็มใจ แต่...เหมือนที่คนผู้นั้นพูด ข้าเป็นคนจากปรโลก พูดให้ถูกต้องก็คือ...เป็นวิญญาณผู้ตาย ดังนั้นดาวมืดแห่งดินแดนเทพเจ้าคงไม่อนุญาตให้ข้าเรียนรู้"


   จีอู๋ซวงพยักหน้าเข้าใจ "ไม่เป็นไร งั้นเจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่?"


   "แน่นอน"


   "ใช่ๆๆ แค่เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าก็พอ" ในดวงตาของจีอู๋ซวงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "ก็เจ้าหน้าตาดีนี่นา ถ้าข้าเรียนจนเหนื่อยแค่เงยหน้ามองเจ้าทีก็มีพลังล้นทะลักแล้ว! เอาล่ะ ข้าจะเรียนต่อ!"


   จูเหยียน "!!!"


   จีอู๋ซวงทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้วก็กลับไปเรียนต่อ ไม่สนใจจูเหยียนที่อยู่ข้างๆ ซึ่งแดงไปทั้งตัวตั้งแต่ส้นเท้าจนถึงใบหู


   ในขณะที่จีอู๋ซวงเรียนรู้ค่ายกลและกลไกป้องกันทั้งหมดรอบวังเด็ดดารา คนด้านนอกก็กระวนกระวายจนเดินวนไปมาไม่หยุด


   "หากรู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ข้าจะไม่ปล่อยให้จีอู๋ซวงอยู่ข้างในคนเดียว..."


   "สวรรค์ นางจะเป็นอะไรหรือไม่?"


   "คงไม่มีอะไรกระมัง?"


   "ใช่ๆ นี่คือองค์หญิงนะ..."

.......

   ไม่เพียงแต่จีเฉินอวี่ จีซ่านสุ่ยและเติงจูที่บาดเจ็บสาหัส ที่รออยู่ด้านนอกอย่างกระวนกระวาย ยังมีผู้ทรงพลังในเมืองเทียนชื่อมารวมตัวกันอยู่มากมาย แม้แต่ผู้ที่กำลังปิดด่านบำเพ็ญหรืออยู่ในที่ห่างไกลก็ถูกขุดออกมา


   แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับจีอู๋ซวง แต่เป็นเพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับบรรพบุรุษตรงหน้านี้ต่างหาก...


   สวรรค์ช่วย


   ทุกคนที่อยู่นอกกลไกป้องกันต่างเหงื่อท่วมตัว เปียกชุ่มไปทั้งชั้นในชั้นนอกจนหนาวเหน็บ เพราะพลังกดดันที่ราวกับภูเขาถล่มทับและเพลิงอัคคีพิสุทธิ์เผาเมือง


   มีคนแอบเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าเย็นชาของ 'บรรพบุรุษ' ตรงหน้า แล้วต่างก็ก้มหน้านิ่งเงียบในใจภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าขอให้องค์หญิงปลอดภัย


   ในที่สุดกำแพงป้องกันก็เปิดออก จีอู๋ซวงเดินออกมาในชุดที่สวมใส่สบาย เพิ่งจะก้าวได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆก็ถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดอย่างแนบแน่น


   "เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่? เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?"


   "เสี่ยวอู๋ซวง กลิ่นคาวเลือดบนตัวเจ้านี่มันเกิดอะไรขึ้น..."


   "เสี่ยวอู๋ซวง นี่มัน..."


   ได้ยินคำทักทายมากมายจากผู้มาเยือน จีอู๋ซวงก็มีรอยยิ้มบางๆ เงยหน้ามองพลางกล่าว "ท่านแม่ ข้าสบายดี"


   หลังจากได้พบกับหัวหน้าตระกูลจี ภาพของ 'มารดา' ในใจของจีอู๋ซวงก็หลุดพ้นจากตัวหัวหน้าตระกูลจีผู้นั้นอย่างสิ้นเชิง


   ตอนนี้จีอู๋ซวงมีมารดาเพียงผู้เดียว ก็คือคนขี้แยที่ดวงตาแดงก่ำได้ง่ายดายที่อยู่ตรงหน้านี้


   จีอู๋ซวงมองออกแล้ว จักรพรรดินีแห่งมนุษย์ผู้สูงส่งก็เป็นแค่คนขี้แยนี่เอง


   แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เฟิ่งอิ๋งได้ยินจีอู๋ซวงเรียกนางว่า 'ท่านแม่' แต่คำว่า 'ท่านแม่' ครั้งนี้ทำให้นางรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก...ความรู้สึกซาบซึ้งที่ลึกล้ำนั้น ทำให้เฟิ่งอิ๋งอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้าทั้งหมดให้จีอู๋ซวง


   "อู๋ซวง เจ้าเรียกอีกครั้งสิ"


   "ท่านแม่"


   "เรียก...เรียกอีกครั้ง"


   "ท่านแม่"


   "ฮึก..."


   "ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านแม่..."


   หากไม่ใช่เพราะมีคนอยู่มากมายเช่นนี้ เฟิ่งอิ๋งคงอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้ว


   ฮือๆ ลูกน้อยของนาง! เป็นสมบัติที่ดีที่สุดในโลกจริงๆ!


   จีอู๋ซวงเข้าไปกระซิบข้างกายเฟิ่งอิ๋ง ด้วยดวงตาเป็นประกายกล่าวว่า "ท่านแม่ ท่านรีบไปก่อนดีหรือไม่?"


   ความซาบซึ้งของเฟิ่งอิ๋งที่กำลังล่องลอยอยู่ในสายลม จู่ๆก็ตกลงพื้นอย่างรุนแรงแล้วหายวับไป


   นางมองดูจีอู๋ซวงอย่างไม่อยากเชื่อ "เจ้า...เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"


   แค่จีอู๋ซวงมองก็รู้แล้วว่านางเข้าใจผิด จึงจับข้อมือของเฟิ่งอิ๋งไว้ทั้งสองข้าง พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ท่านแม่ ท่านลองดูตัวท่านสิ ดูเหมือนท่านจะตระหนักรู้และกำลังจะทะลวงขั้นอีกแล้วนะ"


   เฟิ่งอิ๋งมองดูภายในทะเลจิต โอ้ เป็นเช่นนั้นจริงๆ


   เฟิ่งอิ๋งรู้สึกโมโหในใจ ในที่สุดนางก็ได้พบกับลูกน้อยของตน แต่พูดคุยยังไม่ทันได้สามประโยคยังกอดกันไม่ทันอิ่ม ทำไมถึงต้องทะลวงขั้นอีกด้วย?


   ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน!!!


   ผู้อาวุโสเติงจูที่อยู่ข้างๆ อิจฉาจนแทบจะกระอักเลือดอยู่แล้ว หากนางได้ยินความคิดในใจของเฟิ่งอิ๋ง นางคงจะยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อสู้กับเฟิ่งอิ๋งเป็นแน่!


   น่าอึดอัดใจยิ่งนัก นางพยายามมานานแค่ไหนก็ยังไม่ตระหนักรู้ไม่ก้าวหน้า เหตุใดเฟิ่งอิ๋งถึงได้ตระหนักรู้ก้าวหน้าง่ายดายราวกับดื่มน้ำเช่นนี้?!


   ที่สำคัญคือเฟิ่งอิ๋งยังทำหน้าไม่เต็มใจอีก...


   สมกับคำที่ว่าการเปรียบเทียบนั้นนำมาซึ่งความทุกข์!


   "แต่ว่า ถ้ามีคนมารังแกเจ้าล่ะจะทำอย่างไร?"


   "วางใจเถิด ไม่เป็นไรหรอก อ้อ ใช่แล้ว ท่านแม่ดูสิ" จีอู๋ซวงยกมือดึงจูเหยียนที่เงียบมาตลอดเข้ามา แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ท่านแม่ดูสิ นี่คือจูเหยียน ท่านจำเขาได้หรือไม่? เขาโตขึ้นอีกแล้ว เขาจะคอยคุ้มครองข้าเอง"


   เมื่อเฟิ่งอิ๋งมองมือที่กุมกันแน่นของจีอู๋ซวงกับจูเหยียน นางก็แทบอยากจะกลายร่างเป็นสายฟ้าแล้วฟาดอุ้งมือของจูเหยียนให้ขาดคามือ!


   จูเหยียนค้อมศีรษะเบาๆ กล่าวอย่างสุภาพ "มหาจักรพรรดินี มิได้พบกันนาน หวังว่าท่านจะสบายดี"


   เฟิ่งอิ๋ง "..."


   เฮ้อ ไฉนเจ้าคนผู้นี้ยังอยู่อีก


   เฟิ่งอิ๋งรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ หากรู้แต่แรกว่าเจ้าคนผู้นี้มีใจให้สมบัติอันล้ำค่าของนาง นางก็จะยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อขัดขวางคู่รักคู่นี้! อ้อไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าไล่แมลงหวี่แมลงวันที่คอยก่อกวนต่างหาก!


   ลูกน้อยของนางไม่ได้ชอบเขาเลยสักนิด!


   ทั้งร่างเต็มไปด้วยปราณทมิฬ ช่างน่าขนลุกยิ่งนัก


   แต่ตอนนี้เมื่อเห็นแววตาคาดหวังของจีอู๋ซวง เฟิ่งอิ๋งจึงได้แต่ฝืนใจแสร้งทำเป็นยินดี "ฮ่าๆๆ เอ่อ...มิได้พบกันนาน ดีทุกๆอย่าง..." บ้าเอ๊ย! สักวันข้าต้องทำให้สมบัติของข้าเตะเจ้าผีร้ายที่มีเจตนาไม่ดีนี่ให้กระเด็นไปให้ได้!


   "งั้นท่านแม่ก็ไปตระหนักรู้และเลื่อนขั้นอย่างวางใจเถิด"


   เฟิ่งอิ๋งแม้ในใจจะไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แต่ก็ยอมเดินจากไปพลางเหลียวหลังมองถึงสามครั้ง ทิ้งให้ผู้อาวุโสเติงจูยืนหน้าบิดเบี้ยวอยู่


   นางตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า ไม่ว่าจะต้องข่มขู่หรือหลอกล่อ หรือแม้แต่กลิ้งเกลือกร้องไห้โวยวาย ยังไงนางก็ต้องพาจีอู๋ซวงไปยังนครดวงดาวสี่ทิศให้ได้!


   โชคลาภอันยิ่งใหญ่นี้ สักวันจะต้องตกมาอยู่บนหัวของพวกนาง!


จบตอน

Comments