บทที่ 51: รีดไถ
ไม่นาน ในร้านก็มีคนหน้าตาน่ากลัว ท่าทางเหมือนโจรเข้ามา พอเข้ามาก็ถามว่า “ใครเป็นเถ้าแก่”
ฉินจิ่นออกมาต้อนรับ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษด้วยนะเจ้าคะ วันนี้ร้านเราหยุด เชิญท่านทานร้านอื่นก่อนนะเจ้าคะ”
“ใครจะกินข้าวกัน” คนที่มานั้นก็รีบพูดอย่างใจร้อนจนน้ำลายกระเด็น “พวกเจ้าเรียกข้ามาไม่ใช่รึ”
ฉินจิ่นนิ่งไป มองไปทีนึงแล้วก็ถามว่า “เจ้าคือญาติของนายพรานหูรึ”
“ใช่ ข้าเป็นญาติของเขา”
แววตาของฉินจิ่นนั้นดูหมิ่นคนคนนี้ มาถึงก็ไม่พูดอะไร แล้วก็ไม่ถามความเป็นอยู่ของพี่หูด้วย พูดนู่นพูดนี่ นี่มันยังไงกัน
“ข้าไปดูเหล่าหูก่อนดีกว่า” หลูเอ้อถึงจะรู้สึกตัวแล้วก็บอกว่า “เรื่องอื่นเราค่อยมาว่ากัน”
“เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นตอบรับ ก็ยังถือว่ามีความเป็นคนหน่อย ที่ยังรู้จักไปหาเหล่าหู
“มานี่เจ้าค่ะ เชิญทางนี้ เดี๋ยวข้าพาไป” เว่ยจวนทำท่าเชิญ แล้วพาหลูเอ้อเดินไปข้างหลัง
เว่ยเหยียนถิงกำลังอาบน้ำเสร็จแล้วออกมาพอดี พอเห็นคนเดินไปข้างหลัง เลยถามฉินจิ่น “ญาติของนายพรานหูมาแล้วรึ”
ฉินจิ่นพยักหน้า แล้วตามไปพร้อมกับเว่ยเหยียนถิง ใครจะรู้ว่าพอไปถึงก็เห็นหลูเอ้อกำลังคุกเข่าร้องไห้อยู่บนพื้น “น้องชายผู้รันทดของข้า เจ้าไปทำบาปทำกรรมอะไรมา ทำไมถึงได้มาจากไปตอนอายุน้อยๆแบบนี้”
ถึงเสียงร้องไห้จะดัง แต่ในดวงตาของหลูเอ้อนั้นกลับแห้งสนิท ไม่มีน้ำตาเลยสักนิด
ฉินจิ่นดูออกว่าเขากำลังแสดงอยู่ แต่ก็ไม่ได้เปิดโปง ก็แค่ฟังหลูเอ้อนั้นร้องไห้ฟูมฟายเสียงดังต่อ “ทำไมชีวิตของเจ้าถึงได้รันทดเช่นนี้ ลำบากลำบนจนโตมาขนาดนี้ ไม่เคยได้สัมผัสถึงความสุขตั้งแต่เล็กจนโต น้องชายของข้าเอ๋ย”
ร้องไห้อยู่นาน จนเว่ยจวนทนมองไม่ไหว เลยพูดว่า “เรื่องตายน่ะเรื่องใหญ่ งั้นรีบรับศพกลับไปก่อน ก็ดีเหมือนกัน”
ในที่สุดหลูเอ้อก็มีเหตุผลให้เลิกร้องไห้แล้ว ยืนขึ้นแล้วทำเป็นแกล้งเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า “ที่แม่นางพูดนั้นมีเหตุผล งั้นข้าจะรับศพกลับไปตอนนี้เลย”
พูดแล้ว ก็หาคนมารับศพกลับไปจริงๆ แต่หลูเอ้อกลับไม่ได้กลับไป แล้วก็อยู่ต่อ
“มีอะไรรึ” ฉินจิ่นจงใจถาม
“เถ้าแก่ เจ้าควรจะรับผิดชอบต่อการตายของน้องชายข้านะ ยังไงเขาก็ตายเพราะทำงานให้เจ้า” หลูเอ้อพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ
“ก่อนอื่น ที่น้องชายของเจ้าตายนั้นเป็นเหตุสุดวิสัย เราไม่ได้จงใจฆ่าตาย” ฉินจิ่นค่อยๆพูด แต่กลับเปลี่ยนคำพูดแล้วพูดว่า “แต่ยังไงเขาก็ตายเพราะไปล่าสัตว์มาให้ข้า ก็ถือว่าเป็นการบาดเจ็บจากงาน ข้าจะชดใช้ให้”
ถึงแม้จะฟังไม่เข้าใจว่าบาดเจ็บจากงานนั้นแปลว่าอะไร แต่พอได้ยินว่าจะได้เงินชดเชย ดวงตาของหลูเอ้อก็เป็นประกายออกมาทันที “เถ้าแก่ช่างรู้เหตุรู้ผลจริงๆ เจ้าจะให้เงินข้าเท่าไหร่”
ฉินจิ่นพูดดักหลูเอ้อว่า “เงินส่วนนี้นั้นไม่ได้ให้เจ้า ให้เป็นค่าจัดงานศพของนายพรานหู”
หลูเอ้อโบกมือเหมือนไม่ได้สนใจ “เหมือนกันแหละหน่า ตกลงเจ้าจะให้เงินข้ากี่ตำลึง”
ฉินจิ่นคิดแล้ว ในเมื่อเขาสนใจเงินขนาดนี้ ช่างลำบากนายพรานหูจริงๆ ตายแล้วยังมีคนมาหาเงินจากเขาอีก
“สิบตำลึง” ฉินจิ่นนึกว่าเงินนี้นั้นสูงมากแล้ว
“สิบตำลึงรึ” พอหลูเอ้อได้ยินค่าเงินแล้วก็อึ้งไปทันที สิบตำลึงนั้นมากเกินไปรึเปล่า
ฉินจิ่นเห็นท่าทางของเขาแล้ว ดูแล้วก็น่าจะเห็นด้วย
แต่สุดท้ายแล้วหลูเอ้อนั้นทำเหมือนว่าเสียใจ แต่ในดวงตากลับเผยให้เห็นได้ชัดว่ากำลังพิจารณาดูร้านอาหารอยู่ แล้วถามว่า “ร้านอาหารนี้เป็นร้านของเจ้ารึ”
ฉินจิ่นพยักหน้า และไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร
ดวงตาของหลูเอ้อนั้นหมุนวนไปรอบนึง แล้วจู่ๆก็พูดว่า “เถ้าแก่ ข้าคิดว่าเงินสิบตำลึงของเจ้านั้นเหมือนจะไม่พอ”
นี่ทำให้ฉินจิ่นรู้สึกว่าเป็นไปตามที่คิดไว้ เพราะตอนแรกนั้นก็ได้คิดถึงเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเลยตั้งใจบอกค่าเงินสูงๆ ไม่คิดเลยว่าขนาดนี้แล้วเขายังไม่พอใจอีก
“ข้าว่าห้าสิบตำลึงถึงจะเหมาะสม”
“เท่าไหร่นะ” เลขสองตัวที่หลูเอ้อพูดเมื่อกี้นั้นทำเอาฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่าตัวเองได้ยินผิดไปเลยทีเดียว
“ห้าสิบตำลึง!” แล้วหลูเอ้อก็พูดย้ำไปอีกรอบนึง “ห้าสิบตำลึงถึงจะพอ”
ฉินจิ่นเกือบจะด่าออกมาแล้ว ก็ระงับความโกรธเอาไว้ แล้วพูดว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก ข้ารับปากว่าจะให้เงินชดเชยกับนายพรานหูจำนวนนึง แต่ที่เจ้าจะเอานั้นมันมากเกินไปแล้ว”
หลูเอ้อตบโต๊ะ แล้วก็โมโหควันออกหูและตาก็จ้องขมึง “เยอะเกินไปอะไรกัน น้องชายของข้าตายเพราะพวกเจ้านะ”
“เราก็ไม่ได้เป็นคนฆ่าสักหน่อย” ฉินจิ่นรู้สึกว่าคนคนนี้นั้นแปลกจริงๆ โลภเงินมากเกินไปแล้ว
“เหอะ ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าพวกเจ้าไม่ได้เป็นคนฆ่า” พอหลูเอ้อจับจุดได้ ก็ยิ่งปากดีขึ้น “ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าน้องชายของข้านั้นตายได้ยังไง”
หน้าของฉินจิ่นเริ่มหม่นหมอง “เราไม่ได้เป็นคนฆ่าเขาตาย สิบตำลึงเท่านั้น จะเอาก็เอา ไม่เอาก็กลับไปซะ”
“เหอะ เงินแค่นั้นของพวกเจ้าจะพอให้ใครใช้กัน น้องชายของข้ามีค่าแค่นี้ที่ไหนกัน”
สิบตำลึงก็แค่เงินนิดเดียว นี่ก็เพียงพอให้ครอบครัวคนปกติอยู่รอดได้หลายปีแล้ว คนคนนี้โลภมากไม่มีที่สิ้นสุดเลยจริงๆ
“ไม่ว่ายังไง ข้าก็ไม่ให้เงินห้าสิบตำลึงแน่นอน”
เสี่ยวซีก็ต้องเข้าโรงเรียน ตัวเองยังอยากมีลูกอีก เงินตั้งห้าสิบตำลึงแน่นอนว่าไม่มีทางให้แน่นอน
พอได้ยินคำนี้แล้ว หลูเอ้อก็เริ่มร้องไห้ทันที ตอนแรก เว่ยจวนนั้นดูแลลูกค้าอยู่ข้างนอก พอตอนนี้ได้ยินเสียงดังแล้ว ก็รีบวิ่งมาข้างหลังทันที “พี่รอง พี่สะใภ้รอง เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”
“เปล่า” ฉินจิ่นส่ายหน้า “ไอ้คนโกงนี่กำลังเล่นตุกติกอยู่ เจ้าออกไปดูแลแขกข้างหน้าเถอะ ไม่เป็นไร”
เว่ยจวนหยักหน้า แต่ก็รู้สึกกังวลเล็กนั้น “เจ้าค่ะ งั้นข้าไปก่อนนะ”
หลูเอ้อได้ยินเว่ยจวนพูดแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้หน้าร้านนั้นมีลูกค้าเยอะ ก็รีบเดินตามเว่ยจวนไปข้างหน้าทันที แล้วก็ร้องไห้โวยวายอีกรอบ
ตอนแรกฉินจิ่นนึกว่าเรื่องของนายพรานหูนั้นจะคลี่คลายแล้ว ถึงได้เปิดประตูเปิดร้าน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับหลูเอ้อ
“เถ้าแก่ นี่มันเรื่องอะไรกัน กินข้าวอยู่ดีๆ ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ แล้วนี่จะกินยังไงต่อล่ะ” ลูกค้าเห็นคนคน นี้นั้นทำตัวบ้าคลั่งทั้งร้องไห้ทั้งโวยวายอยู่ตรงนี้ ทำให้อารมณ์เสียจริงๆ
“ขอโทษด้วยนะเจ้าคะ” ฉินจิ่นทำได้แค่พูดขอโทษ “ขอโทษด้วยนะเจ้าคะ วันนี้ก็ถือว่าข้าเลี้ยงทุกคนละกันขอโทษด้วยจริงๆ”
ขนาดพูดแบบนี้แล้ว ลูกค้าก็ยังสะบัดชายเสื้อออกไปกันอยู่ดี เดินไปก็บ่นไป “ร้านอาหารอะไรเนี่ย กินข้าวก็ยังต้องมาอารมณ์เสียอีก”
ฉินจิ่นฝืนยิ้มแล้วก็พูดว่า “กลับดีๆนะเจ้าคะ”
พอหันกลับมาเห็นหลูเอ้อที่ร้องไห้โวยวายอยู่ ก็หมดปัญญาจริงๆ “เจ้าจะเอายังไง”
“ข้าก็ไม่ได้จะเอายังไง แต่แค่อยากจะได้เงินสักหน่อย เพื่อไปจัดงานศพให้น้องชายที่ชีวิตรันทดของข้า” ปากของหลูเอ้อนั้นพูดได้ดีมาก
“ก็ตกลงว่าจะให้เงินกับเจ้าแล้วไม่ใช่รึไง” ฉินจิ่นทำให้เคร่งขรึม
“แค่สิบตำลึงจะพอได้ยังไง ข้าบอกแล้วว่า ให้ข้ามาห้าสิบตำลึงแล้วข้าจะไป เจ้าเปิดอาหารร้านตั้งใหญ่ขนาดนี้ เงินแค่นี้ยังให้ไม่ได้รึ” หลูเอ้อก็ยิ่งรู้สึกว่าที่ตัวเองพูดนั้นมีเหตุผลขึ้นเรื่อยๆ
ฉินจิ่นโกรธมาก นางไม่เคยเห็นคนที่อยากได้เงินแล้วยังมั่นใจได้ขนาดนี้มาก่อน
เว่ยเหยียนถิงสูดหายใจแรงไปทีนึง ก็พูดอ้อนวอนอยู่ข้างๆว่า “เราต่างก็มีเรื่องลำบากกันทั้งนั้น เจ้าเห็นใจข้า พวกข้าก็เห็นใจเจ้า ห้าสิบตำลึงนั้นมากเกินไปแล้ว”
“อีกอย่างน้องชายของเจ้าก็ตายเพราะอุบัติเหตุ” ฉินจิ่นพูดเสริม
“งั้นบ้านเราทุกคนจะอยู่ยังไง น้องชายของข้าตายแล้ว พวกเราทุกคนจะอยู่กันได้ยังไงล่ะ มันก็สมควรที่จะให้เงินเยอะขึ้นหน่อยไม่ใช่รึ”
บทที่ 52: มีปัญญาก็อยู่ไปคนเดียวเถอะ
“เจ้าไปหาเงินเองไม่เป็นรึ หรือว่าพวกเจ้าทั้งบ้านอยู่ได้เพราะนายพรานหูคนเดียว”
พูดง่ายๆว่าฉินจิ่นนั้นหมดคำจะพูดแล้ว ไม่แปลกเลยที่นายพรานหูจะลำบากมาทั้งชีวิต มีพี่ชายแบบนี้ ก็ไม่ต้องลำบากไปตลอดชีวิตเลยรึไง
“ข้าไม่สน เงินห้าสิบตำลึงนี้ถ้าไม่เจ้าจะให้ก็ให้ ไม่ให้ก็ต้องให้ ไม่งั้นข้าอาจจะรู้สึกว่าไม่ไปดีกว่า” หลูเอ้อพูด พอหันกลับไปมองแล้ว ก็ใช้เก้าอี้หลายอันมาเรียงต่อกันเป็นเตียง แล้วก็นอนอยู่บนนั้น “ข้าไม่สน ถ้าเจ้าไม่ให้ข้าก็ไม่ไป”
เว่ยเหยียนถิงก็ไม่เคยเห็นคนที่ไร้ประโยชน์ขนาดนี้มาก่อน ก็ถามด้วยความโมโหว่า “เจ้าจะไปไม่ไป ระวังข้าจะกระทืบเจ้าเอาล่ะ”
“เจ้ายังจะกระทืบข้าอีก น้องชายข้าตายอย่างทรมานในมือของพวกเจ้า พวกเจ้ายังจะกระทืบข้าอีกรึ ยังมีศีลธรรมอยู่รึเปล่า” หลูเอ้อยิ่งไร้เหตุผลเข้าไปใหญ่
เขาทำหน้าหยิ่งผยอง ฉินจิ่นมองแล้วก็รู้สึกรังเกียจ แล้วก็ดังเว่ยเหยียนถิง แล้วพูดด้วยหน้าตาที่เย้ยหยันว่า “ได้ เจ้าอยากจะอยู่ที่นี่ ก็อยู่ไปละกัน พวกเราน่ะ ต้องขอตัวกลับก่อน แต่ก็ยังคงคำพูดเดิม สิบตำลึง”
พูดแล้วก็ควักเงินมาวางไว้บนโต๊ะ
“เจ้าจะเอาก็เอา ไม่เอาก็มีเท่านี้แหละ”
“พี่ถิง อาจวน ไปกันเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน” ทุกคนพากันเก็บของและปิดประตูหน้าต่างแล้วก็กลับไปแล้ว
พอเช้าวันรุ่งขึ้นตอนที่พวกเขามาเปิดประตู หลูเอ้อก็ยังคงนอนอยู่บนเก้าอี้ ท่าทางเหมือนเพิ่งตื่น เห็นพวกเขาแล้วก็พูดด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มว่า “อ้าว พวกเจ้ามากันแล้วรึ”
เว่ยจวนพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดีว่า “พวกข้าไม่มาแล้วใครจะให้เงินคนที่กินของน้องชายใช้ของน้องชายอย่างเจ้าล่ะ”
พอได้ยินว่าพูดถึงเงินแล้ว หลูเอ้อก็ตื่นตัวขึ้นทันที “พวกเจ้าจะให้เงินข้ารึ”
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะ “บนโต๊ะนั้นก็มีสิบตำลึงวางไว้แล้วไม่ใช่รึไง จะเอาไม่เอา”
เสี่ยวเอ้อที่เพิ่งมานั้นขยันจนทำความสะอาดเสร็จตั้งแต่เช้าแล้ว เหลือแค่ตรงที่หลูเอ้อนอนอยู่
“เจ้าขยับหน่อยได้รึเปล่า ข้าจะเช็ดเก้าอี้หน่อยน่ะ”
“ได้” หลูเอ้อตกลงอย่างดีใจ และก็ไม่ได้ขัดขวางเสี่ยวเอ้อที่จะจัดเก้าอี้เข้าที่เดิม
ผ่านไปไม่นาน ในร้านก็เริ่มมีคนเข้ามาแล้ว เสี่ยวเอ้อต้อนรับคนเข้ามา “รับอะไรดีเจ้าคะ ลูกค้า”
“ขาหมู”
“ได้เจ้าค่ะ รอสักครู่”
เสี่ยวเอ้อเดินไปทางห้องครัว ก็เห็นว่าหลูเอ้อก็อยู่ข้างในนั้นด้วย เขาก็ถามด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มว่า “สั่งอะไรมารึ”
เสี่ยวเอ้อไม่ได้สนใจ แล้วก็พุ่งไปบอกพ่อครัวว่า “เอาขาหมูที่นึงจ้ะ ลูกค้าคนนี้ไม่ค่อยกินเผ็ด ใส่พริกน้อยหน่อยนะ”
“ได้เลย”
พ่อครัวตั้งน้ำมันเตรียมที่หม้อจะผัดหัก แต่กลับเห็นหลูเอ้อยืนอยู่ข้างๆไม่ยอมไปสักที ก็พูดอย่างโมโหว่า “ไปๆๆ อย่ามารบกวนข้าตอนทำอาหาร”
“เจ้าทำของเจ้าไปเถอะ ข้าจะดูหน่อย”
ผ่านไปไม่นาน พ่อครัวก็วิ่งออกมาด้วยหน้าตาที่โมโห แล้วก็หาฉินจิ่นจนเจอ “เถ้าแก่ ทำอาหารไม่ได้เลยจริงๆ ตอนที่กับข้าวใกล้จะเสร็จ มันก็ถุยน้ำลายลงไปในหม้อ แล้วขาหมูก็เอาออกมาเสิร์ฟไม่ได้แล้วแน่นอน”
ต่อมาพอลูกค้าสั่งอาหารปุ๊บ หลูเอ้อก็เข้ามาวุ่นวายทันที ทำเอาร้านอาหารร้อยรสนั้นไม่มีลูกค้าเลยสักคน
ฉินจิ่นเหลือบไปเห็นท่าทางที่หยิ่งผยองของหลูเอ้อแล้วก็รู้สึกขยะแขยง ก็เดินไปอยู่ข้างๆหลูเอ้อแล้วพูดว่า “เจ้าก็เห็นแล้วว่าเราไม่ได้มีลูกค้าเลย เอาเงินสิบตำลึงออกมาให้ได้ก็ดีมากแล้ว สรุปแล้วเจ้าจะเอาหรือไม่เอา”
“เจ้านี่งกจริงๆ ข้าบอกแล้วว่าสิบตำลึงมันน้อยเกินไป” หลูเอ้อยังทำหน้าทำตาแบบเดิมอยู่ “ไม่มีห้าสิบตำลึง ข้าก็ไม่ไป”
“ไม่ไปจริงๆรึ ไม่เอาจริงๆรึ” แล้วฉินจิ่นก็ถามไปอีกรอบนึง
“ไม่ไป ไม่เอา”
“ดี”
ฉินจิ่นเรียกพ่อครัวมา แล้วถามว่า “พวกเรามีผักกับน้ำมันเท่าไหร่กัน”
“น้ำมันยังเหลืออู่เยอะ ผักนั้นเพิ่งซื้อเมื่อวาน ยังเหลือนิดหน่อยจ้ะ” พ่อครัวตอบ
ฉินจิ่นพยักหน้า แล้วคิดคำนวณว่ายังเหลือของให้กินให้ดื่มอยู่เท่าไหร่ “แล้วเหล้าล่ะเหลือเท่าไหร่ เทียนล่ะ เทียนยังเหลือเยอะรึเปล่า”
“เหล้าเหลือไม่เท่าไหร่แล้ว ไม่มีเข้ามาเลย”
“เทียนนั้นยังมีอยู่บ้าง ทำไมหรือขอรับ”
ฉินจิ่นคิดลูกคิดแล้วพูดว่า” เอาแบบนี้นะ ทุกคนแบ่งของที่เหลือกัน เอากลับบ้านของใครของมัน พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว”
เสี่ยวเอ้อที่เพิ่งมาได้ยินแล้วก็ตื่นตระหนก “เถ้าแก่จะไม่เปิดร้านนี้แล้วรึ กว่าข้าจะหางานที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ได้มันไม่ง่ายเลย ข้าต้องอดตายอีกแล้ว”
ฉินจิ่นหัวเราะ แล้วพูดว่า “ถ้าเสียเงินไปตั้งเยอะกว่าจะได้ร้านนี้มา จะบอกว่าไม่เปิดก็ไม่เปิดได้ยังไงล่ะ”
“เป็นแบบนี้รึ”
“พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนสองวัน วันมะรืนค่อยมา สองสามวันนี้ก็พักผ่อนให้ดีๆ ค่ากินค่าอยู่ข้าออกเอง”
ฉินจิ่นเป็นคนใจดี แล้วตอนนี้ทุกคนก็พากันเกลียดหลูเอ้อมากขึ้นแล้ว
“ข้าจะเอาเงินไว้ตรงนี้เหมือนเดิม เจ้าจะเอาไม่เอาก็แล้วแต่ มีให้เท่านี้แหละ” พูดจบฉินจิ่นก็เดินออกไปพร้อมกับเว่ยจวน
“พี่สะใภ้รองแบบนี้จะได้ผลกับมันหรือ” เว่ยจวนกังวลสุดๆ ไม่รู้ว่าวิธีนี้จะได้ผลรึเปล่า
“ไม่ต้องห่วงหรอก มันไม่เอาเงินก็ไม่มีใครสนใจมันหรอก ข้าจะดูซิว่ามันจะไปหรือไม่ไป มันอยากจะอยู่ก็ปล่อยให้มันอยู่ไป ไม่มีของที่กินได้ แล้วก็ไม่มีของที่ดื่มได้ด้วยจะอยู่ในร้านอาหารของเราได้นานแค่ไหนเชียว”
พอฉินจิ่นกลับมาถึงบ้าน เว่ยเหยียนถิงก็แปลกใจ “ทำไมวันนี้กลับมาเร็วแบบนี้ล่ะ เรื่องของหลูเอ้อนั้นจัดการเรียบร้อยแล้วรึ”
“เปล่าหรอกจ้ะ มันยอมอยู่ก็ปล่อยให้มันอยู่ไปเถอะ” ฉินจิ่นนั่งลงข้างๆเว่ยเหยียนถิง “เชื่อข้าเถอะว่าถ้าไม่มีกินไม่มีดื่มแบบนี้ มันจะอยู่ได้นานสักแค่ไหนเชียว”
“จ้ะ”
เว่ยเหยียนถิงจับมือของฉินจิ่นเอาไว้ แล้วพูดว่า “อาจิ่น อยู่กับข้าแล้วเจ้าลำบากจัง”
บ้านไหนไม่ใช่ผู้ชายเป็นเสาหลักของบ้านล่ะ ผู้หญิงนั้นอยู่บ้านทำความสะอาด เก็บกวาดบ้านเย็บปักถักร้อย บ้านไหนจะลำบากเหมือนบ้านพวกเขาล่ะ ผู้หญิงยังต้องออกมาเปิดร้านอีก เจอกับคนแบบนี้นั้น ต้องลำบากแล้วก็เหนื่อยด้วย
“พูดอะไรเล่า เราก็ทำเพื่อครอบครัวของเรากันทั้งนั้น” แล้วฉินจิ่นก็จับมือของเว่ยเหยียนถิงไว้แน่น
“อาจิ่น เจ้าช่างเป็นคนดีจริงๆ .....”
......
หลูเอ้อหลับในร้านอาหารไปตื่นนึงแล้วก็ตื่นขึ้นมา เห็นว่าไม่มีใครอยู่เลยสักคน มีแค่เงินที่ฉินจิ่นเอาวางไว้บนโต๊ะ
“คนล่ะ ไปไหนกันหมด” หลูเอ้อตะโกนเรียกไปสองที แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับเขา
“ไม่มีคนอยู่พอดีเลย เจ้าชายอย่างข้านั้นกินดีดื่มดี ดูสิว่าใครจะห้ามข้าได้” หลูเอ้อนั่งลงบนเก้าอี้ เดินไปเทน้ำข้างๆโต๊ะ แล้วก็เห็นว่าในเหยือกนั้นว่างเปล่า
“แม้แต่ชาก็ไม่มี ร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้เดี๋ยวก็เจ๊งแล้วล่ะ” หลูเอ้อด่าไปสองสามที
“ช่างเถอะ ข้าก็มีมือมีตีน ข้าไปต้มเองก็ได้” พอเดินไปดูในครัวแล้ว อย่าว่าแต่น้ำเลย แม้แต่ฟืนก็ยังไม่เห็นด้วยซ้ำ
“เป็นไปไม่ได้หรอก มีคนมาปล้นรึ”
หลูเอ้อรื้อหาของกินไปทั่ว แต่แม้แต่ผักเส้นนึงก็หาไม่เจอ
“อะไรกัน” หลูเอ้อนึกถึงคำที่ฉินจิ่นพูดแล้ว ก็ถอนหายใจไปทีนึง “เหอะ ไม่กินก็ไม่กิน ถึงยังไงถ้าข้าไม่ได้เงินห้าสิบตำลึงข้าก็จะไม่กลับ”
พูดเสร็จก็หลับไปบนเก้าอี้ พอตื่นมาก็หลังจากผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว
ท้องร้องเสียงดัง และคอก็แห้งหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีของกิน และไม่มีของดื่ม
“พวกเจ้ากล้าทำแบบนี้กับข้ารึ”
หลูเอ้อทนไม่ไหวจนด่าออกมา “ทำให้คนที่หาเงินได้มากที่สุดของบ้านข้าไป ยังกล้าที่จะชดใช้ด้วยเงินแค่นี้อีก”
บทที่ 53: ศาลตัดสินว่าไม่ใช่ความผิดของนาง
แต่ไม่ว่าหลูเอ้อจะด่าแรงแค่ไหน ในร้านอาหารทั้งร้านก็ไม่มีคนอยู่ดี ไม่มีอะไรให้กิน ไม่มีอะไรให้ดื่ม แล้วฟ้าก็ค่อยๆมืดแล้ว หลูเอ้ออยากจะหาเทียนสักสองสามเล่ม แต่ก็หาไม่เจอ
พอหมดหนทางแล้ว หลูเอ้อก็ทำได้แค่เอาเงินสิบตำลึงนั้นกลับบ้านไป แต่พอนอนอยู่บนเตียงแล้วยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห นอนยังไงก็นอนไม่หลับ
“ดึกขนาดนี้ทำอะไรยังไม่นอนอีก” ภรรยาของหลูเอ้อเห็นว่าเขาลืมตาไม่ยอมนอนแบบนี้ ในใจก็รู้สึกหงุดหงิด
“ข้ามีวิธีหาเงินวิธีนึง จะฟังไม่ฟัง” หลูเอ้อกลิ้งแล้วคลานขึ้นมาจากบนเตียง แล้วถาม
“วิธีอะไร” ภรรยาของหลูเอ้อหัวเราะเยาะ “เจ้ามีวิธีเก็บเงินยังไง”
“น้องชายข้าตายไปแล้วไม่ใช่รึ” พอหลูเอ้อพูดถึงเงินแล้วตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที “พรุ่งนี้เราพาไอ้ไข่หมาไปร้องไห้โวยวายที่ร้านนั้นด้วย ไปเอาเงินเพิ่มหน่อย”
เขาเอามาเองคนเดียวไม่ได้ ไม่ได้แสดงว่าจะเอามาไม่ได้ทั้งบ้านสักหน่อย
“เป็นความคิดที่ดี”
ทั้งสองคนร่วมกันวางแผนแล้ว ต่างก็รู้สึกว่าเป็นวิธีที่ดี พอเช้าวันรุ่งขึ้น ครอบครัวของหลูเอ้อทั้งสามคนก็ไปที่ร้านอาหารของฉินจิ่น
ในตอนนั้น ฉินจิ่นที่เพิ่งจะไปที่ร้าน หลูเอ้อไม่ได้พูดอะไร ก็ลากลูกลากเมียไปร้องไห้อยู่ตรงหน้า
ฉินจิ่นกำลังขนผักอยู่หลังบ้าน ไม่ได้สังเกตว่าข้างหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น
“หลูเอ้อ เจ้ามาร้องไห้ทำไมกัน” มีคนที่เดินผ่านนั้นถามขึ้น
“พวกเจ้าไม่รู้รึ น้องชายที่ชีวิตรันทดของข้า......”
“พี่สะใภ้รองจ๊ะ แย่แล้ว เกิดเรื่องแล้ว” เว่ยจวนรีบวิ่งไปเรียกคนที่หลังบ้านทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
“หลูเอ้อร้องไห้อยู่หน้าประตูไม่หยุดเลยจ้ะ แล้วคราวนี้ก็ยังพาลูกพาเมียมาอีก” เว่ยจวนพูดอย่างโมโห
ฉินจิ่นรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ก็รีบวิ่งถามทันที “หลูเอ้อ เจ้ามาทำอะไรตรงนี้”
“ทุกคนมาดูเลย คนนี้แหละ” ภรรยาของหลูเอ้อนั่งอยู่หน้าประตู เอานิ้วชี้มาที่นางแล้วด่าว่า “อีคนนี้แหละ ที่ทำให้น้องชายของเราตาย แล้วพวกมันก็ไม่ให้ความปรานีกับน้องชายข้าด้วย น้องชายข้าช่างรันทดจริงๆ”
แล้วรอบๆก็คนกลุ่มใหญ่ล้อมอยู่ มีคนชี้ฉินจิ่นแล้วถามว่า “เถ้าแก่ เจ้าทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะ เรื่องตายเป็นเรื่องใหญ่นะ
ฉินจิ่นเกลียดจนคันฟัน ถ้าตอนนี้ทุกคนต่างฟังคำพวกนี้กันหมด ธุรกิจของนางจะทำยังไงล่ะ แล้วคนที่ค้าขายอยู่รอบข้างนั้นจะไม่ด่านางตายรึไง
“เจ้าลุกขึ้นมาก่อน เรามาพูดเรื่องนี้ให้มันชัดเจนดีกว่า”
“พูดชัดเจนอะไรอีกล่ะ คนก็ตายไปแล้ว” เมียของหลูเอ้อยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปอีก “เงินน่ะเจ้าก็ไม่ได้ให้เยอะเท่าไหร่ น้องชายข้าจะไปสู่สุคติได้ยังไงล่ะ”
ฉินจิ่นทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ทนแล้วทนอีก ก็ทนจนไม่รู้จะทนยังไงแล้วจริงๆ “แบบนี้ดีกว่า เราไปขึ้นศาลาว่าการกัน มาดูกันว่าผู้พิพากษาจะว่ายังไง”
……
“ข้าชื่อหลูเอ้อ น้องชายข้าโดนเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่น ของร้านอาหารร้อยรสทำให้ตาย” หลูเอ้อคุกเข่าร้องไห้และพูดฟ้องอยู่บนพื้น
ทำเอาผู้พิพากษาตกใจไปที เรื่องการฆ่าแกงกันแบบนี้นั้น ไม่มีให้เห็นมาหลายปีแล้ว
“คารวะใต้เท้า” เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นคุกเข่าคำนับอยู่ที่พื้น ข้างๆนั้นก็มีหลูเอ้อคุกเข่าอยู่ ในใจของฉินจิ่นรู้ว่านี่เกิดอะไรขึ้น ต้องหาว่าเงินที่ตัวเองให้นั้นน้อยเกินไปแน่นอน ถึงได้มาถึงศาลาว่าการนี้ได้
“หลูเอ้อคนนี้ฟ้องว่าพวกเจ้าทำให้น้องชายเขาตาย เป็นแบบนั้นจริงๆรึ” ใต้เท้าถาม
“ไม่มีเรื่องนี้แน่นอนเจ้าค่ะน้องชายของเขาเป็นคนล่าสัตว์ในร้านอาหารของพวกข้า แล้วก็เกิดอุบัติเหตุตายในตอนที่ไปล่าสัตว์เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นคำนับแล้วพูด
“ใต้เท้า มันโกหก น้องชายผู้รันทดของข้านั้นชำนาญการล่าสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จะเกิดอุบัติเหตุได้ยังไงล่ะ ใต้เท้าถ้าใต้เท้าไม่เชื่อก็ลองถามดูได้ขอรับ ทุกคนต่างก็บอกว่าน้องชายนั้นเป็นอัจฉริยะนักล่าสัตว์กันทั้งนั้น อยู่ดีๆจะตายได้ยังไงล่ะ”
ฉินจิ่นรำคาญการเสแสร้งแกล้งร้องไห้แบบนี้ของหลูเอ้อ จริงๆฟ้าร้องเหมือนฝนตกห่าใหญ่แต่เม็ดฝนกลับเล็กร้องไห้อยู่ตั้งนานยังไม่เห็นน้ำตาแม้แต่หยดเดียว “ใต้เท้า พวกข้าไม่มีเหตุจำเป็นอันใดที่ต้องฆ่าน้องชายเขานะเจ้าค่ะ”
“ใต้เท้า ไม่เป็นความจริงขอรับ พวกเขาฆ่าคนจำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรด้วยขอรับ”
ฉินจิ่นแทบอยากจะระเบิดอารมณ์ออกมา จะฆ่าคนไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรเลยรึไง
“ใต้เท้า พวกมันต้องโกหกแน่นอน......” หลูเอ้อเถียงต่อไม่หยุด ในสายตาของเขา ไม่ว่าฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงจะพูดอะไรก็เป็นการโกหกไปหมด มีแค่ให้เงินเท่านั้นถึงจะถูก
ผู้พิพากษาฟังแล้วก็ปวดหัว เอาไม้เคาะแล้วพูดว่า “เงียบ พวกเจ้าอธิบายเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบมาให้ละเอียด”
“เป็นแบบนี้เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นคุกเข่าอยู่บนพื้นแล้วพูดว่า “วันนั้นข้ามาที่ร้านแต่เช้าตรู่ แต่กลับไม่เห็นนายพรานหูกลับมา เพราะปกติแล้วนายพรานหูจะกลับมาพร้อมกับสัตว์ที่ล่าได้ในตอนเช้า แต่วันนั้นไม่ได้กลับมา จากนั้นข้ากับสามีของก็ออกไปตามหาบนเขา ก็ได้ไปเห็นว่านายพรานหูนั้นก็ตายจนขึ้นอืดไปแล้ว ดูบาดแผลแล้วเหมือนโดนสัตว์ใหญ่ทำร้าย ข้าเลยบอกว่าเป็นอุบัติเหตุเจ้าค่ะ”
“ใต้เท้า นี่เป็นเรื่องโกหกแน่นอน” หลูเอ้อชี้ฉินจิ่นแล้วพูดว่า “นางต้องทำร้ายน้องชายข้าแน่ๆ ไม่แน่นางอาจจะทำอะไรที่กอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองที่ใครไม่รู้ก็ได้ เพราะฉะนั้นถึงได้ฆ่าน้องชายของข้าตาย”
“เงียบ” ผู้พิพากษาเคาะไม้ไปทีนึงแล้วพูดว่า “ตกลงแล้วเป็นการจงใจฆ่าหรือเป็นอุบัติเหตุกันแน่นั้น เจ้าหน้าที่จะตัดสินได้แน่นอน”
“มานี่”
“ขอรับ” เจ้าหน้าที่ยืนอยู่ข้างล่าง กำมือทั้งสองข้างแล้วพูดว่า “ใต้เท้าสั่งได้เลยขอรับ”
“หาคนไปตรวจสอบหน่อย” ผู้พิพากษาพูด “รีบไปรีบกลับล่ะ พวกข้าจะรออยู่ที่นี่”
หลูเอ้อยังคงร้องไห้อยู่ ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงแล้วคุกเข่าอยู่ที่พื้นด้วยท่าทางที่ไร้อารมณ์ อยู่ตัวตรงโดยไม่กลัวว่าตัวเองจะผิด และต้องไม่มีเรื่องอะไรแน่นอน
เว่ยเหยียนถิงน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ใต้เท้าขอรับ วันนี้พวกข้าเป็นคนฟ้องร้องก่อน ถ้าพวกข้าฆ่าคนตาย จะมาขึ้นศาลได้ยังไงล่ะขอรับ เพราะฉะนั้นพวกเราไม่ได้ฆ่าคนคนนี้แน่นอนขอรับ”
ใต้เท้ารู้สึกว่าเว่ยเหยียนถิงพูดได้มีเหตุผลมาก ก็ถามอีกว่า “เจ้ามีอะไรจะพูดอีกรึไม่”
“ไปๆมาๆ สิ่งที่สำคัญก็คือชื่อเสียง ถ้าพวกข้าฆ่าคนตายจริงๆ พวกข้ายังจะแบกร่างศพกลับมาด้วยอีกรึ เพื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่าพวกข้าฆ่าคนตายงั้นรึ เห็นได้ชัดว่าไม่สมเหตุสมผลเลยขอรับ”
“พูดถูก” ท่านผู้พิพากษารู้สึกว่าพ่อหนุ่มคนนี้พูดจาได้มีเหตุผลว่า ก็รู้สึกชอบมากๆ
ผ่านไปได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็กลับมาแล้ว
“มารายงานผลขอรับใต้เท้า เป็นการโดนสัตว์ใหญ่ทำร้ายจริงๆขอรับ อีกอย่างน่าจะเป็นสัตว์ดุร้ายด้วยขอรับ”
ฉินจิ่นรู้ว่าตัวเองนั้นเดาไม่ผิด ว่าโดนสัตว์ดุร้ายทำร้ายนั้น ต้องถูกต้องแน่นอน
“เป็นไปไม่ได้” หลูเอ้อทำหน้าตาไม่เชื่อ แล้วก็พูดต่อว่า “จะเป็นสัตว์ดุร้ายจริงๆได้ยังไงล่ะ”
“ขออธิบายเจ้าค่ะใต้เท้า” ฉินจิ่นค่อยๆพูดว่า “เพราะนายพรานหูออกไปล่าสัตว์เพื่อร้านอาหารของพวกข้า เพราะฉะนั้นพวกข้าเลยให้ค่าตอบแทนชดเชยสิบตำลึง แต่หลูเอ้อท่านนี้กลับบอกว่าไม่พอ อยากจะให้พวกขาให้เงินห้าสิบตำลึงอยู่เรื่อย”
ผู้พิพากษารู้สึกว่าฉินจิ่นนั้นได้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว ก็บอกว่า “ศาลตัดสิน ปิดคดี ฉินจิ่นไม่มีความผิด”
“ใต้เท้า” หลูเอ้อไม่พอใจ “ทำไมถึงจบแบบนี้ล่ะ นี่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลยนะขอรับ”
“ยังจะพูดอะไรอีกล่ะ” ผู้พิพากษามองหลูเอ้อที่ท่าทางที่ลุกลี้ลุกลนแล้ว ก็รู้สึกเกลียด “น้องชายของเจ้านั้นไม่ได้โดนคนอื่นทำร้าย อีกอย่างฉินจิ่นก็ให้เงินกับนายแล้ว ยังไม่พออีกรึ”
“ได้ ผู้พิพากษาอย่างเจ้านั้นต้องช่วยเว่ยเหยียนถิงกับ ฉินจิ่นหลอกข้าแน่ๆ คนอย่างเจ้ายังจะมาเป็นคนปกครองอีก หน้าไม่อายจริงๆ” หลูเอ้อโมโหตะโกนด่าโวยวาย จนน้ำลายกระเด็นไปทั่วหน้า
บทที่ 54: อย่าถามเลย ถามมาก็เป็นข้อกำหนดอยู่ดี
“กล้าดียังไงถึงมาพูดจาแบบนี้กับใต้เท้า” เจ้าหน้าที่รีบออกมาพูดดุ
หลูเอ้อโดนจ้องไปทีนึง จนไม่กล้าโวยวายอีก
ผู้พิพากษากลับบอกว่า “ในเมื่อบนเขามีสัตว์ที่ทำร้ายคน ก็ควรจะรีบจับให้ได้ถึงจะถูก พวกเจ้าทั้งหลายไปจับสัตว์ร้ายนั้นให้ได้ อย่าให้มันทำร้ายคนอีก”
“ขอรับ” เจ้าหน้าที่ออกคำสั่ง
......
วันต่อมาฉินจิ่นได้ยินจากคนที่มากินข้าวที่ร้านอาหารว่า เจ้าหน้าที่ได้ขึ้นเขาไปตามหาสัตว์ร้ายรอบนึงแต่ก็หาไม่เจอ แต่พอตกกลางคืนจู่ๆ เสือตัวนั้นกลับออกมาปรากฏตัวขึ้น มันไม่เพียงแต่ทำร้ายคน แต่ยังกินไก่กินเป็ดไปไม่น้อยอีก
“โธ่ เจ้าน่ะไม่รู้อะไร พวกไก่พวกเป็ดข้างบ้านข้าน่ะ ร้องทั้งวันไม่หยุด ดึกๆดื่นๆข้าก็นึกว่าเกิดอะไรขึ้น ใครจะรู้ว่าตอนที่ข้าเกาะอยู่ที่หน้าต่างแล้วมองดูอยู่นั้น ก็เห็นเสือที่ตัวใหญ่มากๆตัวนึง กำลังกินไก่อยู่ตรงนั้น” ลูกค้าคนนั้นพูดขึ้น ขมวดคิ้ว แล้วก็เบะปากลง เหมือนว่ากำลังนึกย้อนถึงภาพนั้น ทำให้คนรู้สึกไม่อึดอัดใจมาก
“ทำไมเจ้าถึงไม่ไล่เสือไปล่ะ” มีคนพูดหยอกล้อขึ้น
“จะไล่ได้ยังไงล่ะ” คนคนนั้นทำท่าทางแปลกใจ ไม่รู้สึกว่าเรื่องนี่เป็นเรื่องที่น่าอายอะไรเลยสักนิด “เจ้าไม่เคยเห็นลูกชายคนโตของตาโจวที่ไปไล่เสือรี สุดท้ายเป็นยังไงล่ะ แขนหายไปข้างนึง ข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้นสักหน่อย”
“เห้อ” อีกคนนึงถอนหายใจ “อายุแค่นี้ก็เสียแขนไปแล้วข้างนึง ต่อไปจะทำยังไงล่ะนั่น”
“รักษาชีวิตไว้ได้ก็ถือว่าดีแล้ว”
ทั้งสองคนพูดแล้วก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเรื่องนี้นั้นเกิดขึ้นกับตัวเอง ถอนหายใจตลอดเวลา
คนครัวเพิ่งไปซื้อผักกลับมา พอฉินจิ่นเห็นว่าในตะกร้าผักนั้นมีผักอยู่ไม่เท่าไหร่ก็ถามขึ้นว่า “ทำไมถึงมีผักอยู่แค่นี้ล่ะ จะพอกินรึเปล่า วันนี้ที่ร้านก็มีคนมากินเยอะด้วย”
คนครัวก็ทำอะไรไม่ได้ “เถ้าแก่ขอรับ ไม่ใช่ว่าข้าไม่ซื้อนะ แต่เสือตัวเมื่อคืนนั้น กินไก่กินเป็ดไปหมด ผักในสวนก็โดนเหยียบเสียหายไปไม่น้อย ตอนนี้แค่หาซื้อผักมาได้ก็ดีแล้วขอรับ”
แล้วฉินจิ่นก็นึกถึงคำพูดของคนสองคนเมื่อกี้ ก็รู้สึกไม่สบายใจ เรื่องแบบนี้ถือเป็นภัยธรรมชาติของคนสมัยก่อนไปแล้ว แต่จะกำจัดเสือแบบนี้ได้ยังไงกันล่ะ เธอก็ไม่ใช่คนที่มีวิชาอาคมอะไร......
“เอาเถอะ เจ้าไปทำอาหารก่อนเถอะ”
พอถึงตอนกลางคืนที่ฉินจิ่นกลับไปถึงบ้าน เพิ่งจะวางหมอนลง เตรียมตัวจะนอน ในหัวก็มีเสียงดังขึ้น
ตี๊ดๆๆ ......
“เจ้านาย เจ้านายอยู่รึเปล่า”
เจ้าโง่เสี่ยวปา นางเคยไม่อยู่เมื่อไหร่กัน ฉินจิ่นหมดคำจะพูด ก็ตอบกลับไปว่า “อยู่ มีอะไร”
“นี่เป็นการเตือนด้วยความห่วงใย รีบจับเสือให้ได้นะ”
“รู้แล้ว” ฉินจิ่นก็กำลังนึกถึงปัญหานี้อยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงจะไม่เป็นผลดีแน่
“ขออนุญาตถามว่าตอนนี้เจ้านายคิดหาวิธีได้รึยัง ต้องรีบหน่อยนะ” เสี่ยวปาพูดประจบ
เป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิตจริงๆ ฉินจิ่นขมวดคิ้ว แล้วบอกว่า “หยุดพูด ข้ากำลังคิดอยู่”
“โอเค งั้นเสี่ยวปาจะหุบปากเอาไว้” บางทีเสี่ยวปาก็เชื่อฟังอยู่เหมือนกัน
ฉินจิ่นคิดว่าเสือนั้นเป็นสัตว์ใหญ่ ถ้าจะจับมัน ต้องทำให้มันล้มก่อนถึงจะจับได้
งั้นก็ต้องวางยาสลบ
“เสี่ยวปา ข้าต้องการยาสลบหลอดนึง”
เสี่ยวปายังไม่ทันได้พูดอะไร ฉินจิ่นก็ได้ยินเสียงเว่ยเหยียนถิงเปิดประตู แล้วก็มองไปทันที ทำไมเขาถึงกลับมาเร็วขนาดนี้ นางให้เว่ยเหยียนถิงไปส่งของให้แม่ย่าเลยนะ......
“เกิดอะไรขึ้นรึ” ฉินจิ่นเพิ่งจะถามเสร็จก็ได้ยินเสียงคำรามของเสืออยู่นอกประตู
ทั้งชีวิตนี้ฉินจิ่นก็เคยเห็นเสือแค่ในสวนสัตว์เท่านั้น นี่ๆๆ......คงไม่ใช่ว่ามันจะเข้ามาหรอกนะ
เว่ยเหยียนถิงปลอบฉินจิ่นว่า “ไม่ต้องกลัวนะ มีพี่อยู่”
ในมือของเขานั้นถือมีดไว้เล่มนึง ถึงจะตื่นเต้นแต่ก็มีสติ “อาจิ่น พี่จะปกป้องเจ้าเอง”
ทันใดนั้น ทั้งใจของฉินจิ่นก็อบอุ่นขึ้นทันที ในตอนที่อันตรายแบบนี้ เขายังสามารถหันกลับมาปกป้องตัวเองอีกด้วย ช่างใส่ใจนางจริงๆ
เห็นฉินจิ่นไม่พูดอะไร เว่ยเหยียนถิงเลยพูดเพิ่มมาอีกคำว่า “สบายใจได้” เพราะกังวลว่านางจะกลัว
มีเขาอยู่ ก็คงจะไม่มีอะไรที่ไม่สบายใจอยู่แล้ว
พอมองดูแผ่นหลังของเว่ยเหยียนถิงแล้ว ฉินจิ่นก็แค่รู้สึกว่าสบายใจมาก
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงคำรามของเสือก็ยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆแล้ว ฉินจิ่นถึงจะโล่งใจ คิดว่าเสือคงจะไปแล้ว คงไม่กลับมาแล้ว
เว่ยเหยียนถิงก็โล่งใจไปที แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรแล้วนะ อาจิ่น” แผ่นหลังของเขามีเหงื่อเต็มไปหมด เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้เขาตื่นเต้นมาก แต่ถึงอย่างงั้น เขาก็บังอยู่ข้างหน้านางตลอด
ฉินจิ่นพยักหน้า แล้วในแววตาก็มีรอยยิ้มขึ้น
......
ช่วงนั้น ธุรกิจร้านอาหารไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในจุดนี้นั้นฉินจิ่นเข้าใจได้ ตอนนี้นั้นมีเสืออยู่ ก็คงไม่มีคนมีอารมณ์อยากออกมากินข้าวสักเท่าไหร่
“เห้อ เจ้าได้ยินมารึเปล่า”
“เจ้าหมายถึงเรื่องที่ผู้พิพากษาให้คนไปจับเสือ สุดท้ายจับไม่ได้ไม่พอ ยังบาดเจ็บไปไม่น้อยอีก ได้ข่าวว่ามีคนตายด้วยนี่” คนคนนั้นหิ้วตะกร้าเอาไว้ พูดเรื่องนี้แล้วก็แสดงท่าทางไปด้วย เหมือนกับว่าเห็นด้วยตาตัวเองยังไงอย่างงั้น
“เป็นแบบนี้แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ได้ยินว่าท่านผู้พิพากษาน่ะออกประกาศหมายศาลด้วยว่าถ้าใครจับเสือได้ก็จะให้รางวัลหนักๆเลยล่ะ แต่เสือดุซะขนาดนั้น ใครจะกล้าไปจับล่ะ”
ฉินจิ่นฟังแล้วใจก็กระตุก ในแววตาเป็นประกายขึ้น ในเมื่อนางก็ต้องทำภารกิจให้สำเร็จอยู่แล้ว งั้นก็รับรางวัลนี้ไปด้วยเลยดีกว่า ก็ถือว่าเป็นเงินโบนัสละกัน
พอนึกถึงตรงนี้แล้ว ฉินจิ่นก็มองไปหาเว่ยจวนที่อยู่ข้างๆทีนึง แล้วก็พูดเสียงเบาว่า “ข้าอยากไปจับเสือ”
“พี่บ้าไปแล้วรึเปล่า พี่สะใภ้รอง พี่จะไปจับได้ยังไง นี่มันเสือเลยนะ พวกลุงผู้ชายพวกนั้นยังโดนเสือทำร้ายเลย พี่จะไปได้ยังไงล่ะ” เว่ยจวนร้อนใจขึ้นทันที แล้วดึงฉินจิ่นเอาไว้ กลัวว่านางจะฉวยโอกาสตอนที่ตัวเองไม่ได้สังเกตนั้นออกไปรับหมายศาล
แต่ฉินจิ่นกลับตบไปที่มือเธอเบาๆ แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธี” ฉินจิ่นคิดดีแล้ว เหลือแค่หาโอกาสยิงยาสลบไปบนตัวเสือ รอให้ยาออกฤทธิ์ จะจับมันก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายแล้ว
“ไม่ได้นะ พี่สะใภ้รอง คนตายไปเพราะไปจับเสือกันตั้งไม่รู้เท่าไหร่ พี่ไปไม่ได้นะ” ตอนแรกเว่ยจวนนั้นเชื่อในตัวของพี่สะใภ้คนนี้มาก แต่เรื่องนี้เชื่อไม่ได้ว่าพี่สะใภ้จะทำได้ ผู้หญิงแรงน้อยขนาดนั้น จะจับเสือได้ยังไงล่ะ ไม่ใช่แค่จับเสือไม่ได้ แต่บางทีกลับต้องทิ้งชีวิตไปอีก
เว่ยจวนยืนกรานขัดขวางเรื่องนี้ ฉินจิ่นก็หมดหนทาง ทำได้แค่แกล้งบอกไปว่าตัวเองแค่พูดเล่น ก็ขึ้นบันไดไป แล้วแอบๆเรียกระบบ
“เสี่ยวปา เสี่ยวปา” ฉินจิ่นใจร้อนเล็กน้อย กลัวว่าเดี๋ยวจะมีคนเปิดประตูเข้ามาอีก แล้วจะไม่รู้จะอธิบายยังไง “รีบเอายาสลบมาให้ข้า”
“ได้ รอก่อนนะเจ้านาย” ผ่านไปไม่นาน เสี่ยวปาก็หายาสลบเจอ
“อันเดียวไม่พอหรอก” ฉินยิ่นเห็นยาสลบในมือแล้ว หน้าก็หมองทันที ถ้าเกิดว่ายิงยาสลบเข็มแรกได้ไม่แม่นล่ะ จะทำยังไง แล้วเธอก็รีบยื่นมือออกไปแล้วบอกว่า “เอามาให้ฉันอีกอันนึง”
“ไม่ได้นะเจ้านายจะโลภแบบนี้ไม่ได้นะ” เสี่ยวปารีบปฏิเสธทันที “อีกอย่างตอนนี้คะแนนของเจ้านายก็ไม่พอด้วย จะเปลี่ยนมาขอยาสลบไม่ได้ ต้องสะสมคะแนนมาแลกนะครับ”
“งั้นเจ้าก็ลืมตาโตมองดูข้าตกอยู่ในอันตรายตอนไปจับเสืองั้นเหรอ” ฉินจิ่นถามด้วยไปหน้าที่เคร่งขรึม
“ระบบกำหนดไว้น่ะ เจ้านาย” เสี่ยวปาหัวเราะแล้วพูด
บทที่ 55: ตายไปยังจะดีกว่า
ไม่ว่าฉินจิ่นจะใช้ความรู้สึกและเหตุผลมาทำให้เข้าใจยังไง เสี่ยวปาก็บอกกับนางแค่คำเดียวว่า “ระบบกำหนดไว้มา”
พอหมดหนทางแล้ว ฉินจิ่นก็ทำได้แค่ถอดใจที่จะเจรจา
นางแอบออกจากร้านไป เดินไปถึงที่ติดประกาศหมายศาล ก็เห็นข้างบนนั้นเขียนไว้อย่างชัดเจนและเข้าใจว่า ใครสามารถจับเสือได้จะได้รางวัลห้าสิบตำลึง
ห้าสิบตำลึง สำหรับหลายๆคนแล้วนี่ถือเป็นเงินที่สูงมากเลยล่ะ
“ตั้งห้าสิบตำลึงแน่ะ……” ฉินจิ่นยิ้ม แล้วยื่นมือไปแกะหมายศาลออกมา
ทันใดนั้นคนที่อยู่รอบๆนั้นอึ้งกับการกระทำนี้ไปตามๆกัน
“แม่นาง นี่เจ้าจะทำอะไร มีอะไรคิดไม่ตกรึเปล่า เจ้ารู้รึเปล่าว่าเสือตัวนั้นน่ะเก่งกล้าแค่ไหน” มีคนจิตใจดีพูดโน้มน้าว พูดถึงเสือแล้วก็มีความกลัวขึ้นเล็กน้อย
“นั่นสิ แขนของลูกชายบ้านตาจูน่ะ ตอนนี้ยังหักอยู่เลยนะ การรักษาชีวิตสำคัญที่สุดนะแม่นาง อย่ามาถวายชีวิตกับเงินแค่นี้เลย”
“ใช่ การเก็บเงินน่ะมันไม่ง่ายเลย แต่ก็กลัวว่ามีชีวิตหาเงิน แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้น่ะ”
ฉินจิ่นพับหมายศาลไว้ จากนั้นก็ยิ้มและโบกมือท่ามกลางฝูงชน แล้วบอกว่า “ทุกท่านวางใจเถิด ข้าคิดมาดีแล้ว เสือตัวนี้น่ะ ข้าจะเอามันลงได้แน่นอน”
แล้วตอนนี้ ฉินจิ่นก็ถือว่าเป็นที่เลื่องลือไปแล้ว ทุกคนต่างบอกว่าสมองของเถ้าแก่สาวของร้านอาหารร้อยรสนั้นเหมือนจะโดนลาเตะ จะไปจับเสืออะไรให้ได้ ถึงกับต้องทิ้งชีวิตเพื่อเงินเลยเหรอ
ฉินจิ่นนั้นไม่ได้สนใจผู้คนเยอะแยะ อย่างไรนางก็อธิบายให้ฟังทุกคนฟังคนละรอบไม่ได้อยู่ดี ว่านางคือคนที่มียาสลบ
“อ้าว นี่มันเถ้าแก่ร้านอาหารร้อยรสไม่ใช่รึ” โจวหลันหลันนั้นมาพร้อมกันกลิ่นเครื่องแป้ง ทั้งหนาทั้งทำให้คนสำลัก ยังไม่ทันจะเห็นหน้า ฉินจิ่นก็รู้แล้วว่านางมา
ฉินจิ่นขี้เกียจที่จะสนใจนาง ก็เตรียมที่จะเดิมอ้อมโจวหลันหลันไป ใครจะรู้ว่าผู้หญิงคนนี้นั้นหน้าด้าน แม้คิดจะหลบเขา แต่เขาก็ยังจะมาเกาะแกะอยู่อีก
“อย่าเพิ่งไปสิ ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน เราเป็นเพื่อนสนิทกันนะ ควรจะคุยกันหน่อยรึเปล่า” โจวหลันหลันทำท่าทางที่เศร้าเสียใจ เหมือนกับว่าโดนเพื่อนสนิทของตัวเองเมินยังไงอย่างงั้น
“ข้ากับเจ้าไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกัน” ฉินจิ่นไม่มีอารมณ์ที่จะพูดคุยกับนาง
“ไม่เป็นแบบนี้สิ เจ้าดูเจ้าสิ” โจวหลันหลันรีบดึงฉินจิ่นทันที แล้วก็พูดพล่อยๆขึ้นว่า
“ข้าได้ยินว่าร้านอาหารของเจ้าเพิ่งเปิด ก็มีคนตายซะแล้ว ช่างโชคร้ายจริงๆ”
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” ฉินจิ่นพูดจบก็เดินตรงไป
โจวหลันหลันรีบดึงแขนเสื้อของฉินจิ่น “ก็บอกเจ้าแล้วว่าอย่าไป เจ้ายังจะไปอีก”
“ข้าน่ะเป็นห่วงเจ้า” โจวหลันหลันพูดเสริมมาอีกคำนึง แล้วนางก็เหลือบมองไปที่หมายศาลในมือของฉินจิ่นทีนึง แล้วถามว่า “เจ้าคงไม่ได้จะไปล่าเสือหรอกนะ”
“นี่มันเกี่ยวกับเจ้าด้วยรึ” ฉินจิ่นถามกลับ
โจวหลันหลันนิ่งไปสักพัก เหมือนจะยังไม่ชินกับการแก้แค้นแบบนี้ของฉินจิ่น เลยแสดงท่าทางที่เจ้าคิดเจ้าแค้น
“เหอะ ไม่คิดจะดูสารรูปตัวเองเอาซะเลย ยังจะกล้าบอกว่าจะไปล่าเสืออีก”
ฉินจิ่นก็ถามไปอีกรอบว่า “งั้นเจ้าจะไปรึ”
“ข้า……” โจวหลันหลันตกใจ แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปด้วย แล้วก็พูดว่า
“เหอะ ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะไม่เจียมตัว จับเสือก็ไม่ได้แล้วยังจะพาเสือมาอีก แล้วทำให้พวกเราซวยไปด้วย”
โจวหลันหลันพูดแบบนี้แล้ว คนที่อยู่รอบๆก็เริ่มกลัวขึ้น แล้วพูดว่า “แม่นางฉิน ถ้าทำไม่ได้จริงๆก็ช่างมันเถอะ ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องไปสักหน่อย พวกเราหาคนที่ล่าเสือเป็นไปแทนก็พอแล้ว”
ดูเหมือนโจวหลันหลันจะพอใจกับปฏิกิริยาของคนที่อยู่รอบๆสุดๆ แล้วพูดว่า “ได้ยินรึยัง ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าสงสัยแค่คนเดียว”
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะ “ถ้าข้าไม่มีปัญญาจริงๆ เจ้าก็ไม่ต้องกลัวหรอก ข้าก็แค่ล่อเสือไปที่บ้านเจ้าก็ได้แล้วนี่”
“กล้าดีนักนะ” โจวหลันหลันโมโหจนหน้าแดง
ฉินจิ่นหัวเราะขึ้น “งั้นเจ้าก็อย่ามาขวางอยู่อย่างนี้เลย เดี๋ยวข้าล่อเสือมาจริงๆละก็ ดูสิว่าเจ้าจะกลัวหรือไม่กลัว”
ฉินจิ่นพูดคำพูดนี้อย่างจริงจัง ทำให้โจวหลันหลันนั้นกลัวขึ้นจริงๆ นางโมโหจนวิ่งไปข้างหน้าสองก้าว แล้วผลักฉินจิ่นไปทีนึง ทำเอายาสลบตกลงมาจากกระเป๋าของฉินจิ่น แล้วก็ร่วงกระจายลงบนพื้น
สีหน้าของฉินจิ่นเปลี่ยนไป “เจ้า” ยาสลบนี้หกหมดแล้ว นางคงจะจับเสือไม่ได้จริงๆแล้ว
โดนสีหน้าที่เปลี่ยนอย่างกะทันหันของฉินจิ่นทำให้ตกใจไปที โจวหลันหลันถึงกับถอยหลังไป ก่อนที่จะเดินหนีไปนั้นก็ทิ้งท้ายไปอีกสองสามประโยคว่า “ฉินจิ่น ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะล่าเสือได้หรือไม่ อย่าคิดว่าตัวเองมีเงินหน่อยแล้วจะทำเป็นทุกอย่าง เป็นผู้หญิงก็ควรจะมีความเป็นกุลสตรี เป็นคนหัวแข็งแบบนี้มีแต่จะทำร้ายทุกคน”
“ถ้าเจ้าโดนเข้ามาจริงๆ แล้วจะรู้ว่าที่ข้าพูดนั้นถูกหรือไม่”
พอหลังจากโจวหลันหลันไปแล้ว คุณผู้หญิงที่อยู่ข้างๆก็เดินมาอยู่ข้างๆฉินจิ่น แล้วพูดปลอบว่า “เจ้าอย่าไปโมโหกับนางเลย โจวหลันหลันคนนี้น่ะไม่ใช่คนดีอะไร พวกเราทุกคนรู้”
“อื้ม” ฉินจิ่นซาบซึ้งกับความอ่อนโยนที่มาโดนกะทันหัน เลยอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า
“เถ้าแก่ โจวหลันหลันนั่นน่ะหาเรื่องไปเรื่อย เจ้าอย่าไปสนใจเลย” คนไม่น้อยที่เห็นเหตุการณ์วุ่นวายก็เดินเข้ามาปลอบ
“อื้ม ขอบคุณทุกคนเจ้าค่ะ ข้ารู้ ข้าก็จะไม่โมโหอะไรนางเหมือนกัน”
“แต่เจ้าดูสิ เรื่องของเสือตัวนั้น ทำไม่ได้ก็อย่าไปเลย เจ้าลองบอกมาซิว่าผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเจ้ามีปัญญาอะไร ถึงเวลานั้นถ้าต้องถวายชีวิตจะทำยังไงล่ะ” คนคนนั้นพูดปาวๆ “แล้วถ้าล่อเสือให้มาอีกจะทำยังไงล่ะ”
“เจ้าค่ะ ขอบใจสำหรับความห่วงใยของทุกๆคน ข้าจะเก็บไปคิดให้ดีเจ้าค่ะ” ฉินจิ่นพยักหน้า คนพวกนั้นต่างกลัวว่านางจะล่อเสือมา แล้วมาทำร้ายตัวพวกเขาเอง
ในใจของฉินจิ่นนั้นอยู่ไม่สุข ถ้าไม่ใช่โจวหลันหลัน จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไงล่ะ อยู่ดีๆยาสลบจะหกได้ยังไงล่ะ
ดูสีท้องฟ้าไม่เช้าแล้ว ฉินจิ่นบอกลาพวกเขาแล้วก็กลับบ้านไป
ตอนนี้ยาสลบก็ไม่มีแล้ว ไม่รู้ว่าจะทำอีกขวดนึงได้ไหม
“เสี่ยวปา ข้าพอจะสามารถขอยาสลบอีกขวดนึงได้ไหม” ฉินจิ่นทำตาปริบๆ คิดแล้วก็อธิบายว่า “ยาสลบขวดก่อนหน้านี้มันเผลอแตกไปน่ะ”
“ไม่ได้นะ เจ้านาย ตอนนี้คะแนนไม่พอ ไม่สามารถเอาออกมาได้” เสี่ยวปาเป็นหุ่นยนต์ที่มีหลักการ จะเอาให้ตามอำเภอใจไม่ได้
ฉินจิ่นใจร้อนมาก ก็ถอนหายใจขู่ “ได้ งั้นเจ้าก็ลืมตาโตๆ แล้วมองดูเจ้านายของเจ้าตายละกัน เหอะ ยังไงก็ไม่มียาสลบอยู่แล้ว ข้าก็ไม่สามารถจับเสือได้เหมือนกัน”
“เจ้านาย……” เสี่ยวปาเคร่งขรึมขึ้น
“เหอะ ตายช้าก็ยังดีกว่าตายเร็ว งั้นข้าก็ตายไปตอนนี้เลยก็สิ้นเรื่อง” ฉินจิ่นเห็นว่าเป็นการแสดง เลยรีบดึงผ้าไว้แล้วแกล้งทำท่าจะแขวนคอ
เสี่ยวปารีบบอกว่า “รอก่อนเจ้านาย ยังมีอีกวิธีนึง เสี่ยวปานึกขึ้นได้ว่ายังมีสวัสดิการสมาชิกใหม่อยู่อีกอย่างนึง”
“ว่ามา” ฉินจิ่นหยิ่งผยองสุดๆ
เสี่ยวปาพูดอย่าหมดปัญญาว่า “เจ้านาย เจ้านายยังสามารถใช้การใกล้ชิดมาชาร์จแบตเตอรี่ได้นะ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นคะแนน แต่โอกาสมีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ถ้าหลังจากที่เปลี่ยนแล้ว แล้วยังทำยาสลบหายอีก เสี่ยวปาก็ทำได้แค่หายไปพร้อมกับเจ้านายแล้วละนะ”
มันเป็นระบบที่อยู่รอดได้เพราะฉินจิ่น ถ้าฉินจิ่นตาย แน่นอนว่ามันก็ต้องหายไป
“อื้ม เจ้าสบายใจได้ ข้าจะไม่ทำหายอีกแล้ว” ฉินจิ่นโล่งใจไปที แล้วก็โยนผ้าทิ้งไป
เห้อ แสดงเหนื่อยขนาดนี้ บอกว่าได้ตั้งแต่แรกก็จบแล้ว
บทที่ 56: ยิ้มเพราะความซื่อบื้อที่แสนน่ารักของพี่
เว่ยเหยียนถิงเห็นฉินจิ่นที่กลับมาก็รีบเข้าไปในห้องทันที และอยู่ในนั้นตั้งนานไม่ออกมา แต่พวกเขานั้นมีความเข้าใจต่อกันอยู่เรื่องหนึ่งคือ ถ้ามีใครคนใดคนนึงอารมณ์ไม่ดี ก็อย่าไปรบกวนอีกฝ่าย รอสักพักค่อยเข้าไป
เว่ยเหยียนถิงรักษาข้อตกลง และเข้าไปเรียกฉินจิ่นหลังจากทำอาหารเสร็จ
“เป็นอะไรรึเปล่า อาจิ่น”
“ไม่มีอะไรนี่จ๊ะ ข้าสบายดี” ฉินจิ่นพูดอย่างหนักแน่น
“พี่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว ออกไปกินข้าวกัน”
“จ้ะ”
ถึงแม้ว่าจะมีกันแค่สองคน แต่ก็ทำอาหารดีเหมือนเดิม หอมมากด้วย
“กินเยอะๆหน่อย” เว่ยเหยียนถิงคีบชิ้นเนื้อย่างให้ฉินจิ่น “พี่ว่าช่วงนี้เจ้าผอมลงเยอะเลยนะ”
“พี่รู้เรื่องเสือในช่วงนี้ไหมจ๊ะ” ฉินจิ่นไม่รู้ว่าตัวเองถามคำถามอะไรออกไป เรื่องนี้นั้น ใครจะไม่รู้กันล่ะ อีกอย่างคืนนั้น เว่ยเหยียนถิงก็ยังถือมีดปกป้องตัวเองอีกด้วย
“รู้สิ ได้ยินมาว่ามีคนบาดเจ็บไม่น้อยเลยล่ะ แล้วก็ยังทำลายพืชผลเสียหายไปไม่น้อยด้วย” เว่ยเหยียนถิงพูดเสียงเบา แล้วสีหน้าก็ค่อนข้างดูไม่ได้
“แล้วพี่คิดยังไงกับเรื่องนี้รึ” ฉินจิ่นถามอย่างสงสัย ก่อนที่จะถามออกไปนั้นนางก็คิดคำตอบไว้เรียบร้อยแล้ว คงจะไม่พ้นจากคำว่าน่ากลัวอะไรทำนองนั้น นี่เป็นความรู้สึกปกติของคนอยู่แล้ว เสือทั้งตัวใครจะไม่กลัวล่ะ
“พี่แค่หวังว่ามันจะไม่ทำร้ายคนอีกน่ะ” เว่ยเหยียนถิงพูดอย่างซื่อๆตรงๆ
“อะไรนะ” ฉินจิ่นยังคิดว่าตัวเองนั้นฟังผิดไปซะอีก
“พี่บอกว่าหวังว่ามันจะไม่ทำร้ายคนอีก ชีวิตคนน่ะล้ำค่า อยู่ๆมาตายไปแบบนี้ คนในบ้านจะเสียใจขนาดไหนเชียว บางคนยังมีคนแก่กับเด็กน้อยอีกด้วย ยังไม่รู้เลยว่าควรจะทำยังไงดี” เว่ยเหยียนถิงพูด
ฉินจิ่นหัวเราะ คำตอบที่ซื่อตรงไปแบบนี้ หาได้ยากจริงๆ แต่ก็ทำให้คนรู้สึกว่ามันล่ำค่า
“เจ้าหัวเราะอะไรรึ” เว่ยเหยียนถิงถามอย่างสงสัย
“ข้าหัวเราะความซื่อบื้ออันแสนจะน่ารักของพี่น่ะ”
เว่ยเหยียนไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นคำพูดซื่อๆอะไร แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองซื่อบื้อด้วย เขาพูดอย่างจริงจังไปว่า “อาจิ่น เจ้าน่ะไม่รู้หรอกว่าบางคนน่ะต้องหาเลี้ยงที่บ้าน ถ้าคนในบ้านตายไป ไม่รู้ว่าจะเสียใจแค่ไหน แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ายังจะหาเลี้ยงครอบครัวอยู่อีกทำไม”
“ข้ารู้ ข้ารู้” ฉินจิ่นจับมือเว่ยเหยียนถิงแล้วบอกว่า “ข้าไม่ได้หมายความว่าพี่ซื่อบื้อนะ ข้าแค่รู้สึกว่าพี่นั้นมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ทำให้ข้ารู้สึกว่ามันล้ำค่ามากเป็นพิเศษเลยล่ะ”
เว่ยเหยียนถิงนิ่งไป แล้วจู่ๆหูก็แดงขึ้น แล้วก็พูดไม่ออกทันที
จนฉินจิ่นเอ่ยปากขึ้นก่อน “พี่ถิงจ๊ะ ข้ามีเรื่องนึงอยากจะปรึกษาพี่น่ะ”
“เรื่องอะไรรึ เจ้าว่ามาเลย” เว่ยเหยียนถิงจับมือของฉินจิ่น “พี่บอกแล้วว่าเรื่องในบ้านน่ะแล้วแต่เจ้า”
ฉินจิ่นเอาหมายศาลออกมา วางไว้บนโต๊ะแล้วบอกว่า “พี่ถิง พี่ลองดูสิ”
เว่ยเหยียนถิงไม่ได้วางตะเกียบลง แล้วก็หยิบหมายศาลนั้นขึ้นมาดูอย่างตั้งใจ อ่านอยู่สองรอบ ก็นึกว่าตัวเองนั้นดูผิดไป แต่ข้างบนนั้นก็เขียนไว้ว่าต้องไปล่าเสือ เขาก็มองนางด้วยความเข้าใจว่า ฉินจิ่นนั้นยอมรับหมายศาลนี้แล้ว
ไม่แปลกที่วันนี้ตอนที่นางกลับมานั้น ผู้คนมากมายต่างมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เว่ยเหยียนถิงยังคิดว่ามีอะไรติดอยู่ที่หน้าของตัวเองซะอีก กังวลมาทั้งทาง ไม่คิดว่าจะเป็นเพราะเรื่องนี้
“พี่โกรธรึ พี่ถิง” ฉินจิ่นเห็นท่าทางที่ผิดปกติของเว่ยเหยียนถิงแล้ว ก็รีบพูดอธิบายทันทีว่า “ข้ามีวิธีที่จะจับเสือ ข้าถึงได้รับหมายศาลนี้มาจ้ะ”
เว่ยเหยียนถิงส่ายหน้า “พี่ไม่ได้หมายความว่าแบบนี้ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ต่างๆในบ้านน่ะ พี่แล้วแต่เจ้า แต่เรื่องนี้น่ะไม่ได้”
พูดแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็หันหน้ามาจ้องฉินจิ่นแล้วพูดว่า “พี่ไม่แปลกใจหรอกที่เจ้าจะมีวิธี แต่ว่าอาจิ่น เจ้ารับรองความปลอดภัยของตัวเองได้รึ”
ฉินจิ่นนึกไม่ถึงว่าที่เว่ยเหยียนถิงไม่ได้พูดอะไรอยู่นานนั้นเพราะเรื่องนี้ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะซาบซึ้ง มีผู้คนมากมายที่สนใจหน้าตาของคุณ มีผู้คนมากมายที่สนใจเงินทองของคุณ แต่จะมีสักกี่คนที่จะสนใจเรื่องความปลอดภัยของคุณ สนใจเรื่องความแข็งแรงของสุขภาพคุณ สนใจเรื่องร่างกายของคุณ
“พี่ถิง พี่วางใจเถอะ ข้าสามารถดูแลตัวเองได้จริงๆ” ฉินจิ่นกำลังสัญญา เพื่อที่จะให้เว่ยเหยียนถิงสบายใจ
“งั้นก็ดี” สีหน้าของเว่ยเหยียนถิงนั้นเหมือนจะโล่งใจไปที แต่ในใจก็ยังคงเป็นห่วงอยู่ “ถ้าเจ้าคิดว่าจะปลอดภัย และมั่นใจได้เต็มที่ พี่ก็จะไม่ขัดขวางเจ้า แต่พี่ต้องไปกับเจ้าด้วย ไม่งั้นพี่สบายใจเลยจริงๆ”
“พี่ไม่กลัวรึ” ฉินจิ่นอึ้งไป แล้วถามขึ้น
“กลัวสิ” เว่ยเหยียนถิงพูดอย่างซื่อตรงว่า “แต่ข้ากลัวที่จะให้เจ้าไปเผชิญหน้าคนเดียวมากกว่า อาจิ่น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น พี่จะอยู่ข้างๆเจ้า เฝ้าเจ้าและปกป้องเจ้าเอง”
เขาพูดอย่างจริงใจ ดูแล้วไม่มีคำไหนที่พูดไม่จริงเลยสักคำ
ขอบตาของฉินจิ่นแดง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะจับไปที่มือของเว่ยเหยียนถิงแล้วบอกว่า “วางใจเถอะจ้ะ ข้ามีวิธีจริงๆ”
เว่ยเหยียนถิงถึงได้วางใจขึ้นหน่อย แต่ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “งั้นเจ้ามีวิธีอะไรรึ”
เว่ยเหยียนถิงสงสัยมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นห่วงความปลอดภัยของฉินจิ่น ให้นางบอกวิธีของนางออกมาตอนนี้ จะได้ช่วยนางคิดด้วย ว่าวิธีนี้นั้นจับเสือได้รึเปล่า แล้วก็ต้องไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บด้วย
“เพราะงั้นพี่ก็อยากจะรู้วิธีของข้า ใช่หรือไม่” จู่ๆฉินจิ่นก็คิดอะไรออก แล้วก็ขยิบตาอย่างเจ้าเล่ห์
เว่ยเหยียนถิงพยักหน้าอย่างใสซื่อ “ใช่ อยากรู้”
ฉินจิ่นยิ้มทันที นางอยากจะเอายาสลบออกมาอีกหลอกนึง แต่ต้องขอความร่วมมือจากผู้ชาย แต่ถึงจะไม่ได้ทำเพื่อยาสลบ ตอนนี้นางก็อยากจะจูบผู้ชายที่แสนน่ารักคนนี้จนตัวระเบิดไปเลย
แล้วฉินจิ่นก็โน้มตัวเข้าไป “จูบข้าทีนึงสิ”
เว่ยเหยียนถิงไม่เคยเห็นฉินจิ่นเป็นฝ่ายรุกมาก่อน ตอนนี้เลยแปลกใจมาก แล้วหูก็ร้อนขึ้น “กินข้าวเร็ว”
“งั้นพี่จูบข้าที” ฉินจิ่นอ้อน
“ไม่เอา เดี๋ยวก่อนสิ ถ้ามีคนมาจะทำยังไง” บางทีนางเว่ยก็จะให้เว่ยจวนเอากับข้าวอร่อยมาส่ง ถ้าเว่ยจวนมาเห็นเข้าต้องทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ
“ไม่ได้ ตอนนี้เลย” ฉินจิ่นจงใจถามว่า “พี่อยากจูบข้ารึเปล่า”
ในใจของเว่ยเหยียนถิงนั้นอยากจูบมาก แต่ถ้ามีคนมาล่ะจะทำยังไง เพราะฉะนั้นเลยปากแข็งบอกว่า “ไม่อยาก”
“ไม่อยากจริงๆรึ” ฉินจิ่นขยับเข้าไปแล้วบอกว่า “งั้นทำไมต้องหน้าแดงด้วยล่ะ”
พูดถามตรงก็คือ เว่ยเหยียนถิงเคยโดนใครทำแบบนี้ด้วยที่ไหนกัน ตอนนี้เลยรู้สึกว่าหน้าของตัวเองนั้นร้อนมาก ตอนนี้ไม่มีวิธีไหนแล้ว แล้วก็บอกว่า “งั้นเจ้าขยับเข้ามาหน่อย”
ฉินจิ่นขยับไปทางเว่ยเหยียนถิงแล้วบอกว่า “ได้แล้ว”
“ขยับเข้ามาอีกหน่อย”
ฉินจิ่นขยับอีกแล้วบอกว่า “แบบนี้ได้รึยังจ๊ะ”
“อื้ม ได้แล้ว”
เว่ยเหยียนถิงโอบไปที่เอวของนาง แล้วก็ค่อยๆขยับเข้ามาใกล้หน้าของฉินจิ่น เขาหยุดไปสักพัก แล้วก็ไม่มีการกระทำใดต่อ
“มีอะไรรึ” ฉินจิ่นอยู่ใกล้เว่ยเหยียนถิงขนาดนี้ จนไม่เห็นการกระทำต่อไปของเขา
“เจ้างดงามมาก”
ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ไม่ชอบได้ยินคนอื่นชมว่าตัวเองสวยหรอก ฉินจิ่นได้ยินคำนี้แล้วดีใจ จากนั้นก็ค่อยๆยิ้ม
เว่ยเหยียนถิงค่อยแนบชิดขึ้นไป ปากนั้นค่อนข้างเย็นเล็กน้อย แล้วเว่ยเหยียนถิงก็กอดนางแน่นขึ้นไปอีก กัดไปที่ริมฝีปากของนาง แล้วก็ดูดดื่มไปมา
ฉินจิ่นอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจลึก แล้วเว่ยเหยียนถิงก็ดูเหมือนจะพอใจมากกับปฏิกิริยาของนาง เขาไม่ปล่อยโอกาสงามๆแบบนี้ไปแน่นอน
บทที่ 57: การจูบไม่หยุดนั้นมีความสุขจริงๆ
หลังจากผ่านไปอยู่นาน เว่ยเหยียนถิงถึงจะขยับออก หน้าแดงแล้วถามว่า “เป็นยังไงบ้าง”
“อะไรเป็นยังไงบ้าง” ฉินจิ่นลืมตาขึ้น แล้วจงใจถาม
พอเป็นแบบนั้นแล้ว ก็ทำเอาเว่ยเหยียนถิงรู้สึกประหม่าเลยทีเดียว หันตัวกลับไปแล้ว ก็กินข้าวต่อ
ฉินจิ่นยิ้มแล้วไม่พูดอะไร จนเริ่มรู้สึกแปลกๆที่ไม่ได้ยินเสียงของเสี่ยวปา แต่พอเห็นท่าทางที่เขินอายของเว่ยเหยียนถิงแล้ว ฉินจิ่นก็อดไม่ได้ที่ยิ้มแล้วจับไปที่มือของเขา แล้วพูดว่า “มาฟังวิธีของข้ากัน”
“ได้สิ เจ้าว่ามาเลย” เว่ยเหยียนถิงจริงจังขึ้นทันที เขากลัวว่าจะเกิดอันตรายอะไรขึ้นจริงๆ เลยอยากฟังอย่างตั้งหน้าตั้งตารอ
“ข้าคิดค้นยาสลบมาอย่างนึง แล้วก็เอายิงไปที่ตัวของเสือ ไม่นานเดี๋ยวเสือก็จะสลบไป” ฉินจิ่นพยายามอธิบายให้เข้าใจง่าย
“แค่รอให้เสือตัวนั้นสลบแล้ว พวกเราก็จะจับมันได้อย่างสบายๆไงล่ะ ใช่ไหมจ๊ะ”
เว่ยเหยียนถิงตาเป็นประกายขึ้นและพยักหน้า แล้วฉินจิ่นก็พูดต่ออีกว่า “เพราะฉะนั้นวิธีนี้ก็ไม่ได้มีอันตรายอะไร แค่ต้องยิงยาสลบไปที่ตัวของเสือก็ได้แล้วจ้ะ”
เว่ยเหยียนถิงพยักหน้าต่อ เพื่อบ่งบอกว่าเห็นด้วย แต่กลับถามว่า “แล้วยาล่ะ”
“เอ่อ...” คำถามนี้ทำเป็นคำถามที่ทำเอาฉินจิ่นนิ่งไปเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้น่ะนางมียา แต่กลับโดนโจวหลันหลันทำหกไป แล้วฉินจิ่นก็เลยบอกว่า “รอก่อนจ้ะ พี่ถิง ข้าขอไปดื่มน้ำแล้วค่อยมาบอกพี่นะจ๊ะ”
“จ้ะ” เว่ยเหยียนถิงไม่ได้สงสัยอะไรนาง ก็พยักหน้าตกลง
ฉินจิ่นถึงจะปลีกตัวออกมา แล้วก็เริ่มเรียกระบบออกมา “เสี่ยวปา เสี่ยวปาอยู่รึเปล่า”
“ข้าอยู่นี่อยู่แล้วสิ อยู่ตลอดเลย เจ้านาย”
“งั้นทำไมเมื่อกี้เจ้าถึงไม่เตือนว่าชาร์จแบตแล้วล่ะ” ฉินจิ่นถาม “หรือว่าไม่ได้ชาร์จแบตเหรอ”
“เจ้านาย ชาร์จแบตไปสองเปอร์เซ็นต์แต่......เจ้านายเป็นคนบอกข้าไม่ใช่หรอว่าต่อไปถ้าทำเรื่องแบบนี้อยู่ไม่ต้องแจ้งเตือน”
เอ๊ะ เหมือนจะเคยพูดนะ เจ้านี่ก็ฉลาดนี้เหมือนกันนะเนี่ย
ฉินจิ่นหัวเราะ แล้วก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “เอาละ งั้นข้าก็ต้องเร่งชาร์จแบตให้เต็มเพื่อแลกคะแนน จากนั้นก็เอาไปแลกยาสลบใช่ไหม”
“ใช่แล้วขอรับ เจ้านาย สู้ๆต่อไปนะ” เสี่ยวปาพูดให้กำลังใจ
เห้อ เจ้านี่ก็แค่ของไร้ประโยชน์ที่ทำได้แค่พูดให้กำลังใจแค่นั้นแหละ ฉินจิ่นเบะปาก ดื่มน้ำไปอึกนึงแล้วก็เข้าไปในห้องอีกครั้ง นั่งอยู่ตรงหน้าเว่ยเหยียนถิง และกำลังคิดว่าจะหาเหตุผลอะไรมาหลอกล่อ” ชายผู้บริสุทธิ์คนนี้ดี
“อาจิ่น เจ้าคิดอะไรรึ” เว่ยเหยียนถิงเห็นฉินจิ่นทำตัวแปลกๆแบบนั้นเลยถามขึ้น
“ไม่มีอะไรจ๊ะ” เรื่องแบบนี้จะให้นางพูดยังไงล่ะ
“งั้นพี่ไปอาบน้ำก่อนนะ เจ้าก็นั่งพักผ่อนไปก่อน” เว่ยเหยียนถิงอยากจะให้อิสระกับฉินจิ่นหน่อย เลยพูดขึ้น
มองแผ่นหลังของเว่ยเหยียนถิงจากไกลๆแล้ว ฉินจิ่นก็นึกอะไรขึ้นได้ ในใจก็มีความคิดที่ใจกล้าขึ้นมา
เว่ยเหยียนถิงกำลังล้างจานอย่างคล่องมือ จู่ๆฉินจิ่นก็วิ่งมา เห็นเว่ยเหยียนถิงล้างจานอยู่ ก็พูดอย่างดีใจว่า “พี่ถิง พี่ล้างจานสะอาดจัง”
เว่ยเหยียนถิงรู้สึกทำตัวไม่ถูก เรื่องแบบนี้มีอะไรให้ชมกัน “นี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรสักหน่อย”
“มาเร็ว มาให้ข้าให้รางวัลพี่ทีนึง” ฉินจิ่นทำตาปริบๆ
“รางวัลอะไรรึ” เว่ยเหยียนถิงถามขึ้น
“พี่หลับตาสิจ๊ะ”
เว่ยเหยียนถิงฟังแล้วก็ปิดตา แล้วฉินจิ่นก็ค่อยๆย่องไปจุ๊บที่ปากของเว่ยเหยียนถิงไปทีนึง
“ตี๊ดๆๆ ระบบแจ้งเตือน ชาร์จแบตได้หนึ่งเปอร์เซ็นต์”
เว่ยเหยียนถิงหน้าแดง แล้วก็ค่อยๆลืมตาขึ้น มองฉินจิ่นด้วยความตื่นเต้นแล้วก็แปลกใจไปด้วย นางเริ่มเป็นฝ่ายรุกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“อาจิ่น”
“ไม่มีอะไร นี่คือรางวัลของพี่ไงจ๊ะ”
เว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่าวันนี้ฉินจิ่นนั้นดูแปลกๆ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน แล้วก็ถามว่า “ทำไมวันนี้เจ้าถึงอยากจะจูบพี่จังล่ะ”
ฉินจิ่นหน้าแดง แล้วถามกลับว่า “ชอบหรือไม่จ๊ะ” นางไม่มีทางบอกเว่ยเหยียนถิงแน่นอน ว่าทำเพื่อต้องการจะชาร์จแบตระบบ
แล้วเว่ยเหยียนถิงก็โอบไปที่เอวของฉินจิ่น ก้มหน้าแล้วบอกว่า “ชอบจ้ะ”
พอพูดจบแล้ว อีกจูบนึงก็จูบลงมาอีกครั้ง จูบครั้งนี้นั้นทั้งยืดเยื้อแล้วก็ยาวนานมาก แค่แป๊บเดียวแบตก็เพิ่มขึ้นสามเปอร์เซ็นต์ทันที
“เจ้าไปพักก่อนเถอะ” เว่ยเหยียนถิงปล่อยฉินจิ่นแล้วพูดว่า “เดี๋ยวพี่ล้างจานก่อนนะ”
“จ้ะ” ฉินจิ่นตอบตกลง “พี่ถิง เดี๋ยวตักน้ำล้างเท้าให้หน่อยนะ”
ฉินจิ่นกลับไปที่ห้อง พอเว่ยเหยียนถิงล้างจานเสร็จ ก็ไปตักน้ำล้างเท้ามา
“อาจิ่น เจ้าล้างเท้าเถอะ” เว่ยเหยียนถิงอยู่อีกฝั่งนึงแล้วบอกว่า “ดูซิว่าร้อนหรือไม่ หรือว่าเย็นเกินไป”
แล้วฉินจิ่นก็จูบให้รางวัลเว่ยเหยียนถิงไปอีกทีนึง
“ตี๊ดๆๆ ระบบแจ้งเตือน ตอนนี้ชาร์จแบตได้สามสิบแปดเปอร์เซ็นต์”
พอเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่ฉินจิ่นให้รางวัลที่เว่ยเหยียนถิงทำอาหารเช้าแล้ว แล้วก็จุ๊บไปอีกทีนึง ให้รางวัลเว่ยเหยียนถิงไปมา สุดท้ายก็ชาร์จแบตได้สี่สิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
เย้! ในที่สุดสามารถใช้พลังงานสะสมนี้มาแลกยาสลบได้แล้ว
แล้วก็หาข้ออ้างพักผ่อนไปทีนึง ฉินจิ่นรีบเข้าไปแลกยาสลบในห้องมาหลอดนึง แล้วก็ยิ้มอย่างดีใจขึ้น แล้วนอกประตูก็มีเสียงเว่ยเหยียนถิงดังขึ้น
“พี่สะใภ้เจ้าเหนื่อยๆหน่อย เลยพักผ่อนอยู่ในห้องน่ะ” เหมือนว่าเว่ยเหยียนถิงจะคุยกับคนอื่นอยู่
ฉินจิ่นรีบออกมาจากห้องนอน แล้วก็เห็นว่าเว่ยเหยียนซิ่นมา ในมือก็ถือผักผลไม้อยู่แล้วพูดว่า “พี่สะใภ้รองขอรับ แม่บอกให้ข้าเอาผักมาให้พวกพี่ขอรับ”
“น้องสี่ ข้าฝากขอบคุณแม่ด้วยล่ะ เจ้านั่งก่อนสิ” ฉินจิ่นให้เว่ยเหยียนซิ่นนั่งลงก่อน แล้วก็เทน้ำให้เขาแก้วนึง
“ช่วงนี้แม่สบายดีใช่ไหม เสี่ยวซีล่ะสบายดีรึเปล่า”
“ขอรับ สบายดีกันหมดเลยขอรับ” เว่ยเหยียนซิ่นตอบกลับ “แต่เสี่ยวซีคิดถึงพวกพี่มากๆเลยล่ะ”
เว่ยเหยียนซิ่นมองดูเว่ยเหยียนถิงกำลังเก็บธนูที่ใช้ล่าสัตว์แล้ว ก็รู้สึกแปลกใจหน่อยๆ “พี่รอง พี่จะทำอะไรรึ ทำไมอยู่ดีๆถึงเก็บของพวกนี้ล่ะ”
“พี่สะใภ้รองเจ้าน่ะรับหมายศาลมา เตรียมจะไปล่าเสือน่ะ” เว่ยเหยียนถิงตอบกลับ
“ข้าได้ยินพี่สามบอกมา แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง” เว่ยเหยียนซิ่นแปลกใจเล็กน้อย เมื่อก่อนตอนที่ได้ยินเว่ยจวนบอก ตัวเองยังไม่อยากจะเชื่อเลย ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง
ฉินจิ่นรู้ว่าพวกเขานั้นเป็นห่วงตัวเอง ก็พูดว่า “ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้ข้ามีวิธีจะควบคุมเสือแล้ว”
“ขอรับ” เว่ยเหยียนซิ่นพยักหน้า แล้วก็พูดว่า “ข้าไปกับพวกพี่ด้วย”
เว่ยเหยียนถิงปฏิเสธ “ไม่ได้ จะวุ่นวายไม่ได้ นี่มันไม่ใช่เรื่องสนุกอะไรเข้าใจไหม”
ตัวเองยังไม่รู้ว่าจะได้รับบาดเจ็บหรืออะไรยังไง แล้วก็อาจโดนลูกหลงไปถึงน้องชายของตัวเองด้วยแล้วละก็ นั่นคงเป็นเรื่องผิดมหันต์เลยล่ะ
“เพิ่มมาคนนึงก็มีกำลังเพิ่มขึ้นแรงหนึ่ง” เว่ยเหยียนซิ่นพูด “อีกอย่างข้าก็ดูแลตัวเองได้แล้ว ตอนข้าอายุเจ็ดขวบก็ออกไปล่าสัตว์กับพวกพี่รองแล้ว พี่ลืมไปแล้วรึไง”
ฉินจิ่นเห็นเว่ยเหยียนซิ่นมีความพยายามสูงมาก เลยพูดว่า “ช่างเถอะ ที่น้องสี่พูดก็ถูก อีกอย่างข้าจะไม่ให้เกิดอันตรายกับพวกเราแน่นอน”
เว่ยเหยียนซิ่นได้ยินคำพวกนี้แล้วก็รู้สึกดีใจมาก พี่รองนั้นตามใจพี่สะใภ้รองตลอด ในเมื่อพี่สะใภ้รองพูดคำนี้แล้ว ก็ต้องได้ไปแน่นอน
พวกฉินจิ่นทั้งสามคนเก็บของกันเสร็จแล้ว แล้วก็ไปเอาของที่ร้านสักหน่อย ระหว่างทางก็มีคนพากันวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาว่า “ผู้หญิงคนนั้นแหละ ที่จะไปจับเสือให้ได้น่ะ”
“จริงรึ นั่นไม่ใช่เถ้าแก่ฉินหรอกรึ” มีคนมองดูออกว่าเป็นฉินจิ่น
“ใช่ เป็นผู้หญิงยังจะไปจับเสืออีก ไม่โดนเสือกินทั้งเป็นเอารึไง”
บทที่ 58: ให้พวกเขาเป็นเหยื่อ
คนที่อยู่รอบๆ พากันวิพากษ์วิจารณ์ โจวหลันหลันเท้าสะเอวแล้วเดินมา “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีแล้ว ให้นางโดนเสือกินก็สิ้นเรื่อง ก็กลัวว่านางจะพาเสือมา แล้วทำร้ายพวกเราเท่านั้นแหละ”
“นั่นสิ” พอโจวหลันหลันพูดขึ้น คนไม่น้อยก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจริงๆ “ถ้าพวกเราโดนลูกหลงเข้าจะทำยังไงล่ะ”
ฉินจิ่นฟังแล้วก็ไม่เข้าใจคนพวกนี้หวาดกลัวอะไรนักหนา แล้วก็พากันเข้าไปในร้านอาหาร รอให้จับเสือได้แล้ว นางจะถามโจวหลันหลันดูว่าคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้
แล้วคนของศาลก็มาพอดี
ฉินจิ่นเหลือบมองไป แล้วก็ไปสบตาเข้ากับหนึ่งในเจ้าหน้าที่พอดี แล้วสีหน้าของนางก็หม่นหมองลง ถอนหายใจทีนึงแล้วก็หันหน้าไป เจ้าหน้าที่คนนั้นก็แสดงท่าทางไม่ดีเหมือนกัน แล้วก็บ่นว่า
“ไม่มีปัญญาก็อย่ามาทำเรื่องพวกนี้เลย แขนขาลีบแบบนี้ จะทำอะไรได้”
ใต้เท้ายังจะให้เขาพาพวกมาอีก วุ่นวายจริงๆ
“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” ฉินจิ่นตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา
“เถ้าแก่ฉิน ได้ยินมาว่าเจ้ารับหมายศาลรึ ใต้เท้าให้ข้ามาถามหน่อย ว่าจะออกล่าเมื่อไหร่” คนที่อยู่ข้างหน้าที่นิสัยดีหน่อย ก็ถามขึ้น
“ไปตอนนี้เลยก็ได้เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นรีบตอบทันที
จากนั้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพาพวกของฉินจิ่นมาถึง ก็มีคนแถวนั้นบอกว่าเห็นเสืออยู่บนภูเขา
“ก่อนหน้านี้มีคนเห็นว่าเสืออยู่ตรงนี้” ฉินจิ่นเห็นสถานการณ์รอบข้างแล้ว ก็พูดอย่างแปลกใจว่า “ทำไมดูไม่เหมือนเลยล่ะ ไม่เห็นจะมีของอะไรเลย เข้าใจผิดรึเปล่า”
บนเขานั้นมีที่ที่คล้ายกันอยู่ตลอด แยกทิศไม่ออกนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา
“เป็นไปไม่ได้หรอก” เจ้าหน้าที่ที่ไม่ถูกกับฉินจิ่นตอบด้วยท่าทางที่มั่นใจสุดๆ “ก่อนหน้านี้พวกพ้องของเราก็มีคนได้รับบาดเจ็บที่นี่แหละ ผู้หญิงอย่างเจ้าน่ะจะไปรู้อะไร ยังจะมาพูดอะไรไร้สาระอีก”
“เจ้าพูดดีๆหน่อย” เว่ยเหยียนถิงโมโหที่เขามาต่อว่าฉินจิ่นแบบนี้
“เจ้าพูดอะไร” คนคนนั้นควงมีดในมือแล้วถามขึ้น
ฉินจิ่นดึงเว่ยเหยียนถิงเอาไว้ บ่งบอกว่าเขาไม่ต้องพูดอะไรแล้ว
“ไม่อยากตายก็หุบปากไปซะ”
“นี่มันคนแบบไหนกัน ห้าวหาญขนาดนี้ ท่านหัวหน้ายังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็พูดก่อนแล้ว” เว่ยเหยียนซิ่นบ่นพึมพำ
ฉินจิ่นกลับถอนหายใจไปทีนึง แล้วพูดว่า “นั้นลูกชายคนโตของบ้านฉิน ที่ถือว่าเมื่อก่อนเคยเป็นพี่ชายข้า ได้ยินมาว่าเงินนั้นน่ะเอาให้เขามาเข้ารับราชการหมดแล้ว”
ที่แท้แล้วเป็นแบบนี้นี่เอง
“รีบไปเร็ว บ่นอะไรอยู่ล่ะ” เจ้าหน้าที่ฉินเหมือนจะได้ยินพวกเขากำลังพูดถึงตัวเอง ก็รีบตัดบทพวกเขาทันที
พวกของฉินจิ่นนั้น กำลังมองหาอย่างตั้งใจ แต่หาอะไรไม่เจอเลย ไม่ต้องพูดถึงฉินจิ่น แม้เจ้าหน้าที่ที่บอกก่อนหน้านี้ก็สงสัยว่าเจอเสือที่นี่จริงรึเปล่า
“น่าแปลก ทำไมไม่เห็นมีเลยล่ะ เหมือนว่าที่นี่ไม่เคยมีเสือโผล่มาก่อนเลยจริงๆ”
“หัวหน้า หัวหน้า” มีคนวิ่งมาอย่างลุกลี้ลุกลน
“ลนลานอะไรเนี่ย เสียงดังอยู่นั่น เกิดอะไรขึ้น” หัวหน้าเจ้าหน้าที่เห็นว่าการตะโกนเสียงดังแบบนี้นั้นเป็นการทำให้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่เสียหน้า โดยเฉพาะต่อหน้าพวกราษฎรอย่างฉินจิ่น
คนคนนั้นพูดตะกุกตะกักว่า “ทางนั้น ทางนั้นมีรอยเท้าอยู่”
“อะไรนะ” หัวหน้าเจ้าหน้าที่พูดอย่างสงสัยว่า “จริงรึ”
“จริงๆขอรับ”
พวกฉินจิ่นไม่ทันได้ถามอะไรมาก แล้วก็รีบวิ่งไปทันที แล้วก็เห็นว่ามีโพรงหญ้าเป็นรอยเท้า
ฉินจิ่นดูรอยเท้าแล้ว จากขนาดเล็กใหญ่รวมถึงขนที่หลงเหลืออยู่ข้างในนั้น ฉินจิ่นมั่นใจว่านี่ต้องเป็นรอยเท้าของเสือแน่ๆ
“ต้องเป็นรอยเท้าเสือแน่ๆ ดูแล้วมันน่าจะอยู่ใกล้ๆนี้” เว่ยเหยียนถิงตรวจดูแล้ว ก็พูดอย่างมั่นใจ
ฉินจิ่นก็พยักหน้า “ข้าก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน”
“ได้ งั้นตอนนี้พวกเจ้าก็รีบไปจับเสือเถอะ” เจ้าหน้าที่ฉินรีบพูดเร่ง หมายศาลนั้นฉินจิ่นเป็นคนรับ เสือตัวนั้นก็ควรจะเป็นนางที่จับ จะเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงทำไมกัน
ฉินจิ่นมองดูตรวจดูรอบๆอยู่นาน ในที่สุดก็พูดว่า “พวกเรามาทำกับดักตามทิศรอยเท้าของเสือก่อนดีกว่า จากนั้นค่อยล่อเสือเข้ามา”
“ผีตัวไหนจะรู้ล่ะว่าเสือมันวิ่งไปทางไหน” เจ้าหน้าที่ฉินพูดด้วยความโกรธ
“เหอะ เจ้าไม่รู้ก็ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะไม่รู้สักหน่อย” ฉินจิ่นไม่ได้ไว้หน้าเขา และตอบโต้ไปทันที จากนั้นก็มองไปทางเว่ยเหยียนถิง
“พี่ถิง ต่อไปข้าก็ต้องพึ่งพี่แล้วล่ะ”
ตั้งแต่เว่ยเหยียนถิงมาล่าสัตว์ที่นี่บ่อยๆ ก็ต้องเชี่ยวชาญในร่องรอยของเสืออยู่แล้ว บวกกับการตรวจสอบในตอนนั้นแล้วก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้นแล้ว เขาพยักหน้า แล้วก็ร่างขอบเขตขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วบอกว่า “ตรงนี้ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ด้วย ทางนั้นก็ใช่”
“จริงรึ เจ้าอย่าโกหกเราล่ะ” เจ้าหน้าที่ฉินพูด
“ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็คิดหาวิธีเองสิ” ฉินจิ่นดุเขาไปทีนึง
เพื่อความปลอดภัยแล้ว ฉินจิ่นได้หยดยาสลบที่เหลือจากที่โจวหลันหลันทำหกไปที่กับดักเล็กน้อย
“ตอนนี้จะทำอะไรรึ” หลังจากที่ทุกอย่างสำเร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ที่นำหน้านั้นก็ถามฉินจิ่น
“รอ”
“รออะไร”
“รอเสือมา” ฉินจิ่นพูด “ตอนนี้พวกเราต้องหาที่พักผ่อน จากนั้นก็ซ่อนตัวไว้ อย่าให้เสือเห็นเด็ดขาด”
“ได้”
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว พวกเขาก็พากันหมอบอยู่ในโพรงหญ้ากันจนเหนื่อยแล้ว แล้วเจ้าหน้าที่ฉินก็พูดขึ้นอย่างหมดความอดทนว่า “พวกเจ้าทำได้หรือไม่ได้กันแน่ ถ้าไม่ได้ก็อย่าเสียเวลาเลย ใครจะรู้ว่าเสือจะมาหรือไม่มา เจ้า……”
เขายังพูดไม่ทันจบ สีหน้าของฉินจิ่นก็เปลี่ยน และได้ยินเสียงเคลื่อนไหวขึ้น
“ชู่” ฉินจิ่นทำท่าทางบอกว่าอย่าส่งเสียง
“โฮก------”
สุดท้ายเสือก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว ทุกคนเลยพากันกลั้นหายใจ กลัวว่าเสือจะรู้ว่าตัวเองอยู่ทางนี้
เสือตัวนั้นเดินโซเซไปมาอยู่นาน แต่ก็อยู่แค่รอบๆกับดัก และเข้าไปไม่ถึงกับดัก รออยู่นาน กับดักของฉินจิ่นก็ไม่โดนเสือเหยียบสักที
“แบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ” มีเจ้าหน้าที่ถามเสียงเบาว่า “มันไม่ได้เหยียบเข้าไปข้างไหนน่ะ”
ฉินจิ่นขมวดคิ้วแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้มีทางไหนอีกล่ะ นอกจากรอ
แต่เจ้าหน้าที่ฉินกลับคิดอะไรออก แล้วพูดเสนอว่า “ข้าว่าต้องมีคนนึงไปเป็นเหยื่อ แล้วล่อเสือมา” นิ่งไปสักพักแล้วก็พูดอีกว่า “เว่ยเหยียนถิง เจ้าเป็นนักล่าสัตว์ที่ยอดเยี่ยมในหมู่บ้าน เรื่องนี้น่ะเจ้าควรจะเป็นคนไปนะ”
เว่ยเหยียนถิงยักคิ้วยังไม่ทันพูดอะไร ก็โดนฉินจิ่นปฏิเสธก่อนแล้ว “ไม่ได้ผลหรอก เป็นเหยื่อน่ะมันอันตรายเกินไป รอก่อนจะดีกว่า” นางทำใจให้เว่ยเหยียนถิงตกอยู่ในอันตรายไม่ได้
แต่เจ้าหน้าที่ฉินก็พูดทันทีว่า “งั้นจะให้พวกเรารอที่นี่ตลอดเลยรึ ใครจะรู้ว่าถ้าอยู่แบบนี้แล้วเสือจะหนีไปรึเปล่า” พูดแล้วเจ้าหน้าที่ฉินก็มองไปที่เสือ แล้วก็พูดทันทีว่า “ดูสิ มันกะจะหนีไปอยู่แล้ว เจ้าต้องคิดให้ดีนะฉินจิ่น ถ้าปล่อยให้เสือไปง่ายๆแบบนี้ เจ้าก็ต้องโดนทำโทษนะ”
หมายศาลนั้นไม่ได้รับมาง่ายๆ
สีหน้าของฉินจิ่นดูไม่ดีนัก พอเห็นแบบนั้นแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ยืดตัวขึ้น “ข้าไปเอง”
“ไม่ได้นะพี่รอง ยังไงก็เป็นข้าดีกว่า ท่านต้องอยู่ที่นี่แล้วช่วยพี่สะใภ้ยิงธนู ไม่ใช่รึ” เว่ยเหยียนซิ่นจับเว่ยเหยียนถิงไว้ แล้วเสียงก็ค่อยๆสั่นขึ้น เห็นได้ชัดว่ามีความกลัวอยู่หน่อยๆ
“แต่ว่า……” เว่ยเหยียนถิงไม่กล้ารับปาก แล้วทั้งสองก็ขัดคอกันขึ้นตรงนั้น
เจ้าหน้าที่ฉินฟังแล้วก็ทนต่อไปไม่ไหว เลยบอกว่า “อย่ามาอ้างนู่นอ้างนี่เลย ยังไงพวกเจ้าสักคนในตระกูลเว่ยก็ต้องมีคนไปเป็นเหยื่อ”
บทที่ 59: เชื่อข้า
“เพื่ออะไร……”
เว่ยเหยียนถิงแย้งขึ้นอย่างไม่พอใจ แต่ยังพูดไม่ทันจบ เจ้าหน้าที่ฉินก็ตัดบทก่อนแล้ว เขาทำหน้าบึ้ง “ไม่ไปก็ได้ ยังไงฉินจิ่นก็เป็นคนไม่เจียมตัวแล้วรับหมายศาลมา ก็ควรจะเป็นนางที่ไป”
“เจ้า!” เว่ยเหยียนถิงโมโห “นางเป็นผู้หญิงนะ”
“ผู้หญิงแล้วยังไงล่ะ อยากจะหาที่ตายเอง ก็อย่ามาเอาเราไปเกี่ยวด้วย” ฉินเฟิ่นพูดอย่างไม่เกรงใจ ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นๆไม่ได้ส่งเสริม แต่พวกเขาต่างก็เคร่งขรึมกัน เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อว่าฉินจิ่นจะจับเสือได้
เว่ยเหยียนซิ่นฟังแล้ว ในใจก็โมโหรีบพูดทันที “พี่รอง พี่สะใภ้รอง ข้าไปเอง ข้าเชื่อในตัวพี่สะใภ้รอง” ถ้าคนในตระกูลเว่ยอย่างพวกเขาไม่กล้าไป นี่ก็แสดงว่าผู้ชายคนในตระกูลบ้านเว่ยนั้น แม้กระทั่งผู้หญิงคนเดียว ก็ยังดูแลไม่ได้”
ไม่ว่าจะทำเพื่อเอาหน้าหรือศักดิ์ศรี เขาควรจะรับหน้าผิดชอบหน้าที่นี้ให้ดี
ฉินจิ่นมองเว่ยเหยียนซิ่น แล้วก็พูดอย่างมั่นใจว่า “เจ้าจะยอมไปจริงๆรึ นี่เป็นเรื่องที่อันตรายมากเลยนะ อย่าฝืนเลย”
เว่ยเหยียนซิ่นพยักหน้า “ข้ายอม”
“ได้” ฉินจิ่นยิ้ม แล้วตบไปที่ไหล่ของเว่ยเหยียนซิ่นเบาๆ “ดูแลตัวเองด้วย วางใจเถอะ พี่สะใภ้รองจะไม่ให้เจ้าเป็นอะไรไปแน่”
“อาจิ่น” เว่ยเหยียนถิงไม่เข้าใจฉินจิ่นว่าทำไมถึงสนับสนุนน้องชายตัวเอง แล้วก็พูดอย่างกังวลว่า “เขา……”
ฉินจิ่นส่ายหน้าแล้วบอกว่า “เชื่อข้าเถอะ พี่ถิง”
ฉินจิ่นท่าทางมั่นใจ จนเผยแพร่ไปถึงเว่ยเหยียนถิงด้วย เขาเงียบไปสักครู่หนึ่งและไม่ได้ห้ามอะไรต่อ แต่ก็กำชับเว่ยเหยียนซิ่นว่า “เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”
“ขอรับ”
เว่ยเหยียนซิ่นอ้อมออกไปจากทางนั้น พอเสือได้ยินเสียงแล้ว ก็หันหัวมองไปทางนั้น
“เห้ย———” เว่ยเหยียนซิ่นโยนก้อนหินไปทางเสือก้อนนึง
“โฮก———” เสือได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแล้ว ก็ค่อยๆเดินไปทางนั้น
แล้วเว่ยเหยียนซิ่นก็โยนก้อนหินไปอีกก้อนนึง แต่จู่ๆ เสือกลับยื่นนิ่ง ไม่ยอมเดินหน้าต่อ
นี่มันเกิดอะไรขึ้น เว่ยเหยียนซิ่นไม่รู้จะทำยังไงดี เลยหันหน้ากลับไปมองโพรงหญ้าครั้งนึง แต่ถ้าจะถอยกลับไปก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่มีวิธีไหนแล้ว เว่ยเหยียนซิ่นทำได้แค่เดินต่อไปข้างหน้า แล้วก็โยนก้อนหินไปอีกก้อนนึง หลอกล่อเสือต่อ แต่แค่ครั้งนี้โยนได้ไม่ดี เลยไปโดนเข้าที่ขาของเสือ
เสือนั้นเจ็บจนบุกเข้าไปทันที ทำเอาเว่ยเหยียนซิ่นตกใจ แล้วโดนเสือชนไปนึง พอรู้ตัวก็กลิ้งอยู่บนพื้นไปตลบนึง จากนั้นก็รีบหลบ
“รีบกลับมาเร็ว น้องสี่” เว่ยเหยียนถิงตะโกนเสียงดัง
เว่ยเหยียนซิ่นไม่ได้ตายใจ อยากจะล่อเสือมาทางกับดักอีกที แต่เสือตัวนี้นั้นดุมากจริงๆ บังคับให้เว่ยเหยียนซิ่นถอยหลังอยู่อย่างเดียว และหลอกล่อไม่ได้อีก
“รีบกลับมาเร็ว” ฉินจิ่นตะโกนเสียงดัง
หมดหนทางแล้ว ตอนนี้หลอกล่อต่อไปไม่ได้แล้ว ทำได้แค่กลับไปซ่อนตัว เว่ยเหยียนซิ่นเห็นฉินจิ่นยื่นมือมาข้างๆ โพรงหญ้าเขาค่อยๆแอบอ้อมมาอยู่ข้างๆฉินจิ่น
สีหน้าของเขาซีดไปเล็กน้อย กุมไปที่แขนแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้รอง ข้าทำให้พี่ผิดหวังไปแล้ว”
“ไม่มีความอดทนยังจะมาทำตัวเป็นวีรบุรุษอะไรอีกล่ะ”
ฉินเฟิ่นด่าไปประโยคนึง แล้วฉินจิ่นก็โต้กลับทันที “อย่างน้อยน้องชายสี่ของข้าก็กล้าไป เจ้ากล้าไหม ยังจะมาพูดพล่อยๆอยู่ตรงนี้อีก มีปัญญาก็ไปเองสิ”
ฉินเฟิ่นโดนด่าจนหน้าบึ้งไป แต่ก็ไม่กล้าออกไปล่อเสือ เลยบอกว่า “ข้าจะไปทำไม ข้าไม่ใช่คนออกตัวสักหน่อย”
“ไม่ไปก็หุบปากไปซะ” ฉินจิ่นด่าขึ้นทันที
“เจ้าหมายความว่ายังไงฉินจิ่น ยังไงข้าก็เป็นพี่ชายของเจ้า ท่าทางของเจ้านี่มันอะไรกัน” ฉินเฟิ่นรีบหยิบยกความเป็นพี่ชายขึ้นมา อยากจะสั่งสอนน้องสาวที่ไม่เชื่อฟังคนนี้
แต่ฉินจิ่นกลับไม่ได้กินข้าวตระกูลฉิน และทำหน้าบึ้ง “พี่ชายเหรอ ข้าตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลฉินอย่างพวกเจ้าไปตั้งนานแล้ว เจ้าอย่ามานับญาติมั่วๆอยู่ตรงนี้เลย” นางพูดตรงไปตรงมา ทำเอาฉินเฟิ่นหน้าบึ้งตึงจนพูดอะไรไม่ออก
เห็นแบบนี้แล้ว ฉินจิ่นก็ไม่ได้สนใจฉินเฟิ่น แค่ก้มหน้าดูแผลของเว่ยเหยียนซิ่น แล้วพูดว่า “ค่อยยังชั่วๆ ไม่ใช่แผลที่ใหญ่มาก เดี๋ยวข้าพันแผลไว้ให้เจ้าก่อน”
ฉินจิ่นเอาผ้าออกมาพันไปบนแผลรอบนึง
“พี่สะใภ้รอง แขนของข้าคงจะไม่หักใช่หรือไม่” จริงๆแล้วเว่ยเหยียนซิ่นก็กังวลอยู่เหมือนกัน
ยังไงก็ยังเป็นเด็ก ก็ต้องกังวลปัญหาพวกนี้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว
“ไม่หรอก แผลเล็กๆแบบนี้ เดี๋ยวกลับไปแล้วพี่สะใภ้รองเอายาทาให้เจ้า ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว วางใจเถิด” ฉินจิ่นปลอบใจอยู่ตลอด
“พอแล้ว พอแล้ว พันแผลเสร็จแล้วก็รีบไปจับเสือได้แล้ว” ฉินเฟิ่นพูดเร่งอย่างไร้ความอดทน “ถ้ายังไม่สนใจอีก เราก็ตายกันหมดนี่หรอก”
ใช่แล้ว ที่นั่นยังมีเสือดุร้ายอีกตัวนึง ที่คำรามอยู่ตลอดเวลา
แล้วเว่ยเหยียนถิงก็โมโหขึ้น “เร่งอยู่นั่น มีปัญญาก็ออกไปจับเสือเองไป”
ตอนนี้ฉินฟิ่นก็หุบปากจริงๆแล้ว
“โฮก———”
“พี่ถิง” ฉินจิ่นพันแผลไปด้วยแล้วพูดไปด้วยว่า “เตรียมธนู”
“จ้ะ”
เว่ยเหยียนถิงเห็นว่าฉินจิ่นยังคงพันแผลอยู่ แต่เสือกลับค่อยๆเข้าใกล้มาทางนี้แล้ว หน้าตาเคร่งขรึม แบกธนูขึ้น แล้วก็กลิ้งไปอีกทางนึง
“พี่ถิง” ฉินจิ่นกระซิบเรียก ด้วยความกังวล
เว่ยเหยียนถิงกลับไม่ได้ร้อนรนอะไร ล้วงธนูออกมา เล็งเอาไว้ แต่แค่การเคลื่อนไหวของเสือนั้นเร็วเกินไป ธนูลูกนี้เลยเฉียดหูของเสือไป เสือวิ่งพุ่งมาตามทิศทางนี้ และเว่ยเหยียนถิงก็วิ่งอย่างรวดเร็ว รีบยิงธนูไปอีกทางทันที แล้วก็ล่อเสือไป เพื่อกำจัดอันตรายชั่วคราวไปก่อน
เว่ยเหยียนถิงก็ฉวยโอกาสวิ่งกลับมา แล้วถามฉินจิ่นว่า “ตอนนี้จะทำยังไงดีล่ะ อาจิ่น”
ฉินจิ่นรีบมัดยาสลบไปบนธนู
ทักษะของเว่ยเหยียนถิงดีมาก ก่อนจะยิงธนูออกไป เสือเองก็กำลังจ้องมองมาทางพวกมนุษย์ด้วยความแปลกใจทันที และเพราะแบบนี้ พอหลังจากเว่ยเหยียนถิงเล็งแล้วก็ยิงทันทีทันใด ทำให้เสือไม่ทันตั้งตัว แล้วในที่สุดไม่กี่วินาทีมันก็สลบลง
“ไม่มีอะไรแล้วรึ” ฉินเฟิ่นรู้สึกแปลกมา เรื่องจบง่ายๆแบบนี้เลยรึ พวกบ้าพวกนี้หลอกตัวเองรึเปล่า
ฉินจิ่นพยักหน้า ไม่อยากพูดอะไร
รอถึงตอนที่มั่นใจว่าเสือขยับไม่ได้แล้ว พวกของฉินจิ่นถึงจะวิ่งมา
“เถ้าแก่ฉิน เจ้าช่างสุดยอดจริงๆ ยังจับเสือได้จริงด้วย” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็รู้สึกว่าเหลือเชื่อ เสือตัวนี้โดนฉินจิ่นจับเข้าแล้วจริงๆ ถือเป็นความโชคดีของทุกคนจริงๆ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เป็นสิ่งที่ควรอยู่แล้ว”
หัวหน้าเจ้าหน้าที่บอกว่า “เจ้าวางใจเถิด เถ้าแก่ฉิน เงินน่ะข้าจะให้เจ้าตรงเวลาแน่นอน” พูดจบก็บอกอีกว่า “เรียกคนมานี่หน่อย มามัดมัน แล้วยกกลับไป”
พวกของฉินจิ่นก็ออกจากที่ตรงนั้น และส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ทำการมัดเสือ
“เอ๊ะ”
“มีอะไรรึ”
ฉินจิ่นรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แล้วก็พูดอย่างสงสัยว่า “เสือตัวนี้ตัวเล็กจัง”
“ห้ะ” เจ้าหน้าที่โบกมือ “ยังจะมาบอกว่าเสือตัวเล็กอีก ถ้าใหญ่ขนาดนั้นแล้วจะควบคุมยังไงล่ะ”
ฉินจิ่นส่ายหน้าแล้วบอกว่า “ไม่ใช่จ้ะ ความหมายของข้าก็คือ จากเบาะแสของประชาชนแล้ว เสือตัวนี้คงจะไม่ได้ตัวใหญ่แค่นี้ น่าจะตัวใหญ่กว่านี้หน่อย”
“ราษฎรน่ะไม่เคยเผชิญโลก” เจ้าหน้าที่ไม่ได้สนใจ “ต้องกล่าวเกินจริงแน่นอน ใจเย็นๆเถอะ”
ฉินจิ่นยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่กลับไม่อยากพังนางพูด แล้วก็หันกลับไปดูเสือ
“ช่างเถอะ อาจิ่น พวกเขาคงไม่ฟังเจ้าแน่นอน” เว่ยเหยียนถิงดูออก
ถึงตอนนี้แล้ว ฉินจิ่นก็ทำได้แค่พยักหน้าแล้วบอกว่า “เราก็กลับกันเถอะ แขนของน้องสี่ก็ยังบาดเจ็บอยู่ด้วย”
ฉินจิ่นพาเว่ยเหยียนซิ่นกลับไปทายาที่บ้านก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการรักษาที่ล่าช้า
บทที่ 60: ทำไมถึงมีแค่สิบตำลึงล่ะ
“น้องสี่ ยาของพี่สะใภ้รองเจ้าน่ะดีมากเลยล่ะ จะไม่ทำให้เจ้าเป็นอะไรไปแน่นอน วางใจเถิด ต้องดีขึ้นแน่” เว่ยเหยียนถิงเห็นท่าทางที่กังวลของเว่ยเหยียนซิ่นแล้ว ก็พูดปลอบใจ
ฉินจิ่นก็ค่อยๆยิ้มเหมือนกัน แล้วบอกว่า “ไม่ได้เหมือนอย่างที่พี่รองของเจ้าพูดเกินจริงขนาดนั้นหรอก แขนของเจ้าน่ะไม่ได้เป็นอะไรมาก”
พอฉินจิ่นทายาให้เว่ยเหยียนซิ่นเสร็จแล้ว พอดูเวลาก็ไม่เช้าแล้วด้วย เลยเอ่ยปากบอกให้น้องสี่กลับบ้านไป
เว่ยเหยียนถิงก็พูดอย่างลำบากใจว่า “ไม่รู้ว่าถ้าท่านพ่อกับท่านแม่เห็นสภาพตอนนี้ของน้องสี่แล้วจะเป็นห่วงจนแทบแย่เลยรึเปล่า”
“นั่นสิ” ฉินจิ่นคิดแล้วก็ปวดหัว อีกอย่างก็เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนด้วย คิดว่าถ้าเห็นเว่ยเหยียนซิ่นบาดเจ็บแล้ว ไม่รู้เลยว่าในใจนั้นจะคิดยังไง
“ปิดบังก็ปิดบังไปไม่ได้ ไปเถอะ กลับไปกัน”
เพิ่งจะถึงบ้านเว่ย ก็เห็นเว่ยจวนกำลังล้างผักอยู่ ไม่เห็นพ่อเว่ยแม่เว่ย
“น้องสาว” เว่ยเหยียนถิงพูด
เสี่ยวซีเห็นฉินจิ่นจากข้างในบ้านแล้ว ก็รีบวิ่งออกมา แล้วพูดอย่างดีใจว่า “พี่สาว พี่มาแล้ว”
เว่ยจวนถึงจะเห็นว่าแขนของน้องชายตัวเองได้รับบาดเจ็บ แล้วก็ตกใจทันที “เกิดอะไรขึ้นกับแขนของเจ้า ทำไมถึงเป็นอย่างงี้ไปได้”
เว่ยเหยียนซิ่นไม่กล้าพูด ปกติแล้วเว่ยเหยียนซิ่นจะเข้มงวดกับตัวเองมาก พี่สาวที่เปรียบเสมือนแม่ ตอนนี้นางกำลังพูดอยู่ตัวเองก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก
ฉินจิ่นก็มองออก แล้วก็พูดแทนเขาว่า “พวกเราไปจับเสือมาน่ะ ก็เลยบาดเจ็บนิดหน่อย”
“อะไรกัน พวกพี่ไปจับเสือกันรึ” เว่ยจวนนั้นกลัวว่าฉินจิ่นจะไปจับเสือ ถึงได้ให้น้องชายไปเตือนพวกเขาที่บ้านของพวกเขา ไม่คิดว่าพวกเขาจะพากันไปจับเสือ
“พวกพี่ไม่คิดจะเอาชีวิตกันแล้วรึ”
ฉินจิ่นรีบดึงเว่ยจวนแล้วบอกว่า “ใจเย็นๆนะใจเย็นๆ ตอนนี้ก็ผ่านไปแล้ว อีกอย่างทุกขั้นตอนของการจับเสือนั้นก็ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรด้วย”
เว่ยเหยียนซิ่นฟังฉินจิ่นพูดแล้ว ก็รีบพูดตามหลังว่า “ใช่จ้ะ พี่สะใภ้รองได้ทำยาอย่างนึงไว้แล้ว เราแค่ต้องเอายานั้นยิงไปบนตัวเสือก็พอแล้ว แผลของข้านั้นเป็นอุบัติเหตุ อีกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรด้วย พี่สะใภ้รองทายาให้ข้าเรียบร้อยแล้วขอรับ”
“ท่านพ่อท่านแม่อยู่ข้างในน่ะ เรื่องนี้ต้องค่อยๆอธิบาย ไม่อย่างงั้นพวกเขาต้องตกใจกันจนแทบแย่แน่ๆ” เว่ยจวนถอนหายใจไปทีนึง แล้วก็พาทุกคนเข้าไปในบ้าน
พอถึงในบ้านแล้ว ฉินจิ่นก็นั่งอีกฝั่งนึง เว่ยจวนตรวจดูแผลที่ขนของเว่ยเหยียนซิ่นแล้ว ก็ถามอยู่เรื่อยว่า “เจ็บหนักรึเปล่า เป็นอะไรรึเปล่า”
“ไม่เป็นอะไรขอรับ พี่สะใภ้รองนั้นตรวจดูเรียบร้อยแล้ว อีกอย่างตอนนี้เสือก็ถูกจับไปแล้ว นี่เป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งเลยนะ” เว่ยเหยียนซิ่นพูด
เว่ยเหยียนถิงก็ทำท่าทางบ่งบอกว่าเห็นด้วย
แต่ฉินจิ่นที่อยู่อีกฝั่งนั้น ท่าทางเหม่อลอยเล็กน้อย แล้วก็ไม่ได้เข้าร่วมในบทสนทนานั้นด้วย
“อาจิ่น เจ้าเป็นอะไรไป ทำไมไม่พูดอะไรล่ะ” เว่ยเหยียนถิงเห็นท่าทางที่ใจลอยของนางแล้ว ก็เลยถาม
“ข้าก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่แค่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ” ฉินจิ่นสับสนเล็กน้อย แล้วนางก็ยังไม่ได้พูดบอกความสงสัยที่อยู่ในใจของนางออกมา ก็ได้ยินเสียงส่งมาจากข้างหลัง เป็นเสียงของพ่อเว่ยและแม่เว่ยที่เพิ่งออกมาจากห้อง
ฉินจิ่นตกใจจนลุกขึ้นมาทันที ใครจะรู้ว่าหลังจากที่อธิบายเรื่องราวจนเข้าใจแล้ว พ่อเว่ยกับแม่เว่ยนั้นกลับไม่ได้รู้สึกว่าการบาดเจ็บของเว่ยเหยียนซิ่นนั้นเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่กลับกันกับดีใจกับทั้งสามคน และรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจที่หาเทียบไม่ได้เรื่องนึง
“พวกเจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว คงยังไม่ได้กินข้าวกันสินะ วันนี้ก็อยู่กินข้าวที่บ้านละกัน เดี๋ยวแม่ไปเตรียมให้” แม่เว่ยพูดอย่างดีใจ
“ข้าทำดีกว่าเจ้าค่ะ” ฉินจิ่นทนให้แม่เว่ยทำงานหนักไม่ได้
“สะใภ้รอง พวกเจ้ารีบนั่งเร็ว”
“เรื่องแค่นี้ยังจะให้เจ้าทำอีก พวกเจ้าจับเสือก็ลำบากแย่แล้ว แม่ทำดีกว่า”
พอปฏิเสธไม่ได้ ฉินจิ่นก็ทำได้แค่นั่งลง แล้วเว่ยจวนก็จับมือของฉินจิ่นแล้วบอกว่า “ข้าเป็นห่วงพี่มากเลยนะ ไม่คิดเลยว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะดีใจกับพวกพี่ด้วย”
“คนทั้งหมู่บ้าน ก็ต้องยกย่องพวกพี่กันทั้งนั้นแหละจ้ะ”
ฉินจิ่นถูกต่อว่าจนประหม่าไป “จะมีผลตอบแทนขนาดนั้นได้ยังไงกันล่ะ”
“แผลตรงแขนน่ะเป็นแผลภายนอก ข้าเอายามารักษาให้ดีๆก็พอแล้ว แล้วสองสามวันนี้ก็อย่าให้โดนน้ำล่ะ งานหนักก็ทำไม่ได้เช่นกัน” ฉินจิ่นพูดย้ำไปอีกรอบนึง เป็นเพราะนางจู้จี้จุกจิกในตอนที่เป็นหมอจนชินไปแล้ว
“จ้ะ”
พ่อเว่ยรู้สึกว่าแผลนี้ของลูกชายตัวเองนั้น เห็นเป็นเรื่องที่ภูมิใจที่ธรรมดา “จะทนเห็นเขาทำงานได้ยังไงล่ะ ควรจะพักผ่อนให้ดีๆก่อนสักสองสามวัน อีกอย่างนี่ก็เป็นแผลจากการไปจับเสือด้วย เป็นเรื่องดีเลยล่ะ”
พ่อเว่ยเห็นว่ากับข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว ก็บอกว่า “ลูกรอง ไปเปิดเหล้าของข้าด้วย เดี๋ยวเรามาฉลองให้กับพวกเจ้ากันหน่อย”
ฉินจิ่นรู้สึกว่าทั้งบ้านนั้นดีใจกับตัวเองมากจริงๆ แล้วก็มีความสุขมาจากข้างในเลยทีเดียว
“ขอรับ”
“พวกเจ้าทุกคนนั่งลงเถอะ จะกินข้าวแล้ว ลูกรอง เจ้าไปนั่งใกล้ๆฉินจิ่นสิ” นางเว่ยยกกับข้าวไปด้วยแล้วก็จัดแจงไปด้วย “อาจวน เจ้านั่งใกล้ๆน้องสี่หน่อย แบบนี้จะได้คีบกับข้าวให้เขาได้ เสี่ยวซีก็นั่งใกล้ๆข้า ย่าจะได้คีบผักให้เจ้า”
“มาเร็ว เรามาฉลองให้กับลูกรอง สะใภ้รองแล้วก็ลูกสี่ที่เป็นวีรชน ช่วยทุกคนจับเสือ” พ่อเว่ยเริ่มพูดเปิดพิธีก่อน
“จ้ะ”
และในตอนที่กำลังกินกำลังดื่มกันอย่างมีความสุขนั้น เจ้าหน้าที่ก็มาที่บ้าน ทำมือคารวะแล้วบอกว่า “กำลังกินกำลังดื่มกันอยู่รึ”
“อ้าว พ่อเจ้าหน้าที่ ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงที่นี่ได้ล่ะ” พ่อเว่ยพูด โดยสัญชาตญาณของตัวเองแล้วการที่เจ้าหน้าที่มาถึงบ้านแบบนี้นั้นต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน ตอนนี้ในใจก็เลยมีความกลัวอยู่
“อ๋อ ข้าก็เอาเงินมาให้แม่นางฉินน่ะสิ” เจ้าหน้าที่พูดกับฉินจิ่น “ลองดูสิ สิบตำลึง”
“สิบตำลึงรึ” ทุกคนพากันช่วยกันดู ผ่านไปอยู่นานถึงได้พูดขึ้น
พ่อเว่ยถามขึ้นอย่างใจกล้าว่า “ต้องเป็นห้าสิบตำลึงไม่ใช่รึ”
“ห้าสิบตำลึงอะไรกัน” จนเจ้าหน้าที่ทนไม่ไหว “มีแค่สิบตำลึง จะเอาไม่เอา”
“บนหมายศาลของพวกเจ้าเขียนไว้ชัดเจนขนาดนั้น” เว่ยเหยียนถิงมั่นใจว่าตอนนั้นตัวเองไม่ได้ดูผิดไป “ขอแค่จับเสือได้ก็จะให้ห้าสิบตำลึง ทำไมตอนนี้ถึงมีแค่นี้ล่ะ”
เจ้าหน้าที่หัวเราะเยาะ “ยังจะอยากได้เยอะขนาดนี้อีก ข้าจะบอกเจ้านะ แค่สิบตำลึงเท่านั้นแหละ”
“แต่ว่า......”
เห็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกันแล้ว ฉินจิ่นก็รีบตัดบทพวกเขาแล้วพูดว่า “ช่างเถอะจ้ะ เงินพวกนี้เราจะรับไว้ เราเชื่อเจ้าหน้าที่จ้ะ”
“ก็มีแค่เถ้าแก่ฉินน่ะที่รู้เรื่อง ให้พวกเจ้าเท่าไหร่ก็เก็บไว้เถอะ จะมาคิดเล็กคิดน้อยอยู่ทำไมกัน” เจ้าหน้าที่มองบนไปที แล้วก็เดินไป
ทุกคนต่างมองมาที่ฉินจิ่น ไม่เข้าใจในการกระทำของนาง สิบตำลึงกับห้าสิบตำลึงนั้นต่างกันไม่ใช่น้อยๆเลยนะ จะมาช่างมันได้ยังไงล่ะ
ฉินจิ่นเข้าใจความคิดของพวกเขา พอนึกอะไรออกแล้ว ก็บอกว่า “ครั้งก่อนที่ข้าจับเสือ รู้สึกว่าเสื่อนั้นมันตัวเล็กเกินไป บางทีอาจจะมีเสือที่ตัวใหญ่อยู่ก็ได้ เพราะงั้นการที่ไม่ได้เงินเต็มจำนวนนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว”
คำพูดนี้นั้นเป็นคำพูดที่ป่าวประกาศต่อหน้าผู้คนมากมาย แล้วแม่เว่ยก็ถอนหายใจ “ยังไงก็ไม่ควรจะหักหน้ากันแบบนี้นี่”
พ่อเว่ยถอนหายใจไปทีนึง แล้วพูดว่า “พวกเขาน่ะตั้งใจจะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ จะมีคนรับราชการสักกี่คนที่จะให้หน้าให้ตาคนอื่น”
หลังจากที่ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงกลับบ้านแล้ว ฉินจิ่นก็บ่นทันทีว่าปวดไหล่
“เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว จะไม่ปวดไหล่ได้ยังไงล่ะ” เว่ยเหยียนถิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ โดยเฉพาะตอนที่นึกถึงฉินจิ่นที่เหนื่อยขนาดนี้ แต่ตอนนี้กลับได้เงินแค่สิบตำลึง ยังจะต้องมาไว้หน้าพวกเขาอีก
จบตอน
Comments
Post a Comment