บทที่ 11: น่าสงสารเกินไปรึเปล่า
“เจ้าอย่ากลัวเลย ข้ากำลังรักษาแผลให้เขาอยู่น่ะ เจ้าก็รู้ว่าหน้าพี่เขยเป็นแบบนั้น ถ้าไม่รักษาให้หายดี วันหลังแผลก็จะพอง ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะอันตรายต่อชีวิตก็เป็นได้”
“แล้วเมื่อไหร่พี่เขยถึงจะหายหรือขอรับ”
จริงๆแล้วสำหรับเว่ยเหยียนถิงนั้น เสี่ยวซีไม่กลัวเลยสักนิด ตั้งแต่ก่อนที่ฉินจิ่นยังไม่ได้ทะลุมิติ เสี่ยวซีนั้นสนิทกับเว่ยเหยียนถิงอยู่แล้ว ตระกูลเว่ยไม่จำเป็นต้องรับเลี้ยงเด็กคนหนึ่งก็ได้ แต่เว่ยเหยียนถิงก็ยังให้เสี่ยวซีอยู่ต่อ ยิ่งไปกว่านั้นในตอนที่พาฉินจิ่นออกมาก็ยังไม่ลืมที่จะพาเสี่ยวซีออกมาด้วย
พอพี่สาวบอกว่าพี่เขยป่วย เขาก็เป็นห่วงมากเหมือนกัน
“อย่ากังวลเลย รักษาเสร็จแล้วล่ะ แต่แค่ต้องใช้เวลาถึงจะฟื้นฟู หลายวันนี้เจ้าต้องเชื่อฟังนะ อย่าไปรบกวนเวลาเวลาพักผ่อนของเขาเด็ดขาด”
“อื้ม” เสี่ยวซีพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง ท่าทางที่เชื่อฟังนั้นทำให้ฉินจิ่นอดไม่ได้ที่จะบีบไปที่แก้มพองๆของเขา
เด็กยังไม่โต บนแก้มยังมีเนื้อนุ่มอยู่ อย่าถามเลยว่ามันมือแค่ไหน
เสี่ยวซีของบ้านตัวเองนั้นคิ้วตาคมชัด รอให้เขาโตขึ้นต้องเป็นหนุ่มหล่อที่หาได้ยากแน่นอน พอนึกถึงตรงนี้ บนหน้าของนางก็เผยให้เห็นถึงรอยยิ้มที่เหมือนคนชราเมตตาลูกหลาน
ปีนี้เสี่ยวซีอายุเก้าขวบ ฉินจิ่นสิบสามขวบ ถ้ามองอีกแง่มุมนึงนางนั้นก็อายุเยอะกว่าเขาไม่มากเท่าไหร่นัก แต่ฉินจิ่นที่ก่อนจะทะลุมิติมานั้นอายุยี่สิบห้าปี เพราะฉะนั้นในสายตานางยังไงก็เป็นเด็ก
จากตอนที่ฉินจิ่นทำการผ่าตัดอยู่นั้น เสี่ยวซีได้ปั้นมนุษย์หิมะขึ้นตัวนึง ทันใดนั้นก็ลากฉินจิ่นออกไปดู มนุษย์หิมะสูงเท่าครึ่งตัวของเสี่ยวซี บิดบิดเบี้ยวเบี้ยว จมูกนั้นก็มีกิ่งไม้กิ่งนึง ดวงตานั้นเป็นก้อนหินสองก้อน น่าเสียดายที่ยังไม่มีปาก
ฉินจิ่นระดมความคิดแล้ว ก็ไปในครัวแล้วเอาหัวไชเท้ามาหัวนึงแล้วใส่เข้าไป เรียบง่ายสมบูรณ์แบบ
ในเมื่อเป็นความสำเร็จที่สองพี่น้องร่วมมือกัน นางตัดสินใจเก็บมนุษย์หิมะนี้ไว้ รอให้เว่ยเหยียนถิงหายดีค่อยย้ายไปที่หน้าประตูบ้าน
ยาชาออกฤทธิ์ต่อเนื่องไปครึ่งวัน พอเว่ยเหยียนถิงฟื้นแล้ว ฉินจิ่นก็ให้เขากินยาแก้ปวดทันที
มองดูเม็ดยาเล็กๆที่ไม่เคยเห็นที่ส่งมาจากภรรยาแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็กลืนเข้าไปอย่างเชื่อฟัง แค่แป๊บเดียวก็รู้สึกว่าอาการปวดที่แผลบรรเทาลงเยอะมาก
“นี่คืออะไร ทำไมถึงได้มีประโยชน์ขนาดนี้”
“นี่เป็นยาวิเศษจ้ะ บอกท่านไปก็คงไม่เข้าใจ ยังไงท่านก็เชื่อฟังข้าแล้วกิน แค่นั้นก็พอเจ้าค่ะ ไม่เป็นอันตรายต่อท่านแน่นอน” ยาจีนส่วนใหญ่นั้นเป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า แน่นอนว่าออกฤทธิ์ได้ไม่เร็วเท่ายาของตะวันตก และเห็นผลชัดเจนด้วย ปกติแล้วไข้หวัดนั้นถ้ารักษาด้วยยาตะวันตกแค่วันสองวันก็คงหายแล้ว แต่ถ้าใช้ยาจีนค่อยๆรักษา คงจะต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือนเลยทีเดียว
“พี่ถิง พี่ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะในเวลาครึ่งเดือนนี้พี่พักผ่อนรักษาให้ดีๆ เรื่องในบ้านส่งให้ข้าดูแลก็พอ”
“ได้ยังไงล่ะ แค่ไม่กี่วันข้าก็ลงเตียงได้แล้ว งานในบ้านก็สามารถช่วยเจ้าได้ จะให้เจ้าที่เป็นผู้หญิงคนเดียวทำงานหนักได้ยังไงล่ะ”
ถึงเว่ยเหยียนถิงจะนอนอยู่บนเตียงและแผลยังไม่หาย ก็ยังไม่ลืมที่จะเป็นห่วงภรรยา
“พี่วางใจเถิด งานตักน้ำ ผ่าฟืนนั้น น้องสี่จะขึ้นมาช่วยข้า ข้าแค่ทำกับข้าวดูแลพี่ก็พอแล้ว” นางพูดโน้มน้าวเป็นอย่างดี ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะประนีประนอมได้ แต่ก็ยังเป็นห่วงภรรยา ไม่ให้นางทำงานหนัก
อาหารค่ำเป็นโจ๊กกับเนื้อแห้งรมควัน ผู้ป่วยหลังผ่าตัดนั้นต้องกินอาหารรสจืดถึงจะดี
นึกถึงแผลของเว่ยเหยียนถิงแล้ว พอตกกลางคืนเขาก็ถูกย้ายไปนอนพักผ่อนที่เตียงเล็ก ชายหนุ่มสูงร้อยแปดสิบกว่าหน้าตาหดหู่ แต่บนปัญหาของการดูแลผู้ป่วย นางไม่ยอมใจอ่อนเลยสักนิด
เช้าวันที่สอง เว่ยเหยียนซิ่นขึ้นภูเขามาช่วย เห็นว่าทั้งครอบครัวกำลังทานอาหารเช้ากันอยู่ เลยรู้สึกไม่ค่อยดี ที่มาไม่ถูกเวลา
ถึงแม้ว่าก่อนขึ้นภูเขาฉินจิ่นก็บอกเขาก่อนแล้วว่าจะรักษาแผลบนหน้าให้เว่ยเหยียนถิง แต่พอเห็นว่าหัวของเว่ยเหยียนถิงถูกห่อเหมือนบ๊ะจ่างเลยตกใจ
“พี่รอง พี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรแน่นอนอยู่แล้ว พี่สะใภ้รองของเจ้าน่ะ เคยรักษาคนมาแล้ว แผลบนหน้าข้าก็ได้รับการรักษาแล้ว สักระยะหนึ่งก็คงจะสมาน” จริงๆแล้วก็ฟังมาจากฉินจิ่นอีกที หน้าของตัวเองนั้น สรุปแล้วกลายเป็นยังไงบ้างยังไม่รู้เลย
แต่ในตอนที่กำลังโม้อวดภรรยา ไม่เคยยอมจริงๆ
ได้ยินพี่รองพูดได้ชัดถ้อยชัดคำ เว่ยเหยียนซิ่นก็โล่งใจแล้ว
ฉินจิ่นทักทายเขาให้มาทานข้าวด้วยกัน เด็กหนุ่มบ้านไร่คนนี้ยังคงมีความเขินอายเล็กน้อย ระมัดระวังมากและไม่กล้ากินเยอะ กินโจ๊กถ้วยนึงเสร็จก็วางตะเกียบลงทันที
“พี่สะใภ้รองมีงานอะไรจะให้ทำก็สั่งข้าก็พอ”
“ก็ไม่ใช่งานสำคัญอะไรหรอก ตักน้ำผ่าฟืนเจ้าทำไปเถิด อย่าปล่อยให้เหนื่อยเด็ดขาดล่ะ”
“ที่ข้าทำที่บ้านเยอะกว่านี้อีก ไม่เหนื่อยหรอกขอรับพี่สะใภ้วางใจได้เลย”
เด็กหนุ่มคนนี้ใสซื่อจริงๆ ฉินจิ่นมองดูเสื้อผ้าเก่าๆที่สวมอยู่บนตัวเขา มีรอยปะก็ทุกที่ รองเท้าหญ้าฟางที่สวมอยู่ที่เท้าก็พังแล้ว คิดๆดูแล้วไม่ใช่แค่เหยียนซิ่น รวมถึงเว่ยจวนก็เป็นแบบนี้ ต่างก็เป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว ปีใหม่ผ่านไปแล้วแต่กลับไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าที่ดูดีเลยด้วยซ้ำ น่าสงสารเกินไปแล้ว
ฉินจิ่นกำลังครุ่นคิด งานนี้จะให้เขาช่วยฟรีไม่ได้ พรุ่งนี้มีโอกาส ต้องรีบไปตลาดแล้วซื้อเสื้อผ้ารองเท้าใหม่ให้เขา
ครั้งที่แล้วที่ไปเพื่อจะขายถุงหอมนางเคยไปร้านผ้ามาแล้ว ราคาของชุดตัดสำเร็จนั้นอยู่ที่หนึ่งถึงสองตำลึง นี่ยังเป็นแค่ผ้าธรรมดา แต่ถ้าใช้ผ้าไหมทำ ราคาก็จะเพิ่มเป็นเท่าตัว
ซื้อผ้าที่พอสำหรับทำเสื้อตัวนึงใช้แค่เงินสองก้วน จากสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ก็คงต้องลงมือเองแล้วล่ะ
เงินที่ได้มาครั้งที่แล้วเหลือไม่ถึงหนึ่งก้วน สำหรับค่ากินของทั้งสามคนก็อยู่ได้ถึงแค่สิ้นเดือน แต่จะอยู่เฉยๆแบบนี้ก็คงไม่ได้
ที่บ้านมีเว่ยเหยียนซิ่นคอยดูแล ฉินจิ่นเลยวางใจที่จะลงจากภูเขาตอนที่เว่ยเหยียนซิ่นขึ้นมานั้นเว่ยจวนฝากมาบอกว่า นางเริ่มจะปักลวดลายพวกนั้นแล้ว สิ่งที่ตั้งใจจะบอกก็คือให้รีบเตรียมเครื่องหอมที่ใช้เติมเข้าไป
ไหนๆก็จะลงจากภูเขาแล้ว นางเลยแวะไปที่บ้านแม่สามีก่อน
ฉินจิ่นลงมาคนเดียวเว่ยเหยียนถิงเลยไม่วางใจ เดิมทีอยากจะให้เว่ยเหยียนซิ่นตามมาด้วย กลับโดนฉินจิ่นปฏิเสธก่อน
“ข้าไปคนเดียวก็พอ ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าที่บ้านไม่มีใครอยู่ ข้าก็ไม่วางใจเหมือนกัน”
เว่ยเหยียนถิงรั้งนางไม่อยู่ ทำได้แค่ตอบตกลง แล้วย้ำกำชับให้นางระวัง
ตอนที่ฉินจิ่นมาถึง เว่ยจวนกำลังตัดเย็บอยู่ที่ลานบ้าน ส่วนฮูหยินเว่ยนั้นเช็ดตัวให้ชายชราเว่ยอยู่ในบ้าน กินอาหารดีไปหลายมื้อแล้ว ร่างกายของชายชราเว่ยก็ดีขึ้นมาก แต่ยังทำงานไม่ได้ จะทำอะไรหน่อยก็ยังต้องให้คนทำให้อยู่ตลอด
“พี่สะใภ้รอง พี่มาแล้วเหรอ พี่รองกับน้องสี่ล่ะเจ้าคะ”
“พี่รองของเจ้าน่ะอยู่บนภูเขา น้องสี่กำลังดูแลอยู่ ข้าลงมาซื้อของนิดหน่อยน่ะ”
เว่ยจวนหยิบลวดลายที่นางเพิ่งปักไป ยิ้มปลื้มปริ่มแล้วพูดว่า
“พี่สะใภ้รองดูสิ ลวดลายนี้พอจะได้หรือไม่”
นางพยักหน้า แล้วนางเว่ยก็เดินออกมาจากบ้านพอดี
“สะใภ้รองมาแล้วรึ”
“ท่านแม่”
นางเว่ยมองดูลวดลายที่อยู่ในมือของฉินจิ่น “สะใภ้รอง ข้าได้ยินอาจวนพูดว่าพวกเจ้าขายถุงหอมได้เงินไม่น้อย ยายแก่อย่างข้าพอเย็บปักเป็นอยู่บ้าง เจ้าว่าข้าพอจะทำงานนี้ได้หรือไม่”
นอกจากทำนาช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้วเก็บเกี่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง นางเว่ยทำงานบ้านเสร็จก็อยู่ว่างๆ นาแค่แปลงเดียวทำทั้งบ้านก็คงไม่เกินหนึ่งถึงสองวัน เห็นเว่ยจวนทำงานหาเงินได้จากฉินจิ่นหน่อยแล้ว นางเลยไม่พลาดที่จะหวั่นไหว แต่แค่ไม่รู้ว่าตัวเองทำได้รึเปล่า
“ท่านแม่เจ้าคะ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากให้ท่านทำ แต่เรื่องหาเงินน่ะให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเถิด ท่านพ่อกับท่านแม่อยู่บ้านสบายๆก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
“นี่นับเป็นงานหนักที่ไหนกัน ทำแล้วก็ได้เงิน จะได้เอามาเป็นเงินแต่งงานให้ลูกสี่ด้วย”
บทที่ 12: หน้าของพี่
หลังจากที่ให้เงินกับตระกูลฉินไปแล้ว ในบ้านก็ไม่มีเงินอีก เรื่องแต่งงานของเว่ยเหยียนซิ่นเลยเป็นเรื่องหนักใจของคนชราทั้งสองมาโดยตลอด ปีนี้เว่ยเหยียนถิงอายุสิบเก้า เว่ยเหยียนซิ่นก็อายุสิบหกแล้ว คนสมัยก่อนผู้ชายอายุสิบเจ็ดก็เป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว ไม่งั้นอาจจะโดนเรียกว่าชายผู้ไม่มีใครเอาก็ได้
ฉินจิ่นรู้ว่าหญิงชราเว่ย ชินกับการทำงานแล้ว ให้นางอยู่เฉยๆก็คงไม่ชิน ก็สามารถทำได้แค่ตามใจนาง “ท่านแม่ทำไปพร้อมกับอาจวนเลยก็ได้เจ้าค่ะ ของท่านทำขายได้กี่อันข้าก็จะให้ท่านตามจำนวนที่ขายได้เจ้าค่ะ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างเดียว อย่าหักโหมนะเจ้าคะ”
เนื่องจากหญิงชราเป็นแม่สามีของตัวเอง แน่นอนว่าจะแบ่งคนละครึ่งเหมือนน้องสามีคงไม่ได้ แต่หญิงชราเว่ยกลับบอกว่า “ข้าจะเอาครึ่งเดียวแบบอาจวน ข้าจะไม่เอาเปรียบเจ้า ถึงเจ้าจะให้ข้าเพิ่มข้าก็ไม่เอา”
“ก็ได้เจ้าค่ะ ตามที่ท่านแม่สบายใจ”
หญิงชราเว่ยไม่เอาเปรียบ ทำให้นางซาบซึ้งในจุดนี้มาก
“อาจวน เจ้าไปในเมืองกับข้าหน่อยสิ ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าช่วยน่ะ”
“พี่สะใภ้รองไม่ต้องเกรงใจข้าหรอกเจ้าค่ะ” เว่ยจวนวางเข็มกับด้ายอย่างระมัดระวัง ปัดกระโปรง ตอนนี้ฉินจิ่นว่าอย่างไรก็ว่าอย่างงั้น นางนั้นทั้งนับถือทั้งเคารพพี่สะใภ้รองคนนี้ของตัวเองมาก
ทั้งสองไปที่ตลาดเพื่อไปร้านผ้า เถ้าแก่เอาด้ายฝ้ายทุกแบบออกมา ฉินจิ่นเลือกแล้วก็ยังไม่พอใจ
ด้ายแบบนี้เอามาใช้เย็บผ้าทอยังพอได้ แต่เอามาใช้แทนไหมขนสัตว์นั้นคงเส้นเล็กเกินไป
“พี่สะใภ้รอง ข้าดูแล้วด้ายพวกนั้นก็ดีเหมือนกัน ยังไม่ใช่แบบที่พี่อยากได้หรือจ๊ะ พี่จะเอาไปทำอะไรหรือ”
“ถึงเวลาเดี๋ยวเจ้าก็รู้ อาจวน ในเมืองนี้มีที่เลี้ยงแกะรึเปล่า”
เว่ยจวนส่ายหน้า “ใกล้ๆนี้ไม่มี ถ้าเมืองใกล้ๆนั้นน่าจะมี แต่ถ้าจะไปเมืองใกล้ๆจะต้องนั่งรถม้า ไปกลับก็ต้องใช้เวลาสามถึงสี่ชั่วโมง”
แน่นอนว่าวันนี้นั้นไม่ทันแล้ว เดิมทีนางลงภูเขาก็เพื่อจะซื้อวัตถุดิบอาหารแล้วก็กะจะซื้อไหมขนสัตว์กลับไป ทำผ้าพันคอให้เสี่ยวซีผืนนึง ถุงมือคู่นึง
พอทั้งสองออกจากร้าน เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงตะโกน พอฉินจิ่นหันไปดูก็เป็นพ่อค้าที่ขายเนื้อแกะให้นางในวันเหมายันพอดี นางครุ่นคิด แล้วก็มีไอเดียขึ้นทันที
คนขายเนื้อในสมัยก่อนส่วนใหญ่ก็ฆ่าสัตว์ขายทั้งนั้น แกะที่ซื้อมานั้นก็เอามาฆ่าขายเอง เพราะฉะนั้นสำหรับพวกเขาแล้วขนแกะก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อเถ้าแก่ขายเนื้อแกะได้ยินฉินจิ่นจะใช้เงินซื้อ ก็ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
พ่อค้าขายเนื้อนามสกุลหู อยู่หมู่บ้านใกล้เคียง ก็พอรู้จักฉินจิ่นอยู่บ้าง แม่นางคนนี้เคยมาซื้อเนื้อที่เขาขายตอนวันเหมายัน ข้างๆพาสามีหน้าตาขี้เหร่มาด้วย เพียงแค่วันนี้ไม่เห็นสามีคนนั้น กลับมากับหญิงสาวอีกคน
“พี่หู ขนแกะนี้วันหลังข้าก็ยังจะเอาอยู่นะเจ้าค่ะ ถ้าท่านฆ่าแกะอีกก็ช่วยเก็บไว้ให้ข้าหน่อยนะ ยิ่งสะอาดก็ยิ่งดี”
“ได้เลย เจ้าวางใจได้ ต่อไปเดี๋ยวข้าจะเก็บไว้ให้เจ้านะ” พ่อค้าหู ยิ้มจนปากแทบฉีก ไม่คิดว่าของไร้ประโยชน์นี้จะแลกเป็นเงินได้
พี่สะใภ้และน้องสาวถือขนแกะขนละถุง เดิมทีฉินจิ่น อยากจะถือเอง แต่เว่ยจวนนั้นอยากจะช่วยนาง ของชิ้นนี้นั้นใหญ่จริงๆ แต่ไม่หนักเลยสักนิด ดังนั้นนางจึงปล่อยให้อาจวนถือ
ขนแกะสองถุงใหญ่ขายในราคายี่สิบเหวิน ซื้อเนื้อซื้อผักก็เสียไปอีกสามสิบเหวิน วันนี้เว่ยเหยียนถิงไม่อยู่นางก็ไม่กล้าซื้อเยอะ ไม่งั้นตอนเอากลับไปคงเป็นปัญหาใหญ่แน่นอน
เว่ยจวนเห็นนางถือคนเดียว เลยอาสาช่วยนางถือของกลับเอง
พี่สะใภ้และน้องสาวขึ้นภูเขาไปด้วยกัน เว่ยหยียนถิงรอจนร้อนรนใจ กำลังจะลงภูเขาไปตามหานาง เว่ยเหยียนซิ่นจะรั้งก็รั้งไว้ไม่อยู่ แล้วทั้งสองก็ชะงักอยู่ตรงหน้าประตู เจอกับพี่สะใภ้และน้องสาวพอดี
“พี่ถิง ท่านทำไมไม่พักผ่อนดีๆ แล้วนี่จะทำอะไรล่ะเจ้าคะ”
“อาฉิน” เว่ยเหยียนถิงคว้ามือของนางมา ท่าทางดูลุกลี้ลุกลน เห็นว่านางไม่เป็นอะไรถึงได้โล่งใจ
“เอาหน่า ข้าไม่ใช่เด็กสักหน่อย ท่านอย่าทำแบบนี้สิ น้องสี่กับน้องสามก็อยู่ด้วยนะ”
เว่ยเหยียนถิงกังวลจนลืมคนที่อยู่ข้างๆไป ทันใดนั้นพอรู้ตัวจึงปล่อยมือนางอย่างประหม่า แล้วก็รับของในมือของนางและเว่ยจวนมา
“คงเหนื่อยแย่แล้วใช่ไหม พวกเจ้ารีบเข้ามาพักเถิด”
“พี่รอง หน้าของพี่” เว่ยจวนเห็นหน้าของเว่ยเหยียนถิงครั้งแรกก็ทำให้ตกใจไปที
ครั้งนี้นั้นเป็นครั้งแรกที่เว่ยเหยียนซิ่นอธิบายให้นางฟัง
“พี่วางใจเถิด พี่รองไม่ได้เป็นอะไรพี่สะใภ้รองบอกว่าแผลบนหน้าของพี่รองน่ะหายดีแล้ว รอสักระยะหนึ่งแผลก็จะสมานกันจนหมด ถึงเวลานั้นหน้าตาก็จะกลับมาปกติอีกครั้ง”
หน้าตาของพี่รองเหรอ เว่ยจวนอึ้งไปสักพัก ตั้งแต่เขามาที่บ้านพวกนางเป็นวันแรก หน้าของพี่รองก็พังอยู่แล้ว…
ฉินจิ่นสงสัยตั้งนานแล้ว เห็นหลายคนต่างอยู่ เลยอดไม่ได้ที่จะถาม
“ข้ายังไม่รู้เลยว่าหน้าของพี่ถิงนั้นเป็นแผลได้ยังไง เขาไม่ยอมบอก พวกเจ้ารู้รึเปล่า”
“หน้าของพี่รองนั้นเป็นแผลตั้งแต่ตอนเด็กที่ออกไปล่าสัตว์กับพ่อน่ะ บอกว่าโดนหมีข่วน” ตาของเว่ยจวนเป็นประกาย แล้วรีบบอกทันที
ฉินจิ่นคิ้วขมวด นางเคยรักษาแผลนั้น นั่นไม่เหมือนโดนสัตว์ร้ายข่วน นั่นเห็นได้ชัดว่าโดนอาวุธมีคมทำให้บาดเจ็บ แต่ตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา
น้องสาวละพี่สะใภ้ทำอาหารอยู่ในครัว เว่ยเหยียนถิงและเว่ยเหยียนซิ่นรออยู่ข้างนอก แน่นอนว่าทั้งสองคนนั้นต้องไม่ได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกัน เสี่ยวซีมาคอยช่วยอยู่เรื่อยๆ ครั้งนี้ฉินจิ่นไม่ลืมที่จะชดเชยลูกอมที่ไม่ได้ซื้อให้เขาในครั้งที่แล้ว
เว่ยเหยียนซิ่นและเว่ยจวนนั้นช่วยงานมาทั้งวันแล้ว แน่นอนว่าฉินจิ่นให้พวกเขาอยู่กินข้าวด้วย
หลังจากกินอิ่มกันแล้ว เว่ยเหยียนซิ่นและเว่ยจวนก็ลงภูเขาไป ฉินจิ่นจะเก็บถ้วยชาม เว่ยเหยียนถิงก็ไม่ยอมให้นางทำอะไรอีก
วันนี้ภรรยาของตัวเองทำงานหนักขนาดนี้ แม้แต่ตอนที่นางทำอาหารเขาก็ไม่พอใจ
ฉินจิ่นก็ไม่ได้ขัดขวางเขา เว่ยเหยียนถิงเก็บกวาดล้างจาน ส่วนนางก็เอาขนแกะที่ซื้อกลับมาสองถุงนั้นล้างน้ำเปล่า แล้วตากไว้ที่ลาน
คืนนี้เว่ยเหยียนถิงกล่อมเสี่ยวซีหลับไปก่อนแล้ว จากนั้นก็ขึ้นเตียงของฉินจิ่นโดยไม่บอกไม่กล่าว
“โตป่านนี้แล้วยังจะแย่งเด็กอีก หน้าไม่อายเอาซะเลย”
“ไม่สน ยังไงข้าก็จะนอนกับเจ้า” เว่ยเหยียนถิงกอดนางแน่นๆอยู่ในผ้าห่ม ชายร่างใหญ่คนนึงพออ้อนมาก็เหมือนเด็กคนนึงไม่มีผิด
หน้าของนางแดงระเรื่อ ดีที่เขาไม่ได้ทำอะไรไปไกลกว่านี้ เพียงแค่กอดนางธรรมดา ธรรมดาเท่านั้น แต่กลับพอใจเหลือเกิน
นึกถึงคำพูดที่ได้ยินเว่ยจวนพูดเมื่อตอนกลางวันนั้น นางอดไม่ได้ที่จะถาม “พี่ถิง จริงๆแล้วหน้าของพี่เป็นแผลได้ยังไงหรือเจ้าคะ”
“ทำไมถึงถามเรื่องนี้ล่ะ”
“ข้าได้ยินอาจวนบอกว่าถูกสัตว์ร้ายทำร้าย แต่ข้าดูแล้วแผลของพี่นั้นไม่เหมือนแผลที่โดนสัตว์ทำร้ายเลยหนิเจ้าคะ”
เว่ยเหยียนถิงเงียบลง ส่ายหัวแล้วบอกว่า “ข้าก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกัน พ่อบอกแค่ว่าข้าโดนหมีข่วนน่ะ”
“จำไม่ได้เหรอ” ฉินจิ่นถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้หรอก เรื่องก่อนอายุสิบขวบข้าก็จำไม่ได้แล้ว” เว่ยเหยียนถิงถอนหายใจ น้ำเสียงทุ้มต่ำเล็กน้อย
“จริงๆแล้วท่านพ่อท่านแม่ปิดบังข้าและไม่ยอมบอกมาโดยตลอด แต่ในใจข้ารู้ดี ว่าข้าไม่ใช่คนในตระกูลเว่ย ข้าได้ยินคนในหมูบ้านพูดมาเมื่อหลายปีก่อนแล้วล่ะ ข้าถูกท่านพ่อท่านแม่เก็บมาเมื่อเก้าปีที่แล้วน่ะ”
“แต่เพราะท่านพ่อท่านแม่ไม่อยากให้ข้าคิดมาก เลยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาแต่ไหนแต่ไร บอกแค่ว่าข้าโดนหมีข่วนแล้วสูญเสียความทรงจำ แม้แต่น้องสามกับน้องสี่ก็ปิดบังข้าด้วย”
ฉินจิ่นฟังแล้วก็พูดไม่ออก แล้วก็ปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรนะเจ้าค่ะ ต่อไปชีวิตของเราต้องดีขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเมื่อก่อนนั้นจำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ” คิดดูแล้วชีวิตก่อนหน้านี้ของเว่ยเหยียนถิงก็คงไม่ดี ไม่งั้นจะเสียโฉมได้ยังไงล่ะ
บทที่ 13: หล่อมากๆ มากๆ มากๆ มากๆ!
สภาพอากาศหนาวเย็นและชื้นในฤดหนาว ขนแกะที่ล้างสะอาดและตากอยู่ข้างนอกมาสองคืนนั้นยังไม่ค่อยแห้งดีนัก ฉินจิ่นไม่รู้จะทำยังไง สุดท้ายเลยทำได้แค่ใช้ความร้อนจากการ เผาถ่านทำให้แห้ง
หลังจากทำให้ขนแกะแห้งดีแล้วก็เอามาถักให้เป็นเส้นไหม ขนแกะสองถุงใหญ่พอถักออกมาแล้ว สุดท้ายก็ได้ไหมมาห้าม้วนใหญ่ๆ เสี่ยวซีนั่งอยู่บนเก้าอี้เล็ก ช่วยนางดูไหมเอาไว้ และเว่ยเหยียนถิงได้เหลาไม้สำหรับถักไว้ให้นางตั้งแต่แรกแล้ว พอทำไหมเสร็จแล้วก็สามารถลงมือได้ทันที
ใช้เวลากว่าครึ่งวัน ผ้าพันคอผืนนึงก็ได้ถักเสร็จแล้ว ต่อด้วยก็ใช้เวลาอีกหนึ่งวัน ถุงมืออีกคู่นึงก็เสร็จแล้วเหมือนกัน
เสี่ยวซีสวมถุงมือและพันผ้าพันคอไว้ ยิ่งทำให้แก้มที่ป่องๆนั้นเห็นชัดขึ้น อย่าให้พูดเลยว่าน่ารักแค่ไหน
“อุ่นไหม”
“อื้ม ขอบคุณมากขอรับพี่สาว”
เสี่ยวซีชอบผ้าพันคอและถุงมือนี้มาก แม้แต่กินข้าวก็ทำใจไม่ได้ที่จะถอดออก เว่ยเหยียนถิงอิจฉาในใจ ถึงแม้ไม่ได้พูดออกมา แต่ก็หนีไม่พ้นสายตาของฉินจิ่นอยู่ดี
“พี่ถิง ไหมนี้ยังเหลือเยอะมาก ถ้าพี่ชอบ เดี๋ยวข้าจะถักให้พี่ชุดนึงนะ”
“จริงนะ”
“จริงจ้ะ”
เด็กตัวเล็กอย่างเสี่ยวซี ทำถุงมือกับผ้าพันคอชุดนึงให้เขานั้นใช้ไหมไปแค่ม้วนเดียวเท่านั้น แต่สำหรับเว่ยเหยียนถิงนั้นไม่เหมือนกัน ทำผ้าพันคอและถุงมือให้เขาเสร็จ เหลือไหมอยู่แค่สองม้วน แล้วนางก็ทำอีกชุดนึง
ผ้าพันแผลบนหน้าของเว่ยเหยียนถิงนั้นยังไม่ได้เอาออก แต่เขาก็อดใจไม่ไหวเลยพันผ้าพันคอและถุงมือที่ภรรยาถักให้ ร่างกายอบอุ่น ใจก็อบอุ่น
รอมาตั้งนาน สุดท้ายก็ถึงวันที่ได้ถอดผ้าพันแผลแล้ว
วันนี้เว่ยเหยียนซิ่นก็ขึ้นมาช่วยงานพอดี เลยได้เป็นสักขีพยานในช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์ไปพร้อมกับฉินจิ่นและเสี่ยวซี
ผ้าพันแผลได้ถอดออกมาจากหน้าของเว่ยเหยียนถิงทีละวง ทันใดนั้นหน้าตาที่หล่อเหลาก็ได้ปรากฏต่อหน้าผู้คน
เว่ยเหยียนซิ่นอึ้งจนอ้าปากกว้าง นี่ยังเป็นพี่รองของตัวเองอยู่รึเปล่า ถ้าไม่ได้เห็นกับตาตัวเองเขาคงไม่มีทางเชื่อแน่นอน
เสี่ยวซีบิดไปที่ชายเสื้อของฉินจิ่น เหมือนเจอคนแปลกหน้าคนนึง เลยรู้สึกเขินเล็กน้อย
ฉินจิ่นลูบไปที่หน้าของเขา มองดูงานผ่าตัดของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ นอกจากคำว่าเพอร์เฟคก็ไม่รู้จะหาคำไหนมาเปรียบเปรยได้
“อาจิ่น หน้าของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“พี่ดูเอาเองสิจ๊ะ”
ฉินจิ่นเอากระจกทองแดงมาตรงหน้าเขา มองดูตัวเองในกระจกแล้วเว่ยเหยียนถิงก็ตกตะลึงทันที
จมูกที่สูงโด่ง ริมฝีปากที่บางเฉียบ คิ้วที่โค้งเรียว ดวงตาที่เป็นประกาย หล่อเหลาไม่ธรรมดา เรียกว่าหล่อแข่งกับพานอานเลยก็ว่าได้
“นี่ข้าจริงๆรึ” เขาจับไปที่หน้าของตัวเอง ถ้าไม่ใช่เพราะสัมผัสของมือนั้นเป็นสัมผัสที่แท้จริง เขาคงไม่กล้าที่จะเชื่อ
“จริงสิเจ้าค่ะ พี่ถิง ในเมื่อพี่หายดีแล้ว งั้นเราลงไปให้ท่านพ่อท่านแม่และน้องสามดูกันเถอะ พวกเขาก็เป็นห่วงพี่มากเหมือนกัน”
ผู้ชายของตัวเองหน้าตาโดดเด่นขนาดนี้ นางไม่ยอมซ่อนไว้แน่นอน ต้องลากออกไปโชว์ตัวสักหน่อย
ระหว่างทาง หญิงสาวในหมู่บ้านไม่น้อยมองมาที่ชายหนุ่มรูปหล่อที่อยู่ข้างฉินจิ่นอย่างไม่ละสายตา ตอนแรกยังมีคนนึกว่าฉินจิ่นนั้นคบชู้อีกด้วย ยังดีที่มีเว่ยเหยียนซิ่นอยู่ข้างๆด้วย พวกนางถึงได้รู้ว่าสามีขี้เหร่ตระกูลเว่ยนั้นได้รักษาหน้าจนหายดีแล้ว พวกผู้หญิงในหมู่บ้านที่แต่ก่อนชอบหัวเราะเยาะฉินจิ่นนั้น ตอนนี้บนหน้ากลับเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
นางควงแขนของเว่ยเหยียนถิงแล้วเดินผ่านสายตาพวกนี้นั้น ความรู้สึกของฉินจิ่นนั้นมีคำเดียวที่สามารถนำมาเปรียบเปรยได้ก็คือ ‘ฟิน’
เว่ยเหยียนถิงกลับมาบ้านด้วยหน้าตาแบบนี้ หญิงชราเว่ยและชายชราเว่ยต่างพากันตกใจ ตอนแรกคนแก่ทั้งสองยืดหยัดไม่เชื่อว่านี่คือลูกชายของตัวเอง จนกระทั่งเว่ยเหยียนถิงเล่าเรื่องตอนเด็กและเรื่องในบ้านไปไม่น้อย แล้วก็มีเว่ยเหยียนซิ่นและฉินจิ่นรับรองด้วย ทั้งสองถึงได้ค่อยๆยอมรับ
เว่ยจวนมองดูหน้าตาที่หล่อสะดุดตาของพี่รองแล้วก็เขินจนหน้าแดง แล้วก็ยิ่งนับถือฉินจิ่นจนคำนับกับพื้น “พี่สะใภ้รอง พี่เก่งมากจริงๆ”
คนสมัยก่อนนั้นมีอุปกรณ์กระจายข่าวที่ดีที่สุดคือ—ปาก
เพราะฉะนั้นในตอนที่ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงมาถึงในเมืองจึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากนัก คนส่วนใหญ่ต่างก็ได้ยินข่าวที่ว่าหน้าตาลูกชายตระกูลเว่ยนั้นหายดีแล้ว
ทั้งสองไปที่ร้านขายยา เถ้าแก่หวูก็ได้ยินตั้งแต่แรกแล้ว แต่พอเห็นหน้าของเว่ยเหยียนถิงแล้วก็ต้องตะลึง ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าทักษะทางการแพทย์ของแม่นางนั้นดีอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะทำถึงขั้นนี้ได้
“เถ้าแก่หวู ยาที่ข้าขายให้ก่อนปีใหม่ขายหมดหรือยังเจ้าคะ”
“ขายหมดไปตั้งนานแล้วล่ะ แต่เพราะเพิ่งผ่านปีใหม่ได้ไม่นาน ข้าเลยไม่อยากจะรีบสั่งให้คนไปรบกวนน่ะ”
นี่ก็แค่คำพูดที่พูดให้สุภาพเท่านั้น แต่เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่หวูนั้นมีความคิดอื่นอยู่
ฉินจิ่นไม่ได้พูดเปิดโปง เพียงแค่บอกว่า “งั้นข้ากลับไปทำอีกสักหน่อย แล้วจะรีบส่งให้เถ้าแก่นะเจ้าค่ะ”
“มานี่ มาเสิร์ฟชาให้แม่นางและสามีท่านนี้หน่อย”
เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่หวูจงใจไม่สนใจคำพูดของนาง ฉินจิ่นก็ไม่รีบร้อน นั่งลงพร้อมกับเว่ยเหยียนถิง ดื่มชาปี้หลัวชวนที่ลูกจ้างชงมาเสิร์ฟ
นี่ก็เป็นชาที่ใช้ในตอนที่ต้อนรับแขกพิเศษเหมือนเดิม
เถ้าแก่หวูหมุนลูกวอลนัทอยู่สองลูก นั่งอยู่ตรงข้ามของทั้งสอง
“ทำไมต้องลำบากขนาดนั้นด้วยล่ะ เจ้ายังต้องทำวัตถุดิบอีก ในร้านของข้าก็มีวัตถุดิบที่ใช้ได้ แล้วก็มีคนตั้งเยอะที่จะช่วยเจ้าได้ เจ้าไม่ต้องลำบากออกแรงเองไม่ดีกว่าหรือ”
“เถ้าแก่หวู มีอะไรก็พูดกันตรงๆเลยดีกว่าเจ้าค่ะ”
ทำธุรกิจกับฉินจิ่นมาตั้งหลายครั้ง เขาเชื่อมั่นในยาของฉินจิ่นมาก ยาของฉินจิ่นนั้นจริงๆ แล้วเพิ่งวางขายได้ไม่นานแต่ก็หมดเกลี้ยง อีกอย่างกระแสปากต่อปากก็กำลังมาแรง หลังจากนั้นก็มีคนมาถามกันตั้งเยอะ แต่เขาไม่คิดจะบอกนางแค่นั้นเอง
“แม่นางก็เป็นคนจิตใจดี ข้าก็ขอบอกตรงๆว่า ข้าอยากจะซื้อสูตรยาทั้งสองอย่างของเจ้า เจ้าว่าสิบตำลึงต่อหนึ่งใบ ดีหรือไม่”
“เถ้าแก่หวู ข้าได้ยินมาว่าเถ้าแก่ได้ตั้งราคายาเป็นสี่สิบห้าเหวินแล้ว”
หลายครั้งที่ผ่านมาที่นางมาในเมือง ถึงจะไม่ได้มาที่ร้านขายยา แต่ก็ยังได้ยินเรื่องนี้
เถ้าแก่หวูเริ่มจะทำตัวไม่ถูก วางลูกวอลนัทที่อยู่ในมือลง แม่นางคนนี้ก็ช่างฉลาดเหลือเกิน หลอกไม่ได้เลยสักนิด
“งั้นเจ้าก็เสนอราคามาสิ ว่าจะยอมขายในราคาเท่าไหร่”
“สูตรยานี้นั้นข้าไม่ขายเจ้าค่ะ ครั้งที่แล้วเถ้าแก่ไม่ได้ถามข้าเรื่องสิทธิ์ในการขายให้เพียงร้านเดียวหรือเจ้าค่ะ ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าจะเอายามาให้ร้านของท่านเพียงร้านเดียว ท่านยังไม่ต้องให้เงินข้าก่อนเจ้าค่ะ แต่แค่เงินที่ขายได้นั้นเราแบ่งสี่สิบหกสิบ ข้าหกสิบท่านสี่สิบ”
เถ้าแก่หวูคิ้วขมวด ท่าทางนี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่าไม่ยอม
ก่อนที่จะพูดคำนี้ ในใจของฉินจิ่นก็ได้คิดคำนวณไว้แล้ว ก็คือแบ่งหนึ่งต่อเก้า ด้วยความที่ยาของตัวเองนั้นขายดีและเขาก็ยังได้กำไรโดยไม่ต้องเสียเงินด้วย
“ถ้าเถ้าแก่หวูไม่ยอม งั้นก็เอาตามราคาเดิมก็ได้เจ้าค่ะ ซื้อจากข้าไปขวดละยี่สิบเหวิน ท่านจะไปขายเท่าไหร่ก็แล้วแต่ท่าน แต่ข้าก็ไม่รับรองว่าจะขายให้ท่านร้านเดียวนะเจ้าค่ะ”
คำพูดของฉินจิ่นนั้นเปลี่ยนจากแขกเป็นเจ้าของทันที เถ้าแก่หวูนั้นกลัวว่าของดีจะหลุดไป เลยทำได้แค่ตอบตกลงทันที
พอต่อรองราคากันแล้ว เถ้าแก่หวูก็เหงื่อตกอีกครั้ง
หลังจากออกจากร้านยาแล้วฉินจิ่นดึงเว่ยเหยียนถิงไว้จะไปร้านผ้า ระหว่างทางนั้นผ่านร้านข้าว โจวหลันหลันกำลังตากแดดอยู่หน้าประตู พอเห็นฉินจิ่นก็บอกได้แค่ว่าโลกนี้มันกลม กำลังจะจับผิด แต่พอเห็นชายหนุ่มรูปงามที่อยู่ข้างฉินจิ่นแล้ว โจวหลันหลันก็อึ้งไปสักพัก
ชายผู้นี้จะหล่อเกินไปรึเปล่า
“อาจิ่น เจ้านอกใจสามีแบบนี้ แล้วยังเชิดหน้าชูตาขนาดนี้อยู่อีก หน้าไม่อายจริงๆ”
โจวหลันหลันขวางทางพวกเขา สายตามองไปที่เว่ยเหยียนถิงครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งอิจฉาทั้งริษยา ชายรูปหล่อแบบนี้ทำไมถึงสนใจผู้หญิงบ้านนอกขี้เหร่แบบนี้นะ จะหาคู่ควงก็หานางสิถึงจะดี ทั้งหน้าตา ทั้งการแต่งกาย ทั้งฐานะ นางมีจุดไหนที่สู้นางไม่ได้บ้าง
เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้ยินเรื่องที่หน้าของเว่ยเหยียนถิงหายดีแล้ว
บทที่ 14: นางไม่ได้หึงสักหน่อย
“หลีกไป ข้าไม่อยากจะเปลืองน้ำลายกับเจ้า” ฉินจิ่นจูงเว่ยเหยียนถิงกำลังจะเดินไป นางก็ตั้งใจอวดแบบนั้นเพื่อให้โจวหลันหลันโมโห
“แกไม่คิดว่าข้าจะฟ้องสามีแกหรือไง ถึงเวลานั้นข้าจะดูว่าเขาจะหักแข้งหักขาแก”
“อ้อเหรอ” ฉินจิ่นดึงเว่ยเหยียนถิงมาอยู่ตรงหน้านาง “อยากเจอสามีข้า ก็นี่ไง เห็นรึยัง”
“แกล้อเล่นอะไรอยู่ สามีแกไม่ใช่ไอ้หน้าตาอัปลักษณ์นั่นหรอกหรือ” หรือว่าฉินจิ่นจะออกเรือนใหม่ เมื่อไหร่กัน ทำไมนางถึงไม่รู้เรื่องนี้ โจวหลันหลันมองพิจารณาเว่ยเหยียนถิงขึ้นลง มองนานๆก็อดหน้าแดงไม่ได้ ผู้ชายคนนี้ชักจะหล่อเกินไปแล้ว
“หน้าของสามีข้ารักษาหายแล้ว ทำไม มีปัญหาอะไรรึ”
“แกหลอกใครอยู่ แกคิดว่าข้าเป็นเด็กอายุสามขวบรึไง” ให้ตายโจวหลันหลันก็ไม่เชื่อ ตามองไปมาอยู่บนร่างกายของเว่ยเหยียนถิง ทำให้ฉินจิ่นไม่พอใจสุดๆ
มองดูเถ้าแก่อายุหกสิบกว่านั่งนับลูกคิดอยู่ในร้าน ไม่รับรู้การเคลื่อนไหวข้างนอก ฉินจิ่นเลยควงแขนเว่ยเหยียนถิง แล้วจงใจตะโกนเสียงดัง “โจวหลันหลันเจ้าทำอะไร ถึงเราจะอยู่หมู่บ้านเดียวกันมาก่อน แต่เจ้าจะมาลากสามีข้าไม่ปล่อยอยู่ในตลาดแบบนี้ไม่ได้นะ”
“ข้า ข้าไปลากเขาเมื่อไหร่กัน” หน้าของโจวหลันหลันเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด มองดูคนรอบๆ ที่มองมานั้นก็ยิ่งทำตัวไม่ถูกขึ้นไปอีก
“ถึงสามีข้าจะหล่อ จนทำให้เจ้าน้ำลายไหล แต่เจ้าก็ไม่ควรจะไร้ยางอายแบบนี้”
“ฉินจิ่น เจ้าพูดบ้าอะไรอยู่ ข้าทำตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” โจวหลันหลันโมโหจนกระทืบเท้า ผู้คนรอบๆ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์นาง จนเถียงไม่ออกเลยทีเดียว
เถ้าแก่ร้านข้าวสารนามสกุลจ้าว ทันใดนั้นก็ถูกความเคลื่อนไหวด้านนอกทำให้ตื่นตระหนก เลยเดินออกมา มองดูโจวหลันหลันแล้วขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น”
“นางยั่วยวนสามีข้า แล้วก็ยังลากๆดึงๆอยู่ในตลาดอีก หน้าไม่อายจริงๆ” ฉินจิ่นนั้นก็ไม่ได้หยุดยั้งปาก สีหน้าของเถ้าแก่จ้าวนั้นดูไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโจวหลันหลันนอกใจ หรือเพราะก่อเรื่องใหญ่โตขายหน้าต่อหน้าผู้คนเยอะแยะแบบนี้กันแน่
“ท่านฟังข้าอธิบายก่อนนะ ท่านอย่าไปเชื่อนังบ้าฉินจิ่นนี้เลย มันพูดจามั่วซั่วใส่ร้ายข้า”
“ข้าพูดจามั่วซั่วงั้นรึ ในตลาดนี้มีตาอยู่ตั้งเยอะแยะขนาดนี้ เห็นชัดๆว่าเจ้าเข้ามารั้งสามีข้าก่อน หรือจะบอกว่าคนเยอะแยะขนาดนี้นั้นพากันใส่ร้ายเจ้ารึ”
คนที่อยู่ล้อมรอบพากันวิพากษ์วิจารณ์ แต่ส่วนใหญ่นั้นอยู่ฝั่งของฉินจิ่น
เถ้าแก่จ้าวข่มอารมณ์ไม่อยู่ ตบโจวหลันหลันในที่ตรงนั้นไปทีนึง ตบจนเสียงดังลั่น “นังผู้หญิงชั่ว เอาแต่หาเรื่องให้ข้าขายหน้าคนอื่น กลับไปคิดทบทวนที่บ้านให้ดีๆซะ ต่อไปห้ามมาที่ร้านอีก”
“ท่านพี่ฟังข้าอธิบายก่อนสิ! ท่านพี่!”
โจวหลันหลันไปดึงเขา แต่เถ้าแก่จ้าวกลับผลักนางออกไปทีนึง หันหลังแล้วเดินเข้าร้านไป
“ฉินจิ่น แกรอดูไว้ ข้าไม่ให้แกได้ดีแน่” โจวหลันหลันโมโหไม่มีที่ระบาย หันมองมาทางฉินจิ่น ฉินจิ่นก็ไม่ได้ถือศีลสักหน่อย ในเมื่อโจวหลันหลันอยากจะโดนด่า นางก็ต้องสนองให้นางหน่อย
“จัดการเรื่องของตัวเองให้ดีเถอะ คำพูดนี้ก็ขอส่งกลับคืนให้เจ้าเหมือนกัน ถ้ายังกล้ามาหาเรื่องข้าอีกละก็ เจ้าอย่าคิดว่าจะได้อยู่เป็นสุขเลย”
โจวหลันหลันโมโหจนโหวกเหวกโวยวาย ท่าทางเหมือนมนุษย์ป้าปากร้าย
ฉินจิ่นกลับควงแขนเว่ยเหยียนถิง เดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
“อาจิ่น เมื่อกี้เจ้าหึงใช่หรือไม่” ในใจของเว่ยเหยียนถิงดีใจเล็กน้อย
นางหน้าแดงขึ้น “ใครหึงกัน ท่านเป็นสามีข้า แน่นอนว่าต้องไม่ให้ใครมองมาก ไม่ต้องพูดแล้ว รีบไปเถอะ”
นางลากเขาแล้วรีบเดินไปที่ร้านผ้า จริงๆแล้วก็เพื่อกลบเกลื่อนความเขินบนหน้า
เถ้าแก่ร้านขายผ้านั้นเป็นคุณป้าอายุราวสี่สิบปี นามสกุลหลี่
ป้าหลี่เป็นคนใจดี ไม่ว่าจะฐานะสูงต่ำ ร่ำรวยยากจนยังไง ถ้าไปที่ร้านของนาง นางก็ปฏิบัติเท่าเทียมกันหมด ตอนที่ฉินจิ่นไปร้านผ้าครั้งแรกนั้น ช่างแตกต่างกับสิ่งที่เจอในร้านขายยามาก
หลังจากที่ได้เจอกันไปหลายครั้ง ป้าหลี่นั้นรู้สึกดีกับแม่นางคนนี้ พอเห็นนางมาก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง “อาจิ่นมาอีกแล้ว ครั้งนี้จะซื้ออะไรดี”
“ป้าหลี่เจ้าคะ ข้าทำของมาสองอย่าง อยากจะวางขายที่ร้านของป้า ป้าลองดูก่อนสิว่าได้รึเปล่า”
“นี่คืออะไรรึ” ป้าหลี่มองดูฉินจิ่นหยิบผ้าพันคอและถุงมือออกมาอย่างสงสัย นางไม่เคยเห็นของพวกนี้มาก่อนเลยจริงๆ
ดีที่วันนี้เว่ยเหยียนถิงก็สวมถุงมือและผ้าพันคอที่ฉินจิ่นทำให้มาด้วย ฉินจิ่นเลยลองสาธิตวิธีการใช้ให้ป้าหลี่ดู แล้วก็ยังให้ป้าหลี่ลองใช้ดูอีกด้วย
“ถึงของนี้จะดูแปลกไปหน่อย แต่ก็ใช้ดี อุ่นดีนะ”
“ป้าหลี่ เราก็รู้จักกันมานานแล้ว ของนี้เอาขายไว้ที่ร้านป้า ถ้าขายได้เงินแล้วเรามาแบ่งคนละครึ่งกันดีไหมเจ้าคะ”
“ไม่ต้องไม่ต้อง ข้าจะเอาเปรียบเจ้าไม่ได้ แล้วของสองอย่างนี้ เจ้าจะตั้งราคายังไงล่ะ”
“ขายอย่างละหกสิบเหวินก่อนก็ได้จ้ะ ถ้าขายดีเราค่อยมาคิดราคากันอีกที”
“ก็ดีเหมือนกัน เจ้าทำของพวกนี้ก็ลำบาก ถ้าขายได้แล้วให้ข้าอย่างละสิบห้าเหวินก็ได้แล้วล่ะ”
“ยี่สิบเหวิน ถ้าป้าหลี่ไม่ตอบตกลง ข้าก็จะไม่ขายแล้ว” ฉินจิ่นตอบกลับ แต่นางจะเอาเปรียบหญิงชราแบบนี้ก็ไม่ได้ ป้าหลี่เห็นว่านางก็คุยง่ายดี ก็เลยไม่เกรงใจนาง “ได้ ตามที่เจ้าบอกละกัน”
ฉินจิ่นนั้นแยกแยะบุญคุณและความแค้นได้อย่างชัดเจน คนที่ดีกับนาง นางก็ต้องดีกับเขาด้วย เพราะฉะนั้นท่าทางที่นางปฏิบัติต่อป้าหลี่กับเถ้าแก่หวูนั้นก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เนื้อและผักในบ้านยังพอกินได้อีกหลายวัน เว่ยจวนบอกนางว่าผ้าที่ใช้ทำถุงหอมนั้นไม่พอแล้ว นางเลยใช้เงินที่เหลือมาซื้อผ้า
“อาจิ่น ข้าได้ยินว่าเจ้าทำถุงหอมรึ ครั้งที่แล้วขายในตลาดหมดเกลี้ยงเลย ไม่กี่วันมานี้ก็มีคนมาถามที่ร้านข้าด้วย ถ้าครั้งหน้าเจ้าเอามาอีก ก็เอามาขายที่ข้าก็ดีเหมือนกันนะ”
มีคนที่ช่วยนางขายได้ นางก็เบาลงอีกหน่อย แน่นอนว่าดีอยู่แล้ว
แต่แค่เงินที่ขายถุงหอมนี้นั้นนางต้องแบ่งให้เว่ยจวนและฮูหยินเว่ยคนละครึ่ง แน่นอนว่าต้องหักต้นทุนไปด้วย ถ้าไม่นับค่าแรงคน ถุงหอมหนึ่งถุงต้องใช้ต้นทุนสี่เหวิน ขายยี่สิบเหวินก็ได้แค่สิบหกเหวิน แบ่งกันแล้วได้แค่คนละแปดเหวิน ถุงหอมอันนึงนั้นการเย็บและการปักนั้นเป็นงานหนัก แล้วค่าฝากขายนั้นนางจะแบ่งมาจากเว่ยจวนและฮูหยินเว่ยอีกก็คงไม่ดี นางเลยคิดจะหักจากแปดเหวินของตัวเอง แต่ถ้าไม่อยากจะขูดเลือดขูดเนื้อตัวเอง ก็ทำได้แค่...
“ป้าหลี่จ๊ะ ข้ารู้มาว่าถุงหอมในร้านป้านั้นขายสิบแปดเหวินกันหมด ข้าก็ขอพูดกันตรงๆเลยนะ ป้าก็น่าจะเคยเห็นถุงหอมของข้าแล้ว ลวดลายซับซ้อน ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ถ้าเกิดให้ข้าฝากขายกับป้าอีก ก็ขายได้แค่ไม่กี่เหวิน เอาแบบนี้ไหมเจ้าค่ะ ข้าวางขายในร้านป้ายี่สิบห้าเหวิน ถึงเวลาป้าก็ให้ข้าแค่ยี่สิบเหวิน ที่เหลือห้าเหวินนั้นให้ป้าหมดเลยเจ้าค่ะ”
“ได้!” ป้าหลี่ก็พึงพอใจ แล้วยังแถมอุปกรณ์ให้นางด้วย
ฉินจิ่นให้เว่ยเหยียนถิงถือ ส่งถึงบ้านตระกูลเว่ยอย่างมีความสุข ให้กับเว่ยจวนและนางเว่ยไป
วันนี้เว่ยเหยียนถิงพูดน้อยอย่างเห็นได้ชัด และระมัดระวังเป็นอย่างมาก เขาใช้ชีวิตอยู่กับหน้าตาที่อัปลักษณ์นั้นมานานขนาดนั้น ชินกับการเมินเฉยและเยาะเย้ยของคนอื่นๆ มาเจอกับสายตาที่ตกตะลึงและบ้าผู้ชายมากมายอย่างกะทันหันแบบนี้ รู้สึกไม่ชินจริงๆ
ฉินจิ่นยังอยากจะเดินซื้อของข้างล่างต่อ แต่กลับโดนเขาเร่งให้กลับ พอกลับมาบ้านแล้ว ท่าทางของเว่ยเหยียนถิงนั้นถึงจะเป็นอิสระขึ้น
มองดูผลงานชิ้นเอกของตัวเองแล้ว อย่าถามถึงเลยว่าในใจฉินจิ่นนั้นภูมิใจมากแค่ไหน
เพราะฉะนั้นเวลาที่เว่ยเหยียนถิงตักน้ำ นางก็จ้องมองอยู่ข้างๆเว่ยเหยียนถึงเข้าครัว นางก็ไปจ้องมองอยู่ข้างๆเว่ยเหยียนถิงกินข้าว นางก็ยังคงจ้องมองอยู่ข้างๆ
ใบหน้านี้ยิ่งดูก็ยิ่งหล่อขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมฝีมือของตัวเอง
บทที่ 15: พี่เขยจะถูกลักพาตัวไปหรือ
“เจ้ามองอะไรกัน รีบกินข้าวสิ” นิ้วมือที่เรียวยาวของเว่ยเหยียนถิงจิ้มไปที่หน้าผากของนางหนึ่งที ดุจนทำให้จิตใจที่เป็นสาวน้อยของนางนั้นแตกสลาย
ในบ้านมีสามีที่หล่อแบบนี้ช่างอิ่มเอมดีจริงๆ ต่อไปถ้ามีชีวิตที่มีเงินทองร่ำรวยจนไม่ขาดเหลืออะไร มันจะต้องดีมากแน่ๆ
พอกินอิ่มแล้ว เสี่ยวซีและนางก็นอนที่เตียงใหญ่ ส่วนเว่ยเหยียนถิงก็ไปนอนที่เตียงเล็กคนเดียว
เมื่อก่อนนั้นเขาอดใจไม่ไหวอยากจะนอนกับนาง แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นนางไปแล้
รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีแบบนี้ ใครจะไม่น้ำลายสอกันล่ะ แต่เพื่อต้องฟอร์มไว้ นางเลยไม่ได้แสดงท่าทีที่หื่นกระหายออกไป
อีกไม่กี่วันเว่ยเหยียนถิงก็ต้องไปทำนาฤดูใบไม้ผลิที่บ้านตระกูลจางแล้ว สองสามวันนี้ฉินจิ่นเลยขอให้เขาทำกระบอกไม้ไผ่ไว้ แล้วก็ให้เขาไปเก็บสมุนไพรยากับตัวเอง
สองสามวันนี้ฉินจิ่นก็ได้ทำยาไปอีกยี่สิบขวด ส่งไปขายที่ร้านขายยา พอเว่ยเหยียนถิงไปที่บ้านตระกูลจางแล้ว ก็ให้เว่ยจวนไปกับฉินจิ่น แล้วก็เอาถุงหอมที่ทำเสร็จไปขายด้วย
ป้าหลี่เห็นฉินจิ่นมาแล้วก็กระตือรือร้นมาก “อาจิ่น ข้ากำลังจะไปหาเจ้าพอดี พวกถุงมือกับผ้าพันคอที่เจ้าทำเมื่อครั้งที่แล้ว ข้าขายให้เจ้าหมดแล้ว ถ้าเจ้ายังมีอีกก็ส่งมาได้เลย”
ป้าหลี่เอาเงินให้นาง ผ้าพันคอผืนนึงถุงมือชุดนึง ทั้งหมดขายได้หนึ่งก้วนยี่สิบเหวิน ป้าหลี่เก็บไว้สี่สิบเหวิน ให้นางแปดสิบเหวิน
“พี่สะใภ้รองเจ้าค่ะ ผ้าพันคอถุงมืออะไรรึ” เว่ยจวนเห็นนางได้เงินเยอะขนาดนี้ในพริบตา ก็ทั้งอิจฉาทั้งนับถือ
“ก็คือของที่ทำจากขนแกะที่เราซื้อมาครั้งที่แล้วน่ะ วันที่ลงเขา พี่ชายเจ้าก็สวมอยู่ เจ้าน่าจะจำได้อยู่บ้าง”
เว่ยจวนได้ยินแล้วก็ครุ่นคิด จริงๆแล้วตอนนั้นนางก็รู้สึกแล้วว่าของที่อยู่บนคอแล้วก็บนมือของเว่ยเหยียนถิงนั้นแปลกๆ แต่พวกนี้นั้นเทียบกับความตะลึงในตอนที่เห็นหน้าเขาไม่ได้ เลยถูกละเลยไป
“เอาถุงหอมให้ป้าหลี่ก่อนเถอะ กลับไปข้าจะค่อยๆอธิบายให้เจ้าฟัง”
ระหว่างทางที่มา ฉินจิ่นได้บอกเรื่องที่นางคุยกับป้าหลี่ไป แน่นอนว่าเว่ยจวนก็แสดงท่าทีที่เชื่อฟังพี่สะใภ้รองทั้งหมด
ฉินจิ่นใช้เงินแปดสิบเหวินไปซื้อเนื้อซื้อผัก แบ่งครึ่งนึงให้บ้านตระกูลเว่ย ตอนที่ซื้อเนื้อก็ซื้อขนแกะสามถุงจากพ่อค้าขายเนื้อด้วย
อากาศเย็นคนกินเนื้อแกะกันเยอะ แต่ถ้าอากาศกลับมาอบอุ่นแล้ว กลัวว่าเนื้อแกะก็คงจะมีไม่เยอะแบบนี้แล้ว ถ้าถึงเวลานั้นขนแกะก็คงจะยิ่งน้อยลงไปอีก
เว่ยจวนเอาเนื้อผักไปไว้ที่บ้านตระกูลเว่ยก่อนแล้วก็ช่วยฉินจิ่นถือของอย่างอื่นขึ้นเขา
เสี่ยวซีมองเห็นทั้งสองคนเดินมาแต่ไกลผ่านทางหน้าต่าง จึงเปิดประตูแล้ววิ่งออกมา ช่วยพวกนางถือของ
เสี่ยวซีถือถุงที่ใหญ่เกือบจะเท่าครึ่งตัวของเขา ขนแกะนั้นไม่หนัก เขายังอยากจะถือเพิ่มอีกถุงนึง
“พอแล้ว เจ้าถือกลับไปก่อนเถอะ ที่เหลือเดี๋ยวพี่เอากลับไปเอง”
“ข้าช่วยพี่สาวได้ ข้าเป็นเด็กผู้ชาย”
ฉินจิ่นขวางเขาไม่อยู่ ทำได้แค่ให้เขาอีกถุงนึง เสี่ยวซีถือขนแกะสองถุง โซๆเซๆเข้าไปในบ้าน พอเดินแล้วก็เหมือนตุ๊กตาล้มลุกยังไงอย่างงั้น
เว่ยจวนปิดปากหัวเราะ “ถ้าเสี่ยวซีโตแล้วต้องเป็นสุภาพบุรุษแน่นอนเลย เด็กแค่นี้ก็รู้จักเป็นห่วงพี่สะใภ้รองแล้ว ต่อไปต้องมีผู้หญิงมาชอบแน่นอนเลยล่ะ”
เหมือนว่าเสี่ยวซีที่อยู่ในห้องจะได้ยินสิ่งที่พวกนางคุยกัน พอออกมาอีกทีแก้มก็แดงแล้ว ไม่แม้จะมองเว่ยจวนแต่กลับรับขนแกะจากมือนาง แล้วก็ถือเข้าไป
“เสี่ยวซีน่ะขี้อาย เจ้าอย่าไปแกล้งเขาเลย ข้างนอกหนาว เราเข้าไปข้างในกันเถอะ”
ไฟถ่านในบ้านลุกขึ้น ทั้งสามนั่งพิงล้อมรอบเตาอั้งโล่ ถ่านนั้นเว่ยเหยียนถิงเป็นคนเผา ไม่รู้ว่าใช้ไม้อะไรทำ แต่ใช้ดีมาก เผาแล้วก็ไม่มีควัน ไม่มีกลิ่นที่ทำให้คนสำลักเลยสักนิด
เป็นเพราะไม่มีผู้ใหญ่อยู่บ้าน ทุกครั้งก่อนที่นางจะออกไปนางก็จะดับถ่านแล้วก็เปิดหน้าต่างไว้เล็กน้อย หลีกเลี่ยงพิษคาร์บอนมอนอกไซด์
ทั้งสามนั่งล้อมเตาอั้งโล่ ฟังเสียงถ่านปะทุ ข้างนอกนั้นอากาศหนาวจัด ทำให้ตอนนี้สบายสุดๆ
“พี่สะใภ้รอง วันนี้พี่รองไม่กลับมาเหรอเจ้าคะ”
“สองสามวันนี้เขาต้องอยู่ที่บ้านตระกูลจางน่ะ รอให้ปลูกนาเสร็จค่อยกลับมา”
“พี่ไม่ห่วงสักนิดเลยเหรอเจ้าค่ะ”
“เป็นห่วงอะไรรึ”
เว่ยจวนขยับที่ มานั่งข้างๆนาง “ตอนนี้พี่รองไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ พี่ดูพวกผู้หญิงในหมู่บ้านพวกนั้นสิ เห็นเขาก็เหมือนหมาป่าเห็นเนื้อ ไม่ได้จะบอกว่าพี่รองจะทำเรื่องที่รู้สึกผิดต่อพี่สะใภ้รองนะ แต่ถึงไม่กลัวโจรขโมยก็กลัวโจรที่จ่อจะปล้นน่ะสิ พี่ต้องดูให้ดีนะพี่สะใภ้รอง อย่าให้คนอื่นฉวยโอกาสไปได้”
ฉินจิ่นรู้ว่าคำพูดพวกนี้ของเว่ยจวนนั้นก็คิดแทนนางด้วยความจริงใจ ในใจนั้นก็เกิดความซาบซึ้งขึ้น ก็เหมือนเป็นเพื่อนสนิทของตัวเองในตอนนั้น
“พี่รองของเจ้าน่ะ ข้าเข้าใจ ข้าไม่มีทางเชื่อหรอกว่าเขาจะเหมือนพวกคนที่ทอดทิ้งเมียพวกนั้นหรอก” ฉินจิ่นนึกถึงคำที่เว่ยเหยียนถิงพูดในตอนนั้น ถึงจะไม่ใช่คำพูดที่หวานหรือคำสัญญา ก็อาศัยหัวใจของเขาที่ทำทุกๆอย่างเพื่อตัวเอง และฉินจิ่นก็ไม่มีทางเชื่อว่าเขาจะออกนอกลู่นอกทาง
พูดจบ ฉินจิ่นก็พัดไฟที่อยู่ในเตาอั้งโล่อีกครั้ง ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นไม่น้อย
เสี่ยวซีก็พูดเสียงดังขึ้นทันที “ข้าก็เชื่อพี่เขยเหมือนกัน”
ฉินจิ่นหัวเราะ เด็กคนนี้ปกป้องเว่ยเหยียนถิงอยู่ตลอด ดูแล้วความสัมพันธ์นั้นดีจริงๆ
เว่ยจวนใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของเสี่ยวซี ยิ้มแล้วพูดว่า “เวลาว่าเจ้าล่ะหน้าแดงเชียว ตอนนี้พูดถึงพี่ชายเจ้า เจ้าน่ะออกนอกหน้าเชียว ข้าก็เชื่อเขาเหมือนกัน”
“พี่สะใภ้รอง ข้าแค่รู้สึกว่าสายตาของคนพวกนั้นที่มองพี่รองของข้านั้นเร่าร้อนเกินไป คนพวกนี้นั้นไม่เข้าตาข้าเลย เมื่อก่อนตอนที่หน้าตาพี่รองของข้าพัง ก็ไม่เห็นพวกเขาเป็นแบบนั้น ตอนนี้หน้าดีแล้ว กลับรีบมาดูหน้าพี่รองของข้า” ในตอนที่เว่ยจวนพูดเรื่องแบบนี้นั้นนางโกรธมาก เมื่อก่อนเว่ยเหยียนถิงทนความทุกข์ทรมานมามากในอดีต พอคิดถึงเรื่องนี้ จู่ๆ ฉินจิ่นก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย
ไฟในเตาอั้งโล่นั้นแผดเผาได้ร้อนมาก ทำให้ใบหน้าของทั้งสามคนแดงไปหมด
ฉินจิ่นเห็นว่าท้องฟ้าวันนี้ก็ค่อยๆมืดแล้ว พรุ่งนี้ยังมีเรื่องของพรุ่งนี้อีก เลยเรียกพวกเขากินข้าว
“เจ้าจุดไฟไปก่อนนะ ข้าไปทำกับข้าวก่อนเดี๋ยวเรามากินเนื้อแกะกัน”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ” เว่ยจวนลุกขึ้นยืนปฏิเสธ “ท่านแม่คงทำอาหารอยู่ที่บ้านแล้ว ข้ากลับไปกินที่บ้านก็ได้ อีกอย่างพี่ก็ให้เนื้อกับผักข้ามาเยอะขนาดนี้ ข้าจะกินข้าวที่บ้านพี่อีกก็คงไม่ใช่เรื่องแล้วล่ะ”
“งั้นก็กินที่นี่กันเถอะ ข้ากับเสี่ยวซีมีกันแค่สองคน มีเจ้าอยู่ยังครึกครื้นกว่าหน่อย” ฉินจิ่นนั้นให้เว่ยจวนเป็นเพื่อนสนิทของตัวเองไปแล้วจริงๆ เวลามองก็มองเหมือนเป็นน้องสาวตัวเอง ทั้งเพียรพยายามทั้งขยัน ช่างทำให้คนอื่นชอบจริงๆ
เว่ยจวนส่ายหน้า แล้วก็ยังคงปฏิเสธ ก่อนจะกลับก็บีบไปที่แก้มของเสี่ยวซี “พี่จะกลับแล้ว คนดีต้องช่วยพี่สะใภ้รองทำงานด้วยนะ”
เสี่ยวซีพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมเหมือนชายหนุ่มแล้วพูดว่า “ขอรับ ข้าจะช่วยพี่สาวทำงาน”
เว่ยจวนหัวเราะแล้วกลับไป
วันนั้นฉินจิ่นและเสี่ยวซีอยู่ที่บ้านแล้วกินเนื้อแกะด้วยกัน เสี่ยวซีก็ยังคงกินอย่างมีความสุขเหมือนเดิม
ฉินจิ่นมองดูเขาแล้วหัวเราะ “ค่อยๆกินนะ ยังมีอีก ไม่ต้องรีบหรอก”
หน้าของเสี่ยวซีแทบจะมุดเข้าไปในจานแล้ว แล้วจู่ๆก็เงยหน้าขึ้น “พี่เขยจะโดนคนอื่นหลอกไปจริงๆเหรอขอรับ”
ฉินจิ่นชะงักไปสักพัก จับไปที่หน้าเขาแล้วพูดว่า “อย่าไปฟังที่เว่ยจวนพูดไปเรื่อยเลย นางกำลังล้อเจ้าเล่นน่ะ”
เสี่ยวซีตอบเสียงอืมไปทีนึง
บทที่ 16: นางฟ้าตัวน้อยต้องมีความมั่นใจในตัวเองหน่อย
ฉินจิ่นยุ่งมาทั้งวัน พอหัวถึงหมอนก็หลับไปเลย ปกติแล้วน้อยมากที่นางจะฝัน แต่วันนี้นั้นพิเศษหน่อย เลยฝันไปเรื่องนึง
ในฝันนั้นเริ่มด้วยเว่ยเหยียนถิงพูดกับนางว่า ฉินจิ่น ข้าไม่เอาเจ้าแล้ว
ต่อมานั้นก็เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่อวบหน่อยๆและไม่รู้จัก พุ่งมาหัวเราะลั่นแล้วพูดกับฉินจิ่นว่า “เจ้าฉลาดขนาดนี้แล้วมีประโยชน์อะไร ก็ยังไม่มีเงินอยู่ดี ถึงแม้ข้าจะเป็นม่าย แต่ตระกูลของข้าร่ำรวย มีที่อยู่หลายพันไร่ เว่ยเหยียนถิงเหมาะที่จะแต่งงานกับข้าเท่านั้น เจ้ารีบไสหัวไปซะ ไสหัวไปไกลๆเลย”
ฉากนึงผ่านไป อีกฉากนึงก็เข้ามา แล้วภาพสุดท้ายก็เป็นภาพแผ่นหลังที่เว่ยเหยียนถิงโอบผู้หญิงคนนั้นไว้ ทีละก้าวทีละก้าวยิ่งอยู่ก็ยิ่งไกลไปเรื่อยๆจนมองไม่เห็น เขาหันกลับมาแล้วบอกกับนางว่า เจ้าไปเถอะ ข้าไม่เอาเจ้าแล้ว
ฉินจิ่นลุกขึ้นมานั่งบนเตียงทันที ผ้าห่มนั้นเปียกโชกไปหมด นางสูดหายใจเฮือกใหญ่ เห็นได้ชัดว่าตกใจตื่น
ทำไมถึงฝันอะไรแบบนี้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงรึเปล่านะ
ฉินจิ่นนึกถึงคำพูดของเว่ยจวนที่พูดเมื่อตอนกลางวัน จู่ๆ ในใจก็กังวลขึ้น
ฟ้ายังมืดอยู่มาก ฉินจิ่นปลอบใจตัวเอง ไม่เป็นไร เป็นแค่ฝันทั้งนั้น ตัวเองแค่คิดมากไป คิดอะไรตอนกลางคืน คืนนั้นก็คงจะฝันถึงสิ่งนั้น
ในฐานะที่เป็นคนสมัยปัจจุบันคนหนึ่ง ฉินจิ่นเชื่อมาตลอดว่าความฝันคือปฏิกิริยาในชีวิตจริงของตัวเอง ใช้ทำนายอะไรไม่ได้ เป็นแค่แบบจำลองเล็กๆของสถานการณ์ตอนนี้ของตัวเองเท่านั้น
ฉินจิ่นนอนลงใหม่อีกครั้ง จับผ้าห่มไว้แน่น เพียงแค่หลับตาแล้ว แต่ก็นอนไม่หลับอีกเลย
ไม่ได้แล้ว ต้องไปดูเว่ยเหยียนถิงหน่อยแล้ว!
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นก็ตื่นแต่เช้า เสี่ยวซีขยี้ตาเล็กๆอย่างง่วงนอน “พี่สาว ทำไมวันนี้พี่ตื่นเช้าจังล่ะ”
ฉินจิ่นกำลังอุ่นกับข้าวของเมื่อวาน จากนั้นก็ต้มโจ๊ก “เด็กดีเสี่ยวซี เดี๋ยวพี่จะไปตลาด อยู่บ้านต้องดูแลตัวเองนะ พี่จะไปดูพี่เขย อาจจะกลับมาดึกหน่อย”
“ขอรับ” พอเสี่ยวซีได้ยินว่าฉินจิ่นจะไปดูเว่ยเหยียนถิง ก็ดีใจมาก “ข้าจะดูแลตัวเอง พี่สาวไม่ต้องเป็นห่วงนะขอรับ”
......
ตลาดก็ครึกครื้นเหมือนเดิม ตลอดทางนั้นฉินจิ่นไม่กล้าแวะ มุ่งไปหาพี่หูทันที
“พี่หู ขนแกะยังมีอยู่ไหมเจ้าคะ”
“มีๆ” พี่หูนั้นยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูอยู่แล้ว “ที่เจ้าไม่มาหลายวัน ข้าเก็บไว้ให้เจ้าตลอดเลยล่ะ ลองดูว่าใช้ได้รึเปล่า”
ฉินจิ่นเปิดถุงนั้นดู ทั้งหมดข้างในเป็นขนแกะที่สะอาดมาก สีสวยสุดๆ “ดีมากเลยเจ้าค่ะ พี่หู นี่เงินของพี่ วันนี้ข้าซื้อแค่ถุงเดียว ให้พี่สิบเหวินได้ไหมเจ้าคะ”
“ได้สิได้สิ” เขานั้นพูดคุยด้วยง่าย ของที่ไร้ประโยชน์ในตอนแรก ตอนนี้ได้เงินจากมันแน่นอนว่าไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว
ออกมาจากร้านพี่หูแล้ว ฉินจิ่นอยากจะไปดูๆเว่ยเหยียนถิง ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่นั่นนั้นกินอยู่ยังไง ทำนาให้คนอื่นนั้นต้องลำบากอยู่แล้ว
“ขายผลไม้จ้ะ ขายผลไม้” เสียงเรียกขายของดังมาก
ฉินจิ่นเดินผ่านพอดี เลยคิดว่าจะซื้อไปให้เว่ยเหยียนถิงหน่อยดีกว่า
“ขายยังไงจ๊ะ” ฉินจิ่นหยิบแอปเปิลมาลูกนึงแล้วถาม
“แม่หนู กิโลละห้าเหวินจ้ะ
นี่ถือว่าคุ้มมาก แล้วก็ไม่ได้แพงมากด้วย
ฉินจิ่นตั้งใจเลือกแอปเปิลสองสามลูก คุณป้าเห็นท่าทางที่เลือกผลไม้ของฉินจิ่นแล้วก็หัวเราะ “แม่หนู นี่เลือกไปให้สามีของเจ้าใช่หรือไม่”
ฉินจิ่นรู้สึกแปลกใจ “ป้ารู้ได้ยังไงจ๊ะ” นางคิดอยู่นานว่าไม่ได้บอกคนคนนี้ว่าตัวเองออกเรือนแล้ว แล้วก็ยิ่งไม่ได้บอกด้วยว่าซื้อไปให้สามีของตัวเอง
คุณป้าเหมือนคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน แล้วพูดว่า “ตั้งใจขนาดนี้ ผลไม้ที่เลือกก็ต้องให้สามีอยู่แล้วล่ะ”
ฉินจิ่นนั่งยองอยู่ตรงนั้น จนหน้าแดงหมดแล้ว ทำได้เพียงยื่นผลไม้ออกไปแล้วพูดว่า “ป้าจ๊ะ ทั้งหมดนี้เท่าไหร่จ๊ะ”
“ไม่เยอะแล้วก็ไม่น้อย สิบเหวินพอดี” คุณป้ามองตาชั่งแล้วพูด
ฉินจิ่นจ่ายเงินแล้ว ก็หยิบผลไม้ขึ้นแล้วก็มุ่งไปคฤหาสน์จางทันที นานแล้วที่ไม่ได้เจอเว่ยเหยียนถิง ตอนนี้ยืนอยู่ตรงหน้าประตู ก็เริ่มรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
ฉินจิ่นพูดกับคนงานที่อยู่หน้าประตูว่า “รบกวนฝากบอกหน่อยจ้ะ ว่าข้ามาหาคนคนหนึ่งที่ชื่อเว่ยเหยียนถิง”
“เจ้าเป็นอะไรกับเขา” คนงานถามนาง
ฉินจิ่นพูดกับเขาอย่างมั่นใจว่า “ข้าเป็นภรรยาของเขา เราแต่งงานกันแล้ว”
คนงานเห็นนางพูดแบบนั้น ก็เปลี่ยนน้ำเสียงแล้วพูดว่า “ที่แท้ก็เป็นภรรยาของพี่เว่ยนี่เอง เจ้าเข้ามาก่อนสิ เขายังอยู่ในนาอยู่น่ะ ยังไม่กลับมา”
เข้ามาถึงในลาน นายน้อยตระกูลจางนั้นกำลังเล่นสนุกอยู่กับคุณหนูตระกูลเจียง
ฉินจิ่นนั่งไปที่อีกฝั่ง มองดูขนแกะถุงนั้น แล้วก็ใช้เวลานี้ เลือกสีที่ไม่ค่อยสวยออกมา
ตอนแรกคุณหนูตระกูลเจียงนั้นเล่นอย่างสนุกสนาน ต่อมาก็เห็นว่าในลานนั้นมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง กำลังค่อยๆยุ่งอยู่กับขนสีขาวๆอยู่
“นี่อะไรหรือ”
ฉินจิ่นพูดอธิบาย “นี่คือขนแกะจ้ะ”
“ขนแกะเหรอ พี่พวกนี้เอาไปทำอะไรหรือ”
“ใช้ทำผ้าพันคอได้จ้ะ”
คุณหนูเจียงฟังดูแปลกใหม่ เลยไปนั่งข้างๆฉินจิ่นแล้วถาม “อะไรคือผ้าพันคอหรือเจ้าคะ”
“ตอนฤดูหนาวน่ะคอนั้นหลีกเลี่ยงความหนาวไม่ได้อยู่ตลอด ก็ใช้ขนแกะถักเป็นผ้าพันคอ พอพันไว้บนคอก็จะไม่รู้สึกหนาวแล้วจ้ะ ใช้กันลมหนาว เหมือนกับเสื้อผ้า” ฉินจิ่นพยายามอธิบาย ไม่รู้ว่านางจะฟังเข้าใจรึเปล่า แล้วก็รู้สึกว่าน่าจะพกผ้าพันคอมาด้วยผืนนึง ถ้าเป็นแบบนั้น ก็จะสามารถเอาตัวอย่างออกมาให้นางดูได้
“ว้าว งั้นถ้าพี่ทำเสร็จ ส่งมาให้ข้าผืนนึงนะ”
“ได้จ้ะ” ได้ขายอีกผืนแล้ว
พูดจบ คุณหนูเจียงก็ไปเล่นสนุกสนานต่อ
“อาจิ่น” น้ำเสียงของเว่ยเหยียนถิงเต็มไปด้วยความดีใจ “เจ้ามาแล้วรึ”
พอฉินจิ่นหันไปเห็นว่าเว่ยเหยียนถิงมาแล้ว ก็เหมือนว่าเขาเพิ่งจะกลับมาจากทำนา ทั้งตัวนั้นยังมีดินโคลนอยู่
“อื้ม” ฉินจิ่นรู้สึกว่าผ่านไปแค่ไม่กี่วัน ผิวของเว่ยเหยียนถิงนั้นตากแดดจนจะดำกว่าเมื่อก่อนแล้ว ผิวสีข้าวสาลีที่ดูสุขภาพดี จับคู่กับหน้าที่ได้ถูกตัวเองศัลยกรรมให้เรียบร้อยแล้วนั้น เหมือนเทพบุตรจริงๆ
“สองสามวันนี้เจ้าอยู่ที่บ้านลำบากรึเปล่า เสี่ยวซีซนรึเปล่า”
“ไม่จ้ะ พี่ลืมไปแล้วรึ ว่าเสี่ยวซีน่ะไม่เคยมีตอนที่ซุกซนหรอกเจ้าค่ะ”
เว่ยเหยียนถิงจับไปที่หัวของตัวเอง ยิ้มอย่างประหม่าว่า “คงเพราะไม่ได้เจอนาน ข้าคิดถึงเจ้ามากเลยล่ะ”
คำพูดหวานที่มาอย่างกะทันหัน ทำให้ฉินจิ่นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย คนมองกันเยอะขนาดนี้ ฉินจิ่นก็รู้สึกอายอยู่เหมือนกัน เอาผลไม้ที่ถืออยู่ส่งให้ “นี่คือแอปเปิลที่ข้าซื้อมาจากข้างทาง สองสามวันนี้พี่คงเหนื่อย กินเยอะๆนะเจ้าค่ะ”
เว่ยเหยียนถิงกลับจับมือนางแล้วพูดว่า “ทำไมมือเจ้าถึงได้เย็นแบบนี้ล่ะ” พูดแล้วก็เอามือไปไว้ใกล้ปากแล้วก็เป่าลมร้อนให้ แล้วก็ใช้มือถู ถามว่า “แบบนี้ดีขึ้นบ้างแล้วรึยัง ยังหนาวอยู่รึเปล่า”
“พี่เว่ย พี่น่ะเป็นห่วงเป็นใยเมียตัวเองจริงๆ” คนงานที่พาฉินจิ่นเข้ามาเมื่อกี้นั้นหัวเราะ
เว่ยเหยียนถิงหน้าแดงขึ้นอีกครั้ง ฉินจิ่นเห็นเขาคนเดียวเลยถามว่า “น้องสี่ล่ะจ๊ะ เขาไม่ได้มากับพี่เหรอ”
“น้องสี่ยังอยู่ที่นาอยู่ ข้ากลับมาเอาของ แล้วเดี๋ยวจะไปอีก”
ฉินจิ่นมองดูใบหน้านี้ นึกถึงเรื่องที่ตัวเองฝันแบบนั้นตอนเมื่อวานกลางคืนแล้ว ก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ ตัวเองนั้นก็ผิวขาวสวย ขาก็ยาวด้วย เว่ยเหยียนถิงก็เอาใจใส่แล้วก็ทุ่มเทให้ตัวเองด้วย จะนอกใจได้ยังไงล่ะ
“งั้นพี่ไปเอาของเถอะจ้ะ รีบไปเร็ว ฉันก็จะกลับแล้วเหมือนกัน”
“ได้สิ” เว่ยเหยียนถิงพูด “เจ้ารอพี่ก่อนนะ พี่ไปเอาของเสร็จแล้วเดี๋ยวจะไปส่งเจ้า”
บทที่ 17: ก็คือนาง จับนางไว้
“จ้ะ” ตอนแรกฉินจิ่นไม่อยากให้เขาไปส่งนาง แต่เห็นแววตาที่เขามองตัวเองนั้นอบอุ่นมาก จึงตอบตกลงไป
เว่ยเหยียนถิงหยิบจอบเล่มนึง แล้วก็ออกไปพร้อมกับฉินจิ่น
“ที่บ้านยังดีอยู่รึเปล่า”
“ก็ดีเจ้าค่ะ เมื่อคืนข้าซื้อผักแล้วก็เนื้อส่งไปที่บ้านอีก แล้วเดี๋ยวข้ากลับไปก็จะเอาขนแกะนี้ไปถักเป็นผ้าพันคอ”
เมื่อถึงทางแยก ฉินจิ่นก็ไปทางทิศตะวันตก ส่วนเว่ยเหยียนถิงไปทางทิศตะวันออก
“เอาของให้ข้าเถิด พี่ก็รีบกลับไปที่นาได้แล้ว ไปช่วยน้องสี่เร็ว”
“อื้ม” เว่ยเหยียนถิงทำใจไม่ได้ที่จะเอาถุงขนแกะให้ฉินจิ่น จากนั้นก็มองไปรอบๆ
“มีอะไรรึเปล่าเจ้าค่ะ”
จู่ๆ เว่ยเหยียนถิงก็หอมไปที่แก้มของฉินจิ่นอย่างใจกล้า ดึงมือของนางไว้ “รอพี่กลับมานะ”
ตอนนี้……แก้มของฉินจิ่นแดงขึ้น พยักหน้าพูดว่า “อื้ม”
พอถึงบ้านก็มืดแล้ว เสี่ยวซีก็วิ่งออกมาจากบ้านแล้วมาช่วยนางถือของในมือ
“คงหิวแล้วสินะ เดี๋ยวพี่ไปทำกับข้าวให้กินนะ”
ตอนเช้าที่ออกบ้านนั้นได้ทำข้าวเที่ยงไว้แล้ว กลัวว่าเสี่ยวซีที่อยู่ในวัยกำลังโตนั้นจะกินไม่อิ่ม เลยทำเพิ่มอีกหน่อย แต่ว่าคืนนี้ก็กลับมาดึกเลยกลัวว่าเสี่ยวซีจะหิว
เสี่ยวซีตามมาถามนาง “พี่เขยล่ะขอรับ พี่เขยเป็นยังไงบ้าง”
ฉินจิ่นหัวเราะ น้องภรรยาคนนี้ช่างใส่ใจเว่ยเหยียนถิงจริงๆ
“เขาสบายดีมาก บอกให้เสี่ยวซีดูแลตัวเองอยู่ตลอด”
“อื้ม” เสี่ยวซีใช้แรงออกเสียงอื้มไปทีนึง แล้วพยักหน้า “เสี่ยวซีจะดูแลตัวเองให้ดี ไม่ให้พี่เขยต้องเป็นห่วงเลย”
“ดีมาก” ฉินจิ่นมองเขาแล้วก็ยิ้ม
……
ผ่านไปหลายวัน ผ้าพันคอของฉินจิ่นก็ถักเสร็จแล้ว อีกอย่างวันนี้ก็ว่างด้วย เลยรีบไปส่งที่บ้านของคุณหนูเจียง
“เดี๋ยวก่อน เจ้าคือใคร”
“ข้ามาส่งของให้คุณหนูเจียงเจ้าค่ะ”
คนงานรู้สึกแปลกใจหน่อยๆ “คุณหนูบอกว่าไม่มีใครมาส่งของให้นางนะ”
ทันใดนั้น คุณหนูเจียงก็กลับมาจากข้างนอกพอดี แล้วก็เห็นฉินจิ่น
“เจ้านี่เอง ผ้าพันคอทำเสร็จแล้วหรือจ๊ะ”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“เอามาให้ข้าดูหน่อยสิ”
ฉินจิ่นส่งของให้ คุณหนูเจียงเพ่งดู มันแปลกใหม่มาก
“ข้าไม่เคยเห็นของสิ่งนี้มาก่อนเลย แต่ดูรูปร่างก็เหมือนจะดี ครั้งก่อนที่เจ้าบอกว่าพันไว้ที่คอ พันยังไงรึ”
ฉินจิ่นเอาผ้าพันคอมา แล้วก็ลองสาธิตบนคอของคุณหนูเจียง
“อบอุ่นจริงๆ” คุณหนูเจียงดีใจมาก “เท่าไหร่จ๊ะ”
“สี่สิบเหวินเจ้าค่ะ”
คนรวยนั้นพอใจอยู่แล้ว “ป้าหวัง เอาเงินให้เขาหน่อยจ้ะ”
ได้เงินมาสี่สิบเหวินแล้ว แน่นอนว่าฉินจิ่นนั้นดีใจมากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ตอนนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว อาหารที่ตุนไว้ก็กินทุกวันจนจะหมด ฉินจิ่นเลยซื้อผักและเนื้ออีก แล้วอีกสิบเหวินที่เหลือก็เก็บไว้
วันรุ่งขึ้นฉินจิ่นถักผ้าพันคออยู่ที่บ้าน แล้วจู่ๆ เสี่ยวซีก็วิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนกแล้วพูดว่า “พี่สาวขอรับ ข้างนอกมีคนมากันเป็นกลุ่มใหญ่ ดูแล้วเหมือนจะมาทางบ้านของพวกเราเลย”
ฉินจิ่นรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แล้วก็เดินออกไป คนพวกนั้นมาที่บ้านของพวกเขา แต่หน้าตาของคนพวกนั้นทั้งโหดเหี้ยมและดูชั่วร้าย ฉินจิ่นเห็นแต่ไกลว่าในนั้นเหมือนจะมีป้าหวังของคฤหาสน์เจียงคนเมื่อวานด้วย
“พวกเจ้าเป็นใครกัน” ฉินจิ่นให้เสี่ยวซีอยู่ข้างหลังตัวนาง
“เป็นนางรึ” คนที่นำหน้านั้นถามป้าหวัง
ป้าหวังพยักหน้า “ใช่แล้ว เป็นนางที่ให้ของเล่นกับคุณหนูเมื่อวาน”
“ข้าถามเจ้าหน่อย ว่าเมื่อวานเจ้าให้อะไรกับคุณหนูของพวกข้า”
“……ผ้าพันคอน่ะ” ฉินจิ่นช่วยเพิ่มเติมให้เขา
“ใช่ จากนั้นก็ทำให้คุณหนูของเราคันตัวไปหมด” ป้าหวังพูดด้วยความโกรธแล้วก็เอานิ้วชี้หน้านาง “ผู้หญิงคนนี้ จิตใจทำด้วยอะไร”
“ของที่ข้าทำ ไม่มีปัญหาแน่นอนเจ้าค่ะ” ฉินจิ่นพูด
เสี่ยวซีก็ตะโกนอยู่ข้างหลัง “ใช่ ของที่พี่สาวของข้าทำไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน”
“คุณหนูของพวกข้าร่างกายแข็งแรง ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน ถ้าไม่ได้เป็นปัญหาของเจ้า แล้วเป็นปัญหาของพวกเรารึไง” ป้าหวังพูดแล้วจู่ๆก็ร้องไห้ออกมา “นี่มันบาปกรรมอะไรของคุณหนูของข้ากัน ถึงได้รับกรรมแบบนี้”
ฉินจิ่นได้ยินพวกเขาพูดถึงอาการแล้ว ก็รู้สึกว่าเหมือนจะเป็นอาการแพ้ ตอนที่ตัวเองอยู่ยุคปัจจุบันก็เคยเห็นตัวอย่างแบบนี้มาอยู่เหมือนกัน แพ้ขนแกะก็มีอยู่เหมือนกัน
“วันนี้เจ้าต้องให้คำอธิบายกับพวกเราให้ได้ ไม่งั้นข้าจะให้เจ้าได้รู้ถึงความโหดร้ายของพวกข้าแน่” คนที่เป็นหัวหน้านั้นดัดไม้ที่อยู่ในมือ คิดว่าต้องเป็นผู้คุ้มกันของบ้านเจียงแน่ๆ
“คุณหนูของพวกเจ้าคงจะแพ้น่ะเจ้าค่ะ ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร แค่ไม่พันผ้าพันคอผืนนั้น ผ่านไปสักพักก็จะหายดีเอง” ฉินจิ่นอธิบาย
“เจ้าบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรงั้นรึ คุณหนูของข้าคันไปหมดทั้งตัว จุดแดงๆก็ขึ้นไปทั้งตัว” พอป้าหวังเปิดปากก็พูดเก่งจริงๆ เมื่อวานที่เจอครั้งแรก ฉินจิ่นยังคิดว่านางเป็นคนแก่ที่เงียบขรึมคนนึง “เจ้าไม่ใช่หมอใหญ่สักหน่อย จะให้ฟังคำพูดของเจ้าได้ยังไง”
“ในเมื่อป้าอยากจะหาหมอ งั้นเราก็ไปหาหมอด้วยกัน จะได้ไปดูคุณหนูเจียงด้วย ถ้าเป็นความผิดของข้า ข้าจะรับผิดชอบต่อตระกูลเจียงแล้วก็ทุกๆคน” ฉินจิ่นฟังอาการคันทั้งตัว มีจุดแดงๆขึ้นตามที่นางบอก ก็กล้าตัดสินได้เลยว่าเป็นอาการของการแพ้
“ได้”
ฉินจิ่นหันหลังไปบีบแก้มของเสี่ยวซีแล้วพูดว่า “เจ้าอยู่บ้านดีๆล่ะ พี่ไปสักครู่แล้วเดี๋ยวจะกลับมานะ”
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวซีถูกเรื่องแบบนี้ทำให้ตกใจ พูดด้วยเสียงสะอื้นว่า “พี่สาว ไม่ใช่ว่าพี่จะไม่กลับมาใช่ไหม”
“ไม่หรอก” ฉินจิ่นได้ยินคำพูดแบบนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกอบอุ่น “ไปแล้วเดี๋ยวก็กลับ เจ้าอยู่บ้านดูแลตัวเองดีๆล่ะ”
“อื้ม พี่สาวต้องรีบกลับมานะ” เสี่ยวซีมองนางอย่างทำใจไม่ได้ ในตานั้นเต็มไปด้วยน้ำตาที่กลั้นเอาไว้
ฉินจิ่นเดินไปไกลมากๆ หันกลับมาก็ยังเห็นเสี่ยวซียืนมองนางที่หน้าประตู เด็กคนนี้ช่างดีกับนางจริงๆ
ตามความต้องการของพวกเขา แล้วก็ไปหาหมอที่ร้านขายยา เถ้าแก่หวูอยู่ที่ร้านพอดี ก็พูดอย่างยิ้มแย้มว่า “แม่นาง เจ้ามาส่งยาอีกหรือ แต่เหมือนว่าวันนี้จะยังไม่ถึงวันกำหนดนะ”
“เปล่าจ้ะ วันนี้จะมาขอเชิญให้เถ้าแก่หวูไปรักษานอกสถานที่ให้หน่อยน่ะเจ้าค่ะ” ฉินจิ่นส่ายหน้า “ยาน่ะ ข้าค่อยส่งมาให้นะเจ้าค่ะ”
“ออกไปรักษานอกสถานที่รึ” เถ้าแก่หวูมองดูกลุ่มคนเยอะแยะที่อยู่ข้างหลังฉินจิ่น ดูออกว่าเป็นคนของบ้านเจียง ในใจเข้าใจแล้ว ว่าทั้งสองฝ่ายไม่กล้าที่จะผิดใจด้วย ยาที่แม่นางส่งมา ก็กลายเป็นสินค้าขายดีของร้านไปแล้ว บ้านเจียงมีฐานะร่ำรวย ไม่มีคนฐานะทั่วไปคนไหนมีปัญญาที่จะผิดใจได้ เลยตอบตกลงด้วยความกังวล
“อาฉาง ไปเอากล่องยาของข้ามา ข้าจะออกไปรักษาข้างนอก เจ้าก็เฝ้าร้านให้ดีๆล่ะ” เถ้าแก่หวูจัดระเบียบเสื้อผ้า สะพายกล่องยาไว้บนหลังแล้วออกเดินทางพร้อมพวกเขา
ตัวของคุณหนูเจียงมีผื่นแดงๆขึ้น ไม่สะดวกพบปะผู้คน เลยคลุมผ้าคลุมหน้าเอาไว้ แต่บนมือที่โผล่ออกมาก็มีผื่นแดงเป็นแถบ
“เป็นยังไงบ้าง”
เถ้าแก่หวูวัดชีพจรไปด้วยแล้วก็ลูบเคราไปด้วยแล้วพูดว่า “ชีพจรปกติ ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร เพียงแค่แพ้เท่านั้น ข้าจะออกยาให้สักสองสามตัว แล้วก็รักษาสุขภาพให้ดีก็ได้แล้วขอรับ”
ป้าหวังที่อยู่อีกฝั่งบ่นพึมพำ “แปลกแต่จริง สุดท้ายก็เป็นเหมือนที่แม่นางคนนี้บอกเป๊ะๆเลย”
“ได้” ท่านเจียงพูด “ส่งเถ้าแก่หวูออกไปก่อน”
ฉินจิ่นยืนอยู่ที่เดิม คิดว่าน่าจะเพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องแบบนี้ ถึงได้เหลือนางไว้
บทที่ 18: ย้อนกลับไปในวันที่กระเป๋าสตางค์ว่างเปล่า
“แม่นางฉิน” รอจนถึงตอนที่เถ้าแก่หวูออกไป ในห้องนี้ก็ไม่มีคนนอกอยู่เลย นายท่านเจียงค่อยๆจิบชาไปหนึ่งอึก
“ถึงแม้ว่าเรื่องนี้เจ้าจะไม่ได้ตั้งใจจะคิดทำร้าย แต่ยังไงมันก็เกี่ยวข้องกับเจ้า ยังไงก็ต้องชดใช้ให้กับเราถึงจะถูก”
ฉินจิ่นก็เข้าใจเหตุผลนี้ และใครก็ไม่นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
“ข้าจะเอาผ้าพันคอกลับไป แล้วให้เงินกับพวกท่านได้ไหมเจ้าคะ” ฉินจิ่นก็กำลังเจรจาอยู่ และท่านเจียงคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่จะเจรจาได้ง่าย กลัวว่าจะต้องเพิ่มอีกยี่สิบเหวินถึงจะได้
“แปดสิบเหวิน”
“แปดสิบเหวิน?” ฉินจิ่นโดนตัวเลขนี้ทำเอาตกใจไปที นี่มันเยอะเกินไปรึเปล่า
“แม่นางฉินอย่าคิดว่ามันเยอะเลย ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป แม่นางฉินคงจะไม่ได้เสียเงินแค่นี้หรอกนะ”
ฉินจิ่นคิดแล้วคิดอีก นี่คือการขู่งั้นเหรอ แต่ตอนนี้นางไม่มีวิธีอื่นแล้ว นางก็ไม่คิดเหมือนกันว่าคุณหนูเจียงจะแพ้
“ได้เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นหยิบเงินแปดสิบเหวินออกมาจากกระเป๋าสตางค์แล้วยื่นให้ป้าหวังอย่างไม่เต็มใจ
......
อากาศเริ่มจะเย็นแล้ว ถุงมือและผ้าพันคอที่ฉินจิ่นถักก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ กำลังเตรียมที่จะเอาไปขาย เพิ่งจะเดินไปถึงตลาดตั้งแผงขาย แล้วโจวหลันหลันก็มา
“เจ้ามาทำอะไร อย่ามาบังทางค้าขายของข้า” ฉินจิ่นจัดเรียงถุงมือและผ้าพันคออย่างดี พอเห็นโจวหลันหลันเดินมาก็ไล่นางไป
โจวหลันหลันเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก พูดเสี่ยงแหลมว่า “ของแบบนี้ เจ้ายังจะเอาออกมาขายอยู่อีก ไม่กลัวคนตายรึไง”
“คนตายอะไร เจ้าพูดบ้าอะไร” ได้ยินโจวหลันหลันพูดจามั่วซั่วแต่เช้าตรู่ ฉินจิ่นก็หมดความอดทนที่จะพูดกับนางแล้ว “บอกว่าอย่ามาขวางทางทำมาหากินของข้าไง เจ้าจะไปหรือไม่ไป”
โจวหลันหลันเอาผ้าเช็ดหน้าลงทันที แล้วพูดเสียงดังว่า “ทุกคนมาดูกันเร็ว ของที่มันขายน่ะ ทำเอาคุณหนูเจียงคันไปนั้นตัวเลยล่ะ ไม่สบายอยู่ที่บ้านไปตั้งหลายวัน”
คนแปลกหน้าที่มาซื้อถุงมือของฉินจิ่นก็ถามขึ้น “เจ้ารู้ได้ยังไง”
“คนใช้บ้านนั้นข้าเป็นคนขายเข้าไปเอง มันบอกว่าของที่ฉินจิ่นขายน่ะเป็นของเสียทั้งนั้น ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหน ทำเอาคุณหนูของบ้านมันคันไปทั้งตัว” โจวหลันหลันพูดเลยเถิดออกไปเรื่อยๆ ยังแกล้งทำเป็นเอามือปิดปากอีกด้วย แล้วเสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
“พวกเจ้าไม่เห็นน่ะสิ จนหน้านั้นแทบจะไม่เป็นหน้าอยู่แล้ว”
โจวหลันหลันตะโกนเสียงดัง แล้วคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าดึงดูดคนตั้งเท่าไหร่มาล้อมรอบร้านของฉินจิ่นไว้ แล้วก็พากันนินทา
“เจ้าพูดจบรึยัง จบแล้วก็ออกไป” ฉินจิ่นข่มอารมณ์ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว หยิบเอาตะกร้าที่ถือติดตัวจะฟาดนาง
“กล้าทำยังไม่กล้ารับอีก” เหมือนว่าโจวหลันหลันจะได้ผลแบบที่ตัวเองต้องการแล้ว คนมามุงดูมากมาย แต่นางกลับเดินสะบัดตูดไป
เหลือฉินจิ่นนั่งอยู่ตรงนั้น เหมือนจะนั่งไม่ติดแล้ว
มีป้าคนหนึ่งเดินมาถาม “แม่นาง ของของเจ้าเหมือนอย่างที่เขาว่าจริงรึ”
ฉินจิ่นอยากจะพูด แต่หญิงสาวอยู่อีกฝั่งพูดแทรกขึ้นมาว่า “ข่าวจะไม่มีมูลได้ยังไง ต้องเป็นเพราะของของเขาไม่ดีแน่ๆ”
คนที่อยู่ข้างๆ ต่างคิดว่าคำพูดพวกนี้มีเหตุผลมาก แล้วก็ยิ่งคนที่สวมผ้าพันคอกับถุงมือมาด้วยนั้น ก็เอามาโยนตรงหน้าฉินจิ่น “ข้าคืน”
คนที่มาทีหลังยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เห็นคนบอกว่าจะคืน ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “ของก็ดี ทำไมถึงคืนล่ะ ข้าเห็นของที่แม่นางคนนี้ทำก็ดีนี่นา”
“เห้อ เจ้าน่ะไม่รู้อะไร ของของมันน่ะเกือบจะฆ่าคุณหนูเจียงอยู่แล้ว ยังจะดีอะไรอีก”
ฉินจิ่นได้ยินแล้ว ก็ทนไม่ไหว “อย่าไปฟังที่คนเมื่อกี้พูดจามั่วซั่วนะจ๊ะ คุณหนูเจียงยังมีชีวิตอยู่ดีจ้ะ”
ทำให้คนอื่นซวยโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ มันคืออะไรกัน ต้องโทษโจวหลันหลันนั่น พูดอะไรมั่วซั่ว
“งั้นถ้าไม่มีเรื่องแบบนี้ คนเมื่อกี้จะพูดแบบนั้นได้ยังไงล่ะ”
นี่มันข่าวลือปากเดียว วิ่งกลบจนขาแทบหักจริงๆ ตอนนี้ฉินจิ่นรู้สึกถึงความหมายของประโยคนี้แล้ว
ฉินจิ่นเห็นพวกเขาพากันมาคืนถุงมือและผ้าพันคอกันหมด เลยลุกขึ้นพูดอย่างเสียงดังว่า “ทุกคนฟังข้า คุณหนูเจียงแค่แพ้ ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง ไม่ได้เป็นเหมือนที่คนเมื่อกี้นั้นบอก”
“แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่าพวกข้าจะไม่แพ้ มีแค่คุณหนูเจียงที่แพ้ แล้วพวกเราแพ้ไม่ได้รึ”
“ขอให้ทุกคนวางใจได้ อาการแพ้เกิดขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะมี ถ้าปกติแล้ว แค่ไม่แพ้ตั้งแต่ครั้งแรก ต่อไปก็ไม่เกิดการแพ้เพราะถุงมือและผ้าพันคอนี้แล้วจ้ะ” ฉินจิ่นไม่รู้ว่าการอธิบายแบบนี้นั้นพวกเขาจะเข้าใจรึเปล่า แต่ก็ทำได้แค่พยายามอธิบาย
“แม่นาง เจ้าเนี่ยพูดดีจริงๆเลยนะ” แต่ป้าก็ยังโยนไปบนแผงลอยอยู่ดี “ยังไงข้าก็จะไม่ใส่ของพวกนี้อีก”
ได้ยินป้าคนนี้พูดแบบนี้แล้ว คนที่อยู่ด้านหลังก็พากันถอดผ้าพันคอออก วางไปบนแผงขาย
“ป้าพูดถูก ข้าก็จะคืน”
“ข้าก็จะคืน”
“ข้าก็ด้วย”
“รีบคืนเงินข้าซะ”
ฉินจิ่นเห็นว่าคนที่จะคืนนั้นเยอะมาก คงห้ามไม่ได้แน่นอน มีคนเห็นว่าฉินจิ่นไม่ได้บอกว่าจะคืนทันที เลยพูดว่า “ตกลงเจ้าจะคืนหรือไม่คืน ถ้าไม่คืนข้าจะไปฟ้องที่ศาลาว่าการว่าเจ้าบังคับให้คนอื่นซื้อขาย”
“ทุกคนวางใจเถิด ข้าจะคืนให้ในราคาเดิมทั้งผ้าพันคอและถุงมือเลยจ้ะ”
ตอนแรกผ้าพันคอและถุงมือทั้งหมดนั้นต่างก็ส่งให้ป้าหลี่ขาย แต่เพราะเกิดเรื่องของคุณหนูเจียงเรื่องนี้ขึ้น ฉินจิ่นเลยไม่กล้าส่งให้ป้าหลี่อีก กลัวจะไปกระทบกับธุรกิจของป้าหลี่ ตัวเองนั้นทดลองว่ามีคนแพ้รึเปล่า ถ้าเกิดว่ามีคนแพ้ขนแกะจริงๆ ตัวเองก็ไม่ขายอีกก็พอแล้ว ใครจะรู้ว่าพอวันนี้ผู้หญิงอย่างโจวหลันหลันมาป่วน ทุกคนก็พากันคืนหมดเลย
“ข้าซื้อมาจากร้านป้าหลี่น่ะ คืนได้รึเปล่า”
“คืนได้จ้ะ”
พอทุกคนคืนกันหมดแล้ว กระเป๋าสตางค์ของฉินจิ่นก็เกือบจะโล่งหมดแล้ว เหลืออยู่แค่ผ้าพันคอกับถุงมือบนแผงลอย ขนแกะนั้นเป็นสีขาวอยู่แล้ว พอผ่านการสวมจากพวกเขามาสักพัก และไม่ได้รักษาดีๆก็ค่อยๆกลายเป็นสีดำไปแล้ว
ฉินจิ่นถอนหายใจไปที กำลังเตรียมตัวจะเก็บ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกตัวเองจากด้านหลัง
“อาจิ่น”
คนที่เรียกฉินจิ่นแบบนี้ได้นั้น ก็มีแต่เว่ยเหยียนถิงคนเดียวเท่านั้น
“พี่ถิง พี่กำลังทำนาอยู่ไม่ใช่หรือจ๊ะ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ”
เว่ยเหยียนถิงเดินมาข้างๆนางแล้วพูดว่า “ข้าได้ยินเรื่องที่คุณหนูเจียงมีอาการแพ้น่ะ เป็นห่วงเจ้า เลยมาดูเจ้าหน่อย”
“ข้าไม่เป็นอะไรจ๊ะ” ฉินจิ่นยิ้มให้กับเว่ยเหยียนถิง เห็นว่าบนหน้าของเขายังมีดินอยู่ ต้องเปื้อนจากตอนที่ทำนาแน่นอน เลยยกมือขึ้นแล้วก็เช็ดดินบนหน้าออกให้เขา
“พี่อย่าห่วงเลย”
“เจ้าเป็นเมียพี่จะไม่ให้พี่ห่วงได้ยังไงล่ะ” ตอนที่เว่ยเหยียนถิงพูดคำนี้นั้น จริงจังสุดๆ มองฉินจิ่นจนหน้าแดงขึ้นทันที
จริงๆเลย โดนผู้ชายที่ทั้งหล่อทั้งจริงจังพูดหวานๆด้วยแล้ว ทำเอาคัดค้านไม่ได้เลยจริงๆ
ฉินจิ่นคิดว่าระยะทางจากที่นาของตระกูลจางมาถึงที่นี่นั้น ถึงจะใช้วิธีวิ่ง แต่เวลาที่เว่ยเหยียนถิงออกมานั้นก็ไม่น้อยแล้ว
“พี่รีบกลับไปเถอะจ้ะ อย่าอู้งานเลย ให้น้องสี่อยู่ในนาคนเดียว เขาเองก็น่าจะเหนื่อยเหมือนกัน”
ทำไมเจ้าไม่บอกคิดถึงพี่เลยล่ะ” จู่ๆ เว่ยเหยียนถิงก็หดหู่ใจ “ไล่ให้พี่รีบกลับไปอยู่เรื่อยเลย”
บทที่ 19: คนที่ขัดขาคือมัน
ฉินจิ่นทำเสียงเอ๊ะไปทีนึง นางมีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันนานเกินไปแล้ว น้อยมากที่จะมีผู้ชายที่ติดคนแบบนี้ แล้วก็น้อยคนที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกตัวเองแบบนี้ คนที่ใสซื่อบริสุทธิ์แบบนี้ หาได้ยากมาก
ฉินจิ่นจับมือของเว่ยเหยียนถิงแล้วพูดอย่างอดทนว่า “ข้าคิดถึงพี่มาก แต่ว่านายท่านจางไว้ใจพี่มาก พี่จะทำให้เขาผิดหวังไม่ได้ใช่ไหมล่ะ อีกอย่างตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ในบ้านขาดเงินด้วย พี่ถิง พี่ว่าถูกไหม”
ฉินจิ่นพูดเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ในใจของเว่ยเหยียนถิงถึงได้คลายความเศร้าลงหน่อย แล้วพูดว่า “อาจิ่น เจ้าต้องดูแลตัวเองดีๆนะ พี่ไปก่อนล่ะ”
“จ้ะ” ฉินจิ่นก็พูดสั่งทั่วไปว่า “พี่ก็ดูแลตัวเองดีๆนะจ๊ะ”
หลังจากที่เว่ยเหยียนถิงกลับไปแล้ว ฉินจิ่นมองดูแล้วก็เก็บผ้าพันคอและถุงมือ ขณะคิดทบทวนไปด้วย วันนั้นตอนที่ตัวเองกำลังทำขนแกะอยู่ คุณหนูเจียงมาจับอยู่ตั้งนาน ถ้าคุณหนูเจียงแพ้ขนแกะ ก็ควรจะมีปฏิกิริยาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วสิ ทำไมถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยล่ะ
เรื่องนี้มีอะไรแปลกๆ
ฉินจิ่นเอาผ้าพันคอและถุงมือกลับไปที่บ้านก่อน ยังไม่ทันได้ถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวซีเรียกนาง “พี่สาว พี่กลับมาแล้ว”
พูดจบ ก็รีบวิ่งลงมารับของจากมือของฉินจิ่นไป
“เอ๋!” เสี่ยวซีมองดูของในถุง แล้วพูดว่า “ทำไมถึงเยอะกว่าที่พี่สาวเอาไปตอนเช้าอีกล่ะ”
ฉินจิ่นถอนหายใจไปทีนึง แม้แต่เสี่ยวซียังมองออกเลย โจวหลันหลันมองดูตัวเองไปได้ดีหน่อยไม่ได้เลยจริงๆ แล้วก็พูดด้วยความรู้สึกขอโทษว่า “ใช่แล้ว วันนี้พี่ขายของไม่ได้น่ะ”
“ไม่เป็นไร พี่สาวกลับมาก็ดีแล้ว” เสี่ยวซีนั้นขอแค่ได้เห็นนางกลับมาก็พอใจมากแล้ว
ฉินจิ่นมองดูเวลา ยังไม่ถึงเที่ยงเลย วันนี้กลับมาเร็วหน่อย ก็เลยทำกับข้าวเร็ว
ฉินจิ่นคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน รู้สึกว่าจะให้เรื่องนี้มันผ่านไปแบบนี้ไม่ได้ ไม่งั้นต่อไปถ้าตัวเองจะขายของอะไรก็ต้องถูกคนสงสัยว่าจะตายรึเปล่า
“กินเนื้อเยอะหน่อย” ฉินจิ่นคีบเนื้อให้เสี่ยวซีชิ้นนึง “เดี๋ยวตอนเย็นพี่จะออกไปอีกสักแป๊บนึง เจ้ารอพี่กลับมาดีๆล่ะ”
“จะออกไปขายผ้าพันคอกับถุงมืออีกเหรอขอรับ”
ฉินจิ่นส่ายหัวแล้วพูดว่า “เปล่า พี่จะไปตรวจสอบสืบหาความจริงน่ะ”
จู่ๆ เสี่ยวซีก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ประหลาดมากๆ
“พี่ไม่ต้องห่วงหรอกขอรับ พี่ไปเถอะ”
……
ฉินจิ่นได้ยินว่าคุณหนูเจียงคนนี้เป็นคนชอบเล่น แกว่งชิงช้า และซ่อนแอบ เป็นชีวิตประจำวัน บางครั้งก็จะไปเล่นที่บ้านอื่น นางรออยู่ที่หน้าประตูบ้านเจียงอยู่นาน จนคิดว่าวันนี้คุณหนูเจียงจะไม่ออกบ้านแล้ว และแล้วก็เห็นคุณหนูเจียงออกมา
ด้วยความที่ไม่มีคนจับตาดู ฉินจิ่นเลยวิ่งไปข้างๆคุณหนูเจียง “คุณหนูเจียง”
“เจ้าเองรึ เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง”
“ข้ามีคำถามบางอย่างอยากจะถามคุณหนูเจียงน่ะเจ้าคะ ว่าวันนั้นข้ายังเห็นว่าคุณหนูไม่ได้แพ้จนแกะอยู่แท้ๆ ทำไมหลังๆถึงแพ้ได้ล่ะ” ฉินจิ่นพูดสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกไป
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน วันนั้นกลับไปได้ไม่นานข้าก็เกิดอาการแพ้แล้ว” คุณหนูเจียงส่ายหน้า ไม่รู้จริงๆว่าเพราะอะไร
“แล้วช่วงนี้คุณหนูได้กินหรือว่าได้ไปสัมผัสของอะไรมาบ้างไหมเจ้าคะ”
คุณหนูเจียงคิดอยู่นานแล้วพูดว่า “ก็ปกติทั่วไปเหมือนทุกครั้ง ไม่มีอะไรที่พิเศษเลย”
แล้วมันเป็นเพราะอะไรกันแน่ถึงได้จู่ๆก็แพ้ขึ้น
“อา ข้านึกออกแล้ว วันนี้โจวหลันหลันภรรยาท่านจ้าวมาที่บ้าน เอาเค้กดอกอบเชยมาจานนึง มันละมุนมาก ข้าก็เลยกินไปชิ้นนึง”
“กินแค่อันนี้หรือเจ้าค่ะ”
“ใช่” คุณหนูเจียงพูดอย่างมั่นใจว่า “วันนั้นข้ากินแค่อันนี้”
ฉินจิ่นมองดูพวกป้าหวังที่มองมาทางนี้ แล้วก็ให้พวกเขาได้เห็นอีกว่าตัวเองนั้นคุยกับคุณหนูเจียง เลยคิดไปเองว่าตัวเองจะไปทำเรื่องอะไรที่ไม่คาดคิดกับคุณหนูของบ้านนาง นางเลยรีบพุ่งมาอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูเจียง ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”
หลักๆก็คือเกิดจากเค้กดอกอบเชยจานนั้น อีกอย่างการแพ้ดอกอบเชยหรือวัตถุดิบในเค้กก็เห็นได้ทั่วไป
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฉินจิ่นไม่วางใจที่จะให้เสี่ยวซีอยู่บ้านคนเดียว นางเลยรีบกลับบ้าน แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับมาจัดการเรื่องพวกนี้ต่อ
“เสี่ยวซี”
“พี่สาว พี่กลับมาแล้ว” เสี่ยวซีวิ่งออกมาจากบ้าน เห็นฉินจิ่นซื้อผักซื้อเนื้อมาเยอะแยะมากเลย เลยอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ
“พี่ซื้อของอร่อยมาเยอะแยะอีกแล้ว”
ถึงแม่ว่าวันนี้จะคืนเงินไปไม่น้อย แต่จะลำบากยังไงก็ห้ามลำบากถึงเด็ก ขัดสนยังไงก็ห้ามให้ขัดสนความรู้ ตอนนี้ถึงฤดูหนาวแล้ว อากาศก็หนาว เสี่ยวซีก็กำลังโต ยิ่งไม่มีอันจะกินไม่ได้
“มา เสี่ยวซี เจ้าเอาอันนี้ไปไว้ที่ห้องครัวก่อน อันนี้ของพวกเราเอง” ฉินจิ่นส่งผักถุงหนึ่งไปแล้ววางอีกถุงนึง “ยังมีอีกหนึ่งถุง พรุ่งนี้ค่อยส่งไปให้ที่บ้านของท่านย่า”
ทั้งสองเพิ่งจะเอาผักเอาเนื้อวางเสร็จ โจวหลันหลันก็ผลักประตูเข้ามา มองดูรอบๆแล้วพูดอย่างรังเกียจว่า
“ที่แบบนี้น่ะ คนอยู่ได้ด้วยหรือ”
ฉินจิ่นรู้ว่าโจวหลันหลันต้องไม่เลิกลาแน่นอน ตอนนี้ก็คงจะมาดูแล้วหัวเราะเยาะตัวเอง เลยพูดว่า “ทำไมจะให้คนอยู่ไม่ได้ล่ะ แน่นอนสิ อย่างเจ้าน่ะคงอยู่ไม่ได้หรอก ยังไม่รู้เลยว่าเจ้าใช่คนรึเปล่า”
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ ข้ามาที่นี่ไม่ได้จะมาดูว่าเจ้าอยู่ยังไง ข้าแค่เป็นห่วงเจ้า ที่ผ้าพันคออะไรนั่นขายไม่ได้ แล้วยังทำให้คนอื่นคืนมาไม่น้อยด้วย ข้าเลยกลัวว่าผ่านหน้าหนาวนี้เจ้าจะขายอะไรไม่ได้อีก”
ฉินจิ่นคิดในใจ ว่าเป็นแบบนี้ก็เพราะเจ้าไม่ใช่รึไง ช่างตอแหลเสแสร้งจริงๆ
ฉินจิ่นไม่อยากจะเสวนาไร้สาระกับโจวหลันหลันแล้ว เลยพูดสั่งให้ออกไปว่า
“ดูก็ดูแล้ว ตอนนี้ก็รีบไปซะ”
“ข้าไม่ไป” เป็นเรื่องยากที่โจวหลันหลันจะได้เห็นท่าทางที่ไม่พอใจของฉินจิ่น ในใจมีความสุขจนดอกไม้เบ่งบาน แล้วตอนนี้ก็นั่งลงไปที่เก้าอี้
“ไม่ไปก็แล้วแต่”
“พี่สาว ข้าไปตักน้ำมาล้างผักนะ” เสี่ยวซีถือกะละมังแล้ววิ่งไปเร็วแทบจะบินได้
“นี่คือเสี่ยวซีรึ” โจวหลันหลันทำท่าทางเหมือนคุ้นเคย “ตัวสูงขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่รู้จักทักทายข้าล่ะ เจ้าไม่สอนเสี่ยวซีให้ดีสินะ”
“อย่าบังคับข้าให้ตบเจ้าเลย” ฉินจิ่นรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหมดความอดทนกับโจวหลันหลันแล้ว
ฉินจิ่นเพิ่งจะพูดจบ ก็ได้ยินโจวหลันหลันตะโกนเสียงดังใส่ชี้เสี่ยวซี “เจ้ากล้าเอาน้ำมารดข้ารึ เป็นคนเลวเหมือนพี่สาวเจ้าไม่มีผิด”
เสียงเพิ่งจะจบลง โจวหลันหลันก็ง้างมือเตรียมจะตบ ฉินจิ่นก็รีบไปจับมือนางไว้ แล้วยืนอยู่ข้างหน้าเสี่ยวซี
“บอกให้เจ้ากลับไป เจ้าไม่ไปใช่ไหม แกว่งเท้าหาเสี้ยน”
“เจ้า…” โจวหลันหลันโกรธจนพูดอะไรไม่ออกสักคำ จึงตัดสินใจกลับไป
ฉินจิ่นหันไปบีบๆจมูกของเสี่ยวซี “จู่ๆทำไมเจ้าถึงเอาน้ำสาดนางแบบนั้นล่ะ”
“คนที่ทำไม่ดีกับพี่สาว เสี่ยวซีก็ไม่ชอบเหมือนกัน”
ฉินจิ่นหัวเราะก่อน ยกมือขึ้นมาลูบหัวของเสี่ยวซี “งั้นครั้งหน้าเจ้าต้องระวังหน่อยนะ ในตอนที่จะออกรับแทนพี่ จะให้คนอื่นรังแกตัวเองไม่ได้นะ”
ทุกครั้งที่เสี่ยวซีรู้สึกว่าตัวเองช่วยฉินจิ่นทำอะไรบางอย่าง ก็จะดีใจมากตลอด และวันนี้ก็ได้ช่วยพี่สาวไล่โจวหลันหลันตะเพิดไป ก็เลยยิ่งดีใจไปอีก
“งั้นเดี๋ยวตอนนี้ข้าไปตักน้ำมาช่วยพี่สาวล้างผักนะ”
พอรุ่งเช้า เสี่ยวซีตื่นนอนมาก็เห็นฉินจิ่นกำลังยุ่งอีกแล้ว เลยถามว่า “พี่สาว วันนี้พี่จะออกบ้านอีกแล้วใช่ไหมขอรับ”
“ใช่” จู่ๆ ฉินจิ่นก็รู้สึกผิด ที่ตัวเองนั้นไม่ได้มีเวลาอยู่กับเสี่ยวซีเลย
“เจ้าต้องอยู่บ้านคนเดียวอีกแล้ว ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”
เสี่ยวซีแสดงออกเหมือนสุภาพบุรุษแล้วพูดว่า “วางใจเถอะ พี่สาว”
บทที่ 20: ดูเรื่องดีๆที่เจ้าทำสิ
ทานข้าวเช้าแล้ว ฉินจิ่นเลยเอาผักและเนื้อที่ซื้อเมื่อวานไปส่งที่บ้านแม่สามี
“สะใภ้รอง ข้าได้ยินเรื่องเมื่อวานแล้ว ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ามีวิธี” ฉินจิ่นตบเบาๆที่มือของแม่สามีแล้วพูดว่า “นี่คือเนื้อและก็ผัก พวกท่านกินก่อนนะเจ้าค่ะ ถ้าไม่พออีกสองสามวันข้าจะซื้อมาส่งให้อีก”
“พอแล้ว พอแล้ว” แม่สามีพยักหน้า ชี้ไปที่ผักที่อยู่ในครัว “ที่เจ้าซื้อมาครั้งที่แล้วยังกินไม่หมดเลย”
หลังจากพูดคุยไปหลายคำ ฉินจิ่นเองก็อยู่ต่อนานไม่ได้ วันนี้นางยังมีเรื่องที่ต้องรีบไปทำอีก
เวลานี้ของทุกๆเดือนของคุณหนูเจียงนั้น จะต้องไปที่ร้านด้วยตัวเอง ไปให้อาจารย์ทำเสื้อผ้าใหม่ให้นางทั้งตัว
ฉินจิ่นรออยู่ฝั่งนี้แต่เช้าตรู่ รอให้คุณหนูเจียงวัดตัวเสร็จหมดแล้ว ถึงได้รีบพุ่งเข้าไป “คุณหนูเจียง คุณหนูเจียง นี่เป็นถุงหอมที่ข้าทำใหม่ คุณหนูลองดูสิเจ้าค่ะว่าชอบรึเปล่า”
“อันนี้สวยดี” คุณหนูเจียงดูแล้วก็ขอบคุณ ดูซ้ายดูขวา “เท่าไหร่รึ”
“อันนี้ทำให้คุณหนูเจียงเจ้าค่ะ ทดแทนความรู้สึกผิดที่ทำให้คุณหนูแพ้ขนแกะเมื่อครั้งที่แล้ว”
ป้าหวังจ้องมองฉินจิ่นและถุงหอมนั้นอยู่อีกฝั่ง “แม่นาง ในนี้มีของอย่างอื่นอีกรึเปล่า จะทำให้คุณหนูของเราแพ้อีกรึเปล่า”
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ นี่เป็นยาจีนทั้งนั้น ทำให้ช่วยผ่อนคลายได้” ฉินจิ่นพูดอธิบาย “เจ้าดมดูสิ ยังมีสมุนไพรอีกด้วย”
ป้าหวังยังไม่ได้วางใจ พูดขู่ว่า “ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก ระวังจะได้ส่งเจ้าให้ทางการล่ะ”
สำหรับคุณหนูของตัวเองแล้ว ป้าหวังเอาใจใส่เป็นที่สุด
ฉากนี้อยู่ในสายตาของโจวหลันหลันที่อยู่ร้านข้าวตรงข้ามทั้งหมด นางเห็นฉินจิ่นเอาถุงหอมให้คุณหนูเจียง เลยยกเค้กดอกอบเชยที่อยู่บนโต๊ะ แล้วเดินสะบัดก้นออกไป
“นี่คุณหนูเจียงไม่ใช่รึเจ้าคะ” โจวหลันหลันเหลือบฉินจิ่นไปทีนึง มุมปากนั้นมีรอยยิ้มอยู่แล้วพูดว่า “ไม่ได้เจอคุณหนูมาตั้งนานแล้ว ช่วงนี้สบายดีหรือไม่เจ้าคะ”
คุณหนูเจียงพูดแปลกๆว่า “เจ้าเพิ่งจะไปหาข้ามาเมื่อวันก่อนไม่ใช่รึ”
“นั่นก็นานแล้วนะเจ้าคะ” โจวหลันหลันเอาเค้กดอกอบเชยที่อยู่ในมือส่งให้ตรงหน้าของคุณหนูเจียง “คุณหนูลองชิมดูสิเจ้าค่ะ รสชาติเป็นยังไงบ้าง”
“ได้สิ ได้สิ” คุณหนูเจียงหยิบมาไว้ในมือหนึ่งชิ้นแต่กลับไม่ได้กิน เพียงแต่บอกว่า “ข้าต้องกลับก่อนแล้ว ท่านพ่อยังรอข้าอยู่ที่บ้านน่ะ ถ้าให้เขารู้ว่าข้าห่วงเล่นอีก ไม่แน่อาจจะบ่นข้าอีกก็เป็นได้”
โจวหลันหลันทำหน้าตายิ้มแย้ม “เจ้าค่ะ”
หลังจากรอให้พวกคนของคุณหนูเจียงไปกันหมดแล้ว โจวหลันหลันก็จ้องมองฉินจิ่นอย่างเคียดแค้น “อย่าหาว่าข้าไม่เตือนล่ะ วันดีของเจ้ามาถึงแล้วล่ะ”
“จะวันดีหรือไม่ดี ก็ไม่ได้อยู่ที่เจ้าพูดสักหน่อย”
ในใจของฉินจิ่นนั้นพอจะเดาออกแล้ว ว่าโจวหลันหลันเห็นตัวเองได้ดีไม่ได้
……
ตอนที่คุณหนูเจียงกลับถึงบ้าน นายท่านเจียงก็กำลังอ่านหนังสือในห้องหนังสืออยู่
“ท่านพ่อ พ่อดูสิ” คุณหนูเจียงกางฝ่ามือออก ในฝ่ามือนั้นมีเค้กดอกอบเชยหนึ่งชิ้นอยู่
“เค้กดอกอบเชย เจ้าเอามาจากที่ไหน” นายท่านเจียงแปลกใจเล็กน้อย
“โจวหลันหลันภรรยาของเถ้าแก่จ้าวให้ข้ามาเจ้าค่ะ ครั้งก่อนวันที่มีอาการแพ้ข้าก็กินเค้กดอกอบเชยของนาง” คุณหนูเจียงพูดอธิบาย “ขนแกะของแม่นางฉินนั้นข้าจับตั้งแต่อยู่ที่บ้านจางแล้วเจ้าค่ะ แต่หลังจากกลับบ้านแล้วก็ไม่ได้แพ้อะไร”
ตอนนี้นายท่านเจียงถึงจะนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวของตัวเองนั้นแพ้ดอกอบเชย สังเกตเจอตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะฉะนั้นเลยกำชับแต่แรกว่าในอาหารนั้นห้ามใช้ดอกอบเชย คนในบ้านต่างก็ระวังกันหมด แต่โจวหลันหลัน ที่ส่งเค้กดอกอบเชยมาให้อย่างเงียบๆ
นึกถึงตอนนี้นายท่านเจียงก็เข้าใจแล้ว คนทั้งเมืองนี้ต่างก็รู้กันหมด ว่าโจวหลันหลันไม่ถูกกับฉินจิ่น ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่นางใช้เรื่องที่ลูกสาวตัวเองแพ้ดอกอบเชย มาวางแผนเพื่อทำร้ายฉินจิ่นนั้น มันเกินไปมากจริงๆ
นายท่านเจียงนั่งอยู่ห้องโถง แล้วก็เรียกคนมา “ตอนนี้แม่นางฉินอยู่ที่ไหนรึ”
“เมื่อกี้ตอนอยู่นอกร้าน ยังให้ถุงหอมกับข้าอยู่เลยเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังอยู่รึเปล่า” คุณหนูเจียงตอบ
“รีบไปเร็ว ไปตามตัวแม่นางฉินมา”
ตอนนั้น ฉินจิ่นกำลังเดินสำรวจอยู่แถวๆบ้านเจียง ได้ยินว่านายท่านเจียงคนนี้นั้นดีมาก เพราะฉะนั้นนางเลยเดาว่าถ้านายท่านเจียงรู้ความจริงแล้วต้องส่งคนมาตามหาตัวเองแน่นอน
พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีคนกลุ่มนึงออกมาจากบ้านพอดี เห็นฉินจิ่นอยู่ทางนี้ก็พุ่งมาทันที
“แม่นางฉิน นายท่านของเราให้มาเชิญไป”
พอถึงบ้านแล้ว นายท่านเจียงเห็นฉินจิ่นก็เข้าต้อนรับทันที “โทษทีนะ แม่นาง เป็นเพราะข้าวู่วามเกินไป เลยทำให้แม่นางต้องได้รับความเจ็บปวด”
“มิกล้าหรอกเจ้าค่ะ นายท่านเจียงก็ถูกหลอกเหมือนกัน”
“เอาแบบนี้ ที่แม่นางยังมีผ้าพันคอกับถุงมืออีกเท่าไหร่”
ฉินจิ่นนับไว้ในใจตั้งแต่แรกแล้ว “ผ้าพันคอกับถุงมือทั้งหมดสิบห้าชุดเจ้าค่ะ
“อื้ม” นายท่านเจียงลูบเคราแล้วพูดว่า “เอาแบบนี้แล้วกัน เจ้าขายให้ข้าทั้งหมด เจ้าลองดูว่าสามตำลึงพอรึไม่”
นี่มันเยอะเกินไปรึเปล่า ในใจฉินจิ่นนั้นคิดคำนวณอยู่นาน สูงกว่าราคาตลาดมาก
“แม่นางฉินไม่ต้องรู้สึกว่าไม่ดีนะ เป็นความผิดของข้าแต่แรกอยู่แล้ว” นายท่านเจียงคิดๆแล้วพูดขึ้นอีก “พรุ่งนี้เจ้าไปขายที่เดิมของเจ้านะ เดี๋ยวข้าไปซื้อที่นั่นดีกว่า”
ในใจของฉินจิ่นดีใจจนดอกไม้แทบบาน สามตำลึง มันเยอะมากจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองรวยแล้ว
วันนั้น ฉินจิ่นนั้นมาวางของขายแต่เช้าตรู่ แต่ครอบครัวเจียงนั้นมาเช้ากว่านางซะอีก เห็นฉินจิ่นเอาของมาเยอะขนาดนี้ก็รีบเข้ามาช่วยฉินจิ่นถือ แล้วก็ช่วยวางแผงลอยด้วย “เรื่องแค่นี้ต้องถึงมือแม่นางฉินที่ไหนกัน สั่งกำกับพวกเราก็พอจ้ะ”
รอให้ของทุกอย่างวางหมดแล้ว ก็มีคนกลุ่มนึงมามุงรอบๆ “เห้อ ทำไมเจ้ายังมาขายที่นี่อยู่อีก ของของเจ้ามันทำให้คนตายได้นะ”
“ใช่ ทำไมท่านยังกล้าซื้ออยู่อีกล่ะ”
นายท่านเจียงกระแอมหนึ่งที เพื่อสื่อให้ทุกคนสงบลง “ทุกคนฟังข้า ลูกสาวข้าไม่เป็นอะไร แค่แพ้เท่านั้น”
“ก็ยังแพ้ผ้าพันคอนี้อยู่ไม่ใช่รึ”
“ลูกสาวของข้าแพ้ดอกอบเชย วันนั้นโจวหลันหลันภรรยาเถ้าแก่จ้าวส่งเค้กดอกอบเชยมาให้ลูกสาวข้า แล้วโจวหลันหลันนั้นไม่ถูกกันกับฉินจิ่นมานานแล้ว เลยใช้วิธีนี้ทำร้ายแม่นางฉิน จากนั้นก็จงใจเผยแพร่ออกมา ก็เพราะอยากจะให้ทุกคนไม่ซื้อของของแม่นางฉินอีก”
ทุกคนยังคงสงสัย “ของนี้ไม่เป็นไรจริงๆรึ”
“ข้าผู้นำตระกูลเจียงขอรับรองกับทุกคนว่า ของของแม่นางชิ้นนี้นั้นไม่มีปัญหาแน่นอน”
นายท่านเจียงชี้แจงและประกาศให้ทุกคนทราบถึงความจริง ทุกคนจึงเลิกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้เป็นโจวหลันหลันทั้งหมดที่บอกว่าคุณหนูบ้านเจียงเป็นอะไร วันนี้นายท่านเจียงบอกว่าไม่เป็นอะไรก็คงจะไม่เป็นอะไร
วันนั้นนอกจากจะขายผ้าพันคอที่ตกลงกับนายท่านเจียงไปแล้ว แล้วก็ขายผ้าพันคอและถุงมือที่ตัวเองเอามาอีกจนเกลี้ยง ได้เงินสามตำลึงสองก้วน ทำเอาฉินจิ่นดีใจสุดๆ
พอนายท่านเจียงรู้ว่าโจวหลันหลันกล้าใช้ลูกสาวตัวเองในการแก้แค้นฉินจิ่นแล้ว เขาก็ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับร้านของเถ้าแก่จ้าวทันที
“เจ้าดูเรื่องดีที่เจ้าทำสิ” เถ้าแก่จ้าวโยนสมุดบัญชีลงตรงหน้าโจวหลันหลัน
“อยู่ๆ เจ้าไปหาเรื่องฉินจิ่นทำไม จบแล้วล่ะ บ้านเจียงไม่ทำธุรกิจกับเราต่อแล้ว”
จบตอน
Comments
Post a Comment