ตอนที่ 101: เปิดทางสู่ปรโลก
ฉินหลิวซีไม่ได้สังเกตเห็นอาการแปลกๆของฉีเชียน หรืออาจกล่าวได้ว่า แม้ว่านางจะสังเกตเห็น นางก็ไม่สนใจ ใครใช้ให้เขาอยากรู้อยากเห็นเล่า
ไม่รู้หรือว่าความอยากรู้อยากเห็นฆ่าคนตายได้
ให้เขาตกใจกลัวตายไปเลย!
“ปรมาจารย์” หลิงหรงคารวะฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีโบกมือ มองไปยังหลิงหรงโดยไม่สนใจสายตาของฉีเชียน “อีกเดี๋ยวทางสู่ปรโลกจะเปิดออก พวกท่านกินให้อิ่มแล้วค่อยไปเถิด ก้อนทองและเสื้อผ้าพวกนี้ก็จะติดตัวพวกท่านไปด้วย ในมือมีเงินจึงจะเบิกทางกับยมทูตได้สะดวก”
หลิงหรงซาบซึ้งใจนัก “ขอบคุณท่านปรมาจารย์”
เธออุ้มบุตรชายมาใกล้ของเซ่นไหว้นั้นและเริ่ม ‘กินอาหาร’
อิงเป่ยหยิบก้อนทองกระดาษใส่ลงในกองไฟ เขาลูบแขนพลางเอ่ยกับเฉินผี “เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าอากาศเหมือนจะเย็นลงนิดหน่อย”
เฉินผีเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา
อิงเป่ยแทบจะลงไปนั่งแปะบนพื้น เอ่ยตัวสั่น “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นเด็กซื่อสัตย์ แต่อย่ายิ้มแบบนี้ได้หรือไม่ มันน่าขนลุก”
เฉินผีเอ่ย “ถ้าให้ท่านเห็นอะไรน่าขนลุกจริงๆ ข้าว่าท่านน่าจะฉี่ราดตรงนี้แล้ว!”
โบราณว่าไว้กลัวจนฉี่ราด!
อิงเป่ย “…”
เด็กเวรน่าโดน!
ฉีเชียนที่ยืนอยู่ข้างๆฉินหลิวซีตัวแข็งทื่อไปหมด สายขาของเขามองไปยังเฉินผี ก็เห็นว่าเขากำลังเอาเสื้อผ้าสตรีที่ตัดเย็บอย่างดีชุดหนึ่งเผาไฟ ตามด้วยเสื้อผ้าตัวเล็กๆของเด็กทารกชุดหนึ่ง
เมื่อนึกถึงคำพูดของฉินหลิวซี เขาก็เบิกตาโตราวกับเห็นผู้ใหญ่คนหนึ่งและเด็กคนหนึ่งกำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ตรงบริเวณที่วางอาหารเซ่นไหว้หลังกองไฟนั้น
ฉีเชียนหลับตาลง ห้ามดู ห้ามคิด!
เขามีพลังมงคลแห่งจวนอ๋องคุ้มกาย ความชั่วร้ายใดๆไม่อาจกล้ำกลาย!
หลังจากท่องอะไรเงียบๆสองสามคำ เขาก็ลืมตาขึ้นและเห็นฉินหลิวซีเดินด้วยท่าทางแปลกๆ เดินไปหนึ่งก้าวก็วางก้อนหินลงหนึ่งก้อน หลังจากผ่านไปหลายก้าวก็ยืนนิ่งและวางยันต์ไว้แผ่นหนึ่ง
นี่คือค่ายอาคมหรือ
ฉีเชียนเหลือบมองตำแหน่งที่วางก้อนหิน เอาเถิด เขาไม่เข้าใจหรอก
เขาเห็นนางเผายันต์แผ่นหนึ่งกลางอากาศอีกครั้ง สองมือร่ายท่าทาง สวดคาถาด้วยเสียงทุ้มลึก “ลมโศกค่อยพัดพา ประตูแห่งการรู้แจ้งเปิดออก…ขอแสงส่องเปิดทางบูรพาทิศ น้อมนำผู้ส่งสาร ณ ที่นี้…จงรับคำสั่ง”
ทันใดนั้นเขาเห็นหมอกสีดำแปลกๆ รวมตัวกันทางทิศตะวันออก ลมหยินพัดแรง ในความว่างเปล่าที่ฉีเชียนไม่สามารถมองเห็นได้มียมทูตสวมหมวกสูงถือโซ่สีดำปรากฏขึ้น
“ใครเป็นคนเปิดทางสู่ปรโลกเรียกยมทูต มีอันใดให้ชี้แนะหรือไม่…โอ้ ใต้เท้า” ผู้ส่งสารรีบตรงเข้ามาหาฉินหลิวซีและโค้งคำนับด้วยความเคารพ
ฉินหลิวซีหยิบก้อนทองคำสองก้อนออกมาเผาให้จนตกไปอยู่ในมือของผู้ส่งสาร จากนั้นก็จุดเทียนสองเล่ม ผู้ส่งสารดีใจจนยิ้มออกมา เอ่ยอย่างประจบประแจง “ใต้เท้า เหตุใดจึงต้องเกรงใจเช่นนี้ หากท่านมีสิ่งใด เพียงบอกข้าน้อยมาก็พอ”
ก้อนทองคำนี้มีคุณภาพดีที่สุด เขาไม่คิดเลยว่าคืนนี้จะได้เจอเรื่องดีๆเช่นนี้
“แม่ลูกคู่นั้นตายไปอย่างไม่เป็นธรรม ตอนนี้พวกเขาก็ได้สมความปรารถนาแล้ว ขอผู้ส่งสารส่งใครมารับและชี้แนะช่วยพวกเขาแทรกแถวให้ได้ไปเกิดใหม่โดยไวด้วยเถิด” ฉินหลิวซีเอ่ย
ผู้ส่งสารเอ่ย “ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งของใต้เท้า เพียงแต่การแทรกแถวนี้ค่อนข้างจะยุ่งยากเล็กน้อย”
ฉินหลิวซีจับน้ำเสียงแปลกๆได้ “ทำไมหรือ พวกท่านมีปัญหาวุ่นวายหรือ”
ผู้ส่งสารถูไม้ถูมือพลางยิ้ม ไม่กล้าเอ่ย
ฉินหลิวซีจึงเผาก้อนทองไปให้อีกก้อน เขาจึงคว้ามาใส่ในอกเสื้ออย่างมีความสุข เอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย “มีผีร้ายตนหนึ่งหลุดออกมาจากนรกเก้าขุมกลืนกินวิญญาณไปไม่น้อย ตอนนี้เราต้องค้นหารายชื่อวิญญาณที่ถูกกลืนกินไปก่อน แล้วค่อยจัดแถววิญญาณที่จะไปเกิดใหม่ ดังนั้นจึงช้าสักหน่อย”
ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว ผีร้ายหนีออกมาหรือ
“แล้วจับผีร้ายได้แล้วหรือ”
ผู้ส่งสารส่ายศีรษะ “ยมทูตขาวดำทั้งสองท่านออกไปตามหาอยู่ หาไม่แล้วคาถาเชิญของใต้เท้าจะกลายเป็นเรียกข้ามาได้หรือ”
นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกหรือ ไม่ใช่ว่ามันขึ้นมายังโลกมนุษย์แล้วหรอกนะ
ตอนที่ 102: ท่านว่าข้าดูเหมือนคนดีหรือ
ทางสู่ปรโลกไม่สามารถเปิดได้นาน หลิงหรงที่สวมชุดใหม่แล้วอุ้มบุตรชายพลางย่อกายคารวะฉินหลิวซีอย่างดี ก่อนจะจากไปพร้อมผู้ส่งสาร
ฉินหลิวซียิ้มพลางมองดูทางสู่ปรโลกปิดลง แสงสีทองสองดวงลอยเข้ามาและตกลงไปบนป้ายวิญญาณ นางจึงยิ้มออกมาทันที
เมื่ออารมณ์ดีนางจึงใจกว้าง เผาก้อนทอง ธูปเทียน สุราและอาหารทั้งหมดที่ยังไม่ได้เซ่นไหว้ให้กับผีอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง
ทันทีที่นางหันกลับไปก็เห็นฉีเชียนดูสับสนและมีสีหน้าซีดเซียว
จิ๊ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวหรือเพราะหนาว
ฉินหลิวซีดีดนิ้ว “ขวัญมา”
ฉีเชียนสะดุ้งทันที เขาอ้าปากคิดจะถามถึงเรื่องเมื่อครู่นี้
ฉินหลิวซียกนิ้วชี้ขึ้นจ่อริมฝีปาก “ชู่ว ไม่ต้องถาม ถามก็เป็นอย่างที่ท่านคิดนั่นแหละ! เฉินผี ไปกันเถิด”
“มาแล้วขอรับ” เฉินผียกตะกร้าไม้ไผ่ว่างเปล่าสองใบขึ้นมาแล้วตามหลังไป
อิงเป่ยมองดูไก่และขนมที่วางอยู่บนพื้น ท้องของเขาก็ร้อง เพื่อไม่ให้เสียของ เขาจึงดึงน่องไก่ออกมากัดไปคำหนึ่ง
ถุย!
ไก่เพิ่งจะเข้าปาก เขาก็คายมันออกมาทันทีพลางนิ่วหน้า “ทำไมไม่อร่อยเลย ไม่มีรสชาติเลยสักนิด อย่างกับเคี้ยวขี้ผึ้ง”
ฉีเชียนมองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง พอนึกถึงที่ฉินหลิวซีเอ่ย ท้องไส้ของเขาก็ปั่นป่วน
เขารู้สึกไม่อยากกินไก่ไปอีกเป็นเดือน!
เหตุใดจึงไม่มีรสชาติ ของที่คนอื่นกินแล้วก็ย่อมต้องไม่มีรสชาติแน่อยู่แล้วสิ
ฉีเชียนคิดจะเตือนเขา หากแต่เมื่อเห็นท่าทางซื่อบื้อของอิงเป่ยแล้ว ช่างเถิด อย่าทำให้เด็กตกใจเลยดีกว่า
“อิงเป่ย อย่าไปแตะเลย นั่นมันของเซ่นไหว้”
ของเซ่นไหว้ เซ่นไหว้ใคร ผีเร่ร่อนน่ะสิ!
มือของอิงเป่ยที่กำลังจะแตะขนมชะงักค้างทันที เขาหันกลับมามอง
ภายใต้แสงสีส้มสลัว ใบหน้าของนายท่านดูลึกลับ คล้ายจะเห็นอกเห็นใจและสงสาร เขาอดรู้สึกสุขใจไม่ได้ แต่พอนึกถึงบางอย่าง ร่างของเขาก็โงนเงนเล็กน้อย
เวรแล้ว!
อิงเป่ยรู้สึกว่ามีคนเป่าลมใส่ใบหูของเขา เขาจึงกรีดร้องแล้ววิ่งหนีทันที
เอ๊ะ!
ฉีเชียนรีบเดินจนตามฉินหลิวซีทัน หลังจากอดกลั้นมานาน ในที่สุดเขาก็ทนไม่ได้อีกต่อไป “หลิงหรงนั่น ใช่ก่อนหน้านี้…”
“อืม ภรรยาคนแรกของเซี่ยฉี่คัง ตอนที่นางถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมยังมีลูกอยู่ในท้อง เวลานั้นเด็กกำลังจะคลอดเนื่องจากการครรภ์ได้รับการกระทบกระเทือน เด็กหายใจไม่ออกจนเสียชีวิตในช่องคลอด ต่อมาเขาใช้ตะปูสะกดวิญญาณเพื่อผนึกสองแม่ลูกไว้สิบปี” ฉินหลิวซีเอ่ยถึงหลิงหรงราวกำลังเอ่ยถึงสิ่งที่ธรรมดาที่สุด
ฉีเชียนกลับรู้สึกหนาวสั่นไปตามแนวกระดูกสันหลังเมื่อได้ยิน มีคนโหดเหี้ยมเช่นนี้ด้วย ไม่น่าแปลกใจเลยที่นางจะไม่ช่วยเขาทั้งที่เขากำลังจะตาย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามอีกครั้ง “ท่านทำแบบนี้บ่อยหรือ ไม่เรียกเก็บเงินแม้แต่อีแปะเดียว เพียงส่งพวกวิญญาณที่ตายอย่างไม่เป็นธรรมน่ะหรือ”
“โอ้ จวิ้นอ๋องเอ่ยแบบนี้ ข้ารู้สึกเหมือนมีภาพลักษณ์สูงส่งมากทีเดียว!” ฉินหลิวซียิ้ม น้ำเสียงของนางกลับมาเป็นเสียงจริงจังอีกครั้ง “ท่านคิดว่าข้าดูเหมือนคนดีที่มักจะทำงานไม่หวังผลประโยชน์อย่างนั้นหรือ”
“ท่านก็ส่งวิญญาณคนในตระกูลแม่ทัพสีที่ตายไปอย่างไม่เป็นธรรมโดยไม่คิดเงินมิใช่หรือ” ฉีเชียนเอ่ยเรียบๆ
“นั่นเพราะข้าอารมณ์ดี” ฉินหลิวซีเอ่ย “เมื่อพบกับวิญญาณของคนตาย คนที่ศึกษาเต๋ามักจะสวดส่งวิญญาณพวกเขาเสมอ แต่มีวิญญาณคนตายนับล้านบนโลกใบนี้ ทั้งยังมีวิญญาณไม่อยากกลับไปเกิดใหม่ แล้วจะบังคับส่งไปได้อย่างไร ส่วนข้าพบเจอแล้ว ถ้าอารมณ์ดีก็ส่งพวกเขาไปได้ แต่หากอารมณ์ไม่ดี ข้าก็จะไม่เห็นพวกเขา!”
เอาล่ะ ท่านเก่ง ท่านมีเหตุผล!
ฉีเชียนเงียบไปสักพักและถามอย่างระมัดระวัง “ท่านเห็นของพวกนั้นจริงๆได้หรือ”
“ท่านว่าอย่างไรเล่า”
ฉีเชียนเงียบ “ท่านไม่กลัวหรือ”
พวกนั้นคือวิญญาณคนตาย ล่องลอยไปมาไม่มีตัวตนนะ
ฉินหลิวซีชะงักฝีเท้าเล็กน้อย “จวิ้นอ๋อง คนเป็นนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าวิญญาณคนตาย ความลึกล้ำของจิตใจมนุษย์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าที่ท่านคิดเสียอีก”
ตอนที่ 103: ช่วยเด็กมันหน่อยเถิด
คนเป็นน่ากลัวกว่าวิญญาณคนตาย นี่คือบทสรุปที่ฉินหลิวซีได้จากการที่เห็นคนตายอย่างไม่เป็นธรรมมามาก ตัวอย่างเช่นเซี่ยฉี่คังนั่นอย่างไร
หลิงหรงน่ากลัวหรือ
ไม่ เซี่ยฉี่คังที่ลงมือฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมเพื่อให้ตนเองได้เกาะกิ่งไม้สูงใหญ่นั้นน่ากลัวกว่ามาก ความน่ากลัวของเขาไม่ได้อยู่ที่เขาละทิ้งคู่ทุกข์คู่ยาก แต่เป็นเพราะความโหดร้ายของเขาต่างหาก
ฉีเชียนมองไม่เห็นสิ่งนั้น แต่ก็รู้สึกว่าคำพูดของอีกฝ่ายมีเหตุผล
“ไม่ว่าอย่างไร ท่านก็มีจิตใจกล้าหาญถึงเพียงนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ช่างน่านับถือยิ่งนัก”
ฉินหลิวซีถูกชมจนตัวแทบจะลอยได้ “ข้าชอบเวลาท่านเอ่ยความจริงด้วยท่าทางจริงจังเช่นนี้เสียจริง”
ฉีเชียน “…”
นิสัยเชื่อมโยงเอาเองแบบนี้เปลี่ยนได้จะดีกว่า
เขาหันไปมองด้านหลัง อิงเป่ยลากเฉินผีมางุบงิบพูดคุยกัน เขาลดเสียงลง “ของเซ่นไหว้พวกนั้น เพราะพวกหลิงหรงกินไปแล้วหรือ จึงไม่มีรสชาติ”
“ท่านลองชิมแล้วหรือ” สายตาฉินหลิวซีมองเขาด้วยความรังเกียจและชื่นชม
ดูถูกเพราะท่านแย่งอาหารกับผี และชื่นชมที่กล้าแย่งอาหารกับผี!
“ข้าไม่ได้ชิมนะ!” ฉีเชียนหดหู่ใจ อธิบายว่า “อิงเป่ยน่ะ เขากัดน่องไก่และบอกว่ามันไม่มีรสชาติ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ทุกสิ่งมีแก่นแท้ของมัน ของเซ่นไหว้ก็ไม่มีข้อยกเว้น อาหารก็มีแก่นแท้ของมันด้วย เมื่อเซ่นไหว้ แก่นแท้ก็ถูกสูบกลืนไป ย่อมสูญเสียรสชาติอยู่แล้ว”
“แล้วถ้าอิงเป่ยกินเข้าไปจะเป็นอันใดหรือไม่”
“ไม่เป็นไร พวกหลิงหรงกินอิ่มกันหมดแล้ว ไม่โทษเขาหรอก”
ฉีเชียนยังไม่ทันจะได้โล่งใจ อีกฝ่ายก็เอ่ยต่อ “อย่างมากก็แค่ฝัน ถูกต่อว่าเล็กน้อย”
ฉีเชียน “!”
ช่วยเด็กมันหน่อยเถิด!
ฉีเชียนรู้สึกสงสัยเล็กน้อย “ท่านเห็นสิ่งเหล่านั้นได้ เพราะท่านเล่าเรียนเต๋ามาหรือ”
ฉินหลิวซีใช้นิ้วโป้งชี้ตนเอง “ไม่ใช่ คนที่จะมีดวงตาวิเศษอย่างข้าตั้งแต่เด็กนั้นหายากนัก นักพรตคนอื่นที่ต้องการเปิดตาวิเศษเพื่อกำจัดความชั่วร้ายขับไล่วิญญาณยังต้องพึ่งพาของนอกกาย อย่างเช่น…”
นางหยุดพูดเล็กน้อยแล้วมองหน้าเขา “หรือว่าท่านอยากจะลองดู”
“ได้หรือ” ฉีเชียนกระตือรือร้นเล็กน้อย
“ได้ก็ได้อยู่หรอก แต่มันไม่มีสิ่งใดน่าดูหรอก คนที่ดวงตกโชคร้ายเท่านั้นจึงจะเห็นสหายเหล่านี้ได้ ท่านเบื่อที่ตนเองโชคดีเกินไปหรือถึงได้หวังให้ตนเองโชคร้าย”
ฉีเชียนเห็นอีกฝ่ายมองเขาด้วยสายตาเหมือนเห็นคนโง่ เขาลูบจมูกอย่างเขินอาย “ข้าก็เพียงอยากรู้อยากเห็น แล้วมีวิญญาณชั่วร้ายติดตามเสด็จย่าและข้าบ้างหรือไม่”
ฉินหลิวซีนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง “เสด็จย่าของท่านมีดวงชะตาเป็นกาลกิณีต่อญาติทั้งหก หากมองแง่ดี ลักษณะดวงเช่นนี้ถือว่ามีความชั่วร้ายอยู่แล้ว โบราณว่าดวงแข็ง วิญญาณชั่วร้ายไม่กล้าเข้าใกล้แน่นอน และคนเป็นก็รังเกียจที่สุดด้วย”
ฉีเชียนไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ สีหน้าเขาจึงเคร่งขรึมลง
ชื่อเสียงว่าดวงแข็งของเสด็จย่านี้เป็นที่รู้กันทั่วเซิ่งจิง นางจึงไม่ชอบกลับไปเซิ่งจิง แต่เพื่อเขาแล้ว นางกลับบอกว่าจะกลับไปจัดการธุระ
“ส่วนท่านก็มีพลังของจักรพรรดิคุ้มกาย ไม่มีวิญญาณสิ่งชั่วร้ายใดๆกล้าเข้าใกล้ เรื่องไร้ประโยชน์แบบนี้ใครจะทำ ผีก็ไม่ได้โง่เสียหน่อย” พลังของจักรพรรดินี้ไม่ธรรมดา
ดังนั้นตอนนี้ข้างกายของพวกเขาทั้งสองก็ยังสะอาดสะอ้านอยู่
ฉีเชียนให้ความสนใจคำพูดเมื่อครู่นี้ของฉินหลิวซี แต่กลับได้ยินท่อนหลังไม่ชัดเจน พอเขาได้สติกลับมา ฉินหลิวซีก็เดินไปไกลแล้ว
อิงเป่ยเดินเข้ามา “นายท่าน เฉินผีน้อยบอกว่าของเซ่นไหว้พวกนั้นเป็นของให้เทพและผี แต่ข้ากัดไปแล้วคำหนึ่ง จะทำอย่างไรดีขอรับ”
“ไม่เป็นไร ท่านหมอฉินบอกแล้วว่า อย่างมากเจ้าก็แค่ดวงตกถูกต่อว่าเล็กน้อย และเตือนว่าต่อไปเจ้าอย่าได้เห็นแก่กินอีก!” ฉีเชียนมองเขาด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “หัดระวังไว้บ้างก็ดี รักษาตัวด้วย”
อิงเป่ย “…”
วันนี้เขาจะทำตัวหน้าด้านไปขอนอนเบียดกับเฉินผีน้อย!
ตอนที่ 104: ฝังเก้าเข็มฟื้นพลังหยาง
วันรุ่งขึ้น ฉินหลิวซีมาที่ห้องของพระชายาผู้เฒ่าแต่เช้าเพื่อเตรียมฝังเข็ม เมื่อเห็นว่าสีหน้านางสดชื่นแจ่มใส ฉินหลิวซีก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
“พระชายาหลับดีหรือไม่เมื่อคืนนี้”
พระชายาผู้เฒ่ากวักมือเรียกนาง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “โชคดีที่ได้เจ้า ข้านอนหลับสบายทั้งคืนเชียวล่ะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ท่านจะได้มีสภาพจิตใจพร้อมรับมือกับการฝังเข็มและอาบน้ำสมุนไพรต่อไป” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะตรวจชีพจรให้พระชายาก่อน”
นางรับหมอนรองข้อมือมาจากเฉินผีแล้วแตะชีพจรให้ก่อน เมื่อเห็นว่าชีพจรคงที่ นางก็พอรู้แล้ว “ชีพจรแข็งแรงขึ้นหน่อย ดีมาก อย่างที่บอกไว้เมื่อคืน วันนี้ข้าจะใช้วิธีการฝังเข็มแบบอื่น ซึ่งเรียกว่า เก้าเข็มฟื้นพลังหยาง”
ตอนที่ฉินหลิวซีเลือกจุดฝังเข็มให้กับพระชายาผู้เฒ่า นางถือโอกาสอธิบายความมหัศจรรย์ของการฝังเก้าเข็มฟื้นพลังหยางนี้ไปด้วย “การแพทย์โบราณกล่าวว่า หยางเป็นรากฐานของชีวิต หยินเป็นรากฐานของความตาย หยินควรเสียหายต่อเนื่อง หยางควรได้รับการบำรุงเสมอ ตามหยางจะรอด ตามหยินจะตาย มนุษย์ควรมีความสมดุลของหยินและหยาง หยางเป็นรากฐานของชีวิต เมื่อหยินและหยางสูญเสียสมดุลแล้วจะนำไปสู่ความเสียหายทางร่างกายและอายุสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระชายาผู้เฒ่าทุกข์ทรมานจากพิษเย็นมานานหลายปี อาจกล่าวได้ว่าร่างกายมีพลังหยินอยู่เสมอ และพลังงานหยางไม่เพียงพอ ก็คือหยินและหยางไม่สมดุล จึงจำเป็นต้องกำจัดพิษและเพิ่มพลังหยาง”
“…เก้าเข็มฟื้นพลังหยาง เป็นการฝังเข็มตรงจุดฝังเข็มที่สำคัญที่สุดเก้าจุดในร่างกายของคนเรา เมื่อดึงเข็มทั้งเก้าออกมา ชะตาแปรผัน คนตายฟื้นคืน แน่นอนว่าร่างกายของพระชายาไม่ได้อยู่สภาพใกล้ตายเช่นนั้น แต่หลักการก็เหมือนกัน เมื่อดึงเข็มทั้งเก้าเล่มออกมา หยินและหยางจะสมดุล ขับไล่พิษเย็น หลังจากการฝังเข็มนี้ครบสามรอบ ท่านจะรู้สึกถึงว่าร่างกายของท่านเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประหลาดใจ”
พระชายาผู้เฒ่าได้ฟังแล้วก็ประหลาดใจ “ได้ยินที่ท่านเอ่ยแล้ว ข้าก็แทบรอไม่ไหวเลยทีเดียว”
“เช่นนั้นท่านก็ต้องทนเจ็บสักหน่อย” ฉินหลิวซีหยิบธูปก้านหนึ่งออกจากมากล่องใบยาวแล้วส่งให้จ้าวหมัวหมัว “หมัวหมัว จุดธูปสงบใจนี้สักหน่อยเถิด”
จ้าวหมัวหมัวรีบรับมาทันที นางจุดธูปตามคำสั่งของฉินหลิวซี ก่อนจะปักลงในกระถางบนชั้นวางหัวเตียง
ธูปสงบใจนี้มีกลิ่นสมุนไพรจางๆ แต่ไม่ได้มีกลิ่นเขียว กลับหอมมากและทำให้ผู้คนรู้สึกสงบสบายใจ
ฉินหลิวซีเลือกจุดฝังเข็มเสร็จแล้ว นางก็คลี่ถุงผ้าหนังแกะที่บรรจุเข็มทองออก จ้าวหมัวหมัวเหลือบมองเล็กน้อย เข็มเหล่านั้นเรียงกันเป็นระเบียบและส่องประกายวาววับ แต่ไม่ใช่ทุกเข็มจะหน้าตาเหมือนกัน
นางหยิบเข็มอันแหลมคมออกมาเล่มหนึ่งแทงลงที่จุดหย่าเหมินทั้งรวดเร็วและมั่นคง จากตื้นแล้วค่อยบิดเข็มเพิ่มความลึก ขณะเดียวกันก็ท่องคาถาไปด้วย “วิญญาณสวรรค์ยืนยง คุ้มครองให้อายุมั่น หนึ่งในไท่เสวียน คงรูปลักษณ์แท้จริง…จงรับบัญชาบัดเดี๋ยวนี้”
จ้าวหมัวหมัวที่ยืนมองด้านข้างอึ้งไปชั่วขณะ หมอนักพรตคนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่หมอธรรมดา ไม่เคยเห็นใครฟังเข็มแล้วท่องคาถาแบบนี้เลย เปิดหูเปิดตานางจริงๆ
หลังจากท่องคาถาแล้ว ฉินหลิวซีก็เปลี่ยนเข็มปักลงตรงจุดเหลากงกึ่งกลางฝ่ามือ เวลานั้นนางเปลี่ยนไปท่องคาถาเก้าเข็มฟื้นพลังหยางแล้ว “หย่าเหมิน เหลากง ซานอิงเจียว หย่งฉวน ไท่ซี จงหว่านรับ…”
หลังจากปักเข็มลงไปเก้าเข็มแล้วเหงื่อบนหน้าผากของฉินหลิวซีก็ไหลซึมลงมา จ้าวหมัวหมัวหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้นาง เมื่อหันไปมองดูเจ้านายของตนอีกครั้ง ก็เห็นว่าคิ้วของพระชายาผู้เฒ่าขมวดมุ่นราวกำลังอดทน
“หากพระชายาผู้เฒ่ารู้สึกเจ็บปวดก็ร้องออกมาได้เลย ไม่จำเป็นต้องกลั้นไว้” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างอบอุ่น
พระชายาผู้เฒ่าหายใจหอบ ตัวสั่น “ทน ทนได้ โอ๊ย…”
เด็กคนนี้ไม่ได้หลอกนาง มันเจ็บ เจ็บมากจริงๆ
“หมอนักพรตทุกคนต้องท่องคาถายามฝังเข็มเหมือนท่านหรือไม่” พระชายาผู้เฒ่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และริเริ่มหาหัวข้อสนทนา ไม่เช่นนั้นนางก็คงจะทนไม่ไหว
ฉินหลิวซีเอ่ย “หมอนักพรตฝังเข็มใช้คาถาเพื่อช่วยให้ยามฝังเข็มได้ผลดีเป็นสองเท่าโดยเปลืองพลังน้อย วิชาเต๋าบางอย่าง เช่น วิธีรักษาแบบจู้โหยวก็มีคาถาจู้โหยว แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องของความเชื่อ เชื่อก็ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เชื่อก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน”
ตอนที่ 105: วิเศษมาก
พระชายาผู้เฒ่าได้รับการฝังเข็มแล้ว รู้สึกราวกับได้ผ่านการชำระล้างด้วยน้ำ นางอ่อนนุ่มไปทั้งร่าง ไม่ต้องเอ่ยถึงความรู้สึกเหนื่อยล้า นัยน์ตาของนางไม่ได้ขุ่นมัวแต่กลับสุกสว่างเป็นประกาย
หลังจากที่ฉินหลิวซีปักเข็มทิ้งไว้สักพักก่อนดึงออก นางรู้สึกว่าความหนักอึ้งมากมายบนร่างกายนางสลายหายไปแล้ว มีแต่ความเบาสบายเข้ามาแทนที่ สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ นางรู้สึกราวกับแสงอาทิตย์อาบไล้ไปทั่วร่าง มันอบอุ่นไปหมด ไม่ต้องเอ่ยเลยว่ามันสบายกายเช่นไร
นี่เพิ่งจะแค่วันแรกของการฝังเข็มเท่านั้น นางก็รู้สึกว่าพิษเย็นหายไปแล้ว ตอนนี้นางเชื่อแล้วว่า ฉินหลิวซีไม่ได้หลอกนางเลยว่าจะหายดีได้ในสามวัน
“ยังต้องแช่น้ำสมุนไพรอีกหรือไม่” พระชายาผู้เฒ่ามองฉินหลิวซีตาปริบๆ
ฉินหลิวซียิ้ม “ท่านมีเหงื่อออก ต้องรอสักหน่อย ให้ต้มน้ำสมุนไพรเรียบร้อยแล้วค่อยแช่ หมัวหมัว ท่านเช็ดตัวให้พระชายาผู้เฒ่าก่อน เปลี่ยนเสื้อผ้าเสียด้วย อย่าให้เหนียวตัว ข้าจะไปดูพวกเขาเตรียมน้ำสมุนไพร”
“เจ้าค่ะ” จ้าวหมัวหมัวสั่นกระดิ่งเรียกให้สาวใช้สองคนเข้ามา ให้หวนเอ๋อร์ติดตามฉินหลิวซีไปต้มน้ำสมุนไพรตามที่อีกฝ่ายสั่ง ส่วนอีกคนให้มาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าของพระชายาผู้เฒ่า
เมื่อฉินหลิวซีออกไปจากห้องนอน ก็เห็นฉีเชียนกำลังถือถ้วยชารออยู่ด้านนอก ใต้ตาเขาดำคล้ำจนนางอดเลิกคิ้วไม่ได้
ดูท่าว่าเมื่อคืนเขาจะนอนไม่หลับ
ฉีเชียนวางถ้วยชาลงแล้วลุกขึ้นยืน “ฝังเข็มแล้วหรือ”
“อืม ข้าจะไปกำชับให้คนต้มน้ำสมุนไพร แช่น้ำสมุนไพรอีกอย่าง การรักษาวันนี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว จวิ้นอ๋องเชิญตามสบาย” ฉินหลิวซีเดินนำหวนเอ๋อร์ออกไป
ฉีเชียนอยากจะถามอะไรอีกสักสองสามคำ แต่เขาก็เป็นห่วงเสด็จย่าด้วยจึงไม่ได้ตามอีกฝ่ายไป
ในเรือนหลักของพระชายาผู้เฒ่ามีห้องครัวเล็กๆอยู่ด้วย มีไฟพร้อมอยู่ตลอดสิบสองชั่วยาม การต้มน้ำสมุนไพรจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว
พอฉินหลิวซีตรวจสอบแล้วว่าสมุนไพรไม่มีปัญหาใด ก็สั่งให้บ่าวรับใช้ต้มยาทันที หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม น้ำยาสมุนไพรก็เสร็จเรียบร้อย และถูกแบกไปที่ห้องอาบน้ำเพื่อรอให้เย็นลงจนถึงระดับที่แช่ตัวได้ จากนั้นจึงเชิญพระชายาไปที่ห้องอาบน้ำ
แม้ฉินหลิวซีจะเคยเอ่ยไว้ว่า การอาบน้ำสมุนไพรนี้ไม่ใช่การอาบน้ำทั่วไป มันเจ็บปวด เจ็บปวดมาก
ก่อนที่จะแช่น้ำ พระชายาผู้เฒ่าคิดว่าก็แค่การอาบน้ำสมุนไพรมิใช่หรือ จะเจ็บปวดได้สักแค่ไหน
หลังจากที่ลงน้ำไปแล้ว ห้องน้ำก็ปรากฏเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด
พระชายาผู้เฒ่าที่เจ็บปวดจนแทบหมดสติ “!”
หากการที่นางมีดวงเป็นกาลกิณีต่อญาติทั้งหกเป็นความเป็นผิดของนาง จะให้ปรมาจารย์สะกดดวงชะตาของนางไว้ก็ได้ อย่าลงโทษนางด้วยวิธีนี้เลย
น้ำสมุนไพรนั้นแสบร้อนมาก ตัวยาเหมือนจะแทรกซึมรูขุมขนของนางเข้าไปตามเส้นปราณทั้งหมดในร่าง ค่อยๆ เข้าไปทำความสะอาดชะล้างทีละน้อย และเป็นเช่นนั้นวนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พระชายาผู้เฒ่าหอบหายใจแรง หากไม่ใช่เพราะจ้าวหมัวหมัวและหวนเอ๋อร์คอยจับแขนนางไว้คนละข้าง นางคงจะหมดแรงไถลลื่นลงไปในอ่างน้ำแล้ว
“ให้ข้าท่องพระสูตรให้ท่านฟังหน่อยดีหรือไม่” ฉินหลิวซีอ้าปาก พระสูตรที่ลื่นไหลพร่างพรูออกมาทันที ส่วนมือของนางก็แตะตรงหลังคอนวดทุยหนาเบาๆให้
มันสบายมากจริงๆ!
ท่ามกลางอาการหอบหายใจ พระชายาผู้เฒ่าก็ยังถอนใจด้วย นางกัดฟันสัมผัสกับความเจ็บปวดและความสบายที่ทรมานไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่าหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม น้ำสมุนไพรที่เคยร้อนก็เย็นลง ฉินหลิวซีชักมือกลับ “ลุกได้แล้ว”
พระชายาผู้เฒ่าลืมตาขึ้น ไม่ถูกสิ น้ำนี่เย็นลงเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร
“ตั้งแต่การฝังเข็มขับพิษจนถึงการแช่น้ำ ไอเย็นในร่างกายของท่านถูกขับออกไปมากแล้ว น้ำจึงเย็นลงอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้ก็จะไม่เจ็บปวดเช่นนี้แล้ว ยิ่งไอเย็นถูกกำจัดออกไปมากเท่าใด ท่านก็จะรู้สึกเจ็บปวดน้อยลงเท่านั้น” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
พระชายาผู้เฒ่าก้าวออกจากถังน้ำด้วยความงุนงง ทั้งยังรู้สึกตระหนกเล็กน้อย ความหนาวเย็นที่กดทับร่างกายของนางมานาน หมอชื่อดังคนไหนก็รักษาไม่หาย แต่นี่กลับดีขึ้นมากแล้วงั้นหรือ
วิเศษ วิเศษมาก!
ตอนที่ 106: บุกรุกอาณาเขตของคุณหนูใหญ่
ฉินหลิวซีทำการรักษาให้พระชายาผู้เฒ่าติดต่อกันสามวัน อย่างไรก็ตามเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็ใกล้เข้ามาทุกที คนตระกูลฉินที่อยู่ไกลออกไปต่างก็อยู่ในอาการนั่งไม่ติดเมื่อไม่เห็นฉินหลิวซีมีทีท่าว่าจะกลับบ้านเสียที
นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยออกมาหลายครั้งว่าจะไปพบนักพรตชื่อหยวนที่อาราม กว่าสะใภ้หวังจะเกลี้ยกล่อมได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ส่วนฝ่ายหลังก็อดอยากถามฉีหวงไม่ได้ว่า ฉินหลิวซีไม่คิดจะกลับบ้านมาฉลองเทศกาลด้วยกันใช่หรือไม่
ในเวลานี้ฉีหวงกลับยุ่งมาก ยุ่งอยู่กับการคอยห้ามคน
ห้ามใครน่ะหรือ
ก็เป็นพวกสะใภ้เซี่ยและบุตรสาวน่ะสิ
“ฮูหยินรอง คุณหนูของเราไม่อยู่ คงไม่สะดวกที่จะเชิญพวกท่านเข้าไปดื่มชา” ฉีหวงขึงขัง
สะใภ้เซี่ยจึงโกรธจัด
ช่วงนี้นางนับได้ว่าอึดอัดจะตายอยู่แล้ว วันๆอยู่แต่ในบ้าน ทำงานเย็บปักถักร้อย กินอาหารง่ายๆ สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ออกไปเดินข้างนอกไม่ได้ จะเชิญใครมาก็ไม่ได้ นี่มันแตกต่างจากในอดีตแบบฟ้ากับเหว โทสะจึงอัดอั้นอยู่ในใจนางนานแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าบุตรสาวของนางต่างก็หดหู่และผ่ายผอมลง ไม่ได้ดูมีชีวิตชีวาเหมือนแต่ก่อน ในใจนางก็ยิ่งรู้สึกสงสารนัก
แล้วสาวใช้ธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่งตรงหน้านางนี้ยังกล้ามาห้ามนางอีก
พอโกรธขึ้นมา ท่าทางบ้าอำนาจแบบฮูหยินตระกูลใหญ่ก็เผยออกมา
สะใภ้เซี่ยจ้องหน้านางเขม็งดุด่าอย่างเกรี้ยวกราด “หมาแมวที่ไหนกล้ามาวางท่าใส่ข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าใจกล้ามากนะ! ข้าเป็นอาสะใภ้ของนังหนูซีนะ ข้าอยากจะเข้าไปนั่งในห้องของนาง แล้วสาวใช้อย่างเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาห้ามข้า หลีกไปนะ”
นางทำท่าจะผลัก แต่ก่อนที่จะได้สัมผัสตัวฉีหวง อีกฝ่ายหลังก็ถอยหลบ นางจึงเซจนเกือบจะล้มลง
ฉีหวงหลบมือของนางแล้วขวางไว้อีก น้ำเสียงที่เอ่ยก็เย็นชา “คุณหนูของข้าบอกแล้วว่า ตอนที่นางไม่อยู่ ไม่ว่าใครก็เข้าห้องของนางไม่ได้ ขอให้ฮูหยินรองระมัดระวังด้วย”
ดีเลย นี่อย่างไรเล่าจุดอ่อน
สะใภ้เซี่ยรีบเอ่ยทันที “เหตุใดข้าถึงเข้าไปไม่ได้ ในห้องของนางมีอันใดที่ให้คนอื่นเห็นไม่ได้หรือ หรือว่าซ่อนบุรุษคนใดเอาไว้!”
ฉีหวงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของนางก็เข้มขึ้นทันที จ้องหน้าสะใภ้เซี่ยเขม็ง “ท่านเอ่ยอีกทีสิ!”
น้ำเสียงของนางเย็นชา รังสีที่แผ่ออกมามืดมน นางเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน จนทำให้สะใภ้เซี่ยสั่นสะท้าน
“ข้า ข้าเอ่ยแล้วอย่างไร”
ฉีหวงกลับยิ้มให้นาง “ท่านอยากเข้าไปก็เข้าไปเถิด ขอแค่ท่านไม่กลัวว่าจะโชคร้าย”
นางเอ่ยจบก็ขยับหลบให้
สะใภ้เซี่ย “…”
จู่ๆ ทำไมถึงได้หลบให้นางง่ายๆ หรือว่าจะมีสิ่งใดแปลกๆ?
เมื่อนึกถึงตรงนี้ นางกลับไม่กล้าบุ่มบ่ามไปชั่วขณะ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาเย้ยหยันยั่วยุของฉีหวงแล้ว หัวนางก็ร้อนขึ้นทันที
กลัวที่ไหนเล่า!
สะใภ้เซี่ยสาวเท้าก้าวเข้าไป แต่กลับมองไม่เห็นว่าใบหน้ายิ้มแย้มของฉีหวงเย็นชาลง นางส่งสัญญาณมือไปยังความว่างเปล่าจุดหนึ่ง ที่ซึ่งคนธรรมดามองไม่เห็นนั้นมีผีสองตนกำลังหมอบอยู่บนกำแพงดูเรื่องสนุกอย่างเพลิดเพลินจำเริญใจ
ฉีหวงมองไม่เห็นพวกเขา แต่ฉินหลิวซีบอกนางไว้ก่อนแล้วผีน้อยสองตนชอบพลังวิญญาณที่นางจัดวางไว้ในเรือน จึงได้หมอบอยู่บนกำแพงคอยดูดซับพลังนั้น
ขอแค่พวกเขาไม่ทำร้ายคน ฉินหลิวซีก็ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจ ทั้งสองตนนั้นก็รู้ความยอมเป็นคนเฝ้าประตูให้นางแต่โดยดี หลายปีที่ผ่านมาเมื่อมีหัวขโมยพยายามปีนกำแพง ผีน้อยก็จะทำให้พวกเขากลัวจนฉี่ราด
ตอนนี้เมื่อเห็นนางปากร้ายคนนี้คิดจะบุกรุกอาณาเขตของปรมาจารย์ฉิน ทั้งยังเห็นสัญญาณมือของฉีหวง พวกเขาทั้งสองจึงพับแขนเสื้อแล้วลอยเข้ามาทันที
ขณะที่สะใภ้เซี่ยกำลังก้าวขึ้นบนขั้นบันได หนึ่งในพวกเขาก็คว้าจับข้อเท้าของนางไว้
สะใภ้เซี่ยไม่ทันระวัง ขณะที่เท้าข้างหนึ่งก้าวไปแล้ว แต่อีกข้างกลับไม่สามารถขยับได้ ตัวของนางจึงพุ่งไปข้างหน้าทันที
ตึง
เลือดพุ่งออกจากจมูกทั้งสองข้าง!
“กรี๊ด...!”
ตอนที่ 107: สั่งสอนสะใภ้เซี่ย
สะใภ้เซี่ยไม่เคยคิดมาก่อนว่า แม้แต่ห้องของฉินหลิวซี นางก็เข้าไปไม่ได้ กลับต้องยืนคารวะอยู่ข้างหน้าและได้เลือดมาเช่นนี้
เสียงกรีดร้องอันแหลมสูงดังไปทั่วเรือน พวกฉินหมิงเย่ว์สองพี่น้องที่เดิมทีคิดจะตามนางเข้าไปในห้องด้วย พอเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ พวกนางก็ตกใจจนหน้าซีด ตะโกนเรียกหาหมอขณะที่เข้าไปพยุงสะใภ้เซี่ย
สะใภ้เซี่ยรู้สึกเจ็บจมูกจนทนไม่ไหว น้ำตาที่พรั่งพรูออกมาผสมปนเปไปกับเลือด หน้าตาเลอะเทอะไปหมด
“เจ้ารีบไปตามท่านหมอสิ” ฉินหมิงเย่ว์ตะโกนใส่ฉีหวงโดยไม่สนใจจะรักษากิริยาแบบกุลสตรีไว้อีก
ฉีหวงยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เสียงสะใภ้หวังก็ดังลอยมาเสียก่อน “เกิดอันใดขึ้น”
สะใภ้หวังได้ยินเสียงกรีดร้องของสะใภ้เซี่ยมาแต่ไกลจึงรีบเร่งฝีเท้าเข้ามา จากนั้นก็เห็นหลานสาวทั้งสองคนพยุงมารดาตนเองซ้ายคนขวาคน จึงอดรู้สึกตกใจขึ้นมาไม่ได้
ฉีหวงก้าวเข้าไปข้างหน้าแล้วคารวะนาง “คารวะฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรองคิดถึงคุณหนูเจ้าค่ะ แม้คุณหนูจะไม่อยู่ก็ยังอยากที่จะเข้าไปนั่งในห้อง เกรงว่าแค่ได้กลิ่นก็คงทำให้สบายใจได้กระมังเจ้าคะ”
สะใภ้หวัง “…”
ใครช่างเลี้ยงสาวใช้แบบนี้ออกมาได้ ปากของนางผู้นี้คงกินหน่อไม้เข้าไปมากกระมัง
คนอย่างสะใภ้เซี่ยหรือจะคิดถึงฉินหลิวซี เจ้าตัวไม่อยู่ยังอยากจะเข้าไปดมกลิ่นหรือ
ถุย!
เจตนาของนางคงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก
สะใภ้เซี่ยหันหน้ามาแล้ว พอนางได้ยินคำพูดของฉีหวงก็โกรธจนลมออกหู นางกุมจมูกชี้ไปทางฉีหวง “เจ้า เจ้า!”
สะใภ้หวังเห็นใบหน้าเละเทะของสะใภ้เซี่ยแล้วก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ “เลือด เลือดออกได้อย่างไร”
“ฮูหยินรองน่าจะตื่นเต้นไปหน่อยก็เลยล้มลงเจ้าค่ะ” ฉีหวงเอ่ย “เช่นนั้นแล้ว ในเมื่อพวกท่านก็มากันหมดแล้ว ในห้องของคุณหนูมียาอยู่ เข้าไปทำแผลข้างในดีหรือไม่เจ้าคะ”
สะใภ้เซี่ยกำลังจะเอ่ยอะไร แต่แล้วนางก็รู้สึกเหมือนมีใครเป่าลมเย็นๆใส่หูนาง มันน่าขนลุก แถมยังฟังดูเหมือนเสียงหัวเราะแหลมสูงน่าหวาดกลัว
สะใภ้เซี่ยขนลุกชันไปทั้งร่าง นางกรีดร้อง “ไม่ ข้าไม่ไป รีบไปกันเถิด”
นางไม่สนใจสะใภ้หวัง รีบออกจากเรือนเล็กที่แปลกๆนี้ทันทีจนแทบเหมือนวิ่งหนี
น่ากลัว น่ากลัวมากจริงๆ
ที่นางสะดุดล้มคว่ำหน้าลงก็แปลกมาก
เรือนนี้ไม่ดีแล้ว!
สะใภ้เซี่ยเดินกะโผลกกะเผลกไป ต้องขอบคุณบุตรสาวทั้งสองของนางที่คอยพยุงไว้ นางจึงไม่ล้มลงไปอีก
สะใภ้หวังมองหน้าฉีหวง “?”
ฉีหวงรู้ดีอยู่แก่ใจแต่ใบหน้ากลับนิ่งเรียบ “ดูท่าว่าฮูหยินรองจะไม่คิดถึงคุณหนูแล้วนะเจ้าคะ”
สะใภ้หวังยกนิ้วชี้ขึ้นชี้หน้านาง “ฮูหยินใหญ่เองก็คิดถึงคุณหนูของเจ้าแล้ว ทั้งยังคิดที่จะไปอารามเต๋าเพื่อจุดธูปทำบุญ คุณหนูของเจ้า ไม่ได้บอกหรือว่าจะออกมาจากกักตนเมื่อไหร่”
ฉีหวงเอ่ย “ยังบอกไม่ได้แน่นอนเจ้าค่ะ” นางหยุดไปเล็กน้อยพลางมองสะใภ้หวัง ก่อนจะเผยข้อมูลให้เล็กน้อย “หากคุณหนูออกจากการกักตนบำเพ็ญ แล้วบังเอิญมีคนมาเชิญพอดี ก็อาจจะไปออกไปรักษาคน”
นิ้วชี้ของสะใภ้หวังสั่นเทา “ออกไปรักษาคน? เป็นหมอประจำโรงหมออย่างนั้นหรือ”
ฉีหวงเอ่ย “ไม่ขอปิดบังฮูหยินใหญ่ คุณหนูเป็นหมอนักพรต วิชาแพทย์…พอตัว”
ลมหายใจสะใภ้หวังปั่นป่วนเล็กน้อย ริมฝีปากของนางสั่นระริก สักพักจึงเอ่ย “เป็นตระกูลฉินที่ผิดต่อนาง”
เดิมทีนางเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี แต่เพราะดวงชะตาของนางทำให้ต้องอยู่ห่างบ้าน ไม่ต่างอะไรกับเด็กกำพร้าคนหนึ่ง
ฉีหวงเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของสะใภ้หวัง จึงยิ้มบางๆ “ฮูหยินใหญ่ควรจะไปตามท่านหมอมาให้ฮูหยินรองดีกว่านะเจ้าคะ หากนางเสียโฉมขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการคุณหนูอย่างไรอีก”
สะใภ้หวังนึกถึงนิสัยของสะใภ้เซี่ยแล้วก็พยักหน้าลงรีบจากไปทันที
เมื่อรอจนไม่มีใครอยู่ในเรือนแล้ว ฉีหวงจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แค่บทเรียนเล็กๆน้อยๆก็พอ อย่าได้ไปทำอันใดพวกนางอีก หากทำอันใดเกินเลยไป พอคุณหนูกลับมาเกรงว่าจะตำหนิพวกเราเอาได้”
ลมเย็นๆพัดผ่านไปราวตอบรับคำพูดของนาง
ตอนที่ 108: แม่ใหญ่ปกป้อง
ฉีหวงคิดไม่ผิดจริงๆ เรื่องสะใภ้เซี่ย นางออกจากอาณาเขตของฉินหลิวซีไปแล้วก็ไม่ได้กลับไปที่เรือนของตน แต่กลับตรงไปที่เรือนของฮูหยินฉินผู้เฒ่าเพื่อฟ้องทันที
ตอนที่สะใภ้หวังตามไปถึง สะใภ้เซี่ยกำลังใส่ไฟฟ้องฮูหยินฉินผู้เฒ่าทั้งน้ำหูน้ำตา จมูกก็มีเลือดหยดออกมา
“ท่านแม่ ข้าเป็นอาสะใภ้คนหนึ่ง แค่จะเข้าไปนั่งในห้องหลานสาวสักหน่อย แต่สาวใช้ของนางกลับขวางข้าเหมือนข้าเป็นขโมย ข้าอยู่มานานเพียงนี้ ยังไม่เคยเห็นสาวใช้ที่โอหังเช่นนี้มาก่อนเลย ช่างไม่รู้จักเคารพกฎเกณฑ์จริงๆ”
สะใภ้หวังเหยียดมุมปาก นี่เจ้าก็ได้เห็นแล้วมิใช่หรือ!
นางแสร้งทำเป็นร้อนใจก้าวเข้าไป “น้องสะใภ้ เหตุใดเจ้าจึงมาหาท่านแม่ที่นี่ได้ อยู่ดีๆก็สะดุดล้มลงไป จมูกแตกแล้วยังไม่รีบไปใส่ยา เจ้าไม่กลัวเสียโฉมหรือ”
เสียโฉมหรือ
สะใภ้เซี่ยหน้าถอดสีทันที นางโอดครวญ “ท่านแม่ ท่านจะต้องออกหน้าจัดการให้ข้านะเจ้าคะ”
นางฉินผู้เฒ่านวดขมับตนเองเล็กน้อย “เจ้าเข้ามาได้ก็พูดไม่หยุด ข้านึกว่าเจ้าไม่สนใจแล้วว่าจะเจ็บหรือไม่”
สะใภ้เซี่ยสะอึกไป
นางฉินผู้เฒ่าหันไปมองสะใภ้หวังซึ่งกำลังยอบกายคารวะนางอยู่ “ท่านแม่ ข้าสั่งให้พ่อบ้านหลี่ไปเชิญท่านหมอมาแล้ว ฉีหวงบอกแล้วว่าในห้องของซีเอ๋อร์มียาอยู่ เดิมทีก็คิดจะให้น้องสะใภ้เข้าไปใส่ยา แต่น้องสะใภ้กลับปฏิเสธ ข้าจึงได้แต่ต้องให้เสี่ยวเสวี่ยนำมา”
ในมือเสี่ยวเสวี่ยมีกล่องอยู่ใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกก็พบว่ามียาจินซวงสมานแผลอะไรประเภทนั้นอยู่
สะใภ้เซี่ยกลับเอ่ย “ข้าไม่ต้องการยาของนาง จะไปรู้หรือว่าข้างในมีอันใดบ้าง”
คำพูดนั้นทำให้สะใภ้หวังมีสีหน้าเย็นชาลงทันที และสั่งให้เสี่ยวเสวี่ยถอยออกไป “น้องสะใภ้ไม่ต้องการ เช่นนั้นก็แล้วไป รอท่านหมอมาเถิด” นางหันไปมองฉินหมิงเย่ว์ “เย่ว์เอ๋อร์ เจ้าไปยกน้ำมาให้ท่านแม่ของเจ้าล้างหน้าหน่อยไป ไม่อย่างนั้นท่านหมอมาแล้วจะดูแผลได้อย่างไร”
ฉินหมิงเย่ว์พยักหน้าก่อนจะออกไปยกน้ำมา ในใจนางกลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เมื่อก่อนนางใช่จะต้องทำงานเช่นนี้ เป็นงานของพวกสาวใช้ทั้งนั้น ท่านป้าใหญ่เองก็เหมือนกัน ทั้งๆที่มีสาวใช้อยู่ด้วย แต่กลับไม่สั่งสาวใช้ มาใช้ให้นางที่เป็นเจ้านายทำงานหยาบๆนี้แทน
แต่นางก็บ่นได้แค่ในใจเท่านั้น
สะใภ้เซี่ยถูกสะใภ้หวังขัดจังหวะ ในใจจึงเกิดโทสะ นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านแม่ ท่านจะต้องจัดการนางสักหน่อยนะเจ้าคะ บ้านเราล้มแล้วก็จริง แต่ก็ไม่ควรจะปล่อยให้เป็นเหมือนหญิงในหมู่บ้านป่าเขาที่ไม่รู้อันใดควรไม่ควรพวกนั้นนะเจ้าคะ เป็นบ่าวรับใช้ยังว่างท่าใหญ่โตยิ่งกว่าเจ้านายเสียอีก หากเรื่องนี้ลือออกไปข้างนอก เราจะไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอาหรือเจ้าคะ พี่สะใภ้ใหญ่ก็เหมือนกัน ท่านเป็นนายหญิงของบ้าน ไม่กลัวคนภายนอกจะพูดบ้างหรือว่ากฎเกณฑ์มารยาทของสะใภ้ตระกูลหวังก็แค่นี้เอง”
มารยาทของบ่าวรับใช้บ่งบอกความสามารถของนายหญิงของบ้านได้ดีที่สุด
สะใภ้หวังยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากพลางเอ่ยเรียบๆ “น้องสะใภ้คิดไกลเกินไปแล้ว กฎเกณฑ์มารยาทของสะใภ้ตระกูลหวังไม่มีหรอกนะที่จะให้ใครบุกเข้าไปในห้องของเจ้านายได้ตอนที่เจ้านายไม่อยู่”
“พี่สะใภ้ใหญ่!” สะใภ้เซี่ยกัดฟันด้วยความโกรธ
สะใภ้หวังเอ่ยต่อ “อีกอย่างภายหลังฉีหวงก็ไม่ได้ขวางเจ้านี่ เจ้าเดินอยู่ดีๆก็ล้มลงไปจมูกกระแทก เดินสะดุดไปเอง จะว่ามีใครผลักเจ้าก็คงไม่ได้กระมัง ที่ตรงนั่นเป็นพื้นราบ”
สีหน้าของสะใภ้เซี่ยเปลี่ยนไปทันที นางหวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที นางโพล่งออกมาโดยไม่คิด “เรือนของนางหนูซีมีสิ่งใดผิดปกติ มีแต่ของชั่วร้าย อย่างที่พี่สะใภ้ใหญ่เอ่ย ที่ตรงนั้นเป็นที่ราบ ไม่มีสิ่งใดมาขวางเท้าข้า แต่ข้าก็ล้มลง ราวกับว่า ราวกับว่าจู่ๆก็มีคนมาคว้าจับเท้าข้าไว้อย่างไรอย่างนั้น ท่านแม่ หรือว่าที่ตรงนั้นจะไม่ดี?”
ข้อห้ามที่ใหญ่ที่สุดของหญิงชราคือการพูดเรื่องผีสางชั่วร้ายพวกนี้ ตราบใดที่ข้องแวะกับของพวกนี้ ล้วนไม่ใช่เรื่องดี หากลือกันออกไปจะยิ่งไม่น่าฟัง
ดังนั้นเมื่อสะใภ้เซี่ยเอ่ยเช่นนั้นออกมา สีหน้าของนางจึงไม่น่าดูทันที เอ่ยดุเสียงเข้ม “เหลวไหล กลางวันแสกๆอย่างนี้ จะมีผีสางได้อย่างไร”
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้โกหกท่านนะเจ้าคะ ข้ารู้สึกจริงๆว่าที่ข้าล้มลงเพราะมีคนจับเท้าข้าไว้ อีกอย่างท่านก็เคยเอ่ยว่าดวงของนังหนูซีแปลกๆมิใช่หรือเจ้าคะ ไม่เช่นนั้นจะส่งนางมาที่บ้านเก่านี้ด้วยเหตุอันใด เรือนของนางจะดึงดูดสิ่งสกปรกพวกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่ จริงสิ มิน่าตอนแรกฉีหวงถึงไม่ยอมให้ข้าเข้าไป ข้าก็ว่านางมีสิ่งใดที่ให้คนอื่นเห็นไม่ได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้”
สะใภ้เซี่ยรู้สึกว่าตนเองเดาความจริงออกแล้ว
นางฉินผู้เฒ่าโกรธจนหน้าเขียว
ใบหน้าของสะใภ้หวังไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย เอ่ยเสียงเข้ม “น้องสะใภ้รอง นังหนูซีทำอันใดให้เจ้าไม่พอใจหรือ เจ้าก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง เหตุใดจึงได้ใส่ร้ายผู้น้อยเช่นนี้ เจ้ายังเอ่ยเองว่านางเป็นหลานของเจ้า ตัวนางเองก็ไม่อยู่ เจ้าสร้างเรื่องให้ร้ายนางเช่นนี้ ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าก็แค่เอ่ยความจริง!”
“ความจริงเป็นเช่นไรข้ารู้ดี ก็คือเจ้าต้องการที่จะเข้าไปนั่งดื่มชาในห้องของนังหนูซี แต่กลับถูกห้ามไว้จึงบังเกิดความไม่พอใจ และไม่ระมัดระวังจนล้มลง แต่เจ้ากลับเอาเรื่องอุบัติเหตุที่ว่านี้มาทำให้กลายเป็นว่าเรือนของเด็กคนนั้นไม่ดีไม่สะอาด” สะใภ้หวังเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “เด็กสาวคนหนึ่งยังไม่ทันจะได้ทำอันใด เรือนของนางก็เล็กแค่มองปราดเดียวทั่วแล้ว แต่กลับถูกเจ้ากล่าวหาว่าไม่ดีไม่สะอาด เจ้าอยากเห็นนางตายหรือ หรือคิดว่าหญิงสาวตระกูลฉินชื่อเสียงดีงามเกินไป จึงต้องสาดน้ำโคลนใส่นางถึงจะดี น้องสะใภ้รอง เจ้าเองก็มีบุตรสาว แถมยังมีตั้งสองคน ตอนที่เจ้าใส่ความพี่หญิงใหญ่ของพวกนาง ก็น่าจะนึกถึงเย่ว์เอ๋อร์พวกนางสองพี่น้องบ้าง”
เมื่อเอ่ยมาถึงตอนหลัง น้ำเสียงของนางก็ยิ่งเข้มขึ้นแล้ว
สะใภ้เซี่ยถูกด่าจนแทบไม่มีที่ยืน
สะใภ้หวังไม่มีวันตามใจนาง เอ่ยต่อด้วยสีหน้าเย็นชา “ถ้าจะเอ่ยเรื่องผีผลักอันใดนั่น ในบ้านนี้ทั้งหลังไม่มีที่ไหนที่รู้สึกสบายเท่ากับในเรือนของซีเอ๋อร์แล้ว พอก้าวเข้าไปในเรือนของนางก็จะรู้สึกสงบลงได้ทันที อีกอย่าง เจ้าเอ่ยเรื่องผีผลัก น้องสะใภ้รองคงลืมไปแล้วว่าซีเอ๋อร์เป็นใคร อาจารย์ของนางคือใคร นักพรตชื่อหยวนเจ้าอาวาสอารามชิงผิง นางเองก็เข้าสู่ลัทธิเต๋าแล้ว อ่านคัมภีร์กำจัดสิ่งชั่วร้ายขับไล่ปีศาจเป็นปกติ ถ้าเจ้าเป็นผี เจ้าคิดว่าผีจะกล้าเข้าใกล้หรือ พวกเราไม่ว่าใครก็มีโอกาสถูกผีเข้าใกล้กันทั้งนั้น มีแต่ซีเอ๋อร์เท่านั้นที่ไม่มีผีร้ายตนไหนกล้าเข้าใกล้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าอาวาสชื่อหยวนจะไม่ให้ของวิเศษนางไว้ปกป้องคุ้มกาย”
สีหน้าสะใภ้เซี่ยเดี๋ยวก็หน้าแดงด้วยความโกรธ ประเดี๋ยวก็ซีดขาว นางอดเหน็บแนมออกไปไม่ได้ “พี่สะใภ้ใหญ่ฝีปากไม่เบาจริงๆ ข้าสู้ท่านไม่ได้หรอก เห็นท่านกางปีกปกป้องนางอย่างนี้ คนที่ไม่รู้ก็คงจะคิดว่านังหนูซีเป็นบุตรสาวแท้ๆของท่าน”
“นางเป็นบุตรสาวแท้ๆของข้า!” สะใภ้หวังเชิดหน้าขึ้นเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “เจ้าอย่าลืมว่า นางอยู่ภายใต้ชื่อของข้า เป็นบุตรสาวคนโตของข้า และยังเป็นบุตรสาวคนโตคนเดียวของบ้าน เป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลฉิน หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเยี่ยนเอ๋อร์ที่อยู่ระหว่างถูกเนรเทศ ต่อไปข้าก็จะบันทึกชื่อฉุนเอ๋อร์ภายใต้ชื่อของข้าด้วย เด็กทั้งสองคนนี้เป็นหัวใจหลักของบ้านใหญ่ เช่นนี้แล้ว ข้ากางปีกปกป้องพวกเขาก็สมเหตุสมผลแล้วมิใช่หรือ”
สะใภ้เซี่ยไม่ได้มีเลือดไหลออกจากจมูกแล้ว แต่กลับกระอักเลือดด้วยความโกรธออกมาแทน!
นางฉินผู้เฒ่าเห็นว่าสะใภ้หวังพูดจารุนแรงไปแล้วจึงได้กระแอมออกมาทีหนึ่ง “พวกเจ้าพอได้แล้วหรือไม่ ถ้ายังทะเลาะกันไม่พอก็ให้ออกไปต่อกันข้างนอก อย่ามาทะเลาะกันต่อหน้าข้า ข้าไม่ชอบเสียงดัง”
สะใภ้หวังคุกเข้าลงรับผิดอย่างผ่าเผย “ข้าผิดไปแล้ว ขอท่านแม่ลงโทษด้วย”
สะใภ้เซี่ยน้อยเนื้อต่ำใจสุดแสน นางลูบจมูกพลางเอ่ย “ท่านแม่ จมูกของข้า…”
ด้านนอก ฉีหวงที่ตามมาถึงตั้งนานแล้วได้ยินคำพูดตอบโต้ของสะใภ้หวังด้วยเช่นกัน นางเอ่ยเสียงดัง “เรียนฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินใหญ่ ท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ”
ตอนที่ 109: นี่คือนักพรตที่ไม่ค่อยสำรวม
ขณะที่กำลังรอพระชายาผู้เฒ่าอาบน้ำสมุนไพรเป็นครั้งสุดท้าย ฉินหลิวซีและเฉินผีก็รออยู่ในเรือน ทั้งสองคนมีขนมอันประณีตอยู่ในมือกันทั้งคู่
“พี่หญิงของเจ้าน่าจะกำลังบ่นพวกเราอยู่” ฉินหลิวซีเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางเกียจคร้าน ปล่อยให้แสงแดดในฤดูใบไม้ร่วงอาบร่าง นางหรี่ตาปิดลงครึ่งหนึ่งอย่างพึงพอใจ
เฉินผีนับนิ้ว “พวกเราออกมาจากจวนได้เจ็ดแปดวันแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันไหว้พระจันทร์ พี่หญิงของข้าจะต้องบ่นแล้วอย่างแน่นอน คุณชาย การรักษาพระชายาผู้เฒ่าก็เสร็จสิ้นแล้ว พวกเราจะออกเดินทางกลับเมืองหลีกันวันนี้เลยหรือไม่ขอรับ”
ฉีเชียนเดินออกมาได้ยินประโยคนั้นพอดี เขาชะงักฝีเท้าไปทันที
ฉินหลิวซียื่นมือออกไปป้องตา เมียงมองท้องฟ้า “หลังเที่ยงมีฝน ไม่น่าจะเดินทางได้”
ฉีเชียนได้ยินแล้วก็รู้สึกดีใจขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาเดินเข้าไป “ท่านหมอฉินอยู่ฉลองเทศกาลไว้พระจันทร์ที่จวนหนิงโจวก่อนแล้วค่อยไปดีหรือไม่ วันไหว้พระจันทร์ทุกปีในเมืองจะคึกคักมาก มีการประดับโคมไฟสวยงามน่าดูชมมาก หากท่านอยู่ เชียนรับรองจะดูแลอย่างดีที่สุด หลังจากวันไหว้พระจันทร์ เชียนจะส่งท่านกลับเมืองหลีด้วยตัวเอง”
“ข้าก็แค่นักพรตจนๆธรรมดาคนหนึ่ง ไหนเลยจะมีวาสนาให้จวิ้นอ๋องไปส่งด้วยตนเอง ไม่ต้องหรอก” ฉินหลิวซียิ้มบางๆ “แค่จัดรถม้าสักคันพร้อมคนขับให้ข้าเหมือนตอนขามาก็พอแล้ว”
แม้แต่องครักษ์ก็ไม่ต้อง
ฉีเชียนเอ่ย “ท่านหมอฉินรีบเร่งเดินทางกลับเมืองหลีเช่นนี้ หรือว่าที่บ้านมีคนรออยู่”
นั่นอย่างไร ลองเชิงอีกแล้ว
ฉินหลิวซีเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง “ถูกต้อง ข้าหล่อเหลารูปงามเช่นนี้ มีคนคิดถึงก็เป็นเรื่องปกติมิใช่หรือ”
ฉีเชียนเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา แต่เมื่อมองใบหน้าที่แสงแดดตกกระทบเข้าพอดี ผิวอันขาวผ่องนั้นขาวจนส่องประกายราวกับจะมองเห็นเส้นขนละเอียดได้ ดวงตาของอีกฝ่ายเชิดขึ้นมองคนด้วยหางตา เป็นความเย่อหยิ่งที่น่าหมั่นไส้
มันดูดีจริงๆ
ฉีเชียนเหลือบมองสาวใช้ที่อยู่ในเรือนก็เห็นว่าพวกนางจ้องมองใบหน้าของฉินหลิวซีด้วยท่าทางเขินอาย เมื่อนึกถึงว่าสองวันหมอนี่หยอกล้อสาวใช้ในเรือนท่านย่าไปหลายคน เขาก็อดหน้าบูดบึ้งไม่ได้
นี่มันนักพรตที่ไม่ค่อยสำรวมเท่าไรเลย
แต่ท่านย่าก็ยังปล่อยให้นางทำตามอำเภอใจ แทบจะยกนางไว้บนหิ้งอยู่แล้ว
“พวกท่านกำลังเอ่ยเรื่องใดกันอยู่หรือ”
ฉินหลิวซีลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และเดินไปหาจ้าวหมัวหมัวที่พยุงพระชายาผู้เฒ่าออกมาก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ยินดีกับพระชายาผู้เฒ่าที่หายดีแล้ว”
พระชายาผู้เฒ่ายื่นมือออกมาลากนางเข้าไปทันที “เป็นเพราะท่านทั้งนั้น ตอนนี้ข้ารู้สึกปลอดโปร่งมีพลังมาก ร่างกายก็เบาขึ้นมาก มือเท้าก็อุ่นแล้ว ดีมากเลย”
“เสด็จย่า ไม่หนาวเลยสักนิดหรือ” ฉีเชียนเองก็เดินเข้ามาด้วย เขาจับมือนางไว้ แล้วก็พบว่ามือของนางอุ่นจริงๆ ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่หนาวเย็นราวหิมะก็ไม่ปาน เขาดีใจมากและหันไปมองฉินหลิวซีทันทีพลันถอยหลังไปหนึ่งก้าวและประสานมือคารวะ “ปรมาจารย์ปู้ฉิววิชาแพทย์ล้ำเลิศ สมควรได้รับการคารวะจากเชียน”
ฉินหลิวซีโบกมือ “แค่พิษเย็นเล็กๆน้อยๆเท่านั้น เป็นเพราะพระชายาผู้เฒ่ามีความตั้งใจแน่วแน่ด้วย”
นางยื่นมือไปแตะชีพจรของพระชายาผู้เฒ่า เมื่อพบว่าชีพจรของนางเต้นแรงดีก็วางใจลง “ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ท่านดื่มอีกสักสองครั้ง เดี๋ยวข้าจะเขียนใบสั่งยาไว้ให้อีกแผ่นไว้ใช้สำหรับวันธรรมดาเพื่อบำรุงร่างกาย”
พระชายาเอ่ย “เช่นนั้นแล้วข้ายังต้องแช่น้ำสมุนไพรต่อไปหรือไม่ ถึงแช่น้ำนั้นจะเจ็บปวดมาก แต่หลังจากนั้นก็สบายตัวอยู่”
“สำหรับน้ำอาบสมุนไพรข้าสามารถสั่งให้ท่านได้เช่นกัน แต่ไม่ได้เป็นตำรับสำหรับไล่พิษเย็น เป็นการส่งเสริมกล้ามเนื้อและกระดูก ให้แช่ทุกๆสามวันก็ได้”
ฉีเชียนกลอกตาทันที “แม้จะบอกว่ารักษาพิษเย็นของท่าน
ย่าได้แล้ว แต่ท่านย่าก็ป่วยมานานหลายปี ท่านหมอฉินจะอยู่ต่ออีกสักสองวันเพื่ออธิบายท่านย่าว่าต้องดูแลสุขภาพร่างกายอย่างไรบ้างไม่ได้หรือ” เขาหยุดไปสักพักก็เสริม “ค่ารักษาจ่ายแยก”
เฮอะ ฉีจวิ้นอ๋องรู้แล้วว่าจะจัดการปรมาจารย์ปู้ฉิวที่ชื่นชอบเงินได้อย่างไร!
ตอนที่ 110: ท่านจะไม่สมปรารถนา
หากเป็นเมื่อก่อน ฉินหลิวซีก็อาจจะอยู่มากกว่านี้อีกสักสองสามวันตามคำเชิญของฉีเชียนและพระชายาผู้เฒ่าแล้ว แต่ตอนนี้กลับทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะที่เมืองหลียังมีครอบครัวรอนางอยู่
นางไม่สนใจคนอื่นได้แต่เมื่อมีผู้อาวุโสอยู่ที่นั่นด้วย นางจะทำตามใจตนเองเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว อีกอย่างนางก็ออกมาหลายวันแล้วด้วย หากไม่กลับไปก่อนวันไหว้พระจันทร์ เกรงว่านางฉินผู้เฒ่าและคนอื่นคงจะบุกไปฆ่านางถึงอารามเต๋าแน่
ฉินหลิวซีปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
เมื่อเห็นว่านางยืนกรานที่จะไม่อยู่ต่อ พระชายาผู้เฒ่าก็ไม่ได้บังคับฝืนใจนาง แต่สั่งให้ฉีเชียนจัดการรถม้าและองครักษ์ ทั้งยังกำชับให้คนข้างกายเตรียมของขวัญและงานเลี้ยงส่งให้พวกนางด้วย ส่วนนางก็ลากฉินหลิวซีไปพูดคุยเรื่องการดูแลสุขภาพบำรุงร่างกายและวิชาเต๋า
ฉินหลิวซีลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “หากพระชายาผู้เฒ่าขึ้นเหนือ ก็จะไม่สมปรารถนา แต่ท่านไม่จำเป็นจะต้องฝืน ปล่อยไปตามธรรมชาติทำตามหัวใจก็พอ”
พระชายาผู้เฒ่าตกตะลึงไปทันที นางสั่งให้บ่าวรับใช้ในห้องออกไปข้างนอก เหลือเพียงจ้าวหมัวหมัวไว้รับใช้ข้างกาย นางท้าวแขนลงบนโต๊ะน้ำชาพลางเอ่ยถาม “ท่านยังทำนายได้ด้วยว่าข้าจะขึ้นเหนือหรือ”
ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าศึกษาเต๋ามาหลายปีแล้ว ศาสตร์ทั้งห้าของเต๋าข้าล้วนเชี่ยวชาญทั้งสิ้น การทำนายก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ตอนที่ข้าตรวจชีพจรให้พระชายาผู้เฒ่าก่อนหน้านี้ ข้าก็ใช่วิชาไท่ซู่ทำนายดวงชะตาของท่านไว้แล้ว ต่อมาเมื่อเห็นว่าโหงวเฮ้งของท่านมีการเปลี่ยนแปลง จึงฉวยโอกาสทำนายในยามว่าง ท่านเดินทางขึ้นเหนือคราวนี้เกรงว่าอาจจะไม่สมปรารถนา”
พระชายาผู้เฒ่าได้ฟังแล้วก็หน้านิ่วคิ้วขมวดทันที
“จวิ้นอ๋องมีชาติกำเนิดสูงส่ง เมื่อถึงเวลาของเขา ย่อมมีวิถีทางของตนเอง หากพระชายาเรียกร้องมากเกินไปกลับจะได้ไม่คุ้มเสีย”
สีหน้าพระชายาผู้เปลี่ยนไปทันที นางเม้มปาก “เช่นนั้นแล้ว ข้าไม่ควรขึ้นเหนือหรือ ข้าจะไม่ปิดบังท่าน อาเชียนอายุยี่สิบสองปีแล้ว แม้ว่าเขาจะได้เป็นจวิ้นอ๋องตั้งนานมาแล้ว แต่ข้าก็ยังมีหลานชายอีกคน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นจวิ้นอ๋องเช่นกัน เป็นเพราะฝ่าบาทเห็นแก่ที่สามีของข้าสละชีพเพื่อแผ่นดิน และบิดาของอาเชียนก็จากไปก่อนวัยอันควรเพราะร่างกายอ่อนแอ ฝ่าบาทสงสารที่จวนหนิงอ๋องมีแต่แม่หม้ายและเด็กเล็กอ่อนแอ จึงได้มีพระเมตตาต่อพวกเรา”
ฉินหลิวซียกชาขึ้นจิบ
“จวนหนิงอ๋องมีจวิ้นอ๋องถึงสองคน ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งซื่อจื่อ ว่ากันว่าหลานชายคนโตสำคัญ ข้าจึงคิดที่จะทูลขอตำแหน่งซื่อจื่อให้อาเชียน เพื่อทำให้คนในจวนสงบจิตสงบใจลงด้วย” พระชายาผู้เฒ่ามองนางพลางเอ่ยถาม “ท่านว่าข้าจะไม่สมหวังหรือ”
ฉินหลิวซีเอ่ย “พระชายาผู้เฒ่ารู้ดีอยู่แก่ใจ”
พระชายาผู้เฒ่าขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาทันที ริมฝีปากก็เม้มแน่น ใช่แล้ว หากแต่งตั้งอาเชียน สตรีผู้นั้นต้องไม่ยินยอมแน่ นางมีใจลำเอียงมานานแล้ว
พระชายาผู้เฒ่ารู้สึกหดหู่และไม่มีความสุข บุตรชายเหมือนกัน เหตุไฉนถึงได้ปฏิบัติต่อพวกเขาแตกต่างกันถึงเพียงนี้
“ท่านไม่ต้องกลัดกลุ้มกังวลให้มากเกินไป ข้าบอกแล้วว่า จวิ้นอ๋องเป็นหงส์มังกรในหมู่มนุษย์ เมื่อถึงเวลาก็จะมีทางของเขาเอง” ฉินหลิวซีราวกำลังชี้แนะ “พระชายาผู้เฒ่านั่นแหละที่ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวดีๆ ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องใดก็ทำใจให้สงบไว้ ไม่มีปัญหาใดที่แก้ไม่ได้ จวิ้นอ๋องก็มีแต่ท่านแล้ว”
พระชายาผู้เฒ่าเหลือบมองนางด้วยท่าทางครุ่นคิด
ฉินหลิวซียิ้มให้จ้าวหมัวหมัว “หมัวหมัวเองก็ต้องใส่ใจบำรุงตับของตนเองด้วย ข้าจะเขียนใบสั่งยาอย่างดีให้ท่านด้วยเอาไว้บำรุงสุขภาพ”
จ้าวหมัวหมัวดีใจมาก ย่อกายลงคารวะฉินหลิวซี “ขอบคุณปรมาจารย์มาก จริงสิ ท่านปรมาจารย์ มียันต์คุ้มครองจำพวกนั้นบ้างหรือไม่ ข้าและพระชายาผู้เฒ่าอยากจะขอไว้คนละชิ้นด้วย”
ฉินหลิวซีหยิบอออกมาจากแขนเสื้อส่งให้นางสองชิ้นทันที “เงินไม่ต้อง ต้องขอบคุณที่จ้าวหมัวหมัวดูแลข้าเป็นอย่างดีในช่วงนี้ด้วย”
จ้าวหมัวหมัวดีใจไม่น้อย นางคารวะฉินหลิวซีเพื่อเป็นการขอบคุณอีกครั้ง แล้วเอ่ยกับพระชายาผู้เฒ่า “เดี๋ยวหม่อมฉันจะเอาไปใส่ไว้ให้ในถุงเงินให้ท่านพกติดตัวนะเพคะ”
พระชายาพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
จบตอน
Comments
Post a Comment