บทที่ 921: ไม่มีใครดีเท่าจูเหยียน
เมื่อเฟิ่งอิ๋งจากไปบรรยากาศรอบข้างก็สดชื่นขึ้นมาก เติงจูก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วกล่าวว่า "เสี่ยวอู๋ซวง เกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือ? ทำไมพวกเราติดต่อตระกูลหลักของตระกูลจีแล้วไม่มีการตอบสนองเลย?"
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นอย่างเรียบเฉย "พวกเขาพยายามลอบสังหารข้า หมายจะใช้ความตายของข้าเพื่อก่อสงครามระหว่างนครดวงดาวและเก้าพันโลก แต่ข้าล่วงรู้เสียก่อน ดังนั้นข้าจึงสังหารพวกเขาทั้งหมดนี่คือหลักฐาน..."
จีอู๋ซวงโยนแผ่นค่ายกลบันทึกภาพออกมา ภายในบันทึกเหตุการณ์ที่จีหยวนลงมือโจมตีจีอู๋ซวงก่อน แต่กลับถูกจีอู๋ซวงสังหารกลับ จากนั้นจีอู๋ซวงก็เรียกใช้ร่างอวตารทำลายวังเด็ดดาราทั้งหมด
แน่นอนว่าแผ่นค่ายกลบันทึกภาพนี้เป็นฝีมือของจีอู๋ซวงเอง บันทึกเฉพาะภาพที่นางต้องการให้ผู้อื่นเห็นเท่านั้น
ส่วนอื่นๆ ย่อมไม่ปรากฏ
แผ่นค่ายกลบันทึกภาพเล่นซ้ำไปมาแสดงภาพการสังหารของจีอู๋ซวง...เสียงกระบี่ดังสลับกันไปมา พลังกดดันน่าเกรงขาม ความสง่างามเย็นชาราวกับเทพเจ้าแห่งการสังหาร ทั้งหมดล้วนบ่งบอกความจริงที่ทำให้ขนหัวลุก
นั่นก็คือองค์หญิงจีอู๋ซวงแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่เพียงสืบทอดความแข็งแกร่งจากเฟิ่งอิ๋งมหาจักรพรรดินีแห่งมนุษย์ แต่ยังเหนือกว่าต้นแบบเสียอีก
เพราะในภาพบันทึกผู้ที่ตายภายใต้เงื้อมมือของจีอู๋ซวงไม่ได้มีเพียงหนึ่งหรือสองคน ยังมีกึ่งเซียนที่ตระกูลจีซ่อนเอาไว้และยังมีกึ่งเซียนระดับสูงที่ครอบครองการแสดงความศักดิ์สิทธิ์และโลกใบน้อย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง 'กึ่งเซียน' ที่สามารถการแสดงความศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ได้ นับว่าห่างจากขั้นเซียนเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
แต่จีอู๋ซวงสามารถสังหารพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นนางก็สามารถสังหารผู้อื่นที่อยู่ในที่นี้ได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
องค์หญิงไม่ใช่ดอกไม้บอบบางที่ต้องการการปกป้องแต่อย่างใด
องค์หญิงคือจักรพรรดิแห่งมนุษย์ในอนาคต!
หากมีผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้คุ้มครอง!
เผ่ามนุษย์จะกังวลอะไรกับความเจริญรุ่งเรือง?!
เติงจูที่เดิมตั้งใจว่าถ้าจีอู๋ซวงไม่ยอมไปนครดวงดาวสี่ทิศก็จะ 'ลักพาตัว' ไป ก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที...แย่แล้ว กระบวนท่ากระบี่ขององค์หญิงนั้น การต่อสู้กับนางก็เหมือนรนหาที่ตาย ฮือๆๆ แล้วจะเอาอะไรไปลักพาตัวองค์หญิงกัน?!
จีอู๋ซวงโยนหลักฐานให้แม่ทัพที่เฟิ่งอิ๋งทิ้งไว้ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม "รบกวนแม่ทัพหนิงจัดการเรื่องที่เหลือด้วย"
จีอู๋ซวงวางกับดักให้พวกปีศาจโลภมากของตระกูลจีที่เคยลิ้มรสหวานลงมือกับตน ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้เล็กๆน้อยๆ แต่เป็นการถอนรากถอนโคนรากฐานทั้งหมดของตระกูลจี
อย่างน้อยสิ่งน่าเกลียดทั้งหมดที่อยู่บนพื้นผิวก็ต้องกลายเป็นเถ้าถ่านไปให้หมด
หนิงซินเป็นแม่ทัพที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งภายใต้การบังคับบัญชาของเฟิ่งอิ๋งมีรูปโฉมงดงามสง่าผ่าเผย ทำให้สตรีน้อยใหญ่มากมายพากันหลงใหล แต่แท้จริงแล้วนางเป็นสตรี
สิบวันก่อนอาศัยวัตถุวิเศษที่จีอู๋ซวงทิ้งไว้ และความคิดของเฟิ่งอิ๋งบีบคั้นจนถึงที่สุด แม่ทัพหนิงก็ก้าวขึ้นสู่ขั้นเซียน
เฟิ่งอิ๋งทิ้งหนิงซินไว้ เพราะไม่ต้องการให้บุตรสาวของตนถูกทำร้าย
แม้จะรู้ว่าจีอู๋ซวงมีความสามารถในการปกป้องตนเอง แต่เฟิ่งอิ๋งก็ยังอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อนาง
พูดตามตรง หลังจากที่หนิงซินเห็นภาพเหตุการณ์ในแผ่นค่ายกลบันทึกภาพแล้ว ก็รู้สึกว่าความมั่นใจของนางกำลังโอนเอนในสายลมและฝน...ถูกทำลายจนย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี...
นางถึงกับสงสัยว่าการที่ตนถูกทิ้งไว้ เป็นการให้นางปกป้องจีอู๋ซวงหรือจีอู๋ซวงปกป้องนางกันแน่
องค์หญิงช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!
แม้นางจะก้าวเข้าสู่ขั้นเซียนแล้ว ก็ยังสู้ไม่ได้
โชคดีที่องค์หญิงมอบหมายภารกิจอื่นให้นางแล้ว ทำให้นางได้ผ่อนคลายและปรับตัวบ้าง
หนิงซินประคองแผ่นค่ายกลพลางกล่าวอย่างนอบน้อม "องค์หญิงได้โปรดวางใจ ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย"
ตระกูลจีแห่งเมืองเทียนชื่อมีหลักฐานชัดเจนว่าต้องการลอบสังหารองค์หญิงแห่งมนุษย์ สมควรตายแล้ว แต่ปัญหาที่ตามมาคือจะจัดการกับชะตากรรมของเมืองเทียนชื่ออย่างไร รวมถึงการจัดการกับ 'ซากตกค้าง' ของตระกูลจีที่ซ่อนตัวอยู่อย่างไร
หากไม่ประหารสักคนเพื่อเป็นตัวอย่าง ต่อไปใครเห็นว่าองค์หญิงมีผลประโยชน์ก็จะมากัดกินเอาส่วนแบ่ง จะทำให้องค์หญิงมีปัญหาไม่จบไม่สิ้น
หนิงซินเห็นว่าจีอู๋ซวงมีพรสวรรค์เหนือใคร อนาคตต้องเป็นมหาจักรพรรดิแห่งมนุษย์แน่นอน!
จะปล่อยให้นางต้องสูญเสียไปกับแผนการเลวร้ายเช่นนั้นได้อย่างไร
นางจะต้องจับกุมพวกที่มีเจตนาร้าย พวกที่รอโอกาสและพวกที่แอบต่อต้านทั้งหมดในคราวเดียว
หนิงซินอุ้มหลักฐานจากไป จีอู๋ซวงมองไปยังผู้ทรงพลังคนอื่นๆแห่งเมืองเทียนชื่อ พวกเขาต่างก้มหน้านิ่งไม่กล้ามีความเห็นขัดแย้งกับจีอู๋ซวงอีก
ส่วนสายเลือดอื่นๆของตระกูลจี คงถูกหนิงซินจัดการอย่างไร้ปรานีดุจสายลมที่พัดใบไม้จนร่วงหล่น
จีอู๋ซวงเหลือบมองจีเฉินอวี่พลางถามด้วยรอยยิ้ม "รู้สึกอย่างไรบ้าง?"
จีเฉินอวี่ก้าวมาคำนับ กล่าวอย่างนอบน้อม "ท่าน หากมิใช่มหาจักรพรรดิมาทัน ข้าคงถูกจับตัวไปแล้ว"
"ใครเป็นผู้ลงมือ?"
"ข้าไม่ทราบ แต่อาจเป็นพวกที่ไม่เคยปรากฏตัว..."
จีเฉินอวี่พูดอ้อมค้อมแต่จีอู๋ซวงเข้าใจ คือพวกจีจิ่วเทียนที่ขนย้าย 'การทดลอง' และ 'หนูทดลอง' ออกจากเมืองเทียนชื่อ
การจับตัวจีเฉินอวี่นั้น อาจเป็นเพราะพวกจีไป่เทียนตายหมด พวกเขาต้องการกึ่งเซียนมาเติมเต็มช่องว่าง
จีอู๋ซวงตบบ่าจีเฉินอวี่กล่าวอย่างจริงจัง "ต่อไปเมืองเทียนชื่อต้องพึ่งเจ้าแล้ว"
นี่คือสิ่งที่จีอู๋ซวงและจีเฉินอวี่ตกลงกันไว้แต่แรก
จีอู๋ซวงต้องแก้แค้น แต่ความยุ่งเหยิงที่เหลือหลังการแก้แค้นนั้น จีอู๋ซวงจะไม่จัดการ
เพราะเมืองเทียนชื่อไม่ใช่บ้านเกิดของจีอู๋ซวง ไม่มีความผูกพัน ไม่มีความทรงจำของจีอู๋ซวง...
แต่เมืองเทียนชื่อคือบ้านเกิดของจีเฉินอวี่ แม้จะเคยมีความเจ็บปวด ความขัดแย้ง และการดิ้นรน นางก็ยังรักแผ่นดินเกิดของตน
"เจ้าค่ะ"
"พยายามเข้าล่ะ"
จีอู๋ซวงตอนนี้อารมณ์ดีอย่างมาก เมื่อได้พบและพาจูเหยียนกลับมา รวมถึงกำจัดตัวปัญหาจากตระกูลจีไปแล้ว ต่อไปก็คือ...
จีอู๋ซวงเหลียวมองไปทางผู้อาวุโสเติงจูที่ยังคงมีสีหน้ากลัดกลุ้มและอิจฉา นางกะพริบตาพลางกล่าวว่า "ไม่ทราบว่าข้าจะไปเยือนนครจูเชว่ได้หรือไม่?"
ผู้อาวุโสเติงจูที่กำลังกลุ้มใจว่าจะจับตัวจีอู๋ซวงอย่างไรดี ไม่คิดว่าตัวประกันจะกระโดดเข้าปากมาเองเช่นนี้!
ช่างเป็นเรื่องดีเหลือเกิน โลกนี้มีเรื่องดีๆเช่นนี้ด้วยหรือ?!
ดวงตาของผู้อาวุโสเติงจูเบิกกว้าง "เจ้า...เอ่อ...ท่าน...ท่านต้องการไปเยือนนครจูเชว่หรือ?"
"ใช่แล้ว ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่?"
"ได้สิ!!!" เติงจูรีบเข้าไปหาจีอู๋ซวงทันทีราวกับกลัวว่าจีอู๋ซวงจะเปลี่ยนใจ อยากจะพานางไปนครจูเชว่ในทันที "ฤกษ์ดีไม่ดีเท่าฤกษ์สะดวก พวกเราออกเดินทางตอนนี้เลยดีหรือไม่? องค์หญิงวางใจได้ นครจูเชว่ของพวกเราจะไม่มีเรื่องเช่นเมืองเทียนชื่อเกิดขึ้นแน่นอน ผู้คนในนครจูเชว่ของพวกเราต้อนรับแขกเป็นอย่างดี รอคอยการมาเยือนของท่านทั้งวันทั้งคืนเลยทีเดียว!"
จีอู๋ซวงยิ้มตาหยี "งั้นข้าคงต้องรบกวนแล้ว"
"ไม่รบกวนเลย ไม่รบกวนเลย"
"อืม แต่ข้าอาจจะมีสหายอีกผู้หนึ่งที่อยากให้ไปด้วย ได้หรือไม่?"
"ได้สิ ได้แน่นอน อย่าว่าแต่เชิญสหายหนึ่งคนเลย ต่อให้ท่านเชิญมาแปดร้อยคน พวกเราก็ยินดีต้อนรับอย่างไม่มีขีดจำกัด"
จีอู๋ซวงพยักหน้า ใช้อักขระแห่งเต๋าติดต่อไปหาเสี่ยวไป๋ฉีที่ยังคงรออยู่
เมื่อเสี่ยวไป๋ฉีได้ยินเสียงของจีอู๋ซวงดังขึ้นกลางอากาศ หูกระต่ายก็ตั้งชันขึ้นมา [อาจารย์อาเล็ก ท่านกลับมาแล้วหรือ?]
[ใช่แล้ว ข้ากลับมาแล้ว ท่านแม่เจ้าเล่า?]
[ท่านแม่กับท่านพ่อกลับไปแล้ว แต่ข้ายังคงรอท่านอยู่]
[งั้นเจ้ามาที่เมืองเทียนชื่อได้หรือไม่? ข้ามีของขวัญจะมอบให้เจ้า และยังต้องรบกวนเจ้านำของขวัญไปให้ท่านแม่ ท่านพ่อ และน้องๆของเจ้าด้วย]
[ได้ขอรับ]
จีอู๋ซวงเพิ่งตัดการติดต่อคิดว่ากระต่ายน้อยคงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะมาถึง แต่ไม่คิดว่าในชั่วขณะถัดมาผนึกห้วงมิติว่างเปล่าตรงหน้าก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย จากนั้นกระต่ายน้อยตัวขาวโพลนก็กระโดดออกมา
เสี่ยวไป๋ฉีแรกเริ่มยังดีอกดีใจ กำลังจะกระโดดเข้าอ้อมอกของจีอู๋ซวง แต่จู่ๆ มันก็รู้สึกถึงบางอย่างรีบเงยหน้ามองไปรอบๆ สุดท้ายเมื่อสบตากับจูเหยียนทั้งตัวก็คล้ายจะหมดเรี่ยวแรงลงทันที
ยิ่งเป็นผู้แข็งแกร่ง ยิ่งรู้ถึงความลึกตื้นของโลก ยิ่งรู้ถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับผู้อื่น
เช่นตอนนี้
กระต่ายน้อยไม่กระโดดโลดเต้นหรือประจบประแจงอีกต่อไป เพียงแต่คืนเมืองซวีหมีและหลิงอวิ๋นที่จีอู๋ซวงฝากไว้ให้กับจีอู๋ซวงอย่างจริงจัง จากนั้นก็รับของขวัญที่จีอู๋ซวงยื่นให้ แล้วพูดอย่างเคร่งขรึมและให้เกียรติว่า "งั้นอาจารย์อาเล็กข้าได้ส่งคืนของให้แล้ว และจะนำของขวัญไปมอบให้ท่านแม่ ท่านพ่อและน้องๆขอให้อาจารย์อาเล็กโชคดีในการฝึกวิชา ลาก่อนอาจารย์อาเล็ก"
ก่อนจากไป กระต่ายน้อยยังไม่ลืมคำนับให้จูเหยียนอีกด้วย
จะว่าไปแล้ว ท่านแม่เคยบอกว่ามารยาทนั้นมีมากไว้ไม่เสียหาย
จีอู๋ซวง "???"
จีอู๋ซวงมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มสมอง ถึงขั้นงุนงงไปหมด
นางให้กระต่ายน้อยเข้ามาใกล้ ก็ด้วยความตั้งใจจะได้ลูบขนนุ่มๆ แต่ครั้งนี้ทำไมกระต่ายน้อยถึงไม่เข้าใจความรู้สึกนางเลย
นางกะพริบตาจนเกือบเป็นตะคริว มันไม่แม้แต่จะมองนาง แล้วก็...เดินจากไปเฉยๆ?!
แหม!
ช่างเป็นกระต่ายน้อยไร้น้ำใจ!
ไหนบอกว่าจะให้นางลูบคลำขนนุ่มนิ่มตามใจชอบไง?
ฮึกๆๆ...
จูเหยียนรู้สึกถึงความน้อยใจของจีอู๋ซวงจึงกระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ไม่เป็นไรหรอกเสี่ยวอู๋ซวง ข้าให้เจ้าลูบผมข้าแทนก็ได้"
จีอู๋ซวงหายเศร้าในทันที สมกับที่ว่าไม่ว่าใครจะดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครดีเท่าจูเหยียนของนาง ฮือๆ!
บทที่ 922: จงใจแพ้เพื่อรักษาหน้าให้นาง
หากกระต่ายน้อยได้ยินความในใจของจีอู๋ซวงคงโกรธจนกระโดดขึ้นมาด่าจูเหยียนว่า 'ไอ้คนหน้าไหว้หลังหลอก' มันไม่อยากสนิทสนมกับอาจารย์อาเล็กหรือไร? แต่ตอนนี้มันสู้ไม่ได้ ได้แต่ร้องไห้จ๊อกๆ
กระต่ายน้อยออกมาแล้วก็จากไป เร็วจนน่าประหลาด อีกทั้งไป๋ฉีก็สามารถกดซ่อนพลังได้อย่างอิสระแล้ว จึงไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติทุกคนคิดว่ามันเป็นเพียงกระต่ายน้อยน่ารักตัวหนึ่งเท่านั้น
ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตน่ารักน่ารัก นุ่มนิ่มเช่นนี้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว หากวันหน้าพวกเขามีโอกาสคงอยากจะไปจับกระต่ายน้อยมาเลี้ยงสักตัว?
ในที่สุด จีอู๋ซวงก็เก็บเมืองซวีหมีและไข่มุกหลิงอวิ๋นกลับแล้วเดินทางกลับนครจูเชว่อย่างมีความสุขพร้อมกับเติงจู
แม้นครดวงดาวทั้งสี่จะเรียกรวมกันว่านครสี่ทิศ แต่ความจริงแล้วทั้งสี่นครห่างไกลกันมาก ดังนั้นการเดินทางระหว่างนครจึงต้องอาศัยเรือข้ามมิติหรือค่ายกลเคลื่อนย้ายเท่านั้น
เมืองเทียนชื่อและเมืองหลวงทั้งแปดสิบเจ็ดของนครดวงดาวที่ได้รับความเสียหายครั้งนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของนครจูเชว่ ดังนั้นในบรรดาสี่นครจึงมีเพียงเติงจูจากนครจูเชว่ที่มาจัดการสถานการณ์
นครอื่นๆอยู่ห่างไกลเกินไป แม้จะมีเรือข้ามมิติก็ยังต้องเดินทางไกล
เมื่อจีอู๋ซวงตามเติงจูเข้าสู่เขตแดนนครจูเชว่ ความรู้สึกยิ่งใหญ่อลังการที่ปะทะเข้ามาทำให้จีอู๋ซวงอุทานชื่นชมไม่หยุด
ดวงดาวบนท้องฟ้าหมุนวนรวมตัวกัน ก่อเป็นรูปร่างปีกกางใหญ่ในยามราตรี นี่เป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิตในนครดวงดาวแห่งนี้ในอดีตที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของสัตว์เทพจูเชว่
แม้จูเชว่จะหลบซ่อนตัวมาหลายหมื่นปี แต่มรดกสืบทอดของจูเชว่จะไม่มีวันดับสูญ
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตแดนนครจูเชว่ จีอู๋ซวงก็ให้เหล่าสิ่งมีชีวิตน้อยๆในโลกใบน้อยคอยสังเกตสภาพของไข่จูเชว่อย่างใกล้ชิด ไม่นานนางก็ได้รับการตอบกลับ
[เสี่ยวอู๋ซวง ไข่จูเชว่ชอบคลื่นพลังในนครจูเชว่จริงๆ]
ในฐานะที่เป็นวัตถุวิญญาณธาตุไฟเหมือนกัน ไท่ซวีย่อมรับรู้ไข่จูเชว่ได้ดีกว่าวัตถุวิญญาณอื่นๆ จึงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอันละเอียดอ่อนนั้น
[ดีมาก ขอบใจเจ้า]
[เสี่ยวอู๋ซวง หากเจ้าต้องการ ข้าช่วยฟักไข่ให้ก็ได้นะ]
จีอู๋ซวง [......]
เจ้าคงอยากย่างไข่มากกว่ากระมัง?
ยังจะมาพูดเรื่องฟักไข่อีก...
เมื่อยืนยันแล้วว่านครจูเชว่จะช่วยในการฟักไข่ได้ ปัญหาต่อไปก็คือจะรักษาความปลอดภัยให้ไข่จูเชว่ได้อย่างไร
หากเกิดพบเจอผู้ที่มีเจตนาไม่ดี ไข่จูเชว่คงจะกลายเป็นสมบัติส่วนตัวของพวกเขาเป็นแน่
ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก กลุ่มอิทธิพลต่างๆ ในนครจูเชว่ก็ได้รับข่าวการมาเยือนขององค์หญิง ต่างพากันออกมาต้อนรับ
"ยินดีต้อนรับองค์หญิงจีอู๋ซวง"
"ยินดีต้อนรับองค์หญิง"
"ยินดีต้อนรับองค์หญิง"
.........
เรื่องความใจกว้างของจีอู๋ซวงนั้น ดินแดนต่างๆ ต่างก็ได้ยินมานานแล้ว ว่าหากทำให้นางพอใจนางจะมอบทั้งโอสถวิเศษและยันต์ให้
จีอู๋ซวงเองก็เพิ่งเคยได้รับการต้อนรับเช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
เมื่อมองไปยังเติงจูที่อยู่ข้างๆ ก็พบว่าสีหน้าของนางเขียวคล้ำ
ก็ได้...
นางยอมรับว่านครจูเชว่ของพวกนางนั้นยากจน และยากจนอย่างไม่เกรงใจผู้ใด
แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะพวกนางมีสิ่งสำคัญที่ต้องบูชา ถึงแม้จะต้องทุ่มเทเลือดเนื้อ สูบไขกระดูกจนหมด พวกนางก็ยินดี
แค่การต้อนรับสองข้างทางเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
จีอู๋ซวงเห็นสายตาคาดหวังของผู้คนที่มองมาราวกับนางเป็นเหยื่อ...เอ่อไม่ใช่ ควรจะเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภมากกว่า จึงยิ้มแหยๆ พลางกล่าวว่า "สวัสดีทุกท่าน"
"สวัสดีขอรับ/เจ้าค่ะ องค์หญิง!"
จีอู๋ซวงหยุดชั่วครู่ แล้วตัดสินใจแจกยันต์
อย่างไรเสียยันต์ก็ไม่ต้องใช้ต้นทุนหรือเงิน ดีกว่าโอสถวิเศษมาก เมื่อพวกเขามียันต์ก็สามารถไปล่าสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าแล้วนำซากของสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่ามาให้นาง นางก็จะสามารถปรุงโอสถวิเศษได้มากขึ้น
นี่มันก็เป็นวงจรที่ดีไม่ใช่หรือ?
เหล่าผู้ทรงพลังแห่งนครจูเชว่เห็นจีอู๋ซวงใจกว้างเช่นนี้ ต่างก็รีบเข้ามาประจบประแจงสุดความสามารถ
"องค์หญิง หากมีคำสั่งใดโปรดเรียกหาข้าได้ ข้าพร้อมจะสละชีวิตเพื่อองค์หญิง เพียงแค่องค์หญิงจ่ายค่าตอบแทนเล็กน้อยก็พอพ่ะย่ะค่ะ"
"องค์หญิงข้าสามารถรับใช้องค์หญิงได้ ท่านดูสิข้าแข็งแรงมาก หากท่านต้องการไปเที่ยวเล่นในนครดวงดาว ข้าสามารถรับประกันความปลอดภัยของท่านได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นโจรหรือสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าข้าก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด"
"องค์หญิง ข้าเชี่ยวชาญเรื่องดนตรี หากท่านรู้สึกเบื่อท่านสามารถเรียกหาข้าได้"
เมื่อเห็นเหล่า 'เพื่อนร่วมงาน' ของตนเองเริ่มพูดจาเหลวไหลมากขึ้นเรื่อยๆ เติงจูก็อดไม่ได้ที่จะตวาดออกมา "ถอยไปให้หมด พวกเจ้าอ่อนแอเกินไป องค์หญิงสามารถสู้กับพวกเจ้าสิบคนได้ แล้วพวกเจ้าจะปกป้ององค์หญิงได้อย่างไร มีแต่องค์หญิงที่จะต้องปกป้องพวกเจ้าต่างหาก"
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้คนในนครจูเชว่ต่างมองไปที่จีอู๋ซวงด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ราวกับกำลังคิดว่าเติงจูกำลังล้อเล่นกับพวกเขาหรือไม่
เพราะองค์หญิงดูบอบบางงดงามไร้ซึ่งธุลี จะสู้กับพวกเขาถึงสิบคนได้อย่างไร?
อย่างไรพวกเขาก็ไม่เชื่อ
จีอู๋ซวงเองก็รู้สึกสนุกจึงยิ้มมุมปากพลางกล่าวว่า "อย่างไร พวกท่านไม่เชื่อหรือ? หากไม่เชื่อพวกเราก็มาประลองกัน หากพวกท่านชนะ โอสถวิเศษและยันต์จะให้พวกท่านเลือกได้ตามใจ แต่หากพวกท่านแพ้ อืม ก็ต้องตกลงตามเงื่อนไขของข้าหนึ่งข้อ"
"ไม่มีปัญหา"
"พวกเราตกลง"
"ดี!"
เมื่อเห็นผู้คนกำลังขยับร่างกายเตรียมพร้อม เติงจูก็อยากเห็นสภาพอันพ่ายแพ้ของพวกเขาขึ้นมาทันที
พอดีเลย นางจะได้เห็นความสามารถของจีอู๋ซวงกับตาตัวเองด้วย
เวทีประลองถูกจัดเตรียมขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่องที่เหล่าผู้ทรงพลังในนครจูเชว่ท้าประลองกับองค์หญิงก็แพร่สะพัดออกไป ไม่นานรอบเวทีก็เต็มไปด้วยผู้คนจากนครจูเชว่
จีอู๋ซวงมองไปรอบๆ พบว่าชาวนครจูเชว่นั้นค่อนข้างยากจนจริงๆ
ไม่เพียงแต่ผู้ทรงพลังที่แต่งกายเรียบง่าย แม้แต่ชาวบ้านก็ดูประหยัดเป็นพิเศษ
ไม่แปลกที่ผู้ทรงพลังแห่งนครจูเชว่จะยอมรับการประลองกับนางเพื่อยันต์และโอสถวิเศษ
เพราะถ้าหากแพ้ก็คงน่าอับอายไม่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็ยังมีกำลังใจเต็มเปี่ยม แววตาเปี่ยมไปด้วยพลัง แม้แต่จีอู๋ซวงก็ยังรู้สึกได้รับอิทธิพลนั้นไปด้วย
"มาเถิด ใครจะเป็นคนแรก?"
"ข้า! เยว่ฉี่หมิงแห่งนครจูเชว่ การบ่มเพาะเสินจุนระดับแปดสิบห้าดาว ขออนุญาตประลอง"
"ดี เชิญ"
ทั้งสองฝ่ายเตรียมท่าทาง ผู้คนต่างโบกธงให้กำลังใจจีอู๋ซวงเพราะเยว่ฉี่หมิงเป็นเสินจุนระดับแปดสิบห้าดาว ในขณะที่จีอู๋ซวงดูเหมือนเพิ่งเข้าสู่ขั้นเสินจุนเท่านั้น
หากไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ จีอู๋ซวงอาจจะแตะต้องชายเสื้อของเยว่ฉี่หมิงไม่ได้ด้วยซ้ำ
ดังนั้นการให้กำลังใจจีอู๋ซวงจึงเป็นมารยาทของชาวนครจูเชว่
"องค์หญิงสู้ๆ!"
"องค์หญิงสู้ๆ!"
........
ทว่าเสียงตะโกนให้กำลังใจเพิ่งดังขึ้นได้ไม่กี่ประโยค ทุกคนก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
จีอู๋ซวงวางมือไพล่หลังข้างหนึ่ง ด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วชำนาญ ใช้พลังน้อยเอาชนะพลังมาก เพียงฝ่ามือเดียวก็ซัดเยว่ฉี่หมิงที่มีร่างกายกำยำดั่งภูเขาลูกน้อยกระเด็นออกไปได้อย่างง่ายดาย
ตอนที่เยว่ฉี่หมิงถูกซัดกระเด็นลงจากเวที เขายังคงงุนงง ส่วนผู้ทรงพลังคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นต่างก็หัวเราะร่วน
พวกเขาคิดว่าเยว่ฉี่หมิงจงใจแพ้ให้จีอู๋ซวงเพื่อรักษาหน้าให้นาง
"ฮ่าๆๆ ไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นพวกประจบสอพลอเช่นนี้นะ"
"แต่โอสถวิเศษนั่นเจ้าไม่เอา ข้าจะรับไว้เอง"
"ถูกต้อง เชื่อว่าองค์หญิงคงไม่ถือสาพวกเราด้วยเรื่องเช่นนี้หรอก"
"ข้าจะเป็นคนต่อไป!"
บุรุษวัยกลางคนท่าทางสง่างามผู้หนึ่งขึ้นเวที ประสานมือคำนับกล่าว "ตู้เหมิงแห่งนครจูเชว่ การบ่มเพาะเสินจุนระดับเก้าสิบสามดาว ขอองค์หญิงโปรดชี้แนะ"
"เชิญ"
หลังจากการ 'พ่ายแพ้' ของเยว่ฉี่หมิง ทุกคนต่างเชื่อว่าตู้เหมิงจะไม่ 'แสดงละคร' อีก แน่นอนว่าเขาต้องเอาชนะจีอู๋ซวงอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้...
แต่ผู้ที่กลายเป็นดาวตกพุ่งออกมา กระแทกลงข้างกายเยว่ฉี่หมิงอย่างหนักหน่วงกลับเป็นตู้เหมิง
ตู้เหมิงจ้องเยว่ฉี่หมิงด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ ดวงตาที่เบิกกว้างราวกับกำลังสื่อความหมายเพียงอย่างเดียว 'บ้าเอ๊ย! พี่ชาย เจ้าไม่ได้แสร้งแพ้จริงๆหรือ?'
เยว่ฉี่หมิงจ้องกลับ 'เจ้าโง่! ข้าต่อสู้อย่างจริงจังเชียวนะ'
ทั้งสองนึกถึงคำพูดของเติงจูเมื่อครู่ที่บอกว่าจีอู๋ซวงแข็งแกร่งนัก
โอ้...
ดังนั้นองค์หญิงผู้อ่อนหวานผู้นี้ คงเป็นเสือซ่อนเล็บจริงๆกระมัง?!
คำถามของทั้งสองได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว...
เพราะทุกคนที่ขึ้นไปท้าประลอง ไม่เกินสามกระบวนท่าก็ถูกจีอู๋ซวงกวาดตกเวทีอย่างไร้ปรานี
อีกทั้งจีอู๋ซวงยังมีความคิดซุกซน จงใจซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ โยนทุกคนลงในที่เดียวกัน
ผู้พ่ายแพ้ทยอยร่วงลงมาทีละคน ไม่นานก็เรียงรายเป็นแถว เป็นระเบียบเรียบร้อย
ช่างน่าทึ่ง...
ที่แท้นครจูเชว่ของพวกเขามีผู้มีความสามารถมากมาย แต่รวมกันทั้งหมดก็ยังไม่พอให้จีอู๋ซวงตบสักฝ่ามือ...ยิ่งเมื่อครู่พวกเขาหยิ่งผยองเท่าไร ตอนนี้ใบหน้าก็ยิ่งแสบร้อนเท่านั้น
พวกเขาไม่กล้าดูถูกองค์หญิงอีกต่อไปแล้ว!
"องค์หญิง หากท่านมีความต้องการใดโปรดบอกมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ"
"พวกข้าจะพยายามทำตามความประสงค์ขององค์หญิงอย่างสุดความสามารถ"
จีอู๋ซวงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพูดตรงประเด็นว่า "อืม ไม่มีอะไรมาก ข้าแค่อยากถามพวกท่านว่าในเขตนครจูเชว่ มีที่ใดที่เหมาะแก่การฟักไข่ที่สุด?"
ทุกคน "????"
อะไรนะ???
บทที่ 923: ข้าจะเสียสละมากเกินไปแล้ว!
จีอู๋ซวงไม่ได้พูดถึงเรื่องไข่จูเชว่โดยตรง เพียงแต่บอกว่าตนได้ไข่สัตว์ธาตุไฟมาหนึ่งฟอง จำเป็นต้องหาสถานที่ฟักมัน ได้ยินว่านครจูเชว่มีแหล่งกำเนิดเพลิงตามธรรมชาติจึงมาขอยืมเชื้อไฟ
"ท่านจะไปยังแหล่งกำเนิดเพลิงหรือ?!"
"นี่มัน..."
ผู้คนที่ถูกจีอู๋ซวงทำร้ายจนหน้าตาบวมช้ำต่างลุกขึ้นมาพร้อมกัน ทุกคนต่างมองนางด้วยสายตาหวาดระแวง
เรื่องแหล่งกำเนิดเพลิงไม่ใช่ความลับอะไร แต่เพราะที่นั่นมีพลังรุนแรงและอันตราย จึงไม่เคยมีใครขอเข้าไปเองโดยสมัครใจ
จีอู๋ซวงเป็นคนแรก และดูเหมือนจะเป็นคนเดียวด้วย
เติงจูขมวดคิ้วเล็กน้อย "องค์หญิงอาจไม่ทราบ แต่แหล่งกำเนิดเพลิงนั้นอันตรายยิ่งนัก แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขั้นเซียนก็ไม่แน่ว่าจะรอดชีวิตออกมาได้ ดังนั้นแหล่งกำเนิดเพลิงของนครจูเชว่จึงไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้า"
จีอู๋ซวงกะพริบตา "ข้ารู้ว่าข้างในอันตรายแต่ข้าไม่มีทางเลือก จึงต้องมาลองดู"
"องค์หญิงหมายความว่าอย่างไร?"
จีอู๋ซวงดีดนิ้วเบาๆ ข้างกายนางปรากฏมังกรน้อยที่รวมตัวจากเปลวเพลิง แต่ดูเหมือนไม่มีร่างกายที่แท้จริง รูปร่างเลือนรางไม่ชัดเจน
ไท่ซวี [...] ไม่นึกว่าจะมีวันที่ต้องมาแปลงร่างเช่นนี้
เมื่อชาวเมืองจูเชว่เห็นมังกรเพลิงตัวนี้ ดวงตาทุกคู่ก็เปล่งประกาย "นี่คือ...มังกรเพลิง?!"
วิญญาณมังกรน้อยตนนี้มีกลิ่นอายของเชื้อไฟ น่าจะเป็นมังกรเพลิงไม่ผิดแน่ แต่ทำไมถึงอยู่ในรูปแบบวิญญาณ?
"ถูกต้อง พวกเจ้าไม่ได้ดูผิด นี่คือมังกรเพลิงที่ข้าบังเอิญได้มา มันประสบปัญหาบางอย่างไม่สามารถฟักออกมาได้ ข้ากลัวมันจะตายจึงใช้วิธีพิเศษเก็บรักษาวิญญาณเทวะของมันไว้ จึงเป็นสภาพเช่นนี้...
แต่ตอนนี้มีปัญหาร้ายแรงมาก วิญญาณเทวะของมังกรเพลิงนั้นยังรักษาไว้ได้ แต่ถ้าไม่รีบฟักร่างกายของมัน มังกรเพลิงก็จะตาย
เพียงแต่ระดับของมันสูงเกินไป แหล่งกำเนิดเพลิงทั่วไปไม่มีประโยชน์กับมันเลย ข้าจึงคิดว่าจะขอให้นครจูเชว่ช่วยฟักมันได้หรือไม่ พวกเจ้าวางใจได้ หากมังกรเพลิงของข้าฟักสำเร็จ ข้าจะให้มันช่วยยกระดับแหล่งกำเนิดเพลิงของพวกเจ้าด้วย รับรองว่าพวกเจ้าไม่ขาดทุนแน่นอน"
จีอู๋ซวงพูดพลางตบก้นของ 'มังกรเพลิง' เบาๆ
ไท่ซวี [...] ข้าจะเสียสละมากเกินไปแล้ว!
แม้จะบ่นในใจ แต่ไท่ซวีก็กระโดดขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยสมัครใจ ปล่อยทะเลเพลิงระเบิดบนท้องฟ้านครจูเชว่
"ตูมๆๆ..."
"ตูมๆๆ..."
ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังต่อเนื่อง เปลวเพลิงที่สามารถเผาผลาญวิญญาณและเผาไหม้สวรรค์กลายเป็นน้ำตกเพลิงไหลลงมาราวกับฝนดาวตกแห่งการทำลายล้าง
ทุกคนในนครจูเชว่ถูกคลื่นความร้อนทำให้หายใจติดขัด อ้าปากค้าง
"สวรรค์! เปลวเพลิงนี้..."
"มังกรเพลิงตัวนี้ อาจจะมีสายเลือดมังกรแท้จากยุคโบราณหรือไม่? มิเช่นนั้นเปลวเพลิงจะมีพลังมหาศาลเช่นนี้ได้อย่างไร?"
"แม้แต่เพลิงสวรรค์ก็ยังไม่ร้ายกาจถึงเพียงนี้กระมัง?"
หลังจากอวดพลังแล้ว ไท่ซวีก็หดตัวกลับไปอยู่ข้างกายจีอู๋ซวงอย่างว่าง่าย ทำสีหน้าไร้เดียงสาที่สุด จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า "ไม่ทราบว่าทุกท่านคิดเห็นเช่นไร?"
เติงจูและเหล่าผู้ทรงพลังทั้งหลายสบตากัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างหวั่นไหวกับ 'พลังเพลิง' ที่มังกรเพลิงของจีอู๋ซวงแสดงออกมา
"อะแฮ่ม องค์หญิง พวกเราจำเป็นต้องปรึกษาหารือกันก่อน ขอให้ท่านโปรดให้เวลาพวกเราพิจารณาสักสองสามวัน"
"แน่นอน เรื่องนี้ไม่มีปัญหา" จีอู๋ซวงตอบอย่างอ่อนโยน "ระหว่างที่พวกท่านยังพิจารณาอยู่ข้าก็จะขออาศัยอยู่ในนครจูเชว่ชั่วคราว และหากผู้ใดต้องการประลองกับข้า ข้าก็ยินดีต้อนรับ"
"ขอบพระคุณองค์หญิง"
"ไม่ เป็นข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณทุกท่าน ที่ยอมพิจารณาคำขอที่ไม่สมควรของข้า"
เมื่อเห็นจีอู๋ซวงแสดงกิริยามารยาทงดงาม รู้จักถอย ดูเป็นคนพูดคุยง่าย ผู้คนในนครจูเชว่กลับไม่รู้สึกผ่อนคลายแต่กลับมีความรู้สึกเหมือน 'เผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขาม'
หลังจากจัดการที่พักให้จีอู๋ซวงเรียบร้อยแล้ว เหล่าผู้ทรงพลังแห่งนครจูเชว่ก็มารวมตัวกันถกเถียงอย่างเอาเป็นเอาตาย
เติงจูในฐานะผู้พาจีอู๋ซวงมายังนครจูเชว่ ย่อมต้องยืนอยู่ฝั่งเดียวกับจีอู๋ซวง อีกทั้ง...นางเชื่อจริงๆ ว่าจีอู๋ซวงมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์คับขันของพวกเขาได้ ดังนั้นเติงจูจึงเอ่ยปากก่อนว่า "มังกรเพลิงขององค์หญิงไม่ธรรมดา หากเราสามารถใช้เปลวเพลิงของมันได้ บางที...วิกฤตที่รบกวนพวกเรามานับหมื่นปีอาจจะมีทางออกก็ได้!"
เด็กสาวผมเงินผู้หนึ่งจ้องเติงจูอย่างดุดัน เสียงของนางแก่ชราอย่างไม่เข้ากับใบหน้า แฝงไปด้วยความกดดันที่บีบคั้น "เติงจู เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าเห็นด้วยที่จะให้จีอู๋ซวงเข้าไปในเขตหวงห้ามหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอย่างไร? นี่หมายความว่าเราจะเปิดเผยจุดอ่อนของเราให้ผู้อื่นเห็นอย่างชัดแจ้ง อย่าลืมว่านครจูเชว่ของเราเป็นหนึ่งในนครดวงดาวสี่ทิศ ไม่ใช่นครดวงดาวที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของมนุษย์ หากจักรพรรดิมนุษย์ล่วงรู้จุดอ่อนของพวกเราแล้วทำอะไรลงไป...เจ้าจะทำให้บรรพบุรุษผิดหวังได้หรือ?"
แน่นอนว่าเติงจูรู้เรื่องนี้ดี นางลุกขึ้นเดินไปมา สุดท้ายก็จ้องมองเด็กสาวผมเงินผู้นั้นอย่างเย็นชา "แต่...ก็เพราะพวกเราลังเลอยู่เช่นนี้ อ่อนแอและกลัวผลที่จะตามมา ท่านประมุขถึงไม่อาจตื่นขึ้นมาได้"
ชายร่างกำยำอีกคนเอ่ยขึ้น "แต่การให้จีอู๋ซวงเข้าไปในเขตหวงห้ามเป็นความคิดที่อันตรายเกินไป! ข้าไม่เห็นด้วย!"
"หากข้ายอมใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเล่า?"
เด็กสาวผมเงินหัวเราะเยาะ "แค่เจ้าคนเดียวจะรับประกันได้อย่างไร? เว้นแต่ว่าพวกคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าจะร่วมรับประกันด้วย หากความไว้วางใจในจีอู๋ซวงนำมาซึ่งโศกนาฏกรรม พวกเจ้าทั้งหมดต้องรับผิดชอบ"
เติงจูมองออกแล้ว พวกเขากำลังเตรียมใช้จีอู๋ซวง 'แย่งชิงอำนาจ'
เมื่อเห็นว่าเติงจูมีท่าทีไม่พอใจก็มีคนออกมาไกล่เกลี่ย "เติงจู ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่เชื่อใจท่าน เพียงแต่พวกเราเพิ่งรู้จักจีอู๋ซวงได้ไม่นานยังไม่รู้ว่านางเป็นคนดีหรือร้าย อีกทั้งพลังของจีอู๋ซวงก็สูงมาก หากนางเข้าไปในเขตหวงห้ามแล้วเกิดคลุ้มคลั่งทำลายทุกอย่างขึ้นมา พวกเราจะทำอย่างไร?"
เติงจูหัวเราะเยาะ "แล้วพวกเจ้าจะให้ทำอย่างไร? หากพลาดโอกาสนี้ไป พวกเราจะไปหาเชื้อไฟที่ทรงพลังเช่นนี้ได้จากที่ใด? พลังในดินแดนต้นกำเนิดเพลิงนั้นนับวันยิ่งอ่อนแอลง เบาบางลง...หากปล่อยไว้เช่นนี้ อย่าว่าแต่จะปลุกท่านประมุขเลย แม้แต่ลูกหลานของพวกเราก็ไม่อาจมีชีวิตรอด อีกอย่าง จีอู๋ซวงก็แค่จะวางไข่สัตว์วิเศษเข้าไป นางไม่ได้จะเข้าไปเอง"
ผู้สนับสนุนเติงจูก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นกัน "ข้าก็คิดเช่นนี้ หลายหมื่นปีมานี้ พวกเราใช้ของวิเศษบำรุงดินแดนต้นกำเนิดเพลิงมาตลอด...แต่พวกเจ้าเห็นผลหรือไม่? เพื่อแลกของวิเศษเหล่านั้น เด็กๆในนครจูเชว่ของพวกเราต้องประหยัดอดออม แม้แต่วัตถุวิเศษดีๆสักชิ้นก็ไม่มี พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเวลาพวกเด็กๆออกไปข้างนอกนั้นอันตรายเพียงใด? แค่วางไข่สักฟองไม่มีปัญหาหรอก"
"ลูกของพวกเราก็ต้องเผชิญอันตรายเหล่านั้นเหมือนกัน มีแต่ลูกพวกเจ้าหรือที่บอบบาง?"
"บอบบางบ้าบออะไร ข้าคิดเพื่อนครจูเชว่ของพวกเรา นานๆทีจะมีวิธีเพิ่มพลังต้นกำเนิดเพลิง พวกเราจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไปจริงๆหรือ?"
"แต่พวกเจ้ารับประกันได้หรือว่าจีอู๋ซวงไม่มีแผนการซ่อนเร้น? อีกอย่างใครจะรู้ว่าไข่นั่นต้องการอะไรในการฟักบ้าง แค่ต้นกำเนิดเพลิงอย่างเดียวหรือ? ถ้านางมีเจตนาร้ายนั่นก็เท่ากับเราเชิญหมาป่าเข้าบ้าน!"
"พวกเจ้าช่างหัวโบราณเสียจริง!"
"พวกเจ้าต่างหากที่ใจไม่มั่นคง อยากได้ความสำเร็จง่ายๆในโลกนี้มีสิ่งใดบ้างที่ได้มาเปล่าๆ?"
"พวกเจ้า..."
"พวกเจ้า..."
........
เมื่อเห็นทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นด่าทอกัน ในตอนนั้นเอง อักขระตรงกลางห้องโถงก็ค่อยๆสว่างขึ้น ทำให้ทั่วทั้งวิหารถูกปกคลุมด้วยแสงสีแดงเพลิงในพริบตา
เหล่าผู้ทรงพลังแห่งนครจูเชว่รีบลุกขึ้นยืน ค้อมกายคำนับไปทางอักขระตรงกลาง ทุกคนเงียบกริบ ไม่กล้าทำอะไรตามใจ
เมื่อแสงอักขระหมุนวนจบลง เสียงแหบเครือชราก็ดังแว่วมา
"พวกเจ้าไปเชิญองค์หญิงจีอู๋ซวงมาสักครา ข้าจะพบนางด้วยตนเอง บางทีข้าอาจช่วยเหลือนางได้"
เมื่อได้ยินว่าท่านประมุขต้องการจะพบจีอู๋ซวง ทุกคนต่างก็ตื่นตระหนก
"แต่ท่านประมุข ร่างกายของท่าน...จีอู๋ซวงต้องการฟักไข่ ท่านจะช่วยนางได้อย่างไร? ถ้าไข่นั่นแย่งชิงพลังชีวิตของท่านเล่า?"
"ใช่แล้วท่านประมุข ห้ามเด็ดขาดขอรับ"
"ท่านประมุข โปรดทบทวนด้วย"
บทที่ 924: ท่านประมุขของพวกเราบอกว่าต้องการพบท่าน
เสียงจากในอักขระดูเหมือนตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ถอนหายใจเบาๆ "ไม่เป็นไร หากทุกอย่างราบรื่น พวกเจ้าก็จะสบายขึ้น หลายปีมานี้ข้าต่างหากที่ทำให้พวกเจ้าลำบาก..."
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกผิดและเจ็บปวด ต่างน้ำตาคลอ
ที่แท้พวกเขาต่างหากที่ดูแลท่านประมุขไม่ดี ทำไมกลับกลายเป็นความผิดของท่านประมุขไปได้
"ท่านประมุข"
"ท่านประมุข"
"พอเถอะ พอเถอะ..." เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ "พวกเจ้าก็โตกันหมดแล้ว ไม่ใช่เด็กๆแล้ว อย่าร้องไห้ง่ายๆเช่นนี้ เรื่องนี้ข้าตัดสินใจแล้ว ให้พวกเจ้าพาจีอู๋ซวงมาพบข้า ให้นางมาคนเดียวพร้อมไข่ก็พอ..."
เติงจูและคนอื่นๆไม่อาจปฏิเสธคำสั่งของท่านผู้นี้ได้ จึงรับคำพร้อมกันว่า
"ขอรับ/เจ้าค่ะ"
จีอู๋ซวงคิดไว้แล้วว่านครจูเชว่จะต้องตอบรับเงื่อนไขของนาง แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะตอบตกลงเร็วถึงเพียงนี้
"จริงหรือที่ว่าข้าสามารถนำไข่สัตว์วิเศษเข้าไปในดินแดนต้นกำเนิดเพลิงของพวกท่านได้?"
"ได้ แต่พวกเรามีเงื่อนไขหนึ่ง"
"โปรดว่ามา"
"ท่านต้องเข้าไปในดินแดนต้นกำเนิดเพลิงด้วย"
จีอู๋ซวงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะการ 'นำไข่เข้าไปในดินแดนต้นกำเนิดเพลิง' กับการ 'นำจีอู๋ซวงเข้าไปในดินแดนต้นกำเนิดเพลิง' นั้นเป็นคนละเรื่องกัน
ไม่ใช่ว่าคนทั่วไปเข้าไปแล้วจะทนไม่ไหวหรอกหรือ?
แม้จีอู๋ซวงจะวางแผนแอบเล็ดลอดเข้าไปอยู่แล้ว แต่ทำไมพวกเขาถึงยินยอมให้นางเข้าไปง่ายดายเช่นนี้?
จีอู๋ซวงมองเติงจูด้วยความสงสัย อีกฝ่ายกล่าวเบาๆว่า "องค์หญิงวางใจได้ พวกเราไม่มีเจตนาร้าย เพียงแต่ท่านประมุขของพวกเราต้องการพบท่าน แต่ท่านประมุขต้องอยู่ในดินแดนต้นกำเนิดเพลิง จึงขอเชิญท่านเข้าไป ท่านวางใจได้ ท่านประมุขเมตตา ท่านประมุขจะปกป้องท่าน ท่านจะไม่ได้รับอันตรายจากพลังในดินแดนต้นกำเนิดเพลิงแน่นอน"
"อ้อ เป็นเช่นนั้นเอง"
"แน่นอน งั้นท่าน..."
"ตกลง"
ก่อนที่เติงจูจะพูดโน้มน้าว จีอู๋ซวงก็รับปากทันที เติงจูถึงกับอึ้งไป "ท่านตกลงแล้วหรือ?"
จีอู๋ซวงยิ้มพลางกล่าว "ใช่แล้ว ในเมื่อท่านผู้อาวุโสเติงจูบอกว่าไม่มีปัญหา ก็ต้องไม่มีปัญหาแน่นอน"
เติงจูรู้สึกซาบซึ้งใจ นางชอบท่าทางน่ารักเชื่อฟังของจีอู๋ซวงอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจที่มีต่อนางหัวใจของนางก็แทบจะละลาย
"ท่านวางใจได้ ระหว่างที่ท่านไปพบท่านประมุข ข้าจะดูแลท่านจูเหยียนเอง"
"ดีเลย ขอบคุณ"
จีอู๋ซวงยิ้มอย่างไร้เดียงสาทำให้หัวใจของเติงจูแทบละลาย นางเป็นผู้นำทางจีอู๋ซวงมาถึงด่านกั้นของดินแดนต้นกำเนิดเพลิงด้วยตัวเอง พร้อมกำชับว่า "ท่านประมุขใจดีมาก พวกท่านคุยกันให้สนุก"
จีอู๋ซวงยิ้มกว้างแล้วขยิบตาให้จูเหยียนก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในดินแดนต้นกำเนิดเพลิง เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที ในชั่วพริบตาก็กลืนกินเงาร่างของจีอู๋ซวงไปจนหมดสิ้น
เติงจูมองเงียบๆอยู่พักใหญ่ พอจะหันไปพูดอะไรกับจูเหยียนก็พบว่าเขาจากไปนานแล้ว เหลือเพียงแผ่นหลังอันสง่างามที่เดินจากไป
เติงจู "???"
รีบร้อนไปไหนกัน?
แปลกจริง คนคนนี้ไม่เป็นห่วงองค์หญิงจีอู๋ซวงเลยหรือ?
เติงจูรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วนางขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า "ท่านไม่เป็นห่วงองค์หญิงเลยหรือ?"
จูเหยียนเหลียวมองนาง "ไม่เป็นห่วง"
เติงจู "นี่...เหตุใดกัน?"
จูเหยียนก้มหน้าพลางยิ้มบาง เพราะว่า "นักล่าระดับสูงมักจะปรากฏตัวในรูปลักษณ์ของเหยื่อ"
ณ ดินแดนต้นกำเนิดเพลิง เมื่อจีอู๋ซวงค่อยๆเดินลึกเข้าไป มิติพิเศษและพื้นดินรอบข้างก็เริ่มบิดเบี้ยวละลาย มีเสียงบางอย่างที่พังทลายและเดือดพล่านแว่วมา
จีอู๋ซวงแกล้งทำเป็นหวาดกลัว เงยหน้ามองท้องฟ้าสีแดงเพลิงปากก็พร่ำเรียก "ผู้อาวุโส? ท่านประมุขนครจูเชว่? ไม่ใช่ท่านหรือที่เรียกข้ามา?"
"ผู้อาวุโส?"
"ท่านประมุขนครจูเชว่? หากท่านไม่ปรากฏตัว ข้าจะกลับแล้ว"
"ผู้อาวุโส..."
น้ำเสียงของนางสั่นเครือโดยไม่อาจห้าม ราวกับกำลังจมดิ่งสู่ความหวาดกลัว
หลังจากไม่ได้รับการตอบกลับเป็นเวลานาน จีอู๋ซวงจึงหยุดฝีเท้าหมุนตัววิ่งกลับไปตามทางเดิม ทว่าพอหันหลังกลับถึงพบว่าเส้นทางนั้นกลายเป็นลาวาเดือดพล่านไปหมดแล้ว
จีอู๋ซวงตาเบิกกว้าง "นี่...เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?"
นางรีบหยิบป้ายสื่อสารออกมาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กลับพบว่าไม่ว่าจะบีบทำลายป้ายสื่อสารกี่แผ่น เสียงของนางก็ไม่อาจส่งออกไปได้
"อะไรกัน? นี่...เกิดอะไรขึ้น? ผู้อาวุโสเติงจู! ช่วยด้วย! มีใครอยู่บ้าง? มีใครอยู่บ้าง? ช่วยข้าด้วย"
น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นเครือ ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตาดูน่าสงสาร
ผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดชื่นชมอยู่นาน ในที่สุดก็ค่อยๆลอยลงมาจากท้องฟ้า พร้อมเสียงเยาะหยันอย่างไร้ยางอาย "ให้ข้าดูซิว่ามนุษย์ที่ถูกมังกรเลือกเป็นเช่นไร...หึ...ดูท่าจะเป็นเพียงขยะที่รู้จักแต่ร้องไห้ ฮ่าๆๆ"
จีอู๋ซวงรีบเงยหน้านางตกใจจนสูดลมหายใจเฮือก ถอยหลังหลายก้าว "ท่าน...ท่าน...ท่าน...ท่านเป็นใคร? เหตุใดจึงอยู่ในดินแดนต้นกำเนิดเพลิงของนครจูเชว่?"
นั่นคือเงาร่างขนาดมหึมา มองเห็นเค้าโครงของขนนกรางๆ
เงาร่างนั้นหัวเราะเยาะ "ที่นี่คือดินแดนต้นกำเนิดเพลิงของนครจูเชว่ ข้าย่อมเป็นจูเชว่..."
จีอู๋ซวงตาเบิกกว้าง "ท่านคือจูเชว่?"
"แน่นอน" เงาร่างนั้นค่อยๆกางปีกออก ปรากฏร่างขนาดมหึมาที่บดบังทั้งฟ้าและดินตรงหน้าจีอู๋ซวง แม้จะมองไม่เห็นศีรษะและใบหน้าแต่กลับเห็นลวดลายอันงดงามที่ปกคลุมปีกทั้งสอง เปล่งประกายระยิบระยับ แสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้า
"มีเพียงสายเลือดจูเชว่เท่านั้นที่จะมีเชื้อสายบริสุทธิ์และขนปีกงดงามเช่นนี้... เด็กน้อย เมื่อเจ้ารู้แล้วว่าข้าคือสายเลือดจูเชว่ เช่นนั้นก็รีบเอาไข่มังกรในมือเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้"
จีอู๋ซวงเอียงศีรษะ "แต่ว่า...หากท่านเป็นจูเชว่ ท่านจะต้องการไข่มังกรไปทำไมกัน?"
"พูดมากไปแล้ว รีบเอาออกมา"
เมื่อเงาร่างนั้นเปล่งเสียงดังขึ้น จีอู๋ซวงก็พลันตัวสั่นเทาด้วยความกลัวดูอ่อนแอไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง
เงาร่างนั้นยิ่งพอใจมากขึ้น "หากเจ้าไม่ยอมเอาออกมา ข้าจะกินเจ้าให้หมดเสียในคำเดียว!"
เงาร่างพูดพลางอ้าปากกว้างเพื่อข่มขู่จีอู๋ซวง แต่จีอู๋ซวงรอจังหวะนี้อยู่พอดี นางฉวยโอกาสหยิบโอสถวิเศษขึ้นมาแล้วขว้างเข้าไปในปากเงาร่างนั้นทันที
อึก!
เสียงกลืนดังกังวานนั้นทำให้ทั้งเงาร่างและจีอู๋ซวงต่างก็ตะลึง
เงาร่างตกใจ จีอู๋ซวงก็ตกใจเช่นกัน เพราะนางไม่คิดว่าเรื่องจะราบรื่นถึงเพียงนี้...
นี่โง่หรือไร?
"เจ้า...เจ้าให้ข้ากินอะไรเข้าไป?!"
เงาร่างนั้นตกใจมาก พยายามจะทำให้ตนเองอาเจียน แต่จีอู๋ซวงคว้าจะงอยปากไว้ได้ก่อน นางสลัดท่าทางหวาดกลัวและอ่อนแอออกไปพลางพูดเสียงเย็นชา
"ข้าให้เจ้ากินอะไรน่ะหรือ? ก็โอสถระเบิดน่ะสิ เจ้าเคยได้ยินหรือไม่? เป็นโอสถที่เพียงข้าออกคำสั่ง ก็จะทำให้เจ้า...ระเบิดกระจายเป็นชิ้นๆ"
เงาร่าง "???"
"ไม่เชื่อหรือ?" จีอู๋ซวงเลิกคิ้วเล็กน้อย "งั้นข้าจะให้เจ้าดูการระเบิดสักครั้งดีหรือไม่?"
จีอู๋ซวงพูดพลางโยนโอสถวิเศษออกไป มือหนึ่งทำท่าคาถา
"ระเบิด!"
ตูม!
เปลวเพลิงและลาวาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ระเบิดเป็นดอกไม้ไฟบนผืนฟ้า งดงามแต่เต็มไปด้วยอันตราย
เงาร่าง "..."
บัดซบ
จีอู๋ซวงมองสำรวจเงาร่างขึ้นลง พูดเสียงเย็นชา "เลิกแกล้งทำได้แล้ว แสดงร่างที่แท้จริงของเจ้าออกมา"
เงาร่างนั้นเงียบไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ยอมถอดคราบปลอมออกและจีอู๋ซวงก็ได้เห็นร่างที่แท้จริง กลับเป็นนกขนาดใหญ่ที่ทั้งขี้เหร่และไม่มีขน?!
จีอู๋ซวง "..."
นกหัวล้าน "..."
คนกับนกจ้องมองกันอยู่นาน จนสุดท้ายนกหัวล้านทนสายตา 'เห็นใจ' ของจีอู๋ซวงไม่ไหวจึงอดไม่ได้ที่จะด่าออกมา "เจ้าจ้องอะไรของเจ้า! ไม่เคยเห็นนกที่หล่อเหลาสง่างามเช่นข้าหรือไร?"
จีอู๋ซวงมุมปากกระตุก "ก็ไม่ใช่ เพียงแต่ไม่เคยเห็นนกที่หัวล้านเช่นเจ้ามาก่อน..."
นกหัวล้าน "???"
เจ้าไม่มีมารยาทหรือไร?!
นกหัวล้านโกรธจนอยากจะจิกเจาะจีอู๋ซวงสักที แต่นึกขึ้นได้ว่าในท้องของตนยังมี 'โอสถระเบิด' ของจีอู๋ซวงอยู่ จึงได้แต่โกรธจนต้องลับกรงเล็บไปมาแล้วกล่าวเสียงแข็ง "เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่?!"
จีอู๋ซวงหรี่ตาลงกล่าวเสียงเบา "ข้าต่างหากที่ควรถามเจ้าเช่นนั้น เหตุใดจึงปลอมตัวเป็นจูเชว่?"
"มันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?"
"ไม่ยอมพูดหรือ?"
จีอู๋ซวงดีดนิ้วหนึ่งที ไท่ซวีในร่างมังกรเพลิงก็ปรากฏตัวขึ้นทันที แล้วจู่ๆก็อ้าปากกว้างเริ่มกลืนกินเปลวเพลิงโดยรอบ
นกหัวล้านดูเหมือนจะมีความรู้มากกว่าพวกเติงจูและคนอื่นๆข้างนอก เพียงเห็นไท่ซวีก็รู้ว่านี่คือเชื้อเพลิงที่ติดอันดับต้นๆ ในทำเนียบวิถีเพลิงแต่เพราะกลิ่นอายมังกรที่เข้มข้นด้านบน ทำให้มันไม่อาจมองออกในทันทีว่าเป็นเพลิงชนิดใด ได้แต่ตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนไป
"รอก่อน! เจ้าจะทำอะไร? หยุดเดี๋ยวนี้!!!"
บทที่ 925: นกเทพแห่งความตาย
ไท่ซวีดูดกลืนเชื้อเพลิงโดยรอบอย่างบ้าคลั่ง ทำเอาเจ้านกหัวล้านแทบจะขาดใจ แต่ไม่นานมันก็พบความผิดปกติ เพราะจู่ๆมันก็ขยับตัวไม่ได้
พลังกดดันที่ราวกับภูผากำลังพังทลายนั้น กลับแผ่ออกมาจากร่างของจีอู๋ซวง?!
"เจ้าเป็นใครกันแน่!"
จีอู๋ซวงยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชนและหินที่หลอมละลาย เงยหน้าขึ้นยิ้มบาง "เจ้าก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ข้าคือองค์หญิงจีอู๋ซวง"
นกหัวล้านตกใจจนทำอะไรไม่ถูกมองไปยังที่ไกลๆตามที่พลังเชื้อเพลิงค่อยๆสูญสลายไป เหวลึกที่ถูกห่อหุ้มด้วยความร้อนก็ค่อยๆปรากฏให้เห็น
"ข้าจะบอก!" ก่อนที่เหวลึกจะปรากฏชัดเจน นกหัวล้านก็ทนไม่ไหวตะโกนออกมาเสียก่อน "ข้าจะบอกทุกอย่าง เจ้าหยุดเถอะ! ท่านจูเชว่อยู่ในส่วนลึกของเหวเพลิง หากเปลวเพลิงเหือดแห้ง ท่านจะสิ้นชีพ..."
"อ้อ?"
"เจ้ารีบหยุดเถิด!"
"จริงหรือ? ข้าไม่เชื่อ เห็นได้ชัดว่าเจ้าแค่ปลอมตัวเป็นจูเชว่ หวังจะได้รับการบูชาจากนครจูเชว่เพื่อหลอกลวงผู้คนให้เร่งการบ่มเพาะ ขนนกที่เสื่อมถอยราวถูกสาปของเจ้านั่นแหละ คือหลักฐานที่ดีที่สุด"
"ข้าไม่ได้โกหก!" นกหัวล้านร้องเสียงแหลมดังสนั่น ดวงตาแดงก่ำราวกับจะมีเลือดหยดออกมา "เป็นความจริง เป็นความจริง ท่านจูเชว่อยู่ข้างใน...ข้ายอมรับว่าหลอกลวงผู้คนในนครจูเชว่ ให้พวกเขาถวายเครื่องบูชาให้พวกเขายังคงศรัทธาในท่านจูเชว่ แต่นั่นก็เพราะท่านจูเชว่กำลังจะร่วงหล่น หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา วิญญาณของท่านจูเชว่ก็จะสลายหายไปเสียแล้ว..."
"คำพูดนี้เป็นความจริงหรือ?"
"เป็นความจริง"
จีอู๋ซวงตรวจดูกำแพงพลังและคาถาห้ามโดยรอบ แล้วใช้การแสดงความศักดิ์สิทธิ์โลกใบน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด จากนั้นก็ยิ้มสดใสให้นกหัวล้านทันที "พอดีเลย ข้ายังไม่เคยเห็นจูเชว่เลยสักครั้ง พาข้าไปดูหน่อย"
นกหัวล้านไม่คิดว่าตนจะอ้างถึงท่านจูเชว่แล้ว จีอู๋ซวงก็ยังคงมีท่าทีไม่จริงจังเช่นนี้ จึงโกรธจนแทบระเบิด "นั่น นั่นคือท่านจูเชว่นะ!"
"ข้ารู้แล้ว"
"เจ้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา มีสิทธิ์อันใดไปพบท่านจูเชว่?!"
จีอู๋ซวงยิ้มกว้างขึ้นเปลวเพลิงลุกโชนรอบกาย จิตสังหารของนางแปรเปลี่ยนเป็นหอกสามง่ามปักตรึงร่างนกหัวล้านไว้กับท้องฟ้า เปลวเพลิงกลายร่างเป็นมังกรและงูพันเกี่ยวเรือนผมยาวของจีอู๋ซวงดั่งดาวประกายพรึกที่ส่องแสงในราตรี เปล่งประกายระยิบระยับ
"ก็เพราะกำปั้นของข้าแข็งแกร่งน่ะสิ"
นกหัวล้านถูกคำพูดนั้นทำเอาสำลัก มันเห็นจีอู๋ซวงค่อยๆร่ายคาถา รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าจางหายไปเหลือไว้เพียงความเยือกเย็น
"ไม่บอกก็ไม่เป็นไร ข้าฆ่าเจ้าแล้วค่อยๆตามหาเองก็ได้"
หัวใจของนกหัวล้านบีบรัด มันพลันพบว่าตนไม่มีทางเลือก เปลวเพลิงแห่งดินแดนต้นกำเนิดเพลิงไม่อาจเผาผลาญจีอู๋ซวง พลังของมันก็ไม่อาจต่อกรกับจีอู๋ซวง อีกทั้งจีอู๋ซวงยังฝังโอสถระเบิดไว้ในร่างมันด้วย
นกหัวล้านถอนหายใจเบาๆ ในที่สุดก็ยอมส่งเสียงร้องเปิดทาง เผยให้เห็นภาพใต้ลาวาเพลิงเป็นแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
บนแท่นบูชาปกคลุมด้วยผลึกสีแดงเพลิงที่เข้มข้นและลึกลับ ร้อนแรงและสว่างจ้ายิ่งกว่าเปลวเพลิงราวกับแก่นแท้ของดวงอาทิตย์
และใต้ผลึกนั้น จีอู๋ซวงเห็นปีกคู่หนึ่งที่กางใหญ่จนบดบังผืนฟ้าและแผ่นดิน...
สีแดงบริสุทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์นั้น
สีแดงอันยิ่งใหญ่และสง่างามนั้น
แผ่ซ่านพลังที่ลึกล้ำยิ่งกว่าความตาย...
คือจูเชว่
หนึ่งในสี่สัตว์เทพโบราณ
ผู้พิทักษ์กฎสวรรค์และวิถีเต๋าอันยิ่งใหญ่
จีอู๋ซวงจ้องประกายสีแดงนั้นอย่างเย็นชา ส่วนนกหัวล้านที่อยู่ข้างๆ ก็พยายามดิ้นจนหลุดจากหอกสามง่าม ก้าวอย่างนอบน้อมไปที่หน้าแท่นบูชา เงยหน้ามองไปที่จีอู๋ซวงแล้วกล่าว "เจ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่? พอใจแล้วหรือยัง?"
จีอู๋ซวงหันมามอง "ไม่พอใจ"
นกหัวล้านตกใจ ยังไม่ทันเข้าใจความหมายของจีอู๋ซวง นางก็ชักกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็ว
คมกระบี่แหวกว่าย พลังกระบี่พุ่งทะยาน ฟันผลึกบนแท่นบูชาขาดสะบั้นราวกับกิ่งไม้แห้งแล้วบดขยี้ลงไปเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่ากำลังจะฟันร่างจูเชว่ออกเป็นสองส่วน นกหัวล้านไม่คิดชีวิตพุ่งเข้าขวางไว้ทันที
"หยุดนะ!!!"
แต่กระบี่ของจีอู๋ซวงเร็วกว่านกหัวล้านมากนัก มันทำอะไรไม่ได้เลย
กระบี่ของจีอู๋ซวงเล็งไปที่ลำคอของจูเชว่ เป้าหมายของนางคือการฟันศีรษะของจูเชว่ให้ขาดในคราวเดียว!
"อ๊า..."
นกหัวล้านสมองว่างเปล่าไปหมด เพราะไม่มีขนสีหน้าอันเศร้าสร้อยของมันจึงดูเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น
"อย่า!"
"อย่า!"
ดูเหมือนฟ้าดินจะได้ยินคำภาวนาของนกหัวล้าน ในตอนที่จูเชว่กำลังจะถูกตัดหัวออกจากร่าง มันก็พลิกตัวหลบไปได้อย่างฉิวเฉียด
ตึง! ตึง! ตึง!
การพลิกตัวของจูเชว่ในครั้งนี้ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดขึ้นในท้องฟ้า...ขนอันงดงามดั่งเปลวเพลิงของจูเชว่ค่อยๆร่วงหล่น เผยให้เห็นผิวหนังสีชมพูเป็นบริเวณกว้าง รวมถึงดวงตาชั่วร้ายที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและเย็นชาฝังอยู่บนผิวหนังนั้นมากมาย
ดวงตาเหล่านั้นไม่ได้จ้องมองนกหัวล้าน...พวกมันขยับและสั่นไหวไม่หยุด ดูหนาแน่นไปหมด เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น ในที่สุดก็จ้องเขม็งไปที่จีอู๋ซวงพร้อมเสียงคำรามแหลมเล็กที่แสบแก้วหู
"แค่ก แค่ก แค่ก...เด็กน้อย เจ้ามองผ่านการปลอมแปลงของเทพเช่นข้าได้อย่างไรกัน?"
จีอู๋ซวงมองนกที่มีรูปร่างอัปลักษณ์และน่าขนลุกตรงหน้าอย่างเงียบๆ แทนที่จะตอบนางกลับยิ้มและเอ่ยเสียงเบา "กล้าเรียกตัวเองว่า 'เทพ' เช่นนี้ เจ้าช่างวางท่าไม่น้อยเลยนะ หรือเจ้าคิดว่าแค่กลืนกินเลือดเนื้อของจูเชว่ ครอบครองพลังสายเลือดของจูเชว่ ก็จะกลายเป็นจูเชว่ตัวจริงได้หรือ?"
นกตัวนั้นแค่นเสียงเย็นชา สั่นร่างที่เต็มไปด้วย 'ดวงตา' ค่อยๆลุกขึ้นจากแท่นบูชา พลังกดดันที่ทำให้หัวใจสั่นสะท้านนั้นราวกับสายลมและสายฝนที่พัดกระหน่ำ
มันกะพริบตาเบาๆ เอ่ยเสียงเย็น "เด็กน้อย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าควรยุ่ง หากไม่อยากตายก็จงไปจากที่นี่เสีย..."
จีอู๋ซวงมองไปที่ใต้ร่างของนกตัวนั้น ที่นั่นเต็มไปด้วยขนนกสีดำสนิทนุ่มนิ่ม สะท้อนเป็นสีสันงดงามตระการตาภายใต้แสงไฟ
จีอู๋ซวงรู้สึกว่าขนนกเหล่านี้ดูคุ้นตา นางจึงมองไปที่นกหัวล้านข้างๆ สังเกตเห็นว่ามันยังมีขนอ่อนเหลืออยู่หนึ่งถึงสองเส้น เป็นสีดำลวดลายเหมือนกัน
ดังนั้น...
มันไม่ใช่นกหัวล้านแต่เป็นนกโง่ที่ทุ่มเททั้งหัวใจดูแล 'จูเชว่' ด้วยกลัวว่าสิ่งที่มันเคารพบูชาจะหนาวเหน็บและทุกข์ทรมาน
น่าเสียดายที่จูเชว่ตายไปนานแล้ว
จีอู๋ซวงขมวดคิ้วถาม "เหตุใดเจ้าจึงขโมยพลังของจูเชว่?"
นกตัวนั้นหัวเราะเยาะ "จูเชว่เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ ใครบ้างไม่อยากสืบทอดพลังของจูเชว่? แม้ไม่ใช่ข้าก็ต้องมีเผ่าพันธุ์อื่นมาเอาไป เมื่อเป็นเช่นนั้น...ทำไมจะให้พลังจูเชว่แก่ข้าไม่ได้? บางทีด้วยความเมตตาของข้า อาจจะปกป้องนครจูเชว่ได้บ้าง"
"เจ้าพูดเหลวไหล!" นกหัวล้านที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ในที่สุดก็เข้าใจว่าสิ่งที่ตนและชาวนครจูเชว่ทุ่มเทปกป้องมาตลอดนั้นไม่ใช่ท่านจูเชว่ แต่เป็นสวะตัวนี้ "ว่างมู่! เจ้า!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!! เจ้ากล้าหลอกข้า!!!"
ว่างมู่?
จีอู๋ซวงแปลกใจเล็กน้อย นึกในใจว่านกที่มีดวงตาเต็มตัวและน่าเกลียดน่ากลัวนี้ คือนกเทพว่างมู่ที่ว่ากันว่าสามารถท่องไปมาระหว่างเส้นแบ่งแห่งความเป็นความตายในตำนานหรือ?
เอ่อ...
ต้องบอกว่าสมกับเป็นสุนทรียะในยุคบรรพกาล ช่างสร้างความตกตะลึงเหลือเกิน!
ว่างมู่เป็นนกเทพสายเลือดพิเศษที่เกิดในยุคบรรพกาล พวกมันเติบโตในดินแดนที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความตาย คอยกลืนกิน 'การร่วงหล่น' เพื่อบำรุงเลี้ยง 'ดวงตาแห่งความตาย' บนร่างของตน
ยิ่งนกเทพว่างมู่มีดวงตาแห่งความตายมากเท่าไร ก็ยิ่งแสดงว่าสายเลือดบริสุทธิ์มากเท่านั้น เมื่อ 'เปิดตา' แล้ว พลังความสามารถก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก
ในสมัยยุคบรรพกาลนกเทพว่างมู่ถึงขั้นสามารถท่องไปมาระหว่างโลกคนเป็นและปรโลกได้
นกเทพว่างมู่ตรงหน้ามีดวงตาเต็มร่างและเปิดทั้งหมดแล้ว นั่นหมายความว่ามัน 'สำเร็จวิชา' สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการและออกจากที่นี่ได้ทุกเมื่อ ท่องเที่ยวไปทั่วจักรวาลได้ตามใจปรารถนา
ไม่แปลกที่จะเรียกตัวเองว่า 'เทพ'
นกเทพว่างมู่เพียงเหลือบมองนกหัวล้านอย่างเย็นชา ก็ใช้พลังกดดันซัดมันร่วงลงจากอากาศจมลงในลาวาเดือดพล่าน ถูกเปลวไฟรุมล้อมจนดิ้นรนทุรนทุราย
"อีกาเงา..." นกเทพว่างมู่ทอดสายตามองนกหัวล้านที่กำลังดิ้นรนอย่างทรมาน น้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกใบหน้าบิดเบี้ยวชั่วร้าย "ขยะเช่นเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาตะโกนใส่ข้า?"
พูดจบลาวารอบด้านก็พลุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่ง กลืนกินร่างของนกหัวล้านหรืออีกาเงาไปในพริบตา ไม่นานรอบด้านก็เหลือเพียงนกเทพว่างมู่กับจีอู๋ซวง
คนกับนกจ้องมองกันผ่านลาวาที่พุ่งขึ้น ผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ ดวงตาทั้งหมดของนกเทพว่างมู่ก็จ้องมองมาที่จีอู๋ซวงพร้อมกัน แม้จีอู๋ซวงจะมีจิตใจเข้มแข็งก็อดรู้สึกขนลุกซู่ไม่ได้
"จงส่งมอบเชื้อเพลิงในมือเจ้ามา"
จีอู๋ซวงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ "หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าไม่ได้เป็นผู้ใช้ธาตุไฟมิใช่หรือ? เจ้าต้องการเชื้อเพลิงไปทำอะไร?"
นกเทพว่างมู่กล่าวอย่างไม่พอใจ "เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ายุ่ง เด็กน้อย ส่งเชื้อเพลิงในมือเจ้ามา แล้วข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า..."
บทที่ 926: ข้าเขินไปหมดแล้ว
จีอู๋ซวงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ยว่า "หากข้าไม่ยอมมอบให้เล่า?"
นกเทพว่างมู่อ้าปากกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่ซ่อนอยู่ในจะงอยปาก "ดวงตาแห่งความตาย" นับร้อยบนร่างของมันค่อยๆแผ่พลังวิญญาณออกมา "ก็คงต้องส่งเจ้าขึ้นสวรรค์แล้วละ เด็กน้อยจากปรโลก..."
ลาวาที่เดือดพล่านถูกพลังนี้กดจนสงบนิ่ง
ชั่วพริบตา ทั้งฟ้าและดินราวกับเปลี่ยนเป็นโลกอีกใบ
ทำให้จีอู๋ซวงรู้สึกราวกับตกลงสู่ปรโลก
สมแล้วที่เป็นนกเทพว่างมู่ผู้ท่องไปมาระหว่างโลกมนุษย์และปรโลก ระหว่างความเป็นและความตาย
ไม่ต้องพูดถึงพลังของมันแค่รูปลักษณ์ก็น่าขนลุกจนแทบสิ้นใจแล้ว แต่ที่มันเรียกนางว่า 'เด็กน้อยจากปรโลก' มันสามารถมองเห็นปราณวิญญาณของนางได้หรือ?
"เจ้ามองออกถึงที่มาของข้าหรือ?"
"แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าในฐานะวิญญาณจากปรโลกจึงสามารถกลมกลืนกับโลกนี้และร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่หากข้าต้องการก็สามารถเตะเจ้ากลับปรโลกได้ทุกเมื่อ"
จีอู๋ซวงได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกาย "จริงหรือ? อย่าหลอกข้าเชียวนะ คราวหน้าข้าไปปรโลกก็อย่าลืมเปิดประตูให้ข้าด้วย"
นกเทพว่างมู่ "???"
ไม่ใช่สิ?
ข้าบอกว่าจะเตะนางกลับไป นางไม่ควรจะงงงวยและหวาดกลัวหรือ?
เหตุใดถึงมีสีหน้าตื่นเต้นเช่นนี้?
เด็กน้อยผู้นี้คงสมองไม่ค่อยดีกระมัง?
จีอู๋ซวงยิ้มเผยฟันขาว "ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่ ผู้อาวุโสต้องการเชื้อเพลิงไปทำอะไรหรือ?"
พอได้ยินว่านกเทพว่างมู่สามารถส่งตนไปปรโลกได้ จีอู๋ซวงก็กลายเป็นคนมีมารยาทขึ้นมาทันที พูดจาเรียกผู้อาวุโสไปเสียทุกคำ
"เด็กน้อยอย่าถามมาก" นกเทพว่างมู่ตกตะลึงเล็กน้อยก่อนจะรีบทำท่าดุร้ายน่ากลัว
"หากถามมากอีก ข้าจะกินเจ้าเสียให้หมดในคำเดียว!!!"
จีอู๋ซวงมองสำรวจนกเทพว่างมู่อยู่นาน ก่อนจะร้องอ๋อ "ผู้อาวุโสต้องการบ่มเพาะต้นกำเนิดเพลิงของนครจูเชว่ใช่หรือไม่? ไม่นึกเลยว่าท่านจะมีน้ำใจเช่นนี้"
นกเทพว่างมู่ดูเหมือนถูกจีอู๋ซวงพูดแทงใจดำ ร่างสีชมพูพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ตวาดด้วยความโกรธจัดว่า "เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหลเช่นนี้! ข้าไม่ใช่นกแบบนั้น! อย่ามากความ! รีบส่งเชื้อเพลิงมา! มิเช่นนั้นข้าจะกลืนเจ้าทั้งตัว!"
จีอู๋ซวงชี้ฟ้าด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือชี้พื้นยิ้มตาหยีพลางกล่าว "ขออภัย ทำไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้ผู้อาวุโสอยู่ในโลกใบน้อยของข้า ถ้าจะกลืนก็ต้องเป็นข้าที่กลืนท่านสิ"
นกเทพว่างมู่ชะงัก อดไม่ได้ที่จะกลอกตาทุกดวงบนร่างพร้อมกัน "เด็กน้อยเจ้านี่ช่างพูดกันไม่เกรงใจเสียจริง ยังจะแสดงความศักดิ์สิทธิ์อะไรอีก เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นคนเป็นๆจริงๆหรือ..."
คำพูดครึ่งหลังของนกเทพว่างมู่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ติดค้างอยู่ในลำคอเสียดื้อๆ
เพราะรอบกายจีอู๋ซวงมีพลังเต๋าพวยพุ่งออกมาไม่หยุด แม้จะยังดูอ่อนด้อยแต่ก็เป็น 'วิถีสวรรค์' อย่างแท้จริง
นั่นก็หมายความว่า...
เด็กน้อยจากปรโลกที่ดูธรรมดาสามัญ อ่อนแอบอบบาง กลับเป็นผู้ครองการแสดงความศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
แต่เผ่าปรโลกไม่มีการแบ่งระดับศักดิ์สิทธิ์อะไรเช่นนี้...
ดังนั้นเด็กคนนี้ไม่ใช่เผ่าปรโลกกระมัง? แต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต? และยังสามารถแสดงความศักดิ์สิทธิ์ได้?
สวรรค์!
นี่คือแกล้งทำตัวเป็นเด็กน้อยสินะ!
เมื่อเห็นนกเทพว่างมู่ใช้ดวงตามากมายจ้องมองตนไม่วางตา จีอู๋ซวงก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากพลางเอ่ยว่า "ท่านผู้อาวุโส ท่านปิดดวงตาอื่นๆบ้างไม่ได้หรือ?"
นกเทพว่างมู่เคยได้ยินคำวิจารณ์คล้ายๆกันนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ประโยคต่อมามักจะเป็น 'เจ้าช่างน่าเกลียดเหลือเกิน' 'ดวงตาของเจ้าช่างน่าขยะแขยง' 'เจ้าเป็นปีศาจอะไรกัน' 'เจ้าช่างน่ากลัวนัก' และอื่นๆ
นกเทพว่างมู่ชินชากับคำวิจารณ์เช่นนี้แล้ว และไม่เคยเก็บมาใส่ใจ
เพราะโดยทั่วไปผู้ที่วิจารณ์มันเช่นนี้นั้น ล้วนกลายเป็นวิญญาณใต้กรงเล็บของมัน ถูกมันกลืนกินในคำเดียว
ทว่าประโยคต่อมาของจีอู๋ซวงเกือบทำให้มันสะดุ้งโหยง
"แค่กๆ ท่านผู้อาวุโส สายตาของท่านช่างร้อนแรงเหลือเกิน มองจนข้ารู้สึกเขินไปหมดแล้ว"
นกเทพว่างมู่ "..."
เอาเถอะ เจ้านี่มันยั่วยวนจริงๆ...
นกเทพว่างมู่จำต้องหลับตาดวงอื่นๆ ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว "เจ้าต้องการอะไร ถึงจะยอมนำเชื้อเพลิงออกมา?"
จีอู๋ซวงส่ายหน้า "ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่ยอม อีกอย่างหากข้านำเปลวเพลิงออกมา ที่นี่รับไม่ไหวแน่"
นกเทพว่างมู่ "..."
มันอยากจะเหน็บแนมจีอู๋ซวงจริงๆ ว่าช่างมั่นใจเหลือเกิน ถึงกับบอกว่าต้นกำเนิดเพลิงของนครจูเชว่อันยิ่งใหญ่จะรับเชื้อเพลิงของนางไม่ไหว?
"เพราะของข้าคือเพลิงไท่ซวี"
อะไรนะ?
จีอู๋ซวงปลดปล่อยลมหายใจมังกรบนร่างไท่ซวีออก เปลวเพลิงอันทรงพลังพวยพุ่งท่วมท้นฟ้าดิน จนกระทั่งลมหายใจแห่งไฟทั้งหมดในที่นี้ยังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
นี่...คือการยอมศิโรราบต่อผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
นกเทพว่างมู่งงงันทั้งตัว ดวงตาที่เพิ่งหลับลงไปเมื่อครู่ลืมขึ้นอีกครั้ง "เจ้าเป็นใครกันแน่!" ทั้งแบกรับลมหายใจแห่งเผ่าปรโลก แต่กลับมีพลังแห่งชีวิต ทั้งยังสามารถควบคุมเพลิงไท่ซวีและยังแสดงความศักดิ์สิทธิ์โลกใบน้อยได้ด้วย!
เป็นเพราะมันอยู่ในนครจูเชว่นานเกินไปหรือไม่? เหตุใดถึงรู้สึกเหมือนตามยุคสมัยไม่ทัน?
จีอู๋ซวงยิ้มตาหยี พูดว่า "ข้ารู้ว่าท่านหลงใหลข้า จึงชอบจ้องข้าด้วยสายตาร้อนแรงเช่นนี้..."
นกเทพว่างมู่ "..."
นกเทพว่างมู่หลับตาทั้งหมดลงเงียบๆ กลัวว่าหากลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วจะเห็นจีอู๋ซวง ถึงขั้นใช้ผ้าแพรผูกตาทั้งหมดเอาไว้ แล้วจึงพูดว่า "เจ้าจะพูดได้หรือยัง?"
จีอู๋ซวงทิ้งตัวนั่งลงบนลาวา แล้วตบที่ว่างข้างกาย "มานั่งคุยกันสิ"
นกเทพว่างมู่ส่ายหน้าปฏิเสธ พูดเสียงแผ่ว "ไม่ละ ข้าทนไม่ไหว..."
นกเทพว่างมู่ไม่ได้เกิดมาเป็น 'นกไร้ขน' ตั้งแต่แรก มันมีขนนกเช่นนกทั่วไป แต่เพื่อปลอมตัวเป็น 'จูเชว่' มันจึงสัมผัสกับต้นกำเนิดเพลิงในดินแดนต้นกำเนิดเพลิงของนครจูเชว่มาตลอด จนขนทั้งหมดถูกไฟเผาไหม้หมดสิ้น
มันที่น่าเกลียดอยู่แล้ว ยิ่งน่าเกลียดขึ้นไปอีกกลายเป็นสภาพเช่นนี้
จีอู๋ซวงกะพริบตา หยิบหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วออกมาจากมิติพิเศษให้มัน พลางพูดว่า "ผู้อาวุโส ท่านไม่ใช่ธาตุไฟ และพลังของท่านก็แข็งแกร่งมาก ไม่จำเป็นต้องใช้พลังของจูเชว่เลยมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดท่านจึงดูดซับพลังจูเชว่ไว้และอยู่ที่นี่เพื่อปลอมตัวเป็นจูเชว่เล่า?"
นกเทพว่างมู่รู้สึกมึนงงไปทั้งตัว "นี่คือ...หญ้า...หญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่ว? เจ้ามีมันได้อย่างไร?"
"ข้าไม่ได้มีแค่หญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วเท่านั้น" จีอู๋ซวงโบกหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วในมือไปมา พลางพูดว่า "ขอเพียงท่านตอบคำถามข้า ข้าจะมอบมันให้ท่าน"
นกเทพว่างมู่ "..." น่าโมโห มันอยากได้จริงๆ!!!
เพราะความพิเศษของนกเทพว่างมู่ที่ท่องไปมาระหว่างปรโลกและโลกคนเป็น แม้แต่แผนภาพทำนายฟ้าก็ไม่อาจทำนายเส้นทางทั้งหมดของมันได้
เพียงแต่จากส่วนที่คำนวณได้ก็เห็นได้ไม่ยากว่านกเทพว่างมู่เพียงแค่เกิดมา 'พิเศษ' เท่านั้น ตัวมันเองไม่ได้ชั่วร้ายและบนตัวมันก็ไม่มีความอาฆาตแค้น ตรงกันข้ามยังมีรัศมีศักดิ์สิทธิ์จาง ๆ จีอู๋ซวงคาดเดาว่านั่นคงเป็นผลบุญที่นครจูเชว่มอบให้
แต่นั่นยังไม่พอจีอู๋ซวงต้องแน่ใจว่า นกเทพว่างมู่ไม่มีเจตนาร้ายต่อนครจูเชว่ จึงจะนำไข่จูเชว่ออกมาได้
ดังนั้น จีอู๋ซวงจึงนำหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วออกมาเพื่อทดสอบ
ไม่คาดว่านกเทพว่างมู่เพียงกัดฟันแล้วตัดสินใจหันสายตาหนีอย่างเด็ดขาด "ข้าจะไม่บอกเจ้า ในเมื่อเชื้อเพลิงของเจ้าไม่อาจหลอมรวมกับดินแดนต้นกำเนิดเพลิงได้ เจ้าก็รีบจากไปเถิด"
เมื่อจีอู๋ซวงเข้าใกล้จึงพบว่าบนผิวหนังที่เปลือยเปล่าของมัน นอกจาก 'ดวงตาแห่งความตาย' แล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นรอยแผลไหม้จากเปลวเพลิงและความร้อนทั้งสิ้น
จีอู๋ซวงถอนหายใจเบาๆ แล้วยัดเยียดหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วเข้าปากมัน "ก็ได้ ถือว่าข้าอยากให้ท่านก็แล้วกัน ท่านกินเถิด"
"เจ้า (เคี้ยวๆๆ)...ข้าจะไม่ยอมจำนน (เคี้ยวๆๆ)..."
เมื่อดูดซับหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วแล้วขนอ่อนใหม่ก็ค่อยๆงอกขึ้นบนตัวนกเทพว่างมู่กลับเป็นสีสันที่บิดเบี้ยว มืดมนดั่งอสุรกายและภูติผี ดุจคลื่นบนทะเลหมิงไห่
เพียงแค่มองครู่เดียว ก็ทำให้คนวิงเวียนศีรษะหัวใจสั่นสะท้าน
จีอู๋ซวงเห็นแล้วก็อุทานชื่นชมไม่หยุด "ว้าว ไม่คิดว่าขนของผู้อาวุโสจะพิเศษและงดงามเหมือนดวงตาของท่าน..."
นกเทพว่างมู่ก้มหน้านิ่ง เพียงจ้องมองขนใหม่บนร่างตัวเองไม่วางตา
ตอนที่จีอู๋ซวงคิดว่านกเทพว่างมู่คงไม่พูดอะไร มันก็พูดขึ้นทันที "เด็กน้อย เจ้าจะเข้าใจอะไร ขนเช่นนี้หากเดินอยู่ในปรโลกอาจจะงดงาม แต่ในหมู่เผ่าต่างๆของจักรวาล...มันคือเคราะห์กรรม"
จีอู๋ซวงดวงตาวาววับ "ขอฟังรายละเอียดด้วย"
นกเทพว่างมู่ว่าเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว การปิดบังก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป จึงค่อยๆเล่าเรื่องราวออกมา...
บทที่ 927: ได้อย่างเสียอย่าง
เผ่านกเทพว่างมู่ถือกำเนิดขึ้นในยุคบรรพกาลแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป สายเลือดของนกเทพว่างมู่ก็เจือจางลงเรื่อยๆ
อีกทั้งเพราะไม่สามารถได้รับพลังจาก 'การร่วงหล่น' ทำให้พลังของนกเทพว่างมู่อ่อนแอลง แต่สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือรูปลักษณ์ของนกเทพว่างมู่
เผ่านกร้อยตระกูลล้วนถือว่าความงดงามของขนนกเป็นความงาม ไม่ว่าจะเป็นเฟิ่งหวง จูเชว่ ชิงเหนี่ยว ชิงหลวน เสวียนเหนี่ยว ล้วนมีรูปร่างสง่างามและขนนกอันงดงาม ดังนั้นนกเทพว่างมู่ที่พลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ จึงมีชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่เผ่านกร้อยตระกูลไม่สู้ดีนัก
การเยาะเย้ย เสียดสี กดขี่ ดูถูก และด่าทอ ล้วนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
เมื่อ 'ดวงตาแห่งความตาย' ค่อยๆปรากฏบนร่างของมัน ความอาฆาตที่มันได้รับก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีสหายที่คอยสนับสนุนอย่างอีกาเงา แต่มันก็ไม่อาจระบายความทุกข์และความเจ็บปวดในใจออกมาได้
ในที่สุดนกเทพว่างมู่ที่ทนรับสิ่งเหล่านี้ไม่ไหว จึงแอบจากโลกของเผ่านกร้อยตระกูลไป มันตัดสินใจออกไปฝึกฝนเพื่อหาหนทางของตัวเอง แต่เพราะรูปร่างที่น่าเกลียดน่ากลัวจึงต้องเผชิญกับความอาฆาตและการทดสอบเอาชีวิตอยู่เสมอ
อาจเป็นเพราะฟ้าดินเมตตา ท่ามกลางความเป็นความตาย พลังของนกเทพว่างมู่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยพลังวิเศษ 'วิชาหยินหยางดาวตก
นกเทพว่างมู่ที่จิตใจกว้างขวางขึ้นมากแล้ว ตัดสินใจกลับไปดูเผ่าพันธุ์ของตน มันยังจำสายตาที่เป็นห่วงของสหายอีกาเงาตอนที่มันจากมาได้
มันอยากบอกอีกาเงาว่าตนเองเป็นอยู่ดี
อีกาเงาเป็นนกตัวเดียวในเผ่านกร้อยตระกูลที่ยอมคบหากับนกเทพว่างมู่
ต่างจากนกเทพว่างมู่ ขนของอีกาเงาดูเหมือนจะดำสนิทแต่เมื่อมีแสงสะท้อนก็จะงดงามราวกับอัญมณี ดังนั้นอีกาเงาจึงเป็นที่นิยมมากในเผ่านกร้อยตระกูล
ด้วยกำลังใจจากอีกาเงา วันเวลาของนกเทพว่างมู่ในเผ่านกร้อยตระกูลจึงไม่ได้สิ้นหวังนัก
มันอยากบอกสหายเก่าว่าตนเองเป็นอยู่ดี
แต่เมื่อกลับมาถึงเผ่าพันธุ์ มันถึงได้รู้ว่าอีกาเงาไปเป็นองครักษ์ให้ท่านจูเชว่ที่นครจูเชว่
ยังไม่ทันที่นกเทพว่างมู่จะรู้สึกผิดหวัง มันก็ได้ยินข่าวว่าท่านจูเชว่ร่วงหล่นสิ้นชีพ และนครจูเชว่กำลังตกอยู่ในอันตราย
นกเทพว่างมู่รีบรุดไปยังนครจูเชว่ พบว่าฝ่ายต่างๆกำลังรวมตัวกันโจมตี เตรียมจะแบ่งนครจูเชว่ออกเป็นส่วนๆ
ต้นกำเนิดเพลิงของนครจูเชว่ก็สั่นคลอนไม่หยุด ดูเหมือนจะใกล้แตกสลาย อีกาเงาและผู้คนในนครจูเชว่พยายามปกป้องสุดกำลัง แม้จะบาดเจ็บทั่วร่างก็ไม่ยอมอ่อนข้อ
นกเทพว่างมู่ร้อนใจจึงใช้พลังวิเศษของตนไปตามหา 'รัศมีดาวตก' ของจูเชว่ในเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตาย...
มันพบการร่วงหล่นของจูเชว่จริงๆ เพื่อปกป้องอีกาเงาและนครจูเชว่ มันจึงดูดซับการร่วงหล่นของจูเชว่ทันที แล้วแสร้งทำเป็นว่าจูเชว่มาปรากฏในนครจูเชว่ จนขับไล่ผู้รุกรานสำเร็จ
น่าเสียดายที่การดูดซับการร่วงหล่นของจูเชว่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
เปลวเพลิงเผาไหม้ขนบนร่างของนกเทพว่างมู่จนหมด ทำให้รูปลักษณ์ที่เดิมไม่งดงามอยู่แล้วกลายเป็นน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น...
โดยเฉพาะ 'ดวงตาแห่งความตาย' บนร่าง ทำให้ทุกชีวิตไม่กล้าเข้าใกล้
มีเพียงอีกาเงาที่เข้ามากอดมัน พลางกล่าวว่า "เจ้ายังรู้จักกลับมาด้วยหรือ?"
นกเทพว่างมู่คิดในใจ เพื่อสหายเพียงผู้เดียวมันถึงกับสูญเสียขนทั้งหมดไป ช่างขาดทุนเหลือเกิน...
อีกาเงาไม่รู้ถึงการเสียสละของนกเทพว่างมู่ เพียงแต่กล่าวว่า "ท่านจูเชว่กลับมาแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปพบท่าน"
นกเทพว่างมู่ต้องกลืนคำพูดที่จวนจะหลุดออกจากปากกลับเข้าไป
มันจะบอกสหายเก่าได้อย่างไรว่า จูเชว่ได้ 'ร่วงหล่น' ไปแล้ว และการ 'ปรากฏกายของจูเชว่' เมื่อครู่นั้น เป็นเพียงการปลอมแปลงด้วยพลังวิเศษของมันเท่านั้น
แต่อีกาเงายังคงพร่ำพูดไม่หยุด ทุกประโยคล้วนเกี่ยวกับท่านจูเชว่ที่มันเคารพบูชา ไม่เพียงแค่อีกาเงาแต่รวมถึงทุกชีวิตที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของจูเชว่ ในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวังและโล่งใจ รวมถึงความหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย
"โชคดีที่ท่านจูเชว่กลับมาแล้ว มิเช่นนั้นนครจูเชว่คงตกอยู่ในอันตราย..."
"ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าอาการของท่านจูเชว่จะเป็นอย่างไรบ้าง รุนแรงหรือไม่"
"หวังว่าท่านจะปลอดภัย พวกมันช่างน่ารังเกียจนักแต่ละตนเหมือนหมาป่าและเสือดาว!"
"น่าโมโห รอให้ท่านจูเชว่ฟื้นตัว รอให้พวกเราซ่อมแซมต้นกำเนิดเพลิงให้ดี จะต้องให้พวกมันได้เห็นดีกันสักหน่อย!"
"ว่างมู่ เหตุใดเจ้าจึงไม่พูดอะไรเลย?"
นกเทพว่างมู่ "..."
นกเทพว่างมู่เผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของทุกคน จู่ๆก็ไม่รู้ว่าควรจะบอกพวกเขาอย่างไรว่าจูเชว่ได้ 'ร่วงหล่น' ไปแล้ว หากบอกความจริงกับพวกเขา สิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่จะเป็นอะไร?
เป็นความตาย?
เป็นความแตกสลาย?
เป็นการพังทลาย?
อีกาเงาถามอย่างงุนงง "ว่างมู่ เจ้าเป็นอะไรไป?"
นกเทพว่างมู่จู่ๆก็พูดไม่ออก สุดท้ายมันจึงอ้างว่ามีธุระ แล้วออกจากนครจูเชว่อย่างเปิดเผย แต่ความจริงแล้วมันแปลงร่างเป็นจูเชว่ด้วยพลังที่ดูดซับมาจากการร่วงหล่น แล้วกลับเข้าไปในส่วนลึกของนครจูเชว่...
หลังจากนั้น 'จูเชว่' ก็เริ่มบาดเจ็บสาหัสและจำศีล อีกทั้งยังห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้และคุ้มครอง ยกเว้นอีกาเงา
อีกาเงาถอนขนทั้งหมดของตนเพื่อทำรังให้จูเชว่นอนได้สบายขึ้น
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคารพบูชาและนับถือนั้น ทำให้หัวใจของนกเทพว่างมู่รู้สึกปวดร้าวและสับสน...
ความจริงแล้วไม่เพียงแค่อีกาเงา แม้แต่สรรพชีวิตทั้งหลายในนครจูเชว่ต่างก็นำทรัพย์สมบัติของตนมาทุ่มเทให้กับดินแดนต้นกำเนิดเพลิงเพื่อรักษาจูเชว่
นกเทพว่างมู่รีบนำของวิเศษทั้งหมดมาหลอมรวม แล้วป้อนให้กับแหล่งต้นกำเนิดเพลิงของนครจูเชว่
เพราะมันรู้ว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่ค้ำจุนนครจูเชว่ไว้ไม่ใช่จูเชว่ แม้จูเชว่จะคุ้มครองที่นี่แต่ด้วยร่างแท้ที่ยิ่งใหญ่มโหฬารและเป็นหนึ่งในสี่สัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ ย่อมไม่อาจอยู่ในนครจูเชว่ได้
ดังนั้นสิ่งที่ค้ำจุนนครจูเชว่จริงๆคือ 'ต้นกำเนิดเพลิง' ที่จูเชว่ทิ้งไว้
น่าเสียดาย เมื่อจูเชว่ตัวจริงดับสูญ...
ต้นกำเนิดเพลิงในนครจูเชว่ก็ค่อยๆอ่อนแอลง
ความเสื่อมโทรมและความแห้งเหี่ยวนั้น ถึงแม้นกเทพว่างมู่จะทุ่มเทสุดความสามารถก็ไม่อาจต้านทานได้
นกเทพว่างมู่คิดอยู่เสมอว่า...จะรั้งรออีกสักหน่อย รอจนกว่าจะหาต้นกำเนิดเพลิงที่ทรงพลังกว่ามาเติมเต็มดินแดนต้นกำเนิดเพลิงได้ แล้วมันจึงจะจากไป
มันรอคอยเช่นนั้น
วันแล้ววันเล่าที่ต้องทนทุกข์จากความร้อนที่แผดเผาของเปลวเพลิง จนขนบนร่างไม่อาจงอกใหม่ได้อีก
หากไม่ได้พบกับจีอู๋ซวง หากไม่มีหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่ว มันคงต้องมีร่างอันน่าเกลียดน่ากลัวไปชั่วชีวิต
เมื่อนกเทพว่างมู่เล่าจบ จีอู๋ซวงก็เงียบไปนาน นกเทพว่างมู่รีบหันกลับไปมองพบว่าในมือของจีอู๋ซวงมีแมวน้อยขนฟูตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้...
แมวน้อยตัวนั้นกำลังจ้องมองมันด้วยสายตาที่ซับซ้อนยิ่งนัก จนนกเทพว่างมู่รู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ
"นี่...เด็กน้อย แมวของเจ้า...ดูน่ากลัวสำหรับนกอยู่นะ"
จีอู๋ซวงคิดในใจว่าไม่น่ากลัวก็แปลกแล้ว หากไม่ใช่เพราะนางกดตัวท่านผู้อาวุโสไป๋หู่เอาไว้ บางทีท่านอาจจะตวัดกรงเล็บใส่หน้าผากนกเทพว่างมู่ไปแล้ว
อะไรเรียกว่าที่เจตนาดีแต่ทำในสิ่งที่ผิด!
ก็คือเรื่องนี้แหละ!
หลังจากจูเชว่ร่วงหล่นก็กลายเป็นไข่ใบน้อยเพื่อกำเนิดใหม่ แต่พลังในไข่จูเชว่ดูเหมือนจะขาดไปเล็กน้อย ไม่เพียงทำให้ไข่จูเชว่ไม่สามารถฟักออกมาได้เป็นเวลานานแต่ยังเกือบจะทำให้จูเชว่ขาดอากาศตายในไข่อีกด้วย
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง...
นกเทพว่างมู่แอบเอา 'รัศมีดาวตก' ของจูเชว่ไปเล็กน้อยจากดินแดนดาวตกที่อยู่ระหว่างเส้นแบ่งความเป็นความตาย
พูดตามตรง แม้จะรู้ว่านกเทพว่างมู่มีเจตนาดี แต่ผิดเพี้ยนไปแค่นิดเดียวก็ส่งผลร้ายแรง จูเชว่น้อยที่ฟักออกมาคงเป็นได้แค่นกโง่ที่รู้จักแต่ 'อาบาอาบา' และน้ำลายไหลยืดเท่านั้น
แต่นกเทพว่างมู่ก็ช่วยนครจูเชว่ไว้จริงๆ จูเชว่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจจากก้นบึ้งของหัวใจ ดังนั้นบนร่างของมันจึงมี 'ผลบุญ' ของนครจูเชว่
ได้แต่กล่าวว่า นี่คือที่เรียกว่าได้อย่างเสียอย่างใช่หรือไม่
หากนกเทพว่างมู่ไม่ยื่นมือเข้าช่วย จูเชว่ก็จะกลับชาติมาเกิดได้ราบรื่น แต่สรรพชีวิตทั้งหลายในนครจูเชว่ก็จะพินาศย่อยยับ...
แต่เมื่อนกเทพว่างมู่ยื่นมือเข้าช่วย แม้จะรักษานครจูเชว่ไว้ได้ แต่กลับส่งผลต่อการเกิดใหม่ของจูเชว่
บางทีนับจากนี้ไป...
โลกนี้คงไม่มีจูเชว่อีกต่อไป
ไป๋หู่ถอนหายใจเบาๆ กล่าวว่า "ช่างเถิด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องของชะตากรรม..."
นกเทพว่างมู่ชะงัก มองไปที่จีอู๋ซวงด้วยสายตาสงสัย
ชะตากรรมอะไรกัน?
บทที่ 928: การร่ายรำครั้งสุดท้ายของจูเชว่
จีอู๋ซวงส่ายหน้าให้นกเทพว่างมู่ จู่ๆ ไป๋หู่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เงยหน้าขึ้นกล่าวกับนกเทพว่างมู่อย่างจริงจัง "ขอบคุณสหายที่ช่วยชีวิตผู้คนในนครจูเชว่ นับจากนี้ไปสหายไม่จำเป็นต้องปกป้องที่นี่อีกแล้ว ความเจริญและความเสื่อมล้วนเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ อย่าได้ฝืนเลย ขอให้สหายมีอิสระกว้างไกลดั่งฟ้าและแผ่นดินนับแต่นี้"
นกเทพว่างมู่ได้เปิดพลังวิเศษแห่งโบราณ สามารถติดต่อกับพรมแดนแห่งความเป็นความตาย ทั้งยังสามารถควบคุมแสงสุดท้ายของดวงดาวที่ร่วงหล่นได้ นับเป็นนกเทพว่างมู่ที่แท้จริง ย่อมสมควรที่ไป๋หู่จะเรียกว่า 'สหาย'
ด้วยการยินยอมของสัตว์เทพ ประกอบกับการชำระล้างของหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่วเมื่อครู่ และการรู้แจ้งในใจของนกเทพว่างมู่ ทั้งสามประการรวมกันทำให้นกเทพว่างมู่ก้าวเข้าสู่ขั้น 'หวนคืนสู่บรรพชนและเข้าถึงแก่นแท้' ในพริบตา
แสงสว่างที่สลับดับวูบโอบล้อมร่างมันอยู่เป็นระลอก ชำระล้างสิ่งเจือปนในรากฐานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ 'ดวงตาแห่งความตาย' เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่...
จีอู๋ซวงเฝ้ามองเงียบๆ และถึงกับมึนงงไปหมด
การหวนคืนสู่บรรพชนนั้นง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
นกเทพว่างมู่นี่ช่างมีวาสนาดีเหลือเกิน น่าอิจฉาจริงๆ
แต่จีอู๋ซวงยังไม่ทันจะอิจฉา ไป๋หู่ก็พลันหยิบไข่จูเชว่ออกมาจากโลกใบน้อย หลังจากลังเลอยู่นานก็ยื่นให้จีอู๋ซวงพร้อมกล่าวว่า "ต่อไปข้าขอฝากจูเชว่ไว้ในการดูแลของเจ้า"
จีอู๋ซวงชี้ที่ตัวเอง "หา? ฝากไว้กับข้า?"
ไป๋หู่พยักหน้าอย่างจริงจัง "พลังแก่นแท้ของจูเชว่ถูกนกเทพว่างมู่กลืนกินไปแล้ว ต่อไปจูเชว่อาจจะกลายเป็นไข่โง่เง่าตัวน้อย นอกจากฝากไว้กับเจ้า ข้าก็ไม่วางใจที่จะฝากไว้กับผู้ใดแล้ว"
จูเชว่ที่กลายเป็นไข่โง่เง่า "???"
เจ้าด่าใครว่าโง่เง่ากันแน่!!!
ไข่จูเชว่ลอยขึ้นมาชนก้นไป๋หู่ แล้วพุ่งเข้าไปในหลุมลาวาอย่างรวดเร็ว ปลดปล่อยอีกาเงาที่ถูกลาวาพันธนาการอยู่ออกมา
ทันทีที่อีกาเงาได้รับอิสรภาพ มันก็รีบกระโจนออกมาจากก้นบึ้งของลาวา ในหัวมีแต่เรื่องการ 'ทรยศ' ของนกเทพว่างมู่ พลังทั้งหมดในร่างพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง มุ่งไปที่นกเทพว่างมู่ที่กำลังหวนคืนสู่บรรพบุรุษ
แต่พลังโจมตีนับหมื่นกลับถูกเปลวเพลิงสกัดไว้ได้อย่างง่ายดาย
หลังจากตะลึงไปชั่วครู่มันก็โกรธจัดและมองหาผู้ที่ขัดขวาง สุดท้ายก็หันไปมองจีอู๋ซวง "เป็นเจ้าหรือ?!"
จีอู๋ซวงส่ายหน้าแล้วชี้ไปด้านหลังมัน อีกาเงาหันขวับไปมอง จึงเห็นไข่สัตว์สีแดงเพลิงที่ลอยอยู่กลางอากาศ
มันนึกถึงจุดประสงค์ที่จีอู๋ซวงมาที่เมืองจูเชว่...
เพื่อฟักไข่
แต่ไข่ใบนี้ย่อมไม่ใช่ไข่มังกรอย่างที่นางกล่าวอ้างแน่นอน เพราะบนนั้นมีกลิ่นอายที่คุ้นเคยและเข้มข้นมาก
เมื่อเห็นอีกาเงามองตนเองอย่างเหม่อลอย ไข่จูเชว่ก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะค่อยๆร่อนลงมาบนหัวของอีกาเงา เสียงอันทรงเกียรติดังขึ้นในหัวของอีกาเงา
[เจ้าเหนื่อยมามากแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา]
อีกาเงาแข็งทื่อไปทั้งตัว ผ่านไปพักใหญ่จึงพูดเสียงสั่น "ท่าน...ท่าน...ท่านคือ...ท่านจูเชว่?!"
ไข่จูเชว่ [ข้าเอง]
"ท่าน ท่าน...ท่าน...ข้า...ท่านกลับมาแล้ว..."
อีกาเงาคอยปกป้อง 'ร่าง' ของจูเชว่มาหลายปี จากตอนแรกที่เต็มไปด้วยความหวังจนกระทั่งสิ้นหวังและชาชิน
แต่มันยังคงยืนหยัด เพราะมันไม่เชื่อว่าท่านจูเชว่ผู้ยิ่งใหญ่และอ่อนโยนเช่นนี้จะหายไปจากโลกอย่างไร้ร่องรอย
และวันนี้ท่านจูเชว่ก็กลับมาแล้ว แม้ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยู่ในร่าง 'ไข่' แต่ท่านก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ?
"ท่าน...ข้า...ฮือๆๆ"
อีกาเงาไม่อยากร้องไห้ แต่น้ำตากลับไหลออกมาโดยไม่อาจควบคุม ร่างของมันสั่นด้วยความน้อยใจ อารมณ์ที่อัดอั้นมาตลอดได้ปลดปล่อยมันสะอื้นจนหายใจหอบถี่ดูน่าสงสารยิ่งนัก
ไข่จูเชว่ 'ลูบ' อีกาเงาเบาๆ พลางหัวเราะ [พอเถอะ อย่าร้องไห้เลย ข้าก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ? ขอบใจเจ้านะอีกาเงาและก็ขอบใจสหายของเจ้า นกเทพว่างมู่ด้วย พวกเจ้าเหนื่อยมามากแล้ว]
อีกาเงารีบมองไปทางนกเทพว่างมู่ ค่อยๆเคลื่อนตัวไปข้างหน้ามัน พยายามใช้ปีกที่ไม่มีขนของตนบังนกเทพว่างมู่เอาไว้ก้มหน้าพูดเสียงอ่อนแรง "ท่าน แม้ว่าว่างมู่จะปลอมเป็นท่านหลอกผู้คนในนครจูเชว่ แต่มัน...มันไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายอะไร ขอท่านโปรดละเว้นสักครั้ง..."
เมื่ออีกาเงาสงบสติอารมณ์และคิดทบทวนอย่างละเอียดแล้ว ก็เริ่มเดาได้บ้าง
มันเติบโตมาด้วยกันกับนกเทพว่างมู่ตั้งแต่เด็ก แม้นกเทพว่างมู่จะเป็นตัวประหลาดในบรรดาเผ่านกร้อยตระกูล แต่มันไม่เคยทำร้ายเผ่าพันธุ์เดียวกัน...แล้วจะทำเรื่องกลืนกินพลังของท่านจูเชว่เพื่อแทนที่ได้อย่างไร?
อีกทั้งตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา นกเทพว่างมู่ก็ปลอมตัวเป็น 'ท่านจูเชว่' ปราบปรามพวกสัตว์ร้ายที่คิดจะก่อกบฏจนสำเร็จ
หากไม่มีการปลอมเป็น 'จูเชว่' ของนกเทพว่างมู่ นครจูเชว่คงแตกไปนานแล้ว
ผ่านไปครู่ใหญ่ยังไม่ได้ยินจูเชว่ตอบ อีกาเงาก็ยิ่งก้มหัวต่ำลงพูดด้วยน้ำเสียงกังวลยิ่ง
"ท่านจูเชว่ โปรดใจเย็นก่อน รอให้ว่างมู่ฟื้นขึ้นมาแล้วค่อยถามดีหรือไม่?"
ไข่จูเชว่สั่นตัวเบาๆ [ที่แท้เมื่อเจ้าสงบสติอารมณ์ลงแล้ว ก็ช่างเฉียบแหลมนัก]
"หา?"
[ข้าบอกแล้วว่าข้ารู้สึกซาบซึ้งต่อนกเทพว่างมู่ยิ่งนัก...ขอบคุณพวกเจ้าที่ปกป้องนครจูเชว่ แต่วิถีแห่งธรรมชาติย่อมมีเวียนว่ายตามครรลอง มีขึ้นมีลง มีเสื่อมมีเจริญ ทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องธรรมดา พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องยึดติดนักหรอก]
"ท่าน..."
ไข่จูเชว่ลอยขึ้นเบาๆ บนเปลือกไข่มีลวดลายเพลิงไหลเวียน ต้นกำเนิดเพลิงที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นพิภพค่อยๆ 'ซึม' ออกมาจากพื้นดิน พวกมันกลายเป็นวงแสงแผ่ขยายไปทั่วอาณาเขตนครจูเชว่ ราวกับเสียงกระซิบครั้งสุดท้ายของตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์
ในวันนั้น สรรพชีวิตทั้งหมดในอาณาเขตนครจูเชว่ต่างก็ได้เห็นสายฝนดาวตกอันงดงามตระการตา...
ดั่งความฝันอันเลือนราง หยดลงกลางหว่างคิ้วของทุกชีวิต
สัตว์เทพจูเชว่ได้มอบพรลงมา
มันมอบแสงดาวให้แก่อีกาเงา มอบให้แก่นกเทพว่างมู่ มอบให้แก่ผู้คนในนครจูเชว่
นี่คือการปกป้องครั้งสุดท้ายที่จูเชว่มอบให้แก่ปวงชนก่อนร่วงหล่น
งดงามเจิดจ้า
เมื่อความรุ่งโรจน์ดับลง ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความเงียบงัน เหลือเพียงความงดงามที่ประทับอยู่ในใจของปวงชนไม่มีวันจางหาย
อีกาเงาไม่ได้โง่ มันเข้าใจดีว่า 'พร' นี้หมายถึงอะไร นี่คือการร่ายรำครั้งสุดท้ายของจูเชว่ มันพยายามปฏิเสธสุดชีวิตแต่พรของจูเชว่ก็ค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่ร่างของมัน
"ท่าน...อย่า! ท่าน!"
"ท่าน! โปรดดึงพลังทั้งหมดกลับไปเถิด!"
"ท่าน! หากท่านดึงพลังกลับไป ท่านจะต้องกลับมาเกิดใหม่ได้แน่นอน ท่าน! ท่าน!"
........
ไม่ว่าอีกาเงาจะร้องตะโกนอย่างไร ดินแดนต้นกำเนิดเพลิงโดยรอบก็ค่อยๆมืดลง...
มองจากท้องฟ้าราวกับดวงดาวค่อยๆดับลง ฟ้าดินค่อยๆเงียบงัน แสงสว่างหม่นหมอง สุดท้ายก็ดับสูญสู่ความว่างเปล่า
"ท่าน..."
"ท่าน...ฮือๆๆ..."
ไม่ว่าอีกาเงาจะร้องไห้ตะโกนอย่างไร ไข่จูเชว่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ มันพยายามจะพุ่งเข้าไปแย่งชิงไข่จูเชว่ แต่ถูกจีอู๋ซวงใช้คมกระบี่สกัดไว้
เปรี้ยง!
พลังกระบี่สร้างเหวลึกตรงหน้าอีกาเงาอย่างง่ายดาย มันได้แต่จ้องมองจีอู๋ซวงตาเขม็ง นางถือไข่จูเชว่ไว้มือหนึ่ง อีกมือกำหงเหมิงไว้แน่น ใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกราวกับเทพเจ้าผู้ครอบครองชีวิตและความตาย
"จูเชว่สิ้นแล้ว ต่อไปพวกเจ้าต้องพึ่งพาตนเอง บอกผู้คนในนครจูเชว่ว่าหากต้องการสถานการณ์ที่มั่นคงก็ไปหาจักรพรรดินรมนุษย์ที่เก้าพันโลกได้ จักรพรรดินีจะรับพวกเจ้าไว้...สุดท้าย จงปกป้องนกเทพว่างมู่ให้ดี"
หลังทิ้งคำพูดนี้ไว้จีอู๋ซวงก็โบกมือเรียกไป๋หู่ มันกระโดดขึ้นไปบนศีรษะของจีอู๋ซวง ใช้ดวงตาสีทองมองอีกาเงาอย่างเรียบเฉย แล้วค่อยๆหายเข้าสู่ผนึกห้วงมิติว่างเปล่าไปพร้อมกับจีอู๋ซวง
อีกาเงาจ้องมองเงาร่างของจีอู๋ซวงไม่วางตา สีหน้าแสดงความโศกเศร้าที่ไม่อาจระงับได้
จีอู๋ซวงเดินผ่านดินแดนต้นกำเนิดเพลิงออกมา ไม่นานก็เห็นเติงจูและคนอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณรอบนอก รวมถึงจูเหยียนที่มีสีหน้าสงบนิ่ง
เติงจูและคนอื่นๆ ต่างร้องไห้น้ำตานอง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับ 'พร' จากจูเชว่ และได้ยิน 'คำอำลา' ของจูเชว่เช่นกัน จึงไม่มีใครเกลียดชังจีอู๋ซวง พวกเขาเพียงแต่ตำหนิตัวเอง
ทั้งที่พยายามมาหลายหมื่นปี ทำไมถึงรั้งท่านจูเชว่ไว้ไม่ได้?
พวกเขาอ่อนแอเกินไปหรือ?
ดังนั้นท่านจูเชว่ถึงได้ทิ้งพวกเขาไป แม้จะดับสูญก็ยังไม่ลืมที่จะมอบพรให้พวกเขา
เติงจูที่มีดวงตาแดงก่ำพูดว่า "องค์หญิง ท่านจูเชว่..."
จีอู๋ซวงให้สัญญาณจูเหยียนมาอยู่ข้างกายก่อน แล้วจึงส่ายหน้าเบาๆ พูดว่า
"ขออภัย"
บทที่ 929: ภาคภูมิใจในนาม 'จูเชว่' ตลอดไป
เติงจูก้มหน้าหลุบตาลง นางเคยได้ยินบรรพบุรุษเล่าให้ฟังตั้งแต่นางยังเล็กมากว่า นครจูเชว่เติบโตขึ้นภายใต้การคุ้มครองของท่านจูเชว่ พวกเขาต้องทุ่มเททุกสิ่งเพื่อตอบแทนท่าน...
นางเคยได้เห็นร่างแยกวิญญาณเทวะของท่านจูเชว่แวบหนึ่งจากระยะไกล
แสงของเปลวเพลิงอันงดงามที่บดบังฟ้าดิน ได้สั่นสะเทือนจิตวิญญาณของนางอย่างลึกซึ้ง
นับแต่นั้นมา นางก็ตั้งปณิธานว่าจะต้องปกป้องท่านจูเชว่ให้จงได้
ดังนั้นเมื่อท่านจูเชว่ 'บาดเจ็บสาหัส' ตกลงมาที่นครจูเชว่และพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ พวกเขาจึงทุ่มเทสุดชีวิตในการบำรุงรักษาต้นกำเนิดเพลิง หวังให้มันช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของท่าน...
แต่สุดท้าย พวกเขาก็ไม่อาจปกป้องท่านไว้ได้
จีอู๋ซวงถอนหายใจเบาๆ "หากพวกเจ้าประสงค์ก็สามารถไปยังทั้งเก้าพันโลกได้ หรือถ้าต้องการจะอยู่ที่นี่ต่อก็ได้เช่นกัน แต่นับจากนี้ต้องพึ่งพาตนเองแล้ว..."
เติงจูนิ่งเงียบไปนาน ก่อนเงยหน้าขึ้นกล่าว "พวกข้าขออยู่ที่นี่"
จีอู๋ซวงพยักหน้า "ดี อีกอย่าง ข้าได้รับพรจากท่านจูเชว่ของพวกเจ้า เพื่อเป็นการตอบแทน ข้ามียันต์และโอสถวิเศษจะมอบให้พวกเจ้า แต่มีจำนวนจำกัดหากเป็นไปได้พวกเจ้าควรส่งคนมาเรียนรู้วิชาการเขียนยันต์และปรุงโอสถจากข้า"
เติงจูมองดูจีอู๋ซวงอย่างไม่อยากเชื่อสายตา "องค์หญิง ท่าน...ท่านว่าอะไรนะ?"
จีอู๋ซวงยิ้มบาง "ข้าบอกว่า หากพวกเจ้าเต็มใจจะเรียนรู้จากข้า ข้าก็ยินดี"
พรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวของจีอู๋ซวงนั้น ทั้งนครจูเชว่ ไม่สิ ควรกล่าวว่าผู้คนในนครดวงดาวทั้งหมดต่างรู้ดี ไม่มีผู้ใดไม่หวั่นไหว ไม่มีผู้ใดไม่โลภอยาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าบังอาจ
หากจีอู๋ซวงไม่เต็มใจสอน ก็ไม่มีผู้ใดบังคับนางได้
เพราะนางคือองค์หญิงแห่งมนุษย์!
การล่มสลายของตระกูลจีแห่งเมืองเทียนชื่อเปรียบดั่งกระบี่ที่แขวนอยู่เหนือศีรษะพวกเขา พร้อมจะฟาดฟันให้พวกเขาตามรอยตระกูลจีไปได้ทุกเมื่อ
แต่บัดนี้จีอู๋ซวงกลับเต็มใจถ่ายทอดทุกสิ่งให้พวกเขา?!
นี่เป็นวิธีบีบบังคับให้พวกเขายอมสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดินีมนุษย์หรือ?
ไม่
ไม่ได้
พวกเขาเป็นคนของท่านจูเชว่!
"พวกข้าเต็มใจยิ่งนัก แต่ว่า...พวกข้าเป็นบ่าวไพร่ของท่านจูเชว่ พวกข้า..." เติงจูพูดไปพูดมาก็รู้สึกอึดอัด ด้วยการเรียกร้อง 'อยากได้ทั้งสองอย่าง' นี้ช่างหน้าด้านเกินไป
"ไม่จำเป็นต้องสวามิภักดิ์ต่อมนุษย์ ข้าบอกแล้วว่านี่เป็นการตอบแทนพรของท่านจูเชว่ที่มีต่อข้า หากพวกเจ้าเต็มใจก็เลือกคนมาเรียนรู้จากข้า ข้าจะพำนักที่นี่ครึ่งปี ในครึ่งปีนี้ข้าจะถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง"
หลังทิ้งคำพูดนี้ไว้ จีอู๋ซวงก็จับมือจูเหยียนหมุนตัวเดินเข้าไปในดินแดนต้นกำเนิดเพลิงที่ค่อยๆเหี่ยวแห้งลง
เติงจูและคนอื่นๆ มองหน้ากันไปมา พวกเขาอยากให้จีอู๋ซวงออกมาจากที่แห่งนั้น เพราะตอนที่ท่านจูเชว่ประทานพรนั้น ได้ 'บอก' พวกเขาแล้วว่า นับจากนี้ดินแดนต้นกำเนิดเพลิงจะไม่มีต้นกำเนิดเพลิงอีกต่อไป
เมื่อไม่มีต้นกำเนิดเพลิง ที่นี่ก็กลายเป็นซากปรักหักพังแล้ว พวกเขาจะปล่อยให้แขกผู้มีเกียรติพำนักในนั้นได้อย่างไร
เติงจูและคนอื่นๆ อยากจะไปเชิญจีอู๋ซวงออกมา แต่พอเพิ่งก้าวเท้าเข้าไปในซากปรักหักพังของดินแดนต้นกำเนิดเพลิง ก็ถูกความร้อนแผดเผาจนต้องร้องโอดครวญ
เห็นได้ชัดว่าแม้ต้นกำเนิดเพลิงจะดับสิ้นแล้ว คนธรรมดาก็ยังไม่อาจเข้าใกล้ได้แม้แต่น้อย
ช่างน่าทึ่งจริงๆ!
สมแล้วที่เป็นองค์หญิง ทั่วร่างล้วนเต็มไปด้วยวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ถึงได้ไม่หวั่นเกรงพลังที่หลงเหลือจากต้นกำเนิดเพลิงแม้แต่น้อย
"เติงจู ในเมื่อนี่เป็นความตั้งใจของท่านประมุขและองค์หญิง พวกเราก็ไม่ควรทำให้เสียเปล่า"
"ใช่แล้วเติงจู พวกเราควรรีบคัดเลือกศิษย์กันเถอะ ต้องเลือกศิษย์ที่ทั้งซื่อสัตย์และฉลาดหลักแหลมที่สุด"
"ถูกต้อง หากพวกเราสามารถเรียนรู้วิธีการปรุงโอสถวิเศษและการเขียนยันต์ได้ ก็จะไม่เสียความตั้งใจของท่านประมุข..."
เติงจูพยักหน้า สูดหายใจลึกแล้วรวบรวมกำลังใจขึ้นมาใหม่ เริ่มดำเนินการคัดเลือกศิษย์อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
แม้ไม่มีการคุ้มครองจากท่านประมุขแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจทำให้บารมีของท่านต้องมัวหมอง
นครจูเชว่ของพวกเขาจะภาคภูมิใจในนาม 'จูเชว่' ตลอดไป!
.......
จีอู๋ซวงจูงมือจูเหยียนข้างหนึ่ง อีกมือถือไข่จูเชว่ บนศีรษะมีไป๋หู่ เดินเข้าไปในซากปรักหักพังของดินแดนต้นกำเนิดเพลิงทีละก้าว หลังจากเปลวเพลิงดับลง สิ่งที่เห็นมีเพียงความเสียหายและพื้นดินที่ไหม้เกรียมเท่านั้น
ทุกย่างก้าวที่นางเดินผ่าน ฝุ่นละอองลอยขึ้นแล้วตกลงไม่หยุด หากสังเกตให้ดีจะพบว่าการเคลื่อนไหวของฝุ่นละอองทุกเม็ดล้วนมีแบบแผน นั่นเป็นผลจากการแปรเปลี่ยนของกฎธรรมชาติ
ฝุ่นละอองทอดยาวเป็นทาง ปิดบังวิถีสวรรค์ทั้งหมด
ไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าใด จูเหยียนเอ่ยขึ้น "เสี่ยวอู๋ซวง แมวป่วยตัวนี้ดูอ้วนกลมดี ให้ข้าอุ้มมันแทนไหม? เจ้าจะได้ไม่เหนื่อย"
ไป๋หู่ผงกหูขึ้นมองซ้ายมองขวา ครู่ใหญ่จึงเข้าใจว่า 'แมวป่วย' ที่จูเหยียนพูดถึงคือตัวมันเอง ก็โกรธจัดจนพูดว่า "เจ้า...เจ้า..." พูดได้ครึ่งประโยคก็นึกถึงฐานะของจูเหยียนขึ้นมาได้ จึงกลืนครึ่งหลังกลับลงไปใบหน้าแมวบูดบึ้ง
จีอู๋ซวงหัวเราะพลางกล่าว "ไม่ต้องหรอก ไม่หนักเลย"
จูเหยียนมีปราณทมิฬมากเกินไป หากให้เขาอุ้มไป๋หู่ก็เท่ากับส่งไป๋หู่ไปปรโลกโดยตรง
จีอู๋ซวงสิ้นเปลืองของวิเศษไปมากกว่าจะรักษาไป๋หู่ให้ดีขึ้นมาได้ แน่นอนว่าไม่อาจปล่อยให้ตายไปเช่นนี้
จูเหยียนพยักหน้า สีหน้าสงบนิ่ง แต่สายตาที่มองไป๋หู่เป็นครั้งคราวก็ทำให้ไป๋หู่ขนลุกซู่โดยไม่อาจห้าม
ถึงได้บอกไงว่ามันเกลียดพวกปรโลกเหล่านี้ที่สุด!
"ถึงแล้ว"
จีอู๋ซวงเอ่ยขึ้นกะทันหัน จูเหยียนและไป๋หู่หยุดพูดแล้วเงยหน้ามอง แต่ไม่เห็นว่าที่นี่มีอะไรพิเศษ
จีอู๋ซวงปล่อยมือจูเหยียนแล้วให้ไป๋หู่ลงพื้น สองมือประคองไข่จูเชว่ค่อยๆเดินไปกลางพื้นที่ไหม้เกรียม
พอก้าวถึง สายลมเย็นก็พัดผ่านมาอย่างฉับพลัน
อ่อนโยน ร้อนแรง และอ้อยอิ่ง ห่อหุ้มจีอู๋ซวงและไข่จูเชว่ทีละน้อย เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่การทำลายล้างและอันตรายแต่เป็นเปลวเพลิงแห่งชีวิตที่สงบ บริสุทธิ์และอ่อนโยน
เปลวเพลิงลุกโชนมากขึ้นเรื่อยๆ ย้อมฟ้าและดินให้เป็นสีแดงฉาน
ในไม่ช้า ทุกที่ที่สายตาจูเหยียนมองเห็นล้วนกลายเป็นสีแดงเพลิง
บางครั้งยังได้ยินเสียงนกร้องดังแว่วมาหนึ่งถึงสองครั้ง
เสียงนั้นดังกังวานและทรงพลัง เก่าแก่และทรงคุณค่า
ราวกับว่าเสียงนั้นดังมาจากสายธารแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน มุ่งสู่พลังฮุ่นตุ้นและอนาคต...
นี่คือ...เสียงของจูเชว่กระนั้นหรือ?
จูเหยียนหรี่ตาลง เมื่อกำลังจะไล่ตามไปกลับถูกไป๋หู่ใช้กรงเล็บคว้าตัวไว้
"รอก่อน อย่าไป โอ๊ย..." ไป๋หู่รีบปล่อยอุ้งเท้าจากจูเหยียนด้วยความเจ็บปวด เพิ่งพบว่าอุ้งเท้าของตนเองกำลังจะไหม้เกรียม ก็โมโหจนแยกเขี้ยว "เจ้าแห่งปรโลกเช่นท่าน ท่องเที่ยวไปทั่วจักรวาล จะเก็บกลิ่นอายของท่านไว้บ้างไม่ได้หรือ? ท่านต้องการจะฆ่าใครกัน? หากทำไม่ได้จริงๆ ก็แยกร่างมาสิ!"
ไป๋หู่ยิ่งคิดยิ่งโมโห เจ้าแห่งปรโลกผู้สูงส่งกลับมาติดสอยห้อยตามจีอู๋ซวงทุกวัน เขามีเวลาว่างมากเกินไปหรือ?
ดวงตาคมของจูเหยียนทอประกายเย็นชา "อย่าพูดจาเหลวไหล นี่คือร่างแยกแล้ว"
ไป๋หู่หัวเราะเยาะด้วยความโมโห "ร่างแยกบ้านท่านสิ ท่าน...อื้อๆๆ..."
ครึ่งหลังของประโยคไป๋หู่พูดไม่ออก ดิ้นรนอยู่นานก็หลุดไม่พ้น สุดท้ายจำต้องยกอุ้งเท้าขึ้นยอมแพ้
จูเหยียนพูดเสียงเรียบ "นี่คือร่างแยก"
ไป๋หู่มีเส้นดำผุดเต็มหัว "รู้แล้ว รู้แล้ว เป็นร่างแยกก็ได้"
"ก็เป็นอยู่แล้ว"
"..." บ้าเอ๊ย
รอให้พลังของข้าผู้เป็นสัตว์เทพฟื้นคืนเมื่อไหร่ คอยดูว่าข้าจะกัดคอท่านอย่างไร!
จูเหยียนจ้องมองไปยังที่ที่มีเปลวเพลิงพลุ่งพล่าน ไม่นานในกองเพลิงก็ปรากฏเงาร่างของจูเชว่...มันเชิดหน้าขึ้น ส่งเสียงร้องแหลมสูง
เสียงร้องนี้ควรจะทำลายเมฆาและสั่นสะเทือนทั่วจักรวาล แต่กลับถูกธุลีโดยรอบกลบเกลื่อนไปอย่างเงียบๆ
ธุลีนั้นบดบังกลไกสวรรค์ หลอกลวงสรรพชีวิต แม้แต่ไป๋หู่ก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างแล้วยกอุ้งเท้าขึ้นชื่นชมจีอู๋ซวงอย่างเงียบๆ
เรื่องแบบนี้ก็ทำได้ เก่งจริงๆ!
บทที่ 930: ปิดบังกลไกสวรรค์ หลอกทั้งจักรวาล
หลังจากจูเชว่ร่วงหล่น พลังบางส่วนถูกนกเทพว่างมู่กลืนกิน ทำให้แก่นกำเนิดได้รับความเสียหาย แม้จะกลับชาติมาเป็นไข่จูเชว่ก็ไม่อาจฟักตัวได้ตามปกติ สภาวะคับขันเช่นนี้ต้องอาศัยพลังภายนอกจึงจะแก้ไขได้
โชคดีที่จูเชว่มีความคิดรอบคอบ ได้ทิ้ง 'ต้นกำเนิดเพลิงสำรอง' ไว้ในนครจูเชว่แต่เนิ่นๆ หากมันกลืนกินต้นกำเนิดเพลิงสำรองนี้ได้สำเร็จ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะฟักตัวอีกครั้ง
นี่ก็คือเหตุผลที่จีอู๋ซวงพาจูเชว่มายังนครจูเชว่
เมื่อไปถึงแหล่งกำเนิดเพลิง ไท่ซวีกลับห้ามนางและจูเชว่ไว้
[นายหญิง ต้นกำเนิดเพลิงที่นี่มีปัญหา]
จีอู๋ซวงดวงตาวาววับ [มีปัญหาอะไรหรือ?]
[...เป็นกลิ่นอายของวิญญาณเพลิงม่วงโยวซู่]
'เพลิงม่วงโยวซู่' ชื่อนี้จีอู๋ซวงเคยได้ยินมาก่อน มันคือวิญญาณเพลิงอันดับหกในทำเนียบเปลวเพลิงแห่งสวรรค์รองจากเปลวไฟหงเหมิง วิญญาณเพลิงอู๋จี วิญญาณเพลิงฮุ่นตุ้น วิญญาณเพลิงกุยหยวนหมิงเหยียน และวิญญาณเพลิงไท่ซวี
ต่างจากวิญญาณเพลิงห้าอันดับแรก เพลิงม่วงโยวซู่แทนความแตกสลาย เน่าเปื่อยและล่มสลายอย่างสมบูรณ์ เป็นเพลิงแห่งความพินาศ เพลิงแห่งการทำลายล้างอย่างแท้จริง
ทุกสิ่งที่ถูกมันเผาไหม้จะตกลงสู่ 'ความว่างเปล่า' แม้แต่วิญญาณเพลิงอื่นก็จะ 'แตกสลายและตาย' ดังนั้นตามตำนานเพลิงม่วงโยวซู่จึงดำรงอยู่ในฐานะนักล่าที่ 'ล่าวิญญาณเพลิง'
แต่เพลิงม่วงโยวซู่ควรจะหายสาบสูญไปในกระแสประวัติศาสตร์แล้ว เหตุใดจึงปรากฏขึ้นอีกครั้ง?
จีอู๋ซวง.อดเป็นห่วงไม่ได้ รีบถาม [เหตุใดเพลิงม่วงโยวซู่จึงอยู่ที่นี่?]
[ข้าไม่ทราบ]
[มันเพ่งเล็งเจ้าหรือไม่? ถ้าอย่างนั้นเจ้าอย่าออกมาเลยรีบกลับไปเถอะ ไม่ต้องกลัวข้าอยู่ตรงนี้]
เมื่อได้ยินน้ำเสียงกังวลของจีอู๋ซวง ไท่ซวีก็อึ้งไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติก็พูดพร้อมแก้มแดงระเรื่อ [เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว เพลิงม่วงโยวซู่แค่นี้ข้าไม่กลัวหรอก อันดับของข้าอยู่เหนือกว่ามันเสียอีก อีกอย่างข้าอยู่ข้างกายเจ้ามานาน ไม่ใช่ไท่ซวีคนเดิมแล้ว ตอนนี้แม้แต่เปลวไฟหงเหมิงข้าก็สู้ได้]
[แต่ว่า...]
[อีกอย่าง ข้าเห็นว่าเพลิงม่วงโยวซู่ไม่ได้เพ่งเล็งมาที่ข้า]
[งั้นใครกัน?]
[เสี่ยวอู๋ซวง ที่นี่ไม่ได้มีแค่ข้าที่เป็นวิญญาณเพลิงนะ]
[...เจ้าหมายถึง? เพลิงของจูเชว่?]
[ถูกต้อง ข้าสงสัยว่าพวกที่ไล่ล่าจูเชว่วางกับดักตาข่ายฟ้าดินไว้นานแล้ว รอให้จูเชว่กลับชาติมาเกิด พอจูเชว่กลับมาที่นครจูเชว่เพื่อดูดซับพลังต้นกำเนิดเพลิง เพลิงม่วงโยวซู่ก็จะเข้าสู่ร่างของจูเชว่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเผาจูเชว่จากภายนอกนั้นยาก แต่การทำลายจากภายในไม่ใช่เรื่องง่ายดายหรอกหรือ?]
ช่างร้ายกาจจริงๆ!
เป็นเช่นนั้นจริงๆ!
จีอู๋ซวงตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าผู้ที่ล่าจูเชว่มีความอดทนมากจนน่าสะพรึงกลัว หมื่นปีมานี้ คนผู้นั้นปล่อยให้เพลิงม่วงโยวซู่ซุ่มซ่อนอยู่ที่นี่ เพื่อรอจูเชว่ที่กลับชาติมาเกิด?!
จีอู๋ซวงสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว และตัดสินใจใช้แผนการตามสถานการณ์ โดยอ้างว่านกว่างมู่กลืนกินการร่วงหล่นของจูเชว่ไปแล้ว สร้างภาพลวงว่าจูเชว่ไม่อาจ 'กลับชาติมาเกิด' ได้อีก
จีอู๋ซวงบอกแผนการกับจูเชว่ และจูเชว่ก็เห็นด้วย
เพื่อให้ 'ความตาย' ของจูเชว่เป็นที่รับรู้กันทั่ว จีอู๋ซวงให้จูเชว่ใช้ 'ต้นกำเนิดเพลิง' มอบพรให้ทั่วนครจูเชว่ ทำให้ผู้คนเข้าใจว่ามรดกสืบทอดของจูเชว่ขาดสะบั้นแล้ว ให้ผู้คนคิดว่าโลกนี้ไม่มีจูเชว่อีกต่อไป...
แม้ว่าแก่นกำเนิดของจูเชว่จะได้รับความเสียหาย แม้แต่ 'ต้นกำเนิดเพลิง' ที่ซ่อนอยู่ในนครจูเชว่ก็สูญสลายไปหมดสิ้น ต่อให้มันต้องการจะกลับชาติมาเกิดใหม่ ก็ไม่มีพลังมากพอที่จะรองรับ ได้แต่เป็นไข่ที่ไร้ชีวิต
นอกเสียจากว่าจูเชว่ที่เกิดใหม่จะสามารถหา 'แก่นกำเนิด' ที่แข็งแกร่งกว่า เฟื่องฟูกว่า ทรงพลังกว่า และเข้ากันได้ดีกับสายเลือดจูเชว่มากกว่า 'ต้นกำเนิดเพลิง' มิเช่นนั้นมันต้องตายอย่างแน่นอน
'ต้นกำเนิดเพลิง' ในนครจูเชว่นั้นเกิดจากการหลอมรวมและสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน จะหา 'แก่นกำเนิด' ที่ยิ่งใหญ่กว่า เฟื่องฟูกว่า ทรงพลังกว่า และเข้ากันได้ดีกว่ากับจูเชว่นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ในใต้หล้านี้!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อสูญเสีย 'ต้นกำเนิดเพลิง' จูเชว่ก็ต้องตายอย่างแน่นอน!
ทว่ากลไกสวรรค์นั้นแม้จะมีถึงเก้าสิบเก้าสาย แต่ก็ยังคงเหลือหนทางรอดแห่งชีวิตไว้อีกหนึ่งสาย
และจีอู๋ซวง...ก็คือหนทางรอดแห่งชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของจูเชว่!
แม้นางจะอยู่แค่ขั้นเสินจุนแต่นางมีโลกใบน้อยที่สมบูรณ์ และยังเป็นโลกใบน้อยระดับสูงสุด ในโลกใบน้อยยังเก็บสะสม 'เมล็ดทานตะวันพลังฮุ่นตุ้น' ไว้นับไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้เฟิ่งอิ๋งหลอมขึ้นมาเพื่อเอาใจจีอู๋ซวงหลังจากนำกองทัพมนุษย์ไปสังหารสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่า
แน่นอน ยังมีซากสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าที่เฟิ่งอิ๋งและเซียวหลี่ล่ามาเพื่อประชันกัน รวมถึงแก่นดาราจากสัตว์อสูรผนึกห้วงมิติว่างเปล่าระดับกินตะวันที่เหล่าแมลงช่วยล่าให้นางในแนวทรายไหลก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ จีอู๋ซวงยังขอน้ำศักดิ์สิทธิ์ต้นกำเนิดมาจากแก่นกำเนิดเทียนสุ่ย ผนวกกับหญ้าศักดิ์สิทธิ์ซินโส่ว วิญญาณเพลิงไท่ซวี และการช่วยเหลือจากเฟิ่งเลี่ยน
แม้เฟิ่งเลี่ยนจะยังเยาว์วัย แต่อย่างน้อยก็เป็นเฟิ่งหวงแห่งความมืดที่ได้รับการรับรองจากอู๋ถงอย่างถูกต้อง!
พูดโดยไม่เกินจริงเพื่อจูเชว่ จีอู๋ซวงถึงกับยอมทุ่มเททุกอย่างที่มี
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่พอ
ไข่จูเชว่ปลอบนางว่า [ขอบคุณสหายอู๋ซวงมาก ต่อจากนี้ขอให้สหายอู๋ซวงวางใจ ข้าได้ซ่อนพลังแก่นกำเนิดส่วนหนึ่งไว้ในที่ลึกของต้นกำเนิดเพลิง เพียงได้พลังแก่นกำเนิดส่วนนั้น ก็จะสามารถเจาะเปลือกไข่ได้ เพียงแต่...]
[เพียงแต่อะไรหรือ?]
[เพียงแต่หากข้าเจาะเปลือกไข่ จะเกิดปรากฏการณ์ผิดปกติทั่วจักรวาล... ปรากฏการณ์นี้จะทะลุผ่านกฎเกณฑ์และหลักการทั้งปวง ประกาศให้ทั่วจักรวาลรู้ คงไม่อาจหลอกผู้อื่นได้ เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้น การสลายต้นกำเนิดเพลิงก็จะถูกเปิดโปง เจ้าก็จะตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นเจ้าควรพาทุกคน...] จากไปเสีย
จูเชว่ไม่อยากให้จีอู๋ซวงต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย จึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้นางจากไป
เช่นเดียวกับที่มันบอกกับนกเทพว่างมู่และอีกาเงา แม้มันจะทำทุกอย่างเพื่อมรดกสืบทอดแต่ความเสื่อมความเจริญล้วนมีกำหนดไว้แล้ว ไม่มีผู้ใด สิ่งใด หรือวิถีใดจะคงอยู่ตลอดกาล
หากมันไม่อาจข้ามผ่านด่านนี้ไปได้ มันก็จะเผชิญหน้ากับความตายอย่างองอาจ
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำว่า 'จากไปเสีย' จีอู๋ซวงก็ยิ้มพลางกล่าวว่า [เรื่องนี้ผู้อาวุโสวางใจได้ ข้าจัดการได้]
[หา?]
[วางใจเถิด วางใจ]
[แต่ว่า...]
[โอ๊ย ผู้อาวุโสตอนนี้ยังเป็นไข่อยู่เลย อย่าคิดมากไปเลย ฟังข้าเถิด]
จีอู๋ซวงทำตามที่พูด นางใช้ธุลีทรายสร้างพลังฮุ่นตุ้นขึ้นมา ใช้พลังฮุ่นตุ้นนั้นห่อหุ้มปรากฏการณ์ผิดปกติทั่วจักรวาลที่เกิดจากการเจาะเปลือกไข่ของจูเชว่เอาไว้
นางปิดบังกลไกสวรรค์ หลอกทั้งจักรวาล วิธีการอันลึกลับนี้ทำให้ทั้งไป๋หู่และจูเหยียนถึงกับตะลึงงัน
เมื่อเปลวเพลิงจางหายไป เงาของจูเชว่ในท้องฟ้าก็ค่อยๆจางหายตามไปด้วย จูเหยียนจ้องมองไปยังพื้นที่ที่ถูกเผาไหม้อย่างไม่วางตา จนกระทั่งจีอู๋ซวงค่อยๆเดินออกมาจากกลุ่มฝุ่นที่ม้วนตัว เห็นนางอุ้มบางสิ่งไว้ในมือทั้งสอง ก้าวเดินอย่างลังเลด้วยสีหน้าซับซ้อน
ไป๋หู่ที่ดีใจมากจนมองไม่ออกถึงความผิดปกตินั้น รีบวิ่งเข้าไปต้อนรับจีอู๋ซวง
"เสี่ยวอู๋ซวง สำเร็จแล้วหรือ?" ไป๋หู่มองซ้ายมองขวาแต่ไม่เห็นจูเชว่ จึงถามนางด้วยความกังวล "พวกเจ้าทำสำเร็จแล้วหรือ?"
จีอู๋ซวงกระแอมเบาๆ พยักหน้าอย่างเก้อเขิน "เอ่อ...พูดให้ถูกต้องก็คงเรียกว่าสำเร็จ...กระมัง?"
ไป๋หู่งุนงง สำเร็จก็คือสำเร็จ ไม่สำเร็จก็คือไม่สำเร็จ แล้ว 'คงเรียกว่าสำเร็จกระมัง' มันหมายความว่าอย่างไร?
ดวงตาสีทองของไป๋หู่เบิกกว้าง "สำเร็จก็ดีแล้ว แล้วจูเชว่ล่ะ?"
จีอู๋ซวงรู้สึกผิดจนไม่กล้าสบตาไป๋หู่ ใช้เวลาครู่ใหญ่ในการเตรียมใจ ในที่สุดก็ตัดสินใจยื่นมือทั้งสองไปตรงหน้าไป๋หู่ เผยให้เห็นลูกนกขนสีแดงเพลิงฟูฟ่องขนาดเท่าฝ่ามือที่อุ้มอยู่
ไป๋หู่ "???"
ไป๋หู่ใช้อุ้งเท้าถูตา พูดกับจีอู๋ซวงอย่างร่าเริง "ข้าเห็นภาพหลอนไปหรือไม่นะ ฮ่าๆ ข้าถึงกับรู้สึกถึงพลังของจูเชว่จากลูกนกตัวน้อยนี้ ฮ่าๆ... ฮ่าๆ..."
ไป๋หู่หัวเราะไปหัวเราะมา ในที่สุดก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แม้มันจะรู้จักจีอู๋ซวงมาได้ไม่นาน แต่ก็รู้ว่าเด็กคนนี้มักจะคว้าโอกาสอวดตัวอยู่เสมอ แต่วันนี้นางไม่เพียงไม่อวดผลงานแถมยังทำหน้าเหมือนรู้สึกผิดอีก นั่นหมายความว่า...
ไป๋หู่ตกใจจนหนวดสั่น ขนพองทั้งตัว พูดติดอ่าง "เจ้า...เจ้า...อย่าบอกข้านะว่านี่คือจูเชว่!"
จีอู๋ซวงอุ้มจูเชว่ตัวน้อยขนฟูไว้ข้างแก้ม กะพริบตาปริบๆ ยิ้มประจบ "แค่กๆ ท่านไป๋หู่ ท่านดูสิ ท่านจูเชว่รูปร่างน่ารักมากเลย เหมือนท่านในตอนนี้มากเลยนะ พวกท่านดูเป็นสหายที่รักใคร่กันมากเลย ฮิๆ... ฮิๆ..."
ไป๋หู่ "..."
เช่นนั้นสี่สัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์คงไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมแล้วสินะ?
ทีละตัวสองตัว ทั้งหมดกลายเป็นสภาพแบบนี้ แล้วจะค้ำจุนทั้งสี่ทิศของสวรรค์และพิภพได้อย่างไร?
ช่างเถอะ...
ให้มันพินาศไปเถิด เหนื่อยเหลือเกิน...
จบตอน
Comments
Post a Comment