system ep31-40

 บทที่ 31: เอาแกไว้ทำประโยชน์อะไรเนี่ย


“เรื่องนี้ ข้าก็ไม่ได้รู้มาก ยังต้องฟังอาจารย์หมออีกทีว่าจะยังไง”


นางเว่ยกระทืบเท้าอย่างกระวนกระวาย “ท่านหมอทำไมยังไม่อีกมาล่ะ นี่มันเวลาไหนกันแล้ว”


“แม่จ๊ะ ใจเย็นๆก่อน พี่รองไปเรียกแล้ว น่าจะใกล้ถึงแล้วจ้ะ” เว่ยจวนพูดปลอบใจแม่


ในตอนที่กำลังพูดอยู่ เว่ยเหยียนถิงก็พาหมอมาพอดี


“หมอจาง พ่อข้าอยู่ทางนั้น ท่านรีบไปดูเร็วเข้า” เว่ยเหยียนถิงลากหมอตลอดทั้งทาง จนตอนนี้หมอจางก็กำลังหอบแฮกๆอยู่


พอเห็นว่าเป็นเรื่องถึงชีวิต หมอจางก็ไม่กล้าที่จะลีลา ตรงเข้าจับชีพจรทันที


“อาจารย์หมอ ผัวข้าเป็นอย่างไรบ้าง” นางเว่ยถามอยู่อีกฝั่ง


“แม่จ๊ะ” เว่ยจวนดึงแม่เว่ยแล้วพูดว่า “วัดชีพจรก็ต้องใช้เวลา เร็วขนาดนี้ได้ที่ไหนกันล่ะจ๊ะ


ผ่านไปสักพัก หมอจางก็ลุกขึ้นมาแล้วเปิดหนังตาดู ดูอย่างละเอียด


“ตกลงเป็นยังไงกันแน่ล่ะ อาจารย์หมอ”


หมอจางส่วยหัว พูดว่า “ข้าก็ไม่เคยเห็นตัวอย่างแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน”


นางเว่ยได้ยินแล้วก็แทบจะเป็นลมไป ยังดีที่เว่ยจวนพยุงอยู่อีกฝั่ง


 “ถ้างั้นพ่อข้าจะ......” เว่ยเหยียนซิ่นถาม


 “ไม่ ไม่” หมอจางลูบเคราแล้วพูดว่า “ทุกท่านสบายใจได้ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่ไม่รู้ว่าจะฟื้นเมื่อไหร่”


ไม่รู้ว่านี่เป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย อาจจะทำให้พ่อเว่ยต้องนอนอยู่ตรงนี้ตลอดไปก็ได้ ไม่ฟื้นแต่ก็ไม่ตายงั้นเหรอ


“แบบนี้ดีกว่า ข้าจะให้ยาก่อนสักสองสามอย่าง พวกเจ้าให้เขากินก่อน แล้วอีกสองสามวันข้าค่อยมาดูผลอีกที”


ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้แล้ว ก็มีแค่วิธีนี้แล้วล่ะ


“ผัวข้า เจ้าไปทำบาปทำกรรมอะไรไว้ ถึงได้รับกรรมหนักขนาดนี้” นางเว่ยกอดพ่อเว่ยแล้วร้องไห้ไม่หยุด แม้แต่ฉินจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะซึ้งใจ เรื่องแบบนี้ไม่สามารถแสดงออกมาได้ มันต้องเอ่ยมาจากความรู้สึกจริงๆเท่านั้น


“แม่จ๊ะ อย่าร้องเลย อาจารย์หมอก็บอกแล้วไม่ใช่รึ ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”


“แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสักหน่อย ผัวข้าน่ะ ไม่มีตอนไหนเลยที่จะสุขสบาย มีแต่ลำบากมาโดยตลอด”


เว่ยเหยียนซิ่นและเว่ยจวนยุ่งอยู่กับการปลอบนางเว่ย แล้วเว่ยเหยียนถิงก็ไปส่งอาจารย์หมอกลับไป


ความสามารถของอาจารย์หมอในหมู่บ้านชนบทแบบนี้นั้นค่อนข้างน้อยฉินจิ่นส่ายหัว พูดพึมพำว่า “หรือจะหาโอกาสลองใช้ระบบดี......”


อาการของชายชราเว่ยไม่ดีขึ้นสักที ถึงแม้ว่าอาจารย์หมอจะให้ยาแล้ว แต่พอนางเว่ยนึกถึงว่าชายชราเว่ยยังนอนอยู่บนเตียงอยู่ ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ถึงจะฟื้น เลยอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ เว่ยเหยียนถิงก็ทำให้แค่ปลอบใจนาง


“แม่จ๊ะ อย่าร้องเลย” เว่ยจวนพยุงจับไหล่ของนางเว่ย


“พยุงแม่ไปทางนู้นก่อนเถอะ พักผ่อนหน่อย ไม่ร้องแล้วนะจ๊ะ” ฉินจิ่น เว่ยเหยียนถิงและเว่ยเหยียนซิ่นปรึกษากันแล้วพูด “แม่ร้องไห้อยู่แบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง วันนี้ดูแล้วน่าจะต้องมีคนเฝ้า จะได้ดูแลพ่อกับแม่ด้วย”


“ข้าดีกว่า”


“ข้าดีกว่า”


ทั้งสองต่างก็อาสา แต่ฉินจิ่นก็ส่ายหัว “ข้าดีกว่า”


“ไม่ได้” เว่ยเหยียนถิงพูดปฏิเสธทันที “ยังไงก็ข้าดีกว่า เจ้ากลับไปเถอะ”


ฉินจิ่นส่ายหัว “ข้าพอจะรู้เรื่องแพทย์หน่อย จะได้ให้ยาตอนดึกด้วย อีกอย่างแม่ก็ร้องไห้จนเป็นแบบนี้ ก็ต้องมีลูกอยู่ด้วยคนหนึ่ง สองสามวันนี้เสี่ยวซีก็ขี้กลัวอยู่ด้วย พี่กลับไปอยู่กับเขาเถอะจ้ะ”


คำไม่กี่คำที่อธิบายเรื่องต่างๆจนเข้าใจ เว่ยเหยียนถิงเลยทำได้แค่จับมือแล้วพูดว่า “แต่ว่าวันนี้เจ้าเหนื่อยมากแล้ว กลางคืนก็ต้องมาเฝ้าอีก......”


ฉินจิ่นตัดบทคำพูดของเว่ยเหยียนถิง “พี่ถิงจ๊ะ พี่สบายใจได้ พรุ่งนี้พี่มาค่อยมาแทนข้าก็แล้วกันจ้ะ”


พูดแบบนี้แล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก ทำได้แต่จับมือของฉินจิ่นไว้ “อาจิ่น ถ้ากลางดึกเจ้าเหนื่อยแล้ว ก็ปลุกพวกน้องสี่นะ อย่าฝืนล่ะ”


“จ้ะ”


ฉินจิ่นส่งเว่ยเหยียนถิงจากไกลๆ จนแผ่นหลังของเขาหายไปกับความมืดแล้วค่อยหันกลับเข้าบ้านเว่ยไป


เว่ยเหยียนซิ่นออกไปตักน้ำ เว่ยจวนกำลังทำกับข้าวกับฉินจิ่นอยู่


“กลัวว่าเป็นแบบนี้แล้วแม่จะกินไม่ลงมากกว่าจ้ะ


“กินไม่ลงก็ต้องกินสักหน่อย ไม่งั้นร่างกายจะรับไหวได้ยังไงล่ะ”


ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ เว่ยเหยียนซิ่นก็กลับมาแล้ว ฉินจิ่นตักน้ำมาล้างผักทำกับข้าว ตอนกลางคืนก็กินๆไปหน่อยก็พอ หลังกินข้าวเสร็จ เว่ยจวนก็ช่วยฉินจิ่นล้างจานไปแล้วก็พูดไปว่า


“พี่สะใภ้รองจ๊ะ เดี๋ยวกลางคืนข้ามาอยู่เป็นเพื่อนพี่นะจ๊ะ”


“ไม่ต้องหรอกจ้ะ” ฉินจิ่นรีบปฏิเสธ นางเลือกที่จะเฝ้าคนเดียวเพราะอยากจะเปิดระบบเพื่อเอายา “ตอนกลางคืนข้าอยู่คนเดียวได้ เจ้าวิ่งไปวิ่งมา เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวก็เข้านอนเร็วหน่อยล่ะ”


“งั้นพี่......”


“ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าข้าเหนื่อยข้าจะปลุกพวกเจ้ามาแทนข้าแน่นอน”


ต้องกำชับว่าถ้าเหนื่อยแล้วจะปลุกนางตื่นแน่นอน เว่ยจวนถึงได้สบายใจขึ้นหน่อย


ในตอนกลางคืน ฉินจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะหาว รอจนแน่ใจว่าพวกแม่ย่าเว่ยและเว่ยจวนหลับแล้ว ถึงได้แอบเปิดระบบขึ้น


ในโลกปัจจุบันนั้นนางทุ่มเทให้กับวิจัยทางการแพทย์มาก จนคิดค้นยามาตัวนึง ไม่ถึงกับว่าจะถอนพิษได้ร้อยอย่าง แต่พิษที่ไม่รุนแรงส่วนใหญ่นั้นก็ถอนได้ “อยู่ไหนแล้วล่ะ ทำไมหาไม่เจอ” ฉินจิ่นพูดเองเออเอง


“เสี่ยวปา ยาอยู่ไหน”


“ไม่รู้”


ฉินจิ่นใบหน้าหมอง “เจ้ามีความสามารถหยิบอัตโนมัติไม่ใช่รึไง”


“แบตเตอรี่ไม่พอ”


ฉินจิ่นแทบกระอักเลือด


ไอ้เด็กขี้เกียจนี่ เอาเจ้าไว้ทำประโยชน์อะไรเนี่ย


ในที่สุดฉินจิ่นก็เจอยานี้อยู่ที่มุมนึง ที่จริงแล้วอยู่นี่นี่เอง


เพิ่งจะหยิบมาได้สามเม็ดก็ได้ยินเสียงกฎระเบียบดังขึ้น


“ระบบเตือน ระบบเตือน แบตเตอรี่ไม่พอ โปรดชาร์จแบตเตอรี่......”


ยังไม่ได้รอให้ฉินจิ่นตอบโต้อะไร ระบบก็มืดไปทันที แล้วก็ปิดเครื่องไปแล้ว


“นี่มันกินไฟมากไปหน่อยรึเปล่า......” ฉินจิ่นหมดปัญญา แต่ยังดีที่นางมือไวหยิบยารักษาออกมาสามเม็ดมองพวกนางเว่ยอย่างระมัดระวัง รีบให้ยากับพ่อเว่ยหลังจากที่พวกเขากำลังหลับอยู่


ต้องใช้เวลากว่าสองชั่วโมงถึงจะเห็นผลของฤทธิ์ยา กะเวลาดูแล้ว ก็ต้องรอให้ถึงหลังฟ้าสว่าง


วันรุ่งขึ้น เว่ยจวนก็ตื่นมาเห็นฉินจื่นนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ สะกิดนาง “พี่สะใภ้รองจ๊ะ พี่ไปพักผ่อนเถอะ”


“ฉินจิ่นยังไม่ทันได้พูดอะไร จู่ๆ ชายชราเว่ยที่นอนอยู่ก็พูดได้แล้ว “ลูกจวน”


“พ่อ พ่อฟื้นแล้ว” เว่ยจวนรีบพยุงพ่อเว่ยขึ้น หันมาตะโกนไปข้างนอก “แม่ ชายสี่ พ่อฟื้นแล้ว”


แม่เว่ยเห็นพ่อเว่ยฟื้นแล้ว ก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ “ผัวข้า เจ้าฟื้นแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่รอดแล้ว โธ่ ผัวข้า”


ใจที่ฉินจิ่นกังวลอยู่ของฉินจิ่นก็สบายใจขึ้นแล้ว มองชายสี่ที่อยู่อีกฝั่ง แล้วพูดสั่งว่า “น้องสี่ เจ้าไปเรียกพี่รองของเจ้ามาหน่อยสิ แล้วก็บอกให้เขาสบายใจได้แล้ว”


“จ้ะ” เว่ยเหยียนซิ่นรีบออกไปหาเว่ยเหยียนถิง ตอนกลับมานั้นก็ได้พาหมอจางมาด้วย


“ข้าเรียกหมอจางมาวัดชีพจรอีกที แล้วก็ตรวจดูอาการอีกทีด้วย จะได้รับรองได้หน่อย” เว่ยเหยียนถิงพูดอธิบาย


นี่เป็นเรื่องปกติ ทั้งที่เมื่อวานยังบอกว่าไม่รู้จะฟื้นเมื่อไหร่ จู่ๆ ตอนนี้ก็ฟื้นซะแล้ว


“เชิญขอรับ หมอจาง”


หมอจางวัดชีพจรที่มือของพ่อจาง แล้วตรวจดูลิ้นและเปลือกตาของพ่อเว่ยอย่างละเอียด แล้วก็ส่ายหน้าด้วยความประหลาดใจ “น่าแปลกน่าแปลก ข้าไม่เคยเห็นตัวอย่างแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ”


บทที่ 32: พวกเขาไม่มีคู่อริสักหน่อย


“คงจะไม่มีอะไรร้ายแรงแล้วล่ะ” หมอจางพูด


“เมื่อวานท่านบอกว่าไม่รู้ว่าจะฟื้นเมื่อไหร่ไม่ใช่รึ ทำไมวันนี้ถึงดีขึ้นเร็วขนาดนี้ล่ะ”


ท่านหมอก็ทำได้แค่บอกส่งๆไปว่า “คงเป็นเพราะชายชราเว่ยนั้นมีบุญอยู่แล้ว”


แต่ที่ชายชราเว่ยหายดีได้ ยังไงก็เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่สุดแล้ว


ตระกูลเว่ยส่งอาจารย์กลับไปแล้ว เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นก็กลับถึงบ้านแล้ว แต่ยังไม่ถึงวัน เว่ยจวนก็ร้องไห้และวิ่งมาอีก


“เกิดอะไรขึ้นล่ะ”


“แม่ก็เป็นลมเหมือนกันจ้ะ”


“อะไรนะ!” คราวนี้นั้นแปลกจริงๆแล้วล่ะ เว่ยเหยียนถิงก็รีบไปเรียกอาจารย์หมอมาอีก ฉินจิ่นและเว่ยจวนก็รีบไปบ้านเว่ย ตลอดทั้งทาง เว่ยจวนก็บอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับฉินจิ่นฟัง


“แม่ตื่นมาทำกับข้าวตอนเช้า พ่อบอกว่าวันนี้อยากดื่มซุป แล้วแม่ก็เลยทำ จากนั้นบอกตลอดว่าซุปนั้นจืด ให้ข้าไปเอาเกลือมา แล้วไม่นานแม่ก็เป็นลมไป”


ตอนที่ฉินจิ่นไปบ้านเว่ยครั้งนี้นั้นไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนครั้งที่แล้วแล้ว ดูอาการอย่างละเอียด แล้วสุดท้ายก็เหมือนกับชายชราเว่ยไม่มีผิด


ถึงแม้ว่าชายชราเว่ยจะไม่ได้ร้องไห้หนักเหมือนนางเว่ย แต่ขอบตาก็แดงเหมือนกัน


หมอจางจับชีพจรดูแล้วก็ได้ผลสรุปที่เหมือนกัน ไม่มีผิด


“พ่อจ๊ะ พ่ออย่ากังวลเลย บางทีจู่ๆอาจจะดีขึ้นเหมือนพ่อในครั้งที่แล้วก็ได้” เว่ยเหยียนถิงพูด


ในใจของฉินจิ่นพูดว่า ผัวซื่อบื้อของข้าเอ๊ย จู่ๆจะหายได้ยังไงล่ะ แล้วก็คิดอีกว่า ยังดีที่เอายาออกมาได้สามเม็ด ไม่อย่างงั้นถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไง


“ไปเถอะ ไปส่งท่านหมอจางกัน”


ฉินจิ่นไม่ได้ไปส่ง ยืนอยู่ข้างเตียงของแม่เว่ย ใช้โอกาสในตอนที่ไม่มีใครสังเกตนั้นป้อนยาให้


พอส่งหมอกลับมาแล้ว เว่ยจวนกับฉินจิ่นก็นั่งเฝ้าอยู่ที่หัวเตียงด้วยกัน แล้วชายสองพี่น้องของบ้านเว่ยก็ไปตักน้ำ เว่ยจวนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “นี่มันอะไรกัน พ่อเพิ่งจะหายดี แม่ก็มาเป็นแบบนี้อีกแล้ว”


“อย่ากังวลเลย เดี๋ยวก็ดีขึ้นจ้ะ”


ในตอนที่พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นถึงจุดสูงสุด นางเว่ยก็ฟื้นแล้ว และพูดอย่างสะลึมสะลือว่า “ซุปจืดเกินไป”


“แม่ แม่ฟื้นแล้ว” เว่ยจวนดีใจใหญ่


“เจ้าไม่รู้รึ ว่าทำพวกข้าตกใจหมดเลย”ชายชราเว่ยตาแดงขณะพูด


พอเว่ยเหยียนถิงและเว่ยเหยียนซิ่นได้ยินก็เดินเข้ามาจากข้างนอก ใจที่กังวลอยู่ก็สบายขึ้นแล้ว


“ทำไมสองสามวันนี้บ้านเราดูไม่สงบเลยล่ะ เดี๋ยวก็ผัวข้า เดี๋ยวก็ข้า” นางเว่ยตาแดงไปหมด เหมือนอยากจะร้องไห้ “ไปล่วงเกินอะไรไว้รึเปล่า”


“แม่ย่าจ๊ะ จากที่ข้าดูแล้ว มีคนวางยาจ้ะ” ฉินจิ่นพูด นางนั้นสงสัยตั้งแต่แรกแล้ว แต่ถึงก่อนหน้านี้นางจะสงสัย แต่ก็กังวลว่าพ่อเว่ยจะกินของอะไรที่ไม่สะอาดเข้าไป แต่สถานการณ์ตอนนี้นั้น มันมีอะไรแปลกๆ


“ทำไมล่ะ”


ทุกคนพากันตะลึง และนางเว่ยก็พูดด้วยความกลัวเล็กน้อยว่า “สะใภ้รอง คำพูดแบบนี้พูดมั่วๆไม่ได้นะ”


“ใช่ บ้านเราก็ไม่ได้ไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจ” พ่อเว่ยก็พูดเสริมอีกคำนึง


แต่คำนี้กลับทำให้ในหัวของฉินจิ่นนั้นมีความคิดเกิดขึ้น นางอ๋อไปที่นึง แต่ก็ไม่ได้บอกสิ่งที่ตัวเองเดาออกมา พูดแค่ว่า “ข้าก็แค่เดาไปเรื่อยน่ะจ้ะ แต่ระวังหน่อยก็ไม่เสียหายนะจ๊ะ ช่วงนี้ ของอะไรที่กินอยู่ตลอดก็ต้องตรวจสอบได้ดี ระวังเป็นพิเศษ”


พูดแล้วมองไปทางเว่ยเหยียนถิง “พี่ถิงจ๊ะ เราไปรับเสี่ยวซีมาอยู่ที่นี่กันเถอะจ้ะ”


“จ้ะ” เว่ยเหยียนถิงแสดงออกว่าตามใจภรรยาทั้งหมด


พวกเขาไปรับเสี่ยวซีมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็เอาเสื้อผ้าบางส่วน ผักและเนื้อมาด้วย


เว่ยจวนยืนรับพวกเขาที่หน้าประตู พอเห็นเสี่ยวซี ก็ดีใจเลยเดินไปบีบจมูกของเขา “นี่ใช่พ่อสุภาพบุรุษคนนั้นรึเปล่า เจ้ามาแล้วหรือจ๊ะ”


เสี่ยวซีหน้าแดงแล้วหลบอยู่หลังฉินจิ่น และเว่ยจวนนั้นก็เอาแต่แกล้งเขา “เป็นอะไรไป ยังเขินอยู่อีกรึ”


ฉินจิ่นหัวเราะ “เจ้าอย่าแกล้งเขาเลย เดี๋ยวจะทำให้เขาตกใจ แล้วต่อไปจะไม่กล้ามาบ้านเจ้าเอา”


เว่ยจวนถึงได้หยุดพูด แล้วก็พาเข้าไปกินข้าว


บ้านเว่ยนั้นถึงแม้ว่าแม่เว่ยและพ่อเว่ยเพิ่งจะหายป่วย แต่ก็ไม่ได้คึกคักแบบนี้มานานแล้ว เวลากินข้าวก็จะมีความสุขเป็นพิเศษ


“เสี่ยวซี กินนี่สิ”


“เสี่ยวซี เจ้าลองชิมนี่ดูสิ”


ไม่ทันไร ในถ้วยของเสี่ยวซีก็กับข้าวกองจนพูนจนฉินจิ่นหัวเราะ คนบ้านนี้นั้นต่างก็ทำดีกับเขาด้วยความจริงใจทั้งหมด


พอกินข้าวเสร็จ ฉินจิ่นก็เก็บกวาดล้างจาน แล้วเว่ยเหยียนถิงก็ไปตักน้ำ


“ดึกขนาดนี้แล้วยังจะไปตักน้ำอีกรึ” ฉินจิ่นแปลกใจ น้ำที่บ้านของตัวเองนั้นเป็นน้ำที่มาจากลำธารข้างๆ ปีนึงมีสี่ฤดู ก็มีน้ำไหลเชี่ยวอยู่ตลอด เลยไม่รู้ว่าดึกขนาดนี้แล้วบ้านเว่ยยังจะต้องไปตักน้ำอีกนั้นหมายความว่ายังไง


“ใช่จ้ะ พรุ่งนี้กินข้าวเช้าจะได้กินน้ำได้สะดวกน่ะจ้ะ ไม่งั้นพรุ่งนี้ยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะแยะ ถ้าไปตักน้ำอีกก็เสียเวลาน่ะ” เว่ยเหยียนถิงอธิบาย


พอถึงตอนที่ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ กลับมาแล้ว


“พี่ถิง ตอนกลางคืนนั้นเป็นเวลาที่ไม่สงบที่สุด ในคืนที่ดวงจันทร์มืดมิดลมแรงนั้น เป็นเวลาที่จะใช้ฆ่าคนและวางเพลิง ตอนกลางคืนนั้นก็ยังต้องให้คนเฝ้าอยู่จ้ะ” ฉินจิ่นพูดปรึกษากับเว่ยเหยียนถิง


“อื้ม ใช่ๆ” น้องชายน้องสาวยังเด็ก คงจะเฝ้าไม่ได้ พ่อกับแม่นั้นก็อายุเยอะแล้ว การเฝ้าแบบนี้นั้นก็ลำบากเกินไปสำหรับพวกเขาเกินไป


ที่เหลืออยู่ก็คือฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิง


“เดี๋ยวคืนนี้ข้าเฝ้าก่อนเองจ้ะ” ฉินจิ่นคิดแล้ว ก็พูดก่อน ยังไงช่วงนี้นางก็ไม่มีงานอะไรอยู่แล้ว ไม่รีบว่าจะนอนเมื่อไหร่


เว่ยเหยียนถิงส่ายหน้า “ข้าได้ยินเว่ยจวนบอกว่าครั้งที่แล้วที่เจ้าเฝ้าจนหลับไป งั้นเรามาเฝ้าด้วยกันดีกว่า ปกติเฝ้าคนเดียวก็ง่วงนอนง่ายด้วย”


เรื่องครั้งที่แล้วนั้น เป็นเพราะฉินจิ่นได้ยามา แล้วรู้สึกว่าไม่มีเรื่องสำคัญอะไรถึงได้หลับไป แต่จริงๆแล้วก็ง่วงนอนอยู่เหมือนกัน การเฝ้าคืนนี้อาจจะไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น มันก็ไม่ใช่เรื่องตลก


“จ้ะ”


เฝ้ากันสองคนก็ดีขึ้นหน่อย ข้างนอกก็หนาวอยู่หน่อยๆ เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นเลยนั่งอยู่ในบ้าน มีคนหลับอยู่ พวกเขาสองคนเลยไม่กล้าพูดเสียงดัง แต่แค่เว่ยเหยียนถิงจับมือของฉินจิ่นไว้ ไว้แน่น


เป็นแบบนั้นซ้ำๆอยู่หลายวัน แม่เว่ยเห็นว่าขอบตาของทั้งสองนั้นดำขึ้นเรื่อยๆ เลยพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “ลูกรอง สะใภ้รอง วันนี้พวกเจ้าไม่ต้องเฝ้าแล้ว สีหน้ายิ่งอยู่ยิ่งดูไม่ค่อยดีขึ้นเรื่อยๆแล้วนะ”


“ได้ยังไงล่ะขอรับ” เว่ยเหยียนถิงพูด “ถ้าเกิดว่ามีคนร้ายมาจะทำอย่างไร ประมาทไม่ได้นะขอรับ”


“เฝ้ามาตั้งห้าวันแล้ว คงเป็นเพราะข้ากับผัวข้านั้นกินของผิดไป คงไม่มีใครมาวางยาหรอก ถึงจะมี วันนี้ตอนพวกเจ้านอนก็จุดเชิงเทียนไว้ ให้คนคนนั้นรู้ว่ายังมีคนอยู่ อีกอย่าง ถ้าคนคนนั้นไม่ปรากฏตัวสักที แล้วพวกเจ้าก็เฝ้ากันอยู่แบบนี้รึ มันทรมานร่างกายเกินไปแล้ว”


ถ้าปกติแล้ว ฉินจิ่นคงไม่เห็นด้วยแน่นอน แต่หลังจากโต้รุ่งติดกันมาห้าวันแล้ว ร่างกายนั้นรับไม่ไหวจริงๆแล้ว ทุกวันพอถึงตอนดึกก็รู้สึกง่วงนอนสุดๆ ถึงแม้ว่าตอนกลางวันก็นอน แต่เหมือนไม่ได้ชดเชยเลย ไม่รู้จริงๆ ว่าก่อนหน้านี้ตัวเองโต้รุ่งได้ยังไง


พอตอนกลางคืน ก็ทำเหมือนที่นางเว่ยบอก ไม่ได้ดับเชิงเทียน จากนั้นทุกคนก็หลับไป


จริงๆแล้วสองสามวันนี้ คนร้ายก็มาทุกวัน สำรวจดูอยู่นอกบ้านเว่ย แต่ก็มีคนอยู่ตลอด เลยไม่มีโอกาสได้ลงมือ วันนี้เชิงเทียนยังสว่างอยู่ คนร้ายเลยถอนหายใจ แล้วก็ไม่มีโอกาสได้ลงมืออีกแล้ว ไม่รู้ว่ากลับไปจะโดนเจ้านายด่าว่ายังไงบ้าง


จู่ๆก็มีลมพัดมา เชิงเทียนก็ดับลง ผ่านไปอยู่นานก็ไม่สว่างขึ้น จึงคาดเดาว่าคนเฝ้านั้นหลับไปแล้ว คนร้ายก็เตรียมตัวที่จะลงมือ


บทที่ 33: จงใจหาเรื่อง


ตอนแรกคนร้ายเตรียมที่จะไปแล้ว แต่เห็นในบ้านนั้นมืดอยู่นานไม่ได้สว่างอีก เลยสงสัย แล้วใจกล้าเดินไป เกาะดูอยู่ที่หน้าต่าง ปรากฏว่าวันนี้ไม่มีใครเฝ้ายามเลย


หลังจากเทียนเล่มนี้ถูกพัดดับไป ฉินจิ่นก็พลิกตัวไปมา บ่นในใจพึมพำว่า รู้แบบนี้ไม่น่าดื่มน้ำเยอะขนาดนี้เลย นอนหลับยากมาก แล้วยังต้องลุกไปเข้าห้องน้ำอีก


พลิกตัวไปมาอยู่หลายรอบ ฉินจิ่นนั้นทำอะไรไม่ได้ เลยตื่น


เพิ่งเดินไปถึงนอกบ้าน เห็นคนมาทำลับๆล่อๆ อยู่ที่ถังน้ำไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ตรงนั้น ฉินจิ่นขยี้ตา เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ดูผิด ก็รีบตะโกนขึ้นทันที “เร็วเข้า มาจับคนหน่อย”


เว่ยเหยียนถิงไม่ได้หลับสนิทตั้งแต่แรกแล้ว พอได้ยินเสียงฉินจิ่น ก็รีบลุกขึ้นจากเตียงทันที เว่ยเหยียนซิ่นก็ตามมาทีหลัง ไปจับคนชุดดำไว้


หลายคนพากันมัดชายชุดดำไว้ เว่ยเหยียนถิงดึงผ้าดำที่คลุมหน้าของคนนั้นลง คนบ้านตระกูลเว่ยพากันตั้งใจดู ก็ไม่ได้รู้จัก


“เจ้าเป็นใคร ทำไมมาทำลับๆล่อๆอยู่ที่หน้าบ้านข้า”  เว่ยเหยียนถิงถาม


“ข้าไม่รู้” ชายชุดดำปากแข็ง “ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น”


“ไม่รู้งั้นรึ ไม่รู้แล้วมาทำอะไรที่บ้านข้าดึกๆดื่นๆ ข้าคงต้องส่งเจ้าไปพิจารณาที่ศาลแล้วล่ะ” เว่ยเหยียนถิงยิ้มเยาะ จับเสื้อของชายชุดดำแล้วพูด


“ข้าไม่รู้ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ยาพิษอะไร พวกเจ้ารีบปล่อยข้าซะ”


ชายชุดดำปากแข็งไม่ยอมรับ ฉินจิ่นรีบให้เว่ยเหยียนถิงไปค้นที่ตัวเขา แล้วก็ค้นเจอขวดเล็กๆขวดนึง เว่ยเหยียนถิงสีหน้าเปลี่ยนทันที “นี่คืออะไร”


“ยาที่ใช้ฆ่าแมลงบ้านข้า” ชายชุดดำรีบเอ่ยปากทันที


“ใช่รึ” เว่ยจวนก็โมโหสุดๆ ก็ด่าว่า “ถ้าเจ้าไม่บอกล่ะก็ ข้าจะเอายาพิษนี่ให้เจ้ากินแน่!”


เว่ยเหยียนซิ่นก็รีบคว้าขวดแก้วเล็กๆในมือของเว่ยเหยียนถิงมา เทผงนั้นลงออกมาแล้วก็อยากจะยัดเข้าไปในปากของชายชุดดำเต็มทน ทำเอาชายชุดดำตกใจจนหน้าซีดทันที


แต่ฉินจิ่นก็ยื่นมือไปห้ามไว้ “เดี๋ยวก่อน น้องสี่อย่าเพิ่งใจร้อนไป อย่าทำให้คนตายเลยเดี๋ยวจะกลายเป็นความผิดของเราได้”


หน้าของเว่ยเหยียนซิ่นมีความอยากปะทะความรุนแรงขึ้น และไม่ได้ปล่อยมือ


“น้องสี่!” ฉินจิ่นก็ตะโกนเสียงดังไปทีนึง ถึงจะทำให้เขาหยุดได้ รีบหันกลับไปบอกให้เว่ยเหยียนถิงส่งไปที่ส่วนราชการ ถือว่าเป็นการจัดการเรื่องนี้เบื้องต้น ให้ราชการสอบสวน


......


ต่อมา ชีวิตของคนบ้านเว่ยก็กลับเข้าสู่ความเป็นปกติใหม่อีกครั้ง


ฉินจิ่น เว่ยจวนและนางเว่ยก็เริ่มทำถุงหอมกันใหม่


“เป็นอะไรไปล่ะ อาจิ่น ทำไมสองสามวันนี้เจ้าดูไม่มีความสุขเลย” เว่ยเหยียนถิงเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าสองสามวันนี้ ฉินจิ่นดูซึมๆอยู่ตลอด กินข้าวก็ดูไม่มีรสชาติเลยสักนิด


“ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอกจ้ะ”


ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กอะไรด้วย


“เจ้าบอกมาสิ” เว่ยเหยียนถิงท่าทางตื่นเต้น และได้เตรียมใจไว้แล้ว เลยพูดว่า “มีเรื่องอะไรก็บอกออกมาเถอะ”


เสี่ยวซีก็พูดเสริมอยู่ข้างๆ “ใช่ขอรับ สองสามวันนี้พี่สาวถอนหายใจอยู่ตลอดเลย”


“ช่วงนี้ถุงหอมขายไม่ดีเลย ร้านหลิวเซียงที่เปิดใหม่ในเมืองนั้นทำของออกมาเหมือนข้า แล้วก็ขายถูกกว่าของข้าด้วย ทุกคนต่างก็ไปที่นั่นกันหมด”


เป้าหมายของหลิวเซียงนั้นไม่ใช่การหาเงิน เป้าหมายก็คือการท้าทายฉินจิ่น ฉินจิ่นคงไม่สามารถที่จะปะทะกับนาง จนไม่รู้จะหาเงินทางไหน


เว่ยเหยียนถิงฟังถึงตรงนี้ ในใจก็รู้สึกไม่สบาย และฉินจิ่นก็ยังไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องนี้หมดแล้ว


“งั้นพี่สาวก็สามารถทำไม่เหมือนเขาได้นี่ขอรับ” เสี่ยวซีพูดอย่างฉลาด


นี่เป็นอีกวิธีนึง ฉินจิ่นก็เคยลองแล้ว แต่สมุนไพรก็มีอยู่แค่นี้ ถ้าจะไปเก็บที่อื่นเพิ่ม ก็ต้องเพิ่มต้นทุน ไม่คุ้มแน่ๆ อีกอย่างสองสามวันที่แล้วนางก็ลองเพิ่มสมุนไพรดูบ้างแล้ว แต่ไม่ใช่สมุนไพรทุกอย่างที่เหมาะจะเพิ่มเข้าไป ที่มีกลิ่นฉุน เข้ากันไม่ได้ ก็ใส่เข้าไปไม่ได้ทั้งนั้น


แต่ฉินจิ่นก็ยิ้มและปลอบใจเสี่ยวซีว่า “เสี่ยวซีพูดถูก งั้นเดี๋ยวพี่จะลองดูนะ”


แต่ในหัวกลับคิดว่า เมื่อตอนอยู่โลกปัจจุบัน ถ้าขายไม่ดีจะทำอะไร


ลดล้างสต๊อก! จัดโปรโมชั่น! จัดกิจกรรม!


ฉินจิ่นคิดวิธีออกแล้ว ก็รีบเอาถุงหอมไปในเมืองทันที


“ทุกคนมาดูเร็ว ถุงหอมอันละยี่สิบเหวิน สองอันอันละสิบแปดเหวินจ้ะ” ฉินจิ่นตะโกน “ทุกคนเข้ามาดูกันได้จ้ะ ดูได้จ้า”


ด้วยความที่ของของฉินจิ่นนั้นประณีตอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าของของหลิวเซียงและฉินจิ่นจะเหมือนกัน แต่ของที่หลิวเซียงทำออกมานั้น ไม่ประณีตเหมือนฉินจิ่นแน่นอน แล้วลูกค้าก็กลับมาอีกครั้ง


หลิวเซียงที่อยู่ในร้านหลิวเซียงนั้นก็หัวเราะ ช่างไม่เจียมตัวจริงๆ


แล้วก็รีบแขวนป้ายทันทีว่า: ถุงหอมถุงละสิบเหวิน แถมผ้าเช็ดหน้าอีกหนึ่งผืน


ไม่ว่าจะเป็นคนสมัยก่อนหรือปัจจุบัน ขอแค่แถมของก็รีบมากันทันที


ฉินจิ่นเกลียดจนกัดฟัน เล่นบ้าอะไร นี่มันพยายามเล่นงานถึงตายชัดๆ (อดตาย)


แต่ฉินจิ่นก็ทำอะไรไม่ได้ มองดูลูกค้าที่มาร้านของตัวเอง แล้วก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ร้านหลิวเซียงแจกผ้าเช็ดหน้าด้วย เราไปซื้อที่ร้านนั้นกันเถอะ ก็คิดว่าซื้อผ้าเช็ดหน้าในราคาสองเหวิน


“ใช่ๆ งั้นไปกันเถอะ” ผู้หญิงคนนึงควงแขนผู้หญิงอีกคนแล้วพูด


“ไปไปไป เราก็ไปกันเถอะ”

......


ฉินจิ่นคิดอยู่นานกว่าจะคิดวิธีนี้ออกมาได้ แต่ก็เพิ่งจะขายไปได้สองอันสิบแปดเหวิน คิดต้นทุนดูแล้วก็ได้กำไรแค่สองเหวิน


ก็เหมือนว่าวันนี้นั้นทำงานฟรีไปแล้ว


เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นไปบ้านเว่ย แง่นึงก็คือเอาเงินหนึ่งเหวินของครั้งที่แล้วไปให้เว่ยจวน อีกแง่นึงก็เพื่อบอกเรื่องร้านหลิวเซียงให้พวกเขาฟัง


“สะใภ้รอง เจ้ามีวิธีที่จะเอาคืนได้บ้างไหม” นางเว่ยถาม


ตอนนี้ในสายตาของนางเว่ยนั้น ตัวเองเป็นลูกสะใภ้ที่ฉลาดและทำงานเก่ง เรื่องไหนคิดหาวิธีไม่เจอก็ขอแค่ไปหานาง ยังไงก็ต้องมีวิธีแน่นอน


“ไม่มีจ้ะ” ฉินจิ่นส่ายหน้า  เว่ยเหยียนถิงพูดอย่างเป็นเห็นใจว่า “ช่วงนี้อาจิ่นไม่ได้หลับดีๆเลยขอรับ แล้วก็ไม่มีวิธีไหนเลย”


“นางจงใจหาเรื่องพวกเรา เพราะนางขายราคาต่ำมาก สู้ไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างก็ไม่รู้ว่านางไปเอาสูตรสมุนไพรมาจากไหน สมุนไพรในถุงหอมนั้นเหมือนของเราไม่มีผิด” ฉินจิ่นอธิบาย


เว่ยจวนได้ยินแบบนี้แล้ว จากที่กำลังปักผ้าอยู่ในตอนแรกนั้น เข็มก็ทิ่มมือทันที เจ็บจนแทบจะร้องไห้ออกมา ตัวเองลำบากขนาดนี้ กลับต้องมาเจอกับคนที่แข่งกับตัวเอง ก็พูดด่าว่า


“หลิวเซียงนี่ นึกว่าตัวเองมีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นรึ จงใจทำให้คนอื่นหาเงินไม่ได้ เหอะ ไม่กลัวว่าตัวเองจะล้มละลายในสักวัน ไร้ยางอายแบบนี้ กรรมต้องสนองแน่ๆ”


นางเว่ยได้ยินเว่ยจวนด่ารุนแรงแบบนี้แล้ว ก็ทนไม่ได้ “ช่างเถอะ ปากเจ้าก็ต้องละอายบ้าง จะไปยุ่งกับคนแบบนั้นทำไปกัน”


“ใครจะไปรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นบ้าอะไร ไปเจออะไรกระตุ้นเข้า ถึงได้มาทำกับเราแบบนี้ นางเป็นม่ายไม่ใช่รึ ข้าดูแล้วก็เพราะนางเป็นคนใจดำแบบนี้ไงล่ะ ถึงได้เป็นม่ายแบบนี้”


กระตุ้น? แม่ม่ายเหรอ ฉินจิ่นใจกระตุกไปที เหมือนว่าเห็นอะไรและคิดอะไรบางอย่างออก


ที่นางชอบเว่ยเหยียนถิงแบบนี้ ต้องมีสาเหตุอะไรแน่นอน ไม่มีทางที่จะชอบโดยไม่มีเหตุผลได้ สาบานว่าจะเป็นบ้านน้อยให้ได้ เป็นบ้านน้อยไม่ได้ก็จะแยกพวกเขา ไม่เสียดายว่าจะต้องเสียอะไรบ้าง เรื่องนี้ต้องลองตรวจสอบ


วันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นก็ตื่นแต่เช้า เอาเนื้อและผักบางส่วนไปส่งที่บ้านแม่ย่า


บทที่ 34: รวมตัวไปหาเรื่อง


“อ้าว นี่แม่นางฉินไม่ใช่รึ วันนี้ถ่อมากับลมอะไรล่ะ ถึงได้พาเจ้ามาหาขาถึงที่นี่ได้” แม่สื่อเจิ้งพูดเยาะเย้ย


ฉินจิ่นรู้ว่าแม่สื่อเจิ้งยังแค้นอยู่ จากครั้งที่แล้วที่มาเป็นแม่สื่อให้เว่ยเหยียนถิง ก็พูดว่า “วันนี้มาเดินเที่ยวแถวนี้ นึกขึ้นได้ว่าบ้านท่านอยู่ที่นี่ เลยอยากจะมาหา นี่ให้ท่านเจ้าค่ะ”


แม่สื่อเจิ้งเห็นว่าในมือของนางมาทั้งเนื้อและผักอยู่ รอยตีนกาบนหน้ายิ้มออกมาด้วย “มาๆๆ แม่นางฉินเข้ามานั่งข้างในก่อน


พอฉินจิ่นเข้าไปแล้วก็แอบๆยัดเงินให้แม่สื่อเจิ้ง “ไม่มีเรื่องก็คงไม่มาหาถึงที่ ข้าอยากจะให้ท่านช่วยสืบข่าวของคนคนนึง”


“ใครรึ”


“หลิวเซียง”


เห็นเงินแล้วจะมีเหตุผลที่จะไม่พูดได้ยังไงล่ะ แล้วแม่สื่อคนนี้ก็ลากฉินจิ่นให้นั่งลงแล้วพูดว่า “แม่หลิวเซียงน่ะเป็นคุณหนูของบ้านตระกูลร่ำรวยใหญ่โต แล้วตอนอายุสิบสี่ปีก็ได้แต่งงานกับสามีของนางที่ชื่อหวังเอ้อ หวังเอ้อคนนี้ไม่ได้โชคดีเท่าไหร่นัก ผ่านไปไม่กี่ปีก็ตายไป ทิ้งสมบัติไว้มากมายให้นางดูแลอย่างยากลำบาก”


“งั้นที่ท่านมาบอกสื่อให้กับผัวข้าล่ะ คนที่เก่งขนาดนี้ ทำไมถึงอยากจะแต่งงานกับผัวข้าแล้วเป็นบ้านน้อยด้วยล่ะ”


แม่สื่อเจิ้งพูดเสียงเบาลง “เจ้าน่ะไม่รู้อะไร ผัวของเจ้าน่ะหน้าตาคล้ายกับหวังเอ้อมาก เพราะฉะนั้นนางถึงได้พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะแต่งงานกับผัวเจ้า”


เป็นแบบนี้นี่เอง ในใจของฉินจิ่นนั้น ก็เห็นใจผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาทันที คิดว่าหลิวเซียงก็คงจะรักสามีตัวเองมากเหมือนกัน ไม่งั้นก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก


“เจ้าไม่รู้หรอกว่าบ้านเขาน่ะรวยมากมายมหาศาลเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลหลิวหรือตระกูลหวัง ถึงตอนนี้นางจะยากลำบากอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่กังวลเรื่องกินเรื่องใช้ ตัวเองก็เปิดร้านอาหารแล้วก็ร้านถุงหอมเอง ชีวิตดีกว่าพวกเราเยอะ”


ไม่แปลกที่หลิวเซียงจะมีเงินมาสู้กับตัวเองเยอะขนาดนั้น แล้วก็ไม่ได้ทำเพื่อเงินด้วย แต่ทำเพื่อให้ตัวเองออกไปจากเว่ยเหยียนถิง มาเติมเต็มนาง


แม่สื่อเจิ้งก็ตัดพ้อขึ้นอีก “เป็นเพราะโชคชะตาชีวิตไม่ดีแท้ๆ ถึงจะรวยแล้วมีประโยชน์อะไรล่ะ นางอยากจะแต่งกับสามีของเจ้าก็ไม่ได้ บรรพบุรุษของนางก็เป็นพวกหมอ เป็นคนดีมีคุณธรรม แต่พอมาถึงรุ่นของลูกแล้ว ผู้หญิงคนนี้กลับได้เป็นม่ายไป”


ตามที่อยู่ที่แม่สื่อเจิ้งให้นั้น ฉินจิ่นก็หาร้านอาหารร้านนั้นเจอ


“แม่นางขอรับ ทานอาหารหรือหาจองที่พักดีขอรับ” เสี่ยวเอ้อมาพูดต้อนรับ


“ข้ามาหาคนน่ะ มาหาเถ้าแก่ของพวกเจ้า” ฉินจิ่นตั้งใจพิจารณาร้านนี้ ก็เหมือนกับที่แม่สื่อบอก ว่าเป็นเจ้าของที่ร่ำรวย


เสี่ยวเอ้อพาฉินจิ่นไปที่ห้องส่วนตัวห้องนึง แล้วก็ยกชามาให้เหยือกนึง แล้วพูดว่า “ท่านรอเดี๋ยวนะขอรับ ข้าจะไปเรียกเถ้าแก่ของพวกข้า”


หลิวเซียงเดินดุ่มๆออกมาอย่างช้าๆ พอเมื่อกี้นางได้ยินเสี่ยวเอ้อบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาหานาง นางก็เดาออกแล้วว่าเป็นฉินจิ่น


“ทำไมล่ะ แม่นางฉิน นี่เจ้ายอมแพ้แล้วใช่หรือไม่”  หลิวเซียงนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วก็ยกแก้วชาขึ้นมาชิมไปอึกนึง “ช่วงนี้ฝีมือชงชาของเสี่ยวเอ้อพัฒนาขึ้น กลับไปต้องขึ้นค่าจ้างหน่อยแล้วล่ะ”


“เพราะว่าเว่ยเหยียนถิงหน้าคล้ายผัวเจ้าที่ตายไปแล้ว เจ้าถึงได้ก่อเรื่องขึ้นมากมายขนาดนี้ใช่หรือไม่” ฉินจิ่นพูดถามตรงๆ


หลิวเซียงไม่ได้บอกว่าใช่หรือไม่ใช่ เพียงแต่ก้มหน้ามองดูใบชาในแก้วอย่างเลิ่กลั่ก แต่ฉินจิ่นกลับสังเกตเห็นว่าหลิวเซียงจับแก้วไว้แน่นจนเส้นเลือดนั้นปูดออกมา ฉินจิ่นเลยรู้ว่าตัวเองนั้นพูดตรงกับเรื่องที่อยู่ในใจของนาง


เห้อ นี่ก็เพราะโชคชะตาทั้งนั้น ตอนแรกที่อยู่ในโลกปัจจุบันต่างเป็นความรักที่เกิดในตลาดและริมถนนในละคร แล้ววันหนึ่งก็ได้เกิดขึ้นต่อหน้าตัวเอง นี่ทำให้ฉินจิ่นรู้สึกแปลกๆ กลับรู้สึกเห็นใจนาง


ฉินจิ่นนั่งอยู่ตรงข้ามหลิวเซียง พูดแนะนำอย่างจริงใจว่า “แม่นางหลิว คนที่เจ้ารักมากน่ะเขาตายไปแล้ว ไม่ว่าจะมีคนที่หน้าคล้ายกับเขาหรืออะไรอีก ก็ไม่ใช่ผัวของเจ้าแล้ว”


หลิวเซียงได้ยินแบบนี้แล้ว ก็ขมวดคิ้ว “เจ้าคิดว่าเจ้าเข้าใจข้ามากนักรึไง ถึงได้มาพูดจาเรื่อยเปื่อยแบบนี้ อย่าคิดว่าไปฟังคนอื่นพูดมั่วๆมาสองสามคำ แล้วมาพูดสอนข้าอยู่ที่นี่


ฉินจิ่นยังคงรักษาความเข้าใจอยู่เสมอ “แต่เจ้าต้องรู้ว่าคนนี้น่ะไม่ใช่คนนั้น ถึงจะเหมือนแค่ไหนก็ไม่ใช่เขาอยู่ดี”


หลิวเซียงเหมือนไม่อยากจะเปลืองน้ำลายกับนางต่อแล้ว ก็แค่ฟังฉินจิ่นพูดต่อไป


“การที่หน้าตาภายนอกดูเหมือนนั้นก็ไม่ใช่ความเหมือนที่แท้จริง มีแค่ตอนที่คนคนหนึ่งรักเจ้า เจ้าถึงจะรู้สึกถึงความรักได้ ผัวเจ้ารักเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าเลยรักเขา แต่ถ้าจะบังคับเว่ยเหยียนถิง เขาก็ไม่ได้รักเจ้า”


คำพูดนี้นั้นแรงไปหน่อย แต่ฉินจิ่นก็ยังรู้สึกว่าตัวเองนั้นพูดความจริง ถ้าแรงไปหน่อย แล้วสามารถทำให้นางตัดความคิดนั้นออกไปได้ก็ดี ไม่งั้นสุดท้ายก็คงจะเป็นการทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่น


แต่หลิวเซียงก็ยังคงทิฐิสูงอยู่แบบนั้น


“แม่นางฉินพูดนานขนาดนี้คงเหนื่อยแล้วสิท่า ชาวันนี้น่ะดีมากเลย ลองชิมดูสิ”


ได้ ฉินจิ่นรู้แล้วว่าคำพูดพวกนี้ของตัวเองนั้นถือว่าพูดฟรีไป


สุดท้ายก็ทำได้แค่ยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ในเมื่อเจ้าไม่ฟัง ข้าก็ไม่ขอเปลืองน้ำลายอีก”


“เสี่ยวเอ้อ ส่งแขกหน่อย”


พอเสี่ยวเอ้อที่อยู่หน้าประตูได้ยินก็คำสั่งของเถ้าแก่ที่อยู่ด้านในก็เปิดประตู แล้วก็ทำท่าเชิญ “แม่นางฉิน เชิญทางนี้”


“แม่นางหลิว วันนี้ขอพูดถึงตรงนี้ แต่ถ้าต่อไปเจ้ายังคิดจะแข่งกับข้าต่อ ข้าก็จะไม่ยอมเด็ดขาด”


ในตอนที่ฉินจิ่นกลับไปก็ได้บอกเว่ยจวนแล้ว ว่าสองสามวันนี้ยังไม่ต้องปักถุงหอม คงไม่จำเป็นเท่าไหร่แล้ว รอให้คิดวิธีออกค่อยว่ากันอีกที


เว่ยจวนนั้นโมโหมากจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนั้น บ้านตัวเองก็คงได้มีเงินเก็บสักหน่อย แต่ตอนนี้ดีที่สุด ก็ทำได้แค่เพาะปลูก แล้วก็ยังได้เงินน้อยกว่าขายถุงหอมด้วย


“แม่จ๊ะ ข้ามีธุระต้องออกไปสักแป๊บ วันนี้ตอนเย็นไม่ได้อยู่กินข้าวที่บ้านนะจ๊ะ”


“จ้ะ”


เว่ยจวนมีเพื่อนสนิทอยู่หลายคน ต่างโตมาด้วยกัน แล้วก็ไปเล่นกับพวกเขาอยู่บ่อยๆ แม่เว่ยก็เลยไม่ได้สนใจ


แต่ใครจะรู้ว่า เว่ยจวนและอีกสองสามคนนั้นพากันไปที่ร้านอาหารของหลิวเซียง


“ลูกค้าจะทานอาหารหรือจองที่พักดีขอรับ”


“ทานอาหารจ้ะ” เว่ยจวนพูด


“เชิญด้านในขอรับ”


เว่ยจวนนั่งลงแล้วพูดกับเสี่ยวเอ้อว่า “ไม่สั่งแล้วล่ะว่าจะเอาอะไรบ้าง เจ้าเสิร์ฟกับสามอย่างแล้วก็ซุปหนึ่งอย่าง มีเนื้อมีผักก็พอจ้ะ”


เว่ยจวนตั้งใจสำรวจดูร้านอาหารร้านนี้ ตกแต่งได้สะอาดและเรียบหรูคนมากินข้าวเยอะมาก ธุรกิจรุ่งเรือง ไม่แปลกใจที่จะสู้กับตระกูลเว่ย โดยที่ไม่ได้สนใจเงินเลยจริงๆ แค่อยากจะทำลายพี่รองกับพี่สะใภ้รองก็แค่นั้น


พอคิดแบบนี้แล้ว เว่ยจวนก็ยิ่งโมโห


“กับข้าวมาแล้วขอรับ ขอลูกค้าหลบหน่อยขอรับ เดี๋ยวจะโดนลูกค้าเอา”


ไม่นานกับข้าวก็มาเสิร์ฟแล้วก่อนที่จะมา ฉินจิ่นก็บอกคนพวกนี้ไว้แล้ว ว่ากินข้าวนั้นไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือการสร้างปัญหาต่างหาก


แล้วถูกคนก็ส่งสายตาให้กันไปทีนึง โยนแมลงสาบเข้าไปในกับข้าวตัวนึง แล้วก็คนกับให้เข้ากัน อย่าให้คนอื่นเห็น แล้วก็เปลี่ยนเหล้าเป็นน้ำที่ตัวเองเตรียมมา


พอทำเสร็จ ก็ฉวยโอกาสตอนที่มีคนเยอะๆ เรียกเสี่ยวเอ้อมา “เสี่ยวเอ้อ ร้านของเจ้าทำไมถึงเป็นแบบนี้”


“เกิดอะไรขึ้นขอรับ” เสี่ยวเอ้อได้ยินเลยรีบมาแล้วก็ถาม


“เหล้าไม่มีรสชาติเลยสักนิด อย่างกับน้ำเปล่า” เว่ยจวนก็พูดเสริมว่า “ไม่เชื่อเจ้าลองดื่มเองดูสิ”


เสี่ยวเอ้อไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เลยลองชิมไปอึกนึ่งก็จืดมาก เหมือนน้ำเปล่าไม่มีผิด เสี่ยวเอ้อก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำได้แค่ยิ้มแล้วพูดว่า “คงจะหยิบผิดไป ท่านรอก่อนนะขอรับข้าจะเอาไปเปลี่ยนให้”


บทที่ 35: โดนตบอย่างน่าสมเพช


“อี๋ ในอาหารนี้คืออะไรน่ะ”


คนนั้นตั้งใจพูดเสียงดังว่า “แมลงสาบ อาหารของร้านเจ้าทำไมถึงได้สกปรกขนาดนี้ มีแมลงสาบด้วย”


“นี่มันอะไรกัน เหล้าก็เป็นเหล้าปลอม ในอาหารก็ยังมีแมลงสาบอีก”


ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เสี่ยวเอ้อก็แก้ตัวไม่ได้ พอคนที่มากินข้าวเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับโต๊ะนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกประหลาดใจ


“นี่ อาหารร้านเจ้าน่ะไม่สะอาด มีพิษรึเปล่า”


“ไม่มีขอรับ ไม่มีขอรับ วันนี้......” เสี่ยวเอ้อไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงดี ได้แต่ทำตัวไม่ถูก


พอพูดถึงพิษ โต๊ะอื่นที่ได้ยินก็พากันกลัวขึ้น “มีพิษจริงๆรึ”


“เหอะ เจ้าดูโต๊ะพวกข้าสิ กินไปกินมาก็มีแมลงสาบออกมา ยังไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรอีก” เว่ยจวนพูดได้สมจริงมาก เหมือนว่ากินโดนอะไรสักอย่างเข้า


“ได้ยินมาตั้งแต่แรกแล้วว่าร้านอาหารนี้น่ะไม่สะอาด ยังไม่รู้เลยว่ากินไปแล้วจะเจออะไรอีก”


“ลูกค้าขอรับ นี่......”


ยังไม่ทันจะได้พูด คนอื่นๆอีกสองสามโต๊ะก็หนีไปก่อนแล้ว กลัวว่าจะเจออะไรอีก


“ลูกค้า เงิน เงิน......” เสี่ยวเอ้อยืนกระทืบเท้าอยู่หน้าประตู นี่มันเรื่องอะไรกัน งานยุ่งมาทั้งวัน แต่หาเงินไม่ได้สักเหวิน


“พวกเจ้าจงใจรวมหัวกันมาหาเรื่องใช่หรือไม่” หลิวเซียงได้ยินเสียงเลยรีบออกมาดู ใครจะรู้ว่าจะมาสายไปก้าวนึง นอกจากโต๊ะของเว่ยจวนก็ไม่มีใครอีกเลย


“เปล่านะจ๊ะ แต่แค่อาหารของร้านเจ้าน่ะไม่สะอาด ยังจะไม่ให้คนอื่นเขาว่าอีก” เว่ยจวนพูดชี้แจงอย่างฉะฉาน “เจ้าเป็นเถ้าแก่ เจ้าก็ลงมาดูสิ ว่านี่ใช่แมลงสาบหรือไม่ วันนี้ถ้าไม่ใช่ งั้นข้าก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”


หลิวเซียงเดินลงมาดู ก็เห็นว่าในอาหารนั้นมีแมลงสาบอยู่ตัวนึง หลิวเซียงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ใครจะรู้ว่าแมลงสาบตัวนี้มาได้ยังไง แล้วเจ้ามากล่าวหาว่าอาหารของร้านพวกข้ามีพิษ จะชดใช้ยังไงล่ะ”


“รู้ได้ยังไงว่ากล่าวหาเจ้า คนแบบเจ้าน่ะทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง” เว่ยจวนพูดอย่างคล่องแคล่ว


“คำนี้ดูแปลกๆนะ ข้าเป็นคนแบบไหนกัน” แล้วหลิวเซียงนั่งลง


เสี่ยวเอ้อก็นั่งลงกับเจ้าของร้าน ก็เอาชาแก้วนึงวางบนโต๊ะ แล้วรินเหล้าเองอีกแก้วนึง หลิวเซียงชิมไปอึกนึง สรุปว่าเป็นน้ำ ไม่มีรสชาติเลยสักนิด


ตอนนี้เว่ยจวนกลับรู้สึกเสียดายแล้ว ถ้ารู้แบบนี้น่าจะเพิ่มอะไรลงไปหน่อย


“เป็นยังไงล่ะ เหล้าของเจ้าเป็นของจริงหรือของปลอมรึ”


“นี่คือความผิดของพวกข้า” หลิวเซียงทำเสียงอ่อนโยนลงหน่อย เอาน้ำในกาน้ำชาเทไปอีกที่นึง นี่คือความเคยชินของนาง แล้วก็เทน้ำชาใหม่อีกแก้วนึง


เหล้าของพวกเขาทั้งโต๊ะก่อนหน้านี้ก็ถูกเทลงไปในกาน้ำชา แล้วตอนนี้หลิงเซียงก็เทลงในแก้วอีก หลิวเซียงชิมไปอีกอึกนึง ก็สรุปได้ว่านี่เป็นเหล้า


“นี่มัน เจ้ามาเพื่อมาสร้างความวุ่นวายนี่เอง” หลิวเซียงเอาแก้วขว้างลงบนโต๊ะแรงๆ แล้วก็ตั้งใจมองเว่ยจวน แล้วก็รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาหน่อยๆ


“เจ้าเป็นอะไรกับเว่ยเหยียนถิง”


“เขาคือพี่ชายข้า”


หลิวเซียงนึกออกทันที ถ้าเกิดได้เป็นครอบครัวเดียวกัน คนนี้ก็ต้องเป็นน้องสาวของสามีนาง


“ไม่ใช่ว่าอยากแต่งงานกับพี่ชายข้ารึ ข้าดูแล้วเจ้าน่ะ ทั้งชีวิตนี้ก็อย่าคิดเลย พี่ชายข้าไม่เอาเจ้าหรอก” เว่ยจวนกลอกตาแล้วพูด


“ข้าจะแต่งงานกับพี่ชายเจ้า ยังต้องขึ้นอยู่กับเจ้าอยู่รึ’


“ข้าเป็นคนบังคับไม่ได้หรอก แต่พี่ชายข้าบอกแล้วว่าให้ตายก็ไม่เอาเจ้า จะเอาแค่พี่สะใภ้ข้าคนเดียว”


หลิวเซียงโมโหจนหน้าเขียว แล้วพูดว่า “นิสัยที่ดีของข้ามีให้กับเว่ยเหยียนถิงคนเดียว เจ้าน่ะไม่มีสิทธิพิเศษสำหรับข้าหรอก เจ้าทำลูกค้าของข้าโกรธแล้วหายไป ข้ายังไม่ได้คิดเงินกับเจ้า งั้นตอนนี้เจ้าก็เอาเงินออกมาซะ”


เว่ยจวนรู้ว่านางจะมาไม้นี้แล้วพูดว่า “จะเอาเงินน่ะไม่มี แต่ถ้าจะเอาชีวิตก็เข้ามา”


“เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่มีวิธีจะจัดการเจ้านะ ระวังข้าจะส่งเจ้าไปฝ่ายราชการเอาล่ะ”


“ทุกคนดูผู้หญิงคนนี้หน่อย พี่ชายข้าไม่อยากแต่งงานกับนาง แต่ยังจะบังคับให้พี่ชายข้าเอา ไม่รู้ว่าเพื่ออะไรกันแน่ แล้วยังเป็นแม่ม่ายคนนึงอีกด้วย” เว่ยจวนยิ่งพูดก็ยิ่งเลยเถิดไปเรื่อยๆ


“ข้าดูแล้วเจ้าไร้คุณธรรมแบบนี้ สมแล้วล่ะที่เป็นม่าย”


“เจ้าพูดอะไร เจ้าพูดอีกทีสิ” คราวนี้ทำเอาหลิวเซียงโมโหจริงๆแล้ว นี่มันอะไรกัน อะไรคือสมแล้วที่เป็นม่าย


“ข้าบอกว่าเจ้าน่ะ สมแล้วที่เป็นม่าย”


“มานี่หน่อย มาจับมันให้ข้าเดี๋ยวนี้” เด็กในร้านอาหารนั้นต่างก็เคยฝึกวิชากังฟูกันมานิดหน่อย ก็เข้าไปจับเว่ยจวนทันที


เพี๊ยะ-----


หลิวเซียงตบไปที่หน้าเว่ยจวนทีนึง “ข้าบอกแล้วว่า นิสัยดีๆของข้ามีให้แค่พี่ชายเจ้าคนเดียว”


พูดจบ ก็ตบไปอีกหนึ่งที แก้มทั้งสองข้างของเว่ยจวนก็บวมไปหมด


“เอามันลงไป” หลิวเซียงเรียกคนมา “ให้คนไปบอกเว่ยเหยียนถิงซะ ว่าน้องสาวของเขามาหาเรื่องข้าที่นี่ ให้เขามา”


พอเว่ยเหยียนถิงรู้เรื่อง ก็รีบออกมาทันทีทันใด แล้วก็เจอกับฉินจิ่นที่ตีนเขา


“พี่ถิง นี่พี่จะไปไหนจ๊ะ” ฉินจิ่นเห็นท่าทางของเว่ยเหยียนถิงรีบร้อนไม่เหมือนไปล่าสัตว์


“หลิวเซียงให้คนมาบอกพี่ว่า น้องสามไปก่อเรื่องที่ร้านของนาง ตอนนี้นางโดนคนจับเอาไว้ ให้พี่ไปหาหน่อย”


ฉินจิ่นได้ยินแล้วก็ร้อนรน แต่เรื่องนี้นั้นก็ไม่ได้จัดการง่ายขนาดนั้น พอนึกถึงเว่ยจวน นางก็รู้สึกเห็นใจ ก็พูดขึ้นทันทีว่า “ข้าจะไปกับพี่เองจ้ะ”

……


“รอไว้เถอะ เดี๋ยวพวกพี่ชายเจ้าก็มาแล้วล่ะ” หลิวเซียง มองดูที่โดนมัดอยู่ ยิ้มและพูดอย่างเจ็บปวด


“ผู้หญิงอย่างเจ้าจะต้องไม่ตายดีแน่ สมแล้วที่เป็นม่าย” ถึงแม้ว่าเว่ยจวนจะโดนมัดอยู่อย่างงั้น แต่ปากนั้นไม่ได้ทุกข์ทรมานเลย


หลิวเซียงง้างมือขึ้นจะตบไปบนหน้าของเว่ยจวน เว่ยเหยียนถิงก็เห็นจากนอกประตูแล้ว ก็รีบตะโกนทันทีว่า “หยุด”


หลิวเซียงมองไปทีนึงก็ไม่ได้สนใจ ก็ยังตบไปบนหน้าของเว่ยจวนอยู่ดี ใบหน้าที่สวยงามนั้นก็เหมือนจะบวมสุดๆ


“เจ้า……” เว่ยจวนกัดฟัน


หลิวเซียงนั่งไปบนเก้าอี้อย่างหยิ่งผยอง “ท่านมาแล้วรึ”


“พี่รอง พี่สะใภ้รอง” ผู้หญิงที่ดื้อรั้นในตอนแรกนั้น พอเห็นเว่ยเหยียนถิง เว่ยจวนก็ร้องไห้ทันที


“ไม่เป็นไรนะ” ฉินจิ่นมองหน้าเว่ยจวนแล้ว ก็เห็นว่าหน้านั้นบวมมาก ก็อดใจไว้ไม่อยู่ “เดี๋ยวก็พาเจ้ากลับไปแล้วนะ”


“อื้ม”


พอเว่ยเหยียนถิงเห็นใบหน้าของน้องสาวตัวเองแล้ว ก็เจ็บใจสุดๆ แต่ตอนนี้ก็สนใจอะไรมากไม่ได้ ก็ตะคอกถามว่า “เจ้าจะเอายังไงกันแน่”


“ท่านดูสิ นางทำให้ธุรกิจร้านนี้ไปต่อได้ไม่ดี คนที่ไม่รู้คงหาว่าอาหารของร้านข้านั้นมีพิษจริงๆ” ดูแล้วหลิวเซียงก็เศร้าจริงๆ


“ก็ร้านเจ้าน่ะมีพิษจริงๆรึเปล่าก็ไม่รู้ มาโทษพวกข้าได้ยังไง” เว่ยจวนตะโกนพูด


“พูดน้อยๆหน่อย” ฉินจิ่นดึงเว่ยจวนไว้ แล้วตอนนี้ก็เริ่มเจรจาต่อรอง แล้วอย่าให้ต้องปะทะกันขึ้น


“พี่รองพี่สะใภ้รอง อาหารในร้านของพวกเขามีแมลงสาบด้วยจ้ะ นี่ไม่ใช่ความผิดของเราสักหน่อย” เว่ยจวนอธิบาย แต่กลับไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล้าปลอม


นี่ทำให้หลิวเซียงต้องยกขึ้นมาพูด “น้องสาวเจ้าเอาเหล้าเปลี่ยนเป็นน้ำ แล้วกล่าวหาพวกเรา เรื่องนี้จะชดใช้ยังไงดีล่ะ”


หลิวเซียงมองดูเล็บที่เพิ่งทำมาใหม่ของตัวเองไปด้วย แล้วก็มองดูท่าทางของเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นไปด้วย


ฉินจิ่นแอบคิดว่า เว่ยจวนนั้นแกร่งกร้าว เจ้าคิดเจ้าแค้น จนทำเรื่องแบบนี้ออกมาแน่ๆ


“อาหารร้านข้านั้นสะอาดถูกปากและโด่งดังมาตลอด จู่ๆวันนี้มาบอกว่าอาหารร้านข้ามีแมลงสาบ ข้าไม่เชื่อหรอก ยังไม่รู้เลยว่าแมลงสาบตัวนี้มาได้ยังไง” หลิวเซียงกลอกตาไปมา แล้วพูดออกมา


บทที่ 36: เอาเงินเรียนหนังสือของเขาไป


เว่ยจวนละอายใจเล็กน้อย เพราะแมลงสาบนี้นั้นเป็นพวกนางที่โยนเข้าไปจริงๆ เลยไม่กล้ามองหลิวเซียง


ฉินจิ่นเหลือบเห็นสีหน้าของเว่ยจวนก็รู้ว่าที่หลิวเซียงพูดนั้นเป็นความจริง เว่ยเหยียนถิงก็รู้จักน้องสาวคนนี้พอสมควร ก็เดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสองรู้อยู่แก่ใจ ในเมื่อเจ้าเปียน้อยโดนคนอื่นจับแบบนี้แล้ว เว่ยเหยียนถิงก็เอ่ยปากพูดว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว เถ้าแก่หลิวจะเอายังไง”


“ชดใช้ตามราคา”


“เท่าไหร่”


“ไม่มาก” หลิวเซียงจ้องมองพวกเขาทั้งสองแล้วพูดว่า “สามตำลึง”


พอเว่ยจวนได้ยินว่าหลิวเซียงจะเก็บเงินเยอะขนาดนี้แล้ว ก็รู้ว่าสิงโตที่โลภมาก ลูกค้าพวกนั้นรวมๆแล้วไม่ได้กินเยอะขนาดนั้น แล้วมาเก็บเงินเยอะขนาดนี้


“พี่รอง พี่สะใภ้รอง อย่าไปฟังคำพูดมั่วๆของมัน ไม่ได้เป็นเงินเยอะขนาดนั้น มันกำลังโกงเราอยู่” เว่ยจวนพูดอยู่อีกฝั่ง


“อาหารนั้นไม่ได้เป็นเงินมากขนาดนั้นอยู่แล้ว” หลิวเซียงยอมรับอย่างเอื่อยเฉื่อย “ในนั้นมีค่าชดเชยที่เจ้าด่าข้า แล้วก็มีค่าชดเชยที่ร้านอาหารของข้าขาดทุนรวมอยู่”


เว่ยเหยียนถิงมองฉินจิ่น เงินในบ้านส่วนใหญ่นั้นเป็นเงินที่นางหามาได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าควรจะถามความเห็นนางก่อน “อาจิ่น”


คำพูดมากมายรวบรวมอยู่ในความเงียบ ฉินจิ่นเข้าใจความหมายของเว่ยเหยียนถิง แล้วพยักหน้า


หลิวเซียงเห็นเว่ยเหยียนถิงเคารพฉินจิ่นแบบนั้นแล้ว ในใจก็โกรธแค้นขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล


“ได้ เงินก้อนนี้เราจะจ่ายให้” ฉินจิ่นพูด “แต่บนตัวของพวกข้าไม่ได้มีเงินติดตัวมาด้วย เดี๋ยวจะกลับไปเอามาให้เจ้า”


หลิวเซียงหัวเราะแล้วพูดว่า “ข้าคิดว่าจะมีปัญญามากซะอีก แค่เงินสามตำลึงยังต้องกลับไปเอาที่บ้าน แบบนี้ยังคิดจะสู้กับข้าอีก ช่างไม่เจียมตัวเลยจริงๆ”


ฉินจิ่นอดทนไว้แล้วพูดว่า “เจ้ารอก่อนก็พอ”


“ได้ เจ้าไปเอามา แล้วให้เว่ยเหยียนถิงอยู่ที่นี่”


เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นสบตากัน ตอนนี้นั้นถึงเขาเป็นคนมีอำนาจชี้ต้นตายชี้ปลายเป็นแต่เขาเองก็เนื้อบนเขียง ไม่มีวิธีอื่นแล้ว


“อาจิ่น รีบไปเถอะ พี่จะรอเจ้ากลับมาเอง”


“จ้ะ”


พอกลับถึงบ้าน เสี่ยวซีก็โบกมือให้กับฉินจิ่นอย่างดีใจ “พี่สาว พี่กลับมาแล้ว”


“เสี่ยวซี”


มัวพูดอะไรมากไม่ได้ ฉินจิ่นก็ค้นกล่องค้นตู้แล้วก็เจอเงินแล้ว เห็นหน้าตาที่ไร้เดียงสาของเสี่ยวซีแล้ว ในใจของฉินจิ่นก็รู้สึกขอโทษ


“เสี่ยวซี พี่ขอโทษ เงินก้อนนี้นั้นตอนแรกพี่จะเอาไว้ให้เจ้าเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้ถ้าไม่ใช้เงินนี้ พี่เว่ยจวนก็คงจะกลับมาไม่ได้แล้ว”


เสี่ยวซีนั้นรู้เรื่องมาก “ไม่เป็นไรขอรับ พี่สาว ให้พี่เว่ยจวนก่อนเถอะจ้ะ”


“ขอบใจมากนะเสี่ยวซี” ในใจของฉินจิ่นก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี


นางรีบเร่งเดินทางไม่กล้าที่จะพักตลอดทั้งทาง ฉินจิ่น รีบกลับไปยังร้านอาหาร


“นี่คือเงินที่เจ้าต้องการ” ฉินจิ่นวิ่งมาด้วยเหงื่อท่วมหัว ยื่นเงินออกไป หลิวเซียงเหลือบไปทีนึง แล้วผู้ช่วยก็รีบมารับเงินไปไว้ตรงหน้าของหลิวเซียง


“ใช้ได้หนิ”


“ตอนนี้คงปล่อยคนได้แล้วสินะ” ฉินจิ่นรู้สึกว่าเว่ยจวนถูกมัดไว้นานมากแล้ว ดูแล้วก็แทบจะเป็นลมอยู่แล้ว


หลิวเซียงทำท่าบอกว่าปล่อยเว่ยจวนได้แล้ว ในตอนที่เชือกถูกคลายออก เว่ยจวนก็รู้สึกว่าตัวเองผ่อนคลายไม่น้อย แต่บนตัวนั้นกลับปวดไปหมด บนข้อมือนั้นทั้งแดงทั้งม่วง หน้านั้นก็บวมสุดๆ


“ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปทายาเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว” ฉินจิ่นพูด และพยุงเว่ยจวนพร้อมกับเว่ยเหยียนถิงกลับไปกันสองคน


พอถึงหน้าประตู พนักงานในร้านอาหารก็มาขวางพวกเขาเอาไว้


“หมายความว่ายังไง” เว่ยเหยียนถิงหันกลับไปมองหลิวเซียง “ก็ให้เงินไปแล้วไม่ใช่รึไง ทำไมถึงยังไม่ให้พวกเราไปอีก”


“บนโลกนี้มีเรื่องง่ายขนาดนี้ที่ไหนกัน”


นี่ยั่วให้ฉินจิ่นโมโหสุดๆ ผู้หญิงคนนี้จะจบได้รึยัง


“หลิวเซียง เจ้าจะหลีกหรือไม่หลีก ถ้าไม่หลีก เราก็ขึ้นศาลาว่าการด้วยกัน”


“ฉินจิ่น ใครผิดล่ะ น้องสาวเจ้ามาด่าข้า มากล่าวหาข้า เจ้ายังจะขึ้นศาลาว่าการอีก เจ้าฝันไปรึเปล่า” พูดจบ หลิวเซียงก็ปิดปากแล้วหัวเราะขึ้น


“แล้วเจ้าจะเอายังไง” เว่ยเหยียนถิงถามอย่างอดทน


“เห็นหรือไม่ บนโต๊ะนั่นยังมีเหล้าเยอะขนาดนั้น วันนี้พวกเจ้าสามคนดื่มให้หมด แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้ากลับไป”


ถึงแม้ว่าเหล้าสมัยก่อนจะดีกรีไม่มาก แต่เหล้าเยอะขนาดนั้นก็ไม่ได้เล่นๆ จะบอกว่าดื่มแล้วก็ดื่มได้ยังไง ถึงตอนนี้  ฉินจิ่นจะดื่มได้ แต่นางก็ไม่รู้ว่าร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนั้นจะดื่มได้มากแค่ไหน


เว่ยจวนก็ยังเด็ก แน่นอนว่าดื่มไม่ได้อยู่แล้ว


“ได้” เว่ยเหยียนถิงรับปาก “พวกข้าจะดื่ม”


บอกว่าพวกเรา แต่จริงๆแล้วก็มีแค่เว่ยเหยียนถิงคนเดียว


ฉินจิ่นเห็นเขาดื่มทีละแก้วทีละแก้ว แล้วหน้าก็แดงขึ้นเรื่อยๆ


“พี่ถิง”


“พี่รอง”


เว่ยเหยียนถิงหัวเราะ “ไม่เป็นไร ปกติอยากดื่มยังไม่ได้ดื่มเลย วันนี้ยังไม่ต้องเสียเงินด้วย”


ตอนที่ดื่มอึกสุดท้ายนั้น เว่ยเหยียนถิงก็ฝืนตัวเองให้ยืนขึ้นแล้วพูดว่า “เถ้าแก่หลิว พวกข้าไปได้รึยัง”


“ข้าพูดคำไหนคำนั้น” หลิวเซียงพยักหน้า “ปล่อยพวกเขาไป”


ฉินจิ่นเห็นเว่ยเหยียนถิงยืนขึ้น ก็รีบวิ่งเข้าไปพยุงกับเว่ยเหยียนถิงทันที ทั้งสามคนเดินโซเซออกจากร้านอาหารไป


พอถึงบ้าน เว่ยเหยียนถิงก็เริ่มอ้วกไม่หยุด เสี่ยวซีและเว่ยเหยียนถิงอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ก็ยังไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อน เลยถามอย่างเป็นห่วงว่า


 “พี่สาวขอรับ พี่เขยเป็นอะไรไปขอรับ”


“ไม่เป็นไรจ้ะ เสี่ยวซี” ฉินจิ่นพูดปลอบใจว่า “พี่เขยดื่มเยอะไปน่ะ เดี๋ยวอ้วกออกมาก็ดีขึ้นแล้ว”


“ขอรับ”


เสี่ยวซีวิ่งไปพยุงเว่ยเหยียนถิงพร้อมกับเว่ยจวน ตบที่หลังของเขาเบาๆให้เขาอ้วกได้ง่ายขึ้น


ฉินจิ่นตักน้ำอุ่นมาถ้วยนึง “พี่ถิง ดื่มน้ำสักนิดก่อนจ้ะ”


เว่ยเหยียนถิงพยายามฝืนดื่มน้ำเล็กน้อย แล้วก็ดีขึ้นบ้างแล้ว หลับตานอนไปบนเตียง ผ่านไปไม่นาน ก็อ้วกออกมาทั้งหมดแม้กระทั่งน้ำ


“พี่สะใภ้รอง จะทำยังไงดีล่ะ พี่รองอ้วกแบบนี้คงไม่ดีแล้ว”


ฉินจิ่นนั้นเรียนหมอ ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะเป็นห่วงแต่ก็ยังควบคุมสติไว้ “ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ อ้วกออกมาแล้วเดี๋ยวก็ดีขึ้น”


“ข้าขอโทษ ถ้าไม่ใช่เพราะข้า ก็คงไม่เป็นแบบนี้” เว่ยจวนพูดโทษตัวเอง


ฉินจิ่นรู้ว่าเว่ยจวนนั้นโกรธแทนตัวเองเลยไปหาเรื่องหลิวเซียง เห็นรอยแผลบนตัวนางแล้วก็ถอนหายใจ “พี่รู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจ แต่ต่อไปจะบ้าบิ่นแบบนี้อีกไม่ได้แล้วนะ พี่รองของเจ้าอ้วกไปก็ดีขึ้นแล้ว แต่แผลบนหน้าเจ้า บนตัวเจ้ายังต้องรักษาดีๆอีก”


ฉินจิ่นจำได้ว่าในบ้านมียาทาที่ทำไว้อยู่สองสามขวด ยังไม่ได้เอาออกมาขาย แล้วตอนนี้ก็หาออกมาให้เว่ยจวน


“เจ้าเอาไปใช้ก่อนเถอะ”


“ไม่ได้ไม่ได้ นี่มันของซื้อของขาย” เว่ยจวนรีบปฏิเสธ ตอนนี้ไม่มีถุงหอม ธุรกิจก็ย่ำแย่แล้ว ถ้ายังจะเอายาไปอีก งั้นตัวเองก็คงไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้ว


“ไม่เป็นไร เงินไม่ได้สำคัญไปกว่าเจ้า” ฉินจิ่นรู้สึกแบบนี้จริงๆ เงินนั้นเป็นสิ่งของภายนอก ถ้าเหลือความเจ็บปวดเอาไว้นี่สิถึงจะไม่ดี


ด้วยการที่เป็นคนสมัยก่อนแล้ว เว่ยจวนกลับซาบซึ้งจนจะร้องไห้ออกมา เอามือมาเช็ดน้ำตา สะอื้นแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้รอง”


“อย่าร้องไห้เลย” ฉินจิ่นปลอบใจเว่ยจวนไปสองสามคำ เห็นว่าท้องฟ้ามืดแล้ว ไม่กล้าให้เว่ยจวนอยู่นาน พูดไปสองสามประโยค ก็บอกลาเว่ยจวน


“พี่สาวขอรับ พี่เขยยังอ้วกอยู่เลยขอรับ” เสี่ยวซีเห็นเว่ยเหยียนถิงอ้วกจนเป็นแบบนี้แล้วก็ถามอย่างทุกข์ใจ


ฉินจิ่นเห็นแล้วก็เป็นห่วง กำชับเสี่ยวซีให้เฝ้าบ้านแล้วก็รีบไปเก็บสมุนไพรมาทำซุปแก้เมาค้าง ป้อนให้เว่ยเหยียนถิงดื่ม ถึงได้เห็นเขาสบายขึ้นหน่อย


นางนั่งอยู่อีกฝั่งแล้วถอนหายใจช้าๆ “เห้อ คนหนุ่มสาวน่ะชอบใจร้อน”


ไม่ว่าจะเป็นเว่ยจวน หรือว่าเว่ยเหยียนถิง ตอนที่ใจร้อนขึ้นมานั้นก็สามารถทำได้ทุกอย่างจริงๆ ……


บทที่ 37: ความร่วมมือระหว่างคนชั่ว


ครบกำหนดเวลากักบริเวณสองเดือนแล้ว โจวหลันหลันนั้นระงับใจดวงนี้ของตัวเองไว้ไม่อยู่แล้ว นางรีบไปที่ร้านอย่างรวดเร็ว พวกคนงานก็ไม่เจอกับโจวหลันหลันมานานแล้วเช่นกัน พวกเขาพยักหน้าก้มเอวแล้วพูดว่า “นายหญิง”


โจวหลันหลันพยักหน้าตอบรับ โชคไม่เข้าข้าง ในที่สุดวันนี้นางก็เป็นอิสระแล้ว แต่นางไปเดินเที่ยวตลาดมารอบนึงก็ไม่เห็นร้านของฉินจิ่น ช่างน่าแปลกจริงๆ หรือว่ายังไม่ได้ออกมาขาย


พอกลับมาถึงร้านและดื่มชาไปอึกนึง ก็ได้ยินพวกคนงานคุยกัน


“เจ้ารู้ไหม ว่าเมื่อวานน้องสาวของพ่อหนุ่มเว่ยน่ะไปพังร้านของแม่นางหลิวเซียง”


“พ่อหนุ่มเว่ยไหนล่ะ” คนงานคนหนึ่งถามขึ้น


“ก็ผัวของแม่นางฉินไงล่ะ” 

……


โจวหลันหลันฟังอยู่เงียบๆจนจบแล้ว ในตอนที่ตัวเองกักบริเวณนั้นมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วย ดีมาก ที่มีคนไม่ชอบฉินจิ่นเหมือนตัวเอง


“ร้านของแม่นางหลิวอยู่ที่ไหน” โจวหลันหลันถามคนงาน


“ออกซอยนี้ไปแล้วเลี้ยวซ้ายแล้วก็เลี้ยวขวาแล้วก็ตรงไปก็ถึงแล้วขอรับ”


คนงานไม่รู้ว่านายหญิงนั้นจะทำอะไร ออกไปข้างนอกก็ถือผลไม้ไปด้วย


“ลูกค้า จะทานอาหารหรือจองที่พักดีขอรับ”


“ข้ามาหาเถ้าแก่หลิวของพวกเจ้าน่ะ” โจวหลันหลันตอบ


ตั้งแต่ที่เว่ยจวนมาก่อเรื่อง เสี่ยวเอ้อของร้านก็ระวังมากขึ้น กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก


“ท่านมาหาเถ้าแก่ของพวกข้า มีอะไรรึขอรับ”


“เจ้ายุ่งอะไรด้วย เป็นแค่เสี่ยวเอ้อยังจะอยากมายุ่งเรื่องของเราอีก” โจวหลันหลันนั้นไม่ได้มองคนพวกนี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว


“เจ้า……”


“เถ้าแก่ของพวกเจ้าล่ะ สรุปแล้วอยู่ที่ไหนกันแน่”  โจวหลันหลันตัดบทของเสี่ยวเอ้อ ท่าทางโกรธ


“ข้าดูแล้วเจ้าจะมาก่อปัญหาสินะ”


การทะเลาะกันแบบนั้น ทำให้หลิวเซียงนั้นได้ยินหมดแล้ว


น่ารำคาญจริงๆ ช่วงนี้เป็นอะไรไป สามวันสองวันนี้ ไม่ค่อยจะสงบเอาซะเลย


“เกิดอะไรขึ้น” หลิวเซียงถามด้วยความโมโห


“แม่นางคนนี้อยากพบท่าน แล้วก็ไม่บอกว่าทำไม”


“เอ๊ะ นี่มันแม่นางหลิวนี่ ช่างสวยจริงๆเชียว”  โจวหลันหลันเริ่มประจบสอพลอทันที


“ไม่แปลกเลยที่คนพวกนั้นต่างบอกว่าแม่นางนั้นหน้าตาสะสวย”


“เจ้าอยากจะพูดอะไร” หลิวเซียงไม่ค่อยชอบคนคนนี้เท่าไหร่นัก มาถึงก็ประจบทันที


“นี่ให้แม่นางหลิวจ้ะ” โจวหลันหลันพูดแล้วก็ยื่นผลไม้ส่งให้ หลิวเซียงขยิบตาให้เสี่ยวเอ้อรับไว้


“ข้าได้ยินเรื่องเจ้ากับฉินจิ่นคนนั้นมา แม่นางนั้นฝีมือดีจริงๆ” โจวหลันหลันนึกถึงความเจ็บปวดในใจแล้ว ในที่สุดก็มีคนมาเล่นงานอีผู้หญิงชั่วนั่นแล้ว


“มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ” หลิวเซียงไม่รู้เรื่อง หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นแล้วถามโจวหลันหลัน


“เจ้าอยากทำอะไร”


“ข้าตั้งใจมาบอกเจ้าเป็นพิเศษ ฉินจิ่นไม่ได้ทำแค่ธุรกิจเครื่องหอมอย่างเดียว ยังมียาทาในร้านขายยาที่ฉินจิ่นเป็นคนขายด้วย ถ้าอยากจะให้นางคลานขึ้นมาไม่ได้จริงๆ ตรงนี้ก็ต้องลงมือด้วย ตัดปลายทางของมัน” โจวหลันหลันกัดฟันแฉอย่างเคียดแค้น


“แบบนี้ถึงจะทำให้มันคลานไม่ขึ้นตลอดไป”


อันนี้หลิวเซียงนั้นไม่รู้จริงๆ หลิวเซียงนั้น ตั้งแต่ที่สามีเสียชีวิตไป ก็ไม่ค่อยออกไปไหน ถ้าไม่ใช่เพราะเว่ยเหยียนถิงหน้าเหมือนหวังเอ้อ นางก็ขี้เกียจทำเรื่องพวกนี้เหมือนกัน


“เจ้าเป็นใคร” หลิวเซียงเห็นคนนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยรู้จัก


“ข้าชื่อโจวหลันหลัน เป็นนายหญิงของร้านขายข้าวข้างหน้านั้นจ้ะ”


หลิวเซียงมองหน้าผู้หญิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบแล้ว ก็ไม่ค่อยเชื่อนางเท่าไหร่


“ทำไมข้าต้องเชื่อเจ้าด้วย”


สมองของโจวหลันหลันที่ไม่ค่อยจะมีสตินั้นตอบไปว่า


“ข้ามาก่อนโดยไม่บอกไม่กล่าว แม่นางจะไม่เชื่อก็สมควรแล้ว แต่ทุกคนในเมืองนี้ต่างก็รู้กันหมดว่าข้ากับฉินจิ่นนั้นเป็นศัตรูกัน ข้าเกลียดมันเข้ากระดูกเลยล่ะ”


โจวหลันหลันนึกขึ้นถึงตอนที่ตัวเองโดนกักบริเวณสองเดือนนั้นเพราะฉินจิ่น และเกือบจะโดนไล่ออกนั้น ในใจก็ยิ่งโมโหขึ้นอีก

......


แต่ฉินจิ่นนั้นกลับรู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองโดนรังแกได้น่าสมเพชสุดๆ ไม่ว่าใครก็กล้าที่จะรังแกตัวเองทั้งนั้น


ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ธุรกิจย่ำแย่ก็เป็นเรื่องนึง ยังจะโดนคนรังแกไปตลอดอีก แต่นางนั้นไม่เคยที่จะยอมรับกับในชะตากรรมชีวิต


“อาจิ่น เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” เว่ยเหยียนถิงเอาน้ำมาวางบนโต๊ะเหยือกหนึ่ง


“ข้ากำลังคิดว่าเราจะหาทางอื่นได้หรือไม่ ที่ไม่ต้องขายถุงหอมนี้ แต่จะให้บริการทำตามแบบที่สั่งมา” ฉินจิ่นนึกถึงสมัยปัจจุบัน ของที่ขายแพงทุกอย่างนั้น คนทั่วไปไม่มีกำลังที่จะซื้อการตัดเย็บชั้นสูงได้ อีกอย่างทุกอย่างต่างก็อยากจะให้ของตัวเองนั้นไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนคนอื่น ถ้าให้บริการตัดเย็บตามแบบที่สั่งมา เดี๋ยวก็คงจะขายดีไม่น้อย


เว่ยเหยียนถิงฟังแล้วก็รู้สึกว่าดีมาก ก็รีบเห็นด้วยทันที


พอเริ่มธุรกิจแล้ว ก็มีบางคนแปลกใจมาก ไม่เข้าใจว่าแบบนี้คืออะไร


“สวัสดีจ้ะทุกคน พวกเราให้บริการตัดเย็บถุงหอมตามแบบที่สั่งและส่งถึงที่ขอรับ” เว่ยเหยียนถิงตะโกนสุดเสียงอยู่ที่ขายถุงหอมประจำก่อนหน้านี้


“พ่อหนุ่มเว่ย บริการตัดเย็บถุงหอมตามแบบที่สั่งและส่งถึงที่คืออะไรรึ”


“ก็คือพวกข้าจะทำตามแบบที่พวกท่านแต่ละคนสั่ง วัดตัวสั่งตัดถุงหอม รวมถึงลวดลายที่ปักบนถุงหอมและสมุนไพรที่กำหนดเองด้วยขอรับ ไม่เหมือนใคร มีชิ้นเดียวในโลก ส่งของถึงที่ ก็คือพวกข้าจะเอาถุงหอมที่สั่งตัดนั้นส่งไปตามบ้านของทุกท่าน ในตอนที่เร่งรีบพวกเราก็จะไปปรับแต่งให้ถึงบ้านขอรับ”


“แล้วแบบนี้ถุงหอมอันนึงเท่าไหร่หรือจ๊ะ” คนนึงในนั้นถามด้วยความสงสัย


“หกสิบเหวินจ้ะ” ฉินจิ่นบอกราคา


ราคาที่ฉินจิ่นตั้งนั้นทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งไปหมด ราคานี้ขายแพงเกินไปแล้ว


“ไปกันเถอะ เราไปที่ร้านหลิวเซียงกันดีกว่า”


“นั่นสิ ถุงหอมร้านนั้นขายถูกแล้วยังแถมผ้าเช็ดหน้าอีกด้วย”


พูดแล้ว คนทั้งวงก็แยกย้ายไป


“อาจิ่น” เว่ยเหยียนถิงเรียกชื่อของฉินจิ่นด้วยความเป็นห่วง


“ไม่เป็นไรจ้ะ” ฉินจิ่นเข้าใจความหมายของเว่ยเหยียนถิง แต่ตัวเองนั้นไม่ได้หวังว่าลูกค้าจะเป็นพวกเขาแต่แรกอยู่แล้ว แค่ให้พวกเขากระจายข่าวให้ตัวเองก็เท่านั้น ในเมื่อราคานั้นแพงมากจริงๆ


“ลูกค้าเป้าหมายของเราไม่ใช่พวกเขาจ้ะ”


ทุกๆเช้า ฉินจิ่นจะไปเปิดร้านตรงเวลาทุกวัน ผ่านไปสามวัน ในที่สุดก็มีลูกค้ามาแล้ว


“แม่นาง  ร้านของเจ้ากำหนดออกแบบเองยังไงหรือ” มีคนที่ท่าทางดูหรูหราเข้ามา มือที่เรียวยาวนั้นสะบัดพัดแล้วบังไปที่ใบหน้า


“เชิญเจ้านั่งก่อนเจ้าค่ะ แม่นาง” ฉินจิ่นรีบให้คนนั่งลงข้างหน้าตัวเอง แล้วอธิบายกฎอย่างละเอียด วัดตัวให้นางแล้วร่างภาพกล้วยไม้


“มันดูงดงามมาก เจ้าลองทำออกมาก่อนสิ แล้วค่อยไปที่บ้านซ่ง” ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้า แล้วก็บอกสถานที่หนึ่งมา


แล้วฉินจิ่นและเว่ยจวนก็รีบหารือกันเรื่องลวดลายกันสองคน ฝีมือของเว่ยจวนนั้นดี ไม่ว่าจะเป็นลวดลายอะไรก็ทำได้หมดแบบไม่ต้องคิด เหมือนจริงสุดๆ แล้วฉินจิ่นก็ใส่กล้วยไม้เข้าไปในสมุนไพรที่ใส่อยู่ประจำ ดมแล้วละเอียดอ่อนและผ่อนคลายมากๆ


พอวันรุ่งขึ้นก็เอาไปส่งที่บ้านซ่ง ผู้หญิงคนนั้นตั้งใจดู ดมแล้วก็พูดว่า “ใช้ได้ คุ้มราคาจริงๆ” จากนั้นก็ให้คนใช้เอาเงินหกสิบเหวินมา


“เอาแบบนี้ดีกว่า ข้ายังมีคนรู้จักอีกสองสามคนที่อยากได้ เจ้าทำอีกสักสองสามอันสิ” ดูออกได้ว่านางชอบมาก มองดูอยู่นานก็ทำใจที่จะวางลงไม่ได้


“เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นตอบรับ และในใจนั้นก็ดีใจจนเบิกบานใจ


หลายวันติดต่อกันนี้ ฉินจิ่นรับแบบมาทั้งหมดหกแบบ ก็ยุ่งจนวางมือไม่ได้


ไม่นาน หลิวเซียงก็ได้ยินเรื่องนี้ ที่ไหนมีฉินจิ่นที่นั่นก็ต้องมีหลิวเซียง ในเมื่อฉินจิ่นให้บริการทำตามแบบ งั้นหลิวเซียงก็ต้องทำตามด้วย


บทที่ 38: ลอกเลียนแบบอย่างหน้าไม่อาย


โจวหลันหลันก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แล้วพูดว่า “พวกเรามาลองดูก็ไม่แย่นะ”


“ว่าแต่จะร่างยังไงล่ะ”


ในขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น ก็มีคนนึงเข้ามา จัดระเบียบกระโปรง แล้วถามอย่างเสแสร้งว่า “ร้านของพวกเจ้าสามารถออกแบบเองได้เหมือนร้านข้างนอกนั้นหรือไม่”


“ได้เจ้าค่ะ ได้แน่นอนอยู่แล้ว” หลิวเซียงตอบอย่างรีบร้อน “เจ้าจะอยากได้แบบไหนเจ้าคะ”


“แบบที่ดูแล้วมีความหมาย ดูมีระดับ สามารถสื่อถึงคนที่มีการศึกษาอย่างข้าได้” ผู้หญิงคนนั้นพูดอย่างเล่นหูเล่นตา


“เอ่อ……” หลิวเซียงมองผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าแล้ว ก็ไม่รู้จริงๆว่าจะทำในสิ่งที่นางต้องการออกมาได้ยังไง


“ไม่ได้เหรอ” ผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนจะดูออกว่าหลิวเซียงนั้นลำบากใจ


หลิวเซียงจะยอมให้ฉินจิ่นได้ความคิดทั้งหมดนี้ไปคนเดียวไม่ได้ ก็ฝืนใจพูดว่า “ได้แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะไปส่งที่บ้านท่านนะเจ้าคะ”


ถึงแม้ว่าจะไม่รู้สักเท่าไหร่ว่าร่างแบบยังไงกันแน่ แล้วก็ดูไม่ออกว่าคนคนนั้นมีบุคลิกยังไง แต่พอรับปากแล้วหลิวเซียงก็เริ่มทำทันที แล้วก็ส่งไปแต่เช้า


“นี่มันของอะไรกัน” ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมแม้แต่จะมองถุงหอมนั้น


“ที่ท่านออกแบบ……” หลิวเซียงพูดติดๆขัดๆ ไม่ใช่ว่านางไม่ใส่ใจ แต่นางนั้นไม่รู้จริงๆว่าจะต้องร่างแบบยังไง


“เจ้าทำตามบุคลิกของข้าแล้วก็ทำของแบบนี้ออกมารึ” ผู้หญิงคนนั้นโน้มไปข้างหน้าแล้วดม “นี่มันกลิ่นอะไร ช่างฉุนจริงๆ ไม่น่าดมด้วย ไปทำข้างนอกยังจะดีกว่าอีก”


หลิวเซียงไม่รู้ว่าจะพูดยังไง ตัวเองนั้นออกแบบไม่เป็นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ถ้าบอกคนอื่นไปตอนนี้ ก็คงจะเสียชื่อร้านแน่นอน


“เอากลับไป เอากลับไป เป็นแบบนี้แล้วยังจะกล้าเอามาให้ข้าดูอีก ช่างขายหน้าจริงๆ” ผู้หญิงคนนั้นไม่อยากจะดูแล้วจริงๆ แล้วก็โยนไปอีกฝั่งนึง


ธุรกิจนี้ถือว่าเละเทะไปหมดแล้ว จบแล้วล่ะ


โจวหลันหลันรอที่ร้านอยู่นาน ในที่สุดหลิวเซียงก็กลับมาแล้ว


“เป็นยังไงบ้าง” โจวหลันหลันรีบถาม หลิวเซียงอยากจะบอกนางใจจะขาด ว่าฉินจิ่นนั้นโดนตัวเองแย่งธุรกิจมาแล้ว ตั้งแต่นี้ไป ฉินจิ่นจะกินข้าวร้อนไม่ได้เลยสักคำ


แต่หลิวเซียงกลับส่ายหน้า “ไม่ได้ ข้าทำสิ่งนี้ไม่เป็นตั้งแต่แรกแล้ว”


โจวหลันหลันพูดอย่างผิดหวังสุดๆว่า “เป็นแบบนี้ได้ยังไงทำไมมันทำเป็นแล้วเจ้าถึงทำไม่เป็น” นางกลอกตาแล้วพูดว่า “งั้นเรามาทำให้ธุรกิจยาทาของมันล้มกันเถอะ”


หลิวเซียงปฏิเสธอย่างเฉียบขาดว่า “ไม่ได้ ถ้าทำยาทาไม่ดีอาจถึงแก่ชีวิตคนได้” อีกอย่างหลิวเซียงก็ไม่คิดจะทำเรื่องแบบนี้ ตัวเองนั้นเป็นคนในตระกูลแพทย์ ถ้าไปขโมยสูตรของคนอื่นมา แล้วข่าวแพร่ออกไปจะน่าอายขนาดไหน


“เหอะ” โจวหลันหลันถอนหายใจไปที “งั้นเจ้าจะยอมให้นังฉินจิ่นมันขี้รดบนหัวเจ้างั้นรึ”


นางนั้นเกิดมาในที่ต่ำ พูดจาหยาบคายเป็นธรรมดา ฟังแล้ว ในใจของหลิวเซียงก็ยิ่งไม่สบายใจขึ้น แต่ก็ไม่อยากให้ฉินจิ่นอยู่เหนือกว่าตัวเอง แล้ววันรุ่งขึ้นก็ปลอมตัวเป็นลูกค้าแล้วไปที่ร้านขายยา


“พ่อหนุ่ม เอาอะไรดี” เสี่ยวเอ้อถาม


“ข้าได้ยินมาว่าร้านพวกเรามียาที่แม่นางท่านหนึ่งทำแล้วดีมาก”


“ใช่จ้ะ ใช่จ้ะ” เสี่ยวเอ้อรีบพาหลิวเซียงเข้าไปที่หน้าโต๊ะแล้วพูดว่า “มียาแก้ไข้ แก้ท้องร่วง แล้วก็ยาทาภายนอก ไม่รู้ว่าท่านอยากได้แบบไหนดีขอรับ”


“ข้าเอาทั้งหมด” หลิวเซียงล้วงเงินออกมา ในใจก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย


แต่เพราะบรรพบุรุษนั้นเป็นหมอทั้งหมด พอกลับไป หลิวเซียงก็เข้าไปในห้องนึงเพื่อดมยา ก็สามารถรู้สมุนไพรได้คราวๆแล้ว


“เป็นอย่างไรบ้าง” โจวหลันหลันรออยู่ที่หน้าประตู เห็นหลิวเซียงออกมา ก็ถามด้วยหน้าตาที่ร้อนรนทันที


“ดมออกแค่สมุนไพรบางอย่าง สมุนไพรที่เหลือนั้นบดละเอียดเกินไป แล้วกลิ่นก็อ่อนเกินไป เลยไม่ได้กลิ่น แต่ก็พอที่ใช้แล้ว”


หลิวเซียงทำยาทาออกมาตามสูตรยา โจวหลันหลันดูยาทั้งสองขวดแล้ว ดมแล้วก็พูดว่า “ข้ารู้สึกว่าได้แล้วนะ น่าจะขายได้เงินไม่ต่างกัน หรือไม่ก็ได้ราคาสูงกว่านั้น ใช่ไหมล่ะ”


หลิวเซียงส่ายหน้า แอบคิดว่าทำไมคนคนนี้ถึงโง่แบบนี้ ตัวเองก็บอกนางไปแล้วว่า ดมสมุนไพรออกได้ไม่หมด งั้นผลที่ได้ก็ต้องไม่ได้ดีอยู่แล้ว จะขายได้ราคาดีกว่าได้ยังไงล่ะ

……


เมื่อข่าวยาทาแพร่ไปถึงฝั่งของฉินจิ่นแล้ว นางที่กำลังกินข้าวอยู่ในบ้านเว่ยอยู่นั้น เว่ยจวนก็ตบตักแล้วลุกขึ้น “มันชักจะเกินไปแล้ว เริ่มจะขโมยสูตรยาอีกแล้ว”


“เจ้านั่งลงเดี๋ยวนี้” นางเว่ยลากเว่ยจวนไปทีนึง “พูดจาดีๆหน่อย เป็นผู้หญิงก็ต้องทำตัวให้เหมือนผู้หญิงหน่อย นี่มันภาษาอะไรกัน”


“แม่” เว่ยจวนรู้ความหมายของนางเว่ย ก็นั่งลงแล้วจับมือของนางเว่ย


“แม่สบายใจเถิด ข้าจะไม่ก่อเรื่องแล้ว” พอพูดแบบนี้แล้ว เว่ยจวนก็มองไปอีกทาง


“แต่พี่สะใภ้รองจ๊ะ ผู้หญิงคนนี้ทำเกิดไปแล้ว ช่างเป็นคนที่ชั่วช้าจริงๆ ไม่คิดจะปล่อยให้เรามีชีวิตดีขึ้นเลย”


สีหน้าของฉินจิ่นก็ดูไม่ดีนัก หลิวเซียงนั้นช่างไม่มีวันหยุดหย่อนจริงๆ


คำนวณเวลาแล้ว ฉินจิ่นก็บอกว่า “แม่ย่าจ๊ะ อาจวนจ๊ะ ข้าจะอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว ข้าขอตัวทำธุระก่อนล่ะ”


ทั้งสองก็รู้ว่าจะปล่อยปละละเลยเรื่องร้ายแรงแบบนี้ไม่ได้ เลยบอกว่า


“เจ้าไปเถอะ ระหว่างทางก็ระวังด้วยล่ะ”


“อื้ม งั้นพรุ่งนี้ข้าค่อยมาเอาถุงหอมที่สั่งทำนะจ๊ะ”


“จ้ะ วางใจเถิด พี่สะใภ้รอง พรุ่งนี้เช้าข้าทำเสร็จทันแน่นอนจ้ะ” เว่ยจวนจับมือฉินจิ่น บอกให้นางสบายใจได้


ด้วยความที่ฉินจิ่นนั้นฝีมือดี แล้วก็พูดเก่ง ธุรกิจเลยไปได้ดีมาก อีกอย่างจากหนึ่งก็เป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย ที่นี่ก็มีแค่ฉินจิ่นที่รับทำตามแบบอยู่ร้านเดียว คนที่อยู่ใกล้และคนหมูบ้านอื่นต่างก็มาทำกันหมด


“แม่นางจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นรูปอะไรก็สั่งทำได้หมดเลยใช่ไหมจ๊ะ”


“แน่นอนจ้ะ พวกเราสามารถออกแบบจากบุคลิกได้ แล้วพวกท่านก็สามารถเอาแบบมาให้เราปักได้จ้ะ” ฉินจิ่นพูดอย่างยิ้มแย้ม


“จ้ะ ข้าเอารูปไม้ไผ่อันนึง……” พูดแล้ว คนที่มาก็วาดลวดลายลงบนกระดาษ


ฉินจิ่นพูดคุยกับคนนี้อยู่นาน ในขณะที่เงยหน้าขึ้นนั้นก็เห็นคนคนนึงที่มองนางอย่างใจลอยอยู่ตลอด ถึงแม้ว่าในมือนั้นกำลังทำงานอยู่ แต่สายตากลับเหลือบมองมาทางตัวเองอย่างเลิ่กลั่ก


ฉินจิ่นหรี่ตา แต่กลับได้ยินเว่ยเหยียนถิงถามว่า “เป็นอะไรไปรึ อาจิ่น”


“ไม่มีอะไรจ๊ะ” ฉินจิ่นส่ายหน้า แล้วก็ก้มหน้าออกแบบลวดลายต่อ ใครจะรู้ว่าวันต่อมาก็เห็นคนคนนั้นแอบมองอีกแล้ว หน้าของฉินจิ่นก็มืดมนลงทันที นี่ต้องเป็นคนของหลิวเซียงแน่นอน


ขณะที่กำลังไปบ้านเว่ยในตอนดึกนั้นนางพูดเรื่องนี้ขึ้น เว่ยจวนก็พูดอย่างโมโหทันทีว่า “ต้องเป็นคนที่หลิวเซียงนั่นส่งมาแน่ๆ ถ้าไม่อย่างงั้นจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าเราทำลวดลายอะไรออกมาบ้าง” เว่ยจวนพูด


“อื้ม ข้าก็รู้สึกว่าต้องใช่แน่ๆ” ฉินจิ่นพยักหน้า


“แล้วพี่จะทำยังไงล่ะจ๊ะ พี่สะใภ้รอง จะปล่อยมันไปแบบนี้ง่ายๆไม่ได้นะจ๊ะ ไม่งั้นต่อไปไม่ว่าเราจะทำลวดลายอะไรออกมา มันก็เลียนแบบไปหมด” เว่ยจวนโมโหสุดๆ


นั่นสิ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือการลอกเลียนแบบอย่างหน้าไม่อาย หน้าของฉินจิ่นหม่นหมองลง แล้วพูดว่า “ข้าว่าตอนนี้ต้องหาคนไปจับตาดูไว้ ดูว่าจะหาหลักฐานอะไรได้รึเปล่า”


เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า “อาจิ่นพูดถูก”


“พี่รอง นี่เป็นข้อเสนอที่ดีเลยล่ะ แต่ว่าจะส่งใครไปล่ะ ที่จะฉลาด ที่สำคัญคือต้องไว้ใจได้ อย่าให้หลิวเซียงรู้ทันแล้วทำให้หลงกลได้”


ทันใดนั้นเว่ยเหยียนซิ่นก็ยืนขึ้น “พี่รอง พี่สะใภ้รอง ข้าไปเอง”


มองออกว่าเว่ยเหยียนถิงและเว่ยจวนนั้นลังเล เว่ยเหยียนซิ่นก็พูดว่า “อย่ากังวลเลย ก็แค่เรื่องจับตาดูแบบนี้น่ะเรื่องเล็ก ไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน”


บทที่ 39: หาว่าใครขายยาปลอมกัน


ฉินจิ่นคิด พยักหน้าแล้วพูดว่า “พี่ถิงจ๊ะ ให้เขาไปเถอะ ถ้าเกิดมีอันตรายจริงๆ เราก็ไม่ต้องไปแอบดูก็พอแล้ว”


ในเมื่อฉินจิ่นพูดแล้ว ทุกคนก็ย่อมจะฟังนาง


“งั้นเจ้าก็ต้องทำให้ดี อย่าให้พี่สะใภ้หนักใจล่ะ” เว่ยจวนก็กำชับว่า “อีกอย่างก็ต้องงัดแผนการของนังหลิวเซียงนั่นออกมาให้ได้ด้วย”


หลายวันต่อมา ขอแค่ฉินจิ่นไปขายถุงหอม เว่ยเหยียนซิ่นก็จะมองดูไกลๆ ว่ามีคนจ้องมองฉินจิ่นหรือไม่


มองเห็นแต่สิ่งที่จะได้อยู่ข้างหน้า แต่หารู้ไม่ว่ายังมีภัยมหันต์กำลังจะตามมาอีก จะปล่อยให้หลิวเซียงจับตาดูตัวเองอยู่ตลอดได้ยังไง จะไม่เอาคืนหน่อยเหรอ

……


สามวันหลังจากนั้น คนกลุ่มนึงนั่งประชุมกันอยู่ที่บ้านเว่ย


“น้องสี่ สองสามวันนี้มีเหตุอะไรที่แปลกๆเกิดขึ้นหรือไม่” เว่ยจวนเริ่มถามขึ้นก่อน


เว่ยเหยียนซิ่นพยักหน้า พูดอย่างโมโหว่า “มีคนสองคนจ้องร้านของพี่สะใภ้รองอยู่ตลอด อีกอย่างทั้งสองคนต่างก็ไปที่ร้านหลิวเซียงเสมอ พอไปก็อยู่เป็นชั่วโมง ข้าดูแล้วต้องรู้จักกับหลิวเซียงแน่ๆ”


เว่ยเหยียนซิ่นเกลียดหลิวเซียง ถึงขั้นขยะแขยงแบบนึงไปแล้ว เวลาได้ยินชื่อของนางก็แทบจะคลื่นไส้ ตอนนี้แค่พูดถึงเรื่องนี้ ก็ตบโต๊ะตะโกนด่าหลิวเซียงว่าเป็นผู้หญิงชั่วคนนึงทันที


เว่ยเหยียนถิงได้ยินแล้วก็พยักหน้า แล้วบอกว่า “อาจิ่น พวกเขาต้องทำงานให้กันแน่ๆ หลายวันก่อนหน้านี้ร้านหลิวเซียงก็รีบออกแบบตามสั่งเหมือนกัน แต่แค่นางทำได้ไม่ราบรื่น ธุรกิจก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก”


เว่ยจวนได้ยินว่าธุรกิจของหลิวเซียงเป็นยังไงแล้ว ก็อารมณ์ดีสุดๆ


“งั้นตอนนี้จะทำยังไงล่ะ ในเมื่อพวกเราก็รู้แล้ว ก็จะปล่อยพวกเขาไปง่ายๆแบบนี้ไม่ได้”


ทันใดนั้นฉินจิ่นก็คิดแผนออก แล้วพูดว่า “มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก หาคนมาแสดงละครเรื่องนึงดีกว่า”


แล้วคนที่แสดงก็คือเถ้าแก่หวูร้านขายยา


“เอ่อ……” ตาของเถ้าแก่หวูมองหมุนเป็นลูกปัด แกล้งทำเป็นลำบากใจ “ข้าไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน กลัวว่าจะไม่มีประสบการณ์เอา”


ฉินจิ่นรู้ว่าเถ้าแก่หวูนั้นหมายความว่ายังไง อยากจะให้ตัวเองส่งยาให้พวกเขาเพิ่มสักสองสามขวดหรือไม่ก็เอาสูตรยาให้เขา หรือไม่เขาก็ร่วมมือกับหลิวเซียง


“เถ้าแก่หวูจ๊ะ เรามาเปิดอกคุยกันตรงๆเลยดีกว่า ในเมื่อมีคนสามารถทำยาออกมาได้แล้ว ถ้างั้นก็แน่นอนว่าธุรกิจของเราคงไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แบบนี้แล้วเจ้าจะได้เงินเท่าไหร่เชียวล่ะ”


เถ้าแก่หวูหัวเราะไปทีนึง “แม่นางฉิน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะร่วมมือกับเจ้าได้คนเดียวสักหน่อย”


“แน่นอนว่าต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่นางก็ไม่ได้มีสูตรยาของข้า แน่นอนว่าผลที่ได้ก็ไม่ได้ดีเท่า ถ้าทำลายชื่อร้านขายยาของเจ้า จะทำยังไงดีล่ะ”


เถ้าแก่หวูนั้นไม่ได้เป็นคนดีสักเท่าไหร่ ยังคิดจะรื้อสะพานที่ข้ามแม่น้ำอีก หาที่อยู่ได้แล้ว ก็จะเพ้อฝันเป็นจริงเป็นจังอีก


เถ้าแก่หวูนึกดูอีกที ก็รีบเปลี่ยนน้ำเสียงทันทีแล้วบอกว่า “แม่นางฉินว่ายังไงก็ทำแบบนั้นแหละจ้ะ”

……


“อ้าว แม่นางฉินมาแล้ว มาส่งยาทารึ” ช่างเป็นวันที่ดีจริงๆ เถ้าแก่หวูออกมาต้อนรับฉินจิ่นด้วยตัวเอง


“ใช่เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นจงใจพูดเสียงดังว่า “นี่ก็ถึงเวลาแล้ว แต่แค่วันนี้ข้าเพิ่งคิดสูตรยาขึ้นมาใหม่ตัวนึง รักษาท้องร่วงได้ดีกว่าครั้งที่แล้ว ก็เลยรีบเอามาส่งให้ท่าน”


“งั้นก็ดี งั้นก็ดี ยาของแม่นางฉินนั้นยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ของเมืองนี้ต่างก็ใช้ยาของเจ้าทั้งนั้น” เถ้าแก่หวูยิ่งประจบประแจงมากขึ้นไปอีก


พูดไม่กี่คำ ฉินจิ่นก็หาข้ออ้างว่ามีธุระแล้วก็จากไป


เว่ยเหยียนซิ่นก็เริ่มจับตาดูหลิวเซียงไว้ สุดท้ายพอผ่านไปไม่นาน หลิวเซียงก็ปลอมตัวเป็นลูกค้า ไปซื้อยาที่ร้านยา


“ครั้งนี้อยากซื้อยาอะไรดีล่ะ” คนงานในร้านก็รู้จักหลิวเซียงหมดแล้ว เขาเป็นแค่ผู้ชายคนนึง จึงขายยาให้โดยไม่คิดมาก


“ข้าได้ยินมาว่าในร้านมียามาใหม่ ข้าอยากจะลองยาใหม่ดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง” หลิวเซียงพูดเสียงเบา แล้วก็เอาพัดบังหน้าไว้ กลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเป็นตัวเอง


ลูกจ้างได้ยินคำนี้ก็บอกว่า “ข่าวของท่านชายนั้นช่างรวดเร็วจริงๆ นี่เป็นยาที่เพิ่งมาใหม่ในร้านเรา ยังไม่เคยเอาออกมาวางขาย ในเมื่อท่านผู้ชายอยากได้ ก็เอาไปก่อนเลยขอรับ”


“ตกลง”


เว่ยเหยียนซิ่นเห็นหลิวเซียงเดินถือยาขวดนึงเดินออกมา ก็รีบกลับไปบอกฉินจิ่นทันที


“ไปจับนางตอนนี้เลยรึ”


“อย่าเพิ่งรีบไป” ฉินจิ่นส่ายหน้า


“เหยียนซิ่น สองสามวันนี้ข้ารับทำถุงหอมอยู่ที่นั่น ถ้าหลิวเซียงมาขายยาเมื่อไหร่ เจ้าก็รีบมาบอกข้า”


หลังจากที่หลิวเซียงได้ยาแล้ว ก็ทำตามขั้นตอนเหมือนครั้งที่แล้ว แต่แค่ในใจของนางรู้สึกแปลกๆ สมุนไพรพวกนี้ต่างใช้ในการรักษาหวัด มีแม้กระทั่งสมุนไพรที่ใช้ร่วมกันไม่ได้ จะรักษาอาการท้องร่วงได้ผลจริงๆรึ


สักพัก หลิวเซียงก็บ่นว่า “ไปสนใจอะไรขนาดนั้น ในเมื่อฉินจิ่นเอาออกมาขายได้ ก็ต้องดีอยู่แล้ว เราแค่ทำให้ฉินจิ่นไม่มีทางดำเนินชีวิตก็พอ”


แล้วสามวันต่อมา หลิวเซียงก็เริ่มเอามาขายแล้ว


พอฉินจิ่นได้ข่าว ก็รีบไปทันที


“แม่นางหลิว ยานี้ขายดีจังเลยนะ” ฉินจิ่นมองหลิวเซียงแล้วพูดอย่างเย็นชา


หลิวเซียงนั้นขโมยสูตรยาของฉินจิ่นมาทำ วันนี้เห็นนางร้อนตัวขึ้นเรื่อยๆ แล้วในใจก็ยิ่งมีลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้น


“เจ้ามาทำอะไรที่นี่”


“ตอนที่เจ้าขโมยยามาน่ะไม่รู้รึ ว่ายาพวกนั้นน่ะไม่ได้รักษาท้องร่วงอะไรทั้งนั้น แต่เป็นยาแก้หวัด แล้วอีกอย่างข้างในนั้นก็มียาสองอย่างที่ไม่ได้เข้ากันอีกด้วย”


หลิวเซียงฟังแล้วก็รู้ว่าตัวเองคิดถูกแล้ว แต่ต้องโทษตัวเองที่ใจร้อนเกินไปถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แล้วตอนนี้ก็โดนคำพูดของฉินจิ่นไปจนทำให้พูดไม่ออก


“เอิกเกริกขายยาปลอมแบบนี้ ไม่รู้ว่าเป็นโทษฐานอะไร” ฉินจิ่นตั้งใจด่าไปทีนึง เหมือนจะอยากรู้จริงๆ ว่านี่คือโทษฐานอะไร


“เจ้าหมายถึงอะไร”


“ข้าบอกว่าถ้าฝ่ายราชการรู้เรื่องนี้เข้า ไม่รู้ว่าเจ้าจะเป็นยังไง” ฉินจิ่นเอายาขึ้นมาขวดนึง ตั้งใจดมไปทีนึง ผลสรุปคือไม่ได้แตกต่างจากของตัวเองสักเท่าไหร่ ครั้งนี้เพื่อให้หลิวเซียงรู้ว่าตัวเองใช่สมุนไพรอะไร ฉินจิ่นเลยไม่ได้บดสมุนไพรให้ละเอียดเท่าไหร่นัก


“เจ้าก็ขายยาปลอมไม่ใช่รึไง ร้านขายยายังวางขายอยู่เลย”


ฉินจิ่นรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านางจะมาไม้นี้ ก็พูดว่า “ตอนที่เจ้าซื้อลูกจ้างไม่ได้บอกเจ้ารึว่ายานี้น่ะไม่มีคนซื้อ”


หลิวเซียงสีหน้าเปลี่ยน แล้วก็ถามว่า “เจ้ามีข้อเสนออะไรก็ว่ามาเถอะ”


“สบายใจจัง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะให้เจ้าอยู่ห่างจากเราสองคนผัวเมียให้มันไกลๆหน่อย” ฉินจิ่นทนไม่ไหวจริงๆแล้ว ผู้หญิงคนนี้อยากจะแต่งงานกับสามีตัวเองอยู่ทุกวัน ตอนนี้ก็หวังให้นางออกไปไกลได้เท่าไหร่ก็ไปให้ไกลเท่านั้น อย่ามาเสนอหน้าให้ตัวเองเห็นอีก


หลิวเซียงไม่ได้พูดอะไร ที่นางทำทั้งหมดก็เพื่อให้เว่ยเหยียนถิงนั้นเลิกกับฉินจิ่น วันนี้ให้นางอยู่ห่างจากเว่ยเหยียนถิง ในใจนั้นก็รู้สึกยอมรับข้อเสนอนี้ไม่ได้จริงๆ


“ถ้าเจ้าไม่ตกลงล่ะก็ เราก็เจอกันที่ศาลาว่าการละกัน”


“ไม่” หลิวเซียงก็ไม่ยอมให้ตัวเองนั้นเป็นเรื่อง ถึงจะไม่ยอมก็ต้องตอบตกลง “ได้ ข้ายอมรับข้อเสนอนี้”


“อีกอย่างก็ห้ามทำเรื่องที่จะทำร้ายพวกเราสองผัวเมียอีก”


“ได้ ข้าตกลง”


“ถุงหอมพวกนี้ แล้วก็ยาพวกนี้ต่างลอกเลียนแบบจากข้าไปทั้งหมด นับจากนี้ไปห้ามขายอีก แล้วก็ทำลายพวกถุงหอมแล้วก็ยาพวกนั้นให้หมด”


“……ได้ ข้าตกลง”


ตอนนี้หลิวเซียงไม่มีวิธีอะไรแล้ว มีแค่ข้อเสนอที่ฉินจิ่นเสนอมา แล้วตัวเองก็ตอบตกลง


บทที่ 40: แตกหักกันแล้ว


“มีข้อเสนออะไรอีกหรือไม่” หลิวเซียงกัดฟันถาม


“ไม่มีแล้ว” ฉินจิ่นคิดอย่างถี่ถ้วน แล้วก็ไม่มีแล้วจริงๆ


ได้ยินคำนี้ของฉินจิ่นแล้ว หลิวเซียงก็หันหลังกลับไป


“หยุดก่อน เจ้าจะไปไหน” ฉินจิ่นบังอยู่ข้างหน้าของหลิวเซียง โยนใบสัญญาหลักฐานให้กับหลิวเซียง “ลงลายมือเสร็จแล้วค่อยไป”


หลักฐานลายมือนั้นเว่ยเหยียนถิงทำไว้แต่แรกแล้ว นางทะลุมิติมา เลยไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวหนังสือของสมัยนี้


“หมายความว่ายังไง เจ้ากลัวข้าจะเปลี่ยนใจงั้นรึ”  หลิวเซียงเห็นใบหลักฐานลายมือนี้แล้วก็รู้สึกตลก


“ข้ากลัว” แล้วฉินจิ่นก็ยอมรับ ว่าตัวเองนั้นกลัวนางจะทำอีก ไม่งั้นจะทำใบหลักฐานลายมือนี้ขึ้นมาทำไมล่ะ


“เจ้าจะเขียนไม่เขียน” เห็นท่าทางที่ลังเลของหลิวเซียงแล้ว ฉินจิ่นก็ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ถ้าเจ้าไม่เขียน เราก็ไปศาลาว่าการกัน ถามผู้ว่าว่าควรจะคำนวณยังไง”


หลิวเซียงถูกบังคับจนไม่มีทางเลือก ทำได้แค่ลงลายมือในกระดาษ  ทั้งที่ในใจก็เหมือนมีไฟกำลังลุกไหม้อยู่


ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ทำหลักฐานลายมือของฉินจิ่นและหลิวเซียงนั้น หลิวเซียงก็ทำตามที่บอกไว้ในสัญญา เอาถุงหอมและยาทั้งหมดขนทิ้งไป พอดีกันกับเว่ยจวนที่เอาถุงหอมที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ไปส่งให้กับฉินจิ่น “พี่สะใภ้รองจ๊ะ วันนี้พี่รีบออกบ้าน จนลืมแม้กระทั่งถุงหอมที่สั่งทำเลยจ้ะ”


ฉินจิ่นก็เห็นว่าตัวเองนั้นยุ่งจนหลงลืมไปหมดแล้ว “คิดว่าวันนี้พี่รองของเจ้าจะเข้าบ้านแม่ย่า เลยกะจะให้เขาเอามา แต่เขาก็ไปล่าสัตว์ซะแล้ว”


“ไม่เป็นไรจ้ะ ข้าก็เอามาให้พี่แล้วนี่ไงจ๊ะ” พูดจบเว่ยจวนก็ปิดปากแล้วหัวเราะ แล้วพูดว่า


“พี่สะใภ้รองรู้ไหมจ๊ะ เมื่อกี้ตอนที่ข้าเพิ่งมานั้นได้ยินว่าหลิวเซียงเอาถุงหอมแล้วก็ยาออกไปหมดแล้ว บอกว่าไม่ขายแล้ว”


ฉินจิ่นพยักหน้า เพื่อบอกว่าตัวเองรู้เรื่องนี้แล้ว


“ผู้หญิงเลวก็ต้องมีวันนี้สักวัน” เว่ยจวนนึกแล้วก็รู้สึกดีใจ “ถ้างั้นพี่สะใภ้อยู่ตรงนี้ก่อน ข้าไปซื้อของแล้วเดี๋ยวจะกลับมาจ้ะ”


รอถึงตอนที่ตัวเองกลับมา ฉินจิ่นก็อึ้งไปหมด “เจ้าซื้อเยอะเกินไปรึเปล่า”


ฉินจิ่นพลิกดูเนื้อพวกนั้น ต่างเป็นเนื้อดีทั้งนั้น


“ทำให้ผู้หญิงชั่วนั่นล้มลงได้ แน่นอนว่าต้องฉลองหน่อย พี่สะใภ้รองจ๊ะ วันนี้มากินข้าวที่บ้านนะ พาเสี่ยวซีมาด้วยนะ” แค่เว่ยจวนนึกถึงสีหน้าที่น่าเวทนาของหลิวเซียงแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มมีความสุข


ฉินจิ่นส่ายหน้า กังวลเล็กน้อย “ข้ารู้สึกว่าหลิวเซียงคนนี้น่ะไม่ได้จบง่ายขนาดนั้น ยังไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่”


“ถ้างั้นซื้อแล้ว ไม่กินก็คงไม่ได้แล้วล่ะ อีกอย่างข้าก็รู้สึกว่ามีพี่สะใภ้อยู่ นางคงไม่สามารถก่อเรื่องอะไรได้หรอก” เว่ยจวนยิ้มดีใจ


รอจนถึงเที่ยงแล้ว ฉินจิ่นกลับไปรับเสี่ยวซีไปกินข้าวที่บ้านเว่ย ในเมื่อเว่ยเหยียนถิงออกไปล่าสัตว์แล้ว ปกติก็จะไม่กลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้านแล้ว


“คารวะ ปู่เว่ย ย่าเว่ย” เสี่ยวซีมีมารยาทมาก


เว่ยจวนเห็นแล้วก็ดีใจสุดๆ บีบไปที่แก้มของเสี่ยวซี แล้วพูดว่า “เสี่ยวซี เจ้าสูงขึ้นไม่น้อยเลยนะ”


พวกเขาต่างก็ได้ยินเรื่องที่หลิวเซียงไม่ขายถุงหอมกับยาแล้ว ตอนที่นั่งกินข้าวบนโต๊ะนั้นก็ดีใจสุดๆ


“เสี่ยวซี มา กินเนื้อชิ้นนี้เร็ว” เว่ยจวนคีบเนื้อชิ้นนึงให้เสี่ยวซี


นางเว่ยเห็นท่าทางที่ทุกข์ใจของฉินจิ่นแล้ว ก็พูดด้วยความเป็นห่วงว่า


“สะใภ้รอง เจ้าเป็นอะไรไป ดูเหมือนวันนี้เจ้ากินข้าวไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่”


ฉินจิ่นส่ายหน้า หยิบตะเกียบขึ้นแล้วพูดว่า


“ไม่มีอะไรจ้ะ คงเป็นเพราะช่วงนี้ยุ่งๆไปหน่อยน่ะเจ้าค่ะ”


ก่อนที่พายุจะเข้านั้น ผิวทะเลนั้นก็ราบเรียบสงบทั้งนั้น


ฉินจิ่นจำคำนี้ได้อยู่เสมอ ในเมื่อหลิวเซียงไม่ได้เป็นคนที่เรียบง่ายขนาดนั้น ทั้งโลภทั้งหัวรั้น นางนั้นไม่เชื่อจริงๆว่า หลิวเซียงจะปล่อยไปง่ายๆแบบนั้น จนถึงตอนที่กินข้าวเสร็จ ฉินจิ่นเห็นเว่ยเหยียนซิ่นไปตักน้ำ ก็ตะโกนให้เขาหยุด แล้วพูดว่า “พี่มีเรื่องอยากจะให้เจ้าช่วยหน่อยน่ะ”


“พี่สะใภ้รอง มีอะไรให้ข้าทำก็บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้หรอก” เว่ยเหยียนซิ่นรีบวางถังน้ำลง เกรงว่าฉินจิ่นจะให้เขาทำงานที่ใช้กำลัง ถือถังน้ำไว้คงไม่สะดวกเท่าไหร่


“ข้ารู้สึกว่าหลิวเซียงนั้นไม่ใช่คนที่ถอดใจง่ายๆ เจ้าไปจับตาดูนางอีกสักสองสามวัน ถ้ามีเรื่องอะไร เราจะได้เตรียมตัวรับมือให้ทัน” ฉินจิ่นพูดความคิดในใจของตัวเอง


“ได้ขอรับ” เว่ยเหยียนซิ่นตอบตกลงทันที “วางใจเถอะ พี่สะใภ้รอง ข้าจะคอยดูให้ดี”

......


ไม่นาน โจวหลันหลันก็รู้ข่าวที่หลิวเซียงจะไม่ขายถุงหอมกับยาอีกแล้ว ก็ถามลูกจ้างของบ้านตัวเองว่า “ที่พวกเจ้าพูดน่ะเรื่องจริงรึ”


“แน่นอนว่าเรื่องจริงสิขอรับ ร้านหลิวเซียงน่ะบอกแล้ว ว่าจะไม่ขายถุงหอมอีกแล้ว”


พอโจวหลันหลันได้ยิน จากที่ไม่ได้โมโห ก็โกรธจนขว้างแก้วชาลงบนโต๊ะ


“ไม่ได้เรื่องสักนิดเลยจริงๆ” จากนั้นก็ออกไป ที่ร้านหลิวเซียงทันที


“เถ้าแก่ของพวกเจ้าล่ะ”


พวกลูกจ้างรั้งโจวหลันหลันไว้ไม่อยู่ หลิวเซียงที่อยู่ข้างในนั้นพอได้ยินเสียงก็เดินออกมา พูดว่า


“มีเรื่องอะไรกันแต่เช้า”


คำนี้นั้นมุ่งตรงไปที่โจวหลันหลัน ลูกจ้างของตัวเองนั้น ต่างทำหน้าที่ของตัวเองกัน แต่แค่โจวหลันหลันนั้นมาก็เสียงดังขึ้น


“ยังจะมาถามว่าข้ามาเอะอะโวยวายอะไรอีก รู้กันไปทั่วตลาดแล้ว ว่าเจ้าน่ะไม่กล้าสู้กับฉินจิ่นแล้ว” โจวหลันหลันพูดด้วยใบหน้าเยาะเย้ยว่า


“คนแบบเจ้าน่ะ จะทำอะไรได้ล่ะ”


“โจวหลันหลัน เจ้าพูดจาดีๆไม่เป็นใช่หรือไม่”  หลิวเซียงยิ่งมองโจวหลันหลันก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ถ้าไม่ใช่เพราะโจวหลันหลันเสนอเรื่องไม่ดีให้กับนาง ให้นางไปเอายาจากร้านขายยา ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น นางก็คงจะไม่ติดกับดักหรอก ทำให้ตัวเองเป็นที่น่าอับอายยังไม่ว่า ตอนนี้ยังจะกล้ามาหยาบคายที่นี่อีก


“ข้าพูดผิดตรงไหน หลิวเซียง เจ้าดูสภาพตอนนี้ของตัวเองสิ ยังอยากจะแต่งงานกับเว่ยเหยียนถิงอีก” โจวหลันหลันม้วนขนเสื้อขึ้น แล้วเสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ท่าทางเหมือนว่าจะไม่ได้ใส่ใจภาพพจน์ใดๆ


“เจ้าแต่งเข้าไปได้รึ แค่ฉินจิ่นยังสู้ไม่ได้เลย”


หลิวเซียงนั้นไม่เคยเห็นผู้หญิงที่งี่เงาขนาดนี้มาก่อนเลย อีกอย่างสิ่งที่ตัวเองไม่อยากได้ยินที่สุดในตอนนี้คือ นางสู้ฉินจิ่นไม่ได้ แต่โจวหลันหลันนั้นพูดอยู่ตลอดไม่หยุด


“ข้าดูแล้วเจ้าน่ะเป็นแค่ของไร้ประโยชน์ ถ้าไม่มีปัญญา ก็ไม่ควรจะสู้กับฉินจิ่นแต่แรก ยังจะมาเป็นพันธมิตรกับข้าอีก”


“ออกไปซะ”


หลิวเซียงออกคำสั่งไล่แขก


“เจ้าบอกให้ข้าไปข้าก็ไปงั้นเหรอ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน”


ไม่ค่อยจะมีใครที่กล้าพูดคำว่าออกไปกับนางเท่าไหร่ แต่หลิวซียงที่ไร้ประโยชน์นั้นยังกล้าที่จะกำเริบเสิบสานอีก


หลิวเซียงทนโจวหลันหลันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว “ลากนางออกไปซะ”


“เจ้า......เจ้ายังจะกล้าลากข้าอีก......” โจวหลันหลันถูกลูกจ้างร้านหลิวเซียงโยนออกไปทันที แล้วก็ไม่ลืมที่จะด่าด้วยว่า


“นังหลิวเซียง สมน้ำหน้าแล้วล่ะที่ไม่ได้แต่งงาน”


ฉากนี้นั้นถูกเว่ยเหยียนซิ่นที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่เห็นขึ้นแล้ว แล้วก็กลับไปบอกฉินจิ่น


“จริงรึ” ฉินจิ่นรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่


“จริงขอรับ ข้าเห็นเองกับตา” เว่ยเหยียนซิ่นตอบกลับ


นางส่ายหน้าแต่ไม่ได้ยิ้ม ฉินจิ่นก็แค่สบายใจขึ้นหน่อย แต่ก็ยังกำชับว่า “น้องสี่ เจ้าไปจับตาดูอีกสักสองสามวัน ถ้าไม่มีอะไรแปลกๆจริงๆ ก็ไม่ต้องดูแล้ว แล้วถ้ามีอะไรก็ให้บอกข้าให้เร็วที่สุด”


แต่แค่ร้านหลิวเซียงก็ไม่ได้ดีอะไร ไม่นานลูกจ้างก็จับสังเกตได้แล้วว่ามีคนมาทำลับๆล่อๆ แอบจับตาดูอยู่นอกร้าน


“เถ้าแก่ขอรับ สองสามวันนี้ใครมาป้วนเปี้ยนไปๆมาๆอยู่นอกร้านหลิวเซียงของเรา เหมือนจะมาจับตาดูพวกเรายังไงอย่างงั้น” ลูกจ้างรายงานให้กับหลิวเซียง



จบตอน

Comments