tang pao ep1-10

หลังเสร็จสิ้นภารกิจกอบกู้สามพันโลก จักรพรรดินีซูโย่วฉิงนึกว่าดวงจิตของเธอจะดับสลายไปตลอดกาล แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ส่งเศษเสี้ยววิญญาณของเธอมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กสาวสติไม่สมประกอบ ณ ช่วงปลายยุค60 ที่แสนจะยากลำบาก


ชีวิตใหม่ของเธอเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความแร้นแค้นอย่างที่สุด พ่อขาพิการ แม่ตาเกือบบอดสนิท ทั้งยังมีพี่ชาย ปู่ย่า และเหล่าญาติฝ่ายพ่ออีกหลายชีวิตที่ต้องเบียดเสียดกันอยู่ในชายคาเดียวกัน ดันให้ระดับความยากจนของครอบครัวพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด


แต่...อุปสรรคเพียงเท่านี้หรือจะหยุดยั้งอดีตจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่ได้?


ด้วย 'ญาณทิพย์' ที่ยังคงทรงอานุภาพ เธอจึงมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ บรรดาของล้ำค่าอย่างโสมป่าพันปี บัวหิมะบนยอดเขา หรือเห็ดหลินจือในป่าลึก ล้วนถูกเปิดเผยตำแหน่งโดยเหล่าภูตพรายที่สิ้นหนทางบำเพ็ญเพียร พวกเขาพร้อมจะชี้ทางให้...เพื่อแลกกับอนาคตที่ดีกว่า


ตอนนี้ การเดินทางเพื่อพลิกชะตาสู่ความมั่งคั่งและกอบกู้ครอบครัวให้พ้นจากความทุกข์ยากของอดีตจักรพรรดินี ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว


บทที่ 1: การแยกบ้าน


ณ หมู่บ้านต้าซานในร่องเขาซานหลิ่งเหมิน สังกัดกองพลใหญ่เฮยซาน ยามบ่ายคล้อยซึ่งเป็นเวลาเลิกงาน ตระกูลซูกลับกำลังเอะอะโวยวาย


"แยกบ้าน ยังไงวันนี้ก็ต้องแยกให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็หย่ากัน ชีวิตแบบนี้ฉันไม่อยากทนอีกต่อไปแล้ว!!!"


"แยก ต้องแยกให้ได้ ฉันก็จะหย่าเหมือนกัน ในเมื่ออยู่ที่ตระกูลซูต่อไปก็ไม่รอดอยู่แล้ว ฉันจะเอาลูกชายลูกสาวไว้ทำไม พวกแกอยากตายก็เรื่องของพวกแก ฉันไม่ขอตายเป็นด้วยหรอกนะ"


บ้านเรือนรอบข้างเงียบกริบ มีเพียงบ้านหลังสุดท้ายในหมู่บ้านเท่านั้นที่สมาชิกอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และในตอนนี้กำลังมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง


เสียงหญิงผิวคล้ำแดดจนแดงก่ำสองคนกำลังตวาดลั่นด้วยความโมโหอยู่กลางห้องโถงท่ามกลางสายตาของผู้สูงอายุสองคน


"พ่อ แม่… แยกบ้านกันเถอะ"


"ใช่แล้วพ่อ แม่ ถือว่าพวกเราเป็นลูกอกตัญญูก็ได้"


ยังไม่ทันที่ชายหญิงชราทั้งสองจะเอ่ยปาก ชายวัยกลางคนสองคนที่เดิมทีกอดเข่านั่งยองๆอยู่คนละมุมกำแพงต่างก็ประสานเสียงขึ้นด้วยสีหน้าเจ็บปวด


ระหว่างพี่น้องกับภรรยา พวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเลือกครอบครัวเล็กๆของตัวเอง


เมื่อหวงอาชุ่ยและเยี่ยต้านีได้ยินคำพูดของสามีตนเองก็รู้สึกได้ใจขึ้นมาทันที พวกเธอรู้ดีว่าสามีของตัวเองนั้นหากไม่บีบคั้นก็คงไม่ได้ผล พี่น้องจะสำคัญไปกว่าภรรยาและลูกได้อย่างไร!


"น้องสาม น้องสะใภ้ พวกคุณก็อย่าโทษพวกเราว่าใจร้ายเลย ใครใช้ให้ลูกสาวบ้านเธอป่วยออดๆแอดๆ อยู่ตลอดเวลาเล่า เดิมทีก็สิ้นเปลืองเงินอยู่แล้ว ครั้งนี้หัวแตกก็ใช้เงินของบ้านไปไม่น้อย แล้วครั้งหน้าล่ะ ครั้งต่อไปล่ะ เงินไม่ได้งอกมาจากต้นไม้นะ เธอเป็นคนโง่เง่า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นครั้งสุดท้าย!"


"พวกเธออย่ามาว่าพวกเราที่เป็นลุงกับป้าว่าใจดำเลยนะ เธอโง่มาสามปีกว่าแล้ว เงินที่เสียไปในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็ช่างมันเถอะ แต่เราจะให้ทั้งครอบครัวต้องมาจมปลักต่อไปอีกไม่ได้ เป่าเฉียง เป่าเซิง เป่าอวี้ เป่าเหวิน และเป่าเหนียนก็โตๆกันแล้ว ทั้งเรื่องเรียนเรื่องแต่งงานล้วนต้องใช้เงิน ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้ก็ช่างเถอะ ขอแค่อย่ามาถ่วงความเจริญก็พอ พวกเราก็ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ"


"ของที่ไม่เต็มใจให้ ย่อมไม่ดี อาใหญ่ก็อย่าโทษพวกเราที่เป็นพี่ชายพี่สะใภ้ว่าใจร้ายเลยนะ ถ้าไม่มีพวกเรา พวกคุณก็ผ่านช่วงเวลาสามปีที่ยากลำบากนั้นมาไม่ได้หรอก ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว การแยกบ้านถือว่ายุติธรรมกับพวกคุณแล้วละ จะพูดให้ตายยังไง ใครก็ไม่กล้าว่าพวกเราเหล่าพี่สะใภ้ไม่มีเหตุผลหรอก"


หวงอาชุ่ยเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านตระกูลซู แต่งเข้ามาได้สิบสี่ปีแล้ว ให้กำเนิดลูกชายสามคนลูกสาวหนึ่งคน ไม่เพียงแต่เป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ใหญ่หลวงให้แก่บ้านตระกูลซูเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวหอกสำคัญในการเรียกร้องให้แยกบ้านในครั้งนี้อีกด้วย


นอกจากบ้านใหญ่ที่ตะโกนโหวกเหวกเรื่องแยกบ้านดังที่สุดแล้ว ก็คือเยี่ยต้านีจากบ้านรองที่แต่งเข้ามาสิบสองปี ให้กำเนิดลูกชายสองคน ลูกสาวสองคน ครั้งนี้เป็นสองสะใภ้ที่นัดแนะกันมาเพื่อก่อเรื่องแยกบ้าน


ก็ใครใช้ให้บ้านสามเป็นตัวถ่วงและภาระกันล่ะ?! ครอบครัวห้าคน คนหนึ่งขาเป๋ คนหนึ่งตาเกือบบอด ลูกสาวคนเล็กก็ปัญญาอ่อน มีเพียงลูกชายสองคนเท่านั้นที่เป็นคนปกติ


เยี่ยต้านีและหวงอาชุ่ยเองก็ไม่อยากจะเอ่ยเรื่องแยกบ้านหรอก แต่สวรรค์ไม่เป็นใจ เมื่อไม่กี่วันก่อนเด็กปัญญาอ่อนบ้านสามไม่รู้ไปโดนใครทุบหัวแตก เลือดออกมากจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แม้จะช่วยกลับมาได้ แต่ก็ต้องเสียเงินของบ้านไปไม่น้อย เรื่องนี้จึงทำให้สองสะใภ้ที่หวงเงินยิ่งกว่าอะไร ตัดสินใจแยกบ้านอย่างรวดเร็ว


ใครจะไปรู้ว่าจะมีครั้งต่อไปอีกหรือไม่? ครอบครัวเล็กๆของพวกเธอทั้งสองไม่อาจทนให้เด็กปัญญาอ่อนของบ้านสามมาสร้างความเดือดร้อน จนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากต่อไปได้อีกแล้ว


ดังนั้นการแยกบ้านจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ


"พ่อครับ แม่ครับ ผมกับซู่เหมยก็เห็นด้วยที่จะแยกบ้านครับ พี่ใหญ่ พี่รองกับน้องเล็กไม่ต้องแยกหรอกครับ เป็นบ้านสามของพวกเราเองที่ถ่วงทุกคนไว้ แยกแค่บ้านสามของพวกเราออกไปก็พอครับ" ซูเว่ยจวินที่แต่ไหนแต่ไรมักจะหลบอยู่มุมประตูทำตัวเป็นอากาศธาตุกับภรรยา บัดนี้กลับเอ่ยขึ้นมาอย่างที่ทุกคนไม่คาดคิด คำพูดของพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองทำให้สองสามีภรรยาอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี


อะไรนะ? สองสามีภรรยาบ้านสามก็เห็นด้วยเหรอ?!


พี่ใหญ่ซูเว่ยเซิง พี่รองซูเว่ยกั๋ว และน้องสี่ซูเว่ยซื่อ สามพี่น้องต่างมีสีหน้าประหลาดใจ หวงอาชุ่ย เยี่ยต้านี และฟางเหม่ยเหม่ยเองก็แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ในใจพลันโล่งอก บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา


หึ ก็ถือว่าสองคนนั่นยังรู้จักเจียมตัว ไม่ใช่พวกหน้าหนาไร้ยางอาย


"พ่อคะ แม่คะ พวกท่านก็ได้ยินแล้วนะคะ สองสามีภรรยาบ้านสามก็เห็นด้วย นี่ไม่ใช่ว่าพวกเราบีบบังคับพวกเขานะคะ พวกเขารู้ตัวเองดีว่าถ้าถ่วงทุกคนไว้ก็มีแต่จะตายกันหมด" เยี่ยต้านีตื่นเต้นจนไม่ต้องให้พี่สะใภ้ใหญ่นำทัพอีกต่อไป เธอจึงโพล่งออกมาเอง


"หึ"


ซูเหวยหมินกับหร่วนต้าอิงกวาดสายตาไร้ความรู้สึกมองคนในห้องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านใหญ่และบ้านรอง จากนั้นจึงเป็นบ้านสามและบ้านสี่


มีสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า ต้นไม้ใหญ่ย่อมแตกกิ่งก้าน ลูกชายเติบใหญ่ย่อมต้องแยกบ้าน


หร่วนต้าอิงกับผู้เฒ่าซูเคยคิดว่าการแยกบ้านก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพียงแต่พวกเขาอยากจะรออีกหน่อย รอให้ลูกชายช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รอให้หลานๆโตกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วค่อยแยก แต่กลับไม่คาดคิดว่าวันนี้จะถูกลูกชายและลูกสะใภ้ทั้งสองบีบบังคับเสียได้


ดี… ดีมากจริงๆ


"ถุย พวกแกนี่พูดจาดูดีจริงนะ ทำเหมือนกับว่าไม่มีใครรู้ทันความคิดชั่วๆของพวกแกอย่างนั้นแหละ รังเกียจครอบครัวบ้านสามแล้วอยากจะแยกบ้านก็พูดมาตรงๆสิ จริงอยู่ที่ลูกสาวคนเล็กต้องหาหมอแล้วมันเปลืองเงิน แล้วไอ้พวกที่พวกแกคลอดออกมามันไม่เปลืองเงินหรือไง? พวกแกแต่งงานกันก่อน ตอนที่บ้านสามยังไม่ทันได้แต่งงาน หรือแม้แต่หลังแต่งงานแล้วใหม่ๆ ก็ยังเคยช่วยพวกแกเลี้ยงลูกไม่ใช่เหรอ? จะบอกให้นะ สองสามีภรรยาคู่นั้นไม่ได้ทำอะไรผิดต่อพวกแกเลยแม้แต่น้อย"


หร่วนต้าอิงโกรธจัดเพราะลูกสะใภ้ทั้งสองจริงๆ เธอมองจ้องไปยังสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมทั้งชี้หน้าด่าอย่างไม่ไว้หน้า พวกเนรคุณ สองคนนี้น่ะมันพวกเนรคุณ


ตอนที่ซูเว่ยจวินแต่งงาน บรรดาหลานชายก็เกิดกันมาหลายคนแล้ว ลูกชายคนโตของซูเว่ยจวินก็เกิดหลังจากที่เขาแต่งงานไปปีกว่า ใครกันแน่ที่เอาเปรียบ? คนตาดีที่ไหนมองก็รู้


"แม่จะมานับแบบนี้ได้ยังไง? เรื่องแต่งงานช้าหรือเร็วมันไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะกำหนดได้…" ซูเว่ยกั๋ว ลูกชายคนรองไม่อยากถูกแม่ตราหน้าว่าเป็นคนเนรคุณจึงคิดจะค้าน แต่เมื่อได้รับสายตาดุดันของหร่วนต้าอิงแล้ว ก็ไม่กล้าเอ่ยคำพูดที่เหลือออกมา


ตอนนี้หร่วนต้าอิงโกรธจนควันออกหู แทบอยากจะออกไปหาไม้มาฟาดคน ยังดีที่คนข้างกายรั้งเธอไว้


หลังจากที่เห็นสองสามีภรรยาบ้านใหญ่และบ้านรองก่อเรื่อง ซูเหวยหมินก็มองสถานการณ์ออกและคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว หลังจากที่ห้ามภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของตนเองแล้ว เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย


"เรื่องแยกบ้าน ฉันเห็นด้วย แต่ไม่ใช่ให้บ้านสามแยกออกไป แต่จะให้แยกกันให้หมด ไม่ให้เหลือสักบ้านเดียว"


หร่วนต้าอิงยังคงเดือดดาลอยู่ พอได้ยินสามีกล่าวเช่นนั้นก็ตกใจจนเผลอมองไปที่ซูเหวยหมิน คำพูดก็หลุดออกจากปากไปว่า "คุณ ฉันไม่เห็นด้วย..."


"ฟังผมพูดให้จบก่อน ใจของคนในบ้านนี้มันแตกสลายไปแล้ว ถ้ายังฝืนต่อไป ก็ไม่ใช่แค่ลำบากใจพวกเขา แต่มันจะลำบากใจเราเอง และก็จะลำบากใจครอบครัวบ้านสามเปล่าๆ ตอนนี้พวกเขายังคับแค้นใจกันขนาดนี้ ต่อไปในภายภาคหน้าจะไม่ยิ่งกว่านี้เหรอ พี่น้องก็ไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว ในเมื่อพวกเขาอยากจะแยกก็ให้พวกเขาแยกไปเถอะ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องแยกอยู่ดี คนสองรุ่นความคิดไม่เหมือนกัน เราเองก็แก่แล้วจะทนอยู่ให้เขาต่อว่าลับหลังไปทำไม?!"


ตอนนี้ซูเหวยหมินปล่อยวางได้แล้ว ดังนั้นความคิดจึงค่อนข้างปลง พอมาลองคิดดูดีๆแล้ว การแยกบ้านก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยจริงๆ จะทนอยู่ด้วยกันอย่างกระทบกระทั่งแล้วยังไม่ได้ดีไปเพื่อ


ไม่เพียงแต่หวงอาชุ่ยและเยี่ยต้านี สองพี่น้องสะใภ้ที่พอได้ยินพ่อสามีอนุญาตให้แยกบ้านแล้วดวงตาก็พลันเป็นประกาย แม้แต่ฟางเหม่ยเหม่ย สะใภ้สี่ก็ยังยิ้มออกมาด้วยความดีใจ พวกเธอมองสองสามีภรรยาผู้เฒ่าด้วยแววตาคาดหวัง ในใจก็คิดว่าพ่อสามีนั้นมีความคิดที่เปิดกว้างกว่า


บทที่ 2: เธอมาแล้ว เธอยังมีชีวิตอยู่


ปัง! ปัง! ปัง!


หร่วนต้าอิงเห็นสีหน้าของเหล่าลูกสะใภ้มานานแล้ว ถึงแม้จะเห็นด้วยกับคำพูดของสามี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะทุบโต๊ะตรงหน้าด้วยความโกรธสองสามครั้งเพื่อระบายอารมณ์


"แยก! แยกเดี๋ยวนี้เลย! แต่ขอพูดให้ชัดเจนก่อน พวกเธอไม่ยอมอยู่กับบ้านสาม แต่พวกเราสองคนจะไปอยู่กับบ้านสาม ในอนาคตเมื่อฉันกับพ่อของพวกเธอทำงานไม่ไหวแล้ว พวกเธอแต่ละบ้านต้องส่งเสบียงและเงินเลี้ยงดูพวกเราทุกปี ถ้าไม่มีใครคัดค้านก็แยกบ้านได้เลย"


แม้จะโกรธมาก แต่หร่วนต้าอิงก็ไม่ได้สร้างความลำบากให้ลูกชายของตนมากนัก ทว่าเธอได้ตัดสินใจแล้วว่าจะยังคงใช้ชีวิตอยู่กับบ้านสามพร้อมกับสามี พวกเขาทั้งสองคนไม่สบายใจและอยากดูแลครอบครัวที่ทั้งป่วย พิการ และอ่อนแอของลูกชายคนที่สาม


พ่อแม่จะไปอยู่กับน้องสามเหรอ? ในฐานะพี่ใหญ่ ซูเว่ยเซิงย่อมไม่เห็นด้วย เพราะธรรมเนียมของที่นี่คือพ่อแม่จะต้องอยู่กับลูกชายคนโตหรือไม่ก็ลูกชายคนเล็ก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คัดค้าน ก็ถูกภรรยาดึงไว้ พลางชี้นำให้เขามองดูสีหน้าที่สงบนิ่งของพ่อกับแม่ ซูเว่ยเซิงจึงถอดใจในทันทีและไม่กล้าที่จะแสดงความเห็นใดๆอีก


ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ตระกูลซูก็แบ่งทรัพย์สินเสร็จเรียบร้อย ของที่สำคัญที่สุดอย่างเสบียงอาหารและเงินถูกแบ่งอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนของอื่นๆที่มีไม่พอให้แบ่งก็ให้แต่ละบ้านเลือกไปคนละอย่าง หากไม่ครบก็ให้ไปหาซื้อเอาเอง


เรื่องบ้านนั้นจัดการง่ายยิ่งกว่า บ้านของตระกูลซูตั้งอยู่ริมหมู่บ้าน ด้านหน้าและด้านหลังไม่มีเพื่อนบ้าน ส่วนเพื่อนบ้านทางซ้ายก็อยู่ห่างออกไปห้าสิบเมตร ลานบ้านของตระกูลซูกว้างขวาง และตัวบ้านก็ถูกสร้างเป็นแนวตรงเพื่อที่จะได้ครอบครองที่ดินให้ได้มากที่สุด


สุดท้ายครอบครัวของซูเว่ยจวินก็ได้ห้องสองห้องทางขวาสุดที่พวกเขาอาศัยอยู่มาตลอด พร้อมกับห้องเก็บของเล็กๆอีกหนึ่งห้อง พื้นที่หน้าบ้านและหลังบ้านก็เป็นของบ้านสามเช่นกัน ในอนาคตหากมีเงินก็สามารถจ้างคนมาผสมดินก่อกำแพงขึ้นมา จากนั้นจะกลายเป็นบ้านของตัวเองอย่างแท้จริง


ข้าวถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วน โดยสองสามีภรรยาผู้เฒ่าก็นับเป็นหนึ่งส่วนด้วย ดังนั้นแต่ละบ้านจึงได้ข้าวสารอย่างดีสิบชั่ง และข้าวสารหยาบอีกสองร้อยชั่ง ซึ่งเพียงพอที่จะกินไปจนถึงการปันส่วนเสบียงในช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้แต่ละบ้านยังได้เงินไปอีกยี่สิบสองหยวน


นอกจากนี้ แต่ละบ้านยังได้ไก่อีกสองตัว และทุกคนก็ได้ส่วนแบ่งผักในสวนผัก


หลังจากแบ่งทรัพย์สินเสร็จ แม้หวงอาชุ่ยและเยี่ยต้านีจะไม่ค่อยพอใจกับวิธีการแบ่งนี้นัก แต่การที่ได้สลัดครอบครัวที่สามออกไปได้ และจากนี้ไปจะได้เป็นนายของบ้านตัวเอง สองสะใภ้จึงอารมณ์ดีและไม่คิดจะสร้างปัญหาอีก ทั้งสองรีบขนของที่เป็นส่วนของตนเองออกไปทันที


ซูเว่ยซื่อและฟางเหม่ยเหม่ยนั้นเชื่อฟังแต่โดยดีมาตลอด พวกเขาเพียงทำตามคำสั่ง ให้แยกบ้านก็แยกบ้าน ได้อะไรมาก็รับไว้ ไม่มีความเห็นใดๆทั้งสิ้น


หร่วนต้าอิงมองดูเหล่าลูกชายและลูกสะใภ้ที่ต่างก็มีสีหน้าผ่อนคลายก็ได้แต่ส่ายหัว ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ช่างมันเถอะ


ช่างมันเถอะ แก่แล้ว แก่แล้ว จัดการไม่ไหวแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจจัดการอะไรได้มากขนาดนั้น


ขณะที่โถงกลางกำลังเอะอะวุ่นวายอยู่กับการแยกบ้านนั้น ในห้องปีกตะวันตกทางขวาสุดกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย


โครกคราก...


เด็กหญิงร่างเล็กผอมโซที่นอนอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ พลันลืมตาขึ้นมาจากความมืดมิดอันยาวนาน ในดวงตาสีดำสนิทของเธอฉายแววไม่อยากจะเชื่อ เธอยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ?


เมื่อสามพันโลกกำลังจะล่มสลาย ในฐานะจักรพรรดินี เธอใช้ร่างของตนเองเป็นเครื่องสังเวยเพื่อช่วยเหลือโลกที่เธอสร้างขึ้นมาจนสลายไปในจักรวาล ไม่คาดคิดว่าเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณจะสามารถรอดชีวิตมาได้ในความว่างเปล่า


โครกคราก...


เสียงประหลาดดังขึ้นจากร่างกายของเธออีกครั้ง ดูเหมือนจะมาจากบริเวณท้องน้อย จากนั้นมือเล็กๆที่ผอมแห้งคู่หนึ่งก็กดลงไปตามสัญชาตญาณ


นี่คือ… หิวเหรอ?


แม้ว่าซูโย่วฉิงจะไม่ได้กินอาหารมาเป็นหมื่นปีแล้ว และลืมไปนานแล้วว่าการกินข้าวหรือความหิวเป็นอย่างไร แต่ในตอนนี้เธอก็ไม่ได้โง่พอที่จะไม่รู้ว่าเสียงแบบนี้หมายความว่าอะไร


แอ๊ด....


ประตูห้องอันมืดมิดถูกผลักเปิดออกจากด้านนอก แสงสว่างส่องเข้ามาพร้อมกับเสียงฝีเท้าเบาๆที่ก้าวเข้ามาถึงข้างเตียงในไม่ช้า


"น้องสาว ตื่นแล้วเหรอ?! หิวหรือเปล่า รีบตื่นเถอะ พี่ชายจะป้อนข้าวนะ" เสียงอ่อนวัยดังขึ้น จากนั้นมือเล็กๆข้างหนึ่งก็ลูบลงบนศีรษะเล็กๆของเด็กหญิง


ซูโย่วฉิงหันไปมองเด็กน้อยข้างเตียงด้วยใบหน้าเรียบเฉย เด็กชายอายุราวเจ็ดถึงแปดขวบ รูปร่างผอมบาง แต่ดวงตาสดใสเป็นประกาย ขณะนี้กำลังจ้องมองเธอเขม็ง ในมือยังถือชามหยาบๆที่มีขอบบิ่นอยู่ใบหนึ่ง


สีหน้าเย็นชาของเธอไม่ได้ทำให้เด็กชายตกใจแต่อย่างใด เขากลับทำเหมือนคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาวางชามในมือไว้ห่างออกไปเล็กน้อย แล้วยื่นมือทั้งสองข้างพยายามอย่างอดทนพยุงเด็กหญิงบนเตียงให้ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก จากนั้นจึงจัดเสื้อผ้าบนตัวให้เธออย่างเรียบร้อย โดยไม่มีทีท่ารำคาญใจเลยแม้แต่นิดเดียว


"น้องสาว พวกเราจะแยกบ้านแล้ว เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ พี่ชายจะพาน้องไปเก็บฟืนที่ข้างภูเขาดีไหม" ซูเป่าเฉิงอดทนเป็นอย่างยิ่ง เขาพูดคุยกับน้องสาวด้วยท่าทีปรึกษาหารือ จากนั้นจึงหยิบชามขึ้นมาแล้วเริ่มป้อนอาหารให้เธอ


ซูโย่วฉิงไม่มีปฏิกิริยาใดๆตั้งแต่ต้นจนจบ เธอไม่ขัดขืน เพียงแค่กลอกลูกตาไปมาเล็กน้อย แล้วมองไปที่ชามในมือของเขา


ในชามมีข้าวต้มผสมมันเทศใสๆอยู่เพียงประมาณสองในสามของชาม ผู้ใหญ่กินไม่กี่คำก็หมด สำหรับเธอก็คงไม่เกินสิบคำ


น้องสาวของเขาเป็นเด็กน่ารัก ว่านอนสอนง่าย ซูเป่าเฉิงป้อนอาหารน้องสาวได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่มีท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย


ทันทีที่ซูโย่วฉิงรู้สึกว่าของที่กินเข้าไปในปากจืดชืดไร้รสชาติ มันก็หมดลงเสียแล้ว แม้ท้องจะไม่ร้องแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันยังโหวงๆอยู่


"น้องกินเสร็จแล้ว กินเสร็จแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถอะ พี่ชาย พี่สาว และน้องชายกำลังรอพวกเราอยู่นะ" หลังจากที่ซูเป่าเฉิงอุ้มเธอลงจากเตียง เขาก็ถือชามไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็จูงมือของเธอพาเดินออกจากห้องไป


ภายใต้แสงแดดอันอบอุ่น ด้านนอกห้องคือลานบ้านกว้าง ในลานมีเด็กๆตัวเล็กกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่แล้ว


ทันทีที่พวกเขาเห็นสองพี่น้องเดินออกมาจากห้อง ก็เคลื่อนไหวกันอย่างรวดเร็ว


คนหนึ่งถือตะกร้า อีกคนถือมีดพร้า คนหนึ่งถือไม้คาน... และอีกคนก็นำชามที่เธอเพิ่งใช้กินอาหารเมื่อครู่นี้ไปล้าง การแบ่งงานกันนั้นชัดเจน


ตอนนี้ซูโย่วฉิงพอจะเข้าใจแล้วว่า ‘พวกเขา’ ที่เด็กชายคนนี้พูดถึงเมื่อสักครู่คือใครกันแน่


"เร็วเข้า น้องสี่ออกมาแล้ว"


"น้องสาวนอนหลับสบายดีไหม กินอิ่มหรือยัง ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า ให้พี่เจ็ดลูบดูหน่อยนะ"


"น้องเจ็ด น้องสี่คงไม่ปวดหัวแล้วละ นอนมาตั้งห้าวันแล้วนะ นายไม่ต้องกังวลหรอก"


"น้องสี่ พี่ชายพี่สาวจะพาไปเล่นที่เชิงเขานะ ดีใจไหม?!"


"น้องสี่ต้องดีใจแน่อยู่แล้ว เธอทั้งเชื่อฟังและรู้ความจะตาย"


"น้องสี่ต้องตามพี่ชายพี่สาวดีๆนะ ห้ามวิ่งไปไหนมั่วซั่วนะ เป็นเด็กดี แล้วเดี๋ยวจะหาผลไม้ป่ามาให้กิน"


"พี่ใหญ่ เราแวะไปจับปลาจับกุ้งที่ริมแม่น้ำได้ไหม เอามาบำรุงน้องสี่"


"ใช่ๆ ไปหาของอร่อยๆให้น้องสี่กัน"


ซูโย่วฉิงยังคงไม่ปริปากพูดอะไร ใบหน้าเล็กๆของเธอยังคงเรียบเฉยไม่ไหวติงเหมือนตุ๊กตาไม้ ถูกดึงก็เดิน ไม่ถูกดึงก็ไม่เดิน แม้แต่ลูกตาของเธอก็ดูเหมือนจะขี้เกียจขยับเสียด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครแปลกใจกับท่าทีแบบนี้ของเธอ


เด็กๆหลายคนออกไปข้างนอกด้วยกัน ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เข้ามาดูแล เด็กในชนบทล้วนถูกเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยเช่นนี้ อย่างมากก็แค่กำชับไม่ให้ลงน้ำและไม่ให้เข้าไปในป่าลึก


แม้ในโถงกลางได้แบ่งบ้านกันเสร็จสิ้นแล้ว แต่เด็กๆของตระกูลซูกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย พวกเขายังคงทำในสิ่งที่ต้องทำ แล้วก็พากันผลักประตูเดินออกไปเป็นกลุ่ม


บทที่ 3: เด็กน้อยผู้โง่เขลา


ได้เวลาออกไปข้างนอกแล้ว


ซูโย่วฉิงถูกบรรดาพี่น้องตัวน้อยล้อมรอบอยู่ตรงกลาง มือเล็กๆทั้งสองข้างของเธอถูกพี่ชายทั้งสองคนจับไว้แน่น เห็นได้ชัดว่าพี่น้องในบ้านรักและเอ็นดูเธอมากเพียงใด


การไปเก็บฟืนที่เชิงเขาไม่ต้องเดินผ่านหมู่บ้าน จากบ้านตระกูลซูเลี้ยวขวาเดินตรงไปก็จะถึงเชิงเขา สะดวกสบายทีเดียว


นับตั้งแต่ออกจากบ้านตระกูลซู ซูโย่วฉิงก็คอยสังเกตโลกใบนี้ สังเกตสถานที่แปลกตาแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา


"เด็กโง่ เด็กโง่ เด็กโง่......"


"เร็วเข้า เด็กโง่บ้านตระกูลซูออกมาอีกแล้ว"


"เด็กโง่ยังไม่ตายนี่นา"


"เธอยังสบายดีอยู่เลยนะ โชคดีจริงๆ"


ข้างๆกันนั้น กลุ่มเด็กน้อยอีกกลุ่มหนึ่งก็วิ่งตามมาทัน เมื่อผ่านกลุ่มเด็กๆตระกูลซูและเห็นเด็กผู้หญิงที่ถูกคุ้มกันอยู่ตรงกลางก็พากันประหลาดใจ ต่างก็อุทานอย่างตกใจ


ที่แท้… เธอก็คือ ‘เด็กโง่’ คนนั้นเอง!


นี่มันการเริ่มต้นแบบไหนกัน บุคลิกตัวละครแบบไหนเนี่ย...


ซูโย่วฉิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย "..."


ดีมาก ในเมื่อถูกเรียกว่าเด็กโง่ งั้นก็มาดูกันต่อไปเถอะว่าจะเป็นอย่างไร


"น่าสงสารจริงๆ ไม่รู้ว่าใครกันที่โหดร้ายลงมือหนักขนาดนี้ คิดจะทุบเด็กตัวเล็กๆให้ตาย"


"นั่นสิ เด็กโง่ไม่รู้อะไรเลย ใครกันจะใจร้ายขนาดนี้"


"ก่อนหน้าได้ยินมาว่าบ้านเด็กโง่กำลังจะแยกบ้านกันเหรอ?!"


"ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะคราวนี้เด็กโง่ใช้เงินค่ารักษาพยาบาลไปเยอะอีกแล้ว สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองตระกูลซูเลยไม่ยอม เลยใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการแยกบ้าน"


"แยกบ้าน?! จะสำเร็จเหรอ หร่วนต้าอิงจะยอมเหรอ"


"ไม่ยอมก็ต้องยอมสิ ครอบครัวของลูกคนที่สามของบ้านตระกลูซูถ่วงความเจริญของพี่น้องคนอื่นๆ ความจริงพวกเขาก็ทนมาตั้งหลายปีแล้วเพิ่งจะมาโวยวาย มันก็สมเหตุสมผลอยู่"


"เฮ้อ เรื่องนี้จะว่าใครได้ละ โทษพี่น้องตระกูลซูไม่ได้จริงๆ มันเป็นโชคชะตา"

…….

หลังจากนั้น ไม่ว่าพวกเด็กๆตระกูลซูจะเดินผ่านไปที่ไหน ก็มักจะมีเสียงกระซิบกระซาบตามมา แม้ว่าพวกเขาจะคิดว่าลดเสียงลงให้เบาที่สุดแล้ว แต่ในตอนนี้ซูโย่วฉิงกลับได้ยินอย่างชัดเจน ราวกับว่าพวกเขากำลังพูดอยู่ข้างหูเธอ


ข้อมูลเยอะจริงๆเลยนะ บ้านตระกูลซูนี่ไม่มีความลับอะไรเลยจริงๆ เรื่องที่กำลังจะแยกบ้านคนอื่นก็รู้กันหมด เหมือนกับถ่ายทอดสดเลย


แต่ว่าร่างนี้ของเด็กโง่ถูกทุบตีจนตายเหรอ?! ฆาตกรไม่เพียงแต่ยังไม่ถูกจับ แต่ยังเป็นปริศนาอีกต่างหาก?!


ซูโย่วฉิงเดินตามพี่น้องไปพลางทำหน้าเฉยเมย พลางปะติดปะต่อตัวตนของตนเองในใจ


ตัวตนของเด็กโง่เป็นบทบาทที่สมบูรณ์แบบมาก เธอไม่จำเป็นต้องแสร้งทำอะไรเลย แถมดูเหมือนว่าเธอยังจะเด็กมากๆด้วย เด็กตัวเล็กๆจะไปรู้อะไร?!


ตัวเล็กจริงๆนั่นแหละ ซูโย่วฉิงก้มมองมือและเท้าเล็กๆของตัวเอง แล้วเงยหน้ามองพี่ชายพี่สาวที่อยู่ข้างๆ โอ้โฮ… เธอสูงแค่ไหล่ของพวกเขาเอง


"น้องสาว เดี๋ยวตามพี่ชายให้ดีนะ จำไว้ว่าให้จับเสื้อของพี่ชายไว้แน่นๆเข้าใจไหม" เมื่อถึงเชิงเขาแล้ว ซูเป่าเฉิงเป็นห่วงน้องสาวจึงคอยกำชับคนตัวเล็กในมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ซูเป่าสือที่กำลังจูงมือนุ่มนิ่มของน้องสาวอยู่รีบพูดขึ้นทันทีว่า "พี่ครับ ผมจะดูแลน้องเอง ใครจะเรียกผมไปไหนผมก็จะไม่ไป"


ตอนที่น้องสาวของพวกเขาถูกคนทุบหัวจนแตก พี่ชายทั้งสองคนก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นพอดี ตลอดหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาจึงรู้สึกผิดอย่างมาก ดังนั้นทั้งคู่จึงสาบานในใจว่า ถึงแม้จะทำงานได้น้อยลง ก็จะต้องดูแลน้องสาวให้ดี


"น้องเจ็ด วันนี้หน้าที่ของนายคือดูแลน้องสาวให้ดี ส่วนเรื่องอื่นให้เป็นหน้าที่ของพี่เอง" ซูเป่าเฉิงพูด


"พี่ครับ ผมรู้แล้ว" พี่น้องทั้งสองคนตกลงกัน


ซูโย่วฉิงที่ยืนทำหน้าไร้อารมณ์อยู่ข้างๆ "..." นี่เธอต้องให้เด็กตัวเล็กๆสองคนนี้มาปกป้องเนี่ยนะ?!


อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของเด็กน้อยนั้นไม่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือเด็กผู้หญิงที่เงียบกริบราวกับไก่ป่วย


ยังไงเสีย พี่น้องตระกูลซูมากมายออกมาเก็บฟืนขนาดนี้ จะขาดซูโย่วฉิงไปสักคนก็ไม่เป็นไร การพาเด็กหญิงตัวเล็กๆออกมาด้วยก็เพื่อจะได้ดูแลเธออยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ต้องการให้ซูโย่วฉิงช่วยทำงานแต่อย่างใด


ดังนั้นเด็กหญิงซูโย่วฉิงจึงถูกพี่ชายแท้ๆของตัวเองจูงมือเดินเล่นพลางมองดูพี่ๆน้องๆคนอื่น ช่วยกันเก็บฟืนไปทั่ว


"น้องสาวมานี่สิ พี่จะบอกให้นะว่าในป่านี้จะเดินมั่วซั่วไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะป่าลึกข้างในนั่น มันทั้งอันตรายและน่ากลัวมาก น้องรู้จักเสือไหม แล้วก็ยังมีหมีตาบอดกับหมาป่าด้วยนะ พวกมันกินคนได้เลย ขนาดผู้ใหญ่ยังสู้ไม่ไหวเลยนะ น้องสาวต้องเชื่อฟังนะ จำไว้ว่าห้ามเดินเข้าไปข้างในเด็ดขาด ถ้าน้องถูกกินไปก็จะไม่ได้เจอพ่อแม่กับพวกพี่อีกแล้วนะ"


ซูเป่าสือค่อยๆจูงมือน้องสาวเดินไป พลางก็พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดเพื่อย้ำให้น้องสาวจดจำว่าที่ไหนอันตรายและห้ามไป


ซูโย่วฉิง "..." พูดราวกับว่าเธอเป็นเด็กดื้ออย่างนั้นแหละ


เสือ หมีตาบอด แล้วก็หมาป่ามีอะไรน่ากลัวกัน พวกนั้นก็เป็นแค่สัตว์ตัวเล็กๆเท่านั้นแหละ


แต่ผู้คนในรัศมีหลายร้อยลี้ต่างก็รู้ดีถึงความน่าสะพรึงกลัวของเทือกเขาลึกแห่งนี้ ไม่มีใครกล้าเข้าไปในส่วนลึกของมัน แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังกล้าเดินเพียงแค่รอบนอก ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆที่รวมกลุ่มกันเดินอยู่แค่รอบนอกของรอบนอกอีกที


ซูเป่าสือบอกว่าจะคอยดูแลน้องสาว เขาก็จับมือน้อยๆของเธอไม่ปล่อย ทั้งสองคนตัวติดกันไม่ห่าง เดินตามหลังพวกพี่ๆน้องๆตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่พวกเขาเจอผลไม้ป่าก็จะวิ่งเอามาให้ซูโย่วฉิงกิน จนในที่สุดบนศีรษะเล็กๆของเธอก็มีดอกไม้ป่าสีเหลืองสวยงามประดับอยู่ด้วย


"น้องสี่พอมีดอกไม้ประดับแล้วดูดีจังเลย" หลังจากที่ซูอวี่พี่สาวคนโตประดับดอกไม้บนหัวของซูโย่วฉิงแล้ว ก็อดที่จะเอ่ยชมไม่ได้


ซูซู่ พี่สาวคนที่สอง เอียงคอมองซูโย่วฉิงที่มีผิวขาวนุ่มและหน้าตาน่ารักอยู่แล้ว "พี่ใหญ่คะ น้องสี่ไม่ประดับดอกไม้ก็สวยอยู่แล้วค่ะ"


"ใช่ น้องสี่ของพวกเราสวยที่สุด" ซูชิง พี่สาวคนที่สามที่อายุมากกว่าซูโย่วฉิงเพียงหนึ่งปีเศษ พูดตามอย่างกับนกแก้วนกขุนทอง ใบหน้าเล็กๆที่มอมแมมกำลังยิ้มแฉ่ง


ซูโย่วฉิงที่ใบหน้าไร้ความรู้สึกเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวทั้งสามคนที่ตัวผอมเล็กและสูงกว่าเธอมาก ก็สัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีและความห่วงใยจากพี่สาวเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย


ซูเป่าสือมองน้องสาวที่แสนสวยของตัวเองแล้วก็มีความสุขอย่างยิ่ง "หลังจากเก็บฟืนเสร็จแล้ว พวกเราไปจับปลาจับกุ้งในแม่น้ำกันเถอะ น้องสาวเสียเลือดไปมาก ต้องบำรุงเยอะๆหน่อย"


"ใช่ ใช่ น้องสี่ต้องบำรุงร่างกายเยอะๆหน่อย"


"ซุปปลากับไข่ก็บำรุงได้นะ เสียดายที่บ้านไม่มีเนื้อ ไม่อย่างนั้นกินเนื้อก็บำรุงร่างกายเหมือนกัน"


"แต่จะไปเอาเนื้อมาจากไหนกันล่ะ เราไม่ได้กินเนื้อมานานมากแล้ว อยากกินจังเลย"


"ฉันก็อยากกินเนื้อเหมือนกัน"


"น้องหก เธออย่าพูดอีกเลย"


"ถ้าเราจับไก่ป่ากับกระต่ายได้ก็คงดี จะได้มีเนื้อกินกัน"


"ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ รีบไปจับปลาจับกุ้งที่ริมแม่น้ำกันดีกว่า"

.........

จากเรื่องที่ซูโย่วฉิงหน้าตาน่ารักจนไปถึงเรื่องการกินเนื้อ บทสนทนาของเด็กๆตระกูลซูกระโดดไปมาอย่างรวดเร็ว พอพูดไปพูดมา น้ำลายของเจ้าตัวน้อยก็ไหลยืดเต็มพื้นไปหมด แถมยังมีเสียงท้องร้องโครกครากดังขึ้นมาเป็นระยะ


ซูโย่วฉิง "..."


ไก่ป่ากับกระต่ายป่างั้นเหรอ?!


เนื้อ?!


ของพวกนี้มันจับยากขนาดนั้นเลยเหรอ?


ในขณะที่ซูโย่วฉิงกำลังสงสัยอยู่ในใจ หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นวัตถุไม่ทราบชนิดพุ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว เด็กๆที่อยู่รอบข้างเพิ่งจะร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ แต่ในวินาทีต่อมา สิ่งนั้นก็ล้มหัวทิ่มลงบนพื้นอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ห่างจากซูโย่วฉิงไปเพียงเจ็ดก้าว


ซูโย่วฉิง "..."


อะไรกันเนี่ย?!


บทที่ 4: มาส่งอาหารให้เธอ


"กะ… กระต่าย เป็นกระต่ายนี่นา"


"กระต่ายป่าตัวหนึ่ง"


"นั่นมันเป็นอะไรไป"


"เดี๋ยวนะ ทำไมกระต่ายป่าถึงมาล้มอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ"


"ไม่ต้องพูดแล้ว รีบจับมันเร็วเข้า"


"ใช่ๆ รีบจับเร็ว"


เจ้าตัวที่ล้มลงกับพื้นอย่างง่ายดายนี้ทำเอาเด็กๆตระกูลซูตะลึงไปหมด พอได้สติกลับคืนมาก็พบว่าบนพื้นมีกระต่ายป่าขนสีเทาตัวอ้วนกลมนอนอยู่


ซูเป่าเฉิงเป็นคนที่สายตาไวและว่องไวที่สุด เขาวิ่งเข้าไปจับกระต่ายป่าที่อยู่บนพื้นเป็นคนแรก พอยกขึ้นมาดูก็พบว่ากระต่ายป่าตัวนี้ไม่ตอบสนองอะไรเลย ที่แท้มันสลบไปแล้ว


ซูเป่าเฉิงเป็นคนฉลาดหลักแหลม ขณะที่พี่น้องคนอื่นๆเพิ่งจะได้สติ เขาก็ให้พี่สี่ซูเป่าเหวินหาเชือกฟางสองสามเส้นมาช่วยกันมัดกระต่ายป่าให้แน่น จากนั้นก็ยัดเจ้ากระต่ายป่าที่สลบไสลตัวนี้เข้าไปในกองฟืน แล้วมัดฟืนให้เรียบร้อย แค่นี้ก็ไม่มีใครรู้แล้วว่าข้างในมีกระต่ายป่าตัวอ้วนซ่อนอยู่


การจัดการครั้งนี้ช่างแนบเนียนจริงๆ


ซูโย่วฉิงจ้องมองการเคลื่อนไหวที่ราบรื่นดุจสายน้ำของพี่ชายแท้ๆอย่างซูเป่าเฉิงโดยไม่กะพริบตา นี่เป็นเด็กที่มีไหวพริบดีมากคนหนึ่ง


"น้องสาว ดูสิ เรามีเนื้อแล้วนะ ตอนเย็นจะให้ขาหน้ากระต่ายกับน้องสาวกิน ดีไหม"


"เนื้อๆ"


"คืนนี้มีเนื้อกินแล้ว"


"แล้วตอนนี้พวกเรายังต้องไปจับปลาจับกุ้งที่ริมแม่น้ำอีกไหม"


"ไม่ไปแล้วดีกว่า เรามีกระต่ายป่าแล้วนี่"


"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องไปแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปใหม่"


เด็กๆตระกูลซูดีใจราวกับได้ฉลองวันปีใหม่กับการที่ได้กระต่ายป่ามาอย่างไม่คาดคิด พวกเขารีบมัดฟืนที่เก็บมาได้ให้เรียบร้อย วันนี้เก็บเกี่ยวได้เยอะจริงๆ พอมองดูเวลาก็ไม่เช้าแล้ว เด็กๆจึงตัดสินใจลงจากเขาเพื่อกลับบ้านไปกินเนื้อ


ซูโย่วฉิงถูกซูเป่าสือที่กำลังตื่นเต้นดีใจจูงมืออยู่ ซูเป่าสือยังคงถามเธอไม่หยุดด้วยความดีใจว่าเธอดีใจไหม


ก็คงจะดีใจละมั้ง?!


คนที่รับหน้าที่หลักในการลากฟืนมัดเล็กลงจากเขาคือพี่สี่ซูเป่าเหวินและพี่ห้าซูเป่าเฉิงซึ่งเป็นพี่ชายที่โตที่สุด จากนั้นก็มีพี่สาวใหญ่ซูอวี่ พี่สาวรองซูซู่ และพี่หกซูเป่าเหนียนที่ไม่ได้เดินมือเปล่า แต่ละคนก็ลากฟืนมัดเล็กมาด้วย คนที่มือเปล่าก็คือซูเป่าสือที่จูงมือซูโย่วฉิงอยู่ และซูเป่าเฟิงกับซูชิงที่อายุอยู่ระหว่างคนทั้งสอง


ขณะที่พวกเด็กๆกำลังจะหันหลังเดินลงจากเขา จู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องดังมาจากด้านหลังอีกครั้ง ไม่รู้ว่าทำไมทุกคนถึง.อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว แล้วพวกเขาก็เห็นไก่ป่าตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ ร่วงลงมาเหมือนกับว่าวที่สายขาด สลบอยู่บนพื้นห่างจากด้านหลังของซูโย่วฉิงไปเจ็ดก้าว...ไม่ขยับเขยื้อน


มา… มาส่งอาหารอีกแล้วเหรอ?!


เด็กๆตระกูลซู "..."


ซูโย่วฉิง "..."


คราวนี้คนที่สายตาไวและมือไวกลับเป็นซูเป่าสือที่กำลังจูงมือน้องสาวอยู่ เพราะว่าสองพี่น้องเดินอยู่หลังสุด จึงอยู่ใกล้กับไก่ป่าที่ตกลงมามากที่สุด เขาวิ่งตึงๆเข้าไป แล้วใช้มือเล็กๆทั้งสองข้างยกไก่ป่าขึ้นมา


"น้องสาว ดูสิ นี่ไก่ป่านี่นา เยี่ยมไปเลย พี่ชายจับไก่ป่าได้อีกตัวแล้ว ตอนเย็นจะตุ๋นน้ำแกงไก่ให้เจ้าบำรุงร่างกายดีๆ" ซูเป่าสือถือไก่ป่าที่น่าจะหนักเกือบสี่ชั่งวิ่งมาหาน้องสาวแล้วพูดความตื่นเต้น เมื่อเจอของดี คนแรกที่นึกถึงก็คือน้องสาวของเขา


ซูโย่วฉิงหน้านิ่ง: "......"


การกระทำครั้งนี้ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งไปเลย พอได้สติกลับคืนมาก็ได้ยินคำพูดของซูเป่าสือ ดวงตาของเด็กๆทั้งหลายก็อดไม่ได้ที่จะเป็นประกายขึ้นมา


น้ำแกงไก่กับเนื้อกระต่าย แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว


ซูเป่าเฉิงไปหาเถาวัลย์มาจากไหนก็ไม่รู้สองสามเส้น รีบเข้ามาช่วยมัดไก่ป่าให้เรียบร้อย เพราะกลัวว่าถ้าไก่ตื่นขึ้นมาแล้วดิ้นรนหนีไป เนื้อที่กำลังจะได้กินก็จะหลุดลอยไปเสีย


คราวนี้ไม่ได้ยัดไก่ป่าเข้าไปในกองฟืนแล้ว ไม่อย่างนั้นตอนกลางคืนหากมีกลิ่นเนื้อต้มหอมฟุ้งออกมาจากบ้านตระกูลซู ก็จะหาคำอธิบายไม่ได้ บางอย่างเมื่อถึงเวลาต้องเปิดเผย ก็ต้องเปิดเผยให้คนอื่นเห็น


แม้ว่ายุคสมัยนี้ของทุกอย่างจะหายาก ไม่ว่าจะเป็นของบนเขาหรือในไร่นาล้วนเป็นของส่วนรวม แต่หากเด็กๆเก็บของเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ได้ ก็ถือว่าเป็นของเด็กคนนั้นไปโดยปริยาย ใครก็พูดอะไรไม่ได้


ตอนลงจากภูเขา ซูโย่วฉิงอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองป่าเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาอีกครั้ง


การขึ้นเขาครั้งนี้ได้ผลเก็บเกี่ยวมากมายมหาศาลจริงๆ เด็กๆบ้านตระกูลซูลากฟืนห้ามัดกับไก่ป่าหนึ่งตัวเดินผ่านทุ่งนา เป็นที่สะดุดตาของผู้คนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะไก่ป่าตัวนั้นที่ดูน้ำหนักไม่น้อยเลย


แล้วก็มีคนในทุ่งนาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น


"เป่าสือ ไก่ป่านั่นพวกเธอจับมาเหรอ"


"ไก่ป่าตัวนี้อ้วนจังเลย คืนนี้บ้านตระกูลซูได้กินของอร่อยแล้ว"


"ใช่แล้ว เพิ่งจะแยกบ้านกันเองนะ แล้วไก่ป่าตัวนี้จะแบ่งกันยังไงล่ะเนี่ย?!"


"จะไปสนทำไมว่าบ้านเขาจะแบ่งไก่กันยังไง ฉันอยากจะรู้แค่ว่า ไก่ป่าแบบนี้จับกันยังไง ฉันก็อยากจะจับสักตัวมากินให้หายอยากเหมือนกัน"


"ฝันไปเถอะ ไก่ป่าจะจับง่ายขนาดนั้นได้ยังไงกัน สงสัยเด็กบ้านตระกูลซูคงจะโชคดีแบบแมวตาบอดเจอหนูตายมากกว่า นายไม่เห็นเหรอว่าไก่มันไม่ขยับเลย"

…….

สายตาของทุกคนจ้องมองไปที่ไก่ป่า ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีใครหน้าด้านพอที่จะไปแย่งของของเด็กๆทำได้เพียงแต่อิจฉาเท่านั้น


เด็กๆบ้านตระกูลซูต่างก็ดีใจกันเงียบๆ เพราะได้ไก่ป่ากับกระต่ายป่ามา เดินกันอกผายไหล่ผึ่ง แต่พอได้ยินคำถามของผู้ใหญ่ก็อดที่จะประหม่าไม่ได้


ยุคสมัยนี้การจะได้กินเนื้อสักมื้อไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ปีหนึ่งจะได้กินแค่สองสามครั้งเท่านั้น พอเห็นเนื้อเข้าก็ตาเป็นมันเหมือนกับหมาป่า


ซูเป่าเฉิงเป็นคนที่สงบนิ่งที่สุด "คุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอาครับ ไก่ป่าตัวนี้ไม่ใช่พวกเราจับมาหรอกครับ มันบินออกมาเองแล้วก็ร่วงลงมาสลบ พวกเราก็เลยเก็บมันมาได้ครับ"


ใช่แล้ว มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ไม่ผิดเลยสักนิด


นี่มันโชคอะไรกันเนี่ย...?!


พวกผู้ใหญ่ในทุ่งนาไม่อยากจะเชื่อเลย "..." ไก่ป่าที่บินมาสลบเองแบบนี้ พวกเขาก็อยากจะเก็บได้บ้างเหมือนกัน


อิจฉาก็ส่วนอิจฉา แต่ของที่เด็กๆได้มาจากบนเขา ผู้ใหญ่จะไม่ไปคิดโลภมากอยากได้


ดังนั้นเหล่าเด็กน้อยตระกูลซูจึงลากฟืนและหิ้วไก่ป่าเดินกลับบ้านกันอย่างคึกคัก


ที่บ้านตระกูลซูได้แบ่งแยกบ้านกันเสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว แบ่งกันจนหมดเกลี้ยง นอกจากหม้อ กระทะ ทัพพี และเตาไฟที่มีอยู่แค่ชุดเดียว แบ่งไม่ได้แล้ว ของอย่างอื่นก็แบ่งกันง่ายมาก


"คุณปู่คุณย่า พ่อแม่ พวกเรากลับมาแล้ว"


"คุณย่าคะ คุณย่า พวกเราเจอไก่ป่าตัวหนึ่งค่ะ"


"ใช่แล้วค่ะ คุณย่า คืนนี้ต้มน้ำแกงไก่ดีไหมคะ"


"คุณย่า พ่อแม่ ต้มน้ำแกงไก่บำรุงร่างกายน้องสาวนะครับ"


"คุณย่าครับ พวกเราไม่ได้เก็บฟืนอย่างเดียว ยังจับไก่ป่าตัวอ้วนๆได้ด้วย คืนนี้มีเนื้อกินแล้ว"


ในลานบ้าน


เด็กน้อยกรูเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่ได้รับผลกระทบจากการแยกบ้านเลยแม้แต่น้อย ความสัมพันธ์ของพี่น้องยังคงดีเหมือนเดิม พอกลับถึงบ้านก็เริ่มส่งเสียงร้องเรียกกันเจี๊ยวจ๊าว


อะไรนะ?!


ไก่ป่า? เก็บของดีได้เหรอ?!


ในตอนนี้อารมณ์ของหวงอาชุ่ยและเยี่ยต้านีกำลังดีอยู่เลย ในที่สุดก็ได้แยกบ้านสมใจอยาก ในใจก็คิดวางแผนไว้แล้วว่าจะจัดการบ้านเล็กๆของตัวเองอย่างไรดี แต่แล้วก็ได้ยินเสียงที่ตื่นเต้นและดีใจของลูกๆตัวเอง


"ไก่ป่า?! เจ้าสี่ เธอเป็นคนเก็บได้เหรอ"


"ไก่ป่าตัวนั้นไม่ว่าใครจะเป็นคนเก็บได้ พวกเขาก็ไปบนเขาด้วยกันตั้งหลายคนนี่คะ แม่คะ บ้านรองของเราก็มีส่วนแบ่งด้วยใช่ไหมคะ"


สองพี่น้องสะใภ้ที่ฉลาดเฉลียวคู่นี้เริ่มวางแผนทันที นี่มันเนื้อที่หากินได้ยากนะ ปีหนึ่งจะได้ลิ้มรสของคาวสักกี่ครั้งกันเชียว ทำเอาพวกเธออยากกินจนน้ำลายไหล


ฟางเหม่ยเหม่ยก็มองไก่ป่าตัวอ้วนใหญ่ที่ซูเป่าสือถืออยู่ในมือด้วยสายตาคาดหวังและกลืนน้ำลายเช่นกัน ถึงแม้จะเพิ่งแยกบ้านกัน แต่บ้านสี่ก็ควรจะมีส่วนแบ่งด้วยสินะ


บทที่ 5: ความไร้เดียงสาและเด็กๆ


หลังจากแยกบ้าน หร่วนต้าอิงที่ยังคงอารมณ์ไม่ดี...


"พวกแกมันพวกไร้ยางอายจริงๆ ตื้นเขินนัก ของของเด็กๆก็ยังจะโลภอีก แล้วเจ้าสี่เก็บมาได้อะไรกัน เขาเพิ่งจะกี่ขวบเอง? หวงอาชุ่ย ถ้าไม่ใช่เจ้าสี่ที่เก็บมาได้ ก็ไม่มีส่วนของแกหรอกนะ!


เย่ต้าหนี นังคนขี้เหนียวไร้ยางอาย! แยกบ้านปุ๊บก็อยากจะกินเนื้อเลยสินะ ฉันตาบอดจริงๆ ที่ยอมให้แกสองคนเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลซูของฉัน ตระกูลซูต้องโชคร้ายอะไรขนาดนี้ถึงได้แต่งสะใภ้หน้าด้านไร้ยางอายอย่างพวกแกเข้ามากันนะ ทำฉันโมโหจะตายอยู่แล้ว! กินเข้าไปสิ ทำไมไม่กินให้ตายๆไปเลยล่ะ?!"


หร่วนต้าอิงเป็นคนอารมณ์ร้อน เธอทนอึดอัดมาทั้งบ่าย ในที่สุดก็ได้โอกาสระบายออกมา ด่าลูกสะใภ้ทั้งสองคนจนหน้าชา ไม่ไว้หน้าพวกเธอเลยแม้แต่น้อย


หวงอาชุ่ยและเย่ต้าหนีถูกแม่สามีด่าอย่างไร้ความปรานี แต่พวกเธอก็ไม่ได้โกรธหรือหงุดหงิดเลย ยังไงซะ พวกเธอไม่ได้รู้สึกว่าหน้าตาจะสำคัญไปกว่าการได้กินเนื้อ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือพวกเธอจะได้กินเนื้อ


"ยายเฒ่า ลูกๆก็ยังดีอยู่ ในเมื่อมีไก่ป่า ก็มากินข้าวเย็นมื้อสุดท้ายหลังแยกบ้านด้วยกันเถอะ แต่ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ต่อไปถ้าบ้านใครมีเนื้อกินก็อย่าได้ไปคิดโลภ มิฉะนั้น... ฮึ!"


ซูเหวยหมินห้ามปรามภรรยาที่กำลังจะระเบิดอารมณ์อีกครั้ง เขาจ้องมองลูกสะใภ้คนโตและลูกสะใภ้คนรองอย่างเคร่งขรึม พร้อมเตือน แล้วก็กวาดสายตามองลูกชายคนโต ลูกชายคนรอง และสองสามีภรรยาบ้านสี่


ตอนนี้ไม่มีใครกล้าปริปากอีกต่อไป


ในขณะนั้นเอง ซูเป่าเฉิงก็ค่อยๆดึงกระต่ายป่าออกมาจากกองฟืน พร้อมกับยิ้มกริ่มเพื่ออวดความดีความชอบต่อคุณปู่คุณย่า "คุณปู่คุณย่าครับ ดูสิครับ พวกเราไม่เพียงแต่เก็บไก่ป่ามาได้ตัวหนึ่งเท่านั้น ยังมีกระต่ายป่าอีกตัวหนึ่งด้วยนะครับ"


กระต่ายป่าตัวอ้วนมาก ที่เขาเก็บมาได้


อะไรนะ?!


เก็บกระต่ายป่ามาได้อีกตัวเหรอ?


ไม่เพียงแต่คุณปู่และคุณย่าที่ตกใจมาก แม้แต่คนอื่นๆในตระกูลซูก็ถึงกับตกตะลึง ตอนนี้สัตว์ป่าบนเขาจับได้ง่ายขนาดนี้แล้วเหรอ?


"พวกเธอเข้าไปในป่าลึกมาเหรอ?" น้ำเสียงของหร่วนต้าอิงเปลี่ยนเป็นเข้มงวดทันที สีหน้าก็ดูไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด


ในขณะเดียวกัน ลู่ซู่เหมยก็เพิ่งจะตั้งสติได้จากความตกใจ ใบหน้าซีดเผือด โดยไม่ทันคิดอะไร เธอก็รีบลูบคลำสำรวจตัวซูโย่วฉิงที่ยังคงทำหน้าเรียบเฉยอยู่ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว


"แม่ครับ น้องสาวยังสบายดีครับ คุณย่าครับ พวกเราเชื่อฟังมากครับ ไม่ได้เข้าไปในป่าเลย เก็บได้แค่แถวชายป่าเองครับ" ซูเป่าสือยังคงจับมือน้องสาวอยู่ เห็นดังนั้นจึงรีบอธิบาย


น้องสาวเป็นสมบัติล้ำค่าของบ้านพวกเขา จะกล้าพาเธอไปเสี่ยงอันตรายได้อย่างไร


"คุณย่าครับ เป็นความจริงครับ กระต่ายป่ากับไก่ป่าตัวนี้มันวิ่งมาสลบอยู่ตรงหน้าน้องสี่เอง ทำเอาพวกเราตกใจกันไปหมดเลย"


"ใช่ ใช่ แปลกมากเลยค่ะ พวกเรายังไม่เคยเห็นสัตว์ป่าที่วิ่งมาสลบเองแบบนี้มาก่อนเลย"


"คุณย่าไม่รู้หรอกครับ พวกเราตกใจแทบแย่ มันพุ่งออกมาจู่โจมน้องสี่กับน้องเจ็ดอย่างกะทันหัน แต่แล้วก็ล้มลงกลางทางไม่ขยับเลย พวกเราถึงได้โชคดีเก็บมันมาได้ครับ"


"คุณปู่คุณย่าครับ พวกเราสงสัยว่ากระต่ายป่ากับไก่ป่าพวกนี้มันป่วยหรือเปล่านะครับ ไม่อย่างนั้นทำไมจู่ๆมันถึงไม่ขยับเลยล่ะครับ"


"พวกมันวิ่งเร็วเกินไปหรือเปล่า? ไม่อย่างนั้นจะล้มได้ยังไง?"


"ใช่แล้ว ปกติพวกมันก็วิ่งเร็วจะตายอยู่แล้ว การจะจับพวกมันได้นี่มันยากมาก บางทีอาจจะป่วยจริงๆก็ได้ หรือไม่ก็วิ่งจนหัวหมุนไปเอง"

.........

ซูเป่าเฉิง ซูเป่าเหนียน ซูเป่าเหวิน และซูอวี่ ต่างก็พูดจาเจื้อยแจ้วพร้อมออกท่าออกทางเล่าเรื่องที่พวกเขาเก็บสัตว์ป่าได้บนเขาให้ซูเหวยหมิน หร่วนต้าอิง และทุกคนในครอบครัวฟังอย่างตื่นเต้น ทุกคนต่างก็คิดว่าเป็นเพราะโชคช่วยล้วนๆ


ส่วนซูโย่วฉิง เธอคิดว่าพวกเขาช่างไร้เดียงสาและเด็กเหลือเกิน


ไม่ว่าจะอย่างไร พอได้ยินเด็กๆเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ลู่ซู่เหมยและหร่วนต้าอิงก็โล่งใจลงได้


ในที่สุดหร่วนต้าอิงก็มีอารมณ์ที่จะจัดการกับเจ้าสัตว์ป่าที่โชคร้ายทั้งสองตัวนั้น


เนื้อนั้นต้องกินแน่นอน เก็บไว้ก็เก็บไม่ได้และเก็บไม่อยู่ ไม่เห็นสายตาของหวงอาชุ่ยกับเย่ต้าหนีที่เบิกกว้างยิ่งกว่าโคมไฟหรืออย่างไร? ราวกับกลัวว่าแค่กะพริบตาสิ่งของทั้งสองอย่างนั้นก็จะหายไปเสียแล้ว


หร่วนต้าอิงไล่สองคนนั้นไปต้มน้ำถอนขนด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก ถ้าไม่ใช้งานสองคนนี้ เธอก็รู้สึกไม่สบายใจและไม่ยุติธรรม


ขอเพียงมีเนื้อกิน ขอเพียงได้แบ่งเนื้อ หวงอาชุ่ยกับเย่ต้าหนีก็ไม่เกี่ยงกับงานเบาๆแบบนี้เลย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง


ยิ่งไปกว่านั้น ความเร็วและการเคลื่อนไหวของทั้งสองคนก็รวดเร็วเป็นพิเศษ ตั้งแต่การฆ่าไก่ ฆ่ากระต่าย และการสับเป็นชิ้นๆ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าทำงานคล่องแคล่วว่องไวมาก


อาหารเย็นวันนี้คือหมั่นโถวแป้งผสม ซุปไก่ตุ๋นเห็ดหนึ่งหม้อ และสตูรวมมิตรกระต่าย มันฝรั่ง กะหล่ำปลี และหัวไชเท้าหม้อใหญ่ เรียกได้ว่าแม้แต่ตอนปีใหม่ก็ยังไม่หรูหราขนาดนี้


ระหว่างกินอาหาร ซูโย่วฉิงถูกซูเป่าเฉิงจูงไปนั่งที่โต๊ะเล็กตัวหนึ่ง ตรงหน้าเธอมีชามใบหนึ่งวางอยู่ ในชามมีน่องไก่ เนื้อไก่ และซุปไก่ใส่มาให้เต็มชาม


เด็กๆทุกคนได้คนละชาม แต่มีเพียงชามของเธอกับของเด็กชายหน้าตาอ้วนกลมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเท่านั้นที่มีน่องไก่


"แม่..." หวงอาชุ่ยสายตาไวสังเกตเห็นเข้า


หร่วนต้าอิง "ไม่ต้องเรียกฉัน"


หวงอาชุ่ย เธอยังไม่ได้พูดเลยสักคำ


"แม่ มันไม่ยุติธรรมเลยนะคะ" คราวนี้เป็นเสียงของเย่ต้าหนี


ส่วนหร่วนต้าอิงกำลังแบ่งเนื้อกระต่ายชามใหญ่ ผัดผักอีกชามใหญ่ และหมั่นโถวแป้งผสมอีกหนึ่งตะกร้าไปวางไว้บนโต๊ะทั้งสองตัว พอดีกับที่เพิ่งจะนั่งลงเพื่อจะกินข้าว คำพูดของลูกสะใภ้รองก็ทำให้เธอเพียงแค่เหลือบตาขึ้นมองเท่านั้น


"กินข้าว" อย่ามาพูดจาไร้สาระกับเธอให้มากความ


เย่ต้าหนีมองดูเจ้าเด็กเหลือขอสองคนจากบ้านสามและบ้านสี่ คนหนึ่งเป็นเด็กโง่ อีกคนหน้าตาดี เหตุใดถึงได้กินน่องไก่กันล่ะ? เธอไม่ยอม!


"แม่คะ ถึงแม้ว่าจะแยกบ้านกันแล้ว แต่แม่ก็ลำเอียงนะคะ เป่าอวี้กับเป่าเหนียนก็เป็นหลานของแม่เหมือนกัน ทำไมถึงไม่มีส่วนแบ่งน่องไก่ล่ะคะ?!"


การแยกบ้านก็ดีอยู่แล้ว แต่เย่ต้าหนีเป็นคนที่ไม่ยอมเสียเปรียบ เรื่องอะไรก็อยากจะช่วงชิงมาให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังคลอดหลานชายให้บ้านตระกูลซูตั้งสองคน การปฏิบัติเช่นนี้ อย่างน้อยก็ควรจะเป็นที่หนึ่งหรือที่สองสิ!


เดิมทีหร่วนต้าอิงไม่อยากจะไปสนใจสองคนโง่เง่านี่หรอก แต่คนโง่ก็มักจะหาเรื่องมาให้เสมอ ในวินาทีนี้เองเธอจึงรู้สึกขึ้นมาได้ว่าการแยกบ้านก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นถ้าต้องอยู่กับคนโง่ต่อไปคงจะอายุสั้นลงไปหลายปี


"ทำไมน่ะเหรอ! ก็เพราะว่าไก่ป่ากับกระต่ายป่าสองตัวนี้เป็นของที่เป่าเฉิงกับเป่าสือนำกลับมา พวกเขาทำความดีความชอบ แต่กลับไม่ได้กินน่องไก่ ส่วนแกแค่ส่งลูกชายไปช่วย แล้วก็กิน กิน กิน ให้แกกินตูดไก่ก็ยังดีเกินไปแล้ว"


แค่กินข้าวก็ยังไม่สงบสุข หร่วนต้าอิงรู้สึกโชคดีที่แยกบ้านออกมาแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ด่าคนอย่างสบายใจแบบนี้หรอก ต้องทน ต้องทน ต้องทน ทนบ้าอะไรกันล่ะ อยากจะทำอะไรให้สะใจก็ทำไปเลย


ซูเหวยหมินก็รู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของสองสะใภ้บ้านใหญ่และบ้านรองอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นลูกชายสองคนก้มหน้าก้มตากินข้าวไม่พูดไม่จา ผู้เฒ่าก็โมโหขึ้นมาเหมือนกัน


"เจ้าใหญ่กับเจ้ารอง นี่เป็นความคิดของพวกแกสองคนด้วยหรือเปล่า? หรือว่าเป็นพวกแกสองคนยุยง เห็นฉันกับแม่ของพวกแกขัดหูขัดตาแล้วใช่ไหม? แยกบ้านแล้วก็ไม่ฟังคำพูดของแม่แกแล้วสินะ อายุก็ปูนนี้แล้ว ยังจะมาจ้องของในชามของเด็กตัวเล็กๆอีก มีปัญญาดีจริงๆหรือเปล่า?"


คำพูดที่ไม่ไว้หน้าและกล่าวหาว่าอกตัญญูแบบนี้ในยุคสมัยนั้นถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก หากคนอื่นรู้เข้าจะต้องถูกนินทาว่าร้าย ยิ่งไปกว่านั้น ซูเหวยหมินกับหร่วนต้าอิงก็เป็นคนใจดี ปฏิบัติต่อลูกสะใภ้ก็ดี พยายามปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกันมาโดยตลอด


แต่ทำยังไงได้ ในบรรดาลูกชายสี่คน มีสามคนที่ซื่อๆทื่อๆ มีเพียงลูกชายคนเล็กที่ฉลาดหลักแหลม โดยเฉพาะเจ้าใหญ่กับเจ้ารอง หลังจากแต่งงานก็ถูกภรรยาควบคุมอยู่หมัด


บทที่ 6: เรื่องจริงที่แปลกใหม่


"พ่อ พวกเราผิดไปแล้ว!"


"พ่อกับแม่ อย่าโกรธเลย พวกเราไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น ยิ่งไม่กล้าคิดแบบนั้นด้วยซ้ำ"


"หวงอาชุ่ย เธอจะอยากได้น่องไก่ไปทำอะไร รีบขอโทษพ่อแม่เร็วเข้าสิ!"


"แม่เป้าอวี้! ถ้าเธอยังพูดจาไร้สาระอีกก็เก็บข้าวของกลับบ้านเกิดไปซะ แยกครอบครัวแล้วยังปิดปากเธอไม่ได้อีกเหรอ? ตอนนี้เธอยังจะทำอะไรอีก จะทำให้ครอบครัวแตกแยกหรือไง อยากให้ตระกูลซูไม่มีความสงบสุขหรือยังไง!"


ซูเว่ยเซิงและซูเว่ยกั๋วถูกพ่อดุด่าอย่างรุนแรงจนรู้สึกตกใจกลัว รีบขอโทษและอธิบายทันที แล้วยังหันไปดุด่าภรรยาของตัวเองด้วยความโมโห พวกเขาก็ได้แยกครอบครัวตามที่พวกเธอต้องการแล้ว ทำไมยังจะมาทะเลาะกันเรื่องน่องไก่แค่สองชิ้นนี่อีก?


หวงอาชุ่ยกับเยี่ยต้านีไม่เคยเห็นพ่อและสามีของตัวเองแสดงท่าทีเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไม่เคยถูกดุด่าอย่างรุนแรงขนาดนี้ ทั้งสองคนตกใจจนหน้าซีดเผือด แทบไม่กล้าคิดถึงเรื่องน่องไก่อีกเลย ทั้งยังไม่กล้าแย่งชิงผลประโยชน์อีกต่อไป


หร่วนต้าอิงก็รู้สึกโกรธ "ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง โตแต่ตัวแต่สมองไม่โตตามไปด้วย ผู้หญิงสองคนยังสู้เด็กๆไม่ได้ เด็กๆยังไม่มีข้อโต้แย้ง ยังรู้จักเอื้อเฟื้อน้องๆ เนื้อทั้งหมดนี้เด็กๆเป็นคนหามากลับมา พวกเธอมีส่วนอะไรด้วย? คราวหน้าถ้ามีของกลับมาอีก พวกเธอสองคนอย่าคิดว่าจะได้กินเลย"


"เด็กๆกินข้าวกันเถอะ ไม่ต้องสนใจคนโง่สองคนนี้หรอก"


ของกินยังอุดปากสองคนโง่นี่ไม่ได้ ทำเอาเธอโมโหมากจริงๆ


หร่วนต้าอิงโบกมือ ตั้งแต่นี้ต่อไปเธอจะดูแลแค่หลานๆและสามีเท่านั้น


ซูโย่วฉิง "..."


เธอก้มลงมองน่องไก่ในชามของตัวเอง แล้วมองหร่วนต้าอิงที่ดูแข็งแกร่ง มองซูเหวยหมินที่ยุติธรรมและเมตตาต่อคนรุ่นหลัง มองพ่อและแม่ที่ดูซื่อๆที่อยู่ข้างๆ


ครอบครัวนี้ดูเหมือนจะ... ไม่เลวเลย


"น้องจ๋า กินน่องไก่เร็ว นี่เป็นชิ้นที่ย่าเก็บไว้ให้เธอโดยเฉพาะเลยนะ อร่อยมากๆเลย ปู่กับย่าก็รักเธอมากด้วย" ซูเป่าเฉิงหยิบน่องไก่ขึ้นมาป้อนน้องสาว การดูแลน้องสาวเป็นความรับผิดชอบและภารกิจที่พ่อแม่มอบหมายให้แก่เขา


ซูโย่วฉิงมองน่องไก่ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอไม่รู้ว่าจะกินอย่างไรดี


"น้องสี่ น่องไก่อร่อยมากนะ กินเร็วๆสิ กินเสร็จแล้วค่อยกินหมั่นโถวต่อ ย่ายังเก็บน้ำแกงไก่ไว้ให้อีกชามสำหรับพรุ่งนี้ด้วย" หร่วนต้าอิงไม่ได้นั่งโต๊ะเดียวกับคนแก่ แต่นั่งโต๊ะเดียวกับหลานๆ


เมื่อเห็นหลานสาวคนที่สี่นั่งเหม่อลอยไม่ยอมอ้าปาก จึงพูดด้วยความเป็นห่วง


อะไรนะ? ยังแบ่งน้ำแกงไก่ไว้ให้เด็กโง่คนนั้นดื่มพรุ่งนี้อีก! การปฏิบัติแบบนี้มีแค่กับซูโย่วฉิงเท่านั้น ทำเอาหวงอาชุ่ย เยี่ยต้านี และฟางเหม่ยเหม่ยอิจฉาจนทนไม่ไหว แต่พวกเธอก็ไม่กล้าก่อเรื่องอะไร เพราะได้แยกครอบครัวกันไปแล้ว พวกเธอเองก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งอีกต่อไป


สุดท้ายซูโย่วฉิงก็กินน่องไก่จนหมด เนื้อค่อนข้างแห้งและไม่ค่อยหอมนัก แต่โชคดีที่ต้มนานพอ ตัวเธอเองไม่รู้สึกว่าอร่อยอะไร แต่ร่างกายนี้กลับกินได้มาก ไม่นานก็กินทั้งเนื้อไก่และน้ำแกงไปจนหมดชาม แถมยังกินหมั่นโถวไปอีกครึ่งชิ้น


จากนั้น ซูโย่วฉิงก็รู้สึกถึงความแปลกใหม่ของความรู้สึกอิ่มท้อง เธอก้มมองเสื้อผ้าที่ปะชุนของตัวเอง ท้องน้อยทำให้เสื้อผ้าบนร่างกายนั้นป่องออกมาเล็กน้อย


ที่แท้นี่คือความรู้สึกหลังจากได้กินอาหารอิ่มสินะ ที่แท้ความรู้สึกอิ่มท้องเป็นแบบนี้นี่เอง


ช่างแปลกใหม่จริงๆ


สิ่งที่ทำให้ซูโย่วชิงประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ พ่อและแม่ของเจ้าของร่างนี้ดูรักและเอาใจใส่เธอมาก ถึงขนาดต้มน้ำร้อนให้เธออาบน้ำสระผม แล้วอุ้มเธอขึ้นเตียงเพื่อไปนอน


ซูเว่ยจวินยืนมองลูกสาวคนเล็กที่นั่งนิ่งๆ อย่างว่าง่ายด้วยความปลื้มปริ่มใจ


หลังจากที่ลู่ซู่เหมยอุ้มซูโย่วชิงขึ้นไปบนเตียงเสร็จ เขาก็รีบหยิบหัวผักกาดแดงขาวๆอวบอ้วนออกมาจากชามบนโต๊ะเก่าๆ ข้างเตียงอย่างดีใจ


"น้องสี่ดูสิ พ่อเอาอะไรกลับมาฝาก หัวผักกาดแดงหวานๆ เก็บไว้ให้น้องสี่กินคนเดียวเลยนะ"


ซูเว่ยจวินยื่นฝ่ามือที่ถือหัวผักกาดแดงไปตรงหน้าลูกสาวคนเล็กสุดที่รัก ด้วยท่าทางภูมิใจราวกับกำลังอวดสิ่งของล้ำค่า


ซูโย่วฉิงมองชายที่กำลังนำของมาให้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย หัวผักกาดแดงลูกเล็กๆนี้ขุดมาจากในดิน เพราะเธอได้กลิ่นหอมของไอดินสดๆ


"กินสิ" โดยไม่ต้องรอการตอบรับจากลูกสาวคนเล็ก ซูเว่ยจวินก็ยัดหัวผักกาดแดงเข้าไปในปากเล็กๆของลูกสาวทีละลูก พลางมองดูเธอกินด้วยความดีใจ


ในช่วงเวลาที่พ่อและลูกกำลังมีปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกัน ลู่ซู่เหมยก็อาบน้ำเสร็จแล้ว พอเห็นภาพแสนอบอุ่นของพ่อลูกเช่นนี้ก็รู้สึกสุขใจไปด้วย


"คุณคะ นี่คือเงินที่แม่แบ่งมาให้ คุณรีบเก็บไว้เถอะ" ลู่ซู่เหมยเพิ่งนั่งลงบนเตียง จู่ๆก็นึกถึงเงินที่ได้จากการแบ่งทรัพย์สิน จึงรีบหยิบออกมาแล้วยื่นให้สามี


ซูโย่วฉิงยังคงเคี้ยวหัวผักกาดแดงที่มีรสหวานอ่อนๆอยู่ในปาก แต่ก็ได้ยินบทสนทนาของสามีภรรยาคู่นี้ เธอรู้กระบวนการและผลลัพธ์ของการแบ่งทรัพย์สินของตระกูลซูที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายเป็นอย่างดี รวมถึงจำนวนเงินและธัญพืชที่บ้านที่สามได้รับด้วย


"คุณเป็นแม่บ้านที่ดีนะ เงินนี้คุณเก็บไว้เองเถอะ ตั้งแต่นี้ไปคุณจะเป็นคนดูแลบ้านของเรา อะไรที่จำเป็นต้องซื้อก็ซื้อได้เลย อย่ากังวลไปเลยนะที่รัก ผมจะพยายามทำงานให้หนักขึ้น ชีวิตครอบครัวเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน" ซูเว่ยจวินไม่รับเงินที่ภรรยายื่นให้ แต่กลับบอกให้เธอเก็บไว้เอง พร้อมกล่าวปลอบใจเธออย่างจริงจัง


ลู่ซู่เหมยรู้สึกซาบซึ้งใจขณะที่กำเงินไว้ในมือ เธอรู้ดีว่าสามีของเธอยังคงเป็นคนที่ไว้ใจได้และซื่อสัตย์เหมือนเช่นเดิม เธอไม่เคยมองผิดไปเลย การได้พบกับเขาช่างเป็นโชคดีของเธอจริงๆ


"ถ้าอย่างนั้น ฉันจะเก็บเงินนี้ไว้ก่อน แต่ว่าพรุ่งนี้เราจะไปซื้อหม้อและอุปกรณ์ทำครัวที่ชุมชนด้วยกันไหม หรือว่าจะสร้างเตาไฟที่บ้านก่อนดี?" การไม่มีเตาไฟทำให้การทำอาหารไม่สะดวกนัก ตอนนี้บ้านตระกูลซูมีห้องครัวเพียงห้องเดียว ทั้งสี่ครอบครัวเลยต้องผลัดกันใช้ ซึ่งไม่สะดวกเป็นอย่างมาก


ซูเว่ยจวินกำลังจะตอบภรรยา แต่ก็ได้ยินเสียงของหร่วนต้าอิงดังมาจากนอกประตู "เจ้าสาม เปิดประตูเร็ว แม่เอาน้ำซุปไก่มาให้น้องสี่"


นี่คือน้ำแกงไก่ที่หร่วนต้าอิงบอกว่าจะเก็บไว้ให้ซูโย่วชิง เธอไม่ได้เก็บไว้เอง แต่นำมาส่งให้ด้วยตัวเอง โดยเอามาวางไว้ที่ห้องของบ้านสาม เพื่อให้พวกเขาอุ่นให้น้องสี่กินในวันพรุ่งนี้


"แม่"


"ขอบคุณแม่"


ซูเว่ยจวินและลู่ซู่เหมยรีบลุกขึ้นไปเปิดประตูให้หร่วนต้าอิงเข้ามา พร้อมรับชามน้ำแกงไก่จากมือของเธอ พวกเขาเรียกหร่วนต้าอิงด้วยความซาบซึ้งและดูนอบน้อม


หร่วนต้าอิงไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย แต่กลับยิ้มตาหยีมองเด็กน้อยที่นั่งเงียบเชียบอยู่บนเตียง "ขอบคุณอะไรกัน นั่นไม่ได้ให้พวกเธอกิน น้ำแกงไก่นี่เอาไว้บำรุงร่างกายหลานสาวคนเล็กของฉันต่างหาก ไม่เกี่ยวกับพวกเธอหรอกนะ"


คุณย่าคนนี้ช่างลำเอียงเสียจริงๆ ไม่รักใครเลยนอกจากหลานสาวที่ดูซื่อๆคนนี้


ลู่ซู่เหมยได้ยินแม่สามีพูดเช่นนั้น น้ำตาก็เอ่อคลอเบ้า รีบก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย


"แม่ครับ ผมกับซู่เหมยกำลังปรึกษากันว่า พรุ่งนี้จะสร้างห้องครัวก่อนหรือจะไปซื้อของที่ชุมชนดีครับ" ซูเว่ยจวินยิ้มแย้มเล่าเรื่องที่พูดคุยกับภรรยาให้แม่ฟัง เขามักขอคำปรึกษาจากแม่เสมอมา


เมื่อหร่วนต้าอิงได้ยินก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เธอโบกมือพลางพูดอย่างคล่องแคล่วว่า "พรุ่งนี้พวกเธอทำงานไปพร้อมกับสร้างเตาไฟที่บ้านไปด้วย ส่วนฉันจะไปซื้อกระทะ หม้อ และของใช้พวกนี้เอง"


ลูกชายและลูกสะใภ้ต้องไปทำงานหาคะแนนงานจึงไม่ควรเสียเวลา ส่วนธุระนี้ให้เธอเป็นคนช่วยจัดการจะดีกว่า ถึงเธอจะขาดงานไปสักวันสองวันก็ไม่เป็นไร คะแนนงานก็ไม่ได้ลดลงมาก หร่วนต้าอิงขึ้นชื่อเรื่องความขยันและทำคะแนนผลงานได้มาก เธอคนเดียวทำงานได้เท่ากับคนครึ่งด้วยซ้ำ


บทที่ 7: ความลำเอียง


แม่สามีดีจริงๆเลย


ไม่เพียงแค่ซูโย่วฉิงที่นอนเงียบอยู่บนเตียงเท่านั้นที่ถอนหายใจอย่างซาบซึ้งใจ แต่ซูเว่ยจวินและลู่ซู่เหมยต่างก็รู้สึกซาบซึ้งใจเช่นกัน หลายปีมานี้แม่ของพวกเขาเอนเอียงมาทางครอบครัวของพวกเขาอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งคู่จดจำสิ่งนี้ไว้ในใจเสมอมา


การสร้างเตาทำครัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องตากแดดไว้ 2-3 วันก่อนจึงจะใช้งานได้ ดังนั้นงานนี้จึงต้องทำเป็นอันดับแรก หากเริ่มช้าไปหนึ่งวันก็ต้องเริ่มทำอาหารช้าไปหนึ่งวันเช่นกัน


"งั้นพวกเราก็ทำตามที่แม่บอกกันเถอะ" ซูเว่ยจวินเอ่ยตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แม่ของเขาดูแลครอบครัวของพวกเขา พวกเขาต้องรับน้ำใจนี้ไว้


ลู่ซู่เหมยรีบหยิบเงินยื่นให้แม่สามี "แม่คะ นี่คือเงินที่แม่ให้มาเมื่อตอนบ่าย แม่เอาไปใช้เถอะค่ะ"


เธอตั้งใจจะไม่เก็บไว้แม้แต่เฟินเดียวเลย


สามีภรรยาที่ซื่อสัตย์และกตัญญูคู่นี้ ทำให้หร่วนต้าอิงซึ่งเป็นทั้งแม่และแม่สามีไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะฉะนั้นคงโทษเธอไม่ได้ที่ลำเอียง


"สะใภ้สาม เงินที่แบ่งส่วนนี้เธอเก็บไว้ให้ดี นี่เป็นเงินทุนสำหรับเป่าเฉิงและเป่าสือที่จะใช้เล่าเรียนและแต่งงานในอนาคต และยังเป็นเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่ายาของน้องสี่ด้วย เธอต้องเก็บไว้ให้ดี"


"ส่วนของใช้ในครัวทั้งหมด แม่จะออกให้พวกเธอก่อน อย่าเพิ่งปฏิเสธไปนะ ฟังที่แม่พูดก่อน ในอนาคตพ่อกับแม่จะต้องมาอยู่กับพวกเธอแน่นอน นี่ก็ถือเป็นของที่เราสองคนจะใช้กินข้าวด้วย"


"ขอแค่พวกเธอดูแลเราสองคนให้ดีในภายภาคหน้า เงินที่แม่จ่ายไปนี้ก็คุ้มค่าแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าสิ้นเปลืองอะไรเลย"


หร่วนต้าอิงผลักเงินกลับไป และพูดกับลูกชายและลูกสะใภ้อย่างจริงใจ เธอยังมีเงินเก็บอยู่กว่าเจ็ดสิบหยวน การซื้อของให้ครอบครัวลูกชายคนที่สามก็ใช้เงินไม่ถึงสิบหยวนเท่านั้น


ลู่ซู่เหมยถือเงินไว้และอดไม่ได้ที่จะเช็ดน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจ การที่เธอได้แต่งงานเข้ามาในบ้านนี้ ได้มีพ่อสามีและแม่สามีเช่นนี้ ในชาติที่แล้วเธอคงจะทำบุญมามากเลยทีเดียว


"แม่ครับ ไม่ต้องพูดถึงผมกับซู่เหมยหรอกครับ แม้แต่เป่าเฉิง เป่าสือ และน้องสี่ ในอนาคตก็จะกตัญญูต่อพ่อกับแม่อย่างแน่นอน ไม่มีพ่อกับแม่ก็ไม่มีพวกเราครับ" ซูเว่ยจวินรับปากอย่างจริงจังทันที


หร่วนต้าอิงยิ้มและมองไปยังหลานสาวคนที่สี่ของเธออย่างเงียบๆ ตอนนี้กำลังลืมตาโตสีดำสนิทจ้องมองดูอยู่ เด็กหญิงตัวน้อยยังคงมีท่าทางเหมือนเดิม แต่เธอไม่เคยคิดที่จะรังเกียจเธอเลย


"เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าหนูสี่ของเราคงต้องนอนแล้วนะ เจ้าหนูสี่ ย่าไปก่อนนะ"


ตกกลางดึก เด็กน้อยที่นอนอยู่ระหว่างซูเว่ยจวินและลู่ซู่เหมยก็ลืมตาตื่นขึ้นมา สายตาจ้องมองไปยังหลังคาหญ้าคาทรงปั้นหยาที่ไม่ไหวติง


เธอสามารถมองเห็นดวงดาวและดวงจันทร์บนท้องฟ้ายามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน รวมถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เคลื่อนผ่านบ้านตระกูลซู ทั้งพืชพรรณนานาชนิดในทุ่งนาและสิ่งที่คลานอยู่ใต้ดิน


ครึ่งเมตร หนึ่งเมตร ห้าเมตร สิบเมตร ห้าสิบเมตร หนึ่งร้อยเมตร...


ซูโย่วฉิงพบว่าญาณเทพสวรรค์ของเธอยังคงอยู่ เพียงแต่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งทำให้อารมณ์ของจักรพรรดินีผู้ซึ่งครั้งหนึ่งญาณเทพสวรรค์ของเธอสามารถครอบคลุมสามพันโลกและควบคุมทุกสรรพสิ่งได้ในพริบตาเดียวไม่ค่อยจะสู้ดีนัก


นอกเหนือจากญาณเทพสวรรค์อันน้อยนิดที่เหลือรอดอยู่เพียงหนึ่งเดียวแล้ว ซูโย่วฉิงยังพบว่าเธอไม่สามารถดูดซับพลังปราณจากโลกนี้ได้ ไม่สิ! น่าจะพูดได้ว่าโลกนี้ไม่มีพลังปราณเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเธอจึงไม่รู้สึกถึงมันเลย


ไม่มีพลังปราณ ก็ไม่สามารถฝึกบำเพ็ญได้...


ซูโย่วฉิงไม่ยินดียินร้าย แม้แต่อารมณ์ก็ยังคงนิ่งสงบเป็นเส้นตรง แต่ไม่เป็นไร การที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือเป็นแสงแห่งความหวังแล้ว การพลิกสถานการณ์กลับมาชนะก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก เพราะการเดินบนเส้นทางที่เคยเดินมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง มันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว


จักรพรรดินีในอดีตก็มีความมั่นใจเช่นนี้เอง


หลังจากที่พยายามดูดซับพลังปราณจากฟ้าดินแล้วไม่สำเร็จ ซูโย่วฉิงก็หลับไปอย่างสบายใจ แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ซูโย่วฉิงก็ตื่นขึ้นมาตรงเวลา เธอฝึกฝนวิชาในจิตวิญญาณภายในร่างกายอย่างชำนาญถึงหนึ่งร้อยแปดครั้ง ในที่สุดก็สามารถดูดซับพลังปราณสีม่วงจากทิศตะวันออกเข้ามาได้เพียงเล็กน้อย


หลังจากพลังปราณสีม่วงจากทิศตะวันออกเข้าสู่ร่างกาย ซูโย่วฉิงรู้สึกว่าจิตวิญญาณของเธอกระจ่างใสขึ้น ญาณเทพสวรรค์เส้นนั้นแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย เธอสามารถได้ยินเสียงของดอกไม้ที่กำลังบานอย่างชัดเจน มองเห็นใบไม้ที่คลี่ออก และการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตเล็กๆนานาชนิด แม้กระทั่งเสียงร้องของสัตว์ป่าและเสียงนกในหุบเขาลึกก็ยังได้ยินมาแว่วๆ


ความสามารถอันน้อยนิดนี้ทำให้ซูโย่วฉิงแทบอยากจะถอนหายใจ แต่ตอนนี้เธอยังตัวเล็กนิดเดียว สูงไม่ถึงสองฉื่อ แขนขานั้นก็สั้น อนาคตทุกอย่างยังคงเป็นไปได้


ไม่ต้องรีบร้อน เพราะถึงรีบไปก็ไม่มีประโยชน์


หลังจากพลังปราณสีม่วงจากทิศตะวันออกเข้าสู่ร่างกายแล้ว พลังใจของซูโย่วฉิงตัวน้อยก็ดียิ่งขึ้น ในไม่ช้าเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ชัดเจน และมองเห็นคนที่กำลังมา


ฟ้ายังไม่สว่างดี หร่วนต้าอิงก็ตื่นขึ้นแล้ว เมื่อเข้าไปในครัวเพื่อทำอาหารเช้า เธอก็นึกขึ้นได้ว่าบ้านได้แบ่งแยกกันแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องทำอาหารให้คนทั้งบ้านอีกต่อไป เพียงแค่ทำในส่วนของเธอกับสามีก็พอ


อาหารสำหรับสองคนนั้นทำง่ายที่สุด แถมยังสะดวกและรวดเร็วอีกด้วย ข้าวสารเพียงไม่กี่กำมือ และไข่ไก่สี่ฟองโยนลงไป จากนั้นไปเด็ดผักใบเขียวมาผัด กินดีแล้วยังอิ่มท้องอีกด้วย


ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง อาหารเช้าของสองสามีภรรยาก็เสร็จเรียบร้อย หลังจากยกเข้าไปในห้องของตัวเอง ทั้งคู่ก็นั่งล้อมโต๊ะกินข้าวกัน


"เห็นไหมล่ะ พอแยกบ้านแล้ว คุณก็สบายขึ้นเยอะเลย ใช้เวลาน้อยลง ลดความยุ่งยากลงไปเยอะ เราสองคนก็ไม่ต้องเหนื่อย ได้ใช้ชีวิตสุขสบาย การแยกบ้านในเวลานี้ก็ดีเหมือนกัน" เมื่อคืนซูเหวยหมินได้พูดปลอบใจภรรยาของเขาเป็นอย่างดี พอมาตอนนี้ได้ลองคิดถึงวันข้างหน้า การใช้ชีวิตแบบนี้มันไม่ดีกว่าหรือไง


หร่วนต้าอิงเองก็เริ่มรู้สึกเห็นด้วยขณะที่กินอาหารเช้า อย่างไรเสียสองสามีภรรยาบ้านสามก็ทำงานเก่งขึ้นเรื่อยๆแล้ว ลูกสามคนก็โตแล้วสองคน ถึงแม้น้องสี่จะเป็นเด็กปัญญาอ่อนแต่ก็ไม่ต้องดูแลให้วุ่นวายที่สุดแล้ว ภายใต้การดูแลของเธอกับสามี ครอบครัวทั้งห้าคนนี้จะอยู่กันไม่ดีได้อย่างไร เธอไม่เชื่อหรอก


"คุณ เดี๋ยวฉันจะไปที่ทำการชุมชนเพื่อซื้อของทำเตาให้บ้านของเจ้าสาม คุณช่วยลาหยุดให้ฉันหนึ่งวันด้วยนะ" หร่วนต้าอิงที่กินอาหารเช้าเสร็จแล้วกล่าวกับสามีขณะกำลังเก็บของ


ซูเหวยหมินรู้เรื่องนี้ดีจึงพยักหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วสั่งต่อว่า "ไปเรียกบ้านใหญ่ บ้านรอง แล้วก็บ้านสี่มาด้วยนะ จะไปหรือไม่ไปก็ไปเรียกบอกพวกเขาสักหน่อย"


จะลำเอียงก็อย่าให้มันโจ่งแจ้งเกินไปนักสิ จริงไหม?


หร่วนต้าอิงเบ้ปากอย่างไม่เต็มใจ แต่ก็ยังคงรับปากไปตามนั้น


พอเธอเดินออกมาจากห้องของตัวเอง ต่อมาเสียงที่ดังกังวานก็ดังขึ้นทั่วบ้านตระกูลซู


"บ้านใหญ่ บ้านรอง บ้านสี่ เดี๋ยวฉันจะไปซื้อของที่ชุมชน ใครจะไปบ้างไหม? อีกครึ่งชั่วโมงเราจะออกเดินทางกัน"


ในตอนนี้หวงอาชุ่ย เยี่ยต้านี และฟางเหม่ยเหม่ยต่างก็ตื่นนอนกันแล้ว และกำลังลุกขึ้นแต่งตัวอยู่พอดี ดังนั้นจึงได้ยินคำพูดของแม่สามีอย่างชัดเจน


แต่ว่าแม่สามีไม่ได้เอ่ยถึงบ้านสามเลย ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าวันนี้ที่ไปชุมชนต้องไปช่วยบ้านสามซื้อของแน่ๆ พ่อสามีและแม่สามีนั้นช่างลำเอียงเสียจริง


"แม่คะ พวกเรายังต้องไปทำงานกันอยู่เลย งั้นแม่ช่วยซื้อของมาให้พวกเราด้วยได้ไหมคะ?" หวงอาชุ่ยนี่ช่างเป็นพวกไม่รู้จักหลาบจำจริงๆ ในหัวคิดแต่จะเอาเปรียบ จึงรีบเปิดประตูออกมาตอบรับทันที


‘เป็นยัยโง่นี่อีกแล้ว’ หร่วนต้าอิงเหลือบมองสะใภ้ใหญ่ด้วยสายตาดูถูก พลางยื่นมือออกไปแล้วกล่าวว่า "ได้สิ เอาเงินกับตั๋วมา อย่าคิดว่าฉันจะไม่รู้ว่าพวกโง่อย่างเธอคิดอะไรกันอยู่ คิดแต่ว่าฉันจะออกเงินซื้อของให้บ้านสามงั้นเหรอ? ฝันหวานอะไรกันอยู่"


ไม่ด่าก็ไม่สะใจ โดยเฉพาะสองคนที่ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือนั่น


หวงอาชุ่ยจะไปคิดได้อย่างไรว่าแค่พูดประโยคเดียว จะทำให้แม่สามีโพล่งด่าออกมาเสียงดังลั่นได้ถึงขนาดนี้...


[1] หน่วยวัดความยาวของจีนโบราณ แต่ในระบบมาตราชั่งตวงวัดของจีนปัจจุบัน มีความยาวประมาณ 33.33เซนติเมตร


[2] ในประเทศจีนช่วงทศวรรษ 1960 การจะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ได้ใช้เพียงเงินอย่างเดียว แต่ต้องมี 'ตั๋วปันส่วน' หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า 'คูปอง' ควบคู่ไปด้วย


บทที่ 8: สมาชิกที่รักใคร่ของตระกูลซู


"แม่คะ วันนี้พวกเราไม่ไปแล้วค่ะ ยังต้องยุ่งกับการสร้างเตาอยู่เลย ไม่รีบซื้อของหรอกค่ะ" เยี่ยต้านีบอก ไม่ซื้อหรอก ตอนนี้ก็ยังใช้ครัวรวมไปก่อน อย่างไรเสียก็ผลัดกันใช้งานได้ ถือว่าประหยัดได้นิดหน่อยก็ยังดี


เยี่ยต้านีรู้มานานแล้วว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะต้องชิงออกหน้าก่อนจึงไม่ได้รีบร้อน ตั้งใจว่าจะรอดูสถานการณ์ก่อน แล้วผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาดหมาย จะไปสู้แม่สามีได้อย่างไรกัน? ความคิดที่จะเอาเปรียบจึงมลายหายไปในทันที


"แม่คะ บ้านเราก็ไม่รีบค่ะ สองสามวันนี้ต้องเร่งสร้างเตาก่อน ของอย่างอื่นค่อยทยอยซื้อทีหลัง ครอบครัวรองยังต้องเก็บเงินไว้เลี้ยงลูกอีกค่ะ" พูดจบก็หันไปด่าซูเว่ยกั๋วที่นอนหลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียงอย่างฉุนเฉียวว่า "ยายแก่บ้านี่ลำเอียงจริงๆ"


ฟางเหม่ยเหม่ยยิ่งไม่ไปหาเรื่องใส่ตัวให้ลำบากใจ อุตส่าห์แยกบ้านได้แล้ว ตัวเองได้เป็นใหญ่เสียที วันดีๆมาถึงแล้ว เธอจะไปทำตัวให้เป็นที่ขัดหูขัดตาทำไมกัน "แม่คะ พวกเราก็ไม่ไปเหมือนกันค่ะ วันนี้ต้องกลับไปอยู่บ้านแม่ฉันสักสองสามวัน แล้วจะถือโอกาสแวะซื้อของทำเตาไปด้วยเลย"


ไม่เป็นไร เธอมีบ้านแม่นี่นา ทางบ้านแม่ฐานะดี ตัวเองพาสามีและลูกกลับไปบ้านแม่ พ่อกับแม่ของตัวเองก็รักใคร่เอ็นดู จะต้องได้ของกลับมาไม่น้อยทีเดียว


หร่วนต้าอิงเห็นปฏิกิริยาและความคิดของลูกสะใภ้ทั้งสามคนนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง ในใจรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เห็นไหมล่ะ ไล่พวกเธอไปได้แล้วไม่ใช่หรือไง


จากนั้น หร่วนต้าอิงก็ไปที่บ้านของลูกชายคนที่สาม ซูเว่ยจวินและลู่ซู่เหมยตื่นกันแล้ว กำลังตักแป้งข้าวโพดห้าชั่งและมันเทศแห้งห้าชั่งใส่ถุงใบหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีห่อผ้าอีกใบที่ใส่เสื้อผ้าบุฝ้ายเก่าๆสองถุง


"แม่ครับ/ค่ะ" ทันทีที่หร่วนต้าอิงเข้ามา สองสามีภรรยาก็ทักทายทันที


หร่วนต้าอิงเหลือบมองของที่สองสามีภรรยาเตรียมไว้ แล้วเดินไปที่เตียง ลูบตัวเด็กน้อยที่นอนอยู่บนนั้นเบาๆ จากนั้นจึงหันมาถาม "ของเตรียมพร้อมหมดแล้วใช่ไหม? อย่าลืมอะไรนะ"


ลู่ซู่เหมยไม่ต้องให้ใครต้องตักเตือนเรื่องนี้ เธอก็ทำจนคุ้นชินแล้ว "แม่คะ จดหมายกับยาอยู่ในเสื้อผ้าแล้วค่ะ"


ซูโย่วฉิงตื่นนานแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นมา แม้แต่ลมหายใจและสีหน้าก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ใหญ่ในห้องไม่ได้ระวังเด็กน้อยคนนี้เลย ทำให้เธอได้ยินข้อมูลต่างๆตั้งมากมาย


หร่วนต้าอิงพยักหน้า รับเอาถุงธัญพืชและห่อผ้าที่ลูกชายกับภรรยาส่งมาให้ ก่อนจะมองดูหลานสาวที่กำลังหลับสบาย อดไม่ได้ที่จะสั่งว่า "ซู่เหมย พอน้องสี่ตื่นแล้ว บอกเธอด้วยนะว่าตอนกลางคืนย่าจะกลับมาพร้อมกับลูก.อมอร่อยๆ ให้เธอได้กินของหวานๆ"


ซูโย่วฉิง "..."


แต่ลู่ซู่เหมยกลับพยักหน้าอย่างเคยชิน ในบ้านนี้คนที่แม่สามีรักมากที่สุดก็คือลูกสาวคนเล็กของเธอนั่นเอง ไม่ว่าจะไปที่ชุมชนหรือไปตลาด ทุกครั้งก็มักจะซื้อของอร่อยๆ ติดไม้ติดมือมาฝากเด็กหญิงเสมอ


หร่วนต้าอิงแบกตะกร้าใบใหญ่ไว้บนหลัง และออกเดินทางท่ามกลางแสงอรุณที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า


จากหมู่บ้านในหุบเขาอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการชุมชนนัก ระยะทางเพียงแค่สิบกว่ากิโลเมตรเท่านั้น แต่ต้องข้ามภูเขาลูกใหญ่ไปสองลูก และแม่น้ำอีกหนึ่งสาย


การข้ามเขาข้ามห้วยและข้ามแม่น้ำนี่แหละที่กินเวลาที่สุด เดิมทีถ้าเดินตามแนวเส้นตรงจะใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆ แต่เพราะมีทั้งภูเขาทั้งแม่น้ำ ทำให้ต้องใช้เวลาเดินเพิ่มขึ้นอีกสามชั่วโมงกว่าอย่างช่วยไม่ได้ การเดินทางไปกลับในวันเดียวจึงเป็นเรื่องที่เร่งรีบมาก ต้องเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง


หลังจากหร่วนต้าอิงไปแล้ว บ้านตระกูลซูก็วุ่นวายอีกครั้ง หวงอาชุ่ยและเยี่ยต้านีต่างแย่งกันใช้เตา พอแม่สามีไม่อยู่บ้าน พี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ทั้งสองคนก็ไม่กลัวอีกต่อไป


ส่วนบ้านสี่นั้น เพราะวันนี้ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านแม่ของฝ่ายหญิง ฟางเหม่ยเหม่ยจึงไม่ได้คิดจะไปแย่งทำอาหารกับใคร


หลังจากที่บ้านใหญ่และบ้านรองทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว ลู่ซู่เหมยจึงนำเสบียงอาหารจากห้องของลูกชายทั้งสองคนออกมาทำอาหารเช้าให้ครอบครัวได้กิน


หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ผู้ใหญ่ในบ้านต่างก็ทยอยกันออกไปทำงาน ยกเว้นอาเล็กซูเว่ยซื่อกับอาสะใภ้เล็กฟางเหม่ยเหม่ยที่ไม่ได้ไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่หลานชายทั้งสามคนของบ้านตระกูลซู ได้แก่ ซูเป่าเฉียง ซูเป่าเซิง และซูเป่าอวี้ ไปโรงเรียนแล้ว สองสามีภรรยาจากบ้านที่สี่จึงค่อยๆลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาทำอาหารเช้าอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นก็เก็บข้าวของแล้วพาลูกทั้งสองคนกลับไปบ้านแม่ที่หมู่บ้านข้างๆ


ตอนที่ครอบครัวสี่ออกเดินทางก็เป็นเวลาเดียวกับที่เด็กๆของบ้านตระกูลซูคนอื่นๆ ออกจากบ้านพอดี


ซูเป่าเฉิง ซูเป่าสือ และซูโย่วฉิง สามคนพี่น้อง พร้อมด้วยซูเป่าเหวินและซูซู่จากบ้านใหญ่ และซูเป่าเหนียน ซูอวี่ ซูชิงจากบ้านรอง พี่น้องทั้งหมดพากันออกเดินทางเข้าป่าเพื่อหาฟืนและผักป่าอีกครั้ง


หมู่บ้านต้าซานตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่ดินทำกินของหมู่บ้านอยู่รอบนอกหมู่บ้าน ล้อมรอบหมู่บ้านไว้ทั้งหมด ดังนั้น ไม่ว่าเด็กๆตระกูลซูจะเดินไปทางไหนเพื่อขึ้นเขา ล้วนก็จะผ่านที่ดินทำกิน และจะได้พบเจอกับคนที่มาทำงาน


เมื่อทุกคนเห็นเด็กๆตระกูลซูต่างก็พากันล้อเลียนขึ้นมา


"เป่าเฉิง ขึ้นเขาไปเก็บฟืนเหรอ?"


"เมื่อคืนบ้านนายได้กินไก่ใช่ไหม อร่อยหรือเปล่า?"


"เมื่อวานเก็บไก่ป่าได้ วันนี้คิดจะไปเก็บอะไรล่ะ?"


"เด็กน้อยโชคดีก็จริง แต่จะให้โชคดีทุกวันคงเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่งั้นใครๆก็เก็บได้สิ"


"พวกคุณนี่อิจฉาเด็กบ้านคนอื่นสินะ ยังจะมียางอายกันอยู่ไหม?"


"พอเถอะ อย่าพูดอะไรอีกเลย ถ้าเกิดลูกบ้านพวกคุณเก็บได้ พวกคุณจะยังพูดแบบนี้อีกไหม?"


"ใช่แล้ว เด็กโชคดีเก็บของได้เป็นของขวัญจากภูเขา ต่อให้อิจฉาไป คุณเก็บไม่ได้มันก็เท่านั้น"


"ทำงานของตัวเองไปเถอะน่า พูดมากทำไม แค่กับเด็กยังอิจฉาได้ โตมาเสียเปล่าจริงๆ"

……..

ซูโย่วฉิงยังคงเหมือนเมื่อวานที่ถูกพี่ชายทั้งสองจูงมือเล็กๆเดินอยู่ตรงกลาง ในกระเป๋าเสื้อตัวน้อยของเธอยังมีไข่ต้มหนึ่งฟองอยู่ด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ย่าหร่วนต้าอิงแอบนำมาให้เธอตอนที่เข้ามาในห้องของบ้านสาม


และตอนเช้านี้ ซูโย่วฉิงยังได้ดื่มซุปไก่ที่เหลือไว้ให้เธอจากเมื่อคืน แม้แต่พ่อแม่และพี่ชายทั้งสองก็ไม่ได้ดื่ม ทั้งหมดเข้าไปอยู่ในท้องน้อยๆของเธอ


เพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น เธอก็พบว่าเด็กโง่ตัวน้อยเจ้าของร่างนี้เป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลซู โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณปู่คุณย่าและทุกคนในครอบครัวสาม ไม่ว่าจะเป็นของกินของอร่อยอะไร เด็กโง่ตัวน้อยคนนี้จะได้กินก่อนเสมอ ตามมาด้วยพี่ชายทั้งสองคือซูเป่าเฉิงและซูเป่าสือ


ครั้งนี้มีเด็กๆขึ้นเขามากันมากมาย คาดว่าเมื่อคืนข่าวที่เด็กๆตระกูลซูเก็บไก่ป่าได้บนภูเขาคงจะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว พวกที่อยากจะมาหาเศษหาเลย มาฉวยโอกาสก็เลยพากันมาเป็นฝูง


ยังมีเด็กบางกลุ่มที่ทำตัวเจ้าเล่ห์คอยเดินตามหลังเด็กๆตระกูลซู เพื่อคิดจะเอาเปรียบและแย่งชิงของ


"พี่ห้า พวกนั้นตามเรามาตลอดเลย" ซูซู่สังเกตเห็นคนที่อยู่ข้างหลัง จึงเริ่มรู้สึกกังวลและร้อนใจขึ้นมาทันที


ซูเป่าสือเองก็ไม่พอใจพวกที่คอยตามติดพวกเขาเช่นกัน เขาไม่ค่อยจะถูกกับเด็กพวกนั้นเท่าไหร่ "พี่ พวกนั้นอยากจะมาแย่งของกับพวกเรา"


ซูเป่าเหนียน ซูอวี่ ซูเป่าเหวิน และซูชิงที่อยู่ข้างๆก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างโกรธเคือง บนภูเขามีที่ตั้งเยอะแยะ แต่พวกเขาไม่ไปทางอื่น กลับเอาแต่ตามหลังพวกตนเอง


พอพวกเขาหยุด คนพวกนั้นก็หยุด พอพวกเขาเดิน คนพวกนั้นก็เดิน ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่


ซูเป่าเฉิงก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง "อย่าตื่นตระหนก อย่ารีบร้อน อย่าโมโห ไก่ป่าก็ไม่ใช่ว่าจะเก็บได้ทุกครั้ง ปล่อยให้พวกเขาตามไปเถอะ ถ้าเราหาอะไรไม่เจอเลยสักอย่าง พวกเขาก็คงจะทนได้ไม่นาน ไม่เกินสามวันก็ต้องแยกย้ายกันไปเอง"


ที่จริงแล้ว ซูเป่าเฉิงเองก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะโชคดีขนาดนั้น จะเก็บไก่ป่ากระต่ายป่าได้ทุกครั้ง แค่เก็บได้ครั้งเดียวก็ถือว่าโชคดีแล้ว แถ้าเก็บได้ทุกครั้งก็คงเจอผีแล้วล่ะ


ในตอนนี้ ซูเป่าเฉิงไม่รู้เลยว่าอีกไม่นานตัวเองจะต้องหน้าแตก


และพี่น้องตระกูลซู หลังจากได้ฟังการวิเคราะห์ของพี่ห้าแล้วก็รู้สึกดีขึ้น แล้วพากันตั้งหน้าตั้งตาเก็บฟืนหาผักป่าอย่างจริงจัง


บทที่ 9: ไก่ที่ไม่อาจสูญเสีย


"ตรงนี้มีเห็ด"


แต่ทว่า... มีไม่เยอะ


มีเพียง 6-7 ดอกเท่านั้น พอถูกพบเจอปุ๊บก็โดนสามพี่น้องอย่างซูอวี่ ซูซู่ และซูชิงเก็บไปจนเกลี้ยงในชั่วพริบตาเดียว


กลุ่มเด็กอีกสามกลุ่มที่ตามหลังมาเพิ่งจะวิ่งกรูกันเข้ามา เห็ดก็ถูกเก็บไปจนหมดแล้ว


"ว้าว! ตรงนั้นมีผักป่าด้วย"


ผักป่าก็มีไม่เยอะเช่นกัน มีไม่ถึงสิบต้น


พอเด็กอีกสามกลุ่มรีบวิ่งมาถึงอย่างรวดเร็ว ก็ถูกพวกพี่น้องสกุลซูเก็บไปอีกแล้ว


จะให้เก็บของที่คนอื่นทำตกหล่นน่ะไม่มีหรอก แต่ถ้าให้ยืนมองคนอื่นเก็บน่ะมีแน่ๆ


ซูเป่าสือจูงมือน้อยๆของน้องสาวอย่างซูโย่วฉิงเอาไว้แน่นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนเก็บเห็ดหรือเด็ดผักป่า เขาก็ไม่เคยปล่อยมือน้องสาวเลย


"น้องสาว น้องสาว พวกนั้นแย่งไม่ทันล่ะ ให้พวกนั้นโมโหตายไปเลย" ซูเป่าสือวัยหกขวบทำท่าทางแบบเด็กๆโน้มตัวเข้าไปใกล้ใบหน้าที่เรียบเฉยของซูโย่วฉิง พลางกระซิบกระซาบกับเธออย่างภาคภูมิใจ


ซูโย่วฉิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย "..."


เรื่องนี้เป็นฝีมือของเธอเอง และมันก็ดูจะเด็กน้อยไปหน่อย


แต่ว่า... เมื่อได้เห็นท่าทีดีใจของพวกเด็กๆตระกูลซู โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เห็นพี่ชายคนโตของเธอพยายามอย่างหนักที่จะกลั้นยิ้มไว้ ซูโย่วฉิงก็รู้สึกว่าการทำแบบนี้บ้างเป็นครั้งคราวก็น่าจะดีเหมือนกันนะ


แม้ว่าการติดตามเด็กๆบ้านตระกูลซูจะยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เจ้าพวกตัวตามพวกนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้


อย่างไรเสีย คนบ้านซูก็ไม่ได้ของดีอะไรมากมายนัก เป็นแค่เห็ดกับผักป่าหรือไม่ก็ฟืน ของพวกนั้นพวกเขาเองก็หาได้เหมือนกัน เลยไม่ได้อิจฉาแล้วก็ไม่ได้ท้อแท้ใจ


วันนี้ไม่มีทั้งไก่ป่าและกระต่ายป่าโผล่ออกมา พวกของซูเป่าเฉิงเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ยิ่งมีเด็กๆตามมาเยอะขนาดนี้ พวกเขาก็ยิ่งไม่อยากให้เหยื่อปรากฏตัวออกมาด้วยซ้ำไป


ทว่า ขอแค่มีซูโย่วฉิงอยู่ด้วย การที่ไก่ป่าและกระต่ายป่าจะไม่ปรากฏตัวออกมานั้น… แทบเป็นไปไม่ได้


เพียงแต่ว่า...


ซูเป่าเหวินผู้มีสายตาเฉียบแหลมเพิ่งจะเห็นไก่ป่าที่บินตรงเข้ามา และอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ "ไก่ป่า!"


ทางด้านหลัง เหล่าเด็กๆที่ตามมาติดๆโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ต่างก็รีบวิ่งกรูเข้ามาเพื่อจะแย่งไก่ป่าทันที


เด็กราวๆยี่สิบคนกรูเข้ามาพร้อมกันด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด ต่างก็พุ่งเข้าไปหาไก่ป่าตัวที่กำลังจะบินมามอบตัวให้จับแต่โดยดี


ไก่ป่า "..." ทำไงดีล่ะเนี่ย? มันยังต้องอุทิศร่างนี้ต่อไปอีกหรือเปล่า?


ผลก็คือ สายตาของซูโย่วฉิงและไก่ป่าสบกันพอดี วินาทีถัดมา ไก่ป่าตัวนั้นก็เคลื่อนไหวอย่างน่าอัศจรรย์และไม่น่าเชื่อ มันบิดลำตัวอย่างกะทันหันแล้วบินหนีไปอีกทางหนึ่ง


ไก่ดีๆแบบนี้จะให้พลาดได้ยังไงล่ะ


เด็กหกเจ็ดคนจึงกรูเข้าไปไล่ตามอย่างไม่คิดชีวิต พลางส่งเสียงร้องโหวกเหวกไล่หลังไป มีหรือจะยอมปล่อยมันไปง่ายๆ


อุตส่าห์มีไก่บินมาหนึ่งตัว พวกของซูเป่าเฉิงได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ดูไก่ป่าที่เดิมทีพุ่งมาหาพวกตนกลับตกใจบินหนีไปจนโมโหอย่างที่สุด แต่ถึงจะไปแล้วหลายคน ก็ยังคงมีเด็กอีกกว่าสิบคนตามพวกเขาอยู่ดี


กลุ่มคนเก็บฟืนกันต่ออีกสักพัก ก็เจอผักป่าอีกเล็กน้อย แล้วในพงหญ้าก็มีเสียงเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีกครั้ง กระต่ายป่าตัวอ้วนขนสีเทาตัวหนึ่งมุดออกมาจากพงหญ้า แล้ววิ่งอย่างรวดเร็ว


"กระต่าย!" ไม่รู้ว่าเป็นใครที่ตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นเช่นนี้ กระต่ายป่าเพิ่งจะพุ่งไปในทิศทางของซูโย่วฉิงได้ไม่กี่ก้าว ก็ต้องเผชิญหน้ากับเด็กกลุ่มใหญ่


ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันบนทางแคบเข้าพอดี


กระต่ายป่า "..." ฮือๆ คนพวกนี้ร้ายกาจเกินไปแล้ว


คงต้องวิ่งหนีตายสถานเดียว


เด็กจำนวนมากขนาดนั้นทำเอากระต่ายป่าตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ มันไม่วิ่งเป็นเส้นตรงอีกต่อไป ราวกับรู้จักเบรกแล้วเปลี่ยนเส้นทาง ขากระต่ายบิดเปลี่ยนทิศทางกระโดดหนีไป


กระต่ายป่าอ้วนพีขนาดนี้จะปล่อยให้มันหนีไปได้ยังไงกัน? ไม่ยอมหรอกนะ เด็กอีกครึ่งหนึ่งรีบวิ่งไล่ตามไปทันที


ในพริบตาเดียวคนก็หายไปสองในสาม เด็กที่เหลืออีกห้าหกคนไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะคนบ้านซูไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง แต่ว่านี่ก็เป็นเรื่องปกติมาก ไก่ป่ากับกระต่ายป่าจะจับง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร? ขนาดผู้ใหญ่ยังจับได้ยากเลย นับประสาอะไรกับเด็กๆ


หลังจากวุ่นวายอยู่บนภูเขาเกือบครึ่งวัน นอกจากเก็บฟืน ผักป่า และเห็ดได้แล้ว ก็แค่ได้เห็นหน้าไก่ป่ากับกระต่ายป่าแวบหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้อะไรกลับมาอีกเลย


ตอนนี้ใกล้จะถึงตอนเที่ยงแล้ว ได้เวลากลับบ้านไปกินข้าว ซูเป่าเฉิงจึงนำซูเป่าเหวินและซูอวี่ซึ่งอายุมากที่สุดเริ่มมัดกิ่งไม้ ส่วนผักป่ากับเห็ดถูกโยนเข้าไปในตะกร้าสานใบเล็กที่สะพายอยู่บนหลังของซูซู่และซูชิงนานแล้ว


ตลอดช่วงเช้าเก็บกิ่งไม้ได้ทั้งหมดหกมัด แต่ละมัดมีน้ำหนักพอดีที่เด็กๆอย่างพวกซูเป่าเฉิงจะขนกลับไปได้


เด็กๆพวกนั้นที่ตามคนบ้านตระกูลซูมาตลอด เมื่อเห็นดังนั้นก็รู้ว่าพวกเขาจะกลับบ้านกันแล้ว ตามต่อไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรอีก จึงยอมตัดใจลงจากภูเขากลับบ้านไปก่อน


เพียงแต่ว่า... เด็กโชคร้ายพวกนี้คาดไม่ถึงเลยว่า พอพวกเขาเพิ่งจะเดินจากไป กระต่ายป่าอ้วนพีตัวหนึ่งก็ไม่รู้โผล่ออกมาจากไหน มันวิ่งมาจนถึงระยะเจ็ดก้าวจากตัวซูโย่วฉิงก็ล้มหัวทิ่มลงไปแน่นิ่งไม่ไหวติง


เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน สภาพการตายที่คุ้นเคย...


พวกของซูเป่าเฉิง "..." แม้แต่จะร้องอุทานก็ยังไม่ทัน


ซูโย่วฉิงหน้านิ่ง "..."


"กระต่ายป่า"


ยังไม่ทันจะได้เอะอะโวยวาย ซูเป่าเฉิงก็พุ่งเข้าไปคว้ากระต่ายป่าขึ้นมาเป็นคนแรก เขาทั้งมัดกระต่ายและยัดมันเข้าไปในกองกิ่งไม้ ท่าทางคล่องแคล่วชำนาญอย่างยิ่ง เพราะเพิ่งจะได้ฝึกฝนเมื่อคืนนี้เอง


ทุกอย่างเสร็จสิ้นในรวดเดียว


ทุกคนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอพร้อมๆกัน ต่างก็นึกถึงกระต่ายตุ๋นหัวไชเท้ากับผักกาดขาวเมื่อคืนที่ผ่านมาทันที


ในเมื่อมีกระต่ายแล้ว ไก่ป่าจะมาอีกไหมนะ? ซูอวี่และซูซู่ก็นึกถึงไก่ป่าตัวนั้นเมื่อไม่นานมานี้หลังจากขึ้นเขามา ถ้าเป็นเหมือนเมื่อคืน พวกเขาก็จะได้ทั้งไก่ป่าหนึ่งตัวและกระต่ายป่าหนึ่งตัวเลยนะ


ไก่ป่าช่างทนต่อความคิดถึงไม่ได้จริงๆ ทันทีที่เหล่าเด็กน้อยตระกูลซูเพิ่งจะคิดแบบนั้น ในพงหญ้าที่ไม่ไกลนักก็มีไก่ฟ้าสีสวยตัวหนึ่งบินออกมา พอบินไปบินมา สุดท้ายระหว่างที่บินตรงมาทางซูโย่วฉิง มันก็สิ้นใจไปเองเสียดื้อๆ


เด็กๆตระกูลซูมองหน้ากันไปมา "..." นี่มันจะตายได้พอดิบพอดีอะไรขนาดนี้


ซูโย่วฉิงถึงกับพูดไม่ออก "..."


ตอนเที่ยงวันนั้น เด็กๆบ้านตระกูลซูโชคดีอีกครั้งที่เก็บไก่ป่าและกระต่ายป่าได้อย่างละหนึ่งตัว แต่คราวนี้ไม่กล้าหิ้วกลับบ้านอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งอีกแล้ว แต่ยัดมันเข้าไปในกองกิ่งไม้แล้วลากกลับมา


ใครจะไปสังเกตเห็นว่าในกองกิ่งไม้ที่ลากกลับมาเพื่อเป็นฟืนจะมีของดีซ่อนอยู่ ความสนใจของคนอื่นๆ ต่างจับจ้องไปที่ตะกร้าสานใบเล็กบนหลังของสามพี่น้องซูอวี่ ซูซู่ และซูชิง


มีผู้หญิงหน้าไม่อายหลายคนรออยู่ตามทางที่เด็กๆบ้านซูเดินผ่าน พอเจอหน้าก็หาเรื่องขอดูของที่เก็บมาได้โดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย แล้วก็เอื้อมมือไปรื้อค้นตะกร้าสานใบเล็กโดยตรง ในตะกร้านั้นย่อมไม่มีของดีอะไรอยู่แล้ว พอไม่พบอะไรเลยคนพวกนั้นก็รู้สึกดีขึ้น


ซูโย่วฉิงเบิกตาโตสีดำสนิทของเธอมองผู้หญิงหลายคนนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่พื้นดินใต้เท้าของพวกเธอ


ตึงๆ


เสียงของหนักหลายอย่างล้มลงกับพื้น


"อ๊า! เจ็บจังเลย"


"โอ๊ย! ใครเหยียบเท้าฉันน่ะ?"


"ไม่ใช่สิ! ใครมันชั่วช้ามาขัดขาฉันเนี่ย?"


"เจ็บจะตายอยู่แล้ว เธอล้มก็ล้มไปสิ จะดึงฉันไปเป็นเบาะรองทำไม?"


"ใครดึงเธอเป็นเบาะรองกัน? ฉันสิต้องเป็นเบาะรองให้คนอื่น"


"รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ พวกเธอจะทับฉันให้ตายหรือไง?"


"เดินไม่ดูตาม้าตาเรือหา! เดินเป็นไหม?"

.......

ป้าสะใภ้ ป้าสะใภ้ สี่คนที่เพิ่งจะวิ่งมาตรวจดูตะกร้าสานใบเล็กของซูอวี่ ซูซู่ และซูชิง จู่ๆก็ล้มระเนระนาดทับกันเป็นกองมนุษย์โดยไม่ทันตั้งตัว เสียงร้องโหยหวนดังระงม บาดเจ็บกันไม่น้อยเลยทีเดียว


คนที่กำลังทำงานอยู่ในนาข้างๆ และเด็กๆบ้านซูต่างก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน


เมื่อครู่นี้ ยังดีๆอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?


ที่พื้นก็ไม่มีอะไรเลยนี่นา


บทที่ 10: น้องสาวคนที่สี่ที่ดีที่สุด


เหมือนกันไม่มีผิดทั้งไก่ป่าและกระต่ายป่า


เมื่อหวงอาชุ่ย เยี่ยต้านี ซูเว่ยเซิง และซูเว่ยกั๋วกลับมาถึงบ้านหลังเลิกงาน พวกเขาต่างตกตะลึงที่พบว่ามีเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นมามากมายขนาดนี้ ถ้าเป็นครั้งเดียวก็พอจะเข้าใจได้ แต่นี่สองครั้งแล้วจะอธิบายยังไง?


และยิ่งไปกว่านั้น...


"พวกไก่ป่าและกระต่ายป่าพวกนี้ พวกเด็กๆหาเจอเอง งั้นรอให้ย่าของกลับมาก่อนแล้วค่อยแบ่งกัน" ก่อนที่หวงอาชุ่ยและเยี่ยต้านีจะได้พูดอะไร คุณปู่ซูเหวยหมินก็ตัดสินใจเด็ดขาดไปแล้ว


ภายในบ้านหลังนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าหร่วนต้าอิงเป็นคนยุติธรรม ทำอะไรก็มีเหตุผลและสมเหตุสมผล


ซูเป่าเฉิงและซูเป่าเหวินรวมถึงเด็กๆคนอื่นๆ ก็เห็นด้วยทันทีโดยไม่พูดอะไรมาก พวกเขายังอาสาเอาไก่ป่าและกระต่ายป่าไปเก็บไว้ในห้องของปู่ย่าอีกด้วย


ส่วนหวงอาชุ่ยและเยี่ยต้านีที่ยืนอยู่ข้างๆ ร้อนใจจนไม่รู้จะพูดอะไรดี ถึงขนาดลืมไปว่าต้องทำอาหารกลางวันด้วยซ้ำ


โชคดีที่ในบ้านมีเตาไฟสองเตา แต่ละครอบครัวสามารถใช้ได้หนึ่งเตา อาหารกลางวันก็ไม่จำเป็นต้องดีมาก แค่โจ๊กมันเทศกับผัดผักก็พอแล้ว


ลู่ซู่เหมยไม่ได้ไปแย่งเตาไฟกับพี่สะใภ้ทั้งสองคน สองสามีภรรยาเก็บหินมาได้กองหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน ตอนนี้พวกเขาใช้หินไม่กี่ก้อนวางต่อกันทำเป็นเตาไฟอย่างง่าย แล้วก็เอาหม้อมาต้มโจ๊กมันเทศ


ซูเว่ยจวินก็ไม่ได้อยู่เฉย หลังจากซูโย่วฉิงและคนอื่นกลับบ้านแล้ว เขาก็อาสาไปเก็บกะหล่ำปลีจากสวนผักหลังบ้านมาสองสามหัว ล้างแล้วหั่นเตรียมไว้


ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังทำอาหารกลางวัน ซูเป่าเฉิงและคนอื่นๆก็แบ่งฟืน คราวนี้เด็กๆจากบ้านใหญ่ บ้านรอง และบ้านสามไปด้วยกันหมด แน่นอนว่าพวกเขาแบ่งกันอย่างเท่าเทียม ครอบครัวละสองมัด แต่บ้านสี่ไม่ได้ส่วนแบ่ง


ซูเป่าเฉิงลากฟืนที่ได้มากองไว้ที่ผนังห้องของบ้านตัวเอง เพราะห้องครัวยังสร้างไม่เสร็จ


อาหารกลางวันยังไม่เสร็จ ซูเว่ยจวินก็นั่งไม่ติด หลังจากหั่นกะหล่ำปลีเสร็จแล้ว เขาก็เดินกะเผลกออกไปขุดดินข้างนอก แล้วขนกลับมาเพื่อรอสร้างเตาไฟในตอนเย็น


เขาไม่ยอมหยุดพักแม้แต่นาทีเดียว


ซูโย่วฉิงไม่ต้องทำอะไรเลย เธอนั่งอยู่บนม้านั่งเล็กๆที่ซูเป่าซือขนออกมาจากห้องให้ มือน้อยๆทั้งสองข้างถือถ้วยเคลือบที่พี่ชายหยิบมาให้ดื่มน้ำ


หลังจากดูแลน้องสาวเสร็จแล้ว ซูเป่าซือก็ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย ลูบจับผมจุกสองข้างบนหัวน้องสาว ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข เห็นได้ชัดว่าเขารักน้องสาวมาก


ลู่ซู่เหมยคอยก่อไฟพลางเหลียวมองพี่น้องทั้งสองที่อยู่หน้าบ้าน ดวงตาข้างที่ยังมองเห็นได้เปล่งประกายด้วยความสุข ทำให้ใบหน้าที่งดงามของเธอดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ


"น้องสี่ของแม่หิวไหม?"


"วันนี้เที่ยวบนภูเขาสนุกไหม?"


"วันนี้น้องสี่คิดถึงพ่อแม่บ้างไหม?"


"รอย่ากลับมา เดี๋ยวตอนเย็นจะต้มเนื้อให้น้องสี่กินนะ ดีไหม?"


"น้องสี่ของบ้านเราเป็นเด็กดีที่สุด รู้ความที่สุดเลย ใช่ไหม?"


ถึงแม้ว่าลู่ซู่เหม่ยจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่คำชมที่เอ่ยออกมาไม่หยุดหย่อนราวกับไม่ต้องเสียเงินซื้อ


ซูโย่วฉิง "..."


แม่คนนี้รักลูกสาวจริงๆ ดีกับลูกสาวมากเลย


ลู่ซู่เหมยไม่รอให้ลูกสาวตอบสนอง หลังจากแน่ใจว่าฟืนในเตาจะไม่ดับในเร็วๆนี้ เธอก็รีบไปล้างมือ แล้วเดินมา.กอดเด็กหญิงตัวน้อยไว้แน่น พลางลูบจุกผมเล็กๆบนหัวของเธออย่างทะนุถนอม


ซูโย่วฉิงไม่ดิ้นรนหรือขยับตัว แม้แต่แววตาก็ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแค่ปล่อยให้แม่ของเจ้าของร่างกอดตนไว้อย่างสนิทสนม


เธอยังไม่ชินกับความรู้สึกแบบนี้ ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใครขนาดนี้มาก่อน ทุกลมหายใจที่สัมผัสได้มีกลิ่นอายแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก


ซูโย่วฉิงไม่รู้หรอกว่า กลิ่นอายนั้นคือกลิ่นของความรักจากคนเป็นแม่


ลู่ซู่เหมยกอดลูกสาวคนเล็กแค่ครู่เดียวก็รีบลุกขึ้น สั่งกำชับซูเป่าสือ ลูกชายคนเล็กที่คอยดูแลน้องสาวให้ช่วยดูไฟด้วย หากมีอะไรให้เรียกตนเอง จากนั้นก็รีบออกไปช่วยสามีขุดดิน


ซูโย่วฉิงมองร่างที่วุ่นวายไม่หยุดตั้งแต่เช้าจรดค่ำของผู้หญิงคนนี้ เธอรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้า แต่กลับเป็นความเหนื่อยที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความยินดี


เธอคิดไม่ตกว่าทำไม


ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคนในครอบครัว อาหารกลางวันจึงเสร็จภายในเวลาครึ่งชั่วโมง คุณปู่ซูเหวยหมินก็มาร่วมกินด้วย แต่เขานำอาหารมาเอง โดยนำข้าวต้มและผักที่เย็นแล้วมาผสมกับอาหารของบ้านสาม


หลังจากพักเที่ยงไปกว่าชั่วโมง ผู้ใหญ่ก็กลับไปทำงานต่อ พี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สามก็สะพายกระเป๋าไปโรงเรียน ในบ้านตระกูลซูนี้ เด็กๆจะได้เข้าเรียนก็ต่อเมื่ออายุครบสิบปี


ซูเป่าเหวินและซูเป่าเนี่ยนหลังจากกินข้าวเสร็จก็หายตัวไป ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ ถ้าพวกเขาอยากไปเขากับพี่น้องอย่างซูเป่าเฉิงและซูเป่าซื่อ แต่ก็ต้องรอให้ซูโย่วฉิงตื่นนอนก่อนถึงจะออกเดินทางได้


ซูโย่วฉิงเป็นสมบัติล้ำค่าของบ้านที่สาม และเป็นหลานสาวที่คุณปู่คุณย่ารักที่สุด แม้แต่หลานชายก็ต้องยอมอยู่หลังเธอ ในบ้านตระกูลซูนี้ ใครกล้ารังแกน้องสี่ก็เท่ากับแหย่รังต่อ เป็นเรื่องใหญ่โตมาก ซูเป่าเหวินและคนอื่นคิดว่ามันน่ากลัวยิ่งกว่าการแยกครอบครัวเสียอีก


เรื่องพวกนี้ซูโย่วฉิงที่เพิ่งมาถึงไม่รู้หรอก ตอนนี้เธอยังคง 'นอน' อยู่บนเตียงใหญ่ของซูเว่ยจวินและลู่ซู่เหมย


ส่วนเรื่องของหร่วนต้าอิง เธอออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี แบกตะกร้าไปที่ชุมชน เธอไม่ได้ไปคนเดียว ระหว่างทางได้เจอกับเลขาธิการหมู่บ้านและภรรยาของเขาที่กำลังจะไปชุมชนเช่นกัน ทั้งสามคนจึงเดินทางไปด้วยกัน


"พี่สะใภ้อิง พวกคุณแยกครอบครัวจริงๆเหรอ?" เลขาธิการหมู่บ้านชื่อหลงเจี้ยนกั๋ว เขาเติบโตมาในหมู่บ้านต้าซาน อยู่รุ่นเดียวกับซูเหวยหมิน แต่อายุน้อยกว่าเล็กน้อย จึงเรียกหร่วนต้าอิงว่าพี่สะใภ้


หร่วนต้าอิงพยักหน้า "แยกแล้ว ต้นไม้ใหญ่ก็ต้องแตกกิ่งก้าน ลูกโตก็ต้องแยกครอบครัว เรื่องนี้ฉันกับพี่เหว่ยหมินมองในแง่ดี ต่างคนต่างอยู่ จะได้สบายใจ"


หวงฟาง ภรรยาของหลงเจี้ยนกั๋วที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้เรื่องราวของตระกูลซูเป็นอย่างดี "พี่สะใภ้ เป็นเพราะหลานสาวของพี่ใช่ไหม? หึ! ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะแยกครอบครัว ไม่ต้องพูดถึงน้องสี่กับน้องชายที่ยังเล็ก เว่ยจวินกับซู่เหมยก็ยังลำบากในการเลี้ยงดูพวกเขา ถ้าพี่น้องยอมช่วยเหลือกันอีกสักพักจนกว่าเป่าเฉิงกับเป่าสือจะโตกว่านี้ก็คงจะดี"


สามพี่น้องกับภรรยาล้วนเห็นแก่ตัว แต่หวงฟางไม่กล้าพูดความในใจนี้ออกมาต่อหน้า ได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ


"ใครว่าไม่ใช่ละ?" หลงเจี้ยนกั๋วก็คิดเช่นเดียวกัน การโยนภาระแบบนี้มันไม่ถูกต้องเอาเสียเลย แล้วยังอ้างว่าเป็นพี่น้องกันอีก


ตอนนี้หร่วนต้าอิงที่มองทุกอย่างตามความเป็นจริงแล้ว มีสีหน้าไม่ใส่ใจ "ไม่เป็นไรหรอก แยกครอบครัวกันแล้ว ฉันกับพี่ชายของคุณจะอยู่กับครอบครัวสาม พวกเราทั้งสองคนยังทำงานได้อีกสิบแปดปีไม่มีปัญหา ตอนนั้นพวกเป่าเฉิงกับก็โตแล้ว"


สำหรับการที่หร่วนต้าอิงและซูเหวยหมินจะอยู่กับครอบครัวสามยามแก่เฒ่า หลงเจี้ยนกั๋วและหวงฟางทั้งคู่ไม่รู้สึกแปลกใจและคิดว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล อีกทั้งการจัดการแบบนี้ก็ดีที่สุดแล้ว


ทั้งสามคนเดินคุยกันไป วันนี้หลงเจี้ยนกั๋วและหวงฟางมาส่งของให้ลูกสาวคนเล็กที่เรียนมัธยมต้นที่ชุมชน และแวะเยี่ยมลูกสาวคนที่สามที่แต่งงานไปอยู่ที่ชุมชนเมื่อสองปีก่อน


หลังจากข้ามภูเขาลูกหนึ่ง ทุกคนก็ปีนลงมาจากภูเขาเพื่อข้ามสะพาน สะพานนี้สร้างจากไม้ยาวสิบกว่าเมตรสี่ท่อน ถ้าไม่ยาวพอก็จะไม่ถึงอีกฝั่งของภูเขา


หลังจากข้ามสะพาน ข้ามแม่น้ำ และปีนข้ามภูเขาลูกหนึ่ง เดินต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงชุมชนในช่วงเวลาประมาณเก้าโมงกว่าๆ เกือบสิบโมงเช้า


จบตอน

Comments