บทที่ 41: คนเราจะเอาหน้าเกินไปไม่ได้
หลิวเซียงพูดด้วยความแปลกใจว่า “มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ รู้หรือไม่ว่าเป็นใคร”
“คือน้องสี่ของพ่อหนุ่มบ้านเว่ยขอรับ ชื่อว่าเว่ยเหยียนซิ่น” ลูกจ้างตอบ
หลิวเซียงเงียบไปสักพัก แล้วยิ้มเยาะ “ในเมื่อเจ้ากล้าทำแบบนี้ ก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน”
“เถ้าแก่ขอรับ แล้วจะทำยังไงล่ะขอรับ”
“พวกเจ้าไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น ทำเป็นไม่รู้ก็พอ” หลิวเซียงยิ้ม แล้วตาก็เป็นประกายขึ้น
หลายวันต่อมา หลิวเซียงจงใจอยู่ที่ริมหน้าต่างของร้านอาหาร เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาแกล้งทำท่าทางเหมือนร้องไห้ แล้วก็ให้ลูกจ้างไปแพร่ข่าวว่า บอกว่าตัวเองนั้นเสียใจมาก ถ้ามีโอกาสอีก ตัวเองจะไม่เป็นแบบนี้เด็ดขาด
หลิวเซียงเป็นแบบนี้ ติดต่อกันอยู่หลายวัน
วันนี้ยังแกล้งทำเป็นออกไปซื้อผักข้างนอกด้วย แล้วก็บังเอิญเจอกับเว่ยเหยียนซิ่นที่หัวมุมในตลาด
“ข้าดูคุ้นหน้าคุ้นตาเจ้ามาก เจ้าคือใครรึ” หลิวเซียงจงใจถามทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว
เว่ยเหยียนซิ่นรู้ตัวแล้วก็อยากจะหนีไป แต่หลิวเซียงกลับขวางอยู่ข้างหน้าเขาแล้วพูดว่า “เจ้าคือน้องสี่ของเว่ยเหยียนถิงใช่หรือไม่”
ในเมื่อถูกคนจับได้แล้ว เว่ยเหยียนซิ่นก็ทำได้แค่พยักหน้า ยอมรับว่า “ใช่”
หลิวเซียงรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นแล้วก็เริ่มร้องไห้ทันที “ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ข้าทำเรื่องไม่ดีไว้กับตระกูลของพวกเจ้าเยอะขนาดนั้น ในใจของข้านั้นก็รู้สึกไม่สบายใจเลยจริงๆ ตอนแรกข้าก็ไม่ได้คิดจะทำแบบนี้ แต่เป็นเพราะโจวหลันหลันนั่นบังคับข้า”
เว่ยเหยียนซิ่นไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี แค่รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองควรจะไปให้เร็วที่สุด แล้วก็พูดว่า “ที่บ้านยังมีธุระน่ะ ข้าขอตัวกลับละ”
แต่หลิวเซียงดึงเสื้อของเว่ยเหยียนซิ่นไว้ แล้วพูดว่า “เจ้าอย่าเพิ่งไปสิ เจ้าไปกินข้าวที่ร้านอาหารของข้าสักมื้อเถอะ ให้ข้าได้ไถ่โทษในสิ่งที่ได้เคยทำไม่ดีไป”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าจะกลับแล้ว”
“ถ้าเจ้าไม่ไป ก็แสดงว่าเจ้าไม่ให้อภัยข้า” หลิวเซียวก็เสแสร้งแกล้งทำเป็นหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา “ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าไม่มีทางให้อภัยข้าแน่นอน”
เว่ยเหยียนซิ่นหน้าแดงไปหมด ทำได้แค่โบกมือ “ไม่ใช่ ไม่ใช่”
“ในเมื่อไม่ใช่งั้นก็ไปกินข้าวที่ร้านข้าสักมื้อสิ ให้ข้าได้ไถ่โทษในสิ่งที่ข้าได้ทำผิดไป”
เว่ยเหยียนซิ่นเคยเจอเรื่องแบบนี้ที่ไหนกันล่ะ หนังหน้าก็บาง ก็ถูกหลิวเซียงพาไปที่ร้านอย่างไม่มีทางเลือก
“มานี่หน่อย เอาอาหารที่ดีที่สุดมาให้พ่อหนุ่มเว่ยหน่อย”
หลิวเซียงส่งสายตาให้ลูกจ้างไปทีนึง ลูกจ้างเข้าใจแจ่มแจ้ง แล้วก็รีบไปปรนนิบัติเว่ยเหยียนซิ่นทันที “มาขอรับ เชิญพ่อหนุ่มเว่ยนั่งก่อนขอรับ”
“เจ้ากินไปก่อนนะ เดี๋ยวข้าขอกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
ในตอนที่หลิวเซียงกลับมานั้น เว่ยเหยียนซิ่นก็ฟุบอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
“เหอะ คิดจะแข่งกับข้า ก็ไม่ดูคนของตัวเองซะก่อน ไม่เจียมตัวเอาซะเลย” หลิวเซียงมองเว่ยเหยียนซิ่นแล้วพูด
“กี่ดีกรีล่ะ” หลิวเซียงเอาเหล้าขึ้นมาดม นี่เป็นยาที่ตัวเองคิดค้นมาทั้งหมด
“ไม่เยอะจ้ะ ตามปกติ”
หลิวเซียงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ดี ลากมันไปข้างหลัง แล้วอย่าให้ใครเห็น”
“แล้วเจ้าก็ไปบอกเว่ยเหยียนถิงซะ ว่าน้องชายของเขาอยู่ในมือข้า” ตอนที่หลิวเซียงลงมานั้นกำลังเพิ่งจะแต่งหน้าเสร็จ ตอนนี้ก็มองตัวเองที่อยู่ในกระจก มันสวยดูดีมาก ข้าจะดูซิว่าเว่ยเหยียนถิงเจ้าจะเลือกยังไง แล้วฉินจิ่นจะทำอะไรข้า
“ขอรับ”
......
เว่ยเหยียนซิ่นออกไปในตอนเช้า ถึงตอนนี้พระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว ก็ยังไม่กลับมา
“เกิดอะไรขึ้น ถ้าเป็นปกติก็คงกลับมาตั้งนานแล้ว” เว่ยจวนบ่นพึมพำ นางมีน้องชายคนเดียว ในบ้านต่างก็รักเว่ยเหยียนซิ่นกัน ถึงตอนนี้ยังไม่กลับมา ก็ร้อนรนจนไม่รู้จะร้อนรนยังไงแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอก” เว่ยเหยียนถิงปลอบใจน้องสาวตัวเอง “เดี๋ยวถ้าเหยียนซิ่นยังไปกลับมา เดี๋ยวข้าจะไปตามหาเขาเอง”
แล้วสุดท้ายก็รออยู่นาน รอแล้วรอเล่า ก็ยังไม่กลับมา เว่ยเหยียนถิงทนไม่ไหวแล้ว ก็ลุกขึ้นแล้วบอกว่า “อาจิ่น เดี๋ยวข้าออกไปดูก่อนนะ”
“จ้ะ” ในใจของฉินจิ่นรู้สึกแปลกๆ แล้วก็พูดไม่ได้ว่าทำไม “พี่ระวังด้วยนะจ๊ะ จำเอาไว้ว่า มีเรื่องอะไรก็อย่าประมาทเด็ดขาด ต้องปลอดภัยกลับมานะจ๊ะ”
เว่ยจวนที่เป็นห่วงเว่ยเหยียนซิ่นในตอนแรกนั้น พอได้ยินฉินจิ่นพูดแบบนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “พวกพี่ก็เป็นผัวเมียกันมาจนแก่แล้ว จะแยกจากกันหน่อยยังทำใจไม่ได้อยู่อีก พี่สะใภ้จ๊ะ อย่ากังวลเลย พี่รองดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว”
ฉินจิ่นอื้มไปเสียงนึง ยืนอยู่หน้าประตูแล้วมองแผ่นหลังของเว่ยเหยียนถิงที่ค่อยๆกลืนไปกับความมืด ความรู้สึกกังวลบางอย่างในใจนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว เหมือนว่าจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้น
เว่ยเหยียนถิงเพิ่งจะออกจากหมู่บ้านไปก็เห็นคนนึงมุ่งตรงมาจากข้างหน้า เป็นคนเดียวกับที่มาบอกข่าวเรื่องเว่ยจวนไปก่อเรื่องในตอนนั้น
คนคนนั้นเห็นเว่ยเหยียนถิงแล้วก็ถามว่า “พ่อหนุ่มเว่ย นี่เจ้าจะไปไหนรึ”
“ไปตามหาน้องชายข้าน่ะ”
“งั้นก็พอดีเลยจ้ะ น้องชายของเจ้าอยู่ที่ร้านของเรา ลูกน้องคนนั้นยิ้มแล้วพูด “ข้าจะมาบอกที่ไปของน้องชายพ่อหนุ่มเว่ยอยู่พอดี”
พอเว่ยเหยียนถิงได้ยินว่าเว่ยเหยียนซิ่นอยู่ในมือหลิวเซียงแล้ว ก็อึ้งทันที ไม่แปลกที่ทำไมนานขนาดนี้ ก็ไม่เห็นเขากลับมา จริงๆแล้วก็โดนจับตัวอยู่นี่เอง
“น้องชายข้าเป็นยังไงบ้าง” เว่ยเหยียนถิงกระชากคอเสื้อของคนนั้นแล้วถาม “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของข้าล่ะก็ ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่”
คนส่งข่าวแกะนิ้วของเว่ยเหยียนถิงออกเป็นครั้งๆ “น้องชายเจ้าจะเป็นยังไงแล้วข้าจะรู้ได้ยังไง ข้าแค่มาส่งข่าว ถ้าอยากรู้เจ้าก็ไปดูเองสิ”
เว่ยเหยียนถิงปล่อยมือทันที ในใจร้อนรนสุดๆ แล้วก็รีบไปที่ร้านอาหารของหลิวเซียงอย่างเร่งรีบ
โจวหลันหลันนั่งเล่นลูกคิดอยู่หน้าประตู เห็นทั้งสองเดินตามกันไปหน้าคนนึงหลังคนนึงแล้ว
คนที่เดินอยู่ข้างหน้า......โจวหลันหลันหรี่ตามองแล้วก็ถึงจะรู้ว่าเป็นเว่ยเหยียนถิง คนข้างหลังโจวหลันหลันก็รู้จักอยู่แล้ว ว่าเป็นคนใช้ที่หลิวเซียงไว้ใจ ดูทิศทางแล้ว น่าจะไปที่ร้านอาหารของหลิวเซียง
“เจ้าไปบอกฉินจิ่นซะ บอกว่าเว่ยเหยียนถิงไปหาหลิวเซียง”
“เอ่อ......” คนใช้นั้นเคยได้รับบุญคุณจากฉินจิ่นอยู่ตลอด ก็ไม่อยากจะทำสักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเจ้านายของตัวเองนั้นกำลังคิดเล่นอะไรอยู่
“บอกให้เจ้าไปก็ไปสิ มาพูดมากทำไมกัน” โจวหลันหลันรำคาญสุดๆ
โจวหลันหลันพูดคำนี้จบ ก็เดินตามเว่ยเหยียนถิงไปที่ร้านอาหารของหลิวเซียง
“เจ้าว่ายังไงนะ” เว่ยจวนไม่กล้าเชื่อหูของตัวเอง
“พ่อหนุ่มเว่ยไปหาหลิวเซียงที่ร้านอาหารจ้ะ” คนใช้พูดอีกรอบนึง
“ใครเป็นคนให้เจ้ามาส่งข่าว” ฉินจิ่นรู้จักคนนี้ นี่เป็นคนใช้ของบ้านโจวหลันหลัน
“นายหญิงบ้านข้าขอรับ” คนใช้ตอบ
ฉินจิ่นรู้ว่าโจวหลันหลันเกลียดตัวเองจนอยากให้ตัวเองตายไปข้างนึง ถ้าให้คนมาบอกแบบนี้ล่ะก็ คงจะอยากเห็นเรื่องตลกของนางแน่ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องจริง หลิวเซียงต้องคิดวางแผนอะไรสักอย่างแน่นอน
“พี่สะใภ้รอง ทำยังไงดีล่ะจ๊ะ” เว่ยจวนร้อนรนจนใจแทบจะหลุดออกมา หลิวเซียงนั้นไม่ได้ตายใจ ผู้หญิงชั่วคนนี้คิดอยากจะทำอะไรอีกกันนะ
“แจ้งทางการ” ฉินจิ่นเงียบไปอยู่นานแล้วก็พูดออกมาสองคำ ตอนนี้หลิวเซียงเป็นคนผิด ตัวเองไม่ได้ผิด การแจ้งทางการนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อีกอย่างมีแค่การแจ้งทางการเท่านั้นที่จะยืนยันความปลอดภัยของพวกเขาได้
......
“ใครเป็นคนแจ้งความ” เจ้าหน้าที่เคาะไม้แล้วถาม
“ชื่อนางฉินจิ่น เป็นภรรยาของเว่ยเหยียนถิงเจ้าค่ะ” ฉินจิ่นก้มหน้าแล้วพูด แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดแบบนี้นั้นถูกหรือไม่ นางไม่เคยแจ้งความมาก่อน ตอนนี้ก็งูๆปลาๆไปก่อน
“วันนี้น้องชายสี่เว่ยเหยียนซิ่นออกบ้านตั้งแต่เข้า ฟ้ามืดแล้วก็ยังไม่กลับมา มีคนเห็นว่าเขาไปที่ร้านอาหารของแม่นางหลิวแล้วก็ไม่ได้ออกมาอีก เว่ยเหยียนถิงสามีของข้าที่ออกไปตามหา ก็ยังไม่กลับมาเลยเจ้าค่ะ”
บทที่ 42: ผู้ชายหล่อบ้านนี้โดนหลอกแล้ว
ลุงเจ้าหน้าที่ลังเลไปสักพักแล้วก็ให้เจ้าหน้าที่ไปเดินดูกับฉินจิ่นรอบนึง ไปดูว่าในร้านอาหารนั้นเป็นเหมือนที่ฉินจิ่นพูดรึเปล่า
“เปิดประตู เปิดประตู” เจ้าหน้าที่เคาะประตูได้เสียงดังมาก แม้แต่แผงประตูก็ยังสั่นสะเทือน
“ใครน่ะ” ลูกจ้างที่อยู่ข้างในได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแล้วก็รู้สึกมีลางสังหรณ์แปลกๆขึ้นในใจ “มาเคาะอะไรดึกๆดื่นๆ”
“ข้าคือเจ้าหน้าที่จู”
ลูกจ้างที่อยู่ข้างในรู้ว่าแบบนี้ต้องมีเหตุการณ์อะไรแน่ๆ จึงพูดพร้อมเปิดประตูไปด้วย แล้วก็สั่งให้คนไปบอกหลิวเซียงด้วย
“มีเรื่องอะไร” หลิวเซียงค่อยๆลงบันไดมาจากชั้นบน จงใจพูดว่า
“ทำอะไรกันดึกๆดื่นๆ”
“เถ้าแก่หลิว ข้าเอง” เจ้าหน้าที่จูยืนอยู่ที่ชั้นล่าง มองตรวจไปรอบๆ แล้วพูดว่า “แม่นางฉินท่านนี้บอกว่าเจ้าจับสามีและน้องชายไว้ ใต้เท้าเลยให้ข้ามาดูหน่อย”
“อะไรกันนะ” หลิวเซียงแกล้งทำเป็นฟังที่เจ้าหน้าที่จูพูดไม่รู้เรื่อง แต่ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วว่า
“งั้นก็เชิญท่านหาดูเถอะ ตอนกลางคืนในร้านอาหารก็มีคนมาพักอยู่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าคนที่ท่านหาน่ะคือใครกัน”
เจ้าหน้าที่จูไปหาดูในห้อง ฉินจิ่นก็ยืนอยู่ชั้นล่าง นางไม่มีสิทธิ์ไปตรวจหา ผ่านไปสักพัก เจ้าหน้าที่จูก็เรียกฉินจิ่นไปหาที่หน้าประตูห้องหนึ่ง แล้วพูดว่า “เจ้าลองดูสิ ว่าใช่คนนี้หรือไม่”
ฉินจิ่นดูแล้ว ก็เป็นเว่ยเหยียนซิ่น ก็รีบร่วมแรงกับเจ้าหน้าที่จูยกเว่ยเหยียนซิ่นออกมาทันที
“เหยียนซิ่น เหยียนซิ่น” ฉินจิ่นตบไปที่หน้าของเว่ยเหยียนซิ่นเบาๆ แต่เขากลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
“เจ้าทำอะไรเขา” ฉินจิ่นถามขึ้น
“เขาก็ไม่ได้เป็นอะไรนะ แค่วันนี้เขามากินข้าวที่ร้านข้า แล้วดื่มเหล้าไปนิดหน่อย ข้าจะรู้ได้ยังไง ว่าเขาจะคออ่อนขนาดนี้”
“เจ้าพูดไปเรื่อย” ฉินจิ่นจะเชื่อคำพูดบ้าๆนี้ได้ยังไง เว่ยเหยียนซิ่นคออ่อน เลยไม่ดื่มเหล้ามาแต่ไหนแต่ไร “ต้องเป็นเพราะเจ้าใส่อะไรลงไปในอาหารแน่ๆ ถึงได้เป็นแบบนี้ เจ้าเป็นทายาทตระกูลหมอไม่ใช่รึ การทำยาแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจ้าหรอก”
เหมือนว่าหลิวเซียงจะเหนื่อย เลยนั่งลงแล้วค่อยๆพูดว่า “จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับข้าหรอก แต่ไม่มีก็คือไม่มี”
เจ้าหน้าที่จูเดินเจ้าไปตรวจปากและจมูกของเว่ยเหยียนซิ่นแล้ว ก็พูดว่า “แม่นางฉิน น้องชายของเจ้านั้นดื่มหนักไปจริงๆ เจ้าลองดมกลิ่นเหล้านี้ดูสิ”
ฉินจิ่นเข้าไปใกล้ ก็ได้กลิ่นเหล้าจริงๆ แต่จริงๆแล้วมันไม่ควรเป็นแบบนี้นี่ เว่ยเหยียนซิ่นดื่มเหล้าไม่เป็นสักหน่อย”
เจ้าหน้าที่จูเห็นฉินจิ่นกำลังคิดหาวิธีอยู่ก็พูดปลุกเว่ยเหยียนซิ่นให้ตื่นว่า “ข้าจะไปดูที่อื่นอีกว่ามีใครอีกหรือไม่”
“อื้ม” ฉินจิ่นพยักหน้า แล้วก็เริ่มตบไปที่หน้าของเว่ยเหยียนซิ่นเบาๆอีก “ตื่นเร็ว น้องสี่ ตื่นเร็ว”
“แม่นางฉิน หาสามีของเจ้าไม่เจอน่ะ” เจ้าหน้าที่จูพูดขึ้นหลังจากที่ออกมาจากห้องอยู่ท้าย
“เป็นไปไม่ได้” ถ้าไม่ใช่เพราะหลิวเซียงเล่นเล่ห์เหลี่ยม เว่ยเหยียนถิงก็คงกลับมาตั้งนานแล้ว ถ้าคำนวณจากเวลาแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็คงจะกลับมาตั้งนานแล้ว
“ไม่มีจริงๆ” เห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่จูก็เริ่มรำคาญแล้ว
“หลิวเซียง เจ้าเอาเว่ยเหยียนถิงไปซ่อนไว้ที่ไหน” ฉินจิ่นหันกลับไปมองหลิวเซียง ในใจนั้นโกรธจนลุกเป็นไฟ
หลิวเซียงยืนขึ้นแล้วบอกว่า “เจ้าก็เห็นแล้วนี่ ว่าร้านอาหารของข้าก็ใหญ่แค่นี้ ถ้าข้าซ่อนเว่ยเหยียนถิงไว้จริงๆ จะไปซ่อนที่ไหนได้ล่ะ”
“ถึงแม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าซ่อนไว้ที่ไหน แต่เจ้าต้องเป็นคนซ่อนแน่นอน”
หลิวเซียงปิดปากหาวแล้วพูดว่า “แม่นางฉิน ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้านะ สามีใครหายก็ต้องร้อนรนใจอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่จูก็ค้นหาไปแล้ว ข้าก็ให้ความร่วมมือจนถึงที่สุดแล้ว ถ้าเจ้ายังคิดว่าข้าเป็นคนซ่อนอยู่อีก งั้นก็ต้องเอาหลักฐานออกมาแล้วล่ะ”
“เจ้า......” หลักฐานหรอ ถ้ามีหลักฐาน ยังจะมาพูดมากอยู่อย่างงี้ทำไมล่ะ ก็คงส่งหลิวเซียงเข้าคุกไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้หลิวเซียงกำลังทำให้ฉินจิ่นที่หาเว่ยเหยียนถิงไม่เจออยู่ แล้วก็ไม่มีแก่นสารอะไรว่านางกักขังเว่ยเหยียนถิงอีกด้วย
“แล้วตอนนี้ก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว พวกเจ้ามารบกวนเวลาพักผ่อนของข้า แล้วก็รบกวนเวลางานของข้า ก็เกรงว่าคงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ แล้วท่านเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้แล้วใช่หรือไม่”
เจ้าหน้าที่จูได้ยินก็กังวลเหมือนกัน จะมาเสียชื่อเสียงเพื่อฉินจิ่นคนเดียวไม่ได้
“แม่นางฉิน งั้นเรากลับกันก่อนเถอะ หนึ่งนั้น ตอนนี้ไม่มีหลักฐานว่าเถ้าแก่หลิวนั้นกักขังคนเอาไว้ สองคือ น้องชายของเจ้าดื่มจนเมามากไปก็ไม่ใช่เรื่องอะไร กลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อน ดีหรือไม่”
จนเรื่องเป็นแบบนั้น แต่ก็ไม่มีวิธีอื่น
“เจ้าค่ะ”
ฉินจิ่นและเจ้าหน้าที่จูพยุงเว่ยเหยียนซิ่นที่ฟุบไปกับโต๊ะขึ้นมาแล้วเดินออกไป
ตอนที่เดินไปถึงหน้าประตูนั้น จู่ๆ ฉินจิ่นก็หยุดเดินแล้วหันไปมองหลิวเซียง “เถ้าแก่หลิว วันนี้น่ะหาไม่เจอว่าเว่ยเหยียนถิงอยู่กับเจ้าที่นี่ แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขา ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าได้ฉวยโอกาสไปแน่”
หลิวเซียงหัวเราะแล้วพูดว่า “รอให้เจ้าหาเว่ยเหยียนถิงให้เจอก่อนเถอะ แล้วค่อยมาพูดแบบนี้กับข้า”
มองดูฉินจิ่นที่ไกลออกไปเรื่อยๆ หลิวเซียงก็สั่งให้คนปิดประตูใหญ่
“ไปเถอะ พวกเจ้าไปพักเถอะ” หลิวเซียงพูดจบ ก็ไม่ได้ขึ้นไปชั้นบน แต่กลับเดินไปทางห้องที่อยู่ในสุด จากนั้นก็ปิดประตู และเปิดเส้นทางลับ
เส้นทางลับนั้นมีแค่เชิงเทียนไม่กี่อัน เว่ยเหยียนถิงเงยหน้าขึ้นมา เห็นหลิวเซียง ถามว่า “น้องชายของข้าล่ะ เจ้าเอาน้องชายของข้าไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ท่านสบายใจได้ น้องชายของท่านปลอดภัยแน่นอนจ้ะ” หลิวเซียงพูด “เขาไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับข้าสักหน่อย”
“งั้นเจ้าจะเอายังไง” เว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่าคนที่อยู่ตรงหน้านั้นน่ากลัวอำมหิต “ปล่อยข้าออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”
“ขอแค่เจ้ายอมไล่ฉินจิ่นไป แล้วแต่งงานกับข้า ข้ารับรองว่าครอบครัวของเจ้านั้นจะสงบสุข ต่อไปข้าก็จะไม่เป็นศัตรูกับฉินจิ่นอีก ถึงขั้นต้องออกไปจากที่นี่ ต่อไปร้านอาหาร ร้านหลิวเซียงก็จะเป็นของท่านทั้งหมดเลยจ้ะ ยังจะอยากจะออกไป อีกหรือไม่”
“เจ้าฝันไปเถอะ” เว่ยเหยียนถิงปฏิเสธทันที “เจ้าเลิกเพ้อฝันได้แล้ว ข้ากับอาจิ่นไม่มีวันแยกจากกันแน่นอน”
“ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรดี” หลิวเซียงเอาเทียนมาไว้ในมือ เหมือนจะใช้แสงนี้ส่องเพื่อดูว่าทำไมเว่ยเหยียนถิงนั้นถึงเด็ดเดี่ยวขนาดนี้ “ท่านรักมันจนไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงก็จะไม่แยกจากมันใช่หรือไม่”
“ใช่ ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงก็จะอยู่ด้วยกัน” เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า ย้ำในคำสัญญา
เพียงแค่นึกถึงอาจิ่น ในใจของเขาก็รู้สึกอบอุ่นไปหมด
“ท่านรอไว้ได้เลย” หลิวเซียงยักคิ้ว แล้วบนปากก็แสยะยิ้มขึ้นด้วย “ข้าจะทำให้พวกเจ้าแยกจากกันให้ได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ช่วยเจ้าไม่ได้หรอก”
“เจ้าจะทำอะไร” สีหน้าของเว่ยเหยียนถิงดูไม่ดีนัก
“ข้าจะทำอะไรงั้นรึ” หลิวเซียงเอามือชี้ไปที่เว่ยเหยียนถิง พูดเสียงดังว่า “ข้าจะแยกเจ้าทั้งสอง ข้าจะทำให้พวกเจ้าไม่มีวันได้อยู่ด้วยกัน ข้าจะทำให้ท่านแต่งงานกับข้า ท่านสบายใจได้เลย ที่ข้าจะทำนั้น มันจะต้องเป็นจริงทั้งหมด ท่านจะต้องอยู่กับข้าไปจนแก่เฒ่า”
อีกฝั่งนั้น พอเจ้าหน้าที่จูส่งฉินจิ่นและเว่ยเหยียนซิ่นถึงหน้าประตูแล้วก็บอกว่า “ข้าส่งถึงที่นี่ก็แล้วกัน ยังต้องกลับไปประจำที่ทำการอีก”
“เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นบอกขอบคุณ “วันนี้ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่จูมากเลยนะเจ้าคะที่มาช่วย”
“ไม่เป็นไร”
เจ้าหน้าที่จูเพิ่งจะกลับไป เว่ยจวนได้ยินเสียง ก็รีบออกมา เห็นสภาพของเว่ยเหยียนซิ่นแล้ว ทั้งตกใจและปวดใจ “ทำไมอยู่ดีๆก็กลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะ ตอนออกบ้านไปก็ยังดีๆอยู่ไม่ใช่รึไง”
“พยุงเข้าไปก่อนเถอะ เดี๋ยวเรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
นางเว่ยและชายชราเว่ยเห็นเว่ยเหยียนซิ่นเป็นแบบนี้แล้ว ก็อดปวดใจไม่ได้ และร้องไห้อย่างหนักหน่วง “ลูกสี่เอ้ย นี่เจ้าเป็นอะไรไป ทำไมถึงเห็นแบบนี้ คนที่ร่างกายยังอยู่ดีอยู่ ตอนออกไปนั้นก็เดินออกไป แต่ตอนกลับมานั้นกลับกลายเป็นแบบนี้......”
บทที่ 43: ดีที่น้องสาวยังมีสติ
ฉินจิ่นเห็นนางเว่ยร้องไห้ราวกับว่าเว่ยเหยียนซิ่นนั้นตายแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าแล้วพูดว่า “แม่ย่าจ๊ะ เขาไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แค่ดื่มหนักไปหน่อย พรุ่งนี้เช้าก็หายดีแล้วจ้ะ”
“...อ๋อ งั้นก็ดี” นางเว่ยเช็ดน้ำตา กลั้นร้องไห้เอาไว้ ขอแค่ฉินจิ่นบอกว่าหาย ก็ต้องหายอยู่แล้ว
“แล้วพี่รองล่ะ ยังไม่กลับมาอีกเหรอจ๊ะ” จู่ๆ เว่ยจวนก็สังเกตเห็นว่ามีแค่ฉินจิ่นกับน้องชายที่กลับมา เว่ยเหยียนถิงก็เป็นห่วงพวกเขาพี่สาวและน้องชายเหมือนกัน ไม่มีเหตุผลที่เมื่อเว่ยเหยียนซิ่นอยู่ในสภาพนี้แล้วเขาจะไม่มา
“นั่นสิ ลูกรองล่ะ ลูกรองไปไหน”
ฉินจิ่นถอนหายใจไปทีนึง แล้วก็พูดอย่างเศร้าๆว่า “นี่แหละจ้ะที่ข้ากังวล ข้าหาพี่ถิงไม่เจอ หลิวเซียงบอกว่าไม่ได้อยู่กับนาง ค้นแล้วก็ไม่เจอ แต่ข้ารู้สึกว่ายังไงก็ต้องเกี่ยวข้องกับเขาอยู่แน่นอน”
ใจของเว่ยจวนที่เพิ่งจะสบายใจ ก็หนักใจขึ้นอีกครั้ง “งั้นจะทำยังไงดีล่ะ”
“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ถ้าหลิวเซียงไม่ได้ทำอะไรกับพี่ถิงจริงๆ ไปแป๊บเดียวก็คงจะกลับมาแล้ว แต่ถ้าหลิวเซียง...” คิ้วของฉินจิ่นขมวดจนจะเป็นเส้นแล้วพูด
“กลัวว่าเรื่องนี้จะจัดการไม่ได้ง่ายๆ”
แต่ฉินจิ่นก็ไม่อยากจะให้พวกเขากังวล เลยพูดว่า
“ตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว พักผ่อนก่อนน่าจะดีกว่า จะเป็นอะไรพรุ่งนี้ค่อยว่ากันดีกว่าจ้ะ เดี๋ยวข้าจะคิดหาวิธีอีกที”
และในคืนนั้น ฉินจิ่นนอนไม่หลับทั้งคืน พอเช้าของวันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นก็สืบจากแม่สื่อเจิ้ง ว่าหลิวเซียงคนนี้นั้นเป็นใครมาจากไหน ถึงแม้ว่าครั้งที่แล้วแม่สื่อเจิ้งจะบอกมาแล้วบ้าง แต่ฉินจิ่นรู้สึกว่านางยังมีเรื่องอื่นอีก
“ท่านว่าหลิวเซียงยังมีญาติพี่น้องคนอื่นๆอยู่อีกไหมจ้ะ” แม่สื่อเจิ้งคิดแล้วก็พูดว่า “มีน้องสาวอยู่คนนึง อายุน้อยกว่านางอยู่สามปี ชื่อว่าหลิวเย่”
“แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนล่ะ” ฉินจิ่นรู้สึกมีความหวังขึ้น
“ออกเรือนไปอยู่หมู่บ้านข้างๆแล้ว ชีวิตคู่ดีมากเลยล่ะ ข้าก็เป็นคนบอกสื่อให้เหมือนกัน” แม่สื่อเจิ้งพูดแล้วก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย
“เมื่อก่อนน่ะ พวกเขาสองคนพี่น้องนั้นรักกันมาก ต่อมา พอหลังจากที่หวังเอ้อตายไปแล้ว นิสัยของหลิวเซียงก็ผิดแปลกไป พวกเขาสองคนพี่น้องก็ไม่ค่อยไปมาหาสู่กันแล้วล่ะ”
ตามที่อยู่ที่แม่สื่อเจิ้งให้แล้ว ฉินจิ่นก็หาบ้านของหลิวเย่เจอ ไม่ได้ร่ำรวยเท่าบ้านของหลิวเซียง แต่ก็ถือว่าร่ำรวยอยู่เหมือนกัน
“เจ้ามาหาใครรึ” คนที่มาเปิดประตูนั้นหน้าตาสะสวย หลบอยู่หลังประตูแล้วถามอย่างเขินอาย
“ข้ามาหาแม่นางหลิวเย่น่ะจ้ะ”
“ข้าเองจ้ะ มีธุระอะไรรึเปล่า”
ฉินจิ่นนึกไม่ถึงว่าคนที่มาเปิดประตูนั้นจะเป็นหลิวเย่ ก็ตกใจเล็กน้อย แล้วค่อยพูดว่า “ข้าอยากจะให้เจ้าช่วยอะไรอย่างนึงจ้ะ เกี่ยวกับพี่สาวของเจ้า”
พอหลิวเย่ได้ยินว่าเกี่ยวกับเรื่องของพี่สาวตัวเอง ก็รีบเปิดประตูให้ฉินจิ่นเข้ามาทันที “เจ้ารีบเข้ามาเร็ว เกิดอะไรขึ้นกับพี่สาวข้ารึ”
ฉินจิ่นเล่าเรื่องทั้งหมดให้หลิวเย่ฟัง แล้วสุดท้ายก็บอกว่า “ข้าอยากจะให้เจ้าไปช่วยเรื่องนี้ให้ข้าหน่อย ไปหาสามีของข้ากลับมา ถือว่าขอร้องก็ได้จ้ะ อย่าให้นางต้องบ้าคลั่งจนต้องทำอะไรลงไปเลย”
ฉินจิ่นรู้สึกว่าหลิวเซียงนั้นเป็นบ้าไปแล้ว ทำเรื่องตั้งมากมายขึ้นเพื่อเรื่องนี้เรื่องเดียว
“สามีของเจ้าเหมือนกับพี่เขยของข้าขนาดนั้นเลยรึ” หลิวเย่ไม่เข้าใจการกระทำของพี่สาวจริงๆ ในสายตาของตัวเองนั้น ถึงแม้ว่าพี่สาวจะไม่มีความสุขกับเรื่องของพี่เขย แต่นางคงไม่ถึงขั้นไร้เหตุผล ทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องหรือทำเรื่องที่ผิดต่อศีลธรรมมากมายขนาดนี้ได้
“ข้าไม่รู้” ฉินจิ่นส่ายหน้า “ดูจากที่พี่สาวเจ้าทำแล้วน่าจะเหมือนมาก”
“ได้ ข้าจะไปกับเจ้า” ที่หลิวเย่ตอบตกลงนั้นไม่ได้ทำเพื่อเว่ยเหยียนถิง แต่เพื่อพี่สาวของตัวเอง และในตอนนั้นก็ไม่ทันได้เก็บข้าวเก็บของอะไร แล้วก็รีบออกไปกับฉินจิ่นทันที
พอหลิวเซียงลงมาแล้วเห็นน้องสาวของตัวเองนั่งอยู่ที่ชั้นล่าง ก็ดีใจจนออกนอกหน้าแล้วพูดว่า “น้องสาว เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมจะมาถึงไม่บอกกันก่อนล่ะ ข้าจะได้ให้คนไปรับเจ้า”
หลิวเย่ยิ้มแล้วพูดว่า “เพิ่งถึงน่ะ ไม่ใช่แขกอะไรสักหน่อย จะให้พี่ไปรับข้าทำไมล่ะ”
หลิวเซียงจับมือของหลิวเย่ไว้ทันที แล้วบอกกับคนใช้ว่า “ไป ไปเอาปี้หลัวชวนมาหน่อย ของหวานก็เอาพายเกาลัดมาละกัน”
“รับทราบขอรับ”
“เตรียมเหล้าดีๆมาหน่อยเร็ว ข้าจะให้การต้อนรับน้องสาวของข้าเป็นอย่างดีเลย” หลิวเซียงทำหน้าบอกให้หลิวเย่ขึ้นชั้นบนพร้อมกับสั่งคนใช้ไปด้วย
ทั้งสองคนนั้นเหมือนตอนเด็กไม่มีผิด หลิวเซียงนั้นจะชอบเอาของที่ดีๆไว้ให้หลิวเย่ทั้งหมด
“พี่เพิ่งซื้อผ้าไหมมาชุดนึงน่ะ สวยมากเลยล่ะ เดี๋ยวเราสองคนไปวัดตัวกันที่ตลาดแล้วเย็บชุดกัน ทำชุดที่เหมือนกันเป๊ะๆสักชุดนึง คนอื่นจะได้รู้ว่าเราเป็นพี่น้องที่รักกัน”
หลิวเย่พูดตอบว่า “จ้ะ”
ในใจนั้นอดไม่ได้ที่จะแปลกใจขึ้น ดูแล้วพี่สาวก็ปกติดี ไม่ได้เป็นแบบที่ฉินจิ่นบอกเลยสักนิด
พอนึกดูแล้ว หลิงเย่ก็อยากจะพิสูจน์สักหน่อย เลยลุกขึ้นแล้วจับมือของหลิวเซียง “เห็นพี่แบบนี้ ข้าก็สบายใจแล้ว เมื่อก่อนพี่ออกมาจากเรื่องของพี่เขยไม่ได้อยู่ตลอด ตอนนี้ร่าเริงแบบนี้ก็ดีมากแล้ว”
พอพูดถึงตอนนี้แล้วหลิวเซียงก็จับมือหลิวเย่แล้วพูดว่า “น้องสาว พี่มีเรื่องจะบอก”
“อะไรหรือจ๊ะ”
“มีคนนึงหน้าเหมือนพี่เขยเจ้ามาก ข้ากำลังหาวิธีจะแต่งงานกับเขาอยู่ เขาชื่อเว่ยเหยียนถิง ไม่รู้ว่าเจ้าจะเคยได้ยินรึเปล่า” พอพูดแล้ว หลิวเซียงก็ดูตื่นเต้นมาก แต่ในใจของหลิวเย่กลับรู้สึกเหน็บหนาวขึ้นเป็นพักๆ
“เคยได้ยินอยู่นะ แต่เขาเป็นผัวคนอื่น แต่งงานไปแล้ว จะแต่งกับพี่อีกได้ยังไงล่ะ”
“แล้วยังไงล่ะ” หลิวเซียงพูดอย่างเย้ยหยันว่า “ของที่ข้าอยากได้น่ะมีหรือจะไม่ได้ ตอนนี้เขาอยู่ในห้องลับของข้า ไม่นาน เดี๋ยวข้าก็ทำให้เขาแต่งงานกับข้าได้เอง”
“พี่ พี่อย่าทำเรื่องเลอะเทอะเลย รีบปล่อยคนอื่นไปเถอะ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจะทำยังไง”
พอหลิวเซียงเห็นว่าน้องสาวของตัวเองไม่สนับสนุนตัวเองแล้ว แล้วยังให้เธอปล่อยคนไปอีก ในใจก็ลุกเป็นไฟทันที คนอื่นจะว่ายังไงก็ช่าง แต่แม้แต่น้องสาวของตัวเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลย
“เจ้าอย่ามาบอกให้ข้าปล่อยเขาไปนะ ถ้าเจ้ายังเป็นแบบนี้ข้าจะไล่เจ้ากลับไป”
“พี่ แต่นั่นมันผัวของคนอื่นนะ”
หลิวเซียงโมโหมาก ตอนนี้สำเร็จไปครึ่งทางแล้ว เธอจะปล่อยคนไปได้ยังไง “เจ้าอย่ามายุ่งกับเรื่องของข้าอีก เจ้ากลับบ้านไปซะ ไปอยู่ใช้ชีวิตคู่ที่ดีกับผัวเจ้าซะ”
หลิวเย่ออกจากประตูร้านไป ในใจนั้นรู้แล้วว่าที่ฉินจิ่นพูดนั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด อีกอย่างเว่ยเหยียนถิงก็อยู่ในมือของพี่สาวเธอจริงๆ
พอออกมานางก็ไปที่บ้านของฉินจิ่น ฉินจิ่นก็กำลังนั่งอยู่กับเสี่ยวซี เพราะเป็นห่วงเว่ยเหยียนถิง จนเวลาที่เสี่ยวซีพูดก็ไม่ได้ยิน
“เกิดอะไรขึ้นรึ” ฉินจิ่นเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้น
“มีคนมาที่บ้านขอรับพี่สาว”
ฉินจิ่นเห็นว่าที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นคือหลิวเย่ ก็รีบกวักมือเรียกทันที “แม่นางหลิวเย่ เข้ามาเร็ว”
หลิวเย่เห็นฉินจิ่นต้อนรับตัวเองอบอุ่นแบบนี้ เหมือนจะหวังให้ตัวเองพูดอะไร แต่นางทำได้แค่ส่ายหน้า
“แม่นางฉิน ข้าได้คุยกันกับพี่สาวข้าไปแล้วบ้าง เริ่มแรกนั้นก็ดีมากเลยละ แต่แค่พูดถึงเรื่องนั้นแล้ว พี่สาวก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที”
“...อื้ม” ฉินจิ่นก็ผิดหวังเล็กน้อย
“เจ้าอย่าถือโทษนางเลย แม่นางฉิน พี่สาวข้านั้นดูเหมือนอยู่สุขสบายมาตลอด ตอนเด็กก็ลำบากมาไม่น้อย พอแต่งงานแล้ว สามีก็เป็นผู้รากมากดี พี่เขยนั้นดีกับพี่มาก พี่สาวข้านั้นก็ไม่ใช่คนเลว แต่แค่ใช้อารมณ์มากเกินไป ถึงได้ก่อเรื่องมากมายขนาดนี้” หลิวเย่พูดแล้วก็อดเจ็บใจไม่ได้
บทที่ 44: จะเอาก็แค่ใบหน้านี้เท่านั้น
“งั้นผัวข้าล่ะจะทำยังไง แล้วผัวข้าไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์รึ ครอบครัวของเราไม่ใช่คนบริสุทธิ์หรอกรึ”
น่าตลกจริงๆ เพราะนางน่าสงสารคนเดียว แล้วคนทั้งครอบครัวเขาก็ต้องมาซวยไปด้วยเหรอ
หลิวเย่รีบพูด “แม่นางฉิน เจ้าใจเย็นๆก่อน ข้ารู้มาแล้ว ว่าผัวเจ้านั้นอยู่ในมือของพี่สาวข้าจริงๆ แต่พี่สาวข้านั้นอยากจะแต่งงานกับเขาอยู่ตลอด คงไม่ทำลายชีวิตเขาแน่นอน”
“จริงรึ” ฉินจิ่นก็ร้อนรนใจจนเลอะเลือนถึงได้ถามคำถามแบบนี้ออกมา
“จริงๆ แม่นางฉิน เจ้าเป็นคนฉลาด ขอแค่เจ้ารับปากว่าเจ้าจะไม่ทำร้ายพี่สาวของข้า ข้าก็มีวิธีที่จะช่วยผัวของเจ้าออกมาได้”
ฉินจิ่นพยักหน้าเบาๆ “ได้ แล้วเจ้ามีวิธีอะไรล่ะ”
“สามีของเจ้าถูกซ่อนอยู่ในห้องพักห้องสุดท้ายในทางลับ ข้าจะไปมอมเหล้าพี่ เดี๋ยวถึงเวลาแล้วเจ้าก็ค่อยเข้าไปช่วยเขาก็พอ”
“ได้จ้ะ” ในเมื่อหลิวเย่ยอมช่วยตัวเองให้ช่วยเว่ยเหยียนถิงออกมา ก็ดีมากแล้ว
ไม่นาน หลิวเย่ก็กลับไปที่ร้านอาหาร เห็นหลิวเซียงนั่งดื่มชาอยู่ที่ชั้นล่าง
“เจ้ากลับมาอีกทำไมล่ะ ให้เจ้ากลับไปที่บ้านแล้วไม่ใช่รึ” หลิวเซียงคิดถึงคำที่นางพูดพวกนั้นแล้วก็โมโห
“ถ้าเจ้ายังอยากพูดเรื่องพวกนั้นกับข้าอีก ก็ไสหัวกลับไปซะ”
“พี่ ข้ายอมรับผิดแล้ว การที่พี่หาความสุขได้นี่สิ ถึงจะดีกว่าทุกอย่าง” หลิวเย่ยืนอยู่หน้าประตูแล้วค่อยๆ
หลิวเซียงได้ยินน้องสาวพูดแบบนี้แล้ว สุดท้ายก็ยิ้มแล้ว ก็ถือว่ามีคนที่เข้าใจนางแล้ว อีกอย่างคนคนนี้ก็เป็นน้องสาวของนางด้วย
“เจ้าคิดได้แบบนี้ ข้าก็ภูมิใจมากจริงๆ รีบเข้ามาเถอะ”
“เถ้าแก่ขอรับ อาหารที่เตรียมไว้เมื่อกี้ยังจะให้ยกมาอยู่ไหมขอรับ”
หลิวเซียงลากมือของหลิวเย่ไว้แล้วพูดอย่างดีใจว่า “ยกมา ต้องยกมาแน่นอนอยู่แล้ว”
“แล้วก็เอาเหล้าดีๆ มาอีกสักสองสามเหยือกด้วย” หลิวเย่พูดสั่งคนใช้
“เหล้า” หลิวเซียงรู้สึกแปลกๆ “ข้าจำได้ว่าเจ้าน่ะคออ่อน ยังจะดื่มอีกรึ”
หลิวเย่ก็นึกบางอย่างออก ก็หัวเราะและพูดทันทีว่า “วันนี้อารมณ์ดี เลยอยากดื่มสักหน่อย อีกอย่างพี่สาวข้าก็หาความสุขเจอแล้วด้วย”
หลิวเซียงดีใจมาก เลยไม่ได้สงสัยอะไรนัก ก็รีบสั่งทันทีว่า “ดี งั้นเอาเหล้าที่ข้าหวงที่สุดออกมา”
“น้องสาว เจ้าน่ะไม่รู้จริงๆว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่สาวคนนี้นั้นผ่านมาได้ยังไง การงานที่ใหญ่ขนาดนี้ แบกรับไว้อยู่คนเดียว ดูเหมือนร่าเริง แต่จะมีใครรู้บ้างหรือไม่ว่าในใจจริงๆของข้านั้นทุกข์ใจแค่ไหน” หลิวเซียงพูดแล้วก็อยากจะร้องไห้ ชีวิตแบบนี้นั้นช่างลำบากจริงๆ
หลิวเย่ก็เข้าใจเหมือนกัน ตอนเด็กๆ พี่สาวนั้นลำบากมามาก กว่าจะรอให้ถึงตอนที่แต่งงานนั้นก็ไม่ง่ายเลย นึกว่าชีวิตจะดี ใครจะรู้ว่าไม่ถึงสองปี พี่เขยก็ตายไปซะแล้ว
หลิวเย่พยักหน้า แล้วก็ลองถามดูว่า “พี่จ๊ะ......แล้วคนนั้นมีอะไรดีหรือจ๊ะ เทียบกับพี่เขยแล้วเป็นยังไงบ้าง”
หลิวเซียงคิดอยู่นาน แล้วก็พูดแค่ว่า “หน้าเหมือน อย่างอื่นนั้นยังไม่รู้” แล้วก็พูดอย่างดีใจอีกว่า “น้องสาว ในที่สุดชีวิตที่ลำบากของพี่ก็จะผ่านไปแล้ว”
แค่คิดว่าจะได้แต่งงานกับเว่ยเหยียนถิง ในใจของหลิวเซียงก็ดีใจจนพูดไม่ออกแล้ว
หลิวเย่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก แล้วคนใช้ก็เอาเหล้ามาพอดี “เถ้าแก่ขอรับ นี่เหล้าขอรับ”
“ดี” หลิวเย่รับมาแล้วก็รินให้หลิวเซียงก่อนแก้วนึง แล้วก็รินให้ตัวเองจนเต็ม ยังไม่ทันได้รอให้หลิวเย่พูด หลิวเซียงก็ดื่มลงไปแล้ว
หลิวเซียงก็ไม่ได้คอแข็งมาก แต่ก็ดีกว่าหลิวเย่มาก ดื่มไปทีละแก้วต่อๆกันแบบนั้น ก็เมาบ้างเหมือนกัน รู้สึกมึนหัวหน่อยๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “น้องสาว ไม่นาน ชีวิตที่แสนทุกข์ทนของพี่ก็จะหมดลงแล้ว”
“แต่ยังไงคนคนนั้นก็ไม่ใช่พี่เขยสักหน่อย เขาก็มีแค่ใบหน้านั้นเองนี่จ๊ะ”
หลิวเย่ยังอยากจะเตือนสติพี่สาว ไม่ให้นางดื้อดึงแบบนี้ต่อไป
“ข้ารู้ แล้วยังไงล่ะ” หลิวเซียงไม่ได้สนใจเลยสักนิด “มีแค่หน้าตาก็พอแล้ว ข้าจะเอาแค่ใบหน้านั้น”
“พี่จ๊ะ พี่เขยน่ะตายไปแล้ว ถึงคนอื่นจะหน้าเหมือนแค่ไหนก็ไม่ใช่เขา อีกอย่างคนคนนั้นเขาก็ไม่ได้รักพี่ด้วย” หลิวเย่พูด
หลิวเซียงได้ยินแบบนี้แล้วก็รู้สึกเหมือนว่าเฉยๆ เหมือนว่าใครเคยบอกกับตัวเองแบบนี้ แล้วเป็นใครกันล่ะ”
“รักข้ารึ ข้าจะทำให้เขารักข้ามีข้าแค่คนเดียว
“แต่ในใจของเขาก็ยังมีคนอื่นอยู่ดี” หลิวเย่ไม่รู้ว่าพี่สาวของตัวเองนั้นจะดื้อรั้นถึงขั้นนี้ เมื่อก่อนหลิวเซียงนั้นเป็นคนที่อวดเก่งมาก ให้ตายก็ไม่ยอมแย่งสามีมีคนอื่น แต่ตอนนี้กลับมาตกอยู่ในขั้นนี้เอง
หลิวเซียงมองคนที่อยู่ตรงหน้าแล้ว มองอยู่นาน ในสมองก็ยังมีคำถามนั้นขึ้นมาซ้ำๆ เป็นใครกัน เป็นใครกันที่เคยพูดแบบนี้กับตัวเอง
“เขาไม่รักเจ้า......เขาจะแต่งงานกับข้าคนเดียว......รักข้าเพียงคนเดียว.....”
คือฉินจิ่น ฉินจิ่นเป็นคนพูดคำพวกนี้
“นังผู้หญิงเลว แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร ข้าจะแข่งเขามา อีเลว” หลิวเซียงมองหลิวเย่เป็นฉินจิ่น แล้วก็ด่าคำด่าหยาบคาย
“พี่ พี่พูดอะไรน่ะ” หลิวเย่รู้สึกแปลกๆ “คือข้าเอง ข้าคือหลิวเย่”
“อีสารเลว” หลิวเซียงกัดฟันแล้วพูด
“พี่......”
หลิวเย่ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็โดนหลิวเซียงบีบที่คอแรงๆแล้ว และปากก็ยังบอกว่า “อีเลว ไปตายซะ ไปตายซะ ยังไงเว่ยเหยียนถิงก็ต้องเป็นของข้า”
“พี่ ข้าเอง......ข้าคือ......หลิวเย่......” หลิวเย่ถูกหลิวเซียงบีบคอจนหายใจไม่ออก
“อีเลว อีเลว” หลิวเซียงพูดไปมือก็ยิ่งบีบแรงขึ้นด้วย “ไปตายซะ”
“พี่......” สุดท้ายแล้วหลิวเย่ถึงขั้นคิดว่าตัวเองจะไม่รอดแล้ว คอหอยนั้นเจ็บเหมือนโดนไฟเผายังไงอย่างงั้น
พี่สาว? หลิวเย่?
ตอนนี้หลิวเซียงถึงจะได้สติขึ้น ว่านี่คือน้องสาวของตัวเอง ไม่ใช่ฉินจิ่น ก็รีบปล่อยมือ ทันทีที่ปล่อยมือนั้น หลิวเย่ก็ล้มลงไปบนโต๊ะเสียงดังปังแล้ว
“น้องสาว” หลิวเซียงรู้สึกผิดสุดๆ ตาแดงไปหมด แล้วก็รีบพยุงน้องสาวขึ้น เห็นรอยแดงบนคอของนางแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกผิดยิ่งขึ้นไปอีก
“พี่......พี่เป็นอะไรไปกันแน่” หลิวเย่โดนบีบคอจนแดงไปหมด จนเสียงที่พูดออกมานั้นไม่เหมือนเสียงตัวเอง
หลิวเซียงก็พูดไม่ออกว่าเป็นอะไรกันแน่ เมื่อกี้รู้สึกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าก็คือฉินจิ่น นางส่ายหน้า แล้วพูดอย่างรู้สึกผิดว่า “น้องสาว พี่พยุงเจ้าขึ้นไปพักก่อนดีกว่า แล้วค่อยหายามาทาให้เจ้า”
“จ้ะ” หลิวเย่กลั้นน้ำตาแล้วพยักหน้า และเดินขึ้นไปกับหลิวเซียง
ฉินจิ่นที่คอยดูความเคลื่อนไหวจากข้างนอกอยู่ตลอดนั้น ก็รีบลากเว่ยเหยียนซิ่นวิ่งเข้าไปทันที สะบัดน้ำฝนบนตัวออก แล้วพูดว่า “เร็วเข้า รีบใช้โอกาสที่ฝนกำลังตกนี้ช่วยคนออกมา”
“อื้ม” เว่ยหยียนซิ่นพยักหน้าทันที เสียงฟ้าร้องข้างนอกดังขึ้นอยู่ตลอด ทำเอาใจคนถึงกับตื่นตระหนกเลยทีเดียว
ห้องพักแขกนั้นมีทั้งชั้นบนและชั้นล่าง แต่หลิวเย่บอกว่าอยู่ห้องสุดท้ายของชั้นล่าง ทั้งสองคนเดินตามกันไป ให้แน่ใจเหมือนกันว่าแถวนั้นไม่มีใครอยู่ถึงจะค่อยๆเดินไปข้างหน้า
“น้องสี่ เจ้ารู้สึกว่ามันแปลกๆรึเปล่า ทำไมไม่มีคนใช้สักคนเลยล่ะ” ฉินจิ่นรู้สึกว่าอย่างน้อยที่นี่ก็ต้องมีคนเฝ้าสิ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีคนฝ้าประตูเลยสักคน
เว่ยเหยียนซิ่นก็เห็นด้วยกับความคิดของฉินจิ่น แต่ตอนนี้นั้นสนใจอะไรมากไม่ได้ “ช่างเถอะพี่สะใภ้รอง ที่สำคัญคือรีบไปช่วยพี่รองออกมาก่อนเถอะ เรื่องอื่นปล่อยไว้ก่อน”
“ได้” ฉินจิ่นก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะมีการแอบซุ่มอยู่หรือไม่ แต่การช่วยเว่ยเหยียนถิงออกมานั้นสำคัญกว่า
พอเปิดบานประตูนั้นออก เว่ยเหยียนซิ่นก็ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นไปสักพัก
บทที่45: ช่วยไม่ได้ มันเป็นสัญชาตญาณน่ะ
“เป็นอะไรไป” ฉินจิ่นเห็นเว่ยเหยียนซิ่นไม่ขยับอยู่นาน ก็แปลกใจมาก
เว่ยเหยียนซิ่นค่อยๆหันหน้าไปแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้รอง พี่พูดถูกแล้ว ที่นี่มีแต่คนเต็มไปหมด”
“ทำอะไรน่ะ” คนใช้ก็รู้สึกว่าไม่ง่ายเลย ที่ห้องพักแขกห้องนี้ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน คนอื่นๆนั้นไม่รู้ ทำไมอยู่ดีๆถึงเดินเข้ามาล่ะ
“เรา......” เว่ยเหยียนซิ่นจงใจพูดเสียงเบา “เรา......”
“เจ้าพูดอะไร พูดเสียงดังหน่อย” คนนั้นไม่ได้ยินว่าเว่ยเหยียนซิ่นพูดอะไร พูดไปด้วยขยับเข้าใกล้ไปด้วย
จนถึงตอนที่คนคนนั้นเข้ามาใกล้พอสมควรแล้วเว่ยเหยียนซิ่นเลยคว้าไม้มาท่อนนึง แล้วตีไปที่หัวของคนคนนั้น ตีไปครั้งแรก เขาก็ไม่รู้ว่าหนักหรือเบา แต่ก็ทำเอาคนใช้คนนั้นสลบลงไปทันที
พอคนที่เหลือเห็น ก็รู้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนดี ก็กรูเข้ามา แล้วเว่ยเหยียนซิ่นก็หยิบไม้ขึ้นมาตีซ้ายตีขวา เขาไม่ใช่คนที่เชี่ยวชาญ ก็ทำได้แค่ตีให้แรงสุดชีวิต
คนใช้สองคนกอดรัดเว่ยเหยียนซิ่นไว้ แล้วก็กดลงกับพื้น ฉินจิ่นเอาแจกันใบนึงขว้างไปที่หัวของคนนั้น คนคนนั้นเจ็บมาก เลยปล่อยมือ แล้วก็หันกลับมาเตรียมตัวจะตีฉินจิ่น
เว่ยเหยียนซิ่นตกใจ หันกลับไปแล้วก็ตีไปอีกหนึ่งที ทำเอาคนคนนั้นล้มลงกับพื้นไป
“พี่สะใภ้รอง ตอนนี้ทำยังไงดีล่ะ” เว่ยเหยียนซิ่นเห็นว่าสลบไปบนพื้นตั้งสามคนแล้ว ก็ไม่รู้ว่าต่อไปจะทำอะไรต่อดี
ฉินจิ่นได้ยินหลิวเย่บอกว่าเครื่องเปิดปิดนั้นคือจานฝนหมึก หมุนครั้งนึงก็สามารถเปิดทางลับนั้นได้แล้ว
จากเสียงสั่นสะท้านที่ดังขึ้นแล้ว ในที่สุดทางลับก็เปิดออกแล้ว ในที่สุดฉินจิ่นก็โล่งใจสักที ต้องขอบคุณที่วันนี้ฟ้าร้อง ไม่งั้นเสียงเคลื่อนไหวที่ดังขนาดนี้ต้องทำให้หลิวเซียงรู้ตัวแน่นอน
เว่ยเหยียนถิงถูกไฟส่องตาจนลืมตาไม่ขึ้น ทำได้แค่หรี่ตา
ฉินจิ่นมองเห็นเว่ยเหยียนถิงอยู่ในทางลับจากข้างนอก ก็น้ำตาไหลพราก แล้วทันใดนั้นก็พุ่งเข้าไปกอดเว่ยเหยียนถิงแล้วพูดว่า “พี่ถิง ข้าเป็นห่วงพี่ที่สุดเลยรู้ไหม”
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในสมัยปัจจุบัน ฉินจิ่นไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร แต่เว่ยเหยียนซิ่นที่อยู่อีกฝั่งกลับเขิน ทำได้แค่เกาหัวแล้วพูดว่า “พี่รอง”
ฉินจิ่นหน้าแดงขึ้นทันที ยังมีคนอื่นอยู่ตรงนั้นด้วย แบบนี้คงไม่ดี เลยเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า “เรารีบไปกันก่อนเถอะ อยู่ที่นี่นานไม่ได้”
“จ้ะ”
......
ส่วนทางนั้น หลังจากหลิวเซียงพยุงหลิวเย่ขึ้นไปชั้นบนแล้ว ก็หายามาทาให้นาง รู้สึกแค่ว่าวันนี้เสียงฟ้าร้องนั้นมันดังมาก แต่นางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่อยากจะให้น้องสาวตัวเองนั้นพักผ่อนดีๆ
ยิ่งมองดูน้องสาวที่นอนอยู่บนเตียง ในใจของหลิวเซียงก็ยิ่งโทษตัวเองเข้าไปอีก ทำไมนางถึงได้ลงมือได้โหดเหี้ยมขนาดนี้
“พี่ ข้าอยากดื่มน้ำน่ะ” หลิวเย่โดนจ้องอยู่ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก ก็เลยรีบพูดไป
“จ้ะ” หลิวเซียงรีบเทน้ำ แล้วก็เอาน้ำมาป้อนที่ปากของหลิวเย่ ใครจะรู้ว่าตอนที่เอาแก้ววางกลับไปบนโต๊ะนั้นจะโดนเสียงฟ้าร้องทำให้ตกใจ แก้วก็ตกลงบนพื้น แตกกระจาย
หลิวเซียงตกใจ จนสีหน้าดูไม่ดี
“มานี่หน่อย มานี่หน่อย ไฟไหม้แล้ว”
ข้างนอกมีคนตะโกนเสียงดัง “รีบมาเร็ว มาช่วยดับไฟหน่อย”
หลิวเซียงได้ยินเสียงก็ยืนอยู่ริมหน้าต่างก็เห็นว่าตรงนั้นเกิดเหตุไฟไหม้ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นด้านหลังของร้านอาหารของตัวเอง ที่นั่นเป็นที่ไว้กระดูกของสามีตัวเองพอดี นางรีบพุ่งลงไปข้างล่างทันทีโดยไม่คิดอะไร ต้องเอาที่ไว้กระดูก
“พี่ พี่จะไปไหน” หลิวเย่เห็นหลิวเซียงรีบวิ่งลงไปข้างล่าง ก็กลัวว่าฉินจิ่นจะโดนจับได้ ก็รีบใส่เสื้อผ้าแล้วก็ตามไปทันที พอตามไปถึงที่เกิดไฟไหม้แล้ว เห็นหลิวเซียงก้าวขาจะพุ่งเข้าไปข้างใน ก็รีบดึงนางเอาไว้
“พี่ พี่จะทำอะไร พี่ไม่เอาชีวิตตัวเองแล้วรึไง”
หลิวเซียงผลักหลิวเย่ออก ร้องไห้แล้ววิ่งเข้าไป “เจ้าไม่ต้องมายุ่งกับข้า ข้าจะไปช่วยผัวข้า”
“พี่ กลับมา” หลิวเย่ตะโกนเสียงดัง แต่น่าเสียดายที่หลิวเซียงนั้นไม่ยอมฟัง เหลือไว้ให้เห็นเพียงแค่แผ่นหลังเท่านั้น
หลิวเย่มองไปบนฟ้า หวังให้เสียงฟ้าร้องเมื่อกี้นั้นรีบเทฝนลงมา แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น
......
มีเสียงวุ่นวายส่งมาจากทางด้านหลัง ฉินจิ่นวิ่งไปถึงครึ่งนึงก็บอกว่า “พี่ถิง พี่ได้ยินเสียงอะไรรึปล่า”
ฉินจิ่นหันกลับไปมอง และในร้านอาหารนั้นก็ถูกไฟไหม้ไปแล้ว
“ทำยังไงดี ต้องมีคนบาดเจ็บแน่นอนเลย” ฉินจิ่นนึกถึงตอนที่ตัวเองออกมานั้น ข้างในนั้นยังมีคนอยู่ นางก็รีบพูดว่า “น้องสี่ เจ้าพาพี่ถิงไปก่อน ข้าจะกลับไปดูหน่อย”
พูดจบฉินจิ่นก็หันหลังวิ่งไป ในตอนนั้นเว่ยเหยียนซิ่นก็ทำตัวไม่ถูก ก็ลากเว่ยเหยียนถิงเดินไปอีกสักระยะหนึ่งตามสัญชาตญาณ แต่เว่ยเหยียนถิงกลับพูดด้วยหน้าตาที่ตื่นตระหนกว่า “ไม่ได้ ต้องกลับไป ข้าไม่วางใจให้อาจิ่นไปที่นั่นคนเดียว”
“พี่รอง......” เว่ยเหยียนซิ่นไม่อยากจะกลับไปเสี่ยงอีกแล้ว
แต่เว่ยเหยียนถิงกลับพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “กลับไป”
หมดหนทางแล้ว เว่ยเหยียนซิ่นก็ทำได้แค่กลับไปกับเว่ยเหยียนถิง แล้วในตอนนั้นฉินจิ่นก็วิ่งกลับเข้าไปแล้ว นางเห็นบ้านที่อยู่ข้างหลังร้านอาหารนั้นมีไฟลุกอยู่ ดูแล้วน่ากลัวมาก
หลิวเย่ที่อยู่อีกฝั่งนั้นร้องไห้ฟูมฟายไปแล้ว ฉินจิ่นเลยถามว่า “เจ้าเป็นอะไร ทำไมถึงร้องไห้แบบนี้ แล้วพี่สาวเจ้าล่ะ”
“พี่......”
หลิวเย่พูดไม่ออก แล้วก็เป็นคุณลุงคนนึงที่อยู่ด้านข้างบอกนางว่า “เมื่อกี้ไม่รู้ว่าทำไม แต่เถ้าแก่หลิวจะเข้าไปให้ได้ รั้งยังไงก็รั้งไม่อยู่”
“เพราะ......โกศใส่กระดูกของพี่เขยอยู่ข้างใน เพราะฉะนั้น......พี่เลยจะเข้าไปเอามาให้ได้” หลิวเย่ร้องไห้จนสะอึกสะอื้น พูดจาติดๆขัดๆ
......ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นหมอ ทำให้ฉินจิ่นจะปล่อยให้คนคนตายไปโดยไม่ได้ช่วยชีวิตไม่ได้ อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะนางจะให้หลิวเย่มาช่วยให้ได้ ก็คงจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น
ทันใดนั้น นางก็รีบพุ่งเข้าไปในห้องพักแขก คว้าผ้าปูเตียงออกมาชุบน้ำ จากนั้นก็คลุมไปที่ตัวของตัวเองแล้ววิ่งเข้าไป
หลิวเซียง เจ้าอยู่ที่ไหน”
ฉินจิ่นตะโกนเรียกเสียงดัง แต่เรียกอยู่นานก็ไม่เจอหลิวเซียงสักที
แล้วตอนนี้จะทำยังไงดีล่ะ ควันเยอะขนาดนี้
“หลิวเซียง เจ้าอยู่ที่ไหน”
ฉินจิ่นก็ย้ำไปอีกหนึ่งรอบ เพื่อหวังว่าจะหาหลิวเซียงเจอ
“ข้าอยู่นี่ แค่กๆๆ ......”
ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแอ ฉินจิ่นเลยนึกว่าตัวเองนั้นได้ยินผิดไป แต่ก็เห็นจากไกลๆว่าหลิวเซียงยืนกอดอัฐใส่กระดูกแล้วทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนั้น จะหนีออกไปก็ไม่ได้
ฉินจิ่นรีบวิ่งไป เอาผ้าห่มแบ่งให้หลิวเซียงครึ่งนึง กลั้นความไม่ถูกกันเอาไว้แล้วถามว่า “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ เถ้าแก่หลิว”
หลิวเซียงส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร แต่เราจะออกไปยังไงล่ะ”
น้ำบนผ้าห่มก็ระเหยไปจนจะแห้งหมดแล้ว ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะออกไปยังไง คานที่อยู่ตรงหน้าก็ไหม้ไปครึ่งนึงแล้ว หล่นลงบนพื้น
ในตอนที่เว่ยเหยียนถิงและเว่ยเหยียนซิ่นกลับมานั้น ฉินจิ่นก็วิ่งพุ่งเข้าไปแล้ว
“อาจิ่น” เว่ยเหยียนถิงตะโกน “ไปไหนแล้วล่ะ”
หลิวเย่ร้องไห้แล้วพูดว่า “นางกับพี่สาวข้าอยู่ข้างในนั้นทั้งคู่เลย”
“ข้างใน ข้างในอะไร” เว่ยเหยียนซิ่นพูด คงไม่ใช่ข้างในไฟนั้นหรอกมั้ง พี่สะใภ้รองจะไปอยู่ข้างในไฟนั้นได้ยังไงล่ะ
“ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ละคนอยากจะวิ่งเข้าไปข้างใน ดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่อยู่” คนที่ดับไฟพูดขึ้น “จริงๆแล้วถ้าข้างในนั้นไม่มีคน พวกเราก็คงไม่ต้องร้อนใจเหมือนตอนนี้ แต่ตอนนี้ข้างในนั้นมีคนอยู่ ไฟนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะดับเมื่อไหร่”
ที่หมายถึงก็คือสองคนนี้ต้องตายแน่ๆ
เว่ยเหยียนถิงจะยอมให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นได้ยังไง ก็รีบวิ่งเข้าข้างในทันที
เว่ยเหยียนซิ่นดึงเขาไว้ “พี่ พี่ทำอะไร”
บทที่ 46: ความสามารถพิเศษที่มาแบบกะทันหัน
“พี่สะใภ้รองเจ้าอยู่ข้างใน ข้าจะปล่อยเขาแล้วไม่สนใจไม่ได้”
เว่ยเหยียนถิงเห็นน้องชายของตัวเองก็อยู่ที่นี่ ข้างในก็มีคนอีกสองคน ตัวเขาเองนั้นจะช่วยชีวิตแค่คนเดียวไม่ได้ แต่คนสองคนในตอนนี้ก็เป็นภาระหน้าที่ของเขาอย่างนึง เลยพูดว่า “น้องสี่ เจ้าเข้าไปกับข้าเถอะ”
เว่ยเหยียนซิ่นได้ยินคำนี้แล้ว ก็ลังเลอยู่สักพัก ก็ปล่อยมือเว่ยเหยียนถิงแล้วบอกว่า “พี่ ไฟไหม้แรงเกินไป เราเข้าไปไม่ได้หรอก......ถ้าเกิดเข้าไปแล้วออกมาไม่ได้ล่ะ จะทำยังไง......”
“เจ้า” เว่ยเหยียนถิงรู้สึกโมโหเล็กน้อย แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโมโห เขาหันไปมองห้องนั้นทีนึง และไม่กล้าที่จะชักช้าอีกต่อไป เลียนแบบเอาผ้าห่มชุบน้ำเหมือนฉินจิ่นแล้ววิ่งเข้าไป
คนที่ดับไฟอยู่ข้างๆ นั้นก็ยิ่งสงสัยว่า “นี่มันอะไรกันแน่ อยากจะพุ่งกันเข้าไปกันทีละคน ตอนนี้ก็มาอีกคนนึง ไม่คิดจะเอาชีวิตกันแล้วรึไง”
“อาจิ่น———”
“อาจิ่น———”
ฉินจิ่นละหลิวเซียงกอดผ้าห่มเอาไว้แล้วนั่งยองอยู่ตรงนั้นทั้งสองคน ตอนนี้สำลักควันกันไม่มีเสียงกันแล้ว แค่ได้ยินเสียงคนเรียนตัวเองเท่านั้น
“อาจิ่น———”
ฉินจิ่นรู้สึกว่าเสียงนี้นั้นคุ้นมาก เสียงใครกัน
“อาจิ่น———”
ทันทีที่ฉินจิ่นนึกออกขึ้นได้ ก็พยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อเปล่งเสียงออกมา “พี่ถิง ข้าอยู่นี่”
พอเว่ยเหยียนถิงได้ยินเสียงแล้วก็หาฉินจิ่นและหลิวเซียงเจอทันที มองฉินจิ่นแล้วก็ถามว่า “อาจิ่น เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ไม่เป็นไร แค่กๆ แต่ควันเยอะเกินไป ไฟก็แรงเกินไป พวกเราเลยออกไปไม่ได้จริงๆ”
หลิวเซียงที่อยู่อีกฝั่งนึงเห็นฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงแสดงความรักกันแล้ว ก็อดคิดถึงสามีที่ตายไปของตัวเองไม่ได้ เมื่อก่อนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ก็แสดงความรักกับตัวเองมากเหมือนกัน
“อื้ม งั้นตอนนี้ก็รีบไปกับพี่เร็ว”
เหมือนที่ฉินจิ่นพูด ว่าเข้ามาจากข้างนอกนั้นง่าย แต่การที่จะออกไปนั้นยากมากจริงๆ ไฟมันลุกลามหนักมาก
“อ๊า———”
หลิวเซียงตะโกนร้อนเสียงดังไปทีนึง ฉินจิ่นหันหน้าไปก็เห็นว่าที่เก็บกระดูกนั้นถูกไฟไหม้ไปแล้ว หลิวเซียงพยายามอยากดับไฟอย่างสุดชีวิต แต่ก็ดับไม่ได้ ร้อนรนจนน้ำตานั้นไหลพรากออกมา
ฉินจิ่นอดไม่ได้ที่จะบอกว่า “เถ้าแก่หลิว อะไรที่ควรจะปล่อยก็ปล่อยเถอะ คนตายก็ตายไปแล้ว”
“ไม่......” ให้ตายหลิวเซียงก็ไม่ยอม แต่ไฟนั้นดับไม่ได้แล้วจริงๆ สุดท้ายก็ถูกไหม้ไป แล้วหลิวเซียงก็ร้องไห้หนักหน่วง
“อย่าร้องเลย ที่สำคัญในตอนนี้คือเราควรจะคิดว่าเราจะออกไปได้ยังไงมากกว่า”
เว่ยเหยียนถิงเห็นว่าไฟลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้ข้างนอกก็ยังดับไฟไม่ได้ หรือจะต้องตายอยู่ข้างในนี้แล้วจริงๆ
“ตอนนี้ควรทำยังไงดีล่ะ”
ฉินจิ่นส่ายหน้า นางก็ไม่ได้มีทางออกที่ดี ภัยธรรมชาติที่มนุษย์สร้างขึ้นก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
“พี่ถิง แค่ได้ตายไปกับพี่ ก็ถือว่าตายอย่างคุ้มค่าแล้ว”
แต่เว่ยเหยียนถิงกลับไม่ใช่คนที่ยอมแพ้ง่ายขนาดนั้น เขาจับมือของฉินจิ่นไว้ ให้ฉินจิ่นจับมือหลิวเซียง “ไม่ว่าวันนี้จะเป็นยังไง ยังไงพี่ก็จะเอาพวกเจ้าออกไปให้ได้”
ตอนที่พูดนั้นง่ายมาก แต่เขาคนเดียวที่ต้องดูแลผู้หญิงถึงสองคน แล้วรอบข้างก็ยังเป็นไฟลุกโชน ควันโขมง การที่จะออกไปได้นั้นมีแต่คำว่ายากแล้วก็ยากอย่างเดียว ในใจของเว่ยเหยียนถิงนั้นร้อนรนสุดๆ ตามองดูฉินจิ่นที่หายใจไม่ค่อยออกแล้ว ก็ยิ่งร้อนรนใจจนหัวแทบจะระเบิดอยู่แล้ว
จู่ๆ ในหัวก็มีภาพรางๆโผล่เข้ามาในหัว ก็คือภาพของเด็กผู้ชายที่กำลังฝึกวิชาต่อสู้อยู่
“จำไว้ พลังลมปราณ จากนั้น......”
เว่ยเหยียนถิงเลยทำตามคำสอนการใช้สมาธิอย่างตั้งมั่นที่อยู่ในหัวตามสัญชาตญาณ แล้วจู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเบามาก เหมือนว่าอยากกระโดด ก็กระโดดขึ้นมาได้เลย พอตาของเขาสว่างขึ้น ก็โอบฉินจิ่นและดึงหลิวเซียงไว้โดยไม่ทันได้คิด แล้วก็กระโดดออกทางหน้าต่าง
ท่ามกลางเสียงตกใจของทุกคน ในใจของเว่ยเหยียนถิงนั้นดีใจมาก แล้วก็รู้สึกว่าหายใจไม่ออก ข้างหน้านั้นมืดไปหมด ก่อนที่จะสลบก็ได้โอบฉินจิ่นเอาไว้ แล้วก็ล้มลงไปกับพื้นเสียงดังพรึบ
หลิวเซียงล้มลงคนเดียวอยู่อีกทางนึง
ทั้งสามคนสลบกันไปหมด
“โห นี่รอดออกมาจากข้างในได้ยังไงเนี่ย”
“นี่คงไม่ได้ตายแล้วหรอกนะ”
“พูดบ้าอะไร ยังมีลมหายใจอยู่หน่า”
“เร็วๆๆ รีบแบกไปที่โรงหมอเร็ว”
ทุกคนพากันยกทั้งสามคนไปที่โรงหมอ ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก พักผ่อนแค่สองสามวันก็หายแล้ว
ตอนที่ฉินจิ่นฟื้นนั้น เว่ยเหยียนถิงก็ฟื้นก่อนแล้ว และทั้งตัวนั้นก็ไม่ได้มีแผลใหญ่อะไร
“พี่ถิง พี่เป็นยังไงบ้าง พี่ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” เรื่องแรกที่ฉินจิ่นทำตอนฟื้นขึ้นมาก็คือการถามเขา
“ไม่เป็นไรจ้ะ” เว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่าได้ใช้แรงไปหมดทั้งตัวแล้ว ตอนนี้เลยเมื่อยไปหมด
เขาจับหัวแล้วหมุนคอไปมา แล้วจู่ๆก็พูดขึ้นมาว่า “อาจิ่น เหมือนพี่จะเคยเรียนศิลปะการต่อสู้มาก่อนเลย” ตอนนี้มีแค่พวกเขาสองคน เว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่าเอาเรื่องพวกนี้บอกกับฉินจิ่นก็คงไม่เสียหายอะไร
ฉินจิ่นฝืนแล้วยืนขึ้นมาพูดว่า “จริงรึ ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่เคยได้ยินพี่พูดถึงเรื่องนี้เลยล่ะ”
“ก่อนหน้านี้พี่ก็ไม่เคยรู้มาก่อน แต่ตอนที่อยู่ในที่ที่ไฟไหม้นั้น ในหัวเหมือนมีภาพของท่าวิชาต่อสู้โผล่เข้ามา เพราะฉะนั้นต่อมาพี่ถึงได้พาพวกเจ้าสองคนออกมา แต่ตอนนี้กลับคิดไม่ออกแล้ว......แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าใครสอนพี่” เห็นได้ชัดว่าเว่ยเหยียนถิงนั้นหงุดหงิด
ฉินจิ่นอึ้งไป ก็อดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อว่า “พี่ถิง ไม่แน่พี่อาจจะมีชาติกำเนิดที่พิเศษก็ได้นะ”
“โอย จะมีอะไรได้ล่ะ” เว่ยเหยียนถิงโบกมือ แล้วก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ถ้ามีจริงๆ เขาก็คงไม่ได้อัปลักษณ์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว อีกอย่างเด็กผู้ชายที่อยู่ในหัวนั้น ยังหล่อเหลาอีกด้วย
เห็นแบบนั้น ฉินจิ่นเลยหัวเราะแล้วพูดว่า “ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร ยังไงก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้”
เว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่านางพูดถูก ก็พูดว่า “งั้นรอให้ร่างกายของพี่หายดีหน่อย ข้าจะฝึกซ้อมวิชาต่อสู้ใหม่”
“จ้ะ” สำหรับเรื่องพวกนี้แล้ว ฉินจิ่นก็สนับสนุนมากเหมือนกัน
เว่ยเหยียนถิงคิดแล้วก็พูดว่า “ตอนเด็กก็ไม่มีใครบอกเรื่องพวกนี้กับพี่ ตอนนี้จู่ๆ พี่ก็มีวิชาขึ้น แต่พี่รู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ต้องบอกใครจะดีกว่า พี่กลัวคนอื่นจะรู้สึกว่าแปลกน่ะ”
“ดีจ้ะ” ฉินจิ่นก็รู้สึกว่าเขาคิดดีแล้ว ก็เลยตอบตกลงไป
“พักผ่อนดีๆอีกสักหน่อยเถอะ ยังไงก็เป็นอัคคีภัย”
หลังจากที่ร่างกายหายดีแล้ว ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงก็ไปซื้อของที่ตลาด
“แม่นางฉิน ทำไมช่วงนี้ไม่มาขายถุงหอมเลยล่ะ” มีคนถาม
ฉินจิ่นหัวเราะ “สองสามวันนี้ไม่สบายน่ะจ้ะ ก็เพราะเจอไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้น ก็เลยรักษาตัวมาถึงตอนนี้เลยน่ะ”
“สองสามวันที่เจ้าพักไป หาซื้อถุงหอมไม่ได้เลย” คนคนนั้นถอนหายใจไปทีนึง
ฉินจิ่นรู้สึกแปลกใจ “เป็นไปไม่ได้หรอก ร้านหลิวเซียงไม่เปิดขายแล้วเหรอ” พูดออกมาแล้วก็คิดแล้วคิดอีกแล้วพูดว่า “อื้ม ก็ใช่ นางคงกำลังรักษาตัวอยู่ ไม่มีเวลามาขาย”
“เจ้ายังไม่รู้สินะ ว่าเถ้าแก่หลิว จะไม่ขายแล้ว”
“ห้ะ”
ไม่มีทางหรอก หลิวเซียงบอกไม่ขายก็จะไม่ขายจริงๆรึ แล้วก่อนหน้านี้ตัวเองเสียไปฟรีๆตั้งเยอะขนาดนั้น
พอหันไปก็เป็นร้านของหลิวเซียง ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงกะจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ยังไงก็เคยร่วมทุกข์มาด้วยกันแล้ว ถามเรื่องนี้หน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
“เถ้าแก่หลิว” ฉินจิ่นเคาะประตู
“พวกเจ้ารึ มา รีบเข้ามาเร็ว” หลิวเซียงต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นพิเศษ
พวกเขาก็ไม่ไม่ได้ปฏิเสธ แล้วก็นั่งลง
บทที่ 47: ได้ร้านอาหารมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ข้าได้ยินคนข้างนอกบอกว่า เจ้าไม่คิดจะเปิดร้านแล้ว” ฉินจิ่นพูดถามทันที
หลิวเซียงไม่ได้ยอมรับ “คนเราน่ะ ก็ต้องผ่านความเป็นความตายมากันทั้งนั้น ถึงจะปล่อยวางทุกอย่างได้ ในตอนที่อยู่ในที่ที่ไฟไหม้นั้น ข้าก็คิดแล้ว ที่ตัวเองอยู่มานานขนาดนี้นั้นเพื่ออะไรกันแน่”
ฉินจิ่นพยักหน้าไม่พูดไม่จา ยังไงพวกนางก็เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน ตอนนี้พูดอะไรก็ไม่เหมาะทั้งนั้น
“พอคิดได้แล้ว ก็ไม่ค่อยอยากจะเปิดร้านเท่าไหร่แล้ว ก็เลยช่างมันแล้วน่ะ” หลิวเซียงพูด ท่าทางอาการนั้นดูสบายขึ้น “ของบางอย่างไม่มีก็คือไม่มี ถึงตอนนี้แล้ว ก็บังคับอะไรไม่ได้”
“แล้วของของเจ้าพวกนี้จะขายทิ้งหมดเลยรึ”
“ไม่ได้เจอคนที่เหมาะสมนั้น ข้าก็ไม่อยากนะขายสักเท่าไหร่ ยังไงก็เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ก็ยังหวังว่าจะมีคนดำเนินดูแลมันได้ดี”
ฉินจิ่นหยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าเข้าใจ ธุรกิจบ้านที่ใหญ่โตขนาดนี้ คงจะไปปล่อยไว้ในมือของคนที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้หรอก
หลิวเซียงมองนางแล้วพูดว่า “ไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะสนใจรึเปล่า ข้าดูแล้วเจ้าเชี่ยวชาญที่จะดำเนินมัน แล้วก็เก่งมากๆด้วย”
“ข้ารึ”
ฉินจิ่นมองเว่ยเหยียนถิงแล้วบอกว่า “พี่ถิงจ๊ะพี่ว่า......”
“อาจิ่น เจ้าตัดสินใจเถอะ พี่แล้วแต่เจ้า” เว่ยเหยียนถิงมองฉินจิ่นแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ข้าน่ะสนใจอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเถ้าแก่หลิวจะว่าจะยังไง”
หลิวเซียงหัวเราะ การที่สามารถหาคนที่เหมาะสมจะมารับช่วงต่อนั้น มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะไม่ถูกกันมาก่อน แต่พูดตอนนี้แล้ว เรื่องพวกนั้นต่างก็เป็นอดีตไปแล้ว
“สำหรับข้ายังไงก็ได้ พวกเจ้าก็ถือว่าเป็นค่าตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตด้วยก็แล้วกัน ข้าก็ไม่ขอเก็บจากพวกเจ้าเยอะ ให้ครึ่งนึงขายครึ่งนึงดีกว่า”
ในใจของฉินจิ่นนั้นก็ยังไม่ได้สนิทใจมาก ถึงยังไงหลิวเซียงคนนี้ก็เป็นคนที่ตัวเองเดาไม่ถูกสักเท่าไหร่
แต่สุดท้ายที่หลิวเซียงบอกว่า ห้าสิบตำลึงนั้น ฉินจิ่นก็ตอบตกลงไปโดยไม่ทันคิด
“ได้ ข้ากับเจ้ามาเขียนสัญญากัน สองฉบับ” หลิวเซียงพูด “เรื่องนี้ก็ถือว่าเรียบร้อยแล้ว”
ฉินจิ่นไม่ค่อยรู้ตัวหนังสือเท่าไหร่นัก แน่นอนว่าต้องบอกให้เว่ยเหยียนถิงมาช่วยดูให้
“นับจากนี้ไป พวกเจ้าก็เป็นเถ้าแก่ของที่นี่ เถ้าแก่ฉิน ขอให้ค้าขายรุ่งเรือง”
แล้วตอนนั้นหลิวเซียงก็ไปแล้วจริงๆ ฉินจิ่นรู้สึกว่าทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้าย ก็ทำความสะอาดร้านอาหารอย่างยิ้มแย้ม แล้วก็เก็บกวาดข้างนอกข้างในอีกที มองดูอย่างพึงพอใจ สะอาดสะอ้าน หรูหราดูดี
“อาจิ่น พอใจรึเปล่า” เว่ยเหยียนถิงถาม
“พอใจจ้ะ” ฉินจิ่นมองดูข้างในยังไม่พอ เลยไปเดินดูรอบๆด้านนอกอีกรอบนึงแล้วก็ขมวดคิ้ว
“เกิดอะไรขึ้นรึ อาจิ่น”
“ชื่อร้านอาหารนี้ไม่ดีเลย เรามาเปลี่ยนกันดีกว่า” ฉินจิ่นพูดเสนอขึ้น
เว่ยเหยียนถิงก็ออกมาดูป้ายชื่อร้านกับฉินจิ่น ก็พยักหน้าสนับสนุนอย่างเกินจริงว่า “พี่ก็รู้สึกว่าควรเปลี่ยนเหมือนกัน แต่จะเปลี่ยนเป็นอะไรล่ะ”
ฉินจิ่นครุ่นคิดอยู่นาน “ร้านอาหารร้อยรส”
ชีวิตคนมีร้อยรสชาติ ดั่งรสอาหาร
“ร้อยรสชาติรึ” เว่ยเหยียนถิงพูดซ้ำอยู่นานแล้วพูดว่า “ได้ งั้นก็เอาชื่อนี้เลย”
เลือกวันมงคลมาสักวันนึง แล้วร้านอาหารก็เปิดประเดิม
เว่ยเหยียนถิงตั้งใจไปซื้อประทัดมา แขวนไว้ทั้งสองข้างของร้านอาหารไว้สองสามแถว พอได้ฤกษ์แล้วก็จุดแตกดังเปรี้ยงๆปังๆ
“คึกคักจริงๆ” เว่ยจวนอุดหูไว้แล้วพูดกับฉินจิ่น และนางดีใจเป็นพิเศษ
“ใช่สิ ค้าขายรุ่งเรือง ค้าขายรุ่งเรืองสำคัญที่สุด”
ฉินจิ่นไม่รู้ว่าไปได้ยินใครบอกมา ว่าถ้าท่องย้ำหลายๆรอบก็จะทำให้ค้าขายรุ่งเรือง ตอนนี้เลยท่องอยู่ตลอด ค้าขายรุ่งเรือง ค้าขายรุ่งเรือง
ปกติแล้วฉินจิ่นเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว ทำงานทำการงานฝีมือก็ดีไปหมด ตอนนี้คนที่มาฉลองยินดีด้วยนั้นก็เยอะมาก
“เถ้าแก่ฉิน เถ้าแก่เว่ย ขอให้ค้าขายรุ่งเรืองจ้ะ เฮงๆรวยๆนะจ๊ะ”
“ขอบใจจ้ะเชิญด้านในเลยจ้ะ”
......
“โถ แกยังกล้าที่จะรับซองจากคนอื่นอีกรึ” โจวหลันหลันพูดตะโกนอยู่หน้าประตู “แกมีสิทธิ์อะไรมารับซองจากคนอื่น”
ตอนเปิดกิจการนั้นขอให้ราบรื่น ถึงแม้ว่าฉินจิ่นจะไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ แต่จู่ๆ ตอนนี้ก็มีคนมาก่อเรื่องขึ้นแล้ว ในใจนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่ตลอด
“มีเรื่องอะไรค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ข้ากำลังเปิดกิจการอยู่” ฉินจิ่นพูดอย่างอ่อนโยน ไม่อยากจะพูดเรื่องพวกนี้กับนาง ถ้าก่อเรื่องขึ้นที่นี่วันนี้ ที่เสียนั้นจะไม่ใช่แค่หน้าของฉินจิ่น แต่จะยิ่งทำลายชื่อของร้านอาหารด้วย
โจวหลันหลันได้ยินฉินจิ่นพูดแบบนี้แล้ว ก็นึกว่าฉินจิ่นกลัวตัวเอง แล้วในใจก็ยิ่งดีใจมากขึ้น บนหน้าก็ได้ใจเข้าไปใหญ่ “เป็นอะไรไปล่ะ แกกลัวคนอื่นว่ารึ”
“มีเรื่องอะไรค่อยว่ากันทีหลังได้รึไม่” ฉินจิ่นไม่เข้าใจจริงๆ ที่ตอนนี้ตัวเองนั้นพูดจาใจเย็นเสียงเบา ทำท่าขอร้องนาง แต่นางกลับไม่ยอมถอยให้เลยสักก้าว
“แกกลัวคนอื่นรู้ใช่รึไม่ว่าร้านนี้นั้นได้มาอย่างไม่สุจริต ไม่รู้ว่าใช้วิธีที่ไร้ยางอายแบบไหนถึงได้มา” โจวหลันหลันยิ่งพูดก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ อยากจะให้คนอื่นๆได้ยินสิ่งที่นางพูดใจจะขาด
“เจ้าพูดบ้าอะไร” เว่ยเหยียนถิงได้ยินแล้วก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ตอนนี้ทุกคนก็อยู่ที่นี่กันหมด มาพูดแบบนี้ คนอื่นจะมองร้านอาหารตัวเองเป็นยังไงกัน
“พูดบ้าอะไรงั้นรึ” เสียงของโจวหลันหลันดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เยาะเย้ยว่า “พวกเจ้าทำอะไรก็รู้อยู่แก่ใจตัวเอง”
ได้ยินคำพูดนี้แล้ว ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยขึ้น ก็มีคนถามขึ้นว่า “ร้านนี้ของพวกเจ้าได้มาเพราะโกงจริงๆรึ”
“อย่าไปฟังมันพูดบ้าๆเลยเจ้าค่ะ ร้านของเรานั้นได้มาอย่างสุจริตเจ้าค่ะ”
“เหอะ เมื่อก่อนร้านนี้เป็นของแม่นางหลิว ทุกคนก็รู้ใช่หรือไม่” โจวหลันหลันวนไปรอบนึง ก็พูดอย่างมั่นใจว่า
“แต่เถ้าแก่หลิวเซียงจะยอมให้ร้านกับแกได้ยังไงล่ะ”
ฉินจิ่นพูดยืนยัน “นางไม่ได้ให้ ข้าซื้อมา”
“งั้นแกก็เรียกหลิวเซียงมาพูดสิ”
หลิวเซียงไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้จะหาหลิวเซียงเจอได้ยังไงล่ะ โจวหลันหลันรู้ว่ายังไงตัวเองก็เรียกหลิวเซียงออกมาไม่ได้ ถึงได้อวดดีขนาดนี้
“เป็นยังไงล่ะ เรียกออกมาไม่ได้ใช่รึไม่”
ทุกคนเห็นเหตุการณ์นี้แล้ว ก็เชื่อคำพูดของโจวหลันหลันหน่อย”
“เจ้าโกงร้านนี้มารึเปล่า”
“แน่นอนอยู่แล้วสิ ยังจะถามอีก”
“ไม่คิดว่าคนที่ดูเคร่งคุณธรรมแบบนั้น ตอนนี้กลับมาทำเรื่องแบบนี้”
พูดไปพูดมา ทุกคนพูดไม่หยุด ฉินจิ่นเห็นว่ามีบางคนก็กลับไปแล้ว ในใจนั้นรู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว เปิดกิจการอยู่ดีๆ ก็มาโดนทำลายจนกลายเป็นแบบนี้
“ทุกคนสบายใจได้จ้ะ ร้านของเรานั้นสุจริตแน่นอน” เว่ยเหยียนถิงรีบยืนตะโกนพูดเสียงดังบนเก้าอี้
“ใครยืนยันได้บ้างล่ะ” โจวหลันหลันทำสายตาชั่วร้าย แล้วก็ยืนบนเก้าอี้แล้วถาม
“ข้า”
ฉินจิ่นดูแล้ว คนที่พูดนั้นก็คือหลิวเย่
“มีคนไม่น้อยคงจะรู้จักข้า เพราะว่าข้านั้นถึงแม้จะไม่ได้กลับมาหาพี่สาวข้าถึงสองปี แต่ข้าก็แต่งงานออกจากที่นี่ไป ข้าคือหลิวเย่ น้องสาวของหลิวเซียง ข้ายืนยันได้ว่าร้านนี้นั้นพี่สาวของข้าเป็นคนขายให้กับเถ้าแก่ฉิน และถึงแม้ว่าราคาอาจจะต่ำหน่อย แต่นั่นก็เป็นการตกลงระหว่างพวกนาง”
หลิวเย่พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ แล้วคนที่อยู่รอบๆ ก็พากันเชื่อหมด แต่แค่ตอนที่ฉินจิ่นมองไปที่โจวหลันหลันนั้น กลับไม่รู้ว่าวิ่งหนีไปไหนแล้ว
“หนีเร็วเหมือนกันนะ” ฉินจิ่นถอนหายใจไปทีนึง
การทำลายครั้งนี้ ทำเอาร้านอาหารร้อยรสเปิดกิจการได้ไม่ดีแต่ก็ไม่เลว ดีที่ไม่ได้ขาดทุนเท่าไหร่นัก
บทที่ 48: การได้เงินทำให้คนมีความสุข
แต่หลังจากที่เปิดกิจการไป ฉินจิ่นก็สังเกตเห็นว่ามีคนไม่น้อยชอบกินเนื้อกระต่าย เลยไปล่ากระต่ายกับเว่ยเหยียนถิงในป่า ถ้าล่ากระต่ายได้เยอะ แล้วเลี้ยงให้พวกมันกินผักเยอะเกินไป เนื้อกระต่ายนี้ก็จะไม่มีกลิ่นอายของความเป็นกระต่ายป่าเท่าตอนแรกแล้ว แล้วแบบนั้นก็จะทำให้ขายไม่ออก
แบบนี้ไม่ได้การแล้ว ฉินจิ่นกำลังไตร่ตรองอยู่ เนื้อกระต่ายนี้ต้องกินคู่กับอะไรสักอย่างถึงจะได้รสชาติ
ฟู่……แต่จะกินคู่กับอะไรดีล่ะ
ต่างบอกกันว่าไก่ทอดนั้นคู่กับเบียร์นั้น ฟินราวกับได้ขึ้นสวรรค์ แล้วฉินจิ่นก็เกิดไอเดียขึ้นทันที งั้นเนื้อกระต่ายก็คู่กับเหล้าได้ไง
“เราสามารถทำอาหารให้เป็นชุดแล้วขายด้วยกันได้” ฉินจิ่นจับแขนของเว่ยเหยียนถิงไว้ ก็ยิ้มแล้วพูด
“อะไรคืออาหารชุดรึ” เว่ยเหยียนถิงและเว่ยจวนถามขึ้นพร้อมกันด้วยความสงสัย
“ก็คือเอากระต่ายป่าและเหล้าขายด้วยกัน แบบนี้ก็จะได้ขายเหล้าออกไป แล้วก็ได้ขายกระต่ายออกไปด้วย”
บอกจะทำก็ทำเลย ฉินจิ่นรีบบอกคนครัวว่าให้ทำเนื้อกระต่ายตุ๋นทันที จากนั้นก็แขวนป้าย เนื้อกระต่ายแกล้มเหล้า ชั่วฟ้าดินสลาย ชุดละสามสิบเหวิน
เป็นเพราะทุกคนต่างรู้สึกแปลกใหม่ ไม่เคยซื้อแบบนี้มาก่อน และไม่มีใครเคยขายแบบนี้มาก่อน
“เถ้าแก่ กระต่ายแกล้มเหล้าของเจ้าน่ะ เป็นยังไง”
ฉินจิ่นเห็นว่ามีคนถามเรื่องนี้ ก็ตอบอย่างดีใจว่า “ถ้าเนื้อกระต่ายอย่างเดียวนั้นยี่สิบเหวิน เหล้าอย่างเดียวขวดละสิบห้าเหวิน รวมกันก็จะเป็นสามสิบห้าเหวินจ้ะ แต่อาหารชุดกระต่ายแกล้มเหล้านั้นจ่ายค่าสามสิบเหวินคุ้มมากเลยนะเจ้าคะ”
“เป็นเนื้อกระต่ายที่ไม่ดีรึไม่” คนคนนั้นเห็นว่าคุ้มขนาดนี้ ก็กังวลเล็กน้อย
“เป็นมิตรบ้านเรือนเคียงกันทั้งนั้น เราจะหลอกท่านได้ยังไงล่ะเจ้าคะ” ฉินจิ่นพูด
“สิ่งที่สำคัญสำหรับการเปิดร้านนั้นคือความน่าเชื่อถือ ถ้าพวกข้าหลอกท่านแล้ว ต่อไปท่านก็คงไม่มาซื้ออีก การค้าขายที่ขาดทุนแบบนี้ ข้าไม่ทำหรอกเจ้าค่ะ”
คนคนนี้ฟังแล้วก็วางใจขึ้น อีกอย่างเขาก็เคยได้ยินเรื่องเถ้าแก่ฉินคนนี้มาว่า เวลาคนคนนี้ขายของนั้นจะไม่หลอกลวง พอพูดแบบนี้แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าคนคนนี้นั้นเหมือนกับคำร่ำลือไม่มีผิด
“เอาละ เอาให้ข้าชุดนึง”
“ได้เจ้าค่ะ”
ฉินจิ่นรีบบอกให้เชฟทำชุดนึงทันที ในตอนที่นำมาวางนั้น ทุกคนต่างก็พากันมองอาหารชุดนี้
เว่ยจวนยกมาไว้บนโต๊ะเขาอย่างมีมารยาท “ลูกค้าเจ้าค่ะ ลองชิมดู ว่ารสชาติเป็นยังไง”
คนคนนั้นสูดดมแรงๆไปทีนึง ก็ยกนิ้วโป้งขึ้นแล้วบอกว่า “หอม หอมจริงๆ”
ฉินจิ่นยิ้มแล้วพูดว่า “รสชาติเป็นยังไงบ้าง ถูกปากท่านหรือไม่เจ้าคะ”
คนคนนั้นชิมไปคำนึงด้วยความอดใจไม่ไหวแล้วพูดว่า “เถ้าแก่ฉิน ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว เนื้อกระต่ายนี้ของเจ้ามันอร่อยมาก เหล้าก็ดีด้วย”
คนทั้งร้านก็พากันหัวเราะกันหมด เห็นเขากินได้อร่อยขนาดนี้แล้ว แต่ละคนก็อดใจไม่ไหว
“เถ้าแก่ เอามาให้ข้าชุดนึง”
“เถ้าแก่ ข้าก็เอา”
“เถ้าแก่ ข้าด้วย”
ไม่นาน กระต่ายกว่าสิบตัวที่ค้างสต๊อกนั้นก็ถูกขายออกไปหมดแล้ว ฉินจิ่นก็รู้สึกพึงพอใจมาก ตอนคิดยอดขายตอนกลางคืนนั้น อาหารชุดนั้นขายได้สามก้วน ส่วนเงินเศษที่เหลือนั้น ก็ขายได้อีกก้วนนึง รวมแล้ววันนี้ก็ขายได้ทั้งหมดสี่ก้วน
ฉินจิ่นยิ้มไม่หุบ “ดี ดีมากเลย ฮ่าๆๆ”
……
พอเปิดร้านในเช้าวันต่อมา ฉินจิ่นนึกถึงผลที่ได้เมื่อวานก็รู้สึกดีใจมาก
วันนี้ฉินจิ่นอยู่ช่วยที่ร้าน และไม่จำเป็นต้องออกไปล่าสัตว์ด้วย
“เถ้าแก่”
ฉินจิ่นก็ต้อนรับอย่างร่าเริง “ลูกค้าเจ้าคะ ท่านจะรับอะไรดีเจ้าคะ”
“ข้าได้ยินว่าเมื่อวานนี้เนื้อกระต่ายของเจ้านั้นดีมาก แล้วก็ยังมีเหล้ารสชาติดี ราคาก็ไม่แพง เอามาให้ข้าชุดนึง”
ฉินจิ่นพูดด้วยความรู้สึกผิดว่า “โธ่ ทำไมบังเอิญเช่นนี้ หมดตั้งแต่เมื่อวานกลางคืนแล้วเจ้าค่ะ”
“แล้วจะมีอีกเมื่อไหร่ล่ะ”
“อันนี้ข้าก็พูดไม่ได้เช่นกันเจ้าค่ะ”
แล้วคนคนนั้นก็หันตัวเดินกลับไป “เอาเถอะ”
บทสนทนานี้ถูกเว่ยเหยียนถิงได้ยินเข้าแล้ว ก็ออกมาบอกว่า “อาจิ่น ต่อไปพี่จะรับผิดชอบไปล่าสัตว์เอง แบบนี้ก็จะได้มีเนื้อกระต่ายที่ใช้ได้ทุกวัน”
แต่ว่าหลังจากที่ตัวเองไปล่าสัตว์กับเขาเมื่อวานแล้ว ฉินจิ่นก็รู้สึกว่าแบบนี้มันลำบากมาก เลยพูดว่า “ไม่ต้องไปแล้วจ้ะ เราไม่ขายเมนูนี้แล้ว”
“ไม่ได้นะ มีโอกาสได้ค้าขายแล้วเราก็อย่าปฏิเสธเลย”
แต่ฉินจิ่นขัดเขาไม่ได้ เว่ยเหยียนถิงก็คว้าเอาธนูแล้วก็ออกไป แล้วตกดึกก็เอากระต่ายกลับมาอีก
ช่วงเวลานั้น ธุรกิจร้านอาหารไปได้ดีมาก
“พี่ถิง” ในตอนที่เว่ยเหยียนถิงยังไม่ได้ออกบ้านนั้น ฉินจิ่นเลยเรียกเขามา
“เกิดอะไรขึ้นรึ” เว่ยเหยียนถิงไม่เข้าใจ
ฉินจิ่นก็หยิบรองเท้าคู่นึงออกมาจากใต้โต๊ะ “ให้พี่จ้ะ”
“ให้พี่รึ” เว่ยเหยียนถิงดีใจจนแทบบ้า “จริงรึ”
“แน่นอนสิ รีบลองเร็ว” ฉินจิ่นดันเขาให้ไปนั่งอีกฝั่งนึง
เว่ยเหยียนถิงเปลี่ยนรองเท้า ไซส์ใส่ได้พอดี การออกแบบก็สวยมาก ก็พูดอย่างดีใจว่า
“อาจิ่น รองเท้านี้ใส่สบายเท้ามากเลย ทำไมอยู่ดีๆถึงคิดอยากซื้อรองเท้าให้พี่ล่ะ”
ฉินจิ่นเห็นเว่ยเหยียนถิงดีใจจนเหมือนเด็ก ตัวเองก็ดีใจมาก “พี่ไปข้างนอกทุกวัน แน่นอนว่าต้องใช้รองเท้าสักคู่สิ”
แล้วตอนนี้เว่ยจวนก็มาพอดี หน้าตาเร่งรีบมาก
“ขอโทษด้วยจ้ะพี่สะใภ้รอง วันนี้ข้ามาสายเลย เมื่อวานกลับไปดึก เลยเผลอหลับไปแล้วก็เพิ่งจะตื่นตอนนี้น่ะจ้ะ”
ฉินจิ่นก็รู้สึกได้ “ยุ่งมากจริงๆ ดูท่าทางแล้วเราต้องจ้างคนแล้วล่ะ’
ไม่นาน ฉินจิ่นก็แปะประกาศรับสมัคร ผ่านไปไม่นานก็มีคนมาสมัคร
“เถ้าแก่ ท่านหาลูกจ้างอยู่รึเปล่าจ๊ะ” คนที่มานั้นสะพายกระเป๋าเสื้อผ้าอยู่ด้านหลังแล้วถามอยู่ที่ประตู
“ใช่จ้ะ” ฉินจิ่นมองพิจารณาดูคนนี้แล้ว ผอมแห้งหน้าซีด เหมือนไม่ได้กินข้าวอิ่มมานานยังไงอย่างงั้น “เจ้าจะสมัครรึ”
“ใช่จ้ะ” คนคนนั้นดูเหมือนจะกลัวว่าฉินจิ่นจะไม่รับตัวเอง แล้วก็บอกว่า “ข้าทำได้ทุกอย่าง ไม่กลัวลำบากจ้ะ เงินน้อยหน่อยไม่เป็นไร กินฟรีอยู่ฟรีก็พอจ้ะ”
ฉินจิ่นหัวเราะ “ที่นี่เราก็ไม่ได้มีงานหนักอะไรให้ทำ ที่มีก็คือทำความสะอาด ยกอาหาร เรื่องเงินน่ะจะให้เจ้าเดือนละสามก้วน”
“จ้ะๆๆ” แล้วคนนั้นก็ตอบตกลงอย่างเต็มปาก
เว่ยจวนก็ยิ้ม แล้วก็ได้ลูกจ้างมาแบบนี้ถึงสองคน แล้วยังมีคนนึงที่เป็นคนล่าสัตว์อีกด้วย
“พี่สะใภ้รองจ๊ะ พี่หาคนล่าสัตว์มาทำไมหรือจ๊ะ สัตว์พี่รองออกไปล่ามาก็พอที่เราจะขายแล้วไม่ใช่หรือจ๊ะ”
ฉินจิ่นนึกถึงท่าทางของเว่ยเหยียนถิงต้องลำบากอยู่ทุกวันแล้ว “เจ้าดูพี่รองของเจ้าสิ ต้องลำบากอยู่ทุกวัน ตื่นเช้ากลับดึกไปล่าสัตว์ สองคนสลับกัน เขาก็จะได้พักหน่อย”
เว่ยจวนเห็นฉินจิ่นเป็นแบบนั้นก็แอบหัวเราะ “พี่สะใภ้รองรักพี่รองมาก ทำให้คนอิจฉาจริงๆ”
“ไปๆๆ” ฉินจิ่นโดนเว่ยจวนแซวจนหน้าแดง “รีบไปทำงานเร็ว”
กิจการร้านอาหารร้อยรสก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ฉินจิ่นมีกลยุทธ์ดี เว่ยจวนก็บริการได้ดี เพราะฉะนั้นทุกคนเลยมากินข้าวร้านพวกเขา
นี่ทำให้กิจการร้านเพียวเซียงที่อยู่ใกล้ๆ และอยู่มาก่อนนั้นแย่ลงทันที
“นี่มันอะไรกัน ฉินจิ่นเปิดร้านอาหารใหม่ ธุรกิจร้านเราก็ไม่รุ่งเรืองอีกเลย” เถ้าแก่ของร้านเพียวเซียงโมโหหนัก
“เถ้าแก่ แบบนี้ก็เป็นปกติแหละขอรับ ร้านอาหารเปิดใหม่ก็ต้องกระทบกับธุรกิจเราอยู่แล้ว” คนใช้บ่นพึมพำ
“ปกติอะไร ก็เพราะพวกเจ้าไม่ได้ทำงานเต็มที่ไงล่ะ สุดท้ายถึงทำให้ธุรกิจของเราสู้พวกมันไม่ได้”
ลูกจ้างไม่กล้าเถียง เพราะรู้ว่าเถ้าแก่อารมณ์ไม่ดี ถ้าเถียงไปอีกก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
บทที่ 49: ควรจะมีลูกสักคนได้แล้ว
“แต่ละคนก็รู้แต่จะยืนเฉย ยังไม่รีบคิดวิธีมาทำให้กิจการดีขึ้นอีก” เถ้าแก่เห็นท่าทางที่ไม่ได้เรื่องของพวกเขาแล้วในใจก็โกรธจนแทบไฟลุกจริงๆ
“ถ้าข้าหมดตัวขึ้นมาล่ะก็ พวกเจ้าได้อดตายกันหมดแน่”
ครั้งนี้ทำเอาในใจของพวกลูกจ้างสั่นสะเทือนเลยทีเดียว ความหมายก็คือหนึ่งคนรุ่งทุกคนก็รุ่ง หนึ่งคนร่วงทุกคนก็ร่วง
“งั้นเรามาเลียนแบบพวกเขาหน่อยดีกว่า” มีลูกจ้างคนหนึ่งเสนอขึ้น
“หมายความว่ายังไง”
“เถ้าแก่ขอรับ ท่านคิดดูสิ ถ้าเราเลียนแบบเมนูอาหารด้วยประสบการณ์และวิธีแล้ว แบบนั้นลูกค้าก็มาหาเราแล้วไม่ใช่รึ”
เถ้าแก่คิดดูแล้ว ที่จริงแล้วก็แบบนี้นี่เอง แล้วสองสามวันนี้ข้างนอกก็พูดถึงอาหารขึ้นชื่อของร้านอาหารร้อยรส เนื้อกระต่ายตุ๋น ขาหมูย่างถ่าน”
“ไป รีบให้ในครัวทำเร็ว”
พ่อครัวลำบากใจมาก “แต่เราไม่มีเนื้อกระต่ายสดนี่ เนื้อจากป่ากับที่เลี้ยงเองที่บ้านนั้นไม่เหมือนกันอยู่แล้ว”
“ยุ่งยากขนาดนั้นที่ไหนกันล่ะ เจ้าจะทำไม่ทำ ไม่ทำก็ออกไปซะ” เถ้าแก่ได้ยินคำพูดที่ไร้สาระของพ่อครัว ทำให้เถ้าแก่รำคาญสุดๆ ก็แค่ทำอาหารไม่ใช่รึไง ยังมาบอกว่ายากอย่างนู้นยากอย่างงี้อีก
พ่อครัวไม่กล้าพูดอีก ทำได้แค่กลับไปทำอาหารในครัว แล้วเถ้าแก่ก็เข้ามาบอกอีกว่า “ทำขาหมูออกมาด้วย เดี๋ยวเที่ยงนี้ก็ลองขายดู”
ในตอนเที่ยงก็มีคนเข้ามาในร้านและถามว่า “เถ้าแก่ มีอาหารอร่อยอะไรแนะนำหรือไม่”
“เรามีอาหารจานใหม่น่ะ เนื้อกระต่ายตุ๋นแล้วก็ขาหมูย่างถ่าน ลูกค้าจะลองดูก่อนได้นะขอรับ” เถ้าแก่ยืนพูดโน้มน้าวอยู่ข้างๆลูกค้า
“อันนี้..” คนคนนั้นคิดแล้วก็พูดขึ้น “ร้านอาหารร้อยรสก็มีไม่ใช่รึ”
เถ้าแก่รีบแย้งทันที “ร้านเราอร่อยกว่าร้านร้อยรสแน่นอนขอรับ”
“ได้ งั้นเอาเนื้อกระต่ายตุ๋นให้ข้าที่นึง แล้วก็เหล้าขวดนึงด้วย”
“ได้ขอรับ”
พ่อครัวทำเสร็จก็รีบยกมาให้ทันที ลูกค้าคนนั้นกินแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรมาก พอถึงตอนที่คิดเงิน เถ้าแก่ก็ถามเขาว่าเป็นยังไงบ้าง
“เถ้าแก่ ข้าพูดตามตรงนะ อาหารของเจ้าทำได้ไม่อร่อยเท่าร้านร้อยรสน่ะ”
แค่ประโยคเดียวก็ทำเอาเถ้าแก่หน้าเจื่อนไปทันที แล้วพวกลูกจ้างก็พูดปลอบเถ้าแก่ “คงเป็นเพราะลูกค้าคนนี้กินของดีไม่เป็นน่ะ”
“ข้าก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน”
สุดท้ายแล้วพอผ่านไปครึ่งเดือน ร้านอาหารเพียวเซียงก็ได้เปิดขายอาหารสองเมนูนี้ แต่ผลที่ได้กลับไม่เหมือนกับที่คิดไว้
เว่ยจวนนั้นซื้อผักอยู่ในตลาด ได้ยินคนอื่นพูดแล้ว กลับไปก็บอกให้ฉินจิ่นฟังจนหมดเปลือก
ฉินจิ่นฟังแล้วก็หัวเราะลั่น “น่าตลกจริงๆ ถ้าจู่ๆมีคนคิดอยากจะลอกสูตรลับแล้วทำได้ล่ะก็ ข้าจะเปิดร้านอาหารทำไมกันล่ะ”
“พี่สะใภ้รองจ๊ะ พี่ป้องกันไม่ให้คนพวกนี้มาเลียนแบบพี่ได้ยังไงหรือจ๊ะ” เว่ยจวนถามด้วยความสงสัย
“ทุกเรื่องนั้นต้องใส่ใจ ถ้าทำแบบไม่ใส่ใจ ก็ต้องออกมาไม่ดีแน่นอนอยู่แล้ว” ฉินจิ่นยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วพูด แต่กลับไม่ได้อธิบายอะไรมาก เชอะ คนสมัยก่อนจะเลียนแบบวิธีที่ทันสมัยของนางไปง่ายๆได้ยังไงล่ะ
เว่ยจวนพยักหน้า แล้วพูดว่า “พี่สะใภ้รองจ้ะ แม่บอกให้เรียกกลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านด้วยจ้ะ พี่รองล่าสัตว์เสร็จก็จะตามไป งั้นเดี๋ยวเราสองคนกลับไปพร้อมกันนะจ๊ะ”
“จ้ะ”
ฉินจิ่นกลับไป ก็แน่นอนว่าต้องถือผักถือเนื้อติดไม้ติดมือไปด้วยแน่นอน และเว่ยเหยียนถิงก็ไปรับเสี่ยวซีมาเรียบร้อยแล้ว
เสี่ยวซีเห็นนางก็ดีใจและตะโกนเรียกเสียงดัง “พี่สาว พี่กลับมาแล้ว”
“อื้ม”
พวกเขาทุกคนต่างรอให้เว่ยจวนและฉินจิ่นกลับมากินข้าว พอกลับมาแล้วก็กินข้าวกันทันที
พอกินข้าวเสร็จ นางเว่ยสั่งให้เว่ยจวนไปล้างจาน แล้วก็ทำเป็นแกล้งๆ ถามว่า “ลูกรอง สะใภ้รอง ช่วงนี้ธุรกิจที่ร้านเป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ยินเว่ยจวนบอกว่าขายดีมาก”
“ดีจ้ะ สองสามวันนี้ดีกว่าตอนเปิดแรกๆมากเลยจ้ะ”
“ลูกรอง สะใภ้รอง พวกเจ้าดูสิ เรื่องของหลิวเซียงก็จบไปแล้ว ธุรกิจที่ร้านก็ดีมากแล้ว ข้าดูแล้ว พวกเจ้าน่าจะมีลูกสักคนนึงได้แล้วนะ พวกเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ”
พอพูดเรื่องนี้ขึ้นฉินจิ่นก็หน้าแดง แล้วก็หันไปมองเว่ยเหยียนถิงทันที
นางเว่ยพูดไปและมองไปที่เสี่ยวซีก็พูดว่า “เสี่ยวซีน่ะ พวกเจ้าให้มาอยู่กับข้าก็ได้ พวกเจ้าวางใจเถิด ถ้าข้ายังมีกินน่ะ จะไม่ปล่อยให้เขาอดอยากแน่นอน”
เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นสบตากัน แล้วนางเว่ยก็หาข้ออ้างออกไป เพื่อเว้นช่องว่างให้พวกเขาทั้งสองคน
“อาจิ่น พี่ว่าที่แม่พูดก็มีเหตุผลนะ ตอนนี้ฐานะเราก็ดีแล้ว ถึงเวลาที่จะมีสักคนได้แล้ว” ผ่านไปอยู่นาน เว่ยเหยียนถิงถึงจะเอ่ยปากพูดขึ้น แล้วหูก็ค่อยๆแดงขึ้น
ฉินจิ่นรู้ว่าด้วยอายุของนางและเว่ยเหยียนถิง และดูจากระยะเวลาที่แต่งงานกันมา ก็ควรจะมีลูกสักคนได้แล้ว เมื่อก่อนนั้นเป็นเพราะฐานะไม่ดี แล้วก็มีเรื่องของหลิวเซียงที่ถ่วงอยู่ตลอดด้วย
“เจ้าวางใจเถิด อาจิ่น ถ้าเจ้าไม่อยากมี พี่ก็จะไม่บังคับเจ้าหรอก ไม่ว่ายังไง พี่ก็จะดูแลเจ้าให้ดีแน่นอน” เว่ยเหยียนถิงพูดอย่างตั้งใจ
ในใจของฉินจิ่นรู้สึกอบอุ่นขึ้นเมื่อได้ยินคำนี้ อีกอย่างเรื่องพวกนี้ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ตอนนี้นางเว่ยก็พูดอีกรอบนึงแล้วด้วย ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะบ่ายเบี่ยง เลยพยักหน้า แล้วก็พูดอย่างเขินอายว่า
“ก็ได้จ้ะ”
เว่ยเหยียนถิงไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงแล้ว ก็ยืนขึ้นแล้วอุ้มฉินจิ่นหมุนไปหลายๆรอบด้วยความดีใจและพูดว่า “พี่ไปบอกแม่ก่อนล่ะ”
“เอ่อ……” ฉินจิ่นนั้นขี้อาย แต่ก็ดึงเว่ยเหยียนถิงเอาไว้ไม่อยู่
นางเว่ยได้ยินแล้วก็ดีใจมาก รีบเข้ามาจับมือของฉินจิ่นแล้วบอกว่า “เจ้าวางใจเถิด สะใภ้รอง ข้าจะดูแลเสี่ยวซีให้ดี ถ้าเจ้าคิดถึงเขาก็มาหาได้ตลอด”
“จ้ะ ข้าเชื่อใจแม่อยู่แล้วจ้ะ”
นางเว่ยยืนขึ้นมาแล้วพูดว่า “ตอนนี้ก็ดึกแล้ว ข้าก็ไม่รั้งพวกเจ้าแล้ว กลับกันเถอะ”
ฉินจิ่นเขินอายจนไม่กล้าพูด แล้วเว่ยเหยียนถิงก็จับมือฉินจิ่นแล้วก็บอกว่า
“จ้ะ แม่ งั้นพวกข้าไปก่อนนะ”
เสี่ยวซีเห็นเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นกลับบ้านไปแล้ว แต่กลับไม่เรียกตัวเอง ก็พูดขึ้นด้วยความร้อนรนว่า
“พี่สาว พี่เขย พวกพี่จะไปไหนกัน ข้าจะไปด้วย”
นางเว่ยดึงเสี่ยวซีไว้ แล้วพูดโน้มน้าวว่า “เสี่ยวซีเด็กดี สองสามวันนี้มาอยู่กับย่าก่อนนะ”
“พี่สาว พี่ไม่เอาข้าแล้วใช่หรือไม่” เสี่ยวซีพูดอย่างกังวล
ฉินจิ่นฟังแล้วก็ปวดใจ แล้วก็รีบพูดว่า “ไม่ใช่นะ พี่ไม่ได้จะไม่เอาเจ้า…”
ฉินจิ่นไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี แล้วนางเว่ยก็พูดขึ้นว่า “เสี่ยวชี เชื่อฟังนะ พี่สาวกับพี่เขยของเจ้าน่ะ อายุก็มากแล้ว ควรจะมีลูกสักคนได้แล้ว เข้าใจแล้วใช่หรือไม่”
ฉินจิ่นไม่คิดว่าสมัยก่อนนั้นจะพูดเรื่องแบบนี้ออกมาได้ตรงแบบนี้ นึกว่าต้องปิดๆบังๆซะอีก
เสี่ยวซีกะพริบตา แล้วพูดด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะเข้าใจว่า “งั้นก็ได้”
นางเว่ยพอใจเป็นอย่างมาก แล้วก็ปลอบเสี่ยวซีว่า
“เจ้าอยู่ที่นี่สักช่วงนึงก่อนนะ รอให้พี่สาวเจ้าคลอดลูกแล้วเดี๋ยวก็จะมารับเจ้ากลับไปแล้ว”
ฉินจิ่นคิดคำนวณวันเวลาดูแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงตอนที่คลอดลูกแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ และจะให้เสี่ยวซีอยู่ฟรีกินฟรีอยู่ที่บ้านเว่ยไม่ได้ ก็เลยล้วงเงินออกมาจากแขนเสื้อแล้วยัดเข้าไปในมือของนางเว่ย “งั้นฝากเสี่ยวซีให้พวกท่านดูแลหน่อยนะจ๊ะ”
นางเว่ยรู้ว่าตอนนี้ฉินจิ่นเป็นคนที่หาเงินได้แล้ว ก็ไม่ได้ส่งคืน และเก็บเงินไว้ แล้วบอกว่า “สะใภ้รอง เจ้าวางใจเถิด ข้าจะดูแลเสี่ยวซีเป็นอย่างดีแน่นอน”
เสี่ยวซีมองฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงกลับไปอย่างทำใจไม่ได้ ฉินจิ่นก็รู้สึกทำใจไม่ได้อยู่เหมือนกัน เดินไปก็หันกลับมามองเขาไป
บทที่ 50: ระบบขยะทำลายชีวิตที่สดใสของฉัน
“อาจิ่น ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ได้จะไม่เจอตลอดไปสักหน่อย แม่ต้องเลี้ยงเขาได้เป็นอย่างดีแน่นอน” เว่ยเหยียนถิงพูดปลอบใจ
“อื้ม”
ฉินจิ่นล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็ขึ้นไปบนเตียง วันนี้คงจะเหนื่อยมาก พอฉินจิ่นนอนก็เริ่มหาว พอรอให้เว่ยเหยียนถิงล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ฉินจิ่นก็เริ่มจะง่วงหน่อยๆแล้ว
“ง่วงนอนแล้วรึ อาจิ่น” เว่ยเหยียนถิงโอบไปที่เอวของฉินจิ่นแล้วถาม
“นิดหน่อยจ้ะ เมื่อสักครู่เริ่มง่วงหน่อยแล้ว”
เว่ยเหยียนถิงขยับเข้าใกล้ แล้วพูดกระซิบบนหูฉินจิ่นว่า “ไม่ง่วงก็ดีแล้ว”
ลมร้อนนั้นรดไปบนคอของฉินจิ่น จนจักจี้ และหน้าของฉินจิ่นก็ร้อนวาบ รู้สึกว่าเว่ยเหยียนถิงกอดตัวเองแล้วร้อนมาก เลยขยับหน่อยๆ แล้วก็พูดอย่างเขินอายว่า “พี่ปล่อยข้าเถอะ พี่ตัวร้อนมากเลย”
“เจ้าก็ตัวร้อนมากเหมือนกัน”
ฉินจิ่นตะแคงมองเขา ในสายตานั้นเต็มไปด้วยความเสน่หา เว่ยเหยียนถิงอดใจไม่ไหว จึงจูบทันที มันไม่เหมือนกันการจูบในครั้งก่อนๆ ตอนนี้นั้นเล้าโลมได้นุ่มนวลมาก ทำให้คนหยุดความใคร่ไม่ได้
เว่ยเหยียนถิงจูบไปด้วย แล้วมือข้างนึงที่อยู่บนเอวของฉินจิ่นก็ค่อยๆขยับขึ้น……
…………
พอเสร็จกิจแล้ว ลมหายใจของเว่ยเหยียนถิงก็รดอยู่ที่ข้างหูของเธอ ฉินจิ่นรู้สึกว่าหน้าของตัวเองนั้นร้อนมากจริงๆ
“ตี๊ดๆๆ ระบบแจ้งเตือน ยินดีด้วยแบตเตอรี่ได้ชาร์จไปสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว”
“ฉินจิ่นฟังแล้วก็หน้าเจื่อนทันที” ก็อดไม่ได้ที่จะด่าว่า “หุบปาก”
เพิ่งจะพูดเสร็จก็เอามือปิดปาก เห็นว่าเว่ยเหยียนถิงหลับลึกแล้วก็โล่งใจไปที แล้วก็พูดเสียงเบาว่า “เสี่ยวปา ต่อไปจะโผล่ออกมาเวลาแบบนี้ไม่ได้นะ”
เสี่ยวปาพูดอย่างช่วยไม่ได้ว่า “ข้าก็ไม่อยากเหมือนกันนี่ ระบบตั้งค่ามาแบบนี้”
การตั้งค่าขยะอะไรกัน ฉินจิ่นไม่พอใจเป็นอย่างมาก ฟังเสี่ยวปาแล้วก็พูดต่อว่า “เจ้านาย ตอนนี้มีภารกิจนึงให้ท่านทำให้สำเร็จ” ที่เสี่ยวปาพูดนั้นต่างมีความหมายดีทุกอย่าง เพื่อไม่ให้นางตัดการสื่อสาร
“ภารกิจอะไร” ฉินจิ่นสงสัย
“เข้าป่าไปล่าเสือ”
ล่าเสือ นางไม่ใช่อู่ซงผู้ฆ่าเสือสักหน่อย ฉินจิ่นก็รีบปฏิเสธทันที “ไม่ไป”
เสี่ยวปานิ่งไป ลังเลแล้วก็พูดว่า “เจ้านาย ถ้าทำภารกิจสำเร็จ มีรางวัลด้วยนะ”
“รางวัลอะไร”
“ตอนนี้ยังเก็บเป็นความลับอยู่ แต่เป็นเรื่องดีต่อในบ้านนะ” เสี่ยวปารีบพูดต่ออีกว่า “เจ้านาย เจ้านาย รีบรับภารกิจเถอะ”
เก็บเป็นความลับเหรอ ฉินจิ่นหันตัวไป “ไม่รับ”
เสี่ยวปาไม่ได้พูดอะไรไปสักพัก จากนั้นก็ค่อยๆพูดว่า “เจ้านาย ถ้าท่านไม่รับภารกิจ ต่อไปก็จะไม่มีสิทธิ์ได้ใช้ระบบยานี้อีกแล้วนะ”
“หมายความว่ายังไง” ฉินจิ่นสีหน้าเปลี่ยนทันที
“ก็คือความหมายที่เจ้านายได้ยินนั่นแหละ จะใช้ระบบมาก็ต้องมีสิทธิ์ก่อน ตอนนี้ท่านอยู่ระดับต่ำที่สุด และยังเป็นมือใหม่อีกด้วย เจ้านายต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จถึงจะสะสมคะแนนได้ จะได้อัพเกรดสิทธิ์ ถ้าไม่งั้นถึงแม้ว่าระบบแบตเตอรี่จะชาร์จได้เต็มแต่ก็เปิดไม่ได้อยู่ดีนะ” เสี่ยวปาพูดอย่างตรงไปตรงมา
ให้ตายเถอะ ในใจของฉินจิ่นนั้นมีสัตว์ร้ายกว่าหมื่นตัววิ่งไปวิ่งมาอยู่
นี่มันบังคับให้นางต้องไปล่าเสือให้ได้ ไม่ล่าเสือก็จะไม่ให้ไอเท็มใช่ไหม
ฉินจิ่นนั้นถอนหายใจอยู่ตลอด กำลังคิดจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไปอีกรอบ ใครจะคิดว่าเสี่ยวปาจะบอกต่อว่า “เสือนั้นดุร้ายมาก ถ้าไม่กำจัด คนในบ้านเว่ยก็จะต้องทุกข์ทรมานไปด้วย”
“…ไอ้เลว” ฉินจิ่นกัดฟันด้วยความโมโห แล้วก็รีบถามอย่างใจร้อนว่า “งั้นทำไมตอนแรกข้าถึงใช้ได้ล่ะ”
เสี่ยวปาก็รีบบอกทันทีว่า “สวัสดิการผู้ใช้ใหม่น่ะ”
นิ่งไปสักพัก แล้วก็พูดด้วยเสียงที่มีความขี้เล่นว่า “ก็ต้องให้เป็นของหวานก่อนไงล่ะ”
“ถึงให้คนอื่นขายชีวิตได้ง่ายๆใช่ไหมล่ะ” ฉินจิ่นอยากจะทุบระบบนี้ให้ตายไปเลยทีเดียว แต่พอนึกถึงตอนหลังจากที่ไม่มีระบบแพทย์นี้แล้ว ข้อเด่นที่สุดของตัวเองที่อยู่ในสมัยก่อนนี้ก็คงจะไม่มีแล้ว ทำได้แค่กัดฟันแล้วพูดว่า
“ข้ารับแล้ว”
“เจ้านายเก่งมากเลย” เสี่ยวปารีบพูดประจบทันที
ฉินจิ่นทนสภาพแบบนี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็พูดด้วยหน้าที่โมโหว่า “ไปซะ ถ้าไม่เรียกเจ้าไม่ต้องออกมา”
“ได้ เจ้านาย” เสี่ยวปารีบตอบตกลงและเงียบลงทันที
……
พอตื่นเช้ามาวันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นถึงได้จัดการกับอารมณ์ให้ดี แต่เพราะท่าออกกำลังกายที่รุนแรงเมื่อวานของใครบางคน ทำให้ตอนนี้เอวของนางก็ยังปวดเมื่อยอยู่ แต่ก็ยังฝืนไปที่ร้านอยู่ดี
เว่ยจวนเห็นท่าทางที่เหนื่อยแต่เช้าของนาง ก็พูดแซวว่า “พี่สะใภ้รอง เมื่อคืนคงเหนื่อยแย่เลยสิท่า”
“ไปๆๆ” ฉินจิ่นนึกถึงเรื่องเมื่อคืนแล้วก็อดที่จะหน้าแดงไม่ได้ ก็รีบไล่ให้เว่ยจวนไป “รีบไปทำงานได้แล้ว”
พอคิดคำนวณเวลาแล้ว วันนี้เป็นวันหยุดของพี่หูลูกจ้างที่เป็นคนล่าสัตว์ และเป็นเวรของเว่ยเหยียนถิงที่ต้องออกไปล่า
แต่ก็ไม่เห็นสัตว์ที่ล่ามาได้เมื่อคืน ธนูก็ไม่เห็น แล้วฉินจิ่นก็ประหลาดใจ และถามว่า “เมื่อวานพี่หูไปล่าสัตว์ แล้วกลับมารึยังจ๊ะ”
พ่อครัวที่อาศัยอยู่ในร้าน คิดดูดีๆแล้วก็พูดว่า “ไม่จ้ะ เมื่อวานเขาไม่ได้กลับมา”
ฉินจิ่นนึกถึงภารกิจที่ระบบจัดแจงให้แล้ว ในใจก็รู้สึกมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้น ก็รีบบอกกับเว่ยเหยียนถิงว่า “พี่ถิงจ๊ะ เราไปตามหาในป่ากันดีกว่าจ้ะ อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย”
เว่ยเหยียนถิงขมวดคิ้ว แล้วรีบพยักหน้า “จ้ะ”
ระหว่างทางขึ้นเขา ฉินจิ่นดูค่อนข้างจริงจัง แต่ใจนั้นกลับตุ้มๆต่อมๆ จู่ๆเว่ยเหยียนถิงก็สูดจมูก ถามด้วยหน้าตาเคร่งเครียดว่า “อาจิ่น เจ้าได้กลิ่นอะไรแปลกๆรึไม่”
“เป็นกลิ่นคาว” ฉินจิ่นหลับตาแล้วตั้งใจดม แล้วก็สะดุ้งลืมตาขึ้น แล้วพูดว่า “กลิ่นคาวเลือด” ตอนที่ทำงานในโรงพยาบาลนั้น นางคุ้นเคยกับกลิ่นแบบนี้มากจริงๆ
เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า แล้วพูดจับมือของเว่ยเหยียนถิง แล้วพูดปลอบว่า “ไม่ต้องกลัวนะ”
ทั้งสองเดิมตามกลิ่นคาวเลือดไป หาไปตลอดทาง ไม่นานก็ไปเจอศพของพี่หูอยู่ข้างต้นไม้ต้นหนึ่ง
เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นอึ้งไปสักพัก ฉินจิ่นมีประสบการณ์การเป็นหมอปัจจุบัน แค่ดูก็รู้แล้วว่า พี่หูนั้นโดนสัตว์ใหญ่กัดตาย แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไรและรู้สึกว่าข้างหน้านั้นอยู่ๆก็มืดลง เพราะมีมือคู่หนึ่งมาบังไว้
แล้วเสียงของเว่ยเหยียนถิงดังขึ้นข้างหูทันที “อาจิ่น อย่าดูนะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ” ฉินจิ่นส่ายหน้า นางเห็นความเป็นความตายในสมัยปัจจุบันจนชินแล้ว เรื่องแค่นี้รับได้อยู่แล้ว
แต่เว่ยเหยียนถิงกลับไม่ยอมย้ายมือออก แล้วพูดว่า “ฟังพี่เถอะ อาจิ่น”
“จ้ะ” ฉินจิ่นทำได้แค่พยักหน้า แล้วก็เดินตามที่เว่ยเหยียนถิงจูงไป อยู่อีกที่นึงที่ไม่เห็นร่างศพ
แล้วเว่ยเหยียนถิงถึงจะยอมเอามือลง แล้วพูดสั่งว่า “เจ้ารอพี่อยู่ที่นี่” พูดจบแล้วก็วิ่งกลับไป
ฉินจิ่นเห็นเว่ยเหยียนถิงรักตัวเองขนาดนี้ ใส่ใจตัวเองขนาดนี้ ในใจก็เลยมีแต่ความอบอุ่น
ส่วยเว่ยเหยียนถิงนั้นก็เอาผ้าห่อศพของคนล่าสัตว์อย่างรวดเร็ว แล้วก็เดินมาข้างๆฉินจิ่นแล้วบอกว่า “ไปกันเถอะ”
ทั้งสองอารมณ์ตึงเครียดอยู่ทั้งทาง ไม่พูดไม่จา แล้วก็กลับไปถึงร้านอาหารอย่างรวดเร็ว
เว่ยจวนยืนอยู่หน้าประตู เห็นหน้าตาของเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นที่ไม่มีรอยยิ้มเลยสักนิดตั้งแต่ไกลๆบนตัวนั้นก็แบกของที่รูปร่างเหมือนคนอยู่ ในใจตะโกนคำว่าซวยแล้วไปทีนึง แล้วก็ออกไปถามว่า “พี่รองพี่สะใภ้รอง คงไม่ใช่ว่า…”
ฉินจิ่นพยักหน้าแล้วก็พูดว่า “หาที่สักที่นึง แล้วเอาร่างของพี่หูวางไว้”
“จ้ะ” เว่ยจวนรีบเรียกลูกจ้างสองคนมาเอาร่างของพี่หูไปไว้หลังบ้าน
ฉินจิ่นมองเว่ยเหยียนถิงแล้วพูดว่า “พี่ถิง พี่ล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถอะ”
“อื้ม” เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า แต่ก็พูดด้วยความไม่สบายใจว่า “คนก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว เกรงว่าเรื่องนี้จะจัดการได้ยาก ถ้ามีเรื่องอะไร เจ้าก็ตะโกนเรียกพี่ก็แล้วกัน”
“จ้ะ” ในใจของฉินจิ่นก็ไม่สบายใจ แต่ก็พยักหน้าไป
เว่ยจวนช่วยเอาร่างของคนล่าสัตว์ไปไว้ แล้วก็เดินออกมา แล้วก็พูดอย่างกังวลว่า “รีบบอกคนในบ้านก่อนดีกว่าจ้ะ”
จบตอน
Comments
Post a Comment