บทที่ 61: สรุปแล้วใครแย่งเครดิตใครกันแน่
“นวดไหล่ให้ข้าหน่อยสิ” ฉินจิ่นนั่งลงบนเตียงแล้วพูด “เนื้อตัวของข้าเมื่อยไปหมดแล้ว
“จ้ะ”
นวดไปไม่กี่ครั้ง ฉินจิ่นก็หัวเราะขึ้น
“เจ้าหัวเราะอะไรรึ”
“ก็ต้องถามพี่นั่นแหละ จักจี้จะตายอยู่แล้ว” ฉินจิ่นหัวเราะแล้วพูด
“งั้นแรงระดับนี้เป็นไง”
“แรงระดับนี้ก็เจ็บเกินไป” ฉินจิ่นล้มไปอยู่ในอ้อมอกของเว่ยเหยียนถิง
“พี่นวดเป็นจริงๆรึเปล่าเนี่ย เดี๋ยวจักจี้เดี๋ยวเจ็บ”
“เป็นสิ พี่จะนวดไม่เป็นได้ยังไงล่ะ”
เว่ยเหยียนถิงพูดแล้วก็ยกมือขึ้นมา จับไปที่หน้าของฉินจิ่นแน่นๆ แล้วก็เลื่อนไปที่ริมฝีปากของฉินจิ่น พูดเสียงอู้อี้ว่า “อาจิ่น”
“อื้ม”
“อาจิ่น” มือของเว่ยเหยียนถิงค่อยๆออกแรงมากขึ้น แล้วก็ใช้แรงจูบมากขึ้น เขาไม่ได้พูดอะไร เอาแต่อ้อนเรียกชื่อเขาอยู่ตลอด
“อาจิ่น”
ฉินจิ่นรู้สึกได้ว่าร่างกายของเว่ยเหยียนถิงนั้นร้อนมาก เขาเกยไปที่ไหล่ของตัวเองแล้วก็บอกว่า “อาจิ่น”
“โฮก---”
ทันใดนั้น ฉินจิ่นก็ได้ยินเสียงเสือคำรามขึ้น ยังคิดว่าตัวเองนั้นฟังผิดไป ต้องฝันไปแน่ๆ สองสามวันนี้ เพราะเสือตัวนี้ ทำเอาคิดอยู่ทั้งวันทั้งคืน จนเก็บไปฝัน พลิกตัวแล้วก็หลับต่อ
เพราะว่าเหนื่อยเกินไป เรื่องต่อจากนี้นั้น ฉินจิ่นเลยจำไม่ได้เท่าไหร่
พอเช้าวันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นตื่นขึ้นมาก็รู้สึกปวดไปทั้งตัว โดยเฉพาะส่วนเอวนั้นปวดมากจริงๆ แล้วเว่ยเหยียนถิงก็ไม่ได้อยู่บนเตียงแล้ว นางได้กลิ่นหอมของอาหาร เยี่ยมจริงๆ เมื่อคืนนอนดึกขนาดนั้น ตอนนี้ยังตื่นมาทำกับข้าวไหวอีก ฉินจิ่นนั้นดูถูกความแข็งแรงของผู้ชายคนนี้เกินไปซะแล้ว
“อาจิ่น เจ้าตื่นแล้วรึ มากินข้าวเร็ว” เว่ยเหยียนถิงเรียกนาง
“พี่แข็งแรงดีจัง ตอนนี้ยังตื่นมาทำกับข้าวได้อีก” ฉินจิ่นพูดพึมพำ
เว่ยเหยียนถิงฟังไม่ชัดว่านางพูดอะไร เลยถามว่า “เจ้าพูดอะไรนะ เมื่อกี้พี่ไม่ได้ยินน่ะ”
พอฉินจิ่นนึกถึงเสียงเสือคำรามเมื่อวานได้ แม้แต่รองเท้าก็ไม่ทันสวม ก็รีบวิ่งเท้าเปล่าไปอยู่ตรงหน้าของเว่ยเหยียนถิง “พี่ถิงจ๊ะ พี่ได้ยินเสียงเสือคำรามไหมจ๊ะ”
ฉินจิ่นกลั้นหายใจรอเขาตอบกลับ หวังว่าตัวเองจะฟังผิดไป ตัวเองหูแว่วไป
แต่เว่ยเหยียนถิงก็ได้ยินเหมือนกัน ก็พยักหน้าอย่างทำอะไรไม่ได้ “พี่ก็ได้ยินเหมือนกัน”
ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรอีก ก็สบตากันเงียบๆ แล้วทั้งสองคนก็รู้สึกว่าผิดปกติ มีอะไรแปลกๆ
เว่ยเหยียนถิงพูดปลอบฉินจิ่นว่า “กินข้าวก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยดูอีกทีว่าจะทำยังไง”
“จ้ะ” ฉินจิ่นก็มีวิธีอื่นที่ดีๆ แต่นางก็เข้าใจเว่ยเหยียนถิง ถ้าไม่กินข้าว เดี๋ยวเขาก็จะเป็นห่วงอีก
……
แล้วเจ้าหน้าที่ก็มาสอบสวนสถานการณ์แต่เช้า ฉินจิ่นก็ อยู่ในการสอบสวนด้วย
“เจ้าเห็นเสือรึไม่”
“ไม่เจ้าค่ะ แต่ข้าได้ยินเสียงเสือคำราม” ฉินจิ่นบอกเหตุการณ์ที่ตัวเองเจอให้เจ้าหน้าที่ฟัง
“เป็นแบบนี้อีกคนละ” เจ้าหน้าที่บอกว่า “ได้ยินเสียงคำรามแต่เช้า แต่ไม่เห็นเสือ”
“งั้นเสือไม่ได้ทำลายข้าวของอะไรเลยรึ”
“ไม่” เจ้าหน้าที่ที่กำลังทำบันทึกอยู่นั้นก็ส่ายหน้า “ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง”
เว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นสบตากันไปทีนึง รู้สึกว่าแปลกจริงๆ ไม่ควรจะเป็นแบบนี้นี่ จะไม่ทำลายข้าวของเลยสักอย่างได้ยังไงล่ะ เสือเดี๋ยวนี้ใจดีขนาดนี้เลยเหรอ
โจวหลันหลันก็อยู่ในที่สอบสวนด้วย พอเห็นว่าฉินจิ่นอยู่อีกฝั่งแล้วส่ายเอวเดินมา “เจ้าจับเสือได้ไม่ใช่รึ ทำไมตอนนี้ถึงยังมีอยู่ล่ะ”
ฉินจิ่นมองนางอย่างเย็นชา “ข้ามีธุระ หลีกไป”
ฉินจิ่นเพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่คำ ก็ได้ยินโจวหลันหลันหัวเราะเสียงดังอยู่ข้างหลัง “น่าตลกซะจริง อย่างเจ้าน่ะจับเสือได้ด้วยรึ ยังไม่รู้เลยว่าไปแย่งความดีของใครมารึเปล่า”
แล้วคำพูดนี้ก็มีเริ่มมีอะไรแปลกๆ แล้วแย่งความดีของใครมาอะไรกัน
“เจ้าหมายความว่ายังไง”
“หรือว่าไม่ใช่ เจ้ารับหมายศาลมา แต่ที่จับเสือได้น่ะเป็นพี่ฉินทำ” โจวหลันหลันหัวเราะเยาะ “หน้าด้านจริงๆ”
ฉินจิ่นเห็นโจวหลันหลันไม่ได้มีท่าทางที่แปลกใจแล้วฉินจิ่นก็รู้แล้ว ว่าทุกคนต่างคิดว่าพี่ฉินเป็นคนจับเสือได้ ไม่แปลกที่ครั้งที่แล้วเจ้าหน้าที่ถึงให้เงินนางแค่สิบตำลึง ที่แท้เงินที่เหลือนั้นถูกพี่ฉินเอาไปหมดแล้ว ยังเอาความดีความชอบของตัวเองไปอีกด้วย
คนคนนี้นั้นมันอะไรกัน
“ตอนนี้ยังจะมาตอแหลอยู่อีก” โจวหลันหลันตะโกนด่า
ฉินจิ่นก็ไม่ได้โมโห แต่แค่บอกว่า “ตอนนี้ก็มีเสืออีกแล้วนี่ ข้าเป็นแค่ผู้หญิงไม่มีเรี่ยวแรงอะไร ต้องจับเสือไม่ได้แน่ๆ พวกเจ้าไปหาพี่ฉินเถอะ”
เว่ยเหยียนถิงนั้นดีใจกับคำพูดนางสุดๆ ครั้งนี้นั้นตอบได้ถูกใจมากจริงๆ
พอพวกราษฎรฟังแล้ว ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมาก ตอนนี้ยังมีเวลาอะไรมาครึกครื้นที่ไหนอีกล่ะ แล้วทั้งหมดก็แห่เข้าศาลกันไป
“เป็นอะไรไป พวกเจ้าจะทำอะไรกัน” เจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้าประตูเห็นคนกรูเข้ามาเยอะขนาดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกไปที
“พวกเราจะเข้าไปเจอใต้เท้า เราต้องการคนมากำจัดเสือ” ราษฎรพากันตะโกน
ตอนนี้จะทำอะไรได้ล่ะ คนเยอะขนาดนี้จะรั้งยังไงก็รั้งไม่ได้หรอก
ตามองพวกเขาแล้วก็จะพุ่งเข้าไป ในที่สุดใต้เท้าก็ออกมา แล้วพูดอย่างสบายๆว่า “ทุกท่าน ข้ารู้ว่าทุกคนต่างกลัวกัน แต่พวกเจ้าวางใจเถอะ พวกเราจะกำจัดเสือไปได้แน่นอน”
ในใจของฉินเฟิ่นรู้สึกอยู่ไม่สุขขึ้น ผ่านไปไม่นานก็โดนเรียกออกไปซะแล้ว
“ในเมื่อครั้งที่แล้วเจ้าจับเสือได้ งั้นครั้งนี้ก็ต้องจับได้”
ฉินเฟิ่นนั้นไม่กล้ามองหน้าใต้เท้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ในใจนั้นว้าวุ่นไปหมด เขาจับเสือเป็นที่ไหนกันล่ะ แต่ตอนนี้ก็ทำได้แค่พูดว่า “ขอรับ”
แต่พอคิดกลับกันแล้ว ให้อีฉินจิ่นนี่ไปจับอีกครั้งนึงก็พอแล้ว จะกลัวอะไรล่ะ
“พวกเจ้าสบายใจได้ ข้าต้องจับเสือได้แน่นอน”
……
พอตกกลางคืนแล้ว ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนฉินก็หลบอยู่ข้างทางกันสองคน คอยจับตาดูบางอย่าง ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไปจับเสือแล้ว แต่ไอ้เสียงนั่นน่ะไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่ ต้องตรวจสอบด้วยตัวเองถึงจะวางใจ
ลมกลางคืนนั้นหนาวมาก ฉินจิ่นรีบเร่งออกจากบ้านมา และไม่ได้ใส่เสื้อผ้าหนามาก ตอนนี้ที่นั่งยองอยู่ตรงนี้แรกๆก็ยังดีหน่อย พอผ่านไปนานกลับรู้สึกว่าหนาวมาก ก็อดไม่ได้ที่จะจาม
“อาจิ่น หนาวรึเปล่า” เว่ยเหยียนถิงถาม
“เปล่านี่จ๊ะ” ฉินจิ่นส่ายหน้า ไม่ยอมให้เว่ยเหยียนถิงเป็นห่วงตัวเอง
“ไม่หนาวจ้ะ”
“พูดมั่วอะไรกัน หนาวสั่นไปหมดแล้ว” เว่ยเหยียนถิงเห็นว่าเสื้อที่อยู่บนตัวของฉินจิ่นนั้นบาง เลยอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า
“ให้เจ้าใส่เสื้อหนาหน่อยก็ไม่ฟังเลย”
พูดจบก็เอาเสื้อคลุมไปที่ตัวของฉินจิ่น แล้วพูดว่า “ครั้งต่อไปห้ามทำแบบนี้แล้วนะ ที่ปล่อยให้ตัวเองหนาวแบบนี้น่ะ”
“พี่ถิง พี่เอาเสื้อให้ข้าแล้วพี่ไม่หนาวรึ” ฉินจิ่นนิ่งไป แล้วถามเว่ยเหยียนถิง
“เตรียมมาให้เจ้านั่นแหละ กลัวว่าเจ้าจะหนาว” เว่ยเหยียนถิงหัวเราะ แล้วก็รู้สึกเอ็นดู
“เมื่อกี้เจ้ารีบออกบ้านขนาดนั้น พี่จะทันบอกให้เจ้าเอาเสื้อมาเผื่อได้ยังไงล่ะ”
ฉินจิ่นฟังคำพูดนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกอบอุ่นสุดๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่คำหวานที่บอกว่าฉันรักเธอ แต่ก็ทำให้นางรู้สึกสบายใจ
“อย่าหัวเราะเลย สวมเสื้อคลุมเถอะ” เว่ยเหยียนถิงส่ายหน้า รู้สึกว่าหลายครั้งฉินจิ่นเหมือนเด็กที่ยังไม่โตคนนึง
“จ้ะ”
ตอนที่ฉินจิ่นกำลังก้มหน้าอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงคำรามของเสือขึ้น
ตอนนี้ฉินจิ่นยังจะมาห่วงที่จะคลุมเสื้อคลุมที่ไหนกันล่ะ สบตากับเว่ยเหยียนถิงไปทีนึง แล้วก็แอบๆย่องออกไป ไม่กล้าทำให้เสือตกใจ
บทที่ 62: เห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยแล้วจะทำไมล่ะ
เสือกำลังคำรามอยู่ เว่ยเหยียนถิงเล็งไปทีนึง ฉินจิ่นก็มองดูอยู่นาน รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่ก็พูดไม่ออก กลัวเสือตัวนั้นก็เข้าไปในบ้านคน และจับไก่ไปตัวนึง
ในที่สุดฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงก็รู้สึกว่าที่นั่นมีอะไรผิดปกติแล้ว เสือตัวนั้นไม่ได้ใช้ปากกัดไก่ แต่ใช้เล็บทั้งสองข้างตะครุบไก่ทันที
ให้ตายเถอะ ที่มันเสือซะที่ไหนล่ะ นี่มันคนชัดๆ
เสือปลอมตัวนั้น แอบออกมาจากลานอย่างลับๆล่อๆ
ฉินจิ่นตะโกนไปทีนึงว่า “ขโมย อย่าหนีนะ”
พอเสือปลอมตัวนั้นหันมาเห็นฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงแล้ว ก็รีบโยนไก่ หันกลับไปแล้วหนีไปทันที
ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงจะปล่อยเขาหนีไปได้ยังไงล่ะ ก็รีบไล่ตามไปทันที
ฉินจิ่นวิ่งจนหอบแฮกๆ คนคนนี้นั้นวิ่งเร็วมากจริงๆ
“โอ๊ย———” รีบเร่งจนเกินไป ทำเอาขาพลิกทันที ฉินจิ่นตะโกนไปทีนึงแล้วก็ล้มลงไปกับพื้น
เว่ยเหยียนถิงได้ยินเสียงแล้ว พอเห็นเว่ยเหยียนถิงล้ม ก็รีบวิ่งมาทันที
“เป็นอะไรไป”
“ไม่มีอะไรจ้ะ” ในใจของฉินจิ่นมีแต่หัวขโมยนั่น “พี่ถิง ไม่ต้องห่วงข้า รีบตามมันไปเร็ว”
“ตอนนี้ตามไม่ทันแล้ว เจ้าเจ็บน่ะสำคัญกว่า เรื่องอื่นอย่าเพิ่งสนเลย” เว่ยเหยียนถิงเอื้อมมือไปกดที่ข้อเท้าของฉินจิ่น
ฉินจิ่นร้องเสียงดัง แต่เว่ยเหยียนถิงกับโล่งใจ “ไม่ได้เจ็บถึงกระดูก”
“ที่นี่ที่ไหนน่ะ” ฉินจิ่นถาม
“ร้านอาหารเพียวเซียง” เว่ยเหยียนถิงเหลือบมองไปทีนึง จากนั้นก็อุ้มฉินจิ่นขึ้น “เรากลับบ้านกันก่อนเถอะ”
ในใจของฉินจิ่นดีใจขึ้น ว้าว นี่มันอุ้มแบบเจ้าหญิงเลยนะ
นางเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเหนียงของเว่ยเหยียนถิงแล้ว ก็มีเส้นเลือดปูดขึ้นมา ทำให้อดใจสั่นไม่ได้
พอถึงบ้านก็ดึกแล้ว มองไปที่ประตูบ้านไกลๆ แล้วเหมือนจะมีคนด้วย
“ใครน่ะ”
“พวกข้าเอง”
ฉินจิ่นเกือบจะถูกคำตอบกลับนี้ทำเอาโมโหซะแล้ว แล้วพวกแกเป็นใครกันล่ะ
พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆแล้ว ฉินจิ่นก็เห็นว่าเป็นคนของตระกูลฉินทั้งนั้น อยู่กันทั้งแม่ฉิน ฉินยิง และฉินเฟิ่น
“พวกเจ้าทำอะไรกัน”
“อ้าว นี่มันยังไงกัน” ฉินยิงประชดประชัน “พอออกเรียนแล้ว ก็เดินไม่เป็นซะแล้ว ยังจะให้คนอื่นอุ้มอีก”
ฉินจิ่นขี้เกียจจะเปลืองน้ำลาย ก็พูดแค่ว่า “พี่ถิงจ๊ะ ปล่อยข้าลงก่อนเถอะจ้ะ” จริงๆแล้วฉินจิ่นรู้สึกปวดขาอยู่หน่อยๆ แต่ก็ฝืนเอาไว้
“มีเรื่องอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่มีก็กลับไปซะ”
“เจ้า......”
ฉินยิงโมโห แม่เว่ยก็ดึงนางไว้แล้วพูดว่า “คือแบบนี้น่ะ พี่ชายเจ้าโดนสั่งให้ไปจับเสือไม่ใช่รึ เจ้าไปกับเขาสิ”
ฉากนี้นั้นเป็นน้ำเสียงของการสั่ง คงนึกว่านางนั้นจะรังแกได้ง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนจริงๆ
“อย่างแรก เราตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว เจ้าอย่าลืมสิว่าเงินสิบตำลึงในตอนนี้ได้ซื้อความสัมพันธ์ของเราไปแล้ว” หน้าของฉินจิ่นนั้นไร้อารมณ์
“อย่างที่สองคือ เขาจะไปจับเสือแล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ”
“ทำไมเจ้าถึงเห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วยแบบนี้ล่ะ” ฉินเฟิ่นใจร้อนแล้ว ถ้าจะให้ตัวเองไปจับเสือจริงๆ แล้วจะทำยังไงดีล่ะ
“ข้าก็จะเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยนี่แหละ แล้วเจ้าจะทำไมล่ะ” ฉินจิ่นรู้ถึงแผนการนี้ดี
ฉินเฟิ่นเอื้อมมือจะมาตีเธอแต่กลับโดนเว่ยเหยียนถิงห้ามไว้ก่อน
“เจ้ากล้าเหรอ”
นางฉินรีบดึงมือของฉินเฟิ่นกลับมาลง แล้วพูดว่า “เจ้าจะทำอะไรน้องสาวเจ้า ช่างไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ”
ฉินจิ่นมองนางแสดงอยู่ และไม่พูดอะไร รู้สึกแค่ว่าน่าตลก
“เจ้าก็ไปกับพี่ชายเจ้าหน่อยเถอะ”
ฉินจิ่นพยักหน้า “ข้าไปได้ แต่เอาเงินของเขาก่อนหน้านี้มาให้ข้า แล้วก็ไปสารภาพซะ ว่านี่เป็นเงินที่แย่งความดีมา”
“เจ้าฝันอยู่รึ ไม่มีทาง” พอฟังแล้ว ฉินเฟิ่นก็ทิ้งท้ายคำนี้แล้วก็ไป
นางฉินและฉินยิงก็โมโห ตามหลังฉินเฟิ่นแล้วเดินไป
“เจ้าอย่าโมโหเลย อาจิ่น ร่างกายของตัวเองสำคัญกว่า” เว่ยเหยียนถิงปลอบนาง
ฉินจิ่นส่ายหน้า “ข้าไม่โมโหหรอก พวกเขายังไม่สำคัญเท่าข้อเท้าของข้าเลย”
ก็เหมือนที่เว่ยเหยียนถิงบอก ไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูก แค่ขาพลิกเท่านั้น พักผ่อนดีๆก็ไม่เป็นอะไรแล้ว
พอกลางคืนของอีกวัน ฉินจิ่นก็นอนอยู่บนเตียงก็เตรียมที่จะนอนแล้วก็ได้ยินเสียงเสือคำรามอีกครั้ง แล้วฉินจิ่นก็เด้งตัวขึ้นมาทันที “ไม่ได้ ข้าต้องจับเสือปลอมตัวนี้ให้ได้”
ตอนที่ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงวิ่งไปถึงถนน ฉินเฟิ่นก็รีบวิ่งมาดึงชายเสื้อของนางทันที “ข้าขอร้องเจ้าล่ะ ข้าจับเสือไม่เป็นจริงๆ ข้าไม่อยากตาย ช่วยข้าด้วย......”
“เจ้าหลีกไป”
เสือปลอมย่องออกมาจากซอยข้างๆฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงไม่พูดอะไร แล้วก็ฉวยโอกาสตอนที่เสือไม่รู้ตัว ก็รีบไปสู้กับเสือทันที
ฉินเฟิ่นโดนฉากนี้ทำให้อึ้งไป ยังมีคนกล้าต่อสู้กับเสืออีกเหรอ
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเสือตัวนั้น เหมือนคนเลยล่ะ”
คนที่อยู่ข้างๆเตือนขึ้น ฉินจิ่นก็รู้สึกขึ้นทันที เห็นได้ชัดว่านี่คือคน ไม่แปลกที่จะกล้าสู้กับเขา
ฉินเฟิ่นรีบวิ่งเข้าไป จังหวะของเขาดีมาก คว้าแขนของเสือปลอมตัวนี้ได้พอดี พอฉีกหนังเสือออก ก็ตะคอกอย่างโมโหว่า “ไอ้ห่าหลูเอ้อ กลับศาลไปกับข้าซะ”
ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงอึ้งไปสักพัก นี่มันเรื่องอะไรกัน โดนแย่งความดีความชอบอีกแล้วเหรอ
พอหลูเอ้อเห็นพวกเขาทั้งสามคนแล้วก็กลัวสุดๆ
ฉินเฟิ่นเหมือนจะพูดโอ้อวดว่า “เห็นรึยัง ไม่มีเจ้าข้าก็จับได้”
เพิ่งจะพูดจบ หลูเอ้อก็ฉวยโอกาสตอนที่ฉินเฟิ่นไม่รู้ตัวก็รีบหนี แล้วก็รีบวิ่งไปทันที
“อย่าหนีนะ ข้าบอกให้หยุดเดี๋ยวนี้” เว่ยเหยียนถิงตะโกนเสียงดัง
ตอนนี้หลูเอ้อจะยืนอยู่นิ่งๆได้ กว่าจะหนีได้นั้นไม่ง่ายเลย ทำได้แค่วิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ
“หยุดเดี๋ยวนี้” ฉินเฟิ่นก็ตะโกนตามหลังไป
หลูเอ้อถุยน้ำลายไปทีนึง “ไอ้เหี้ย กูไม่หนีก็ตายสิวะไอ้พวกโง่”
เขารีบหนีจนไม่ทันได้เลือกทาง วิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ คนที่วิ่งยามก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้นด้วย
หลูเอ้อเห็นว่าที่กำแพงมีไม้ไผ่พิงอยู่ ก็รีบปัดให้ล้มลง คนที่อยู่ข้างหลังนั้นหลบไม่ทัน ฉินจิ่นตกใจไปที ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี เว่ยเหยียนถิงหูตาเร็ว ก็รีบดึงเธอไปอีกทาง “อาจิ่น ระวัง”
ฉินจิ่นพยักหน้า แต่พอเห็นหลูเอ้อวิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ แล้วก็บอกว่า “ไม่ได้ รีบวิ่งตามไปเร็ว”
เพิ่งจะปัดไม้ไผ่ให้ล้มลงเสร็จ หลูเอ้อหันมาเห็นว่าข้างหลังนั้นมีคนวิ่งตามมาเป็นกลุ่ม ก็หัวเราะเยาะ “ยังจะแข่งกับข้าอีก ไม่เจียมตัวจริงๆ”
แล้วทางนี้ก็เห็นว่ามีคนตากถั่วเหลืองเอาไว้ยังไม่ได้เก็บ ก็ทำเอาถาดถั่วเหลืองนั้นร่วงลงมาที่พื้น
ฉินจิ่นรีบหยุดทัน เกือบจะเหยียบเข้าไปในกองถั่วเหลืองซะแล้ว แต่ยืนได้ไม่มั่นคงเลยล้มลงไป ใครจะรู้ว่า ทันใดนั้น เว่ยเหยียนถิงนั้นก็คว้าเธอไว้ได้ แล้วเสียงก็มากะทันหันมาก “อาจิ่น ระวัง”
เพิ่งจะพูดจบ ถั่วเหลืองก็โรยตกลงมาบนพื้น เจ้าหน้าที่ไม่น้อยต่างก็เห็นถั่วเหลืองบนพื้นทั้งนั้น ร่วงหล่นลงมาบนพื้นจนหมด
ฉินจิ่นหน้าแดง แล้วก็รีบลุกขึ้นทันที
“อย่าหนีนะ” เสียงที่อยู่ข้างๆ เร่งให้ทั้งสองคนไม่ได้รอช้า แล้วก็รีบวิ่งตามหลูเอ้อทันที
คงจะใจร้อนวิ่งเร็วเกินไป จนหลูเอ้อวิ่งเข้าไปในซอยทางตัน
“วิ่งสิ เจ้าวิ่งได้ไม่ใช่รึ ข้าจะดูซิว่าตอนนี้เข้าจะหนีไปทางไหน”
หลูเอ้อมองอยู่นาน แน่ใจว่าไม่มีทางออกจากทางตันนี้แล้ว ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะลุกลนขนาดไหน
“เหอะ ยอมจำนนแล้ววางมือซะดีๆเถอะ” มีเจ้าหน้าที่เตรียมที่จะจับหลูเอ้อ แต่กลับไม่คิดว่าหลูเอ้อจะเตะฉินเฟิ่นแรงๆ ในตอนที่กำลังเดินมา สุดท้ายแล้ว กระต่ายที่ตื่นตูมก็กัดคนเป็นเหมือนกัน
บทที่ 63: คนไร้ยางอายอย่างคนตระกูลฉิน
“เจ้า...”
ในใจของเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นนั้นมีความสุขมาก เห็นฉินเฟิ่นถูกตีแล้ว ก็มีความสุขเป็นพิเศษ
แต่ก็กลัวว่าหลูเอ้อจะหนีไปอีกเป็นครั้งที่สอง เว่ยเหยียนถิงเดินขึ้นไปจะจับหลูเอ้อ และหลูเอ้อก็เตรียมที่จะเตะเว่ยเหยียนถิงเหมือนที่ถีบฉินเฟิ่น แต่ก็ถูกเขาหลบได้ แล้วก็คว้าไปที่ข้อมือได้อย่างง่ายดาย
พอฉินเฟิ่นเห็นแล้วก็รีบขึ้นมาจับหลูเอ้อทันที เว่ยเหยียนถิงลังเลไปสักพักและไม่ได้ปล่อย
“ทำไมล่ะ คนที่ศาลต้องการ เจ้าก็ยังกล้าขวางอีกรึ”
เว่ยเหยียนถิงมองไปที่ฉินจิ่นทีนึงแล้ว จากนั้นก็ให้เขาปล่อยไป
ฉินเฟิ่นจับหลูเอ้อได้ แน่นอนว่าต้องมีความสุขอยู่แล้ว อย่างแรกก็คือจับเสือได้แล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นเสือปลอม สองคือไม่ต้องคืนเงินให้ฉินจิ่นด้วย แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่สวยงามทั้งสองเรื่องเลยล่ะ
ฉินเฟิ่นพาหลูเอ้อไปที่ศาล พอสอบสวนอย่างละเอียดแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา บอกแค่ว่าตัวเองขี้งก
ใต้เท้ารู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรเสียหายมาก ก็ไม่จำเป็นต้องตัดสินเข้มงวดสักเท่าไหร่ ก็ให้เจ้าหน้าที่พาไปขอโทษตามบ้าน
ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงเห็นฉินเฟิ่นคุมตัวหลูเอ้อมาขอโทษที่ร้านอาหารของตัวเอง
“ไป ขอโทษพวกเขาซะ” ฉินเฟิ่นคุมตัวของหลูเอ้อไว้
เว่ยเหยียนถิงดูออกว่าฉินจิ่นนั้นไม่ชอบหลูเอ้อมาก พอหลังจากหลูเอ้อพูดขอโทษเสร็จแล้วก็พูดว่า “ต่อไปเจ้าก็ทำไร่ทำสวนของตัวเองให้ดีเถอะ อย่ามาทำเรื่องพวกนี้อีกเลย”
“จ้ะๆๆ ต่อไปข้าจะไม่ทำอีกแน่นอนจ้ะ”
หลูเอ้อไปขอโทษตามแต่ละบ้าน พอคนทั้งตำบลต่างก็รู้แล้วว่าหลูเอ้อแกล้งปลอมตัวเป็นเสือ ก็สบายใจขึ้นกันไม่น้อย
ตอนกลางคืนพอฉินจิ่นกลับมาถึงบ้าน กำลังจะเตรียมตัวเข้านอน ก็ได้ยินเสียงเสือคำรามขึ้น นางนึกว่านางฟังผิดไป เลยไม่ได้สนใจ
“โฮก———”
“พี่ถิง”
เว่ยเหยียนถิงบอกว่า “พี่ได้ยินแล้วล่ะ อาจิ่น ต้องมีเสืออีกตัวนึงแน่นอนเลย”
ฉินจิ่นก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน แต่กลับอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
เรื่องนี้จะจบได้รึยังเนี่ย
ไม่แปลกที่เสี่ยวปาไม่ได้แจ้งเตือนว่าภารกิจสำเร็จ
“พรุ่งนี้เช้าไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นอนก่อนเถอะ มีพี่อยู่นะ” เว่ยเหยียนถิงพูดปลอบ
คืนนี้ฉินจิ่นหลับไม่สนิททั้งคืน พอเช้าแล้วก็ตื่นทันที รีบกินข้าวกับเว่ยเหยียนถิงแล้วก็เข้าไปในเมือง
“โธ่ ผักของข้า เป็ดกับไก่ของข้า เพิ่งจะเลี้ยงได้ไม่นานก็โดนทำลายอีกแล้ว ชีวิตนี้ยังจะให้คนมีชีวิตกันต่อไหมเนี่ย” คุณป้าที่ขายผักนั้นร้องไห้คร่ำครวญ
ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงสบตากันไปทีนึง ดูแล้วครั้งนี้คงจะเป็นเสือจริงๆแล้ว
“งั้นจะทำยังไงดีล่ะ ทำไมเสือถึงเยอะขนาดนี้ ตัวแล้วตัวเล่า”
“เราไปที่ศาลกัน ไปบอกใต้เท้า ครั้งที่แล้วลูกชายคนโตของตระกูลฉินเป็นคนกำจัดเสือไม่ใช่รึ”
ฉินจิ่นไม่ได้ส่งเสียงอะไร แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะอยู่ อย่างหมอนั่นน่ะล่าเสือเป็นด้วยเหรอ
เป็นไปตามที่คิดไว้ พอผ่านไปไม่นาน ฉินเฟิ่นก็วิ่งมาอย่างลับๆล่อๆ
“นี่ เจ้าไปล่าเสือกับข้าที”
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะ “ข้าก็ยังคงมีข้อเสนอเดิม ถ้าเจ้าตกลงข้าก็จะไป แต่ถ้าเจ้าไม่ตกลง เจ้าก็ไปถวายชีวิตเถอะ ครั้งนี้เป็นเสือจริงๆซะด้วย”
ฉินเฟิ่นกัดฟัน แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
ฉินจิ่นพูดด้วยใบหน้าที่ไร้เยื่อใยว่า “เจ้าหาวิธีจัดการเองเถอะ”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ฉินเฟิ่นทิ้งท้ายไปประโยคนึงแล้วก็เดินไป จนถึงตอนเย็น จู่ๆก็มีคนกลุ่มนึงพุ่งเข้ามาในร้านอาหาร
“เถ้าแก่ฉิน เรื่องล่าเสือน่ะจะบอกว่าช่างมันแล้วก็ช่างมันเลยได้ยังไงล่ะ ตอนนี้มีเสือมาอีกตัวแล้ว เจ้าต้องไปจัดการมันให้พวกเรานะ”
“ใช่ๆ เถ้าแก่ฉิน ถึงแม้ว่าเจ้าจะเห็นใจพี่ชายเจ้า แต่ก็ไม่ควรจะยกความดีให้เขาเลยนี่”
ฉินจิ่นฟังแล้วก็สับสน พอหันไปก็เห็นฉินเฟิ่นเดินมา
หน้าของเขานั้นดูสำนึกผิด “น้องสาว ข้าปิดบังพวกเขาต่อไปไม่ได้แล้ว เรื่องกำจัดเสือนี้นั้นเป็นความดีความชอบของเจ้า ตั้งแต่ที่เจ้ายกมันให้ข้า ข้านอนไม่หลับแทบทุกคืนเลย พอชาวบ้านแต่ละคนชมข้าทีนึง ในใจของข้าก็ละอายไปทีนึง”
ฉินเฟิ่นแสดงได้สมจริงมาก พวกชาวบ้านที่ใสซื่อก็พากันเชื่อกันไปหมด
ฉินจิ่นอดไม่ได้ที่จะกลอกตาไปที สุดยอดจริงๆ ที่พลิกเรื่องจากหน้ามือให้เป็นหลังมือให้ชำนาญขนาดนี้ ทั้งๆที่เขาเป็นคนแย่งความดีความชอบไปแท้ๆ ตอนนั้นกลับมาบอกว่านางเป็นคนยกให้ซะงั้น
“เงินรางวัล......”
ฉินจิ่นเพิ่งจะพูดเรื่องเงินรางวัลขึ้น ฉินเฟิ่นก็พูดต่อทันทีว่า “เงินรางวัลนั่นแม่ก็เอาไปเป็นค่ารักษาแล้ว ต้องขอบคุณน้องจริงๆ อาการของแม่ถึงได้ดีขึ้นเร็วขนาดนี้”
หน้าของฉินจิ่นมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด
แบบนี้น่ะไม่อยากจะคืนเงินชัดๆ แล้วก็ไม่อยากจะคืนชื่อเสียงของตัวเองด้วย
แต่ยังไม่ทันได้รอให้ฉินจิ่นพูดอะไร ชาวบ้านที่อยู่รอบพูดชื่นชมขึ้นทันที
“เถ้าแก่ฉินนั้นช่างเป็นคนดีจริงๆ ออกเรือนแล้วยังนึกถึงที่บ้านขนาดนี้ ถ้าลูกสาวบ้านข้ากตัญญูเหมือนเจ้าก็คงดี”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบนี้สิถึงจะดี”
“ยังไงก็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก”
แต่ละคำ ทำเอาฉินจิ่นนั้นหมดคำจะพูดกันไปเลยทีเดียว
ถึงตอนนี้นางจะบอกว่าฉินเฟิ่นเป็นคนแย่งความดีความชอบนางไป ก็คิดว่าคนที่โดนล้างสมองพวกนี้ก็คงฟังไม่เข้าหูหรอก
ฉินจิ่นมองดูฉินเฟิ่นแล้ว หน้าตาของเขานั้นดูใสซื่อ แต่ภายใต้หน้าตาที่ใส่ซื่อนั้นก็ยังมีจิตใจที่สกปรกซ่อนอยู่
แววตาของฉินจิ่นนั้นเย็นชา แต่กลับโบกมือให้กับทุกคนว่า “ทุกคนสบายใจได้ เรื่องเสือน่ะ ข้าจะจับให้ได้แน่นอน แต่แค่ต้องการคนมาเป็นเหยื่อล่อคนนึงน่ะ ครั้งที่แล้วเข้าให้น้องสี่น้องชายข้าไป แต่ตอนนี้น้องสี่นั้นเจ็บแขนอยู่และยังไม่หายดี ตอนนี้ก็คงทำได้แค่ต้องเชิญ———พี่ชายอย่างเจ้าแล้วล่ะ”
พอได้ยินคำนี้แล้ว ฉินเฟิ่นตกใจจนเข่าแทบทรุดเลยทีเดียว
ถ้าครั้งนี้เขาต้องไปเป็นเหยื่อล่ะก็ ฉินเฟิ่นคิดว่า ฉินจิ่นต้องรอให้เขาโดนเสือกินไปไม่น้อยแล้ว ถึงจะลงมือ
“ทำไมล่ะ พี่ไม่กล้าไปรึ” ฉินจิ่นเร่งถาม
หน้าของฉินเฟิ่นซีดไปหมด แต่ถึงจะยังไงก็ทำใจบอกว่าไปไม่ได้ ฉินจิ่นตั้งใจทำเหมือนว่าไม่เข้าใจ “หรือว่าพี่จะให้ข้าไปเป็นเหยื่อรึ”
“เอ่อ......เอ่อ......” ฉินเฟิ่นถอยหลังเรื่อยๆ แล้วจู่ๆก็พูดว่า “นางสาว อาการแม่นั้นยังหายไม่ขาด ยังต้องให้ข้าอยู่ดูแล” ฉินเฟิ่นพูดแล้วก็ก้มหน้าวิ่งหนีไป ความเร็วนั้นเร็วจนอย่างกับแข่งวิ่งร้อยเมตรยังไงอย่างั้น
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะไปทีนึง แล้วไม่ได้พูดอะไร แต่บนหน้านั้นเห็นได้ชัดว่าหดหู่มาก
ชาวบ้านที่อยู่รอบๆกระซิบคุยกัน บอกว่าลูกชายคนโตตระกูลฉินนั้นขี้ขลาด พอมีเรื่องก็มาให้ฉินจิ่นช่วย พอต้องการความช่วยเหลือจากเขานั้นกลับวิ่งหนีเร็วยิ่งกว่ากระต่ายซะอีก”
มีคนพูดปลอบฉินจิ่นว่า “เถ้าแก่อย่าเศร้าใจไปเลย ลูกชายคนโตบ้านฉินก็เป็นแบบนี้แหละ เจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลย”
“ใช่แล้ว ต่อไปก็รักษาระยะห่างจากบ้านพวกเขาก็พอแล้ว ปรนนิบัติแม่ผัวให้ดีก็พอแล้ว”
ฉินจิ่นรีบก้มหน้าน้ำตาคลอและไม่ได้พูดอะไร แล้วก็แกล้งแสดงเหมือนหญิงสาวที่ถูกกดขี่ย่ำยีให้เหมือนจริงที่สุด แล้วก็ได้ความเห็นอกเห็นใจมากมายทันที
ผ่านไปสักพัก คนในร้านอาหารถึงได้แยกย้ายกันจนเกลี้ยง
ฉินจิ่นรีบบอกให้คนไปเรียกเว่ยเหยียนถิงกลับมา ให้เขากลับไปเอาธนูที่บ้าน แล้วก็จะได้ไปล่าเสือกัน
พอถึงบ้านแล้ว นางเว่ยก็ถามอย่างเป็นห่วงใยว่า “จะไปจับเสืออีกแล้วรึ”
“ไม่ต้องห่วงจ้ะแม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
ถึงแม้จะพูดแบบนี้ แต่นางเว่ยก็ยังคงห่วงอยู่ดี จับเสือตัวนึงมันใช่เรื่องง่ายที่ไหนล่ะ แต่ก็ห้ามพวกเขาไม่ได้
แล้วในตอนที่ไม่ได้สังเกตนั้น เสี่ยวซีก็แอบตามไปด้วย
เขาไม่วางใจที่พี่สาวของเขาจะไปจับเสือ มันอันตรายเกินไป
......
เดินตามร่องรอยของเสือไปถึงที่ใกล้หน้าผา ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงก็นั่งยองๆลง รออย่างเงียบๆ
มองดูลักษณะภูมิศาสตร์แล้ว ฉินจิ่นก็พูดกำชับว่า “ลักษณะภูมิศาสตร์ตรงนี้นั้นอันตรายไปหน่อย ทุกคนระวังอย่าเข้าใกล้หน้าผาล่ะ ดูแลความปลอดภัยกันด้วยนะ”
“จ้ะ” เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างหลังก็พากันพยักหน้าด้วย
บทที่ 64: หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ครั้งนี้ไม่ได้รอนานมาก เสือก็ได้ปรากฏตัวแล้ว
“โฮก———”
เสือนั้นบ้าคลั่งมาก แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเสือเห็นพวกเขาได้ยังไง ร้องคำรามโฮกๆ แล้วพุ่งตรงมาทางพวกเขา
ฉินจิ่นหนีไปอีกทางนึง เพื่อหนีการจู่โจมของเสือ แต่ก็แยกกับพวกเว่ยเหยียนถิง
เสือจ้องมองมาที่นาง ฉินจิ่นเลยรีบถอยหลังไป นางนั้นไม่ได้กลัวเลยสักนิด ในมือของเว่ยเหยียนถิงนั้นยกธนูขึ้นแล้ว และบนปลายก็มียาสลบแต้มอยู่เรียบร้อยแล้ว
แต่เสือตัวนี้เคลื่นไหวเร็วมาก หันตัวไปทีนึงก็โฉบเข้ามาทีนึง อยู่นิ่งๆ แล้วก็ข่วนมาทางฉินจิ่น
ฉินจิ่นอึ้งนิ่งไป แข็งทื่อไปทั้งตัว แล้วก็หลับตาไปโดยสัญชาตญาณ ใครจะรู้ว่าจู่ๆก็โดนคนผลักไปทีนึง
“พี่สาว”
คือเสี่ยวชี
ฉินจิ่นรีบลืมตาขึ้น แต่กลับเห็นแค่ร่างของเสี่ยวซีที่ตกหน้าผาไป
ทันใดนั้นธนูของเว่ยเหยียนถิงก็ยิงมาพอดี แล้วก็ยิงไปโดนตัวของเสือได้แม่นยำมาก ไม่นาน เสือก็ล้มลงไปอย่างหมดเรี่ยวแรง
เขารีบวิ่งมาทันที พยุงฉินจิ่น “อาจิ่น อาจิ่น เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินจิ่นยืนอึ้งอยู่ที่เดิม ข้างหูนั้นเหมือนจะยังมีเสียงของเสี่ยวซีดังขึ้นอยู่
ผ่านไปสักพัก นางถึงจะรู้สึกตัวขึ้น มองดูอยู่ที่ริมหน้าผา แล้วตะโกนเสียงดังว่า “เสี่ยวซีล่ะ เสี่ยวซี”
เว่ยเหยียนถิงรีบดึงฉินจิ่นไว้ กลัวนางจะคิดไม่ตกแล้วกระโดดลงไป “ใจเย็นๆนะ พวกเราจะลงไปหาเขาเดี๋ยวนี้เลย
“เร็ว!” ฉินจิ่นไม่ทันได้สนใจเสือตัวนั้น ลากเว่ยเหยียนถิงวิ่งลงไปข้างล่างอย่างทุลักทุเล
ข้างล่างหน้าผาในตอนนั้น มีรถม้าคันนึงมาจอด
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” มืออีกข้างนึงเปิดม่านหน้าต่างออก ชายเสื้อสีดำปักด้วยด้ายสีทองและสีเงิน หรูหราสุดๆ
“องค์ชายเจ้าคะ เมื่อกี้มีเด็กผู้ชายกลิ้งตกลงมาค่ะ” ผู้ติดตามตอบกลับ
ชายคนนั้นเหลือบมองไปทีนึงเห็นว่าบนพื้นมีเด็กผู้ชายที่เลือดท่วมอยู่ จู่ๆก็เก็บเด็กได้คนนึง น้องชาย......นี่คงเป็นการกรรมชาติมาเกิดของนายสินะ”
“องค์ชายเจ้าคะ จะช่วยไหมเจ้าคะ” ผู้ติดตามไม่ได้ยินเสียงของชายหนุ่ม ก็เลยถามไปอีกทีนึง
แววตาของชายคนนั้นดูเย็นชา “พากลับไปด้วย ลองดูว่าจะช่วยชีวิตเขาได้ไหม”
“ขอรับ”
......
พอฉินจิ่นพาคนลงมาถึงข้างล่างดอยแล้ว พวกเขาหาแล้วหาเล่า ก็ไม่เจอร่างของเสี่ยวซีเลย
หายไปอย่างไร้ร่องรอย
เสี่ยวซี......” ฉินจิ่นนั่งเหม่ออยู่ ทำได้แค่พูดคำนี้ซ้ำ
นั่นเป็นเสี่ยวซีที่นางพึ่งพามาตลอด จะบอกว่าไม่มีก็ไม่มีเลยได้ยังไง
พอนึกถึงตรงนี้แล้ว น้ำตาของฉินจิ่นก็ร่วงลงมาโดยไม่รู้ตัว
เว่ยเหยียนถิงค่อยๆโอบนางไว้ พูดปลอบเสียงเบาว่า “อาจิ่น ไม่ต้องห่วงนะ หาเสี่ยวซีไม่เจอนั้นก็เรื่องนึง บางทีเสี่ยวซีอาจจะไม่ได้ตายก็ได้ อาจจะถูกคนรวยที่ไหนมาเก็บไป ต่อไป......เขาก็จะได้สุขสบายแน่นอน
ตอนที่เว่ยเหยียนถิงพูดนั้นตัวเองก็หมดเรี่ยวแรงไปเลย
แต่ฉินจิ่นกลับอึ้งแล้วก็พยักหน้า ถ้าเป็นไปได้ นางก็หวังให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน
เป็นเพราะเสียใจเกินไป ทำให้ฉินจิ่นไม่ได้สนใจการแจ้งเตือนว่าภารกิจสำเร็จของเสี่ยวปา นางอยู่แต่บ้านเป็นเดือนกว่าจะดีขึ้น ฟื้นตัวใหม่ แล้วก็มาบริหารร้านอาหารร้อยรส
และเป็นเพราะเสือก็ถูกจับแล้ว ทั้งเมืองเลยสงบลงเยอะมาก ธุรกิจของร้านอาหารร้อยรสก็ค่อยๆดีขึ้น แต่ในเมื่อยังไม่เห็นร่างของเสี่ยวซี ฉินจิ่นก็จะไม่ถอดใจ แล้วก็ขอร้องให้คนตามหาไปทั่ว
“เอ๊ะ น้องชายเจ้าไม่อยู่รึ” หลังจากจบเรื่องที่จับเสือไปแล้ว เวลาว่างเจ้าหน้าที่จูก็จะมาดื่มชาที่ร้าน บางทีก็พูดคุยกับพวกเขาบ้าง
“น้องชายข้าหรือจ๊ะ” ฉินจิ่นก็นึกถึงเสี่ยวซีทันที
“ใช่ พ่อหนุ่มตระกูลเว่ยคนที่ช่วยพวกเราจับเสือด้วยกันครั้งที่แล้วน่ะ”
“ทำไมหรือจ๊ะ ท่านถามถึงเขามีอะไรรึเปล่า” ที่จริงก็คือเว่ยเหยียนซิ่นนี่เอง
เจ้าหน้าที่จูรีบดื่มชาไปอึกนึง ยังไม่ทนได้พูดอะไร เว่ยเหยียนซิ่นก็มาพอดี “พี่สะใภ้รองจ๊ะ พี่รองข้าเอาไก่ป่าที่เพิ่งล่าได้มาให้จ้ะ”
“จ้ะ เจ้าเอาวางไว้ตรงนั้นก่อนเถอะ มีลุงเจ้าหน้าที่มาหาเจ้าพอดีเลย” ฉินจิ่นพูด
“เถ้าแก่ รีบยกอาหารมาให้ข้าเถอะ แล้วก็เหล้าด้วย หิวไปหมดแล้ว” มีลูกค้าที่สั่งอาหารตั้งนานแล้ว ฉินจิ่นจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว เลยส่งสายตาให้เว่ยเหยียนซิ่นไปทีนึง ให้เขาระวังคำพูด อย่าไปผิดใจเจ้าหน้าที่คนนี้
“ลุงเจ้าหน้าที่ มีอะไรรึเปล่าขอรับ”
เจ้าหน้าที่จูรีบพิจารณาเขา “ไอ้หนุ่มมือเท้าใช้ได้ ร่างกายก็ดูดี ตอนนี้ทำอะไรอยู่รึ”
“อยู่บ้านทำไร่ทำสวนกับพ่อแม่นิดหน่อยขอรับ บางทีก็มาช่วยที่ร้านพี่รองขอรับ” เว่ยเหยียนซิ่นตอบ
เจ้าหน้าที่จูพยักหน้าแล้วพูดว่า “ข้าดูแล้วนั่นก็ไม่ใช่งานที่เป็นชิ้นเป็นอัน โตขนาดนี้แล้ว ควรจะทำงานเป็นชิ้นเป็นอันได้แล้ว”
พูดถึงตรงนี้แล้ว เขาก็หยุดไปสักพักแล้วพูดต่อว่า “ในศาลน่ะขาดอยู่คนนึง เจ้าจะทำหรือไม่”
เว่ยเหยียนซิ่นหยิกตัวเองไปทีนึง นี่ไม่ใช่เรื่องดีที่ตกลงมาจากฟ้าหรอกรึ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ
เจ้าหน้าที่จูก็เห็นท่าทางของเขา ก็หัวเราะแล้วพูดว่า “นี่คือการตัดสินใจของใต้เท้า ครั้งที่แล้วที่เจ้าไปล่าเสือ ก็ได้เห็นฝีมือแล้ว แล้วตอนนี้ก็ขาดคนพอดี ใต้เท้าเลยตั้งใจให้ข้ามาถาม ว่าจะตกลงมาทำงานนี้หรือไม่”
“ตกลงขอรับ ตกลงแน่นอนอยู่แล้วขอรับ” เว่ยเหยียนซิ่นรีบตอบตกลงเรื่องนี้ทันที “ขอบใจลุงเจ้าหน้าที่มากขอรับ”
“เจ้าหน้าที่อะไรกัน” เจ้าหน้าที่จูหัวเราะ “ต่อไปก็ได้ทำงานด้วยกันแล้ว อย่าเรียกห่างเหินแบบนี้เลย ที่ศาลยังมีธุระอีก ข้าไปก่อนล่ะ แล้วก็อย่าลืมไปรายงานตัวภายในสามวันล่ะ”
ฉินจิ่นเอาอาหารออกมาเสิร์ฟ แล้วก็เหลือเว่ยเหยียนซิ่นอยู่คนเดียว
“น้องสี่ เจ้าเป็นอะไรไป ยิ้มอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ”
“พี่สะใภ้รองขอรับ เมื่อกี้เจ้าหน้าที่บอกกับข้าว่า ให้ข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ในศาลได้” เว่ยเหยียนซิ่นพูดอย่างดีใจ
“เป็นเรื่องที่ดีเลยนี่” ฉินจิ่นได้ยินแล้วก็ดีใจไปกับเขาด้วย “เอาแบบนี้ งั้นเข้ารีบกลับบ้านไปบอกเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่ฟังก่อน เดี๋ยวข้าค่อยเอาเหล้าเอาผักกลับไป คืนนี้เรามาฉลองกัน”
“ขอรับ” เว่ยเหยียนซิ่นดีใจจนหุบปากไม่ได้ ตอนนี้ฟังฉินจิ่นพูดแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองควรจะกลับไปบอกพ่อกับแม่แล้ว ทุกคนต้องดีใจกับความสามารถแบบนี้ของตัวเองแน่นอนเลย
“วันนี้เว่ยจวนไม่ได้อยู่ที่ร้าน” ฉินจิ่นเสียดายนิดหน่อย “ไม่งั้นนางก็จะได้ยินข่าวนี้กับข้า แล้วก็ต้องดีใจแน่นอนเลย”
“ข้าจะไปบอกทุกคนเดี๋ยวนี้เลยขอรับ” เว่ยเหยียนซิ่นพูด
“จ้ะ”
......
“พ่อ แม่ พี่รอง พี่สาว” พอเว่ยเหยียนซิ่นกลับไปถึงบ้านก็เรียกทุกคนพร้อมกันทันที
“เกิดอะไรขึ้น เจ้ามีความสุขอะไรของเจ้าอยู่คนเดียวล่ะ” เว่ยจวนเห็นน้องชายคนนี้แล้ว ก็รู้สึกประหลาดใจ
“เมื่อกี้เจ้าหน้าที่มาบอกข้าว่าให้ข้าไปเป็นเจ้าหน้าที่ขอรับ” เว่ยเหยียนซิ่นอดดีใจไม่ได้จริงๆ
“จริงรึ” นางเว่ยแทบไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าอย่าโกหกแม่นะ”
“ไม่หรอกขอรับ จริงๆ บอกข้าตอนอยู่ที่ร้านของพี่สะใภ้รองขอรับ”
ไม่รู้เลยว่าคนในตระกูลเว่ยจะดีใจขนาดไหน มีคนที่รับราชการสักคนนึงนั้นมันดีมากเลยล่ะ อีกอย่างก็ยังได้ทำงานในศาลด้วย พูดไปก็คือการเข้ารับราชการนั่นเอง ช่างมีเกียรติจริงๆ
“พี่สะใภ้รองบอกว่าเดี๋ยวนางจะปิดร้านเร็วหน่อย แล้วก็จะกลับมาฉลองกับพวกเราน่ะ”
“ดีๆๆ เราต้องฉลองให้เจ้าหน่อยแล้วล่ะ” นางเว่ยดีใจจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว
ไม่นาน ฉินจิ่นก็ถือเนื้อถือผักกลับมาแล้ว
“อาจิ่น เจ้ากลับมาแล้วรึ” เว่ยเหยียนถิงเห็นฉินจิ่นเป็นคนแรก ก็ออกมารับของจากมือนาง “มาเร็วอาหารทำเสร็จหมดแล้ว รอเจ้ามาอยู่เลย”
บทที่ 65: เขาอยากเข้าร่วมสอบเป็นขุนนาง
กินข้าวมื้อนี้อย่างมีความสุข ฉินจิ่นเห็นท่าทางที่ดีใจของเว่ยเหยียนซิ่นแล้ว คิดแล้วก็บอกไปว่า “น้องสี่ ไปเป็นเจ้าหน้าที่ในศาลน่ะไม่เหมือนกับทำงานที่บ้านนะ เวลาพูดอะไรหรือทำงานอะไร เจ้าก็ระวังหน่อยล่ะ”
“พี่สะใภ้รอง ข้ารู้ขอรับ จะว่าไป ข้าเป็นเจ้าหน้าที่แล้ว ใครจะกล้าว่าข้าล่ะ” วันนี้เว่ยเหยียนซิ่นดื่มเยอะไปหน่อย หน้าแดงเวลาพูดแล้วพูดไม่ชัด
แต่ฉินจิ่นฟังแล้วกลับขมวดคิ้ว “น้องสี่ เป็นข้าราชการนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ ยังต้องมีความรับผิดชอบอีกด้วย ความสงบสุขของพวกชาวบ้านก็อยู่บนบ่าของเจ้าทั้งนั้น”
เว่ยเหยียนซิ่นพยักหน้า แต่กลับบอกว่า “พี่สะใภ้รองวางใจเถิด ข้ารับรองว่าจะเป็นข้าราชการให้ดี ต่อไปถ้าได้เลื่อนขั้นแล้วก็พาพี่รองเข้าไปด้วย แบบนั้นตระกูลเว่ยของเราก็เหนือกว่าคนอื่นได้แล้ว”
เขาพูดอย่างเลอะเลือน เลยทำให้ฉินจิ่นไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ ยังอยากจะพูดอีกสองสามประโยค แค่กลับโดนนางเว่ยห้ามไว้ก่อน ก็หัวเราะแล้วพูดว่า “จ้ะๆๆ ทะเยอทะยานดีจริงๆ”
พูดไป นางเว่ยก็ให้เว่ยเหยียนถิงพยุงเว่ยเหยียนซิ่นเจ้าไปพักผ่อนด้วย
แล้วก็วานให้เว่ยจวนไปล้างจาน เหลือฉินจิ่นอยู่และกลับไปคุยที่ห้องกันตามลำพัง
“สะใภ้รอง ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างรึ” นางเว่ยเทน้ำชาแก้วนึงวางไว้ตรงหน้าของฉินจิ่นแล้วก็ถาม
“ก็ดีจ้ะ”
“ร่างกายล่ะ สบายดีรึเปล่า”
ฉินจิ่นรู้สึกแปลกๆ “ก็ดีเหมือนกันจ้ะ แม่จ๊ะ แม่มีอะไรก็พูดมาตรงๆเถอะจ้ะ ข้าไม่ว่าอะไรหรอก”
“ข้าก็ชอบนิสัยเจ้าเช่นกัน งั้นข้าก็พูดตรงๆก็แล้วกัน”
“จ้ะ” แบบนี้ฉินจิ่นค่อยสบายใจหน่อย
“ทำไมท้องเจ้ายังไม่มีความเคลื่อนไหวเลยล่ะ บอกว่าจะมีลูกแล้วไม่ใช่รึ” นางเว่ยถามขึ้น
“ไม่ใช่ว่าข้ารีบร้อนอะไรหรอก แต่ความคิดของข้าน่ะไม่เหมือนกับคนหนุ่มสาวอย่างพวกเจ้าจริงๆ มีลูกเร็วหน่อยก็ดีต่อตัวของพวกเข้า อีกอย่างตอนนี้ฐานะเจ้าก็ดีขึ้น เรื่องในบ้านทางนี้ก็ดีมาก ควรจะขยันหน่อยรึเปล่า”
ฉินจิ่นประหม่าขึ้นทันที และไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
นางเว่ยเห็นฉินจิ่นไม่พูดไม่จา ก็พูดต่ออีกว่า “พวกเราเป็นผู้หญิงน่ะ ยังต้องแล้วแต่ผู้ชาย และเอาครอบครัวเป็นหลัก หาเงินพอประมาณก็พอแล้ว สิ่งที่สำคัญก็ยังคงเป็นปรนนิบัติผู้ชาย”
“แม่......” ฉินจิ่นรู้สึกไม่รู้จะพูดอะไร แต่ก็เข้าใจว่าคนสมัยนี้ก็มีความคิดแบบนี้อยู่แล้ว
การเร่งให้นางมีลูกครั้งนี้ ถ้าลูกคนแรกไม่ใช่เด็กผู้ชาย คิดว่าเธอคงต้องคลอดลูกชายอีกคนนึง
พอนึกถึงตรงนี้แล้ว ฉินจิ่นก็ปวดหัวสุดๆ
แต่นางเว่ยไม่ได้สนใจ นางจ้องฉินจิ่นไว้ “แม่ไม่สนว่าเจ้าจะคิดยังไง แต่ควรต้องรีบมีลูกได้แล้ว เจ้าแต่งงานเข้ามาก็เป็นเวลาไม่น้อยแล้ว ถ้ายังไม่มีลูกสักคนสักทีก็ควรจะโดนนินทาแล้วล่ะ”
คำพูดของนางเว่ยฟังดูแล้วเหมือนจะคิดเผื่อฉินจิ่น แต่ฉินจิ่นยังคงลังเลอยู่ จะคลอดลูกเมื่อไหร่ นางก็กำหนดคนเดียวไม่ได้สักหน่อย
ฉินจิ่นขมวดคิ้ว “แม่จ๊ะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะทำเองคนเดียวได้นะจ๊ะ”
“งั้นก็บอกให้ขยันไปด้วยกัน ตอนนี้เหยียนซิ่นจะไปเป็นข้าราชการแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องลำบากขนาดนั้นแล้ว” แม่เว่ยรีบพูดต่อทันที
ตอนนี้ เว่ยเหยียนถิงกำลังยกจานเข้ามาพอดี เมื่อกี้กำได้ยินเสียงหน่อยๆแล้ว พอดูปฏิกิริยาของฉินจิ่นแล้ว ก็เข้าใจแล้ว
“แม่ แม่อย่าไปเร่งอาจิ่นเลย นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราบังคับได้สักหน่อย”
นางเว่ยแย้งขึ้น “ถ้านี่ไม่ใช่เรื่องของพวกเจ้า แล้วเป็นเรื่องของใครล่ะ”
เว่ยเหยียนถิงรู้สึกตลกนิดหน่อย ก็พูดว่า “เรื่องแบบนี้ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ แล้วแต่โชคชะตาไม่ใช่ว่าเราจะพูดอะไรแล้วเป็นแบบนั้นสักหน่อย ถ้าถึงเวลาที่ควรมีเดี๋ยวก็มีเอง ตอนนี้รีบไปก็ไม่ได้อะไรหรอกขอรับ”
นางเว่ยได้ยินเว่ยเหยียนพูดแบบนี้แล้ว ก็ไม่รู้จะพูดยังไงต่อดี ลูกชายไม่ช่วยตัวเอง ลูกสะใภ้ก็ไม่เชื่อฟัง แล้วจะทำยังไงได้ล่ะ
เห็นท่าทางของทั้งสองคนแล้ว ในใจแม่เว่ยทั้งโมโหทั้งใจร้อน แต่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี ทำได้แค่หันตัวเดินออกไป แล้วก็พูดทิ้งท้ายว่า “คืนนี้พวกเจ้าก็นอนห้องนี้เถอะ นอนเร็วๆหน่อย ไม่ต้องออกไปไหนแล้ว”
บางทีเว่ยเหยียนถิงก็รู้สึกหมดปัญญากับแม่คนนี้ของตัวเองอยู่เหมือนกัน ตอนนี้พอคิดๆดูแล้ว ก็อดหัวเราะไม่ได้ ก็แค่พูดกับฉินจิ่นว่า
“เจ้ารีบพักผ่อนเถอะ สองสามวันนี้ก็เหนื่อยมามากแล้ว ไม่ต้องสนใจคำพูดของแม่หรอก ปล่อยไปตามธรรมชาติก็พอ”
“อื้ม” ฉินจิ่นได้ยินคำพูดนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกสบายใจขึ้น อย่างน้อยพี่ถิงก็ยืนอยู่ข้างๆเธอ
แค่นอนอยู่บนเตียง แล้วฉินจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “พี่ถิงจ๊ะ พี่เคยคิดหรือไม่จ๊ะว่าต่อไปจะทำอะไร”
“......เอ่อ ข้าพูดแล้วเจ้าอย่าหัวเราะข้าล่ะ” เว่ยเหยียนถิงลังเลสักพัก แล้วน้ำเสียงก็ประหม่าเล็กน้อย
ฉินจิ่นเอนไปข้างหน้าด้วยความสงสัย แล้วถามว่า “อะไรหรือจ๊ะ พี่วางใจเถิด ข้าไม่หัวเราะหรอก” จากนิสัยของเว่ยเหยียนถิงแล้ว ก็คงคิดอะไรที่แปลกๆไม่ได้หรอก
เหมือนว่าจะโดนตาโตๆของจิ่นจ้องจนตื่นเต้นนิดหน่อย เว่ยเหยียนถิงกระแอมไปสองที ถึงค่อยพูดว่า “พี่ พี่อยากจะลองสอบเป็นขุนนางดูน่ะ”
“อื้ม ได้สิ” ฉินจิ่นตบไปที่น่องขา ตาเป็นประกาย “พี่ถิงจ๊ะ พี่รู้หนังสืออยู่แล้ว แล้วก็รู้วิชาต่อสู้นิดหน่อยด้วย อยู่แต่ในป่าในเขาแบบนี้มันเปล่าประโยชน์ไปหน่อย เอาแบบนี้ ต่อไปพี่ไม่ต้องไปล่าสัตว์แล้วนะ ข้าจะหาเงิน ส่งพี่ไปสอบเป็นข้าราชการ”
เว่ยเหยียนถิงอึ้งไปเลยทีเดียว “อาจิ่น เจ้าอย่ามาล้อพี่สิ ไม่คิดว่าพี่ไม่เจียมตัวรึ”
ฉินจิ่นหัวเราะลั่นไปที “มีอะไรน่าล้อกัน พี่ถิง ข้าเชื่อว่าพี่ทำได้แน่นอน”
นางพูดอย่างอ่อนโยน ทำเอาเว่ยเหยียนถิงตื่นเต้นจนใจตกไปอยู่ตาตุ่มไปสักพัก
เว่ยเหยียนถิงกอดฉินจิ่นไปทีนึง “อาจิ่น เจ้าช่างดีจริงๆ”
ภายใต้แสงเทียนสลัว ทั้งสองสบตากันอย่างเงียบๆ จากนั้นก็ค่อยๆขยับเข้าใกล้ แล้วเสื้อผ้าก็กระจายอยู่ทั่วพื้น......
......
วันรุ่งขึ้นตอนที่ฉินจิ่นนั่งคุยกับคนอื่นๆอยู่นั้น ก็ได้ยินเว่ยจวนบอกว่า “ช่วงนี้ได้ยินว่ามีคนขายที่ดิน ราคาเหมือนจะถูกอยู่นะจ๊ะ”
“ข้าก็ได้มาเหมือนกัน เหมือนว่าคนบ้านนั้นจะย้ายไป เลยจะขายที่น่ะ” นางเว่ยก็พูดเหมือนกัน
ดวงตาของฉินจิ่นเป็นประกายขึ้น แล้วก็พูดเสนอว่า “เราไปซื้อที่กันดีกว่า ถึงแม้ว่าฐานะที่บ้านจะดีขึ้นหน่อยแล้ว แต่ก็ไม่ได้ดีมาก หาเงินได้มากหน่อยถึงจะดี”
ที่สำคัญคือ มีที่ดินก็จะมีผลผลิตที่แน่นอน สามารถพอใช้จ่ายในช่วงที่พี่ถิงสอบเป็นข้าราชการได้ ถึงแม้ว่าธุรกิจร้านอาหารร้อยรสจะใช้ได้ แต่จะว่าไปก็หาเงินได้ไม่เยอะเท่าไหร่ เป็นชาวบ้านในเมืองกันทั้งนั้น จะมากินทุกวันได้ยังไงล่ะ
นางเว่ยนั้นไม่ขัดขวางข้อเสนอนี้ แล้ววันต่อมา ฉินจิ่นก็เอาเงินไปที่ที่เว่ยจวนบอก
“ที่นี่ขายที่ดินใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ใช่เจ้าค่ะ ราคาต่อรองได้ ท่านจะรองดูก่อนหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินจิ่นไม่คิดว่าที่บอกว่าต่อรองราคาได้นั้น จะต่อรองได้ดีขนาดนี้ พูดแต่ไม่กี่ประโยคก็ขายได้แล้ว
ฉินจิ่นซื้อที่ดินแล้วก็รู้สึกดีใจมาก เธอไม่ค่อยเข้าใจว่ามีมากน้อยเท่าไหร่ แต่มองไปไกลๆ ที่แต่ละผืนต่างก็เป็นของตัวเองทั้งนั้น
จากนั้นก็วิ่งแจ้นไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ตลาด แต่ฉินจิ่นก็ไม่ค่อยจะรู้จักเท่าไหร่ ก็เลยตั้งใจถามว่า “เถ้าแก่เจ้าคะ ที่นี่มีเมล็ดพันธุ์อะไรขายบ้างเจ้าคะ”
“ทางนี้น่ะ มีผักกาดขาว แครอท แล้วทางนั้นก็น่ะ มีฝ้าย มีข้าวสาลี ข้าวก็มี” เถ้าแก่บริการนางอย่างเป็นกันเองมาก
“ข้างบนสุดนั้นเป็นถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ดูว่าเจ้าอยากได้อะไร เรามีทุกอย่าง”
บทที่ 66: อย่างเจ้าน่ะยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันอีกรึ
ฉินจิ่นเลือกอย่างตั้งใจ เพราะกลัวว่าจะมีแมลง “เถ้าแก่เจ้าคะ เมล็ดพันธุ์ของร้านท่านดีรึเปล่าเจ้าคะ อย่าให้เป็นของปลอมล่ะ ถึงเวลาปลูกออกมาแล้วไม่มีผล จะทำยังไงล่ะ”
“แม่นาง เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” อายุของเถ้าแก่ก็เยอะหน่อยแล้ว ตาไม่ค่อยดี ตอนนี้เวลามองคนก็ทำได้แค่หรี่ตามอง “เมล็ดของข้าน่ะ เป็นเมล็ดที่ดีที่สุดในเมืองนี้แล้วล่ะ เจ้ายังไม่เชื่อข้าอีกรึ”
ฉินจิ่นหัวเราะ “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกเจ้าคะ แต่แค่ซื้อของก็ต้องระวังหน่อยน่ะ”
เถ้าแก่รู้สึกว่าที่ฉินจิ่นพูดก็มีเหตุผล แล้วก็เดินมา ก็มองออกแล้วว่าคือฉินจิ่น
“เจ้าคือเถ้าแก่ฉินของร้านอาหารร้อยรสใช่หรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นตอบรับ
“ข้ารู้จักเจ้า เจ้าคือวีรสตรีที่จับเสือนั่นนี่” เถ้าแก่พูดอย่างดีใจว่า
“เจ้าทำเรื่องดีมากเลยนะ เจ้าน่ะไม่รู้ ว่าเสือตัวนั้นมันทำลายข้าวของของเราหมด พวกผัก พวกเมล็ดพันธุ์ของข้าน่ะไม่เหลือเลยล่ะ”
“เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเองจ้ะ อีกอย่างพอจับเสือแล้ว ก็มีผลดีต่อพวกข้าเหมือนกัน” ฉินจิ่นพูดอย่างถ่อมตัว
“เจ้าอย่าถ่อมตัวเลย คลื่นน่ะมันต่อกันมาเรื่อยๆ คลื่นต่อๆมาก็แข็งแรงกว่าคลื่นแรกๆอยู่แล้ว คนหนุ่มสาวอย่างพวกเจ้าน่ะเก่งกันทั้งนั้น” เถ้าแก่พูดคำเกินจริง แล้วก็พูดว่า
“จะซื้อเมล็ดพันธุ์ไม่ใช่รึ ไม่ต้องซื้อแล้วล่ะ ข้าให้เจ้าหน่อยละกัน”
“แบบนั้นไม่ดีหรอกเจ้าค่ะ ข้าซื้อเองดีกว่า” ฉินจิ่นรีบปฏิเสธ
“มีอะไรไม่ดีกัน เจ้าทำความดีกำจัดเสือแล้ว ได้รับของพวกนี้ก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว” เถ้าแก่เริ่มรีบหากระดาษมา แล้วก็ห่ออย่างดี “เจ้าเอาเมล็ดอะไรบ้าง ช่างเถอะ ข้าเอาให้เจ้าอย่างละหน่อยละกัน”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ ไม่ต้องเจ้าค่ะ ไม่ต้องเยอะขนาดนี้ก็ได้”
เถ้าแก่ก็ไม่ได้สนใจการปฏิเสธของนาง พอห่อของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยืนให้ฉินจิ่น “เอาไว้เถอะ”
ฉินจิ่นเห็นห่อใหญ่ขนาดนั้นแล้วก็รู้สึกเกรงใจ พูดว่า “ข้าก็เกรงใจที่จะเอาของของท่านเยอะขนาดนี้ เอาแบบนี้ดีกว่า ข้าจ่ายสักยี่สิบเหวินให้ข้าสบายใจหน่อยละกันนะเจ้าคะ”
เถ้าแก่สู้นางไม่ได้เลยบอกว่า “เอาเถอะ”
ฉินจิ่นเก็บเมล็ดพันธุ์แล้วกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน ก็เจอกับคนคนนึงกำลังขวางทางนางอยู่ นางคิดว่าคงจะเป็นโจวหลันหลันอีกแล้ว ไม่คิดว่าพอเงยหน้าขึ้นมาแล้วจะเป็นฉินยิง
ฉินจิ่นทำท่าทางเหมือนไม่รู้จักนาง เดินอ้อมนางไปอีกทาง แต่ใครจะรู้ว่านางกลับวิ่งมาอยู่ตรงหน้าฉินจิ่นอีก
แล้วตอนนี้ฉินจิ่นก็เลี่ยงจากนางไม่ได้แล้วจริงๆ “มีอะไร ถ้าไม่มีก็อย่าบังทาง”
“ดูเข้าพูดเข้าสิ เห็นน้องสาวแท้ๆก็ต้องทักทายหน่อยสิ”
ฉินจิ่นเห็นฉินยิงแล้วรู้สึกหงุดหงิด เลยทำหน้าเย็นชาแล้วพูดว่า “งั้นตอนนี้ทักทายเสร็จแล้ว เจ้าไปเถอะ”
ฉินจิ่นพูดจบก็เตรียมจะเดินไป ฉินยิงกลับบอกว่า “ทำไมล่ะ รู้สึกว่าส่งเว่ยเหยียนซิ่นเข้าไปเป็นข้าราชการ แล้วก็ไล่พี่ชายใหญ่ออก เลยไม่กล้าสู้หน้าพวกเรารึ”
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะ “นั่นไม่ใช่พี่ชายของข้า อีกอย่าง เขาก็โดนไล่ออกเพราะตัวเองมีปัญญาไม่พอต่างหาก”
ฉินยิงโมโหจนพูดอะไรไม่ออก แต่ก็ไม่ได้ตายใจ เห็นฉินจิ่นถือเมล็ดพันธุ์อยู่ในมือ ก็พูดว่า “อ้าว เจ้ามาซื้อเมล็ดพันธุ์หรอกรึ ซื้อให้ใครกัน ตระกูลเว่ยรึ”
ฉินจิ่นไม่สนใจนาง แต่นางกลับพูดเองเออเองว่า “ถึงบ้านแม่ผัวจะดียังไงก็ยังเป็นบ้านแม่ผัว แม่ตัวเองจะเลวยังไงก็เป็นแม่ตัวเอง เจ้าคิดดูนะ เราอยู่มาตั้งกันก็ตั้งหลายปี”
ช่างกล้าพูดจริงๆ
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะแล้วบอกว่า “ข้าไม่ได้สนใจขนาดนั้น ข้ารู้แค่ว่าคนอื่นดีกับข้า ก็ถึงจะดีกับเขา แต่ถ้าใครไม่ดีกับข้า ข้าก็ไม่ปล่อยเขาไว้เหมือนกัน”
ฉินยิงโมโหจนหน้าแดง ผ่านไปสักพักก็ค่อยกลับมาพูดว่า “พี่สาว พี่ดูที่วันนี้พี่ก็สุขสบายแล้ว ก็ช่วยเหลือบ้านแม่ตัวเองหน่อยสิ เราอยู่กันอย่างยากลำบากแค่ไหนก็ไม่ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้”
ฉินจิ่นดูไปที่เมล็ดพันธุ์ แล้วพูดว่า “เมื่อกี้ข้าพูดไปแล้ว คนอื่นดีกับข้า ข้าถึงจะดีกับเขา พวกเจ้าคิดดูละกันว่าเมื่อก่อนพวกเจ้าเคยทำอะไรกับข้าบ้าง”
ฉินยิงฟังแล้วก็รู้สึกว่าฉินจิ่นนั้นไม่ได้นับพวกเขาเป็นครอบครัวแล้วจริงๆ ก็รีบเปลี่ยนน้ำเสียง กัดฟันแล้วพูดว่า “เป็นพี่น้องกันแท้ๆ เจ้ายังใจดำขนาดนี้ ช่างไม่ใช่คนแล้วจริงๆ”
“ดูสิ่งที่พวกเจ้าทำก่อนสิ เจ้ายังจะมีหน้ามาพูดว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่อีก” ฉินจิ่นพูดจบก็เดินไป ทำไมต้องมาสนใจขยะแบบนี้ด้วย เสียทั้งเวลา แล้วก็ยังเสียความรู้สึกอีกต่างหาก
แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือ เพิ่งจะกลับถึงบ้านแล้ววางเมล็ดพันธุ์ลง ยังไม่ทันได้ทำอะไร จู่ๆ ฉินจิ่นก็รู้สึกว่าในกระเพาะมีอะไรแปลกๆ แล้วก็เกาะกำแพงแล้วอ้วกทันที
เว่ยจวนเหลือบมาเห็นเหตุการณ์ทางนี้แล้ว ก็รีบมาพยุงไว้ “พี่สะใภ้รอง พี่เป็นอะไรไปจ๊ะ ทำไมอยู่ดีๆถึงอ้วกล่ะ”
ฉินจิ่นโบกมือ เพื่อบอกว่าไม่เป็นไร แต่ร่างกายนั้นกลับไม่เชื่อฟัง เพิ่งจะพูดจบก็อ้วกอีกแล้ว
“แม่จ๊ะ พี่รอง พวกท่านรีบมาเร็ว” เว่ยจวนตะโกนเสียงดังอย่างร้อนรน
นางเว่ยนั้นออกมาคนแรก พอเห็นฉินจิ่นอ้วกแล้ว ก็ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ดีๆถึงอ้วกได้ล่ะ”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ รู้สึกว่ากระเพาะนั้นมีอะไรแปลกๆ” ในที่สุดฉินจิ่นก็มีเวลาว่างที่จะตอบสักที
“พี่รองล่ะ” เว่ยจวนก็ถามอย่างร้อนรนว่า “พี่รองไม่อยู่บ้านรึ”
“พี่รองของเจ้าออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ อยู่บ้านที่ไหนกัน” นางเว่ยเห็นฉินจิ่นอ้วกแบบนั้นแล้วก็ถามว่า “แม่สะใภ้รอง เป็นยังไงบ้าง ยังอยากอ้วกอยู่รึไม่”
ฉินจิ่นเพิ่งจะอ้าปากก็อ้วกอีกแล้ว จนข้าวที่กินไปเมื่อวานก็อ้วกออกมาจนหมด
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน” เว่ยจวนร้อนใจจนน้ำตาไหลออกมา
แต่นางเว่ยกลับรีบเก็บของ แล้วก็พูดกับเว่ยจวนว่า “เร็วเข้า ข้าจะพาพี่สะใภ้รองของเจ้าไปโรงยา พี่สะใภ้รองของเจ้าท้องแล้ว”
“อะไรนะ” คำพูดนี้อย่าว่าแต่เว่ยจวนเลย ฉินจิ่นเองก็ตกใจเหมือนกัน “ทำไมอยู่ดีๆถึงท้องแล้วล่ะ”
“ข้าเป็นคนที่ผ่านมาก่อน จะไม่รู้ได้ยังไง ข้าจะพาสะใภ้รองไปโรงยาเดี๋ยวนี้แหละ อย่าชักช้า” นางเว่ยพูด
ฉินจิ่นเข้าใจขั้นตอนนี้ จะไม่ไปก็ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะท้องหรือไม่ท้อง ไปหาหมอหน่อยก็ดีเหมือนกัน
ฉินจิ่นรออยู่นานถึงจะถึงคิวตัวเองได้เข้าหาหมอ
“ท่านหมอ ท่านดูสะใภ้ข้าให้หน่อยสิว่าท้องรึเปล่า” นางเว่ยดึงฉินจิ่นไปนั่งบนเก้าอี้ กลัวคนอื่นจะมาชนใส่ กลัวจะมาขวางโอกาสที่ตัวเองได้อุ้มหลาน
ท่านหมอจับเคราอยู่มือนึง อีกมือนึงนั้นจับชีพจร ผ่านไปนานถึงจะพูดว่า “ยังหรอก แต่ดูจากอาการแล้ว ช่วงนี้เหนื่อยไปหน่อย”
นางเว่ยพูดอย่างค้างคาใจว่า “แล้วที่นางอ้วกขนาดนั้นล่ะ เจ้าคงไม่ได้ดูผิดไปใช่รึไม่”
ท่านหมอได้ยินแล้วก็ไม่พอใจว่า “ข้ามีประสบการณ์มาตั้งหลายปีขนาดนี้ จะดูผิดได้ยังไงล่ะ ก็เพราะเหนื่อยเกินไปถึงได้อ้วกออกมา ข้าจะออกยาให้ พักผ่อนดีๆก็พอ”
“ไม่ได้ท้องจริงๆรึ” นางเว่ยถามไปอีกครั้ง
“ไม่ท้อง” ท่านหมอรู้ถึงอารมณ์ของคนแก่ดี แต่ถามซ้ำๆแบบนี้ก็น่ารำคาญเหมือนกัน น้ำเสียงเลยไม่ค่อยดีนัก
แต่สุดท้ายก็ออกยาให้ พอฉินจิ่นและนางเว่ยรับยาแล้วก็กลับบ้านไป
เว่ยจวนนั้นไปเรียกเว่ยเหยียนถิงให้กลับมาจากที่นา เห็นอ้วกขนาดนั้นแล้ว นางก็ไม่กล้าที่จะไม่ไปเรียก
ตอนนี้เห็นนางเว่ยกับฉินจิ่นเดินมาจากไกลๆ ยังไม่ได้มาถึงประตูบ้าน เว่ยเหยียนถิงก็วิ่งมารับ จับมือฉินจิ่นแล้วถามว่า “อาจิ่น เจ้าเป็นยังไงบ้าง ยังอยากอ้วกอยู่รึไม่ ไม่สบายอยู่รึเปล่า”
บทที่ 67: เร่งให้ท้องทุกวิถีทาง
ฉินจิ่นตาแดงไปหมด ท้องไส้ปั่นป่วน ตอนนี้ก็อ้วกจนเป็นแบบนี้ ยังโดนคิดว่าท้องหรือไม่ท้องอีก ไม่มีใครสนใจนาง ว่านางจะไม่สบายจริงๆรึเปล่า
มีแค่เว่ยเหยียนถิงที่สนใจตัวเอง ไม่ได้สนใจลูกของตัวเอง
ฉินจิ่นอ้าปาก กำลังจะพูด ก็โดนนางเว่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดีซะก่อน
“เมียเจ้าน่ะไม่ได้ท้อง แค่ร่างกายไม่สบาย”
“ไม่สบายรึ ทำไมจู่ๆถึงไม่สบายได้ล่ะ เจ้าไปกินอะไรไม่ดีมารึเปล่า หรือเมื่อคืนจะหนาวเกินไป” เว่ยเหยียนถิงพูดไม่หยุด แต่ที่พูดมาทั้งหมด ก็เพราะเป็นห่วงฉินจิ่น
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ท่านหมอให้ยามาแล้ว บอกว่าพักผ่อนสักสองสามวันเดี๋ยวก็หาย” ฉินจิ่นพูด
นางเว่ยรีบเดินกลับไปแล้วพูดว่า “ใช่ ไม่มีอะไร”
ได้ยินทั้งสองคนพูดแบบนี้แล้ว เว่ยเหยียนถิงก็แอบสบายใจหน่อยๆ
“ลูกจวน” แม่เว่ยเรียกเว่ยจวนเสียงดัง จนเว่ยจวนที่ทำงานอยู่นั้นตกใจไปที
“จ้ะแม่ มีอะไรหรือจ๊ะ”
“เจ้าจำยายเหยียนได้หรือไม่ คนที่โตมากับข้าตั้งแต่เด็กๆน่ะ” นางเว่ยก็ไม่ได้สนใจว่าเว่ยจวนจะตอบยังไง ก็พูดต่อเองว่า “ลูกสะใภ้ของเขาน่ะแต่งเข้ามาได้ปีเดียวก็มีลูกแล้ว แล้วก็ยังมีเหล่าจางที่เคยอยู่ข้างบ้านเรา ก็เพิ่งจะอุ้มหลานไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ช่างมีบุญจริงๆ ไม่รู้ว่าต้องสั่งสมบุญมากี่ภพชาติถึงได้มีบุญแบบนี้”
คำพูดนี้นั้น ทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะฉินจิ่น นางเว่ยนั้นมีความหมายอื่นแอบแฝงน่ะ แค่อยากจะบอกว่าตัวเองมีลูกช้า ถึงได้พูดจามากมายขนาดนี้
เว่ยเหยียนถิงก็ฟังออก เห็นว่าฉินจิ่นอยู่ตรงนี้แล้วอึดอัด ก็บอกว่า “เรากลับกันก่อนเถอะ เรามาอยู่ที่นี่ก็นานแล้ว ที่บ้านก็ต้องมีคนดูแลอยู่เหมือนกัน”
นางเว่ยอารมณ์ไม่ดี ก็เลยบอกว่า “อื้ม”
เว่ยจวนส่งพวกเขาทั้งสองไปถึงทางแล้ว ก็จับมือฉินจิ่นแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้รองจ๊ะ พี่อย่ารู้สึกไม่สบายใจไปเลย แม่ก็เป็นคนแบบนี้แหละจ้ะ ก็ไม่ใช่คนเลวอะไร แต่แค่ใจร้อนไปหน่อย พี่อย่าไปถือโทษโกรธท่านเลยนะจ๊ะ”
ฉินจิ่นพยักหน้า เพื่อบอกว่าตัวเองนั้นไม่ได้เอามาใส่ใจ
“พี่ไม่ได้เอามาใส่ใจก็ดีแล้วจ้ะ” เว่ยจวนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก แล้วเอายาส่งให้เว่ยเหยียนถิง “นี่เป็นยาของพี่สะใภ้จ้ะ พวกพี่กลับไปก่อนเถอะ พี่สะใภ้ไม่สบายก็ต้องพักผ่อนเร็วๆหน่อยถึงจะถูก”
“จ้ะ”
เพิ่งจะถึงบ้าน เว่ยเหยียนถิงก็บอกว่า “อาจิ่น เจ้านั่งก่อนเถอะ พักผ่อนหน่อย เดี๋ยวพี่ต้มยาให้เจ้า”
ฉินจิ่นคิดแล้ว ตั้งแต่เช้าที่นางยังไม่ตื่น เว่ยเหยียนถิงก็ออกไปแล้ว แล้วก็โดนเว่ยจวนเรียกกลับมาอีก บอกว่าตัวเองไม่สบาย ทั้งเป็นห่วงทั้งกลัวตลอดทาง ต้องเหนื่อยแน่ๆเลย “ไม่ต้องรีบจ้ะ พี่พักผ่อนก่อนเถอะ”
“พี่มีอะไรให้เหนื่อยกัน พี่ไม่เหนื่อยสักหน่อย เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ ตอนเช้าอ้วกไปเยอะขนาดนั้น กินอะไรรึยัง” เว่ยเหยียนถิงพูดไปก็ไปหาของกินในบ้านไป เขาจำได้ว่าหลายวันก่อน ยังมีผักที่ยังไม่ได้ทำอยู่บ้าง
“พี่หาอะไรรึ” ฉินจิ่นเห็นเขาค้นไปค้นมา หาของอยู่ตลอด ก็ไม่รู้ว่าหาอะไร
“เจอแล้ว”
ฉินจิ่นเห็นว่าในมือของเว่ยเหยียนถิงถือเนื้อหมูไว้ชิ้นนึง แล้วก็เอาของที่ซื้อมาเมื่อสองสามวันก่อนออกมา
“อาจิ่น เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว ค่อยไปเรียกเจ้า”
ฉินจิ่นนั้นไม่อยากไป เว่ยเหยียนถิงเลยอุ้มฉินจิ่น แล้ววางไปบนเตียงทันที “เจ้านอนพักผ่อนดีๆก่อนเถอะ เดี๋ยวถ้ากับข้าวเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเรียกเจ้า”
ทำไมถึงใจบางขนาดนี้
ฉินจิ่นหน้าแดง แล้วก็ทำเป็นนอนลงไป แต่ด้วยความที่รู้สึกเหนื่อยๆอยู่เหมือนกัน ผ่านไปไม่นานก็เลยหลับไปจริงๆ
ฉินจิ่นไม่รู้ว่าตัวเองนั้นตื่นได้ยังไง จำได้แค่ว่าตัวเองได้กลิ่นหอมของกับข้าว ท้องร้องจ๊อกๆ ก็เลยตื่นขึ้นมา
เว่ยเหยียนถิงผลักประตูเข้ามา ก็เห็นฉินจิ่นตื่นอยู่เลยถามว่า “หลับแล้วรึยัง ทำไมตอนนี้ยังตื่นอยู่ล่ะ”
“เพิ่งตื่นจ้ะ หอมจังเลย” ฉินจิ่นสูดจมูก แล้วตาทั้งสองข้างก็เป็นประกาย
เว่ยเหยียนถิงวางรองเท้าของนางไว้ข้างล่างเตียง ก็พูดว่า “ไปกัน ลุกไปกินข้าวกันเถอะ”
ฉินจิ่นสวมรองเท้าแล้ว ก็รู้สึกว่าอุ่นๆเลยแปลกใจ “เมื่อกี้พี่เอารองเท้าของข้าออกไปตากมารึ”
“อื้ม” เว่ยเหยียนถิงพาฉินจิ่นไปนั่งที่โต๊ะ “ข้าทำบะหมี่ให้เจ้าถ้วยนึงจ้ะ แล้วก็ต้มยาแล้ว กินข้าวก่อน เดี๋ยวพี่อุ่นไว้แล้วเจ้าค่อยดื่ม”
ฉินจิ่นเห็นแผ่นหลังที่ยุ่งๆของเว่ยเหยียนถิงแล้ว ในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น ช่างมีความรับผิดชอบจริงๆ จริงๆแล้วลูกมีพ่อแบบนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน จะได้สอนเขาได้ทุกอย่าง
……
อีกทางนึงที่พอนางฉินกลับมาบ้านเห็นหน้าตาที่ไม่พอใจของฉินยิงแล้วก็ถามว่า “เป็นอะไรไป”
“อะไรเป็นอะไรกัน” ฉินยิงเตะไปที่โต๊ะแรงๆทีนึง จนเกือบจะเตะขาโต๊ะหักไปแล้ว
“นี่ ให้ตายเถอะ เจ้าจะทำอะไรกันแน่ โต๊ะบ้านเราทนให้มาเตะแบบนี้ได้ที่ไหนกัน” นางฉินเห็นโต๊ะที่เขย่าแบบนั้นแล้ว ในใจก็รู้สึกเจ็บใจขึ้น
“ก็ไม่ใช่ก็อีคนต่ำตมนั่น ข้าเห็นมันเมื่อไหร่ก็อารมณ์ไม่ดีทุกที” ฉินยิงก็นึกถึงฉากที่เห็นท่าทางที่หยิ่งผยองของฉินจิ่นในวันนี้แล้ว นางเป็นบ้าอะไรกัน
“ทำไมกัน ทำไมอยู่ดีๆถึงโมโหขนาดนี้” นางฉินไม่เข้าใจ “เอ็งมีเล่ห์เหลี่ยมเยอะขนาดนี้ ยังโดนมันรังแกได้อยู่รึ”
ฉินยิงถอนหายใจไปทีนึง “ไม่ใช่แค่นั้นหรอก ยังซื้อที่ดินให้แม่ผัวด้วย ข้ากำลังกลับมา เห็นมันกำลังซื้อเมล็ดพันธุ์แล้วกำลังจะกลับไป ตอนแรกที่ได้ยินคนอื่นบอกว่ามันซื้อที่ข้ายังไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ข้าเชื่อแล้ว ถ้าไม่ได้ซื้อที่แล้วจะซื้อเมล็ดเยอะขนาดนั้นทำไมล่ะ”
นางฉินฟังแล้วเกลียดเข้าไส้จนเกิดอาการคันฟัน “ได้ อีคนต่ำตมที่ลืมบุญคุณ มีเงินแล้วคิดจะซื้อที่ให้คนอื่น ไม่คิดเอาสักนิดว่าบ้านแม่ตัวเองนั้นจะมีกินหรือไม่ เลี้ยงเสียข้าวสุกฟรีๆมาตั้งหลายปี แล้วยังทำให้ชายใหญ่นั้นต้องโดนไล่ออกอีก”
“นั่นสิ ข้าก็บอกไปแล้ว” ฉินยิงกำหมัดแน่น เกลียดจนอยากจะต่อยออกไป “แต่มันบอกว่าตัดความสัมพันธ์กับเราแล้ว ช่างไม่รู้จริงๆว่าใครเลี้ยงมันมาตั้งหลายปี”
“ไม่ได้” นางฉินฟังแล้วก็ยิ่งโมโห “ในเมื่อมันซื้อที่ดินให้คนอื่นเยอะขนาดนี้ งั้นมันก็ควรจะซื้อให้บ้านแม่ของตัวเองด้วย อีกอย่างชายใหญ่ก็ไม่ได้มีงานที่มั่นคงแล้ว ต้องให้มันซื้อให้”
ฉินยิงก็สนับสนุนความคิดของแม่ “อีคนต่ำตมนี่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงซะแล้ว”
“ใช่” นางฉินมองดูโต๊ะที่พังแล้ว ในใจก็ยิ่งโมโห ลูกสาวที่หน้าไม่อายนี่ มีเงินแล้วคิดจะซื้อช่วยแต่คนอื่น “ไปด่ามันกับแม่เดี๋ยวนี้เลย”
……
เว่ยเหยียนถิงโดนบ้านตระกูลจางที่อยู่ข้างๆเรียกไปช่วยงาน ฉินจิ่นก็นั่งอยู่ในบ้านคนเดียว กำลังกินอาหารที่เขาเพิ่งจะทำเสร็จ ในใจนั้นก็กำลังหวานชื่นอยู่
จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังมาจากข้างนอก ยังนึกว่าเว่ยเหยียนถิงกลับมาแล้วซะอีก “พี่ถิง พี่กลับมาแล้วรึ ทำไมเร็วจัง หรือว่าลืมเอาของอะไรรึเปล่า”
พอหันกลับไป ก็ไม่คิดว่าจะเป็นนางฉินกับฉินยิง
ทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหน้าไม่อาย “ลูกจิ่น ไม่เจอกันนานเลยนะ วันนี้ว่างๆเลยมาหาเจ้าหน่อยน่ะ”
บทที่ 68: รู้แต่จะคลอดไม่รู้จักเลี้ยงดู
“พวกเจ้ามาทำอะไรกัน” ฉินจิ่นเปิดประตูมาเห็นก็ถาม
“ลูกจิ่น ช่วงนี้แม่เอาแต่นึกถึงเรื่องในตอนเด็กของเจ้า” นางฉินจงใจพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่พอเห็นว่าฉินจิ่นไม่ตอบ เลยทำได้แค่ขยับเข้าใกล้แล้วพูดว่า “เจ้าจำตอนที่เจ้าไม่สบายตอนเด็กๆได้ไหม แม่อุ้มเจ้าแล้ววิ่งไปตั้งหลายกิโลเพื่อพาเจ้าไปหาหมอในเมือง”
“ข้าจะจำไม่ได้ได้ยังไงล่ะ เจ้าแค่ไม่อยากให้ข้าตายในบ้าน เลยคิดจะอุ้มข้าออกไปทิ้ง แต่ถูกคุณลุงที่บังเอิญผ่านมา มาช่วยเอาไว้”
นางฉินทำอะไรไม่ถูก “จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงล่ะ เจ้าเป็นลูกรักของแม่นะ”
“ไม่ใช่หรอก เป็นลูกรักที่แลกเงินได้แล้วเอาไปให้ลูกชายเจ้าแต่งเมียต่างหากล่ะ” ฉินจิ่นพูดต่อ
“เจ้า......” นางฉินสีหน้าเขียวก่ำ โมโหจนไม่รู้จะโมโหยังไง อยากจะดึงผมนางแล้วทุบไปกับโต๊ะสักสองสามที แต่พอนึกถึงเป้าหมายที่มาในวันนี้แล้ว ก็ต้องอดทนเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้
จากนั้นนางฉินเลยอดทนไว้ ส่วนฉินยิงที่หยิ่งผยองจนเป็นนิสัยนั้นก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เลยพูดว่า “ทำไมพูดกับแม่แบบนี้ล่ะ นี่เป็นการกระทำที่เจ้าควรจะมีต่อแม่รึ ไม่ดูสารรูปตัวเองเอาซะเลย”
“ข้าเป็นยังไงข้าไม่รู้ แต่พวกเจ้าเป็นยังไงน่ะ ข้ารู้ดี” ฉินจิ่นพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“หมายความว่ายังไง” ฉินยิงไม่เข้าใจว่านางพูดอะไรอยู่
“พวกเจ้าน่ะไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด”
“แก......” ฉินยิงตบโต๊ะแล้วยืนขึ้น
นางฉินกระแอมไปสองสามทีแล้วพูดว่า “ลูกยิง เจ้าออกไปก่อน ข้าขอคุยกับพี่สาวเจ้าหน่อย”
“แม่” ฉินยิงไม่พอใจ ตอนนี้นั้นนอกจากแม่จะไม่ช่วยนางแล้ว ยังให้นางออกไปอีก
“ข้าบอกให้เจ้าออกไป” นางฉินก็โมโหมากเหมือนกัน ลูกสาวที่เลี้ยงมาแต่ละคน คนนึงดื้อกว่าคนนึง
เห็นแม่โมโหจริงๆแล้ว ฉินยิงถึงจะยอมออกไปอย่างไม่เต็มใจ
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า “ว่ามาเถอะ อยากได้อะไรกันแน่”
“ข้าได้ยินมาว่าเมื่อสองวันก่อนเจ้าซื้อที่ดินให้บ้านแม่ผัวไม่น้อยเลย ใช่หรือไม่” นางฉินคิดๆแล้ว ก็ถามขึ้น
“ถ้าใช่แล้วจะทำไมล่ะ” ฉินจิ่นสบตานางฉิน “นี่เจ้าคิดอยากจะให้ข้าซื้อที่ให้บ้านเจ้าหน่อยงั้นรึ”
แต่นางฉินนั้นยังมีความเกรงใจอยู่หน่อยๆ ก็พยักหน้า “ลูกจิ่นนั้นรู้ใจแม่จริงๆ เจ้าก็รู้ว่าที่บ้านนั้นฐานะไม่ค่อยดี พี่ชายเจ้าก็หมดหวังแล้ว”
“อย่าได้คิดเลย” ฉินจิ่นรู้สึกว่าทำไมถึงได้มีคนที่หน้าไม่อายแบบนี้ แล้วยังสามารถพูดคำพูดที่หน้าไม่อายขนาดนี้ออกมาได้
“ทำไมไม่ได้ล่ะ” นางฉินพูด “ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ไปดูที่บ้านของแม่สิ ยากจนจนไม่มีอันจะกินอยู่แล้ว”
“ข้ารู้สึกว่าความต้องการของเจ้ามันมากเกินไป เลยปฏิเสธก็แค่นั้น ไม่มีอะไรยากเลย” ฉินจิ่นขี้เกียจที่จะพูดมากแล้ว
“งั้นที่เจ้าซื้อที่ดินให้บ้านแม่ผัวเจ้าเยอะขนาดนั้นล่ะ” นางฉินไม่พอใจ ว่าทำไมต้องซื้อที่ดินให้บ้านแม่ผัวเยอะขนาดนั้น แต่บ้านแม่นั้นกลับไม่มีอะไรเลย
“นั่นมันเรื่องของข้า เกี่ยวอะไรกับเจ้ารึ” ฉินจิ่นถามขึ้น แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าแม่คนนี้ช่างน่าตลกจริงๆ
“งั้นตอนนี้เจ้าจะไม่ซื้อให้ใช่หรือไม่”
“ใช่ ไม่ซื้อ”
นางฉินฟังคำพูดนี้แล้วก็ทนต่อไปไม่ไหว แล้วความโกรธที่สะสมไว้เมื่อกี้ก็ระเบิดออกมาพร้อมกันในตอนนี้ “ได้สิ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แต่งงานไปก็ลืมพ่อลืมแม่ ช่างไร้จิตใจจริงๆ”
“เจ้าด่าข้าแบบนี้ งั้นข้าก็ขอไม่เกรงใจละกัน” สีหน้าของฉินจิ่นดำก่ำ นางด่าออกมาได้ยังไง นางช่างกล้าจริงๆ
“ไม่เกรงใจอะไรกัน แกลองไม่เกรงใจข้าดูสิ ช่างหน้าไม่อายจริงๆ แต่งงานออกไปก็ไม่รู้จัดพ่อแม่ตัวเองแล้ว มีอะไรก็เอาแต่จะให้คนนอก ใช่หรือไม่”
นางฉินยิ่งด่ายิ่งไม่น่าฟังขึ้นเรื่อยๆ ฉินจิ่นยินขึ้นแล้วพูดว่า “เจ้าออกไปซะ พาลูกสาวเจ้าออกไปด้วย”
“ทำไม กลัวคนอื่นจะบอกว่าแกมันอกตัญญูงั้นรึ ตอนนี้ถึงได้รีบไล่เราขนาดนี้” นางฉินรู้สึกว่ายังมีความหวัง ขอแค่ฉินจิ่นยังกลัว ตัวเองก็มีความหวังแล้ว
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะ “อย่าลืมล่ะ ว่าเงินสิบตำลึงในตอนแรกนั้นได้ตัดความสัมพันธ์ของเราไปแล้ว ข้ายังมีหลักฐานลายลักษณ์อักษรอยู่เลยนะ”
“แต่เจ้าจะไม่กตัญญูไม่ได้ เดี๋ยวจะโดนฟ้าผ่าตายสักวัน”
“แม่บ้านไหนเขาแช่งให้ลูกโดนฟ้าผ่าตายกัน เหอะ แต่ยังไงข้าก็จะไม่กตัญญูกับเจ้าหรอก ข้าจะกตัญญูเฉพาะกับคนที่น่ากตัญญูเท่านั้นแหละ เจ้าน่ะไม่คู่ควร” ฉินจิ่นพูดขึ้นอีกรอบว่า “ตอนนี้ก็เอาของของเจ้าแล้วกลับไปซะ”
นางฉินฟังคำพูดนี้ก็โมโหจนดิ้นขึ้นทันที “ถ้าวันนี้ข้าไม่สั่งสอนเจ้าทีนึง เจ้าก็คงจะไม่รู้วิธีเป็นคนแล้วแน่ๆ”
“บ้านนี้สกุลเว่ยไม่ใช่สกุลฉิน จะสั่งจะสอนอะไรก็กลับไปสั่งสอนที่บ้านตัวเองซะ” ฉินจิ่นยิ่งเย็นชาเข้าไปอีก
นางฉินกลับโมโหจนตัวสั่น ง้างมือขึ้นแล้วจะตบไปที่หน้านางทีนึง ฉินจิ่นมือตาไวเลยดึงลง แล้วก็จับไว้แน่นๆ
นางฉินใช้แรงอยากจะสะบัดออก แต่กลับสู้แรงไม่ไหว เลยทำได้แค่ด่าว่า “ปล่อยนะ บนโลกนี้มีลูกสาวคนไหนกล้าทำร้ายแม่ตัวเองกัน ช่างบาปมหันต์จริงๆ” นางฉินด่าจนน้ำลายแทบจะกระฉอกออกมาแล้ว สีหน้าน่าเกลียด นางกลับไม่รู้ว่า คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านางนั้นไม่ใช่หนูน้อยน่าสงสารที่ยอมโดนด่าโดนตีเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว
มองดูผู้หญิงที่ยืนด่านางอย่างโหดร้ายแล้ว ฉินจิ่นก็รู้สึกหดหู่ ในใจลึกๆก็มีความเสียใจเกิดขึ้น นางสะบัดมือของนางฉินออกแรงๆ แล้วก็ค่อยๆเอามือไปกุมที่อก
นี่คงเป็นอารมณ์ที่หลงเหลืออยู่ของเจ้าของร่างเดิมสินะ
ฉินจิ่นกุมอกแล้วยืนอยู่อีกฝั่ง แต่นางฉินกลับโดนนางสะบัดออกจนล้มลงไปกับพื้น แล้วก็ยังไปจนกับขอบโต๊ะอีกด้วย จับเอวไว้แล้วตะโกนเสียงดังว่า “โอ๊ย เอวข้า ฉินจิ่น แก แกกล้าผลักข้ารึ”
ฉินยิงที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงแล้ว ก็รีบวิ่งเข้ามา เห็นนางฉินที่ยืนจับเอวแล้วตะโกนเสียงดังและเห็นฉินจิ่นที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ก็ตะโกนด่าว่า “ฉินจิ่น ตอนนี้แกชักจะทำเกินไปแล้วนะ ยังกล้าทำร้ายแม่อีก ไม่กลัวจะโดนฟ้าผ่าตายเอาซะเลย”
ฟ้าผ่าตายอีกละ ไม่แปลกใจเลยที่เป็นแม่ลูกกัน ขนาดด่าคนก็ยังเหมือนกัน
ฉินจิ่นหัวเราะเยาะ “ข้าไม่ได้ทำร้ายคนสักหน่อย ข้าจะกลัวทำไม”
“เจ้านั่นแหละที่ผลัก......” ฉินยิงนวดไปที่เอว กะจะเล่นงานฉินจิ่นให้สาสมสักทีนึง แต่ยังพูดไม่ทันจบก็โดนนางฉินตัดบทก่อน
“รีบพยุงข้าขึ้นเร็ว ไปพูดเหตุผลอะไรกับมันล่ะ เอวแม่จะหักอยู่แล้ว” นางฉินนั่งลงกับพื้น รู้สึกแค่ว่าเย็นเกินไปแล้ว
ฉินยิงถึงจะนึกขึ้นได้และพยุงแม่ตัวเองขึ้นมา “แม่จ๊ะ แม่เป็นอะไรรึไม่”
นางฉินทั้งปวดหลัง แล้วในใจก็โมโหด้วย “จะไม่เป็นไรได้ยังไงล่ะ เอวจะหักอยู่แล้ว เจ้าก็รู้จักแต่จะปะทะกับมัน ไม่พยุงข้าขึ้นมาก่อนอีก”
“ก็เพราะข้าเห็นว่าแม่ล้มไม่ใช่รึ ถึงได้เรียกร้องความยุติธรรมให้แม่” ฉินยิงอธิบาย
นางฉินพยักหน้า พร้อมกับใบหน้าที่โมโห “แล้วทำไมเจ้ายังไม่รีบไปอีก”
ฉินยิงนิ่งไป ก็เข้าใจทันที รีบพุ่งเข้าไปข้างๆฉินจิ่นแล้วด่า “อีเด็กเมื่อวานซืน กล้าลงมือกับแม่รึ ช่างเปลืองเวลาที่แม่อุ้มท้องมาตั้งเกือบสิบเดือนกว่าจะคลอดออกมาได้จริงๆ”
“รู้แต่จะคลอดไม่รู้จักเลี้ยงดู ไม่เหมาะจะเป็นแม่คนเลยสักนิด” ฉินจิ่นตอบโต้อย่างไม่เกรงใจ แล้วก็เหลือบมองไปที่ฉินยิงทีนึง “เจ้าก็ไม่กลัวว่าวันนึงจะโดนแม่ขายไปเหมือนข้าเลยรึ”
“เจ้า......”
สีหน้าของฉินยิงดำก่ำ ง้างมือขึ้นจะตบฉินจิ่น แต่พอง้างไปครึ่งนึงและค้างอยู่ในอากาศก็โดนเว่ยเหยียนถิงจับไว้ก่อนแล้ว หน้าตาของเขาดูไม่ได้เลยดีเดียว “พวกเจ้าจะทำอะไร”
“ตอนนี้เราจะเลี้ยงลูกสาว ยังต้องให้คนนอกอย่างเจ้ามายุ่งด้วยอีกรึ” นางฉินหัวเราะเยาะและพูดประชด
บทที่ 69: เก็บหมาได้ตัวนึง
เว่ยเหยียนถิงสะบัดมือของฉินยิงออก เดินไปอยู่ข้างๆฉินจิ่นแล้วถามว่า “อาจิ่น เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า”
ฉินจิ่นส่ายหน้า เพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร
เว่ยเหยียนถิงพยักหน้า มองดูทั้งสองคน “พวกเจ้ามาบ้านข้าทำไม อย่าลืมนะ ว่าอาจิ่นนั้นแต่งเข้ามาบ้านข้าแล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าแล้ว”
“เจ้านี่ช่างปากดีจริงๆเลย”
เว่ยเหยียนถิงไม่ได้มีอะไรจะพูดกับพวกเขามากนัก แล้วก็ไม่ได้ไว้หน้าพวกเขามากขนาดนั้นด้วย “นี่มันบ้านข้า ออกไปซะ”
“แกกล้าดี......”
เว่ยเหยียนถิงตัดบทนางทันที “ถ้าเจ้ายังไม่ไปอีกข้าจะไล่เจ้าให้ดู”
นางฉินและฉินยิงมองหน้ากันทีนึง ก็รู้สึกแค่ว่า ตอนนี้เว่ยเหยียนถิงนั้นน่ากลัวจริงๆ บวกกับที่พวกเขารู้ว่าก่อนหน้านี้ในตอนที่จับเสือนั้น ตอนที่เว่ยเหยียนถิงต่อสู้นั้น ช่างน่ากลัวจริงๆ
ฉินยิงถอนหายใจไปทีนึง “เจ้าเป็นครอบครัวเดียวกับฉินจิ่นจริงๆรึ ถึงได้ทำแบบนี้กับแม่ยายตัวเอง ยังมีศีลธรรมอยู่รึเปล่า”
นางฉินดึงฐานะความเป็นแม่ยายยายออกมา “นั่นสิ”
สีหน้าของเว่ยเหยียนถิงเคร่งขรึมขึ้น “ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าพวกเจ้าเป็นครอบครัวของอาจิ่น ก็คงต่อยพวกเจ้าไปแล้วล่ะ”
เว่ยเหยียนถิงจงใจพูดอย่างใจดำ แต่ทำเอาเว่ยเอาฉินจิ่นดูแล้วก็อดที่จะขำไม่ได้ ตานี่ไม่เคยจะทำร้ายผู้หญิงเลยสักครั้ง ครั้งนี้กลับเสแสร้งแกล้งทำเก่งจริงๆ
แต่เห็นได้ชัดว่านางฉินกับฉินยิงนั้นโดนฉะหน้าซะแล้ว พวกเขาถอยหลังไปอยู่หลายก้าว ก่อนนางฉินจะกลับ ก็พูดด้วยความค้างคาใจว่า “ลูกจิ่น ต่อไปแม่จะมาหาเจ้าใหม่นะ”
ดูนางสิ คงไม่ได้จะมาเอาเงินหรอกนะ
ฉินจิ่นถอนหายใจไปที “ไม่ต้อง ข้าไม่ต้อนรับเจ้า ถ้าเจ้ามาอีก ข้าก็จะปล่อยหมามากัดให้ดู”
นางฉินนั้นกลัวหมาเป็นที่สุด พอได้ยินคำนี้แล้ว ก็วิ่งไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้าไม่เป็นอะไรจริงๆใช่หรือไม่ อาจิ่น” เว่ยเหยียนถิงจับมือนางเอาไว้
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
เว่ยเหยียนถิงเห็นทิศทางการวิ่งของนางฉินแล้วก็พูดว่า “จริงๆแล้วเราควรจะเลี้ยงหมาสักตัวจริงๆนะ ดูซิว่าครั้งหน้านางจะกล้ามาอีกรึเปล่า”
ฉินจิ่นนึกถึงท่าทางที่กลัวหมาของนางฉินแล้วก็หัวเราะ
เว่ยเหยียนถิงก็ตาเป็นประกายขึ้น แล้วพูดว่า “อาจิ่น เจ้าอยากจะเลี้ยงหมาสักตัวจริงๆหรือไม่ ถ้าอยากเลี้ยง งั้นเราก็เลี้ยงสักตัวนึงสิ” ในหมู่บ้านนี้ ทุกคนต่างก็เลี้ยงหมาไว้เฝ้าบ้านกันทั้งนั้น
ฉินจิ่นรู้สึกหวั่นใจหน่อยๆ แล้วเว่ยเหยียนถิงก็ยิ่งพูดต่ออีกว่า “วางใจเถอะ เลี้ยงหมาน่ะไม่ยุ่งยากหรอก แค่ให้กินนิดกินหน่อยก็พอแล้ว น่าเลี้ยงมากเลยล่ะ”
ฉินจิ่นลังเล ใช่แล้ว นี่มันสมัยก่อน เลี้ยงหมานั้นไม่ต้องมีใบอนุญาตอะไร ง่ายมากเลยล่ะ แล้วก็รีบพยักหน้าทันที “ได้สิ แต่เราจะไปหาหมามาจากไหนกันล่ะ”
“เราสามารถไปขอจากคนอื่นมาสักตัวได้นะ” เว่ยเหยียนถิงพูด
“ช่วงนี้มีหมาบ้านไหนเพิ่งคลอดลูกหมาใหม่หรือไม่” ที่ฉินจิ่นรู้นั้นก็ไม่มี แต่คงเป็นเพราะปกตินางไม่ค่อยได้สังเกตถึงเรื่องนี้ด้วย เลยไม่รู้
“มีสิ บ้านเหล่าจางที่อยู่ตรงหัวหมู่บ้านนั้นก็เพิ่งจะคลอดลูกหมาน่ะ”
ฉินจิ่นยิ้มทันที พอเดินออกไปสองก้าวกลับเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว เลยบอกว่า “ไว้พรุ่งนี้เราไปด้วยกันนะจ๊ะ”
“จ้ะ”
เว่ยเหยียนถิงยิ่มแล้วตอบตกลง แต่กลับไม่คิดว่า พอวันรุ่งขึ้นฉินจิ่นนั้นตื่นเช้ากว่าปกติอีกด้วย
ทั้งสองเก็บของแล้วก็รีบไปบ้านเหล่าจางทันที ใครจะรู้ว่าลูกหมานั้นโดนคนมาอุ้มไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ฉินจิ่นเดินออกมาอย่างผิดหวัง เว่ยเหยียนถิงก็อยู่ข้างๆนาง มองๆไปเป็นพักๆ แต่กลับไม่รู้ว่าจะปลอบใจยังไงดี
คิดอยู่นาน เว่ยเหยียนถิงถึงได้พูดขึ้นว่า “อาจิ่น เดี๋ยวพี่จะตั้งใจดู ถ้าบ้านไหนคลอดลูกหมาอีก พี่ค่อยไปขอเขาอีกละกัน”
ฉินจิ่นพยักหน้า เก็บความรู้สึกผิดหวังในใจไว้ แล้วพูดว่า” จ้ะ เราเลี้ยงหมาที่ดุหน่อยๆกันดีกว่า” สักพักก็พูดว่า “แบบนี้ครั้งต่อไปเวลาพวกเขามาอีกก็จะได้ไล่พวกเขาไปได้”
“อื้ม”
พูดแบบนี้แล้วอารมณ์ของฉินจิ่นค่อยดีขึ้นหน่อย แต่แล้วจู่ๆก็ได้ยินเสียงหมาเห่าขึ้น
“โฮ่ง”
เหมือนว่าใกล้ๆ จะมีเสียงเล็กๆดังขึ้น
ฉินจิ่นรีบดีดนิ้วไปทีนึง แล้วก็ได้ยินเสียงขึ้นอีก “โฮ่ง”
“นี่เสียงหมานี่” เว่ยเหยียนถิงเงียบไปสักพักแล้วพูดขึ้น
ฉินจิ่นพยักหน้า ทั้งสองตามเสียงไปค้นหาในโพรงหญ้า เพิ่งจะเดินไปถึงก็เห็นว่าในโพรงหญ้านั้นมีหมานอนอยู่ในนั้นตัวนึง ที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ แต่แค่หมาตัวนี้นั้น ฉินจิ่นดูยังไงก็คือพันธุ์ฮัสกี้
เห้อ ก็ไม่รู้ว่าฮัสกี้ตัวนี้นั้นมาจากที่ไหนกัน
แต่ฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงก็อุ้มหมาน้อยตัวนี้กลับไป โดยที่ไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วก็ทายาให้มัน หมาน้อยตัวนี้ก็เหมือนจะรู้ว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่ได้งอแงอะไร ยอมให้ฉินจิ่นทายาไปบนอุ้งเท้าของมัน
ความเชื่อฟังนี้เอาชนะความชอบของเว่ยเหยียนถิงและฉินจิ่นไปทันที เว่ยเหยียนถิงเลยเสนอขึ้นว่า “อาจิ่น หมาตัวนี้ชื่ออะไรดี เรามาตั้งชื่อให้มันกันเถอะ”
“ชื่อว่าฮาๆละกัน” ฉินจิ่นครุ่นคิด แล้วก็ยิ้มแล้วพูด
“จ้ะ” เว่ยเหยียนถิงนึกว่านางนั้นรู้สึกว่าจะได้มีความสุขในชีวิตประจำวันขึ้นหน่อย แต่จริงๆแล้วก็แค่รู้สึกว่ามันคือฮัสกี้ เลยเรียกว่าฮาๆ
ทางพวกเขานั้นเพิ่งจะจัดการปัญหาเสร็จ เว่ยจวนก็มาพอดี พอเห็นก็รู้เลยว่าเป็นฮัสกี้ที่รูปร่างดี แล้วมันก็ยืนขึ้นทันที และถามว่า “พี่สะใภ้รองจ๊ะ นี่เป็นหมาที่พี่เลี้ยงหรือจ๊ะ”
“ใช่จ้ะ”
เว่ยจวนมองฮัสกี้ อย่างอิจฉา “พี่สะใภ้รอง นี่เป็นหมาบ้านไหนกันจ๊ะ ถึงได้เกิดออกมาได้ดูดีขนาดนี้ เดี๋ยวข้าจะลองไปดูที่บ้านเขาหน่อย”
“นี่ไม่ได้ไปขอคนอื่นมาหรอก ข้ากับพี่รองของเจ้าเก็บได้วันนี้น่ะ” ฉินจิ่นพูดขึ้น
“เก็บหมามาได้ดูดีขนาดนี้เชียวรึ” เว่ยจวนยิ่งอิจฉาเข้าไปใหญ่
ฉินจิ่นก็หัวเราะชอบใจ แล้วก็ถามกลับว่า “ช่วงนี้ธุรกิจถุงหอมเป็นยังไงบ้างล่ะ” ตั้งแต่ไปดูแลร้านอาหารแล้ว ฉินจิ่นก็ไม่ได้ไปดูแลเรื่องธุรกิจถุงหอมอีกเลย ก็ยกให้เว่ยจวนไปทั้งหมดเลย
เว่ยจวนนั้นทำงานดี มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามตัวเอง ช่วงนี้ก็พัฒนาขึ้นเยอะมากเลยทีเดียว
“ก็พอได้จ้ะ” เว่ยจวนหยุดไปสักพักแล้วถึงจะพูดต่อ “แต่ก็ไม่ได้มีแบบใหม่มานานแล้ว อ้อใช่ มีลูกค้าบางคนไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่น่ะจ้ะ”
ทุกคนต่างก็ชอบของใหม่แล้วเบื่อของเก่ากัน ก็เหมือนๆกันหมด ตอนแรกก็รู้สึกว่าแปลกใหม่ พอนานไปก็เป็นแบบนี้แหละ ฉินจิ่นพยักหน้าแล้วก็พูดว่า “คงต้องออกแบบลายใหม่แล้วล่ะ เอาแบบนี้ดีกว่า ข้าลองคิดดูก่อน ไว้เดี๋ยวค่อยบอกเจ้า”
“ได้จ้ะ พี่สะใภ้รอง” เว่ยจวนพยักหน้า แล้วก็วิ่งไปเล่นกับฮัสกี้ ใครจะไปรู้ว่าฮาฮาจะจำเจ้าของได้ จู่ๆก็มาวิ่งวนอยู่ข้างๆขาของฉินจิ่นไม่หยุด
ฉินจิ่นดีใจมาก ก็โน้มตัวลงไปอุ้มฮาฮาขึ้นมา ใครจะรู้ว่าเว่ยจวนนั้นจะสั่งห้ามทันที “พี่สะใภ้รองจ๊ะ พี่อย่าอุ้มหมานะ บนตัวของหมาน่ะมีเห็บหมัดเยอะเลยล่ะ เดี๋ยวจะมากัดพี่จนเป็นจุดแดงๆเต็มตัวเอา”
ฉินจิ่นอึ้งไป พอรู้ตัวก็ถามว่า “ตอนเด็กๆ เจ้าเคยโดนกัดหรือไม่” ฉินจิ่นรู้สึกว่านางต้องผ่านประสบการณ์มาอย่างช่ำชองแน่ๆ
“โธ่ อย่าว่าแต่ตอนเด็กเลย ตอนนี้ก็โดนกัดอยู่เหมือนกัน ยังดีที่บ้านเราไม่เลี้ยงพวกหมูหมากาไก่ ไม่งั้นเห็บหมัดอะไรนั่นคงเยอะแยะไปหมด” เว่ยจวนพูดอย่างมีอารมณ์ร่วม “ตอนเด็กๆคิดว่าถ้ามีอะไร ที่สามารถกำจัดเห็บหมัดพวกนี้ได้ก็คงดี ก็อย่างที่ว่า ไม่ว่าของอะไรบนโลกนี้ก็มีศัตรูทั้งนั้น แต่ข้ารู้สึกว่าเห็บหมัดพวกนี้นั้น ไม่เห็นจะมีศัตรูเลย”
ไม่มีเหรอ
ฉินจิ่นนึกอะไรออกทันที ถ้านางสามารถทำเครื่องหอมไล่แมลงได้ จะได้ไล่เห็บพวกนี้ไป ก็คงจะดีมากเลยไม่ใช่รึ
บทที่ 70: เจ้าหุบปากไปเถอะ
ถึงจะกำจัดออกได้ไม่หมด ก็กำจัดออกไปได้สักส่วนใหญ่ก็ถือว่าดีมากเหมือนกัน
ฉินจิ่นอดนึกถึงแผ่นหอมกันยุงกับกำไลกันยุงไม่ได้ นางนึกย้อนไปทีนึง ก็รู้สึกว่าของสิ่งนี้นั้นทำได้ไม่ยาก
แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญนั้นยังไม่ใช่สิ่งนี้ นางโน้มตัวลงไปอุ้มฮาฮา แล้วก็มองไปที่เว่ยจวน “ไปต้มน้ำหน่อย เรามาอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็กนี่ก่อนดีกว่า ลวดลายถุงหอมนั้นข้าค่อยเอาให้เจ้าตอนกลางคืน”
“ได้จ้ะ พี่สะใภ้รอง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้จ้ะ” ตอนนี้เว่ยจวนก็ยังคงศรัทธาในตัวของฉินจิ่นอยู่เหมือนเดิม ขอแค่นางพูด น้อยครั้งที่จะโดนขัดขวาง
ในบ้านนี้ เว่ยจวนนั้นเป็นน้องสาวที่หลงใหลนางเป็นที่หนึ่งเลยทีเดียว
พอต้มน้ำอุ่นหม้อนึงแล้ว ทั้งสองเอาเจ้าฮาฮาตัวน้อยวางลงไป ยังไม่ทันได้ทำอะไร ฮาฮาก็เล่นสนุกก่อนแล้ว
อุ้งเท้าทั้งสี่นั้นตะกุยตะกายแสดงพลังออกมา น้ำเกือบครึ่งถังนั้นโดนมันตะกุยจนกระฉอกออกมาเกือบหมด ยังทำเอาฉินจิ่นและเว่ยจวนเปียกไปทั้งตัวอีกด้วย แล้วเจ้าตัวน้อยก็โผล่หัวออกจากถัง เห่ามาที่ฉินจิ่นด้วยความดีใจ
“ฮาฮา เจ้าดื้อนี่ ห้ามตีน้ำอีกแล้วนะ” เว่ยจวนจับไปที่คราบน้ำบนหน้า แล้วก็ตะโกนอย่างโมโห
พอฮาฮาได้ยินคำพูดของนางแล้ว นอกจากจะไม่เชื่อฟังแล้ว กลับยิ่งครึกครื้นขึ้นอีกด้วย หางน้อยๆกระดิกอย่างได้ใจ ขาหน้าทั้งสองข้างก็ยกขึ้นมาแล้วก็ร่วงลงแรงๆ จนน้ำกระเด็นเป็นฝอยเต็มไปหมด
ครั้งนี้ฉินจิ่นรู้ทันเลยขยับถอยหลังไปก้าวนึง แต่เว่ยจวนหลบไม่ทัน จนกางเกงเปียกไปหมด
“ฮาฮา” เว่ยจวนโมโหใหญ่แล้ว
นางวักน้ำในอ่างขึ้นมาด้วยความโมโห แล้วก็สาดไปที่ตัวของฮาฮา ฮาฮานิ่งไปสักพักก่อน จากนั้นก็กระโดดโลดเต้นอย่างคึกคัก ทุกครั้งที่กระโดดก็จะมีน้ำกระเด็นขึ้นมาสูงๆ ต้องทำให้เว่ยจวนเปียกไปทั้งตัวถึงจะพักไป
ขนาดคนกับหมาก็ยังทะเลาะกันได้จริงๆด้วย
จนถึงตอนที่น้ำใกล้เย็นแล้ว ทั้งสองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิด
ฉินจิ่นกุมขมับอย่างเหลือทน “ฮาฮา หยุดเล่นได้แล้วนะ ถ้ายังไม่หยุดคืนนี้จะไม่ให้กินข้าวเลยนะ เว่ยจวน เจ้าก็เหมือนกัน”
พอโดนดุไปทีนึง ก็ทำเอาเว่ยจวนหน้าแดงขึ้นทันที นางนั้นเป็นคนที่รู้เรื่องรู้ราวมาตั้งแต่เด็ก วันนี้กลับมาทะเลาะกับไอ้เจ้าหมาน้อยนี้ยกนึงจนได้ แล้วก็ถูกพี่สะใภ้รองเห็นทุกขั้นทุกตอนอีกด้วย เสียหน้าไปหมดแล้ว
แต่ฮาฮากลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด เห็นเว่ยจวนไม่ขยับแล้ว มันก็เห่าใส่นางไปสองสามที พอเห็นว่านางไม่ตอบโต้ เจ้าหมาน้อยถึงกับปีนออกมาจากอ่าง แล้วก็มาดึงนาง
สมกับคำร่ำลือของฮัสกี้ ชื่อนี้นั้นไม่ได้ได้มาโดยไม่มีเหตุจริงๆ
“ห้ามออกมานะ” ฉินจิ่นก็ดุเสียงแข็งไปอีกทีนึง
แล้วเจ้าหมาน้อยก็โดนล็อกไปทันที ทำหน้าอึ้งไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงโดนด่า ก็กลัวหัวหดและไม่ได้วุ่นวายอีก
ฉินจิ่นรีบจับมันไว้ พอถูสบู่แล้ว และกำจัดเห็บออกไปได้พอสมควรแล้ว แต่ถ้าอยากจะกำจัดให้หมดไปนั้น ต้องล้างอีกหลายรอบเลยทีเดียว หรือไม่ก็ต้องรีบผลิตยาออกมาหน่อย จะได้กำจัดได้ทีเดียวเลย
หลังจากที่ล้างตัวให้เจ้าหมาน้อยเสร็จ ฉินจิ่นก็เงยหน้ามาเห็นเว่ยจวนที่ท่าทางกระเซอะกระเซิงไปทั้งตัว ก็รีบดึงนางมาในบ้าน “เกือบจะลืมเจ้าไปแล้วนะเนี่ย รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็ว อย่าตัวเปียกอยู่แบบนี้เลย”
“พี่สะใภ้รอง ข้า......” เว่ยจวนเอ่ยปากพูดแล้วก็หยุดไปด้วยความเขินอาย
ฉินจิ่นหัวเราะแล้วลูบหัวนาง “เจ้าเป็นเด็กในสายตาพี่อยู่แล้วล่ะ รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเด็กดี”
เว่ยจวนถึงได้ยกมุมปากยิ้มขึ้นอีกครั้ง แล้วก็เอาเสื้อผ้าที่ฉินจิ่นให้นั้นไปเปลี่ยนในห้อง
ฮาฮาโดนฉินจิ่นเอาผ้าขนหนูผืนนึงเช็ดตัวให้ โผล่ออกมาแค่หัวใหญ่ๆที่เปียกๆเท่านั้น แววตานั้นมองฉินจิ่นอย่างเหม่อลอย ท่าทางเชื่อฟังจนผิดปกติ ราวกับว่าหมาที่เล่นน้ำในอ่างตะกี้นั้นไม่ใช่มันยังไงอย่างงั้น
พอไล่เว่ยจวนไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในบ้านเสร็จ ฉินจิ่นนั้นอยากจะสั่งสอนฮาฮาสักหน่อย แต่พอเห็นแววตาที่เศร้าของมันแล้ว ในใจก็ใจอ่อนทันที
“เจ้าดื้อนี่ ถ้าต่อไปยังดื้อแบบนี้อีก เจ้าโดนดีแน่”
จิ้มไปที่หน้าผากของฮาฮา แล้วพูดขู่เสียงดัง
เหมือนว่าฮาฮาจะไม่ได้รู้สึกถึงความดุของแม่คนนี้ ก็เงยหน้าขึ้นแล้วเลียไปที่ปลายนิ้วของนาง สถานการณ์คับขันแบบนี้ก็อยู่เป็นซะด้วย
เช็ดตัวอย่างอ่อนโอนให้เจ้าหมาน้อยตัวนี้แล้ว ตอนนี้ฮาฮายังเด็ก ถึงแม้ว่าสองวันนี้จะโดนเลี้ยงจนอ้วนตุ้ยนุ้ย แต่ก็ยังเป็นเด็กน้อยอยู่ดี ถ้าไม่เช็ดให้แห้งก็จะเป็นหวัดได้
เหมือนว่าในหมู่บ้านนั้นจะไม่มีสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้วย ถ้าเจ้าหมาน้อยตัวนี้ป่วยขึ้นมา จะลำบากเอาได้
พอเว่ยจวนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ฉินจิ่นก็เช็ดตัวให้ฮาฮาเสร็จแล้ว เพิ่งจะวางมันลงบนพื้น พอเจ้าหมาน้อยนี้เห็นเว่ยจวนก็ยังแลบลิ้นอย่างดีใจอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าให้เว่ยจวนนั้นเป็นเพื่อนของตัวเองแล้ว
เว่ยจวนนั่งลงแล้วจิ้มไปที่หัวของมัน “ฮาฮา ไปเล่นคนเดียวก่อนเถอะ ไว้วันหลังค่อยมาเล่นกับเจ้าใหม่”
ฮาฮาดีใจจนเห่าไปสองที เหมือนกับว่าฟังสิ่งที่นางพูดออกยังไงอย่างงั้น
บนหน้าผากของฉินจิ่นนั้นมีเส้นดำสองเส้นขึ้น นางยังหวังว่าวันหลังจะให้ฮาฮาช่วยนางไล่คนตระกูลฉินอยู่เลย แต่นิสัยอย่างเจ้าฮัสกี้ เล่นน้ำด้วยทีเดียวก็ให้เว่ยจวนเป็นเพื่อนของมันซะแล้ว แล้วเจ้าหมาตัวนี้จะพึ่งได้อยู่ไหมเนี่ย
พอแกล้งฮาฮาเสร็จ เว่ยจวนก็เงยหน้าขึ้นอย่างประหม่า “พี่สะใภ้รองจ๊ะ งั้นข้ากลับก่อนนะจ๊ะ ไว้พี่ออกแบบถุงหอมใหม่แล้ว ข้าค่อยมาเอา”
พูดถึงถุงหอมแล้ว เว่ยจวนก็ยิ้มอย่างอบอุ่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่เริ่มทำถุงหอม นางนั้นเก็บเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ฉินจิ่นนำพามาให้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในใจของนางเลยขอบคุณฉินจิ่นอยู่เสมอ
“จ้ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ค่อยเอาลายใหม่ให้เจ้าสักสองสามลายนะ” ยิ้มแล้วก็ส่งเว่ยจวนกลับไป ฉินจิ่นก็พูดสัญญา
พอเว่ยจวนกลับไปแล้ว ฮาฮาก็อยู่ตรงหน้าของฉินจิ่นตลอดเวลา เจ้าหมาน้อยนี้ตัวกลมท่าทางน่าเอ็นดู น่ารักสุดๆ ตอนนี้ยังนึกถึงตอนที่มันโตแล้วไม่ออกเลย ต้องเป็นหัวหน้าฝ่ายรื้อถอนแน่นอนเลย
นั่งยองๆลงจับไปที่เหนียงของเจ้าหมาน้อย “ฮาฮา แกต้องเชื่อฟังนะ ถ้าโตขึ้นแล้วเชื่อฟัง ก็จะให้แกได้กินเนื้อกินกระดูกเลยล่ะ”
แล้วก็แกล้งฮาฮาไปอีกสักพัก ฉินจิ่นถึงจะกลับไปในห้องอย่างทำใจไม่ได้ แล้วก็เตรียมตัวจะออกแบบถุงหอมลายใหม่
ตอนนี้เว่ยจวนกับนางเว่ยเป็นคนปักลวดลายของถุงหอม นางรับหน้าที่แค่ทำสมุนไพรที่ใส่ข้างในเท่านั้น
นั่งอยู่หน้าโต๊ะเอียงคอคิดอยู่นาน ฉินจิ่นก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าตัวเองจะทำลายใหม่อะไรดี
“ระบบแจ้งเตือน ขณะนี้แบตเตอรี่คงเหลือเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ เจ้าของกรุณาชาร์จแบตเตอรี่ด้วย” เสียงที่ดังฟังชัดดังอยู่ในหัว ฉินจิ่นถึงจะนึกขึ้นได้ถึงการมีตัวตนของเสี่ยวปา
ตั้งแต่เสี่ยวซีหายไป ชีวิตประจำวันของนางก็ยุ่งเหยิงมาก จนแทบจะลืม การมีตัวตนอยู่ของเสี่ยวปาไปเลย
“ทำไมแบตเตอรี่ถึงไม่พออีกแล้วล่ะ” ฉินจิ่นขมวดคิ้ว ช่วงนี้สุขภาพนางไม่ค่อยแข็งแรง แล้วเวลาที่อยู่กับพี่ถิงก็น้อยลงไปจริงๆ
พอนึกถึงแบบนี้แล้ว หน้าของฉินจิ่นก็ค่อยๆแดงขึ้น
“คุณยังไม่ได้ชาร์จแบตน่ะสิ เจ้านาย ถ้าเจ้านายว่างๆ ก็ชาร์จแบตหน่อยก็ได้แล้วนี่” เสี่ยวปาตอบอย่างตรงไปตรงมา
ฉินจิ่นกลอกตาด้วยความหมดคำจะพูด การชาร์จแบตนั้นอยู่ๆก็ชาร์จได้เลยรึไง แค่นึกถึงวิธีชาร์จแบต นางก็รู้สึกว่านั้นกำลังถูกยุยงอยู่
เสียงระบบโง่นี่ พูดแต่คำที่น่าเกลียดทั้งนั้น แล้วเสียงก็ดังฟังชัดไม่ใช่น้อยๆ
“พอแล้วพอแล้ว ฉันรู้แล้ว แกรีบๆหุบปากไปเถอะ”
จบตอน
Comments
Post a Comment