บทที่ 71
แม่ที่สูบเลือดสูบเนื้อ
“ บ๊ายบายจ้ะเจ้านาย” เสี่ยวปาทำตัวเหมือนว่าตัวเองเชื่อฟังมาก เจ้านายว่ายังไงก็ว่าอย่างงั้น
นี่ไม่ค่อยเหมาะกับนิสัยของเสี่ยวปาสักเท่าไหร่ จากการแสดงออกนี้ของมัน ทำให้จู่ๆ ฉินจิ่นก็นึกขึ้นได้เรื่องนึง “กลับมาก่อน อย่าเพิ่งไป”
“เสี่ยวปากลับมาแล้ว เจ้านายมีอะไรให้รับใช้รึเปล่า”
“รางวัลของฉันล่ะ” ฉินจิ่นไม่ได้พูดอ้อมค้อมเลยสักนิด
เสี่ยวปากระอึกกระอักไปสักพัก “เอ่อ เจ้านายพูดอะไรอยู่เหรอจ้ะ เสี่ยวปาไม่เข้าใจ แบตเตอรี่ต่ำ เริ่มเข้าสู่โหมดพลังงานต่ำ......”
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้ ฉันบอกว่ารางวัลที่ฉันฆ่าเสือได้ล่ะ” ฉินจิ่นเท้าสะเอว และตอบอย่างดุดัน
พอผ่านการขอยาสลบในครั้งที่แล้ว นางรู้ว่าเสี่ยวปานั้นไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ เจ้านี่นั้นไม่ค่อยจะซื่อสัตย์สักเท่าไหร่
“แบตเตอรี่ไม่เพียงพอ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในขณะนี้” เสี่ยวปาตอบกลับโดยอัตโนมัติ เหมือนกับว่าเป็นหุ่นยนต์ที่เฉื่อยชา และไม่ได้ทีความคิดเป็นของตัวเองตั้งแต่แรก แสดงได้สมจริงมากเหมือนกันนะ
ฉินจิ่นก็อยากจะทุบมันให้ตายอีกแล้ว ของสิ่งนี้มองไม่เห็นจับต้องก็ไม่ได้ ช่างไก่กาจริงๆ ไม่งั้นยังจะลากมันออกมากระทืบแรงๆ สักครั้งก็ยังได้
ดูซิว่ามันจะซื่อสัตย์แค่ไหน
พอเห็นความคิดที่เป็นอันตรายของฉินจิ่นแล้ว เสี่ยวปาก็ตกใจไปที
“บอกมาตรงๆนะ ว่ารางวัลของครั้งที่แล้วน่ะ คืออะไรกันแน่ ถ้าไม่พูด ต่อไปฉันก็จะไม่รับภารกิจจากนายอีก”
ในเมื่อระบบนี้มาอยู่ในตัวนางแล้ว อีกอย่างพวกมันก็ยังเป็นร่างเดียวกันอีกด้วย ฉินจิ่นจะไม่ให้มันจูงจมูกของตัวเองเดินแน่นอน ลองยิงพวกเขาดูสักนัดนึง ดูซิว่าใครจะทนได้มากกว่ากัน
เสี่ยวปาเศร้าเสียใจ “รางวัลก็ให้เจ้านายไปแล้วนี่จ๊ะ”
“ของอะไรล่ะ” ฉินจิ่นเงียบไป จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยได้รางวัลอะไร พูดอีก เสี่ยวปาก็ไม่เห็นจะออกมาเลยสักครั้ง
“หมาตัวนึง” จากความคิดที่ว่ารีบตายก็จะได้รีบหลุดพ้นก่อน เสี่ยวปาก็รีบพูดสามคำนั้นออกมา
แล้วฮาฮาก็วิ่งมาอยู่ที่ข้างๆขาของฉินจิ่น ราวกับว่าแสดงให้นางเห็นยังไงอย่างงั้น แล้วก็เหยียดไปที่ข้อเท้าของนางอย่างขี้เกียจ
เมื่อความโชคดีมาถึง ฉินจิ่นมองดูฮัสกี้ตัวนี้ที่อยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ “นี่ก็คือรางวัลจากการฆ่าเสือไปสองตัวงั้นหรอ”
ถึงแม้เสี่ยวปาจะไม่อยากยอมรับ แต่มันก็ใช่จริงๆ
“มันไม่ใช่ฮัสกี้ธรรมดานะ ถึงแม้บางครั้งจะดื้อ แต่ก็ผ่านการฝึกต่อการเป็นฮีโร่จากระบบเหมือนกัน สติปัญญานั้นเหมือนเด็กอายุ6ถึง7ขวบเลยล่ะ ต่อไปต้องเป็นหมาที่เฝ้าบ้านได้ดีแน่นอน”
การที่ระบบจะให้รางวัลนั้น ไม่ได้ให้ไปเรื่อย เสี่ยวปาเลยรีบพูดอธิบาย
มองดูตัวอ้วนๆ ที่อยู่ข้างๆ ขาตัวนี้แล้ว ฉินจิ่นก็แปลกใจมาก ว่าเจ้านี่ฉลาดเหมือนที่เสี่ยวปาพูดจริงๆ หรอ
“ฮาฮา ลุกขึ้น” ก็เลยลองออกคำสั่งที่ง่ายๆ ดู ฉินจิ่นมองดูฮาฮาอย่างไม่กะพริบตา เพื่อรอคอยการตอบโต้ของมัน
ฮาฮาเงยหน้าขึ้นมองนางไปทีนึง แล้วก็นั่งลงไปที่เท้าของนาง
สติปัญญาเท่าเด็กหกถึงเจ็ดขวบหรอ
แล้วจู่ๆ เสี่ยวปาก็อยากจะชิ่งหนีไป
แต่แค่มันชิ่งหนีไม่ได้ เลยทำได้แค่อธิบายต่ออีกว่า “ตอนนี้มันยังเด็กน่ะ สติปัญญาเลยยังไม่คืนค่า เจ้านายลองเลี้ยงไปอีกสักพักสิจ๊ะ เดี๋ยวมันก็จะกลับมาเป็นปกติเอง รับรองได้”
“เอาเถอะ ครั้งนี้ฉันจะเชื่อนาย” ฉินจิ่นจิ้มไปที่ตูดของ ฮาฮา สัมผัสที่เต็มไปด้วยเนื้อนั้นทำให้คนอยากจะสัมผัสมากจริงๆ และความโมโหในใจก็ได้สลายไปบ้างแล้วด้วย
“เจ้านายฉลาดมาก” เสี่ยวปาประจบสอพลอได้ทันเวลามาก “นอกจากรางวัลแล้ว ระบบยังให้อีกสิบห้าคะแนนด้วยนะ ตอนแรกมีแค่สิบคะแนน แต่เพราะฆ่าเสือไปสองตัว ระบบเลยให้เพิ่มอีกห้าคะแนนน่ะ”
ช่างเถอะ ถึงแม้ฮาฮาจะโง่ไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ยังไม่โดนหักคะแนน ฉินจิ่นก็คิดอย่างมีความสุข
พอพูดกับเสี่ยวปาจบแล้ว ฉินจิ่นก็เอาฮาฮาไปส่งในกรงของมัน แล้วก็กลับไปออกแบบถุงหอมในห้องต่อ และครั้งนี้นางก็ตัดสินใจว่าจะออกแบบถุงหอมเพื่อกันแมลง
บนตัวของฮาฮามีทั้งเห็บและหมัด บนตัวของช้างม้าวัวควายของพวกชาวไร่ชาวนา ก็เกิดพวกนี้ได้ง่ายเหมือนกัน
บวกกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ทันสมัย เพราะฉะนั้นเลยถูกแพร่ไปบนตัวของผู้คนบ้างแล้ว
ถ้าผลลัพธ์ของถุงหอมไล่แมลงนี้ดี ก็เป็นอีกหนึ่งรายได้ที่มหาศาลเลยล่ะ
เอาสมุนไพรที่เว่ยเหยียนถิงเก็บมาก่อนหน้านี้ไปแยกประเภท แล้วฉินจิ่นก็หาสมุนไพรที่ไล่แมลงได้ดีมาสองสามอย่าง บดให้ละเอียด แล้วใส่เข้าไปในถุงหอมอย่างเข้าใจ แล้วก็หาเครื่องหอมดอกไม้สองสามอย่าง และใส่ลงไปด้วย
พอทำเสร็จก็เอามาไว้ที่ปลายจมูก ก็มีกลิ่นหอมสมุนไพรอ่อนๆ แล้วก็ยังหอมกว่าถุงหอมปกติด้วย ฉินจิ่นก็เอาถุงหอมวางไว้บนหัวเตียง
เพิ่งจะทำงานพวกนี้เสร็จ ก็มีเสียงดังโวยวายมาจากข้างนอก ฉินจิ่นได้ยินก็เลยวิ่งออกไปดูทันที
“แม่นางฉินจ๊ะ เจ้ารีบไปดูเถอะ แม่ของเจ้าน่ะไปทะเลาะวิวาทบ้านคนอื่น แล้วก็ทำร้ายแม่ผัวเจ้าด้วย ตอนนี้กำลังนั่งร้องไห้อยู่เลย”
คนที่มารายงานข่าวนั้นเป็นสามีของป้าหลี่ร้านขายผ้า เป็นเพราะเมื่อก่อนนั้นฉินจิ่นได้เอาถุงหอมทั้งหมดไปฝากขายที่ร้านของป้าหลี่ สามีของป้าหลี่เลยใจดีกับฉินจิ่นและนางเว่ยมาก
พอได้ยินข่าวนี้แล้ว ฉินจิ่นก็หัวร้อนจนลุกเป็นไฟทันที
คนตระกูลฉินนั้นเป็นปลิงดูดเลือดจริงๆ มาเกาะอยู่บนตัวของนาง กำจัดยังไงก็ไม่ออก
นางก็วิ่งไปหยิบมีดที่หลังบ้าน แล้วฉินจิ่นก็รีบเดินไปด้วยความโมโหทันที นางจะดูซิ ว่าคนตระกูลฉินนี้จะยังอยากมีชีวิตอยู่รึเปล่า
ในที่ดินที่เพิ่งจะซื้อใหม่ของตระกูลเว่ย มีนางฉินที่กำลังนอนร้องไห้กลิ้งไปมาอยู่ “นี่เป็นที่ดินที่ลูกสาวข้าซื้อให้ข้า พวกเจ้าตระกูลเว่ยมีสิทธิ์อะไรมาทำนา ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย มานี่เลย มีคนมาปล้นที่นาของคนอื่น......”
โจรตะโกนจับโจรชัดๆ นางฉินร้องไห้โวยวายไม่หยุด แสดงคำว่าหน้าไม่อายสามคำนี้ออกมาได้อย่างสุดขีดเลยทีเดียว
เมื่อกี้นางเว่ยถูกแม่ฉินกระชากจนข้อเท้าพลิกไป ตอนนี้เลยนั่งอยู่บนคันนา เจ็บจนเหงื่อตกเลยทีเดียว และเว่ยเหยียนถิงจะพานางเว่ยไปหาหมอ แต่นางเว่ยกังวลว่าถ้าพวกเขาไปแล้ว ที่ดินผืนนี้ก็จะโดนคนบ้านฉินปล้นไปทันที พูดยังไงก็ไม่ยอมไป
“แกโกหก ที่ดินนี้เป็นของตระกูลเว่ยบ้านข้าแท้ๆ ข้ามีโฉนดที่ดิน แกมีหลักฐานอะไรมารับรองล่ะ”
“ใบนั่นแกเป็นคนขโมยไป ลูกชายกับลูกสาวข้าเสี่ยงชีวิตไปฆ่าเสือ ได้เงินรางวัลมา จะมาซื้อที่ดินให้คนตระกูลเว่ยอย่างแกได้ยังไงล่ะ” นางฉินโกหกจนไม่ทันได้กะพริบตา อีกอย่างนางก็รู้สึกอีกว่านางทำแบบนี้นั้นถูกแล้ว
ฉินเฟิ่นเพิ่งจะเสียงานที่มั่นคงไป เลยอดไม่ได้ที่จะมาแย่งชิงที่ดินผืนนี้ด้วย “นั่นสิ เสือตัวแรกนั้นข้าเป็นคนฆ่า ที่ดินผืนนี้ก็เป็นของตระกูลฉินของเรา พวกแกรีบไปซะ อย่ามาเหยียบย่ำพืชผลของตระกูลข้า”
เห็นได้ชัดว่าพืชผลบนที่ดินนี้นั้น ตระกูลเว่ยเพิ่งหว่านเมล็ดเสร็จ ฉินเฟิ่นกลับมาพูดคำนี้ได้อย่างหน้าด้านๆ
พอฉินจิ่นมาถึง ก็มาเห็นฉากพวกนี้
เว่ยเหยียนถิงหยุงนางเว่ยด้วยใบหน้าที่โมโห สีหน้าของเขาดำก่ำ และหลังมือนั้นก็มีเส้นเลือดปูดออกมาด้วย แต่นางเว่ยบาดเจ็บอยู่ เลยอดกลั้นเอาไว้และไม่ตอบโต้กลับไป
เขารู้นิสัยที่หน้าด้านของคนตระกูลฉินอย่างถ่องแท้อยู่แล้ว หมาที่เป็นบ้ากลุ่มนี้ ยิ่งไปสนใจพวกมัน พวกมันยิ่งจะได้ใจ
“พี่เขย พี่ดูสิว่าเราน่ะครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ที่ดินนี้ พวกพี่ก็อย่าคิดเลย พ่อแม่ของข้าเลี้ยงพี่สาวข้ามาเติบใหญ่ขนาดนี้ พี่สาวถึงได้ให้ที่ดินเล็กผืนนี้กับพวกเรา พวกพี่จะไม่ยอมแบบนี้ได้ยังไงเล่า” ฉินยิงยืนอยู่ข้างเว่ยเหยียนถิง และยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
****เวลาคุยกับระบบจะใช้ฉัน-นาย
บทที่ 72
อย่าคิดที่จะสะบัดพวกเราออกไป
เว่ยเหยียนถิงจ้องมองนางด้วยหน้าตาที่โมโห “ถ้าไม่อยากโดนกระทืบก็ขยับไปไกลๆ ซะ”
ถ้าไม่เห็นว่านางเป็นผู้หญิงล่ะก็ เขาคงจัดการนางไปแล้ว เว่ยเหยียนถิงบังอยู่ข้างหน้านางเว่ย ด้วยท่าทางที่ดุดัน
“พี่เขย พี่อย่าเป็นแบบนี้สิจ๊ะ ยังไงเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ใช้กำลังมันไม่ดีนะจ๊ะ ที่ดินนี้เป็นที่ดินที่พี่ซื้อให้บ้านพวกข้า พวกพี่รีบไปเถอะ แต่มายืนให้อายคนตรงนี้เลย ไม่งั้นเราจะไปแจ้งความเอานะ”
ฉินจิ่นนั้นแทบจะโดนคนที่หน้าไม่อายพวกนี้ทำเอาโมโหไปแล้ว นางควงมีดเอาไว้ แล้วก็ผลักฉินยิงแรงๆ ทีนึง “แกมีปัญญา ก็ไปแจ้งความสิ”
พอคนต้นเรื่องมา คนที่ล้อมอยู่รอบๆ ก็พากันกรูเข้ามา
เรื่องในครอบครัวแบบนี้ คนในหมู่บ้านทำได้แค่ล้อมดูสนุกอยู่รอบๆ เท่านั้น เพราะยังไงก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรกับตัวเอง อย่างสามีของป้าหลี่ที่ตั้งใจวิ่งมาบอกข่าวกับนาง ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่มีคุณธรรมมากแล้ว
“ที่ดินนี้จริงๆ เป็นที่ดินแล้วข้าซื้อให้กับตระกูลเว่ย อีกอย่างพวกเราก็หว่านเมล็ดกันเสร็จ ตอนนี้พวกเจ้ายังจะมาแย่งไปอย่างหน้าด้านๆอีก”
เอาเงินสิบตำลึงบ้านฉินไปตั้งแต่แรกแล้ว ตอนนี้ฉินจิ่นก็ยืดเอวพร้อมจะเล่นกับเขาสักตั้งแล้ว ญาติที่น้องจอมหลอกลวงพวกนี้นั้นมาวอแวยิ่งกว่าเห็บหมัดสุนัขซะอีก
คนที่อยู่รอบๆ ฟังฉินจิ่นพูดด้วยตัวเองแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น
“คนบ้านนี้ทำไมถึงเป็นแบบนี้ สลับพลิกขาวเป็นดำ มาแย่งที่ดินหน้าซื่อๆ แบบนี้ แล้วคนอื่นก็หว่านเมล็ดพันธุ์เสร็จแล้วด้วย หน้าไม่อายจริงๆ”
“ใช่ๆ ข้าได้ยินมาว่า ฉินเฟิ่นก็โดนไล่ออกจากชั้นศาลแล้วด้วยไม่ใช่รึ ไม่แน่อาจจะเป็นเพราะคนตระกูลนี้นิสัยไม่ดี”
“คนตระกูลนี้เป็นคนยังไงกันแน่ ถึงได้มาจอแจถึงบ้านลูกเขยแบบนี้”
......
คำวิพากษ์วิจารณ์พ่วงนี้เริ่มจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ พอนางฉินได้ยินแล้ว ก็อับอายไปบ้าง
แต่ถ้าเทียบกับที่ดินหลายไร่ผืนนี้แล้ว ความอับอายก็ไม่สู้อะไรไม่ได้
ลุกคลานขึ้นมาจากพื้น แล้วก็เอามือคว้าดินบนพื้นขว้างไปใส่พวกชาวบ้านที่สนุกสนานกันอยู่
“แล้วมันเรื่องอะไรของพวกแก อีพวกยายแก่พวกนี้ ปากดีนักก็กินดินไปซะ เรื่องของบ้านข้าเกี่ยวอะไรกับพวกแก”
หัวของคนพวกนั้นก็เปื้อนดินเปื้อนโคลนไปหมด แล้วคนที่อยู่รอบๆ ก็พากันกระจายไปอยู่ข้างๆ
“โถๆๆ อีคนนี้มันช่างไร้เหตุผลจริงๆ ......”
“โถๆๆ”
นางฉินโน้มตัวลงคว้าดินมากำนึง ทำท่าจะเขวี้ยงอีก แล้วคนที่ดูสนุกที่อยู่รอบๆ ก็พากันหลีกไกลกว่าเดิม แล้วก็หายไปอยู่ด้านหลังของนางเว่ยและเว่ยเหยียนถิง ทันใดนั้นนางเว่ยและนางฉินก็ประชันหน้ากันทันที
ในที่สุดนางฉินก็ได้เห็นฉินจิ่น สีหน้านางเปลี่ยนทันที ก็เดินขึ้นมาเกาะแขนของฉินจิ่นอย่างใกล้ชิด “อาจิ่น ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว ฮาฮา อากาศร้อนขนาดนี้เจ้าออกมาทำอะไรกัน ทำไมไม่อยู่พักผ่อนที่บ้านดีๆ ล่ะ ที่ดินนี้นั้นเจ้ากับฉินเฟิ่นซื้อให้แม่ แม่ภูมิใจมากเลยล่ะ”
ครั้งที่แล้วขอที่ดินไม่ได้ ครั้งนี้ก็เปลี่ยนเทคนิคอีกแล้ว หน้าของนางฉินช่างด้านจนไม่มีใครสู้ได้เลยจริงๆ
แล้วฉินจิ่นก็หัวเราะเยาะและดึงมือของนางออกจากแขนอย่างไม่เกรงใจ
“เจ้าล้อเล่นอะไรอยู่ นี่เป็นที่ดินที่พวกเราตระกูลเว่ยซื้อมา เกี่ยวอะไรกับตระกูลฉินอย่างพวกเจ้าล่ะ”
รับเงินสิบตำลึงตัดความสัมพันธ์ไปแล้ว ตอนนี้พอนางมีเงิน ก็วิ่งมาหาลูกสาวสุดที่รัก นางฉินนั้นชักจะโลกสวยเกินไปแล้ว
“อีสารเลว แกพูดอะไรของแก ข้าคลอดแกมานะ เงินที่แกหามาได้ก็ควรจะเอามาทดแทนบุญคุณของข้า ที่ดินผืนนี้ ข้าบอกว่าเอ็งซื้อให้ข้า ก็แปลว่าซื้อให้ข้า ใครก็มาแย่งไปไม่ได้”
มองฉินจิ่นอย่างดุดันไปทีนึง แล้วนางฉินก็แสร้งทำเป็นคนดีต่อไปไม่ไหวแล้ว
“มีสิทธิ์อะไรล่ะ ก่อนหน้านี้เราตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว เจ้าก็ยังลงชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ตอนนี้มารู้สึกว่าคิดผิด ก็สายไปแล้วล่ะ” ฉินจิ่นแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอม
สำหรับคนแบบนี้แล้ว ไม่ควรจะไว้หน้า ไม่งั้นนางต้องได้คืบจะเอาศอกแน่ๆ แล้วก็นึกว่าไม่ควรจะกลัวนางอีกด้วย
“ถุ้ย ตัดขาดความสัมพันธ์เหรอ คิดดีเกินไปแล้ว ข้าจะบอกแกนะ ไม่ว่าแกจะให้เงินมากเท่าไหร่ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้” เท้าสะเอว และนางฉินก็พูดคำพวกนี้ออกมาโดยไม่มีความรู้สึกผิดเลยสักนิด
แล้วฉินเฟิ่นก็รีบวิ่งมา ยืนอยู่แนวเดียวกับแนางฉิน “ก็แค่ที่ดินไม่กี่ไร่ แกได้เงินจากการที่ล่าเสือมากมายขนาดนั้น ให้ที่กับเราแค่ไม่กี่ไร่ก็สมควรแล้วไม่ใช่รึ”
ตอนแรกที่โดนฉินจิ่นทวงเงินรางวัลคืน ในใจของฉินเฟิ่งก็อยู่ไม่สุขมาตลอด
เขาก็เข้าร่วมฆ่าเสือตัวนึงเหมือนกัน ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ได้เงินสักหน่อยล่ะ
“เงินรางวัลนั้นเป็นสิ่งที่เราใช้ชีวิตของทั้งครอบครัวเราแลกมา ทำไมต้องเอามาซื้อที่ดินให้พวกเจ้าด้วย ถ้ามีปัญญา เจ้าก็ไปฆ่าเสือสิ ถ้าตัวเองไม่มีปัญญา ก็อย่าออกมาแสดงให้ขายหน้าคนอื่นเขาเลย”
ชายร่างสูงใหญ่ ไม่เอาการเอางาน เอาแต่เกาะคนอื่นกิน คิดแต่จะให้สิ่งที่ดีๆตกลงมาจากฟากฟ้า พูดง่ายๆ ก็คือกำลังฝันอยู่
ฉินจิ่นนั้นทนดูผู้ชายแบบนี้ไม่ได้เลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสมัยนี้หรือว่าสมัยก่อน ก็สมน้ำหน้าแล้ว ที่คนแบบนี้จะมีชีวิตที่ยากลำบาก
“แกพูดว่าอะไรนะ มีปัญญาก็พูดอีกรอบซิ”
ฉินเฟิ่นพับแขนเสื้อขึ้น เดินขึ้นมาด้วยความดุดัน กัดฟันและจ้องมาที่ฉินจิ่น
“มีอะไรที่ไม่กล้าพูดล่ะ เจ้าน่ะไม่มีปัญญา เทียบไม่ได้แม้แต่ผู้หญิงคนเดียว สมแล้วที่เสียการเสียงานไป” ฉินจิ่นไม่ได้กลัวเขาเลยสักนิด
โดนยั่วโมโหเข้าแล้ว แล้วฉินเฟิ่นก็ยกฝ่ามือขึ้นแล้วตบลงไปที่หน้าของนาง
แต่เว่ยเหยียนถิงนั้นมือไวกว่า ในตอนที่ฝ่ามือนั้นยังมาไม่ถึง ก็รีบบังอยู่ตรงหน้าของฉินจิ่นก่อนแล้ว ยกมือขึ้นแล้วกำหมัดของเขาไว้แน่น แล้วจากนั้นก็ผลักออกไปข้างหลัง
ฉินเฟิ่นถอยหลังไปหลายก้าว จนไปชนกับนางฉิน ถึงจะยืนได้อย่างมั่นคง
เขานั้นเป็นคนดูดีแต่รูปจูบไม่หอม ปกติแล้วก็ไม่ทำงานที่ใช้แรง แน่นอนว่าสู้เว่ยเหยียนถิงไม่ได้อยู่แล้ว
โดนเว่ยเหยียนถิงข่มต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ ในเวลานี้ฉินเฟิ่นนั้นก็ทั้งโมโหทั้งกังวล
ดวงตาของเขาหันซ้ายหันขวา ก็เหลือบไปเห็นว่าทางข้างหลังด้านซ้ายมือนั้น มีจอบเล่มนึงที่ทิ้งอยู่ตรงพื้น
เห็นได้ชัดว่าคนตระกูลเว่ยได้โยนทิ้งไว้ในตอนที่กำลังเพาะปลูกเสร็จ ฉินเฟิ่นยกมุมปากขึ้นยิ้ม แล้วก็รีบคว้าจอบเล่มนั้นขึ้นมาทันที แล้วก็ทุ่มมาทางเว่ยเหยียนถิงโดยไม่ยั้งคิดใดๆ เลย
“พี่ถิง ระวัง!” ฉินจิ่นตะโกนอย่างตกใจ
“เหยียนถิง หลบไป”
คนที่อยู่รอบๆ ก็มากันสูดหายใจเข้า แล้วแต่ละคนก็กลั้นหายใจไป และทุกคนก็โดนความโหดเหี้ยมที่มาอย่างกะทันหันของฉินเฟิ่นทำให้อึ้งกันไปหมด
เว่ยเหยียนถิงรีบหลบไปอีกฝั่งอย่างชาญฉลาด แต่พอเห็นนางเว่ยที่อยู่ด้านข้างแล้ว เขาก็ทำได้แค่หมุนตัวไปบังนางไว้ โดยไม่ทันไม่คิด ทำเอาจอบนั้นทุบลงมาบนไหล่ของเขาอย่างแรงๆ
แล้วเลือดสีแดงสดก็ทำให้เสื้อคลุมสีเทาของเขาโปร่งไปหมด แล้วรอบๆ ก็มีแม่ที่ใจบางคนนึงตกใจจนล้มลงไปกับพื้นทันที
“ฆ่าคน ฉินเฟิ่นฆ่าคน”
ฉินจิ่นวิ่งมาข้างๆ เว่ยเหยียนถิงด้วยความลุกลี้ลุกลน “พี่ถิงจ๊ะ พี่เป็นยังไงบ้าง พี่ถิง”
เว่ยเหยียนถิงหันตัวมาแล้วส่ายหัวกับนาง “อาจิ่น สบายใจได้ เจ็บแค่ผิวด้านนอกน่ะ พี่ไม่เป็นไร”
ฉินจิ่นดึกเสื้อของเว่ยเหยียนถิงโดยไม่ได้สนใจกลุ่มคนที่ยืนอยู่รอบๆ พอเห็นแผลที่ยาวสองถึงสามนิ้วบนไหล่ของเขา ก็มีน้ำตาคลอที่อยู่เบ้าตาทันที
“เสี่ยวปา เสี่ยวปา รีบเอายาฆ่าเชื้อมาให้ฉันเร็ว เข็มกับด้ายแล้วก็ยาที่ใช้พวกยาที่ใช้ห้ามเลือดด้วย ฉันจะเย็บแผลให้พี่ถิง เร็วเข้า”
นางตะโกนขึ้นในใจอย่างรีบร้อน แล้วในดวงตาก็แดงไปหมด
เสี่ยวปาได้ยินเสียงเรียกก็รีบปรากฏตัวขึ้นทันที “แต่ว่าเจ้านาย ตอนนี้คนล้อมอยู่เยอะเกินไป เจ้านายจะเรียกใช้ยาไม่ได้นะ”
บทที่ 73
ไปฆ่ามันซะ
คนกว่าครึ่งหมู่บ้านก็ล้อมกันอยู่ตรงนี้ และฉินจิ่นก็รู้ว่าตัวเองจะวุ่นวายไม่ได้
เสี่ยวปาพูดถูก นางจะหยิบอุปกรณ์หยูกยาออกมาต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ไม่ได้ แบบนี้จะทำให้ผู้คนมองนางเป็นสัตว์ประหลาดไปได้ เรื่องที่จู่ๆ หน้าของพี่ถิงก็ดีขึ้น ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากพอแล้ว ถ้านางยังจะเอาอุปกรณ์และยารักษาต่างๆ ออกมาอีก ก็กลัวว่าพวกเขาจะรับผลที่จะตามมาไม่ได้
สูดหายใจเข้าลึกไปทีนึง แล้วฉินจิ่นก็พยายามทำให้จิตใจของตัวเองสงบลง
นางเป็นหมอ ต้องรักษาเขาได้อยู่แล้ว
ถอดผ้าพันคอที่พันอยู่ที่คอของตัวเองออกมา แล้วฉินจิ่นก็เอารัดไปบนตำแหน่งแผล จากนั้นก็รีบกดไปที่จุดที่ห้ามเลือด ผ่านไปไม่นาน เลือดที่ตำแหน่งแผลก็ไม่ได้ไหลอีก
พอตรวจดูอย่างละเอียดไปทีนึงแล้ว ก็ยังดีที่แผลนั้นไม่ได้ลึกมาก เป็นแผลที่ผิวหนัง แต่แผลยาวเกินไปเลยต้องเย็บ
พอทำเสร็จแล้ว ฉินจิ่นถึงจะหันกลับมาหาคนก่อเหตุ แต่ฉินเฟิ่นนั้นวิ่งหนีไม่ไหนถึงไหนไม่รู้แล้ว แม้แต่นางฉินกับฉินยิงก็วิ่งหนีไปจนเหลือแค่แผ่นหลังให้เห็นแล้ว
“เจ้าหน้าที่มาแล้ว ทุกคนรีบหลีกทางเร็ว”
ไม่รู้ว่าใครตะโกนเสียงดังขึ้น แล้วคนที่ล้อมรอบ เว่ยเหยียนถิงเอาไว้ก็หลีกทางอย่างรวดเร็ว
เว่ยเหยียนซิ่นถือมีดแล้วก็วิ่งมาพร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคน ตาของเขาแดงไปหมด พอเห็นแผลของ เว่ยเหยียนถิงแล้ว ก็ยิ่งโมโหทันที
“ใครทำ!”
สายตาที่ดุร้ายมองซ้ายมองขวาไปรอบนึง ดูแล้วเหมือนว่าสายตาของทุกคนนั้นต่างก็มีความเป็นนกฆ่าอยู่
คนที่มุงดูอยู่รอบๆ พากันค่อยๆถอยหลัง มีสองสามคนที่โบกมือด้วยความตกใจ เพื่อบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง
ฉินจิ่นพยุงตัวของเว่ยเหยียนถิงไว้ สูดหายใจเข้าลึกๆ “คนตระกูลฉินเป็นคนทำ คนที่ทำร้ายนั้นคือฉินเฟิ่น”
“ข้าจะไปฆ่ามัน” เว่ยเหยียยซิ่นหันตัววิ่งออกไปด้วยตาแดงๆ จนดาวยาวที่คาดอยู่ที่เอวนั้นกระทบเสียงดัง
“เสี่ยวซิ่น เจ้ากลับมา” นางเว่ยก็รีบยืนขึ้นและตะโกนเสียงดังด้วยความร้อนใจ ตอนนี้ขาของนางนั้นบวมขึ้นแล้ว พอลุกขึ้นอย่างกะทันหันก็ทนเจ็บไม่ไหว เลยนั่งลงตรงที่เดิม
“อาจวน รีบไปลากเสี่ยวซิ่นกลับมาเร็ว อย่าให้เขาไปทำความผิดอะไร”
ฉินจิ่นผลักเว่ยจวนทีนึง ให้นางรีบไปตามคนกลับมา
เพิ่งจะได้เป็นข้าราชการ จะเสียงานไปเพราะฉินเฟิ่นแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
เว่ยจวนรีบวิ่งตามไป แล้วเงาก็หายไปท่ามกลางฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ข้าราชการคนนึงที่มากับเว่ยเหยียนซิ่น เห็นเหตุการณ์ที่ย่ำแย่ที่อยู่ตรงหน้าแล้ว ก็ทำได้แค่พูดปลอบใจด้วยใบหน้าที่ขาวซีดไปสองสามคำ แล้วสุดท้ายก็พยุงเว่ยเหยียนถิงไปหาหมอ
ดูแผลไปทีนึงแล้ว ฉินจิ่นก็ยิ้มแล้วก็ปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป แค่ขอให้เขาช่วยส่งไปที่บ้านเท่านั้น
ก่อนจะกลับบ้านนั้น ฉินจิ่นก็โน้มตัวลงไปถอดรองเท้าของนางเว่ย แล้วก็ตั้งใจตรวจไปที่ข้อเท้าที่บวมเป่ง เห็นว่าเป็นแค่ขาพลิก ไม่ได้บาดเจ็บถึงกระดูกแต่อย่างใด
“แม่จ๊ะ แบบนี้แม่เจ็บหรือไม่จ๊ะ”
นางค่อยๆ ออกแรงที่ฝ่ามือ แล้วก็บิดไปที่ข้อเท้าที่บวมตึงของแม่เว่ย แล้วฉินจิ่นก็อาศัยตอนที่นางไม่รู้ตัว แล้วก็ออกแรงมือขวา ดัง” กร๊อก” ทีนึง ให้กระดูกเข้าที่
“แม่จ๊ะ ลองดูสิจ๊ะ ว่าตอนนี้ยังปวดอยู่หรือไม่”
นางเว่ยหมุนข้อเท้าดู ก็เห็นว่าไม่ได้ปวดแล้วจริงๆ
“อาจิ่น เจ้าเก่งมากจริงๆ ไม่ปวดแล้วจริงๆ ด้วย” นางเว่ยยืนขึ้นอย่างดีใจ เดินไปสองก้าว ก็ร่าเริงสุดๆ
พอกลับมาถึงบ้านทั้งครอบครัวแล้ว และหลังจากเจ้าหน้าที่ก็มาส่งเว่ยเหยียนถิงเสร็จ ก็ขอตัวลากลับไป
ฉินจิ่นเอาขนมให้เขาไปกล่องนึง “พี่เจ้าหน้าที่จ๊ะ รบกวนพี่มากเลยจ้ะ แต่แค่ว่าเรื่องวันนี้นั้น อยากจะให้พี่ช่วยเป็นพยานหน่อยน่ะจ้ะ”
เจ้าหน้าที่มองนางด้วยความแปลกใจ “พยานงั้นรึ เจ้าคิดจะฟ้องแม่กับพี่ชายของเจ้างั้นรึ”
ฉินจิ่นส่ายหน้าด้วยความเสียใจ แล้วสายตาของเจ้าหน้าที่ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจมากขึ้นไปอีก
“พวกเขาไม่ใช่ครอบครัวของข้า ตั้งแต่วันที่ขายข้าให้กับตระกูลเว่ย คนตระกูลนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้าแล้ว แล้วก็ยิ่งเป็นเพราะเงินสิบตำลึง พวกเขาถึงกับยอมลงลายมือทำหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์กับข้าไปแล้ว”
ในแววตานั้นมีความโดดเดี่ยวอยู่ แล้วฉินจิ่นก็ก้มหน้าพูดจนจบ
เจ้าหน้าที่นั้นอึ้งนิ่งอยู่ที่เดิมไปแล้ว ไม่เคยเห็นตระกูลไหนที่มีการลงชื่อทำหนังสือสัญญาแบบนี้เลยจริงๆ
ตระกูลฉินนี่ก็แปลกจริงๆ ถือว่าเป็นตัวอย่างแรกเริ่มเลยก็ว่าได้
คนทั้งครอบครัวนี้คงว่างมากสินะ ถึงได้หลอกเอาเงินแม้กระทั่งลูกสาวตัวเอง ช่างหน้าไม่อายสุดๆ เลยจริงๆ
พอรับขนมจากฉินจิ่นมาแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ตบที่ไปอกของตัวเองเบาๆ “แม่สะใภ้บ้านเว่ยวางใจเถิด เรื่องที่เห็นในวันนี้ถ้าวันไหนเจ้าอยากต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะไปรายงานให้กับท่านผู้ใหญ่แน่นอน”
“ขอบคุณพี่มากๆ เลยนะจ๊ะ”
พอยิ้มส่งแขกเสร็จ ฉินจิ่นถึงจะเดินเข้าไปในบ้านด้วยใบหน้าที่หดหู่
พอส่งนางเว่ยเข้าไปพักผ่อนในห้องเสร็จ นางก็พยุง เว่ยเหยียนถิงไปที่ห้องของตัวเอง พอต้มน้ำเสร็จก็เช็ดรอบๆ แผลให้เขา
“พี่ถิง เจ็บหน่อยนะจ๊ะ พี่อดทนหน่อยนะ”
เมื่อกี้ไม่ได้จัดการแผลทันที ตอนนี้แผลเริ่มแห้งแล้ว อยากจะล้างออกให้สะอาดคงจะต้องทำให้แผลเปิดใหม่อีกรอบ
เว่ยเหยียนถิงหัวเราะแล้วตบไปที่มือของนางเบาๆ “ไม่ต้องกลัว ไม่เจ็บหรอก”
แผลลึกขนาดนี้จะไม่ได้เจ็บได้ยังไงล่ะ ฉินจิ่นหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา แล้วก็โมโหหน้าบูดบึ้ง
หันตัวมาจับมือของฉินจิ่นเอาไว้ เว่ยเหยียนถิงก็หัวเราะแล้วรั้งนางไว้ “โกรธรึ”
จากนั้นค่อยๆ กอดเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ทั้งสองสบตากัน ปากของฉินจิ่นก็มุ่ยสุดๆ แล้วเว่ยเหยียนถิงก็ก้มหน้ามาแอบจูบ จากนั้นก็ค่อยๆ ดูดดื่มที่ริมฝีปากของนาง
พอผ่านไปสักพัก เขาถึงจะค่อยๆ ปล่อยออก “ไม่เจ็บจริงๆ ไม่โกรธแล้วนะ”
“อย่าขยับ ข้าจะทำแผลให้พี่” ฉินจิ่นไม่ได้ตอบกลับ แต่ผลักเขาเบาๆ ลุกขึ้นยืนแล้วก็ทำแผลต่อ
แอบใช้สิบคะแนนแลกเข็มกับด้ายมาจากเสี่ยวปา แล้วก็ยังมีน้ำกลั่น และพวกแอลกอฮอล์อีกสองสามขวดด้วย แล้วฉินจิ่นก็เริ่มลงมือด้วยความงอน
โดนจอบทุบเข้าให้แล้ว ควรจะฉีดยาบาดทะยักให้รึเปล่านะ
ตอนที่กำลังเย็บแผลนั้น ฉินจิ่นก็เหมือนจะนึกออก
“โอ๊ยๆๆ พอแล้วๆ ถึงจะเป็นห่วงมาก แต่การเป็นหมอคนนึง จะวู่วามแบบนี้ไม่ได้ จอบเล่มนั้นทุบผ่านเสื้อผ้า เสื้อผ้าไม่ขาดก็แสดงว่าไม่ได้โดนแผลโดยตรง จะฉีดยาบาดทะยักทำไมกัน”
ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้สิบห้าคะแนนนี้มา แล้วก็ใช้ไปสิบคะแนนง่ายๆ แบบนี้เลย
ฉินจิ่นไม่ได้เสียดายเลยสักนิด แต่เสี่ยวปากลับเสียดายแทน แล้วในคำพูดก็เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
แต่ก็ไม่ได้สนใจความอาลัยอาวรณ์ของมัน แล้วฉินจิ่นก็พันผ้าก๊อซให้เว่ยเหยียนถิงอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ช่วงนี้อย่าเพิ่งใช้แขนข้างที่เจ็บนะ อย่างน้อยเดือนนึง เข้าใจไหม”
“เข้าใจจ้ะ พี่ได้เจ้าคอยดูแล พี่รับรองว่าจะไม่ขยับมันแน่นอน” เว่ยเหยียนถิงตอบได้เป็นที่น่าพอใจมาก
แล้วไฟความโมโหเมื่อกี้ก็นับได้ว่าหายไปเกินครึ่งแล้ว ฉินจิ่นนั่งอยู่ตรงหน้าเว่ยเหยียนถิง แล้วทั้งสองก็นั่งอยู่ตรงข้ามกัน
“พี่ถิง ข้ารู้ว่าตัวเองนั้นเห็นแก่ตัวมาก แต่ถ้าครั้งหน้ายังมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก พี่ช่วยห่วงความปลอดภัยก่อนที่จะไปช่วยชีวิตใครได้ไหมจ๊ะ”
เมื่อกี้นางเห็นอย่างชัดเจนว่า ถ้าเว่ยเหยียนถิงไม่ได้ปกป้องอยู่บนตัวของนางเว่ย มากสุดจอบเล่มนั้นต้องทุบมาแค่ที่น่องขาของนาง ไม่แน่นางเว่ยอาจจะแค่ยกขานิดหน่อยก็หลบได้แล้ว
แต่เว่ยเหยียนถิงกลับใช้ร่างกายของตัวเอง ไปบังจอบเล่มนั้นอย่างจังๆ ฉินจิ่นจะไม่เห็นใจได้ยังไงล่ะ
บทที่ 74
ฟ้อง
ดวงตาของฉินจิ่นมีความสงสารที่อธิบายไม่ได้อยู่ ทั้งๆ ที่เป็นคำพูดที่ถือโทษ ในตัวอักษรนั้นมีความห่วงแทรกซึมอยู่ ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความรักที่แน่นแฟ้น
เว่ยเหยียนถิงอดไม่ได้ที่จะดึงนางมาอยู่ในอ้อมกอด จนแทบอยากจะเอามาเป็นกระดูกเลือดเนื้อของตัวเองไปเลย
“จ้ะ พี่จะสัญญากับเจ้า ว่าต่อไปไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะนึกถึงความปลอดภัยของตัวเองก่อน”
ชายหนุ่มกระซิบแนบไปที่หูของนาง และเว่ยเหยียนถิงก็ตั้งใจทำการสัญญา
ลมหายใจที่อบอุ่นนั้นรดมาที่หูของนาง แล้วแก้มกลมๆ ที่ขาวอมชมพูก็เปลี่ยนเป็นสีแดงทันที เสียงที่แหบและเบาของเขาทำให้ใจของนางนั้นสั่นไหวไปด้วย
“เหอะๆ ศึกนองเลือดสินะ นักรบ”
เสียงดังฟังชัดดังขึ้นข้างหู ฉินจิ่นสะดุ้งไปที แล้วก็ดันเว่ยเหยียนถิงออก
“พี่ พี่ยังมีแผลอยู่นะ อย่าขยับ”
นางวิ่งออกไปด้วยความเขินอาย ฉินจิ่นรีบดุเสี่ยวปา “นายออกมาอีกทำไม”
ยังจงใจเลือกเวลาแบบนี้อีก ถ้าจะบอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ ฉินจิ่นไม่เชื่อเลยด้วยซ้ำ
เสี่ยวปาเศร้าเสียใจ “ฉันออกมาก็แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะมีภารกิจใหม่ พวกเจ้านายกะหนุงกะหนิงกันแบบนี้ ใครจะทนดูได้ล่ะ เชอะ”
ระบบโสดนี่ แสดงท่าทางว่าไม่ได้สนใจการกะหนุงกะหนิงพลอดรักแบบนี้ของคู่รัก
ฉินจิ่นยักคิ้วแล้วพูดว่า “มีภารกิจอะไรอีกล่ะ”
นางยังจำได้ว่าภารกิจครั้งที่แล้วภารกิจก็คือล่าเสือ ต้องทุ่มแค่ไหนก็ทุ่มให้สุด
“อื้ม ภารกิจนี้นั้นง่ายกว่าครั้งที่แล้ว เจ้านายแค่ต้องปลูกสมุนไพรไร่นึง ก็จะได้สิบคะแนน คุ้มใช่ไหม”
“คุ้มบ้านแกสิ” ฉินจิ่นกัดฟัน “มีเวลากำหนดไหม”
“หนึ่งอาทิตย์” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนกว่าเมื่อกี้อย่างเห็นได้ชัด
“ให้ตายเถอะ”
จู่ๆ ฉินจิ่นก็มีแรงกระตุ้นที่อยากจะกระทืบเด็กนี่สักครั้งขึ้นมา
ไหล่ของเว่ยเหยียนถิงบาดเจ็บ จะใช้งานหนักๆ ไม่ได้อย่างน้อยเดือนนึง วิญญาณที่ข้ามภพชาติมาอย่างนาง จะปลูกสมุนไพรเป็นได้ยังไงล่ะ
ถึงจะให้พี่ถิงสอนนาง แล้วนางทุ่มทั้งแรงใจทำ แล้วในยุคสมัยนี้ก็ไม่มีเครื่องจักร อาทิตย์นึง ให้ปลูกไร่นึง อย่ามาตลกเลย ฉินจิ่นแสดงออกอย่างชัดเจนว่ายังไงก็ทำภารกิจนี้ได้ไม่สำเร็จแน่นอน
“ทำไมเจ้านายถึงหยาบคายขนาดนี้ล่ะ” เสี่ยวปาทำเสียงอืดอาด แล้วน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง
เสียดายที่ไม่เห็นรูปร่างของมัน ได้ยินแต่เสียง แล้วก็ยังเป็นเสียงระบบอัตโนมัติอีกด้วย แล้วฉินจิ่นก็รู้สึกผิดแวบขึ้นมาทันที
แต่จากนั้นก็โล่งใจอย่างรวดเร็ว ระบบแย่ๆ ที่พึ่งการจูบกับการมีเพศสัมพันธ์มาชาร์จแบต จะยังไม่โตได้ยังไง ไม่แน่อาจจะเป็นหนอนแก่ก็ได้ ถึงได้ใช้น้ำเสียงโทนใสซื่อให้คนเข้าใจผิดได้ง่ายแบบนี้ ช่างหน้าไม่อายจริงๆ
“ถ้าไม่รับภารกิจจะเป็นไรไหม ตอนนี้ฉันยังมีคะแนนอยู่ไม่ใช่รึไง”
แค่มีคะแนน ระบบนี้ก็คงจะไม่ปิด ตอนนี้ฉินจิ่นเลยไม่ค่อยกังวลสักเท่าไหร่
“มีแค่ห้าคะแนน แลกมีดผ่าตัดออกมายังไม่ได้เลย นี่ยังเรียกว่ามีอีกหรอ” เสี่ยวปาเหมือนจะดูถูกหน่อยๆ น้ำเสียงนั้นเหมือนจะบอกว่าฉินจิ่นนั้นเป็นคนจน ยังจะกล้าต่อรองอีก
ฉินจิ่นกระอักลมหายใจอยู่ที่คอหอยจนแทบสูดขึ้นมาไม่ได้ แล้วก็ขู่อย่างดุร้าย “นายก็บอกมาเลยสิว่าถ้าไม่รับภารกิจนี้จะเป็นยังไงกันแน่”
“หักคะแนนไม่ก็เจ้านายก็จะซวย” น้ำเสียงที่ยืดยาด แต่พอฟังดูดีๆ แล้วก็มีความดีใจกับความโชคร้ายของคนอื่นอยู่
ฉินจิ่นรู้ว่าไอ้ตัวนี้มันเจ้าเล่ห์จะตายไป
“หักกี่คะแนนล่ะ”
“สิบคะแนน”
มีค่าเท่ากับรางวัลเลย ดีมาก เป็นระบบที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่เสียเปรียบ ก็มีคุณธรรมอยู่เหมือนกัน
“เอาเถอะ ภารกิจนี้ฉันขอปฏิเสธ ที่เหลือก็แล้วแต่นาย” ยังไม่ทันได้ให้โอกาสเสี่ยวปาได้โน้มน้าวใจหน่อย ฉินจิ่นก็จบหัวข้อสนทนานี้เองก่อนทันที
นางรู้ว่าไอ้เจ้านี่นั้นใช้ชีวิตร่างเดียวกับนาง จะทำลายชีวิตตัวเองไม่ได้แน่นอน ขู่สักหน่อย ไม่แน่อาจจะได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงก็ได้
หลังจากที่ปฏิเสธภารกิจนี้อย่างเด็ดขาดแล้ว เว่ยเหยียนซิ่นและเว่ยจวนก็กลับมาบ้านพอดี
ตาของเว่ยเหยียนซิ่นแดงไปหมด อารมณ์เดือดสุดๆ แต่พอมองไปที่เว่ยจวนแล้วดูสงบมากว่าเขาตั้งเยอะ
“พี่สะใภ้รอง ขอโทษด้วยขอรับ ข้าหาฉินเฟิ่นไม่เจอ” เว่ยเหยียนซิ่นก้มหน้าลง แล้วก็คุกเข่าลง กุมไปที่ขมับท่าทางดูผิดหวังสุดๆ
“จะไปหามันทำไม เจ้าไปล้างหน้าเถอะ เดี๋ยวไปลองสืบที่ชั้นศาลดูว่าผู้ดำเนินคดีคนไหนเก่งหน่อย เราจะไปแจ้งความกัน”
ฉินจิ่นตบไปที่ไหล่ของเขาเบาๆ แล้วก็พยุงขึ้นอย่างอ่อนโยน
เว่ยเหยียนซิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว “พี่สะใภ้จะไปฟ้องคนตระกูลฉินหรือขอรับ”
“ใช่ พวกเขาทั้งตระกูลทำร้ายแม่กับพี่ถิง แน่นอนว่าต้องฟ้อง แล้วก็จะให้พวกเขาชดใช้ค่ายารักษาด้วย เงินห้ามน้อยกว่า ก้วนนึงดีกว่า”
คำพูดที่เด็ดเดี่ยวของฉินจิ่น ทำให้ใจของเว่ยเหยียนซิ่นและเว่ยจวนนั้นมีไฟลุกโชน
เว่ยเหยียนถิงตบไปที่ขาของตัวเองแรงๆ ทีนึง “ได้ เราไปฟ้องพวกมันกัน ข้าจะไปหาผู้ดำเนินคดีเดี๋ยวนี้เลย”
เป็นข้าราชการคนนึง อยากจะพึ่งผู้ดำเนินคดีนั้นก็เป็นเรื่องง่ายเลยทีเดียว
ไม่ได้เสียแรงอะไรมาก เว่ยเหยียนซิ่นไม่ได้แค่หาผู้ดำเนินคดีได้อย่างเดียว ยังให้ผู้ดำเนินคดีนั้นเขียนหมายฟ้องเรียบร้อยแล้ว แล้วเขาก็เอากลับมาให้ฉินจิ่นทันที
ฉินจิ่นเอาหมายฟ้องกลับไปในห้อง แล้วก็ให้ เว่ยเหยียนถิงอ่านให้นางฟัง
เว่ยเหยียนถิงขมวดคิ้วแล้วดูหมายฟ้องไปดีนึง สีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก จนคิ้วนั้นแทบจะชนกันจนกลายเป็นเส้นเดียวอยู่แล้ว
“จะฟ้องพวกเขาจริงๆ รึ”
ฉินจิ่นพูดพยักหน้าอย่ามั่นใจ “จะฟ้อง ไม่สั่งสอนพวกมันหน่อย พวกมันต้องมาเกาะแกะพวกเราตลอดแน่นอน เหมือนปลิงดูดเลือดไงล่ะ คนทั้งครอบครัวว่างขนาดนั้น”
คนที่อยากจะเอาเปรียบคนอื่นแบบนี้ ถ้าไม่ได้สั่งสอนสักหน่อย แก้นิสัยเสียนี่ไม่ได้สักที
“เอาเถอะ งั้นพี่จะอ่านให้เจ้าฟัง”
รู้ว่าฉินจิ่นนั้นทำเพื่อพวกเขาทั้งครอบครัว ในใจของ เว่ยเหยียนถิงนั้นอบอุ่นสุดๆ ความลังเลเมื่อกี้ที่เกิดขึ้นนั้นก็เพราะไม่อยากให้นางทะเลาะกับตระกูลฉินมันน่าเกลียดเกินไป เพราะยังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกัน
แต่พอคิดดูดีๆ แล้ว ครอบครัวแบบนี้นั้นไม่มียังจะดีกว่า ไม่อย่างงั้นกลัวว่าอาจิ่นจะต้องกลายเป็นม้าวัวรับใช้พวกเขาไปตลอดแน่นอน
เขาตั้งใจอ่านหมายฟ้องไปรอบนึง ฉินจิ่นฟังจบแล้วกลับไม่ได้รู้สึกอะไร
“พี่ถิง พี่รู้สึกว่าเขียนแบบนี้มีปัญหารึเปล่า”
กฎหมายของสมัยนี้นั้นไม่รู้ว่าระบบเป็นยังไงกันแน่ ฉินจิ่นนั้นไม่รู้จริงๆ ยังดีที่เว่ยเหยียนถิงนั้นได้เรียนหนังสือมาบ้างสองสามปี
“ไม่มีปัญหา เรามีพยานแล้วก็มีหลักฐานด้วย คงไม่ยากเท่าไหร่”
“จ้ะ งั้นตอนนี้ข้าก็จะให้อาซิ่นเอาหมายฟ้องไปที่ศาลเลย”
หยิบหมายฟ้องไว้ แล้วฉินจิ่นก็รีบเดินออกไป เอาเงินหนึ่งตำลึงแล้วก็ของกินให้เว่ยเหยียนซิ่นห่อนึง “อาซิ่น รบกวนเจ้าอีกทีนึงนะ”
“พี่สะใภ้รองวางใจเถอะ ข้ารับรองว่าจะทำหน้าที่ให้เสร็จ”
ปาดเหงื่อบนหน้าผากไปทีนึง แล้วเว่ยเหยียนซิ่นยิ้มแล้วรับสัญญา ผิวของเขาค่อนข้างคล้ำ ยิ้มทีนึงก็เผยให้เห็นฟันที่มีความจริงใจอยู่
ฉินจิ่นอดหวั่นไหวไม่ได้ เด็กผู้ชายที่อยู่ตรงหน้านี้เรียกได้ว่าโตแล้ว อายุแค่สิบหกปี ถ้าเป็นสมัยนี้ล่ะก็……
ช่างเถอะๆ คิดต่อไปไม่ได้แล้ว ประวัติสังคมที่ไม่เหมือนกัน ไม่มีอะไรที่เปรียบเทียบได้
ตามที่บอกว่าเด็กคนจนนั้นมักจะแต่งงานเร็ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ได้
มองดูเว่ยเหยียนซิ่นเดินออกไป ฉินจิ่นสูดหายใจลึกๆ ไปทีนึง พอหันไปก็เจอกับเว่ยจวนพอดี
“เสี่ยวจวน เดี๋ยวเจ้าเอาน้ำมันดอกคำฝอยนวดที่ข้อเท้าให้แม่หน่อยนะ เอาน้ำเย็นประคบไว้สักพักก่อน ทำเป็นหรือไม่”
บทที่ 75
ไอ้ปีศาจ!
“ได้จ้ะ พี่สะใภ้รอง พี่ดูแลพี่รองอย่างสบายใจเถอะจ้ะ” เว่ยจวนยิ้มให้ฉินจิ่น ตักน้ำเย็นแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
น้องสามนี่ก็รู้เรื่องดีเหมือนกัน ดีจริงๆ
ถ้าคนใดคนนึงในเด็กสองคนนี้เป็นเด็กซนล่ะก็ ฉินจิ่นรู้สึกว่าตัวเองคงโดนทำให้โมโหแน่นอนเลย
หมายฟ้องถูกส่งไปในวันที่สอง คนทั้งตระกูลฉินนั้นโดนพาไปที่ศาล แน่นอนว่าคนทั้งตระกูลเว่ยก็ไปเหมือนกัน แล้วก็ยังมีชาวบ้านที่เห็นความเป็นมาของเรื่องนี้ด้วย พอทางนิติเวชพิจารณาบาดแผลแล้ว ท่านผู้ใหญ่ก็ตัดสินทันที
นางฉินนั้นร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในศาล สุดท้ายถูกโบยไปยี่สิบทีถึงจะหยุดลง ฉินเฟิ่นนั้นตั้งใจทำร้ายคนอื่น ก็ถูกโบยไปยี่สิบทีเหมือนกัน อีกอย่างยังต้องชดใช้ค่ารักษาให้คนตระกูล เว่ยอีกด้วย
“อีสารเลวนี่ กล้าดีให้คนอื่นมาตีข้า รอดูละกันว่าข้าจะไปถลกหนังมัน”นางฉินฟุบอยู่บนเตียง แล้วก็ด่าออกมาอย่างดุดัน
อยู่ในหมู่บ้านนี้นั้นพวกเขาทั้งครอบครัวนั้นแผลงฤทธิ์จนชินแล้ว แต่ยังไม่เคยถูกใครลากขึ้นศาลแบบนี้เลย นางเป็นสาวชาวบ้านแท้ๆ จะมีประสบการณ์อะไรได้ นึกว่าโดนโบยแล้วจะหลบได้ แต่ไม้ที่อยู่ในมือของศาลนั้นไม่ได้หลบง่ายขนาดนั้น
พอโดนตีเข้าจริงๆ แล้ว นางฉินนั้นรู้ว่าว่าเองนั้นทำอะไรศาลไม่ได้ แต่กับฉินจิ่นและตระกูลเว่ยนั้น กลับยิ่งเกลียดมากขึ้นอีกหลายเท่าเลยล่ะ
“เหอะๆ รอข้าหายดีก่อนเถอะ ดูสิว่าข้าจะไม่จัดการมัน” ฉินเฟิ่นกัดฟัน สาบานว่าต้องแก้แค้นเรื่องวันนี้ให้ได้
อย่างแรกคือเรื่องที่ต้องเสียงาน แล้วก็โดนจับมาเข้าศาลอีก รวมแล้วไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่ธรรมดาเลยจริงๆ
ฉินยิงไม่ได้รับความทุกข์ทรมาน แต่โดนลากขึ้นศาลไป พอชื่อถูกแพร่ออกไป ต่อไปถ้าจะพูดเรื่องแต่งงานก็คงจะไม่ได้แล้ว
นางกัดฟันแล้วกำหมัดแน่น ในใจแอบคิดวิธีไว้แล้ว
“แม่จ๊ะ ข้ามีอยู่วิธีนึง เราไม่ใช่แค่จะได้แก้แค้นตระกูล เว่ยอย่างสาสมอย่างเดียว แต่ยังสามารถหาลูกเขยให้แม่ได้เร็วๆ ด้วยนะจ๊ะ”
“ห๊ะ วิธีอะไร รีบว่ามา” ตาของนางฉินเป็นประกายขึ้น กดเตียงแล้วคิดว่าจะลุกแต่เผลอขยับแผลก่อน “โอ๊ย ไอ้สารเลวนี่ ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว”
ฉินยิงรีบเดินขึ้นหน้าไปสองก้าว แล้วก็พูดเบาๆ ข้างหูนางไปสองสามประโยค
ฉินเฟิ่นอยู่ห่างพวกนางไม่มาก แล้วก็ได้ยินวิธีนี้ของนางเหมือนกัน ก็อดไม่ได้ที่จะเผยความสงสัยออกมา
“เจ้าแน่ใจนะว่าเพื่อล้างแค้นตระกูลเว่ย”
“แน่นอนสิ แค่พวกเรารีบจับให้ได้ อยากจะได้เงินเท่าไหร่ มีหรือจะไม่ให้” ฉินยิงยกมุมปากขึ้น ยิ้มเหมือนสุนัขจิ้งจอกเลยทีเดียว
พอตกลงแผนแก้แค้นแล้ว นางฉินกับฉินเฟิ่นนั้นต้องรักษาแผล เพราะเหตุผลนี้คนในบ้านเลยหยุดไปสองสามวัน
ไหล่ของเว่ยเหยียนถิงนั้นบาดเจ็บ งานในที่ดินนั้นก็ไม่สามารถทำต่อไปได้ ด้วยความที่ทำอะไรไม่ได้นั้นก็ทำได้แค่จ้างคนในหมู่บ้านมาสองสามคน ฉินจิ่นมองดูแล้ว ก็คิดอะไรออกทันที
“เสี่ยวปาออกมาเร็ว”
“ทำไมล่ะ จะรับภารกิจแล้วเหรอ” เสี่ยวปาไม่ได้ถามอย่างตื่นเต้น และยังมีความหดหู่อยู่ด้วย
เห็นเขาเป็นแบบนี้แล้วฉินจิ่นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ รู้สึกว่าจะมีความรู้สึกผิดที่แกล้งเด็กอยู่หน่อยๆ “ใช่ ที่ปลูกสมุนไพรน่ะ ฉันรับ”
“จริงเหรอ” เสี่ยวปาแสดงท่าทางแปลกใจ
ฉินจิ่นก็ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล “จริงสิ แต่ภารกิจไม่ได้บอกว่าให้ปลูกด้วยตัวเองหรอกใช่ไหม”
“ไม่ได้บอก” รู้สึกว่าเหมือนจะมีอะไรผิดปกติ แต่เสี่ยวปาก็ตอบความจริงออกไป
“งั้นนายก็เริ่มเลย ฉันรับภารกิจ”
จ้างคนมาเรียบร้อยแล้ว ก็พอที่จะปลูกสมุนไพรไร่นึงแล้ว ถ้าไม่พอ นางก็ค่อยจ้างอีกสักสองสามคนก็ไม่เป็นไร
เสี่ยวปารีบบอกคำสั่งภารกิจ กลัวว่าฉินจิ่นจะเปลี่ยนใจ
“นอกจากจะได้รางวัลคะแนนแล้ว มีอะไรอย่างอื่นอีกไหม”
เห็นฮาฮาที่หน้าตาน่ารักอยู่ที่ขาของตัวเอง จู่ๆ ฉินจิ่นก็เงยหน้าถามขึ้น
“มี”
“คืออะไรล่ะ”
ฮาฮากำลังกัดขากางเกงของฉินจิ่นอย่างเบื่อๆอยู่ เจ้าตัวนี้ตัวเล็กๆ อ้วนตุ้ยนุ้ยน่ารักจัง
“รางวัลนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นสิ่งที่เจ้านายต้องการ แต่ก็ต้องเหนื่อยมากเหมือนกัน ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าคืออะไร” เสี่ยวปาตอบอย่างทำอะไรไม่ได้ มันรู้สึกว่าตัวเองนั้นเหมือนจะเผยจุดอ่อนออกไปโดยไม่รู้ตัว
ระบบที่โดนเจ้านายหาจุดอ่อนเจอนั้น ไม่ใช่ระบบที่ดี
เขาจินตนาการถึงชีวิตที่จะโดนขู่หลังจากนี้ออกแล้ว ฮือๆๆ ทำไมชีวิตของเขาช่างทรหดขนาดนี้ เจ้านายไม่น่ารักเอาซะเลย โง่หน่อยก็ไม่ได้ ทำไมต้องฉลาดขนาดนี้ด้วย
เห็นความหดหู่ในน้ำเสียงแล้ว ฉินจิ่นก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ปล่อยให้เขาไปสงบสติอารมณ์เอาเอง
เว่ยเหยียนถิงไปที่ที่ดินไม่ได้ ตอนกลางวันก็จะใช้เวลาอยู่ในร้านอาหาร ตอนกลางคืนพอกลับมาก็อ่านหนังสือสักหน่อยก่อนนอน
อยากจะเข้าร่วมสอบเป็นข้าราชการ ฉินจิ่นก็สนับสนุนเขา เขาเลยยิ่งขยันมากขึ้นไปอีก
วันนี้เขาเพิ่งจะมาที่ร้านอาหาร ก็มีนักบวชลัทธิเต๋าคนนึงสวมเสื้อผ้าฉีกขาดแล้วถือดาบเล่มนึงไว้ในมือ แล้วก็ขวางอยู่ตรงหน้าของเขาด้วยสีหน้าที่ดูไม่เป็นมิตร
“ไอ้ปีศาจ ยังไม่ออกไปอีก”
พอตะโกนเสร็จ เขาก็ถือดาบวนรอบเว่ยเหยียนถิง แล้วก็ยังปลดเหยือกเหล้าออกจากเอวของตัวเองอีกด้วย อมไปอึกนึงแล้วก็พ่นใส่บนตัวของเว่ยเหยียนถิง
เว่ยเหยียนถิงรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อหลบน้ำที่เขาพ่นออกมา
“คนบ้านี้มาจากไหนเนี่ย” ลูกจ้างร้านอาหารรีบวิ่งออกมา บังอยู่ตรงหน้าของเว่ยเหยียนถิง “เจ้านายเป็นอะไรหรือไม่”
นักบวชคนนั้นไม่ได้กลัวเลยสักนิด แล้วยังกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างๆ อีก ในปากนั้นก็เต็มไปด้วยคำพูดที่มั่วซั่ว ไม่มีใครฟังรู้เรื่องเลยว่าเขากำลังบ่นอะไรอยู่
ลูกจ้างเห็นท่าทางบ้าๆ บอๆ ของเขาแล้ว ก็รีบให้คนเอาเขาออกไปทันที
นักบวชคนนี้ก็ไม่ได้ขัดขืน พอหลังจากที่ถูกเอาตัวออกไปแล้ว เขาก็เก็บดาบแล้วก็นั่งลงอยู่หน้าประตูร้านอาหาร แล้วก็ทำท่าสวดมนต์
เว่ยเหยียนถิงมองเขาด้วยความประหลาดใจไปทีนึง ไม่เข้าใจว่าคนคนนี้นั้นเป็นบ้าอะไรกันแน่
“เจ้านาย ให้ข้าสั่งคนมาไล่เขาออกไปไกลๆ หน่อยดีหรือไม่” ลูกจ้างเดินขึ้นมาถาม
ถ้าว่าตามเหตุผลแล้ว มีนักบวชมานั่งอยู่หน้าประตูร้านอาหารแบบนี้ ก็ดูไม่ดีจริงๆ แต่ถ้าสั่งให้คนมาไล่ ก็ดูจะใจดำไปหน่อย
เว่ยเหยียนถิงโบกมือ “ไม่ต้อง ให้คนเอาผักปลาไปให้เขาหน่อย ให้นักบวชหายหิวหน่อย”
ในตอนนี้มีแขกอยู่ในร้านอาหารไม่น้อย พอได้เห็นการกระทำนี้ของเขาแล้ว ก็พากันเข้ามาชื่นชม แล้วเว่ยเหยียนถิงก็หันมายิ้มปฏิเสธไปสองสามประโยค ถึงจะหันหลังเดินขึ้นชั้นบนไป
“เหอะ สร้างภาพชัดๆ” นักบวชกลับไม่ได้เห็นค่า แต่อาหารที่ลูกจ้างเอาให้นั้น เขากลับกินจนหมดจดไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว
แล้วก็เป็นแบบนี้ไป นักบวชคนนี้ก็ยังคงนั่งอยู่หน้าประตูร้านอาหารอยู่หลายวัน ทุกครั้งที่เห็นเว่ยเหยียนถิง ก็จะมาล้อมแล้วกระโดดโลดเต้นทีนึง แล้วในปากก็บ่นพึมพำ
คนที่อยู่รอบๆ นั้นพากันแปลกใจกับเขาสุดๆ แล้วก็มีลายคนที่พากันซุบซิบแล้วก็เข้าไปถาม
นักบวชคนนั้นก็ยกไปอึกนึง แล้วก็เอ่ยปากด้วยแววตาที่ลึกซึ้งว่า “ตอนแรกนั้นเขาก็เป็นคนดี แต่โดนผีร้ายตามติดตัว ตอนนี้ข้ากำลังช่วยเขาอยู่”
“จริงรึ ท่านนักบวช” เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่รอบๆ นั้นไม่ได้เชื่อสักเท่าไหร่
แล้วนักบวชคนนั้นก็พูดอย่างไม่ลังเลว่า “จริงแน่นอนอยู่แล้วสิ ข้าไม่เคยพูดโกหก”
“เป็นไปไม่ได้ๆ เว่ยเหยียนถิงเป็นคนในหมู่บ้านของเรา ก่อนหน้านี้หน้าตาของเขาไม่ได้เป็นแบบนี้” คนที่พูดนั้นเป็นผู้ใหญ่อายุประมาณสามสิบสี่ปี ถึงตอนนี้ก็ยังไม่แต่งเมีย ก่อนหน้านี้ก็เคยให้แม่สื่อไปบอกสื่อที่บ้านฉินอยู่เหมือนกัน อยากจะไปขอ ฉินจิ่นมา
แต่แค่ค่าสินสอดที่นางฉินเรียกนั้นสูงเกินไป เขาไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น สุดท้ายเลยทำได้ก็ปล่อยไปแบบนั้น
บทที่ 76
หักหน้า
นักบวชหลับตาลง แล้วก็บีบมือขวาไปสองที
“ถึงว่าละ เมื่อก่อนข้าเห็นแค่ว่าร่างกายของเขานั้นมีพลังร้ายอยู่ ตอนนี้พอฟังแล้วท่านพูดแบบนี้แล้ว ก็ถือว่าใช่แล้วล่ะ”
เขาบีบมือแล้วคิ้วก็ขมวดขึ้น ในปากก็พูดซ้ำๆ ว่าแย่แล้วๆ ทำเอาใจของคนที่ดูอยู่รอบๆ มากันแตกตื่นขึ้น
ตาจาง “ถุย” แล้วก็พ่นหญ้าที่อยู่ในปากไปทีนึง ก็ทำตาถลึงแล้วถามว่า “ทำไมรึ มีอะไรไม่ดีรึ”
“พลังร้ายนั้นได้ฝังเข้าร่างไปลึกมากแล้ว ถ้าปล่อยต่อไป ไม่แน่อาจจะทำร้ายคนอื่นก็ได้ ต่อไปถ้าพวกเจ้าจะมาติดต่อกับเขา เกรงว่าจะโดนทำร้ายเอาได้”
นักบวชส่ายหน้ากุมขมับแล้วก็พูดอย่างจริงจังสุดๆ แล้วในใจของคนที่อยู่รอบๆ ก็รู้สึกตามทันที
ตาจางเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านอาหารไปทีนึง แล้วก็ถุยเสลดไปที่หน้าประตูด้วยความโมโหทีนึง “ที่ของคนชั่วแบบนี้ ต่อไปข้าไม่มาอีกแล้ว”
แล้วผู้คนก็พากันสลายตัวไป เหลือแค่นักบวชที่หลับตาแล้วก็ทำท่าทางแปลกๆ พูดไม่รู้เรื่องอยู่
และในตอนที่เขาลืมตาขึ้นนั้น ก็ไม่มีใครอยู่ข้างๆ สักคนแล้ว
“เห้อ ข้าน่ะ ยังมีวิธีแก้อยู่อีก พวกเจ้าไม่อยากฟังกันรึ”
แต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจเขา
สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ข้างนอกนั้น เว่ยเหยียนถิงกลับไม่รู้อะไร เขาคิดบัญชีในร้านอาหาร แล้วก็สั่งลูกจ้างไปสองสามคำแล้วก็กลับบ้านไป
บนทางนั้นก็ซื้อขนมไส้เนื้อ ก็เลยซื้อรสชาติที่ฉินจิ่นชอบกินไปด้วย
ตอนนี้ตระกูลเว่ยนั้นชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกพอใจมาก
วันนี้ฉินจิ่นให้เว่ยจวนเอาถุงหอมที่ใช่ไล่แมลงเห็บหมัดออกไปวางขาย พอวางขายปุ๊บ คนก็แย่งกันซื้อจนหมดแผงทันที ถุงหอมของพวกเขานั้นได้มีชื่อเสียงออกไปมากมาย จนหมดกังวลเรื่องขายไปเลย
พอจัดการเรื่องพวกนี้แล้ว แล้วฉินจิ่นก็ใช้โอกาสตอนที่ว่างนั้น เอายาที่เพิ่งคิดค้นมาใหม่ไปให้เถ้าแก่หวูที่ร้านยาด้วย
“อ้าว แม่นางตระกูลเว่ย ในที่สุดเจ้าก็มาสักที”
พอเห็นนางแล้ว เถ้าแก่หวูยิ้มจนหน้าบนเหมือนดอกไม้ยังไงอย่างงั้น ดีใจจนเหมือนเห็นคนในครอบครัว
ฉินจิ่นค่อยๆ ยิ้ม “โทษทีเจ้าคะ ที่บ้านเกิดเรื่องหน่อยเลยช้าไปสองสามวันน่ะเจ้าค่ะ”
ตอนแรกตามแผนแล้ว นางควรจะมาส่งยาทาตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว แต่แค่ช่วงสองสามวันนี้ในบ้านไม่ค่อยจะสงบสักเท่าไหร่ นางเว่ยเจ็บขา แล้วเว่ยเหยียนถิงก็มีแผลที่ไหล่อีกด้วย ต้องทายาที่นางทำออกมาเป็นพิเศษ
เพราะแบบนี้ นางเลยทำได้แค่ทำให้ธุรกิจด้านนี้นั้นล่าช้าไปหน่อย
เถ้าแก่หวูยิ้มแล้วโบกมือ ให้คนยกชาและของหวานให้ “ไม่รีบๆ แม่นางตระกูลเว่ย ไม่รู้ว่าวันนี้ยาที่เจ้าเอามาให้นั้นมีสรรพคุณใหม่รึไม่”
ฉินจิ่นหยิบยายี่สิบขวดออกมาจากกระเป๋า แล้วก็หยิบออกมาสองขวดแล้วยื่นให้แก่หวู “ไม่มีเจ้าค่ะ มีแต่สองอย่างเหมือนเดิม เถ้าแก่หวูลองดูได้เจ้าค่ะ”
นึกว่าเขาอยากจะตรวจดูของสักหน่อย ฉินจิ่นเลยยื่นให้ดูอย่างไม่เกรงกลัว
“แม่นางตระกูลเว่ยเข้าใจผิดแล้ว ฝีมือและนิสัยของเจ้าเองนั้นจะไม่น่าเชื่อถือได้ยังไงล่ะ” เอายาทั้งสองขวดเก็บกลับเข้าที่เดิม แล้วเถ้าแก่หวูก็ยิ่งยิ้มอย่างอบอุ่นมากขึ้นอีก
ยาที่ฉินจิ่นส่งมานั้น ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ดีอย่างเดียว ยังขายดีอีกด้วย ทุกครั้งที่ส่งมา ไม่ถึงสองวันก็ขายหมดแล้ว
อีกอย่างคือผลกำไร เถ้าแก่หวูก็ลูบเคราของเขา และพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เถ้าแก่หวูที่ได้กินอย่างหอมหวานเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยวจริงๆ แต่เขาเป็นคนค้าคนขายจริงๆ เมื่อได้เริ่มแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะวางมือ
ตอนนี้กำไรพวกนี้นั้นน่าประทับใจมากแล้ว ถ้าเขาได้สูตรยามาแล้วซื้อขาด ยานี้ก็จะมีแค่ที่ร้านของเขาร้านเดียวเท่านั้น
แบบนั้นก็ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะขายในราคาเท่าไหร่ ก็จะได้ขายราคาเท่านั้นหรอกเหรอ
ครั้งที่แล้วเคยเสนอให้ฉินจิ่นไปแล้วทีนึง แต่พอได้รับการปฏิเสธจากนางแล้ว เถ้าแก่หวูก็รู้สึกว่าราคาที่ตกลงนั้นไม่ถึงราคาที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง
เขาเทน้ำชาให้ฉินจิ่นด้วยตัวเองแก้วนึง แล้วเถ้าแก่หวูก็ยิ้มอย่างกับจิ้งจอก “แม่นางตระกูลเว่ย ดูสิว่าช่วงนี้เรื่องในบ้านของเจ้าก็เยอะอยู่เหมือนกัน อาจจะลงมือทำยาไม่ได้ตลอด ลองเสนอราคาน่าจะดีกว่า ขายสูตรยาให้ข้าดีหรือไม่”
เขาพูดอย่างจริงจัง ราวกับว่าที่ตัดสินใจแบบนี้ก็เพราะหวังดีต่อฉินจิ่น
“เถ้าแก่หวูเจ้าคะ ครั้งนี้เป็นเหตุสุดวิสัย จะไม่มีครั้งต่อไปแล้ว ถ้าครั้งหน้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ข้าจะรีบเอายามาให้ท่านก่อนเลยเจ้าค่ะ”
ไม่ใช่ว่าฉินจิ่นขี้งก ที่จะเก็บสูตรนี้ไว้แค่คนเดียว แต่นางรู้สึกว่าเถ้าแก่หวูนั้นไม่ใช่ผู้ร่วมการค้าที่ดีสักเท่าไหร่
ตอนนี้มีนางห้ามไว้ ราคาของยานี้เลยไม่ได้ขายในราคาที่สูงเกินไป ถ้านางขายสูตรยาให้เขาไปจริงๆ ก็เกรงว่ายานี้นั้นจะมีแต่คนรวยที่สามารถใช้ได้
นางอยากจะเอาสิ่งนี้มาหารายได้ แต่ก็ต้องมีเส้นขีดจำกัดถึงจะได้
“เจ้าจะรับรองยังไงล่ะ” สีหน้าของเถ้าแก่หวูไม่พอใจ แล้วก็ถามด้วยหน้าตาบึ้งตึง
ฉินจิ่นหัวเราะ “เถ้าแก่หวูอยากให้ข้ารับรองยังไงล่ะเจ้าคะ”
“ฮ่าๆ แม่นางตระกูลเว่ยอย่ามาล้อเล่นเลย ข้อเสนอของข้าน่ะต้องเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเจ้าแน่นอน เชื่อข้าสิ แค่เจ้าขายสูตรให้ข้า ข้าจะไม่เอาเปรียบเจ้าแน่นอน”
ไม่อยากจะหักหน้าฉินจิ่นโดยตรง เถ้าแก่หวูเลยยิ้มแล้วก็ต่อรองไกล่เกลี่ยต่อ
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ เถ้าแก่หวู ไม่ว่ายังไงข้าก็ไม่มีวันขาย” ฉินจิ่นยังคงยืนหยัดเหมือนเดิม
“ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก”
เถ้าแก่หวูผลักกาน้ำชาไป เห็นได้ชัดว่าโมโหแล้วจริงๆ
เขายิ้มอย่างระแวดระวังอยู่ตลอด ไม่คิดเลยว่าฉินจิ่นจะเป็นคนที่หัวแข็งขนาดนี้ ครั้งนี้จะใจดีไม่ได้เด็ดขาด
ฉินจิ่นหัวเราะไปทีนึง แล้วก็เอายาที่ตัวเองทำมาใหม่นั้นใส่เข้าไปในกระเป๋า “ถ้าเถ้าแก่หวูนั้นไม่อยากทำธุรกิจนี้แล้ว งั้นก็ไม่ต้องฝืนก็ได้เจ้าค่ะ”
ร้านยาก็ไม่ได้มีแค่ร้านเดียว เขาไม่อยากจะร่วมมือด้วย ฉินจิ่นไม่เชื่อหรอกว่าจะหาคนที่เหมาะไม่ได้
“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ ข้าจะบอกเจ้านะ นอกจากร้านข้าแล้ว ไม่มีใครกล้าซื้อยาของเจ้าหรอก”
เถ้าแก่หวูเอามือไขว้หลังมองดูฉินจิ่นเดินออกไป ด้วยแววตาที่ดุร้าย
มีคำนึงที่บอกว่ามังกรที่แข็งแกร่งนั้นยังสู้งูไม่ได้ เถ้าแก่หวูคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินยาในพื้นที่นี้ เขาได้บอกกับร้านขายยาร้านอื่นไว้แล้วว่าไม่ให้รับยาจากฉินจิ่น ร้านอื่นๆ ก็ไม่กล้าที่จะรับเลยจริงๆ
แล้วฉินจิ่นก็แบกยาพวกนี้วิ่งไปที่ร้านอื่นๆ อีก แต่ก็ขายไม่ได้จริงๆ ดูแล้วเถ้าแก่หวูคงจะวางแผนมานานแล้ว
เดินไปชั่วโมงกว่า ในใจรู้ว่าโดนคนเล่นงานแล้ว ฉินจิ่นเลยทุ่มสุดตัว สุดท้ายเลยกลับบ้านไปอย่างหดหู่
“กลับมาแล้วรึ รีบไปล้างมือแล้วเตรียมตัวมากินข้าวเร็ว พี่ซื้อขนมไส้เนื้อที่เจ้าชอบกินมาด้วย” เว่ยเหยึยนถิงรับถุงบนตัวนางมาด้วยความใส่ใจ แล้วก็ทักทายอย่างอ่อนโยน
แต่พอรับถุงมาแล้ว เขาก็เห็นว่ามีอะไรผิดปกติขึ้นทันที
เห็นว่าอารมณ์นางไม่ดี เว่ยเหยียนถิงเลยไม่ได้ถามนางมาก ก็จับมือนางอย่างอ่อนโยนแล้วพานางไปที่โต๊ะกินข้าว” ไม่เป็นไรนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามาช่วยกันหาวิธีกัน”
ฉินจิ่นเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้กับเขา “จ้ะ”
พี่ถิงพูดถูก มาช่วยกันคิดหาวิธีก็พอ นางไปตั้งขายก็ได้ สมัยนี้คนที่ขายยาแผงลอยอะไรพวกนั้น ก็มีชีวิตอยู่กันได้นี่
อีกอย่างยาของนางก็มีประสิทธิภาพมากด้วย เหล้าดีย่อมไม่กลัวตรอกลึก ถึงจะไม่ใช่เถ้าแก่หวู ก็ต้องมีคนรู้จักสินค้านี้แน่นอนอยู่แล้ว
บทที่ 77
กลายเป็นชายหนุ่มผู้มีวิญญาณร้ายเข้าสิง
ความโศกเศร้าก่อนหน้านี้ก็โดนไล่ออกไปจนหมด ฉินจิ่นเผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา แล้วก็จับมือของเว่ยเหยียนถิงไปกินข้าว
พอใช้ยาของนางแล้ว ไหล่ของเว่ยเหยียนถิงก็ดีขึ้นมากแล้ว ตอนนี้แค่ไม่ต้องทำงานอะไรที่เปลืองแรง ก็ไม่เป็นไรแล้ว
“ตอนนี้ธุรกิจร้านอาหารเป็นยังไงบ้างจ๊ะ” นางคีบเนื้อซี่โครงให้เว่ยเหยียนถิงชิ้นนึง แล้วฉินจิ่นก็ยิ้มและถามขึ้น
ทั้งสองคนนั่งกินข้าว ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ว่าเวลากินข้าวห้ามพูดคุยกันหรืออะไรใดๆ ทั้งสิ้น
กลับกันคือช่วงนี้เป็นเพราะต่างคนต่างยุ่งกับงานของตัวเอง ทำให้คุยกันน้อยลง เลยใช้โอกาสตอนที่กินข้าวนั้นพูดคุยกัน เลยทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น
มือของเว่ยเหยียนถิงที่ถือตะเกียบอยู่ ก็ชะงักไป จากนั้นก็เผยรอยยิ้มออกมา “ก็ยังดีจ้ะ พอๆ กับเมื่อก่อน”
หลิวเซียงขายร้านอาหารนี้ให้พวกเขาในราคาที่ไม่มากนัก คนดูแลร้านกับบริกรนั้นก็ยังคงอยู่กัน พวกเขาทำงานมาหลายปีจนเชี่ยวชาญแล้ว ทำให้เบาแรงพวกเขาไม่น้อย
“งั้นก็ดีจ้ะ มีรายรับที่มั่นคงหน่อย พี่จะได้เอาเวลามาเตรียมตัวสอบข้าราชการได้”
หลังจากที่รู้ความฝันของเว่ยเยียนถิงแล้ว ฉินจิ่นก็สนับสนุนเขาอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขายืนหยัดไม่เห็นด้วย นางคงไม่ให้เขาไปยุ่งที่ที่ดินกับร้านอาหารตั้งแต่แรกแล้ว
นึกถึงเด็กๆ ที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย จะมีใครที่ไม่ตั้งใจทุ่มเทใจเตรียมตัวสอบ การเรียนนั้นเป็นการทดสอบความอดทนที่ทรหดสุดๆ ไม่ได้สบายไปกว่าการทำงานเลย
พอทั้งสองคนกินข้าวเสร็จ ฉินจิ่นก็เก็บถ้วยชาม แล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ไปที่ร้านอาหารอีก
จริงๆ แล้วสองสามวันนี้ธุรกิจที่ร้านอาหารนั้นไม่ได้ดี ก็ตั้งแต่คนคนนั้นเริ่มมานั่งอยู่ที่หน้าประตูร้าน แล้วธุรกิจร้านอาหารก็แย่ลงทุกๆ วัน แล้วอารมณ์โมโหของเถ้าแก่ร้านก็ไล่นักบวชคนนั้นจนหนีตะเพิดไปเลย แต่เหมือนนักบวชคนนี้กักขังหมายหัวพวกเราเอาไว้ยังไงอย่างงั้น หายไปชั่วโมงนึงแล้วก็กลับมาใหม่
เถ้าแก่ร้านนั้นโมโหมากแล้วจริงๆ ก็เลยตั้งใจหาคนมาเฝ้าประตูเอาไว้ ถ้าเขามาก็ให้ไล่ไปทันที ไปๆ มาๆ อยู่หลายรอบ นักบวชคนนี้ก็มีความอดทนสูงมากเหมือนกัน
เขาไม่ได้มานั่งอยู่หน้าประตูต่อ แต่กลับเดินวนรอบร้านอาหารไปๆ มาๆ ไม่หยุดเลยสักนิด ทำให้เถ้าแก่ร้านโมโหจนแทบจะระเบิดออกมา
เว่ยเหยียนถิงเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูร้านอาหาร แล้วนักบวชคนนั้นก็กระโดดมาขวางอยู่ตรงหน้าเขาทันที
“ชายคนนี้ หยุดเดินก่อน”
จู่ๆ ก็มีแส้ปัดที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน แล้วนักบวชคนนั้นก็มาขวางอยู่ตรงหน้าของเว่ยเหยียนถิงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เว่ยเหยียนถิงขมวดคิ้วขึ้น “ท่านนักบวชมีอะไรจะพูดหรือไม่”
คนคนนี้นั้นมาถึงที่บ้านอยู่เรื่อย ถึงเว่ยเหยียนถิงจะนิสัยดีแค่ไหน ก็มีความรำคาญบ้างเหมือนกัน
“ข้าจัดการกับความทุกข์ยากของเจ้าในตอนนี้ยังไม่ได้” นักบวชนั้นถือสถานะเอาไว้ เลยมีท่าทางที่ดูสูงส่ง
เว่ยเหยียนถิงใจตกไปที จากนั้นสีหน้าก็เริ่มโมโหขึ้น
เขาสงสัยว่าที่ร้านอาหารของตัวเองขายไม่ดี ต้องเป็นเพราะนักบวชบ้านี่แน่นอนเลย เทคนิคการหลอกลวงที่เห็นได้ทั่วไปแบบนี้ เขายังกล้าที่จะเอามาใช้อยู่อีก
พอคิดตามเหตุตามผลอย่างถี่ถ้วนไปรอบนึงแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็จ้องนักบวชไปมีนึง “ข้าไม่มีเรื่องลำบากอะไร ถ้าเจ้ายังเอาวิธีนี้มาหลอกคนอื่นอยู่ล่ะก็ ข้าได้ส่งเจ้าไปขึ้นศาลแน่”
สะบัดแขนเสื้อแล้วทิ้งนักบวชอยู่ข้างหลัง แล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ขมวดคิ้วเดินเข้าร้านอาหารไป
เถ้าแก่ร้านเดินมาด้วยใบหน้าที่หดหู่ แล้วก็พูดไปถอนหายใจไปว่า “เจ้านาย สองสามวันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ร้านอาหารของเรามีแขกมาแค่ไม่กี่คน แล้วก็ไม่มีแขกมาอีกเลย”
เป็นเถ้าแก่ของร้าน ถ้าขายได้ไม่ดีก็แสดงว่าเขาทำได้ไม่ดี
“ลองตรวจดูรึยังว่าเป็นเพราะอะไร ฝีมืออาหารกับพ่อครัวของร้านเป็นยังไงบ้าง” เว่ยเหยียนถิงไม่ได้เป็นคนที่จะโกรธคนไปเรื่อย สิ่งที่ควรจะทำเป็นอย่างแรกเมื่อเกิดปัญหาคือการหาสาเหตุจากตัวเอง
พอแน่ใจว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวเองแล้ว เขาถึงจะตรวจหาเหตุผลนอกตัวต่อ
เถ้าแก่ร้านส่ายหน้า “ข้าตรวจดูหมดแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร พ่อครัวของเราก็เป็นพ่อครัวมาเกือบจะสิบปีแล้ว ฝีมือนั้นก็มั่นคงมาตลอด อาหารก็มีเมนูใหม่มาเรื่อยๆ เรื่องราคาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ร้านใกล้ๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรใหม่……”
จะไม่พูดไม่ได้ว่า นี่เป็นเถ้าแก่ร้านที่เหมาะสมมากคนนึง เพราะเขาพิจารณาสาเหตุมาชัดเจนหมดแล้ว
เว่ยเหยียนถิงพยักหน้าเบาๆ “ดี เถ้าแก่ร้าน เอาแบบนี้ เจ้าไปหาคนที่แปลกหน้าหน่อย แล้วก็ไปสืบที่ร้านชาหรือไม่ก็ไปที่คนอยู่กันเยอะหน่อย”
บอกสิ่งที่ต้องทำให้กับเถ้าแก่ของร้านแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ไปดูหลังครัวทีนึง ก็เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นความสะอาดหรือคุณภาพวัตถุดิบไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาถึงได้ออกจากร้านอาหารไป
เมื่อเช้านี้ ยาก็ไม่ได้ขาย ตอนเย็น ฉินจิ่นก็ไม่ได้มีงานอะไรทำ นางเลยเดินวนรอบที่ดินไปรอบนึง แล้วสมุนไพรที่ลงแรงปลูกไว้ก็เริ่มโตขึ้นแล้ว มองไปเห็นเป็นผืนสีเขียวแล้วดูสวยงามสุดๆ
“เสี่ยวปาออกมาเดี๋ยวนี้ รางวัลของฉันล่ะ”
แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าต้องคิดบัญชี ฉินจิ่นก็นั่งอยู่ที่ก้อนหินตรงหัวนา แล้วก็ถามอย่างดุร้าย
ทำงานเสร็จแล้วยังไม่ให้รางวัลอีก ช่างเป็นระบบที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ
“มาแล้วๆ ” เสียงของเสี่ยวปานั้นดูร่าเริงสุดๆ “สิบคะแนนได้มาอยู่ในมือแล้ว ตอนนี้เหลืออยู่ทั้งหมดสิบห้าคะแนน รางวัลสุ่มก็เปิดแล้ว แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรางวัลถึงยังไม่ปรากฏตัวออกมาสักที”
ท่าทางที่ดูเหมือนเด็กซื่อสัตย์นี้ ฉินจิ่นชอบนิสัยนี้ของมันมากเลยทีเดียว
“เอาเถอะ ถ้าออกมาแล้วนายค่อยมาบอกฉันก็ได้ ตอนนี้ยังมีภารกิจอะไรอีกรึเปล่า”
“ตอนนี้ยังไม่มี” เป็นระบบตัวนึง ก็ใช่ว่าจะมีภารกิจอยู่ตลอดเวลา
ทะเลาะกันอยู่นานก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ฉินจิ่นว่างเกินไปจนตื่นตระหนกไปหน่อย
ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ก็ได้แต่ขยันแล้วก็ขยันหาเงินอย่างเดียว เพื่อให้อิสระกับตัวเอง ให้ความมั่นคงกับชีวิตตัวเอง ไม่คิดเลยว่าจู่ๆ นางก็ว่าง เลยไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่
ตอนที่อยู่ในสมัย ยุ่งวุ่นแทบตายอยู่ทุกวัน ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางคือหวังให้นางได้มีเวลาว่าง นอนอยู่บ้านดีๆ สักวัน ไม่ต้องทำอะไร แล้วก็นอนไถโทรศัพท์ มีความสุขยังไงก็ทำแบบนั้น
แล้วก็อยู่ไปอีกสักพัก ฉินจิ่นเดินเล่นแล้วก็เดินไปที่ร้านอาหาร เห็นว่าไม่มีอะไรทำ ก็ไปเยี่ยมดูธุรกิจของตัวเองดีกว่า
แต่ยังเดินไปไม่ถึงร้านอาหาร นางก็ได้ยินเสียงหลายๆ คนพากันกระซิบกระซาบ
“ข้าจะบอกเจ้าให้นะ ช่วงนี้น่ะอย่าไปร้านอาหารของตระกูลเว่ยเด็ดขาดเลยนะ” ป้าที่มีหลุมสิวอยู่เต็มหน้าท่าทางลึกลับแล้วก็ดึงคนที่ผ่านไปผ่านมาแล้วก็พูดบอก
หน้าของคนที่เดินผ่านมานั้นมึนงง “ร้านอาหารตระกูลเว่ยเกิดอะไรขึ้นรึ”
“เจ้าไม่ได้ข่าวรึ พ่อหนุ่มตระกูลเว่ยคนนั้น ก็ลูกชายคนรองของตระกูลเว่ยไงล่ะไม่รู้ว่าโดนวิญญาณร้ายที่ไหนตามติดมา ช่วยเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาให้เขา แล้วตอนนี้ก็แข็งแรงขนาดนี้ ทุกอย่างนั้นเป็นเพราะมีวิญญาณร้ายตามติด ถ้าใครไปเข้าใกล้ก็จะซวยเอานะ……”
คนคนนี้พูดอย่างจริงจัง ราวกับว่าเห็นมากับตาตัวเองยังไงอย่างงั้น
ตอนแรกก็ยังมีคนไม่เชื่ออยู่ แต่ด้วยความที่นางเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย คนที่มาดูก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มีคนส่งเสริมคำพูดของนางเหมือนกัน
ที่บอกว่าเมื่อสามคนมารวมตัวกันก็จะกลายเป็นเสือ ตอนนี้แค่แป๊บเดียวก็มีคนมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้ ชื่อเสียงร้านอาหารตระกูลเว่ยนั้นเสียไปหมดแล้วจริงๆ
ไม่สิ ต้องบอกว่าชื่อเสียงของเว่ยเหยียนถิงมากกว่า ไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้มีคนอยากจะเข้าหาเขา ตอนนี้ไม่มีเลยสักคน ฉินจิ่นไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นควรจะโมโหหรือดีใจกันแน่
บทที่ 78
ช่างไร้การศึกษาจริงๆ
เห็นคนที่อยู่รอบๆ เยอะขึ้นเรื่อยแล้ว ป้าหน้าหลุมสิวนั้นก็พูดสนุกยิ่งขึ้น
ยังพูดแบบมีเหตุมีผลอีกด้วย แล้วก็เอาเรื่องหน้าของ เว่ยเหยียนถิงมาพูด “หน้าตาอัปลักษณ์จนทำคนสะดุ้งแท้ๆ แม้แต่จะหาเมียยังหาไม่ได้เลย พอจะหายดีก็หายดีซะงั้น นอกจากวิญญาณร้ายที่จะมีปัญญาทำแบบนี้ได้แล้ว จะมีใครทำได้อีกล่ะ”
“ใช่ๆ ถึงว่าล่ะว่าทำไมจู่ๆ หน้าเขาถึงดีขึ้น คงไม่ใช่เรื่องผีผิวหนังในตำนานหรอกนะ” คนที่อยู่ข้างๆ ก็อึ้งคนจนถอยหลังไปก้าวนึง แล้วบนหน้าก็แสดงออกถึงความกลัว
ฉินจิ่นสงบสติอารมณ์อีกครั้ง แต่ในตอนนั้นก็สงบลงไม่ได้จริงๆ
นางผลักทุกคนออกไป แล้วก็จ้องหน้าป้าหน้าหลุมคนนั้นอย่างโมโห “ป้าคนนี้นี่ ข้าวน่ะกินไปเรื่อยได้ แต่คำพูดน่ะ จะมาพูดไปเรื่อยไม่ได้นะ ป้ามีอะไรมายืนยันว่าเว่ยเหยียนถิงเป็นวิญญาณร้ายล่ะ เขาทำร้ายป้ารึ หรือว่าทำร้ายคนอื่น ใส่ร้ายคนอื่นหน้าซื่อๆ แบบนี้ ไม่กลัวว่าจะโดนเทวดาตัดลิ้นรึไง”
ป้าหน้าหลุมโดนโต้แย้งจนพูดไม่ออก แล้วก็ผลักนางด้วยความโมโหไปทีนึง “เด็กเมื่อวานซืนนี่มาจากไหนกัน ผู้ใหญ่พูดแล้วยังจะมาเถียงอีก”
คนที่อยู่รอบๆ นั้นรู้จักฉินจิ่น ก็มีหลายๆ คนพากันรีบวิ่งหนีไป แล้วก็ยังมีบางคนที่ไปสะกิดชายเสื้อของป้าหน้าหลุม “นี่เป็นเมียของเว่ยเหยียนถิงเขาน่ะ”
“อะไรนะ” ป้าหน้าหลุมสิวสะดุ้งจนกระโดดหนีออกไปไกล แล้วก็ยังเอามือที่โดนฉินจิ่นนั้นเช็ดๆ ไปบนเสื้อผ้าด้วย “ตายๆๆ ตัวข้าคงไม่ได้โดนสิ่งสกปรกชั่วร้ายมาแปดเปื้อนหรอกนะ นี่ต้องซวยแน่ๆ เลย จะทำยังไงดี”
คนที่อยู่รอบๆ ก็สลายตัวไป ฉินจิ่นจ้องมองพวกเขาอย่างอำมหิต แล้วก็พองแก้มออก เหมือนปลาปักเป้ายังไงอย่างงั้น
เก็บความโมโหนี้แล้ว แล้วฉินจิ่นก็รีบวิ่งไปที่ร้านอาหาร พอเข้าประตูไปก็สังเกตเห็นว่าข้างในนั้นดูผิดปกติ แขกในร้านน้อยมากจริงๆ มีอยู่แค่สองสามคน จำนวนยังไม่เท่าลูกจ้างในร้านเลยด้วยซ้ำ
“นายหญิง” เถ้าแก่ของร้านนั้นรู้จักฉินจิ่น พอเห็นนางเข้าประตูมาก็รีบวางงานที่ทำอยู่แล้วก็เดินออกมาหาทันที “นายท่านเพิ่งออกไปน่ะขอรับ ไม่รู้ว่าท่านมีอะไรให้รับใช้หรือไม่”
ฉินจิ่นหลับตาลง เก็บอารมณ์โมโหเอาไว้ แล้วก็ถามอย่างสงบว่า “ช่วงนี้ที่ร้านเป็นแบบนี้ตลอดเลยรึ”
ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตารึเปล่า จู่ๆ เถ้าแก่ของร้านก็รู้สึกว่าฉินจิ่นที่ท่าทางดูไร้อารมณ์ในตอนนี้นั้น เป็นบรรยากาศที่ทำให้คนรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ
เขาเช็ดเหงื่อที่อยู่บนหน้าผากของตัวเอง แล้วก็พยักหน้าด้วยความทำตัวไม่ถูก “ตั้งแต่หลังจากที่นักบวชคนนั้นมา ก็เป็นแบบนี้มาตลอดเลยขอรับ”
“นักบวชงั้นรึ” ฉินจิ่นแปลกใจ
เถ้าแก่ของร้านก็อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คร่าวๆ ไปรอบนึง แล้วฉินจิ่นก็มองไปที่ประตูด้วยความโมโห แล้วนักบวชคนนั้นก็เดินมาอีกพอดี
“นายหญิง ก็คือนักบวชคนนั้นแหละขอรับ”
ฉินจิ่นก็ไม่พูดไม่จา แล้วก็เดินออกจากร้านอาหารไปทันที แล้วก็ขวางอยู่ตรงหน้าของนักบวชคนนั้น “ท่านมาจากสำนักไหนรึ”
หน้าของนักบวชก็มึนงงไปหมด “หรือว่าแม่นางคนนี้ก็อยู่ลัทธิเดียวกันรึ”
นักบวชบ้าบอน่ะสิ ฉินจิ่นมองดูพิจารณาไปรอบนึง ก็เห็นว่านอกจากตัวจะเหม็นแล้ว บนตัวยังสวมเสื้อผ้าขาดๆ อีกด้วย แววตานั้นดูล่อกแล่กอยู่ไม่นิ่ง ดูแล้วเหมือนไปทำความผิดอะไรสักอย่างมายังไงอย่างงั้น
คนแบบนี้ดูก็รู้แล้วว่าไม่ซื่อสัตย์ นางไม่เชื่อหรอกว่าคนคนนี้จะเป็นนักบวชที่สูงส่งอะไร แปดหรือเก้าในสิบนั้นเป็นคนหลอกลวงแน่นอน
จากคำพูดของเถ้าแก่แล้ว คนคนนี้เป็นคนที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารของพวกเขาแย่ลง
ฉินจิ่นกะพริบตา แล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่ยิ้มแย้ม “แบบนี้น่ะเจ้าคะ ท่านนักบวช ตั้งแต่ข้าเกิดมาชีวิตก็ย่ำแย่แล้ว ไม่รู้ว่าท่านสามารถดูให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ว่าต้องทำยังไงถึงจะเปลี่ยนชะตาชีวิตได้”
นักบวชแอบดีใจ เพราะในที่สุดปลาก็ติดเบ็ดแล้ว ไม่เสียแรงที่ช่วงนี้เขามาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้อยู่ตลอด
แล้วก็ทำท่าทางเหมือนคนที่สูงส่งออกมา เขาเดินโซเซไปรอบๆ ฉินจิ่นรอบนึง “อื้ม เป็นลักษณะใบหน้าที่โชคร้ายจริงๆ คิดดูแล้วถ้าเจ้าก็ไม่ใช่คนที่เสียพ่อไปตั้งแต่เด็ก ก็เป็นคนที่โดนพ่อแม่ทารุณตั้งแต่เด็ก พอหลังจากแต่งงานแล้วก็ยังกินชีวิตผัวตัวเองอีกด้วย เป็นชะตาชีวิตที่จะได้เป็นม่ายผู้โดดเดี่ยว”
“ม่ายผู้โดดเดี่ยวงั้นเหรอ” ฉินจิ่นกะพริบตา นางนั้นไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับอะไรแบบนี้ แต่ก็รู้ว่าอะไรคือพ่อม่าย คำว่าม่ายนี้นั้นไม่ได้เอามาเปรียบเปรยถึงผู้หญิงแต่อย่างใด
ดูแล้วนักบวชคนนี้ก็ไม่ได้มีการศึกษาที่สูงสักเท่าไหร่ ยังจะเอาวิธีนี้มาหลอกลวงอีก
“งั้นท่านนักบวชเจ้าคะ ดวงชะตาของข้าน่ะควรจะแก้ยังไงดี ไม่รู้ว่าท่านประจำอยู่ที่สำนักไหน ข้าจะได้ไปบริจาคทำบุญหน่อย”
ก็ฟังที่มาของนักบวชต่อ แล้วฉินจิ่นก็แกล้งแสดงท่าทางเหมือนกับว่าเชื่อสุดๆ
แล้วนักบวชก็สะบัดแส้ไปทีนึง “ลัทธิของข้านั้นตระหนักในสัจธรรม เผยแพร่ไปทั่วโลก วิธีแก้ก็เป็นการสะเดาะเคราะห์”
ที่จะสื่อก็คือไม่มีสำนัก แค่แกให้เงินฉันมาก็พอ
คนหลอกลวงที่ระดับสูงนั้นเขาจะไม่เอ่ยปากขอเงินคนอื่น จะให้คนอื่นเขาเอ่ยปากให้เองทั้งนั้น และทำเหมือนว่าที่ให้มานั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิด
คนโกหกคนนี้เวลาหลอกเงินมาก็มีประสบการณ์มากเหมือนกันนะ
“ท่านนักบวชช่างเป็นผู้สูงส่งที่ไม่หวังผลตอบแทนเลยจริงๆ นับถือๆ ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าชะตาชีวิตนั้นจะสามารถแก้ได้ด้วย”
“มีสิๆ แต่แค่ต้องมีของที่ต้องใช้สะเดาะเคราะห์น่ะ”
“ของสะเดาะเคราะห์คืออะไรหรือเจ้าคะ”
ก็แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ แล้วฉินจิ่นก็กำลังถามจนกว่าจะจนมุม
นักบวชขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ แบบที่ว่าไม่เคยเห็นผู้หญิงที่โง่ขนาดนี้มาก่อน
“ก็แน่นอนว่าต้องเป็นเงินที่จะมาซื้อชะตาชีวิตให้ขาด จะพึ่งตัวของข้าอยู่แรงเดียวนั้น ก็ไม่สามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตให้เจ้าได้ ต้องขอให้คนที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้มาช่วย แต่แค่ค่าตัวของผู้เชี่ยวชาญนั้น……”
“อ๋อ เรื่องนี้ข้าเข้าใจเจ้าคะ” ฉินจิ่นเผยท่าทางที่เข้าใจทันทีออกมา จากนั้นก็เรียกลูกจ้างมา “รีบให้ลูกจ้างในร้านไปซื้อแบงก์กงเต๊กมาให้นักบวชท่านนี้หน่อยเร็ว”
สีหน้าของนักบวชเจื่อนไปทันที ในใจเขานั้นอยากจะอธิบายสักสองสามประโยค แต่แค่ฉินจิ่นนั้นไม่ได้ให้โอกาสเขาเอ่ยปากเลยสักนิด
“ไม่รู้ว่าเท่านี้จะพอหรือไม่ ต้องซื้ออย่างอื่นด้วยหรือไม่เจ้าคะ ข้าว่าท่านนักบวชถามผู้เชี่ยวชาญพวกนั้นดีกว่า ว่าอยู่ไกลหรือไม่ เรื่องการเดินทางน่ะ ข้าพอจะออกรถม้าให้พวกเขาได้บ้าง……”
“ไม่ๆๆ ผู้เชี่ยวชาญนั้นจะรับผลประโยชน์พวกนี้ได้ยังไงล่ะ” นักบวชพูดจบก็เงยหน้าขึ้นทันที แล้วทันใดนั้นก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองนั้นโดนหลอก
อ้างชื่อของผู้เชี่ยวชาญมาหลอกเอาเงินแบบนี้ ตอนนี้กลับมาบอกว่าท่านไม่รับผลประโยชน์พวกนี้ นี่ไม่ได้เป็นการที่เขาตบหน้าตัวเองหรอกเหรอ
คนที่อยู่รอบๆ ที่ผ่านไปมาสองสามคนก็โดนการแสดงของฉินจิ่นขำจนท้องแข็งกันหมด จนมีสองคนที่ทนไม่ได้ แล้วก็หัวเราะออกมา
ในที่สุดนักบวชก็รู้ว่าตัวเองนั้นโดนหลอกเข้าแล้ว แล้วเขาก็จ้องมองฉินจิ่นอย่างดุร้าย
“นางผู้หญิงโง่ สักวันเอ็งจะต้องขอความช่วยเหลือจากข้า”
พูดจบเขาก็เดินคอตกฝ่าฝูงชนออกไปอย่าง แล้วก็หนีหายไปอย่างรวดเร็ว
มือทั้งสองของฉินจิ่นกุมอยู่ที่อก มองดูแผ่นหลังที่หดหู่ของเขาแล้ว ก็หัวเราะชอบใจ “ขนาดธรรมะยังเอามาหลอกคนอื่นได้ ไม่แปลกที่ชีวิตจะทุกข์ยากขนาดนี้”
ลูกจ้างนั้นแทบอยากจะตบมือให้ฉินจิ่นจนทนไม่ไหว แค่ไม่กี่ประโยคก็เปิดโปงหน้ากากของนักบวชคนนี้ได้แล้ว
“นายหญิงช่างเป็นคนที่ฉลาดเหลือเกิน”
ฉินจิ่นค่อยๆ ยิ้มออกมา “กับคนแบบนี้แล้ว จะไว้หน้ามันไม่ได้ มีมือมีเท้าแล้วไม่รู้จักทำมาหากิน มาเที่ยวหลอกคนอื่นเขาแบบนี้ สมน้ำหน้า”
พอไล่นักบวชเลวไปแล้ว ฉินจิ่นรู้สึกว่าธุรกิจร้านอาหารนั้นคงจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็วแล้ว แต่ที่นางนึกไม่ถึงก็คือ ความตกต่ำทางธุรกิจนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น
บทที่ 79
ในใจเขามีคนอยู่คนนึง
ธุรกิจร้านอาหารนั้นตกต่ำ ฉินจิ่นเดินวนไปรอบนึง แล้วก็ตรงไปที่ร้านหลิวเซียงทันที
ร้านหลิวเซียงนั้นยังมีของทั้งหมดของหลิวเซียงในตอนที่หลิวเซียงยังดูแลธุรกิจอยู่ ฉินจิ่นนั้นอยากจะผลิตสินค้าตัวใหม่ออกมาอยู่ตลอด วันนี้ไหนๆ ก็เป็นทางผ่าน เลยไปดูสักหน่อย
คงเป็นเพราะได้รับผลกระทบจากร้านอาหาร ทำให้ธุรกิจของร้านหลิวเซียงในช่วงนี้ก็ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
ตอนที่ฉินจิ่นเดินเข้าประตูมานั้น เว่ยจวนกำลังเท้าคางนั่งเหม่ออยู่ที่โต๊ะไม้ แล้วสาวลูกจ้างตัดเย็บก็ทำงานไปพูดคุยกันไป
เห็นนางเดินเข้าประตูร้านมาก็หยุดพูดทันที “นายหญิง ท่านมาแล้ว”
ฉินจิ่นยิ้มแล้วพยักหน้า แล้วก็มองไปที่สินค้าบนแผง ดูลักษณะแล้วก็ยังพอได้ เดินวนไปรอบนึงแล้วก็มาอยู่ข้างๆ เว่ยจวน เด็กคนนี้ไม่เห็นนางจริงๆ ด้วย
ก็เคาะเบาๆ ไปที่โต๊ะทีนึง เว่ยจวนเงยหน้าขึ้นมาอย่างมึนงง “พี่ พี่สะใภ้รอง พี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่รึ”
“ถ้าข้าไม่มา ไม่รู้ว่าจิตวิญญาณของเจ้าจะหายไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้แล้วล่ะ”
เด็กคนนี้อายุก็ไม่น้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ควรจะคิดเรื่องใหญ่ในชีวิตได้แล้ว
ก็ไม่รู้ว่าทางแม่เว่ยนั้นจะมีใครอยู่ด้วยหรือไม่ ท่าทางที่จิตวิญญาณล่องลอยของเด็กคนนี้ เหมือนกำลังคิดถึงแฟนอยู่ยังไงอย่างงั้น
จะไม่พูดไม่ได้ ว่าฉินจิ่นนั้นมีเซนส์อยู่บ้าง
เว่ยจวนต้องกำลังคิดวิตกกังวลทุกข์ใจอยู่ สาเหตุของเรื่องนั้นเกิดจากว่ามีครั้งนึง นางถือถุงหอมที่ทำเสร็จแล้วมาที่ร้าน แล้วระหว่างทางก็มีอันธพาลสองสามคนตามหลังมา คนพวกนั้นอยู่ด้านหลังนางแล้วก็ชี้วิพากษ์วิจารณ์ แล้วยังพูดคำหยาบคายอีกด้วย
ตอนนั้นนางกลัวสุดๆ คว้าถุงหอมแล้วก็รีบวิ่งหนี แต่พวกอันธพาลพวกนั้นก็ยังตามหลังนางมาอยู่ ทำยังไงก็ไล่ไปไม่พ้น
และในตอนที่นางคิดมายังไงนางก็นี้ไม่พ้นแน่นอน แล้วก็มีชายหนุ่มที่สะพายธนูไว้ที่หลังคนนึงมาปรากฏตัวขึ้น เขาคือนายพรานที่อยู่ภูเขาข้างๆ ชื่อว่า จางเฉียง
แล้วจางเฉียงก็ทำให้พวกนักเลงพวกนั้นตกใจจนวิ่งหนีไป แล้วยังแอบๆ ตามมาส่งนางถึงที่ร้านหลิวเซียงอีกด้วย
นับแต่นั้นมา เว่ยจวนก็เอาหนุ่มนายพรานคนนี้มาอยู่ในใจมาโดยตลอด
แต่แค่พวกเขาทั้งสองคนนั้นมีช่องทางติดต่อน้อยเกินไป วันนี้นางก็ได้ถามแค่ชื่อของจางเฉียง อย่างอื่นนั้นอย่าพูดถึงเลย
อยากจะเจอก็เจอไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน เว่ยจวนคงจะเศร้าใจแย่เลย
ชีวิตในช่วงนี้ นางกินอะไรก็ไม่อร่อย แม้แต่การหาเงินได้เยอะที่ทำให้นางดีใจสุด ยังเรียกร้องความสนใจจากนางไม่ได้เลย
ที่ผ่านมานั้นถ้าผ่านไปสองสามวันนางก็จะมาหาฉินจิ่นเพื่อขอลวดลายใหม่ แต่ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้มาหาแล้ว ไปๆ มาๆ แค่ทางระหว่างบ้านกับร้านหลิวเซียงเท่านั้น เพื่อหวังว่าจะได้เจอกับชายหนุ่มคนนั้นอีก
เพราะงั้นวันนี้ฉินจิ่นเลยได้บังเอิญมาเห็นนางที่ท่าทางจิตใจเหม่อลอยโดยบังเอิญ
“ไม่ใช่แบบนั้น พี่สะใภ้รองอย่าแซวข้าสิ” ก้มหน้าลง แล้วเว่ยจวนก็ตอบด้วยน้ำเสียงหดหู่
ถึงฉินจิ่นจะไม่เห็นหน้าของนาง แต่ปลายหูที่แดงก็เผยให้เห็นถึงความในใจของเด็กคนนี้
“จ้ะๆๆ พี่ไม่แกล้งเจ้าแล้ว แล้วช่วงนี้ร้านหลิวเซียงขายดีรึไม่”
เพื่อที่จะฝึกให้เด็กคนนี้เป็นผู้จัดการที่ยอดเยี่ยมได้ ฉินจิ่นเลยถามไปสองสามประโยคอยู่ตลอด แล้วที่เว่ยจวนตอบมานั้นก็ใช้ได้เหมือนกัน
“ธุรกิจรึ ก็ไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่จ้ะ ทำไมหรือจ๊ะ พี่สะใภ้”
จริงๆ แล้วช่วงนี้ไม่ได้ใส่ใจกับร้านต่างหาก ก็เป็นธรรมดาที่เว่ยจวนจะไม่ได้สังเกตเห็นว่าธุรกิจแย่ลง
ฉินจิ่นขมวดคิ้ว กวาดสายตามองไปที่สินค้าที่เหลืออยู่บนแผงแล้ว ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
แล้วสาวเย็บผ้าที่อยู่ข้างๆ ก็พากันมองหน้ากัน ก็มีคนนึงที่รีบเดินขึ้นมา “นายหญิงเจ้าคะ ถึงลวดลายของถุงหอมเราจะมีหลากหลาย แต่ก็เป็นแบบเดิมทั้งนั้น บางทีลูกค้าอาจจะเบื่อได้เจ้าค่ะ ไม่รู้ว่านอกจากถุงหอมที่มีสรรพคุณใหม่แล้ว จะสามารถเปลี่ยนลวดลายได้หรือไม่เจ้าคะ”
นี่เป็นการสื่อแบบอ้อมๆ ฉินจิ่นมองไปที่สาวเย็บผ้าทีนึง แล้วก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ความคิดนี้ได้นะ เจ้าชื่ออะไรรึ”
สาวเย็บผ้ายิ้มอย่างเขินอาย แล้วก็ทำตัวไม่ถูก “ข้าชื่อเซินมั่นเจ้าค่ะ นายหญิงเรียกข้าว่าอามั่นก็ได้เจ้าคะ”
“จ้ะ อามั่น เดี๋ยวข้าจะออกแบบลายใหม่มาละกัน เจ้าสามารถเย็บตามแบบได้รึไม่”
ฉินจิ่นไม่รู้ว่าจะวาดลวดลายยัง ไง แต่ด้วยความที่นางเป็นหมอ ทำให้ฝีมือการวาดภาพยอดเยี่ยมไม่แพ้ให้กับเหล่านักวาดเลยทีเดียว
นึกถึงตอนนั้น ที่วาดภาพร่างผังร่างกายมนุษย์ วาดภาพกายวิภาค แล้วก็วาดส่วนต่างๆ อย่างรวดเร็วในคาบ จากการทดสอบหลายๆ อย่างแล้ว เรียกง่ายๆ ว่ามันบังคับให้นางกลายเป็นนักวาดคนนึงไปโดยปริยาย
เพื่อนๆ ในหอพักพากันแซวนางอยู่ตลอดว่า ถ้าไม่อยากเรียนหมอแล้ว ก็ไปตั้งแผงที่ตลาด แล้วก็วาดภาพเหมือนแล้วก็ขายเพื่อหารายได้ก็ยังได้
แน่นอนสิ ฝีมือการผ่าตัดของพวกนางนั้นสู้แพทย์แผนจีนไม่ได้หรอก ยังไงแล้วภาพจุดฝังเข็มที่ซับซ้อนของร่างกายมนุษย์นั้น ยากกว่าตั้งหลายเท่าเลยล่ะ
นึกถึงชีวิตในตอนนั้นแล้ว ในใจของฉินจิ่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะอารมณ์เสียอีกครั้ง
แต่ยังดีที่นางไม่ใช่คนที่จะโดนทำร้ายจิตใจได้ง่ายๆ เหมือนวันนี้ที่นางมาที่นี่ และได้มีชีวิตที่ดี ก็ถือว่าเป็นความโชคดีมากๆอย่างนึง
ชายชราสูญเสียม้า แต่กลับเป็นโชคอันยิ่งใหญ่
หลังจากที่ตัดสินใจเรื่องลวดลายกับอามั่นเสร็จแล้ว ฉินจิ่นก็กลับบ้านไปแล้วก็เตรียมตัวร่างแบบ วาดดอกโบตั๋นดอกใหญ่ลงบนกระดาษไปหลายรูป แล้วก็ยังมีพวกดอกกุหลาบต่างๆ มากมาย ไม่ว่าดอกอะไรที่นางวาดได้ นางก็วาดไปหมดแล้ว ไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีอันไหนที่ดึงดูดความสนใจจากคนได้เลยสักอัน
ในเมื่อจะดึงดูดคน สิ่งที่เห็นทั่วไปก็ต้องมี ความเป็นเอกลักษณ์ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน ฉินจิ่นมีแรงกระตุ้น แล้วก็วาดรูปสัตว์ประจำชาติอย่างแพนด้าที่น่ารักๆ ไปรูปนึง ตัวกลมๆ ดำขาว ก็น่าจะมีทำให้คนตกหลุมรักได้
ก็เอาลวดลายพวกนี้ให้กับอามั่น แล้วก็ให้นางจัดแจงให้คนเริ่มทำ แน่นอนว่าเว่ยจวนก็เป็นหนึ่งในนั้น แล้วธุรกิจของร้านหลิวเซียงก็ค่อยๆ มีชีวิตชีวาขึ้น
แต่สถานการณ์ดีได้ไม่เท่าไหร่ ผ่านไปแค่ครึ่งเดือน ธุรกิจก็ค่อยๆ ซบเซาลง ทางร้านอาหารนั้นยิ่งแล้วใหญ่ ทุกวันนี้คนที่ไปทานข้าวนั้นมีไม่เกินสิบคนเลยด้วยซ้ำ แล้วทั้งตระกูลเว่ยก็เริ่มกลับเข้าสู่สถานการณ์ที่ย่ำแย่อีกครั้ง
พ่อเว่ยและแม่เว่ยเดินมาอย่างเร่งรีบ แล้วพูดด้วยสีหน้าที่เย็นชาไม่พอใจว่า “คนข้างนอกนั้นพากันมาด่าว่าตระกูลเรากันหมด บอกว่าลูกรองเป็นวิญญาณร้าย แล้วก็ยังมีบางคนปองร้าย จนมาทำลายสวนที่บ้านเราปลูกเอาไว้ด้วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
แม่เว่ยมาถึงก็ถามทันที และมองไปที่ฉินจิ่นด้วยสายตาที่ไม่พอใจ
ทั้งที่ตอนแรกยังดีๆ อยู่ แต่พอหลังจากที่ฉินจิ่นแต่งงานเข้ามาแล้ว ไม่ได้เพียงแค่ทำให้พวกเขาไม่มีคนสืบตระกูลเว่ย แต่ยังจะมาหาทำเรื่องวุ่นวายอีก
เว่ยเหยียนถิงยืนขึ้น แล้วก็พยุงแม่เว่ยนั่งลง “แม่จ๊ะ ไม่เป็นไรจ่ะ เดี๋ยวข้าจะไปอธิบายกับพวกเขาเอง”
พูดแล้วเขาก็เดินออกไป เป็นแค่เพราะแผลบนใบหน้าหายดี คนในหมู่บ้านก็พากันบอกว่าเขาเป็นปีศาจ นี่มันช่างเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะอธิบายจริงๆ
“เดี๋ยวก่อน พี่ถิง” ฉินจิ่นดึงเขาไว้ แล้วส่ายหน้าให้เขา
คนที่นี่นั้นโง่แค่ไหน นางก็พอจะรู้แล้ว ไปตอบโต้คนโง่แบบนี้ นอกจากว่าจะหาหลักฐานมาคลี่คลายความสงสัยของพวกเขาแล้ว ก็เป็นแค่การพูดอย่างเดียว ช่วยอะไรไม่ได้หรอก
เว่ยเหยียนถิงถูกนางดึงเอาไว้ แล้วสีหน้าก็ดูไม่ดีเท่าไหร่นัก
สีหน้าของแม่เว่ยนั้น ยิ่งอย่าไปพูดถึงเลย นางจ้องมองฉินจิ่นอย่างโกรธแค้น หันหน้ามาแล้วด่าว่า “คนแบบนี้เอามาทำเมียแล้วซวยไปแปดชาติเลยจริงๆ อยู่ดีๆ ก็มีคนมาบอกว่าเป็นปีศาจ ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าใครมันเป็นคนนำพาสิ่งชั่วร้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้”
บทที่ 80
การมีคนคอยอยู่ข้างๆ นั้นช่างดีจริงๆ
เว่ยจวนยืนอยู่อีกฝั่ง แล้วก็มองฉินจิ่นด้วยความลำบากใจ นางอยากจะพูดสักสองสามประโยค แต่ใครจะรู้ว่านางเว่ยนั้นยิ่งพูดก็ยิ่งเสียใจ จนสุดท้ายก็ร้องไห้ออกมา
“แม่จ๊ะแม่อย่าร้องไห้เลย เรื่องนี้ข้าจัดการได้” ฉินจิ่นพูดปลอบอย่างอดทน
เว่ยเหยียนถิงจับมือของฉินจิ่น ด้วยความรู้สึกเห็นใจสุดๆ
“เรื่องนี้นั้นเกิดขึ้นจากตัวข้า แม่จ๊ะ แม่อย่าเสียใจไปเลย ข้าจะหาวิธีมายืนยันต่อหน้าพวกเขาให้ได้ว่าข้าไม่ใช่ปีศาจ อีกอย่าง จะเป็นภูตหรือผีคนในครอบครัวเราก็รู้กันดี จะสามารถเปลี่ยนไปตามคำพูดของคนรอบข้างไม่กี่คนได้รึ”
“นั่นสิจ๊ะ แม่ แม่อย่าใจร้อนไปเลย คนในหมู่บ้านเราแต่ละคน ปากไม่ดีกันทั้งนั้น มีเรื่องเล่ามาเรื่องนึง ขนาดหลับตาอยู่ ก็ยังโม้ได้เป็นตุเป็นตะ ไม่มีค่าพอที่เราจะไปโมโหด้วยหรอกจ้ะ”
เทน้ำแก้วนึงยื่นให้นางเว่ยแล้ว เว่ยจวนก็เดินขึ้นไปปลอบ
ฉินจิ่นถอยหลังไปก้าวนึง แล้วก็ให้โอกาสกับพี่น้องตระกูลเว่ยได้เอ่ยปากพูด สีหน้าของนางซีดเซียว ก้มหน้าลงไม่พูดไม่จา
คำด่าที่นางเว่ยพูดออกมาเมื่อกี้นี้ นางไม่ได้ฟังไม่รู้เรื่อง แต่เพราะฟังรู้เรื่อง เพราะงั้นถึงได้รีบหยุดอธิบาย
ก็เป็นเพราะนางไม่ได้คิดอย่างถี่ถ้วน แล้วก็รักษาใบหน้าของเว่ยเหยียนถิงให้หายดีเลยทันที
เครื่องมือการแพทย์ของที่นี่ไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนกับสมัยนี้ กลับกันยังมีความล้าสมัยอีกด้วย ชายหนุ่มที่หน้าตาอัปลักษณ์จนชื่อเสียงเรื่องลือไปหลายสิบหมู่บ้าน จู่ๆ กลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงาม ไม่แปลกที่จะโดนคนกล่าวหาจนเป็นแบบนี้
นักบวชที่อยากจะหลอกลวงผู้คนนั้น คิดว่าก็คงไม่รู้ถึงสถานการณ์ของพวกเขาหรอก แต่แค่เห็นเป็นธุรกิจร้านอาหาร เลยอยากจะรีดไถเงินสักหน่อย
แต่ทั้งหมดนี้รวมกันแล้ว เลยกลายเป็นสภาพในตอนนี้
คำพูดปากต่อปากนั้นทำให้เว่ยเหยียนถิงกลายเป็นปีศาจ ทำให้ทุกคนในตระกูลเว่ยต่างโดนผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ ชีวิตแบบนี้มันช่างอยู่ยากจริงๆ
และอยู่ยากจนทำให้นางเว่ยเสียใจได้ถึงขนาดนี้ คนสามคนมารวมกันยังกลายเป็นเสือได้ อันตรายจากคำพูดนั้นก็อันตรายไม่แพ้กับอันตรายอื่นๆ เลยสักนิด
ถอนหายใจเข้าแรงๆ ไปหนึ่งที แล้วฉินจิ่นก็ได้ถอนหายใจจนความหดหู่ใจนั้นออกมาจนหมด แล้วก็พยายามปลอบใจตัวเอง
จะโทษนางเว่ยไม่ได้ เพราะนางก็เป็นแค่แม่ที่จิตใจบริสุทธิ์คนนึง เรื่องนี้นั้นอยู่ในความรับผิดชอบของนางทั้งหมด
หลังจากคิดได้แล้ว ฉินจิ่นก็เดินขึ้นไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วยืนอยู่ตรงหน้าของนางเว่ย
“แม่จ๊ะ แม่อย่าโมโหไปเลย คนข้างนอกนั้นพูดจามั่วซั่วเพราะว่าอิจฉาพี่ถิง ด้วยรูปลักษณ์ของพี่ถิงในตอนนี้ มีใครที่เทียบได้บ้างล่ะจ๊ะ”
คนเป็นแม่ ไม่มีใครที่ไม่ชอบให้คนอื่นมาชมลูกของตัวเอง
อารมณ์ของนางเว่ยค่อยดีขึ้นมาหน่อย “เจ้าพูดถูก รูปร่างหน้าตาอย่างพี่ถิงของเราน่ะ แม้แต่องค์ชายในเมืองนี้ก็สู้ไม่ได้”
ทั้งๆ ที่หลายปีมานี้ก็ใช้ชีวิตอยู่มาอย่างยากลำบาก แต่หลังจากเว่ยเหยียนถิงได้รับการรักษาจากฉินจิ่นแล้ว ก็กลายเป็นใบหน้าที่ผิวเนื้อนุ่มแบบนั้น ถ้าเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อแพรล่ะก็ ไม่แน่อาจจะมีคนนึกว่าเป็นองค์ชายบ้านไหนก็ได้
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อปลอบใจนางเว่ย ฉินจิ่นถอนหายใจไปทีนึง สบตากับเว่ยเหยียนถิง แล้วทั้งสองก็ค่อยโล่งใจกันไปที
พอจัดการกับพ่อเว่ยและนางเว่ยเสร็จ เว่ยเหยียนถิงก็ กอดฉินจิ่น แล้วก็จับไปที่คางของนางด้วยความเอ็นดู “อาจิ่น ขอโทษนะ ทำเจ้าต้องลำบากเลย”
เรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ก็เป็นเรื่องใหญ่และลำบากใจมาตั้งแต่สมัยก่อน ถ้าไม่ระมัดระวังก็จะทำร้ายทั้งสองคนได้
ในสมัยที่ความกตัญญูนั้นสำคัญยิ่งกว่าชีวิต ทำให้ปัญหานี้นั้นยิ่งซับซ้อนเข้าไปใหญ่
จับมือของเว่ยเหยียนถิงเอาไว้ ฉินจิ่นก็ยิ้มและส่ายหน้า “มีพี่ถิงที่เห็นใจข้า ข้าไม่ลำบากเลยสักนิด ขอแค่บ้านเราอยู่ดีกินดี ไม่ว่าจะต้องทำอะไร ข้าก็เต็มใจทำทั้งนั้นจ้ะ”
ผู้ชายคนนี้เป็นคนดีมาก ที่สำคัญคือตอนที่อยู่ต่อหน้านางเว่ย เขาออกหน้ารับผิดเรื่องนี้ทุกอย่าง ไม่ให้นางเว่ยได้ทำให้นางลำบากใจ
สามารถทำการกระทำนี้ได้ ในใจของฉินจิ่นก็อบอุ่นใจมากแล้ว
นึกถึงลูกแงในสมัยนี้สิ ซ้ายก็แม่บอก ขวาก็แม่บอก ฉินจิ่นนั้นเอือมระอาสุดๆ
ทั้งสองพักผ่อนไปสักพัก แล้วฉินจิ่นก็เริ่มลงมือจัดการกับเรื่องนี้ทันที
ซื้อผ้าไหมมาสักหน่อย แล้วฉินจิ่นก็เอาสมุนไพรมาต้มเป็นน้ำ มองเห็นน้ำสีดำเข้มเต็มโอ่ง แล้วนางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจไปที
“เสี่ยวปาออกมา”
อุปกรณ์ขาดแคลน ทำให้ประสิทธิภาพของนางนั้นลดลง เพราะฉะนั้นตอนนี้เลยถึงเวลาที่เสี่ยวปาควรจะออกโรงแล้ว
“นายจ้ะ นายจ๋า นายมีอะไรรึเปล่า” เสียงของเสี่ยวปาทั้งดีใจทั้งสนุก เหมือนว่าทุกครั้งที่ฉินจิ่นเรียกมัน มันก็จะดีใจตลอด
ฉินจิ่นไม่ได้สนใจระบบที่มาอย่างลมๆ แล้งๆนี้ ก็เอ่ยปากพูดออกไปตรงว่า “ฉันต้องการอุปกรณ์สกัดเอสเซนส์”
เสี่ยวปาเงียบไปทันที และตอบอย่างลังเลว่า “แต่เจ้านาย คะแนนของเจ้านายในตอนนี้ไม่พอที่จะแลกอุปกรณ์แบบนี้นะ”
ด้วยความเป็นระบบที่ซื่อตรง เสี่ยวปาก็แสดงออกว่าตัวเองนั้นไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด
ฉินจิ่นก็อดทนไว้ “แล้วทำยังไงถึงจะพอละ”
“ทำภารกิจไงล่ะ” เสี่ยวปาพูดแบบตรงๆ
“ได้ แล้วตอนนี้มีภารกิจอะไรล่ะ” แล้วฉินจิ่นก็กัดฟันถาม
เสี่ยวปาไม่ได้แปลกใจเลย ถ้าตัวเองบอกว่าไม่มีภารกิจ เจ้านายก็คงจะระเบิดลงใส่มันแน่นอน
เจ้านายที่ใจร้ายแบบนี้ ดูแล้วช่างน่าอันตรายจริงๆ
แล้วเสี่ยวปาตรวจสอบหน้าจออีกครั้ง “มีจ้ะๆ เจ้านาย ภารกิจครั้งนี้คือให้เจ้านายขายยาให้ได้สี่สิบขวดด้วยตัวเอง”
“รางวัลล่ะ”
“รางวัลก็คืออุปกรณ์เครื่องนั้นที่เจ้านายอยากได้ ฉันรับรองว่าขอแค่นายทำภารกิจเสร็จ อุปกรณ์ก็จะออกมาถึงที่ทันที” ระบบอัตโนมัตินี้พูดสาบาน
“ได้ ฉันรับภารกิจนี้”
ฉินจิ่นตอบด้วยหน้าตาที่ไร้อารมณ์ และตอนนี้ฮาฮาก็ไม่รู้ว่าโผล่ออกมาจากไหน วิ่งๆ แล้วไปชนกับขาโต๊ะในบ้าน
ขวดที่อยู่บนโต๊ะก็ล้มโครงเครงไปเป็นแถบ ฉินจิ่นรีบวิ่งเข้าไป แล้วก็เก็บขวดพวกนั้นใส่ตะกร้าที่อยู่ข้างๆ
แล้วก็นับไปพลางๆ ก็มีสี่สิบขวดพอดี
ยาพวกนี้ก็คือยาที่ส่งไปที่ร้านขายยาของเถ้าแก่หวูในครั้งที่แล้ว แต่โดนเขาตีกลับมา
ดูแล้วเจ้าเสี่ยวปานี่ ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ขนาดนั้น ฉินจิ่นยกมุมปากขึ้นยิ้ม แล้วยกตะกร้าออกไปข้างนอก
“อาจิ่น เจ้าจะไปไหนรึ” เว่ยเหยียนถิงที่กำลังจะออกบ้านก็มาช่วยถือตะกร้าให้ แล้วก็ถามขึ้นลอยๆ
ฉินจิ่นจับมือของเขา “ไปขายยาน่ะ ของเราทั้งหมดนี้เป็นยามั้งนั้น จะวางทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้”
“งั้นเดี๋ยวพี่ไปกับเจ้าดีกว่า ตอนนี้ที่ร้านอาหารก็ไม่มีอะไรต้องช่วยเหมือนกัน”
“จ้ะ”
ทั้งสองจับมือกันออกบ้านไป ยังไม่ทันได้เดินออกจากหมู่บ้าน ก็โดนคนในหมู่บ้านพากันวิพากษ์วิจารณ์ซุบซิบนินทากันหมด
ฉินจิ่นไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรต้องแอบเลยสักนิด แล้วก็จับมือเว่ยเหยียนถิงเดินไปข้างหน้าต่ออย่างใจกล้า
“พี่ถิงจ๊ะ พี่ว่าถ้าจู่ๆ ตอนนี้เราหันหน้ากลับไป จะทำให้คนพวกนี้ตกใจรึเปล่าจ๊ะ” นางยิ้มเจ้าเล่ห์สุดๆ เหมือนกับจิ้งจอกที่ขโมยไก่ได้ยังไงอย่างงั้น
พอโดนรอยยิ้มนางแพร่เชื้อให้ เว่ยเหยียนถิงก็ขัดขวางได้ยาก “หรือไม่ เรามาลองดูกันดีกว่า”
พูดแล้วเขาก็ทำหน้าผี แล้วก็เตรียมตัวจะหันไปหลอกคน
ฉินจิ่นขำท่าทางที่จริงจังของเขา ทำเอาความหดหู่และเศร้าใจทั้งหมดก่อนหน้านี้นั้นหายไปจนหมดเกลี้ยง
ในสถานการณ์ที่ลำบากนั้น การมีคนคนนึงคอยอยู่ข้างๆ ตัวเอง แล้วบ้าไปด้วยกัน สู้กับคำพูดนินทาว่าร้ายจากโลกภายนอกไปด้วยกัน ช่างมีความสุขกว่าที่คิดไว้จริงๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment