system ep91-100

 บทที่ 91


ทำให้คนโมโหจนผมชี้ขึ้นฟ้าไปหมด


 


ฉินจิ่นรีบพยักหน้า “ได้จ้ะ แม่ ต่อไปข้าจะช่วยดูให้ตามมาตรฐานนี้นะจ๊ะ ถ้ามีคนที่เหมาะสม ก็จะบอกแม่ทันทีเลยจ้ะ”


 


คำพูดนี้ทำให้แม่เว่ยใจเย็นลงมาก นางเงยหน้าขึ้นอย่างพอใจ แล้วก็กวาดตามองไปที่ฉินจิ่นทีนึง “เมื่อกี้ไม่ได้บาดเจ็บใช่หรือไม่”


 


“เปล่าจ้ะ พวกเขาอยากจะได้เงิน ข้าเลยให้ฮาฮาไล่ไปจ้ะ” ฉินจิ่นตอบตามความจริง


 


เห็นนางเป็นแบบนี้ นางเว่ยก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วก็จับมือนางอย่างเห็นใจว่า “ลูกอย่างเจ้าน่ะซื่อสัตย์ ไม่รู้จริงๆ ว่าชีวิตนี้มีเวรมีกรรมอะไร ถึงได้มาพบเจอกับครอบครัวแบบนี้กัน”


 


ลูกนั้นตัวเองเป็นคนคลอดเองหมด ถึงจะลำเอียงแค่ไหน ก็ไม่ควรจะบีบบังคับกันจนตายกันไปข้างแบบนี้


 


นางเว่ยเข้าใจความคิดของนางฉินได้ และเห็นใจกับสิ่งที่ฉินจิ่นพบเจอมาก


 


ถึงแม่ว่าปากของนางจะร้ายบ้างบางครั้ง แต่ไม่ได้เป็นคนจิตป่วยอย่างนางฉินแบบนั้น อดที่จะเห็นใจไม่ได้


 


“แม่จ๊ะ แม่วางใจเถอะจ้ะ ข้าตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวของพวกเขาไปแล้ว ถ้าพวกเขายังมาหาเรื่องอีก ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยไปแจ้งทางการก็ได้จ้ะ”


 


ฉินจิ่นมุ่งมั่นที่จะตัดความสัมพันธ์กับคนตระกูลฉิน สิ่งที่นางควรให้นางก็ให้แล้ว แต่พวกเขายังไม่พออีก ก็อย่าหาว่านางไร้จิตใจละกัน


 


ชีวิตต้องดำเนินต่อไป นางจะถูกพวกปลิงดูดเลือดอย่างตระกูลฉินมาถ่วงจนดำเนินชีวิตไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด


 


นางเว่ยฟังคำพูดนี้แล้ว ไม่ได้เห็นด้วยแต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ประตูศาลนั้นหันไปทางทิศใต้ มีเหตุผลแต่ไม่มีเงินก็อย่าได้เข้าไป ถึงเราจะชนะไปแล้วรอบนึง แต่ครั้งที่สองนั้นจะไม่เหมือนเดิมแล้ว เรื่องครอบครัวนั้นศาลตัดสินได้ยาก ใต้เท้าจะไม่ตัดขาดความสัมพันธ์ให้เจ้าหรอก เจ้าคิดหาวิธีอื่นดูดีกว่า”


 


คำพูดนี้สำหรับฉินจิ่นแล้ว เรียกได้ว่าหัวหมุนกันเลยทีเดียว


 


ก่อนหน้านี้จะฟ้องว่าคนในตระกูลฉินนั้นทำร้ายร่างกาย เรื่องนี้มีชาวบ้านมากมายที่เป็นพยานได้แล้วการพิพากษาของใต้เท้าก็ไม่ได้มีอะไรที่ไม่ถูกต้องด้วย


 


แต่สำหรับเรื่องการตัดขาดสัมพันธ์นี้ อยู่ที่นี่นั้นความกตัญญูเป็นคุณธรรมหลัก ถ้าลูกเป็นฝ่ายขอตัดสัมพันธ์กับพ่อแม่เอง ก็กลัวว่าจะไม่ได้รับการสนับสนุน


 


จู่ๆ ฉินจิ่นก็รู้สึกว่า อนาคตนั้นดับมืดแล้ว


 


พอเห็นว่านางอารมณ์เปลี่ยนกะทันหัน เว่ยเหยียนถิงก็เดินเข้าไปจับมือนาง “ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่นี่”


 


เขาพูดคำหวานเอาใจอะไรไม่เป็น ใช้แค่คำง่ายๆ สามคำ แล้วก็ทำให้ความหดหู่ของฉินจิ่นนั้นหายไปทันที


 


ฉินจิ่นเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องไปที่ใบหน้าที่มีเสน่ห์ของเขา แล้วก็เผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา


 


ถึงเขาจะไม่แข็งแกร่งพอ ไม่ได้ทำให้ผู้คนอิจฉาชื่นชมในการเป็นครอบครัวที่ดี แต่เขากลับมีไหล่ที่แข็งแรง เพื่อคอยค้ำจุนทั้งฟ้านี้ให้นาง


 


“พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้รอง พี่เป็นยังไงบ้าง พวกฉินเฟิ่นมาทำอะไรพี่หรือไม่ “เว่ยจวนตะโกนไป แล้วก็รีบวิ่งมาอย่างรวดเร็ว


 


ร้านหลิวเซียงก็ห่างจากที่นี่อยู่มาก นางเหนื่อยจนพูดจาติดๆ ขัดๆ ดูแล้วก็รู้ว่าวิ่งมาตลอดทั้งทาง


 


ฉินจิ่นรีบปล่อยมือของเว่ยเหยียนถิง เดินเข้าไปตักน้ำอุ่นมาให้นางแก้วนึง “เสี่ยวจวนใจเย็นๆ ข้าไม่เป็นอะไร พวกเขาโดนฮาฮาทำให้ตกใจจนวิ่งหนีไปหมดแล้ว เจ้าดื่มน้ำก่อนเถอะ เราค่อยคุยกัน”


 


เว่ยจวนกะพริบตา เห็นว่าพ่อแม่แล้วก็พี่รองของตัวเองก็มากันหมดแล้ว ใจที่เป็นห่วงอยู่ก็ค่อยสบายใจขึ้น


 


จับแก้วที่ฉินจิ่นให้กับนาง แล้วก็ดื่มลงไปอึกใหญ่


 


พอหายใจคล่องแล้วก็ค่อยเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ทุกคนอย่างประหม่า


 


นางเว่ยเห็นสภาพที่เต็มไปด้วยเหงื่อของนางแล้ว คิ้วที่เพิ่งจะคลายไปก็ขมวดขึ้นอีก “เจ้าดูสภาพเจ้าสิ อายุก็ออกเรือนได้แล้ว ทำไมไม่รู้จักระวังภาพลักษณ์ของตัวเองบ้างเลย”


 


ยื่นมือออกมาจิ้มไปที่หน้าผากของเว่ยจวนทีนึง แล้วนางเว่ยก็หงุดหงิดสุดๆ


 


ก่อนหน้านี้ฐานะทางบ้านไม่ดี นางกลัวว่าจะทำให้         เว่ยจวนต้องลำบาก เลยไม่ได้รีบหมั้นหมายให้กับนาง


 


วันนี้เจ้าเด็กนี่โตขึ้นเรื่อยๆ ดูแล้วก็ถึงเวลาที่นางควรจะออกเรือนได้แล้ว


 


ได้ยินคำนี้แล้ว เว่ยจวนก็แก้มแดงไปจนถึงหู “แม่ ข้ายังเด็กอยู่เลยนะ”


 


“เด็กอะไรกัน จะดูตัวกับคนอื่นไม่ต้องใช้เวลาเลยรึ” นางเว่ยพูดด้วยความหงุดหงิด “เห้อ ก็ถึงเวลาที่ต้องไปหาแม่สื่อหวังตรงหัวหมู่บ้านสักหน่อยแล้วล่ะ ให้เขาบอกสื่อให้พวกเจ้าสองพี่น้องหน่อย”


 


เมื่อก่อนที่บ้านไม่ได้มีเงินทองอะไร จะเชิญแม่สื่อก็ทำใจจะเอาเงินออกมาไม่ได้ ตอนนี้ใจกว้างขึ้นหน่อยนางเว่ยเลยเริ่มที่จะมีความคิดนี้ขึ้นแล้ว


 


พอได้ยินคำนี้แล้ว สีหน้าของเว่ยจวนก็เปลี่ยนทันที นางรีบดึงแขนของนางเว่ย “แม่จ๊ะ แม่หาให้เสี่ยวซิ่นก่อนเลยจ้ะ ข้าไม่รีบจริงๆ ข้ายังอยากอยู่เป็นเพื่อนแม่อยู่น่ะจ้ะ”


 


ในน้ำเสียงของนางมีความร้อนรนอยู่ด้วย จับมือของแม่ตัวเองเอาไว้อย่างเต็มแรงแล้วพูด


 


ฉินจิ่นสบตากับเว่ยเหยียนถิงไปทีนึง เว่ยเหยียนถิงก็แค่ยิ้มให้นาง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นความปกติของเว่ยจวนเลยสักนิด


 


เป็นพี่ชายแท้ๆ ซื่อบื้อจนทำให้โมโหจนผมชี้ฟ้าจริงๆ


 


นางเว่ยเหลือบมองไปที่เว่ยจวนทีนึง แล้วก็บ่นไปอีกสองสามคำ แล้วก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องแต่งงานอีก


 


สีหน้าของเว่ยจวนเริ่มผ่อนคลายลง แต่ท่าทางก็ยังคงดูหนักใจอยู่ดี


 


ยังพูดไม่ทันจบ ก็มีคนที่หน้าตาเขินอายสองสามคนดันประตูเข้ามา “ที่นี่มีครีมทาผิวขายไหมจ๊ะ”


ฉินจิ่นกำลังคิดจะปฏิเสธไม่ขาย แล้วก็เดินขึ้นไปด้วยความรู้สึกขอโทษและอยากจะบอกกับพวกนางว่า วันนี้ไม่เปิดร้านแล้ว


 


ใครจะรู้ว่านางเว่ยนั้นเร็วกว่านางเสียอีก “ขายจ้ะๆ รีบเข้ามาเลือกดูเร็ว......”


 


พ่อเว่ยก็รีบไปเก็บชั้นวางที่โดนพังกระจัดกระจายเมื่อกี้ ตอนที่ตกแต่งร้านเขาก็เคยมาช่วย ตอนนี้พอต้องเก็บกวาด เลยไม่ได้รู้สึกแปลกมืออะไร


 


ฉินจิ่นยิ้มแล้วส่ายหน้า แต่นางก็รีบลงมือ ช่วยแนะนำอธิบายสรรพคุณของยาทุกๆ ขวดให้กับสาวน้อยทั้งสองสามคนที่จะมาซื้อของ


 


คนในตระกูลเว่ยนั้นก็เหลือเว่ยเหยียนซิ่นคนเดียวที่ไม่ได้มาที่นี่


 


คนอื่นๆ นั้นมากันหมดแล้ว ตอนที่กำลังลาดตระเวนอยู่ ก็ได้ยินว่าทางฉินจิ่นนั้นเกิดเรื่อง เขาก็เลยรีบลางานแล้วก็มาทันที แต่แค่เจอกับฉินยิงระหว่างทางก็แค่นั้น


 


พอเห็นเว่ยเหยียนซิ่น ฉินยิงก็ทำท่าทางอ้อนแล้วก็วิ่งเข้าไปหาเขาทันที


 


“พี่ซิ่น แม่กับพี่ชายของข้าไปรังแกพี่สาวข้าอีกแล้ว ข้าขอร้องพวกเขาหลายครั้งแล้ว พวกเขาไม่สนใจข้าเลย แล้วก็ยังตีข้าอีกด้วย พี่ซิ่น พี่ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่”


 


หญิงสาวตัวหอมหวนซบเข้ามาที่อ้อมอก ทำเอา            เว่ยเหยียนซิ่นถึงกับหน้าร้อนผ่าวเลยทีเดียว


 


ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อคำพูดของฉินยิง แต่พอเห็นฉินยิงร้องไห้และเกาะมาที่แขนเสื้อของตัวเอง เผยแผลที่โดนความร้อนโดยไม่ได้ตั้งใจบนแขนออกมา แล้วก็ร้องไห้ฟูมฟาย


 


“พี่ซิ่น ข้าไม่ได้โกหกท่านจริงๆ ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนข้าเคยทำผิด แต่ตอนนั้นข้าไม่ได้เป็นคนยินยอมเองเลย พี่ให้อภัยข้าเถอะนะ”


 


จากนั้นก็ดึงแขนของเว่ยเหยียนซิ่นไว้แน่น แล้วฉินยิงก็กระโจมเข้ามาบนตัวของเขาทันที


 


เว่ยเหยียนซิ่นก็ถึงวัยที่เลือดสูบฉีดแล้ว พอโดนนางโผเข้ามาซบนั้น เลือดทั้งตัวก็สูบฉีดมาที่หัวทันที


 


เขาสะดุ้งไปทั้งตัว แล้วก็ผลักคนที่อยู่ในอ้อมอกไป


 


ฉินยิงที่ไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ ก็โดนเขาผลักออกไปไกลถึงสองสามเมตร แล้วก็นอนฟุบอยู่บนพื้น


 


แล้วก็จบที่เจ็บตัวหนักเลยทีเดียว


 


“เว่ยเหยียนซิ่น แก” ฉินยิงจ้องมองเว่ยเหยียนซิ่นอย่างเคียดแค้น ดวงตามีน้ำตาค้างอยู่ นี่เป็นครั้งแรกที่นางร้องไห้เพราะเจ็บจริงๆ


ฝ่ามือและหัวเข่าเสียดสีกับพื้น จนหนังถลอกปอกเปิกไปหมด


บทที่ 92


หนุ่มน้อยหัวใจว้าวุ่น


 


เว่ยเหยียนซิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และมองฉินยิงด้วยความรู้สึกผิด พอเห็นว่าฝ่ามือและเข่าของนางถลอกจนออกเลือด ก็รีบเดินไปข้างหน้านาง “ขอโทษนะ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจน่ะ”


 


เขาเดินไปข้างหน้าอย่างร้อนรนใจ อยากจะพยุงฉินยิงขึ้น แต่ด้วยความที่เป็นผู้หญิงกับผู้ชาย เลยไม่กล้าแตะเนื้อต้องตัวนาง ทันใดนั้น เว่ยเหยียนซิ่นก็ร้อนรนอย่างกับมดที่อยู่บนเตาไฟอย่างไรอย่างงั้น


 


ฉินยิงนั้นโมโหกับท่าทางของเขาสุดๆ และฝ่ามือและหัวเข่าก็ปวดไปหมด


 


“เว่ยเหยียนซิ่น เจ้าไร้น้ำใจจริงๆ โอ๊ย เจ็บจัง......” ฉินยิงก็ร้องไห้น้ำตานองหน้าแล้วก็มองไปที่ฝ่ามือของตัวเอง แล้วก็มองไปที่เว่ยเหยียนซิ่น


 


ถึงแม้ว่าปกติแล้วนางจะแสบ แต่รูปร่างหน้าตาก็พอดูได้ ตาแป๋วๆ ที่มีน้ำตาคลออยู่ ค่อยๆ ก้มลง เผยให้เห็นแค่แก้มใหญ่ๆ กับริมฝีปากแห้งๆ เท่านั้น จนทำเอาเว่ยเหยียนซิ่นเหม่อไปเลยทีเดียว


 


“มัวอึ้งอยู่ทำไมกัน ยังไม่รีบพาข้าไปหาหมออีก” ฉินยิงพูดเร่งอย่างดุดัน


 


คำเอ่ยปากนี้ ทำให้เว่ยเหยียนซิ่นที่เพิ่งจะมีความรู้สึกดีๆ ก็หายไปทันที เขากะพริบตา มองดูบนเข่าที่เผยออกมานอกเสื้อผ้ามีคราบเลือดอยู่ ก็ถามขึ้นอย่างอึ้งๆ ว่า “เจ้าลุกขึ้นไหวหรือไม่ เดี๋ยวข้าหาคนมาพยุงเจ้าดีกว่า”


 


“พยุงอะไรกัน เจ้าไม่มีมือรึไง ไม่เห็นรึไงว่าข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว” ฉินยิงด่าอย่างโมโห พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเห็นแววที่แปลกประหลาดของเว่ยเหยียนซิ่นแล้ว ก็เปลี่ยนน้ำเสียงอีกครั้งทันที


 


 “เจ็บจังเลย เจ็บมากจริงๆ พี่พยุงข้าหน่อยได้หรือไม่”


 


นางเสียงแหบ มองอ้อนเว่ยเหยียนซิ่น ทันใดนั้น            เว่ยเหยียนซิ่นก็โดนนางสะกดจิตทันที ก็เดินขึ้นไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว จับไปที่ไหล่ของนางเบาๆ แล้วก็พยุงนางขึ้นมา


 


“โอ๊ย” ฉินยิงแกล้งทำเป็นยืนเซ แล้วก็ล้มไปข้างหน้าแรงๆ แล้วก็ล้มเข้าไปในอ้อมกอดของเขาทันที


 


เว่ยเหยียนซิ่นตื่นเต้นจนเหงื่อเต็มหน้าผากไปหมด โตขนาดนี้แล้ว เขาก็เพิ่งจะอยู่ใกล้ชิดกับผู้หญิงขนาดนี้จริงๆ


 


ทำยังไงดี


 


ฉินยิงเหลือบมองไปที่เหงื่อที่เต็มหน้าผากของเขา ท่าทางที่หน้าแดง คอเกร็ง ก็แอบด่าอยู่ในใจ แล้วก็ยิ่งโอบคอเขาแน่นเข้าไปอีก


คนที่อยู่รอบๆ ก็เห็นท่าทางนี้ของพวกเขากันหมดแล้ว แล้วก็พากันมองจากไกลๆ


 


เว่ยเหยียนซิ่นไม่รู้ว่าจะโต้แย้งยังไง เลยทำได้แค่หน้าด้านแล้วก็ส่งฉินยิงไปที่โรงยา


 


ร่างกายที่อ่อนนุ่มของหญิงสาวอยู่ในอ้อมกอดของเขา เขาเดินไปข้างหน้าอย่างหน้าด้าน แม้แต่ดวงตานั้นก็ไม่กล้ามองไปมั่ว แล้วกลิ่นตัวหอมหวนของหญิงสาวเตะมาที่จมูกของเขา เว่ยเหยียนซิ่นเลยรู้สึกว่า ตัวเองนั้นเหมือนกำลังอยู่ในสองโลกระหว่างน้ำแข็งกับไฟ


 


จิตใต้สำนึกบอกกับเขาว่า คนอย่างฉินยิงนั้นไม่ใช่คนที่น่าคบหา นางแสบจนไม่รู้จะพูดยังไง แล้วก็ยังรังแกพี่สะใภ้รองอีกด้วย แต่ร่างกายกลับแสดงออกอย่างชัดเจน ถึงจะแสบแค่ไหน แต่นี่ก็เป็นหญิงสาววัยรุ่นอายุสิบหกอยู่ดี


 


ด้วยความวุ่นวายแบบนี้ จนในที่สุดก็ส่งคนไปถึงโรงยา


พอเข้าไปแล้ว เว่ยเหยียนซิ่นก็รีบวางคนลงนั่งบนที่นั่งในโรงยา แล้วก็ควักเงินออกมาแล้วโยนไปบนโต๊ะ “ท่านหมอ นางบาดเจ็บน่ะ ท่านรีบช่วยดูให้หน่อย”


 


พอพูดคำนี้จบแล้ว เขาก็ไม่ได้มองฉินจิ่นอีกเลย แล้วเขาก็ชิ่งหนีออกไป


 


แล้วท่านหมอก็โดนท่าทางนี้ของเขาทำเอาจำสถานะของตัวเองไม่ถูก แต่ก็ยังตรวจให้ฉินยิงอย่างละเอียดแล้วก็ทำแผลให้เรียบร้อย


 


มองดูแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปของเว่ยเหยียนซิ่นแล้ว ฉินยิงหรี่ตาแล้วก็ยิ้ม


 


จริงๆ แล้วเป็นคนอ่อนต่อโลกคนนึงนี่เอง สนุกจริงๆ ดูแล้วเป้าหมายของนางน่าจะสำเร็จได้ไม่ยาก


 


พอปิดแผลเสร็จแล้ว ฉินยิงก็เดินกลับบ้านอย่างช้าๆ


 


พอเข้าบ้านก็สภาพเห็นนางเว่ยนั่งกอดอกอยู่ในลานบ้านอย่างโมโห ฉินเฟิ่นก็พิงอยู่ที่เสาบ้าน เงยหน้าขึ้นรับแดด


 


ก่อนหน้านี้เขายังไปทำงานที่ศาลได้ ก็ยังพอมีรายได้หน่อย แต่ตอนนี้ไม่มีงานมีการ เลยนอนอยู่บ้านอยู่ตลอด


 


ฉินยิงจ้องมองเขาไปทีนึง ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วก็เดินเข้าห้องนอนของตัวเองไป


 


“แกไปไหนมา ทำไมถึงเพิ่งกลับมา” แม่ฉินจ้องมองนางอย่างโมโหไปทีนึง แล้วก็ถามด้วยความหงุดหงิด


 


ฉินยิงถอนหายใจไปทีนึง “แม่ ข้าก็ไปดำเนินแผนการใหญ่ของข้าน่ะสิจ๊ะ แม่กินข้าวรึยัง”


 


พอพูดถึงเรื่องแผนการใหญ่แล้ว นางฉินที่หน้าบึ้งก็เปลี่ยนไปทันที นางยิ้มแล้วก็ไปอยู่ตรงหน้าของฉินยิงอย่างดีใจ “แผนการใหญ่เป็นอย่างไรบ้าง สำเร็จหรือยังล่ะ”


 


ฉินเฟิ่นก็ตื่นตัวขึ้น หันหน้ามาหาฉินยิงด้วยความเยาะเย้ย “ท่อนไม้อย่างไอ้เว่ยเหยียนซิ่นน่ะรึ นับเป็นแผนการใหญ่อะไรกัน ไม่ใช่ว่าเอ็งสนใจเขามาแต่แรก แล้วอยากจะแต่งงานเข้าไปหรอกนะ”


 


คนที่มีเงินมากที่สุดในตระกูลเว่ยนั้นไม่ใช่เว่ยเหยียนซิ่น ตอนนี้ร้านอาหารนั้นมีเว่ยเหยียนถิงดูแลอยู่ ร้านหลิวเซียงก็เป็นของเว่ยจวน หรือแม้แต่จิ่นถิงผิวสวยก็เป็นฉินจิ่นที่ดูแลอยู่


 


ถ้าจะบอกว่าใครเป็นคนที่มีเงินมากที่สุด ก็เกรงว่าจะเป็นน้องสาวที่ไม่ไยดีของเขาคนนั้น


 


ถ้ารู้ว่านางมีฝีมือขนาดนี้ ก็ไม่ให้นางแต่งออกไปหรอก


 


ฉินเฟิ่นคิดแล้วก็เสียดาย แล้วก็จ้องมองไปที่ฉินยิง เด็กนี่นอกจากจะพูดประจบสอพลอเก่ง หลอกให้แม่ดีใจแล้วยังจะทำอะไรได้อีกล่ะ


 


ฉินยิงมองบนด้วยความรำคาญไปทีนึง “ท่อนไม้เหรอ ท่อนไม้นี้ในตอนนี้นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลเชียวนะ พี่ใหญ่อย่าดูถูกท่อนไม้ไปเลย ยังไงท่อนไม้ท่อนนี้ก็ยังไม่ได้แยกบ้านออกไป ไม่ว่าฉินจิ่นกับเว่ยเหยียนถิงจะมีปัญญาแค่ไหนหาเงินได้มากแค่ไหน แต่นั่นก็ต้องส่งมอบอยู่ดี”


 


“ใช่ๆๆ ขอแค่ยังไม่แยกบ้าน ไม่ว่าพวกเขาจะหาเงินได้เยอะแค่ไหน ก็ต้องมีส่วนของเว่ยเหยียนซิ่นอยู่ส่วนนึงอยู่แล้ว” นางฉินพยักหน้าเห็นด้วย


 


ในเรื่องแผนการนี้ จู่ๆ นางก็คิดว่า ตัวเองต้องมีลูกเขยที่รวยคนนึงให้ได้


 


“ลูกยิง แม่จะบอกเจ้าให้นะ ว่าตาเว่ยเหยียนซิ่นน่ะเป็นคนที่ซื่อตรงมาก คนที่ซื่อตรงแบบนี้น่ะ จัดการง่ายที่สุดแล้ว แม่จะสอนเจ้า แต่แค่เจ้าต้อง......”


 


แล้วก็พูดซุบซิบข้างหูของฉินยิง นางเว่ยถึงจะพยักหน้าพอใจ มองดูฉินยิงแล้วถามว่า “เข้าใจหรือไม่”


 


“เข้าใจแล้วจ้ะ แม่ แม่สบายใจเถิด ข้าเป็นลูกสาวแม่นะ เรื่องพวกนี้ไม่ยากเกินตัวข้าหรอกจ้ะ” ดวงตาของฉินยิงมีประกายความมั่นใจอยู่ แล้วก็เดินไปทางบ้านตระกูลเว่ย


 


เว่ยเหยียนซิ่น ไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะหลุดมือจากข้าไปได้


 


แล้วฉินเฟิ่นก็หัวเราะเยาะไปทีนึง ในปากก็คาบเชือกฟางอยู่ แล้วก็อาบแดดอย่างสบายใจต่อไป


 


นางฉินก็มองเขาด้วยความกังวลไปทีนึง “ลูกใหญ่ แกอย่าเพิ่งใจร้อนไป รอให้ถึงตอนที่ลูกยิงออกเรือนแล้ว ถ้าต้องเอาเงินสินสอดจากตระกูลเว่ยมาให้ได้ ถึงเวลานั้นแม่ก็จะแต่งเมียให้เจ้า แล้วก็สร้างบ้านให้เจ้า”


 


ยังไงนางก็ห่วงลูกสาวไม่เท่าลูกชาย ตอนนี้แม่กำลังพูดอย่างจริงจัง ว่ายังจะอยากแต่งเมียให้กับฉินเฟิ่น ถ้าให้ดีก็รีบมีหลานให้นางอุ้มให้ได้ แบบนี้นางถึงจะอยู่ได้อย่างสบายใจขึ้นหน่อย


 


“แม่ แม่วางใจเถิด ทำได้แน่นอนจ้ะ” แล้วฉินยิงก็เริ่มวาดฝันอย่างสวยงามแล้ว ว่าพอนางแต่งเข้าตระกูลเว่ยแล้ว จะเสพความสุขยังไงดี


 


“พอแล้ว แม่ เรื่องเพ้อเจ้อน่ะ แค่ทำให้แม่ดีใจเท่านั้น ข้าหิวแล้ว เสี่ยวยิงรีบไปทำกับข้าวไป เดี๋ยวข้าต้องออกไปข้างนอกอีก” ฉินเฟิ่นไม่มีอารมณ์จะพูด แล้วก็ไม่ได้เอาแผนการของพวกนางมาใส่ใจ


 


จากที่เขาดูแล้ว มีตอนที่เงินมาถึงมือจริงๆ เท่านั้น นั่นถึงจะเป็นเรื่องจริง ตอนนี้พูดเยอะเท่าไหร่ก็เป็นเรื่องปลอมทั้งนั้น ไม่มีแม้แต่เงาเลยด้วยซ้ำ


บทที่ 93


ทำไมเจ้าถึงร้องไห้ล่ะ


 


ที่คฤหาสน์ของขุนนางในเมือง หัวของขงเอ้อเต็มไปด้วยเหงื่อ แล้วก็คุกเข่าอยู่ตรงหน้าประตูคฤหาสน์ด้วยความตัวสั่น


 


“นายท่านได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย อภัยให้ข้าด้วยเถิด”


 


คุณชายน้อยขาหัก พอใช้ยาทาแก้ปวดนี้หมดแล้ว ท่านขุนนางก็ให้เขาไปซื้อมาอีกขวดนึง ขงเอ้อวิ่งหาจนขาแทบหักก็หาซื้อขวดที่สองไม่ได้


 


เขาไม่รู้จริงๆ ว่าคนที่ขายยานั้นชื่ออะไร รู้แค่ว่าเป็นสาวสวยคนนึงเท่านั้น


 


ไปสืบมาก็หลายวันแล้ว แต่ก็หาคนคนนี้ไม่เจอสักที เขาก็ลำบากใจมากเช่นกัน


 


ไปที่ร้านขายยาของเถ้าแก่หวูแล้ว ที่ร้านขายยาก็บอกว่ายานี้สรรพคุณดี ขั้นตอนการทำซับซ้อน เพราะฉะนั้นเลยเอามาขายเร็วขนาดนี้ไม่ได้


 


ก็หมดหนทางไปทันที ขงเอ้อก็ทำได้แค่ทำใจแล้วกลับไปรับกรรม


 


บอกแค่ว่ายาที่จองยังมาไม่ถึง สำหรับเรื่องที่ยาขวดที่แล้วนั้นซื้อมาจากตลาด เขาไม่กล้าแม้แต่จะพูดถึงเรื่องนี้เลยสักนิด


 


แต่เรื่องนี้ถ้าผิดก็ผิดที่ว่า วันนี้ท่านขุนนางออกมาข้างนอก แล้วก็ผ่านร้านของเถ้าแก่หวูพอดี


 


พอเข้าไปถาม ก็เพิ่งจะรู้ว่ายาแก้ปวดนี้สินค้าได้ขาดมานานแล้ว


 


สองวันก่อนหน้านี้ยาที่ขงเอ้อเอากลับไปนั้นไม่ใช่ยาจากร้านขายยา พอท่านขุนนางรู้เข้าก็โมโหทันที


 


“ของอะไรไม่รู้ เจ้ายังกล้าเอามาให้นายน้อยใช้อยู่อีก บอกมา ว่าเรื่องยานั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ผู้ดูแลที่อยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้นอย่างโมโห


 


ท่านขุนนางโมโหสุดๆ ก็นั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วก็จ้องมอง     ขงเอ้ออย่างเย็นชา


 


ขงเอ้อก็ทำได้แค่บอกเรื่องรวมที่เกิดขึ้นทุกอย่างในวันนั้น รวมถึงคำพูดที่ฉินจิ่นบอกกับเขาด้วย แล้วก็บอกกับท่านขุนนางไปตามจริง


 


“ที่เจ้าพูดมานั้นเป็นความจริงรึ” ท่านขุนนางยืนขึ้น แล้วก็ถามอย่างสงสัย


 


“นายท่าน ขงเอ้อขอสาบานด้วยชีวิต ถ้ามีคำพูดไหนที่ไม่จริง ขอให้ฟ้าผ่าข้าตาย” ก็ชูนิ้วมือขึ้นสามนิ้ว แล้วขงเอ้อก็พูดสาบาน


 


แล้วสีหน้าของท่านขุนนางก็ทำหน้าเคร่งขรึมขึ้น พอผ่านไปสักพักเขาถึงจะเอ่ยปากบอกว่า “ข้ารู้แล้ว งั้นเจ้าก็สืบหาแม่ค้าคนนั้นต่อไป ถ้าสืบได้แล้วให้มาบอกข้าทันที”


 


“รับทราบขอรับ นายท่าน” ขงเอ้อรีบตอบรับ


 


......


ยุ่งวุ่นมาทั้งวัน ในตอนที่ฟ้าเริ่มมืดนั้น แขกในร้านถึงจะพากันออกไป


 


ฉินจิ่นกวาดมองไปที่สินค้าบนชั้นวางทีนึง ก็ว่างไปแล้วอีกครึ่งกว่า เลยอดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกที่ความภูมิใจสุดๆ นี่เป็นธุรกิจแรกที่นางทำขึ้นเองตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ วันนี้ได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมาย ทำให้นางรู้สึกประสบความสำเร็จอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ


 


“ฮาฮา ออกมาเร็ว กลับบ้านกัน” พอเก็บชั้นวางของเสร็จหมดแล้ว ฉินจิ่นก็นวดไปที่เอวที่ปวดเมื่อยของนาง เดินไปเห็นฮาฮาที่ห้องข้างใน ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่นออกมา


 


เจ้าเด็กน้อยนี่กำลังไล่จับหางของตัวเองเล่น หมุนไปไม่รู้กี่รอบ พอได้ยินฉินจิ่นเรียกมัน เจ้าเด็กน้อยก็เงยหน้าขึ้นแล้วก็วิ่งพุ่งเข้าไปหานางอย่างดีใจ แล้วก็ชนเข้ากับกำแพงด้วยความมึน พอชนแล้วก็เหมือนกับว่าจะมึนอยู่หน่อยๆ แล้วก็เหม่อมองที่กำแพงไปสักพัก


 


ฉินจิ่นมองดูท่าทางที่โง่เขลาของมันแล้ว ก็หัวเราะจนท้องแข็งไปเลยทีเดียว


 


“ฮ่าๆๆๆ ......” ฮาฮานึกว่านางเรียกมัน ก็จ้องเขม็งไปที่กำแพงที่มันชนไป ถึงจะค่อยๆ โซเซแล้ววิ่งพุ่งเข้าหาฉินจิ่น


 


“โฮ่งๆ ......อิ๋ง......” กลับบ้านแล้วกลับบ้านแล้ว


 


“จ้ะๆๆ เรากลับบ้านกัน” อุ้มเจ้าตัวเล็กไว้ แล้วฉินจิ่นก็พูดคุยกับมันอย่างมีความสุข โดยไม่ได้สนใจว่าเจ้าตัวเล็กนั้นจะเข้าใจหรือไม่


 


อุ้มฮาฮามาจนถึงหน้าประตูแล้ว เจ้าตัวเล็กก็ดิ้นตัวอยากจะลงไป ฉินจิ่นก็ลูบไปที่หัวของมัน ก็วางเจ้าตัวเล็กลง แล้วก็หันตัวกลับไปล็อกประตู


 


ในตอนที่หันกลับไปอีกครั้ง ก็เห็นแค่เว่ยเหยียนถิงกำลังก้มตัวลงมาเล่นกับฮาฮาอยู่ เจ้าตัวเล็กนั้นจำคนได้ตั้งนานแล้ว พอเห็นเขามาก็ไม่ได้เห่าแม้แต่ครั้งเดียว


 


“พี่ถิง พี่มาแล้วรึ” ฉินจิ่นดีใจกว่าปกติ


 


เว่ยเหยียนถิงเดินขึ้นมา แล้วก็จับไปที่มือของนาง “พี่มารับเข้ากลับบ้านน่ะ”


 


ภายใต้แสงจันทร์สลัว ทั้งสองจับมือกันแล้วก็พากันค่อยๆ เดินกลับทางกลับบ้านกับฮาฮาช้าๆ


 


ฮาฮาวิ่งนำหน้าไป พอวิ่งไปสักระยะนึงแล้วก็หันหลังกลับมามองพวกเขาสองคน พอเห็นว่าทิ้งห่างอยู่ไกลก็เลยวิ่งกลับไปรับพวกเขา ระยะทางที่ไม่ถึงสองกิโลเมตร คนสองคนและหมาหนึ่งตัวก็เดินกันเกือบจะชั่วโมงนึงแล้ว


“พี่ถิง พี่ว่าตอนนี้เสี่ยวซีจะอยู่ที่ไหนกันนะ” มองดูท่าทางของฮาฮาที่วิ่งนำหน้าไปอย่างไร้กังวลแล้ว จู่ๆ ฉินจิ่นก็คิดถึงเสี่ยวซีสุดๆ


 


ถึงแม้ว่าตอนแรกเจ้าเด็กนั่นจะขี้ระแวงสุดๆ แต่ต่อมาพอคุ้นเคยกับนางแล้ว ก็เริ่มจะเผยความซนที่เป็นนิสัยเดิมของตัวเองออกมาแล้ว เขาเชื่อฟังและรู้เรื่องรู้ราวขนาดนั้น ต้องมีคนจิตใจดีดูแลอยู่แน่ๆ”


 


หามานานเท่าไหร่ก็หาเสี่ยวซีไม่เจอสักที ฉินจิ่นคิดถึงมานาน สุดท้ายก็ทำได้แค่หวังว่าจะมีคนมาช่วยชีวิตไป


 


“วางใจเถอะ ตอนนี้เสี่ยวซีต้องยังมีชีวิตอยู่แน่นอน”      เว่ยเหยียนถิงไม่ได้พูดอะไรมาก แค่พูดคำพูดง่ายๆ ไปประโยคนึง


 


เขาก็เชื่อว่าเสี่ยวซียังมีชีวิตอยู่แน่นอน ตรวจหาดูตรงที่ตรงนั้นทั้งหน้าทั้งหลังไม่รู้กี่รอบ ก็ยังไม่เห็นร่องรอยการตกของเสี่ยวชีเลยสักนิด เสี่ยวชีต้องมีคนมาช่วยชีวิตไปแล้วแน่นอน


 


“อื้ม เขาต้องมีชีวิตอยู่ดีในมุมใดมุมนึงของโลกใบนี้แน่นอน ต่อไปเราต้องได้เจอกันอีกแน่นอน” ฉินจิ่นก็พูดอย่างแน่วแน่ แล้วไม่เชื่อหรอกว่าจะมีโชคชะตากับเจ้าเด็กน้อยนั่นสั้นขนาดนั้น


 


เด็กน้อยที่เรียกหาพี่สาวอย่างน่ารัก เสี่ยวซีที่เชื่อฟังรู้เรื่องรู้ราวคนนั้น พวกเขาต้องได้เจอกันอีกแน่นอน


 


“โฮ่งๆ โฮ่ง”


 


จู่ๆ เจ้าตัวเล็กก็วิ่งพุ่งไปอีกทางแล้วเห่าเสียงดัง แล้วก็ดึงความนึกคิดของฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงกลับมา


 


ทั้งสองพากันเหลือบมองไปข้างๆ เห็นแค่เงาร่างเล็กๆ ที่พร่ามัวอยู่ กำลังเดินไปข้างหน้าด้วยจิตใจที่ล่องลอย พอฉินจิ่นลองดูดีๆ แล้ว รูปร่างนั้นช่างเหมือนเว่ยจวนสุดๆ


 


“เสี่ยวจวนรึ” นางมองไปที่เว่ยเหยียนถิงอย่างประหลาดใจ เว่ยเหยียนถิงก็พยักหน้า เพื่อบอกว่ารู้สึกว่าจะเป็นเว่ยจวนเหมือนกัน


ฉินจิ่นตะโกนเรียกไปทีนึง คนคนนั้นเหมือนจะไม่ได้ยินอย่างไรอย่างงั้น ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป


 


ฉินจิ่นปล่อยมือเว่ยเหยียนถิง แล้วก็วิ่งไปข้างหน้า     “เสี่ยวจวน เจ้ารอเดี๋ยวก่อน”


 


พอวิ่งตามไป สรุปแล้วก็เป็นเว่ยจวนจริงๆ


 


ตอนนั้นบนหน้าของนางเต็มไปด้วยน้ำตา แล้วก็เดินไปข้างหน้าด้วยจิตใจที่ล่องลอย ราวกับว่าจิตวิญญาณได้ออกจากร่างไปแล้วอย่างไรอย่างงั้น


 


จนถึงตอนที่ฉินจิ่นจับไปที่แขนของนาง นางถึงจะรู้สึกตัวขึ้น


 


พอเห็นชัดว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือฉินจิ่นแล้ว เว่ยจวนก็ร้องเสียง” อ้า” ทีนึง แล้วก็ร้องไห้โฮออกมา


 


“พี่สะใภ้รอง ฮือๆ ......” นางก็โผกอดฉินจิ่นแน่นๆ แล้วเว่ยจวนก็ร้องไห้จนควบคุมตัวเองไม่อยู่


ฉินจิ่นก็ตบไปที่ไหล่ของนางเบาๆ อย่างไม่รีบร้อน     “เสี่ยวจวน เจ้าหยุดร้องไห้ก่อนนะ ใครรังแกเจ้า เจ้าบอกพี่มา พี่จะไปคิดบัญชีกับมัน”


 


เด็กคนนี้นั้นเป็นคนจิตใจดี ไม่มีทางไปมีเรื่องกับใครแน่นอน นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉินจิ่นเห็นนางร้องไห้จนเป็นแบบนี้เหมือนกัน


 


แบบนี้มันไม่ปกติ ไม่ปกติสุดๆ


 


ฉินจิ่นลูบหลังของนางเพื่อปลอบไปด้วย แล้วฉินจิ่นก็ถามอย่างใจเย็นว่า “เสี่ยวจวน เจ้าบอกพี่สะใภ้รองมาซิ ว่ามีใครรังแกเจ้า”


 


เว่ยจวนร้องไห้ไปแล้วก็ส่ายหน้าไป “เปล่าจ้ะ พี่สะใภ้รอง ไม่......ไม่มีใครรังแกข้าหรอกจ้ะ”


 


น้ำเสียงของนางอู้อี้ แล้วก็ตอบมาสองประโยคด้วยน้ำเสียงสะอื้น เสียงร้องไห้ยังคงหดหู่ ฉินจิ่นฟังแล้วก็รู้สึกสงสารสุดๆ


“จ้ะ เก่งมาก มีอะไรเราค่อยกลับไปพูดที่บ้านกันดีกว่านะ กลับบ้านกับพี่สะใภ้รองกันนะ” ฉินจิ่นรีบพูดขึ้นด้วยความร้อนรนใจ


 


นางมองซ้ายมองขวา ในตอนนั้นฟ้าก็มืดไปหมดแล้ว นอกจากจะเผยให้เห็นดวงจันทร์อย่างชัดเจนแล้ว รอบๆ ก็ไม่ได้มีแสงไฟอะไรเลยสักอย่าง


บทที่ 94


เกรงว่าจะเป็นความคลั่งรัก


 


ในคืนที่เงียบสงัด รอบๆ นั้นไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียว แต่  เว่ยจวนร้องไห้โฮเสียงดังแบบนี้ ยากมากที่จะไม่ทำให้บ้านที่อยู่รอบๆ ตกใจ


 


ฉินจิ่นเช็ดน้ำตาที่อยู่ที่หางตาให้นาง จับแขนของนาง แล้วก็รีบเดินกลับบ้านไป


 


เว่ยเหยียนถิงเดินตามหลังของพวกนาง เหมือนเป็นองครักษ์ผู้ภักดีอย่างไรอย่างนั้น แล้วข้างๆ ก็มีเจ้าหมาโง่อย่าง   ฮาฮาตามอยู่ด้วย คนคนนึงกับหมาตัวนึงคอยกักกันลมฝนภายนอกอยู่


 


หลังจากกลับถึงบ้านแล้ว ฉินจิ่นก็ไม่ได้จี้ถามเว่ยจวนในทันที ก็เข้าไปในห้องครัวแล้วก็ต้มน้ำร้อนก่อน จากนั้นก็ตักน้ำมาให้นางขันนึง


“เสี่ยวจวน มาล้างหน้าก่อนเร็ว” เงยหน้าขึ้นแล้วมองไปทางเว่ยจวน แล้วฉินจิ่นก็ตะโกนเรียกอย่างอ่อนโยน


 


ในตอนนั้นเว่ยจวนก็ได้หยุดร้องไห้ไปแล้ว แต่แค่บนใบหน้ายังมีคราบน้ำตาอยู่ ตาแดงๆ เต็มไปด้วยความทุกข์ใจ


 


นางเดินมาข้างหน้าอย่างเชื่อฟัง รับผ้าเช็ดหน้าในมือของฉินจิ่นมา แล้วก็ค่อยๆ เช็ดหน้าของตัวเอง


 


พอนางล้างหน้าเสร็จแล้ว ฉินยิ่นก็รีบเอาน้ำร้อนให้นางดื่มไปถ้วยนึง


 


พอเห็นว่าจิตใจของนางสงบลงแล้ว ฉินจิ่นจึงได้จับมือของนางแล้วถาม “เกิดอะไรขึ้นรึ บอกพี่สะใภ้รองฟังหน่อยได้หรือไม่”


 


เว่ยจวนอายจนก้มหน้าลง นางมองไปที่หน้าประตู ก็เห็นแววตาของเว่ยเหยียนถิงเข้าพอดี ก็ยิ่งไม่กล้าเอ่ยปาก


 


“พวกเจ้าคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวข้าไปทำกับข้าวก่อน” เขาพูดประโยคห้วนๆ แล้วเว่ยเหยียนถิงก็ออกจากบ้านไป หลังจากออกไปแล้วก็ปิดประตูให้พวกนางด้วยความใส่ใจ


 


“มา เกิดอะไรขึ้น ทีนี้บอกพี่มาได้รึยัง” ลูบหัวของเว่ยจวนไปทีนึง แล้วฉินจิ่นก็ถามอย่างห่วงใย


 


ก้มหน้ากังวลอยู่สักพัก แล้วเว่ยจวนก็สูดหายใจลึกๆ ทีนึง หน้าแดงแล้วก็เอ่ยปากพูดว่า “พี่สะใภ้ ข้าไม่อยากออกเรือน”


 


“อะไรนะ” ฉินจิ่นมองนางอย่างสงสัย “แม่แค่บอกว่าจะหาคู่ให้เจ้า ยังห่างจากออกเรือนอยู่ไกลเลยล่ะ ทำไมเจ้าถึง......”


 


พูดถึงตอนนี้แล้ว จู่ๆ ฉินจิ่นก็มีความคิดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นางมองไปที่ประตูทีนึง ก็เสียงแหบแล้วถามว่า        “เสี่ยวจวน เจ้าบอกความจริงกับข้ามาเถอะ ว่าเจ้ามีใครในใจอยู่แล้วใช่หรือไม่”


 


โยงเข้ากับช่วงก่อนหน้าที่นางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว แล้วยังมีวันนี้ตอนที่อยู่ที่ร้านอีก ท่าทางที่นางรีบปฏิเสธการหาคู่แล้ว ฉินจิ่นก็รู้สึกว่าเป็นไปได้มากๆ


 


“พี่สะใภ้รอง ข้า ข้าเปล่า” แววตาของนางหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้ามองมาที่ฉินจิ่น กัดฟันแล้วนั่งกังวลอยู่นาน แล้วก็หลับตาพูดเหมือนจนยอมจำนนว่า “ใช่จ้ะ พี่สะใภ้รอง ข้ามีคนในใจแล้ว


 


“คือใครรึ” ฉินจิ่นขมวดคิ้วแล้วถาม


 


นางไม่เห็นว่าเว่ยจวนจะเคยแม้แต่จะสัมผัสใครเลยสักคน หรือว่าช่วงนี้ที่ร้านยุ่งๆ เลยทำให้นางละนางเด็กคนนี้ไป


 


แต่ก็ไม่ได้สังเกตเลยจริงๆ แล้วฉินจิ่นก็นึกไม่ออกว่า        เว่ยจวนจะมีโอกาสไปสัมผัสกับผู้ชายอะไร


 


นางเป็นเด็กที่ใจไม่ได้แกร่งกล้าอย่างนาง ปกติแล้วก็รู้เรื่องรู้ราวมาก จินตนาการได้ยากมากว่าจะทำเรื่องอะไรที่ไม่สนใจกาลเทศะแบบนี้ได้


 


กับความหวงตัวและรักนวลสงวนตัวสำหรับผู้หญิงในสมัยนี้แล้ว เป็นสิ่งที่ฝังลึกลงในกระดูก และเป็นเพราะว่าฉินจิ่นนั้นมาจากโลกอื่น เลยไม่ได้เอาเรื่องนี้มาใส่ใน แต่สำหรับเว่ยจวนนั้นไม่ใช่ นางไม่มีความใจกล้าที่จะไปทำเรื่องที่อยู่นอกศีลธรรมแบบนี้ได้


 


พอได้ยินฉินจิ่นถามว่าใครแล้ว น้ำตาของเว่ยจวนก็เอ่อล้นออกมาทันที


 


นางก็เลยส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ พี่สะใภ้รอง ข้าไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร”


 


พอได้ยินคำนี้แล้ว ฉินจิ่นแทบจะโดนเจ้าเด็กนี่ทำเอาโมโหสุดๆ


 


แม้แต่เขาชื่ออะไรก็ยังไม่รู้ เด็กนี่ยังจะกล้าบอกว่าคนคนนั้นเป็นคนในใจของตัวเองอีก ช่างเป็นคนซื่อบื้อจริงๆ


 


ก็ต้องโทษการศึกษาของที่นี่ที่ยังดีไม่พอ ถ้าเอาสถานการณ์นี้มาอยู่ในสมัยของนางล่ะก็ สถานการณ์ตอนนี้ของเว่ยจวน อย่างมากสุดก็คงจะถือว่าเป็นการแอบชอบ


 


การแอบชอบน่าจะเป็นความรักที่สวยงามที่สุดแล้ว เอาความรักความชอบทั้งหมดเก็บไว้ในใจ ความรู้สึกรักในวัยเด็กถูกทุกๆ การเคลื่อนไหวของเขาชักจูงอยู่ ความรู้สึกที่เรียบง่ายและทำให้คนคิดถึง มันสวยงามแค่ไหนกัน


 


แต่พอเกิดขึ้นในตอนนี้ กลับทำให้เด็กน้อยอย่างเว่ยจวนตกใจจนร้องไห้โฮเสียงดัง


 


ก็เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาของนางด้วยความทั้งหมดปัญญาทั้งเอ็นดู แล้วฉินจิ่นก็ยิ้มอย่างขมขื่นและพูดปลอบว่า “เจ้าหยุดร้องไห้ก่อนนะ แล้วค่อยพูดกับพี่ดีๆ ว่าเจ้ารู้จักเขาได้ยังไง ดีหรือไม่”


 


เว่ยจวนก็สะอื้น แล้วค่อยๆ เล่าเรื่องวันนี้ ว่าตัวเองถูกคนมารังควานได้ยังไง แล้วถูกคนช่วยได้ยังไง ทีละนิดๆ ให้ฉินจิ่นๆ ฟัง


ฉินจิ่นขมวดคิ้วแน่น แล้วก็โทษตัวเองอยู่ในใจ


 


เป็นเพราะนางเองที่ไม่ดี คิดไม่รอบคอบ ให้เว่ยจวนไปร้านหลิวเซียงคนเดียว แล้วยังไปเจอกับอันธพาลอีก ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ นางไม่กล้าคิดต่อเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น


 


โชคดีที่มีคนมาช่วยไว้ก่อน


 


“ไม่ต้องกลัวนะ เสี่ยวจวน เจ้าบอกพี่มา ว่าคนพวกไหนมันรังแกเจ้า พี่จะไม่มีทางปล่อยพวกมันไว้แน่” ฉินจิ่นกัดฟัน แล้วก็แอบพูดสาบานในใจ ว่าคนพวกนั้นเจอดีแน่


 


เว่ยจวนก็พูดลักษณะหน้าตาของคนพวกนั้นคร่าวๆ แล้วฉินจิ่นก็ได้จำเอาไว้อย่างละเอียด


 


“คนในใจเจ้าก็คือนายพรานที่ช่วยชีวิตเจ้าคนนั้นรึ”


 


ตอนนี้ฉินจิ่นเข้าใจแล้ว ว่าทำไมเว่ยจวนถึงหวั่นไหวได้ จะไม่พูดไม่ได้ว่า ถ้าสองคนนี้ได้แต่งงานกันจริงๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี และเป็นโชคชะตาที่ฟ้าลิขิตเอาไว้แล้ว


เว่ยจวนก้มหน้าไม่พูดไม่จา ตัวแข็งทื่ออยู่ และไม่ได้รู้สึกโล่งใจเพราะพูดเรื่องพวกนี้ออกมาเลยสักนิด


 


ฉินจิ่นลูบไปที่หลังของนาง แล้วหน้าก็หดหู่ลง


 


“เจ้าเคยตามหาเขาหรือยัง” นอกจากแบบนี้แล้ว ฉินจิ่นก็ไม่คิดไม่ออกว่าทำไมจู่ๆ คืนนี้เว่ยจวนถึงได้โทรมขนาดนี้


 


เจ้าเด็กคนนี้ลงใจไปหมดขนาดนี้ ถ้าโดนคนอื่นปฏิเสธขึ้นมาจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะเสียใจแค่ไหน


 


“ใช่ พี่สะใภ้รอง ข้ารอเขามาหลายวันแล้ว วันนี้ก็ได้เจอเขาอีกครั้งนึงแล้ว” เว่ยจวนตาเป็นประกายขึ้น แล้วก็กลับไปเศร้าหมองเหมือนเดิม “ข้าบอกเขาว่า ข้าชอบเขา หวังว่าเขาจะมาสู่ขอที่บ้าน”


 


“เขาปฏิเสธ ใช่หรือไม่” ฉินจิ่นถามด้วยใบหน้าที่หงุดหงิด


นางนับถือเด็กคนนี้จริงๆ ไปเอาความใจกล้ามาจากไหนกัน ถึงได้ไปหาเขาเลยแบบนี้ แล้วก็ขอให้เขามาขอนาง จะมีคนปกติสักกี่คนที่ยอม


เว่ยจวนก็พยักหน้าด้วยความผิดหวัง “เขาบอกว่าไม่รู้จักข้า”


 


นั่นไง คนอื่นเขาไม่ได้เอาเรื่องที่ช่วยคนมาใส่ใจเลยสักนิด เด็กคนนี้กลับเอามาคิดจริงจัง


 


สูดหายใจเข้าลึกๆ ไปทีนึง ฉินจิ่นพยายามสงบสติอารมณ์ความโกรธในใจของตัวเอง จะระเบิดอารมณ์กับเด็กนี่ไม่ได้


 


แต่ยังพูดไม่ทันขาดคำ ก็อดไม่ได้ที่จะเสียงดังขึ้น “ทำไมเจ้าถึงไม่บอกพี่ก่อน คนคนนี้ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ฐานะทางบ้านเป็นยังไง ตอนนี้อาศัยอยู่ที่ไหน เจ้ารู้เรื่องพวกนี้แล้วรึ เขาแค่ช่วยชีวิตเจ้าแค่ครั้งเดียว เจ้าก็ไปไล่ตามขนาดถึงขนาดนี้ เคยคิดหรือยัง ว่าคนอื่นเขาจะมีครอบครัวแล้วหรือเปล่า”


 


ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง แต่กลับรักไปทั้งใจ ไปขอให้คนอื่นมาสู่ขอตัวเอง ฉินจิ่นก็โมโหจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว


 


คนคลั่งรักคนนี้ ช่างทำให้คนอื่นหมดคำจะพูดจริงๆ จนถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว


 


พอได้ยินนางพูดแบบนี้แล้ว เว่ยจวนก็เริ่มสะอึกสะอื้นขึ้นอีก


 


ตอนนี้นอกจากนางจะเสียใจแล้ว ยังกังวลอีกด้วย นางก็ไม่รู้ว่าผีอะไรมาเข้าสิงนาง ถึงได้ใจกล้าแล้วรุกเข้าไปแบบนี้ คำที่พี่สะใภ้รองพูด ตอนนี้นางเข้าใจหมดแล้ว และก็รู้ว่าพี่สะใภ้รองคิดเผื่อตัวเอง แต่ทำไปแล้ว ตอนนี้นางแทบอยากจะขุดดินแล้วฝังตัวเองลงไปอยู่แล้ว


บทที่ 95


พี่ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่


 


ตอนนี้จะด่าก็ไม่ใช่ จะไม่ด่าก็ไม่เชิง ฉินจิ่นแทบจะโมโหจนกระอักเลือดเพราะเจ้าเด็กนี่ไปแล้ว


 


นางสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามทำตัวเองให้ใจเย็น “เสี่ยวจวน เจ้าหยุดร้องไห้ก่อนนะ พูดความจริงกับพี่ ว่าเจ้ายังอยากจะแต่งงานกับคนคนนี้อยู่หรือไม่”


 


เงยหน้าขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่นองหน้า แล้วเว่ยจวนก็สะอึกสะอื้น “ข้ายังแต่งได้อีกอยู่รึ เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าข้าคือใคร”


 


“เรื่องงานแต่งนั้นขึ้นอยู่กับการหมั้นหมายของพ่อแม่ ไม่ว่าเขาจะจำเจ้าได้หรือไม่ ถ้าผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้แล้ว เจ้าก็แต่งกับเขาได้อยู่ดี ตอนนี้ข้าถามเจ้าว่า เจ้ายังอยากจะได้คนคนนี้อยู่หรือไม่”


การคลุมถุงชนนั้นมีเยอะมากในสมัยนี้ ฉินจิ่นรู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่นั้น เป็นคนต่ำต้อยที่พูดไปก็ไม่ได้อะไร ทั้งๆ ที่รู้ว่านี่เป็นสิ่งล้าหลัง ไม่ถูกต้อง แต่กลับไม่มีปัญญาที่จะไปเปลี่ยนแปลงได้


 


ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนี้ ถ้านางอยากจะมีชีวิตที่สงบสุข ก็ทำได้แค่ทำตามขนมธรรมเนียมของที่นี่


 


ถ้าไม่อย่างงั้น เกรงว่าจะแปลกแยกจากคนอื่นจนโดนไฟเผาตายไปเลย


 


ในขณะที่ทุกคนกำลังรักษาขนบธรรมเนียมอยู่ ถ้ามีคนมีคนเสนอเรื่องการรักแบบอิสระขึ้น รักกันแบบออกตัวแรง ก็กลัวว่าจะมีคนมาหักกระดูกสันหลังเอา ฉินจิ่นไม่ได้โง่ นางไม่ได้อยากจะเปลี่ยนแปลงที่นี่ แล้วก็ไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยนด้วย นางแค่อยากจะใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างสงบสุข


 


พอฟังนางพูดจบแล้ว เว่ยจวนก็จ้องตากับนางอย่างซื่อๆ “แล้วข้าจะทำอย่างไรดีล่ะ พี่สะใภ้ หรือต้องให้ข้าไปหาแม่สื่อไปสู่ขอเขาเลยรึไงกัน”


 


พูดบ้าอะไรกัน ฉินจิ่นยื่นนิ้วออกมานิ้วนึง แล้วก็จิ้มไปที่หน้าผากของนาง


 


เด็กบื้อนี่ เหมือนจะตกลงไปไหนหลุมนี้แล้วจริงๆ


 


“ไม่ต้อง” ฉินจิ่นมองบนให้กับนางไปทีนึง “เขาเป็นนายพรานบนเขาใช่หรือไม่ เจ้ารอก่อน พรุ่งนี้พี่กับพี่รองของเจ้าขึ้นเขาอยู่พอดี เดี๋ยวเราไปสำรวจดูก่อน”


 


นายพรานในสมัยนี้นั้นโดนดูถูกมากที่สุด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะล่าเนื้อล่าอาหารมาได้ตลอด แต่พวกเขาก็ไม่มีที่นาเพาะปลูก


 


ไม่มีที่ดินก็หมายความว่าไม่มีรายได้ที่มั่นคง บวกกับปกติพวกเขาจะอยู่ในป่าในเขา มีแค่ตอนที่ล่าสัตว์ได้ แล้วจะลงเขามาขาย


 


คลุกคลีกับคนข้างล่างน้อย บ้านเป็นกระต๊อบเรียบง่าย ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก


 


ใกล้ๆ บ้านพวกเขานั้นมีนายพรานอยู่ไม่มาก มีแค่ประมาณห้าถึงหกบ้าน แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แยกย้ายกันออกไปตามที่ต่างๆ


 


การที่อยากจะสืบหาคนที่ช่วยชีวิตเว่ยจวนว่าเป็นลูกเจ้าบ้านไหนนั้น มันไม่ง่ายเลยจริงๆ


 


ได้ยินฉินจิ่นพูดแบบนี้แล้ว แววตาที่เศร้าหมองลงของ    เว่ยจวนก็เป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง “พี่สะใภ้รองจ๊ะ พี่จะช่วยข้าจริงๆ รึ”


 


นางรู้ว่าตัวเองทำแบบนี้นั้นไม่ถูก เรื่องแต่งงานจะเอาตัวเองเป็นหลักไม่ได้ แต่ความบ้าคลั่งที่มาอย่างกะทันหันก่อนหน้านี้ ก็เป็นเพราะคำพูดของแม่ในวันนี้ นางกลัวว่าตัวเองจะยังไม่มีโอกาสได้ทำอะไร ก็ต้องแต่งงานไปก่อนแล้ว


 


ทั้งๆ ที่รู้ว่านี่ก็คือชะตากรรมของผู้หญิง แต่นางก็ปล่อยวางคนที่อยู่ในใจไม่ได้สักที ถึงได้ทำเรื่องที่ไร้เหตุผลแบบนั้น


 


เว่ยจวนนึกว่า สิ่งที่ตัวเองจะได้รับคือคำดุด่า


แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แต่พี่สะใภ้รองกลับยอมที่จะช่วยนาง


 


“ถ้าไม่ช่วยเจ้าแล้วจะทำยังไงล่ะ หรือต้องให้หาใครก็ไม่รู้แล้วให้เจ้าแต่งออกไปกัน” จิ้มไปที่หัวของนาง แล้วฉินจิ่นก็มองบนด้วยความรำคาญ


 


“ก็มีแต่พี่สะใภ้รองที่เห็นใจข้า” ตาเป็นประกายสุดๆ แล้วเว่ยจวนก็กอดฉินจิ่นเอาไว้ แล้วก็อ้อนอยู่ในอ้อมอกของนาง


 


การที่เด็กที่โตก่อนวัย จะเผยฉากแบบนี้ออกมาให้เห็นได้ เห็นได้ชัดเลยว่ารักฉินจิ่นมาก


 


“พอแล้วๆ รีบล้างหน้าเข้า ข้าจะไปช่วยพี่ถิงทำกับข้าว เจ้าก็อย่าเพิ่งรีบไปล่ะ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยกลับบ้าน” ฉินจิ่นก็พูดแล้วเดินออกไป เดินไปด้วยกำชับนางไปด้วย


 


“จ้ะ พี่สะใภ้รอง”


 


ฟ้าก็ได้มืดหมดแล้ว บ้านที่อยู่รอบๆ ต่างก็ดับเทียนกันหมด ฉินจิ่นเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าดีนึง ก็เห็นแสงของดาวระยิบระยับอยู่บนหัว ระยะห่างนั้นราวกับว่าแค่เอื้อมมือก็จับได้อย่างไรอย่างนั้น


 


ความโรแมนติกที่สุดในตอนกลางคืนของที่นี่ ก็น่าจะเป็นการเอื้อมมือแล้วดูดาวนั่นแหละ


 


ฉินจิ่นคิดหัวเราะกับตัวเองในใจ ยิ้มแล้วก็เดินไปที่ห้องครัว เว่ยเหยียนถิงก็ทำโจ๊กเสร็จเรียบร้อยแล้ว และตอนนั้นก็กำลังหั่นเนื้ออยู่


 


ก่อนหน้านี้ ชีวิตของพวกเขานั้นครึ่งปีจะเห็นเนื้อครั้งนึง แต่ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นชีวิตที่ได้กินเนื้ออยู่ตลอดเวลาแล้ว


 


“พี่ถิง เดี๋ยวข้าทำเองจ้ะ” ฉินจิ่นเดินเข้าไป ยื่นมือจะไปขอมีดจากเว่ยเหยียนถิง


 


เว่ยเหยียนถิงก็ยิ้มแล้วมองนางไปทีนึง “อย่าเข้ามา มีดเล่มนี้คมมาก ระวังจะบาดเจ้าเอา”


คำที่บอกว่าคนมีความรู้นั้นจะอยู่ห่างจากครัว แต่ใช้ไม่ได้กับเว่ยเหยียนถิงเลยสักนิด มีครั้งนึงที่เขาเห็นฉินจิ่นถือมีดอยู่ ทุกครั้งที่ลงมีดก็ทำเอาหวั่นใจอยู่ทุกครั้ง ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่ยอมให้นางได้จับมีดอีกเลย


 


เรื่องที่น่าหวาดเสียวแบบนี้อย่าให้นางเบามือลงบ้างจะดีกว่า มือของนางนั้นเหมาะที่จะใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่แพงหรู บำรุงให้ขาวเนียนดีกว่า


 


ฉินจิ่นเอียงคอแล้วก็จ้องมองไปที่แผ่นหลังของ                เว่ยเหยียนถิง ภายใต้แสงเทียนที่สลัวนั้น รูปร่างของเขาล่ำบึกกว่าปกติ


 


โชคดีจริงๆ ที่ได้แต่งงานกับผู้ชายแบบนี้


 


ฉินจิ่นก้มตัวลงไปจุดไฟ เตาไฟที่ชาวชนบทสร้างขึ้นมาแบบนี้ ก่อนหน้านี้นางก็ใช้ไม่ค่อยจะเป็นเท่าไหร่ แม้แต่การจุดไฟแบบนี้ นางก็ยังทำไมเป็นเลยด้วยซ้ำ


แต่ตอนนี้นางก็จุดไฟได้แล้ว แล้วเว่ยเหยียนถิงก็ยิ้มแล้วมองนางอย่างปลื้มปริ่ม สายตาของทั้งสองจ้องมองกัน แล้วก็แผ่รังสีความเร่าร้อนที่มองไม่เห็นออกมา


 


หลังจากนั้น เนื้อผัดผักก็ถูกตักออกจากหม้อ แล้ว         เว่ยเหยียนถิงก็เอาโจ๊กออกมา แล้วก็ให้ฉินจิ่นถือเพียงถ้วยเปล่าเท่านั้น


 


“ตักโจ๊กต้องระวังด้วยนะ ยังร้อนอยู่ เดี๋ยวพี่ไปยกกับข้าวออกมาอีก” แล้วเว่ยเหยียนถิงก็พูดกำชับด้วยความเป็นห่วง


 


เว่ยจวนยืนอยู่ข้างๆ อย่างระมัดระวัง แล้วก็มองไปที่      ฉินจิ่นด้วยความอิจฉา


 


พอเว่ยเหยียนถิงออกไปแล้ว นางถึงจะเดินมาที่โต๊ะ บิดแขนเสื้อของฉินจิ่นแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้รอง ข้าอิจฉาพี่จัง พี่รองดีกับพี่มากจริงๆ”


 


จริงๆ แล้วเว่ยจวนกลัวเว่ยเหยียนถิงตั้งแต่เด็กมาตลอด ตอนแรกเป็นเพราะหน้าของเขา และตอนแรกที่เก็บเขามานั้น เด็กๆ ทุกคนเห็นก็กลัวกันหมด พอหลังจากชินแล้ว เว่ยจวนก็รู้สึกว่าพี่รองของตัวเองนั้นมีพลังงานบางอย่างที่คนอื่นไม่มีอยู่


 


ตอนที่เขายิ้มยังดีหน่อย แต่ถ้าตอนที่หน้าตาไร้อารมณ์นั้น เหมือนกับว่าเขียนแปะไว้ทั้งตัวว่า อย่ามาเข้าใกล้ข้า


 


เพราะฉะนั้นตั้งแต่เด็กเว่ยจวนเลยไม่ค่อยสนิทกับ        เว่ยเหยียนถิงสักเท่าไหร่ แต่จริงๆ ในใจนางนั้นรู้ดีว่า พี่รองรักพวกเขามาก ไม่ว่าในบ้านจะมีของกินอะไรที่อร่อย ก็จะให้น้องสาวกับน้องชายตลอด


 


แต่พี่รองที่ดูสุขุม ก็ยังคงทำให้นางรู้สึกกลัวอยู่ดี


 


เห็นหน้าตาที่อิจฉาของนางแล้ว ฉินจิ่นก็ยิ้มแล้วส่ายหน้า “เดี๋ยวอนาคตเจ้าก็ต้องเจอสักคนแหละ เขาจะบังแดดบังฝนให้เจ้า แล้วก็ทะนุถนอมเจ้าอย่างกับอัญมณีล้ำค่าเลยล่ะ”


 


“ขอให้เป็นแบบนั้นเถอะ” เว่ยจวนก้มหน้าลงอย่างเอื่อยเฉื่อย


นางอิจฉาความรักของฉินจิ่นกับเว่ยเหยียนถิงจริงๆ ตั้งแต่เล็กจนโต เห็นคู่สามีภรรยามาตั้งมากมาย แต่ก็ยังไม่เคยเห็นคู่ที่เป็นแบบพี่รองกับพี่สะใภ้รองเลย ทั้งสองคิดแทนกันและกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน


 


แล้วในใจก็มีเสียงหนึ่งบอกกับนางว่า ชีวิตแบบนี้ ถึงจะเป็นชีวิตในอนาคตที่นางอยากมี แต่ก็ไม่รู้ว่าคนคนนั้นจะใส่ใจเหมือนกับพี่รองแบบนี้หรือไม่


บทที่ 96


ภารกิจฉุกเฉิน


 


วันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นก็ขึ้นเขาไปกับเว่ยเหยียนถิง


 


เว่ยเหยียนถิงสะพายมีดดาบเอาไว้ข้างหน้า แล้วเขาก็ฟันหญ้าป่าที่จะทิ่มคนได้ออกให้หมด แม้แต่กิ่งไม้กิ่งเดียวก็ยังไม่เว้น


 


“อาจิ่น เจ้าระวังหน่อยนะ อย่าให้โดนหนามหญ้าป่าทิ่มเด็ดขาดนะ” เว่ยเหยียนถิงก็ฟันหญ้าไป แล้วก็กำชับฉินจิ่นไปด้วย


 


บนหน้าผากของเขามีหยาดเหงื่ออยู่ แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อย แล้วก็ตั้งใจสำรวจต่อไป


 


“พี่ถิง รอเดี๋ยว” ฉินจิ่นเรียกเว่ยเหยียนถิง แล้วก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมา แล้วก็ช่วยเช็ดหยาดเหงื่อบนหน้าผากของเขาออก “เราไม่ต้องรีบหรอกจ้ะ ก็ถือว่าวันนี้มาพักผ่อนจิตใจกัน ยุ่งกับงานมาตั้งนาน แล้วเราสองคนก็ไม่ได้ออกมาเดินเล่นด้วยกันนานแล้วด้วย”


 


พูดแล้วนางก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาอยู่หน่อยๆ


 


ในสมัยนี้ อย่าพูดถึงว่าคบกันแล้วไปกินข้าว ดูหนัง ช้อปปิ้ง หรือแม้แต่ไปเที่ยวด้วยกันเลย แต่พอหลังจากที่นางมาถึงหมู่บ้านนี้ ก็กลายเป็นภรรยาของคนอื่นไปแล้ว จากนั้นก็เริ่มขยันเพื่อความเป็นอยู่ แล้วก็ยุ่งวุ่นสุดๆ


 


กว่าจะได้มาผ่อนคลายจิตใจนั้นไม่ง่ายเลย ก็เลยยืดเยื้อมาจนถึงตอนนี้


 


ในคำพูดนั้นเกิดความโกรธขึ้นอยู่โดยไม่รู้ตัว ฉินจิ่นก้มหน้าลง แล้วน้ำเสียงก็แผ่วลง


 


นางรู้ว่าที่นางเป็นแบบนี้นั้นไม่ถูกต้อง แต่ก็แค่อยากจะอ้อนเขาก็เท่านั้น


 


เว่ยเหยียนถิงหันหลังกลับมา เอามีดที่อยู่ในมือเก็บเข้าไปในตะกร้าที่สะพายหลัง ใช้ผ้าเช็ดมือเช็ดมือเสร็จแล้ว ก็ค่อยกอดฉินจิ่นเข้ามาในอ้อมอก “เหนื่อยแล้วรึ ข้างหน้ามีโขดหินอยู่ เราไปนั่งพักกันสักพักเถอะ”


 


ฉินจิ่นโอบไปที่คอของเขาแต่โดยดี แล้วก็ยอมให้เขากอดเอาไว้


 


ยังดีที่ทั้งสองคนอยู่ในป่า ถ้าอยู่ในเมืองในหมู่บ้านล่ะก็ ถ้ามีคนมาเห็นฉากนี้เข้า ก็จะโดนด่าจนอยู่ไม่สุขเลยล่ะ


 


กำลังกะหนุงกะหนิงกันได้ไม่นาน ในตอนที่ฉินจิ่นกำลังออดอ้อนอยู่นั้น จู่ๆ เสี่ยวปาก็ปรากฏตัวขึ้น


 


“นายจ๊ะนายจ๋า มีภารกิจฉุกเฉิน”


 


“ภารกิจฉุกเฉินอะไร” ฉินจิ่นพิงอยู่บนตัวของ                   เว่ยเหยียนถิง ก็ถามแบบส่งๆ


 


เสี่ยวปาก็รีบตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “ช่วยชีวิตคน”


ฉินจิ่นก็รีบนั่งตัวตนอย่างรวดเร็ว “เกิดอะไรขึ้น พูดมาให้ชัดเจน”


 


“ใกล้ๆ มีคนบาดเจ็บสาหัส แค่เจ้านายสามารถช่วยได้ รีบไปเร็ว ถ้าช้ากว่านี้ก็ช่วยไม่ทันแล้ว”


 


ก็รีบลุกขึ้นมาอย่างพรวดพราด ฉินจิ่นดึงแขนของ        เว่ยเหยียนถิง “พี่ถิง ข้าได้กลิ่นคาวเลือด ไปเร็ว ไปดูว่ามีคนบาดเจ็บหรือไม่”


 


ไม่ทันได้อธิบายอะไรมาก ฉินจิ่นก็ลากเว่ยเหยียนถิงไปตามหาคนไป แล้วก็อธิบายคร่าวๆ ไปด้วย


 


นางยังไม่ทันได้ถามเสี่ยวปาเลยด้วยซ้ำ ว่ารางวัลของภารกิจนี้คืออะไร


 


ดึงเว่ยเหยียนถิงเดินตามหาอย่างทุลักทุเล ตามคำแนะนำเป็นระยะๆ ของเสี่ยวปา พอผ่านไปสิบห้านาที ก็เห็นชายหนุ่มสลบอยู่ที่ใต้หน้าผา


 


คนคนนี้ดูแล้วอายุประมาณยี่สิบปี บนตัวนั้นเต็มไปด้วยโคลน ที่สำคัญคือขาของเขาหัก ไม่รู้ว่าบาดเจ็บตรงจุดไหน รอบๆ ถึงเต็มไปด้วยเลือด


 


กลิ่นคาวเลือดที่อบอวลทำให้ฉินจิ่นคัดจมูก


 


ถึงแม้จะทุกข์ทรมาน แต่ดวงตาของคนคนนี้นั้นยังคงลืมตาโตอยู่ พอเห็นพวกฉินจิ่นมาแล้ว ก็ไม่ได้ดีใจอะไรเลยสักนิด


 


“พี่ถิง พี่ช่วยไปหากิ่งไม้ที่ใหญ่มาให้ข้าสักสองกิ่ง เอาที่เรียบๆ หน่อยนะจ๊ะ”


 


“ได้เลย” เว่ยเหยียนถิงไม่ได้ถามอะไรมาก มองดูคนที่คลานอยู่ที่พื้น ก็ตอบรับไปด้วยเสียงเบา


 


ฉินจิ่นเดินเข้าไปตรวจดูแผล นางจับไปที่ขาข้างที่บาดเจ็บ กระดูกนั้นได้หักไปแล้ว อีกอย่างก็น่าจะโดนของมีคมอะไรสักอย่างฟัน และโดนเข้าที่เส้นเลือดบนขา


 


“เจ้าชื่ออะไรรึ” ฉินจิ่นขมวดคิ้วแล้วถาม


คนคนนั้นมองฉินจิ่นไปทีนึง ก็พูดอย่างเฉยชาว่า “พวกเจ้าไปเถอะ กลิ่นคาวเลือดมันดึงดูดสัตว์ร้าย”


 


เขาเป็นนายพราน รู้นิสัยของสัตว์ป่ามากมาย กลิ่นคาวเลือดอบอวลขนาดนี้ ตอนนี้ยังไม่มีสัตว์ร้ายมา ก็ถือว่าโชคดีของเขาแล้ว


 


ฉินจิ่นมองบนด้วยความรำคาญไปทีนึง “อย่าพูดมากเลย ถามว่าเจ้าชื่ออะไร วันนี้ได้เจอกับข้าแล้ว เจ้าอยากตายก็ตายไม่ได้หรอก”


 


ชายหนุ่มอึ้งกับอารมณ์ของฉินจิ่น พอผ่านไปสักพัก เขาก็พูดออกมาสองคำอย่างยากลำบากว่า “เฉินอี้”


 


“ได้ เฉินอี้ ตอนนี้กระดูกขาข้างซ้ายของเจ้าหัก อีกอย่างก็โดนเส้นเลือดใหญ่ด้วย เดี๋ยวข้าจะห้ามเลือดก่อน อาจจะเจ็บหน่อย เจ้าทนหน่อยนะ” ฉินจิ่นพูดไป แล้วก็เริ่มลงมือ


 


การห้ามเลือดนั้นจะบอกว่ายุ่งยากก็ไม่ได้ยุ่งยาก แต่แค่ฉินจิ่นไม่ได้มีอุปกรณ์มากขนาดนั้น ทำได้แค่ใช้วิธีเบื้องต้นเท่านั้น


ผ่านไปหลายนาที เว่ยเหยียนถิงก็กลับมาพร้อมกับกิ่งไม้สองกิ่ง แล้วฉินจิ่นก็ทำเสร็จพอดี


 


“พี่ถิง พี่ช่วยข้าหน่อย ช่วยข้าดามขาของเขาหน่อย”


 


ยังดีที่วันนี้พวกเขาพกเชือกมาขึ้นเขาด้วย ไม่งั้นคงช่วยดามให้เฉินอี้ไม่ได้แน่ๆ


 


พอดามเสร็จ ฉินจิ่นก็เท้าสะเอวขึ้น แล้วก็ถอนหายใจโล่งยาวๆ “บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหน เดี๋ยวพวกเราไปส่ง


 


เฉินอี้เหมือนโดนท่าทางที่นางทำงาน ทำให้อึ้ง แล้วทันใดนั้นก็รีบตอบกลับอย่างไม่รีรอว่า “อยู่บนเขาข้างหน้า”


 


ฉินจิ่นไม่ได้สงสัยในตัวเขาเลยสักนิด แล้วก็มองไปที่    เว่ยเหยียนถิงอย่างเห็นใจว่า “พี่ถิง คงต้องให้พี่แบกเขากลับบ้านแล้วล่ะ ตอนนี้ขาของเขาขยับไม่ได้”


 


“ไม่เป็นไร พี่มีแรง”


เอากระเป๋าที่สะพายอยู่ด้านหลังมาไว้ข้างหน้า แล้ว     เว่ยเหยียนถิงก็ก้มตัวลงไปแบกเฉินอี้ขึ้นมา


 


เหมือนว่าเฉินอี้นั้นไม่ค่อยชินที่จะสัมผัสเนื้อตัวกับคนอื่นสักเท่าไหร่ ตัวแข็งทื่อมาก ทำให้กินแรงตอนเดินของเว่ยเหยียนถิงเลยทีเดียว


 


ฉินจิ่นเห็นใจสุดๆ แล้วก็มองบนใส่เว่ยเหยียนถิงใส่เฉินอี้ไปทีนึง “เจ้าให้ความร่วมมือหน่อยสิ ทางขึ้นเขามันไม่ค่อยจะดีนัก”


 


แล้วตัวที่แข็งทื่อก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง แล้วบนหน้าผากของเฉินอี้ก็เริ่มเหงื่อแตก


 


กระดูกหักนั้นเจ็บมาก ในใจของฉินจิ่นรู้ดีสุดๆ บนตัวของนางมียาสลบอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่กล้าให้เฉินอี้ใช้


 


เมื่อกี้นางตรวจดูคร่าวๆ ไปทีนึงแล้ว ก็เห็นว่าขาของเขานั้นหักเป็นงานยากเหมือนกัน อาจจะต้องผ่าตัดด้วย


ยาสลบเข็มสุดท้ายนี้ นางยังทำใจที่จะให้เขาใช้ไม่ได้จริงๆ


 


“เจ้าออกมาล่าสัตว์รึ” ทางในป่านั้นน่าเบื่อ ฉินจิ่นเลยเริ่มชวนเฉินอี้คุย ก็ถือว่าช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเขาด้วย เพื่อเลี่ยงที่จะเจ็บจนทนไม่ได้


 


พอรู้ว่าพวกเขาเป็นคนช่วยชีวิตตัวเอง เป็นคนที่มีพระคุณกับตัวเองแล้ว เฉินอี้ก็เลยให้เกียรติกับพวกเขาเป็นอย่างมาก


 


“ใช่ เมื่อกี้ตอนที่กำลังล่าสัตว์อยู่นั้นไม่ได้ระวังตรงใต้เท้า เลยเผลอตกลงไป” แววตาของเฉินอี้นั้นเลื่อนลอย ไม่ได้สบตากับฉินจิ่น


 


ฉินจิ่นก็ไม่ได้สนใจ “ขาของเจ้ายังไม่ได้รักษา ที่บ้านมีคนอยู่หรือไม่ ดูแล้วเจ้าน่าจะต้องใช้เวลารักษามากกว่าครึ่งปีเลยล่ะ”


 


เวลาปวดกระดูกยังต้องรักษาเป็นเดือน นี่กระดูกหักหนักขนาดนี้ นอกจากจะต้องรักษาให้กลับมาหายดีแล้ว ยังต้องทำกายภาพอีกด้วย


เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอยู่เหมือนกัน


 


“ในบ้านมีข้าอยู่คนเดียว ไม่เป็นไร ข้าดูแลตัวเองได้”     เฉินอี้พูดด้วยความปากแข็ง


 


ฉินจิ่นกะพริบตา แล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงดี


 


ตอนนี้ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง เฉินอี้เป็นนายพรานอีกด้วย คงจะใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากอยู่เหมือนกัน


 


ช่างเถอะ ค่อยหาคนขึ้นเขามาส่งข้าวให้เขาก็แล้วกัน ไหนๆ ก็ช่วยชีวิตคนแล้ว จะปล่อยให้เขาหิวตายไม่ได้ แล้วฉินจิ่นก็ส่ายหน้าด้วยความหมดปัญญา


บทที่ 97


เจ้านายดุเกินไปรึเปล่า


 


เดินไปเกือบจะครึ่งชั่วโมง ถึงจะเดินมาถึงบ้านของเฉินอี้


 


บอกคนอื่นว่าเป็นบ้าน บอกว่าเป็นกระท่อมหญ้าคายังจะดีกว่า ซอมซ่อสุดๆ และอยู่ในที่ราบเรียบบนหุบเขา


 


หญ้าคาที่อยู่ด้านบนถูกลมพัดขึ้นมาแล้วบ้าง                   ฉินจิ่นสงสัยว่านี่ไม่เห็นจะบังแดดบังฝนได้เลยสักนิด


 


“ทำไมเจ้าถึงไม่อยู่ในถ้ำล่ะ” เหลือบมองบ้านหลังนี้ด้วยความดูถูกไปทีนึง ฉินจิ่นนั้นทนไม่ได้จริงๆ เลยพูดหักหน้าออกไปอย่างนั้น


 


เฉินอี้ก็เผยอปากกระอึกกระอักเล็กแล้ว “ขอโทษด้วยนะ ที่บ้านทรุดโทรมไป......”


 


“เอาเถอะ ไม่ได้จะมาเป็นแขกบ้านเจ้าสักหน่อย”


 


ช่วยเว่ยเหยียนถิงวางเฉินอี้ลงบนเตียงแล้ว ฉินจิ่นก็นวดไหล่ให้เขาด้วยความเอ็นดู


 


“พี่ถิง พี่ไปต้มน้ำร้อนให้หน่อย ช่วยเช็กขาให้เขาหน่อย เดี๋ยวข้าจะต่อกระดูกให้เขา แล้วก็เย็บแผลด้วย”


 


พอพักผ่อนเสร็จแล้ว ฉินจิ่นก็พูดวานเขา


 


เฉินอี้รู้นิสัยของนางแล้ว ถึงหุบปากลง แล้วในใจก็จำเอาไว้ว่า ถ้ามีโอกาส ถึงแม้จะต้องเอาชีวิตไปคืน เขาก็ยอม


 


เว่ยเหยียนถิงออกไปต้มน้ำ แล้วฉินจิ่นก็กำลังเจรจาเรื่องการแลกมีดผ่าตัดกับหยูกยาที่จะใช้กับเสี่ยวปาอยู่


 


“คนน่ะข้าช่วยไว้แล้ว ของอย่างอื่นเจ้าต้องสมทบใช่ไหม”


 


เสี่ยวปาถอนหายใจยาว “เห้อ เจ้านาย เจ้านายดุขนาดนี้ไม่กลัวสามีจะตกใจเอารึไง”


“นี่ อย่ามาพูดมาก รีบเตรียมของ ครั้งนี้ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อด้วย บาดแผลของเฉินอี้สาหัส ถ้าเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ อาจทำให้คนถึงตายได้”


 


“ตกลง เอาละ  ฉันเตรียมเสร็จแล้ว เจ้านายวางยาสลบให้เขาก่อนเถอะ”


 


การผ่าตัดครั้งนี้ราบรื่นกว่าที่คิดไว้ ขณะเดียวเดียวกัน    ฉินจิ่นก็เข้าใจแล้วจริงๆ ว่า ระบบอย่างเสี่ยวปานั้นจริงๆ แล้วแกร่งกล้าแค่ไหน


 


พวกไฟไร้เงา สภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว คุณไม่ต้องทำอะไรเลย เดี๋ยวฉันจะให้ในสิ่งที่คุณต้องการ


 


ช่วงสมบูรณ์แบบจริงๆ เจ้าเสียงอัตโนมัติน่ารักนี่ก็ทำให้คนอยากจะหยอกเล่นหน่อยๆ


 


พอผ่าตัดเสร็จแล้ว เว่ยเหยียนถิงก็เดินเข้าช่วยเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของนาง “อาจิ่น เจ้าก็รักษาใบหน้าของพี่แบบนี้เหมือนกันรึ”


 


ตอนนั้นเขาก็อึ้งไปเหมือนกัน ไม่รู้ว่าฉินจิ่นนั้นทำอะไรกันแน่


 


ตอนนี้พอเห็นนางทำการผ่าตัดกับตาของตัวเองแล้ว นอกจากเว่ยเหยียนถิงจะแปลกใจแล้ว ก็ยิ่งไม่อยากให้คนอื่นรู้ด้วย


 


ที่นางทำนั้นมันไม่ปกติมากถึงมากที่สุด ในใจของ        เว่ยเหยียนถิงชัดเจนดี แต่เขากลับไม่เคยคิดที่จะกลัวหรือว่าทำเรื่องอะไรที่ไม่ดี แค่รู้สึกว่าอยากจะให้นางอยู่อยากสงบสุขก็แค่นั้น


 


ก่อนหน้านี้ฉินจิ่นก็เคยคิด ว่าจะเอาเรื่องพวกนี้บอกกับเว่ยเหยียนถิงดีรึเปล่า พอคิดไปคิดมา นางก็ตัดสินใจค่อยๆ เปิดเผย ให้เขาได้ค่อยๆ คุ้นชินกับความมีอยู่ของเรื่องที่แปลกประหลาดเหมือนกับกบที่ค่อยๆ คุ้นชินกับน้ำอุ่น แต่ไม่คิดเลยว่าเว่ยเหยียนถิงจะเข้าใจง่ายแบบนี้


เว่ยเหยียนถิงหันหน้าไปมองนาง อย่างไม่กะพริบตา


 


แล้วฉินจิ่นก็พยักหน้าด้วยความทำตัวไม่ถูก “ใช่จ้ะ”


 


พูดจบนางก็รู้ว่าตัวเองต้องอธิบาย แต่แค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดยังไงดี ก็เงยหน้าขึ้นอย่างเก้ๆ กังๆ “พี่ถิง ข้า......”


 


“ถ้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร ก็ไม่ต้องพูดแล้วจ้ะ”                  เว่ยเหยียนถิงยกแขนขึ้นอย่างสบายๆ แล้วก็ลูบไปที่หัวของนาง “อย่าให้คนอื่นรู้เรื่องพวกนี้ล่ะ ป้องกันตัวเองเอาไว้”


 


ขนาดแค่รักษาหน้าให้หายได้ ก็โดนข้างนอกลือกันว่าในบ้านของพวกเขามีวิญญาณร้ายกันแล้ว


 


ถ้าคนข้างนอกรู้เข้าจริงๆ ว่า ฉินจิ่นผ่าท้องผ่าไส้ แล้วก็เอาเข็มเย็บเนื้อ ไม่แน่อาจจะมีเรื่องอะไรแพร่ออกมาอีก


 


เขายังจำเรื่องในปีก่อนๆ ได้ ตอนอยู่ในหมู่บ้านเหยาคัง เคยใช้ไฟเผาคนตายทั้งเป็นอยู่เหมือนกัน


ตอนนั้นเขายังอายุน้อย พ่อแม่ไม่ได้ให้เขาไปดูไปฟัง แต่แค่ในตอนที่เขาเล่นอยู่ในหมู่บ้านนั้น ก็ได้ยินคนพูดคำนั้นกัน ในสมองเลยมีความทรงจำนี้อยู่


 


แต่นี่ก็แสดงว่า คนที่นี่ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้


 


ฉินจิ่นมองเขาด้วยความอึ้งทึ่ง แล้วก็จิตล่องลอยไปทันที


 


“พี่ถิง พี่ไม่กลัวข้าจริงๆ รึ”


 


“ทำไมต้องกลัวด้วยล่ะ เจ้ากำลังช่วยชีวิตคนอยู่ไม่ใช่รึ” เว่ยเหยียนถิงตอบกลับอย่างจริงจังสุดๆ


 


พอได้ยินคำนี้แล้ว ฉินจิ่นก็ดีใจจนยิ้มร่า


 


“ใช่แล้ว ข้าก็แค่ช่วยชีวิตคน ไม่ได้ทำร้ายคน” นางเป็นหมอคนนึง ที่ร่ำเรียนมานั้นเต็มไปด้วยทักษะ แล้วก็มีหน้าที่แค่ช่วยชีวิตคนเท่านั้น


 


“งั้นก็ดีแล้ว ไม่ต้องอธิบายอะไรกับพี่หรอก พี่รู้ ว่าอาจิ่นของพี่เป็นแม่นางที่น่ารักจิตใจดี ก็พอแล้ว”


 


พูดจบ เขาก็หรี่ตา แล้วโน้มตัวมาข้างหน้า แล้วก็จูบลงไปบนหน้าผากของฉินจิ่นอย่างอ่อนโยนไปทีนึง


 


เรื่องที่คิดว่าต้องอธิบายนานในตอนแรก ไม่คิดเลยว่า    เว่ยเหยียนถิงกลับยอมรับได้อย่างง่ายๆ จนฉินจิ่นแทบจะตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว


 


ผ่านไปไม่นาน ยาสลบของเฉินอี้ก็หมดฤทธิ์แล้ว เขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น


 


พอลืมตาขึ้นแล้ว ก็รู้สึกคลื่นไส้สุดๆ


 


กำลังอ้าปากและยังไม่ทันได้พูด ก็อ้วกออกมาก่อนแล้วทีนึง ส่วนฉินจิ่นนั้นก็ได้เตรียมถังขยะไว้ที่ข้างเตียงเขาเอาไว้แล้ว ก็อ้วกลงไปตรงบ้างไม่ตรงบ้าง


 


“อ้วกออกมานั้นเป็นปฏิกิริยาปกติ เจ้าอย่ากังวลไปเลย”


พอตรวจอาการของเขาไปทีนึงแล้ว ฉินจิ่นก็อธิบายเสียงเบาๆ


 


แล้วเฉินอี้ก็ยังอยากอ้วกไปอยู่หลายครั้ง ถึงจะหนีออกมาจากความรู้สึกที่ทรมานนั้นได้


 


“ต่อไปถ้ามีอะไรที่ต้องการให้ข้าช่วย ก็เอ่ยปากได้เลยนะ” พอหลังจากได้สติแล้ว เฉินอี้ก็พูดอย่างจริงใจ


 


เว่ยเหยียนถิงสบตากับฉินจิ่นไปทีนึง “ได้”


 


ในฐานะที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน เขาก็เข้าใจความรู้สึกในตอนนี้ของเฉินอี้


 


ยุ่งวุ่นมาเป็นเวลานานขนาดนี้ ตอนนี้ก็เที่ยงพอดี ฉินจิ่นเลยทำของกินอร่อยๆ ง่ายๆ แล้วเว่ยเหยียนถิงก็เอามาให้เฉินอี้ “เจ้ากินอะไรหน่อย ข้ากับอาจิ่นจะขึ้นไปบนเขาหน่อย เดี๋ยวตอนเย็นจะมาส่งของกินให้เจ้า เจ้าต้องนอนพักฟื้นติดเตียงน่ะ”


 


พอจัดแจงให้กับเฉินอี้เสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็ขึ้นเขาไปอีก


พวกเขาโชคดีมาก เดินไปไม่เท่าไหร่เว่ยหยียนถิงก็ล่ากวางได้ตัวนึง แล้วก็กระต่ายป่าอีกสองตัว”


 


กวางนั้นเพิ่งจะเริ่มโตได้ไม่นาน กระต่ายป่าก็ตัวอ้วนๆ พอยกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกหนักไม่เบาเลยทีเดียว


 


ฉินจิ่นก็เก็บสมุนไพรได้ไม่น้อยเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ยาทาของนางนั้นได้ขายไปหมดแล้ว วันนี้ที่เก็บมาได้ก็สามารถเอามาทำได้ล็อตนึงพอดี


 


พอยุ่งกับงานเสร็จก็เอาอาหารเย็นไปให้เฉินอี้ จนฟ้ามืดแล้ว พวกเขาถึงจะกลับถึงบ้านกัน


 


ยังไม่ทันได้เข้าประตูบ้าน ก็เห็นว่าในบ้านมีแสงไฟลอดออกมา ฉินจิ่นเลยหันไปมองด้วยความแปลกใจ “เสี่ยวจวนมาที่นี่รึ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน”


 


พูดแล้ว ทั้งสองก็รีบเข้าไปในบ้าน ยังไม่ทันได้เข้าประตูบ้านก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังออกมาจากข้างในอย่างชัดเจน


 


“ต้องเป็นเสี่ยวจวนแน่ๆ” ฉินจิ่นขมวดคิ้ว แล้วก็เอาย่ามสะพายหลังยัดไปที่อกของเว่ยเหยียนถิง แล้วก็วิ่งเข้าบ้านไป


 


“เป็นอะไรไป เสี่ยวจวน” แล้วนางก็รีบถามทันที


 


พอผลักประตูเข้าไปถึงได้เห็นว่า ตอนนั้นไม่ได้มีแค่         เว่ยจวนอยู่คนเดียว พ่อเว่ยและแม่เว่ยก็อยู่ด้วย


 


พ่อเว่ยหน้าตาดูไม่ดี และบนหน้าของนางเว่ยก็มีคราบน้ำตาอยู่ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะร้องไห้เสร็จ


 


พอเห็นฉินจิ่นกลับมาแล้ว เว่ยจวนก็เหมือนเห็นที่พึ่งหลักอย่างไรอย่างนั้น ลุกขึ้นมาแล้วก็วิ่งไปหานาง “พี่สะใภ้รอง ฮือๆๆ มีคนบอกว่าสินค้าของเราทำให้คนเสียโฉมจ้ะ”


 


พอพูดจบ เว่ยจวนก็ร้องไห้ฟูมฟายขึ้นอีก นางนั้นอายุก็ไม่ได้เยอะ วันนี้โดนคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งวัน ก็ทำให้รู้สึกหดหู่ใจจริงๆ 


บทที่ 98


เห้อ ตัวก่อเรื่องมาแล้ว


 


วันนี้ “จิ่นถิงผิวสวย” นั้นไม่ได้เปิดร้าน แต่กลับมีคนมาหาเว่ยจวน แล้วก็พูดคำหยาบพวกนั้น


 


ฉินจิ่นกอดเว่ยจวนเข้ามาในอ้อมอก ให้นางได้ระบายความหดหู่ในใจออกมา


 


ไม่ง่ายเลยกว่าจะรอให้นางหยุดลง แม่เว่ยก็มอง             ฉินจิ่นด้วยใบหน้าโมโห แล้วก็พูดอย่างหงุดหงิดว่า “ร้านจิ่นถิงผิวสวยไปไม่รอดก็ปิดซะเถอะ เราไม่เอาเงินไม่สุจริตแบบนั้น มีร้านหลิวเซียงกับร้านอาหารค้ำอยู่ ชีวิตก็คงจะไม่ลำบากไปถึงไหนหรอก”


 


เป็นชาวนามาทั้งชีวิต แม่เว่ยไม่ก็ไม่อยากจะมาโดนคนอื่นมาสะกิดกระดูกสันหลังเอาตอนแก่


ฉินจิ่นสูดหายใจลึกๆ ไปทีนึง แล้วก็เก็บความหดหู่ในใจเอาไว้


 


“แม่จ๊ะ ร้านจิ่นถิงผิวสวยน่ะไม่ได้หาเงินด้วยการทุจริตนะจ๊ะ ของในร้านนั้นแม่ก็เคยใช้ สรรพคุณได้ผลหรือไม่ ก็รู้ดีกว่าคนข้างนอกไม่ใช่รึ”


 


 ฉินจิ่นนั้นมีความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว


 


ใครจะรู้ว่าแววตาของแม่เว่ยเลิ่กลั่ก ก้มหน้าลงแล้วพูดเบาๆ ว่า “ข้าไม่เคยใช้ของพวกนั้น”


 


ด้วยความที่เป็นชาวนาคนนึง นางจะจำได้อย่างไรว่าทุกวันก่อนนอนยังจะต้องทายาเยอะขนาดนั้น พอตกกลางคืน กินข้าวเสร็จ ยังจะต้องจุดตะเกียงล้างหน้าทาหน้าอีก เปลืองน้ำมันตะเกียงซะขนาดนั้น


 


ความคิดที่เรียบง่ายทำให้แม่เว่ยรู้สึกว่า ของทาหน้าทามือพวกนี้ ช่างเสียเวลาจริงๆ


ที่สำคัญคือ นางไม่ได้แค่คิดแบบนี้เองคนเดียว ยังรู้สึกว่าคนอื่นซื้อไปก็ต้องลำบากเหมือนกัน


 


ลองถามพวกชาวนาคนอื่นดูสิ ใครจะอยากเสียเงินตั้งหลายตำลึงไปซื้อของที่กินไม่ได้ดื่มไม่ได้พวกนั้นล่ะ


 


ฉินจิ่นไม่มีวิธีที่จะอธิบายเรื่องพวกนี้กับนางได้ ว่าของพวกนี้สามารถช่วยกำจัดเรื่องไม่ดีทางอ้อมได้


 


“แม่จ๊ะ จะพูดแบบนี้ไม่ได้นะจ๊ะ ของของพวกเราไม่ได้มีปัญหาจริงๆ ครั้งหน้าถ้ามีคนมาบอกว่าของของเรามีปัญหาอีก ข้าจะอธิบายให้นางเองจ้ะ”


 


ด้วยความที่ไม่อยากจะทะเลาะกับผู้ใหญ่ ฉินจิ่นเลยอธิบายคร่าวๆ ไปสองสามคำ ให้เรื่องนี้ผ่านๆ ไป


 


สำหรับคำตอบและปฏิกิริยาของนางแล้ว แม่เว่ยก็ไม่ได้พอใจเลยสักนิด


 


เว่ยเหยียนถิงปรากฏตัวได้ทันเวลาพอดี ก็ลากแม่เว่ยไปดูสัตว์ที่เขาล่าได้ ถึงได้เบี่ยงเบนบทสนทนานี้ได้อย่างรวดเร็ว


 


พ่อเว่ยมองฉินจิ่นไปหลายครั้ง ก็มีความรู้สึกแปลกๆ ขึ้น ราวกับว่ากำลังสงสัยอยู่ แต่ผ่านไปอยู่นานก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา


 


ฉินจิ่นเอาความสนใจไปวางไว้ที่ตัวของเว่ยจวน แล้วก็พูดปลอบใจนางว่า “ของที่พวกเราขายนั้นไม่มีปัญหา เจ้าไม่ต้องกลัวนะ ถ้าครั้งหน้ามีใครมายุ่งวุ่นวายกับเจ้าอีก เจ้าก็ให้เขามาหาข้าทันทีเลย เข้าใจหรือไม่”


 


แล้วเว่ยจวนก็ค่อยๆ เช็ดน้ำตาอย่างหดหู่ “ตอนนี้เข้าใจแล้วจ้ะ พี่สะใภ้รอง ข้าไม่ควรจะอ่อนแอขนาดนี้”


 


ด้วยความที่รู้สึกว่าช่วงนี้มีพี่สะใภ้รองคอยเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้นเว่ยจวนเลยร้องไห้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนี้นางถึงจะรู้ตัวว่า ตัวเองกลายเป็นคนแบบนี้ไปแล้ว


 


“เจ้าน่ะ ยังเป็นเด็ก ไม่ว่ายังไง พี่สะใภ้รองก็ไม่รำคาญเจ้าหรอก” จับไปที่ปลายจมูกแดงๆ ของนางไปทีนึง แล้วฉินจิ่นก็พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง


 


ในสายตาของนาง เว่นจวนก็ยังเป็นเด็กคนนึงอยู่ดี


 


แล้วสุดท้ายก็รอจนถึงตอนที่นางยิ้มออก ในใจของฉินจิ่นก็โล่งทันที


 


อย่างอื่นนั้นไม่สำคัญ แต่อย่าทำให้เด็กน้อยตกใจกลัวเด็ดขาด


 


วันรุ่งขึ้น ฉินจิ่นเพิ่งมาถึงที่ร้านจิ่นถิงผิวสวย ก็โดนคนบังประตูเอาไว้ เป็นหญิงสาวอายุสิบกว่าปี บนหน้าของนางก็มีผื่นแดงขึ้นเป็นแถบ เป็นเม็ดๆ เต็มไปหมด ทำให้คนดูแล้วก็อดที่จะขนลุกไม่ได้


 


“เป็นเพราะร้านนี่แหละ ทำให้ข้าต้องกลายเป็นแบบนี้ มานี่เร็ว มาช่วยข้าจัดการที”


ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่อยู่ข้างหลังหญิงสาวร่างเล็ก ก็รีบควงไม้เข้ามาแล้วก็พังร้านดังโค้งเค้ง ตอนแรกฉินจิ่นอยากจะห้าม แต่พอดูท่าทางของพวกเขาแล้ว ก็ห้ามไม่ได้แน่นอน


 


นางขยับถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ มองดูคนพวกนี้พังร้านอย่างเงียบๆ


 


ร้านอาหารบ้านเว่ยนั้นอยู่ข้างๆ พอเว่ยเหยียนถิงได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแล้ว ก็รีบวิ่งมาทันที


 


“เกิดอะไรขึ้น”


 


พอเห็นฉากตรงหน้าแล้ว ในสมองของเขาความแค้นเกิดขึ้น แล้วก็เหมือนมีวิญญาณร้ายอะไรมาเข้าสิงร่างเขา แล้วทั้งตัวก็กลายเป็นสง่าผ่าเผยขึ้นทันที


 


“พี่ถิง อย่าเข้าไป “ฉินจิ่นดึงเขาเอาไว้ ไม่ให้เขาไปห้ามคนพวกนั้น


 


คนของอีกฝ่ายนั้นมีมากกว่า อีกอย่างในมือก็มีอาวุธด้วย นางไม่อยากให้เว่ยเหยียนถิงต้องเจ็บตัว


 


พอรอให้ช่างร่างใหญ่สองสามคนพังของในร้านไปได้สักพักแล้ว พวกเขาก็ถอยหลังไปอยู่ข้างหลังของสาวน้อย แล้วก็จ้องมองฉินจื่นและเว่ยเหยียนถิงอย่างเคียดแค้น


 


“ของก็พังไปแล้ว ตอนนี้พวกเข้าจะบอกข้าได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” เดินขึ้นหน้าไปก้าวนึง แล้วฉินจิ่นก็สบตากับสาวน้อยอย่างเย็นชา


 


สาวน้อยคนนี้กลับไม่ได้มีการโต้ตอบอะไรทั้งนั้น คงไม่ใช่แขกประจำของร้าน


 


“พูดอะไร บอกว่าของของเจ้าในร้านนี้ไม่รู้ว่าเป็นสินค้าห่วยแตกอะไร ใช้หมดแล้วก็ทำให้ข้าเสียโฉม” แล้วหญิงสาวก็จ้องมองฉินจิ่นอย่างดุเดือด ในแววตานั้นก็มีแต่ความแค้นเต็มไปหมด


 


ฉินจิ่นกลับไม่ได้โมโห แล้วนางก็พูดอย่างจริงจังว่า “เจ้าใช้ผลิตภัณฑ์ชุดนั้นด้วยรึ ใช้มานานเท่าไหร่แล้ว ตอนแรกมีปฏิกิริยาอะไรหรือไม่”


 


“เจ้ามายุ่งอะไรด้วยว่าข้าใช้มานานเท่าไหร่ รู้แค่ว่าของที่เจ้าขายเป็นของเถื่อนน่ะสิ ใช้แล้วก็ทำให้คนอื่นเสียโฉม” แล้วหญิงสาวก็หรี่ตาจ้องมองฉินจิ่นอย่างอำมหิต


 


“ร้านเถื่อนแบบนี้ ไม่ควรจะเปิดต่อไปอีกแล้ว ข้ากล้าทุบ ก็เพื่อกำจัดสิ่งที่จะมาทำร้ายชาวบ้าน ข้า จางชิงชิงตัดสินใจแล้ว”


 


สบตากับฉินจิ่น แล้วจางชิงชิงก็ไม่ได้ยอมถอยเลยสักนิด


 


แต่ก็เพราะว่าด้วยความที่มีหัวธุรกิจที่เรียบง่ายอยู่ ก็สมกับที่ทำให้หดหู่สุดๆ ดูนางทุบร้านของนางอย่างง่ายดาย ฉินจิ่นยังไม้กล้าเอ่ยปากพูดอะไรเลยสักคำ


 


แล้วจางชิงชิงก็มองฉินจิ่นอย่างได้ใจ และแสยะยิ้มขึ้น


“มาพังร้านของข้า โดยที่ยังหาหลักฐานไม่ได้เลยว่าเจ้าซื้อของที่ร้านข้าไปจริงๆ คุณหนูจางนั้นคิดว่าฟ้าไม่มีตารึไงกัน” ฉินจิ่นยกมุมปากขึ้น แล้วก็มองออกไปข้างนอก


 


คนที่คอยรอดูความสนุกอยู่นอกประตูนั้นก็ยืนกันเป็นวงกว้าง แต่ละคนแข่งกันยืดคอยาว เพื่อจะได้ดูสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน


 


“เจ้าเปิดร้านเถื่อนแบบนี้ทำไมข้าจะไม่กล้าพังล่ะ สินค้าปลอมพวกนี้ที่เจ้าขาย ใช้แล้วก็ทำให้ข้าเสียโฉม ข้าพังมันไปหมดแล้ว จะเหลือเอาไว้ทำลายตัวเองได้ยังไงล่ะ”


 


จางชิงชิงถอยหลังไปทีนึง แล้วก็โต้กลับอย่างดุเดือด


 


ฉินจิ่นกลับยิ้มอ่อนๆ “งั้นรึ แต่สินค้าทุกขวดที่ข้าขายนั้นได้บันทึกไว้อย่างละเอียดทั้งหมด อีกอย่างทุกขวดก็มีเลขสินค้าด้วย ขอแค่เจ้าสามารถบอกเลขสินค้าได้ หรือว่าเอาใบเสร็จที่เอาจากร้านของข้าไป ไม่งั้นเจ้ามีสิวขึ้นหน้าแบบนี้ ใครจะรู้ล่ะว่าเป็นได้ยังไง”


 


คนที่รอดูอยู่รอบๆ ได้ยินคำพูดของฉินจิ่นแล้ว ก็มีบางคนที่ออกเสียงเห็นด้วยทันที


 


“ใช่ๆ เจ้าต้องยืนยันหน่อยว่าใช้สินค้าของร้านนี้”


 


“นั่นสิๆ เราก็ใช้จิ่นถิงเหมือนกัน ผลที่ได้ก็ดีนี่ ไม่เคยได้ยินว่าใครเสียโฉมเลย”


 


จางชิงชิงนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนที่อยู่รอบๆ จะออกโรงช่วยฉินจิ่นพูดแบบนี้


 


นางก็จ้องมองออกไปข้างนอกด้วยความโมโหทีนึง “หุบปาก รอวันไหนที่พวกเจ้าเสียโฉมก่อนเถอะ อยากจะร้องไห้ยังหาที่ร้องไม่เจอเลยด้วยซ้ำ”


 


“เห้อ คนอย่างเจ้านี่มันเป็นคนยังไงกัน”


 


“นั่นสิ ลูกสาวบ้านใคร ทำไมไม่มีกาลเทศะเลยสักนิด ดูแล้วอายุก็ยังไม่เยอะ เป็นแบบนี้ใครจะกล้าเอาแต่งเข้าบ้านเนี่ย”


 


ป้าๆ น้าๆ ก็อยู่ในที่ตรงนั้นกันหมด ยังไม่ทันไร หัวข้อสนทนาก็ออกนอกลู่ไปแล้ว


บทที่ 99


นางไม่กลัวหรอก


 


ตอนแรกที่คาดการณ์เอาไว้นั้น จางชิงชิงคิดว่า แค่นางทำตัวเล่นใหญ่เกินจริงหน่อย คนที่อยู่ข้างๆ ก็จะสนับสนุนนาง


 


ใครจะรู้ว่าปฏิกิริยาของที่อยู่รอบๆ นั้นจะไม่ได้เป็นอย่างที่นางคาดการณ์เอาไว้เลยสักนิด


 


“ข้าจะได้ออกหรือไม่ได้ออกเรือนแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วย หลบไป”


 


แล้วก็ดันคนที่อยู่ข้างๆ ออกไปแรงๆ ทีนึง แล้วจางชิงชิงก็หันหน้าไปหาฉินจิ่นอีกครั้ง “ว่ามาสิ ว่าเจ้าจะชดใช้เรื่องนี้อย่างไร”


 


ชี้มาที่หน้าของตัวเอง จางชิงชิงก็ตรวจตราดูสภาพร้านอย่างไม่เกรงกลัว แล้วแววตาก็เต็มไปด้วยการดูถูก


แค่ร้านเล็กๆ แค่นี้ ลูกพี่ลูกน้องถึงได้พูดจาหยิ่งยโสแบบนี้ ช่างแปลกคนจริงๆ ตอนที่นางอยู่ที่เมืองจิงเฉิงนั้น ร้านเครื่องสำอางทั่วๆ ไป ยังใหญ่กว่านี้ตั้งหลายเท่า


 


ก็แค่ร้านขนาดกลางๆ ไม่ต้องดิ้นรนให้หลายรอบหรอก แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว นางรับรองว่าจะไม่กระทบกับธุรกิจของพี่สาวอีกแน่นอน


 


จางชิงชิงไม่ได้เห็นร้านเล็กๆ อย่างจิ่นถิงผิวสวยนี้อยู่ในสายตาเลยจริงๆ


 


ฉินจิ่นหัวเราะไปทีนึง โดยที่บนหน้าไม่ได้มีความโกรธเลยสักนิด


 


“เจ้าไปหาหมอมาแล้วหรือยัง”


 


“เจ้าหมายความว่ายังไง”


 


ก็ไม่ได้ล้วงเงินออกมาอย่างง่ายๆ จางชิงชิงก็จ้องมองฉินจิ่นด้วยความประหลาดใจ


เมื่อก่อนที่นางทำแบบนี้ คนที่เจอนั้นก็ตกใจจนอยู่ไม่ได้ไปตั้งนานแล้ว แล้วก็รีบล้วงเงินออกมาเพื่อให้การโต้วาทีนี่จบๆ ไป ถึงยังไงก็ยังต้องทำธุรกิจอยู่ เพราะคิดว่าการอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขจะนำพาความร่ำรวยมาให้ นางเลยเอาใบหน้านี้ออกมา ต้องทำให้มีผลกระทบกับร้านแน่นอน


 


นางคิดมาดีแล้วในจุดนี้ ถึงได้พาคนมาพังร้านแบบนี้


 


ขอแค่ฉินจิ่นกล้าให้เงินหนึ่งตำลึง นางก็สามารถทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะถึงยังไงก็มีแค่คนที่มีพิรุธเท่านั้นที่จะยอมควักเงินออกมาจ่าย


 


ฉินจิ่นลากเก้าอี้ออกมาจากกองซากปรักหักพังพวกนั้นชุดนึง ยื่นให้กับเว่ยเหยียนถิงอย่างเฉยเมย “พี่ถิง นั่งลงแล้วพูดกันเถอะจ้ะ เราไม่รีบ”


 


เว่ยเหยียนถิงไม่รู้ว่าในขวดของฉินจิ่นนั้นขายยาอะไรกันแน่ แต่เขาก็รับเก้าอี้มา แล้วก็ให้ความร่วมมือสุดๆ


 


จางชิงชิงเห็นว่าฉินจิ่นไม่ได้สนใจนางแล้ว ก็โมโหทันที เดินเข้าไป แล้วก็พูดบังคับฉินจิ่น “ข้าพูดกับเจ้าอยู่ เจ้าไม่ได้ยินรึไง เจ้าจะชดใช้ให้ข้ายังไง”


 


พูดแล้วนางก็ยื่นมือไปดึงเสื้อของฉินจิ่น เวลาผู้หญิงทะเลาะกัน ก็คงไม่พ้นการดึงผม ข่วนหน้าหรอก


 


ยังไงวันนี้นางก็จะทำให้ฉินจิ่นได้เห็นดีให้ได้ ปัดเป่าความหยิ่งยโสของนางสักหน่อย


 


เว่ยเหยียนถิงก็ยืนอยู่ข้างๆ ฉินจิ่นอยู่ตลอด จะปล่อยให้คนมาแตะต้องนางได้ยังไงล่ะ มือของจางชิงชิงยังยื่นมาไม่ทันจะถึง เขาก็เอาแขนมาบังอยู่ข้างหน้าฉินจิ่นก่อนแล้ว


 


ตอนที่จางชิงชิงยื่นมือมาโดนแขนของเขา อย่างกับโดนก้อนหินกระแทกกลับแรงๆ อย่างไรอย่างงั้น


 


“โอ๊ย”


 


รีบถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว แล้วจางชิงชิงก็ล้มลงไปบนตัวของชายหนุ่มหลายคน แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที


 


“พวกเจ้ายังกล้าที่จะลงไม้ลงมืออีกรึ มานี่เร็ว รีบมาดูร้านจิ่นถิงผิวสวยทำร้ายคนเร็ว......”


 


ตะโกนร้องไห้เสียงดัง แล้วจางชิงชิงก็เดินมาที่หน้าประตู ตะโกนเสียงดังๆ เพื่อให้ทุกคนได้ยินเสียงร้องไห้ของนางกันทั้งหมด


 


เว่นเหยียนถิงทำหน้าโมโห เสียดายที่นางเป็นผู้หญิง เข้าไปปะทะกับนางไม่ได้ แล้วก็โมโหจนหน้าแดงเป็นสีเลือดหมดแล้ว


 


ฉินจิ่นดึงแขนของเขา “พี่ถิง อย่าโมโหเลย ปล่อยนางตะโกนไป”


 


“แต่นางมาใส่ร้ายเราแบบนี้ แล้วเราจะทำธุรกิจกันยังไงล่ะ” เว่ยเหยียนถิงพูดด้วยความกังวล


 


ฉินจิ่นหัวเราะ “อย่ากลัวเลย ความจริงเป็นสิ่งไม่ตายอยู่แล้ว”


 


นางไม่ใช่ไม่กลัว แต่แค่รู้สึกว่าคนที่อยู่ข้างหน้านั้นทักษะยังด้อยเกินไป ก่อนหน้านี้ที่นางขายผ้าพันคอ ก็เคยโดนเรื่องแบบนี้มาเหมือนกันนี่


 


ใบหน้าที่มีผื่นแดงแบบนี้ ดูก็รู้ว่าเกิดจากการแพ้ อีกอย่างคนคนนี้ก็ไม่ได้มีท่าทางลุกลน เห็นได้ชัดว่ารู้ว่าหน้าของตัวเองไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก ไม่งั้นคงไม่มีการใช้วิธีตะโกนเสียงดังแบบนี้หรอก


 


เป็นเด็กสาวอายุสิบสามคนนึงด้วย หวงใบหน้าของตัวเองมาแค่ไหนนั้น แต่ละคนต่างก็รู้สึกได้


 


แต่พอจางชิงชิงคนนี้มาถึง ก็ไม่ได้คิดจะแก้ปัญหาอะไรทั้งนั้น แล้วก็มาพังร้านทันที แบบนี้มันตั้งใจอยากจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ชัดๆ


 


คนแบบนี้นั้นแน่นอนว่าต้องโดนจ้างมาแน่ๆ


ฉินจิ่นแสยะยิ้ม แล้วก็ตั้งใจตรวจสอบดูว่าบ้านไหนเป็นคนจ้างนางมากันแน่


 


แต่น่าเสียดายที่ นางไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมืองหลันเถียนนี่เท่าไหร่ ตอนที่เปิดร้านใหม่แล้วคนมากันเยอะๆ ก็ลืมจำร้านที่เปิดร้านประเภทเดียวกันไปเลย


 


ผ่านไปอยู่นานนางก็ยังเดาไม่ออกสักที ว่าบ้านไหนเป็นคนส่งจางชิงชิงมากันแน่


 


เป็นเพราะจางชิงชิงตะโกนเสียงดัง ทำให้คนมาอยู่ที่หน้าประตูเยอะขึ้นเรื่อยๆ พอผ่านไปไม่นาน ก็ชุลมุนสุดๆ


 


ฉินจิ่นก็เหลือบเห็นคนรู้จักอยู่รางๆ นั่นคือหลูเอ้อที่เคยมาหาเรื่องที่ร้านอาหารก่อนหน้านี้


 


หลูเอ้อชะโงกหน้าขึ้นมาอยากลับๆ ล่อๆ พอเห็นฉินจิ่นและเว่ยเหยียนถิงก็รีบถอยกลับไปอย่างเร็ว แล้วก็ซ่อนตัวเองอยู่ท่ามกลางฝูงชน


 


ตั้งแต่หลังจากปลอมตัวเป็นเสือแล้วโดนคนจับขอขมาแล้ว หลูเอ้อก็ไม่ค่อยกล้าที่จะออกบ้านเท่าไหร่นัก กลัวว่าจะโดนคนอื่นหักกระดูกสันหลังเอา ไม่ง่ายเลยกว่าจะผ่านเวลาที่นานขนาดนั้นมาได้ พอทุกคนลืมเรื่องนี้กันแล้ว เขาถึงจะเริ่มออกจากบ้านมาทำกิจกรรมข้างนอก


 


ความแค้นในใจของเขาที่มีต่อทั้งครอบครัวของฉินจิ่น แทบจะทนเอาไว้ไม่ไหวแล้ว


 


“เหอะ ให้พวกเจ้าได้ใจไป ดูซิว่าครั้งนี้พวกเจ้าจะไหวตัวยังไง” หลูเอ้อหลบอยู่ท่ามกลางผู้คน แล้วก็พูดแช่งอย่างชั่วร้าย


 


เขาสู้พวกเว่ยเหยียนถิงทั้งสองคนนี้ไม่ได้ ก็ต้องมีคนมาล้มพวกเขาได้


 


หลบอยู่ท่ามกลางฝูงชนอย่างสบายใจ แล้วหลูเอ้อก็รอคอยที่จะดูความสนุกของสองสามีภรรยาคู่นี้


 


จางชิงชิงชี้ที่หน้าของตัวเอง แล้วก็พูดกับคนที่อยู่รอบๆ ไม่หยุด


ก่อนหน้านี้เคยใช้สินค้าบำรุงผิวของจิ่นถิงนั้นยังดีหน่อย ส่วนแววตาของคนที่ไม่เคยใช้นั้นก็เห็นได้ชัดว่าแปลกๆ ไป


 


“นี่ ข้าจะบอกให้นะ แม่นางตระกูลเว่ย เจ้ารีบหาวิธีชดเชยให้กับคนอื่นเขาเถอะ ทำไมถึงได้นั่งเหม่ออยู่แบบนี้ล่ะ เด็กผู้หญิงหน้าตาดีๆ อยู่ต้องมาโดนสินค้าของเจ้าทำลายจนเป็นแบบนี้ ช่างใจดำจริงๆ”


 


คนที่พูดนั้นเป็นคุณป้าเถ้าแก่ร้านขายของชำที่อยู่ข้างๆ ร้านจิ่นถิงผิวสวย อายุประมาณสี่สิบห้าสี่สิบหกปี ทุกคนต่างเรียกนางว่าป้าเฮ่อ


 


ถึงแม้ว่าทั้งสองร้านจะเป็นเพื่อนบ้านกันแต่กลับไม่เคยซื้อของในร้านกันและกันมาก่อนเลยสักครั้ง


 


ป้าเฮ่อขายของชำ ผ้าเช็ดหน้า ถุงหอมพวกของพกติดตัวต่างๆ ถึงจะไม่ได้กำไรมาก แต่ก็ถือว่ายังได้


 


ตอนแรกท่าทางที่นางมีต่อฉินจิ่นนั้นก็ยังพอใช้ได้ ยังไงร้านก็อยู่ข้างๆ กัน แต่ต่อมาพอได้ยินว่าฉินจิ่นรับทำถุงหอม ตั้งแต่นั้นมา ก็เริ่มไม่ชอบหน้าชอบตากันแล้ว


 


สีหน้าที่ป้าเฮ่อมองดูฉินจิ่นนั้น ในใจก็อดที่จะสะใจไม่ได้


 


ขายดีแล้วยังไงล่ะ ต้นไม้ใหญ่รับลมน่ะเข้าใจรึเปล่า แต่เป็นแค่ลูกชาวนาธรรมดา จู่ๆ มาทำการค้าขายมากมายจนทำให้คนอื่นอิจฉา คงคิดว่าคนอื่นทุกคนจะชอบนักรึไง


 


เลยทำให้เกิดการโมโหตาแดงออกมา


 


จางชิงชิงนั้นพูดจนน้ำลายกระเด็นไปหมด เพื่อที่จะทำให้เรื่องกลายเป็นเรื่องจริง นางพูดอยู่ดีๆ แล้วก็ร้องไห้ออกมา


 


ชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ นางในตอนแรกนั้น ก็พากันหลบเข้าไปในฝูงชนทันที จางชิงชิงก็แสดงท่าทางอ่อนแอสำออยต่อหน้าผู้คน แล้วก็พยายามขอความช่วยเหลือจากทุกคนอยู่


 


ฉินจิ่นกวาดมองพวกนางไปทีนึง แล้วถามกลับว่า “ป้าเฮ่อจ๊ะ ป้ารู้ได้อย่างไรว่าที่นางพูดนั้นคิดเรื่องจริง แล้วป้าก็ช่วยนางโทษเพื่อนบ้านของตัวเองแบบนี้ ช่างเป็นคนที่มีเหตุผลจริงๆเลยนะจ๊ะ”


 


“ข้าน่ะช่วยคนที่มีเหตุผลมากกว่าคนใกล้ชิดต่างหาก” แล้วป้าเฮ่อก็หน้าแดง และพูดอธิบาย


บทที่ 100


นางไม่ได้เป็นสัตว์กินพืชสักหน่อย


 


มองดูป้าเฮ่อ แล้วฉินจิ่นก็แสยะมุมปากยิ้มเยาะเย้ย แล้วก็ไม่คิดที่จะจนใจต่อ


 


แล้วคนที่อยู่หน้าประตูก็เริ่มพากันวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา คำพูดอะไรก็มีไปซะหมด


 


“หลีกหน่อย หลีกทางหน่อย”


 


แล้วเว่ยซิ่นก็มาพร้อมกับเจ้าหน้าที่สองสามนายแล้วก็หมอจางที่อยู่ในเมือง ก็ตะโกนเสียงดัง แล้วแหวกฝูงชนกลุ่มนั้นเข้ามา


 


พอจางชิงชิงเห็นเจ้าหน้าที่พวกนี้ ก็สะดุ้งไปทั้งตัว แล้วก็ถอยหลังไปสองสามก้าว


 


“ท่านทั้งหลาย มาที่นี่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ” พอรู้สึกตัว นางก็รีบแย่งฉินจิ่นถามทันที


 


เว่ยเหยียนซิ่นมองนางอย่างดุร้ายไปทีนึง แล้วก็ถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดีว่า “เจ้าเป็นคนพังร้านนี้รึ”


 


สีหน้าของจางชิงชิงเปลี่ยน แล้วก็พูดอย่างเถียงว่า “เจ้าหน้าที่ ท่านดูใบหน้านี้ของข้าสิ ร้านใจดำอำมหิตนี้แหละที่เป็นคนทำ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้านะ”


 


ดึงแขนของเว่ยเหยียนซิ่น แล้วจางชิงชิงที่หน้าเป็นสิวแดงเป็นแถบ ก็เกือบจะแนบไปที่อ้อมอกของเขาแล้ว


 


ใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มแดงๆ ทั้งหน้ามาอยู่ตรงหน้าของตัวเองแบบนี้ เว่ยเหยียนซิ่นก็ผลักออกไปทีนึงอย่างไม่รู้ตัว อย่างกับสปริงอย่างไรอย่างนั้น ที่ดีดกลับไปไกลๆ


 


“ไอหยา”


 


น่าเกลียดจนไม่น่ามองเลยจริงๆ


คนที่อยู่รอบๆ ก็โดนการกระทำนี้ทำเอาชอบใจจนหัวเราะเสียงดังลั่น พอจางชิงชิงรู้สึกตัวแล้ว น้ำตาก็ไหลพรากลงมาทันที


 


พอเว่ยเหยียนซิ่นรู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองทำอะไรลงไป ก็รีบลากหมอจาง แล้วก็ดันไปอยู่ข้างๆ จางชิงชิงทันที


 


“รีบดูให้นางเร็ว”


 


พูดจบเขาก็หดตัวเหมือนนกกระทาแล้วไปอยู่ด้านหลังของฉินจิ่น “พี่สะใภ้รอง หน้าของนางยังจะรักษาได้ยังไงอีกล่ะเนี่ย น่าเกลียดขนาดนี้”


 


“ไม่เป็นไรหรอก รอให้หมอดูเสร็จแล้วค่อยว่ากัน”


 


หมอจางก็ให้จางชิงชิงยื่นมือออกมาอย่างอดทน “แม่นางผู้นี้ ยืนมือออกมาหน่อย ตาแก่อย่างข้าถึงจะตรวจชีพจรให้เจ้าได้”


 


แต่กลับถอยหลังไปทีนึง จางชิงชิงปฏิเสธและไม่ให้ความร่วมมือ “เจ้าเป็นหมอที่มาจากไหนกัน เห็นได้จัดว่าเป็นพวกเดียวกันกับเถ้าแก่ของร้านนี้ ข้าไม่ให้เจ้าช่วยดูให้ข้าหรอก


คำว่าพี่สะใภ้ของเว่ยเหยียนซิ่นเมื่อกี้นี้ จางชิงชิงนั้นก็จับได้รวดเร็ว


 


ไม่คิดเลยว่าเถ้าแก่ของร้านนี้ จะมีคนในครอบครัวที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้วย ดูแล้ว เรื่องนี้ชักจะยุ่งยากเข้าแล้ว


 


“เจ้าพูดบ้าอะไรกัน” หมอจางโดนยั่วให้โมโหจนตัวสั่น     ชี้ไปที่จมูกของจางชิงชิง จนหน้าแดงไปหมด “ตาแก่อย่างข้าเป็นหมอมาทั้งชีวิต เคยทำเรื่องน่าอับอายแบบนั้นอย่างที่เจ้าพูดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”


 


หมอจางเป็นหมออยู่ในเมืองหลันเถียนมาทั้งชีวิต เป็นคนที่มีศีลธรรมมากคนนึงจริงๆ


 


หรือไม่งั้น เขาก็เคยเรียนหนังสือ ถึงจะไม่ได้เป็นหมอ เขาก็ยังมีคุณธรรมของการเป็นนักปราชญ์อยู่


 


ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ที่เขาช่วยเหลือคนที่ยากจน แล้วก็ตรวจดูให้ฟรีอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือว่าทักษะทางการแพทย์ ต่างก็ทำให้คนที่ได้ยินชื่อเขานั้นยกนิ้วให้อยู่ตลอด


และเป็นเพราะแบบนี้ เวลาที่ศาลมีเรื่องอะไร ก็จะไปหาเขาให้วินิจฉัย เพราะเห็นถึงความเป็นคนที่มีคุณธรรมของเขา


 


ทุกคนในเมืองหลันเถียนก็รู้เรื่องนี้กันหมด แต่จางชิงชิงนั้นไม่ใช่คนที่นี่ นางเลยบอกปฏิเสธหมอจางไปสุ่มสี่สุ่มห้า


 


หมอจางสะบัดแขนเสื้อไปทีนึง แล้วก็หันหลังเดินไปอยู่ตรงหน้าเว่ยเหยียนซิ่น”


 


“พวกเจ้าไปเชิญหมอฝีมือดีมาเถอะ อาการป่วยนี้ข้ารักษาไม่ได้”


 


พูดจบเขาก็ก้าวเท้าเดินออกไป โดยไม่หันมามองจางชิงชิงเลยแม้แต่นิดเดียว


 


“เดี๋ยวก่อนหมอจาง” เว่ยเหยียนถิงเดินขึ้นไป ขวางอยู่ตรงหน้าของหมอจาง แล้วก็คำนับเขาไปทีนึง “การรบกวนท่านมาครั้งนี้ ช่างรู้สึกผิดจริงๆ คนคนนี้บอกว่าใช้สินค้าของร้านเราจนหน้าเสียโฉม แล้ววันนี้ก็มาพังร้านจนกลายเป็นสภาพนี้ท่านนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือ ไม่รู้จะทำอย่างไรเลยกล้าที่จะเชิญท่านให้มาช่วย แล้วยังลำบากให้ท่านตรวจอาการให้ เพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้กับร้านเล็กๆ แห่งนี้ด้วยเถิด”


 


คำพูดพวกนี้ของเว่ยเหยียนถิงนั้นดูจริงใจ เขานั้นเป็นคนซื่อตรงอยู่แล้ว แล้วก็ยังเป็นคนมีมารยาทอีกด้วย ให้เกียรติกับหมอจาง หมอจางมองเขาไปทีนึง ก็ถอนหายใจยาวแล้วพูดว่า “เอาเถอะ เห็นแก่เจ้าแล้ว ข้ารออีกเดี๋ยวก็แล้วกัน”


 


ก็ไม่ได้เข้าไปตรวจดูอาการในทันที หมอจางก็แค่หยุดอยู่ตรงนั้นไม่ได้กลับไป


 


เห็นได้ชัดว่ารอให้พวกของฉินจิ่นเคลียร์กันให้เรียบร้อยก่อน ค่อยไปวินิจฉัย ฉินจิ่นก็รีบคว้าเก้าอี้ตัวเดียวที่สภาพดีที่สุดยื่นให้เขา “รบกวนท่านจริงๆ นั่งก่อนสิเจ้าคะหมอจาง”


 


หมอจางก็นั่งลงไปอย่างสงบ มองดูจางชิงชิงแล้วก็หัวเราะเยาะ


 


อย่าเพิ่งพูดถึงอย่างอื่นเลย แค่คำโต้เถียงเมื่อกี้แล้ว หมอจางก็ดูนิสัยของคนคนนี้ออกแล้ว เขารับคนไข้มาทั้งชีวิต นับรวมๆ แล้วก็เป็นหมื่นเป็นแสนคนเลยทีเดียว ก็มีแววตาที่ใช้มองคนไม่น้อยอยู่เหมือนกัน


 


พอจัดแจงให้หมอจางเสร็จแล้ว ฉินจิ่นก็เดินไปอยู่ตรงหน้าของจางชิงชิง“ถ้าเจ้าไม่เชื่อหมอจาง งั้นก็ไปเรียกหมอคนอื่นมา แต่ที่ว่าทำไมเจ้าถึงได้มีสิวขึ้นเต็มหน้ากันแน่นั้น ในจุดนี้นั้นยังไงก็ต้องพิสูจน์ให้ได้”


 


น้ำเสียงของนางนั้นแน่วแน่สุดๆ ไม่มีที่ว่างให้ได้เจรจาเลยทีเดียว


 


จางชิงชิงหรี่ตา และไม่รู้ว่าคิดอะไรในใจ ผ่านไปอยู่นานถึงได้ตอบว่า “เจ้าว่าควรพิสูจน์อย่างไรล่ะ”


 


“เจ้าก็ไปเชิญหมอมาเอง แล้วทางเราจะเชิญหมอจาง ทั้งสองฝั่งมาพิสูจน์ด้วยกัน พอพิสูจน์แล้วก็บอกผล ถ้าไม่เหมือนกัน ก็ไปขึ้นศาลให้ท่านผู้ใหญ่ตัดสินกันสักตั้ง”


 


จะให้ร้านมาโดนคนตั้งใจพังไปฟรีๆ โดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ไม่ได้ ฉินจิ่นนั้นอ่อนโยนแต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะทนได้ทุกเรื่อง


“แล้วถ้าผลที่ได้เหมือนกันล่ะ” จางชิงชิงหรี่ตาแล้วถามขึ้น


 


“ถ้าเหมือนกัน ถ้าหน้าของเจ้าเสียโฉมเพราะสินค้าของเราจริงๆ พวกเราจะชดเชยค่ารักษาให้ทั้งหมด จนกว่าเจ้าจะหายดี ของที่เจ้าได้พังไป เจ้าก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย แล้วข้าก็จะปิดร้านนี้ทันที”


 


ตอนที่ฉินจิ่นพูดคำนี้ ก็ตะโกนพูดอย่างเสียงดัง เพื่อให้ทุกๆ คนที่ดูอยู่รอบๆ ได้ยินกันอย่างชัดเจน


 


พอพูดคำนี้จบแล้ว นางก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของคนที่อยู่ข้างนอก


 


“ได้ ข้าตกลง” จางชิงชิงเดินขึ้นก้าวนึง แล้วก็ตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ


 


ฉินจิ่นแสยะมุมปากขึ้น “อย่าเพิ่งรีบร้อนไป ถ้าเกิดว่าหมอทั้งสองท่านต่างวินิจกันอย่างมั่นใจแล้ว ว่าสิวบนหน้าเจ้าไม่ได้เกิดจากสินค้าของร้านเรา เจ้าจะว่าอย่างไร”


“นั่นสิ นั่นสิ ร้านนี้จะโดนคนตั้งใจมาพังไปฟรีๆ อย่างไร้เหตุผลแบบนี้ไม่ได้นะ”


 


คนที่พูดอยู่นั้นคือแม่นางจางเอ้อที่ฉินจิ่นเคยรักษาให้ ตั้งแต่รักษาหน้าหายดีแล้ว นางก็ยอมให้ฉินจิ่นนั้นทำคุณบูชาโทษ เวลาว่างก็จะมาช่วยเหลือที่ร้านอยู่ตลอด ไม่เอาเงินแล้วก็ไม่เอาของด้วย


 


นางนั้นเป็นคนที่รู้จักตอบแทนบุญคุณคนนึง


 


วันนี้เป็นเพราะในบ้านงานยุ่งเล็กน้อย นางเลยมาสายไปหน่อย ยังเดินมาไม่ถึงก็ได้ยินคนพูดถึงการเกิดเรื่องของร้านจิ่นถิงผิวสวยก่อนแล้ว พอได้ยินชัดเจนแล้วก็รีบวิ่งมาทันที


 


พอมาถึงก็เจอกับฉากนี้พอดี นางรีบเดินเข้าไป แล้วก็ช่วยพูดให้กับฉินจิ่น


 


จางชิงชิงมองนางไปทีนึง ก็นึกว่านางเป็นแค่คนที่มาดูเท่านั้น แล้วก็หันสายตาไปที่หน้าของฉินจิ่นอีกทีนึง “เจ้าอยากให้ทำอย่างไรล่ะ”


“ขอโทษ แล้วก็เขียนคำขอโทษด้วยลายมือของเจ้า แล้วเอามาแปะที่หน้าประตูร้านของเรา แล้วของที่เสียหายทั้งหมดภายในร้าน เจ้าก็ต้องชดใช้ในราคาเดิมทั้งหมดด้วย”


 


คนบางคน ถ้าไม่ได้รับบทเรียนหน่อย ก็เกรงว่าทั้งชีวิตนี้ก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความผิด


จบตอน

Comments