system ep1-10

ฉินจิ่นแพทย์หญิงจากศตวรรษที่21 ขับรถชนรถสิบล้อ แล้วทะลุเข้ามายังร่างของสาวนาตัวน้อยที่กระโดดน้ำตาย สาเหตุนะเหรอ เรื่องนี้คงต้องเล่ากันยาว เริ่มจาก นางมีฉายา คร่าสามี7ศพ ! เพราะอะไรน่ะเหรอ ฉินจิ่นถูกขายให้เป็นสะใภ้ของ7ครอบครัว


พอตกลงที่จะแต่งงาน เจ้าบ่าวของฉินจิ่นก็จะต้องมีเหตุต้องตาย ทุกสารพัดวิธี และคนล่าสุดก็ตาย ถ้าพูดจากมุมมองการแพทย์สมัยนี้ นี่น่าจะเป็นอาการเลือดออกในสมองบวกกับอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ดังนั้นนางจึงถูกจัดให้แต่งกับน้องชายของคนที่ตายแทน แต่!ชายคนนั้นกับมีใบหน้าเสียโฉมยับ ราวกับอสุรกาย เขาเลยต้องใช้เศษผ้าพันหน้าไว้ ฉินจิ่นคนเก่าทนความอัปลักษณ์นี้ไม่ได้เลยโดด น้ำตาย...


แต่ในเมื่อฉินจิ่นเปลี่ยนเป็นคนใหม่ อีกทั้งเธอมีระบบแพทย์มีหรือจะยอมให้สามีหน้าอัปลักษณ์ ในยุค21 เธอทำศัลยกรรมหนุ่มหล่อมาตั้งเยอะ แต่ดูเหมือนระบบแพทย์จะแบตหมด แล้วเธอจะชาทพลังงานได้อย่างไร?


บทที่ 1: นี่หรือแม่แท้ๆ


 “ตี๊ดตี๊ด……ตี๊ด……”


“พลังงานของระบบต่ำเกินไป เกิดความเสียหายรุนแรง เข้าสู่โหมดพักผ่อน”


“ตี๊ดๆๆ……”

……


เสียงเครื่องกลดังอยู่ในหัวไม่หยุด ยุ่งเหยิงไปหมด ฉินจิ่นยังไม่ทันได้ฟื้น ก็ได้ยินผู้หญิงคนนึงตะโกนเสียงดัง อย่างกับเป็ดที่ถูกบีบคอ  “ตายแล้ว ตายแล้ว มีคนกระโดดแม่น้ำ”


คนกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามา พากันวิจารณ์หญิงสาวที่ตัวเปียกอยู่บนพื้น จู่ๆก็มีหญิงชาวนาที่มีอายุ พุ่งออกมาจากฝูงชน แล้วก็พุ่งเข้าไปบนร่างของฉินจิ่นทันที คว้าไปที่แขนของเธอและเขย่าเธอสุดชีวิต ร้องไห้อ้อนวอนต่อฟ้าดิน “โธ่! ทำไมชีวิตข้าถึงได้มีเวรมีกรรมเช่นนี้ ทำไมลูกสาวที่ข้าเลี้ยงให้เติบโตมาอย่างดิบดีถึงต้องมาตายไป แล้วครอบครัวของเราจะอยู่กันอย่างไร”


ฟังแล้วความสัมพันธ์แม่ลูกนั้นแน่นแฟ้นเหลือเกิน


ฉินจิ่นโดนเขย่าตัวจนเวียนหัว ไอออกมาสองสามครั้งตามด้วยสำลักน้ำในแม่น้ำออกมา รู้สึกเพียงแค่ว่าถูกเขย่าจนอาหารที่ตัวเองทานไปเมื่อคืนนั้นออกมาเกือบหมดแล้ว


“ป้าคะ ป้าคือใครเหรอคะ”


มองดูชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่แต่งกายเหมือนคนสมัยก่อน  ฉินจิ่นรู้สึกงงเล็กน้อย เธอในศตวรรษที่21นั้นเป็นหมอคนหนึ่ง ที่เพิ่งผ่าตัดเสร็จและกำลังขับรถกลับบ้าน ได้พุ่งไปชนเข้ากับรถบรรทุกขนาดใหญ่ เธอคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว ไม่คิดว่าแค่แป๊บเดียวก็ได้มาอยู่ในที่ที่น่าแปลกนี่แล้ว


ทะลุมิติเหรอ นี่มันเว่อร์เกินไปรึเปล่า


พอนางฉินเห็นว่าฉินจิ่นฟื้นแล้ว สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที จากนั้นบิดไปที่หูของเธออย่างโหดเหี้ยม


“ข้ารู้อยู่แล้วว่าคนตอแหลอย่างเจ้าน่ะต้องแกล้งตาย ยังกล้ารนหาที่ตายอีก วันนี้ข้าจะมัดเจ้ากลับไปที่ตระกูลเว่ยให้ได้ ฉินยิงเอาเชือกมา!”


ข้างๆนางฉินมีเด็กสาวอายุประมาณสิบขวบอยู่คนนึง ฟังคำพูดของนางฉินมองซ้ายมองขวา ข้างๆก็ไม่มีอะไรที่ดูเหมาะ จะถอดเข็มขัดของตัวเอง แต่นั่นก็เพิ่งจะซื้อมาใหม่ ทำใจไม่ได้ นิ้วมือหยุดไปที่เอวแล้วก็ลังเล


“เจ้าก็อยากจะยั่วโมโหข้าอีกคนใช่ไหม เจ้าจับมันไว้ให้ข้า ข้าจัดการเอง”


ฉินยิงโดนบิดไปหนึ่งที เจ็บจนคอหด รีบจับฉินจิ่นไว้ “พี่สาว ที่ท่านแม่ทำก็เพื่อเจ้า เจ้าเชื่อฟังท่านแม่แล้วแต่งงานเถอะ ถึงจะแต่งกับใคร ยังไงเจ้าก็ต้องแต่งอยู่ดี”


ความทรงจำเป็นช่วงๆผ่านเข้ามาในหัว ฉินจิ่นพอจะเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น


ตระกูลฉินฐานะยากจน ปีที่แล้วลูกชายคนโตจะแต่งงานแต่ไม่มีเงินสินสอด ตระกูลฉินเลยขายนางให้กับตระกูลเว่ย เพื่อที่จะแลกกับเบี้ยสองตำลึง เว่ยเหยียนปิน ลูกชายคนโตตระกูลเว่ยนั้นร่างกายอ่อนแอขี้โรค อายุ27แล้วยังหาภรรยาไม่ได้ ตอนแรกนางจะแต่งงานไปเพื่อความเป็นมงคล แต่ใครจะรู้ว่าชายโสดนี่ทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น นางยังไม่ทันได้แต่งเข้าตระกูลเว่ยก็ชายหนุ่มก็ชิงตายก่อนแล้ว


ถ้าพูดจากมุมมองการแพทย์สมัยนี้ นี่น่าจะเป็นอาการเลือดออกในสมองบวกกับอาการหัวใจวายเฉียบพลัน


ตอนแรกคิดว่าถ้าตัวนางไปถึงตระกูลเว่ยแล้ว ตระกูลเว่ยก็จะจ่ายเงินเลย ตอนนี้เว่ยเหยียนปินดันตายไปแล้ว ตระกูลเว่ยเลยไม่อยากจะเสียเงิน ตระกูลฉินก็ไม่ยินยอมรับภาระเลี้ยงดูอีกต่อไป จึงไม่ให้นางกลับบ้าน  นางเลยอยู่ที่บ้านตระกูลเว่ยมาปีนึง ส่วนเรื่องงานแต่งของลูกชายคนโตตระกูลฉินนั้น เนื่องจากไม่มีปัญญาจ่ายค่าสินสอด เลยต้องเลื่อนออกไปอีกปีนึง


ดูแล้วต่อไปฝ่ายหญิงก็คงจะยกเลิกงานแต่งแน่ๆ นางฉินเลยคิดออกอยู่ทางนึง ก็คือให้นางแต่งงานกับเว่ยเหยียนถิงลูกชายคนรองที่หน้าเสียโฉมของตระกูลเว่ย ใครจะรู้ว่าพอแต่งงานเสร็จ นางก็ได้หนีออกมา นางฉินกลัวว่าเงินนั้นจะเป็นโมฆะอีก จึงได้พาคนออกไปตามหาทันที


ร่างเดิมนั้นทนกับชีวิตไม่ไหวจนกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย เลยทำให้เกิดฉากนี้ขึ้นพอดี


นางฉินหาเชือกไม่เจอเลยดึงต้นกกที่อยู่ริมแม่น้ำ บิดรวมกันจนมีลักษณะเหมือนเชือก เตรียมจะมัดฉินจิ่น โดยที่ไม่รู้ว่าฉินจิ่นนั้นไม่ใช่ฉินจิ่นคนเดิมแล้ว


“ท่านแม่ ท่านแม่ไม่ต้องมัดข้า ข้าจะกลับไปกับท่านแม่อยู่แล้ว เมื่อครู่ข้าเกือบตาย ในใจท่านแม่มีแต่เงินรึ ไม่มีความรู้สึกของความเป็นแม่ลูกเลยรึ”


“เจ้าหยุดพูดไร้สาระกับข้าเดี๋ยวนี้นะ น้ำหน้าอย่างเจ้าขายออกได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว ไม่ดูสภาพตัวเองเลยสักนิด ยังดีที่ตระกูลเว่ยรับเจ้าไว้ ไม่งั้นถึงเจ้าจะไปขอทานอดตายอยู่บนถนนก็ไม่มีใครสนใจเจ้าหรอก”


“ใช่แล้ว พี่สาว คนอื่นๆไม่น้อยเห็นเจ้ากลับบ้านมาด้วยเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ท่านพ่อและท่านแม่ก็ขายหน้าจะแย่อยู่แล้ว กว่าจะหาคนระดับนี้ให้เจ้าได้มันไม่ง่ายเลยนะ ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าคงยอมแต่งงานโดยดี ให้ท่านพ่อกับท่านแม่ได้เบาใจลงบ้าง”


ตอนแรกฉินจิ่นได้ทะเลาะตบตีกับคนโดยไม่รู้สาเหตุที่หน้าหมู่บ้านมาก่อน พอกลับถึงบ้านผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าก็ขาดหลุดลุ่ยไปหมด ระหว่างทางจึงเจอกับคำวิจารณ์ของชาวบ้านไม่น้อย


นางฉินที่คิดแต่จะขายลูกสาวแล้วได้ราคาดีนั้นโมโหสุดขีด ไม่ได้สนใจแผลบนตัวนาง เอาแต่เฆี่ยนตีนาง จากนั้นราคาค่าตัวหญิงสาวจึงถูกลดเป็นราคาสองตำลึง


ความจริงก่อนจะขายให้กับตระกูลเว่ยนั้นนางได้ทำการขายลูกสาวไปแล้วถึงหกครั้ง แต่ไม่รู้ว่าเป็นอาถรรพ์อะไร คนที่นางต้องแต่งงานด้วยต่างก็ต้องมีเหตุต้องตายก่อนที่จะได้เป็นสามี รวมถึงลูกชายคนโตของตระกูลเว่ยด้วย รวมแล้วก็ตายไปทั้งหมดเจ็ดคน


หน้าตาของฉินจิ่นขึ้นชื่อว่าสวยในหมู่บ้าน ถ้าไม่มีเรื่องบ้านั่น สินสอดของนางก็คงจะได้มากกว่ายี่สิบตำลึงซะอีก ไม่แน่บางทีอาจจะได้แต่งงานกับคนใหญ่คนโตในเมือง เทศกาลปีใหม่ก็ยังเอาเนื้อกลับมาที่บ้านได้ด้วย แต่ตอนนี้ทำเอาผู้คนที่อยู่ทั้งใกล้ทั้งไกลนั้นรู้เรื่องกันหมด แน่นอนว่าไม่มีใครกล้ารับนางเข้าตระกูลง่ายๆอยู่แล้ว นางฉินนึกถึงเรื่องนี้แล้วคับแค้นใจมาก เหมือนว่าตัวเองนั้นขาดทุนไปหลายพันตำลึงเลยทีเดียว


นางฉินจะมัดฉินจิ่น แต่กลับโดนฉินจิ่นผลักออก นางฉินเซไปหลายก้าว ก้นใหญ่ๆนั้นถอยหลังไป ล้มลงทีนึงจนร้องเสียงเหมือนหมู แล้วก็เอ่ยปากด่าอยู่บนพื้น


“นังสารเลว เจ้ากล้าตีแม่เจ้ารึ ข้าไม่น่าคลอดเจ้ามาตั้งแต่แรกเลย ตอนแรกคิดจะให้เจ้าแต่งเข้าตระกูลเว่ย เจ้าจะได้เอาเงินกลับมาช่วยค่าใช้จ่ายที่บ้านได้ทุกเดือน แต่นี่หนึ่งปีแล้ว พี่ชายเจ้ายังไม่ได้แต่งเมียกลับมาเลย เจ้าคิดจะทำให้ข้าเป็นบ้าตายแต่แรกอยู่แล้วใช่ไหม”


นางฉินเตะขาไปมั่วอยู่บนพื้น ฉินยิงรีบไปพยุงนาง “พี่สาว เจ้าดูสิว่าเจ้าทำให้ท่านแม่โมโหจนเป็นแบบนี้ไป เจ้ายังไม่รีบขอโทษท่านแม่อีก”


คนที่อยู่รอบๆพากันวิจารณ์อย่างหนักหน่วง เพราะเรื่องอกตัญญูนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่


ฉินจิ่นลุกขึ้นมาจากพื้น เสื้อผ้าที่เปียกๆแนบอยู่บนตัวที่สั่นของนาง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อท่าทีของนาง


“ท่านแม่ ข้าก็เป็นลูกสาวของท่านเหมือนกัน ท่านด่าข้าแบบนี้ก็ได้รึเจ้าคะ พี่ชายจะแต่งงานท่านก็ช่วยอย่างเต็มที่ ท่านแม่ก็คลอดข้าและเขามาเหมือนกัน ทำไมถึงเลี้ยงดูไม่เหมือนกันละเจ้าคะ” นางพูดอย่างสิ้นหวัง อารมณ์อดีตของร่างเดิมนั้นมีกระทบถึงนางเช่นกัน


เดือนนี้ที่อยู่บ้านตระกูลเว่ย นางก็ขโมยของส่งให้ที่บ้านไม่น้อย


ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้าพวกเขาเกรงใจตัวเองหน่อยก็คงดี แต่ถ้ายังไร้เยื่อใยแบบนั้น นางก็จะไม่เกรงใจแล้วเหมือนกัน


“ลูกสาวที่อกตัญญูอย่างเจ้า! ข้าจะถือว่าข้าไม่ได้คลอดเจ้ามา ตั้งแต่วันนี้เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาเหยียบบ้านของข้าอีก!”


ตอนแรกนางฉินคิดว่าฉินจิ่นจะร้องไห้อ้อนวอน ใครจะรู้ว่าพอฟังแล้วนางจะพูดคำเดียวว่า “ได้”


นางฉินอึ้งไปสักพัก แล้วก็ตื่นตระหนกขึ้น จะไม่เอาลูกสาวก็ได้ แต่เงินนั้นจะช่างมันไม่ได้ พอนางฉินคิดวางแผนแล้ว ก็รีบเกาะฉินยิงลุกขึ้น


“คิดจะไป มันก็คงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ตลอดเวลาหลายปีข้าก็ไม่ได้เลี้ยงเจ้ามาฟรีๆ ถ้าไม่ได้สักสิบตำลึงข้าก็จะไม่หยุดแน่”


“ได้ สิบตำลึงก็สิบตำลึง ห้าวันหลังจากนี้ท่านมาเอาเงินไปได้เลย” ได้สองตำลึงจากตระกูลเว่ยยังไม่พออีก ยังอยากจะรีดไถจากเธออีกสิบตำลึงอีก แต่ถ้าใช้กำจัดญาติพี่น้องที่วิปริตแบบนี้ได้ก็ถือว่าคุ้มค่าดี


รอบๆมีชาวบ้านมากมายดูอยู่ นางฉินกลัวว่านางจะเบี้ยว เลยจับมือนางเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร พอทำเสร็จ ก็พาฉินยิงกลับไปอย่างพึงพอใจ


“ท่านแม่ ท่านแม่ว่ามันจะเอาเงินสิบตำลึงมาได้ภายในห้าวันจริงๆรึ”แค่ตำลึงเดียวนั้นก็เป็นรายได้ทั้งปีของครอบครัวธรรมดาทั่วไปเชียวนะ สิบตำลึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ตั้งแต่เกิดมาฉินยิงยังไม่เคยได้เห็นเงินเยอะเท่านี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ


“ช่างมันปะไร ยังไงก็มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรแผ่นนี้แล้ว ถ้ามันไม่มีเงิน เราก็ค่อยเอาจากตระกูลเว่ย ถึงยังไงตอนนี้มันก็เป็นลูกสะใภ้ของตระกูลเว่ยแล้ว ว่าแล้วก็ยังมีที่นาอีกแปลงนึงกับวัวตัวนึงด้วยหนิ” นางฉิน เก็บหลักฐานเอาไว้ ราวกับว่าทั้งที่นาทั้งวัวนั้นต้องตกเป็นของนางยังไงอย่างงั้น


บทที่ 2: หรือต้องผลิตเครื่องจ่ายไฟ


ระหว่างที่ฉินจิ่นกลับบ้าน ก็ได้เก็บสมุนไพรบนเขาระหว่างทางมาด้วยเล็กน้อย


บ้านหลังดังกล่าวนั้นสร้างอยู่บนไหล่เขา เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆที่สั่นคลอน ร่างเดิมนั้นไม่ชอบคนในตระกูลเว่ย และไม่ยอมอาศัยอยู่กับพ่อแม่ตระกูลเว่ย เพื่อที่จะให้ครอบครัวสงบสุข เว่ยเหยียนถิงเลยทำได้เพียงพาภรรยาย้ายออกมาอยู่ข้างนอกกันเอง


สภาพบ้านเก่าและซอมซ่อ ทั้งสี่ด้านนั้นเป็นผนังดิน ประตูบ้านทรุดโทรม


ฉินจิ่นยืนอยู่นอกประตู คนเดียวท่ามกลางสายลม แต่นี่มันผุพังเกินไปรึเปล่า


นางผลักประตูเข้าไป ในบ้านนั้นมืดสนิททั้งๆที่เป็นตอนกลางวัน ดูท่าแล้วเหมือนไม่อยากจุดไฟ นางจับๆคลำๆไปถึงที่โต๊ะ ยังไม่ทันได้จับตะเกียงน้ำมัน เท้าก็ไปเตะโดนอะไรบางอย่างซะก่อน


“ใคร ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ”


นางรีบจุดไฟให้สว่าง คว้าเจ้าจิ๋วออกมาจากใต้โต๊ะ ร่างน้อยร้องเรียก “พี่สาว”


ปรากฏว่าคือเสี่ยวซี


เสี่ยวซีคือเด็กที่ถูกตระกูลฉินเก็บมาเลี้ยง ตอนแรกคิดว่าถ้าลูกชายคนโตหาเมียไม่ได้ก็จะให้เอาเขามาเป็นลูก แต่หลังๆมาได้มีการตกลงเรื่องงานแต่งกัน แน่นอนว่าเขาก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ตระกูลฉินเอาเขาไปทิ้งตั้งสามครั้ง แต่เด็กตัวเล็กๆคนนี้ก็หาทางกลับบ้านเจอทุกครั้ง ตระกูลฉินรำคาญ เลยส่งเขาไปที่บ้านตระกูลเว่ย ให้ฉินจิ่นดูแล อาศัยกินข้าวของบ้านตระกูลเว่ย


จริงๆแล้วตระกูลเว่ยก็ถือว่าเมตตาต่อร่างเดิมสุดๆ ลูกชายคนโตตระกูลเว่ยตายไปแล้ว ตระกูลฉินไม่ยอมรับฉินจิ่นคนเดิมกลับตระกูล  ตระกูลเว่ยก็ให้อยู่ตั้งหนึ่งปี แล้วก็ยังมีตัวภาระนี้ติดมาด้วย


ฉินจิ่นใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาบนหน้าเขาให้แห้ง “ไม่ร้องแล้วนะ พี่ก็ยังอยู่ดีอยู่นี่ไง เจ้าเป็นผู้ชาย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเจ้าต้องเข้มแข็งนะ รู้ไหม”


เสี่ยวซีเช็ดน้ำตา ยกมือแล้วลูบไปบนหน้า น้ำมูกและน้ำตาถูกลูบออกจากใบหน้าทันที


เด็กคนนี้อ่อนไหวเชื่อฟังมากๆ ทำให้คนต่างพากันเอ็นดูสุดๆ


“เจ้าหิวแล้วใช่ไหม เดี๋ยวพี่หาอะไรให้กินนะ”


ฉินจิ่นค้นและหาทั่วบ้านไปรอบนึง หาจนหมดทุกที่ในบ้านแต่ค้นเจอแค่มันเทศสองหัว แม้แต่ข้าวเม็ดนึงก็ไม่มี นางทำได้แค่เอามันเทศสองหัวลงไปนึ่งในหม้อ ยังดีที่ในบ้านยังมีฟืนแล้วก็น้ำอยู่


เสี่ยวซีมองดูมันเทศที่มีไอร้อนปุดๆที่อยู่ตรงหน้า เพียงคิดจะยื่นมือออกมารับมันเทศ แต่แล้วก็เก็บมือกลับไป “พี่สาวกินก่อนเลยขอรับ”


เป็นเด็กที่รู้เรื่องจริงๆ นางลูบไปที่หัวของเขา เอามันเทศหัวนึงส่งไปในมือของเขา แล้วตัวเองก็หยิบมาหัวนึง “เอาล่ะ เรามากินด้วยกันเถอะ”


เสี่ยวซีกินอย่างตะกละมูมมาม ดูท่าทางจะหิวมานานมากแล้ว


พอกินอิ่มแล้ว ฉินจิ่นก็จับไปที่เสื้อบางๆบนตัวเขา จากนั้นนางก็ไปค้นเอาเสื้อของตัวเองออกมาตัวนึง ตัดแล้วให้เขาใช้เป็นเสื้อกันหนาว ดีที่เด็กนั้นตัวเล็ก เสื้อตัวนึงนั้นพอนำมาตัดแล้วก็ยังเหลือเศษผ้าอยู่


เสี่ยวซีเห็นว่าจู่ๆนางก็ตัดเสื้อผ้า เลยตกใจ  นึกว่าสมองของนางกระทบกระเทือนมีปัญหา พอเห็นว่านางทำเสื้อให้ตัวเอง ก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ “พี่สาว ให้ข้าจริงๆรึ”


“แน่นอนสิ เจ้ารีบลองใส่ฝีมือของข้าดูเร็ว” ยังดีที่นางใช้ด้ายใช้เข็มเย็บผ้าเป็นอยู่บ้าง จริงๆแล้วเย็บแผลให้คนไข้กับเย็บผ้าก็คล้ายๆกัน โอเค……ดูเหมือนจะไม่คล้าย ถึงจะทำออกมาดูแปลกๆหน่อย แต่พอเห็นท่าทางที่สวมใส่อย่างดีใจของเสี่ยวซีแล้ว ในใจก็รู้สึกชื่นใจหน่อยๆ


“พี่สาว พี่ดูไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ เมื่อก่อนพี่จะทำเสื้อใหม่ให้แต่ตัวเอง”


“แบบนี้ไม่ดีรึไง ต่อไปถ้าทำงานได้เงินแล้ว ก็จะซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าเยอะๆด้วย รอเจ้าโตก็จะหาเมียให้เจ้าอีกด้วย”


ทำเอาเด็กชายที่อายุแปดขวบอดหน้าแดงไม่ได้ “ข้าไม่เอาเสื้อใหม่ เอาแค่เสื้อที่พี่สาวไม่ใช้ก็พอแล้วล่ะ”


เขาพูดอย่างระมัดระวัง ฟังแล้วทำให้คนรู้สึกเศร้าได้อีก อดไม่ได้ที่จะกอดเขาเข้ามาในอ้อมแขน “เจ้าวางใจเถิด ต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว”


ถึงแม้นางจะแต่งงานแล้ว แต่จริงๆแล้วก็อายุเพียงสิบสามปี


อายุแค่นี้ก็ต้องเป็นภรรยาแล้ว ทำให้รู้สึกโมโหจริงๆ มีบางที่ที่ยังไม่ได้เติบโตอย่างเต็มที่เลยด้วยซ้ำ


พูดถึงหาเงิน นางนึกขึ้นได้ถึงวัตถุดิบยาที่นางเอามา อาศัยตอนที่ฟ้ายังไม่มืดนั้น ก็เริ่มลงมือทันที สับ บด ต้ม สุดท้ายก็ได้เป็นยาใส่ไปในโถ การกระทำแบบนี้นางทำได้อย่างเชี่ยวชาญและชำนาญ ไม่มีสากหิน ก็ใช้ก้อนหินแทน แต่ในบ้านนั้นไม่มีภาชนะเหลือสำหรับเก็บเลยสักนิด หาเจอแค่โถดื่มน้ำสองโถ เลยทำได้แค่สองโถไปก่อน


พรุ่งนี้นางจะเอายาสองขวดนี้ไปในเมือง ดูว่าจะแลกเงินได้เท่าไหร่กันแน่ ถ้าขายได้ดีนางก็จะทำเพิ่มอีกหลายๆขวด


พอเก็บวัตถุดิบยาที่เหลือเสร็จแล้ว ก็ลากเสี่ยวซีที่อึ้งอยู่นั้นขึ้นเตียงแล้วเข้านอน ที่เหลือนั้นพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน


ก่อนนอนเสียงระบบก็ดังตี๊ดๆขึ้นอีก


“พลังงานของระบบต่ำเกินไป เริ่มเข้าสู่โหมดพักผ่อน กรุณาชาร์จแบตเตอรี่ในทันที กรุณาชาร์จแบตเตอรี่ในทันที……”


ชาร์จแบตเหรอ จะชาร์จยังไงล่ะ จะให้นางผลิตเครื่องจ่ายไฟในยุคสมัยโบราณรึไงกัน


ชาติที่แล้วนางเข้าร่วมโครงการวิจัยระดับสูงโครงการหนึ่ง ทำให้ได้รับระบบนึงมา ระบบนี้เชื่อมต่อกับคลังยาของนาง ยิ่งไปกว่านั้นคือสามารถสร้างใบสั่งยาอัตโนมัติเพื่อให้นางได้ค้นหาข้อมูลอ้างอิง แล้วก็ไม่รู้ว่าพอมาถึงยุคสมัยโบราณแล้วระบบยังจะสามารถใช้ได้อยู่รึเปล่า ดูทีท่าแล้วคงต้องชาร์จแบตเตอรี่ก่อนถึงจะรู้ได้


แต่ก่อนที่จะรู้น่ะ จะชาร์จแบตยังไงล่ะ


ฉินจิ่นขี้เกียจจะคิดต่อแล้ว ตอนนี้การจัดการปัญหาเรื่องกินอิ่มนอนอุ่นนั้นสำคัญกับนางมากกว่า


นอนถึงเที่ยงคืน ก็มีสายลมเย็นพัดโชยมา นางกอดผ้าแน่นโดยไม่รู้ตัว แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ เหมือนมีใครแอบเข้ามาในห้อง รู้สึกว่าฝีเท้านั้นใกล้เข้ามา เดินมาข้างเตียงทีละก้าว


ฉินจิ่นแอบยื่นมือคว้าเชิงเทียนที่อยู่บนหัวเตียง มุ่งไปที่เงาดำแล้วปาออกไป


แต่ข้อมือกลับถูกมือหนาใหญ่ที่แรงเยอะจับมือไว้แน่นทันที


“อาจิ่น ข้าเอง” เสียงของชายหนุ่มที่น่าดึงดูดส่งมาที่ข้างหู นางเงยหน้าขึ้นแล้วตกใจไปที แล้วหน้าผีก็ได้ปรากฏขึ้นในสายตาของนาง


ใบหน้าที่ถูกพันเป็นกากบาทด้วยผ้าพันแผลสีขาว เผยให้เห็นเพียงแค่ดวงตาคู่เดียว ในตอนกลางคืนนั้นยิ่งทำให้น่ากลัวเข้าไปใหญ่


เว่ยเหยียนถิงกลับมากลางดึก มาพร้อมกับพายุหิมะ


นางเกือบจะลืมแล้ว ว่าตัวเองนั้นยังมีสามีที่ได้มาง่ายๆอีกด้วย


เชิงเทียนสว่างขึ้น เขาถอดหมวกงอบและเสื้อกันฝนออก ปัดหิมะด้านบน มองดูฉินจิ่นที่กำลังมองเขาอยู่ เว่ยเหยียนถิงเลยรู้สึกประหม่า


“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าตกใจนะ ได้ยินว่าเจ้าเกิดเรื่อง ข้าเลยไปหาเจ้า แต่แม่ของเจ้าบอกว่าเจ้ากลับมาแล้ว ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวข้าไปนอนข้างนอกเอง”


“เปล่า เปล่า ข้าไม่ได้กลัว ท่านอย่าสนใจเลย” ด้วยสัญชาตญาณของแพทย์แล้ว พอเห็นแผลก็อดไม่ได้ที่จะมองไปหลายที “ให้ข้าดูแผลบนหน้าของท่านหน่อยได้รึไม่”


“เจ้าจะดูไปทำไมกัน” สายตาของเว่ยเหยียนถิงนั้นมีความระแวงเกิดขึ้น คนรอบตัวต่างพากันหนีเขา ขนาดเด็กในหมู่บ้านยังถูกเขาทำให้ตกใจร้องไห้อีกด้วย เมื่อก่อนฉินจิ่นนั้นไม่ยอมแม้แต่จะมองหน้าของเขา ทำไมจู่ๆวันนี้ถึงอยากจะดูแผลของเขากันล่ะ


“ท่านอย่าเข้าใจผิดนะ เพียงแค่ข้าได้ทำยารักษาแผลภายนอกไว้เมื่อครู่นี้น่ะ อยากให้ท่านได้ลองดู”


เมื่อสักครู่พอเขาเข้าไปในห้องก็ได้กลิ่นยาแล้ว กำลังคิดแปลกใจพอดี


ฉินจิ่นลากเขาให้นั่งลง เอายาที่เหลือที่ไม่ได้บรรจุลงในขวด แกะผ้าพันแผลบนหน้าของเขาออก ใช้นิ้วมือป้าย แล้วทาขึ้นไปอย่างระมัดระวัง


ตอนแรกเว่ยเหยียนถิงนั้นต่อต้านสุดขีด แต่ก็ค่อยๆเริ่มเชื่อฟัง


เขามองดูหญิงสาวที่อยู่ไม่ไกลอย่างน่าทึ่ง มองดูแก้มแดงๆ และริมฝีปากที่อวบอิ่มของนาง แล้วก็ยังมีนิ้วมือที่เรียวยาวนั้น วันนี้นางดูไม่ค่อยเหมือนวันปกติทั่วไป


บทที่ 3: ไอ้ขี้เหร่แบกเมีย


พอทายาเสร็จก็ช่วยพันแผลให้กับเว่ยเหยียนถิงอย่างระมัดระวัง ในใจฉินจิ่นกำลังคิดว่า ถ้ามีระบบยา ตัวเองก็จะสามารถเอาเครื่องมือพวกนั้นมาศัลยกรรมให้เขาได้


เว่ยเหยียนถิงมองดูเงาของนาง ถึงจะคลุมด้วยเสื้อโค้ตหนาๆ ก็สามารถเห็นถึงรูปร่างที่เพรียวของหญิงสาวคนนั้นได้ ทำเอาสติหลุดลอยเลยทีเดียว


“เจ้ามองข้าทำไมกัน เวลาตอนนี้ก็ค่ำแล้ว เจ้าก็รีบไปนอนบนเตียงเถิด ระวังหน่อย อย่าให้เสี่ยวซีตื่น “เตียงเหรอ แต่ที่นี่มีแค่เตียงเดียวหนิ” คำที่รอคอยมานานก็ได้ถูกพูดออกมา


ถึงแม้จะรู้ว่าผู้ชายคนนี้คือสามีของนาง และหลังจากนี้ยังจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันไปอีกนาน แต่ถึงนางจะเปิดใจแค่ไหนก็คงจะยอมรับการนอนกับผู้ชายที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกทันทีไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือนางทำให้สามีตายไปถึง7คน ถึงแม้จริงๆแล้วจะไม่ได้เกิดความสัมพันธ์อะไรขึ้นกับผู้ชายเลยก็ตาม


“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะออกไปนอนเก้าอี้ข้างนอก”


“เดี๋ยวก่อน อากาศหนาว เอาผ้าห่มเพิ่มไปอีกสักผืนสิ”


“อื้ม เจ้าก็รีบพักผ่อนล่ะ”


เว่ยเหยียนถิงแสดงอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่อยากให้นางลำบากใจ มองดูแผ่นหลังของเขา ในใจของนางนั้นรู้สึกซาบซึ้ง ดูแล้วผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้แย่


ตื่นแต่เช้าตรู่จะทำกับข้าว กลับเห็นว่าอาหารที่เหลืออยู่ในบ้านนั้นกินหมดไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เสียงท้องของเสี่ยวซีร้องจ้อกๆ แต่กลับไม่ได้งอแงจะเอาอาหารกับพวกเขา


เว่ยเหยียนถิงหน้าตาอัปลักษณ์ ไปทำงานก็ไม่มีเจ้านายคนไหนกล้ารับเขา กลัวว่าจะทำให้ลูกค้าตกใจจนหนีเตลิดไป ดีที่ร่างกายของเขาแข็งแรง เลยพึ่งการทำสวนปลูกผักประทังชีวิต เมื่อวานล่ากระต่ายป่ามาได้หนึ่งตัว ตอนแรกอยากจะเอากลับมาบ้าน แต่พอได้ยินว่าฉินจิ่นเกิดเรื่อง เลยรีบไปตามหา จนไม่ได้ระวังจึงทำกระต่ายป่าหลุดหายไป


ตอนแรกกลัวว่าฉินจิ่นจะโวยวาย แต่ครั้งนี้นางกลับใจเย็นแปลกๆ ไม่มีแม้แต่คำบ่นเลยสักคำ


“ท่านพี่ถิง ท่านไปในเมืองกับข้าหน่อยสิ เสี่ยวซี เจ้ารออยู่ที่บ้านดีๆล่ะ พวกเรารีบไปแล้วจะรีบกลับมา”


คำเรียกที่ว่า “ท่านพี่ถิง” นี้ทำเอาเว่ยเหยียนถิงใจฟูขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินนางเรียกตัวเองแบบนี้


เสี่ยวซีพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง มองดูทั้งสองออกบ้านไป เกาะอยู่ตรงหน้าต่างมองออกไปข้างนอกตาแป๋ว ราวกับว่ากลัวพวกเขาจะทิ้งตัวเองไปและจะไม่กลับมาอีกแล้ว


ข้างนอกลมแรง มีหิมะตก ทางลงเขานั้นไม่ค่อยสะดวกนัก


เว่ยเหยียนถิงถอดเสื้อกันฝนออกคลุมไปบนตัวของนาง และคิดจะแบกนางขึ้นหลังแทน ฉินจิ่นพยักหน้า แล้วเกาะไปที่หลังของเขาโดยไม่ปฏิเสธ แผ่นหลังของผู้ชายนั้นกว้างและอบอุ่น ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าอากาศไม่ได้หนาวเท่าไหร่


เว่ยเหยียนถิงแบกนางและเดินบนทางหิมะอย่างระมัดระวัง ร่างกายของหญิงสาวนั้นตัวเล็กกะทัดรัด มีความอบอุ่นอยู่ด้วย ลมหายใจของนางรดไปบนหน้าของเขา จักจี้ และทำให้รู้สึกใจเต้นแรง


อยู่บ้านตระกูลเว่ยมาตั้งนาน นางไม่ยอมพูดกับเขาเลยสักคำ พอได้ยินว่าจะให้แต่งงานด้วย นางก็จะกระโดดน้ำฆ่าตัวตายทันที แต่วันนี้กลับยอมให้เขาแบกนาง


ในใจเว่ยเหยียนถิงดีใจ สำหรับเขาแล้วนี่คือความก้าวหน้าก้าวใหญ่เลยล่ะ


ระหว่างทางมีหญิงชาวบ้านเจอพวกเขาทั้งสอง ก็อดไม่ได้ที่จะพูดเยาะ ไอ้ขี้เหร่แบกเมียแล้วโว้ย


เว่ยเหยียนถิงตั้งใจหันหน้าหนีไม่มองพวกนาง ฉินจิ่นสังเกตเห็นท่าทางของเขา ใจของพ่อหนุ่มคนนี้ช่างอ่อนไหวจริงๆ นางกอดคอเขาไว้ พูดกระซิบไปที่ข้างหูของเขา


“ท่านพี่ถิง อย่าไปสนใจที่พวกนางพูดเลย”


“อื้ม” เว่ยเหยียนถิงอุ่นใจขึ้นทันที หลังจากที่ภรรยาคนนี้ของตัวเองจมน้ำแล้วก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเมื่อก่อน แต่ตอนนี้นั้นค่อนข้างดีกว่าอดีต


เมืองหลานเถียนเป็นเมืองเดียวที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ รอบๆนั้นเต็มไปด้วยหลายๆหมู่บ้าน หมู่บ้านเหยาคังที่พวกเขาอยู่ก็เป็นหนึ่งในนั้น


ตลาดในเมืองนั้นมีอยู่แถวเดียวยาวไม่เกินห้าสิบเมตร แต่กลับมีคนพลุกพล่านอย่างครึกครื้น


ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงไปที่ร้านขายยาโดยตรง ร้านขายยาถูกตกแต่งอย่างสวยงาม คอยให้บริการกับคนรวยในเมือง ชาวบ้านทั่วไปเวลาป่วยนั้นมักจะทำใจไม่ได้ที่จะต้องเสียเงิน ดังนั้นพวกเขาจึงมีหมอประจำของตัวเอง จริงๆแล้วก็เป็นหมอที่รู้เกี่ยวกับสมุนไพรนิดหน่อย กับโรคภัยไข้เจ็บเล็กๆน้อยๆก็พอรักษาได้ แต่ถ้าเจอกับโรคร้ายแรงก็รักษาไม่ได้อยู่ดี คนเหล่านี้ไม่ได้เรียนรู้มาเป็นพิเศษ และทำให้เกิดปัญหาในการรักษาได้ง่ายมากเช่นกัน


“พวกเจ้าสองคนมาทำอะไรลับๆล่อๆอยู่ตรงนี้ ยังไม่รีบไปอีก อย่ามาขวางการทำมาหากินของพวกข้า”


“พี่ชายจ้ะ พวกข้ามาขายยาน่ะ”


ลูกจ้างร้านขายยามองดูพวกเขาที่แต่งตัวเรียบง่าย เลยไม่ได้เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาแต่แรกอยู่แล้ว


“ไปๆๆ ไปขอข้าวที่อื่นไป อย่ามาทำให้ที่ของพวกข้าสกปรก”


“พวกเจ้าร่ำรวยหน่อยก็เลยดูถูกเหยียบย่ำคนอื่นแบบนี้เหรอ ข้ามาขายยา ในเมื่อพวกเจ้าไม่อยากจะดูสินค้างั้นพวกข้าก็ขอลา”


“ช้าก่อน” เจ้าของร้านที่อยู่ในร้านได้ยินเข้าจึงเดินมา ตอนแรกที่เขาได้ยินเสียงจากข้างนอกนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่เห็นเด็กสาวคนนี้ไม่ยอมโดนดูถูก อีกอย่างก็รู้สึกสนใจของที่นางบอกด้วย


เจ้าของร้านขายยานามสกุลหวู สวมชุดผ้าไหม สูงอายุ ไว้เคราที่ยาวถึงอก หนวดเคราสีขาว ท่าทางเหมือนแพทย์แผนจีนโบราณ


ทั้งสองเดินตามเถ้าแก่หวูเข้าไปในร้าน เป็นครั้งแรกของเว่ยเหยียนถิงที่ได้เข้ามาในที่แบบนี้


เถ้าแก่หวูพิจารณายาสองโถที่ฉินจิ่นนำมา ใช้มือคว้านออกมานิดหน่อยแล้วใช้จมูกดม สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้น “ขอถามหน่อยนะแม่นาง ยานี้ใช้รักษาอะไรรึ”


“ใช้รักษาแผลภายนอกทุกอย่างเจ้าค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแผลหนักแค่ไหน ก็สามารถหายได้ภายในเวลาห้าวัน”


ถ้าไม่ได้เห็นยานี้ด้วยตัวเอง เถ้าแก่หวูต้องคิดว่านางโกหกแน่ๆ เขาไม่เคยเห็นยาสูตรแปลกๆนี้มาก่อน ไม่แน่อาจได้ผลที่น่าอัศจรรย์ก็ได้ แต่การทำธุรกิจนั้นก็ต้องระมัดระวัง เขาเลยบอกว่า “ยานี้เอาไว้ที่ร้านนี้ก็ได้ ถ้าขายดี ข้ากับเจ้าแบ่งกันคนละห้าสิบห้าสิบ”


“ไม่ได้ ข้าจะต้องได้เงินตอนนี้ ถ้าเจ้าไม่ให้งั้นข้าก็ขอเปลี่ยนไปร้านอื่นละกัน” ฉินจิ่นไม่พูดอะไรมากจะหยิบยาแล้วเดินไป แน่นอนว่าเถ้าแก่หวูต้องเสียดาย จากนั้นเขาจึงต่อราคาไปมา สุดท้ายแล้วเถ้าแก่หวูตกลงรับยาสองขวดนี้ที่สามสิบเหวินถ้าเกิดว่าขายได้ดี ก็ค่อยแบ่งให้นางคนละครึ่ง


พอคุยเรื่องราคากับฉินจิ่น เถ้าแก่หวูหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อ “ข้าทำธุรกิจมานานขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นแม่นางที่เสนอราคาได้เก่งแบบนี้”


“ลำบากเถ้าแก่แล้ว ข้ายังมีสูตรอีกมากมาย รับรองว่าที่อื่นไม่มีแน่นอน ถ้ายาตัวนี้ขายได้ดี วันหลังข้าจะเอาอย่างอื่นมาส่งให้ท่านอีก”


ได้ยินนางพูดแบบนี้แล้ว ท่าทางของเถ้าแก่หวูก็ดูผ่อนคลายขึ้น แต่กลับไม่บอกว่ายานี้ขายดีรึเปล่า สาวน้อยคนนี้พูดได้น่าฟังมาก


ลูกจ้างห่อเงินเสร็จก็ส่งมาตรงหน้าพวกเขา นับจากนั้นมา ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกพวกเขาอีกเลย ได้รับการยอมรับจากเจ้าของร้านแบบนี้ ดูท่าทางแล้วยาของหญิงสาวคนนี้ต้องมีของดีอะไรบางอย่างแน่ๆ


“ท่านพี่ถิง พี่เก็บไว้เถอะ” ฉินจิ่นได้นำเงินยัดไปในมือของเว่ยเหยียนถิง เว่ยเหยียนถิงจับอยู่สักพักก็อยากจะส่งกลับคืน


“นี่เป็นเงินที่เจ้าหามาได้ เจ้าเก็บไว้เถอะ”


“ของเจ้าของข้าอะไรกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทำไมถึงต้องแบ่งแยกชัดเจนขนาดนั้นด้วยล่ะ”


เว่ยเหยียนถิงได้ยินคำพูดนี้แล้วในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้น ค่อยๆยิ้ม แล้วนำเงินใส่เข้ากระเป๋าอย่างระมัดระวัง


ทั้งสองออกจากร้านขายยา ขาข้างนึงเพิ่งจะก้าวออกไป และตอนก้าวขาอีกข้างก็ได้มีชายวัยกลางคนเดินเข้าไป


เดินสวนทางตรงประตูกับทั้งสอง แล้วก็ยังหันกลับไปมองทั้งสองทีนึงด้วย หนุ่มหน้าตาอัปลักษณ์ยืนอยู่กับสาวสวยคนนี้ มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ


“อ้าว ท่านจาง ลมอะไรหอบท่านมารึ”


“ข้ามาเอายาน่ะ”


บทที่ 4: ประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของการคร่าชีวิตสามีทั้งเจ็ด


ขุนนางจางเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมีอิทธิพลมากในเมืองหลานเทียน และเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจ แต่เสียดายที่มีสมรรถภาพทางเพศที่อ่อนแอ อายุห้าสิบถึงจะมีลูกชายได้อย่างยากลำบาก แน่นอนว่าต้องหวงยิ่งกว่าอะไรเป็นธรรมดา คราวนี้ ลูกของขุนนางจางนั้นซุกซน ขึ้นต้นไม้ไปเก็บรังนก จนตกลงมาขาหัก และไม่หายสักที


เถ้าแก่หวูหยิบยาจินฉวงที่ดีที่สุดในร้านมาให้ทันที และยิ้มเอาใจ “ท่านชายน้อยร่างกายแข็งแรง ต้องดีขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน”


แต่จางเหมา ไม่รับ แล้วส่ายหัว “นายท่านบอกว่าครั้งที่แล้วยานี้ใช้ไม่ได้ผล พอท่านชายทาแล้วก็มีอาการคันแผล พลิกตัวไปมานอนไม่หลับ ให้พวกเจ้าหายาจินฉวงแบบใหม่มาให้”


เถ้าแก่หวูลำบากใจ ยาที่ดีที่สุดในร้านนี้ก็คือตัวนี้ ถึงจะมีตัวอื่นที่แย่กว่าก็ไม่กล้าให้ท่านชายน้อยลอง ในความลำบากใจนี้ ทันใดนั้นจางเหมาก็ได้เห็นโถที่วางอยู่บนโต๊ะ ก็คือยาที่ฉินจิ่นเอามาไว้


“นี่คืออะไร”


“นี่คือยาที่แม่นางคนหนึ่งทำ บอกว่าใช้รักษาแผลภายนอก ไม่ว่าจะบาดเจ็บหนักแค่ไหนก็หายได้ภายในห้าวัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ยานี้ไม่เคยมีใครลองมาก่อน ข้าเลยไม่กล้าเอาให้ท่านชายน้อยน่ะ”


จางเหมาเปิดฝาแล้วดม “ตัวนี้ล่ะ”


“แต่ว่า……”


เงินหนึ่งตำลึงวางอยู่บนโต๊ะ จางเหมาถือยาสองโถ


พอเถ้าแก่หวูเห็นเงินก็ยิ้มแป้นทันที ไม่มีความกังวลใดๆอีกเลย รีบคว้าเงินมาอยู่ในมือ ราวกับว่ากลัวมาเงินจะวิ่งหนีไปได้ยังไงอย่างงั้น “พอแล้วพอแล้ว”


ตอนแรกยังกลัวว่าจะขายไม่ออก ไม่คิดว่าพริบตาเดียวก็ได้กลับมาเป็นเท่าตัวเลย การค้าขายที่ดีแบบนี้จะหาจากที่ไหนได้


ส่งจางเหมากลับแล้ว เถ้าแก่หวูเล่นลูกคิดอย่างพึงพอใจ ลูกจ้างที่อยู่ข้างๆ พูดว่า “เถ้าแก่ขอรับ ถ้านายน้อยใช้ยานี้แล้วเกิดปัญหาขึ้นจะทำอย่างไรล่ะขอรับ”


“นั่นไม่เกี่ยวกับเรา เมื่อกี้ข้าบอกชัดเจนแล้ว ว่ายานี้เป็นยาที่แม่นางผู้หนึ่งให้มา ถ้าหากว่าเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ แน่นอนว่าพวกเขาต้องเอาคืนกับแม่นางผู้นั้น”


“ฮัดชิ่ว!” ฉินจิ่นดีใจจนเกาะแขนเว่ยเหยียนถิงเดินซื้อของที่ตลาด แล้วก็จามขึ้นกะทันหัน


“อาจิ่น เจ้าเป็นอะไรไป”


“ไม่เป็นไร ไม่รู้ว่าใครกำลังคิดถึงข้าอยู่”


ถุงเล็กใหญ่ในมือของเว่ยเหยียนถิง หิ้วผักและเนื้ออยู่ ซื้อหมูสามชั้นมาชิ้นนึงราคาสิบสามเหวิน กำชับให้พ่อค้าหั่นเป็นสองชิ้น ใช้เชือกฟางมัด และซื้อผักบ้างในราคาแปดเหวิน ในนั้นยังแบ่งมาซื้อลูกอมหนึ่งเหวินให้เสี่ยวซีไม้นึง แปดเหวินที่เหลือนางคิดจะซื้อข้าวทั้งหมด แต่ดูถุงเล็กถุงใหญ่ในมือของ                        เว่ยเหยียนถิงแทบจะถือไม่ไหวแล้ว “ท่านพี่ ให้ข้าช่วยท่านพี่ถือหน่อยเถิด”


“เรื่องแบบนี้ต้องการให้เจ้าลงมือเองที่ไหนกัน เจ้าดูแลเรื่องซื้อก็พอ เยอะกว่านี้ข้าก็ถือไหว”


“ถ้างั้นคืนนี้ข้าจะทำของอร่อยเป็นรางวัลให้ท่านพี่แล้วกัน”


เขาพยักหน้า ชายที่สูงร้อยแปดสิบกว่านี้มองนางแล้วยิ้มโดยไม่รู้สาเหตุ เหมือนคนโง่ยังไงอย่างงั้น


ฉินจิ่นไม่รู้ตัว ว่าเมื่อกี้ที่นางยุ่งกับการซื้อของอยู่ เว่ยเหยียนถิงมองดูเงาของนางที่กำลังวุ่นวายอยู่ตลอด ภรรยาทำงานว่องไว เวลาต่อราคานั้นปากแดงฟันขาว โดยเฉพาะปากที่แดงอวบอิ่มนั้น ทำให้คนคิดไปเรื่อยเปื่อย


ทั้งสองมาถึงร้านข้าว เพิ่งเข้าไปก็ได้ยินเสียงนึง “นี่ไม่ใช่อาจิ่นรึ ลมอะไรหอบเจ้ามากันล่ะ”


หญิงสาวอายุสิบสามสิบสี่เดินมาด้วยหน้าตาต้อนรับ อายุนิดเดียวแต่แต่งหน้าจนดูมีอายุ บนตัวนั้นสวมชุดผ้าไหมสีม่วง บนมือนั้นมีสร้อยข้อมือและแหวนมรกต บนหัวนั้นยังมีเครื่องประดับทองคำแท้บริสุทธิ์อยู่สามสี่ชิ้น เวลาเดินนั้นตั้งใจจับไปที่ปิ่น เหมือนกำลังบอกให้คนดูไปที่หัวของนาง


สำหรับหญิงสาวชนบทนั้น ทั้งชีวิตคงไม่ได้เคยเห็นเครื่องประดับทองคำบริสุทธิ์อะไรหรอก มีได้ชิ้นนึงก็เป็นความฝันทั้งชีวิตแล้ว ไม่จำเป็นต้องเยอะขนาดนี้หรอก


“หลันหลัน” เจอเพื่อนสนิทสมัยก่อนก็ต้องทักทายอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับโลกที่มันกลมนี่ล่ะ


ที่ฉินจิ่นต้องสูญเสียชื่อเสี่ยงนั้น ทั้งหมดเป็นเพราะช่วยออกนอกหน้าให้กับโจวหลันหลัน ตอนแรกที่โจวหลันหลันไปมีเรื่องกับอันธพาลคนหนึ่ง ถูกขวางอยู่ที่ปากทางหมู่บ้านเกือบจะถูกทำร้าย นางรีบไปช่วยแล้วก็ยังตีคนจนหนีเตลิดไป ถึงได้ทำให้เสื้อผ้านั้นมอมแมมขาดรุ่งริ่ง แต่หลังจากนั้น เพื่อที่โจวหลันหลันจะรักษาชื่อเสียงของตัวเองไว้ ไม่ยอมเป็นพยานให้นาง ยังโกหกว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ทำให้ทุกคนต่างเข้าใจผิดนาง


ต่อมาโจวหลันหลันได้แต่งงานกับเถ้าแก่ร้านข้าว ย้ายจากในหมู่บ้านเข้ามาในเมือง ก็ไม่ได้ติดต่อกับนางอีกเลย


วันนี้พอเห็นชายขี้เหร่ข้างๆฉินจิ่น ในใจของโจวหลันหลันรู้สึกเห็นใจ และมีความคิดโอ้อวดอยู่ด้วยแล้วจึงเดินเข้าหาอย่างกระตือรือร้น


“เจ้าช่างใจกล้าจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นชะตาชีวิตยืนยาวเหมือนเจ้า ถึงข้าจะโตมากับนางแต่นางคร่าชีวิตสามีไปตั้งเจ็ดคนแล้ว เจ้าไม่กลัวรึ”


“อาจิ่นไม่ได้ฆ่าสามีสักหน่อย นั่นมันเป็นเหตุสุดวิสัยทั้งนั้น”


ฉินจิ่นลากเว่ยเหยียนถิงข้ามตัวนางทันที ไม่ได้สนใจนางเลยสักนิด “วันนี้ข้ามาซื้อข้าวกับสามีของข้า ไม่มีเวลามาเถียงกับเจ้า”


ต่อหน้าคนมากมายในร้าน หน้าของโจวหลันหลันเริ่มจะข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ แล้ว นางก็โอ้อวดว่านางนั้นเป็นนายหญิงของที่นี่


“หยุดเดี๋ยวนี้ ถ้าวันนี้ไม่มีคำสั่งจากข้า ใครก็ไม่สามารถขายของให้พวกเจ้าได้”


“ข้ามีเงินแล้วยังต้องมากังวลเรื่องไม่มีที่ใช้เงินอีกเหรอเนี่ย เถ้าแก่ที่แต่งงานกับเจ้าก็ช่างตาบอดจริงๆ เราไปกันเถอะพี่ถิง วันนี้เราไม่กินข้าวแล้วล่ะ กินบะหมี่ละกัน”


นางลากเว่ยเหยียนถิงแล้วเดินออกไป โจวหลันหลันคิดไม่ถึงว่าไม่ได้เจอฉินจิ่นแค่ไม่กี่เดือนก็พูดจาฉะฉานได้ขนาดนี้ ทำเอานางนั้นกระอักกระอ่วนต่อหน้าผู้คน


“ฉินจิ่น ข้าบอกให้เจ้าหยุด!”


“ฉินจิ่น เจ้า……”

……


นางไม่สนใจเสียงตะโกนจากบุคคลที่อยู่ด้านหลัง นางลากสามีของตัวเองไปอย่างรวดเร็ว ไปที่ร้านแป้งซื้อแป้งบะหมี่แปดเหวินเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องใดๆ


อย่าให้เรื่องเล็กมากระทบกับอารมณ์


“อาจิ่น คำพูดเมื่อกี้ เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลย ถึงทุกคนจะว่าเจ้าแบบนั้น แต่ข้าก็ไม่ได้คิดแบบนั้น เจ้า เป็นคนดีมาก ดีกว่าพวกเขาทุกคน”


คำสารภาพที่มาอย่างกะทันหันแล้วยังพูดตะกุกตะกัก มองดูชายที่ซื่อสัตย์คนนี้ นางอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “ข้าไม่เอามาใส่ใจหรอก ไม่ว่าคนอื่นจะว่าข้ายังไงก็เป็นเรื่องของพวกเขา แต่ว่าทำไมเมื่อกี้ทำไมพี่ถึงไปตั้งใจอธิบายกับนางขนาดนั้นล่ะ คนแบบนี้ ไม่ต้องไปสนใจซะก็สิ้นเรื่อง”


“ข้าทนไม่ได้ที่จะเมินเฉยเมื่อคนอื่นว่าเจ้า” เขาพูดอย่างเร่งรีบ


ฉินจิ่นหยุดเดิน ช่วยจัดเสื้อผ้าให้เขา


 “เข้าใจแล้วล่ะพี่ถิง ข้าเข้าใจถึงความคิดของพี่ ต่อไปเรามาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ให้คนที่พูดเยาะเย้ยพวกเรานั้นดูให้ดีๆ” จะบอกว่าไม่ซาบซึ้งก็คงจะไม่จริง มีบางเรื่องบางคำพูดที่ถึงจะดูปกติ แต่กลับสามารถทำให้ใจคนนั้นเต้นแรงได้มากที่สุด


จากการแสดงออกโดยรวมหนึ่งวันของเว่ยเหยียนถิง ฉินจิ่นรู้สึกว่าดูเหมือนจะไม่เลวที่จะใช้ทั้งชีวิตร่วมกับผู้ชายคนนี้


เว่ยเหยียนถิงเอาของทั้งหมดไว้ที่มือซ้าย ตั้งใจเอามือขวาออกมาจูงมือนาง ฉินจิ่นขอให้เขาปล่อยมือ เขากลับไม่ยอม จะต้องลากมือของภรรยาเดินถึงจะได้


ตอนแรกจะขึ้นเขา แต่พอเดินมาถึงตีนเขาก็หยุดลง “ท่านพี่ พวกข้าก็ไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อปู่แม่ย่ามานานแล้ว วันนี้เป็นทางผ่านพอดีไปเยี่ยมกันหน่อยเถิด”


ร่างเดิมไม่ยอมแต่งงานกับเว่ยเหยียนถิงทั้งโหวกเหวกทั้งโวยวาย เว่ยเหยียนถิงทำอะไรไม่ได้เลยทำได้เพียงพานางย้ายออกมา ใครจะรู้ว่าต่อมานางก็ยังจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ดูจากการที่แม่ย่ายอมทนให้ร่างเดิมและเสี่ยวซีอยู่บ้านตระกูลเว่ยมานานขนาดนี้นั้น คนแก่ทั้งสองนั้นก็ไม่ได้เป็นคนไม่ดี


บทที่ 5: ไม่มีเงินห้ามหลับนอนกับนาง


เว่ยเหยียนถิงได้ยินนางพูดแบบนี้ก็ระมัดระวังทันที กลัวว่านางจะไปโวยวายกับพ่อแม่อีก เลยรีบปฏิเสธทันที “เสี่ยวซียังรอเราอยู่ที่บ้านนะ วันหลังค่อยไปดีกว่า”


“ท่านพี่วางใจเถิด เราซื้อของมาเยอะขนาดนี้กินไม่หมดหรอก ข้าแค่อยากแบ่งครึ่งนึงให้กับพวกท่าน แล้วก็ยังมีน้องชายและน้องสาวของท่านพี่ด้วย”


เว่ยเหยียนถิงยิ่งรู้สึกอึ้ง ภรรยาคนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วจริงๆ


ตระกูลเว่ยก็ไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น ครอบครัวนึงมีหลายคนอยู่ในบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่ง ในบ้านไม่มีพื้นที่กั้น มีเพียงห้องครัวที่แยกออกมาโดดๆ


ตอนที่ทั้งสองกลับมา เว่ยจวนที่กำลังฟาดข้าวโพดที่ลานหน้าประตูอยู่ พอเห็นฉินจิ่นแล้วท่าทางก็เหมือนกับเห็นผี รีบเก็บถ้วยเล็กที่มีข้าวโพดอยู่ครึ่งถ้วยทันที


"เจ้ามาทำไม ในบ้านไม่มีของให้เจ้าเอาไปอีกแล้วล่ะ"


“น้องสาม เจ้าพูดแบบนี้กับพี่สะใภ้ของเจ้าได้ยังไง ท่านแม่ล่ะ น้องสี่ล่ะ”


“ท่านพ่อท่านแม่และน้องสี่ อยู่ในบ้านน่ะ”


เว่ยจวนเห็นว่าในมือทั้งสองถือถุงเล็กถุงใหญ่ ดวงตาจ้องเขม็งไปที่เนื้อติดมันสองชิ้นนั้น พยาธิตะกละในท้องไส้หมุนวน นางไม่ได้กินเนื้อมาหลายเดือนแล้ว พอเห็นเนื้อเลยทำให้น้ำลายไหล


“ข้ากับท่านพี่ถิงซื้อของมาน่ะจ้ะ เอามาให้แม่ย่าไว้กินด้วยกัน”


พอเว่ยจวนได้ยินว่ามีส่วนของตัวเองอยู่ ก็ยิ้มแป้นทันที ไม่เพียงแค่ไปเรียกพ่อแม่ที่อยู่ในบ้านแล้ว ยังช่วยฉินจิ่นถือเนื้อและผักเข้าไปในครัวด้วย


พอนางเว่ยได้ยินว่าฉินจิ่นมา ก็ตกใจและรีบซ่อนของทันที ได้ยินว่าฉินจิ่นเอาเนื้อมาด้วย ยังสงสัยว่าหูของตัวเองไม่ดีแล้วแน่ๆ ให้เว่ยจวนพูดอีกที แล้วก็รีบไปดูที่ห้องครัวอย่างรวดเร็ว


เห็นบนเตานั้นมีเนื้อและผักเต็มไปหมด นางเว่ยก็อึ้งอยู่ตรงนั้น มองดูเว่ยเหยียนถิงอย่างสงสัย “ลูกรอง เมียของเจ้าเป็นอะไรไปรึ”


เรื่องที่ฉินจิ่นจะฆ่าตัวตายนั้นใครๆก็รู้กันหมด นางเว่ยกำลังคิดว่าคนไม่ตายแต่กลายเป็นสมองเสื่อมไปแล้ว


“ท่านแม่ อาจิ่นในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว นางเป็นคนดีแล้วล่ะ”


ฉินจิ่นและเว่ยจวนยุ่งอยู่ในครัว นางเว่ยก็ตามมาช่วยด้วย ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง นางไม่มีวันเชื่อแน่นอนว่าลูกสะใภ้คนนี้ได้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนใหม่แล้ว


ถึงนางจะมีทักษะทางการแพทย์ที่เก่งเกินคน แต่ในเรื่องทักษะการทำครัวนั้นกลับไม่ถนัดเลย ยังดีที่มีนางเว่ยและเว่ยจวนมาช่วย ถึงได้เป็นอาหารโต๊ะนี้ได้ ชายชราเว่ยร่างกายไม่แข็งแรง ตั้งแต่เข้าหน้าหนาว ก็นอนติดเตียงลุกไม่ได้อีกเลย ตอนที่ได้กลิ่นหอมของเนื้อจากในครัวนั้น ก็ลืมตาตื่นและลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที เอวก็ไม่เมื่อยและขาก็ไม่ปวดแล้ว


“ตาแก่ ลูกรองของเราและลูกสะใภ้รองเอาเนื้อกลับมาเพื่อแสดงความกตัญญูต่อเราแล้ว”


“เนื้อ เนื้อ……” ชายชราเว่ยลืมตาโต มองดูอาหารทั้งโต๊ะแล้วกลืนน้ำลาย คนที่เคยพูดติดอ่างในตอนแรก เวลานี้กลับพูดได้ปกติ


“ท่านพ่อ ท่านแม่ อาหารทำเสร็จหมดแล้ว พวกท่านกินก่อนเถิด ข้าจะไปเรียกน้องสามที่ห้องครัว”


ชายชราเว่ยพยักหน้า ตอนนั้นขอแค่ให้เขาได้กินเนื้อก็พอแล้ว ลูกสะใภ้ว่ายังไงก็ว่าอย่างงั้นแหละ


อาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่มีความสุขและหายากมาก พอกินข้าวเสร็จพฤติกรรมของคนในบ้านเว่ยที่มีต่อฉินจิ่นก็ดีขึ้นมาก นางเว่ยและเว่ยจวนไปส่งสองสามีภรรยาที่ประตูด้วยตัวเอง สิ่งที่ทำให้นางยิ่งดีใจก็คือ ฉินจิ่นเอาอาหารที่กินไม่หมดไว้ที่บ้านเว่ย


เนื้อหมูที่ซื้อมานั้นนางสั่งให้พ่อค้าหั่นเป็นสองชิ้น ก็เพื่อชิ้นนึงจะทำอาหารที่บ้านตระกูลเว่ย อีกชิ้นนึงเอาไปทำให้เสี่ยวซี


“ดูเจ้าสิ ไม่ง่ายเลยกว่าจะหาเงินมาได้ก็ใช้ไปหมดแล้ว จริงๆแล้วพวกท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่ได้ขาดแคลนอาหารการกิน เจ้าไม่ต้องฟุ่มเฟือยขนาดนี้ก็ได้”


“นั่นเป็นครอบครัวของเจ้าแล้วก็เป็นครอบครัวของข้าด้วย ที่ข้าตอบแทนพวกท่านก็เป็นสิ่งที่ควรแล้ว”


เว่ยเหยียนถิงรู้สึกประหม่า “ข้าไม่ได้ไม่อยากให้เจ้าตอบแทนท่านพ่อท่านแม่ ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าเสียเงิน จริงๆแล้วหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวก็เป็นของผู้ชาย ให้เจ้ากังวลแบบนี้ได้อย่างไร”


“ในวันที่หิมะตกแบบนี้สัตว์ก็ต้องจำศีลในฤดูหนาวอยู่แล้ว จะล่าเหยื่อก็ล่าไม่ได้สะดวก ข้าก็ไม่อยากให้ท่านพี่ออกไปเจอกับอันตรายในวันที่มีหิมะตก รอให้ถึงฤดูใบไม้ร่วงค่อยไปเถอะ ถ้าท่านพี่ว่างก็ช่วยทำโถให้ข้าหลายๆใบหน่อยเจ้าค่ะ ที่มีอยู่ในบ้านสองโถนั้นได้ถูกข้าใช้ไปหมดแล้ว”


“อื้ม” เว่ยเหยียนถิงโอบเอวของนาง แววตาเร่าร้อน “อาจิ่นเจ้าเป็นห่วงข้ารึ”


เมื่อก่อนนางไม่เคยสนใจความเป็นความตายของเขาเลย ได้แต่โทษเขาเวลาล่าสัตว์ไม่ได้แล้วแลกเงินไม่ได้


นางเขินอายและก้มหน้าลง ตอนที่นางอยู่อีกชาตินึงนางก็ไม่เคยได้สัมผัสกับผู้ชายแบบนี้มาก่อน ถึงแม้ว่าเรื่องงานนั้นจะมีความสามารถโดดเด่น แต่เรื่องความรู้สึกนั้นกลับว่างเปล่า นางอายจนแก้มแดง ราวกับแอปเปิลที่สุกแล้ว เว่ยเหยียนถิงควบคุมตัวเองไม่ได้ ก็โน้มตัวจูบลงไป


วันที่หิมะตกนั้นถนนลื่น ของในมือก็น้อยไปหน่อย เว่ยเหยียนถิงพยายามที่จะแบกนางกลับไป


นางชอบไหล่ที่กว้างหนาอบอุ่นของผู้ชายคนนี้ ในวันที่หนาวเย็นนั้นยิ่งอบอุ่นสุดๆ นางกอดคอเขาไว้แน่น พอลงเขาขึ้นมาแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ได้ดีขึ้นอย่างมาก


เสี่ยวซีนั่งตาแป๋วรอพวกเขาทั้งสองอยู่ในบ้าน พอเห็นพวกเขากลับมากพุ่งเข้าไปช่วยพวกเขาถือของทันที ฉินจิ่นเอาลูกอมให้เขา เสี่ยวซีมองดูของในมือแล้วกลับไม่ได้ดีใจสักเท่าไหร่ อายุน้อยๆ แต่กลับดูเหมือนว่ามีเรื่องราวในใจมากมาย


“เป็นอะไรไป”


“ข้า ข้านึกว่าพี่สาวจะไม่กลับมาแล้ว” เขาพูดอย่างหดหู่


คิดดูแล้วครั้งนี้ตัวเองก็ไปนานอยู่เหมือนกัน นางลูบไปที่หัวของเขา “อย่ากังวลไปเลย พี่ไม่มีทางทิ้งเจ้าหรอก พี่เอาเนื้อกลับมาด้วย เดี๋ยวพี่จะทำให้เจ้ากินนะ”


ปลอบไปปลอบมาในที่สุดเด็กน้อยก็ดีใจ นั่งกินลูกอมอยู่ข้างๆ แล้วดูนางทำกับข้าว


“พี่สาว ข้าไม่เคยกินของที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย”


“ขอแค่เจ้าเชื่อฟัง ถ้าต่อไปพี่หาเงินได้ก็จะซื้อให้เจ้า”


“จริงนะ”


“แน่นอนสิ”


หลังจากกินจนอิ่ม เห็นว่าสีท้องฟ้านั้นเปลี่ยนสีแล้ว นางก็กล่อมเสี่ยวซีเข้านอน


เว่ยเหยียนถิงไปตักน้ำมาจากข้างนอก เห็นพี่น้องบนเตียง เสี่ยวซีนอนห่มผ้าอย่างมีความสุข มือข้างนึงของฉินจิ่นประคองหัวไว้ อีกข้างนึงตบเบาๆ ที่อกของเสี่ยวซีเป็นจังหวะ ในปากนั้นฮัมเพลงที่ไม่รู้ว่าชื่ออะไร


นางมองดูชายอีกคนที่มายืนนิ่งอยู่หน้าประตูแล้วยิ้มขำ พฤติกรรมของเขาดูเหมือนตาทึ่มยังไงอย่างงั้น


“นี่ก็ดึกแล้ว พี่ถิงรีบไปนอนเถอะ”


“อาจิ่น ให้เสี่ยวซีไปนอนเตียงเล็กเถอะ”


ถึงนางจะอ่อนต่อโลก แต่ก็เข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อ และหัวใจก็กระสับกระส่าย


จริงๆแล้วนางก็ไม่ได้ ไม่เคยคิดว่าจะอยู่กับเขา แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะท้อง บ้านจนขนาดนี้ ต้องอดมื้อกินมื้อ เสี่ยวซีก็ถึงวัยที่ต้องเข้าเรียนแล้วด้วย ปัญหาของเด็กคนเดียวยังไม่ได้จัดการเลย จะมีอีกคนได้ยังไง


สมัยโบราณก็ไม่ได้มีพวกการคุมกำเนิดด้วย ถ้านางหลับนอนกับเขาแบบนี้ มีโอกาสที่จะตั้งท้องสูงมาก


เว่ยเหยียนถิงอุ้มเสี่ยวซีไปที่เตียงเล็กอย่างระมัดระวัง ถอดรองเท้าถุงเท้าแล้วก็เข้าในผ้าห่ม กอดนางจากด้านหลัง


มือที่หนาใหญ่นั้นแนบอยู่บนเสื้อผ้า อุณหภูมิของมือนั้นแนบอยู่ที่ผิว ทำให้รู้สึกคับอกคับใจ


รูปร่างที่สวยงามและทรวดทรงองเอวที่บางของหญิงสาว และเป็นเพราะตื่นเต้นจนใจเต้นไม่หยุดนั้น ทำให้เขานิ่งเฉยไม่ไหวแล้ว


ในตอนที่เขาอยากจะขยับขึ้นอีกขั้นนั้น นางก็ขัดจังหวะเขาทันที “ท่านพี่ถิง ข้าอยากจะปรึกษาท่านพี่เรื่องนึงเจ้าค่ะ”


“เจ้าว่ามาสิ”


“เสี่ยวซีก็อายุไม่น้อยแล้ว ข้าอยากให้เขาได้เรียนหนังสือ แต่สถานการณ์ตอนนี้ฐานะของพวกเรานั้น บ้านก็หลังเล็ก ที่บ้านก็ไม่ได้มีเงินอะไรมากมายนัก ตอนนี้จะมีเด็กอีกคนคงไม่เหมาะ เราก็รับผิดชอบไม่ไหว ข้าอยากจะรอก่อน รอให้เราได้มีเงินเก็บ มันจะได้เป็นหลักประกันสำหรับตัวเด็กในตอนนั้นด้วย ท่านพี่คิดว่าไงล่ะ”


บทที่ 6: ฉากใหญ่ทรมานใจคนโสด


“แล้วแต่เจ้าเถิด เจ้าว่าอย่างไรก็ว่าอย่างงั้น” มือของเขาที่กอดนางอยู่ไม่ได้ขยับไปเรื่อยอีก จริงๆแล้วแค่ได้นอนกอดนางแบบนี้ เขาก็มีความสุขแล้ว “อาจิ่น เจ้าวางใจเถิด ถ้าจะขยันทำงานหาเงิน ให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเจ้าและลูกให้ได้”


“อื้ม...”


ลมหายใจของเว่ยเหยียนถิงรดอยู่ที่คอของนาง ทั้งจักจี้ทั้งฟิน นางหดคอแล้วขยับโดยไม่รู้ตัว เขากลับรัดนางเอาไว้ “อย่าขยับ เดี๋ยวข้าจะทนไม่ไหวเอานะ”


หน้าของนางร้อนผ่าวจนแดง เมื่อตอนกลางวันยังเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่งอยู่เลย ตอนนี้กลับเชื่อฟังอย่างกับลูกแมวตัวนึง


ผักกับเนื้อที่ซื้อมาแบ่งให้บ้านแม่ย่าไปแล้วก็ยังกินได้อีกหลายวัน เว่ยเหยียนถิงก็ไปตัดต้นไผ่มาหลายกระบอก มาทำความสะอาดเป็นกระบอกไม้ไผ่ กระบอกไม้ไผ่นั้นสะดวกกว่าโถดินเผามาก ตอนแรกฉินจิ่นจะไปช่วย แต่เว่ยเหยียนถิงกลับยืนหยัดว่าไม่ให้นางลงมือ กระบอกไม้ไผ่ที่ยังไม่ได้จัดการนั้นมีเสี้ยน กลัวว่าจะทิ่มมือของนาง


ฉินจิ่นทำยา เว่ยเหยียนถิงทำกระบอกใส่ยา ทั้งสองแบ่งงานกันทำให้เสร็จเร็วมาก


เสี่ยวซีก็ไม่ได้อยู่เฉย ช่วยพวกเขาทั้งสองด้วย เว่ยเหยียนถิงก็สอนงานไม้บางอย่างให้กับเสี่ยวซีอย่างมีความสุข เสี่ยวซีคนนี้เป็นเด็กฉลาด แป๊บเดียวก็สามารถเรียนรู้ได้แล้ว

 

เห็นมือที่เย็นจนแดงของนางแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ยกขึ้นอย่างระมัดระวัง ยกมาใกล้ปากแล้วเป่าลมร้อนไปหลายที แล้วก็นวดถูเบาๆ


“แบบนี้ดีขึ้นรึยัง”


“อื้ม”


“จริงๆแล้วเจ้าไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอก ข้าออกไปล่าสัตว์ก็ได้ หรือไม่ เข้าไปนอนอยู่ที่เตียงแล้วบอกข้าก็ได้ เดี๋ยวอย่างอื่นข้าทำเอง”


“ตามใจอะไรขนาดนั้นล่ะ อีกอย่างที่ข้าหาเงินก็ไม่ได้เพื่อพวกท่านพี่อย่างเดียว ข้าทำเพื่อตัวเองด้วย”


เงินสิบตำลึงซื้อความอิสระ ต่อไปนางจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้นางยังไม่คิดบอกเรื่องกับเว่ยเหยียนถิง  ถ้าหาเงินได้ค่อยว่ากันอีกทีละกัน บางทีนางก็กลัวว่าสถานการณ์ครอบครัวแบบนี้อาจทำให้เขาตกใจตายก็ได้ ถึงยังไงถ้าตามเศรษฐกิจสมัยนี้แล้ว สำหรับหนึ่งครอบครัวแล้วสิบตำลึงนั้นพอใช้ไปเจ็ดแปดปีเลยทีเดียว


อยู่บนภูเขามาหลายวัน อาหารในบ้านก็กินจนใกล้จะหมดแล้ว แล้วเถ่าแก่หวูก็ส่งคนมาหาพอดี


เว่ยเหยียนถิงไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ได้ลงภูเขาไปกับนางด้วย เสี่ยวซีนั้นก็อยากไป แต่หิมะตกหนักแบบนี้ถ้าเอาเด็กไปด้วยนั้นไม่สะดวกจริงๆ


เพื่อไม่ให้หนูน้อยเสียใจ ฉินจิ่นเลยสัญญาเป็นพิเศษว่าจะซื้อลูกอมมาให้เขา เด็กยังไงก็ยังเป็นเด็ก พอได้ยินว่าจะได้กินของอร่อยปากที่มุ่ยจนแทบจะแขวนกาน้ำชาได้นั้น ยกยิ้มดีใจขึ้นทันที


“พี่สาว วางใจได้เลย ข้าจะอยู่บ้านอย่างเชื่อฟัง ไม่ว่าใครมา ข้าก็จะไม่เปิดประตู”


“อื้ม เด็กดี”


ทางลงภูเขาทางนี้ เว่ยเหยียนถิงเป็นห่วงภรรยา ตัวเองนั้นอยากจะแบกนาง แต่ว่าครั้งนี้มีลูกจ้างร้านขายยามาด้วยคนนึง ยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องที่กะทันหันแบบนี้ ฉากใหญ่ที่ทรมานจิตใจคนโสดก็เกิดขึ้น


ระหว่างทางก็มีสายตาเยาะเย้ยเข้ามา แต่ไม่เหมือนกับครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าเว่ยเหยียนถิงนั้นมั่นใจขึ้นมาก ไม่หดเนื้อหดตัวแล้ว


ความคิดของเขาง่ายมาก ขอแค่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับอาจิ่นอย่างมีความมสุข คนอื่นจะหัวเราะเยาะยังไงก็หัวเราะเยาะไปเถอะ


อยู่กับนางนั้น ในใจเขามีความกล้าที่หาได้ยากเกิดขึ้น


แต่หน้าตาของทั้งสองนั้นแตกต่างกันมากจริงๆ แม้แต่ลูกจ้างร้านขายยาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเพื่อสื่ออารมณ์ เสียดายสาวสวยที่น่าดึงดูด


ทั้งสองมาถึงที่ร้านขายยา เถ้าแก่หวูกำลังนั่งอยู่ในร้าน ข้างๆเขายังมีชายแปลกหน้าอีกคนนั่งอยู่ด้วย ทั้งสองสองนั่งดื่มชาอยู่ตรงข้ามกัน


พอเห็นฉินจิ่นมาแล้วเถ้าแก่หวูก็ลุกขึ้นทันที “ท่านขุนนางจาง นี่ก็คือแม่นางคนนั้นที่ข้าบอกท่าน”


จางเหมามองพิจารณาฉินจิ่นตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบนึง แม่นางคนนี้ช่างมีพรสวรรค์เหลือเกิน ไม่เหมือนสาวชาวนาทั่วไป


“เถ้าแก่หวู ท่านนี้คือใครรึ”


“ท่านผู้นี้คือเป็นพ่อบ้านของตระกูลขุนนางจาง ยาทั้งสองโถของเจ้านั้นก็เป็นเขาที่ซื้อไป”


“พ่อบ้านจาง” ฉินจิ่นได้ทักทายเป็นมารยาทไป


จางเหมายิ้มแล้วหยิบเงินสิบตำลึงออกมา “นี่คือรางวัลจากนายท่านของเรา ท่านชายน้อยของบ้านเราใช้ยาของแม่นางแล้ว ไม่ถึงห้าวันก็สามารถเดินได้แล้ว กระโดดโลดเต้นร่าเริง นายท่านดีใจมาก สั่งให้ข้าเอารางวัลนี้มาส่งให้ถึงมือของแม่นาง”


นึกไม่ถึงว่าจะโชคลาภกะทันหันแบบนี้ ฉินจิ่นเก็บเงินอย่างไม่ลังเล “ขอบคุณท่านพ่อบ้านจางมาก แล้วก็ฝากขอบคุณผู้นำตระกูลของท่านด้วยเจ้าค่ะ”


“ได้เลยได้เลย”


จางเหมานั้นนอกจากวันนี้จะเอารางวัลมาให้แล้ว ก็ต้องไปซื้อของให้ตระกูลจางด้วย ข้าวสารอาหารแห้งและของใช้ในชีวิตประจำวัน พอซื้อของเสร็จกำลังจะกลับ แต่เดินแค่แป๊บเดียว จู่ๆข้อเท้าก็เคล็ดขึ้นมา จึงถูกส่งมาที่ร้านขายยา


เถ้าแก่หวูดูแล้วไม่มีปัญหามากนัก ภายในวันนี้นั้นจะใช้ขาหนักไม่ได้แล้ว


จางเหมากังวล ว่าจะเอาข้าวสารอาหารแห้งพวกนี้กลับไปยังไง เว่ยเหยียนถิงดูทีท่าแล้วก็อาสาเอง “ให้ข้าช่วยเถิด”


“เจ้า……”


“ใช่ ถึงข้าจะเป็นแบบนี้ แต่แรงน่ะก็ยังมี อีกอย่างนายท่านของบ้านท่านยังให้รางวัลกับเมียข้าด้วย ข้าก็ไม่มีอะไรจะตอบแทน อาจิ่น ได้รึเปล่า?” พูดจบก็ยังไม่ลืมที่จะปรึกษาขอความเห็นกับฉินจิ่น


“ได้แน่นอนอยู่แล้ว”


ตระกูลจางใจกว้างซะขนาดนี้ ตระกูลเล็กอย่างเขาจะใจแคบไม่ได้ อีกอย่างตระกูลจาง เป็นเกียรติมากที่มีความสัมพันธไมตรีที่ดีกับพวกเขา ไม่แน่ต่อไปอาจจะมีเรื่องขอความช่วยเหลือจากตระกูลจาง


เว่ยเหยียนถิงไปกับจางเหมา ฉินจิ่นนำยาที่เอาลงมาจากภูเขาให้กับเถ้าแก่หวู ครั้งนี้นางเอาลงมาทั้งหมดสิบเอ็ดขวด ในนั้นมียาทาแผลภายนอกเจ็ดขวด อีกสี่ขวดคือยารักษาอาการท้องร่วง


เถ้าแก่หวูรับไว้ทั้งหมด พิจารณาแล้วให้ราคาขวดละ ยี่สิบเหวิน


ยังไงก็ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่ซื้อยาในราคาขวดละ ห้าสิบเหวินได้ ปกติยาขวดนึงราคาไม่เกินสามสิบเหวิน แต่ยาของนางนั้นมีผลลัพธ์ที่อัศจรรย์ มากสุดก็ขายไม่เกินสี่สิบเหวิน


สิบเอ็ดขวดทั้งหมดสองก้วนยี่สิบเหวิน เถ้าแก่หวูรวบรวมเงินแล้วส่งไปที่มือของนาง ฉินจิ่นได้เอาเงินใส่ไว้ในตะกร้าเดียวข้างตัวกับเงินสิบตำลึงที่ได้มา


“แม่นาง ต่อไปถ้ามียาอะไรก็ส่งมาให้ข้าก็พอ เจ้าวางใจได้ เรื่องราคานั้นข้าไม่เอาเปรียบเจ้าแน่นอน เพราะงั้นสิทธิ์ในการขายเพียงผู้เดียว…”


เถ้าแก่หวูได้กินของหวานแล้ว แน่นอนว่าอยากจะได้ประโยชน์มากกว่านี้ ฉินจิ่นก็ไม่ใช่คนโง่ “เถ้าแก่หวูวางใจเถิด ยังไงช่วงนี้ยาของข้าก็นำส่งแค่ร้านขายยาอยู่แล้ว”


นางบอกว่าช่วงนี้ ถ้ารอให้ธุรกิจใหญ่ขึ้นก็ไม่แน่


“งั้นถ้าระยะยาว…”


“ถ้าระยะยาวค่อยว่ากันอีกทีเถิด ขอแค่ราคาของท่านเหมาะสม ข้าก็ไม่เปลี่ยนไปร้านอื่นหรอกเจ้าค่ะ”

 

“งั้นก็ดี”


ฉินจิ่นก็ถือว่าให้ความสบายใจกับเขาแล้ว


เห็นเถ้าแก่และแม่นางคนนี้คุยกับอย่างระมัดระวัง ตกลงกันลงตัว พวกลูกจ้างในร้านก็ไม่กล้าที่จะดูถูกนางอีกต่อไป


น้ำชาที่เถ้าแก่นำออกมานั้นคือปี้หลัวชวนที่สดใหม่ ชากลิ่นหอมและสดชื่น น้ำชาใส พอเข้าปากแล้วก็ยิ่งหอมละมุน แค่ชิมก็รู้เลยว่าเป็นของดี ก็มีแค่เวลาที่แขกพิเศษมาเท่านั้นที่เถ้าแก่หวูนั้นถึงจะชงชาที่ดีแบบนี้


ฉินจิ่นชิมชา รออยู่สักพัก เว่ยเหยียนถิงถึงจะเสร็จงานแล้วกลับมา


“อาจิ่น ให้เจ้ารอนานเลย”


“เราไปกันเถอะ” นางเกาะแขนของเขา ออกจากร้านขายยา


ซื้อวัตถุดิบบางอย่างแล้ว เสียเงินห้าสิบเหวินซื้อเนื้อสองกิโลกรัม ข้าวสารถุงเล็กถุงนึง แล้วก็ผักด้วยนิดหน่อย


ทั้งสองเอาของพวกนี้ไปที่บ้านตระกูลฉิน


“ท่านพี่ถิง ข้ามีเรื่องนึงที่ไม่ได้บอกพี่มาโดยตลอด หวังว่าท่านพี่จะไม่ถือโทษข้า” โอกาสกำลังดี นางเลยเอาเรื่องเงินสิบตำลึงนี้บอกกับเขา


บทที่ 7: ตัดขาดความสัมพันธ์


เงินที่คิดว่ากว่าจะหามาได้อย่างยากลำบากนั้นก็ต้องส่งให้คนอื่นแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็รู้สึกไม่พอใจ แต่ใครจะรู้ว่าเขากลับมีเหตุผลมาก


“เงินนี้คือเงินที่เจ้าหามา เจ้าจะตัดสินใจอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น”


จริงๆแล้วเว่ยเหยียนถิงนั้นไม่ชอบทางบ้านของฉินจิ่นอยู่แล้ว เขาก็เคยเตือนฉินจิ่นแล้ว แต่ร่างเดิมไม่ได้ฟังเข้าหูเลย


เคยพูดไปรอบนึงแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็เลยขี้เกียจจะพูดอีก


วันนี้ตัดการติดต่อสัมพันธ์กับตระกูลฉินก็ดีเหมือนกัน วันหลังจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับเขาอย่างมีความสุข เว่ยเหยียนถิงก็มีจิตใจที่เห็นแก่ตัวแบบนี้อยู่หน่อยๆ นางไม่มีบ้านให้กลับ ก็จะได้ไม่หนีไปไหนอีก


“ใช่แล้วอาจิ่น ที่พ่อบ้านจางพูดกับข้าเมื่อสักครู่ คนงานที่จะทำนาฤดูใบไม้ผลิตของตระกูลจางในปีหน้าไม่พอ อยากจะให้ข้าไปช่วย วันนึงห้าสิบเหวิน ข้าดูแล้วก็พอจะทำได้ เลยไม่ได้ปรึกษากับเจ้าก่อน เจ้าอย่าโกรธเลยนะ”


“นี่เป็นเรื่องดีเจ้าค่ะ อีกอย่างค่าจ้างก็ใช้ได้ ต้องไปแน่นอนอยู่แล้ว”


ตกลงตามนี้ รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิชีวิตก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ


ทั้งสองมาถึงตระกูลฉินก็ทันเวลาอาหารพอดี ฉินยิงกำลังกวาดลานบ้านอยู่ พอเห็นทั้งสองก็รีบพุ่งเข้าในครัวทันที แล้วนางฉินและฉินยิงก็ออกมาจากครัวอย่างรวดเร็ว ปิดประตูห้องครัวไว้แน่น


“พวกเจ้ามาทำไมกัน ในบ้านไม่มีอะไรให้กินหรอก พรุ่งนี้ก็ครบกำหนดแล้ว เจ้าคงไม่ได้จะมาบอกข้าว่าหาเงินไม่ได้หรอกนะ”


“ท่านแม่วางใจเถิด เงินน่ะ ข้าจะให้ท่านแม่ไม่ขาดแม้แต่แดงเดียว วันนี้ที่ข้ามาก็เพื่อมอบให้เงินกับท่านแม่”


ฉินจิ่นพูดจาแข็งกร้าว ข่มนางฉินไปที พอได้ยินถึงเงินแล้ว นางฉินก็ยิ้มแป้นทันที และเห็นถุงเล็กถุงใหญ่และเนื้อ สีหน้าของนางฉินก็เปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าเปลี่ยนหน้ากระดาษหนังสือซะอีก


“เจ้าน่ะ มาเฉยๆก็ได้ ยังจะเอาอะไรมาตั้งเยอะตั้งแยะอีก รีบเอาผักเอาเนื้อไปไว้ในห้องครัวเร็ว แล้วก็ตักโจ๊กที่เพิ่งทำเสร็จมาให้พวกพี่สาวเจ้าสองถ้วยสิ”


ทั้งๆที่เมื่อสักครู่นางได้กลิ่นหอมของน้ำมันพืช ทำให้รู้ว่าวันนี้ตระกูลฉินนั้นทำผัดผัก แต่กลับเอาแค่ซุปข้าวโพดที่ราคาถูกที่สุดมาให้พวกเขา แล้วยังจะอยากได้เนื้อของพวกเขาอีก


นางฉินทำตัวน่าเกลียด แต่คิดอยากได้ของดี


พยาธิตะกละในท้องฉินยิงนั้นปั่นป่วนขึ้น คิดอยากจะไปแย่งเนื้อ แล้วฉินจิ่นก็ดึงนางไว้ทันที


“ใครบอกว่าเป็นของพวกเจ้ากัน ลำพังพวกข้ายังกินไม่พอเลย”


นางฉินไม่พอใจ “ลูกสาวบ้านอื่นกลับมาบ้านก็ถือถุงเล็กถุงใหญ่กลับมาที่บ้านแม่ แกมีเนื้อแต่เก็บไว้กินเอง ไม่คิดจะให้พ่อให้แม่เลยรึไง แกมันเนรคุณ ทำไมแกถึงนิสัยแบบนี้”


นางฉินตัดพ้อไป แล้วตบไปที่ขาตัวเอง ท่าทางโทษฟ้าโทษดิน


ฉินจิ่นไม่ได้สนใจการแสดงของนาง แล้วหยิบเงินสิบตำลึงขึ้นมาทันที


“หยุดไร้สาระได้แล้ว เงินนี้ พวกท่านยังจะเอาอยู่หรือไม่”


“เอา เอา”


เห็นเงินสิบตำลึงที่ขาวแวววาวแบบนี้แล้ว ตาของนางฉินก็จ้องมอง ยื่นแขนจะรีบคว้ามา ฉินจิ่นหันตัวหลบ


“เงินน่ะให้พวกท่านได้ แต่พวกท่านต้องเขียนบางอย่างให้ข้า


“เขียนอะไรกัน”


“ตอนแรกเราคุยกันว่ายังไง สิบตำลึงก็เท่ากับว่าจะไม่มีลูกอย่างข้าอีก ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าไม่ใช่คนตระกูลฉินอีกแล้ว และจะไม่มาเหยียบบ้านฉินอีก วันนี้ข้าก็เอาเงินมาด้วย เรื่องพวกนั้นต้องเขียนให้ชัดเจน แล้วใบที่ข้าเซ็นในตอนแรกนั้น พวกท่านก็ต้องให้ข้าด้วย”


ตอนนั้นนางฉินบอกว่าไม่ให้ฉินจิ่นมากินข้าวที่บ้านอีก ไม่อยากจะเลี้ยงคนไร้ประโยชน์อีกคน วันนี้พอเห็นฉินจิ่นหาเงินได้เยอะแบบนี้แล้ว แน่นอนว่าท่าทางของนางฉินต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว มีลูกสาวที่หาเงินได้เยอะก็เท่ากับว่าในบ้านมีของล้ำค่าอยู่ชิ้นนึง นางไม่ยอมไล่ออกไปอีกแน่นอน


“ดูแกพูดเข้าสิ ตอนนั้นแม่โมโหเลยพูดไป ทำไมแกถึงเอาไปคิดจริงจังล่ะ นี่ก็เป็นบ้านของแก พวกเราต่างก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ปีนี้ถ้าแกอยากกลับมาก็กลับมาสิ แม่ต้อนรับแกอยู่แล้ว”


“ตอนแรกเราตกลงกันแล้ว ถ้าพวกท่านไม่เขียน ก็อย่าคิดจะได้เงินนี้เลย” นางยืนหยัดที่จะตัดความสัมพันธ์กับตระกูลฉิน ทำเอานางฉินโมโหจนกระทืบเท้า จ้องมองเงินสิบตำลึงที่อยู่ตรงหน้าตัวเอง จะไม่เอาก็ไม่ได้ ก็ต้องยอมเซ็นตามที่นางบอกอย่างไม่มีทางเลือก


แม่ลูกตระกูลฉินต่างเขียนหนังสือไม่เป็น สัญญาครั้งที่แล้วก็ให้คนอื่นเขียนให้ ครั้งนี้เว่ยเหยียนถิงอยู่ด้วยพอดี ก็ลดความลำบากไป ให้เขาช่วยเขียนทันที


มือนึงยื่นเงินให้ อีกมือนึงรับของ พอได้ของแล้วฉินจิ่น ควงเว่ยเหยียนถิงเดินออกไป อย่างไม่รีรอ


นางฉินได้รับเงินอย่างพึงพอใจแล้ว เห็นเนื้อชิ้นดีอยู่ใกล้ปาก แต่ก็ไปซะแล้ว เลยด่าตามหลังว่า


“เนรคุณจริงๆ รู้จักแต่จะกินฟรีอยู่ฟรี คนไม่มีสามัญสำนึก”


“ท่านแม่ ท่านกับน้องเล็กอย่าโมโหเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะไม่ดีต่อสุขภาพนะเจ้าคะ”


“ยัยเด็กเมื่อวานซืน อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก”


ฉินจิ่นฉีกใบหลักฐานสัญญาที่นางเขียนให้กับตระกูลฉินด้วยตัวเอง แล้วก็รู้สึกโล่งทันที แล้วฝีเท้าที่เดินก็ผ่อนคลายรวดเร็วขึ้นด้วย ตอนแรกเว่ยเหยียนถิงยังกังวลว่านางจะเสียใจ แต่ดูแล้วตอนนี้ความกังวลนั้นคงจะเป็นส่วนเกินไปแล้ว


ก่อนจะขึ้นภูเขา นางก็ทำเหมือนครั้งที่แล้ว ที่เอาเนื้อและผักไปให้บ้านแม่ย่าครึ่งนึง


วันนี้เป็นวันเหมายัน นางซื้อเนื้อแพะและหัวไชเท้ามาพอดี ที่เลือกมานั้นคือส่วนน่องของแพะที่ดีที่สุด ตอนที่ทั้งสองเข้าไปในลานบ้านเว่ยนั้น ชายชราเว่ยยังนอนอยู่บนเตียง พอได้ยินว่ามีเนื้อ ก็ลุกขึ้นนั่งทันที รองเท้ายังไม่ทันได้สวมดีๆ ก็วิ่งไปที่ห้องครัว มองตาไม่กะพริบ


ไม่ใช่แค่เขา ครั้งที่แล้วที่กินเนื้อก็ทำเอาพยาธิที่อยู่ในท้องของคนตระกูลเว่ยนั้นต่างก็เสพติดกันหมดแล้ว ไม่เริ่มกินเนื้อยังดีหน่อย พอกินแล้วพยาธิตะกละในท้องก็ฟื้นคืนชีพกันหมด


“ลูกรอง สะใภ้รอง พวกเจ้าก็อยู่กินข้าวด้วยกันสิ”


“ใช่แล้วพี่รองพี่สะใภ้ พวกเราครอบครัวเดียวกันรวมตัวกันก็ดีนะเจ้าคะ”


ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ท่าทางของเว่ยจวนที่มีต่อฉินจิ่นก็ดีขึ้นมาก


ถึงจะรู้ว่าบ้านเว่ยนั้นหวังดี แต่นางกลับปฏิเสธ


“วันนี้ยังไม่ดีกว่า ท่านพ่อท่านแม่ น้องสามแล้วก็น้องสี่ พวกท่านกินเถอะกันเถอะ เสี่ยวซียังอยู่ที่บ้าน รอพวกเราอยู่ ทิ้งเด็กอยู่บ้านคนเดียวก็ไม่ดี เราต้องรีบกลับไปเจ้าค่ะ”


นางเว่ยไม่ใช่คนที่ใจดำอะไรอยู่แล้ว ได้ยินลูกสะใภ้พูดแบบนี้ก็โล่งใจแล้ว


“จะปีใหม่แล้ว พวกเจ้าก็พาเสี่ยวซีมาทานข้าวปีใหม่ด้วยกันสิ”


นางเว่ยจับมือของนางแล้วตบเบาๆ พูดอย่างจริงใจว่า “ถึงแม้เขาจะเป็นเด็กบ้านพวกเจ้า แต่ก็ไม่ได้คลอดเอง ขาดพ่อแม่ตั้งแต่เด็กก็น่าสงสาร อยู่กับเจ้า เจ้าก็ลำบาก เด็กตัวเล็กแค่นั้นอย่างเขาก็กินข้าวได้ไม่เยอะหรอก ขอแค่เจ้ากับลูกรองอยู่กันอย่างมีความสุข แม่ก็วางใจแล้ว ให้เขามาเป็นคนในครอบครัวอีกคนนึงก็ไม่ติดขัดอะไร”


“ท่านแม่วางใจเถิด ข้าและพี่ถิงนั้นสบายดี” จะบอกว่าไม่ซาบซึ้งก็คงไม่จริง ถึงแม้ว่านางจะไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆของตระกูลเว่ย แต่บ้านแม่ย่านั้นดีกว่าบ้านตัวเองมาก


“ท่านแม่ ตอนนี้อาจิ่นไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางเก่งมาก ของทั้งสองครั้งที่เอามาให้พวกท่าน ล้วนเป็นเงินที่อาจิ่นขายยาได้ อีกอย่างข้าก็ได้ถูกบ้านขุนนางตระกูลจางจ้างแล้ว ปีหน้าต้องไปช่วยทำนา วันนึงได้ห้าสิบเหวิน”


ตระกูลเว่ยฟังแล้วก็ครุ่นคิด ตะโกนเสียงดังเรียกลูกชายคนที่สี่ที่จุดไฟอยู่ในครัว


“ลูกสี่ของเจ้าอยู่บ้านก็อยู่ว่างๆ ถ้าถึงเวลาเจ้าก็พาเขาไปด้วย ลองดูว่ามีอะไรให้ช่วยทำได้บ้าง”


“ท่านแม่ บ้านเรายังมีที่นาอยู่อีกแปลงนึงไม่ใช่หรือ”


“ไม่ใช่ว่ายังมีข้ามีพ่อเจ้าแล้วก็มีลูกสามรึ”


บทที่ 8: งานฝีมือ


เว่ยเหยียนถิงลำบากใจ พ่อบ้านจางนั้นเรียกเขาไปคนเดียว ถ้าพาญาติพี่น้องไปด้วยเกรงว่าจะไม่ดี คนอื่นเขาก็ยังไม่ได้ตอบตกลงด้วย


จางเหมาเห็นว่าเขาขยันอดทนแล้วก็มีความกระตือรือร้น เลยให้งานนี้กับเขา


เห็นชายหนุ่มของตัวเองซื่อสัตย์เกินไป ฉินจิ่นเลยแนะนำว่า “ท่านพี่ก็ลองพาน้องสี่ไปดูสิเจ้าค่ะ ได้ไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับพ่อบ้านจาง ถ้าไม่ได้ก็ให้เขากลับมา ก็ไม่ได้เสียหายอะไร”


เว่ยเหยียนถิงก็เชื่อคำพูดภรรยา ถึงได้ตกลงว่าถ้าถึงเวลาจะพาเว่ยเหยียนซิ่นไปด้วยกัน


บนทางกลับนั้นมีหิมะลอยอยู่ในอากาศ ป่าไม้ท่ามกลางหิมะเงียบสงบเป็นพิเศษ มีแค่ฝีเท้าของคนสองคน บางทีก็มีกิ่งไม้ที่โดนหิมะทับจนหัก เกิดเสียงดังแคร่กขึ้น


การได้กินเนื้อแพะตุ๋นในวันเหมายัน นั่นคือความเคยชินก่อนนางจะข้ามภพ


น่องแพะที่ล้างสะอาดและหั่นเป็นชิ้น ตุ๋นลงในหม้อพร้อมกับหัวไชเท้า ต้องใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง แล้วซุปเนื้อแพะหอมกรุ่นก็ออกจากหม้อ


เสี่ยวซีที่อยู่อีกฝั่งก็น้ำลายไหล เพิ่งจะออกจากหม้อร้อนๆ ฉินจิ่นก็ตักให้เขาเต็มถ้วย


“โทษทีนะ วันนี้ในตลาดไม่มีลูกอม เอาไว้ครั้งหน้าพี่ค่อยชดเชยให้เจ้านะ”


การที่ไม่สามารถทำตามที่ตกลงกับเด็กได้นั้น บางทีอาจจะเป็นบทเรียนที่ไม่ดีต่อเด็ก


“ไม่เป็นไรขอรับ พี่สาวเอาเนื้อกลับมา ข้าก็ดีใจมากแล้วล่ะ”


“เด็กดี รีบกินเถอะ”


นางลูบไปที่หัวของเขา ช่างเป็นเด็กที่รู้เรื่องจริงๆ


กินอิ่มกันทั้งครอบครัว และก่อนจะเข้านอนนั้นหิมะก็หยุดตกแล้ว ฉินจิ่นกำลังเก็บถ้วยเก็บจาน เว่ยเหยียนถิงจะช่วยแต่นางไม่ยอม วันนี้กินเยอะไปหน่อย กินแล้วไม่ขยับเนื้อขยับตัวสักหน่อย รู้สึกไม่ค่อยสบายท้อง เกรงว่าจะกระทบกับการนอน


เว่ยเหยียนถิงนั่งมองนางอยู่อีกฝั่ง ถึงจะสวมเสื้อผ้าที่หนาๆ ก็ยังพรางทรวดทรงได้ยาก มองดูมือที่ขาวเนียนของนาง ชายผู้กระปรี้กระเปร่าก็มีความคิดโผล่ขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย


ฉินจิ่นกำลังล้างจาน แล้วเขาก็โอบกอดนางจากด้านหลัง


“อาจิ่น” นี่เป็นเสียงน่าดึงดูดที่ซ่อนความอยากเอาไว้ นางหน้าแดงขึ้น รู้ว่าเขาอยากจะทำเรื่องนั้นอีกแล้ว


ต้องโทษสมัยก่อนที่น่าเบื่อมากจริงๆ พอทานอาหารเย็นเสร็จก็ไม่มีกิจกรรมอื่นต่อ สามีภรรยาปกติทั่วไปก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แต่นี่ยังไม่ถึงเวลาจริงๆ


“ท่านพี่ถิง เมื่อวานข้าบอกกับพี่แล้วไม่ใช่รึ ว่าตอนนี้น่ะยังไม่ได้”


“ข้ารู้” เขาโอบเอวนางอยู่เหมือนเดิม เอาคางเกยไปที่ไหล่ของนาง “กอดเจ้าแบบนี้ก็พอแล้ว”


ความปรารถนาที่ง่ายๆแบบนี้ทำให้คนไม่กล้าที่จะปฏิเสธ ถึงแม้จะอึดอัดหน่อยๆ แต่นางก็ยังให้เขากอดจนทำงานบ้านเสร็จ ยังดีที่เสี่ยวซีหลับไปแล้ว ไม่งั้นถ้าเขาได้มาเห็นฉากนี้ล่ะก็ ต้องประหม่ามากแน่ๆ


เพื่อไม่ให้กระตุ้นเว่ยเหยียนถิง ฉินจิ่นให้เขาไปนอนที่เตียงเล็ก


ถึงแม้ชายผู้ซื่อสัตย์คนนี้จะทำหน้าตาหดหู่ แต่ก็เชื่อฟังคำพูดของภรรยา


เหลือเวลาอีกสิบวันก่อนจะถึงวันส่งท้ายปีเก่า ฉินจิ่นได้พาเสี่ยวซีและเว่ยเหยียนถิงกลับไปอยู่บ้านแม่สามี ถึงแม้ว่าการอยู่สามคนจะเป็นอิสระ แต่นางก็มีแผนการของตัวเอง


“อาจวน เจ้าสามารถช่วยอะไรข้าหน่อยได้หรือไม่”


“ช่วยอะไรหรือเจ้าค่ะ”


ถึงแม้ว่าพี่สะใภ้รองจะดีแล้ว แต่เว่ยจวนก็รู้สึกไม่ชินที่เรียกตัวเองแบบนี้


“ได้ยินมาว่าฝีมือเย็บปักถักร้อยของเจ้านั้นใช้ได้ ข้าอยากจะให้เจ้าช่วยทำของสักสองสามอย่างให้ข้าหน่อย เจ้าวางใจได้ ข้าจะให้เงินค่ามือแน่นอน”


“เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ค่ามือไม่ค่ามืออะไรกัน ยังไงข้าก็ว่างอยู่แล้ว พี่สะใภ้รองอยากให้ข้าทำอะไรบอกข้ามาได้เลย” ถึงเว่ยจวนจะใจสั่น แต่นางก็กินเนื้อของฉินจิ่นไปตั้งสองมื้อ ในใจเลยรู้สึกว่าจะคิดเงินกับนางก็ไม่ใช่เรื่อง


“เจ้าไม่ต้องเกรงใจ ของนี้ของข้าน่ะทำแล้วก็เอาไปขายแล้วได้เงิน เจ้าช่วยทำด้วยก็ถือว่าเงินนี้น่ะเราหามาด้วยกัน เจ้าก็ไม่ใช่เด็กแล้ว ควรจะออกเรือนได้แล้ว สถานการณ์ที่บ้านน่ะเจ้าก็รู้ เพราะฉะนั้นเจ้าก็เก็บเงินส่วนตัวไว้ด้วยไม่ดีกว่ารึ ใช้เป็นเงินสินเดิม ผู้หญิงเราน่ะต้องมีเงินออมบ้าง จะได้ไม่ถูกบ้านฝั่งสามีรังแก”


เว่ยจวนได้ยินว่าฉินจิ่นคิดเผื่อตัวเองแบบนั้นแล้ว ก็รู้สึกซาบซึ้ง จริงๆแล้วในหมู่บ้านที่ยากจนลำบากแบบนี้ ผู้หญิงออกเรือนนั้นมีเงินสินเดิมที่ไหนกัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ต่างถูกบ้านตัวเองขายออกไปเพื่อแลกเงินทั้งนั้น ก็เหมือนกับฉินจิ่น เงินที่แลกมานั้นปกติก็จะเอาไปให้ลูกชายในบ้านนั้นแต่งงาน ยิ่งไปกว่านั้นคือบางบ้านอาจจะมีการแลกลูกสาวกันด้วย


เอาลูกตัวเองแต่งออกไป แล้วแลกเอาลูกสาวคนอื่นมาเป็นลูกสะใภ้


ฉินจิ่นพาเว่ยจวนไปที่ร้านค้าในเมือง ใช้เงินที่เหลือจากครั้งที่แล้วมาซื้อผ้า แล้วก็ซื้อสมุนไพรบางส่วน แล้วก็ยังซื้อเครื่องมือเขียนพู่กันด้วย


บ้านชาวนาทั่วไปไม่ค่อยได้เห็นกระดาษพู่กัน เว่ยจวนก็ไม่พลาดที่จะสงสัย “พี่สะใภ้รอง นี่พี่จะทำเอาไปทำอะไรหรือจ๊ะ”


“ข้าจะวาดภาพออกมาสักสองสามภาพ เจ้าช่วยข้าเย็บเป็นถุงหอม ถึงเวลาก็เอาขายในเมือง”


“ถุงหอมน่ะมีคนตัดเย็บอยู่แล้ว ฝีมือคนชนบทอย่างเรา พวกคุณหญิงคุณนายในเมืองคงไม่สนใจหรอกเจ้าค่ะ” ถึงแม้ว่าต้นทุนผ้าของถุงหอมนั้นจะไม่มาก แต่ซื้อของพวกนี้แล้วค่าใช้จ่ายรวมๆ ก็ห้าสิบเหวินอยู่เหมือนกัน พอที่จะซื้อผักซื้อเนื้อมากมาย เว่ยจวนเลยเสียดายเงินส่วนนี้


แต่ฉินจิ่นกลับไม่ได้กังวล “เจ้าเย็บตามที่ข้าวาดก็พอแล้วล่ะ”


ช่างปักในเมืองจะเก่งแค่ไหน ก็คงเทียบกับคนที่มาจากศตวรรษที่21ที่ล้ำสมัยมีประสบการณ์อย่างนางไม่ได้หรอก อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่ถุงหอมทั่วไป ภายในมียาจีนและเครื่องหอม ทำให้มีสรรพคุณที่แตกต่างกันด้วย


เมื่อก่อนนางเคยทำการสำรวจ ถุงหอมในสมัยนี้ส่วนใหญ่จะใส่ดอกไม้ใบหญ้า นางเพิ่มสมุนไพรเข้าไปก็ถือว่าเป็นการบุกเบิกแล้ว


ตอนแรกคิดว่าเรื่องนี้จะง่าย แต่พอวาดภาพก็เจอกับปัญหาเข้า นางนั้นเขียนพู่กันจีนไม่เป็นจริงๆ เวลาชั่วโมงนึงเสียกระดาษไปแล้วสี่แผ่น แต่ที่ทำให้นางเสียดายนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นเงินทั้งนั้น


เว่ยจวนร้อนใจอยู่ข้างๆ คิดไปคิดมาเลยคิดออกวิธีนึง ไปคว้าเว่ยเหยียนถิงที่กำลังผ่าฟืนอยู่กับเว่ยเหยียนซิ่นที่ลานบ้านมา


“พี่สะใภ้รองจ้ะ เมื่อก่อนพี่รองของข้าก็เขียนหนังสือสวยเหมือนกัน เรื่องวาดรูปก็คงจะไม่มีปัญหา”


“จริงสิ ท่านพี่ ท่านวาดตามที่ข้าบอกได้ไหมเจ้าคะ”


เว่ยเหยียนถิงดีใจที่ได้ช่วยงานนี้ ได้แสดงความสามารถต่อหน้าภรรยา “ให้วาดน่ะได้ แต่ถ้าวาดออกมาไม่สวยก็อย่าหัวเราะข้าล่ะ”


“ไม่หัวเราะไม่หัวเราะ ข้ารับรองได้”


เว่ยเหยียนถิงเริ่มวาด ฉินจิ่นฝนหมึกอยู่อีกฝั่ง อธิบายอย่างละเอียด สามีภรรยาร่วมมือกันแล้วก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นบนกระดาษอย่างรวดเร็ว เว่ยเหยียนถิงสามารถทำให้คำพูดของนางบอกเป็นจริงได้ ช่างเป็นจิตของความรักที่มีต่อกันจริงๆ


วาดไปทั้งหมดสามภาพ พอเว่ยจวนเห็นก็อึ้งโดยไม่รู้ตัว “ภาพนี้ช่างสวยจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าไปปักอยู่บนถุงต้องขายได้แน่นอน พี่สะใภ้ พี่เก่งจัง”


วันนี้นางถึงกับเปลี่ยนมุมมองของนางจริงๆ


“ต่อไปก็ต้องพึ่งเจ้าแล้วล่ะ งานเย็บปักนี้เป็นงานฝีมือเชียวแหนะ”


“พี่สะใภ้รองวางใจเถิด ข้าจะไม่ทำมันพังแน่นอน”


เดิมทีเว่ยจวนนั้นไม่ได้หวังจะหาเงินจากการขายถุงหอม แต่พอเห็นภาพวาดนี้แล้วความคิดก็เปลี่ยนไป มีแรงบันดาลใจขึ้นทันที เวลาเสื้อผ้าของชาวบ้านคนจนขาด ตัวเองก็เป็นคนเย็บ เพราะฉะนั้นจึงทำให้เป็นการฝึกเย็บปักถักร้อยของเว่ยจวน บวกกับมีฉินจิ่นคอยช่วยด้วย ภายในไม่ถึงห้าวันเลยทำถุงหอมสมุนไพรออกมาได้ถึงยี่สิบถุง


จริงๆแล้วควรเป็นสองคนน้องสาวกับพี่สะใภ้ไปขายที่ตลาดด้วยกัน แต่เว่ยจวนหามรุ่งหามค่ำทำงานเย็บปักมาหลายคืน ร่างกายไม่ไหวแล้วจริงๆ ฉินจิ่นเลยให้นางพักผ่อนอยู่ที่บ้านให้ดี แล้วตัวเองกับเว่ยเหยียนถิงก็ไปด้วยกัน


บทที่ 9: คิดว่าคนอื่นเขาเป็นคนโง่รึไง


ฉินจิ่นปูผ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้าลายดอกอยู่ตรงมุมนึงของตลาด เอาถุงหอมมาจัดเรียงเป็นถุงๆอย่างเป็นระเบียบ ไม่นานก็ได้ดึงดูดและหยุดฝีเท้าของคุณกลุ่มนึง


“แม่นาง ถุงหอมนี้ขายยังไงหรือ”


“ถุงละยี่สิบเหวินเจ้าค่ะ”


“ลดราคาหน่อยได้ไหม ถุงหอมของช่างปักแค่สิบแปดเหวินเอง


“แบบไม่เหมือนกันราคาเลยต่างกันน่ะเจ้าค่ะ อีกอย่างนี่เป็นรูปที่พวกข้าออกแบบเอง ลงแรงลงใจไปเยอะ ต้นทุนก็ไม่เหมือนกันแล้วเจ้าค่ะ บวกกับของที่ใส่ข้างในนั้นไม่ใช่เครื่องหอมทั่วไป ข้างในยังมีสมุนไพรมากมาย ถ้าดมกลิ่นทุกๆวันก็จะมีสรรพคุณทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาสดชื่นด้วยเจ้าค่ะ”


“เป็นแบบนั้นจริงหรือ  ช่างแปลกใหม่จริงๆ”

......


ถึงแม้บางคนจะคิดว่าแพง แต่ทนความชอบไม่ได้ บวกกับรูปแบบที่พิเศษนั้น สุดท้ายก็กัดฟันแล้วล้วงกระเป๋าคาดเอว


ตั้งแต่สมัยก่อนยันปัจจุบัน ผู้หญิงก็ไม่เคยใจอ่อนในเรื่องการเสียเงินให้กับตัวเองเลยจริงๆ


“แม่นาง  นี่เงินหนึ่งก้วน ”


“ท่านพี่ถิง  แม่นางท่านนี้เอาสองถุง ทอนหกสิบเหวินเจ้าค่ะ”


“เข้าใจแล้ว นี่หกสิบเหวิน”


ฉินจิ่นรับหน้าที่เรียกลูกค้า แน่นอนว่าเว่ยเหยียนถิงนั้นรับหน้าที่เก็บเงินและทอนเงิน ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เครื่องหอมที่นำมานั้นก็เหลือไม่มากแล้ว ดูแล้วเหลือแค่สองถุง นางกำลังจะตะโกน ก็เห็นหญิงคนหนึ่งบิดตัวไปมา เดินมาทีละก้าว


“ที่นี่ทำอะไรน่ะทำไมคึกคักจัง”


ทั้งๆที่เป็นหน้าหนาว บนตัวผู้หญิงคนนี้นั้นสวมชุดขน ในมือกลับแสร้งทำเป็นหยิบพัดขนปุยเล่มนึง


“ที่แท้ก็เป็นอาจิ่นนี่เอง ให้ข้าดูหน่อยสิว่าเจ้าขายอะไร” โจวหลันหลันหยิบถุงหอมถุงนึงขึ้นมาดมแล้วสูดดมดู แล้วก็ดูไปที่ดอกไม้ที่ปักอยู่ด้านบน


“นี่เจ้าทำเองรึ ทำงานหยาบไปนะ ลวดลายก็งั้นๆ กลิ่นเครื่องหอมด้านในก็หอมไม่เท่าไม้จันทน์แดงที่บ้านข้า ดูแล้วราคาถูกมาก แต่เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนกันมานานของเรา ข้าเอาสองอันนี้ ทั้งหมดสามสิบเหวินละกัน


โจวหลันหลันกำลังจะล้วงเงิน ฉินจิ่นกลับแย่งถุงหอมในมือนางกลับมา “ขอโทษด้วยสองอันนี้ไม่ขาย”


ทั้งๆที่ชอบเสแสร้งตอแหล อยากทำตัวอวดรวย แล้วยังจะซื้อสองอันในราคาสามสิบเหวินอีก


“ทำไมถึงไม่ขาย เมื่อกี้เจ้ายังขายให้คนอื่นไปได้ ทำไมถึงขายให้ข้าไม่ได้”


“แล้วแต่อารมณ์น่ะ”


โจวหลันหลันโมโหมาก “อาจิ่น ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันมานาน ข้าก็เห็นสิ่งนี้แล้วช่วยอุดหนุนธุรกิจของเจ้า ถ้าเจ้าจะไม่เห็นค่าแบบนี้ก็ช่างเถอะ ข้าไม่เอาแล้ว”


“ได้ ในเมื่อเจ้าอยากช่วยอุดหนุน งั้นอันละห้าสิบเหวิน สองอันก็หนึ่งก้วน สามีรวยขนาดนี้ คงไม่เสียดายเงินหนึ่งก้วนจนทำให้ตัวเองลำบากหรอกนะ”


“เจ้า......”


โจวหลันหลันกระอักกระอ่วนต่อหน้าคนทั้งตลาด ในตลาดนี้มีคนรู้จักนางไม่น้อย เพื่อศักดิ์ศรีเลยทำได้แค่ล้วงเงินออกมาอย่างฝืนความเจ็บปวด


เว่ยเหยียนถิงช่วยฉินจิ่นเก็บร้าน นับเงินสักหน่อย วันนี้ได้เงินทั้งหมดสี่ก้วนกับหกสิบเหวิน แน่นอนว่ารวมเงินของโจวหลันหลันหัวโตเข้าไปด้วย วันนี้นอกจากจะขายถุงหอมแล้ว ก็คิดจะซื้อของปีใหม่ด้วย ทั้งสองเก็บเสร็จแล้วก็เห็นโจวหลันหลันยังอยู่


“เจ้ามีอะไรอีกรึเปล่า”


เห็นอีกฝ่ายน้ำเสียงเย็นชา แต่กลับยิ้มอย่างเป็นมิตรขึ้น “เจ้าดูเจ้าสิ เมื่อก่อนพวกเราสนิทกันอย่างกับพี่น้อง ทำไมเจ้าถึงทำเหมือนคนอื่นไปได้ ในเมื่อข้าอุดหนุนของเจ้าแล้ว เจ้าก็อุดหนุนร้านข้าบ้างสิถึงจะถูก เจ้าวางใจเถิด ข้าจะขายราคาทุนให้เจ้า ไม่คิดเงินเพิ่มสักนิดเลยล่ะ”


“ก็ดี งั้นถ้าเอาข้าวสี่สิบเหวิน เจ้าเตรียมไว้เถอะ ข้ากับพี่ถิงจะไปซื้อของอย่างอื่น แล้วเดี๋ยวจะกลับไปเอาที่ร้านเจ้า


“เจ้าวางใจเถิด เดี๋ยวข้าจะเตรียมไว้ให้เข้า ไม่ขาดเลยแม้แต่นิดเดียว


“ขอบคุณมาก”


“เจ้าจะเกรงใจข้าทำไมกัน ทำอย่างกับเป็นคนอื่นคนไกล”


สี่สิบเหวินนั้นซื้อข้าวได้ห้ากิโลกรัม พอสำหรับฉลองปีใหม่กันทั้งบ้านแล้ว ต่อหน้านั้นโจวหลันหลันพูดดิบดี พอกลับถึงร้านหน้าก็เปลี่ยนทันที สั่งให้คนเอาข้าวใส่มาครึ่งถุง ประมาณสามกิโลกรัม จากนั้นก็ใส่ทรายขาวเข้าไป พอดูแล้วก็ไม่ต่างกัน


แล้วก็เติมไปจนถึงห้ากิโลกรัม โจวหลันหลันก็ถุยน้ำลายแล้วก็เอาขี้ไก่ใส่ลงไปด้วย คนให้เข้ากันจนไม่เห็นร่องรอย


โจวหลันหลันปวดเอวปวดหลัง มัดถุงเรียบร้อยกำลังรอฉินจิ่นมารับ ต่อมาเถ้าแก่ร้านเนื้อก็มาบอกคำนึงว่า ข้าวถุงนี้แม่นางบ้านเว่ยไม่เอาแล้ว


โจวหลันหลันโมโหจนขว้างแจกันไปหลายใบ ฉินจิ่น ในเมื่อแกกล้าทำกับข้าแบบนี้ ข้ากับแกก็อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้


บนทางกลับบ้านนั้นเว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่าทำเกินไป “อาจิ่น เรากลับไปแบบนี้มันจะดูไม่ดีรึเปล่า เราควรจะไปบอกด้วยตัวเองรึเปล่า”


“ท่านพี่ถิง ข้ากับนางรู้จักกันมาหลายปี ข้ารู้นิสัยของนางยิ่งกว่าอะไร ใจคอคับแคบ อาฆาตมาดร้าย นางเอาเปรียบข้าไม่ได้ แน่นอนว่าข้าวที่ขายให้กับเราไม่ใช่ของดีแน่”


ถึงเว่ยเหยียนถิงจะไม่เข้าใจความแค้นระหว่างผู้หญิง แต่ก็แสดงท่าทีเข้าใจ ภรรยาว่ายังไงก็ว่าอย่างงั้น ฟังภรรยาเท่านั้น


“พี่รอง พี่สะใภ้รอง พวกพี่กลับมาแล้วรึ” เว่ยเหยียนซิ่นกำลังตักน้ำอยู่ที่ลานบ้าน เห็นทั้งสองกลับมาพร้อมกับถุงเล็กถุงใหญ่ก็รีบไปรับทันที แล้วช่วยถือของเข้าไปไว้ในห้องครัว


เว่ยจวนได้ยินว่าพวกเขากลับมาแล้ว ก็รีบไปทันที แต่จะถามว่าฉินจิ่นไปขายเป็นยังไงบ้างทันทีก็คงไม่ดี


พอมองเห็นถึงความคิดของผู้หญิงคนนี้แล้ว ฉินจิ่นก็หยิบเงินสองก้วนสามสิบเหรียญออกมา แล้วยัดไปที่มือนาง “ถุงหอมขายหมดแล้ว ขายได้ทั้งหมดสี่ก้วนหกสิบเหรียญ นี่เป็นส่วนของเจ้า เจ้าเก็บไว้เถิด”


“ทำ ทำไมเยอะจัง”


ไม่เคยได้เห็นเงินเยอะเท่านี้มาก่อน เว่ยจวนเอาไว้ในมือแล้วทำตัวไม่ถูก คิดไปคิดมาก็คืนให้นางหนึ่งก้วน “พี่สะใภ้รองลำบาก แล้วก็ยังมีค่าอุปกรณ์อีก ข้ารับไว้เยอะขนาดนี้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”


“ให้เจ้ารับไว้ก็รับไว้เถอะ ถ้าไม่มีการปักเย็บของเจ้า ถุงหอมนี้คงทำไม่สำเร็จ ข้ายังมีความคิด อยากจะทำของบางอย่างกับเจ้าอีก ถ้าเจ้าไม่ยอมรับไว้ ข้าก็ไม่กล้าให้เจ้าช่วยแล้วล่ะ”


เว่ยจวนเก็บเงินไว้ ในใจยิ่งเชื่อถือมากขึ้นไปอีก “พี่สะใภ้รองว่ายังไงก็อยากงั้นแหละ ข้าเชื่อพี่”


ทั้งบ้านรอฉลองปีใหม่ บรรยากาศสนิทสนมกลมเกลียวกัน นางตั้งใจซื้อกระดาษสีแดงมาเป็นพิเศษ เว่ยจวนต้มแป้งเปียกแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็หั่นกระดูกเสร็จแล้ว จุดโคมไฟสีแดงดวงใหญ่


ตัดกระดาษจีน แล้วติดกลอนคู่แปดที่มีคำอวยพรปีใหม่อยู่ บ้านที่เก่าทรุดโทรมถึงจะมีบรรยากาศของปีใหม่ขึ้น


ตัวหนังสือของเว่ยเหยียนถิงนั้นสวยมากจริงๆ ถ้าอยู่ที่บ้านสมัยนี้ก็คงได้เป็นอาจารย์เขียนพู่กันจีน ฉินจิ่นมองดูกลอนบนประตู ในใจรู้สึกภูมิใจ สมกับเป็นผู้ชายของตัวเองจริงๆ


เว่ยเหยียนถิงและเว่ยเหยียนซิ่นไปตัดต้นสนบนภูเขา นำมาใช้รมควันเนื้อหมูที่ทำเสร็จแล้ว หมูและไส้กรอกที่รมควันนั้นแขวนอยู่ที่ลานบ้าน กลิ่นหอมฟุ้งเตะจมูก ทำให้ผู้คนน้ำลายสอ


นอกจากชายชราเว่ยที่ร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว คนอื่นๆเกือบทุกคนต่างก็สนุกสนาน บ้านไร่เล็กๆหลังนี้กลับมีความอบอุ่นที่เกินจะบรรยายได้


วันส่งท้ายปีใหม่ ทั้งครอบครัวอยู่ทานข้าวปีใหม่ด้วยกันอย่างกลมเกลียว ฉินจิ่นพาเสี่ยวซีเล่นประทัดอยู่ที่ลานบ้าน รอยยิ้มของเสี่ยวชีนั้นสดใสไร้เดียงสา


นี่ถึงจะเป็นท่าทางที่เด็กอายุเท่าเขาควรจะมี การที่ต้องระมัดระวังนั้นไม่เหมาะกับคนที่เป็นเด็กคนหนึ่ง


บทที่ 10: เชื่อไหมว่าจะเรียกแกว่าไอ้เฮงซวย


การจุดดอกไม้ไฟในวันคืนข้ามปีนั้นเป็นธรรมเนียมตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน พอถึงเที่ยงคืน เสียงระฆังของวัดที่อยู่บนภูเขาก็จะดังขึ้น แล้วบนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยดอกไม้ไฟนับหมื่นพันนัด


มองดูฉากที่ตื่นตานี้แล้ว ทุกคนต่างก็พากันเงียบลงเหมือนนัดกันไว้ ช่างน่าประทับใจสุดๆ


เว่ยเหยียนถิงโอบไปที่เอวของนาง เรียกชื่อนางเบาๆ แววตานั้นแสดงออกอย่างล้นหลาม ทำให้คนปฏิเสธไม่ได้


แก้มของฉินจิ่นค่อยๆแดงขึ้น ไม่มีการขัดขืนใดๆ


เขาค่อยๆโน้มตัวลง ริมฝีปากที่ร้อนแรงนั้นเข้าใกล้เล็กน้อย สุดท้ายก็แนบไปบนริมฝีปากที่เย็นเฉียบของนาง


ริมฝีปากของนางหอมหวาน เหมือนผลไม้ที่สุกงอม ทำให้คนที่แนบลงไปแล้วไม่อยากจะปล่อย


เห็นได้ชัดว่าเป็นครั้งแรก ท่าทางของเขาดูเก้ๆกังๆ นางก็ไม่มีประสบการณ์เหมือนกัน จนถึงตอนที่ปากของนางเริ่มจะบวม เขาถึงจะปล่อยปากออก


เวลาจูบ ใครเขาใช้แรงกัน ดูปากที่บวมแดงของนางแล้ว ฉินจิ่นก็หงุดหงิดเล็กน้อย แล้วแบบนี้นางจะไปเจอคนอื่นยังไง แต่พอเห็นหน้าตาที่รู้สึกผิดของเขา นางก็ไม่อยากจะเหวี่ยงเขาต่อหน้าคนเยอะๆแบบนี้


ตี้ดๆ ตี๊ดๆๆ ……


จู่ๆในหัวก็มีเสียงของเครื่องกลดังขึ้น เป็นเสียงของระบบ


“ชาร์จพลังงานสำเร็จ ระบบได้รับพลังงานหนึ่งเปอร์เซ็นต์”


การจูบก็คือการชาร์จแบตที่ว่านี่เอง การตั้งค่าแบบนี้ก็ขี้โกงเกินไปรึเปล่า


“พลังงานแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์จะใช้ได้นานแค่ไหนกัน” นางเกิดคำถามในใจ


“สามารถเปิดระบบยาได้หนึ่งครั้ง ระยะเวลาแปดนาที”


แปดนาที พอแค่ให้นางเอาอุปกรณ์แค่บางส่วน แต่ก็พอสำหรับเอามาศัลยกรรมให้ผู้ชายของตัวเองแล้ว


พอนึกถึงว่าตัวเองสามารถควบคุมหน้าตาของสามีตามที่ตัวเองต้องการได้ ในใจนางก็มีความตื่นเต้นเล็กน้อย จากการที่ระบบสามารถโต้ตอบได้ นางก็เลยรีบถามไปสองสามคำถาม “มีวิธีชาร์จพลังงานเพียงแค่แบบเดียวหรือ”


“ยังสามารถทำภารกิจของระบบให้สำเร็จด้วย”


“ภารกิจอะไร”


“ตอนนี้พลังงานต่ำเกิน ยังไม่สามารถเปิดภารกิจของระบบได้ โปรดกลับมาอีกครั้งหลังจากแบตเตอรี่ถึง10%”


นี่ไม่ใช่การล่อลวงคนหรอกเหรอ ในใจนางมีไอเดียบางอย่างเกิดขึ้น แล้วก็ถูกระบบดูออกได้ทันที “คุณเจ้าของ ระบบจะปรับเปลี่ยนทำตามสถานการณ์ของคุณ คุณโปรดเชื่อใจในความยุติธรรมของระบบ”


เจ้านี่รู้ทันความคิดของนาง งั้นตั้งแต่วันนี้ถ้านางและเว่ยเหยียนถิงทำเรื่องแบบนั้นระบบก็จะคอยดูอยู่ตรงนั้นตลอดเลยสิ


“ตั้งแต่วันนี้ฉันต้องเรียกนายว่าอะไร”


“ฉันไม่มีชื่อ คุณเจ้าของสามารถตั้งชื่อให้ฉันได้”


นางคิดถึงเสี่ยวซีที่อยู่ที่บ้าน แล้วพูดว่า “นั้นนายก็คือเสี่ยวปาก็แล้วกัน”


“ช่างเป็นชื่อที่ทั่วไปจริงๆ ท่านเจ้าของกรุณาตั้งชื่อให้ฉันใหม่”


เจ้าระบบหลอกลวงนี่กล้าหงุดหงิดนาง ฉินจิ่นเลยขู่ว่า “ถ้ายังไม่หยุดพูดเรื่อยเปื่อยฉันจะเรียกแกว่าไอ้เฮงซวย”


“เสี่ยวปาเพราะมาก ฉันชอบมาก ขอบคุณท่านเจ้าของครับ”

……


พอผ่านปีใหม่แล้วฉินจิ่นก็รีบกลับบ้านกับเว่ยเหยียนถิง ดีที่สามารถใช้ระบบยาได้ตลอดเวลา บางทีถ้าอยู่ที่บ้านแม่สามีก็ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยได้


เตรียมเทียนกับน้ำร้อนแล้ว ส่งเสี่ยวซีไปเล่นที่ลาน ฉินจิ่นดึงเว่ยเหยียนถิงนั่งอยู่ข้างเตียง เว่ยเหยียนถิงคิดว่านางจะคิดได้แล้ว อยากจะทำเรื่องแบบนั้น ในใจยังตั้งหน้าตั้งตารอคอยอยู่


“อาจิ่น ทำไมวันนี้เจ้าถึงเริ่มเองแบบนี้ล่ะ”


“คิดอะไรกัน พี่ถิง ข้าอยากจะรักษาแผลบนหน้าให้พี่”


เว่ยเหยียนถิงอึ้ง เบือนหน้าแล้วโทษตัวเอง นางรังเกียจหน้าตาของตัวเองจริงๆ ด้วย


รู้ว่าเขาคิดมาก ฉินจิ่นเลยรีบอธิบาย “พี่ถิง พี่อย่าเข้าใจผิดเลย ข้าไม่ได้รังเกียจพี่ ตอนนี้เป็นฤดูหนาวอากาศหนาวยังเห็นไม่ชัด พอถึงฤดูร้อนแล้วอากาศร้อน แล้วแผลบนหน้าพี่ก็จะพุพองได้ง่าย อีกอย่างถ้าแผลบนหน้าพี่หายดีแล้ว วันหลังถ้าจะไปทำงานก็สะดวก นี่ก็เพื่อครอบครัวของเรา ใช่ไหมล่ะเจ้าคะ”


“เจ้าไม่ได้รังเกียจข้าจริงๆรึ” ในตาเว่ยเหยียนถิงร้อนขึ้น คว้าไปที่มือของนาง


“จริงสิเจ้าคะ”


นางให้เขาดื่มยาชาที่ได้เตรียมไว้แต่แรกแล้ว แล้วรอหลังจากเขาสลบแล้วค่อยเปิดระบบขึ้น ก่อนจะทะลุมิตินั้นนางสามารถเอาของออกมาจากระบบแพทย์ แล้วของนั้นก็จะปรากฏขึ้นในมือของนางทันที ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังจะเป็นแบบนั้นอยู่รึเปล่า รู้แค่ว่าต้องให้เว่ยเหยียนถิงสลบก่อนน่าจะดีกว่า ไม่งั้นถ้าถึงเวลานั้นแล้วมีของโผล่ออกมาจากมือนางจริงๆ ก็คงอธิบายได้ไม่เข้าใจ


เปิดระบบเข้าห้องยา นางรู้สึกดีใจเมื่อเห็นว่ายาที่นางเก็บไว้ก่อนหน้านี้นั้นยังอยู่ทั้งหมด


เมื่อก่อนนางเก็บของไว้สองห้อง ห้องนึงนั้นเป็นอุปกรณ์เครื่องมือและอุปกรณ์ผ่าตัดพวกผ้าก๊อซเป็นต้น อีกห้องนึงนั้นเป็นวัสดุยาต่างๆมากมาย


นางหยิบอุปกรณ์ผ่าตัดศัลยกรรมที่ต้องใช้ออกมา แล้วก็เอาพวกยาก่อนและหลังผ่าตัดพร้อมกับแอลกอฮอล์ที่ใช้ฆ่าเชื้อออกมาด้วย


ออกจากระบบ ของทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่ในมือของนางหมดแล้ว


ใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อบาดแผล และเอามีดผ่าตัดลนไฟเพื่อฆ่าเชื้อ นางสวมหน้ากากอนามัยและถุงมือยาง ราวกับว่ากลับสู่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดทันที


ผ่าเปิดแผลออก เอาส่วนที่เนื้อตายแล้วออก จากนั้นฆ่าเชื้อ เสริมซิลิโคน แล้วเย็บปิดแผล


แล้วการผ่าตัดก็เสร็จสิ้นลง เวลาก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว


รอยแผลบนใบหน้าต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งถึงจะสมานกัน หลังจากที่นางทายาเสร็จแล้ว แล้วก็พันแผลอย่างระมัดระวัง ตัดให้เห็นดวงตา จมูก และปาก ผลจะเป็นยังไง ต้องรออีกสักระยะหนึ่ง รอให้ถึงตอนที่เปิดผ้าพันแผลก็จะได้รู้ผล


ตอนแรกคิดว่าอุปกรณ์ผ่าตัดยังสามารถเก็บไว้ใช้ได้อีก ใครจะรู้ว่าหลังจากที่ผ่าตัดเสร็จแล้ว อุปกรณ์ทั้งหมดก็หายไป มีแค่พวกยาที่ยังเหลืออยู่


“นี่ เสี่ยวปา นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมของถึงหายไป”


“ตี๊ดๆ ระบบรีไซเคิล เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ที่เอาออกมาจากระบบแพทย์นั้นเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แล้วทิ้ง ใช้เสร็จก็จะหายไป แล้วระบบก็จะสร้างขึ้นใหม่”


“นี่มันขี้โกงไปหน่อยรึเปล่า”


“นี่ก็เพื่อคิดแทนคุณเจ้าของทั้งนั้น ทำตามการวิเคราะห์ข้อมูลของระบบ ถ้าให้คนเห็นของพวกนี้ จะทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับคุณเจ้าของเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เสี่ยวปาต้องพึ่งการอยู่ของคุณเจ้าของ มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้คุณเจ้าของครับ”


“หุบปาก น่ารำคาญจริงๆ”


เสียงของเสี่ยวปาฟังดูแล้วเหมือนเสียงหนุ่มน้อย แต่ไม่คิดว่าอายุแค่นี้ก็ขี้บ่นขนาดนี้แล้ว


จัดแจงเว่ยเหยียนถิงเสร็จแล้ว นางรีบเปิดประตูเรียกเสี่ยวซีเข้ามา เสี่ยวซีกำลังปั้นมนุษย์หิมะอยู่ที่หน้าประตู สองมือและใบหน้าเล็กๆเย็นเฉียบจนแดง สูดจมูก ฉินจิ่นรีบลากเขาเข้าบ้าน ให้เขาผิงไฟข้างเตาถ่าน แล้วก็อุ่นซุปให้เขาถ้วยนึง


แต่เพราะบ้านนั้นเล็กไปหน่อย อากาศหนาวแบบนี้ยังจะให้เด็กไปอยู่ข้างนอก ในใจของนางรู้สึกผิดมาก มองดูเสี่ยวซีที่มือโผล่ออกมาข้างนอกแล้วหดคออยู่ ควรจะทำผ้าพันคอกับถุงมือให้เขาถึงจะถูก แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ของที่อยู่ในยุคสมัยนี้


ในใจของฉินจิ่นกำลังคำนวณ ไว้จะถามพี่ถิง ที่ไหนมีไหมพรมบ้าง


เสี่ยวซีดื่มซุปหมดแล้ว ก็เอาถ้วยไปเติมอีกถ้วยนึง “พี่สาวก็ดื่มด้วยสิ”


“พี่ไม่ดื่ม เจ้าดื่มก่อนเถอะ”


เสี่ยวซีมองดูเว่ยเหยียนถิงที่ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยผ้าพันแผลเหมือนจะขยับตัว น่ากลัวเล็กน้อย จริงแล้วเขารู้สึกตั้งแต่แรกแล้ว แต่ไม่กล้าพูดมาโดยตลอด


เว่ยเหยียนถิงนอนอยู่บนเตียงไม่รู้เป็นรู้ตายแบบนี้ เหมือนกับมัมมี่ ไม่แปลกที่เด็กมองแล้วจะรู้สึกกลัว นางมองแล้วก็ยังรู้สึกกลัวเล็กน้อย


จบตอน

Comments