tao ep1-10

 ฉินหลิวซี คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลฉิน นางเติบโตที่ชนบท ได้รับการเลี้ยงดูจากเจ้าอารามของลัทธิเต๋าเพื่อปลูกฝังให้นางขึ้นเป็นเจ้าอารามต่อไป


เบื้องหน้านางอาจเป็นเพียงคุณหนูที่ถูกผลักไสแต่เบื้องหลังนางคือปรมาจารย์ปู้ฉิว


ผู้ที่สามารถรักษาคนเป็นช่วยเหลือคนตายได้เพียงใช้ยันต์กระดาษและเข็มเงิน


ปรมาจารย์จะรักษาโรคและช่วยชีวิตใครนั้นล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์ โชคชะตา และเวรกรรม หากอีกฝ่ายเป็นคนชั่วร้าย ต่อให้มอบทองสักหมื่นตำลึงนางก็ไม่เหลือบแลแม้เพียงนิด


เมื่อโชคชะตาที่ตนเคยทำนายให้ตระกูลกลายเป็นจริง ท่านปู่ถูกปลดจากตำแหน่ง บ้านโดนยึดทรัพย์


ผู้หญิงและเด็กในตระกูลต้องระเหเร่ร่อนมาอาศัยที่บ้านบรรพบุรุษแห่งนี้


เมื่อมีปากที่ต้องกินข้าวเพิ่มขึ้น เงินออมเริ่มร่อยหรอ ตัวขี้เกียจเช่นนางก็จำต้องคลานลงจากเตียงเพื่อรับงานหาเงินมาเลี้ยงคนในครอบครัว


เฮ้อ แม้ไม่หวังการก้าวหน้าใดๆ แต่สวรรค์กลับไม่ยอมให้ทำเช่นนั้นเพราะเมื่อความโด่งดังของนางไปเข้าหูของ ฉีเชียน จวิ้นอ๋องจากเมืองหลวงเข้า


เขาก็ดั้นด้นเดินทางมาเชิญนางไปรักษาคน เอาเถอะ ช่วยเหลือคนนั้นย่อมเพิ่มบุญกุศลที่สำคัญคือเพิ่มเงินในกระเป๋า!


“เอ๊ะ คุณชายฉีมีเรื่องให้ครุ่นคิดเมื่อคืนจึงนอนหลับไม่สบายหรือ”


“ฝันร้ายตลอดทั้งคืนน่ะ”


“ไม่เป็นไร คุณชายฉีแค่มีเรื่องให้คิดมากในยามกลางวัน ท่องคาถาชำระจิตสักสองรอบก็จะดีขึ้นเอง”


“ข้าคิดว่า ถ้าท่านหมอฉินให้ยันต์คุ้มครองแก่ข้าสักสองชิ้นน่าจะได้ผลดีกว่า” ฉีเชียนเอ่ย


“ยันต์คุ้มครองมีเงื่อนไข ผู้มีวาสนาจึงจะได้ไป…”


ฉีเชียนยื่นตั๋วเงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงไปให้อย่างรู้ความ


“เดิมทีท่านกับข้าไม่มีวาสนาต่อกัน ทั้งหมดเป็นเพราะท่านทุ่มเงิน ผู้ใจบุญมีเมตตา เทียนจวินคุ้มครองให้พรนับไม่ถ้วน”


ตอนที่ 1: บ้านตระกูลฉินถูกยึดทรัพย์แล้ว


ในที่สุดบ้านตระกูลฉินก็ถูกยึดทรัพย์!


และวันนี้ก็เป็นวันที่นางรอมาถึงสิบปี!


สิบปีก่อน นางข้ามเวลามาพร้อมกับวิชาทำนายลักษณะ ทันทีที่นางลืมตาตื่นขึ้นก็คำนวณแล้วว่าตระกูลฉินจะต้องประสบกับหายนะครั้งนี้


และนางก็เป็นเพียงจุดเปลี่ยนเดียว


แต่ก่อนที่นางจะได้ช่วยเหลือแก้ไขภัยพิบัติให้ตระกูล นางกลับถูกท่านย่าใจร้ายเนรเทศให้ไปอยู่ในชนบทเสียก่อน

…...........


ฉินหลิวซีมองกลุ่มคนที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ในห้องโถง


ใบหน้าแต่ละคนเปียกปอน แต่สีหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งทะนง อาจเพราะพวกเขายังรับความจริงไม่ได้และคิดว่าตนเองยังคงเป็นตระกูลขุนนางที่มีสถานะสูงส่งอยู่อีก


ฉินหลิวซีถอนหายใจก่อนจะเอ่ยกับหญิงชราผู้นำตระกูล “ท่านย่า หลานให้คนเตรียมน้ำขิงกับน้ำร้อนไว้ให้แล้ว ท่านย่าดื่มน้ำขิง อาบน้ำร้อนไล่ความหนาวก่อน แล้วค่อยว่ากันดีหรือไม่เจ้าคะ”


หือ? นางฉินผู้เฒ่าชะงักไปทันที แววตาสงสัยปรากฏขึ้นในชั่วขณะ


พวกเขาไม่ได้แจ้งข่าวที่ตระกูลฉินถูกยึดทรัพย์ให้ทางนี้ทราบเลยแม้แต่น้อย นังหนูนี่ได้ข่าวมาจากไหนและเตรียมการทั้งหมดนี้ล่วงหน้าได้อย่างไร


แต่หลังจากการเดินทางไกลมาเหน็ดเหนื่อย นางฉินผู้เฒ่าจึงไม่สามารถที่จะถามเอาความจริงอะไรตอนนี้ได้ นางจึงได้แต่พยักหน้าพลางเอ่ย “เจ้าจัดการตามนั้นเถิด”


ฉินหลิวซีให้ป้าหลี่และคนอื่นๆ พาคนทั้งหมดสิบกว่าคนนี้ไปต่อแถวอาบน้ำชำระร่างกาย แล้วสายตาของนางก็หยุดลงตรงหญิงตั้งครรภ์คนหนึ่ง หนังตาของนางกระตุกทันที


นี่มันผีซ้ำด้ำพลอยชัดๆ


ตระกูลฉินเกิดเรื่องอย่างกะทันหันจนพวกเขาไม่มีเวลาพอจะเก็บซ่อนอะไรได้ยามที่ถูกยึดบ้าน ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่สามารถนำของมีค่าใดๆออกมาจากบ้านได้ แม้แต่ปิ่นปักผมและเสื้อผ้าที่อยู่บนร่างกายก็ยังถูกปลดออกไปด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วเหล่าญาติผู้หญิงของนางคงจะไม่ได้สวมเพียงกระโปรงธรรมดาและเสื้อผ้าชั้นในแค่นี้เดินทางมาถึงนี่แน่


นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อย่างมากก็แค่ทำอาหารง่ายๆกินกัน นางไม่มีวันปล่อยให้คนเหล่านี้อดอยากหิวโหยอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือหญิงท้องโตผู้นี้กำลังตกอยู่ในคราวเคราะห์พอดิบพอดี นางรู้สึกหวาดกลัวมาก สภาพจิตใจอ่อนแอ ทารกในครรภ์กำลังจะคลอด ทว่าใบหน้าของนางกลับมีไอดำปกคลุม


ฉินหลิวซีหันไปกระซิบกระซาบอะไรกับฉีหวงที่เดินตามมา จากนั้นฉีหวงก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว


แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาดไว้ ทันทีที่ฉีหวงเดินจากไป ฮูหยินผู้นั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด นางเอามือกุมท้องในขณะที่ทรุดลงกับพื้น เลือดแดงๆค่อยๆซึมออกมาย้อมกระโปรงสีขาวจากใต้ร่างของนาง


เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉันพลันทันใด ผู้คนที่ยังคงอยู่ในห้องโถงต่างก็หน้าซีดและกรีดร้องด้วยความตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดนี้


“น้องสะใภ้สาม” สตรีผู้มีใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อยแต่ยังคงสง่างามรีบเข้าไปประคองผู้หญิงที่นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วกอดนางไว้ในอ้อมแขน


“เจ็บ ข้าเจ็บท้องมาก” สะใภ้กู้กุมท้องพลางคร่ำครวญ ใบหน้าของนางซีดขาวราวหิมะ เหงื่อเย็นๆผุดพรายขึ้นกลางหน้าผาก


“ท่านแม่” สะใภ้หวังหันไปมองนางฉินผู้เฒ่าพลางเอ่ยด้วยสีหน้าซีดเซียว “เกรงว่าน้องสะใภ้สามกำลังจะคลอดแล้วเจ้าค่ะ”


นางฉินผู้เฒ่าร่างอ่อนปวกเปียกทันที นี่เป็นครรภ์ที่สองของภรรยาบุตรชายคนเล็กของนาง ซึ่งกำลังตั้งครรภ์เด็กแฝด และตอนนี้ก็มีอายุครรภ์ได้เพียงเจ็ดเดือนเท่านั้น หากคลอดก่อนกำหนดเช่นนี้เด็กทั้งสองจะรอดชีวิตได้หรือ


อย่าว่าแต่เด็กทั้งสองเลย แม้แต่ตัวมารดาเองก็ตาม นางเพิ่งจะประสบเคราะห์ภัยมา ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว การคลอดลูกในสถานการณ์เช่นนี้สุ่มเสี่ยงอันตรายไม่ต่างอะไรกับการเดินบนขอบผาเลย


นางฉินผู้เฒ่าหลับตาลง ความโศกเศร้าท่วมท้น


ตระกูลฉินร่มเย็นเป็นสุขมานานหลายสิบปี เมื่อถึงคราวล้ม สวรรค์คิดจะให้ตระกูลฉินของนางล่มสลายไปเลยหรือไร


“ท่านแม่?”


นางฉินผู้เฒ่ากัดปลายลิ้นตนเองอย่างรุนแรงจนรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวของเลือด จากนั้นนางก็ลืมตาขึ้นและสูดลมหายใจเข้าลึก “เตรียมตัวช่วยกันทำคลอดสะใภ้กู้”


นางหันไปมองฉินหลิวซีที่อยู่ข้างๆ อีกครั้ง


ฉินหลิวซีก้าวเข้าไปพลางเอ่ยทันที “ท่านย่า หลานให้คนไปตามหมอตำแยมาแล้ว ท่านย่าไม่ต้องกังวล เราพาอาสะใภ้สามไปที่ห้องทำคลอดก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ”


นางฉินผู้เฒ่ามองไปรอบๆห้อง ขณะที่มองดูเหล่าญาติที่เป็นผู้หญิงและเด็กกำลังหวาดกลัวตัวสั่นด้วยความตกใจ นางกลับนึกไม่ถึงว่าฉินหลิวซีเด็กหญิงที่เพิ่งจะผ่านพิธีปักปิ่นมาได้ไม่นานผู้นี้จะสามารถช่วยเหลือนางได้


ตอนที่ 2: เคราะห์ซ้ำกรรมซัด


นางฉินผู้เฒ่าชี้ไปที่สะใภ้เซี่ยพลางเอ่ย “สะใภ้รอง เจ้าพาอนุพานและคนอื่นๆไปปลอบเด็กๆก่อน สะใภ้หวังกับเหมยเหนียงไปรออยู่ในห้องทำคลอด รอให้จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่อยเข้ามาช่วย”


“เจ้าค่ะ ท่านแม่”


ฉินหลิวซีสั่งให้เฉินผีนำคนอื่นๆไปจัดแจงที่ทางสำหรับอยู่อาศัยให้เรียบร้อย ส่วนนางและฉีหวงก็พาสะใภ้กู้ไปยังห้องทำคลอดที่จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้นางก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาบ้างแล้ว


ปกติแล้วนางชอบความสงบ ไม่ชอบออกนอกบ้าน ดังนั้นในบ้านเก่าหลังนี้จึงไม่ได้จัดบ่าวรับใช้ไว้ดูแลมากมายนัก ข้างกายนางก็มีแค่พวกฉีหวงสองพี่น้องคู่นี้เท่านั้น แม้ในบ้านจะมีครอบครัวของลุงหลี่อยู่ด้วยก็จริง แต่พวกเขาก็มีกันเพียงสี่คน ป้าหลี่คอยสอนให้บุตรสาวเสี่ยวเสวี่ยดูแลงานครัวและงานเล็กๆน้อยๆในบ้าน ขณะที่ลุงหลี่และเด็กชายที่มีชื่อว่าหลี่เฉิงเป็นทั้งพ่อบ้านและคนเฝ้าประตูทำงานจิปาถะทุกอย่าง


เจ้านายในบ้านเก่ามีน้อย ฉินหลิวซีเองก็ไม่ชอบความวุ่นวาย มีคนแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แต่ตอนนี้จู่ๆก็มีคนอยู่เยอะขึ้น การงานต่างๆจึงค่อนข้างจะตึงมือ


หลังจากที่วุ่นวายกับการจัดแจงให้สะใภ้กู้นอนลงบนเตียงที่ปูไว้สำหรับเตรียมคลอดแล้ว ฉินหลิวซีก็เหลือบมองนาง ในใจพลันรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาเล็กน้อย


หลังจากนั้นไม่นาน ไอดำบนใบหน้าของนางก็ยิ่งเข้มข้นรุนแรงขึ้น นางจะไม่สามารถผ่านด่านนี้ไปได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่


ฉินหลิวซีหันไปมองครรภ์ที่มีขนาดใหญ่โตนั้นแล้วถือโอกาสแตะข้อมือของนาง นี่เป็นครรภ์แฝด


เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ


ฉินหลิวซีปลดจี้หยกที่ห้อยเอาไว้ที่เอวออกมาและผูกไว้ที่สาบเสื้อของสะใภ้กู้ ก่อนจะหันไปมองฉีหวงที่กลับมาแล้วโดยไม่เอ่ยอะไร จากนั้นฉีหวงก็เดินออกไปอีกครั้ง


เมื่อเห็นการกระทำเช่นนั้น นางฉินผู้เฒ่าและคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงไปในทันทีพลางหันไปมองหน้าฉินหลิวซี


สีหน้าของฉินหลิวซีไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ “นี่เป็นหยกหรูอี้ที่ผ่านการปลุกเสกเพิ่มพลังมาแล้ว จะได้คุ้มครองให้อาสะใภ้สามคลอดลูกอย่างปลอดภัยน่ะเจ้าค่ะ”


สีหน้าของนางฉินผู้เฒ่าอบอุ่นอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย แววตาก็มีประกายแห่งความหวังขึ้นมาบ้างเช่นกัน


ส่วนฮูหยินที่กอดสะใภ้กู้ไว้ในทีแรกนั้นก็คือสะใภ้หวัง แม่ใหญ่ของฉินหลิวซี “ซีเอ๋อร์มีน้ำใจแล้ว อาสะใภ้สามของเจ้าจะต้องปลอดภัยทั้งสามคนแม่ลูกแน่”


แม้จะเอ่ยเช่นนั้น แต่เมื่อพวกนางหันไปมองคนที่นอนอย่างอ่อนแรงอยู่บนเตียงพลางนึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเมื่อเร็วๆนี้แล้ว สีหน้าของพวกสะใภ้หวังก็ยิ่งแสดงออกถึงความกังวลมากขึ้นไปอีก


ตอนที่ฉีหวงกลับเข้าไปในห้องพักแขกพร้อมกับกล่องเล็กๆในอ้อมแขน นางก็เห็นว่าสีหน้าของทุกคนที่อยู่ในห้องเต็มไปด้วยแววกลัดกลุ้ม จึงอดเขย่งเท้าเดินย่องเข้าไปยืนอยู่ข้างๆฉินหลิวซีและยืนรออย่างสงบเสงี่ยมไม่ได้


เพราะฉินหลิวซี นางจึงไม่ได้รู้สึกดีอะไรกับคนตระกูลฉินมากนัก แต่คนตระกูลฉินมาอย่างกะทันหันทั้งยังอยู่ในสภาพตกต่ำน่าสิ้นหวัง เมื่อบวกกับที่มีฮูหยินอายุน้อยกำลังจะคลอดก่อนกำหนดผู้นี้อีก ต่อให้จะรู้สึกไม่พอใจเพียงไหนก็คงจะสร้างปัญหาให้พวกเขาลำบากขึ้นไปอีกไม่ได้แน่นอน


“หมอตำแยยังไม่มาอีกหรือ” นางฉินผู้เฒ่าร้อนใจเล็กน้อยพลางมองออกไปข้างนอกหลายครั้ง


ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบเยือกเย็น “ตอนนี้ข้างนอกฝนตก ทางเดินลำบาก พวกเราเองก็ไปเชิญอย่างกะทันหันด้วย นางอาจจะไม่ได้อยู่ที่บ้านก็ได้เจ้าค่ะ คงจะล่าช้าไปบ้าง”


นางฉินผู้เฒ่ายิ่งเม้มริมปากแน่นขึ้น


ในขณะที่พวกนางกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ทางด้านนอกก็มีคนสองสามคนมาพอดี เป็นภรรยารองของตระกูลฉิน สะใภ้เซี่ย และอนุภรรยาอีกสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสะใภ้วั่น มารดาผู้ให้กำเนิดของฉินหลิวซี


หลังจากที่พวกนางเข้าไปในห้องแล้ว สายตาของอนุวั่นก็จับจ้องไปที่ฉินหลิวซีเป็นอันดับแรก


ฉินหลิวซีเองก็มองไปที่นางเช่นกัน มารดาและบุตรสาวสบสายตากัน


อนุวั่นจ้องนางเขม็งพลางขมวดคิ้วน้อยๆ ด้วยสายตาไม่ค่อยจะพอใจ เศร้าใจ และสงสัย


บุตรสาวของนางคนนี้เกิดมาก็เป็นลูกชิ้นเนื้อเหมือนกัน แต่พอโตขึ้นนางกลับกลายเป็นน้ำแกงใสๆ ถ้าไม่ใช่เพราะผมที่ยาวเพียงนั้น นางก็คงไม่ต่างอะไรกับแม่ชีแล้ว


ฉินหลิวซีลอบถอนใจภายใน มารดาผู้กำเนิดนางน่าจะอยู่ในวัยสามสิบกว่าปีแล้ว อีกทั้งนางยังให้กำเนิดลูกถึงสองคน แต่มองดูใบหน้าของนางสิ ช่างขาวนวลสะอาดสะอ้านจริงๆ แม้จะไม่ได้แต่งหน้าผัดแป้ง แต่ความงามของนางก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย ตรงกันข้ามกลับดูบริสุทธิ์และน่าปรารถนาราวกับเด็กสาวอายุสิบแปดก็ไม่ปาน


เมื่อมองดูรูปร่างของนางนั่นอีก อกเป็นอก เอวเป็นเอว เห็นแล้วก็ยังรู้สึกว่าสวยงามน่ารัก สมแล้วที่เป็นอนุภรรยาที่งามเลิศและเป็นที่โปรดปรานรักใคร่


ดูเหมือนว่าชีวิตของนางที่ตระกูลฉินจะไม่ได้ลำบากลำบนหรือคับข้องใจใดๆ ไม่เพียงแต่ไม่ต้องทนทุกข์เท่านั้น แต่ยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย สุขสบายจนลืมไปแล้วว่ายังมีบุตรสาวอยู่อีกคน


ฉินหลิวซีย่อตัวลงเล็กน้อยและทำความเคารพ “แม่รอง”


อนุวั่นเอ่ย “เจ้าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่ค่อยเหมือนข้ากับน้องชายของเจ้าเลยนะ”


[1] เซี่ยงชู่ (相术): วิชาทำนายลักษณะ ทำนายได้จากทั้งสิ่งที่มีรูปลักษณ์และไร้รูปลักษณ์ เช่น ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้งฯลฯ


[2] พิธีปักปิ่น: เด็กผู้หญิงอายุสิบห้าปีจะผ่านพิธีนี้ซึ่งหมายความว่าพร้อมจะออกเรือนแล้ว


[3] แม่ใหญ่: ภรรยาหลวงของบิดา


ตอนที่ 3: ช่วยอาสะใภ้สามเร่งคลอด


ขี้ริ้วขี้เหร่!


ฉินหลิวซี “…”


ท่านสวยแล้วอย่างไร มันกินได้ไหมเล่า ก็ยังถูกยึดบ้านอยู่ดีไม่ใช่หรือ!


นางฉินผู้เฒ่ากระแอมออกมาเล็กน้อยพลางกวาดตามองอนุวั่น นี่มันใช่เวลามาทักทายโอภาปราศรัยกันหรือ


ไม่รู้ความ!


อนุวั่นหน้างอทันที


จากนั้นนางฉินผู้เฒ่าจึงได้เอ่ยถามขึ้น “พวกเด็กๆเล่า”


สะใภ้เซี่ยรีบเอ่ยตอบ “อนุพานพาพวกเขาไปจัดแจงเรื่องที่อยู่หลับนอนกันแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ น้องสะใภ้สามนางเป็นอย่างไรบ้าง”


นางหันไปมองสะใภ้กู้ที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ แม้ว่าปกติจะไม่ชอบท่าทีเชื่องช้าและประนีประนอมของสะใภ้กู้เท่าไรนัก แต่ตอนนี้ในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ทั้งยังได้ผ่านความยากลำบากมาด้วยกันแล้วจึงรู้สึกเป็นห่วงอยู่บ้าง


“ยังไม่คลอด” สะใภ้หวังตอบกลับก่อนจะหันไปเอ่ยกับนางฉินผู้เฒ่า “ท่านแม่ ท่านออกไปอาบน้ำและดื่มน้ำขิงก่อนเถิดเจ้าค่ะ ปล่อยให้พวกเราอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”


“ท่านแม่กับท่านป้าไปเถิด พวกท่านเปียกฝนกันทั้งคู่ พวกเราดื่มน้ำขิงกันหมดแล้ว ตรงนี้ปล่อยให้พวกเราเฝ้าให้ก่อนชั่วคราวก็ได้เจ้าค่ะ” อนุวั่นเอ่ย


นางฉินผู้เฒ่าเดินไปที่เตียงลูกสะใภ้คนเล็ก เห็นนางร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดจึงเอ่ยขึ้นว่า “สะใภ้กู้ เจ้าก็อย่าร้องเสียงดังนักเลย เก็บแรงไว้หน่อย เจ้ายังต้องคลอดลูกถึงสองคนนะ”


สะใภ้กู้ลืมตาขึ้นเล็กน้อย น้ำตาร่วงเผาะ แววตาของนางมึนงงทั้งยังตื่นตระหนก “ท่านแม่ ข้า…”


นางฉินผู้เฒ่าเอื้อมมือไปปิดปากนางครู่หนึ่ง “ไม่ต้องกลัว เจ้ายังมีพวกเราอยู่” นางหันไปมองฉินหลิวซีอีกครั้ง “สั่งให้คนเตรียมน้ำร้อนเอาไว้ อ่างน้ำ กรรไกร ผ้านวมต่างๆด้วย หากเป็นไปได้ก็ให้เชิญท่านหมอมาด้วย เติมน้ำตาลทรายแดงลงในน้ำขิงอีก ตอกไข่ลงไปด้วยสองฟอง ให้อาสะใภ้สามของเจ้าเติมพลังหน่อย ถ้ามีโสมแผ่นก็ให้เตรียมไว้ด้วย”


นางกำลังวางแผนเผื่อไว้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากไม่สามารถเชิญหมอตำแยมาได้ พวกนางก็จะทำคลอดกันเอง


โชคดีที่แม้ว่าจะล่าช้าไปบ้าง แต่ก็เชิญหมอตำแยมาได้ในที่สุด


หลังจากตรวจสอบแล้ว สีหน้าของหมอตำแยก็ดูย่ำแย่เล็กน้อย นางห่มผ้าให้หญิงตั้งครรภ์ที่กำลังรอคลอด จากนั้นจึงเดินไปหาฉินหลิวซี


นางฉินผู้เฒ่ากำลังจะเอ่ยปากถามอะไร แต่กลับเห็นว่าหมอตำแยย่อตัวคำนับฉินหลิวซีเสียก่อน จึงตกตะลึงไปเล็กน้อย


“คุณหนูใหญ่ ฮูหยินผู้นี้ยังไม่ครบกำหนดคลอด แต่กลับมีเลือดออกและน้ำเดินแล้ว ปากมดลูกก็ยังไม่ขยาย ข้าเกรงว่าจะต้องให้ยาเร่งคลอด อีกอย่าง ยังจะต้องเตรียมการบางอย่างไว้ด้วย ขอให้คุณหนูใหญ่ชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ”


ฉินหลิวซีกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองมากนักเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทว่าสีหน้าของสตรีคนอื่นๆที่อยู่ตรงนั้นด้วยค่อยๆเปลี่ยนไป


พวกนางทั้งหมดผ่านประสบการณ์เช่นนั้นมาก่อนและส่วนใหญ่ก็เป็นแม่คนกันหมดแล้ว มีหรือที่พวกนางจะไม่เข้าใจว่าสตรีที่กำลังคลอดก็เหมือนกับการเข้าสู่ประตูนรก และประตูที่เห็นอยู่ข้างหน้านี้ก็เต็มไปด้วยคมดาบ หากฮูหยินสามตระกูลฉินไม่สามารถผ่านมันไปได้ก็จะเป็นจุดจบของสามชีวิต


เมื่อนางฉินผู้เฒ่าเข้าใจเรื่องนี้แล้ว แข้งขาของนางก็อ่อนแรงทันที นางกำลูกประคำที่อยู่ในมือแน่น ใบหน้าที่มีริ้วรอยยิ่งซึมเซาและดูแก่ชราลงไปอีก


อนุทั้งสองสะอื้นไห้ขึ้นมาเบาๆ นางฉินผู้เฒ่าได้ยินแล้วรู้สึกไม่เป็นมงคลจึงตวาดออกมาเสียงเข้ม “ร้องไห้อะไรเล่า! ออกไป!”


เสียงร้องไห้หยุดลงทันที


ฉินหลิวซีเอ่ย “ท่านย่า ท่านคิดว่าอย่างไร”


นางฉินผู้เฒ่าชำเลืองมองลูกสะใภ้คนเล็กบนเตียงก่อนจะเอ่ยอย่างเหนื่อยอ่อน “ให้ท่านหมอเขียนใบสั่งยา แล้วต้มมาเถิด”


ฉินหลิวซีพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองฉีหวง จากนั้นทั้งสองจึงเดินออกไปด้วยกัน


“เจ้าไปเอายาที่คลังเล็กของข้า แล้วต้มยามานะ” ฉินหลิวซีกระซิบบอกตัวยาที่ต้องใช้กับฉีหวงด้วยตัวเอง


ฉีหวงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรแม้แต่น้อย รีบสาวเท้าไปอย่างรวดเร็ว


ฉินหลิวซีมองดูเงาร่างในห้องผ่านหน้าต่างพลางนวดปลายคิ้วและถอนหายใจ ก่อนจะหยิบกล่องยาแล้วไปที่ห้องข้างๆ


นางเปิดกล่องยา หยิบกระดาษพู่กันและชาดสีแดงเข้มออกมา ตั้งสมาธิและรวบรวมลมปราณ ยกพู่กันขึ้นวาดยันต์


จังหวะตวัดพู่กันนิ่งและรวดเร็ว ปลายแหลมของพู่กันจรดลงบนกระดาษ พลังทะลุผ่านกระดาษราวกับมีแสงสีทองวาบขึ้น และหลังจากนั้นเส้นสายที่ไม่อ่านไม่ออกบนกระดาษก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมาในทันที


ตอนที่ 4: วาดยันต์คุ้มครองให้อาสะใภ้สามปลอดภัย


ฉินหลิวซีวาดยันต์ออกมาทั้งหมดสามแผ่นและพับเป็นรูปสามเหลี่ยม แล้วจึงเก็บของก่อนจะกลับไปที่ห้องทำคลอด


ฉีหวงออกไปแล้วและก็กลับมาแล้ว ในมือนางถือชามน้ำแกงร้อนๆมาด้วย เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนพยักหน้าให้จึงป้อนยาให้สะใภ้กู้ด้วยตนเอง


สะใภ้หวังก้าวเข้าไปจะช่วย แต่สาวใช้ที่ชื่อฉีหวงผู้นี้ไม่รู้ว่าใช้เคล็ดลับอะไรจึงสามารถประคองสะใภ้กู้ขึ้นมาและป้อนยาให้อย่างง่ายดาย


ส่วนฉินหลิวซีก็นำยันต์วิเศษทั้งสองแยกผูกไว้ที่หัวเตียงหนึ่งแผ่น วางไว้ใต้หมอนอีกหนึ่งแผ่น ส่วนอีกแผ่นนางเก็บไว้เผื่อใช้ในภายหลัง


ทุกคนเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกแปลกใจ


“ซีเอ๋อร์ เจ้าทำอะไรน่ะ” สะใภ้หวังขมวดคิ้วทันที ไยนังหนูคนนี้ถึงได้ทำอะไรแปลกๆลึกลับเช่นนี้


ฉินหลิวซีเอ่ยหน้านิ่ง “อ้อ ยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยน่ะเจ้าค่ะ”


ทุกคน “…”


ทั้งที่ฟังดูแปลกๆ แต่พวกนางก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกไป


ยาเร่งคลอดแสดงผลของมันอย่างรวดเร็ว สะใภ้กู้เริ่มร้องด้วยความเจ็บปวดอีกแล้ว แต่นางเพิ่งจะอ้าปาก หมอตำแยก็ปลอบทันที “ฮูหยินไม่ต้องกังวล มีคุณหนูใหญ่อยู่ด้วย พวกท่านแม่ลูกต้องปลอดภัยแน่”


สะใภ้กู้นิ่งงันไปพักหนึ่งแต่ก็ไม่ได้เก็บไปใส่ใจ ถือเสียว่าเป็นคำปลอบ ก่อนจะหันไปมองสะใภ้หวังด้วยน้ำตาคลอเบ้า “พี่สะใภ้ ขอผ้าให้ข้ากัดหน่อยเจ้าค่ะ”


สะใภ้หวังพับผ้าเช็ดหน้าผืนที่ยังสะอาดแล้ววางในปากให้นาง


เมื่อนางฉินผู้เฒ่าเห็นว่าฉินหลิวซียังอยู่ในห้องจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน อย่าอยู่ที่นี่เลย ออกไปรอข้างนอกเถิด ให้สะใภ้หวังกับเหมยเหนียงคอยช่วยอยู่ที่นี่ก็พอ”


ได้


ฉินหลิวซีผลักประตูออกไปอย่างว่าง่าย


แต่กลับเป็นฉีหวงที่ส่งถ้วยชาให้นางพลางเอ่ยติดตลกว่า “คุณหนู ท่านจะนั่งเฉยอยู่อย่างนี้จริงๆหรือเจ้าคะ”


คนที่กำลังเจ็บปวดทุกข์ทนอยู่ข้างในคืออาสะใภ้สามของนางนะ


ฉินหลิวซีจิบชาก่อนจะชำเลืองมองพลางเอ่ย “ข้าเป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน เป็นกุลสตรีสูงศักดิ์ จะให้ไปดูผู้หญิงคลอดลูกอยู่ได้เช่นไร”


ตระกูลฉินน่ะ ต่อให้จะล้มแล้ว แต่ตระกูลฉินก็เคยเป็นตระกูลขุนนางขั้นสาม ส่วนนางน่ะก็เป็นถึงคุณหนูตระกูลขุนนาง


ฉีหวงเกือบจะหัวเราะออกมาแล้ว เอ่ยว่า “ท่านเอ่ยอย่างนั้นออกมาได้ไม่รู้สึกเขินบ้างหรือ เดือนที่แล้วตอนที่ท่านผ่านหมู่บ้านดอกท้อ ท่านยังช่วยเด็กสาวตระกูลเติ้งที่คลอดยากผู้นั้น ทำคลอดเด็กอ้วนจ้ำม่ำคนหนึ่งออกมาอยู่เลยนะเจ้าคะ!”


สีหน้าฉินหลิวซีไม่เปลี่ยน “กินขนมดอกท้อของคนอื่นแล้วก็ถือว่ามีกรรมดีต่อกัน ข้าย่อมต้องใช้คืนอยู่แล้ว”


ฉีหวงยิ้มก่อนจะพยายามเก็บสีหน้าอาการ เอ่ยถาม “คุณหนู ตระกูลฉินเผชิญเคราะห์อย่างกะทันหันเช่นนี้ ท่านไม่เคยทำนายได้เลยหรือเจ้าคะ”


ฉินหลิวซีนิ่งเงียบไปเล็กน้อย จะบอกฉีหวงได้หรือว่านางทำนายได้ตั้งแต่ตอนที่นางยังเป็นเด็กแล้ว?


นางคิดอยู่นานกว่าจะเอ่ย “คนเรามีความตกต่ำสามประการ ความรุ่งเรืองหกประการ ตระกูลตระกูลหนึ่งก็เช่นกัน ตระกูลฉินอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมาหลายสิบปีแล้ว ตอนนี้พวกเขาประสบเคราะห์กรรมก็เป็นผลมาจากการวางแผนของคนพาลต่ำช้าจนทำให้ดวงชะตาตกต่ำร้ายแรง คนพาลสมหวัง หลีกเลี่ยงคมดาบ ล้มแล้วค่อยลุก ขุนเขาเขียวขจียังอยู่ไซร้ วันหน้าก็ยังมีวันที่เมฆหมอกจะสลายและมองเห็นขุนเขานั้นได้อีกครั้ง”


ฉีหวงเอ่ย “คุณหนูกล่าวถูกต้องแล้ว ตราบใดที่ท่านยังอยู่ ตระกูลฉินไม่มีวันล่มสลายจริงๆได้หรอกเจ้าค่ะ!”


ฉินหลิวซียิ้มแต่ไม่เอ่ยอะไร นางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเงียบๆ


ล้วนเป็นเรื่องของเวรกรรมทั้งนั้น


“แต่ว่าคนตระกูลฉินจำนวนมากเช่นนี้ ตอนนี้มีทั้งผู้หญิง เด็ก คนแก่และคนอ่อนแออยู่ที่นี่ จึงค่อนข้างยุ่งวุ่นวาย คนที่ถูกเนรเทศมาด้วยยังมีพวกเด็กผู้ชายและชายแก่ที่ไร้อาวุธติดตามมาด้วยอีกจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าตรงไหนก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น วันสบายๆของคุณหนูคงจะไม่มีอีกแล้วนะเจ้าคะ” จู่ๆ ฉีหวงก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังยินดีในความทุกข์ของผู้อื่น


ฉินหลิวซี “!”


ชานี่ขมจัง จิบไม่ลงแล้ว!


ทันใดนั้นนางก็ลุกขึ้นยืนข้างหน้าต่างมองดูสายฝนที่โปรยปราย


…......


นอกประตูเมือง


องครักษ์ที่สวมเสื้อกันฝนและหมวกไม้ไผ่กลุ่มหนึ่งขี่ม้าเข้าไปในเมืองหลี และเคาะประตูโรงเตี๊ยมเพื่อหาที่หลบฝน


ภายในห้อง บุรุษสูงศักดิ์ผู้หนึ่งคลี่เปิดม้วนภาพออก ด้านในเป็นภาพใบหน้าหล่อเหลาอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ผมดำยาวถูกมัดเป็นมวยและปักไว้ด้วยปิ่นไม้ไผ่เพียงเท่านั้น สีหน้าของเขาดูเฉยเมย มุมปากโค้งลงเล็กน้อย ท่าทางราวกับเบื่อโลกและดูแคลนทุกสิ่งบนโลกใบนี้


เขายืนอยู่หน้าอารามเต๋าแห่งหนึ่ง บุคลิกราวกับวิญญูชนที่ไร้ซึ่งกิเลสตัณหา ดูเหมือนว่าต่อหน้าเขาแล้วคนอื่นๆ ต่างก็ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วไปเท่านั้น


“ซ่อมแซมหน่อย พรุ่งนี้ฟ้าใสแล้วเราจะไปอารามชิงผิงกัน” ฉีเชียนเก็บม้วนภาพเข้าไปในกระบอกทองแดง


เขาได้ยินมาว่าเมืองหลีมีนักพรตที่มีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม วิชาจับชีพจรไท่ซู่ของท่านนักพรตนั้นยิ่งล้ำเลิศ เพียงตรวจชีพจรก็สามารถรู้ดีชั่วคราวเคราะห์หรือยามโชคของคนผู้นั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง กระทั่งสามารถทำนายดวงชะตาของทายาทรุ่นหลังได้ ช่างลึกลับนัก


ส่วนเขาก็มาเพื่อขอให้ท่านไปรักษาท่านย่าให้


ตอนที่ 5: คุณหนูใหญ่เป็นคนเลวทรามหรือ


สตรีคลอดบุตรเหมือนก้าวเท้าเข้าประตูนรกไปแล้วครึ่งหนึ่ง นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก ฉินหลิวซีฟังเสียงที่ดังมาจากห้องทำคลอดแล้วก็หลับตาลง


ฉีหวงเหลือบมองนาฬิกาทราย พวกนางทรมานกันมาทั้งคืนแล้ว ฟ้าก็ใกล้สาง อ่างน้ำสีเลือดทยอยส่งออกมาจากข้างในไม่หยุด แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงร้องไห้ของทารก แต่เสียงความเคลื่อนไหวภายในกลับน้อยลงไปทุกที


“คุณหนู เกรงว่า…”


ฉินหลิวซีลุกขึ้นยืนแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้ย่างเท้าไปไหนก็มีใครบางคนโซซัดโซเซพุ่งออกมาจากด้านในเสียก่อน เป็นฉินเหมยเหนียง ท่านป้าใหญ่ของนางที่ถูกปลดและส่งกลับมาบ้านเพราะตระกูลฉินเกิดเรื่อง ใต้ตาของนางดำคล้ำ ใบหน้าขาวซีด


“คลอด คลอดไม่ออก หมอ หมออยู่ไหน” ริมฝีปากฉินเหมยเหนียงมีแต่แผลแห้งแตก อกสั่นขวัญหายไปหมด


ฉินหลิวซีรีบเดินเข้าไปข้างในทันที พอหมอตำแยเห็นนางก็ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต เอ่ยอย่างร้อนใจ “คุณหนูใหญ่ ฮูหยินคนนี้ไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ”


นางฉินผู้เฒ่าโงนเงน กัดปลายลิ้นตนเองอีกครั้งก่อนจะมองฉินหลิวซีพลางเอ่ย “เด็กสาวอย่างเจ้าเข้ามาทำอะไร รีบออกไปเสีย เชิญท่านหมอเข้ามาฝังเข็มให้อาสะใภ้สามของเจ้า”


สะใภ้หวังเองก็ไม่คาดคิดว่าเด็กสาวอย่างฉินหลิวซีจะใจกล้าเช่นนี้ เอ่ยอย่างเหนื่อยอ่อน “ซีเอ๋อร์ ห้องทำคลอดมีแต่เลือดทั้งนั้น เจ้าเชื่อฟังท่านย่า ออกไปก่อนเถิด”


ฉินหลิวซีไม่สนใจกลิ่นเลือดที่เตะจมูก นางเดินเข้าไปที่เตียงทำคลอดก่อนจะแตะข้อมือของสะใภ้กู้อยู่สักพักแล้ววางลง พอเห็นต่างหูที่นางใส่อยู่ ฉินหลิวซีก็ถอดมันออก “ของน้าสะใภ้สามใช่หรือไม่ ขอเป็นค่าตอบแทนให้ข้านะ”


ทุกคนอดตกตะลึงปากอ้าตาค้างไม่ได้เมื่อเห็นว่านางถอดต่างหูและเก็บเข้ากระเป๋าของตนเองไป


ไฟโทสะของนางฉินผู้เฒ่าค่อยๆโหมแรงขึ้น ชี้นิ้วไปที่ฉินหลิวซี “เจ้า เจ้านี่มัน!”


นางหอบหนัก โกรธจนเหมือนว่าจะเป็นลมไปได้ทุกเมื่อ มีเด็กสาวในบ้านนางคนไหนบ้างที่เลวทรามโดยไม่เลือกสถานการณ์เช่นนี้


“ซีเอ๋อร์ รีบขอโทษท่านย่าสิ” สะใภ้หวังเห็นว่าหญิงชราโกรธมาก แม้ว่านางจะแปลกใจกับพฤติกรรมของฉินหลิวซี แต่เวลานี้ก็ไม่ใช่เวลาที่ควรจะเติมน้ำมันลงในกองไฟ จึงเอ่ยกับนางฉินผู้เฒ่า “ท่านแม่ เด็กคนนี้คงตกใจกลัวจนงี่เง่าไป ท่านอภัยให้นางสักครั้งเถิด!”


“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าดูแล้วไม่เห็นเหมือนจะเป็นเช่นนั้นเลย ดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรมากกว่า” สะใภ้เซี่ยเยาะอย่างคนมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น


“น้องสะใภ้รอง!”


ฉินหลิวซีตื่นตกใจเพราะไม่ชอบเสียงดัง เหลือบตามองพวกนางทั้งหลายก่อนจะเอ่ย “หยุดตะโกนโวยวายได้แล้ว นอกจากหมอตำแย พวกท่านออกไปรอข้างนอกกันให้หมด ถ้ายังอยากเห็นอาสะใภ้สามคลอดลูกอย่างปลอดภัย”


ทั้งหมดต่างก็ตกตะลึงไปทันที นี่มันหมายความว่าอย่างไร


สะใภ้เซี่ยส่งเสียงเฮอะออกมาทีหนึ่ง คราวนี้สิถึงได้ดูงี่เง่าจริงๆแล้ว!


“ฉีหวง จุดธูป เผายันต์”


“เจ้าค่ะ”


ฉินหลิวซีหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากหีบ เมื่อเปิดมันออก ด้านในมีเข็มทองทั้งสั้นยาวเรียงเป็นแถว เมื่อนางเห็นทุกคนยังยืนนิ่งอยู่ก็หันไปมองอย่างอดไม่ได้ “ยังไม่ออกไปอีก”


น้ำเสียงของนางเย็นชาโดยไม่สนใจว่าใครจะเป็นผู้อาวุโสทั้งนั้น


นางฉินผู้เฒ่าตวาดเสียงเข้ม “เจ้าจะทำอะไร เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะทำเรื่องเหลวไหลได้ รีบออกไป แล้วเชิญท่านหมอมา”


“ไม่มีหมอ”


นางฉินผู้เฒ่าตกตะลึงไปทันที อะไรนะ?


“หากนางต้องการคลอดลูกอย่างปลอดภัยก็มีแต่ข้าเท่านั้นที่จะช่วยนางได้” ฉินหลิวซีเริ่มปั่นเข็มทองแล้ว


นางฉินผู้เฒ่ามองเข็มทองส่องประกายใต้แสงเทียนนั้นแล้วก็ตกใจทันที “เจ้า เจ้าคิดจะฝังเข็มให้อาสะใภ้สามของเจ้าหรือ”


“ซีเอ๋อร์รู้วิชาแพทย์หรือ” สะใภ้หวังและคนอื่นๆรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง พวกนางไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน


“สารเลว เจ้าจะรู้วิชาแพทย์อะไร เจ้าก็แค่เหลวไหลชัดๆ” นางฉินผู้เฒ่าโมโหมาก ห้ามฉินหลิวซีไว้ด้วยสีหน้าไม่เชื่อถือเลยสักนิด


นังหนูนี่เพิ่งจะอายุเท่าไรเอง แถมนางยังอยู่ที่บ้านเก่านี่มาตลอด นางไปเรียนวิชาแพทย์มาตอนไหน


นี่เป็นการล้อเล่นกับชีวิตของสะใภ้สามและลูกของนางชัดๆ


ความอดทนของฉินหลิวซีหมดลงแล้ว ไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ


ตอนที่ 6: ฟ้าสาง ทารกร้องจ้า


ฉินหลิวซีโมโหแล้ว


หากจะพูดกันตามตรงแล้ว นางมาจากที่อื่น ไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันรักใคร่กับคนในตระกูลฉินใดๆ ตอนที่นางข้ามเวลามาก็เป็นตอนที่ร่างนี้เพิ่งจะอายุห้าขวบและถูกส่งตัวกลับมาเติบโตที่บ้านเก่านี้ นางเติบโตขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งนั้น


แม้ว่ามันจะไม่ใช่ความตั้งใจของนาง แต่การเข้ามาใช้ร่างนี้ก็ผูกเวรกรรมกับตระกูลฉินแล้ว แม้ว่านางมีความผูกพันกับคนเหล่านี้ด้วยกรรม แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของความใกล้ชิดและความสำคัญ พูดตามตรง ตระกูลฉินยังเทียบกับฉีหวงที่อยู่เคียงข้างนางและพี่น้องอย่างเฉินผีไม่ได้เลย


เวลานี้นางฉินผู้เฒ่ายังไม่เชื่อนางและห้ามไม่ให้ช่วยชีวิตคน มันทำให้ฉินหลิวซีรู้สึกรำคาญมากจริงๆ


“ท่านย่า ท่านแน่ใจนะว่าจะห้ามข้า? ขืนชักช้าต่อไป นางก็จะลงเอยเป็นหนึ่งศพสามชีวิตแล้ว” ฉินหลิวซีชี้ไปที่คนบนเตียงทำคลอดอย่างเย็นชา


“ท่านแม่ น้องสะใภ้สามใกล้จะไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ” ฉินเหมยเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น


ทุกคนหันกลับไปมองด้วยความตกใจทันที


และเห็นว่าสีหน้าของสะใภ้กู้ไร้สีเลือด สองตาของนางปิดสนิท หน้าอกนางกระเพื่อมขึ้นลงอย่างอ่อนแรง มีการขยับน้อยมากๆและช้าเกินกว่าจะสังเกตเห็นได้แล้ว


ด้วยสภาพเช่นนี้ ต่อให้พวกนางจะเชิญท่านหมอมาก็เกรงว่าจะไม่ทันการณ์แล้ว


สีหน้าของนางฉินผู้เฒ่าห่อเหี่ยวลงทันที เซถอยหลังไปหนึ่งก้าว น้ำตาร่วงหล่นลงจากหางตา


“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านให้คุณหนูใหญ่ฝังเข็มเถิด หากชักช้าไปกว่านี้จะไม่ทันการณ์แล้วนะเจ้าคะ” หมอตำแยเอ่ยด้วยเนื้อตัวสั่นเทา แม้ว่านางจะเห็นฉากที่สองแม่ลูกจากไปจนคุ้นตาแล้ว แต่ข้างหน้านางตอนนี้เป็นสามชีวิต หากพวกนางไม่รอดจริงๆก็จะเป็นบาปกับนางไปด้วย


ในฐานะหมอตำแย นางเพียงอยากเห็นแม่ลูกปลอดภัยเท่านั้น นั่นจะเป็นการดีต่อชื่อเสียงของพวกนาง


สะใภ้หวังเม้มปากและเอ่ยโน้มน้าว “ท่านแม่ คงมีแค่วิธีนี้แล้วนะเจ้าคะ”


พวกนางไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ได้แต่ต้องปล่อยไปตามชะตากรรม


นางฉินผู้เฒ่าหลับตาลงและเบือนหน้าหนีก่อนจะพยักหน้าด้วยความรู้สึกหนักหน่วง


ไม่ว่าจะดีหรือร้าย หากเป็นคราวเคราะห์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ขึ้นอยู่กับสวรรค์แล้วว่าจะทรงเมตตาหรือไม่เท่านั้น


ฉีหวงจุดธูปก้านหนึ่งเพื่อให้เกิดสมาธิและทำให้ผู้คนรู้สึกสงบใจลง จากนั้นก็เผายันต์ที่ฉินหลิวซีเตรียมไว้ละลายกับน้ำอุ่นและนำมาที่ข้างเตียง


เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่าพวกนางทั้งหมดยอมถอยแล้วจึงแค่นเสียงออกมาทีหนึ่ง จากนั้นก็ปั่นเข็มทองและปักลงไปที่จุดสำคัญของฮูหยินสามตระกูลฉินทันที


เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นสองเสียง


ฉินหลิวซีหันหน้าไปจ้องมองอย่างเย็นชา หนวกหูจริงๆ


นางฉินผู้เฒ่าเองก็ตกใจจนหน้าซีด มือสั่นไม่หยุด


สะใภ้กู้ค่อยๆรู้สึกตัวพร้อมเสียงครวญ นัยน์ตาของนางมองเห็นอะไรได้ชัดขึ้นอย่างช้าๆ แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง


“ดื่มสิ” ฉินหลิวซีรับชามน้ำยันต์มาจากมือของฉีหวงแล้วจ่อไปที่ปากของนาง


เสียงของฉินหลิวซีเย็นใสราวกับมีน้ำพุเย็นๆไหลผ่านหูของนาง สะใภ้กู้อ้าปากโดยไม่รู้ตัวและดื่มน้ำถ้วยนั้นจนหมดท่ามกลางสายตาที่จ้องมองมาอย่างประหลาดใจของทุกคน


ฉินหลิวซีหยิบเข็มทองคำขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่งและปักเข็มลงไปที่จุดจื้ออิน จุดเหอกู่ ซานอินเจียวทั้งสองข้างอย่างมั่นคงและรวดเร็ว


“พยายามสู้หน่อย ถ้าท่านอาสามได้ทราบข่าวดีว่าพวกท่านแม่ลูกปลอดภัย ระหว่างทางที่ถูกเนรเทศก็จะได้มีกำลังใจขึ้นมาบ้าง แต่ถ้าพวกท่านไม่รอดทั้งสามคน อาสามเองก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้าน้องหญิงต้องสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่อายุยังน้อยจะน่าเวทนาแค่ไหน”


คำพูดของนางฟังดูโหดเหี้ยมใจร้าย แต่กลับกระทบใจของสะใภ้กู้เหมือนเข็มปักลงกลางใจจนทำให้นางน้ำตาไหลออกมา และร่างกายของนางก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที


นางตายไม่ได้ นางจะต้องมีชีวิตอยู่พร้อมกับลูกอีกสองคนด้วย


“ป้าหมอ มาเถิด” ฉินหลิวซีชำเลืองมองหมอตำแย ส่วนตัวนางเองก็ปั่นเข็มทองปักลงตรงจุดต่างๆ พลางท่องมนต์ที่ไม่รู้จักชื่อไปด้วย


หมอตำแยถอนหายใจ นางอธิบายอะไรให้สะใภ้กู้ฟังเล็กน้อยก่อนจะกดท้องของนาง


ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ตกอยู่ในสายตาของนางฉินผู้เฒ่าและคนอื่นๆทั้งหมด แต่ละคนมองฉินหลิวซีด้วยสายตาราวกับมองดูสัตว์ประหลาดที่น่าหวาดกลัวอย่างอธิบายไม่ถูก


เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนจะแตกต่างจากเด็กสาวคนอื่น


เมื่อถึงยามฟ้าสาง ทารกก็ส่งเสียงร้องไห้จ้าออกมา


ตอนที่ 7: คุณหนูใหญ่ไร้มารยาท


ชีวิตที่เกิดใหม่นำมาซึ่งความสุขความยินดี ทั้งยังขจัดหมอกควันชั่วร้ายของตระกูลฉินที่เพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้สลายไปได้เล็กน้อยด้วย


นางฉินผู้เฒ่ามองหลานชายตัวน้อยทั้งคู่ สายตาของนางเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่ก็ยังมีแววกังวลเล็กน้อย แล้วน้ำตาของนางก็ไหลริน


หากฝาแฝดคู่นี้เกิดมาเร็วกว่านี้สักปีคงจะดีกว่านี้มาก แต่ตอนนี้พวกเขากลับเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนดตั้งแต่เจ็ดเดือน อ่อนแอและผอมแห้งจนไม่รู้จะเลี้ยงรอดหรือไม่


“ท่านแม่ ท่านเองก็เหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว ไปพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ ทางนี้ให้พวกสะใภ้ดูแลกันไปก็พอแล้ว” สะใภ้หวังเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยนเบาๆ


นางฉินผู้เฒ่าพยักหน้าพลางเอ่ย “ให้ใครไปจ้างแม่นมมาสักสองคนด้วย”


สะใภ้กู้คลอดลูกคราวนี้ไม่เพียงคลอดก่อนกำหนดเท่านั้น แต่ยังคลอดยากด้วย กว่าจะคลอดออกมาได้ก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด แล้วยังต้องมาคอยเลี้ยงดูประคบประหงมทารกอีก หากหวังจะให้นางให้นมลูกอีกก็คงจะไม่เพียงพอ จึงต้องจ้างแม่นมมาช่วยเท่านั้น


ก่อนที่สะใภ้หวังจะได้พูดอะไรออกมา สะใภ้เซี่ยก็เอ่ยขึ้นก่อน “ท่านแม่ เราจะเอาเงินจากไหนมาจ้างแม่นมสองคนล่ะเจ้าคะ”


การยึดทรัพย์ค้นบ้านเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ตระกูลของพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยจงใจปราบปรามพวกเขา ไม่ต้องพูดถึงของมีค่าเลย แม้แต่เครื่องประดับที่พวกนางสวมติดตัวไว้ยังถูกปลดออกไปด้วยไม่น้อย แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างแม่นมพร้อมกันถึงสองคนเล่า


“ต่อให้ไม่มีเงิน ก็ไม่มีแม้แต่จะให้เงินเดือนแม่นมสองคนเชียวหรือ” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา


สะใภ้เซี่ยไม่ต้องการจะเดือดร้อนไปด้วยจึงเอ่ย “ท่านแม่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วพวกเราซื้อตัวสาวใช้มาสักกี่คนด้วยสิเจ้าคะ ที่ติดตามพวกเรามาก็มีแค่สามคน ครอบครัวใหญ่ออกอย่างนี้ ทั้งเด็กเล็กผู้ใหญ่จะดูแลกันได้ทั่วถึงอย่างไรเจ้าคะ”


ส่วนที่บ้านเก่าหลังนี้ก็มีบ่าวรับใช้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น


นางฉินผู้เฒ่าโกรธจนแทบหงายหลัง หญิงโง่คนนี้ยังคิดว่าตระกูลฉินเป็นเหมือนเมื่อก่อนที่มีบ่าวรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลังอีกหรือ ฝันไปเถิด


“ไปหาแม่นมมาก่อนสองคน” นางฉินผู้เฒ่าคร้านจะถือสาหญิงโง่พวกนี้ หันไปสั่งสะใภ้คนโต “เด็กสองคนนี้เกิดก่อนกำหนดจึงต้องดูแลอย่างระมัดระวัง ควรจะมีแม่นมสองคน น้องสะใภ้สามของเจ้าก็ต้องอยู่ไฟให้ครบสองเดือนด้วย”


“เจ้าค่ะ”


“นังหนูซี…”


นางฉินผู้เฒ่าเพิ่งจะเอ่ยเรียกและมองไปรอบๆ แต่กลับพบว่าฉินหลิวซีไม่อยู่ตั้งนานแล้ว จึงอดอึ้งไปไม่ได้


ฉีหวงและหมอตำแย่ได้ช่วยกันจัดการทำความสะอาดทางสะใภ้กู้จนเรียบร้อยแล้ว เมื่อนางเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ย “คุณหนูของข้าเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว จึงขอตัวไปพักผ่อนก่อน เชิญนายหญิงผู้เฒ่าไปพักผ่อนก่อนเถิดเจ้าค่ะ”


นางฉินผู้เฒ่า “!”


สะใภ้เซี่ยแค่นเสียงเบาๆ “ผู้อาวุโสยังอยู่นี่กันหมด ทั้งยังอดหลับอดทนกันทั้งคืน นางเป็นเด็กเป็นเล็กกลับจากไปโดยไม่บอกกล้าวสักคำ ช่างไร้มารยาทเสียจริง!”


ฉีหวงเอ่ยเรียบๆ “คุณหนูของข้าทั้งฝังเข็มทั้งนวดให้ฮูหยินสาม เหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจอย่างมาก อีกอย่างสุขภาพร่างกายของนางก็ไม่ค่อยดี ฮูหยินรองน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ก็ไม่น่านำเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้มาทำให้คุณหนูของเราต้องลำบากจึงจะถูกนะเจ้าคะ” ถึงอย่างไรที่คุณหนูถูกส่งตัวมาเติบโตที่บ้านเก่านี้ก็เป็นเพราะสาเหตุนี้


“เจ้า!” สะใภ้เซี่ยโมโหมาก นังเด็กบ้านี่ปากดีนัก


ฉีหวงย่อกายลงคำนับหญิงชราพลางเอ่ย “นายหญิงผู้เฒ่า บ่าวยังจะต้องจัดยาให้ฮูหยินสามตามคำสั่งของคุณหนูใหญ่ ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”


นางฉินผู้เฒ่าโบกมืออย่างเหนื่อยล้า


ฉีหวงเพิ่งจะเดินออกไปพร้อมกับหมอตำแยได้ไม่นานก็มีเสียงนางฉินผู้เฒ่าตำหนิสะใภ้เซี่ยดังออกมาจากในห้อง นางตะคอกอย่างเย็นชา


“ท่านแม่ อย่าได้โมโหไปเลยเจ้าค่ะ รักษาสุขภาพด้วย น้องสะใภ้รอง เจ้ารีบขอโทษท่านแม่แล้วออกไปพักผ่อนพร้อมท่านแม่เสียเถิด” สะใภ้หวังไม่พอใจสะใภ้รองผู้นี้ยิ่ง นี่มันเวลาอะไร ไม่มีเรื่องก็ยังหาเรื่องได้ อีกฝ่ายไม่เหนื่อยบ้างหรือ ตัวนางเองยังเหนื่อยจนจะไม่ไหวอยู่แล้ว


สะใภ้เซี่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยุด นางเอ่ยเอาอกเอาใจหญิงชราเล็กน้อยและกำลังจะประคองหญิงชราออกไป อย่างไรก็ตาม หลังจากพวกนางก้าวไปได้เพียงก้าวเดียว ร่างของหญิงชราก็อ่อนแรงและล้มลงทันที


“ท่านแม่!”


ตอนที่ 8: วินิจฉัยโชคเคราะห์ของญาติครั้งแรก


ฉินหลิวซีดึงมือที่จับชีพจรกลับมา สีหน้าของนางดูย่ำแย่เล็กน้อย


นางเกลียดการถูกรบกวนเวลานอนที่สุด


“ซีเอ๋อร์ ท่านย่าของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สะใภ้หวังเห็นสีหน้าย่ำแย่ของฉินหลิวซีแล้ว รู้สึกใจไม่ดีขึ้นมาทันที


ฉินหลิวซีลืมตาขึ้นและถามไปคนละเรื่อง “ปีนี้ท่านย่าอายุเท่าไหร่เจ้าคะ”


สะใภ้หวังและคนอื่นๆตกตะลึงไปทันที


“ท่านย่าของเจ้าปีนี้อายุห้าสิบห้าปีแล้ว” สะใภ้หวังเอ่ยถามพลางขมวดคิ้ว “เพียงแต่ ซีเอ๋อร์ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับสุขภาพร่างกายของท่านย่าเจ้าด้วยหรือ”


ฉินหลิวซีสอดมือของนางฉินผู้เฒ่ากลับเข้าไปใต้ผ้าห่มแล้วเอ่ยเรียบๆ “ท่านย่าอายุมากแล้วประจวบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คาดว่าหลายวันมานี้คงจะพยายามยืนหยัดรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ตอนนี้พอเชือกที่ตึงแน่นคลายออกแล้วจึงทนไม่ได้อีกต่อไป หดหู่ วิตกกังวล คิดมากจึงได้หมดสติไปเช่นนี้”


นางขยับนิ้วคำนวณเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเกี่ยวกับความมั่งคั่ง ความยากจน โชคดีหรือโชคร้ายในชีวิตของหญิงชราที่นางสามารถทำนายได้จากการจับชีพจร


ดวงชะตาของนางฉินผู้เฒ่านั้นเกิดในตระกูลขุนนาง ชีวิตคู่ราบรื่น ลูกหลานเต็มบ้าน แต่ตอนนี้ตรงโถงน้ำตาของนางปรากฏเส้นยุ่งเหยิง บุตรธิดาโชคร้าย เกรงว่าจะหาความสุขในครอบครัวได้ยาก ชีพจรของนางบ่งบอกถึงบั้นปลายที่ลำบาก ร่างกายพิการ และนางเองก็จะอยู่ได้ไม่นาน


ฉินหลิวซีจึงได้ถามถึงอายุของหญิงชรา นางอายุห้าสิบห้า เหลือเวลาไม่มากแล้ว!


ฉินหลิวซีลดสายตาของนางลง ยิ่งทำให้สีหน้าของนางดูเฉยเมยมากขึ้นไปอีก


“แล้วจะรักษาอย่างไร ไม่สิ เจ้ารักษาได้หรือไม่ พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าว่าเรียกหมอมาดูอาการท่านแม่น่าจะดีกว่านะเจ้าคะ” สะใภ้เซี่ยกังวลร้อนใจเล็กน้อย


นอกจากหญิงชราจะเป็นแม่สามีของนางแล้วก็ยังเป็นอาหญิงของนางด้วย นางฉินผู้เฒ่าเป็นที่พึ่งของนางในตระกูลฉินนี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้ ฉินหลิวซีเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่เรียนวิชาแพทย์มาจากไหนก็ไม่รู้ อาจจะเรียนไม่จบก็ได้ จะฝากความหวังไว้ที่อีกฝ่ายคนเดียวไม่ได้


ใบหน้าของฉินหลิวซีมืดมน “นี่ท่านกำลังสงสัยข้าหรือ”


นางไม่พอใจ ถึงกับสงสัยในความสามารถของนางเสียด้วย


เมื่อสะใภ้หวังเห็นสีหน้าบึ้งตึงของฉิวหลิวซีก็ขึงตาใส่สะใภ้เซี่ยทันที จากนั้นจึงเอ่ย “ข้าเห็นว่าซีเอ๋อร์ตัดสินใจได้ดี บ้านเราเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่ว่าอะไรๆก็ต้องอาศัยท่านแม่ ตอนนี้พอผ่อนคลายลงแล้ว มันก็สะท้อนผลเป็นธรรมดา แต่ซีเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้ท่านแม่ก็เคยไม่สบาย ขอให้หมอมาช่วยจับชีพจรตรวจอาการให้นางด้วยได้หรือไม่”


ฉินหลิวซียังพอไว้หน้าแม่ใหญ่ผู้นี้บ้าง “พวกท่านจะทำอะไรก็ตามใจเถิด” แล้วจึงหันไปก็เอ่ยกับฉีหวง “เดี๋ยวเจ้าให้ลุงหลี่ไปที่โรงหมอซ่ง เชิญท่านหมอมาตรวจชีพจรให้ท่านย่าหน่อย”


“เจ้าค่ะคุณหนู”


ฉินหลิวซีเอ่ยจบแล้วและกำลังจะจากไป แต่สะใภ้หวังก็หยุดนางไว้ก่อน


“ซีเอ๋อร์ บ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บ่าวรับใช้ที่ติดตามพวกเรามาด้วยก็มีแค่สามคนเท่านั้น สองคนคือติงหมัวหมัวและจวี๋เอ๋อร์ที่คอยรับใช้ท่านย่าของเจ้า และอีกคนคือเสิ่นหมัวหมัวที่อยู่ข้างกายข้า ตอนนี้อาสะใภ้สามของเจ้าต้องใช้แม่นมสองคนเพื่อดูแลน้องชายของเจ้าสองคนอีก พวกเราก็ไม่ค่อยจะรู้จักคุ้นเคยกับเมืองหลีเท่าไรนัก เรื่องนายหน้าหาคนทำงานนี่เจ้าว่าอย่างไรบ้าง”


ฉินหลิวซีเอ่ย “แค่สั่งให้ลุงหลี่ไปจัดการหาคนมาก็พอ ส่วนเรื่องอื่น…” นางหยุดไปสักพักก่อนจะพูดกับฉีหวง “เจ้าคอยอยู่ใกล้ฮูหยินคอยรับใช้พวกนาง ช่วยจัดการงานจิปาถะพวกนี้ให้เข้าที่ไปก่อน”


“แต่คุณหนูจะไม่มีคนคอยดูแล” ฉีหวงลังเลเล็กน้อย


“ยังมีเฉินผีอยู่ไม่ใช่หรือ ข้าเองก็ไม่ได้ออกไปข้างนอก หากมีอะไรข้าจะให้เขามาบอกเจ้า” สีหน้าของฉินหลิวซีปรากฏแววหงุดหงิด นางต้องการนอนพักผ่อนเดี๋ยวนี้


ฉีหวงได้ยินน้ำเสียงก็รู้ทันทีว่านางหงุดหงิดเพราะอดนอนแล้ว จึงรับคำอย่างรวดเร็ว


ฉินหลิวซีเดินออกไปจากห้องโดยไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำ


“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านดูสิ นางชักสีหน้าใส่พวกเราใช่หรือไม่ ท่านต้องสั่งสอนมารยาทนางจริงๆแล้ว” สะใภ้เซี่ยโกรธจัด


สะใภ้หวังรำคาญใจเล็กน้อย เหลือบมองสะใภ้เซี่ยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “สะใภ้รอง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพวกเราอยู่ในสถานการณ์เช่นไร”


สะใภ้เซี่ยตกตะลึง เม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “ข้าจะไปดูท่านแม่สักหน่อย”


สะใภ้หวังนวดหว่างคิ้วด้วยความเหนื่อยล้าสุดแสน วันที่เลวร้ายเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเอง!


ตอนที่ 9: เงินมา อะไรก็ซื้อให้ท่านได้!


ฉินหลิวซีหลับไปถึงสองวัน ตอนที่นางเดินออกมาจากห้อง ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆสีแดง ช่างเป็นภาพที่งดงามมาก


เพียงแต่นางเพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันงดงามนั้นอยู่ได้ไม่นานก็ถูกเสียงที่ไม่เข้ากันทำลายบรรยากาศไปเสียสิ้น


อารมณ์อันแสนสุขของฉินหลิวซีหายวับไปในทันที นางเม้มปากและเดินไปยังทิศทางที่เสียงนั้นดังลอยมา


บ้านเก่าตระกูลฉินเป็นบ้านที่มีทางเข้าสามทาง และเมื่อก่อนมีเพียงฉินหลิวซีที่เป็นเจ้าบ้านอาศัยอยู่เท่านั้น ในบ้านหลังใหญ่โตเช่นนี้จึงใช้เพียงเรือนห่างไกลที่อยู่ใกล้กับถนนด้านหลังเพื่อสะดวกสำหรับการไปไหนมาไหนของนาง


เสียงดังมาจากห้องโถง


ตอนที่ฉินหลิวซีมาถึง ป้าหลี่และเสี่ยวเสวี่ยกำลังยืนอยู่ตรงประตูด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย พอพวกเขาเห็นนางก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที


“คุณหนูใหญ่” ทั้งสองย่อกายลงคำนับพร้อมกัน


ฉินหลิวซีโบกมือแล้วก้าวเข้าไป “มีอะไรหรือ”


นางเงยหน้าขึ้นกวาดตามอง ห้องโถงขนาดใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พวกเขาทั้งหมดหันมามองนางเป็นตาเดียว บางคนมีสีหน้าไม่คาดคิด


ในห้องโถงมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่สองโต๊ะจัดวางอยู่ บนโต๊ะมีอาหารจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเรียกว่าประณีตละเอียดอ่อนได้ อันได้แก่ ปลานึ่งหนึ่งจาน เครื่องในหมูผัดกะหล่ำปลีดองหนึ่งจาน อาหารมังสวิรัติสองจาน และซาลาเปาชามใหญ่


ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าอาหารเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เจ้านายทั้งเด็กและผู้ใหญ่กลุ่มนี้พอใจได้


“มีอะไรน่ะหรือ” สะใภ้เซี่ยชี้ไปที่อาหารบนโต๊ะ เอ่ยด้วยท่าทางไม่พอใจ “นังหนูซี เจ้าลองดูอาหารพวกนี้สิ นี่มันของที่เอาไว้ให้คนกินหรือ นี่คืออาหารเย็นหรือ เมื่อวานก็เป็นอย่างนี้ ข้าก็ไม่ได้พูดอะไร วันนี้ก็ยังเป็นเช่นนี้อีก ถ้าคนในครัวทำไม่ได้ ก็หาคนที่มีความสามารถมาทำแทน”


ขณะที่พูดนางก็ถลึงตาใส่ป้าหลี่และลูกสาวไปด้วย


ป้าหลี่เป็นพวกใจร้อน “คุณหนูใหญ่ บ้านนี้เคยมีคนแค่ไม่กี่คน แต่ไหนแต่ไรมาท่านก็ไม่เคยชอบปลาหรือเนื้ออะไรขนาดนั้น บ่าวก็ซื้อของง่ายๆเหมือนที่เคยเป็นมา สองวันมานี้จู่ๆในบ้านก็มีคนเพิ่มมาเยอะขนาดนี้ ข้าเปลี่ยนนิสัยความเคยชินในการซื้อของไม่ทัน ได้แต่ซื้อปริมาณมากๆแทน อีกอย่างเรื่องเงิน…”


ป้าหลี่ชะงักไปเล็กน้อยและมีท่าทางลำบากใจที่จะพูด


การซื้อของเข้าบ้านแต่ละวันต้องใช้เงินเท่าไรนางรู้ดี เมื่อก่อนในบ้านเก่านี้มีแค่ฉินหลิวซีเป็นเจ้านายคนเดียว ที่เหลือก็เป็นบ่าวรับใช้ นอกจากอาหารของฉินหลิวซีจะพิถีพิถันกว่านิดหน่อยแล้ว อาหารของบ่าวรับใช้เหล่านี้ก็เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว


แต่ในช่วงสองวันที่ผ่านมา มีคนเพิ่มเข้ามาสิบกว่าคนอย่างกะทันหัน พวกนางจะซื้อของได้อย่างไรถ้าไม่มีเงิน เพียงซื้อกับข้าวทำกินง่ายๆตามกำลังเงิน จะพิถีพิถันประณีตหรือไม่ก็ไม่ต้องคิดแล้ว


ตอนนี้เจ้านายเหล่านี้กำลังสร้างปัญหา พวกนางเองก็ลำบากใจเช่นกัน แม้แต่ผู้หญิงฉลาดก็ไม่สามารถทำกับข้าวได้หากไม่มีข้าว ความจริงข้อนี้แม้แต่เด็กสามขวบก็ยังรู้เลยมิใช่หรือ


“โกหก ข้าเห็นว่าเจ้าแอบตุ๋นน้ำแกงเนื้อแดงกับพุทราจีนให้นาง” เด็กสาวอายุสิบสามหรือสิบสี่ปีชี้ไปที่ฉินหลิวซีหน้านิ่วคิ้วขมวด


ฉินหลิวซีเหลือบมองนาง นางมีฐานะเป็นลูกพี่ลูกน้องของตน เป็นบุตรสาวบ้านอารองชื่อว่าฉินหมิงเย่ว์


ป้าหลี่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบาย “คุณหนูใหญ่ไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว ทำไมข้าถึงจะเก็บน้ำแกงไว้ให้นางไม่ได้”


“เจ้าหมายความว่าคุณหนูใหญ่สูงส่งกว่านายหญิงผู้เฒ่าอย่างนั้นหรือ” สะใภ้เซี่ยรีบต่อคำทันที


ป้าหลี่พูดไม่ออก “ไม่ใช่ คือ…”


ในใจของนางนั้นคุณหนูใหญ่สูงส่งกว่าใครๆอยู่แล้ว แต่เมื่ออยู่ตรงนี้นางจะกล้าเอ่ยออกมาได้เช่นไร หากนางเอ่ยออกมา คุณหนูใหญ่ก็จะได้ชื่อว่าเป็นหลานอกตัญญูทันทีน่ะสิ


ป้าหลี่หันไปมองฉินหลิวซีด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ


ฉินหลิวซีมองสะใภ้เซี่ยด้วยสายตาเย็นชาเล็กน้อย


สันคิ้วของสะใภ้เซี่ยไม่มีเนื้อ โหนกแก้มคม ใบหน้าเช่นนี้มีนิสัยที่แข็งกร้าว ชอบวางอำนาจ ฉาบฉวยไร้น้ำใจ เน้นผลกำไร ทั้งชีวิตแสวงหาแต่ผลประโยชน์ คนเช่นนี้นางไม่อยากจะข้องแวะด้วยแม้แต่น้อย ซ้ำยังรังเกียจด้วย


น้ำเสียงของฉินหลิวซีเย็นชาเล็กน้อย “เพราะฉะนั้นพวกท่านกินอิ่มแล้วก็เลยสร้างปัญหาให้ที่นี่งั้นหรือ อยากกินอาหารเย็นเลิศรสมีทั้งเนื้อสัตว์และผัก ต้องการของบำรุงอย่างรังนกและโสมด้วยหรือไม่ ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอกนะ อาสะใภ้รอง เงินล่ะเจ้าคะ”


นางยื่นมือไปตรงหน้าสะใภ้เซี่ย “เงินมา สิ่งใดก็ซื้อให้ท่านได้!”


ตอนที่ 10: ควรจะทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว


อยากกินของดีก็ต้องเอาเงินมา


สะใภ้เซี่ยจ้องมองนิ้วเรียวยาวขาวอย่างกับต้นหอมของฉินหลิวซี ใบหน้านางแดงก่ำด้วยความโกรธที่อัดอั้นอยู่ข้างในทันที


เงิน นางจะเอาเงินมาจากไหน?


ต่อให้นางพอมี ก็เป็นแค่เงินเล็กน้อยเท่านั้น นางจึงไม่กล้าเอาออกมาใช้อะไรง่ายๆ ไม่อย่างนั้นหากถึงเวลาที่ต้องใช้เงินจริงๆ นางก็คงไม่มีอะไรเลยแม้แต่แดงเดียว


“อะไร เงินอะไร!” นางหลบสายตาแล้วเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “เจ้าก็รู้ว่าสถานการณ์บ้านพวกเราเป็นอย่างไร ข้ามีเงินที่ไหน!”


ฉินหลิวซียิ้ม “อ้อ ตอนนี้อาสะใภ้รองรู้แล้วหรือว่าตระกูลฉินอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ข้านึกว่าท่านเป็นพวกมองโลกในแง่ดี รู้แต่ทำเหมือนไม่มีอะไร ทำเหมือนกับยังมีบ่าวรับใช้คอยล้อมหน้าล้อมหลัง พรั่งพร้อมด้วยอาหารชั้นเลิศอุดมสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อนเสียอีก!”


คำพูดเหล่านั้นราวกับตบหน้าทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นั้น มันแสบร้อนและทำให้พวกเขาได้สติขึ้นมาด้วย


ถูกต้อง ตระกูลฉินในปัจจุบันไม่ใช่ตระกูลขุนนางขั้นสามเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่เป็นคนธรรมดาที่ถูกยึดบ้าน พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตที่สูงส่งมีบ่าวรับใช้คอยปรนนิบัติ วันทั้งวันเอาแต่พูดคุยเรื่องร้านเครื่องเงินไหนออกเครื่องประดับแบบใหม่อะไรบ้าง ร้านตัดเสื้อร้านไหนมีผ้าลายใหม่ๆออกมาบ้าง หรือความร่ำรวยแบบที่มีอาหารรสเลิศล้ำค่ามากมายให้กินจนแทบอาเจียนออกมาได้อีกแล้ว


ของที่ดูฟุ่มเฟือยเหล่านี้ล้วนอยู่ห่างไกลและไม่มีอยู่อีกต่อไป


ทุกคนหันไปมองจานอาหารบนโต๊ะอีกครั้งและรู้สึกหนาวเหน็บในหัวใจ พวกเขาไม่สามารถมีชีวิตที่ร่ำรวยรุ่งเรืองได้อีกแล้ว บางทีพวกเขาอาจไม่สามารถกินอาหารที่มีเนื้อสัตว์ได้อีกแล้วด้วยซ้ำ เพราะพวกผู้ชายที่เป็นกำลังสำคัญของครอบครัวถูกเนรเทศออกไปหมดแล้ว ส่วนผู้หญิงและเด็กที่อ่อนแออย่างพวกนางที่เหลืออยู่นี้มีใครบ้างที่หาเงินได้


ตื่นตระหนก มึนงง มันเหมือนมีเมฆดำทะมึนเข้าครอบงำทำให้พวกเขาหายใจไม่ออกอีกครั้ง


สะใภ้เซี่ยรู้สึกอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี


แต่ในไม่ช้านางก็ทำหน้าบูดบึ้งทันทีด้วยคิดว่าถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้อาวุโส เด็กคนนี้ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่


ในขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรออกมา ฉินหลิวซีก็หันไปมองฉินหมิงเย่ว์อีกครั้งแล้วถามว่า “น้องหญิงท่านนี้ เจ้ารับรู้สถานการณ์ปัจจุบันแล้วหรือไม่ การเห็นตนเองเป็นคุณหนูผู้สูงส่งไม่ผิดหรอก แต่เจ้าต้องดูสถานการณ์ด้วยใช่หรือไม่”


หากไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนก็จะเป็นปัญหาใหญ่ นางเห็นว่าหางตาของฉินหมิงเย่ว์กดลึกจนดูเหมือนว่าดวงตาของนางหลบซ่อนอยู่ ตามหลักโหงวเฮ้งแล้ว ผู้ที่มีเรือนคู่ครองยุบลงมักจะไม่มีความสุขในชีวิตสมรส ลูกพี่ลูกน้องของนางคนนี้มีนิสัยไม่มั่นคง อารมณ์แปรปรวน เกรงว่าการแต่งงานในอนาคตจะไม่ดี ครอบครัวไม่สงบสุข


ฉินหมิงเย่ว์แข็งทื่อไปทั้งตัว กัดฟันเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า “ถึงข้าจะไม่ใช่คุณหนูผู้สูงส่งแล้ว พี่หญิงใหญ่ก็ไม่ใช่เหมือนกัน”


พวกเขาทั้งหมดเป็นคนตระกูลฉินเหมือนกัน ตระกูลฉินใช่จะหมายถึงนางคนเดียวเสียเมื่อไหร่ พวกเขาตกต่ำ นางก็ต้องตกต่ำเหมือนกันไม่ใช่หรือ ก็เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา อีกอย่างนางก็เป็นเพียงลูกอนุภรรยาที่อยู่ในนามแม่ใหญ่เท่านั้น จะสูงส่งไปกว่าคนอื่นได้อย่างไร


ฉินหมิงเย่ว์ยืดอกขึ้นมาทันทีเมื่อคิดได้เช่นนั้น


“อ้อ ข้าไม่เหมือนเจ้า ข้ามองว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้ามาตลอด!” ฉินหลิวซีพูดออกมาง่ายๆ


ฉินหมิงเย่ว์ “!”


สะใภ้หวังและอนุวั่น “……”


พวกนางยังยืนหัวโด่ตรงนี้อยู่เลยนะ!


สะใภ้เซี่ยกลับจับประเด็นได้แล้วจึงเอ่ย “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านดูสิ เด็กคนนี้ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนจริงๆ นี่ไม่ใช่ว่านางสาปแช่งท่านกับพี่ใหญ่อยู่หรือ”


ฉินหลิวซีแค่นเสียงหยัน


นางถูกส่งตัวมาอยู่บ้านเก่าตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนนี้กลับอยากจะมาสั่งสอนนาง อยากจะรู้นักว่าใครจะกล้าพูด!


สะใภ้หวังเอ่ย “น้องสะใภ้รอง นังหนูซีก็พูดถูกอยู่นะ ตระกูลฉินของเราไม่ใช่ตระกูลฉินในอดีตอีกแล้ว พวกเราต้องประหยัดเรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้า จะทำตัวร่ำรวยเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว หากเจ้าต้องการสั่งอาหารเพิ่มจริงๆ เจ้าก็สามารถใช้เงินส่วนตัวขอให้ป้าหลี่ทำอาหารให้เจ้าได้”


“พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าพูดถูกแล้ว!”


น้ำเสียงอ่อนแอดังขึ้นตรงประตู


พอทุกคนหันไปมองก็เห็นติงหมัวหมัวประคองนางฉินผู้เฒ่าเดินเข้ามา จึงต่างพากันเข้าไปต้อนรับแสดงความเคารพ


“ท่านย่า”


“คารวะท่านแม่”


“ท่านแม่” สะใภ้หวังก้าวเข้าไปพยุงนางก่อนจะเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ”


นางฉินผู้เฒ่านั่งลงตรงตำแหน่งเหนือสุดและมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าน่าเกรงขาม “หากข้าไม่มา พวกเจ้าก็คงจะลืมกันไปหมดแล้วว่าพวกเราถูกฝ่าบาทยึดบ้าน และตระกูลฉินควรจะทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างไร”


จบตอน

Comments