system ep81-90

 บทที่ 81


ไม่เห็นผลยินดีคืนเงิน


 


แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ไปหลอกพวกคนปากพล่อยที่อยู่ข้างหลังจริงๆ


 


แล้วก็มีแต่เสียงหัวเราะเฮฮา พอเดินไปถึงตลาด ฉินจิ่นก็เลือกที่ที่คนพลุกพล่านหน่อยๆ แล้วก็เอายาของตัวเองออกมาวาง


 


“ยามีประสิทธิภาพ รักษาแผลฟกช้ำ ถ้าไม่ได้ผลยินดีคืนเงินจ้า” แอบยืมเอาคำโฆษณาของสมัยนี้มา แล้วฉินจิ่นก็ตะโกนขายเสียงดัง


 


เว่ยเหยียนถิงได้ยินนางพูดแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะดึงแขนนางเอาไว้


 


แล้วฉินจิ่นก็หันมามองเขาด้วยความแปลกใจ “ทำไมรึ พี่ถิง”


เว่ยเหยียนถิงก็ถามอย่างจริงจังสุดๆ “อาจิ่น ถ้าขายแบบนี้ เราจะไม่ขาดทุนเอารึ”


 


ไม่เห็นผลยินดีคืนเงิน พูดง่ายๆ ก็คือให้คนอื่นฟรีๆ


 


ยังไงแล้วเรื่องผลการรักษานี้นั้น เป็นเรื่องที่พูดได้ยากจริงๆ


 


แต่ฉินจิ่นกลับยิ้มแล้วส่ายหน้า “พี่ถิง พี่ก็เคยใช้ยาของข้ามาด้วยตัวเองแล้ว รู้สึกว่าผลเป็นยังไงล่ะจ๊ะ”


 


เมื่อสองวันก่อนที่โดนฉินเฟิ่นเอาจอบเฉาะจนเป็นแผลที่ไหล่ ฉินจิ่นเลยใช้ยาที่ทำขึ้นมาเองกับเขา พอไม่กี่วันแผลของเขาก็สมานอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าที่คิดไว้มากเลยทีเดียว


 


 


“ผลลัพธ์ดีมาก ดีกว่ายาที่พี่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ทั้งหมดเลย” เว่ยเหยียนถิงตอบอย่างซื่อสัตย์


 


“ถ้างั้นก็พอแล้วล่ะ เราต้องไม่ขาดทุนแน่นอน”


ฉินจิ่นมั่นใจกับยาที่ตัวเองได้คิดค้นขึ้นมาเองมาก ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นหรอก นางยังมีผู้ช่วยอย่างเสี่ยวปาด้วย แน่นอนว่าผลของยาสมุนไพรนี้ต้องมีประสิทธิภาพกว่ายุคสมัยปัจจุบันแน่นอน


 


อีกอย่างยาพวกนี้ก็เคยเปิดขายที่ร้านของเถ้าแก่หวูแล้ว นางไม่เชื่อว่าพอเอามาในตลาดแล้ว ทุกๆ คนจะไม่รู้จัก


 


ตะโกนขายไปสักพักนึง ฉินจิ่นก็ยังไม่ได้ขายเลยสักขวด


 


ดวงตาของนางกวาดมองไป แล้วก็พิจารณาดูคนรอบๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมา ก็อดไม่ได้ที่จะท้อใจหน่อยๆ


 


นางเลือกที่ตรงนี้ไว้ขายยา แต่ขายไม่ค่อยได้เลยจริงๆ


 


ในเมื่อทุกคนป่วยก็ต้องไปซื้อยาที่ร้านขายยา ใครจะมาลากอาการป่วยมาในตลาดกันล่ะ


 


พอนึกถึงตอนนี้แล้ว ฉินจิ่นก็ดึงเว่ยเหยียนถิงไปที่ใหม่ แล้วพวกเขาวางขายอยู่ห่างจากร้านขายยาของเถ้าแก่หวูอยู่ประมาณร้อยเมตร


 


ฉินจิ่นก็ไม่ได้ตะโกนเรียกขาย แค่ตั้งใจสำรวจคนที่เดินผ่านไปผ่านมา


 


ไม่นาน สายตาของนางก็หยุดไปที่ตัวของตาหลานคู่หนึ่ง


 


เสื้อผ้าของสองคนตาหลานนั้นฉีกขาดอยู่ด้วย โดยเฉพาะผืนที่อยู่บนตัวของคุณตา เต็มไปด้วยรอยปะหมดแล้ว


 


หลานชายนั้นอายุประมาณเจ็ดแปดขวบ เดินพยุงคุณตาของตัวเองเดินตรงไปที่ร้านขายยา เพราะขาของคุณตาเดินไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่


 


ตาหลานสองคนเข้าร้านขายยาไปได้ไม่นาน ก็โดนเถ้าแก่หวูไล่ออกมาแล้ว “ไม่มีเงินยังอยากจะจะซื้อยาอีก กลับบ้านไปฝันเอายังจะเร็วกว่า”


ลูกจ้างด่าไปก็ผลักสองคนตาหลานไปทีนึง ชายชราโซเซไปหลายทีกว่าจะยืนตรงๆ ได้


 


ฉินจิ่นขมวดคิ้ว แล้วก็จ้องมองลูกจ้าง


 


เว่ยเหยียนถิงหน้าตาโมโหแล้วยืนขึ้น แล้วก็รีบเดินไปอยู่ตรงหน้าของสองตาหลาน แล้วก็พยุงพวกเขาไปอยู่ข้างทาง


 


“ตา เป็นอะไรรึไม่” เว่ยเหยียนถิงถามอย่างเป็นห่วง


 


ชายชราถอนหายใจยาวๆ หนึ่งที แล้วก็ส่ายหน้าอย่างท้อใจ “เวลาคนแกป่วย แต่ก็ยังไม่ตายสักทีแบบนี้ ลำบากไอ้เจ้าหลายชายเสี่ยวซงนี่เปล่าๆ เฮ้อ”


 


เสี่ยวซงก็คือหลานชายของเขา พอได้ยินคุณตาพูดแบบนี้แล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่อฟัง “เสี่ยวซงไม่ลำบาก ตาจ๋า รอให้ตาไม่ปวดขาแล้ว จะได้ไปเก็บเห็ดบนเขากับเสี่ยวซงกัน”


 


“เฮ้อ” ชายชราถือไม้เท้าเอาแล้ว ด้วยท่าทางโมโห อาการป่วยหลายสิบปีนี้ จะหายดีง่ายขนาดนั้นได้ยังไงล่ะ


ชายชรานามสกุลเฉิง ชื่อว่าเฉิงฉี่เหริน ตอนสมัยหนุ่มๆ นั้นเคยสู้รบมาก่อน และเคยโดนธนูปักขามาก่อน ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะเอาออกมาได้ แต่ก็ยังเหลือความเจ็บปวดเอาไว้


 


ปีแรกๆ ยังดีหน่อย จะปวดมากๆ ก็ในวันที่ฝนตก แต่พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ ความเจ็บปวดนี่ก็เริ่มลุกลามไปทั้งตัว


 


ในวันที่อากาศดีเขาก็ยังพอถือไม้เท้าเดินไปเดินมาได้หน่อย แต่พอฝนตก เขาก็กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปเลย ทำอะไรไม่ได้ไม่พอ ยังปวดไปทั้งตัวอีก


 


เสี่ยวซงเห็นเขาเจ็บปวดสุดๆแล้ว ก็ต้องไปหายามาให้เขา ก็ได้ยินคนว่ากันว่าร้านนี้มียาที่มีประสิทธิภาพได้ผล


 


เขารู้อยู่แก่ใจว่า ความเจ็บปวดนี้มีแต่ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แต่ก็ทนเห็นความเศร้าของเด็กคนนี้ไม่ได้ เลยเอาเงินแล้วมาที่นี่


 


พกเงินมาห้าสิบเหวินเพื่อมาซื้อยา แต่ลูกจ้างคนนั้น บอกว่ายานั้นราคาขวดละสองก้วน แล้วก็ยังต้องจองเอาไว้ ถ้าอยากจะได้ยานี้ก็ต้องต่อแถวรอไปอีกสักพักด้วย


พวกเราจะมีเงินสองก้วนมาซื้อยาได้ที่ไหนกันล่ะ ก็เลยโดนไล่ออกมา


 


พอฟังตาเฉิงระบายความทุกข์ยากแล้ว ฉินจิ่นก็จ้องมองไปที่ประตูร้านของเถ้าแก่หวูทีนึง ก็รู้ว่าเถ้าแก่หวูคนนี้นั้นช่างเป็นคนเลวจริงๆ


 


พยุงชายชราไปนั่งอยู่บนก้อนหินริมทางแล้ว ฉินจิ่นก็เอายารักษาอาการปวดออกมาขวดนึง “ตาจ๊ะ ตาใช้ยานี้ไปก่อนนะ น่าจะบรรเทาอาการปวดได้ แต่ถ้าอยากให้หายขาดคงจะต้องรออีกสักหน่อย เดี๋ยวข้าต้องลองตรวจอาการดูให้นะถึงจะวางแผนรักษาได้”


 


เห็นขวดยาในมือของเฉิงจานแล้ว ตาเฉิงก็ปฏิเสธทันที “ไม่ๆๆ จะทำแบบนี้ได้ยังไงล่ะ”


 


ในมือของเขามีแค่ห้าสิบเหวินและยังอยากซื้อของกินให้กับเสี่ยวซงอีกด้วย ขวดยานี้ก็ดูดีไม่น้อย ต้องราคาแพงแน่ๆ


 


ฉินจิ่นหัวเราะแล้วก็จับไปที่มือของเขา “ตาเฉิงจ๊ะ ตาอย่าเกรงใจข้าเลย ข้ายังเป็นแค่เด็กลูกจ้างคนนึง ยาที่ทำนั้นไม่ได้มีราคามากมายอะไรหรอกจ้ะ ยานี้ขวดละห้าเหวิน แต่ถ้าตาใช้เสร็จแล้ว ต้องเอาขวดมาคืนข้านะจ๊ะ”


 


ตาเฉิงรับขวดยามาอย่างลังเล “แค่ห้าเหวินจริงๆ รึ”


 


ฉินจิ่นพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ “ใช่จ้ะ ก็ไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไง ยังต้องรอให้ตาใช้แล้วค่อยมาบอกข้า ข้าจะได้รอดูอาการของตาด้วย ว่ามีอะไรต้องแก้หรือไม่ หวังว่าตาจะไม่ถือโทษถ้าข้ายังร่ำเรียนมาได้ไม่ดีนะจ๊ะ”


 


เฉิงฉี่เหรินส่ายหน้าไม่หยุด เขาไม่เคยหวังด้วยซ้ำว่าขาของตัวเองจะรักษาหายได้ หวังแค่ว่าไม่อยากให้หลานของตัวเองเป็นห่วง


 


เขาล้วงเงินห้าเหวินออกมายื่นให้ฉินจิ่นอย่างดีใจ “ขอบใจมากนะ แม่หนู เจ้าวางใจเถิด ถ้าใช้เสร็จแล้วข้าจะเอาขวดยานี้มาคืนให้เจ้าแน่นอน แล้วจะบอกผลให้เจ้าด้วย”


 


“จ้ะ ขอบใจตาเฉิงมากจ้ะ”


 


เว่ยเหยียนถิงพยุงตาเฉิง แล้วก็ส่งทั้งสองกลับบ้านด้วยตัวเอง


 


เพราะฉะนั้น ฉินจิ่นที่พยายามมาทั้งวันนั้น ก็ขายยาได้แค่ขวดเดียว ด้วยราคาห้าเหรียญ


 


แต่เสี่ยวปาบอกแค่ว่าให้นางขายยา ไม่ได้บอกว่าต้องขายเท่าไหร่ แต่ยังไงนางก็ขายมันไปแล้ว


 


ด้วยความที่ไร้ยางอายสุดๆ ฉินจิ่นก็ยิ่งตะโกนเสียงดังขึ้น “ยาแก้ท้องร่วงจ้า มาดูกันเร็ว ถ้าไม่เห็นผล เอาเงินมาคืนได้จ้า ขวดละแค่สิบเหวิน สิบเหวินนี้ ท่านซื้อไปแล้วคุ้มค่าแน่นอน ไม่หลอกแน่นอนจ้ะ......”


 


คนที่ไปๆ มาแถวนั้น หลายๆ คนก็โดนเสียงแล้วก็คำโฆษณาของนางดึงดูดเข้าแล้ว ก็หยุดเดินอยู่ที่ไม่ไกลและจ้องมองมาที่นาง


ฉินจิ่นไม่ได้รู้สึกอายอะไร เต็มใจให้พวกเขามอง แล้วก็โฆษณาขายยาของตัวเองต่อ


 


ตะโกนไป แล้วนางก็คิดไปด้วยว่า หรือว่านางจะสามารถทำยาเม็ดได้ด้วย ความคิดนั้นดูแล้วมีสาระมาก ไม่แน่อาจจะดึงดูดคนได้มากกว่านี้ก็ได้


บทที่ 82


แถมแม่ค้าไปด้วยคนนึง


 


แล้วคนที่อยู่รอบๆ ก็มามุงกันอย่างรวดเร็ว แล้วหนึ่งในนั้นก็เป็นคนรับใช้ที่ชื่อขงเอ้อของตระกูลขุนนางด้วย ที่พวกเขาออกมานั้นก็เพื่อจะมาซื้อผัก ซื้อของกินของใช้ของเล่นปะปนกันไป


 


แน่นอนว่าในของพวกนี้ก็มียาด้วย คนในคฤหาสน์นั้นมีเยอะ เจ้านายก็เยอะ บางทีก็กินของกินจนท้องเสีย หรือไม่ก็สะดุดล้ม เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เขามาที่ร้านขายยาของเถ้าแก่หวู เขาก็จะมาเดินซื้อผักซื้อปลาสักรอบด้วย


 


ตอนนี้เขาเพิ่งจะออกมาจากร้านขายยาของเถ้าแก่หวู เสียเงินไปห้าตำลึงเพื่อจองยารักษาเฉพาะด้วย


 


พอออกมาก็ได้ยินเสียงของฉินจิ่นที่ตะโกนอยู่ข้างนอก แล้วเขาก็หยุดเดินด้วยจิตวิญญาณความตื่นเต้น


แล้วการหยุดเดินครั้งนี้ก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน


 


แล้วก็จ้องมองขวดที่อยู่ในตะกร้าที่อยู่ตรงหน้าของฉินจิ่น ขงเอ้อเดินขึ้นมา โน้มตัวลงแล้วหยิบขวดยาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง


 


“แม่ค้า อันนี้เจ้าทำเองรึ”


 


ฉินจิ่นไม่ได้สงสัยในตัวเขา แล้วก็พยักหน้าทันที “ใช่เจ้าค่ะ ข้าทำเอง สูตรก็มีแค่ข้าคนเดียวที่มีเจ้าค่ะ”


 


“ข้าขอเปิดดูได้หรือไม่” ถึงแม้ว่าปากจะถามแบบนี้ แต่ขงเอ้อนั้นก็ไม่ได้รอให้ฉินจิ่นตอบ ก็ลงมือเปิดขวดทันที แล้วกลิ่นขาที่คุ้นเคยก็กระทบเข้ามาที่หน้าทันทีนะ


 


ขงเอ้อตะลึงทันที


 


“ยาของเจ้าขายขวดละเท่าไหร่รึ” เขาเงยหน้าขึ้น แล้วก็ถามอย่างจริงจัง


 


ฉินจิ่นก็ตอบอย่างซื่อสัตย์ “ยานั้นมีสรรพคุณแตกต่างกัน ราคาก็แตกต่างกันเจ้าค่ะ ในมือของท่านนั้นเป็นยาใช้รักษาแผลหกล้มบาดเจ็บ ราคาขวดละห้าสิบเหวินจ้ะ”


 


“แค่ห้าสิบเหวินรึ” ขงเอ้อถามอีกรอบด้วยความไม่น่าเชื่อ ฉินจิ่นก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไร ก็ยิ้มและพยักหน้าไปทีนึง


 


แล้วสีหน้าของขงเอ้อในตอนนี้ก็ไม่ดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่แล้ว


 


เขายืนอยู่อย่างมึนงง จิตใจแน่วแน่ “ยาของเจ้าเป็นยาปลอมรึเปล่า ยาสรรพคุณยอดเยี่ยมในร้านขายยาของเถ้าแก่หวูนั้น ถึงแม้ว่ากลิ่นเหมือนกัน แล้วเจ้ากล้าที่จะรับรองหรือไม่”


 


ขงเอ้อไม่เชื่อ ยาที่ได้ผลดีขนาดนั้น จะเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่เป็นคนทำขึ้น แล้วก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะขายแค่ขวดละห้าสิบเหวิน


 


ได้ยินเขาสงสัยแบบนั้นแล้ว ฉินจิ่นก็หัวเราะเบาๆ “ลูกค้าท่านนี้ ท่านเพิ่งจะออกมาจากร้านขายยาของเถ้าแก่หวูสินะเจ้าคะ งั้นข้าขอถามท่านหน่อย ว่าท่านซื้อยาได้หรือยังเจ้าคะ”


 


ขงเอ้อจ้องมองนางอย่างแปลกใจ “ระยะเวลาที่จะทำยาก็ต้องใช้เวลาหน่อยอยู่แล้ว ถ้าซื้อได้ทุกครั้งสิถึงจะแปลก”


 


ฉินจิ่นส่ายหน้า “ไม่จ้ะ ข้าหมายถึงว่าช่วงเวลาเกือบเดือนนี้ ท่านคงซื้อไม่ได้เลยสินะเจ้าคะ”


 


ก่อนหน้านี้ที่ตระกูลเว่ยเกิดเรื่อง เป็นเพราะนางยุ่งอยู่และไม่ทันได้เอายามาส่งให้เถ้าแก่หวู และตอนที่ไปส่งครั้งที่แล้ว ยังโดนเขาปฏิเสธอีกด้วย


 


พอคำนวณตามเวลาดูแล้ว ยาในร้านขายยาของเถ้าแก่หวูก็คงขาดไปได้เกือบเดือนแล้ว


 


แต่แค่ไม่รู้เถ้าแก่หวูมีไอเดียอะไร ถึงได้ทำเรื่องการจองออกมา นี่คงคิดว่านางต้องขายสูตรยาให้เขาแน่นอนงั้นเหรอ


ฉินจิ่นยกมุมปากแสยะขึ้น กับคนที่จิตใจไม่บริสุทธิ์แบบนี้ ก็ไม่ควรจะให้ความหวังอะไรกับเขาทั้งนั้น


 


โดนฉินจิ่นพูดแบบนี้แล้ว ในใจของขงเอ้อก็มีความแปลกใจเกิดขึ้น ระยะเวลาที่ยาขาดไปครั้งนี้ก็นานเกินไปจริงๆ ด้วย


 


“ถ้างั้นรับรองอะไรได้ล่ะ”


 


ฉินจิ่นดึงขวดยามาจากมือของขงเอ้อ ยิ้มแล้ววางลงในตะกร้า “ข้ารับรองได้ว่าต่อไปร้านของพวกเขาจะไม่มียานี้ออกมาขายอีกแล้ว เพราะข้าจะไม่ส่งยาให้พวกเขาอีก แล้วก็ยิ่งจะไม่ขายสูตรให้พวกเขาเด็ดขาด


 


ยาที่นางทำนั้นก็ไม่ได้เลียนแบบได้ง่ายขนาดนั้น ถึงเถ้าแก่หวูจะเชิญหมอยาที่เก่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถเลียนแบบได้แน่นอน


 


อยู่ที่นี่ สูตรยานั้นจะเผยให้คนอื่นรู้ง่ายไม่ได้


 


ถึงการที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจะทำให้การแพทย์พัฒนาขึ้น แต่ในสภาพแวดล้อมที่ใหญ่แบบนี้ เถ้าแก่หวูก็ยิ่งอยากจะฮุบสูตรยาเอาไว้ด้วย ฉินจิ่นนั้นมาจากโลกปัจจุบัน แน่นอนว่าจะยอมให้เขาทำแบบนี้ไม่ได้


 


ตอนนี้สูตรยาเป็นเครื่องมือทำมาหากินของนาง ถ้ารอไปอีกสักพัก หลังจากที่เศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว นางจะประกาศสูตรยาออกมาแน่นอน ก็บอกได้ว่าหลังจากที่มาถึงโลกนี้แล้ว ก็อยากจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวเองพอจะทำได้


 


ขงเอ้อโดนความแน่วแน่ในแววตาของฉินจิ่นทำให้หวั่นไหว มือที่ว่างเปล่านั้นทำให้เขาไม่ค่อยชินสักเท่าไหร่ ความลื่นของขวดนั้นกลมเหมาะมือมาก ทำให้เขาไม่อยากจะวางลง


 


พอคิดไปคิดมา ยานี้ก็แค่ห้าสิบเหวิน ถึงเขาจะต้องออกเงินเอง ก็มีปัญญาซื้อได้


 


ซื้อมาลองดูผลสักขวดดีกว่า ดูว่าจะเป็นเหมือนที่นางพูดรึเปล่า กอดความคิดนี้เอาไว้ แล้วขงเอ้อก็ซื้อไปขวดนึง แล้วก็ถือของของตัวเองพะรุงพะรังกลับบ้านไป


รู้ว่ามีจำนวนคนที่มียารักษาเฉพาะนั้นก็มีไม่น้อยเหมือนกัน พอได้ยินที่ฉินจิ่นได้คุยกับขงเอ้อ ก็มีบางคนที่เชื่อ แล้วก็มีบางคนที่ไม่เชื่อ แล้วก็พากันซื้อกันไปแบบนางขวดนึง ไม่นานก็ขายออกไปได้เกินครึ่งแล้ว


 


พอรอให้เว่ยเหยียนถิงไปส่งชายชรากับเสี่ยวซงกลับมา ยาในตะกร้าของฉินจิ่นก็เหลือแค่สิบห้าขวดแล้ว


 


เว่ยเหยียนถิงมองดูนางยืนอยู่ใต้แดด และตากแดดจนแก้มแดงไปหมด บนหน้าผากก็เต็มไปด้วยเหงื่อ ก็รู้สึกเอ็นดูขึ้น


 


แล้วเขาก็รีบเดินเข้าไป โน้มตัวลงแล้วยกตะกร้าขึ้น “แม่นาง ยานี้ขายยังไงรึ ข้าเหมาหมดเลย”


 


ฉินจิ่นกะพริบตา ยิ้มแล้วตอบกลับว่า “ถ้าท่านลูกค้าจะเหมาหมดล่ะก็ ก็จ่ายมาเหวินนึงสิเจ้าคะ แล้วก็แถมแม่ค้าขายยาให้ท่านด้วย เอาไหมเจ้าคะ”


 


“เอา เอา เอาแน่นอน” มือซ้ายของเว่ยเหยียนถิงถือตะกร้าไว้ มือขวาก็โอบไปที่เอวของฉินจิ่น แล้วก็พานางเดินไปทางร้านอาหาร


 


แล้วทันใดนั้น ฉินจิ่นก็ได้ยินเสียงของเสี่ยวปาพึมพำขึ้นว่า “ยินดีด้วยเจ้านาย ภารกิจสำเร็จ ไม่ทราบว่าจะแลกรางวัลตอนนี้เลยรึเปล่า”


 


มองดูยาที่เหลือที่อยู่ในตะกร้าแล้ว ฉินจิ่นก็รู้สึกแปลกใจ “แบบนี้ก็ถือว่าภารกิจสำเร็จแล้วเหรอ”


 


“ใช่แล้ว” เสี่ยวปาตอบอย่างไม่เต็มใจ


 


ภารกิจก็กำหนดมาแบบนี้ เว่ยเหยียนถิงเหมายาทั้งหมดด้วยเงินหนึ่งเหวิน ก็ถือว่าภารกิจสำเร็จแล้ว


 


ไม่ว่าจะขายให้ใคร ยังไงก็ขายไปแล้ว ก็แปลว่าภารกิจสำเร็จแล้ว


 


ฉินจิ่นเกือบจะโดนความดีใจที่มาอย่างกะทันหันทำให้มึนไปแล้ว นางดีใจจนกระโดดไปสองที ดึงไปที่ชายเสื้อของเว่ยเหยียนถิงแล้วสะบัดไปมา “พี่ถิงพี่ถิง รีบเอาเงินหนึ่งเหวินมาให้ข้าเร็ว”


 


“หืม จะซื้ออะไรรึ” เว่ยเหยียนถิงถอดกระเป๋าออกมาจากเอวของเขา แล้วก็ยื่นให้ฉินจิ่นทั้งหมด


 


ถ้าการกระทำนี้อยู่ในสมัยนี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นประธานใจป๋าทีเดียว แล้วมีหกคำที่เหมาะจะเอาบรรยายก็คือ ‘เอาบัตรไป รูดเต็มที่!’


 


ฉินจิ่นยิ้มดีใจสุดๆ เปิดกระเป๋าออกแล้วล้วงเงินออกมาหนึ่งเหวิน แล้วก็ใส่เข้าไปในกระเป๋าของตัวเองอย่างมีความสุข ถึงจะเอากระเป๋าส่งคืนให้เว่ยเหยียนถิง


 


“จะซื้อยาต้องจ่ายเงิน พี่ถิงจะเบี้ยวไม่ได้นะจ๊ะ”


 


โดนเด็กน้อยอย่างนางหยอกแบบนี้ เว่ยเหยียนถิงเลยจับไปที่ปลายจมูกของนาง “จ้ะ อย่าลืมของแถมสาวน้อยที่บอกด้วยล่ะ นายหญิงจะเบี้ยวไม่ได้นะ”


 


“ได้จ้ะ ข้าเป็นแม่ค้าที่เชื่อถือได้ รับรองว่าส่งให้ถึงที่แน่นอนจ้ะ” ฉินจิ่นยิ้มดีใจสุดๆ


 


มองดูแก้มที่แดงของนางแล้ว เป็นเพราะนางยิ้มดีใจจนหน้าบานและด้วยลักยิ้มของนาง ถ้าไม่ติดที่อยู่ในตลาดล่ะก็ เว่ยเหยียนถิงรู้สึกว่าตัวเองต้องควบคุมตัวเองไม่ได้แน่นอนเลย


 


ตอนนี้เหมือนว่าเขาจะจูบนางเข้าจังๆ ทำให้หน้าของนางนั้นมีอีกชั้นนึงที่เป็นสีสันจนทำให้คนใจสั่นได้


บทที่ 83


หญิงสาวอัปลักษณ์ก็กลายเป็นสาวสวยได้


 


ที่บ้านของขุนนาง ขงเอ้อก็ถือผักที่ซื้อกลับมา เพิ่งจะเข้าประตูมาถึงในลานบ้านก็ตกใจไปที


 


ในลานบ้านที่ใหญ่โต ขุนนางขงและนายท่านหญิงพากันคุกเข่าอยู่ที่พื้น และล้อมรอบไปด้วยเด็กๆ อายุห้าหกขวบ ที่พากันตะโกนเจี๊ยวจ๊าวกันอย่างมีความสุข


 


จะบอกว่าขุนนางขงนั้น เรียกได้ว่าเป็นตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยในเมืองนี้ มีที่นาและร้านค้าอยู่นับไม่ถ้วน มีคนใช้อยู่เต็มบ้าน บ้านนางสนมก็มีอยู่หลายบ้านเหมือนกัน


 


อยู่ข้างนอกนั้นจะทำตัวอ่อนน้อมไม่เอิกเกริก กับคนที่มาเช่าที่ดินนั้นก็ถือว่ามีจิตใจโอบอ้อมอารีด้วยเช่นกัน


 


แต่คนตระกูลนี้ กลับมีข้อด้อยที่ใหญ่เลยทีเดียว ก็คือการเลี้ยงดูลูกชายแบบตามใจมากเกินไป


 


ขุนนางขงนั้นอายุก็ถึงวัยที่รู้เรื่องทุกอย่างแล้ว เริ่มตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นหนุ่ม เขาอยากจะได้ผู้สืบต่อวงศ์ตระกูล แต่ทำยังไงก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภรรยาเอกหรือนางสนม ต่างพากันคลอดลูกสาวออกมาตั้งสิบกว่าคน คนอายุห้าสิบอย่างเขาแล้ว ยังไม่มีลูกชายเลยสักคน


 


แม่ของเขาเร่งเรื่องนี้มาจนแก่หงอกขึ้นหมดหรอก เขาเองก็หมดหนทางและไม่เข้าใจเหมือนกัน


 


จนถึงตอนที่เขาอายุห้าสิบปี ภรรยาของเขาถึงได้ตั้งครรภ์อีกครั้ง


 


สุดท้ายก็ได้กำเนิดผู้สืบทอดตระกูลขงของพวกเขาสักที และเมื่อเด็กคนนี้เกิดออกมาแล้ว ด้วยความที่พ่อแม่ก็อายุเยอะมากแล้ว ตั้งแต่เกิดมานั้นสุขภาพก็เลยอ่อนแอกว่าเด็กคนอื่นๆ


 


คนทั้งตระกูลนั้น แทบจะเอาเด็กคนนั้นเป็นดวงตาของตัวเองที่ต้องเฝ้าระวังอยู่ตลอดไปแล้ว


 


แล้วก็ประคบประหงมอยู่แบบนี้ จนตอนนี้เด็กคนนี้ก็อายุได้หกขวบแล้ว


 


วันนี้คุณชายอยากจะเล่นเตะบอล แล้วคนที่มีหน้าที่ดูแลเขาอยู่แล้ว บวกกับเพื่อนที่ขุนนางขงได้เตรียมไว้ตั้งแต่แรกแล้ว แล้วก็สร้างเป็นทีมฟุตบอลขึ้น


แรกๆ ยังดีหน่อย ทุกคนต่างพากันระมัดระวัง กลัวว่าคุณชายจะชนจะล้ม


 


แต่พอเล่นจนได้ที่แล้ว คุณชายที่ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ตั้งแต่แรกนั้น และเด็กอายุห้าหกขวบ ก็คือช่วงที่ชอบเล่นผาดโผนเล่นซน ในตอนที่กำลังจะวิ่งมาเตะนั้น ด้วยความที่ไม่ระวัง เลยสะดุดแล้วก็ล้มลงกับพื้น


 


ฝ่ามือถลอกยังไม่เท่าไหร่ แต่ที่สำคัญคือเขาขยับเท้าไม่ได้


 


คุณชายเคยเจ็บหนักแบบนี้ที่ไหนกัน พอล้มลงกับพื้นก็ร้องไห้โฮทันที ทำเอาคนทั้งบ้านกรูกันเข้ามาทั้งหมด


 


ตอนที่ขงเอ้อกลับมาถึง ก็เจอกับฉากนี้พอดี


 


พอขุนนางขงเห็นเขากลับมา ก็รีบวิ่งมาบอกว่า “ซื้อยาที่ใช้ทาแผลเจ็บปวดมาได้รึไม่ รีบเอามาซะ รีบเอามาทาให้กับลูกรักของข้าก่อน”


ตอนนี้หมอใหญ่ยังมาไม่ถึง แล้วข้อเท้าของคุณชายน้อยก็บวมอย่างกับหมั่นโถวแล้ว ก็ไม่แปลกที่ขุนนางขงจะรีบร้อนแบบนั้น


 


ขงเอ้ออ้าปาก อยากจะบอกว่ายาในร้านของเถ้าแก่หวูนั้นยังซื้อไม่ได้ แต่ขวดยาที่อยู่ในมือนั้นทำเอาเขากลืนคำที่จะพูดกลับลงไปทั้งหมด


 


“ยังจะมัวยืนอึ้งอยู่อีกทำไมกัน รีบเอายามาสิ” ขงเอ้อใจร้อนจนเลยรีบพูดเร่ง


 


“มาแล้วขอรับ มาแล้วขอรับ นายท่าน”


ขงเอ้อสะดุ้งขึ้น แล้วก็ล้วงขวดยาออกมาจากอ้อมอก เปิดฝาออกแล้วก็ส่งให้ขุนนางขง


 


แล้วขุนนางขงก็ลงมือด้วยตัวเอง แล้วก็ค่อยเอายาทาไปที่ข้อเท้าของคุณชายน้อยอย่างระมัดระวัง พอเห็นว่าคนใช้ล้างแผลถลอกบนฝ่ามือของคุณชายน้อยจนสะอาดแล้ว เขาก็ควักออกมาแล้วก็ทาลงไปอีกหน่อย


ยังไม่ทันได้ทำอะไร เสียงร้องไห้ของคุณชายน้อยก็หยุดไป


 


เขาก็รู้ว่าตัวเองล้มแล้วขาหัก เลยไม่กล้าขยับมากนัก แล้วก็ให้คนอุ้มขึ้น ดวงตาโตนั้นกวาดมองไปมา แล้วก็ยังยกมือของตัวเองขึ้นมาดูอยู่ตลอดเวลาด้วย


 


“หลานรัก เจ็บหรือไม่จ๊ะ” นายท่านหญิงถามอย่างเป็นห่วง


 


คุณชายน้อยก็ส่ายหน้าอย่างใสซื่อ “ไม่เจ็บขอรับ อุ่นๆ แล้วก็คันหน่อยๆ ขอรับ……”


 


เด็กน้อยนั้นโกหกไม่เป็น ทำได้แค่บอกความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมา


 


ขงเอ้อเฝ้าดูอาการของเขาอย่างระมัดระวัง พอได้ยินคำนี้แล้วก็ค่อยวางใจได้หน่อย


 


เมื่อกี้หลังจากที่ส่งยาออกไป เขาก็รู้สึกกลัวขึ้น ของที่วางขายอยู่ในแผงลอยของตลาดแบบนี้ เขายังกล้าเอามาให้คุณชายน้อยใช้อยู่อีก บ้าไปแล้วจริงๆ


 


ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ละก็ ถึงเขาจะมีสิบชีวิต ก็ยังไม่เพียงพอที่จะคืนชีวิตให้กับคุณชายน้อยเลยด้วยซ้ำ


 


ยังดีที่ไม่มีปัญหาอะไร ไม่งั้นเขาคงไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำยังไงดี


 


ผ่านไปไม่นาน ท่านหมอก็ถูกเชิญมาอย่างเร่งรีบ


 


พอตรวจดูอาการทั้งตัวของคุณชายน้อยแล้ว ท่านหมอก็หันกลับมามองขุนนางขงด้วยความแปลกใจ “นายท่านขงขอรับ ท่านไปซื้อยานี้มาจากไหนหรือขอรับ”


 


“ทำไมรึ มีปัญหาอะไรรึ” ขุนนางขงถามอย่างร้อนใจ


 


ท่านหมอก็รีบส่ายหน้า “เปล่าๆๆ ยานี้น่ะไม่มีปัญญา แต่กลับกัน มันยังเป็นสูตรที่หาได้ยากอีกด้วย ไม่เชื่อ ท่านก็ลองดู   ฝ่ามือของคุณชายน้อยสิ”


 


ขุนนางขงดูไปที่ฝ่ามือขอบคุณชายน้อยทีนึง ก็เห็นว่าแผลที่ถลอกเมื่อกี้นั้นได้สมานกันแล้ว


 


ยานี้นั้นจริงๆ แล้วเป็นสีน้ำตาลอ่อน แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นสีโปร่งแสงอย่างกับเพชรพลอย แล้วก็กลายเป็นชั้นที่ปกป้องแผลนี้อยู่


 


“นี่มันช่างน่าประหลาดใจจริงๆ” เขาเคยเห็นแค่ยาทาที่สีดำๆ ไม่เคยเห็นสีที่โปร่งใสอย่างกับอำพันนี้มาก่อน


 


พอใช้มือจับไปเบาๆ พื้นผิวก็ลื่นสุดๆ ทำให้รู้สึกยืดได้เล็กน้อย


 


โลกนี้มียาที่แปลกประหลาดแบบนี้ขึ้นได้ คนทำต้องเก่งมากจริงๆ


 


“ท่านหมอ ท่านหมอเป็นหมอยามาตั้งหลายสิบปี รู้สูตรยานี้หรือไม่” ขุนนางขงเงยหน้าขึ้น แล้วก็ถามอย่างใสซื่อ


 


ท่านหมอคนนี้เป็นหมอประจำเมือง เป็นหมอมาหลายสิบปีไม่เคยจะพลาดสักครั้ง นี่ก็ถือเป็นเกียรติอย่างสูงเลยก็ว่าได้


 


แล้วในตอนนั้นเขาก็ส่ายหน้าอย่างเคร่งเครียด “พูดถึงสูตรยา ข้าก็ทำได้แค่เดาสมุนไพรตามการดมกลิ่น แต่วิธีการทำ แล้วก็พวกอัตราส่วน อันนี้เดาไม่ออกเลยจริงๆ”


 


ผลที่ได้น่าประหลาดใจมาก อีกอย่างยังสะอาดปลอดภัยอีกด้วย สรรพคุณที่อยู่ข้างในนั้นถูกดูดซึมไปอย่างรวดเร็ว และสรรพคุณเฉพาะสมุนไพรนั้น ก็เกรงว่าจะออกมาได้ในทันทีเลยทีเดียว


ขงเอ้อนั้นก็ยืนอยู่ข้างๆ อยู่ตลอด พอได้ยินท่านหมออธิบายแบบนี้ เขานั้นหดหู่แทบแย่


 


ยาทาที่แปลกประหลาดขนาดนี้ ขายแค่ขวดละ               ห้าสิบเหวิน ทำไมเขาถึงซื้อก็ขวดเดียว


 


เอ๊ะๆๆ ไม่รู้ว่าถ้ายังไม่รีบไปซื้อตอนนี้ คงไม่ทันแล้วแน่ๆ จะทำยังไงดีจะทำยังไงดี แล้วเดี๋ยวถ้านายท่านถามขึ้นมาละก็ เขาจะตอบยังไงดี


 


ยาวิเศษนี้ตกเป็นจุดสนใจของตระกูลบ้านขุนนางขงไปแล้ว โดยที่ฉินจิ่นยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ


 


ในตอนนั้นนางก็กำลังศึกษาของรางวัลที่เสี่ยวปาส่งมาให้ก่อน เก้าอี้ทองเหลืองที่เย็นสบาย


 


ขาใหญ่มาประจำที่แล้ว ทุกอย่างก็เริ่มพร้อมแล้ว ครั้งนี้ฉินจิ่นจะได้รายได้มากๆ แล้วล่ะ


 


ยุ่งวุ่นลำบากตรากตรำมาหลายวัน ก็ถือว่าฉินจิ่นนั้นได้เห็นผลผลิตแล้ว นางเลยทำเป็นผลิตภัณฑ์เล็กๆ ออกมา


 


ต่อมาก็คือจะเอาผลิตภัณฑ์นี้เข้าสู่ตลาด


 


การที่จะกำจัดคำกล่าวหานินทาของตระกูลเว่ยให้ได้จริงๆ อย่างแรกก็จะต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจก่อน ว่าทำไมหน้าของเว่ยเหยียนถิง ถึงได้หล่อเหลาขนาดนี้


 


นี่ไม่ใช่มายากลเปลี่ยนหน้าหรืออะไรทั้งนั้น แล้วก็ไม่ได้เป็นเพราะวิญญาณร้ายอะไรด้วย แต่เป็นเพราะเครื่องมือของ    ฉินจิ่นต่างหาก


 


ขอแค่มีมัน แม้แต่หญิงสาวอัปลักษณ์ก็กลายเป็นสาวสวยได้


 


พวกคำโฆษณาต่างๆ ฉินจิ่นก็คิดหมดแล้ว ก็คือคืนความสวยให้กับท่าน ให้ท่านมีความสุขตลอดไป


 


ไม่ว่าจะอยู่ในสมัยก่อนหรือสมัยนี้ ยังไงก็เป็นผู้หญิง แน่นอนว่าไม่มีทางไม่ห่วงรูปลักษณ์ของตัวเองแน่นอน ฉินจิ่นเชื่อว่ายังไงไอเดียนี้ก็จะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน


บทที่ 84


จะทำการทั้งทีก็ต้องจ้างหน้าม้าด้วย


 


ฉินจิ่นก็เอาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง แล้วก็ลาก                    เว่ยเหยียนถิงออกบ้านไปแต่เช้าตรู่


 


เขาเลือกสถานที่เป็นร้านอาหารของตระกูลเว่ย ถึงยังไงช่วงนี้ร้านอาหารก็ขายไม่ดีอยู่แล้ว มีแต่คนพากันมามุงดูเอาสนุก ก็ตรงกับความต้องการของฉินจิ่นพอดี


 


“พี่ถิงจ๊ะ เดี๋ยวพี่ช่วยข้าหน่อยนะ ข้าพูดอะไรพี่ก็ตอบว่าใช่ก็พอ” ดึงแขนของเว่ยเหยียนถิงไว้ แล้วฉินจิ่นก็ยิ้มและออกคำสั่งไป


 


เว่ยเหยียนถิงไม่ได้ถามว่าต่อไปจะทำอะไร ก็ตอบตกลงไปโดยไม่ได้สนใจเหตุผลอะไรทันที


 


ร้านอาหารของตระกูลเว่ยยังคงเงียบเหงาเหมือนเดิม แต่ข้างนอกนั้นมีคนที่คอยตั้งหน้าตั้งตารอดูอยู่ไม่น้อย ความคิดในใจของคนพวกนี้ ฉินจิ่นไม่ต้องถามก็รู้


 


ไม่มีอะไรนอกจากจะรอดูว่าพวกเขาจะอยู่ได้สักกี่วัน มีบางคนที่อยากจะรอดูความสนุกอย่างหน้าซื่อ แต่กลับมาบางคนก็เตรียมที่จะจัดการกับร้านอาหารนี้แล้ว


 


ฉินจิ่นให้คนไปตั้งโต๊ะที่หน้าประตูร้านอาหารโต๊ะนึง แล้วก็ยังให้วางเก้าอี้ไว้สองสามตัวด้วย หน้าเก้าอี้ก็วางโต๊ะเล็กๆ ไว้ด้วย แล้วข้างบนก็มีเมล็ดทานตะวัน และลูกอมวางอยู่ด้วย


 


การตั้งโต๊ะแถลงข่าวครั้งแรกในสมัยนี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว      ฉินจิ่นนั้นมองดูจากไกลๆ ก็รู้สึกมีแรงกดดันกับงานที่ไม่มีโทรโข่งขยายเสียงแบบนี้ กลัวว่าเดี๋ยวนางคงจะต้องตะโกนด้วยปากนางทั้งหมด


 


แต่ก็ขอให้ผู้ชมนั้นให้ความร่วมมือก็พอ ไม่งั้นนางคงต้องเตรียมยาอมให้ตัวเองแน่ๆ


พอจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉินจิ่นก็ดึงมือ       เว่ยเหยียนถิงแล้วเดินไปที่หน้าโต๊ะ นางกระแอม สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตะโกนพูดว่า “ทุกท่านเจ้าคะ ที่ร้านอาหารของเรามีขนมของว่างให้กินฟรี ถ้าหากทุกคนไม่มีธุระอะไร ถ้าไม่รังเกียจก็ลองมานั่งดู แล้วเรามาคุยกันเรื่องคำกล่าวหาต่างๆ ที่ผ่านมากันเจ้าคะ”


 


ตะโกนเสียงดังแบบนี้ คนที่อยู่ไม่ไกลก็ต่างพากันขยับเขยื้อนขึ้น


 


แต่คนเราน่ะ ต่างก็มีความคิดที่แปลกๆ กัน นั่นก็คืออยากที่จะแก่งแย่งชิงดีกัน ถ้าไม่มีคนเดินขึ้นมาคนแรก ถึงคนอื่นๆ นั้นในใจอยากจะขยับเขยื้อนเท่าไหร่ แต่ก็ทำแค่รอดูอยู่ดี


 


สถานการณ์ในที่ตรงนั้นดูแล้วก็น่าอึดอัด แต่ยังดีที่ฉินจิ่นนั้นได้เตรียมตัวมาตั้งแต่แรกแล้ว


 


เห็นแค่ป้าสองคนที่อายุราวๆ สี่สิบปีเดินขึ้นมา “ไม่เสียเงินจริงๆ รึ”


ฉินจิ่นยิ้มแล้วพยักหน้า “ไม่เก็บเงินแน่นอนเจ้าคะ ในครัวยังเตรียมขนมกันอยู่ด้วย เดี๋ยวหลังเอาออกจากเตาแล้ว ก็จะเอามาเสิร์ฟให้ทุกท่านเจ้าคะ”


 


คุณป้าทั้งสองตาเป็นประกายขึ้น มองดูรอบๆ ไปทีนึง หาคนที่อยู่ใกล้นางที่สุด แล้วก็ถามป้าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยสิวว่า “งั้นเราลองไปดูกันดีหรือไม่”


 


ป้าคนนั้นชื่อว่านางจางเอ้อ เป็นหญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์ที่เป็นที่ร่ำลือ เป็นเพราะตอนที่นางเป็นสาวนั้น มีสิวแดงๆ ขึ้นเต็มหน้าไปหมด ที่หนักที่สุดนั้นก็คือ มีน้ำหนองไหลออกมาด้วย


 


ก็เพราะแบบนี้ อายุยี่สิบนางถึงจะได้ออกเรือน แล้วที่แต่งเข้าไปก็ยังเป็นพ่อม่ายที่เมียตายแล้วอีกด้วย


 


วันนี้ฉินจิ่นเลยอยากจะเอาคนคนนี้มาเป็นคนโฆษณา ขอแค่สามารถรักษาหน้าของนางให้หายได้ ความแปลกใจและสงสัยเหล่านี้ คงจะกำจัดไปได้ไม่ยากแล้ว


 


ฐานะทางบ้านของแม่นางจางเอ้อนั้นไม่ดี พอได้ยิน     ฉินจิ่นพูดแบบนี้แล้ว นางเลยถูมือของนาง “นั่นสามารถเอากลับไปได้หรือไม่”


 


“ตอนนี้ยังไม่ได้เจ้าค่ะ แต่ถ้าพวกเราคุยกันเสร็จแล้ว ของที่กินไม่หมดนั้น สามารถเอาห่อกลับไปได้เจ้าค่ะ” ฉินจิ่นยิ้มแล้วตอบกลับ โดยไม่มีท่าทางที่ดูถูกนางเลยแม้แต่นิดเดียว รอยยิ้มจางๆ นั้นทำให้ในใจของคนรู้สึกสบายใจมาก


 


“งั้นข้าคุยกับเจ้าก็แล้วกัน” แม่นางจางเอ้อเอามือกอดอก แล้วก็เดินขึ้นมา นั่งลงไปที่ตำแหน่งตรงกลางอย่างเต็มตูด แล้วตาก็จ้องมองไปที่เมล็ดทานตะวันแล้วลูกอมที่อยู่บนโต๊ะตลอดเวลา


 


แล้วในตอนนี้ ขนมเตาแรกที่อบในร้านอาหารก็ถูกเสิร์ฟออกมาแล้ว กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลทราย แล้วก็กระตุกไปที่ต่อมน้ำลายของทุกๆ คนที่อยู่ในสถานที่นี้ทันที


 


ฉินจิ่นเดินขึ้นมาหยิบแล้วให้กับแม่นางจางเอ้อไปชิ้นนึง “ตอนนี้คนยังไม่เยอะ ท่านลองชิมรสชาติรอไปก่อนชิ้นนึงเจ้าคะ”


แม่นางจางเอ้อก็รับมาอย่างลังเล มองดูในตาของฉินจิ่น แล้วก็ใส่เข้าไปในปากอย่างไม่รู้ตัว


 


ยังร้อนอยู่หน่อยๆ ผิวข้างนอกนั้นกรอบๆ แล้วก็มีไส้ที่หวานอมเปรี้ยวอยู่ด้านใน รสชาติของสตรอว์เบอร์รีนี้ช่างทำให้คนนั้นติดใจจริงๆ


 


พอเห็นว่าแม่นางจางเอ้อได้กินเข้าไปแล้ว คนที่ดูอยู่ก็เริ่มพากันเข้ามานั่งประจำที่


 


ต้องรู้ว่า ขนมนี้นั้นขายอยู่ในร้าน ต้องใช้เงินสิบกว่า       เหวินถึงจะซื้อได้ครึ่งกิโลกรัม ปกติก็ซื้อแค่ขนมไม่กี่ชิ้นให้เด็กๆ จะมีผู้ใหญ่สักกี่คนที่จะกล้าซื้อกินสักคำนึง


 


ตอนนี้มีของฟรี พวกเขายังจะอดใจไหวได้ยังไงล่ะ


 


หลังจากที่ผ่านการนึ่งจนหอมแล้ว ตรงหน้าของฉินจิ่นก็มีกลุ่มคนพลุกพล่านเต็มไปหมด ก็สบตากับเว่ยเหยียนถิงทีนึง แล้วก็เดินขึ้นหน้าไป


 


“ทุกท่านกินแล้วเป็นยังไงกันบ้างเจ้าคะ”


 


“ฮ่าๆๆ อร่อยๆ ขนมกุหลาบนี้กับสตรอว์เบอร์รีก็ดีไปหมด แต่ก็ติดคอไปหน่อยน่ะ”


 


คนที่พูดนั้นคือจางล่ายจื่อ ในตอนที่คำกล่าวหาของตระกูลเว่ยถูกแพร่ออกไปนั้น เขานั้นเสียงดังสุดๆ ตอนนี้พอกินของกินเข้าไป กลับไม่รู้สึกผิดอะไรเลยสักนิด


 


บอกว่าติดคอไป แล้วก็ยังใส่เข้าปากต่อไม่หยุด


 


ฉินจิ่นหัวเราะเบาๆ แล้วก็หันกลับไปที่ประตูร้านอาหาร “เถ้าแก่ร้านจ๊ะ เอาเหยือกชาออกมาหน่อยจ้ะ”


 


พอชาถูกส่งออกมาแล้ว ฉินจิ่นก็เริ่ม “การแถลงข่าว” ในครั้งนี้ขึ้น


 


“ช่วงนี้มีแค่คนบอกว่าตระกูลเว่ยของเรานั้นเป็นวิญญาณร้ายไปหมด นี่ทำให้ข้าไม่อธิบายไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะมีใครบอกได้หรือไม่ ว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้มันคือเรื่องอะไรกันแน่”


เริ่มมาก็พูดเข้าประเด็นทันที โดนที่ฉินจิ่นไม่เคยที่จะหันหลังกลับเด็ดขาด


 


จางล่ายจื่อที่กำลังดื่มชาอยู่ พอได้ยินคำพูดนี้ก็พ่นน้ำออกมาทันที


 


แล้วก็หัวเราะประหม่าไปสองสามที เขาเช็ดไปที่ปาก แล้วก็ไม่กล้าจะพูดอะไร


 


“แม่นางตระกูลเว่ย พวกข้าก็ได้ยินมาอีกทีเช่นกัน เรื่องเล่านั้นมีต้นฉบับอยู่มากมาย สรุปคร่าวๆ ก็คือ ในบ้านของพวกเจ้านั้นมีวิญญาณร้ายอยู่ ถึงได้ช่วยให้หน้าตาของสามีเจ้านั้นดีขึ้น จนเมื่อก่อนกับตอนนี้ การเปลี่ยนแปลงของสามีเจ้านั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว”


 


คนที่พูดนั้น ไม่แปลกใจเลยที่เป็นหน้าม้า แต่เป็นคนที่ ฉินจิ่นจ่ายเงินจ้างไว้ ไม่งั้นคนที่มากินฟรีๆ ก็คงจะพูดจามั่วซั่ว แล้วก็ไม่รู้ว่านานแค่ไหนถึงจะเข้าประเด็น


 


พอมีคนเริ่มเอ่ยปาก แล้วก็มีคนเห็นด้วยทันที บางคนบอกว่าตอนแรกนั้นนักบวชเป็นคนบอก บางคนก็บอกว่าหน้าตาของเว่ยเหยียนถิงตอนนี้นั้นไม่เหมือนกับใบหน้าของคน


 


แล้วก็พูดกันไปต่างๆ นานา พอฉินจิ่นฟังดูคร่าวๆแล้ว พอฟังถึงตอนสุดท้าย นางก็เอามือปิดไปที่ปากแล้วหัวเราะลั่น


 


“แม่นางตระกูลเว่ย เจ้าหัวเราะอะไรรึ” จางล่ายจื่อถามด้วยไปหน้าแดงๆ เป็นเพราะเมื่อกี้เขาสำลักชา แล้วก็เพิ่งจะดีขึ้น


 


ฉินจิ่นเช็ดน้ำตาที่หัวเราะจนน้ำตาไหล “เรื่องเล่าแบบนี้มันไม่น่าตลกรึ ถ้าบอกออกไปแล้วพวกท่านก็คงจะไม่เชื่อ ถ้าว่าตามต้นฉบับแล้ว วิญญาณร้ายที่พวกเจ้าพูดก็คงจะเป็นข้านี่แหละเจ้าคะ……”


 


“เจ้ารึ” แล้วคราวนี้คนที่อยู่รอบๆ ก็พากันสงสัยขึ้น จนแทบจะกินของพวกนี้ไม่ลง แล้วก็พากันมองฉินจิ่นอย่างอึ้งทึ่ง


 


“ใช่สิ ข้าเป็นคนรักษาใบหน้าของสามีข้าให้หายดีเอง เมื่อก่อนนั้นเขาแค่ได้รับบาดเจ็บ แล้วก็ไม่ได้รักษามานานหลายปี ถึงได้อัปลักษณ์แบบนั้น ข้ารักษาแผลบนหน้าของเขาให้หายดีแล้ว ถ้างั้นวิญญาณร้ายก็ไม่ใช่ข้าหรอกรึ”


 




สภาพของเว่ยเหยียนถิงตอนนี้นั้นเป็นสภาพจริงๆ ของเขาต่างหาก แต่คนที่หน้าตาอัปลักษณ์และทำให้คนกลัวคนนั้น ก็เป็นเพราะไม่ได้รักษาแผลให้หายดีตั้งแต่แรก แล้วแผลก็ลามขึ้นเรื่อยๆ จนแก้ไม่ได้ รักษามาหลายปีขนาดนี้ หน้าไม่เละไปทันทีก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว


บทที่ 85


กำจัดวิกฤตออกไป


 


“เจ้าเป็นคนรักษาให้หายรึ”


 


คราวนี้ต่อมสงสัยของทุกคนก็โดนกระตุกขึ้น สายตาที่พวกเขามองมายังฉินจิ่นนั้น มีความสงสัยและความกลัวอยู่


 


ฉินจิ่นก็พยักหน้ายอมรับอย่างเต็มอก “ข้าเป็นคนรักษาเอง ไม่ใช่แค่พี่ถิงเท่านั้นที่ข้ารักษาหายได้ คนอื่นๆ ข้าก็รักษาหายได้เหมือนกัน”


 


คำพูดนี้สะกิดไปที่แม่นางจางเอ้อโดยตรง แล้วนางก็ยกมือขึ้นจับไปที่หน้าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว


 


นิ้วสัมผัสที่เป็นหลุมเป็นบ่อไม่เรียบเนียน ก็เตือนนางอยู่เสมอว่า ใบหน้าใบหน้านั้นอัปลักษณ์มากแค่ไหน แล้วก็ทำให้คนรังเกียจนางมากแค่ไหน


คนที่มีการกระทำเหมือนนางนั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียว ในสมัยนี้ ปกติแล้วทุกคนต่างไม่ได้ดูหน้าผิวพรรณของตัวเองอยู่แล้ว แล้วก็ตากแดดตากลมอยู่ตลอด ผิวหนังแก่ขึ้น


 


แล้วก็มีสาวๆ ที่อายุน้อยบางคน ถ้าอายุไม่ถึงสามสิบปี แล้วก็มีรอยตีนกาเต็มไปหมด


 


ฉินจิ่นเอาปฏิกิริยาของทุกคนเก็บเอาไว้ แล้วนางก็ค่อยๆ เอายาที่เหมือนเจลขี้ผึ้งที่เตรียมไว้ตั้งแต่แรก ที่มีกลิ่นหอมของดอกกุหลาบอยู่ด้วย


 


“จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีความลับอะไรหรอก เวลาเราเป็นหวัดหรือเจ็บป่วยในที่อื่นๆ ก็จะไปหาหมอกัน พอหมอออกยาให้กิน ก็จะหายเองตามธรรมชาติ ใบหน้านี้ก็เหมือนกัน มีบางคนที่มีสิวขึ้นที่หน้าเยอะแยะไปหมด บางคนก็จะมีจุดด่างดำ แล้วก็ยังมีบางคนที่จริงๆ แล้วอายุแค่ยี่สิบปี แต่กลับมีริ้วรอยเต็มไปหมด ทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นเหตุผลของอาการเจ็บป่วยทั้งนั้น”


 


พอพยายามอธิบายให้เห็นภาพแล้ว ฉินจิ่นก็พูดไป แล้วก็เอานิ้วคว้านยาขึ้นมาก้อนนึง แล้วก็ค่อยๆ ทาไปที่หลังมือ


พอแม่นางจางเอ้อฟังจบแล้ว ก็นั่งไม่ติดเลยทีเดียว


 


ใบหน้าของนางสามารถรักษาให้หายได้


 


นางไม่ใช่หญิงสาวอัปลักษณ์ นางแค่ไม่สบาย แค่ต้องใช้ยารักษาก็จะสามารถรักษาใบหน้าที่ผู้คนพากันรังเกียจนี้ได้


 


ฝ่ามือนั้นจับไปที่ใบหน้าของตัวเองอย่างสั่นๆ แล้วแม่นางจางเอ้อก็ร้องไห้ออกมา


 


ตอนที่ยังไม่ได้ออกเรือนนั้น พี่น้องหลายคนพากันรังเกียจนาง จนถึงขั้นไม่ยอมอยู่ห้องเดียวกันกับนาง กลัวว่าหน้าของตัวเองจะไปติดพวกเขาด้วย พอหลังจากแต่งงานแล้ว เป็นเพราะใบหน้านี้ เลยต้องรับอารมณ์ของแม่สามีมาไม่น้อยเหมือนกัน


 


แม่สามีรังเกียจที่นางหน้าตาอัปลักษณ์ เวลาออกนอกบ้านไปงานเลี้ยงต่างๆ ก็ไม่เคยจะพานางไปด้วย ถึงขั้นว่าพอนางคลอดลูกออกมาแล้ว ยังไม่ยอมให้ลูกดื่มนมของนางอีกด้วย อะไรต่างๆ นานา ต่างเกิดขึ้นเพราะใบหน้าใบนี้ทั้งหมด


 


ตอนนี้ฉินจิ่นบอกว่านางสามารถรักษาได้


 


ตอนแรกแม่นางจางเอ้อไม่อยากจะเชื่อ แต่พอเห็นหน้าของเว่ยเหยียนถิงแล้ว นางก็ควบคุมจิตใจไว้ไม่ได้เลย


 


ถ้าเกิดว่าสามารถรักษาให้หายดีได้จริงๆ ชีวิตของนางก็จะเปลี่ยนแปลงไปใช่หรือไม่


 


ยังจำได้ว่าตอนเด็กๆ ในตอนที่ใบหน้าใบนี้ยังไม่มีสิวขึ้น นางนั้นผิวขาวตาโต แล้วก็เป็นหญิงสาวที่สวยสำหรับคนรอบข้างเหมือนกัน


 


พอมีความหวังแบบนี้แล้ว แม่นางจางเอ้อก็เช็ดน้ำตาแล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง


 


“แม่นางตระกูลเว่ย  ข้ารักษาใบหน้าของข้าให้หายดีได้จริงๆ รึ”


 


ฉินจิ่นเดินขึ้นมา แล้วก็มองดูสิวบนใบหน้าของนางอย่างตั้งใจไปทีนึง แล้วก็พยักหน้าอย่างมั่นใจว่า “ได้เจ้าคะ”


“จ้ะ งั้นข้าขอให้เจ้าช่วยรักษาข้าหน่อย ไม่ว่าจะต้องเสียเงินเท่าไหร่ ข้าก็จะรักษา”


 


ขอแค่สามารถทำให้ใบหน้าของนางนั้นเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่ผู้คนไม่รังเกียจขนาดนั้น ไม่ว่าจะต้องถวายอะไร แม่นางจางเอ้อก็ยอมทั้งนั้น


 


แต่ฉินจิ่นกลับยิ้มแล้วส่ายหน้า “จากที่นอกจากพี่ถิงแล้ว เจ้าเป็นคนแรกที่ยอมให้ข้ารักษา ข้าตัดสินใจว่าจะไม่เก็บเงิน แต่มีข้อแม้ก็คือเจ้าจะต้องมาที่ร้านอาหารทุกวัน ให้ทุกๆ คนดูการเปลี่ยนแปลงของเจ้า”


 


การจะเป็นคนดีนั้นจะเป็นฟรีๆ ไม่ได้ จะต้องมีการโฆษณาให้ด้วย


 


ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวในสมัยนี้นั้นเป็นกิจการที่โด่งดังมาก ฉินจิ่นเลยคิดจะสร้างกิจการผลิตภัณฑ์สักอย่างนึงขึ้นในสมัยนี้


 


แม่นางจางเอ้อฟังแล้ว ก็ตอบตกลงทันที


 


พอคนที่อยู่รอบๆ ได้ยินบทสนทนานี้แล้ว ก็มีหลายคนที่หน้าเป็นจุดด่างดำก็เริ่มที่จะขยับเขยื้อนกันเข้ามาแล้ว


 


แต่ฉินจิ่นกลับไม่ได้ให้โอกาสพวกเขาได้เอ่ยปาก


 


“วันนี้ก็พอกันแค่นี้ก่อนนะเจ้าคะ ด้วยความที่จะต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตยา ตอนนี้ข้าขอรักษาผู้ป่วยรายนี้ให้หายดีก่อน แต่ว่าทุกท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนไป ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บำรุงผิวทั่วไปนั้นได้ทำออกมาส่วนนึงแล้ว ถ้าทุกท่านสนใจ ก็สามารถอยู่ทดลองฟรีได้เจ้าคะ”


 


แล้วก็เอายาชุดเล็กที่อยู่ในมือให้กับทุกๆ คน แล้วฉินจิ่นก็พูดโปรโมทต่อ


 


พอทำเรื่องพวกนี้เสร็จแล้ว นางก็พาแม่นางจางเอ้อเดินเข้าไปในร้านอาหาร


 


แล้วคนที่มุงดูก็ไม่ได้สลายตัวไป แต่กลับกันนั้นก็พากันล้อมรอบกันอย่างหนาแน่น


 


ฉินจิ่นก็ไม่ได้กลัว แล้วก็ยอมให้พวกเขาตามมาด้วย


 


“ต่อไปข้าจะรักษาให้เจ้าที่นี่ทุกวัน ต้องมีคนมาดูแน่นอน เจ้าติดขัดอะไรรึไม่”


 


พอเทน้ำให้แม่นางจางเอ้อแก้วนึงแล้ว แล้วฉินจิ่นก็ค่อยๆ ขจัดความตื่นเต้นอย่างอ่อนโยน


 


แม่นางจางเอ้อก็ส่ายหน้าอย่างแน่วแน่ และพูดตรงๆ ว่าขอแค่สามารถทำให้หน้าของนางหายดีได้ นางก็ไม่ติดขัดอะไรทั้งนั้น


 


ผ่านไปไม่นาน ฉินจิ่นก็เริ่มลงมือรักษา


 


ใบหน้าที่เป็นสิวและถูกทำลายมานานหลายปี วันนี้ก็ถือว่าเจอกับคู่ต่อสู้เข้าแล้ว


 


พอจัดการกับสิหัวหนองและสิวอุดตันได้แล้ว ฉินจิ่นก็เริ่มออกยาให้กิน และยุ่งวุ่นอยู่สักพักนึง ก็ให้แม่นางจางเอ้อกลับบ้านไป


จากนั้น แม่นางจางเอ้อก็มาที่ร้านอาหารทุกวัน


 


คนที่คอยดูอยู่นั้นก็มาดูกันทุกวัน


 


ฉินจิ่นแค่เสียดายที่สมัยนี้ไม่มีกล้องถ่ายรูป ใช้ถ่ายรูปเปรียบพัฒนาการก่อนและหลังรักษาไม่ได้ ไม่งั้นการโฆษณาของนางก็คงจะดีกว่านี้


 


ยังดีที่ตอนนี้ก็ไม่แย่ สิวบนหน้าของแม่นางจางเอ้อก็หายไปพอสมควรแล้ว ที่เหลือก็คือการลดเลือดรอยสิว


 


ตอนนี้ก็เริ่มเห็นความสำเร็จที่ใบหน้านี้ได้เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงแล้ว


 


ตอนนี้พอใครเจอแม่นางจางเอ้อ ก็พากันตะลึงสุดๆ หญิงสาวอัปลักษณ์ที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปหลายสิบหมู่บ้าน ทำไมถึงได้มีใบหน้าที่งดงามขนาดนี้ได้


 


แต่นอนว่าใบหน้านี้นั้น คนที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดก็คือสามีของนาง


ตอนแรกทั้งสองนั้นต่างไม่มีทางเลือก เลยได้อยู่ด้วยกัน


 


ตอนนี้หน้าของแม่นางจางเอ้อ ไม่ใช่แค่ไม่มีสิวแล้ว แต่เป็นเพราะทายาบำรุงผิวทุกวัน ตอนนี้เลยชุ่มชื้นจนแทบจะมีน้ำออกมาแล้ว ผิวที่นุ่มลื่นก็แพรวพราวอมชมพูงดงามไปหมด


 


ทำให้คนตกหลุมรักจนโงหัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว


 


มองดูคนที่อายุสี่สิบกว่าปีแล้ว ในที่สุดสองสามีภรรยาก็ได้มีความรักอันหอมหวานที่ไม่เคยมีมาก่อน


 


การที่มีชีวิตราบรื่นและหอมหวานปานน้ำผึ้งนั้น ทำให้แม่นางจางเอ้อกระชุ่มกระชวย เหมือนสาวน้อยอายุยี่สิบปียังไงอย่างงั้น


 


พอการรักษาผ่านไปได้หนึ่งเดือนแล้ว พูดง่ายๆ ว่านางเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคนกันไปเลยทีเดียว


 


ผู้คนที่มานั่งกินเมล็ดทานตะวันแล้วรอดูขั้นตอนเหล่านี้ ก็พากันเคารพฉินจิ่นอย่างกับเทวดา แล้วคนที่มีปัญหาเรื่องผิวพวกนั้น ก็แทบจะทำเอาประตูร้านอาหารของตระกูลเว่ยนั้นพังกันไปเลยมีเดียว


 


แต่ถึงจะพัง ตอนนี้ฉินจิ่นก็มีแค่คำเดียว ก็คือตอนนี้ยายังผลิตไม่เสร็จ ยังจะต้องรออีกหน่อย


 


ผู้คนมากมายตั้งตาตั้งตารอคอยนางอยู่ ฉินจิ่นก็พยายามรีบเร่ง แต่ความรวดเร็วในสมัยนี้นั้น เทียบกับสมัยปัจจุบันไม่ได้เลยจริงๆ


 


อย่าพูดถึงอย่างอื่นเลย นี่ขนาดเป็นร้านขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว นางยังไม่ได้จัดดีๆ เลย


 


ร้านอาหารนั้นยังไงเป็นธุรกิจที่ทำอาหาร วันนี้พอกลับมาดำเนินการได้แล้ว แน่นอนว่านางจะขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิวนี้ทุกวันไม่ได้แล้ว ทั้งไม่สะอาดแล้วก็ไม่สะดวกด้วย


 


พอเลือกที่ไปเลือกที่มา สุดท้ายก็เลือกที่ข้างๆ ร้านอาหาร แล้วการปรับปรุงซ่อมแซมก็เป็นปัญหาใหญ่อีก


 


ทุบๆ สร้างๆ ไปๆ มาๆ ก็ผ่านไปเดือนนึงแล้ว พวกยาบำรุงผิวที่ทำก่อนหน้านี้ก็ได้เข้าสู้ท้องตลาดแล้ว แล้วก็ขายหมดตลาดอย่างรวดเร็ว พอเวลาผ่านไปฤดูร้อนวนกลับมาถึง กิจการร้านขายยาบำรุงผิวของฉินจิ่นก็ปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว


บทที่ 86


ก็แค่สองแสน


 


พอใกล้เปิดกิจการแล้ว ฉินจิ่นก็ฟุบอยู่บนโต๊ะแล้วก็นั่งเหม่อ


 


พอเว่ยเหยียนถิงทำงานเสร็จ ก็เดินมาอยู่ข้างๆ นาง แล้วก็ลูบไปบนหัวที่ยุ่งเหยิงของนางทีนึง


 


“เป็นอะไรไป สองสามวันนี้คงเหนื่อยแย่เลยสินะ”


 


มองดูท่าทางเหนื่อยล้าของนางอย่างเอ็นดู ในใจของ    เว่ยเหยียนถิงลังเลในใจว่า เดี๋ยวจะเข้าป่าล่าสัตว์ดีรึเปล่า จะได้เสริมร่างกายให้นางหน่อย


 


ฉินจิ่นส่ายหน้าอย่างเอื่อยเฉื่อย และนางก็กำลังครุ่นคิดเรื่องชื่อของยาบำรุงผิวอยู่


 


ใกล้จะเปิดกิจการแล้ว ร้านของพวกเขายังไม่ได้ทำป้ายชื่อร้านเลย


 


แรกๆ ก็อยากจะแอบขี้เกียจ เลยคิดจะตั้งว่าร้านแป้งตระกูลเว่ยอะไรทำนองนั้น แต่พอมาคิดดูดีๆ แล้ว ก็ตัดสินใจไม่ใช้ชื่อนี้ดีกว่า


 


หนึ่งก็คือชื่อสื่อได้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ คนนามสกุล   เว่ยก็มีเยอะแยะไป ต่อไปถ้ามีคนอยากจะปลอมแปลงเข้าจริงๆ ก็คงจะง่ายเกินไป


 


อีกอย่างก็คือ เว่ยเหยียนถิงจะสอบเป็นข้าราชการแล้ว ต่อไปจะต้องเป็นข้าราชการที่ดีมีชื่อเสียงแน่นอน


 


ลำดับยศฐานบรรดาศักดิ์ของที่นี่ก็เรียงแบบนี้ขุนนาง ชาวสวน กรรมกร และพ่อค้าเหมือนกัน ถ้าเว่ยเหยียนถิงได้เป็นขุนนางจริงๆแล้ว ฉินจิ่นก็หวังว่าธุรกิจพวกนี้จะไม่ไปถ่วงชื่อเสียงของเขา


 


พอคิดไปคิดมา ธุรกิจค้าขายนี้ก็ยังต้องจดจำอยู่ภายใต้ชื่อนางอยู่


 


เพราะฉะนั้นชื่อนี้ก็ต้องตั้งให้ดีเป็นพิเศษ ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ต้องโดดเด่นมากๆ เหมาะกับคุณภาพผลิตภัณฑ์ของพวกเขา แล้วก็เป็นคำพูดติดปากด้วย


 


พอความต้องการนั้นเยอะเกินไป คิดไปคิดมา นางเลยยังคิดไม่ได้สักทีว่าร้านของตัวเองนั้นจะชื่ออะไรกันแน่


 


แบรนด์น่ะแบรนด์ ชื่อแบรนด์ที่ดี ต้องมีความดึงดูดเป็นพิเศษ


 


ขมวดคิ้วแล้วลูบไปสักพัก ฉินจิ่นก็จับมือของ                   เว่ยเหยียนถิงแล้วพูดว่า “พี่ถิงจ๊ะ พี่ว่ากิจการร้านที่พวกเราจะเปิดนี้ จะตั้งชื่อว่าอะไรดีจ๊ะ”


 


“ชื่อรึ” เว่ยเหยียนถิงนึกย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในร้านเมื่อวาน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงตกใจอยู่


การตกแต่งภายในนั้นมีฉินจิ่นที่คอยควบคุมและเนรมิตออกมา ชั้นวางเก่าๆ ที่หรูหราหลายๆ อัน วางต่อกันเป็นทิศเป็นทาง และมีขวดยาวางอยู่ทุกๆ ชั้น แล้วตรงหน้าชั้นวางก็มีเก้าอี้วางอยู่หลายตัว


 


นี่ยังไม่นับข้างในห้อง ฉินจิ่นนั้นให้คนทำเตียงที่กว้างอยู่ครึ่งเมตรออกมาเตียงนึงเป็นพิเศษ


 


เว่ยเหยียนถิงนั้นไม่เคยเห็นการจัดวางแบบนี้มาก่อน แต่พอเดินดูไปรอบนึงแล้วก็รู้สึกว่าสะดวกดี อีกอย่างบนชั้นไม้เก่านั้นก็ยังมีลูกเล่นต่างๆ ด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะโตแล้ว แต่ก็สนใจอยู่นานเหมือนกัน


 


ร้านที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้ ก็ต้องนับถืออาจิ่นเลยที่คิดออกมาได้


 


ถ้าจะคิดชื่อให้กับร้านแบบนี้ เว่ยเหยียนถิงคิดแล้วคิดอีก แววตาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่หน้าของฉินจิ่น “งั้นก็ชื่ออาจิ่นบิวตี้ไปเลยดีกว่า”


 


ร้านของอาจิ่นนั้นใช้รักษาปัญหาของใบหน้า


 


ทั้งบอกถึงจุดประสงค์แล้วก็มีชื่อของอาจิ่นด้วย              เว่ยเหยียนถิงเลยรู้สึกว่าพอใจมากเลยทีเดียว


 


บิวตี้เหรอ ฉินจิ่นทำหน้าเคร่งเครียดจนมีรอยบนหน้าผาก


 


หรือว่าพี่ถิงจะข้ามภพชาติมาเหมือนกัน ถึงได้รู้จักคำว่าบิวตี้คำนี้ ทำให้นึกถึงแอพแต่งรูปต่างๆ ในสมัยนี้ ฉินจิ่นกุมขยับ และดูเหมือนว่านางจะไม่ค่อยชอบคำนี้สักเท่าไหร่ และรู้สึกว่ามันปลอมอยู่ตลอด


 


ไม่ได้ๆ เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงาม จะใช้  แอพแต่งรูปมาหลอกคนไม่ได้


 


ฉินจิ่นนิ่งไปอยู่หลายนาที แล้วก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว “พี่ถิงจ๊ะ เอาชื่อจิ่นถิงผิวสวยดีกว่าจ้ะ”


 


มีชื่อของทั้งสองคนอยู่ด้านใน คนในพื้นที่ฟังแล้วก็จะได้รู้ว่านี่คือร้านของพวกเขา แต่คนอื่นก็จะไม่รู้เอา


คำว่าผิวสวยสองคำนั้นฉินจิ่นก็ชอบมากเหมือนกัน แล้วนางก็โอบกอดไปที่เว่ยเหยียนถิงทีนึงด้วยความดีใจ


 


“งั้นพรุ่งนี้ก็ไปสั่งทำป้ายกันเลยดีกว่า แล้วเรามาหาฤกษ์เปิดร้านกัน”


 


หลังจากที่ตั้งชื่อได้แล้ว ฉินจิ่นก็เดินวนไปอย่างสง่างามอยู่หลายรอบ รายได้ทำเงินในแต่ละวันก็เริ่มเพิ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง นางอยากที่จะเห็นร้านจิ่นถิงผิวสวยนั้นแผ่ขยายไปในทุกๆ ที่แล้ว


 


“เจ้านาย มีภารกิจใหม่แล้ว” เสี่ยวปากระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ อารมณ์ของมันในตอนนี้ก็ไม่ต่างกับฉินจิ่น ที่อารมณ์ของทั้งสองนั้นดีมากแบบแปลกๆ


 


ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่หาได้ยากที่ฉินจิ่นจะไม่รำคาญที่เขาออกมา “ภารกิจอะไร ว่ามาสิ”


 


“เป็นภารกิจสำรอง ที่เจ้านายเพิ่งจะปลดล็อกใหม่”


 


“ภารกิจสำรองงั้นเหรอ”


“ใช่แล้ว ภารกิจสำรองจะเป็นไปตามเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของเจ้านายครับ พอปลดล็อกแล้ว รางวัลก็จะเยอะกว่าภารกิจหลัก แต่ระดับความยากก็จะยากกว่าหน่อย” เสี่ยวปาก็อธิบายตามความเป็นจริง


 


แต่ฉินจิ่นกลับไม่ได้รู้สึกอะไร ทุ่มเทมากๆ ถึงจะได้ผลตอบแทนกลับมามาก ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว


 


“ได้ ฉันเข้าใจแล้ว นายบอกคำสั่งภารกิจฉันมาเถอะ ฉันรับ”


 


“ได้เลยครับเจ้านาย เสี่ยวปาจะบอกคำสั่งภารกิจแรกให้นะ เปิดร้านเสริมความงามฉินจิ่น แล้วหาเงินให้ได้ห้าสิบตำลึงภายในหนึ่งเดือน”


 


ห้าสิบตำลึง ถ้าเปลี่ยนเป็นเงินในสมัยนี้ ก็น่าจะประมาณราวๆ สองแสนบาท


 


ฉินจิ่นกะพริบตา เอาเถอะ ดูแล้วภารกิจนี้เหมือนว่าจะไม่ง่ายจริงๆ


ร้านที่เพิ่งจะเปิดใหม่ ยอดขายในเดือนแรก อ้อ ไม่สิ ควรจะเป็นกำไรสองแสน แค่คิดก็ยากแล้ว


 


“ถ้าทำไม่สำเร็จจะเป็นยังไงล่ะ”


 


ฉินจิ่นนับนิ้วคำนวณดูแล้ว ตอนนี้นางก็ขาดแคลนเงินอยู่มากจริงๆ สามารถหาเงินได้นั้นก็เป็นเรื่องดี แต่จะฝืนตัวเองเกินไปนั้นก็คงจะไม่ได้


 


“ภารกิจสำรองนั้นจะไม่มีการหักคะแนน แต่จะเก็บของที่เจ้านายกำลังใช้อยู่ตอนนี้กลับไปหนึ่งอย่าง ของที่แลกจากระบบก็จะถูกเก็บกลับไป แต่เสี่ยวปาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเก็บอะไรกลับไป……”


 


เครื่องหมายจุดใหญ่ๆ นั้นแสดงถึงความหมดปัญญาของเสี่ยวปา ระบบก็ยังคงเป็นระบบอยู่วันยังค่ำ ทำเหมือนว่าไม่มีความสัมพันธ์อะไรเกี่ยวข้องกับมัน


 


ฉินจิ่นนั้นก็แทบจะกระอักเลือดเลยทีเดียว


เก็บของกลับคืนไปอย่างนึง ก็มองไปที่เครื่องมือที่นางเพิ่งจะได้มาใหม่ ตอนนี้ก็เริ่มจะรู้สึกเสียดายแล้ว


 


ตอนนี้สามารถทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพวกนี้ได้สำเร็จแล้ว แต่ก็ต้องพึ่งเจ้าอุปกรณ์นี่ทั้งหมด ถ้าโดนเก็บกลับคืนไป ฉินจิ่นคิดแล้วก็รู้สึกว่า นางไม่กล้าแม้แต่จะคิดเลยล่ะ


 


ช่างเถอะๆ ก็แค่เงินสองแสน


 


นางหาได้อยู่แล้ว


 


แล้วฉินจิ่นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง สะบัดชายเสื้อแล้วก็เดินเข้าห้องทดลองไป แล้วไม่นานก็ได้เจลมาร์สหน้าออกมา


 


รังไหมที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ก็เอามาใช้ได้พอดี แผ่นมาสก์หน้ารังไหมแท้ ก็ได้กำเนิดขึ้นที่นี่แล้ว


 


พอหลังจากนั้นสามวัน ในที่สุด “จิ่นถิงผิวสวย” ก็ได้เปิดกิจการขึ้นแล้ว


แม่นางจางเอ้อนั้นเป็นแขกสุดพิเศษ นางยืนอยู่ที่หน้าประตู แล้วนางก็คือโฆษณาที่มีชีวิตจริงๆ


 


ในตอนนี้นางนั้นหายดีแล้วจริงๆ หน้าที่เคยเป็นหลุมเป็นบ่อในเมื่อก่อน ตอนนี้ได้กลายเป็นหน้าที่ขาวใสสวยสดงดงามแล้ว แม้แต่รอยสิวก็ยังไม่เหลือแล้วด้วย


 


นางนั้นเป็นคนที่เกิดมาสวยอยู่แล้ว พอหลังจากที่ฟื้นฟูผิวพรรณแล้ว ก็เรียกได้ว่าเปลี่ยนไปเป็นอีกหน้านึงเลยทีเดียว


 


แล้วก็มีชายที่ไม่รู้เรื่องนี้คนนึง ยังขอให้แม่สื่อ ไปบอกสื่อกับนางอีกด้วย อีกนิดเกือบจะกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว


 


ตอนนั้นแม่นางจางเอ้อสวมชุดกระโปรงจีบสีชมพูอยู่ ยิ้มแล้วก็เดินไปอยู่ตรงหน้าของฉินจิ่น


 


“เถ้าแก่ฉินเจ้าคะ ขอบคุณเจ้ามากจริงๆ” นางหยิบกระเป๋าใบใหญ่ออกมาใบนึง แล้วก็ยัดไปในอ้อมอกของฉินจิ่นอย่างรวดเร็ว “นี่เป็นของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ของข้ากับสามีข้าเจ้าคะ มันไม่มาก แต่อยากให้เจ้ารับไว้ เจ้านั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณของคนทั้งตระกูลของเราเลยล่ะ”


 


บ้านที่มีแต่ความหดหู่ทุกวันในตอนแรกนั้น ตอนนี้ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยเสียงหัวเราะมีความสุขตลอดเวลา แม่สามีก็ไม่ได้รังเกียจความอัปลักษณ์ของนางอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นก็คือกลัวเป็นเพราะว่าสวยแล้ว จนทิ้งตระกูลนี้ไปด้วยซ้ำ แล้วก็อ่อนโยนและใจดีกับนางมากขึ้น และช่วงนี้ชีวิตแม่นางจางเอ้อก็ผ่านไปอย่างราบรื่นมากเลยทีเดียว


บทที่ 87


วันนี้ค่อนข้างจะหดหู่หน่อยๆ


 


ฉินจิ่นตบไปที่หลังมือของนางเบาๆ ยิ้มแล้วปฏิเสธว่า “บอกว่าไม่คิดเงินก็ต้องไม่คิดเงินสิเจ้าคะ ที่สภาพของเจ้ากลับมาดีได้แบบนี้ ข้าก็ดีใจมากเหมือนกัน แต่ข้าขอย้ำว่า ข้าไม่ได้เปลี่ยนหน้าให้เจ้านะ นี่เป็นสภาพเดิมของเจ้าอยู่แล้ว”


 


ที่นางทำก็แค่กำจัดสิวให้แม่นางจางเอ้อ ไม่ได้มีทักษะอื่นแต่อย่างใด เป็นการรักษาผิว ไม่ได้เปลี่ยนหน้า ฉินจิ่นเลยไม่อยากให้คนเข้าใจผิดในจุดนี้


 


แม่นางจางเอ้อก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ นางดึงแขนของฉินจิ่นไว้ ทำยังไงก็ไม่ยอมปล่อยสักที “แม่นางฉิน ที่เจ้าพูดน่ะข้าเข้าใจ ใบหน้านี้เป็นหน้าของข้าเอง เจ้าไม่ได้มีวิธีประหลาดอะไร แล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนหน้าให้ข้าด้วย ใบหน้าใบนี้เป็นใบหน้าของข้า ที่เหมือนกับตอนสาวๆ ที่ข้ายังไม่มีสิว เมื่อวานข้าก็ได้ไปหาแม่ของข้ามาเหมือนกัน แม่บอกว่าหน้าตอนเด็กๆ ของข้าก็เป็นแบบนี้”


คนอื่นไม่รู้ แต่คนที่แก่กว่าแม่นางจางเอ้อนั้นต่างก็รู้กันหมด


 


ใกล้ถึงฤกษ์เปิดร้านแล้ว แม่นางจางเอ้อก็เช็ดน้ำตา แล้วก็ปล่อยมือของฉินจิ่น “เจ้าไปยุ่งกับธุระของเจ้าก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะยืนอยู่ตรงหน้าประตูเอง รับรองว่าจะให้ทุกคนเห็นผลลัพธ์แน่นอน ว่าของที่เจ้าขายนั้นเป็นของดีทั้งนั้น”


 


“ขอบคุณเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าให้คนเอาเก้าอี้มาให้เจ้านะ ยืนอย่างเดียวมันเหนื่อยเกินไป” แล้วฉินจิ่นรีบบอกให้เว่ยเหยียนซิ่นเอาเก้าไปให้นาง และเพราะวันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรก               เว่ยเหยียนซิ่นก็เลยตั้งใจลางานมาช่วย


 


พอจุดประทัดเสร็จแล้ว ฉินจิ่นกับเว่ยเหยียนถิงก็ลงมือดึงผ้าแดงออกจากป้ายด้วยตัวเอง


 


แล้วคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็พากันกรูเข้ามากันที


 


“เถ้าแก่ฉินเจ้าคะ วันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรกมีการลดราคาอะไรพิเศษไหมเจ้าคะ” นี่เป็นคำพูดล้อเล่นของคนที่สนิทสนมกัน


 


ฉินจิ่นยิ้มแล้วพยักหน้า “สินค้าทุกอย่างลดราคาสองในสิบเจ้าคะ แต่มีจำกัดว่า ของทุกอย่างสามารถซื้อได้แค่อย่างละขวดเท่านั้น มากสุดซื้อได้ห้าอย่างเจ้าค่ะ”


 


กว่าจะทำของพวกนี้ออกมาได้นั้นช่างเปลืองแรงมากจริงๆ จะมาให้คนคนเดียวเหมาไปทั้งหมดไม่ได้เด็ดขาด


 


พอคนที่อยู่รอบๆ ได้ยินคำนี้แล้ว ทักคนก็พากันเร่งฝีเท้า แล้วก็เดินเลือกของไปๆ มาๆ อยู่ข้างชั้นวาง


 


บนชั้นวางทุกชั้น จะมีกระดาษแปะอยู่แผ่นนึง ด้านบนมีคำแนะนำถึงสรรพคุณของสินค้า แล้วก็มีคำอธิบายคร่าวๆ ด้วย


 


เด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าสองสามคน พากันเดินจับมือกันเข้ามา ดูสินค้าทั้งหมดไปรอบนึงแล้วก็หยิบครีมทาผิวขาวมาขวดนึง


“เถ้าแก่จ๊ะ จะขาวขึ้นได้จริงๆ หรือจ๊ะ” ที่กำลังพูดอยู่นั้น เป็นหญิงสาวที่ผิวค่อนข้างดำหน่อยๆ


 


นางก้มหน้าลง เขินอายเล็กน้อย เสื้อผ้าที่อยู่บนตัวก็ค่อนข้างเก่า พอเทียบกับหญิงสาวสองคนที่อยู่ข้างๆ แล้วก็เห็นได้ชัดอยู่เหมือนกัน


 


ฉินจิ่นมองดูครีมทาผิวที่นางถืออยู่ในมือแล้ว ก็ยิ้มแล้วก็พยักหน้า “นี่ทำให้ขาวขึ้นแน่นอนเจ้าคะ แต่มันไม่เหมาะกับเจ้า”


 


“ห้ะ?” สาวน้อยเคยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ


 


ฉินจิ่นก็จูงมือของนาง แล้วเดินไปที่ข้างๆ ชั้นวางอีกที่นึง แล้วก็หยิบขวดแก้วสีขาวมาขวดนึงแล้วยื่นให้กับสาวน้อย


 


“เจ้าลองใช้นี่ดูก่อน นี่ใช้สำหรับฟื้นฟูผิวไหม้แดด ข้าดูแล้วถึงหน้าของเจ้าจะดำ แต่คอของเจ้านั้นยังขาวอยู่ เพราะงั้นเลยน่าจะดำแดด ผิวที่ดำแดดนั้นต้องบำรุงก่อน พอบำรุงไปสักพักแล้ว ผิวก็จะขาวขึ้นเอง แล้วก็จะกลับไปเป็นผิวเดิมของตัวเองเจ้าคะ”


พอแนะนำคร่าวๆ ไปแล้ว ฉินจิ่นก็ตบไปที่ไหล่ของสาวน้อยเบาๆ “ไม่ต้องห่วง แค่ใช้ให้หมดแค่ขวดเดียว ข้ารับรองว่าผิวของเจ้าจะขาวขึ้นกว่าตอนนี้หลายเท่าแน่นอน”


 


อายุยังสาวแบบนี้ ผิวต้องบำรุงได้เร็วว่าผู้ใหญ่แน่นอนอยู่แล้ว


 


“แล้วราคาเท่าไหร่หรือจ๊ะ” สาวน้อยถือไว้ในมือแบบไม่อยากจะปล่อย พร้อมกับความเขินอายบนใบหน้า


 


ฉินจิ่นพูดลอกราคาเสียงเบาๆ ทำเอาใบหน้าของสาวน้อยเต็มไปด้วยความหดหู่ แต่สุดท้ายก็ล้วงเงินออกมาซื้อไปจนได้


 


ช่วงเจ้าของวันนี้ ฉินจิ่นก็ได้เจอกับสาวน้อยแบบนี้ไปประมาณสิบกว่าคนแล้ว นางแนะนำสินค้าที่เหมาะกับพวกนางอย่างอดทน พอถึงตอนทานข้าวกลางวัน ขาก็บวมจนปวดไปหมดแล้ว


 


ตอนบ่ายก็ยังคงยุ่งอยู่เหมือนเดิม มีแม่นางจางเอ้อที่เป็นพรีเซนเตอร์อยู่ตรงหน้าประตูร้าน ธุรกิจในร้านก็ขายดีจนไม่รู้จะขายดียังไงแล้ว


 


ฉินจิ่นนั้นก็อดใจรอที่จะเห็นความเจริญต่อไปไม่ไหวแล้ว


 


พอตกกลางคืนพวกเขาก็มาคิดยอดขายที่ขายได้ในวันนี้ เป็นเพราะวันนี้ลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าชั้นวางจะขายจนว่างไปไม่น้อย แต่จริงๆ แล้วก็ขายได้แค่หนึ่งตำลึงเท่านั้น


 


จับเงินไว้ในมือ แล้วก็มีเว่ยเหยียนซิ่นและเว่ยจวนยืนอยู่ข้างๆ มองจนตาร้อนไปหมด


 


พวกเขาหาเงินได้เยอะขนาดนี้เลยทีเดียว วันนี้ก็ได้ตั้งหนึ่งตำลึงแล้ว


 


ช่างเหลือเชื่อจริงๆ


 


แต่ฉินยิ่นกับรู้สึกหดหู่หน่อยๆ วันเปิดร้านวันแรก แต่กลับขายได้แค่หนึ่งตำลึง ถึงแม้ว่าของพวกนี้จะเป็นของใช้สิ้นเปลือง แต่ของใช้สิ้นเปลืองนี้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน ขายให้ได้ยี่สิบตำลึงภายในหนึ่งเดือน ความกดดันนี้มันยิ่งใหญ่จริงๆ


 


แล้วก็เก็บเงินไปอย่างเอื่อยเฉื่อย แล้วฉินจิ่นก็นวดไปที่ข้อมือที่ปวดเมื่อย


 


“พี่ถิงจ๊ะ พี่ว่าพรุ่งนี้ยอดขายเรายังจะเยอะเท่าวันนี้อยู่ไหมจ๊ะ”


 


เว่ยเหยียนถิงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เว่ยจวนก็กระโดดดีใจก่อนแล้ว “ต้องได้แน่นอนอยู่แล้ว พี่สะใภ้รอง ของที่พี่ทำใช้ดีขนาดนั้น พี่ดูมือข้าสินุ่มกว่าเมื่อก่อนซะอีก ทุกคนต้องมาซื้อตลอดแน่ๆ”


 


ในฐานะที่เป็นคนในครอบครัว เว่ยจวนก็ต้องได้ใช้ผลิตภัณฑ์ก่อนคนอื่นๆ อยู่แล้ว


 


ทั้งครีมทาผิว ครีมทามือ โทนเนอร์ และอีกมากมาย      ฉินจิ่นก็เอาให้นางไปทั้งหมดชุดนึง


นางเป็นช่างตัดเย็บ มือนั้นก็ลอกเป็นขุยไปหมด ผิวก็แห้งบ่อยๆ เลยจะหยาบมากๆ ไม่คิดเลยว่าพอใช้ไปสักพักแล้ว ไม่ใช่แค่ผิวที่นุ่มลื่นขึ้นอย่างเดียว ขนาดมือที่ลอกเป็นขุยอยู่บ่อยๆ ก็น้อยลงกว่าเมื่อก่อนมากเลยทีเดียว


 


จนเว่ยจวนทำใจที่จะใช้ไม่ได้ แล้วก็เช็ดๆ ถูๆ อย่างกับลูกรักทุกวัน


 


ฉินจิ่นค่อยๆ ยิ้ม แล้วก็เอาถุงเล็กๆ ออกมาจากคลังสินค้าแล้วยื่นให้กับเว่ยจวน “ข้าเตรียมให้แม่ด้วยพอดี เจ้าเอากลับไปแล้วสอนแม่ใช้ด้วยนะ ของดีขนาดนี้ คนในบ้านเราต้องได้ใช้ก่อนถึงจะถูก”


 


“จ้ะ ข้าขอบใจแทนแม่ด้วยนะจ๊ะพี่สะใภ้รอง” เว่ยจวนรับไปอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วปากก็หวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งอีกด้วย


 


“งั้นก็ดีจ้ะ ภารกิจวันนี้สำเร็จอย่างน่าพึงพอใจมาก ทุกคนก็เหนื่อยกันหมดแล้ว เถ้าแก่เลยตัดสินใจว่า วันนี้จะให้รางวัลกับทุกคน คนละสิบเหวินจ้ะ”


ฉินจิ่นเป็นเจ้านายที่ใจกว้างมากคนนึง แล้วก็เริ่มแจกเงินให้กับทุกคนอย่างมีความสุข


 


ตอนนี้พนักงานในร้านต่างก็เป็นคนในครอบครัวของตัวเองหมด แต่นางก็ยังแน่วแน่ และจ่ายเงินเดือนให้กับทุกคน เพื่อที่ต่อไปจะได้จัดการได้สะดวกหน่อย


 


“ขอบใจพี่สะใภ้รอง” น้องชายน้องสาวก็พูดอย่างเชื่อฟัง


 


เว่ยเหยียนถิงก็แกล้งยื่นมือออกไป พอฉินจิ่นเอาเงินสิบเหวินวางไปบนมือของเขาแล้ว เขาก็เผยรอยยิ้มกว้างๆ ออกมา “ขอบใจจ้ะแม่นาง”


 


ฉินจิ่นก็หน้าแดงขึ้นทันที แล้วก็ตอบเสียงเบาว่า “ไม่เป็นไรจ้ะ”


 


เว่ยจวนและเว่ยเหยียนซิ่นสบตากันไปทีนึง แล้วทั้งสองก็ยิ้มเหมือนหมาป่า แล้วก็ค่อยๆ ออกจากร้านไป


 


พี่รองกับพี่สะใภ้รองรักกันดีมาก ในฐานะที่พวกเขาเป็นน้องชายน้องสาวที่รู้เรื่องรู้ราว ในตอนนี้ก็ต้องรู้ตัวถึงจะถูก


 


พอได้ยินเสียงปิดประตูแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็ยกมุมปากขึ้นยิ้ม แล้วก็เดินไปกอดฉินจิ่นไว้ในอ้อมอก


 


เขาคว้าเก้าอี้มาตัวนึง ก็กอดฉินจิ่นแล้วนั่งลงไปด้วยกัน “วันนี้แม่นางคงเหนื่อยมากสินะให้สามีนวดไหล่ให้หน่อยดีหรือไม่”


 


พูดแล้ว มือใหญ่ๆ ก็เริ่มขยับเขยื้อนขึ้น ตอนแรกก็ยังตั้งใจนวดไปที่ไหล่ พอหลังๆ มาก็นวดไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉินจิ่นก็หน้าแดงแล้วก็ผลักเขาไปสองที แต่ก็ยังผลักไม่ออก เลยทำได้แค่ยอมความร้ายกาจของเขา


บทที่ 88


แปลกประหลาดทั้งครอบครัว


 


จิ่นถิงผิวสวยนั้นถือว่าเปิดได้อย่างประสบความสำเร็จแล้ว หลังจากที่เปิดร้านวันนั้น ก็มีคนเข้ามาเยอะมากอยู่เหมือนเดิม


 


ฉินจิ่นอยู่ที่ร้านทั้งวัน ช่วยรักษาให้กับคนที่มาขอให้ช่วย แล้วแต่ละวันก็ผ่านไปอย่างสมบูรณ์แบบและน่าตื่นเต้นด้วย


 


วันนี้ ในตอนที่ฉินจิ่นจะออกจากบ้านนั้น ฮาฮาก็มากัดที่ชายกางเกงของนาง ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ไม่ปล่อย ช่วงนี้เจ้าตัวเล็กนี่อยู่บ้านคนเดียว คงจะเบื่อน่าดู


 


พอเห็นคน ก็จะมาวิ่งวนแล้วอ้อนเหมือนเด็กน้อย ต้องให้คนอื่นเล่นกับมันให้ได้


 


“ฮาฮา ปล่อยเร็ว เดี๋ยวข้ากลับมาค่อยพาเจ้าออกไปเล่นนะ” ลูบไปที่หัวของเจ้าตัวเล็ก แล้วฉินจิ่นก็เอ็นดูสุดๆ


 


ช่วงนี้นางงานยุ่งมากจริงๆ เวลาที่จะใช้เล่นกับฮาฮาเลยจำกัดมาก


 


บางทีพอเว่ยจวนมา ก็ทำเอาฮาฮาวิ่งวนไปหลายรอบ หรือเวลาที่เว่ยเหยียนซิ่นพาไปตลาดก็จะพามันไปวิ่งสักสองสามรอบ ไอ้เจ้าตัวเล็กที่เมื่อก่อนตัวยังเท่าเกี๊ยวพอตอนนี้มันสูงเท่าน่องของนางไปแล้ว


 


ท่าทางที่ดูน่ารัก มองดูแล้วก็ทำให้คนอยากจะจับที่หัวของมัน


 


“อวู้ๆ โฮ่ง” แล้วก็ปล่อยชายกางเกงของฉินจิ่น แต่ฮาฮากลับกอดไปที่แขนของนางอย่างฉลาด เจ้าตัวเล็กก็อ้อนแล้วก็วิ่งรอบๆ


 


ฉินจิ่นไม่รู้จะทำยังไง เลยทำได้แค่ปรึกษาหารือกับมัน “ตอนนี้เจ้าเล่นคนเดียวเองที่บ้านก่อนนะ ถ้าข้ากลับมาค่อยเอาน่องไก่มาให้ดีไหม”


 


ฮาฮามองนางด้วยตาที่กลมโต เอียงคอแล้วทำหน้างง แล้วก็ยืนตัวตรงขึ้นทันที


 


ฉินจิ่นยังคิดว่ามันจะถอดใจแล้ว เลยเอามือหวีขนให้มัน ค่อยยืนขึ้นแล้วเตรียมจะออกจากบ้าน


 


ใครจะรู้ว่าฮาฮานั้นเร็วกว่านางอีก หันหน้าแล้วก็คาบเชือกล่าม แล้วก็วิ่งตามหลังนางมา


 


ตามองไปที่เว่ยเหยียนถิง มองดูฮาฮาที่มีสายตาภูมิใจอยู่ “อาจิ่น วันนี้เราพามันไปด้วยดีกว่า ฮาฮาฉลาดขนาดนี้ คงไม่ทำอะไรวุ่นวายหรอก”


 


มันก็ทำเหมือนเห็นด้วยกับเขา แล้วฮาฮาก็เห่าไปสองที แล้วเอาเชือกวางที่ไปข้างเท้าของฉินจิ่น แล้วก็ทำท่าทางเชื่อฟังสุดๆ


ทำเอาฉินจิ่นอดไม่ได้ เลยทำได้แค่เลือกที่จะใจอ่อน


 


เจ้าตัวเล็กน่ารักขนาดนี้ จะใจดำปฏิเสธมันได้ยังไงล่ะ


 


นางจูงฮาฮามาที่หน้าประตูร้าน แล้วฮาฮาก็ได้อาหารทันที สาวน้อยหลายๆ คนเห็นว่ามันน่ารัก แล้วก็อยากจะเข้ามาลูบหัวของมัน


 


ใครจะรู้ว่าเจ้าตัวเล็กนี่หยิ่งสุดๆ ไม่ให้ใครจับเลยสักคน เชื่อฟังแต่ก็ร้ายกาจด้วย พอเห็นว่าคนเยอะแล้ว ฮาฮาก็วิ่งเข้าไปในร้านด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่ได้ออกมาอีก


 


“มันฉลาดจังเลย” พวกสาวน้อยก็พากันมองตามหลังฮาฮา แล้วก็ชื่นชมอย่างไม่ละสายตา


 


ฉินจิ่นโดนชมจนเขินไปหมด ก็ยิ้มแล้วพูดหยอกสาวๆ ว่า “เจ้าตัวเล็กนี่ไม่ค่อยได้ออกบ้านสักเท่าไหร่ ถ้าทำอะไรให้ไม่พอใจก็ขออภัยด้วยนะจ๊ะ”


 


พวกสาวน้อยก็พากันยิ้มแล้วปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็เก็บอาการกันไป ยังไงสินค้าที่จิ่นถิงผิวสวยขายนั้น ใช้ดีทุกอย่างจริงๆ


 


พวกนางก็เคยใช้กันหมด ผลลัพธ์นั้นจะดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว


 


หน้าตาของสาวน้อยที่อยู่ใกล้ๆ แถวนี้ ต่างก็เลื่องลือไปทั้งหมู่บ้านแล้ว แล้วช่วงนี้ก็มีแม่สื่อมาป้วนเปี้ยนในหมู่บ้านของพวกนางอยู่บ่อยๆ บ่อยกว่าเดิมมากเลยทีเดียว


 


ใบหน้าที่ดูดี ทำให้สาวน้อยพวกนี้ที่ไม่เคยออกนอกกรอบ หาสามีที่ดีขึ้นได้


 


“เถ้าแก่ฉินเจ้าคะ เจ้าลองดูผิวของข้าให้หน่อยว่ายังจะขาวขึ้นได้อยู่หรือไม่” คนที่พูดคือสาวน้อยที่ตาโตมากๆ คนนึง ก่อนหน้านี้ผิวของนางนั้นดำกว่านี้มาก แต่พอปรับไปสักพัก ก็เห็นได้ชัดว่าขาวขึ้นมากแล้ว


 


หลังจากที่ฉินจิ่นล้างมือแล้ว แล้วก็จับไปที่หน้าของนางเบาๆ ผิวนุ่มชุ่มชื้นสุดๆ ไม่แห้งกร้าน สีหน้าก็ขาวอมชมพูขึ้นเหมือนกัน ซึ่งเป็นสภาพผิวที่สุขภาพดี


 


“ตอนนี้ผิวของเจ้าดีมากเลยล่ะ สภาพผิวก็ใช้ได้ แค่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่บำรุงทุกวันก็พอแล้ว ไม่ต้องขาวขนาดนั้นก็ได้”


 


แล้วก็หยิบกระจกให้สาวน้อยส่อง แล้วฉินจิ่นก็อธิบายให้นางฟังอย่างละเอียด


 


นางไม่เคยจงใจโฆษณาสินค้าอะไรให้ จะแนะนำแค่สิ่งที่เหมาะกับผิว สาวน้อยที่อยู่ตรงหน้านี้ ริมฝีปากแดงฟันขาว ใบหน้าที่ขาวใส มันช่างมีเสน่ห์และน่ารักจริงๆ


 


สาวน้อยส่องกระจกดูแล้ว ก็ยิ้มดีใจสุดๆ “ขอบใจจ้ะเถ้าแก่ งั้นครั้งนี้ข้าขอซื้อครีมลูกท้อขวดนึงจ้ะ”


 


ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพวกนี้ ฉินจิ่นตั้งชื่อตามดอกไม้ เพราะมันทั้งสวย แล้วก็ทำให้คนจำง่ายด้วย


 


ตอนที่กำลังพูดอยู่นั้น จู่ๆ ตรงหน้าประตูก็มีคนบุกรุกเข้ามาขู่


 


ฉินจิ่นหันกลับไปอีกที ตายแล้ว เป็นคนสนิทนี่เอง เห็นนางฉินกับฉินยิงแล้วก็ฉินเฟิ่นอยู่สามคน เดินคุกคามเข้ามาอย่างดุดัน แล้วแววตาก็มาสอดส่องภายในร้านด้วยความโลภ


 


สาวน้อยหลายคนโดนพวกเขาทำให้ตกใจไปที ต่างก็พากันถอยหลังไปสองสามก้าว


 


ฉินจิ่นเหลือบมองไปที่สามแม่ลูกตระกูลฉินไปทีนึง แล้วก็ไม่ได้สนใจพวกเขา


 


นางฉินเอามือทาบอก แล้วก็มองไปที่ฉินจิ่นด้วยหน้าตาที่ดุร้าย “เอ็งมันลูกอกตัญญู เปิดร้านก็ไม่บอกข้าสักคำ นี่คิดจะได้ดีไปคนเดียวแล้วใช่หรือไม่”


 


“ป้าจ๊ะ ข้ารู้สึกว่าเราตัดขาดกันไปตั้งแต่แรกแล้วนะจ๊ะ เจ้าเป็นใครหรือ ร้านนี้เป็นร้านของข้า มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยหรือ”


ก็เคยขึ้นศาลกันไปแล้ว คนตระกูลฉินยังกล้าที่จะมาหาเรื่องอยู่อีก ดูแล้วคงจะยังไม่เข็ดกับบทเรียนครั้งก่อนสักเท่าไหร่


 


“ดูสิ นี่พูดอะไรกัน ข้าคลอดเจ้าออกมาแล้วเลี้ยงดูเจ้ามานานขนาดนี้ เจ้ากล้าเอาเงินสิบตำลึงมาไล่ข้าขนาดนี้เชียวหรือ ข้าไม่เห็นด้วย ต่อให้เทวดาฟ้าดินมา ข้าก็ไม่เห็นด้วย”


 


เงินสิบตำลึงในตอนนั้น พอเทียบกับร้านในตอนนี้แล้ว ก็ยังไม่พอจริงๆ


 


ฉินจิ่นสูดหายใจเข้าลึกๆ ไปทีนึง โดนนางฉินหน้าด้านมาหาเรื่องให้ปวดหัวแบบนี้แล้ว คนที่อยู่รอบๆ ก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ พูดอะไรก็พูดกันไปหมด


 


มีแค่ไม่กี่คนที่รู้เรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เริ่มพากันช่วยพูดแทนฉินจิ่น


 


“คนตระกูลฉินนี่ช่างไร้สำนึกจริงๆ ตอนแรกตัวเองเป็นคนขายเถ้าแก่ฉินให้ตระกูลเว่ยแท้ๆ ยังจะหน้าด้านมาเก็บเงินคนอื่นเพื่อตัดขาดอีกตั้งสิบตำลึงอีก ตอนนี้ก็ยังมาขอเงินคนอื่นถึงที่ คนในครอบครัวตัวเองก็มีมือมีตีนกันทุกคน กลับไม่คิดจะหางานทำดีๆ ทำตัวเป็นปลิงดูดเลือด ช่างสบายเหลือเกิน......”


 


“เห้อ คนพวกนี้รังแกเถ้าแก่ฉินชัดๆ”


......


 


ฉินเฟิ่นโดนพวกเขาว่าจนโมโห ก็ทำหน้าดุดันแล้วก็ด่าว่า “ออกไปให้หมด นี่เป็นธุรกิจของตระกูลฉินของเรา เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วย ไปๆๆ วันนี้พวกข้าไม่ขาย”


 


ก็ตะคอกเสียงดังใส่ผู้คน แล้วก็ไม่รู้ว่าฉินเฟิ่นไปเอาไม้มาจากไหน แล้วก็สะบัดไปทางกลุ่มคนพวกนั้น


 


แล้วแขกในร้านก็โดนเขาไล่ออกไปจนหมด


 


ฉินจิ่นโดนยั่วโมโหเข้าแล้ว ยังเหลือเรื่องอะไรที่คนตระกูลนี้จะทำไม่ได้อีก


 


“พวกเจ้าจะเอายังไงกันแน่” เอามือทั้งสองข้างกอดอก แล้วฉินจิ่นก็ถามอย่างเฉื่อยชา


“เอารายได้ของเจ้ามาแบ่งให้พวกข้าครึ่งนึง” นี่เป็นเสียงของฉินเฟิ่น เขาได้ยินมาตั้งนานแล้วว่าร้านของฉินจิ่นนั้นทำรายได้ได้ดีสุดๆ ได้เยอะกว่าร้านอาหารซะอีก


 


“แล้วก็ต้องให้ของบำรุงผิวกับแม่แล้วก็ข้าคนละชุดด้วย” แล้วฉินยิงก็รีบพูดเสริมขึ้น


 


ผิวของนางก็หมองคล้ำหน่อยๆ พอได้ยินคนอื่นๆ บอกต่อกันว่าใช้ของจิ่นถิงผิวสวย นางเลยอยากที่จะได้มาใช้สักชุดนึง


 


แต่ราคานั้นแพงเกินไป และที่สำคัญก็คือ นางไม่อยากให้เงินฉินจิ่นแม้แต่เหวินเดียวด้วย


 


วันนี้เลยถือโอกาสนี้ บอกว่าตัวเองต้องได้ของที่เหมาะกับตัวเองชุดนึง


บทที่ 89


ถ้ามีปัญญาก็ไปขึ้นศาลสิ


 


นางฉินฟังคำนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกเห็นด้วยเป็นอย่างมาก นางเท้าสะเอว แล้วแววตาก็กวาดมองไปที่ชั้นวางของ แล้วความโลภที่มีอยู่ในตัวนั้นก็เผยออกมา


 


แล้วฉินจิ่นก็มองพวกเขาอย่างเฉยชา หน้าบึ้งไม่พูดไม่จา แต่สายตาของนางนั้นจ้องมองอย่างชัดเจน มีความประชดประชันและดูถูก อย่างไม่มีเหตุผล ตระกูลฉินทั้งสามคนแม่ลูกก็โดนนางมองจนรู้สึกผิดขึ้นมา


 


พอรู้ตัวเองแล้ว ฉินเฟิ่นก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่ได้สิ เขามารู้สึกผิดอะไรอยู่ล่ะ นี่ก็เป็นร้านของตระกูลฉินตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าผู้หญิงอย่างฉินจิ่นจะแต่งงานออกไปแล้ว แต่เลือดที่อยู่ในตัวนางนั้นก็ยังเป็นของตระกูลฉินอยู่ เงินที่หามาได้ก็แน่นอนว่าต้องเป็นของตระกูลฉินด้วย


 


ในฐานะที่เป็นผู้ชายคนเดียว ฉินเฟิ่นเลยคิดเองเออเอง ว่าเงินพวกนี้นั้นเป็นของเขาทั้งหมด


 


“แกยังจะงงอะไรอยู่ รีบเอาเงินมาสิ” ฉินเฟิ่นควงไม้ แล้วก็เอาชี้ไปที่ฉินจิ่นแล้วพูดขึ้น


 


วันนี้ในร้านนี้ก็มีฉินจิ่นอยู่แค่คนเดียว เว่ยเหยียนซิ่นไปทำงานที่ศาล เว่ยจวนก็อยู่ที่ร้านหลิวเซียง เว่ยเหยียนถิงก็ไปที่ร้านอาหาร ทุกคนในบ้านต่างก็ไปยุ่งกับงานของตัวเองกันหมด


 


ใครก็นึกไม่ถึงว่า หลังจากที่คนตระกูลฉินโดนทางการลงโทษแล้ว ยังจะมีหน้ามาอยู่อีก


 


ฉินจิ่นไม่ได้เกรงกลัวฉินเฟิ่นสักนิด ก็ยื่นมือปัดไม้ออก แล้วก็เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว “พวกเจ้าแน่ใจนะว่าร้านนี้เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า”


 


“เกี่ยวข้องแน่นอนสิ ข้าคลอดเจ้าออกมาไม่ใช่รึ” แล้วนางฉินก็พูดอย่างเต็มปากเต็มคำ


ฉินจิ่นนั้นอยากจะตอบกลับสุดๆ ว่า ฉินจิ่นที่นางฉินคลอดออกมานั้นได้โดดน้ำตายไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้ที่มีชีวิตอยู่นั้นคือวิญญาณที่มาจากโลกปัจจุบันต่างหาก


 


“เราลงลายมือชื่อตัดขาดกันไปแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนคลอดข้ามาหรือไม่ เราไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันแล้ว ถ้ามีปัญหาอะไรล่ะก็ ถ้าไม่ลำบากก็ไปขึ้นศาลกับข้าเถอะ”


 


การใช้เหตุผลกับคนที่โหวกเหวกโวยวายแบบนี้ ฉินจิ่นรู้ดีว่าเก้าในสิบนั้นต้องคุยไม่รู้เรื่องแน่นอน แต่นางก็ชอบใช้เหตุผลก่อนมากกว่า


 


“ถุย หนังสือนั่นเจ้าเป็นคนขู่ให้ข้าลงชื่อต่างหาก ข้าไม่รู้หนังสืออะไรสักอย่าง เจ้าบอกให้ข้าลงชื่อข้าก็ลงไป ข้าจะรู้ได้ยังไง


 


นางฉินปฏิเสธไม่ยอมรับ ตอนแรกนั้นยอมตัดขาดความสัมพันธ์กับนางเพราะเงินสิบตำลึง เป็นเพราะคิดว่านางเป็นคนจนคนนึง ถ้ารู้ว่าเป็นแม่ไก่ออกไข่ทองคำ อย่าว่าถึงสิบตำลึงเลย แม้แต่ร้อยตำลึง นางฉินก็ไม่ยอมตกลงเซ็นหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์บ้าบอนั่นแน่นอน


 


“นั่นสิ พวกเจ้าถือโอกาสตอนที่ข้าไม่อยู่บ้าน มารังแกแม่ที่ไม่รู้หนังสือ จิตใจทำด้วยอะไรกัน” ฉินเฟิ่นต่อว่าอย่างโมโห


 


ฉินยิงยืนอยู่อีกฝั่ง แววตานั้นจ้องมองไปที่ขวดต่างๆ บนชั้นวางอยู่ตลอด จนลืมที่จะรีดไถฉินจิ่นไปกับคนในบ้าน


 


จริงๆ แล้วนี่ก็โทษนางไม่ได้ เพราะช่วงนี้ สินค้าของร้าน   จิ่นถิงผิวสวยนั้น ถูกผู้คนพูดถึงกันอย่างล้นหลาม อีกอย่างฉินยิงก็เป็นสาวน้อยวัยรุ่นอีกด้วย ที่ยังไม่ได้ออกเรือนอีกด้วย


 


มีสินค้าที่ทำให้ตัวเองสวยขึ้นได้แบบนี้ นางจะไม่หวั่นไหวได้ยังไงล่ะ


 


เพื่อจะได้ออกเรือนไปกับตระกูลที่ดีหน่อย อย่าว่าแต่แค่ซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเลย ต่อให้ต้องเปลี่ยนทั้งหน้า นางก็ยอม


“จริงหรือ ในเมื่อพวกเจ้าคิดแบบนี้แล้ว งั้นก็ไปฟ้องข้ากับศาลเถอะ ถ้าท่านผู้พิพากษาบอกว่าหนังสือตัดความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้เป็นโมฆะ ข้าก็จะเลี้ยงดูพวกเจ้าต่อ เป็นยังไงล่ะ”


 


พอมั่นใจว่าพวกเขาไม่กล้าไปฟ้องศาลแล้ว ฉินจิ่นเลยยื่นข้อเสนอให้อย่างใจเย็น


 


นางฉินเห็นว่านางทิฐิสูงแบบนี้แล้ว ก็รีบทำหน้าตาดุดันทันที แล้วก็ลากร่างกายที่อ้วนท้วมของตัวเองยื่นมือมาข่วนหน้าของฉินจิ่น


 


“ถ้าเจ้ากล้าโดนตัวข้าแม้แต่นิดเดียว ก็เตรียมนอนอยู่บนเตียงเดือนนึงได้เลย” ฉินจิ่นไม่ได้ขยับตัว แล้วก็พูดอย่างเฉยชา


 


ครั้งที่แล้วที่คนตระกูลฉินโดนลากไปขึ้นศาล แม่เว่ยกับฉินเฟิ่นต่างก็โดนตีไปยกนึงแล้ว แต่ยังไม่ใช่แบบที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเดือนนึงเต็มๆ


 


พอโดนฉินจิ่นพูดถึงอีกครั้ง ยังไม่ทันได้พูดอะไร ตอนนี้นางก็รู้สึกว่าก้นของตัวเองนั้นก็เริ่มจะปวดหน่อยๆ แล้ว


แล้วมือที่กำลังยื่นอยู่ก็หยุดอยู่ที่เดิมไป นางฉินจ้องมองฉินจิ่นอย่างอึดอัดใจ แววตานั้นราวกับว่าจะกินนางให้ได้อย่างไรอย่างงั้น


 


ฉินเฟิ่นที่ยังอยากจะขู่ให้ฉินจิ่นตกใจในตอนแรก ครั้งนี้กลับต้องถอยหลังไป แล้วไม้ในมือก็หล่นลง ฉินจิ่นหัวเราะเยาะไปทีนึง ทำให้คนที่อยากรังแกคนอื่นแต่ใจเสาะอย่างพวกเขานั้นกลัวเป็นพิเศษ


 


แค่คำเดียวก็จี้จุดอ่อนของพวกเขาได้ทันที แต่สามแม่ลูกตระกูลฉินนั้นก็ไม่อยากจะปล่อยฉินจิ่นไปง่ายๆ แบบนี้ หลายๆ คนสบตากันไปทีนึง แล้วนางฉินก็กวาดไปที่ชั้นวางของอย่างเคียดแค้น แล้วก็กัดฟันอย่างค้างคาใจ


 


“เห้อ ทำไมชีวิตข้าช่างรันทดเยี่ยงนี้ ถึงได้คลอดลูกสาวที่อกตัญญูขนาดนี้ออกมาได้......”


 


นั่งลงไปบนพื้นอย่างเต็มก้น แล้วนางฉินก็เริ่มส่งเสียงร้องไห้โฮขึ้น


ร่างที่อ้วนท้วมของนางติดอยู่คนหน้าประตู แล้วก็บังทางเข้าออกอย่างมิดชิด เหมือนทหารเฝ้าด่านที่ไม่มีใครรอดผ่านไปได้


 


ก็ถือว่าฉินจิ่นมองออกแล้ว ว่าคนพวกนี้นั้นไร้ยางอาย ทำตัวเป็นอันธพาล แล้วปากก็พูดตรงไปตรงมา สิ่งเหล่านั้นต่างเป็นสิ่งที่ไม่จริงทั้งนั้น เป้าหมายเดียวที่พวกเขาต้องการตั้งแต่แรกก็คือเงิน


 


ถ้าสามารถโน้มน้าวเอาเงินจากนางได้ก็จะดีมาก แต่ถ้าโน้มน้าวไม่ได้ คนพวกนี้ก็จะใช้วิธีที่ไร้ยางอาย โดยมีนางฉินเป็นแม่ทัพ มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่ร้านของนาง ทำให้นางค้าขายไม่ได้


 


คนพวกนี้จิตใจต่ำช้าจริงๆ ก็โชคดีที่นางนั้นไม่ใช่          ฉินจิ่นคนเดิมแล้ว ถ้าไม่อย่างงั้นถ้าต้องเจอกับแม่แบบนี้ นางต้องทรมาน


 


เอ่อ ไม่สิ ฉินจิ่นนั้นได้โดนพวกเขาบีบบังคับให้ตายไปแล้ว


“ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งนึง เจ้าลุกขึ้นมาแล้วก็ออกไปซะ เราจะได้มองหน้ากันได้อย่างสันติหน่อย ถ้าไม่ลุกขึ้นมา อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจละกัน”


 


ฉินจิ่นมองหน้าของนางฉินตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็พูดอย่างเฉยชา


 


“ถ้าวันนี้แกจะไม่กตัญญูต่อข้า ก็อย่าคิดว่าข้าจะลุกขึ้นมาละกัน” นางฉินพิงอยู่ที่ประตู แล้วก็ไม่รู้ว่าไปล้วงเอาเมล็ดฟักทองมาจากไหน แกะทีละเม็ดๆ แล้วก็ใส่เข้าปากไป


 


ดูท่าทางแล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าเตรียมการมาก่อนแล้ว


 


ฉินจิ่นหัวเราะขมขื่นไปทีนึงอย่างจำใจ นางบ้าไปแล้วจริงๆ ถึงได้คิดอยากจะใช้เหตุเหตุผลกับคนพวกนี้


 


“เจ้าจะไม่หลีกใช่หรือไม่ งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจนะ”


 


นางทำหน้าโมโหแล้วก็เดินเข้าไปสองก้าว แล้วฉินจิ่นก็ตะโกนเข้าไปข้างในว่า “ฮาฮา ออกมา ออกมาไล่คนพวกนี้ออกไปให้หมดเลย”


 


พอได้ยินเสียงเรียกของฉินจิ่นแล้ว ฮาฮาก็วิ่งมาอย่างรวดเร็ว


 


แววตามองมาที่นางฉินจากไกลๆ มันก้มหัวแล้วเห่า ราวกับว่ากำลังเตรียมตัวอยู่


 


พอนางฉินเห็นฮาฮาแล้ว ก็ตกใจจนยืนขึ้นทันที


 


“หมา อ๊าก มีหมาด้วย”


 


“โฮ่งๆๆ ......” เหมือนกับว่าฮาฮาจะรู้ว่าคนไหนน่ารังเกียจอย่างไรอย่างนั้น ก็อ้าปากเผยเขี้ยวแหลมๆ ออกมา แล้วก็มุ่งตรงไปบนตัวของนางฉิน


 


นางฉินตกใจกลัวจนวิ่งออกไปข้างนอก ฉินยิงก็วิ่งออกไปอย่างตื่นตระหนกเหมือนกัน วิ่งออกไปอย่างรีบร้อน แต่สายตาก็ยังละจากขวดต่างๆ ในร้านไม่ได้


 


ฉินเฟิ่นก็กลัวจนอยากจะวิ่งหนี แต่ต่อมาก็รู้ตัวว่าในมือของตัวเองมีอาวุธอยู่


 


เลยหยุดวิ่ง แล้วก็เอาไม้ฟาดไปที่หัวของฮาฮาทีนึง


 


“ฮาฮาระวัง” ฉินจิ่นตะโกนด้วยความเป็นห่วง นางตกใจสุดๆ จนหลับตา ไม่กล้ามองฉากที่ฮาฮาจะโดนตี


 


เป็นความผิดของนางทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ฮาฮายังไม่โต นางก็รีบให้มันไปสู้กับคนโลภที่จิตป่วยพวกนี้แล้ว


บทที่ 90


เรื่องนี้มันช่างหนักหน่วงจริงๆ


 


และในตอนที่จินตนาการอยู่นั้นฮาฮากลับไม่ได้ส่งเสียงร้องโอดครวญออกมา ข้างหูของฉินจิ่นกลับได้ยินเสียงอู้อี้ชัดเจน “ปึง”


 


นางลืมตาขึ้นอย่างมึนงง เห็นแค่ฮาฮานั้นถูกคนอุ้มอยู่ในอ้อมอก เมื่อกี้ที่เจ้าตัวเล็กกำลังเผชิญกับอันตรายอยู่ ยังนึกว่าเจ้าของของตัวเองนั้นเล่นกับตัวเองอยู่ด้วยซ้ำ แล้วก็โวยวายจะกระโดดออกมา


 


ฉินจิ่นกลับสงสารจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา เพราะไม้ท่อนนั้นของฉินเฟิ่น ทุบเข้าที่หลังของเว่ยเหยียนถิงอย่างจัง


 


เว่ยเหยียนถิงอุ้มฮาฮาเอาไว้อย่างระมัดระวัง หมอบแล้วเอาหลังยันไม้ไว้ จากนั้นเขาค่อยยืดตัวขึ้น คว้าไม้อีกด้านอย่างโมโห แล้วก็ดันออกไป แล้วจู่ๆ ฉินเฟิ่นก็อึ้งกับการกระทำของเขาไปทันที จนแรงมือไม่ตอบสนอง แล้วก็โดนแรงผลักหนักๆ จนล้มลงไปอย่างเต็มก้น


 


“พี่ถิง เจ็บหรือไม่” ฉินจิ่นรีบวิ่งขึ้นมา รับฮาฮามาจาก   เว่ยเหยียนถิง “รีบเข้ามาเร็ว ข้าจะดูแผลทีหลังให้”


 


เว่ยเหยียนถิงนั้นหญิงสาวที่มาซื้อของเรียกมา คนที่มาร้านอยู่บ่อยๆ ต่างก็รู้ว่าฉินจิ่นกับเว่ยเหยียนถิงนั้นเป็นผัวเมียกัน เพราะฉะนั้นพอหลังจากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้ว สาวน้อยหลายคนก็รีบวิ่งไปบอกข่าวที่ร้านอาหารตระกูลเว่ย ยังดีที่เว่ยเหยียนถิงอยู่ที่ร้านพอดี พอได้ยินข่าว เลยรีบวิ่งมาทันที


 


ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันได้วิ่งมาถึงที่ร้าน ก็เห็นฉินเฟิ่นรังแกฮาฮาของบ้านเขาก่อนแล้ว เขาห้ามไว้ไม่ทัน ทำได้แค่ใช้ร่างกายของตัวเองบังเจ้าตัวเล็กนี่เอาไว้


 


พออยู่ในอ้อมอกของฉินจิ่นแล้ว ฮาฮาก็เลียไปที่มือของนางอย่างดีใจ ราวกับว่ารับรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ปกติในตอนนี้ แล้วเจ้าตัวเล็กก็มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดกลัว


 


ก็มองไปเห็นฉินเฟิ่นที่นั่งอยู่ที่พื้นข้างๆ แล้วมันก็อ้าปากขู่เขา ตะโกนโฮ่งๆ เสียงดัง ดิ้นตัวอยากจะกระโดดออกจากอ้อมอกของฉินจิ่นให้ได้


 


-เจ้านาย มีคนเลว ข้าจะไปกัดมัน-


 


ฉินจิ่นห้ามมันเอาไว้ แล้วก็ลูบหัวปลอบเจ้าตัวเล็กไป   “ฮาฮาเป็นเด็กดีนะ ไม่ดื้อนะ”


 


แล้วเจ้าตัวเล็กก็สงบลง ไม่ได้ขู่ไปทางฉินเฟิ่นอีก แต่ก็ยังมองเขาอย่างระแวดระวังอยู่ตลอด ราวกับว่าขอแค่เขากล้าทำอะไรที่ไม่เข้าท่า มันก็จะกระโจนเข้าไปกัดขาเขาให้ขาดอย่างไรอย่างนั้น


 


พอโดนสายตาที่ดุร้ายกวาดมาแล้ว ฉินเฟิ่นก็สะดุ้งไปทั้งตัว ก็โยนไม้ทิ้งแล้วก็เผ่นหนีไป


 


เขาสู้เว่ยเหยียนถิงไม่ได้อยู่แล้ว เรื่องนี้นั้นเขาก็รู้ดี


 


ฉินจิ่นเห็นว่าเขาทำอะไรไม่ได้ เลยรีบพาเว่ยเหยียนถิงเข้าไป แล้วหันมาปิดประตูร้าน แล้วก็รีบดึงเสื้อเขาอย่างรีบร้อน


 


 “พี่ถิง รีบถอดเสื้อออกเร็ว ข้าขอดูแผลของพี่หน่อย”


 


“ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบ แรงแค่นั้นของฉินเฟิ่นทำร้ายอะไรพี่ไม่ได้หรอก สบายใจเถอะ” ก็ยิ้มแล้วก็จับไปที่ปลายจมูกของ     ฉินจิ่น และเว่ยเหยียนถิงก็ค่อยๆ หันตัวไปแล้วถอดเสื้อออก


 


บนแผ่นหลังที่ขาวเนียน มีรอยช้ำใหญ่ๆ บวมนูนออกมา ฉินจิ่นเห็นแล้วก็เจ็บปวดใจสุดๆ


 


คนที่สมควรตายอย่างฉินเฟิ่นนั่น ครั้งหน้าถ้ายังกล้ามาทำอะไรประหลาดๆ อีก นางต้องเอามันให้ตายให้ได้


 


กัดฟันแล้วเอายาทาไปที่แผลของเว่ยเหยียนถิง ฉินจิ่นนั้นแอบด่าสามคนแม่ลูกตระกูลฉินไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว พบเจอกับญาติที่น้องที่ชั่วและเห็นแก่ตัวแบบนี้ ทำยังไงถึงจะตัดขาดพวกเขาได้ในครั้งเดียว


 


ฉินจิ่นคิดไปคิดมาก็คิดไม่ออกสักที คนพวกนี้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ


 


พอทายาให้เว่ยเหยียนถิงเสร็จแล้ว อารมณ์ของฉินจิ่นก็เบาลงแล้ว มีชั้นวางหลายชั้นในร้านโดนพังกระจัดกระจายไปหมด อารมณ์ของนางนั้นก็ยังไม่ได้จัดการ ก็อุ้มฮาฮาแล้วนั่งเหม่ออย่างหดหู่


 


เว่นเหยียนถิงกำลังจะปลอบนาง แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงโวยวายดังมาอยากข้างนอก


 


“ลูกรอง เปิดประตู เจ้าบาดเจ็บรึ รีบให้แม่ดูเร็วเข้า” นางเว่ยตะโกนเสียงดังขึ้นจากหน้าประตู


 


พ่อเว่ยก็ตามอยู่ข้างหลังแม่เว่ยอย่างรีบร้อน เห็นได้ชัดว่าคนแก่ทั้งสองนั้นได้ข่าวเรื่องนี้แล้ว


 


ฉินจิ่นรีบเดินไปเปิดประตู แล้วก็ให้คนแก่ทั้งสองเข้ามา


แล้วนางเว่ยก็พุ่งตรงไปที่เว่ยเหยียนถิงทันที ตรวจดูร่างกายของเขาอย่างละเอียด พอเห็นว่าไม่มีแผลอะไรให้เห็นชัด ถึงจะสบายใจขึ้น


 


“คนตระกูลฉินนี่มันยังไงกันแน่ มาหาเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่า บ้านของเราช่างเฮงซวยจริงๆ ทำไมถึงโดนคนตระกูลนี้มาเกี่ยวพันด้วย”


 


นางเว่ยด่าด้วยความรังเกียจ นางจับไปที่หน้าของ        เว่ยเหยียนถิง แล้วก็เจ็บปวดใจสุดๆ


 


ฉินจิ่นก้มหน้าไม่ได้พูดอะไร แล้วก็ยอมให้คนแก่ด่าให้สมใจ


 


“แม่จ๊ะ แม่อย่าโมโหไปเลย ไม่เป็นไรนะ แค่พวกเราหนักแน่น พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรแล้ว” เว่ยเหยียนถิงพูดปลอบนางเว่ยอย่างอ่อนโยน แล้วในใจก็แอบๆ ตัดสินใจว่า จะไม่ปรานีกับคนตระกูลฉินอีกแล้ว


 


พอแม่เว่ยด่าจบแล้ว ก็ค่อยๆ สงบลงนางหันหน้าไปทางฉินจิ่น แล้วก็จ้องมองไปที่ท้องของนางโดยไม่ได้ตั้งใจ “อาจิ่น ช่วงนี้มีข่าวอะไรหรือไม่”


 


ฉินจิ่นอยากจะพูด แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่เงียบแล้วก็ส่ายหน้า


 


บนใบหน้าของนางเว่ยก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง พวกเจ้าแต่งงานกันมาก็สักพักนึงแล้ว ทำไมยังไม่มีข่าวคราวอีกล่ะ”


 


“แม่ ข้ากับอาจิ่นไม่รีบมีลูก แม่ดูสิ ว่าช่วงนี้เราต่างก็ยุ่งกันมาก ถ้ามีลูกมาจริงๆ ลำบากแย่เลย” เว่ยเหยียนถิงอธิบายเสียงเบา เขาเห็นใจฉินจิ่น แล้วก็ทนเห็นนางโดนแม่เว่ยด่าไม่ได้


 


“ลำบากยังไงกัน ยังมีข้ากับพ่อเจ้าอยู่ไม่ใช่รึ ถ้าพวกเจ้าคลอดลูกมา ก็ให้พวกข้าเลี้ยงสิ”


 


นางเว่ยพูดเหน็บแนมไม่หยุด อยากจะอุ้มหลานไม่ไหวอยู่แล้ว


เว่ยเหยียนถิงก็ปลอบไปอีก สุดท้ายก็ให้นางหยุดคิดเรื่องนี้ไปก่อน


 


แต่คนเป็นแม่ ก็มีเรื่องให้ห่วงเยอะหน่อย ถ้าหมดห่วงกับลูกชายคนรองของตัวเองแล้ว นางก็ต้องคิดเรื่องของลูกคนที่สามกับคนที่สี่ต่อทันที


 


“อาจิ่นเอ๋ย เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของเสี่ยวจวนกับเสี่ยวซิ่น ต้องนึกถึงพวกเขาสองคนให้มากๆ ด้วยนะ” นางเว่ยจ้องมองฉินจิ่น แล้วก็พูดออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด


 


ฉินจิ่นก็พยักหน้า “วางใจเถอะ แม่ ข้าเห็นพวกเขาเป็นน้องสาวน้องชายจริงๆ ของข้าอยู่แล้วจ้ะ”


 


“เหอะ งั้นหรือ งั้นแสดงว่า เจ้าคิดยังไงกับงานแต่งงานของเสี่ยวซิ่นล่ะ” แม่เว่ยเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของฉินจิ่น


 


ส่วนคำถามนี้ของนางก็ทำเอาฉินจิ่นงงไปทันที


วิญญาณโลกปัจจุบันอย่างนาง โดนความรักอิสระล้างสมองอย่างหนักหน่วง ทำไมถึงนึกขึ้นได้ว่าจะเป็นแม่สื่อ แนะนำให้แต่งงาน


 


ปัญหานี้หนักหน่วงมาก นางทำไม่เป็นจริงๆ


 


“แม่จ๊ะ แล้วแม่อยากหาผู้หญิงยังไงให้เว่ยเหยียนซิ่นหรือจ๊ะ” ไม่อยากจะใช้วิธีนี้สอนกับนางเว่ย ฉินจิ่นก็ทำได้แค่เป็นบอลที่หมุนอยู่กับที่ แล้วก็โยนคำถามกลับไป


 


พอนางเว่ยตั้งใจคิดพิจารณาไปสักพัก ก็ค่อยๆ ตอบว่า “ตั้งแต่สมัยก่อน เราต่างก็หาคนที่ตระกูลสูงส่งกัน แล้วทุกวันนี้ก็ถึงคราวของเสี่ยวซิ่นของเราต้องเป็นเจ้าบ่าวแล้ว สาวที่หามานั้นตระกูลต้องไม่ต่ำเกินไป ท่าทางก็ดูกระฉับกระเฉง เรื่องอย่างอื่นเดี๋ยวข้าค่อยถามเขาดู รอดูว่าเขาจะมีวิธีอะไรอีก แล้วเจ้าก็ทำตามนั้น หาดูก่อน เพราะยังไงก็มีหญิงสาวมาที่ร้านของเจ้าตั้งเยอะ เจ้าก็คอยสอดส่องให้บ่อยๆ หน่อยล่ะ” 


จบตอน

Comments