system ep21-30

บทที่ 21: ใครๆก็มองหน้าเขา


“ท่าน” โจวหลันหลันลุกขึ้นแล้วดึกชายเสื้อของเถ้าแก่จ้าว “เป็นเพราะฉินจิ่นผู้หญิงเลวนั่นหาเรื่องข้าก่อนต่างหาก มันรังแกข้า”


“เจ้ายังกล้าโกหกข้าอีกอยู่รึ” เถ้าแก่จ้าวเกลียดการที่คนอื่นโกหกตัวเอง “นายท่านเจียงบอกความจริงออกมาหมดแล้ว”


“นายท่าน ข้าไม่กล้าแล้ว ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”


“เจ้าไสหัวไปอยู่อีกฝั่งซะ” เถ้าแก่จ้าวผลักโจวหลันหลันไปอีกฝั่งแล้วพูดว่า “เอากระดาษกับพู่กันมา ข้าจะหย่ากับเจ้า”


โจวหลันหลันได้ยินคำนี้แล้ว ในใจก็กลัวขึ้นทันที รีบวิ่งเข้าไปเกาะชายเสื้อของเถ้าแก่จ้าว ร้องไห้แล้วพูดว่า “นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าอีกแล้ว”


เถ้าแก่จ้าวก้มหัวลงแล้วเห็นโจวหลันหลันกำลังร้องห่มร้องไห้ขอความสงสารให้กับตัวเอง ก็อดไม่ได้ที่ใจจะคล้อยตาม


“นายท่าน ข้าไม่กล้าอีกแล้วจริงๆ”


“จริงรึ”


โจวหลันหลันฟังแล้ว ตอนนี้เถ้าแก่จ้าวก็ใจอ่อนแล้ว รีบก้มหน้าแกล้งทำเป็นร้องไห้ฟูมฟายทันที “จริงเจ้าค่ะ ต่อไปถ้านายท่านบอกอะไร ข้าจะไม่ฝ่าฝืนคำพูดของนายท่านแล้วเจ้าค่ะ”


ถึงแม้โจวหลันหลันจะพูดจาน่าฟัง แต่พอเถ้าแก่จ้าวนึกถึงเรื่องทำธุรกิจกับบ้านเจียงแล้วก็ยังโมโหอยู่


“นายท่าน……” โจวหลันหลันยังพูดไม่ทันจบ ก็สลบลงพื้นไปแล้ว


เถ้าแก่จ้าวเห็นแล้วก็ร้อนรน รีบไปพยุงโจวหลันหลันขึ้นทันที “หลันหลัน เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”


โจวหลันหลันค่อยๆหรี่ตา เห็นเขากังวลขนาดนี้ ก็รู้ว่าการที่ตัวเองแกล้งสลบแบบนี้นั้นใช้ได้ผล แล้วตอนนั้น โจวหลันหลันก็ค่อยๆลืมตาขึ้น พร้อมกับน้ำตาที่ร้องไห้แล้วพูดว่า “ข้าแค่กลัวว่านายท่านจะไล่ข้าไป”


เถ้าแก่จ้าวถอนหายใจ “ไม่เฆี่ยนเจ้าแล้ว แต่ว่าเจ้าต้องกักตัวอยู่ที่บ้านสองเดือน ถ้าไม่มีคำสั่งจากข้าห้ามออกจากบ้าน”


“อื้ม ข้าจะเชื่อฟังนายท่านเจ้าค่ะ” ตอนนั้นขอแค่ไม่เฆี่ยนตัวเอง โจวหลันหลันก็ตอบตกลงได้หมด

……


“ตอนนี้ต้องรีบทำนาฤดูใบไม้ผลิ ปีนึงก็ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างเท่าไหร่”


“ใช่แล้วล่ะ แล้วนี่ที่ดินบ้านใครล่ะ”


“บ้านขุนนางจางน่ะ แน่นอนว่าถ้ารวย ก็สามารถจ้างคนอื่นมาทำได้ ใครจะไปเหมือนเราล่ะ”


ผู้หญิงสามคนพูดคุยกันแล้วเดินผ่านทุ่งนา เห็นเว่ยเหยียนถิงและเว่ยเหยียนซิ่นกำลังทำนาอยู่


“นี่คือพี่สี่บ้านเว่ยหนิ” มองออกว่าหนึ่งในนั้นคือเว่ยเหยียนซิ่น แต่พอเห็นชายรูปงามที่จมูกสูงโด่งแล้วก็หน้าตาหล่อวัวตายควายล้ม แล้วก็เสียสติไปทันที


นี่คือใคร ในเมืองยังมีคนที่หล่อขนาดนี้อยู่อีกรึ


อีกคนถามขึ้น “นี่คือใครน่ะ ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยล่ะ”


“นี่คือเว่ยเหยียนถิง พี่ชายข้า”


ทั้งสามสาวอึ้งจนปิดปากไม่ได้ นี่คือไอ้ขี้เหร่ก่อนหน้านี้รึ ทำไมแค่แป๊บเดียวถึงได้หล่อขึ้นขนาดนี้


“เจ้าคือเว่ยเหยียนถิงจริงๆรึ”


“ใช่”


พอได้ยินเสียงนี้ ผู้หญิงทั้งสามถึงจะเชื่อว่านี่คือเว่ยเหยียนถิง ก็คือเว่ยเหยียนถิงที่เป็นชายหน้าตาขี้เหร่ในเมื่อก่อน


“นี่ ทำไมเจ้าถึงได้หล่อขึ้นขนาดนี้ล่ะ”


เว่ยเหยียนไม่ยอมบอกว่าพวกนางว่าฉินจิ่นเป็นคนรักษาให้ตัวเอง กลัวว่าจะเอาเรื่องปวดหัวให้ฉินจิ่นโดยไม่จำเป็น หลายวันนี้ฉินจิ่นยุ่งกับการถักผ้าพันคอแทบจะไฟลุก ถ้าเกิดเอาเรื่องนี้ไปให้ฉินจิ่นปวดหัวอีก งั้นตัวเองก็คงใจบาปเกินไปแล้ว


พวกนางทั้งสามเห็นเว่ยเหยียนถิงไม่พูดไม่จาแล้ว ก็ไม่ได้ถามอีก


“พวกเจ้าสองคนทำงานกันต่อเถอะ พวกเราขอตัวกลับก่อน”


“จ้ะ”


ทั้งสามหันหลังไป แล้วก็เริ่มหารือกัน “คนนั้นคือเว่ยเหยียนถิงจริงๆรึ ทำไมถึงหล่อขึ้นขนาดนั้นล่ะ”


“ใช่ ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยสักนิด ถ้าข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน ข้ายังนึกว่าเขาหน้าตาแบบนี้มาตลอดเลย”


พูดกันตลอดทาง แล้วทั้งสามก็กลับบ้านไป


ไม่นาน คนทั้งเมืองก็รู้กันหมดว่าไอ้ขี้เหร่ของตระกูลเว่ยนั้นหล่อแล้ว

……


หลายเดือนที่ผ่านมา ฉินจิ่นรีบจนไม่มีเวลาปลีกตัวออกมาได้ ทั้งทำยา ทั้งถุงมือผ้าพันคอที่ขายดีขึ้นเรื่อยๆ ถุงหอมก็ยิ่งเป็นที่ต้องการจนต้องแย่งกันก็ยอม เว่ยเหยียนถิงที่ทำนาเสร็จแล้วก็กลับมาอยู่บ้านก็ได้ช่วยฉินจิ่น ฐานะทางบ้านก็ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย ก็ถือว่าพอมีเงินเก็บบ้างแล้ว


“อาจิ่น เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่รึ” เว่ยเหยียนถิงเห็นฉินจิ่นกำลังมองเหม่อไปที่แผ่นหลังของเสี่ยวซีเลยถามว่า “เสี่ยวซีโตขึ้นเยอะมาก เจ้าไม่ต้องห่วงเขามากหรอก”


“พี่ถิงจ๊ะ ข้าจำได้ว่าวันเกิดของเสี่ยวซีใกล้จะถึงแล้วนะ”


พอเตือนแบบนี้ เว่ยเหยียนถิงถึงจะนึกเรื่องนี้ขึ้นได้ โทษตัวเองที่ขี้หลงขี้ลืม ลืมเรื่องแบบนี้ไปได้ยังไง


“ใช่แล้ว น่าจะอีกสามวันถัดไป”


“พี่ถิง ข้าอยากจะทำของอร่อยให้เขากินน่ะ ฉลองวันเกิดให้เขาหน่อย”


เว่ยเหยียนถิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ พวกเราฟังเจ้าทุกอย่าง”


ฉินจิ่นยิ้มให้เว่ยเหยียนถิง ถึงแม้ว่าเรื่องทะลุมิตินั้นจะเป็นเรื่องไม่คาดคิด แต่การที่ได้สามีที่หล่อแบบนี้ก็ไม่แย่เหมือนกัน


สามเดือนถัดมา ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงมาส่งยาที่ร้านขายยาพอดี ตอนนี้ยาทานั้นกลายเป็นของสัญลักษณ์ของร้านขายยาไปแล้ว พอเถ้าแก่หวูเห็นว่าพวกเขามา ก็รีบมาต้อนรับ พูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มว่า


“อ้าว นี่ไม่ใช่สามีเว่ยของแม่นางฉินรึ ไม่เจอกันนานเลย”


คนงานก็เห็นเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นจากไกลๆ ก็รีบเอาชาปี้หลัวชวนไปชงทันที


ตอนนี้เว่ยเหยียนถิงนั้นมากับฉินจิ่นเป็นประจำ ไม่ได้มีความขี้ขลาดและดูถูกตัวเองเหมือนครั้งแรกที่มาที่ร้าน ยิ่งไปกว่านั้นหน้าก็ได้ฉินจิ่นรักษาจนหายดีแล้ว


“หลายวันก่อน ท่านสามีเว่ยมา ข้าไม่ได้อยู่ร้าน ได้ยินคนงานบอกว่าหน้าของท่านเว่ยหายดีแล้ว ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อ มาวันนี้ก็เป็นแบบนั้นจริงๆด้วย” เถ้าแก่หวูตั้งใจมองหน้าของเว่ยเหยียนถิง ไม่เชื่อจริงๆว่าเขาเคยเป็นไอ้ขี้เหร่นั่นมาก่อน ถ้าไม่ใช่เพราะฉินจิ่นเรียกว่าพี่ถิงมาตลอด เขาไม่มีทางเชื่อแน่นอนว่านั่นคือเว่ยเหยียนถิงที่เคยมาร้านตัวเองเมื่อก่อนหน้านี้


เว่ยเหยียนถิงได้ยินคำนี้แล้ว ก็มองฉินจิ่นอย่างประหม่า ทั้งหมดเป็นเพราะนางมีความสามารถ ฉลาด หน้าของตัวเองถึงดีได้เร็วแบบนี้ และกลายเป็นหน้าที่หล่อเหลาแบบนี้


ฉินจิ่นก็ยิ้มให้กับเว่ยเหยียนถิง จากนั้นก็พูดกับเถ้าแก่หวูอีกว่า “ที่มาครั้งนี้นั้นข้าตั้งใจจะมาส่งยาโดยเฉพาะน่ะ”


“โธ่ แม่นางฉิน ดูเจ้าพูดสิ จะกล้าให้เจ้ามาส่งได้ยังไงล่ะ ถ้างั้นวันหลังกำหนดสักวันนึง เดี๋ยวข้าให้คนงานของข้าไปเอามาก็ได้แล้วล่ะ เป็นการรบกวนให้เจ้าต้องมาอีก”


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เรากำลังจะไปเดินเล่นพอดี แล้วก็ยังได้ขายถุงหอมด้วย”


“โอ้ เป็นความคิดที่ดี”


ฉินจิ่นล้วงยาออกมาสิบสองขวด หกขวดเป็นยาทาภายนอก อีกห้าขวดเป็นยาแก้ท้องร่วง อีกขวดนึงนั้นเป็นยาแก้ไข้


“นี่เจ้าค่ะ ขวดละยี่สิบเหวิน” เถ้าแก่หวูรู้ว่าผู้หญิงคนนี้นั้นเก่งมาก ถ้าจะกดราคาจริงๆนั้น เขาไม่มีปัญญาอยู่แล้ว


“แน่นอน” ฉินจิ่นได้ตกลงราคากับเถ้าแก่หวูไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ยังไงก็ไม่เปลี่ยนง่ายๆ ไม่งั้นเดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าตัวเองนั้นทำธุรกิจแล้วพูดจากลับกลอกเอาได้


“ขวดละยี่สิบเหวิน ทั้งหมดสองก้วนสี่สิบเหวิน แม่นางฉินลองนับดู”


“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ เถ้าแก่หวูนั้นเชื่อใจได้”


เพิ่งออกจากร้าน เว่ยเหยียนถิงก็ถามว่า “อาจิ่น ตอนนี้เราจะซื้ออะไรไปฉลองวันเกิดของเสี่ยวซีกันดีล่ะ”


“ขาหมู ครั้งก่อนข้าได้ยินเสี่ยวซีพูดถึงอยู่ครั้งนึง”


“ได้จ้ะ”


ทั้งสองพุ่งไปที่ตลาดสด แล้วหยุดที่พ่อค้าขายเนื้อ


“พี่หวัง มีขาหมูหรือไม่ เอาให้ข้าหนึ่งขาจ้ะ”


พ่อค้านั้นนามสกุลหวัง เป็นคนที่ซื่อสัตย์คนหนึ่ง ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่ขีดเดียว


บทที่ 22: อยากจะสัมผัส


“ได้” พี่หวังชั่งบนเครื่องชั่งอย่างรวดเร็ว แล้วใส่ถุง “ทั้งหมดสี่สิบเหวิน”


ฉินจิ่นเพิ่งจะจ่ายเงินไป ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งมาพูดกับเว่ยเหยียนถิงว่า “นี่ไม่ใช่พี่เว่ยหรอกรึ หล่อจังเลย”


ฉินจิ่นหันไปแล้วก็เห็นหญิงสาวยิ้มให้กับเว่ยเหยียนถิง นางถอนหายใจเงียบๆ เข้าใจแล้วว่าดาราในสมัยนี้นั้นทำไมถึงโดนคนตามเยอะขนาดนั้น ช่วยไม่ได้ หล่อเกินไปแล้ว


“ข้าอยากจะจับจริงๆเลย”


เพิ่งจะพูดจบ หญิงสาวคนนั้นก็เอามือขึ้นมาจะจับหน้าของเว่ยเหยียนถิง เว่ยเหยียนถิงรู้ตัวเลยถอยหลังไปหนึ่งก้าว ฉินจิ่นเลยควงไปที่แขนของเว่ยเหยียนถิงแล้วพูดว่า


“จะจับก็กลับไปจับของสามีเจ้าโน่น เรื่องอะไรถึงต้องมาจับสามีคนอื่น” นางยกถุงขาหมูขึ้นมาแล้วเขย่า “เจ้าน่ะแตกต่างจากขาหมูนี้ก็ตรงที่ ขาหมูนี้น่ะจืด แต่เจ้าน่ะเค็ม”


“เจ้าหมายความว่ายังไง”


ฉินจิ่นขี้เกียจที่จะสนใจนาง เลยควงแขนของเว่ยเหยียนถิงแล้วพูดว่า


“พี่ถิง เรากลับกันเถอะ”


“จ้ะ อาจิ่นว่ายังไงก็ว่าอย่างงั้น” เว่ยเหยียนถิงนั้นรักฉินจิ่นคนเดียวอยู่แล้ว


ระหว่างทางกลับบ้าน ฉินจิ่นก็อดบ่นไม่ได้ นี่มันคนอะไรกัน เห็นว่าคนอื่นหน้าตาดีหน่อยก็มาเกาะแกะกัน


“พี่สาว พี่เขย” เสี่ยวซีรอพวกเขาอยู่ที่หน้าประตูทุกครั้ง เห็นขาหมูในมือของฉินจิ่นแล้ว ตาก็เป็นประกายทันทีเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นเห็นท่าทางที่เขายิ้มแบบนี้แล้ว ก็แสดงว่าวันนี้ไม่ได้ซื้อมาผิด


“เสี่ยวซี ไปเล่นเถอะ” เว่ยเหยียนถิงโค้งเอวลงแล้วลูบหัวของเสี่ยวซี “พี่เขยจะทำของอร่อยให้เจ้ากิน”


เสี่ยวซีตอบกลับแล้วก็กลับไปเล่น ฉินจิ่นเตรียมล้างขาหมู เว่ยเหยียนถิงกลับคว้าไปที่ชายเสื้อแล้วบอกว่า “ไม่ต้องหรอก เจ้าก็อยู่เฉยๆ เดี๋ยวข้าทำเองก็พอ”


เว่ยเหยียนถิงไม่ให้ฉินจิ่นทำงานเลยสักนิด ตัวเองเหมาคนเดียวหมด


“หอมจังเลย” เสี่ยวซีได้กลิ่นก็รีบเข้ามา เห็นว่าบนโต๊ะมีขาหมูจานใหญ่จานนึงแล้วก็กับข้าวที่ปกติแล้วตัวเองชอบกินอยู่ “วันนี้เป็นวันอะไรเหรอขอรับ ถึงได้กินของอร่อยเยอะแบบนี้”


ฉินจิ่นวางถ้วยและตะเกียบเสร็จก็พูดว่า “เสี่ยวซี วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้า”


เสี่ยวซีนั่งอยู่ข้างโต๊ะ แล้วจู่ๆก็อยากร้องไห้ “เมื่อก่อนพี่สาวไม่เคยจำวันเกิดของข้าได้เลย”


เห้อ พี่สาวร่างเดิมคนนี้นั้นไม่ได้เรื่องเอาซะเลย


เว่ยเหยียนถิงคีบเนื้อชิ้นนึงแล้ววางลงไปในถ้วยของเสี่ยวซีแล้วพูดว่า “ฉลองวันเกิด จะร้องไห้อะไรกัน กินเยอะๆสิถึงจะถูก”


“นั่นสิ กินเยอะๆหน่อย” ฉินจิ่นพูดเสริม


เสี่ยวซีนั้นชอบกินเนื้อตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แล้วตอนนี้ก็เป็นขาหมูที่ตัวเองชอบกินด้วย กินแล้วก็หยุดไม่ได้เลย


หลังจากที่อิ่มแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ไปล้างจาน จนวันนี้นั้นฉินจิ่นไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง จากนั้นฉินจิ่นก็บอกให้เสี่ยวซีเข้านอนเร็วหน่อย


“ขอรับ” เสี่ยวซีถอดเสื้อออกแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงเล็ก


ฉินจิ่นก็เหนื่อยเล็กน้อย พอหลังจากอาบน้ำอาบท่าแล้ว นางก็ขึ้นนอนไปบนเตียง


จู่ๆก็มีมือมาวางไว้ที่เอวนางอย่างไม่รู้ตัว ตามด้วยกอดตัวเองไว้ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นเว่ยเหยียนถิง


เขากระซิบไปที่ข้างหูของฉินจิ่นเบาๆว่า “ยอดรัก”


“หืม” ฉินจิ่นตอบรับ รู้สึกถึงความร้อนในตัวของเว่ยเหยียนถิง แล้วพูดว่า “ยอดรัก ตอนนี้ยังไม่ได้จ้ะ”


ถึงแม้วันนี้จะมีเงินเก็บแล้ว แต่ก็ยังไม่มาก ยังเอาไว้ให้เสี่ยวซีเรียนหนังสือไม่ได้เลย


“พี่รู้ พี่กอดเจ้าไว้ก็พอ”


ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉินจิ่นก็หลับตาลง ค่อยๆเข้าไปในความฝัน


ฉินจิ่นเหมือนได้ยินเสียงดังขึ้นตอนกลางคืน แต่นึกว่าตัวเองฝันอยู่ เลยไม่ได้ใส่ใจ


พอตื่นเช้ามา ก็เห็นว่าข้างหน้าต่างของตัวเองนั้นมีผ้าเช็ดหน้าอยู่ผืนหนึ่ง ตอนที่เก็บขึ้นมานั้นก็ยังคงมีกลิ่นหอมอยู่เล็กน้อย พอเปิดออกมา ข้างบนนั้นมีนกเป็ดน้ำปักอยู่


“เป็นอะไรไปล่ะ อาจิ่น” เว่ยเหยียนถิงมองดูฉินจิ่นที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างไม่พูดไม่จา ก็เลยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ


ฉินจิ่นไม่ได้ตอบคำถาม เลยทำให้เว่นเหยียนถิงรู้สึกแปลกๆไปอีก เลยเดินไปข้างๆฉินจิ่นแล้วถาม “อาจิ่น เจ้าไม่สบายรึเปล่า”


ฉินจิ่นลุกขึ้นยืนแล้วเอาผ้าเช็ดหน้ายัดเข้าไปในมือของเว่ยเหยียนถิงแล้วพูดว่า “ของที่คนอื่นให้พี่มา พี่เก็บไว้ดีๆเถอะ”


แน่นอนว่านี่เป็นคำพูดที่โกรธ เว่ยเหยียนถิงก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เปิดผ้าเช็ดหน้าออกก็เห็นเป็นนกเป็ดน้ำสองตัว ก็อดหน้าแดงไม่ได้ แล้วก็โยนทิ้งไปอีกทางทันที


 “สาบานต่อหน้าเทวดาฟ้าดิน พี่ไม่รู้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น อาจิ่น เจ้าอย่าโกรธเลย”


ฉินจิ่นตอบอื้มไปเสียงนึง แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่คิดว่าใครกันแน่ที่โยนผ้าเช็ดหน้านี้เข้ามา


วันนั้นทั้งวัน สีหน้าของฉินจิ่นนั้นไม่ได้ดีเลย หน้าหม่นหมองอยู่ตลอด และในตอนที่ฉินจิ่นเก็บเสื้อผ้านั้น เสี่ยวซีก็แอบถามเว่ยเหยียนถิงว่า “พี่เขย พี่สาวเป็นอะไรรึ ทำไมดูแล้วเหมือนไม่ค่อยมีความสุขเลย”


เว่ยเหยียนถิงส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”


“พวกเจ้าสองคนพูดอะไรลับหลังข้าน่ะ” ฉินจิ่นเข้ามาก็เห็นทั้งสองทำกำลังซุบซิบกันข้างหูดูมีพิรุธ


“ไม่มีจ้ะไม่มีจ้ะ ไม่ได้พูดอะไรเลยจ้ะ” ทั้งสองส่ายหัวพร้อมกันทันทีเหมือนกับของเล่นป๋องแป๋ง


ในตอนกลางคืน เว่ยเหยียนถิงหลับตา ดูแล้วเหมือนจะหลับแล้ว แต่ฉินจิ่นกลับทำยังไงก็นอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง นึกถึงผ้าเช็ดหน้าตอนเช้าแล้วรู้สึกปวดใจ


ผ่านไปไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังขึ้น ในแสงจันทร์ มองดูหน้าต่างมีผ้าเช็ดหน้าตกลงมาผืนหนึ่งอีกแล้ว ฉินจิ่นลงจากเตียงด้วยความทนไม่ได้ วิ่งออกไป ดูว่าใครกันแน่ที่มาสารภาพรักกับเว่ยเหยียนถิงอยู่เรื่อย


พอออกจากบ้านมาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ระยะห่างไม่ใกล้นัก ฉินจิ่นมองไม่เห็นหน้าของนาง “เจ้าคือใคร ไม่หลับไม่นอนเอาของโยนเข้ามาในบ้านข้าดึกๆดื่นๆ”


ผู้หญิงคนนั้นไม่คิดว่าจู่ๆฉินจิ่นจะวิ่งออกมา ตกใจจนพูดอะไรไม่ออกแล้วก็วิ่งหนีไป


ฉินจิ่นยืนอยู่หน้าประตู โมโหสุดๆ นี่มันเรื่องอะไรกันเห็นสามีคนอื่นหล่อก็มาโยนผ้าเช็ดหน้าดึกๆดื่นๆ


“อาจิ่น เจ้าเป็นอะไรไป” เว่ยเหยียนถิงไม่ได้นอนหลับ เมื่อกี้นั้นแค่แกล้งหลับอยู่ตลอด ฟังเสียงฉินจิ่นพลิกตัวไปมา สุดท้ายพอฉินจิ่นออกบ้าน เขาก็แอบตามมาด้วย แล้วก็ดูนางไล่ผู้หญิงคนนั้นไป


“ไม่ได้เป็นอะไร สบายดีมาก” ฉินจิ่นนั้นไม่ได้หันหน้ามามองเว่ยเหยียนถิง เพียงแค่กำลังคิดว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร ในเมืองนี้ยังมีคนแบบนั้นอยู่อีกกี่คน สิ่งที่เว่ยจวนพูดเมื่อครั้งที่แล้วคงไม่ได้จะเกิดขึ้นจริงหรอกนะ


“อาจิ่น เจ้าหึงแล้ว” นี่ไม่ใช่การถามของเว่ยเหยียนถิง แต่เป็นคำยืนยัน


“พูดไปเรื่อย ข้าเปล่าสักหน่อย” ฉินจิ่นโต้แย้งกับจิตใต้สำนึกอยู่


“งั้นเจ้าโกรธอะไรอยู่ล่ะ” ในตอนที่พูดคำนี้ เว่ยเหยียนถิงก็กอดเอวของฉินจิ่นไว้ ฉินจิ่นไม่ได้ขัดขืน แต่ดูเหมือนจะเคยชินด้วยซ้ำ


ฉินจิ่นก็กำลังคิดปัญหานี้อยู่ว่า ใช่แล้วข้าโมโหทำไม ข้าหึงจริงๆเหรอเนี่ย


“อาจิ่น เจ้าหึงจริงๆด้วย” เว่ยเหยียนถิงยิ่งมั่นใจไปอีก


“งั้นข้าหึงแล้วจะทำไมล่ะ” ฉินจิ่นยอมรับแล้ว “ข้าไม่ชอบเลยที่พวกนางโยนผ้าเช็ดหน้ามาในบ้าน”


เว่ยเหยียนถิงยิ่งล้วงยิ่งลึกเข้าไปเรื่อยๆ ความร้อนตอนที่พูดรดไปบนหูของฉินจิ่น ก็รู้สึกจักจี้ “ถึงจะมีน้ำรั่วยาวสามพันลี้  พี่ก็ตักดื่มเพียงจอกเดียว พวกนางชอบพี่แล้วยังไงกัน พี่รักเจ้าแค่คนเดียว” 


บทที่ 23: มีแต่คนเร่งอยู่ทุกที่


คำสารภาพที่มาแบบกะทันหันนั้นทำให้ฉินจิ่นถึงกับหน้าแดง แล้วเว่ยเหยียนถิงก็พูดต่ออีกว่า “อาจิ่น เราผ่านอะไรด้วยกันมาตั้งเยอะ เจ้าไม่เหมือนกับพวกนางอยู่แล้ว ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าหรอก”


ดวงตาของฉินจิ่นก็แดงขึ้นทันที มีใครบ้างที่ไม่เคยได้ยินคำพูดหวานๆแบบนี้ แต่ฉินจิ่นกลับกล้ายืนยันว่าที่เว่ยเหยียนถิงพูดนั้นเป็นเรื่องจริงแน่นอน เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เป็นคำพูดที่ล้ำค่าแบบนั้น เป็นความคิดของคนที่จะรักกันชั่วนิรันดร์


คิดอยู่แบบนี้ จนฉินจิ่นอยากจะร้องไห้ออกมาแล้วจริงๆ


เว่ยเหยียนถิงก็รู้สึกได้ เลยรีบไปตรงหน้าของฉินจิ่น เช็ดน้ำตาของนางให้แห้ง แล้วพูดว่า


“ทำไมอยู่ดีๆถึงร้องไห้ล่ะ อย่าร้องเลย”


“อื้ม” ฉินจิ่นตอบกลับ เงยหน้าขึ้นมองเว่ยเหยียนถิง กะพริบตาประหนึ่งดวงดาว


เว่ยเหยียนถิงก็หลงใหลในทันที จับใบหน้าของฉินจิ่นไว้ แล้วค่อยๆจูบลงไป ขยับไปมา จากที่มีประสบการณ์จากครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เว่ยเหยียนถิงก็ไม่ได้ใช้แรงขนาดนั้นแล้ว อ่อนโยนเหมือนน้ำไหลเลยทีเดียว


ตี๊ดตี๊ดตี๊ด……


แล้วในหัวก็มีเสียงดังขึ้นตามกฎเกณฑ์ “ชาร์จพลังงานสำเร็จ ระบบได้รับการพลังงานสองเปอร์เซ็นต์”


ฉินจิ่นทำอะไรไม่ถูก ทำไมต้องเตือนตอนนี้ด้วย นี่มันก่อกวนชัดๆ


เสียงในหัวเพิ่งจะจบลง ก็ได้ยินเสียงของเสี่ยวซี “พี่สาว พี่เขย พวกพี่อยู่ที่ไหนกัน”


เสียงของเสี่ยวซีมีเสียงร้องไห้และกลัวอยู่ด้วย คงจะคิดว่าเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นไม่เอาเขาแล้ว


เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นรีบแยกออกจากกัน แล้วฉินจิ่นก็รีบพูดขึ้นว่า “เสี่ยวซี พวกเราอยู่นี่”


เสี่ยวซีรีบวิ่งออกมาจากบ้าน ตกใจจนหน้าขาวซีดไปหมด แล้วพูดว่า “พี่สาว พี่เขย ข้าคิดว่าพวกพี่จะทิ้งข้าแล้ว”


“ได้ยังไงล่ะ” ฉินจิ่นโน้มตัวลูบไปที่หัวของเสี่ยวซีแล้วพูดว่า “ข้าจะทิ้งเจ้าได้ยังไงล่ะ”


“พี่สาว ทำไมหน้าพี่ถึงแดงจังล่ะ” เสี่ยวซีถามอย่างสงสัย “ปากก็แดงขนาดนี้ด้วย”


ฉินจิ่นหันไปมองเว่ยเหยียนถิงอย่างประหม่า โทษเว่ยเหยียนถิงทั้งนั้นที่ลงแรงมากเกินไป จากนั้นก็จับมือเสี่ยวซีกลับเข้าไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“เป็นเด็กอย่าถามคำถามพวกนั้นเลย เชื่อฟังแล้วนอนหลับดีๆเถอะ”

……


วันรุ่งขึ้น เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นก็กลับไปเยี่ยมบ้านตระกูลเว่ย


“ท่านพ่อ ท่านแม่” เว่ยเหยียนถิงเห็นแม่ของตัวเองยืนอยู่ที่หน้าประตู ก็ตะโกนเรียกดังลั่น


หญิงชราเว่ยเห็นเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นกลับมาแล้วจากไกลๆเลยยิ้มขึ้น “ลูกรอง ลูกสะใภ้ พวกเจ้ากลับมาแล้วรึ”


แล้วก็เห็นพวกเขาถือของเยอะแยะในมือเลยเข้าบ้านไปเรียกเว่ยจวนและเว่ยเหยียนซิ่นออกมา ให้ไปช่วยถือของ


“ไม่เห็นจะหนักเลย ไม่ต้องใช้คนถือเยอะขนาดนี้ก็ได้เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นยิ้มแล้วบอกว่า


“แม่ย่าเกรงใจเกินไปแล้ว”


เว่ยจวนรับของจากในมือของฉินจิ่น หัวเราะแล้วพูดว่า “แม่กลัวพี่จะเหนื่อยน่ะจ้ะ”


“ไม่เห็นจะหนักเลย ทุกครั้งก็ส่งมาแบบนี้”


เว่ยจวนมีความคิดของเด็กผู้หญิงอยู่เลยถามแกล้งฉินจิ่นว่า “พี่สะใภ้รอง ท่านแม่กำลังคิดว่า อยากให้พี่มีเจ้าอ้วนตัวน้อยเร็วๆหน่อย เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้เลยมอบให้เป็นหน้าที่ของพวกเราน่ะ”


ฉินจิ่นอึ้งไปสักพัก แล้วก็นึกถึงคำสารภาพเมื่อคืนนี้ของเว่ยเหยียนถิง เลยหน้าแดงขึ้นอีก


เว่ยจวนเห็นท่าทางแบบนี้ของฉินจิ่นแล้ว เลยยิ้มแล้วบอกว่า “เอ๋ นี่ข้าพูดถูกแล้วใช่ไหมเนี่ย”


“อย่าพูดไปเรื่อย” ตอนแรกเว่ยเหยียนถิงไม่อยากจะเข้าร่วมบทสนทนานี้ แต่เห็นฉินจิ่นหน้าแดงจนเป็นแบบนั้น ถึงได้ช่วยนาง


“แม่บอกให้เจ้ามาเอาผัก ทำไมชักช้า มือเท้าช้าขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ”


หญิงชราเว่ยอยู่ข้างๆ และฟังทั้งสองสามคนพูดคุยกันอยู่ตลอด รอให้เว่ยเหยียนถิงพูดจบแล้วก็บอกว่า “ลูกสะใภ้รอง เรื่องนี้ที่พวกเจ้าจะมีลูกกันเมื่อไหร่นั้น มันก็เรื่องของพวกเจ้าสองคน เร่งไม่ได้หรอก แต่เจ้าดูทุกวันนี้สิ ฐานะทางบ้านก็ดีขึ้นแล้ว มีลูกสักคนก็คงจะไม่มีปัญหาหรอก”


ฉินจิ่นเขินอายจนหน้าแดงทันที ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้ยังไงดี หญิงชราเว่ยกลับอยู่อีกฝั่งนึงทำงานไปด้วยและพูดไปด้วยว่า


“แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน เด็กน่ะ รู้แล้วว่าน่ารำคาญ แต่พอเวลาผ่านไป ก็จะดีเอง ลูกสะใภ้รอง เจ้าฟังข้านะ คนต่างบอกกันว่ามีลูกจะช่วยชะลอความแก่ เจ้ามีลูกเร็วหน่อย พอลูกโตขึ้นหน่อย ต่อไปก็จะได้มีคนสืบทอดไว้”


“ลูกสะใภ้รอง เด็กน่ะ……”


หญิงชราเว่ยยังพูดไม่ทันจบ เว่ยเหยียนถิงก็ตัดบทซะก่อน “ท่านแม่ เว่ยจวนไม่รู้ว่าจะเอาผักไว้ยังไง กำลังเรียกท่านอยู่เลย”


“ผักนั้นจะวางยังไงก็รอก่อน ตอนนี้ที่พูดคือเรื่องมีลูกของเจ้ากับสะใภ้รอง” หญิงชราเว่ยไม่ได้ดูความตั้งใจที่เว่ยเหยียนถิงตั้งใจจะตัดบทของนาง แล้วก็ถามต่อว่า “เรื่องลูกน่ะ……”


เว่ยเหยียนถิงก็ตัดบทนางอีก “ท่านแม่ เรื่องลูกน่ะไม่ต้องรีบมีหรอก ถึงฐานะที่บ้านจะดีขึ้นหน่อย แต่เสี่ยวซียังต้องเข้าเรียน ถ้ามีลูกอีกคน ข้ากับอาจิ่นคงรับมือไม่ไหวน่ะ”


ได้ยินเว่ยเหยียนถิงพูดแบบนี้แล้ว หญิงชราเว่ยก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก การสนทนาจึงจบลง


“งั้นข้าไปดูผักนั่นก่อนนะว่าจะวางยังไง”


หน้าที่แดงของฉินจิ่นถึงได้ลดลงนิดหน่อย


เว่ยเหยียนถิงถือโอกาสในตอนที่ไม่มีคนบีบเบาๆไปที่มือของฉินจิ่น “อาจิ่น อย่าสนใจคำพูดของท่านแม่เลย เจ้าอยากจะมีเมื่อไหร่เราค่อยมีก็ได้นะ”


ถึงแม้ว่าฉินจิ่นไม่ได้แสดงออกบนหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกขอบคุณเว่ยเหยียนถิงมาก เว่ยเหยียนถิงตามใจนางแบบนี้ แม้แต่เรื่องที่มีลูกนี้ก็ยังให้นางเป็นคนกำหนด มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ทำให้นางรักเขามากขึ้น


“พี่รอง พี่สะใภ้รอง” เป็นเพราะหญิงชราเว่ยรู้สึกประหม่า เลยให้เว่ยจวนออกมาบอกว่า “แม่บอกว่าให้อยู่ทานข้าวเที่ยงด้วยกันจ้ะ”


“ไม่ล่ะจ้ะ” ฉินจิ่นพูดจะปฏิเสธ


“ไม่ อะไรกันล่ะจ๊ะ” เว่ยจวนคล้องไปที่แขนของฉินจิ่นทำที แล้วก็พูดด้วยท่าทางสนิทสนมว่า “แม่บอกว่าให้อยู่ก็อยู่สิ ทุกครั้งที่กลับมานั้นซื้อผักมาเยอะขนาดนี้ จนที่บ้านยังกินไม่หมดกันเลย”


“ใช่แล้ว ลูกรอง สะใภ้รอง อยู่กินข้าวด้วยกันเถอะ” ชายชราเว่ยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความคิดที่อยากพวกเขาอยู่กินข้าวนั้นพูดจากใจจริง


“ก็ได้จ้ะ” ฉินจิ่นตอบรับ ยังดีที่ตื่นมาทำอาหารเผื่อไว้ให้เสี่ยวซีแล้ว เลยคิดว่ายังไงเขาก็ไม่อด


“แต่จะว่าไป ทำไมทุกครั้งที่พวกเจ้ามาถึงไม่พาเสี่ยวซีมาด้วยสักครั้งเลยล่ะ”


เว่ยจวนเลยบอกว่า “กลับมาครั้งหน้าก็พาเสี่ยวซีมาด้วยสิจ๊ะ ทิ้งเขาไว้คนเดียวทุกครั้งแบบนั้นคงเหงาแย่เลย”


“เว่ยจวนพูดถูกนะ” ในตอนนี้นางเว่ยก็เดินออกจากบ้านมาพูดว่า “ปล่อยให้เขาอยู่บ้านคนเดียวทำไมล่ะ พาเขามาด้วยสิ เรามากินข้าวด้วยกัน”


“เจ้าค่ะ” ด้วยความที่ปฏิเสธได้ยาก และฉินจิ่นก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง เลยทำได้แค่ตอบตกลงไป


ในขณะที่พูด ก็ได้ยินเสียงดังมาจากไกลๆว่า “พี่เว่ย พี่สาวเว่ย”


สายตาของหญิงชราเว่ยนั้นไม่ค่อยดีนัก อยู่ไกลเกินไป และเพราะตอนนั้นตระกูลเว่ยนั้นยากจน เลยไม่มีใครไปมาหาสู่กับตระกูลเว่ย เลยดูไม่ออกจริงๆว่านั่นคือใคร ฟังเสียงแล้วคุ้นมาก แต่ก็นึกไม่ออก


“คือแม่สื่อเจิ้งเจ้าค่ะ” เว่ยจวนนั้นดูออกตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น “คู่สามีภรรยาในหมู่บ้านนี้ต่างเป็นปากนี้ที่พูดให้ทั้งนั้น ได้ยินมาว่า” สิ่งที่นางพูดนั้นดีกว่าพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์ซะอีก ยืนยันได้ว่าเป็นการแต่งงานที่มีความสุขแน่นอน


หญิงชราเว่ยเห็นเว่ยจวนพูดแบบนี้แล้ว ก็รู้แล้วว่าคือใคร แต่ในใจกลับรู้สึกว่าไม่ใช่เสมอไป ลูกชายคนรองของตัวเองนั้นนางก็ไม่ได้เป็นคนหาคู่ให้สักหน่อย แต่ก็ได้ภรรยาที่ทั้งรู้เรื่องและฉลาดขนาดนี้มาได้ ต่อให้คนอื่นจะวิงวอนก็คงไม่ได้มาหรอก


บทที่ 24: บ้านหลังที่สองคือบ้าอะไรละเนี่ย


เห็นแม่สื่อเจิ้งเดินมาถึงตรงนี้แล้ว หญิงชราเว่ยก็ยิ้ม “น้องเจิ้งมาแล้ว เข้ามานั่งในบ้านก่อนสิจ๊ะ”


แม่สื่อเจิ้งยิ้มแล้วจับที่มือหญิงชราเว่ยแล้วพูดว่า “ไม่เจอกันนานแล้ว ข้าดูแล้วราศีของเจ้าดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนว่าจะมีเรื่องน่ายินดีเข้ามาใกล้แล้ว”


เว่ยจวนเสิร์ฟชาไปแก้วนึง จริงๆก็ไม่รู้ว่าเป็นชาตั้งแต่ปีไหนแล้ว ยังไงก็อยู่ใต้ก้นกล่องมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ก็เป็นชาที่เก่าแล้วก็แก่มาก ทำให้มีรสฝาดหน่อยๆ


แต่พอแม่สื่อเจิ้งดื่มไปอึกนึง ก็พูดว่า “ชานี้ใช้ได้นะ กลิ่นหอมดี”


หรือเป็นเพราะชมคนอยู่ตลอด วันนี้เลยพูดชมออกมาได้ทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้นใกล้ๆแค่นี้ก็คงไม่จำเป็นต้องให้นางมาหาคู่ให้หรอก


หลังจากพูดเรื่อยเปื่อยไปแล้ว แม่สื่อเจิ้งก็วางถ้วยชาลง แล้วพูดว่า “ดูความจำข้าสิ ห่วงแต่จะดื่มชา จนลืมเรื่องหลักไปเลย ครั้งนี้ที่ข้ามาน่ะ ก็ได้รับมอบหมายให้มาเป็นแม่สื่อให้กับลูกชายของตระกูลเจ้า”


หญิงชราเว่ยมองดูเว่ยเหยียนซิ่นที่ยืนอยู่อีกฝั่ง ตอนนี้เขาก็อายุไม่น้อยแล้ว ควรจะแต่งงานตั้งนานแล้ว แต่เพียงแค่ที่บ้านนั้นไม่มีเงิน ละแวกบ้านนั้น มีใครยอมแต่งบ้างล่ะ ไปๆมาๆก็เลยล่าช้าไป ตอนนี้พอนึกแล้ว ในใจของหญิงชราเว่ยนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมา


“ตาแก่” หญิงชราเว่ยตะโกนเข้าไปในห้อง “เจ้ารีบมาเร็ว รีบมา มีคนมาบอกคู่ให้แล้ว”


แน่นอนว่าชายชราเว่ยก็ดีใจมาก ลูกชายคนเล็กของตัวเองเป็นฝั่งเป็นฝานั้นดีกว่าอะไรทุกอย่าง


“เป็นคนแบบไหนรึ”


ถึงแม้ตอนนี้พวกเขาพึ่งฉินจิ่นเลยสุขสบายขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่พวกเขาจะเลือกคนอื่นได้ แต่ยังไงก็ต้องถามสักหน่อยว่าเป็นคนอย่างไร อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนดี เป็นคนขยัน ถ้าต่อไปไม่มีทางที่จะรวยได้ ก็ทำงานจิปาถะไปกับฉินจิ่นได้ไม่เป็นปัญหา


“โอ้โห ข้าจะบอกให้นะ ว่าคนนี้น่ะสุดยอด” แม่สื่อเจิ้งก็จับมือหญิงชราเว่ยใหม่อีกครั้ง


“บ้านมีที่ดินมากมาย มีคนงานนับไม่ถ้วน ครั้งแรกที่ข้าไปบ้านของนาง บ้านใหญ่โตจนข้ายังวนไม่ครบรอบเลยล่ะ ก็เป็นคนใช้ที่พาข้าไปหานาง เอ๊ะ จะว่ายังไงดี หรือเป็นเพราะคนอย่างข้าน่ะไม่เคยเห็นโลกที่กว้างแบบนี้มาก่อน”


“เจ้าก็ว่าไป ในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน เจ้าน่ะเห็นโลกกว้างมาเยอะที่สุดแล้วล่ะ” ถึงหญิงชราเว่ยจะพูดแบบนี้ แต่ในใจกลับคิดว่า ตระกูลนี้ร่ำรวยขนาดนี้ ทำไมถึงสนใจเว่ยเหยียนซิ่นได้ล่ะ หรือว่าจะให้ไปเป็นลูกเขยที่โดนโขกสับ จะเป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด


“พี่สาวเว่ย ต่อไปน่ะ เจ้าคงมีประสบการณ์ดีกว่าข้าแล้วล่ะ”


“แม่สื่อเจิ้ง คนอื่นจะสนใจลูกชายข้าจริงๆรึ” หญิงชราเว่ยถามอย่างไม่วางใจ แม้แต่ฉินจิ่นและเว่ยจวนต่างก็พากันสงสัยเช่นกัน


“ไม่หรอกจ้ะ” แม่สื่อเจิ้งตอบมาทันที เอาผ้าเช็ดหน้าที่แขวนอยู่ที่ตัวขึ้นมาปิดปากแล้วหัวเราะ “แน่นอนว่า คนแบบนี้น่ะก็ไม่ได้ดีหมดซะทุกอย่าง ก็ต้องมีจุดที่ไม่ดีบ้าง”


หญิงชราเว่ยได้ยินคำพูดนี้แล้วก็วางใจหน่อย ถ้าดีหมดทุกอย่างนี่สิ ถึงจะแปลก


“มีอะไรไม่ดีรึ”


“หญิงสาวคนนั้นน่ะเป็นม่าย”


พอหญิงชราเว่ยได้ยินคำพูดนี้แล้ว ก็ไม่มีเสียงเลยทันที หันไปมองหน้าชายชราเว่ยอย่างว่างเปล่า


แม่สื่อเจิ้งเห็นปฏิกิริยาแล้วก็รีบพูดขึ้นอีกว่า “ข้ารู้ ว่าตระกูลของพวกเจ้าเป็นตระกูลบริสุทธิ์ ไม่ชอบคนแบบนั้น แต่ว่าพี่จ๊ะ ฟังคำแนะนำของข้าหน่อยนะ ใครบ้างที่ไม่อยากจะมีชีวิตที่ดีต่อไปเรื่อยๆ เจ้าดูตระกูลที่ใหญ่โตของนางสิ ต่อไปก็ต้องมีคนเลี้ยงดู แต่งกับคนแบบนี้ไปเลยไม่ดีรึ”


“เจ้าก็ยังไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้ ถ้าตามที่ข้าคิด ลักษณะผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้ต่างจากลูกสาวและลูกสะใภ้ของบ้านเจ้าหรอก มีลูกก็ต้องหน้าตาดีแน่นอน”


“แล้วทำไมถึงเป็นม่ายได้ล่ะ” หญิงชราเว่ยถาม


“โธ่ เจ้าน่ะไม่รู้อะไร” แม่สื่อเจิ้งพูดถึงตรงนี้ก็แทบจะหลั่งน้ำตาแล้ว


“นางก็เป็นผู้หญิงที่มีชีวิตอาภัพคนหนึ่ง ยังไม่ทันได้แต่งงาน ผัวก็จมน้ำตายก่อนแล้ว เจ้าว่านี่มันเรียกว่าเรื่องอะไรดีกันล่ะ”


ถ้าเป็นแบบนั้น นี่ก็เป็นคนที่ร่างกายบริสุทธิ์คนหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ค่อยน่าฟัง แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้แต่งงานจนถึงตอนนี้


หญิงชราเว่ยมองชายชราเว่ยแล้วพูดว่า “ตาแก่ เจ้าว่าเรื่องนี้ควรทำยังไงดี”


ชายชราเว่ยฟังคำพูดเมื่อกี้แล้ว ก็เห็นว่าลูกชายของตัวเองก็โตแล้ว เลยพยักหน้าแล้วบอกว่า “เรื่องแต่งงานนี้ ข้าว่าก็ดี”


แม่สื่อเจิ้งยิ้มร่าเริง ไม่รู้ว่านางได้ค่าตอบแทนจากการจับคู่ครั้งนี้ไปเท่าไหร่ ถึงได้ยิ้มจนเป็นแบบนี้ “ถึงแม้ว่าการจับคู่จะลงเอยด้วยดี ทั้งคำสั่งของพ่อแม่ คำพูดของแม่สื่อ แต่ก็ต้องถามความยินยอมของแม่นางฉินด้วยว่าคิดยังไง”


จู่ๆ ฉินจิ่นก็ได้ยินแม่สื่อเรียกตัวเอง ก็รู้สึกแปลกๆ “ทำไมต้องถามข้าด้วยล่ะจ๊ะ” ทั้งๆที่ตัวเองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย


“จะหาบ้านหลังที่สองให้กับสามีของเจ้า แน่นอนว่าต้องถามความเห็นของเจ้าก่อนสิ” แม่สื่อเจิ้งพูดอย่างตรงไปตรงมา


“อะไรนะ” นอกจากแม่สื่อเจิ้งแล้ว ทุกคนต่างถูกทำให้ตะลึงกันไปหมด


“เจ้ามาจับคู่ให้กับเว่ยเหยียนถิงหรอกรึ” ให้ตายฉินจิ่นก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ นางมาจับคู่ให้เว่ยเหยียนถิง มีหญิงม่ายที่ร่ำรวยจะมาเป็นเมียอีกคนให้สามีนางแล้วจริงๆด้วย เหมือนฝันของตัวเองในวันนั้นไม่มีผิด


พอฉินจิ่นรู้ตัวก็หันไปมองเว่ยเหยียนถิง จากนั้นก็มองไปที่ชายชราเว่ยและหญิงชราเว่ย


“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไม่รับเมียรองจ้ะ”


หน้าของแม่สื่อเจิ้งเปลี่ยนทันที แล้วพูดว่า “พูดมาได้ยังไงกัน ผู้ชายสามเมียสี่นางบำเรอก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่รึ”


เว่ยเหยียนถิงก็ไม่ได้แก้ต่าง แล้วพูดว่า “ตามนั้นแหละขอรับ ยังไงก็ไม่รับ”


ฉินจิ่นได้ยินคำพูดนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย


เว่ยเหยียนถิงยกมือซ้ายขึ้นสาบาน “ทั้งชีวิตนี้ข้าจะรักแค่ฉินจิ่นคนเดียว แต่งงานกับฉินจิ่นแค่คนเดียว ถ้าผิดคำพูดขอให้ไม่ตายดี”


“พูดบ้าอะไรกัน”


ทุกคนต่างก็พากันพูดคำนี้ แล้วหญิงชราเว่ยก็บอกอีกว่า “เจ้าไม่ยอมก็ไม่มีใครบังคับให้เจ้าแต่ง แล้วเจ้าก็ไม่ต้องสาบานหนักขนาดนี้ก็ได้”


คำสาบานในสมัยก่อนนั้นสำคัญมาก ทุกคนต่างเชื่อกันหมด


“เรื่องไม่ตายดีแบบนี้นึกจะพูดก็พูดได้ยังไงล่ะ” หญิงชราเว่ยพูด


“ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ ข้าไม่ผิดคำสาบานหรอก ต่อไปข้าจะไม่เป็นอะไรแน่นอน” เว่ยเหยียนถิงจับไปที่มือของหญิงชราเว่ย


ฉินจิ่นเห็นเว่ยเหยียนถิงจริงจังแบบนั้นแล้ว ในใจก็เกิดความปลาบปลื้มขึ้น ซาบซึ้งจนอีกนิดแทบจะร้องไห้ออกมา


หญิงชราเว่ยหันไปมองแม่สื่อเจิ้งแล้วพูดว่า “เด็กมันไม่ยอมมีบ้านหลังที่สอง พวกเราก็ช่วยไม่ได้ พูดคำสาบานที่แรงขนาดนี้ เราก็ไม่กล้าที่จะไปขวางเขา”


“แต่ว่า……”


แม่สื่อเจิ้งยังอยากจะพูดอีกสองสามคำ เว่ยเหยียนถิงเลยตัดคำพูดของนาง “แม่สื่อเจิ้ง เชิญท่านกลับไปเถอะ ยังไงข้าก็จะไม่มีบ้านหลังที่สอง”


แม่สื่อเจิ้งได้ยินแล้วก็แสยะยิ้มให้กับเว่ยเหยียนถิงแล้วพูดว่า


“ดี เจ้าจะต้องเสียดายทีหลังแน่นอน”


พอแม่สื่อเจิ้งกลับไปแล้ว หญิงชราเว่ยเลยเรียกให้ทุกคนมากินข้าว


ในขณะที่อยู่บนโต๊ะอาหารนั้น เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นก็นั่งอยู่ด้วยกัน เว่ยเหยียนถิงแอบจับไปที่มือของฉินจิ่นอยู่ตรงใต้โต๊ะ เหมือนว่าจะให้นางวางใจว่าตัวเองไม่มีทางไปแต่งงานกับคนอื่นแน่นอน


พอทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว เสี่ยวซีกำลังนั่งนับมดอยู่หน้าประตู และวันนี้ฉินจิ่นอารมณ์ดี เลยนั่งลงไปนับมดกับเสี่ยวชีด้วย พอนึกย้อนกลับไปถึงท่าทางที่ทำให้ซาบซึ้งแบบนั้นแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ จนถึงตอนที่กินข้าวในตอนกลางคืนก็ยังคงยิ้มจนปากจะฉีกอยู่แล้ว


“พี่เขย มีเรื่องอะไรถึงทำให้พี่สาวดีใจขนาดนี้” เสี่ยวซีถือถ้วยข้าวแล้วแอบถามเว่ยเหยียนถิง


บทที่ 25: สร้างบ้านใหม่อย่างมีความสุข


“เป็นเด็กก็กินผักเยอะๆหน่อย อย่าถามเยอะเลย” ปากของเว่ยเหยียนถิงนั้นบอกว่ากินผักเยอะๆหน่อย แต่กลับคีบเนื้อมาให้เสี่ยวซีชิ้นนึง เสี่ยวซีมองเข้าไปในถ้วย วันนี้แต่ละคนเป็นอะไรไปกันแน่


กลางดึก ฉินจิ่นให้เสี่ยวซีเข้านอนเร็วหน่อย แล้วตัวเองก็นอนบนเตียงเร็วเหมือนกัน เพียงแค่นึกถึงเรื่องเมื่อกลางวันของวันนี้ ฉินจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ


ตอนที่อยู่ในโลกปัจจุบันนางก็เคยได้ยินคำสาบานแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน ผู้ชายพวกนั้นคำพูดแต่ละคนก็เป็นเพียงลมปาก เวลาพูดแล้วก็ดูเท่มาก แต่ฉินจิ่นก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ที่มีความสุขแล้วก็จริงจังแบบนั้น


“คิดอะไรอยู่ล่ะ ถึงได้มีความสุขขนาดนั้น” ไม่รู้ว่าเว่ยเหยียนถิงขึ้นมาบนเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่


“ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย” ฉินจิ่นไม่ได้บอกเว่ยเหยียนถิง กลัวว่าเขาจะหลงตัวเอง


เว่ยเหยียนถิงโอบไปที่เอวของฉินจิ่น แล้วพูดว่า “กำลังคิดถึงคำพูดที่ข้าพูดเมื่อตอนกลางวันอยู่ใช่ไหมล่ะ”


ในเมื่อเขาพูดออกมาแล้ว ฉินจิ่นก็ไม่ได้ปิดบัง แล้วถามว่า “ตอนนั้นที่ท่านพี่พูดน่ะ จริงรึเปล่า”


“จริงแน่นอนอยู่แล้วสิ” เว่ยเหยียนถิงพูด “ข้าสาบานด้วยชีวิตของข้าเอง”


“อื้ม” คำสาบานนั้นช่างเป็นสิ่งที่แปลกจริงๆ


เว่ยเหยียนถิงกอดแน่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วถามนางว่า “อาจิ่น แล้วเจ้าล่ะ เจ้าคิดว่ายังไง”


ฉินจิ่นคิดยังไง นางพูดเสียงเบามากว่า “ข้าหึงท่านซะขนาดนั้น ท่านว่าข้าคิดยังไงล่ะ”


เว่ยเหยียนถิงหัวเราะเบาๆ ค่อยๆหอมไปที่ผมของฉินจิ่น แล้วเผลอไปโดนคอของฉินจิ่นแบบไม่ได้ตั้งใจ ฉินจิ่นหลบแล้วบอกว่า “จักจี้”


ก็เหมือนที่นางบอก ขอแค่ฉินจิ่นไม่ยอม เว่ยเหยียนถิงก็จะไม่บังคับนาง


พอฉินจิ่นพูดว่าจักจี้คำเดียว เว่ยเหยียนถิงก็ไม่ได้ขยับอีก เพียงแค่บอกว่า “อาจิ่น พี่อยากจูบเจ้า จะได้ไหม”


ฉินจิ่นหันหน้าไปมองเว่ยเหยียนถิงที่นอนอยู่ข้างๆตัวเอง จมูกที่สูงโด่งกลายเป็นเงาอยู่ใต้แสงจันทร์


เว่ยเหยียนถิงค่อยๆขยับเข้าใกล้ จากนั้นก็แนบไปที่ริมฝีปากของฉินจิ่น โอบไปที่เอวของนางอย่างเงียบๆ พอฉินจิ่นถอนหายใจเบาๆทีนึง เว่ยเหยียนถิงก็ยิ่งหลงเข้าไปในอารมณ์อีก


“อาจิ่น พี่จะไม่ไปจากเจ้าตลอดไป จะรักเจ้าเพียงคนเดียว”


ฉินจิ่นยังไม่ได้พูดอะไร แต่กลับได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้น เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นนั้นต่างลุกขึ้น นึกว่าตัวเองฟังผิดไป แต่หลังๆมาก็ได้ยินเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นถึงได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้ฟังผิดไป


คือเสียงร้องไห้ของเสี่ยวซี


พอทั้งสองรีบไปถึง เสี่ยวซีก็เข้ามาร้องไห้ในอ้อมกอดของฉินจิ่นอย่างสะอึกสะอื้น ฉินจิ่นรีบเช็ดน้ำตาให้เขา “เป็นอะไรไป”


เสี่ยวซีร้องไห้จนพูดไม่ออก ฉินจิ่นสำรวจดูเสี่ยวซีตั้งแต่หัวจรดเท้าไปรอบนึง เห็นว่าไม่มีรอยแผลอะไร


“เสี่ยวซี เป็นอะไรไป ตกใจใช่ไหม”


เสี่ยวซีร้องไห้แล้วตอบกลับว่า “พี่สาว เมื่อกี้มีของบางอย่างบินเข้ามา ตัวใหญ่มากเลย”


เว่ยเหยียนถิงเดินไปที่ริมหน้าต่าง ก็เห็นว่าหน้าต่างนั้นพังไปแล้ว ก็พูดว่า “หน้าต่างพังแล้ว เมื่อกี้น่าจะมีอะไรเข้ามา”


เสี่ยวซียิ่งร้องไห้เสียงดังไปอีก เว่ยเหยียนถิงก็มองสำรวจไปข้างนอก ตรงมุมกำแพงมีแมวสีขาวอยู่ตัวนึง ก็น่าจะเป็นมัน แมวกระโดดข้ามกำแพงน่ะเก่งสุดๆ อีกอย่างก็อยู่ในภูเขาด้วย แมวป่าเยอะมาก และถึงแม้จะไม่ใช่แมวป่า คนส่วนใหญ่เลยเลี้ยงแมวกัน เพราะในบ้านนั้นมีหนูเยอะ


“ไม่มีอะไรแล้ว คงจะเป็นแมวน่ะ”


ได้ยินเว่ยเหยียนถิงพูดแบบนี้แล้ว ฉินจิ่นกับเสี่ยวซีถึงได้สบายใจขึ้น ฉินจิ่นเลยปลอบเสี่ยวซีว่า “ไม่ร้องไห้แล้วนะ เด็กดี แค่แมวตัวนึงน่ะ ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร”


เสี่ยวซีสะอื้นอยู่นานถึงได้หยุดลง ฉินจิ่นเห็นเสี่ยวซีไม่ได้ร้องไห้แล้ว เลยบอกว่า “ไปกันเถอะ พี่จะพาเจ้าไปล้างหน้า”


ฉินจิ่นพาเสี่ยวซีล้างหน้าอยู่ดีๆ ก็พูดแกล้งให้เขาหัวเราะว่า “ดูเจ้าสิ ร้องไห้เป็นลูกแมวเลย”


“เปล่าสักหน่อย” เสี่ยวซีแย้งว่า “ไม่ได้ร้องไห้เหมือนลูกแมวสักหน่อย ข้าเป็นลูกผู้ชาย”


“จ้ะ ไม่ได้เป็นลูกแมว เป็นลูกผู้ชาย ถ้างั้นวันนี้ลูกผู้ชายก็ไปนอนกับพี่สาว และพี่เขยกันเถอะ” พูดจบ ก็จูงมือเสี่ยวซีกลับไป


พอเสี่ยวซีหายตกใจไปแล้ว ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว


“พี่ถิง พี่นอนรึยัง” ฉินจิ่นลองถามดู


“ยัง”


“บ้านเราเริ่มพังแล้ว พรุ่งนี้เรามาซ่อมแซมกันหน่อยดีไหม” ฉินจิ่นคิดแล้วคิด “เสี่ยวซีต้องมีห้องเป็นของตัวเองแล้ว ต่อไปเราสร้างใหญ่หน่อยน่าจะดีกว่า วันหลังจะได้สะดวกด้วย”


“จ้ะ อาจิ่นเจ้าว่ายังไงก็เป็นอย่างงั้นแหละ” เว่ยเหยียนถิงพูด เขานั้นตามใจฉินจิ่นทุกอย่าง


เว่ยเหยียนถิงก็ค่อยๆหันตัวไปถอนหายใจ “ต้องทำห้องให้เสี่ยวซีแล้วล่ะ”


ไม่รู้ว่าฉินจิ่นคิดผิดไปรึเปล่า แต่หน้าก็แดงขึ้นอีกครั้ง

……


ตอนที่เสี่ยวซีตื่นขึ้นมาในตอนเช้า มีแค่ตัวเองคนเดียวที่นอนอยู่บนเตียง ส่วนเว่ยเหยียนถิงกับฉินจิ่นนั้นต่างก็ตื่นกันหมดแล้ว


“พี่สาว พี่เขย”


“เสี่ยวซีตื่นแล้วหรือจ๊ะ” อาจิ่นยกกับข้าวมาวางบนโต๊ะแล้วพูดว่า “มากินข้าวก่อนสิ”


ตอนเช้ากินโจ๊กกับผัก ผักนั้นอาจิ่นเป็นคนดองเอง สดชื่นกรุบกรอบ


พอกินเสร็จแล้ว เสี่ยวซีก็ช่วยเก็บถ้วยไป มองดูฉินจิ่นดูเหมือนวันนี้นางไม่มีความคิดที่จะออกไปข้างนอก  แบบนี้มันแปลกมาก เพราะน้อยมากที่ฉินจิ่นจะมีวันไหนที่ว่าง ถ้าไม่ไปขายยา ก็ไปทำถุงหอม ไม่ก็ไปเก็บยา


“พี่สาว วันนี้พี่ไม่ไปไหนหรือ”


ฉินจิ่นหัวเราะแล้วตั้งใจแกล้งเสี่ยวซี “ทำไมล่ะ อยากให้พี่ไปขนาดนั้นเลยรึ”


“ไม่ใช่ ไม่ใช่ขอรับ” เสี่ยวซีรีบอธิบาย “ข้าแค่แปลกใจว่าทำไมวันนี้พี่สาวถึงไม่ออกจากบ้าน”


เว่ยเหยียนถิงกลัวว่าถ้าไม่รีบเฉลยความจริง เสี่ยวซีคงจะคิดไปไกล เลยบอกว่า “เมื่อวานหน้าต่างของห้องเจ้าพังแล้วไม่ใช่รึ สองสามวันนี้พวกเราจะซ่อมแซมหน่อย ช่วงนี้พี่สาวเจ้าก็จะอยู่บ้านทั้งวัน”


เสี่ยวซีถึงได้สบายใจขึ้น


บอกจะทำก็ทำเลย เว่ยเหยียนถิงรีบไปตัดไม้ไผ่ ตัดต้นไม้ทันที เสี่ยวซียังเด็ก แน่นอนว่ายังทำอะไรไม่ได้ ฉินจิ่นทนไม่ได้ที่จะมองดูเว่ยเหยียนถิงทำคนเดียว เลยถือขวานอันนึง แล้วก็เริ่มตัดอยู่ทางโน้น


“อาจิ่น” เว่ยเหยียนถิงเห็นฉินจิ่นไปตัดต้นไม้ก็รีบตะโกนทันที “เจ้าไม่ต้องตัดหรอก ให้พี่ตัดก็พอ”


“ไม่เป็นไรจ้ะ ข้าทำได้” พูดแล้ว ฉินจิ่นก็ตัดไม้ต่ออย่างขันแข็ง แต่ก็ไม่ทันขาดคำ นางลงแรงเร็วเกินไป จนง่ามนิ้วมือช้ำแล้วชาไปหมด พอรู้ตัวก็โยนขวานทิ้งไปแล้ว


“ดูเจ้าสิ เจ็บตัวแล้วเห็นไหม” เว่ยเหยียนถิงรีบวิ่งไป ลากมือของฉินจิ่น เห็นง่ามมือนั้นช้ำจนแดงไปหมด เลยทนไม่ได้ที่จะเป็นห่วง


“ที่บ้านยังมียาอยู่รึเปล่า เจ้าทาหน่อยเถอะ แดงหมดแล้ว”


ฉินจิ่นเห็นเว่ยเหยียนถิงเป็นห่วงตัวเองแบบนี้แล้ว ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีมาก ดีจัง เลยพูดขึ้นว่า “นี่ไม่ได้เป็นอะไรหนัก ไม่ต้องทายาก็ได้จ้ะ” ฉินจิ่นนั้นเป็นหมอ รู้ว่านี่แค่เรื่องเล็ก เว่ยเหยียนถิงก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องเล็ก ไม่จำเป็นต้องตกใจอะไร แต่เรื่องที่เกี่ยวกับฉินจิ่นนั้นจะไม่ห่วงได้อย่างไร


“เจ้าอยู่นิ่งๆอีกทางนึงก็พอ งานแบบนี้เดี๋ยวข้าทำเองก็พอแล้ว”


“จ้ะ” ฉินจิ่นมองดูแววตาที่อ่อนโยนเหมือนน้ำของเขาแล้ว ก็ทำได้แค่พูดว่าจ้ะ


นางนั่งอยู่อีกฝั่งดูว่าเสี่ยวซีเล่นอะไร มองดูดินกองนั้นแล้ว ฉินจิ่นก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเสี่ยวซีจะเล่นอะไร เลยถามว่า “เสี่ยวซี เจ้าเล่นอะไรอยู่”


“ปั้นมนุษย์ดินขอรับ”


บทที่ 26: ผู้หญิงคนนี้ไม่ปกติ


เมื่อก่อนฉินจิ่นก็เคยปั้นมนุษย์ดินนั้นมาก่อน ก็เล่นสนุกดี พอได้ยินก็ตื่นเต้น เลยพับแขนเสื้อแล้วพูดว่า “งั้นเจ้าไปเอาน้ำมา เดี๋ยวพี่จะเล่นกับเจ้า”


“เมื่อก่อนพี่สาวไม่เคยเล่นอันนี้กับข้าเลย บอกว่าจะทำให้เสื้อผ้าสกปรก” เสี่ยวซีคิดแล้วพูดว่า


“พี่สาวไม่ค่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”


“ใช่สิ เมื่อก่อนพี่สาวไม่รู้เรื่อง ตอนนี้โตขึ้นหน่อย เลยต้องใส่ใจเจ้ามากขึ้นหน่อยไงล่ะ”


พอพูดจบ ในใจก็แอบบ่นเจ้าของร่างเดิม เป็นพี่สาวประสาอะไรเนี่ย เล่นกับน้องยังกลัวเสื้อผ้าเลอะอีก


“อื้ม” เสี่ยวซีพยักหน้า แล้วก็รีบไปเอามา “พี่สาว หลบไกลๆหน่อย อย่าไปโดนน้ำโคลนล่ะ”


พอเสี่ยวเอาน้ำเทหมดแล้ว ฉินจิ่นก็ยื่นมือลงไป แล้วก็เริ่มนวดดิน


จะปั้นเป็นเว่ยเหยียนถิง ฉินจิ่นคิด  แล้วก็ลงมือทำไป


จริงๆแล้วสมัยก่อนมีทางเลือกดีขนาดนั้นที่ไหนกัน ฉินจิ่นก็ยิ่งไม่มีฝีมือด้วย ปั้นคนได้ไม่ดีขนาดนั้น แค่มองรูปร่างออกว่าคล้ายนิดหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว


“พี่สาว พี่ปั้นอะไรเหรอ”


“แล้วเสี่ยวซี เจ้าปั้นอะไรล่ะ”


“ดูสิจ๊ะ พี่สาว” เสี่ยวซี ยกขึ้นให้ฉินจิ่นดูราวกับเป็นสมบัติ เป็นลิงตัวนึง ซึ่งเหมือนของจริงมาก


“เสี่ยวซี เจ้าปั้นใช้ได้เลยนะ” ฉินจิ่นชมด้วยความจริงใจ เทียบกับที่ตัวเองปั้นเว่ยเหยียนถิงแล้ว ลิงของเสี่ยวซีนั้นประสบความสำเร็จมากจริงๆ แล้วผลงานของตัวเองละ


“พี่สาว ข้าขอดูของพี่หน่อย” เสี่ยวซีชะเง้อหน้ามา พิจารณาอยู่นานก็ยังไม่พูดอะไร


“เจ้าดูออกไหมว่านี่คืออะไร” ฉินจิ่นรู้สึกว่าถึงแม้ตัวเองจะฝีมือไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ดูไม่ออกหรอก มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ


“อื้ม” เสี่ยวซียื่นมือออกมา แล้วเกาไปที่หัวของตัวเอง แต่พอได้เห็นดินในมือตัวเองก็ถอดใจ มองดูอย่างละเอียดแล้วถามว่า “พี่สาว พี่ก็ปั้นลิงตัวนึงเหมือนกันหรือ”


แล้วหน้าของฉินจิ่นก็เปลี่ยนเป็นหม่นหมองไปทันที ถึงแม้ว่าจะพูดหวิดไปหน่อย แต่ก็คงไม่แย่ขนาดนี้หรอกมั้ง ทำลายความมั่นใจของตัวเองไปไม่น้อยเหมือนกัน


แต่พอตั้งใจดูผลงานของเสี่ยวซีแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เสี่ยวซี เจ้าเล่นเองก่อนเถอะ พี่จะไปดูพี่เขยหน่อย”


หาข้ออ้างหนีไป ไม่งั้นหน้าคงไม่มีที่วางแล้วล่ะ


พอล้างมือสะอาดแล้ว ฉินจิ่นก็เดินไปทางเว่ยเหยียนถิง “พี่ถิง”


“อาจิ่น”


เห็นเขาตัดต้นไม้เยอะขนาดนี้แล้ว เว่ยเหยียนถิงนั้นเก่งจริงๆ


“เหนื่อยรึเปล่าจ๊ะ เหนื่อยก็พักก่อน”


“เหนื่อยที่ไหนกัน” เว่ยเหยียนถิงหัวเราะ แล้วเหงื่อก็ไหลลงมาเป็นเม็ดๆเหมือนเม็ดถั่วเหลือง


ฉินจิ่นหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อบนหัวของเว่ยเหยียนถิง หัวเราะแล้วพูดว่า “ยังบอกจะว่าไม่เหนื่อยอีก ดูสิ เหงื่อไหลไปตั้งเท่าไหร่แล้ว”


เวลาผ่านไปในแต่ละวัน งานซ่อมแซมก็ยังคงดำเนินต่อ ตอนที่กินข้าวในวันที่สาม จู่ๆเสี่ยวซีก็ถามขึ้นว่า “พี่สาว พี่เขย ทำไมซ่อมนานขนาดนี้แล้วยังซ่อมไม่เสร็จอีกล่ะ


“เพราะจะทำเป็นห้องข้างๆให้เสี่ยวซีน่ะ เลยช้าไปหน่อย แต่ก็ยังมีเหลืออีกไม่กี่วันก็จะซ่อมเสร็จแล้ว” เว่ยเหยียนถิงตอบ


เสี่ยวซีทำเสียงอ๋อไปทีแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก จนถึงตอนที่กินข้าวเย็นก็ยังไม่พูดอะไรเลยสักคำ


ฉินจิ่นรู้สึกแปลกๆ เลยพูดกับเว่ยเหยียนถิงว่า “พี่ถิง ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเสี่ยวซีไม่มีความสุขเลยล่ะ”


เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า สื่อว่าเห็นด้วย “พี่ก็รู้สึกเหมือนกัน”


เสี่ยวซีเป็นคนที่อ่อนไหวง่ายสุดๆ แล้วก็เป็นคนมีความสุขง่ายด้วย แต่จู่ๆก็รู้สึกไม่มีความสุข


“เสี่ยวซี” ฉินจิ่นมองดูเสี่ยวซีที่กำลังเล่นดินอยู่ แล้วถามว่า “เจ้าเป็นอะไรไป ไม่ดีใจหรอก”


“เปล่าจ้ะเสี่ยวซีไม่ได้ไม่มีความสุขนะ


ฉินจิ่นนั้นแทบจะพูดว่าความรู้สึกของเจ้าแทบจะเขียนอยู่บนหน้าแล้ว ก็เลยถามอย่างอดทนว่า


“แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ล่ะ บอกพี่มาสิ”


“เปล่า ข้าไม่ได้ไม่มีความสุข

......


วันนี้อากาศดี ฉินจิ่นกับเว่ยเหยียนถิงก็ออกไปขายถุงหอม ตรงหัวมุมตลาด ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงก็วางแผงขายของ


“พี่ถิง เอาถุงหอมออกมาหน่อยจ้ะ” ฉินจิ่นพูด


“แม่นาง อันนี้ขายยังไงจ๊ะ”


“เหมือนครั้งที่แล้วเลยจ้ะ อันละยี่สิบเหวิน” ฉินจิ่นหัวเราะ ส่งให้ทั้งสองคนดู “ข้าไม่ค่อยขึ้นราคาหรอกเจ้าค่ะ”


จากการที่ขายดีในครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ยังผ่านไปได้ไม่นาน ถุงหอมก็ใกล้จะขายหมดแล้ว เหลือแค่อันเดียว


“อันนี้เท่าไหร่จ๊ะ” ที่มานั้นคือผู้หญิงคนหนึ่ง คิ้วโก่งหุ่นดี สวยมากๆ


“ยี่สิบเหวิน”


นางหยิบถุงหอมมาก่อนแล้วตั้งใจดู จากนั้นก็ดมอยู่ข้างจมูก “เป็นยาสมุนไพรบางอย่าง ฝีมือดี คุ้มค่ากับราคา” พูดแล้วก็โยนเงินยี่สิบเหวินไปให้


“ผู้หญิงนั้นเป็นคนที่รู้ราคาอยู่แล้ว”


ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้พูดอะไรมาก มองดูเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่น แล้วถามว่า “นี่คือสามีเจ้ารึ”


“ใช่ ข้าเป็นสามีของนาง เว่ยเหยียนถิงแย่งตอบ กลัวฉินจิ่นจะบอกว่าไม่ใช่ แล้วฉินจิ่นก็หันกลับมายิ้มแล้วมองเว่ยเหยียนถิง


ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเว่ยเหยียนถิงจะแย่งตอบ ก็น่าทึ่งเหมือนกัน พอเห็นทั้งสองรักกันแบบนั้นแล้ว ก็กำถุงหอมในมือแน่น


“ข้าได้ยินมาว่าแม่นางฉินนั้นเป็นคนมีความสามารถ ข้าก็ขายเครื่องหอมเหมือนกัน ร้านหลิวเซียงข้างหน้านั้นเป็นร้านข้าเอง แต่ของในร้านนั้นไม่ดีเท่าของแม่นางฉิน แม่นางฉินช่วยแนะนำหน่อยจะได้ไหมจ๊ะ”


ฉินจิ่นอึ้งไป ผู้หญิงคนนี้นั้นดูแล้วไม่น่าคบหา แนะนำอะไรกัน คนค้าขายเหมือนกันก็ไม่ลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นางสามารถเอ่ยปากบอกว่าของฉินจิ่นนั้นดีต่อหน้าผู้คนเยอะขนาดนี้ แล้วตอนนี้ก็ยังยิ้มแล้วบอกให้แนะนำอีก เรื่องมันคงไม่ง่ายแบบนั้นแน่นอน


“ยังมีงานให้ทำอยู่ที่บ้านน่เจ้าค่ะ เกรงว่าจะอยู่นานไม่ได้ เป็นวันอื่นดีไหมเจ้าคะ”


“วันที่นัดกันไม่เท่าวันที่บังเอิญหรอกจ้ะ”


ฉินจิ่นมองดูผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า ในใจคิดว่ายังไงวันนี้คงหนีไม่พ้นแล้ว ตอนแรกคิดว่าจะคิดหากลยุทธ์ชิงหนีก่อนค่อยจัดการนาง แต่พอเห็นนางคนนี้แล้ว คิดว่าไม่ได้แล้วล่ะ


ฉินจิ่นหันกลับไปพูดกับเว่ยเหยียนถิงว่า “พี่ถิง พี่กลับไปก่อนดีกว่าจ้ะเสี่ยวซีอยู่ที่บ้าน ข้าไม่ค่อยวางใจ” สองสามวันนี้เสี่ยวซีดูซึมๆ ฉินจิ่นถามก็ไม่ได้คำตอบ ทำได้แค่อยู่เป็นเพื่อนเขา


“อาจิ่น เดี๋ยวข้ารอเจ้าดีกว่า” เว่ยเหยียนถิงไม่สบายใจที่จะให้ฉินจิ่นอยู่ที่นี่คนเดียว


“ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว พี่กลับไปก่อนเถอะจ้ะ”


ผู้หญิงคนนั้นก็พูดเสริมว่า “เจ้าสบายใจได้ ไม่มีเรื่องอะไรใหญ่โตหรอก แค่แนะนำนิดหน่อยน่ะ ถึงบ้านก่อนเที่ยงแน่นอน”


เว่ยเหยียนถิงยังคงจ้องมองฉินจิ่น ฉินจิ่นจับไปที่มือเขาอย่างช่วยไม่ได้ “ยอดรัก ข้าจะรีบกลับไปนะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”


เว่ยเหยียนถิงถึงได้สบายใจขึ้น พยักหน้าแล้วพูดว่า “งั้นพี่กับเสี่ยวซีจะรอเจ้าด้วยกันนะ”


“จ้ะ”


เห็นท่าทางที่รักใคร่กันแบบนั้นของทั้งสองแล้ว ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกไม่พอใจ ต่อหน้านั้นไม่ได้พูดอะไร แต่กลับลากฉินจิ่นไปแล้ว


“ข้านามสกุลหลิว ชื่อเดี่ยวๆคือเซียง” ในขณะที่พูด ฉินจิ่นก็เห็นบนร้านนั้นมีชื่อหลิวเซียงอยู่ เป็นคำพ้องเสียงนี่เอง


ฉิ่นจิ่นมองไปบนถุงหอม ก็รู้สึกว่าใช้ได้ ถึงแม้ฝีมือจะแย่กว่าเว่ยจวนหน่อย แต่ไม่ถึงกับแย่มาก


“ข้าชงชาอย่างดีไว้ด้วย แม่นางฉินลองมาชิมดูหน่อยสิจ๊ะ”


ฉินจิ่นพิจารณาอยู่นานมาก ทุกที่เต็มไปด้วยคนใช้ แต่ก็ไม่เคยเห็นสามีของนางเลย ช่างแปลกใจจริงๆ


“สามีของแม่นางหลิวออกไปข้างนอกหรือจ๊ะ” 


บทที่ 27: ปล่อยผัวเจ้ามาซะ


“ตายไปแล้ว หลายปีแล้วล่ะ” ตอนที่หลิวเซียงพูดเรื่องพวกนี้ ในตาก็มีน้ำตาอยู่ คิดว่าต้องรักมากแน่ๆ


ฉินจิ่นคิดว่าคนที่มีชีวิตอาภัพเหล่านี้ คนคนนึงต้องรับมือกับธุรกิจครอบครัวก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เลยปลอบใจไปว่า


“เสียใจด้วยนะแม่นางหลิว คนตายแล้วฟื้นใหม่ไม่ได้ แม่นางหลิวดูแลธุรกิจครอบครัวที่ใหญ่โตด้วยตัวคนเดียว ช่างลำบากจริงๆ”


“ไม่ลำบากหรอก ที่ลำบากน่ะคือเจ้า”


ฉินจิ่นไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม หลิวเซียงก็ชวนให้ฉินจิ่นนั่งลง ดันธนบัตรให้กับฉินจิ่น นางดูแล้ว เป็นเงินแบงก์ห้าร้อยตำลึง นี่เป็นเงินที่เยอะมากสำหรับฉินจิ่นในตอนนั้น


“คนชัดเจนไม่พูดจาอ้อมค้อม นี่คือเงินที่ให้เจ้า”


ฉินจิ่นครุ่นคิดว่าหลิวเซียงจะซื้อสูตรถุงหอมจากตัวเองรึเปล่า ช่างใจป้ำจริงๆ


“ไม่ขาย” ฉินจิ่นก็ดันเงินกลับไป


“คิดดีๆล่ะ นี่ไม่ใช่เงินเลขน้อยๆนะ” หลิวเซียงใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดไปที่จมูกแล้วพูด


ยอมรับว่านี่เป็นเงินจำนวนมาก ฉินจิ่นก็ชอบเงิน แล้วก็ไม่ได้สายตาสั้นด้วย


“ข้าว่าแล้วว่า แม่นางฉินคงจะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ข้าต้องการคืออะไร” หลิวเซียงจัดระเบียบเสื้อผ้าราวกับว่ากำลังโทษตัวเองอยู่


“พูดแบบนี้แล้ว เจ้าไม่ได้อยากได้สูตรยารึ” ฉินจิ่นฟังนางพูดแบบนี้แล้ว ก็สบายใจ แต่พอตั้งใจคิดดูทั้งตัวของตัวเองก็ไม่มีของอะไรที่มีค่าขนาดนี้นี่


“งั้นเจ้าอยากได้อะไร”


“ไปจากผัวเจ้าซะ”


“เล่นอะไรกัน” ฉินจิ่นนึกว่าตัวเองฟังผิด นี่คืออะไรกับอะไรเนี่ย กระแสดราม่ายุคปัจจุบันเหรอ แม่ผัวบังคับให้แฟนสาวออกไปจากลูกชายตัวเอง เลยให้เงินห้าร้อยตำลึงไปใบนึง แต่แม่ผัวจริงๆของตัวเองนั้นไม่ได้ไร้สาระ นี่คนอะไรกัน ถึงได้มาโวยวายตรงนี้


“ข้าจะพูดอีกครั้งหนึ่ง ออกไปจากผัวเจ้าซะ” หลิวเซียงเห็นท่าทางที่ฉินจิ่นสงสัยและไม่เข้าใจจึงหงุดหงิด คิดว่าทำไมเว่ยเหยียนถิงถึงได้ชอบผู้หญิงที่โง่ขนาดนี้


ฉินจิ่นก็ยิ่งหงุดหงิด ปกติทำอะไรอยู่ในโลกส่วนตัวก็ถือว่าแล้วกันไป ทำไมวันนี้ยังมีคนมาเถียงกับนางต่อหน้าอยู่อีก


“ทำไมล่ะ” ฉินจิ่นหัวเราะเยือกเย็น “นี่เจ้ายังคิดจะครอบครองบ้านคนอื่นอยู่อีกรึ”


“แน่นอนสิ”


ฉินจิ่นถูกคำตอบนี้ทำให้อึ้งไป การยอมรับสารภาพแบบนั้น มันช่างน่าแปลกจริงๆ


นางตั้งใจพิจารณาคนที่อยู่ตรงหน้า แม่ม่ายสาว รวย เรื่องราวนี้เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมากก่อน


“เจ้าเป็นคนให้แม่สื่อไปบอกคู่ที่บ้านตระกูลเว่ยใช่หรือไม่”


“ข้าเอง ในเมื่อเจ้าไม่อยากให้ข้าเป็นบ้านหลังที่สอง งั้นข้าก็ขอเป็นเมียเอกเลยละกัน”


หลิวเซียงไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรผิดเลยสักนิด ฉินจิ่นนับถือในมุมมองของนางระดับนึงเลยล่ะ ป่าช่างใหญ่โตจริงๆ นกอะไรก็มีไปหมด


“แม่นางหลิว เหมือนว่าเจ้าจะเข้าใจผิดแล้วล่ะ ข้าไม่ได้ห้ามให้เขามีบ้านน้อย เป็นผัวข้าเองต่างหากที่ไม่อยากจะมีบ้านน้อย วันนั้นได้พูดคำสาบานที่หนักหน่วง บอกว่าทั้งชีวิตนี้จะรักข้าแค่คนเดียว จะแต่งงานกับข้าแค่คนเดียว หากฝ่าฝืน ขอให้ตายโหง”


หลิวเซียงโมโหสุดๆ รู้สึกเหมือนจะเคยได้ยินคำสาบานแบบนี้ที่ไหนมาก่อน


“ข้าเป็นเมียของเขา ข้าจะไม่ให้เขาตายโหงแน่นอน เลยทำได้แค่ถอนการจับคู่ครั้งนี้” ฉินจิ่นหัวเราะเยาะ


“ข้าดูท่าทางอย่างเจ้าแล้ว คิดจะรักผัวข้าลึกซึ้ง งั้นเจ้ายอมที่จะให้เขาผิดคำสาบานรึ”


“เจ้า......”


หลิวเซียงรู้สึกว่าตัวเองถูกผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้านี้ดูถูกซะแล้ว พูดจาขึ้นมาทีล่ะเป็นเหตุเป็นผลจริงเชียว


“ขอแนะนำหน่อยนะ อย่าคิดว่าเพราะตัวเองไม่มีผัว เลยคิดจะแย่งผัวคนอื่น สิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้ายังไงก็ไม่ใช่ของเจ้า”


“ลาล่ะ”


หลิวเซียงถูกขวางกั้นจนพูดอะไรไม่ออก แล้วก็มองดูฉินจิ่นเดินออกไป ถึงโมโหก็ทำได้แค่กำผ้าเช็ดหน้าแน่น กัดฟันแล้วพูดว่า “แล้วเจ้าจะต้องเสียใจ”


ตอนที่กลับถึงบ้านนั้น มีเพียงเสี่ยวซีที่เล่นสนุกอยู่คนเดียว ไม่เห็นเว่ยเหยียนถิง


“เสี่ยวซี เจ้าเห็นพี่เขยไหม” ฉินจิ่นถาม


“เมื่อกี้พี่เขยเพิ่งจะกลับมา บอกว่าวันนี้อากาศดี เลยเอาธนูออกไปล่าสัตว์น่ะ” เสี่ยวซีพูดตอบ


ฉินจิ่นได้ยินแล้วก็ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย แต่พอนึกถึงเรื่องวันนี้ ในใจก็รู้สึกไม่สบาย ผู้หญิงอย่างหลิวเซียงนั้นจะทำอะไรกัน ทำไมถึงต้องจับเว่ยเหยียนถิงไม่ปล่อยด้วย


พระอาทิตย์ค่อยๆตกดินแล้ว และฟ้าก็มืดแล้ว ฉินจิ่นก็กำลังจะทำกับข้าว


“อาจิ่น ข้ากลับมาแล้ว”


พอได้ยินเสียงแล้ว ฉินจิ่นก็รีบออกมา บนตัวของเว่ยเหยียนถิงคาดด้วยธนู ในมือนั้นถือไก่ป่าไว้ ฉินจิ่นก็ช่วยเอาธนูออกจากตัวของเว่ยเหยียนถิง แล้วถามว่า “ทำไมอยู่ดีๆถึงไปล่าสัตว์ล่ะจ๊ะ อาหารในบ้านก็พอกินแล้วนี่”


“นี่ไม่ใช่ไก่ป่าของโปรดเจ้ารึ” เว่ยเหยียนถิงพูดถึงตรงนี้แล้ว ก็เอาไก่ป่าในมือเขย่าอย่างได้ใจ


ใช่แล้ว ฉินจิ่นนั้นชอบกินพวกนี้ตั้งแต่ก่อนจะทะลุมิติแล้ว แต่ตอนนั้นที่บอกว่ามีกลิ่นของป่านั้นจริงที่ไหนกัน ไม่จริงทั้งนั้น กินแล้วก็ไม่ได้สมใจเท่าไหร่ มีครั้งหนึ่งที่เว่ยเหยียนถิงเอาไก่ป่ากลับมา ฉินจิ่นกินแล้วก็ชมไม่หยุดเลยทีเดียว


ไม่คิดว่า เว่ยเหยียนถิงนั้นจะเก็บคำพูดของมาใส่ใจด้วย


ข้าวเย็นนั้นเว่ยเหยียนถิงเป็นคนทำ ขอแค่มีเขาอยู่ ฉินจิ่นก็ไม่ต้องทำกับข้าว


“นี่ให้อาจิ่น” ตอนที่กินข้าวนั้น เว่ยเหยียนถิงก็ฉีกขาไก่ข้างหนึ่งใส่ในถ้วยของฉินจิ่น


“อันนี้ให้เสี่ยวซี” จากนั้นก็ฉีกน่องไก่ออกมาใส่ไปในถ้วยของเสี่ยวซี


เสี่ยวซีนั้นชอบกินเนื้อ วันนี้ได้กินแล้วแทบหยุดไม่ได้ ฉินจิ่นมองเว่ยเหยียนถิง แล้วพูดว่า “ท่านพี่ ข้าไม่กินแล้ว ท่านกินเถอะ”


“ข้าไม่กินหรอก เห็นพวกเจ้ากินแล้วข้าก็มีความสุขแล้วล่ะ”


ฉินจิ่นมองเว่ยเหยียนถิง รู้สึกว่าใบหน้านี้สมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติเลยทีเดียว แน่นอนว่า ก็ต้องมีจุดบกพร่องบ้าง แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ไม่มีใครเทียบได้แล้วจริงๆ หล่อมากจริงๆด้วย


คงเป็นเพราะแบบนี้ ถึงทำให้ทุกคนชอบเขาล่ะมั้ง พวกเขาต่างก็ชอบใบหน้านี้กันทั้งนั้น แต่ละคนพอบ้าขึ้นมาก็อย่างกับเป็นติ่ง โดยเฉพาะหลิวเซียงนั่น ยังเป็นติ่งที่มีเงินอีกด้วย


พอนึกขึ้นได้ถึงหลิวเซียง ฉินจิ่นก็รู้สึกหงุดหงิดทันที ผู้หญิงคนนี้อยากจะเอาชนะเกินไป เป็นบ้านน้อยไม่ได้ก็อยากเป็นบ้านเอก แล้วยังเอาเงินออกมาอีกด้วย นางเป็นคนที่เห็นแก่เงินรึไงกัน


“เจ้าเป็นอะไรไป อาจิ่น” เว่ยเหยียนถิงมองฉินจิ่นแล้วถาม


“เปล่าสักหน่อย ข้าสบายดีหนิ”


“เมื่อกี้เจ้าถอนหายใจอยู่ตลอด ใช่หรือไม่เสี่ยวซี” เว่ยเหยียนถิงพูดคนเดียวไม่พอ ยังไปลากเสี่ยวซีมาด้วยอีกคน


น่องไก่ยังอยู่ในปากของเสี่ยวซี เขาจึงพยักหน้าแรงๆ “ใช่ขอรับ พี่สาวถอนหายใจอยู่ตลอด”


ดูแล้วคราวนี้ไม่หาเหตุผลคงจะไม่ได้ “พรุ่งนี้ก็ต้องเอาถุงหอมพวกนั้นไปขายอีก แต่สมุนไพรไม่พอแล้ว อีกไม่กี่วันก็ต้องไปเก็บอีก”


เว่ยเหยียนถิงยังคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แล้วพูดว่า “ครั้งหน้าเดี๋ยวข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า”


“จ้ะ”


“รีบกินน่องไก่เร็ว เดี๋ยวจะเย็นเอา”


“อื้ม” ฉินจิ่นใช้แรงกัดไปคำใหญ่ รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะมีความสุขไปกว่านี้แล้ว หลิวเซียงน่ะไม่ต้องพูดถึงแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรสักหน่อยนี่


ฉินจิ่นก็มั่นใจในตัวเองมากพอเหมือนกัน ต้องจัดการเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน


“เสี่ยวซีก็รีบกินเร็ว เดี๋ยวน่องไก่เย็นแล้วจะไม่อร่อยเอา” เว่ยเหยียนถิงพูดเร่ง


บทที่ 28: ไปไปไป


คราวนี้ฉินจิ่นก็ฉีกปีกไก่ แล้วใส่ลงไปในถ้วยของเว่ยเหยียนถิง “พี่ถิง พี่ก็กินเยอะๆเหมือนกันนะ”


ตอนนี้ฉินจิ่นถึงรู้สึกได้ว่า กินอะไรไม่สำคัญ สำคัญตรงที่คนที่กินด้วย


มีเว่ยเหยียนถิง มีเสี่ยวซี แค่นี้ชีวิตก็ดีมากแล้ว ตัวเองนั้นก็พอใจมากแล้ว


พอวันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นก็เริ่มเก็บของจะเอาถุงหอมไปขาย


“ไม่ต้องให้พี่ไปจริงๆรึ” เว่ยเหยียนถิงถาม


“ไม่ต้องจ้ะ พี่เอาเงินเมื่อวานไปให้บ้านแม่ย่าเถอะ แล้วค่อยเอาถุงหอมที่เว่ยจวนปักเสร็จแล้วกลับมา” ฉินจิ่นพูด


“ข้าคำนวณดูแล้ว เมื่อวานที่ขายได้ก็เป็นเงินที่เว่ยจวนควรได้พอดี แล้วก็ยังมีพวกผักอะไรด้วย พี่ก็เอาไปหน่อยนะ”


เว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่าภรรยาคนนี้ของตัวเองนั้นเก่งและฉลาดรู้เรื่อง ดีกับตัวเอง แล้วก็ดีกับครอบครัวมากๆด้วย


“จ้ะ งั้นเจ้าก็กลับมาเร็วหน่อยนะ”


ฉินจิ่นนั้นขายของมานานขนาดนี้ นอกจากครั้งแรกแล้ว นอกนั้นก็คึกคักมาตลอด ของที่เพิ่งจะเอามานั้นก็ขายหมดเกลี้ยง เป็นที่นิยมมากมาย ฉินจิ่นก็ระวังตัวเองด้วย ในเมื่อยังไงนางก็เป็นคนที่ข้ามมิติมา ของนั้นต่างเป็นของที่ผู้คนไม่เคยเห็น


แต่วันนี้ ที่ฉินจิ่นเอามาคือถุงหอมสิบอัน ถึงตอนนี้แล้ว ก็ยังขายไม่ได้เลยสักอัน


ฉินจิ่นครุ่นคิดอยู่นาน ก็ไม่มีเหตุผลนี่ ตัวเองก็ไม่ได้มาขายเป็นครั้งแรก มีการบอกต่อมีความน่าเชื่อถือ ทำไมถึงขายไม่ออกสักอันล่ะ


วันนี้เป็นวันอัปมงคลเหรอเนี่ย


ฉินจิ่นแทบจะตบหน้าตัวเอง ถึงตอนนี้แล้ว ทำไมยังหาเหตุผลไม่ได้อีก ต้องมีเหตุผลอะไรแน่ๆ แต่ของตัวเองนั้นขายไม่หมด ก็ไม่สะดวกที่จะกลับ เลยทำได้แค่รอแล้วก็ค่อยไปตรวจดู


เวลาใกล้เย็นแล้ว สุดท้ายก็มีสองคนที่มาหน้าร้านของฉินจิ่น กำลังเลือกถุงหอม


ฉินจิ่นมีชีวิตชีวาขึ้นทันที สุดท้ายการค้าขายวันนี้ก็กำลังจะเปิดประเดิมแล้ว


“ท่านวางใจเถิด พวกเราทำใหม่เองหมดเลยเจ้าค่ะ ไม่มีปัญหาแน่นอนเจ้าค่ะ”


“แม่นางฉิน เจ้าขายอันละเท่าไหร่รึ”


“ยังเป็นราคาเดิมอยู่จ้ะ ยี่สิบเหวิน”


คนที่อยู่ข้างๆ ดึงนางแล้วพูดว่า “อย่าซื้อที่นี่เลย ร้านหลิวเซียงก็มี แค่สิบเหวินเอง”


ร้านหลิวเซียงอีกแล้ว หลิวเซียงอีกแล้ว


ฉิ่นจิ่นยืดอกมั่นใจแล้วพูดว่า “ทั้งสองไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ ของข้างนอกนั้นดูเหมือนกัน แต่ของข้าน่ะเป็นถุงยา ข้างในนั้นเป็นยาสมุนไพร ทำให้จิตใจสงบ”


“แม่นางฉิน ทางนั้นก็มองว่าเป็นถุงยาสมุนไพรเหมือนกันนี่จ๊ะ”


“เป็นไปไม่ได้”


ที่ฉินจิ่นกล้าพูดแบบนี้ก็มีเหตุผลเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการปัก หรือว่าสมุนไพรนั้นก็เก็บมาจากภูเขา ถ้าขายแค่สิบเหวินไม่ได้เงินทุนกลับมาแน่นอน


แต่ในเมื่อชีวิตเป็นแบบนี้ ในใจของฉินจิ่นมีความสงสัยเรื่องนึง นับถือจริงๆที่นางสามารถทำออกมาได้ แต่เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะนางไม่มีสูตรยา


ดังนั้น ฉินจิ่นเลยหาเด็กมาคนหนึ่ง ช่วยไปซื้อถุงหอมที่ร้านหลิวเซียงมาให้ตัวเองอันนึง


นั่งอยู่ตรงนั้น แล้วก็แกะถุงหอมออก จริงๆแล้วสมุนไพรในถุงหอมนั้นถูกบดจนกลายเป็นผงไปหมดแล้ว จนมองไม่ออกแล้ว แต่ฉินจิ่นเรียนแพทย์ ตั้งใจดมก็รู้แล้ว


ในเมื่อเหมือนกับตัวเองขนาดนี้ ของตัวเองนั้นไม่ได้มีแค่สมุนไพรที่ทำให้จิตใจสงบ แต่เพราะกลัวว่าจะมีจะมีคนไม่ชอบกลิ่น เลยตั้งใจเพิ่มดอกไม้เป็นพิเศษ


แต่ของหลิวเซียงนี้นั้นไม่แตกต่างอะไรกับของตัวเองสักเท่าไหร่


ได้!  ได้เลยหลิวเซียง ได้เลยร้านหลิวเซียง


ฉินจิ่นนั้นโมโหหลายอย่าง ไม่แปลกที่ตัวเองจะขายไม่ได้ทั้งเช้า ที่แท้ก็ไปร้านหลิวเซียงกันหมดนี่เอง ราคาถูกกว่าตัวเองตั้งเยอะขนาดนั้น หลิวเซียงจงใจไม่ให้ตัวเองมีชีวิตที่ดี


ฉินจิ่นคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าหลิวเซียงมีสูตรยาของตัวเองได้ยังไง แล้วก็เลยคิดว่าหลิวเซียงมีสูตรเป็นของตัวเอง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเหมือนของตัวเองเด๊ะๆ ฉินจิ่นหาทางปลอบใจตัวเองว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญไม่ได้จริงๆ


ฉินจิ่นนอนอยู่บนเตียง ปวดหัวสุดๆ สูตรยามันแพร่ออกไปได้ยังไง


ถ้าสูตรยาของหลิวเซียงนั้นเหมือนสูตรยาของตัวเองจริงๆ งั้นก็เป็นไปได้แค่วิธีเดียวก็คือ มีหนอนบ่อนไส้อยู่


สูตรยาของตัวเองนั้นมีเว่ยจวน นางเว่ยที่รู้ ฉินจิ่นรู้สึกว่าพวกเขานั้นไม่มีทางจะเปิดเผยสูตรยาของตัวเองอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผล ไม่มีแรงจูงใจ


ฉินจิ่นกระเด้งขึ้นจากเตียงทันที เสียงดังจนทำให้เสี่ยวชีที่เล่นสนุกอยู่ข้างนอกนั้นตกใจ


“พี่สาว พี่เป็นอะไรขอรับ”


ฉินจิ่นส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่มีอะไร พี่จะไปบ้านแม่ย่าสักหน่อย เจ้าอยู่บ้านดีๆล่ะ เดี๋ยวพี่ก็กลับมา”


ถึงแม้ฉินจิ่นจะเชื่อว่าพวกเขาไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องแพร่สูตรของตัวเอง แต่ก็ต้องพิสูจน์สักหน่อย ไม่กลัวหนึ่งหมื่น กลัวแต่หนึ่งในหมื่น


“พี่สะใภ้รอง พี่กลับมาแล้ว” เว่ยจวนควงแขนของฉินจิ่น อย่างสนิทสนม “เมื่อวานพี่รองเอาเงินมาให้แล้ว ไม่น้อยเลยล่ะ”


นางเว่ยก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว สะใภ้รอง เป็นเพราะโชคลาภของเจ้า ทำให้ได้เงินไม่น้อยแบบนี้”


ฉินจิ่นพยักหน้า “งั้นก็ดีจ้ะ เป็นเพราะทุกคนฝีมือดี ทำให้ถุงหอมนี้ไม่เหมือนใครในโลก ที่อื่นไม่มี ถึงได้ขายดีขนาดนี้ ถ้าที่อื่นมี ก็ไม่รู้ว่าเราจะทำยังไงกันดี”


นางจงใจพูดแบบนี้ อยากจะดูท่าทีของเว่ยจวนและนางเว่ย แต่ทั้งสองก็ยังเหมือนเดิม เว่ยจวนยิ่งอวดใหญ่แล้วพูดว่า “งานปักของข้าเป็นของที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้ ไม่มีใครเลียนแบบได้หรอก”


นางเว่ยเอานิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของเว่ยจวน “อะไรกันงานปักของเจ้ากลายเป็นของที่ไม่เหมือนใครแล้วหรือ แบ่งเป็นส่วนของยาสมุนไพรของพี่สะใภ้เจ้าส่วนหนึ่งด้วยล่ะ”


“ฮ่าฮ่าฮ่า” ทั้งสามคนหัวเราะลั่น


ฉินจิ่นพูดคุยไปสองสามคำแล้วก็กลับไป คงไม่ใช่พวกเขาหรอก บนหน้าไม่มีพิรุธอะไรสักอย่าง อีกอย่างพวกเขาก็ไม่มีเหตุผลหรือแรงจูงใจอะไรด้วย


“พี่สาว พี่กลับมาแล้ว” เสี่ยวชีเห็นนางกลับมาก็รีบวิ่งลงมา “มีคนมาที่บ้านขอรับ”


“มีคนมารึ” ฉินจิ่นแปลกใจ ทั้งหมดก็มีแค่คนพวกนั้นที่สามารถมาบ้านตัวเองได้ จะเป็นคนที่เสี่ยวชีไม่รู้จักได้ยังไง “รูปร่างยังไง”


“เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง หุ่นคล้ายกับพี่สาว แต่ข้าไม่รู้จักขอรับ” เสี่ยวชีพูดตอบ


ฉินจิ่นครุ่นคิด ผู้หญิงแบบนี้คือใครกันแน่ ถ้าเป็นโจวหลันหลัน เสี่ยวชีต้องรู้จักถึงจะถูก


ฉินจิ่นกลับมาถึงบ้าน ในลานบ้านก็มีคนคนนึงยืนอยู่ นั่นก็คือหลิวเซียง


“เจ้ามาที่นี่ทำไม” ฉินจิ่นมองหลิวเซียงแล้วถาม “ชอบเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญรึ”


ฉินจิ่นเห็นนางก็อารมณ์เสียทันที ผู้หญิงคนนี้คิดแต่จะแย่งสามีของตัวเอง ตอนนี้ยังมาหาตัวเองถึงที่บ้านอย่างเปิดเผยอีก นี่อยากจะทำอะไรกัน จ้องจะเข้าบ้านรึไง


แล้วหลิวเซียงก็หัวเราะ “มีแขกมา ทำไมเจ้าไม่รู้มารยาทเลยสักนิด”


ฉินจิ่นปวดหัว ผู้หญิงคนนี้เล่นบ้าอะไรอยู่ มาถึงบ้านตัวเอง ยังจะบอกว่าตัวเองไม่มีมารยาท บ้าบออะไรกัน


“เจ้าอยากจะพูดอะไร พูดจบก็ไปซะ อย่ามาขวางหูขวางตาข้า” ฉินจิ่นไม่ได้รู้สึกว่านี่คือคนที่จะมาพูดคุยแบบมีมารยาทกับตัวเอง


“ข้าแค่ได้ยินว่าเมื่อวานถุงหอมของเจ้าน่ะขายไม่ได้เลยสักอัน เลยมาดูหน่อย” หลิวเซียงหาเก้าอี้อันนึงในลานแล้วนั่งลง


ทั้งๆที่มาหาชัยชนะ มาหาความสำเร็จ ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรอีก อีกอย่างคือไม่รู้ว่านางเอาสูตรยามาจากไหน แล้วยังขายในราคาที่ต่ำกว่าตัวเองตั้งเท่าหนึ่งด้วย และตอนนี้ก็ยังจะเสแสร้งแกล้งทำอีก


บทที่ 29: ไปหาผู้หญิงคนนั้นด้วยตัวเอง


“แม่นางหลิวนี่สิเก่ง ดูจากการขายราคาต่ำเป็นเท่าตัวแบบนั้นแล้ว คงขาดทุนย่อยยับเลยสิท่า”


“แน่นอน ต้นทุนของข้าคือสิบห้าเหวิน” หลิวเซียงก็ไม่ได้ปฏิเสธ “สำหรับข้าแล้วสิบเหวินมันขาดทุนอยู่แล้วล่ะ แต่ข้ารู้แค่ว่า ถ้าใช้จ่ายในราคาที่เหมาะสมแล้วได้ของตามที่ตัวเองต้องการ งั้นมันก็เป็นการค้าขายที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน”


“พูดจบรึยัง”


ฉินจิ่นหัวเราะเหอะเหอะ ชี้ไปที่หน้าประตูใหญ่แล้วพูดว่า “ประตูอยู่ทางนั้น ออกไปเองล่ะ แล้วก็ปิดประตูให้ข้าด้วย”


การปฏิบัติกับคนที่ตัวเองไม่ชอบนั้น อีกอย่างยังเป็นคนที่อยากจะได้สามีของตัวเองอยู่เสมอแล้ว ฉินจิ่นไม่ได้มีอะไรจะพูดด้วยมากมายนัก แล้วอีกอย่างก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มาจากไหน แล้วยังมาทางเดียวเหมือนกับตัวเองอีก ต้องระวังให้มากขึ้น


แต่หลิวเซียงก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน นั่งอยู่ตรงนั้นแล้วสำรวจดูลานบ้าน เหมือนว่านางต่างหากที่เป็นนายหญิงของบ้านหลังนี้


“พี่สาว ทำไมคนคนนี้ไม่ไปสักที ไม่มีความเกรงใจเลย” เสี่ยวซีดึงไปที่แขนเสื้อของฉินจิ่นแล้วพูด


ดูสิ ไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่มีความคิดแบบนี้


“แม่นางฉิน เงินห้าร้อยตำลึงนั่น เจ้าเสียดายหรือไม่” หลิวซียงมองกลับมา แล้วพูดกับฉินจิ่น


ฉินจิ่นกลัวว่าเสี่ยวซีจะได้ยินอะไร เลยโน้มตัวลงแล้วพูดกับเสี่ยวซีว่า “เสี่ยวซี ไปช่วยล้างผักให้พี่หน่อย”


รอจนเสี่ยวซีไปแล้ว ฉินจิ่นจ้องมองไปที่หลิวเซียง “ข้าไม่เสียดาย ก็แค่เงินห้าร้อยตำลึง เทียบกับความรักของข้ากับพี่ถิงได้ที่ไหนกัน”


หลิวเซียงกำหมัดไว้แน่น ผ่านไปอยู่นานถึงจะคลายออก “ผัวเมียนั้นเป็นเหมือนนกคู่อยู่แล้ว แต่พอเจออุปสรรคก็บินไปของใครของมัน”


“เจ้าคิดจะทำอะไร” ฉินจิ่นรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้พยายามจนถึงขั้นบ้าไปแล้ว ไม่รู้ว่านางจะทำอะไร แต่ฉินจิ่นนั้นรู้สึกอัดอึดในใจอยู่ตลอดเวลา


“ข้าคิดจะทำอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าข้าอยากจะได้อะไร แม่นางฉิน ถ้าเจ้าอยากจะให้ข้าหยุดก็ได้ แค่เจ้าแยกกับเว่ยเหยียนถิง ข้าจะหยุดทันที แล้วให้เงินเจ้าอีกห้าร้อยตำลึงก็ยังได้” หลิวเซียงนึกว่าที่ฉินจิ่นถามแบบนั้น แสดงว่าหวั่นใจหน่อยแล้ว แล้วก็ให้ข้อเสนอที่ดีขึ้นอีก


“เจ้าลองดูบนฟ้าสิ” ฉินจิ่นพูดขึ้น


บนฟ้าเหรอ หลิวเซียงเงยหน้าขึ้นมอง ทำหน้างง บนฟ้าก็ไม่เห็นจะมีอะไรนอกดวงอาทิตย์


ฉินจิ่นหัวเราะ “พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน เจ้าก็ฝันกลางวันอยู่ที่นี่แล้วรึ เจ้าอยากจะเล่นใช่ไหม งั้นเรามาเล่นกันให้ดีๆเถอะ”


“เจ้า!” หลิวเซียวโมโหสุดๆ แล้วก็ตะคอกออกมาคำนึง “เรามารอดูกัน”


พูดจบหลิวเซียงก็เดินดุ่มๆไปด้วยความโมโห


ฉินจิ่นเห็นว่าหลิวเซียงไปแล้ว ในใจกลับยังไม่สบายอยู่ ดูภายนอกแล้วเหมือนว่าตัวเองจะชนะแล้ว แต่จริงๆแล้วหลิวเซียงก็ยังชนะอยู่ดี เพราะอำนาจปะทะนั้นอยู่ในมือของนาง


แล้วฉากนี้ก็อยู่ในสายตาของเว่ยเหยียนถิงที่อยู่หลังบ้าน จริงๆแล้ววันนี้เขาจะออกไปล่าสัตว์ พอเดินไปครึ่งทางก็เห็นว่าธนูนั้นพังแล้ว เลยกลับมาเอาธนู ใครจะรู้ว่าจะมาเจอการประชันหน้านี้


เป็นแบบนี้นี่เอง ไม่แปลกที่ถุงหอมที่ฉินจิ่นเอาไปขายวันนั้นถูกเอากลับมาอีก และขายไม่ได้เลยสักอัน


เว่ยเหยียนถิงเห็นใจสุดๆ

......


สองสามวันนี้ ฉินจิ่นนั้นยุ่งขึ้นเยอะ จำนวนครั้งที่ไปเก็บสมุนไพรก็เยอะขึ้น แล้วชนิดและปริมาณของสมุนไพรที่เอากลับมาก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ


“พี่สาว นี่คืออะไรหรือขอรับ” เสี่ยวซีเก็บหญ้าที่ฉินจิ่นเพิ่งไปเก็บมาแล้วถาม


“อย่าจับ” พอเหลือบไปมอง ฉินจิ่นก็ปัดออกจากมือของเสี่ยวซีทันที “พวกนี้เป็นยาทั้งหมด จับไปเรื่อยไม่ได้ แล้วก็ยิ่งกินไม่ได้ด้วย” ยาย่อมมีพิษอยู่สามส่วน มีสรรพคุณแก้พิษ แล้วก็เป็นพิษด้วย ต่างกันที่ว่าใช้ยังไง


“อ๋อ” เสี่ยวซีขานรับ พอหันกลับไปก็เห็นเว่ยเหยียนถิง กลับมาพอดี ตะโกนเรียกพี่เขยเสียงหวานไปคำนึง


เว่ยเหยียนถิงยิ้มกรุ้มกริ่มตอบรับ วางธนูลงแล้วนั่งลงข้างๆกองสมุนไพรกองใหญ่ เห็นฉินจิ่นที่สูดๆดมๆอยู่ ก็ถามขึ้นว่า “อาจิ่น เจ้าทำอะไรรึ”


“ข้าอยากจะหาสูตรใหม่สักหน่อย เอาไปใส่ในถุงหอมน่ะ” เพียงแค่ฉินจิ่นนึกถึงร้านของหลิวเซียงแล้วก็หงุดหงิดสุดๆ ผู้หญิงคนนี้รู้สูตรยาของตัวเองได้ยังไง


เว่ยเหยียนถิงเห็นใต้ตาของฉินจิ่นดำ เลยรู้ว่าเมื่อคืนนางต้องนอนไม่หลับแน่ๆ ก็พูดขึ้นด้วยความเป็นห่วงว่า “อาจิ่น อย่าเพิ่งรีบหาเงินเลย พักผ่อนให้ดีก่อนเถอะ”


ฉินจิ่นเงยหน้าขึ้นมา เห็นความใส่ใจในดวงตาของเว่ยเหยียนถิง ในใจเคลิบเคลิ้ม โชคดีที่ไม่ได้ขายเขาให้ผู้หญิงคนอื่น ไม่งั้นจะหาสามีที่ดีแบบนี้จากที่ไหนได้


“ข้าไม่เหนื่อยหรอกจ้ะ พี่ถิง”


เว่ยเหยียนถิงเห็นท่าทางที่ฝืนยิ้มของฉินจิ่นแล้ว ในใจก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีไปอีก “งั้นเดี๋ยวพี่ออกไปอีกรอบนะ ดูสิว่าจะล่าไก่ป่าที่เจ้าชอบกินได้รึเปล่า”


“จ้ะ” ฉินจิ่นมองเว่ยเหยียนถิงแล้วอบอุ่นในใจ โดยเฉพาะในตอนที่ใจของเว่ยเหยียนถิงมีตัวเองแบบนี้


เว่ยเหยียนถิงยืนอยู่หน้าร้านของร้านหลิวเซียง ในใจคิดว่าคงเป็นที่นี่ไม่ผิดแน่นอน


“พี่ชายขอรับ รบกวนช่วยบอกเถ้าแก่ของร้านพี่ให้หน่อยได้ไหม ว่าเว่ยเหยียนถิงมีเรื่องจะคุยด้วย”


“ได้ เชิญท่านเว่ยนั่งก่อน ข้าขอตัวไปรายงานก่อน” ลูกจ้างตอบรับ


ธูปยังหมดไม่ถึงครึ่งก้าน หลิวเซียวก็เดินดุ่มๆออกมาแล้ว กลิ่นฉุนของน้ำหอมบนตัวนั้น ทำเอาเว่ยเหยียนถิงถึงกับจามไปทีนึง


หลิวเซียงรีบเข้ามาถามทันที “ท่านพี่เว่ย พี่ต้องเป็นหวัดแน่ๆเลยทำไมอยู่ดีๆถึงจามได้ล่ะจ๊ะ”


“เพราะกลิ่นน้ำหอมของเจ้ามันฉุนเกินไปน่ะ” นอกจากอาจิ่นแล้ว เว่ยเหยียนถิงจะไม่พยายามพูดยอให้นางดีใจเด็ดขาด ผู้หญิงคนอื่นนั้น มีอะไรเว่ยเหยียนถิงก็จะพูดตรงๆไม่เก็บซ่อน ไม่สนใจว่าจะโกรธรึเปล่า ขอแค่อาจิ่นมีความสุขก็พอแล้ว หลิวเซียงประหม่าสุดๆ หันไปบอกให้คนงานยกชาแก้วนึง แล้วถึงจะพูดว่า


“ปี้หลังชวนที่ชงมา ไม่รู้ว่าท่านพี่เว่ยจะชอบรึเปล่า” เมื่อกี้พอได้ยินว่าเว่ยเหยียนถิงมา นางก็รู้สึกว่าเขาต้องมายอมจำนนแทนฉินจิ่นแน่นอน


“ดีมาก” เว่ยเหยียนถิงไม่รู้เรื่องชา ปกติแล้วเวลาดื่มอะไรก็แล้วแต่ฉินจิ่น ตอนนี้ดื่มแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้อร่อยขนาดนั้น ที่ร้านของเถ้าแก่หวูก็เป็นชาแบบนี้ แต่กลับรู้สึกว่าชาแบบนั้นมันอร่อยมาก หรือสาเหตุไม่ได้เป็นเพราะชา แต่เป็นเพราะข้างๆนั้นเป็นฉินจิ่นต่างหาก


“ขนมเปี๊ยะนี่ล่ะจ๊ะ” หลิวเซียงใช้ตะเกียบคีบแล้ววางไปบนจานของเว่ยเหยียนถิง “นี่ข้าทำเองเลยนะจ๊ะ พี่ลองชิมดูสิจ๊ะ”


คนจนที่ไหนจะมีปัญญากินขนมเปี๊ยะกันล่ะ แค่ได้กินอิ่มท้องก็ถือว่าดีแล้ว นี่ก็เป็นเพราะฉินจิ่นคิดวิธีหาเงินได้เยอะ ไม่งั้นจะมีชีวิตที่ดีแบบนี้ได้ยังไงล่ะ


“เถ้าแก่หลิว ที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะอยากมีเรื่องจะคุยกับเจ้า” เว่ยเหยียนถิงไม่ได้ชิมขนมเปี๊ยะชิ้นนั้น จะอร่อยหรือไม่นั้นไม่ได้สำคัญในสายตาเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


“มีเรื่องอะไรที่สำคัญไปกว่าการกินข้าวอีกหรือจ๊ะ”  หลิวเซียงเอาผ้าเช็ดหน้ามาบังแล้วหัวเราะ แล้วดวงตาคู่นั้นก็มองอยู่ที่หน้าของเว่ยเหยียนถิง ใบหน้านี้ ช่างหล่อจริงๆ


“มี” เว่ยเหยียนถิงขมวดคิ้ว แล้วตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย


“งั้นพี่ว่ามาสิจ๊ะ” หลิวเซียงชิมขนมเปี๊ยะเองคำนึง รสชาติหวานไม่เลี่ยน เป็นของดีอย่างนึงเลยล่ะ


หลายวันก่อนในตอนที่หลิวเซียงไปดูบ้านของเว่ยเหยียนถิงนั้น ก็คิดไว้แล้ว ถ้าเว่ยเหยียนถิงชอบที่จะอยู่ที่นั่น งั้นนางก็จะอยู่กับเขาที่นั่น บ้านหลังเล็กที่อยู่ข้างๆ ก็สร้างเป็นห้องครัวใหม่ได้พอดี ถ้าอยากจะอยู่ในเมือง ก็ได้เหมือนกัน ถึงยังไงธุรกิจของตัวเองก็ค่อนข้างใหญ่ ชอบอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั่นแหละ


บทที่ 30: นางจะเอาให้ได้


เว่ยเหยียนถิงค่อยๆ พูดว่า “วันนั้น ที่เจ้าไปบ้านข้าและที่เจ้าพูดกับอาจิ่นข้าก็ได้ยินหมดแล้ว ขอบคุณสำหรับความรักของเจ้า ข้าได้ให้คำสาบานไปแล้ว ว่าชีวิตนี้จะแต่งงานกับอาจิ่นคนเดียว และรักแค่อาจิ่นเพียงคนเดียว”


“อะไรกัน” ตะเกียบในมือของหลิวเซียงก็ตกลงบนพื้น เขามาหาตัวเองที่นี่ก็เพื่อพูดเรื่องนี้นี่เอง


“แม่นางหลิว เจ้าเป็นคนที่ดีคนนึง แต่ข้ามีเมียแล้ว”


หลิวเซียงโกรธแล้วพูดว่า “พี่มาที่นี่เพื่อบอกกับข้าแค่นี้รึ”


“ใช่” เว่ยเหยียนถิงครุ่นคิด แล้วพูดเสริมว่า “แล้วข้าก็อยากบอกกับเจ้าอีกว่า หยุดทำให้พวกข้าลำบากใจได้แล้ว”


“เหอะ ข้าสร้างความลำบากใจให้พี่ตรงไหน ข้าแค่ทำให้นางลำบากใจแค่คนเดียว” หลิวเซียงยืนขึ้นแล้วพูด


 “นึกว่าเหมือนกับที่ข้าแย่งลูกค้ากับนางรึไง ข้าก็แค่กลัววางกับดักแล้วจะกระทบกับอย่างอื่นต่างหากล่ะ แค่เห็นแก่หน้าท่านเท่านั้นแหละ”


เว่ยเหยียนถิงส่ายหน้า ทำหน้าจริงจัง “ผัวเมียนั้นก็เหมือนคนคนเดียวกัน พวกเราอยู่ด้วยกันมาตลอด”


ตอนนี้หลิวเซียงไม่อยากได้ยินคำนี้ที่สุด ผัวเมียก็เหมือนคนคนเดียวกันอะไรนั่น นางจะแยกพวกเขาออกจากกันให้ได้


“แม่นางหลิว โชคชะตาของคนเราน่ะมันบังคับไม่ได้หรอก”


หลิวเซียงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ท่านพูดจบหรือยัง”


เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า


“มานี่ ส่งท่านเว่ยหน่อย”


หลิวเซียงรู้สึกว่าตัวเองนั้นโมโหสุดๆ ไม่คิดเลยว่าเว่ยเหยียนถิงถ่อมาตั้งไกลขนาดนี้ก็เพื่อให้นางปล่อยฉินจิ่นไป ยังพูดว่าผัวเมียเหมือนคนคนเดียวกันอะไรนั่นอีก นางจะรอดูว่าถ้ามีอุปสรรคเข้ามา แล้วพวกเขาจะเลิกกันได้เร็วหรือไม่


หลิวเซียงเงียบไปนาน ถึงไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษแล้วจุดธูปให้กับสามีของนางที่ล่วงลับไปแล้ว


นางคุกเข่าลงบนพื้น ตัวเองอายุสิบสี่และแต่งงานกับหวังเอ้อ ตอนนั้นหวังเอ้อนั้นดีกับตัวเองมาก ทั้งรักทั้งหวง ขอแค่หลิวเซียงเอ่ยปาก ถึงจะอยากได้ดาวบนท้องห้า หวังเอ้อก็จะขึ้นบันไดไปสอยมาเองใช้ได้


หวังเอ้อนั้นไม่ชอบกลิ่นของปี้หลัวชวน แต่เพราะหลิวเซียงชอบ แล้วในบ้านก็ชงปี้หลัวชวนให้นางอยู่ตลอด และเพราะว่ามีอยู่ปีนึงที่ออกไปกินข้าว แล้วหลิวเซียงก็พูดมาคำหนึ่งว่า ขนมเปี๊ยะนี้ใช้ได้ หวานแต่ไม่เลี่ยน แล้วหวังเอ้อก็เรียนทำในร้านอาหารว่าทำยังไงอยู่สามเดือนถึงจะทำได้


นึกถึงเรื่องพวกนี้แล้ว ขอบตาของหลิวเซียงก็แฉะขึ้น ทำไมฟ้าถึงได้เก็บคนแบบเขากลับไปกัน


หน้าของเว่ยเหยียนถิงนั้นคล้ายหวังเอ้อมากจริงๆ จนบางครั้งหลิวเซียงยังแยกไม่ออกเลยว่านั่นคือหวังเอ้อหรือว่าเว่ยเหยียนถิงกันแน่


แต่พวกเขาก็บังคับนางแบบนั้น แม้แต่นางอยากจะเป็นเมียน้อยก็ยังไม่ได้เลย ช่างโหดร้ายจริงๆ


พวกเจ้ารอไว้ได้เลย ฉินจิ่น เว่ยเหยียนถิง


พอไหว้หวังเอ้อเสร็จ หลิวเซียงก็นั่งบนเก้าอี้ เรียกคนใช้ที่ไว้วางใจมาถามว่า “เขาไปแล้วรึ”


“อื้ม”


“ได้พูดอะไรหรือไม่” หลิวเซียงถาม


“ไม่ขอรับ”


หลิวเซียงได้ยินคำตอบแบบนี้แล้วก็ยิ้มอ่อน กำมือไว้แน่น เล็บนั้นทิ่มฝ่ามือจนเห็นเป็นรอบเล็บ นางล้วงขวดขวดนึงออกมาจากแขนเสื้อของนางแล้วยื่นให้คนนั้น


“ทำให้ลับๆหน่อยล่ะ อย่าให้คนอื่นเห็นได้”


“ขอรับ” คนงานคนนั้นตอบ


“แล้วก็” หลิวเซียงสั่งว่า “ยานั้นมีพิษอยู่แล้ว แต่ไม่ได้คร่าชีวิตคน ใช้แค่หยดเดียวก็พอ”


น้ำที่คนในหมู่บ้านกินนั้นต่างก็เป็นน้ำที่ตักไว้ตั้งแต่เมื่อวานกลางคืนกันทั้งนั้น คนงานเลยแอบเอาไปผสมในบ้านเว่ย เว่ยเหยียนซิ่นตักน้ำเสร็จก็เอาไว้นอกบ้าน จากนั้นก็เข้าบ้านไป


คนงานได้ยินมาว่า ข้างในนั้นกำลังจะกินข้าวกัน คิดว่าคงไม่ออกมา เลยเอายานั้นเทลงในถังน้ำ ตามที่หลิวเซียงบอก และเทไปแค่นิดเดียว


เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นกำลังตื่น เว่ยจวนก็ร้องไห้แล้ววิ่งมา โดยไม่ได้หวีแม้กระทั่งผม


“พี่รอง พี่สะใภ้รอง” เว่ยจวนร้องไห้แล้วก็วิ่งมา “พี่สะใภ้รอง”


“เกิดอะไรขึ้น” ฉินจิ่นเห็นเว่ยจวนร้องไห้จนเป็นแบบนี้ก็ตกใจ แล้วรีบดึงเว่ยจวนมาอยู่ข้างๆตัวเองแล้วถาม “ทำไมถึงร้องไห้จนเป็นแบบนี้แต่เช้าเลยล่ะ”


เว่ยเหยียนถิงได้ยินเสียงก็วิ่งออกมาจากห้องครัว เห็นว่าน้องสาวตัวเองร้องไห้จนสภาพเป็นแบบนี้ “เกิดอะไรขึ้นรึ”


ฉินจิ่นส่ายหน้า และไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวเองเพิ่งจะออกมาก็เห็นสภาพนี้แล้ว


“ท่านพ่อเขา ล้มป่วยสลบไปแล้ว” เว่ยจวนร้องไห้จนสะอึกสะอื้น จนพูดจาไม่ชัด


“อะไรนะ” เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นอึ้งกันไปที ทำไมถึงกะทันหันขนาดนี้ สองสามวันที่แล้วยังดีๆอยู่เลย


“เว่ยจวน เจ้าใจเย็นๆก่อนนะ แล้วค่อยๆพูด” แล้วฉินจิ่นก็จัดแจงอย่างมีสติ


“พี่ถิง พี่ไปเรียกหมอก่อนเถอะ เราแยกกันไปสองทางเพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด แล้วแบบนี้ก็จะได้ประหยัดเวลาด้วย”


เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า แล้วก็รีบวิ่งไปเรียกหมอทันที


ฉินจิ่นหยิบผ้าเช็ดหน้าแล้วเช็ดน้ำตาให้เว่ยจวน พูดปลอบใจว่า “เว่ยจวน เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้เลย เจ้าเล่าเรื่องให้ข้าฟังดีๆสักทีนะ ข้าขอจัดแจงหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”


เว่ยจวนถึงได้ดีขึ้นหน่อย พูดว่า “ตอนเช้า ฮือฮือ แม่ทำอาหาร ข้ากับน้องสี่ไปทำงานในนา พ่อบอกว่าหิว แม่เลยเอาโจ๊กในหม้อให้พ่อดื่ม จากนั้น……” พูดถึงตอนนี้ แล้วเว่ยจวนก็ร้องไห้ออกมาอีก


“จากนั้นล่ะ” ฉินจิ่นถาม


“จากนั้นพ่อก็กินหมดไปถ้วยนึง ก็สลบไปแล้ว”


เว่ยจวนร้องไห้จนตาบวมไปหมดแล้ว ฉินจิ่นคิดแล้วก็รีบเอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้


“ข้าจะลองกลับบ้านไปดูกับเจ้าก่อน” ฉินจิ่นพูดจบก็ลากเสี่ยวซีมาสอนว่า “วันนี้มีเรื่องใหญ่ ข้ากับพี่เขยเจ้าคงจะกลับมาช้า เจ้าอยู่บ้านคนเดียว ต้องระวังความปลอดภัยนะ ได้รึเปล่า”


เสี่ยวซีพยักหน้าแรงๆ “พี่สาวสบายใจได้ขอรับ ข้าจะดูแลตัวเองให้ดีแน่นอน พี่กับพี่เขยสบายใจได้เลยจ้ะ”


“ดีมาก” ฉินจิ่นใช้มือลูบหัวของเขา


พูดจบ ฉินจิ่นก็ลากเว่ยจวนลงภูเขาไป เมื่อถึงปากประตูบ้าน ถึงได้เห็นว่าเว่ยเหยียนถิงยังไม่ได้กลับมา


พ่อเว่ยนอนอยู่บนเตียง ปากนั้นปิดสนิท เป็นสีดำ นางเว่ยที่อยู่อีกข้างก็ร้องไห้อย่างน่าอนาถ “ตาแก่เอ๋ย เจ้าเป็นอะไรไป ทำไมอยู่ดีๆถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ นี่ไม่ใช่การเอาชีวิตแก่ๆของข้าไปหรอกรึ”


เว่ยเหยียนซิ่นยืนขอบตาแดงอยู่ข้างเตียง ดึงนางเว่ยไว้แล้วพูดว่า “ท่านแม่ อย่าเพิ่งร้องไห้เลยนะ ร้องไห้ขนาดนี้ ร่างกายก็รับไม่ไหวเหมือนกันนะขอรับ”


พอได้ยินคำนี้ เว่ยจวนก็วิ่งเข้ามาดึงนางเว่ยแล้วพูดว่า “แม่ไม่ต้องร้องไห้แล้ว ข้าเรียกพี่สะใภ้รองกลับมา นางต้องมีวิธีแน่ๆ แม่ดูสิ พี่สะใภ้รองกลับมาแล้ว”


แม่เว่ยเห็นว่าฉินจิ่นมาแล้ว ก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งจากข้างเตียงไปหาฉินจิ่น ดึงมือของฉินจิ่นแล้วพูดว่า “สะใภ้รองเอ๋ย เจ้ามาสักที เจ้ารีบไปดูเร็ว ว่าพ่อปู่เจ้าเป็นอะไรกันแน่ ทำไมอยู่ดีๆถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”


ฉินจิ่นพยักหน้าพูดว่า “เจ้าค่ะ”


แล้วก็เดินเข้าไปดูทันที ตั้งใจดูริมฝีปากของพ่อปู่เว่ย เบื้องต้นสามารถสันนิษฐานได้ว่าโดนวางยาแล้ว แต่แค่สมัยก่อนไม่รู้จักแพทย์แผนปัจจุบัน นิยมกันแต่แพทย์แผนจีน ถ้าอธิบายของพวกนี้เป็นภาษาแพทย์แผนจีนแล้ว ฉินจิ่นนั้นไม่เข้าใจเลยสักนิด ไม่มีทางที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ภายในเวลาแป๊บเดียวได้


“สะใภ้รอง เจ้าเป็นอะไรไป พ่อตาของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” นางเว่ยเดินมาถามข้างๆฉินจิ่น


จบตอน

Comments