ตอนที่ 11: วันนี้ไม่เหมือนในอดีต
พอนางฉินผู้เฒ่าเอ่ยเช่นนั้นออกมา ทุกคนในห้องกินข้าวพากันคุกเข่าลงกับพื้นด้วยสีหน้าเกรงกลัว
ยกเว้นคนคนเดียว
ในขณะที่ทุกคนคุกเข่า นางกลับยืนตัวตรงราวกับดอกบัวหิมะที่ยืนหยัดอยู่บนยอดผา ยากที่ใครจะเพิกเฉยได้
ฉินหลิวซียืนตัวตรงและหลุบตาลงมองลวดลายดอกม่านถัวหลัวที่ปักไว้บนเสื้อ ทำเป็นมองไม่เห็นคนอื่นที่คุกเข่าอยู่เต็มห้อง
สายตาของนางฉินผู้เฒ่ากวาดผ่านนางไป เม้มริมฝีปากพลางนิ่วหน้า
ทั้งๆที่ฉินหลิวซีเป็นคนตระกูลฉิน แต่กลับรู้สึกเหมือนฉินหลิวซีเป็นคนนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่สามารถควบคุมได้
“ตระกูลฉินล้มแล้ว ท่านปู่ สามี ท่านพ่อ พี่ชายหรือน้องชายของพวกเจ้าต่างก็อยู่ในระหว่างทางถูกเนรเทศ ไม่รู้ว่าจะต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน ไม่รู้ว่าหิวกระหายหรือป่วย หรือ…” นัยน์ตาของนางฉินผู้เฒ่าเปียกชื้น แต่นางกลับปาดเช็ดน้ำตาที่กำลังจะหลั่งออกมาอย่างคนใจแข็ง
ในห้องโถงมีเสียงร้องไห้ดังขึ้นแล้ว
“ถูกยึดทรัพย์เนรเทศ แต่ไม่ได้ตัดหัวประหาร เรื่องเดียวที่เราโชคดีคือ 'ความเมตตา' เล็กน้อยนี้ที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ ขอเพียงทำงานอย่างถูกต้อง อนาคตก็จะมีวันที่พ่อและพี่ชายของพวกเจ้าจะได้กลับมา” นางฉินผู้เฒ่าสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ย “ด้วยเงื่อนไขเช่นที่ว่านี้ พวกเราต้องดูแลรักษาบ้านนี้ให้ดี เด็กๆในบ้านก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี ถ้าเผื่อพวกเขาที่ตงเป่ยเป็นอะไรขึ้นมา พวกเจ้าจะได้เป็นเสาหลักของตระกูลฉิน!”
“ท่านย่า ข้าจะตั้งใจเรียนหนังสือ” ฉินหมิงฉีจากบ้านรองตระกูลฉินกำหมัดเอ่ยด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ
อนุวั่นผลักฉินหมิงฉุนเจ้าซาลาเปาน้อยที่อยู่ข้างๆเล็กน้อย เด็กน้อยส่งเสียงร้องหาออกมาหนึ่งที นัยน์ตาดำขลับกะพริบปริบๆ และแสดงความตั้งใจออกมาเช่นกัน “ข้า ข้าก็จะตั้งใจด้วย”
เรียนหนังสือเลยนะ เรียนหนังสือยากจะตายไป!
นางฉินผู้เฒ่าหันไปมองหลานชายทั้งสอง พาลนึกถึงหลานชายคนโตที่เพิ่งอายุสิบสองปีและบุตรชายคนโตของบ้านรองที่ถูกเนรเทศไป แล้วน้ำตาก็ไหลลงมา
สามีของนาง บุตรชายสามคน และหลานชายสองคนล้วนอยู่ระหว่างการเนรเทศ หากพูดถึงความเจ็บปวดแล้วไม่มีใครเทียบกับนางได้เลย
ตอนนี้นางได้แต่หวังว่าสวรรค์จะเมตตาสงสารพวกเขาบ้าง ให้พวกเขาเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย แม้ว่าชีวิตที่นั่นจะยากลำบาก แต่การที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นเรื่องดีเสมอ
“การยึดทรัพย์ค้นบ้านเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเราเอาทรัพย์สินอะไรติดตัวมาด้วยไม่ได้เลย มีเพียงบ้านเก่าหลังนี้ที่คุ้มกะลาหัว ซึ่งก็นับว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายแล้ว วันนี้ไม่เหมือนในอดีต วันข้างหน้าของตระกูลฉินไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ชาเลวๆกับข้าวจืดๆก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ผ้าไหมผ้าแพรก็ต้องถอดออก เรียนรู้การสวมรองเท้าผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ…แค่กๆ” นางฉินผู้เฒ่าไอออกมาทันที
สะใภ้หวังเงยหน้าขึ้น เช็ดปลายหางตาที่แดงเล็กน้อย “ท่านแม่ ท่านอย่าได้กังวลร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะ เวลายังอีกยาวไกล ทุกคนก็แค่ยังไม่เข้าใจในตอนนี้จึงปรับตัวไม่ได้ อีกเดี๋ยวพวกเขาจะค่อยๆคิดได้เองนะเจ้าคะ”
ไม่ว่าใครที่ตกลงมาจากที่สูงก็ต้องใช้เวลาปรับตัว
แม้แต่คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเหมือนนางก็ไม่ต่างกัน
สะใภ้หวังคิดถึงลูกชายเพียงคนเดียวของตนที่อยู่ในระหว่างการเนรเทศแล้วก็เจ็บปวดในใจอย่างรุนแรง แต่นางกลับค่อยๆสูดลมหายใจเข้าลึก นางเป็นนายหญิงของบ้านตระกูลฉิน จะอ่อนแอไม่ได้
“ก็มีเหตุผล ทุกคนลุกขึ้นเถิด กินข้าวมื้อนี้เสร็จแล้ว ใครที่ยังคิดไม่ได้ไม่เข้าใจก็กลับไปคิดให้ดี” นางฉินผู้เฒ่ายกมือแสดงท่าทีอนุญาตให้ทุกคนลุกขึ้นได้
ทุกคนลุกขึ้นและนั่งลงในที่ของตน ก่อนจะหยิบชามและตะเกียบกินข้าวไปอย่างเงียบๆ
แม้รสชาติจะเหมือนเคี้ยวขี้ผึ้งแต่ก็ต้องกัดฟันกลืนเข้าไป
หลังมื้ออาหารนางฉินผู้เฒ่าสั่งให้เหล่าอนุและเด็กๆกลับห้องไป เหลือเพียงสะใภ้หวัง สะใภ้เซี่ยและฉินเหมยเหนียงเพื่อพูดคุยกันว่าต่อไปจะดูแลตระกูลนี้อย่างไร พวกนางจะต้องรู้
ฉินหลิวซีเห็นเป็นเช่นนั้นก็ย่างเท้าจะออกไป แต่นางฉินผู้เฒ่าเรียกนางไว้ก่อน
“นังหนูซี เจ้าอยู่ฟังด้วย”
ฉินหลิวซีชะงักเท้าทันทีก่อนจะนั่งลงไปอีกครั้งและหยิบถ้วยชาขึ้นมา
ตอนที่ 12: คนชั่ววางแผนร้าย
“นังหนูซี ตอนเจ้ายังเด็กสุขภาพร่างกายไม่ค่อยดี มักจะป่วยบ่อย เกิดจากการที่ดวงชะตาของเจ้าชงและพิฆาตกับตระกูลฉิน นักพรตเฒ่าชื่อหยวนบอกว่าดวงของเจ้าแปลก ทำให้ตอนนั้นต้องยกเจ้าให้เป็นลูกของแม่ใหญ่เจ้า ใช้ชื่อของแม่ใหญ่เจ้าข่มเจ้าไว้ แล้วให้เจ้าใช้ชีวิตข้างนอก เช่นนั้นแล้วคนในบ้านจะได้อยู่เย็นเป็นสุข จึงได้ส่งเจ้ากลับมาบ้านเก่า ย่ารู้ว่าเจ้าโกรธ ไม่พอใจที่ปล่อยให้เจ้าเติบโตมาในบ้านเก่าเป็นสิบปี แต่นี่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกเราทุกคนด้วย”
นางฉินผู้เฒ่ามองฉินหลิวซีก่อนจะเอ่ยเรียบๆ “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลฉินก็ไม่ได้ละเลยรายจ่ายของเจ้า คนที่จัดไว้ให้ก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว ตระกูลฉินเลี้ยงดูเจ้ามาจนถึงตอนนี้ แม้จะพูดว่าไร้น้ำใจ แต่ก็มีบุญคุณกับเจ้าเช่นกัน”
ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้นและสบตากับนางด้วยดวงตาสงบนิ่ง
สิ่งที่หญิงชราพูดนั้นไม่ผิด ไร้น้ำใจแต่มีบุญคุณ เป็นบุญคุณที่ให้กำเนิด เป็นบุญคุณที่เลี้ยงดู เพียงขาดการอบรมสั่งสอนใกล้ชิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ก่อให้เกิดเวรกรรมต่อกันแล้ว
ฉินหลิวซียืนขึ้นและคารวะนางฉินผู้เฒ่า
นางฉินผู้เฒ่ากลับรู้สึกอึดอัดในใจมากขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ กัดปลายลิ้นของตนแล้วเอ่ยต่อ “ในใจเจ้ามีความแค้น ย่าเข้าใจ แต่เจ้าแซ่ฉิน ชื่อของเจ้าในผังตระกูลก็เป็นบุตรสาวคนโตของบ้านใหญ่ตระกูลฉิน ตราบใดที่ชื่อของเจ้ายังอยู่ในตระกูล เจ้าก็ยังเป็นลูกหลานของตระกูลฉินของข้า เป็นคุณหนูใหญ่ของบ้านใหญ่”
“พวกท่านปู่ถูกปลดตำแหน่งไปแล้ว ข้ายังจะเป็นคุณหนูใหญ่อะไรได้อีกหรือ” ฉินหลิวซีเย้ยหยันตนเอง
นางฉินผู้เฒ่ากัดริมฝีปากตนเองก่อนจะเอ่ย “เรื่องนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าพวกเราเคยเป็นตระกูลขุนนาง ข้าจะไม่อ้อมค้อมกับเจ้า ตระกูลฉินของเราถูกฝ่าบาทยึดทรัพย์และเนรเทศ เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหรือไม่”
“โปรดเล่ารายละเอียด”
นางฉินผู้เฒ่าหลับตาลงด้วยสีหน้าอดกลั้น
สะใภ้หวังเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยขึ้น “ท่านปู่ของเจ้าเป็นขุนนางขั้นสามหัวหน้าสำนักกวงลู่ ระหว่างการบวงสรวงที่วัดไท่เมี่ยวในเดือนเจ็ด จู่ๆแพะในบรรดาสัตว์สามชนิดที่ใช้ในการสังเวยก็ตายไปโดยไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้า ถือเป็นเรื่องอัปมงคล ทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วหนัก…”
สำหรับราชวงศ์ใดๆก็ตาม การบวงสรวงที่วัดไท่เมี่ยวถือเป็นเรื่องสำคัญมาก พิธีกรรมมีความสำคัญเป็นพิเศษ แต่ในโอกาสสำคัญเช่นนี้กลับเกิดข้อผิดพลาดขึ้น จึงเป็นเหตุให้ฝ่าบาททรงกริ้ว ยิ่งไปกว่านั้นเครื่องสังเวยยังเป็นแพะในบรรดาสัตว์สังเวยทั้งสามอีกด้วย
ตอนที่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าเฟิง ว่ากันว่าฮ่องเต้ไท่จู่และกองทหารของพระองค์ถูกศัตรูล้อม ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงต้องเข้าไปในป่าเขาวงกตและหลงอยู่ในนั้นเกือบครึ่งเดือน เวลานั้นเสบียงถูกตัดขาด คนกลุ่มหนึ่งเดินตามแพะที่จู่ๆก็โผล่มาเป็นเวลาห้าวัน ติดตามแกะที่นำทางท่ามกลางม่านหมอกเป็นระยะระยะจนเดินออกจากป่านั้นได้ และได้พบกับกองทหารสนับสนุนในที่สุด ไม่ต้องพูดถึงการพลิกกลับมาชนะของกองทัพ แต่ยังมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องจนก่อตั้งราชวงศ์ต้าเฟิงขึ้นได้ในครานั้นเอง
ดังนั้นฮ่องเต้ไท่จู่จึงถือว่าแพะในเวลานั้นเป็นเซียน และยังถือว่าพวกมันเป็นสัตว์นำโชคของต้าเฟิง ในบรรดาเครื่องสังเวยสามอย่างจะต้องมีแพะที่มีชีวิตอยู่ด้วย
แต่ยามนั้นจู่ๆ แพะตัวนั้นก็ล้มลงกับพื้นและตายไปในระหว่างพิธีบวงสรวง เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดและถูกสังเวยให้แก่บรรพชน ย่อมถือว่าไม่เป็นมงคลและไม่เป็นการเคารพ ทั้งยังส่อให้เห็นเป็นนัยว่าจักรพรรดิไม่มีความเมตตากรุณา
โอรสสวรรค์ทรงกริ้วย่อมมีคนตายนับไม่ถ้วน
ฉินหยวนซานดูแลสำนักกวงลู่ได้ไม่ดี ทั้งยังมีพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของตระกูลฉินคอยยุแยงฝ่าบาทอยู่อย่างนี้ ข้อหาหมิ่นพระเกียรติและไม่จงรักภักดีจึงหล่นทับตระกูลฉินอย่างแรง ตระกูลฉินไม่มีแม้แต่สิทธิ์เสียงจะต่อต้าน พังครืนลงทันที
สะใภ้หวังเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็กำมือเม้มริมฝีปากแน่น
ฉินหลิวซีเอ่ย “ในพิธีสำคัญเช่นนี้ท่านปู่จะประมาทเลินเล่อได้อย่างไร จะต้องมีคนชั่ววางแผนร้ายแน่!”
นางฉินผู้เฒ่ารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยในความเฉียบแหลมของนาง เอ่ยออกมาด้วยความเกลียดชัง “เจ้าพูดไม่ผิด ท่านปู่ของเจ้าทำสิ่งใดรอบคอบ ไม่กล้าที่จะหย่อนยานแม้แต่น้อย แต่ก็ยังยากจะป้องกันคนใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้!”
[1] ดอกม่านถัวหลัวคือ: ดอกลำโพง
[2] สำนักกวงลู่คือ: สำนักที่ดูแลเรื่องการบวงสรวง การประชุม งานเลี้ยง รับผิดชอบอาหารและเครื่องดื่มของราชวงศ์
ตอนที่ 13: คนที่วางแผนร้ายต่อตระกูลฉินคือใคร
พอนางฉินผู้เฒ่าพูดมาถึงตอนที่กระทบใจก็ไอออกมาอย่างรุนแรงทันที นางเริ่มวิงเวียนมากขึ้น สะใภ้หวังและติงหมัวหมัวรีบก้าวเข้าไปลูบหลังลูบไหล่ให้อย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นไม่นานนางฉินผู้เฒ่าก็คลายโทสะลงได้บ้าง แต่สีหน้าของนางกลับยิ่งซีดลงกว่าเดิม
ฉินหลิวซีเหลือบมองพลางเอ่ย “ไม่ต้องเอ่ยว่าท่านปู่ได้รับความอยุติธรรมหรือไม่ การเป็นขุนนางอยู่ใกล้เจ้านายก็เหมือนกับอยู่ใกล้เสืออยู่แล้ว ฮ่องเต้สั่งให้ตาย ขุนนางก็ต้องตาย ต่อให้เป็นที่โปรดปราน แต่หากฝ่าบาททรงกริ้วขึ้นมาเมื่อใดก็หาข้ออ้างตัดหัวได้เมื่อนั้น เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ท่านคิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ ต้องดูแลสุขภาพตัวเองก่อนนะเจ้าคะ”
การพูดคุยอย่างสงบในฐานะคนนอกของนางไม่เพียงทำให้นางฉินผู้เฒ่าขมวดคิ้วแน่น แม้แต่สะใภ้หวังและคนอื่นๆก็ยังรู้สึกสับสนเล็กน้อย
แม้ว่าเด็กสาวคนนี้จะถูกบันทึกชื่อไว้ในนามของนาง แต่ก็โตมาในบ้านเก่าตั้งแต่ยังเล็ก จึงยากนักที่จะเอ่ยอะไรเช่นนั้นออกมาได้โดยไม่มีผู้ใหญ่คอยอบรมสั่งสอน
การเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้เป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งก็เหมือนมีมีดแขวนห้อยอยู่เหนือศีรษะพร้อมที่จะหล่นลงมาเมื่อใดก็ไม่รู้
เด็กๆคนอื่นในบ้านยังหวาดกลัวอยู่เลยว่าตระกูลฉินล้มแล้วจะไม่มีความมั่งคั่งและเกียรติยศอีกต่อไป ใครจะเหมือนฉินหลิวซีที่เอ่ยคำว่าอยู่ใกล้เจ้านายก็เหมือนกับอยู่ใกล้เสือเช่นนี้ออกมาได้
สะใภ้หวังเริ่มสงสัยเกี่ยวกับเด็กสาวที่ถูกบันทึกชื่อไว้ในนามของนางผู้นี้มากขึ้น
นางสงบนิ่งและมั่นคง ยังมีทักษะทางการแพทย์ของนางอีก หลายสิบปีมานี้ใครเป็นคนสั่งสอนนางหรือ ใช่นักพรตเฒ่าชื่อหยวนหรือไม่
“แม้เรื่องนี้จะถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ข้าจะต้องรับตัวท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านอา และน้องชายของเจ้ากลับมาให้ได้” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยอย่างดุดัน “ถ้าข้าไม่ได้เห็นตระกูลฉินกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ไม่ได้เห็นผู้ชายตระกูลฉินของเรากลับมาจากตงเป่ยที่หนาวเหน็บและยากลำบากนั้นแล้ว ต่อ ต่อให้ข้าตาย ข้าก็ตายตาไม่หลับ แค่กๆ…”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นท่านต้องดูแลสุขภาพตัวเองแล้ว”
ถึงอย่างไรอายุขัยของท่านก็ไม่ยืนยาว
นางฉินผู้เฒ่าสำลัก สีหน้านางมืดมนทันที
สะใภ้เซี่ยเอ่ยขึ้น “นังหนูนี่ เจ้าจงใจทำให้ท่านย่าของเจ้าโกรธใช่หรือไม่”
ฉินหลิวซีจิบชาอย่างเงียบๆและไม่ตอบ
สะใภ้เซี่ยรู้สึกราวกับตนเองชกนุ่น นางอึดอัดใจมากขึ้น
นางฉินผู้เฒ่ายกมือขึ้นก่อนจะเอ่ยต่อ “การยึดทรัพย์ค้นบ้านเกิดขึ้นเร็วมาก พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้นำทรัพย์สินใดๆติดตัวมาด้วย นั่นเพราะกองกำลังทหารที่เข้าบุกยึดบ้านเป็นกองทหารของตระกูลเหมิงด้วย”
ฉินหลิวซีหันไปมองสะใภ้หวังราวกับกำลังรอคำอธิบาย
สะใภ้หวังเอ่ย “ตระกูลเหมิงส่งตัวผู้หญิงคนหนึ่งเข้าวังเมื่อสามปีที่แล้ว และนางก็ได้รับความโปรดปราน ในเวลาเพียงสามปีก็เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นกุ้ยเฟย ตระกูลเราและตระกูลเหมิงไม่เคยลงรอยกันอยู่แล้ว เมื่อพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ท่านปู่ของเจ้าเคยพูดกับสหายตอนดื่มด้วยกันว่าพระสนมเหมิงเจ้าเล่ห์ ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง จนถูกเกลียดมาถึงตอนนี้…”
มุมปากของฉินหลิวซีกระตุกทันที ท่านปู่ของนางโง่จนตกหลุมพรางคนอื่นใช่หรือไม่
สะใภ้หวังเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้วก็จนใจ เรื่องนี้นายท่านผู้เฒ่าก็เสียมารยาทไปจริงๆ
“พระสนมเหมิงกุ้ยเฟยได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพระสนม แถมปีนี้ยังให้กำเนิดองค์ชายน้อยพระองค์หนึ่งออกมาอีก ตระกูลเหมิงก็พลอยโชคดีไปด้วย ไม่เพียงแต่พระสนมเหมิงกุ้ยเฟยจะได้เป็นกุ้ยเฟยแล้วเท่านั้น แต่ตระกูลเหมิงยังได้รับพระราชทานศักดินาตำแหน่งโหว ตอนนี้กลายเป็นจวนอันเฉิงโหวไปแล้ว” สีหน้าสะใภ้เหมิงไม่แยแส แล้วเอ่ยต่อไปว่า “เหมิงลี่ที่เป็นน้องชายสุดที่รักของพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยพลอยได้รับพระกรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์หน้าวังไปด้วย กลุ่มคนที่เข้ามายึดค้นบ้านเราก็เป็นเขาที่นำมา”
ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็เข้าใจได้พอดี
มิน่าตอนที่คนตระกูลฉินปรากฏตัวขึ้นจึงไม่ได้สวมผ้าไหมผ้าแพรอะไรเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทรัพย์สมบัติใดทั้งนั้น เมื่อศัตรูตัวฉกาจกำลังจับตามองอยู่เช่นนั้น พวกเขาย่อมไม่สามารถเก็บรักษาทรัพย์สมบัติอะไรไว้ได้อยู่แล้ว
แน่นอนว่าย่อมมีคนที่ระแวดระวังรอบคอบซ่อนอะไรไว้บ้างอยู่แล้ว
“คนที่วางแผนทำร้ายท่านปู่คือคนของตระกูลเหมิงหรือเจ้าคะ” ฉินหลิวซีเอ่ยถาม
สะใภ้หวังนิ่งเงียบทันที
ไม่รู้ด้วยเหตุผลใดนางฉินผู้เฒ่าจึงถามนางกลับ “เจ้าว่าอย่างไรเล่า”
ตอนที่ 14: ยังมีคนอื่นอีก
ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว คิดจะทดสอบนางหรือ
“นี่ท่านย่ากำลังเห็นค่าของข้าอย่างนั้นหรือ ข้าที่แม้ไม่ใช่เด็กกำพร้าก็เหมือนเด็กกำพร้า ต้องเติบโตมาในบ้านเก่าลำพังเช่นนี้จะมีผู้ใหญ่มาสอนเหตุผลข้าได้อย่างไร ท่านถามข้าอย่างนี้ไม่เท่ากับเป็นการทำให้ข้าตกที่นั่งลำบากหรือเจ้าคะ!”
นางฉินผู้เฒ่าถูกพูดแทงใจดำจึงรู้สึกอับอายและไม่พอใจอยู่บ้าง
สะใภ้หวังเหลือบมองสีหน้าของนางฉินผู้เฒ่าเล็กน้อยพลางครุ่นคิดก่อนจะเอ่ย “คนนอกย่อมมองอะไรได้ชัดกว่าคนใน เพราะนังหนูซีไม่ได้อยู่ในวังวนอำนาจของเมืองหลวง เจ้าจึงน่าจะมองเรื่องนี้ได้ชัดกว่าพวกเราที่อยู่ในสถานการณ์ ส่วนว่าเจ้าจะมีสายตาเฉียบแหลมหรือไม่นั้น แค่เรื่องที่เจ้าช่วยให้สะใภ้สามคลอดลูกได้อย่างราบรื่น บวกกับการจัดการเรื่องในบ้านสองสามวันมานี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ความสามารถของเจ้าได้แล้ว”
ฉินหลิวซีช้อนสายตาขึ้นมองแม่ใหญ่
หน้าผากของสะใภ้หวังกว้างและอิ่มเต็ม นัยน์ตาโตและคิ้วงามละเอียด จมูกเป็นสันตรง เหนือริมฝีปากไม่มีไฝไม่ดี ผมดกดำเป็นมันเงา ใบหน้าเช่นนี้เป็นลักษณะทั่วไปของคนร่ำรวยสูงศักดิ์ น่าเสียดายที่ตำแหน่งเรือนคู่ครองของนางเปลี่ยนเป็นมืดมนและทรุดโทรม รอยตีนกาและเส้นเลือดที่ปูดยื่นออกมาบ่งบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือต้องแยกจากกัน
สามีภรรยาแยกกันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่สำคัญก็คือเรือนของบุตรธิดา เรือนบุตรธิดาของนางไม่สมบูรณ์ ทายาทอ่อนแออยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีร่องรอยยุบแฟบลงไปอีกเกรงว่าจะมีการสูญเสียเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังต้องดูแปดอักษรเวลาตกฟากร่วมด้วย ถ้าหากในเรือนบุตรธิดาของนางยังมีการเปลี่ยนแปลงตนเองอื่นๆ เช่นว่า การกระทำอย่างมุทะลุ การกระทำเพื่ออำนาจ หรือการกระทำอย่างโง่เขลาปรากฏขึ้นร่วมด้วยหรือไม่ ซึ่งจะแสดงถึงความตายของบุตรธิดาของเจ้าดวงชะตาหรือการตกอยู่ในอันตราย
ฉินหลิวซีถอนสายตากลับมาแล้วเม้มปากเล็กน้อย
สะใภ้หวังเป็นภรรยาเอกของนายท่านบ้านใหญ่ แม้ว่าลูกของอนุภรรยาทั้งหลายจะเรียกนางว่าท่านแม่ด้วยเช่นกัน แต่คนที่นางให้กำเนิดเองจริงๆ คือน้องชายของตนที่ชื่อฉินหมิงเยี่ยนซึ่งถูกเนรเทศไปพร้อมกับท่านปู่และท่านพ่อเพียงคนเดียวเท่านั้น
หากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนั้น สะใภ้หวังจะต้องจบชีวิตตนเองตามไปแน่
เมื่อสะใภ้หวังเห็นว่านางหลุบตาลงเพื่อหลบซ่อนนัยน์ตาดำขลับนั้น หัวใจของนางก็บีบรัดขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้ และรู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย
ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ว่าตนเองเห็นแววตาสงสารวาบขึ้นในดวงตาของฉินหลิวซีแวบหนึ่ง
นางต้องคิดไปเองแน่!
นิ้วมือของสะใภ้หวังงอเข้าเล็กน้อย
“ข้าไม่รู้ว่าตระกูลเหมิงมีพฤติกรรมเช่นไร ยิ่งไม่รู้จักพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยด้วย แต่ถ้าเป็นข้า หากองค์ชายน้อยยังทรงเยาว์วัยเช่นนี้ ต่อให้ข้าจะทำตัวโดดเด่นไปบ้าง แต่ก็ไม่กล้าแตะเกล็ดมังกรและสร้างสถานการณ์ที่เป็นการหมิ่นเกียรติเช่นนี้แน่” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างดูถูกดูแคลน “พระสนมกุ้ยเฟยทั้งเป็นที่โปรดปรานทั้งยังเพิ่งให้กำเนิดพระโอรส ถ้านางคิดที่จะทำอะไรตระกูลฉินจริงๆ อย่างมากแค่เป่าหูยุยงฝ่าบาทหน่อยก็ได้แล้ว เหตุใดต้องลากเอาวงศ์ตระกูลและอนาคตขององค์ชายมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย”
การมีองค์ชายใช่ว่าจะสูงส่งขึ้นสวรรค์ไปได้เมื่อไหร่ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเองก็แทบจะทรงทราบลิขิตสวรรค์อยู่แล้ว องค์ชายที่เป็นผู้ใหญ่และเติบโตมากับฝ่าบาทก็มีถึงสองพระองค์ แถมยังมีองค์ชายที่ยังทรงพระเยาว์อยู่อีกสองพระองค์ ย่อมเรียกได้ว่าราชวงศ์ไม่ขาดองค์ชาย
ตระกูลเหมิงต้องการพึ่งพาองค์ชายน้อยผู้นี้เพื่อไต่เต้าขึ้นไปอีก พวกเขาคงไม่โง่ถึงขนาดแตะต้องเรื่องสำคัญอย่างการบวงสรวงสังเวยที่วัดไท่เมี่ยวเช่นนี้ เพราะหากสืบทราบขึ้นมาเมื่อใด องค์ชายและตระกูลเหมิงก็จะจบสิ้นไปตลอดกาล
ดังนั้นเกรงว่าคนที่เล่นงานตระกูลฉินยังมีคนอื่นอีก ตระกูลเหมิงก็เพียงฉวยโอกาสซ้ำเติมพวกเขาเท่านั้น
ดวงตาของนางฉินผู้เฒ่าลุกวาวขึ้นมาทันทีที่ได้ยินฉินหลิวซีพูดเช่นนั้น หน้าอกของนางกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด
ดวงตาของสะใภ้หวังก็เป็นประกายด้วยความประหลาดใจเพราะคำพูดของบุตรสาวนั้นสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของท่านแม่ตลอดทางมานี้
“ไม่ใช่ตระกูลเหมิง แล้วจะเป็นใครได้”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ท่านแม่เองก็บอกว่าข้าไม่ได้อยู่ในใจกลางของกระแสน้ำวนนี้ และข้าก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงมาหลายปีแล้ว ใครเป็นศัตรูของตระกูลฉิน ข้าก็ไม่อาจรู้ จึงไม่อาจตอบคำถามท่านย่าได้”
นางยืนขึ้นก่อนจะเอ่ย “ฟ้ามืดแล้ว เชิญท่านย่ากลับห้องเถิดเจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซีพูดจบแล้วก็เดินออกไป เพียงแต่เมื่อนางเพิ่งจะก้าวเท้าออกไปได้ข้างเดียวขณะที่เท้าอีกข้างยังอยู่ข้างใน นางก็หันไปและถามตาปริบๆ “ท่านย่า บ้านหลังนี้ยังนับว่าเป็นของข้าอยู่ใช่หรือไม่”
ตอนที่ 15: บ้านบรรพบุรุษเป็นของคุณหนูใหญ่
บ้านหลังนี้ยังนับเป็นของข้าใช่หรือไม่
คำพูดของฉินหลิวซียังสะท้อนก้องอยู่ในความคิดของนางฉินผู้เฒ่าไม่หยุด นางกลับไปที่ห้องตนเองทันทีก่อนจะหันไปมองสะใภ้หวังลูกสะใภ้คนโตด้วยแววตาสับสน
“ในหัวนางคิดอะไรอยู่กันแน่”
สะใภ้หวังนิ่งเงียบ นางเองก็ไม่เข้าใจฉินหลิวซีเช่นกัน
แต่สะใภ้เซี่ยกลับอดกลั้นไว้ไม่ได้ จึงเอ่ยถามด้วยความกังวลร้อนใจ “ท่านแม่ คำพูดของนังหนูซีเมื่อครู่นี้หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ นางพูดว่าบ้านเก่านี้เป็นของนางหรือ บ้านนี้ไม่ได้เป็นบ้านบรรพบุรุษของตระกูลฉินหรือเจ้าคะ”
บ้านของบรรพบุรุษ แม้แต่ลูกหลานผู้ชายยังไม่กล้าคิดอยากได้ แล้วจะกลายเป็นของนังหนูตัวน้อยนั่นไปได้อย่างไร
นางฉินผู้เฒ่าถอนใจ “เกรงว่าตอนนั้นปรมาจารย์ชื่อหยวนคงจะทำนายไว้แล้วว่าตระกูลฉินของเราต้องพบกับความยากลำบากเช่นนี้”
สะใภ้เซี่ยงุนงง นี่มันหมายความเช่นไร
ตอนที่ชื่อหยวนจะพาฉินหลิวซีจากไป เขาเคยปิดประตูพูดคุยกับนายท่านฉินผู้เฒ่าเป็นการส่วนตัว คนที่ส่งตัวฉินหลิวซีกลับมาก็เป็นลุงเฉิงคนสนิทของนายท่านฉินผู้เฒ่า หลังจากที่พานางกลับมาแล้ว ลุงเฉิงก็จัดการเป็นธุระ แม้ว่าบ้านเก่าหลังนี้ยังดูเหมือนว่าเป็นบ้านบรรพบุรุษของตระกูลฉิน แต่เจ้าของโฉนดกลายเป็นของชื่อหยวน และเขาได้มอบให้ฉินหลิวซีต่ออีกทอดไปแล้ว
เมื่อพวกนางถูกยึดทรัพย์ค้นบ้าน บ้านและทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลฉินจึงถูกปิดตาย ยกเว้นบ้านบรรพบุรุษในเมืองหลีหลังนี้เท่านั้น
นางฉินผู้เฒ่าใช้เหตุผลที่ว่าบ้านหลังนี้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่คนอื่นมอบให้ อีกทั้งได้ขอความเมตตาจากไทเฮาชราให้ละเว้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการแตะต้องสิ่งของใดในบ้านบรรพบุรุษหลังนี้ ตระกูลฉินจึงสามารถกลับมาอยู่อาศัยที่นี่ได้
จู่ๆ ฉินหลิวซีก็เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
“ถ้าเช่นนั้นโฉนดของบ้านหลังนี้ก็อยู่ในมือของนังหนูซีแล้วหรือเจ้าคะ เป็นของนางหรือ” สะใภ้เซี่ยตกใจจนเสียงแหลมสูง
เช่นนั้นแล้วพวกนางก็กำลังอยู่อาศัยใต้ชายคาบ้านคนอื่น หากทำสิ่งใดผิดพลาดขึ้นมาก็จะถูกไล่ออกจากบ้านอย่างนั้นหรือ
“มันเป็นแผนชั่วคราว” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยความสลดใจ “โชคดีแล้วที่บ้านหลังนี้เปลี่ยนเจ้าของไปในยามนั้น หาไม่แล้ววันนี้พวกเราคงไม่มีแม้แต่ที่จะอยู่”
“แต่ท่านแม่เจ้าคะ นี่เป็นบ้านบรรพบุรุษ ไฉนเลยจะยกให้นังหนูซีได้ จะต้องเอาโฉนดกลับมานะเจ้าคะ” สะใภ้เซี่ยร้อนใจมาก หากโฉนดอยู่ในมือฉินหลิวซี ต่อไปอะไรอะไรก็คงเป็นของอีกฝ่ายไปหมด เช่นนั้นจะได้อย่างไร
สะใภ้หวังเอ่ยเรียบๆ “น้องสะใภ้รอง ตระกูลของเรามีความผิดติดตัว จะเอากลับมาให้ทางการสั่งยึดเช่นนั้นหรือ”
สะใภ้เซี่ยสะอึกไปทันที ในใจนางก็คิดไปว่า เหตุที่สะใภ้หวังไม่เห็นว่าเป็นอะไรนั้นคงเป็นเพราะการที่โฉนดอยู่ในมือของฉินหลิวซี ซึ่งคงไม่ต่างอะไรกับอยู่ในมือของบ้านใหญ่
“จะเอ่ยอย่างนั้นไม่ได้…”
“พอเถิด พี่สะใภ้ของเจ้าพูดถูกแล้ว บัดนี้ตระกูลฉินควรทำตัวสงบเสงี่ยม เจ้าจะเอาโฉนดแผ่นเดียวไปอวดใคร” นางฉินผู้เฒ่าตำหนิหน้าตึง “สามี พ่อสามี และลูกชายคนหนึ่งของเจ้ายังอยู่ระหว่างการเนรเทศ ข้าไม่เห็นเจ้าเป็นห่วงเป็นใยเอ่ยอะไรสักคำ แต่กลับเป็นกังวลร้อนใจเรื่องโฉนดแผ่นเดียวนี้หรือ”
สะใภ้เซี่ยหน้าแดงขึ้นมา นางหยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงตรงหางตาพลางเอ่ยเจือสะอื้น “ท่านแม่เอ่ยเช่นนี้ก็เท่ากับควักหัวใจข้าแล้ว นั่นคือสามีของข้านะเจ้าคะ ไหนเลยข้าจะไม่คิดถึง หากไม่ใช่เพราะเป็นห่วงเด็กๆพวกนี้ ข้าก็คงไปกับเขาแล้ว”
นางฉินผู้เฒ่าแค่นเสียง “ไม่ต้องมาทำเป็นร้องไห้หรอก เจ้าไม่กลัว แต่ข้ากลัวว่าจะอัปมงคล”
สะใภ้เซี่ยอับอาย
นางฉินผู้เฒ่านึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ขึ้นมาได้ นางจึงหันไปมองติงหมัวหมัว จากนั้นติงหมัวหมัวจึงส่งถุงเงินให้สะใภ้หวัง
“ถุงเงินใบนี้ท่านป้าและท่านย่าของเจ้าฉวยโอกาสแอบยัดมาให้ข้าตอนที่ออกจากเมืองหลวงมา เจ้ารับไปสิ เจ้ายังต้องดูแลบ้านนี้อีก” นางฉินผู้เฒ่ามองถุงเงินใบนั้นพลางเอ่ย “ว่ากันว่าจะเห็นมิตรแท้ก็ในยามทุกข์ยาก ตระกูลหวังจริงใจ ตระกูลฉินของเราเลือกดองไม่ผิดแล้ว หากภายหน้าตระกูลฉินของเรากลับมาได้ พวกเราจะต้องจดจำน้ำใจในครั้งนี้ของพวกนางเอาไว้ให้ดี”
การส่งเสริมกันในยามสุขนั้นง่ายดาย แต่การช่วยเหลือกันในยามตกระกำลำบากนั้นยากนัก พวกนางหาทางมอบความช่วยเหลือให้เราทั้งๆที่รู้ว่าฝ่าบาทอาจจะไม่พอพระทัยได้เช่นนี้ นับเป็นความสามารถและน้ำใจ ไม่เหมือนกับตระกูลสามีของฉินเหมยเหนียง ที่พอตระกูลฉินเกิดเรื่องก็รีบเขียนจดหมายหย่าตัดขาดมิตรภาพกันทันที
ฉินเหมยเหนียงเองก็เหมือนจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเช่นกัน จึงก้มหน้าสะอื้นไห้เงียบๆ
ตอนที่ 16: ปิดดวงตาขี้อิจฉาของเจ้า
สะใภ้เซี่ยไม่ได้สนใจความโศกเศร้าเสียใจของท่านป้าใหญ่ นางจ้องถุงเงินเรียบๆที่ปักอักษรคำว่าปลอดภัยในมือของสะใภ้หวังด้วยความอิจฉา นางอยากจะรู้นักว่าในนั้นมีเงินอยู่เท่าไรกันแน่
สะใภ้หวังจับๆถุงเงินดูแต่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงของแข็งจึงคิดว่าน่าจะเป็นตั๋วเงินทั้งหมด จากนั้นจึงเอ่ย “ท่านแม่ ในเมื่อท่านมอบหมายให้ข้าเป็นคนดูแลบ้าน เช่นนั้นแล้วข้าก็มีอำนาจเต็มที่ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
นางฉินผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างเหนื่อยล้า
“พี่สะใภ้ใหญ่ ลองดูสิว่ามีเงินอยู่เท่าไร พอที่จะซื้อตัวสาวใช้เพิ่มอีกสักสองคนหรือไม่” สะใภ้เซี่ยเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
สะใภ้หวังเหลือบตามองนางทันทีแต่กลับไม่ได้เปิดถุงเงินออกดู เพียงแต่หันไปเอ่ยกับนางฉินผู้เฒ่าว่า “บ้านเราเกิดเรื่องกะทันหันมาก ทั้งยังไม่มีทรัพย์สินใดๆที่ติดตัวมาด้วยเลย เมื่อวานนี้ข้าให้ลุงหลี่ไปหานายหน้าหาแม่นมมาให้สะใภ้สามก่อนแล้วคนหนึ่ง และว่าจ้างหญิงแม่บ้านมาทำงานบ้านซักผ้าทั่วไปอีกคนแล้วเจ้าค่ะ”
“แม่นมคนเดียวหรือ” นางฉินผู้เฒ่านิ่วหน้า
สะใภ้หวังเอ่ย “เพราะเราค่อนข้างรีบ คนที่เหมาะสมเท่าที่พอจะหาได้ตอนนี้จึงมีเพียงคนเดียว นางเพิ่งจะคลอดลูกได้สองเดือน ร่างกายก็ได้รับการบำรุงอย่างดี เพียงพอที่จะให้นมเด็กสองคนได้ ข้าได้สั่งให้ลุงหลี่หาคนที่เหมาะสมเพิ่มอีกคนแล้ว อีกอย่างข้าก็ให้จวี๋เอ๋อร์สาวใช้ของท่านคอยดูแลเฉพาะสะใภ้สามคนเดียวแล้วด้วยเจ้าค่ะ”
นางฉินผู้เฒ่าพยักหน้า “ดีแล้ว นางคลอดลูกก่อนกำหนดภายในได้รับบาดเจ็บมากจะรออะไรไม่ได้ ก็ให้จวี๋เอ๋อร์คอยดูแลนางก็แล้วกัน เจ้าต้องสั่งให้ในครัวทำอาหารบำรุงให้นางด้วย จะต้องให้นางอยู่ไฟให้ดี ส่วนพวกเรากินไม่ดีหน่อยก็ไม่เป็นไร”
ลูกๆของสะใภ้คนเล็กมาไม่ถูกเวลาทั้งยังทำร้ายสุขภาพมารดาอีกด้วย การให้ความสำคัญกับนางจึงถูกต้องแล้ว ไม่เช่นนั้นหากนางสุขภาพไม่ดี แล้วต่อไปลูกๆของเจ้าสามจะทำเช่นไร
สะใภ้หวังเอ่ย “ท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะสั่งการลงไป อาหารการกินของท่านกับน้องสะใภ้สามจะบกพร่องไม่ได้”
สะใภ้เซี่ยรู้สึกกังวลเล็กน้อย แล้วพวกนางเล่า
“พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราจะต้องซื้อตัวสาวใช้มาคอยรับใช้เพิ่มหรือไม่”
“น้องสะใภ้รอง ตระกูลฉินถูกยึดบ้านแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดก็ถูกปิดตาย เราจะเอาเงินมาจากไหน เจ้าเห็นว่าเรามีเงินเล็กน้อยนี้อยู่เช่นนั้นหรือ” สะใภ้หวังยกถุงเงินในมือขึ้นพลางเอ่ย “ท่านพ่อ ท่านพี่ และพวกน้องๆทั้งหลายยังอยู่ระหว่างเดินทาง ไม่ว่าอะไรก็ต้องใช้เงินจัดการ ทุกอย่างเป็นรายจ่ายทั้งสิ้น เราต้องหาทางเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เราจะใช้ก้อนโตซื้อคนมาคอยรับใช้ได้อย่างไร”
นางฉินผู้เฒ่าจ้องหน้าสะใภ้เซี่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากเจ้าทนลำบากไม่ได้ก็กลับตระกูลเซี่ยของเจ้าไปเสียเถิด ตระกูลเซี่ยคงเลี้ยงเจ้าคนเดียวไหวอยู่หรอก”
สะใภ้เซี่ยหน้าซีดและคุกเข่าลงอ้อนวอนขอความเมตตาทันที “ท่านแม่ ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ข้าเป็นสะใภ้ตระกูลฉินแล้ว ตายก็ต้องเป็นผีตระกูลฉิน”
ก่อนที่นางจะออกเรือน นางต้องเอาตัวรอดจากเงื้อมมือของมารดาเลี้ยงมาตลอด จนอาศัยวาสนาที่มีต่อท่านอาหญิงของนางคนนี้ เป็นที่ถูกตาต้องใจของนายท่านคนรองของตระกูลฉิน นางจึงได้แต่งงานเข้าตระกูลฉินมีหน้ามีตามาตลอดหลายปีนี้
แม้จะเป็นเช่นนั้น สามีของนางก็ยังมีอนุภรรยาด้วย ทว่าเรื่องนั้นก็ไม่ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งภรรยาเอกของนาง แต่หากนางกลับไปที่บ้านบิดามารดา มารดาเลี้ยงไม่ชอบนาง กับพี่น้องคนอื่นนางก็ไม่สนิทด้วย นางก็คงถึงทางตันแล้ว
นางฉินผู้เฒ่าตะคอกอย่างหนัก “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เก็บความคิดของเจ้าไว้ให้ดี มีมือมีเท้าเหมือนกันจะจัดการตัวเองไม่ได้เลยหรือ เจ้าหาเงินให้ได้ ถ้าเจ้าหาเงินได้อยากจะซื้อตัวสาวใช้มาคอยปรนนิบัติก็เป็นความสามารถของเจ้า แต่เงินส่วนนี้สำหรับเอาไว้กินใช้กันในครอบครัว และที่สำคัญคือต้องใช้กรุยทางให้ท่านพ่อของเจ้าด้วย เจ้ารีบล้มเลิกความคิดของเจ้าไปเสียเถิด ปิดดวงตาขี้อิจฉาของเจ้าให้ดี อย่าได้คิดเรื่องเงินเล็กน้อยนี้อีก”
“เจ้าค่ะ” สะใภ้เซี่ยห้ามหน้าลงด้วยความอับอาย
นางฉินผู้เฒ่ากำลังจะเอ่ยอะไรออกมาอีกในตอนที่ฉินหมิงเป่าบุตรสาวบ้านสาม หลานสาวตัวน้อยของนางวิ่งร้องไห้เข้ามาบอกว่ามารดาของนางอาการไม่ค่อยดีนัก ทันใดนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
ตอนที่ 17: คุณหนูใหญ่ตั้งชื่อให้ว่าผิงอาน
ตอนที่นางฉินผู้เฒ่าและคนอื่นๆรีบไปที่ห้องของสะใภ้กู้ เด็กๆกำลังร้องไห้จ้า ฉินหลิวซีกำลังปั่นเข็มปักลงบนจุดต่างๆให้นาง อย่าได้พูดเลยว่าสีหน้าของนางนั้นย่ำแย่เพียงใด
“นางเป็นอะไรไปอีก” นางฉินผู้เฒ่าใจเต้นไม่เป็นส่ำโดยเฉพาะเมื่อนางได้เห็นสีหน้าหน้าซีดเผือดของสะใภ้กู้ มือไม้สั่นเทาไปหมด
สะใภ้หวังสั่งให้แม่นมแซ่โจวคนนั้นและจวี๋เอ๋อร์อุ้มเด็กสองคนออกไปปลอบข้างนอก ไม่เช่นนั้นเสียงร้องก็จะยิ่งทำให้ตื่นตระหนกลนลานมากยิ่งขึ้น
สะใภ้กู้ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น นางมองทุกคนที่อยู่ที่นั่นด้วยความงุนงงก่อนจะมองตามเสียงร้องของเด็กๆไป
“อาสะใภ้สาม ท่านอย่าได้โทษว่าข้าพูดจาไม่น่าฟังเลย สุขภาพร่างกายของท่านตอนนี้เหมาะแล้วหรือที่จะให้นมเด็ก ข้าเชื่อว่าฉีหวงจะต้องเตือนท่านแล้ว แต่ท่านก็ยังอยากจะลองดู ท่านกำลังทำร้ายร่างกายตัวเองให้พังไปเท่านั้น” ฉินหลิวซีดึงเข็มกลับและสบตาสะใภ้กู้ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เดิมทีท่านก็คลอดก่อนกำหนดอยู่แล้ว คลอดก็ยาก กว่าจะปลอดภัยกันทั้งแม่ทั้งลูกก็ไม่ใช่ง่ายๆเลย ท่านไม่บำรุงดูแลตัวเองให้ดี แต่กลับทรมานตัวเอง ท่านกลัวจะอยู่นานไปหรือ”
สะใภ้หวังจนใจเล็กน้อยและเรียกเบาๆ “นังหนูซี…”
แม้ว่านางจะพูดจามีเหตุผล แต่จะอ้อมค้อมหน่อยไม่ได้หรือ
สะใภ้กู้ฝืนลุกขึ้นนั่ง พอเห็นแววตาของฉินหลิวซีนางก็รู้สึกผิดเล็กน้อย และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียใจ “ข้าเพียงเห็นว่าเด็กร้องไห้หนักมากจึงได้ป้อนนมเขาเล็กน้อยเท่านั้น ใครจะไปนึกว่าข้า…”
นางก้มหน้าลง น้ำตาไหลเป็นสายราวลูกปัด
นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตนเองจะไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูกเลยสักนิด นางได้แต่ดูเขาออกแรงสุดกำลัง แต่กลับดูดนมไม่ออกเลย จากนั้นเขาก็ร้องไห้อย่างหนักจนนางปวดใจไปหมด นางทั้งร้อนใจและตื่นตระหนก พอจิตใจว้าวุ่นขึ้นมาก็หายใจไม่ออกและหมดสติไป
“สุขภาพร่างกายของท่านไม่ดี ข้าจึงให้ยาลดการหลั่งน้ำนมแก่ท่าน ท่านไม่สามารถให้นมเขาได้” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างเฉยเมย
น้ำนมแม่เปรียบเสมือนเลือดของสตรี มันมีค่ามาก แต่ร่างกายของสะใภ้กู้ไม่สามารถทนต่อการให้นมบุตรได้ มิฉะนั้นต่อให้บำรุงนางมากเพียงไหนก็ไม่พอให้นางผลาญหรอก
เด็กก็สำคัญ แต่มารดาก็สำคัญกว่า ถ้ามารดาจากไป เด็กจะดีได้อย่างไร
สะใภ้กู้อึ้งงันไป
นางฉินผู้เฒ่าได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว พอเห็นสถานการณ์เช่นนั้นนางก็เอ่ยโน้มน้าวด้วย “สะใภ้กู้ สิ่งสำคัญอันดับแรกของเจ้าคือการบำรุงตัวเองให้ดี ปล่อยให้แม่นมป้อนนมเด็กๆไปเถิด หากคนเดียวไม่พอก็ไปหามาอีกคน แต่ถ้าเจ้าเป็นอะไรไป เด็กๆจะทำเช่นไร เจ้าสามเล่าจะทำเช่นไร”
“ท่านแม่ ข้ากลัว!” ฉินหมิงเป่าคุกเข่าลงข้างเตียงและจับมือนางพลางร้องไห้ออกมา
สะใภ้กู้ปวดใจเหลือแสน น้ำตาก็ยิ่งไหลพราก
“ไม่ต้องร้องแล้ว เจ้ากำลังอยู่ไฟจะร้องไห้ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นต่อไปดวงตาเจ้าจะมีปัญหานะ” สะใภ้หวังเช็ดน้ำตาให้นาง “พวกเรารู้ว่าเจ้าสงสารลูกๆ เพราะฉะนั้นแล้วจะต้องดูแลตัวเองให้ดีสิ มิใช่หรือ”
สะใภ้กู้พยักหน้า “ข้าคิดน้อยเกินไป”
นางเพียงรู้สึกสงสารลูก แต่ไม่ได้นึกถึงว่าสุขภาพร่างกายของตนเองไม่เอื้ออำนวย
สะใภ้กู้หันไปมองฉินหลิวซีก่อนจะเอ่ย “ ข้าจะเรียกเจ้าว่าซีเอ๋อร์เหมือนพี่สะใภ้ใหญ่ก็แล้วกันนะ ซีเอ๋อร์ เด็กทั้งคู่เกิดมาได้อย่างราบรื่นด้วยความช่วยเหลือจากเจ้า ขอพึ่งใบบุญของเจ้าสักครั้ง จะช่วยตั้งชื่อให้พวกเขาหน่อยได้หรือไม่”
ฉินหลิวซีขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางมองไปที่นางฉินผู้เฒ่าแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้ให้ผู้อาวุโสที่บ้านจัดการเถิด”
“ท่านแม่…” สะใภ้กู้หันไปหานางฉินผู้เฒ่าด้วยสายตาอ้อนวอนทันที
นางฉินผู้เฒ่าจึงเอ่ย “อาสะใภ้สามของเจ้าเอ่ยถูกแล้ว เจ้าก็ตั้งชื่อให้พวกเขาสักชื่อเถิด ตั้งเป็นชื่อเล่นไปก่อน แล้วค่อยเขียนจดหมายไปให้ท่านปู่และอาสามของเจ้าขอให้พวกเขาตั้งชื่อให้ทีหลัง รอเด็กๆสามขวบแล้วค่อยใช้ชื่อจริงก็ได้”
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉินหลิวซีก็ไม่ได้อิดออดอีกต่อไป นางรู้วันเกิดเวลาตกฟากของเด็กๆเป็นอย่างดี กระทั่งจับชีพจรให้ก็ทำมาแล้ว เพียงแต่เด็กยังเล็กเกินไป ถึงอย่างไรก็ไม่อาจตัดสินทำนายทุกอย่างได้ นางจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“ผิงอาน” ฉินหลิวซีมองไปยังทารกทั้งสองที่อยู่กับแม่นมและจวี๋เอ๋อร์กำลังอุ้มอยู่ก่อนจะเอ่ย “ถ้าเช่นนั้นก็ให้ชื่อผิงอานเถิด ไม่สูงส่ง ไม่ต่ำต้อย เลี้ยงง่าย”
ตอนที่ 18: คุณหนู ท่านต้องทำงานแล้ว!
ฉินหลิวซีนำฉีหวงออกจากห้องของสะใภ้กู้กลับมาถึงห้องของตน ทันทีที่เข้าไปข้างใน สีหน้าของนางก็เคร่งเครียดทันที นี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ชีวิตก็มีเรื่องน่ารำคาญใจมากมายเพียงนี้แล้ว
“ข้าเห็นว่าในเรือนก็ไม่ได้มีบ่าวรับใช้เยอะขึ้นสักเท่าไร ลุงหลี่ไม่ได้ไปหานายหน้ามาหรือ” ฉินหลิวซีรินชาให้ตนเองแล้วดื่มให้ชุ่มคอ จากนั้นจึงเอ่ยถามฉีหวง
ฉีหวงเอ่ย “ท่านสั่งแล้ว พวกเราจะไม่ทำได้หรือเจ้าคะ นายหน้ามาแล้วเจ้าค่ะ นายหญิงใหญ่เป็นคนจัดการทำสัญญาแค่แม่นมคนหนึ่งกับแม่บ้านทำงานทั่วไปสองคนเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซีตะลึงไปทันที “สองคนหรือ”
ฉีหวงพยักหน้าก่อนจะเอ่ย “ป้าหลี่ยังดูแลเรื่องในครัวอยู่เหมือนเดิม ส่วนหญิงที่หน่วยก้านดีสองคนนั้นมีหน้าที่ทำงานทั่วไปและซักผ้า ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์ นายหญิงได้ย้ายนางไปในเรือน เตรียมจะให้เป็นสาวใช้ แต่ไม่ได้ให้รับใช้เจ้านายคนไหนเป็นพิเศษ”
พอนางเห็นว่าฉินหลิวซีนิ่วหน้าจึงเอ่ยเตือน “คุณหนูไม่เหมือนในอดีต ไม่ได้เป็นตระกูลขุนนางเหมือนแต่ก่อน ถูกยึดทรัพย์ค้นบ้าน ทั้งไม่สามารถนำทรัพย์สินอะไรติดตัวมาด้วยได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น ไหนเลยนายหญิงใหญ่จะกล้าซื้อหาบ่าวรับใช้มาห้อมล้อมมากมายเช่นก่อนหน้านี้อีก จากอาหารในวันนี้ท่านก็น่าจะเห็นแล้ว ถ้าไม่มีเงินก็ต้องประหยัดกินประหยัดใช้ ไม่อย่างนั้นนายหญิงรองจะเอะอะโวยวายเช่นนี้หรือเจ้าคะ”
ฉินหลิวซีหันไปมองด้วยความสงสัย “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้ากำลังเตือนอะไรข้า”
ฉีหวงตอบโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน “ไม่มีเงินในบัญชีแล้ว ลุงหลี่คงมาหาท่านด้วยเรื่องนี้ในอีกไม่ช้า”
มันหมายความว่าถึงเวลาที่ท่านต้องทำงานแล้ว!
หนังศีรษะของฉินหลิวซีตึงเครียดขึ้นทันที เมื่อไม่มีเงินก็ทำตัวลอยๆ ปล่อยไปตามยถากรรมไม่ได้อีกแล้วสิ
“เป็นไปไม่ได้ เงินที่ข้าสะสมไว้ก่อนหน้านี้เล่า เจ้าจำได้ใช่หรือไม่” ก่อนหน้านี้นางก็อดออมสะสมเงินเล็กๆน้อยๆไว้อยู่ตลอด จะหมดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร
ฉีหวงไม่รู้ขุดสมุดบัญชีและลูกคิดเล็กๆมาจากไหนและเริ่มคำนวณทันที “ขออภัยที่ข้าต้องเตือนท่าน ท่านเกียจคร้าน ไม่รับงาน แถมยังเก็บตัว แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพียงแต่ท่านมักจะซื้อยาจากตำหนักอายุวัฒนะอยู่บ่อยๆ ข้าจำได้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วท่านซื้อโสมอายุร้อยปีมาหนึ่งต้น อ้อ เอามาปรุงยาแล้วมอบให้นายท่านจงจากถนนตะวันตก ท่านเก็บเงินเขามาแค่ห้าตำลึง แต่โสมต้นนั้นราคาสองพันตำลึง”
มุมปากของฉินหลิวซีแข็งค้าง เอ่ยด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย “มีเรื่องที่ข้าทำให้เปล่าๆด้วยหรือ”
ฉีหวงหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มนั้นบ่งบอกว่าไม่เพียงแต่นางจะทำเช่นนั้นเท่านั้น แต่ยังทำบ่อยเสียด้วย!
คุณหนูของนางบอกว่าเบื่อโลกและไม่แยแส แต่กลับมีจิตใจที่อ่อนโยนที่สุด นางจะรักษาโรคและช่วยชีวิตใครขึ้นอยู่กับอารมณ์ โชคชะตา และเวรกรรม หากอีกฝ่ายเป็นคนชั่วร้าย ต่อให้มอบทองสักหมื่นตำลึงนางก็จะไม่ช่วย แถมยังบอกคนผู้นั้นด้วยว่าให้รีบตายและไปเกิดใหม่ไวๆ แต่ถ้าเป็นคนที่ลำบากและจิตใจดี นางไม่เพียงแต่จะช่วยเท่านั้นแต่ยังช่วยโดยไม่คิดเงินด้วย
ดังนั้นแม้ว่าเมื่อก่อนพวกนางจะประหยัดเงินแค่ไหน ก็ไม่สามารถทนต่อการผลาญเงินของนางได้ เป็นเพราะนางใช้เงินง่ายจริงๆ
เมื่อรายจ่ายมากกว่ารายรับเช่นนี้ นางยังเกิดมาขี้เกียจอีก มีแต่ชักออกไม่มีหาเข้า ต่อให้มีทรัพย์สมบัติมากก็ถูกผลาญจนหมดได้อยู่ดี
ฉินหลิวซีลูบจมูกตนเองก่อนจะถาม “เช่นนั้นแล้วในบัญชียังมีเงินเหลืออีกเท่าไรหรือ”
ฉีหวงพลิกสมุดบัญชีดูทันที “ยังมีอีกหนึ่งพันตำลึงเจ้าค่ะ จริงสิ เฉินผีบอกว่าที่ตำหนักอายุวัฒนะมียาเข้ามาใหม่ ได้ยินมาว่ามีดอกเฟิงหลิงที่คุณหนูอยากได้มานานแล้วด้วยเจ้าค่ะ”
ดวงตาของฉินหลิวซีเป็นประกายขึ้นมาทันที
เมื่อฉีหวงเห็นดวงตาสดใสเป็นประกายของนาง จึงเอ่ยเรียกสติอย่างไร้ความปรานี “คุณหนู เราไม่มีเงินแล้วเจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซีโบกมือ “รู้แล้ว รู้แล้ว พรุ่งนี้หลังจากพิธีสรงสามของลูกแฝดอาสะใภ้สาม เราจะไปที่อารามกัน แล้วก็เจ้าให้เฉินผีไปบอกผู้ดูแลร้านที่ตำหนักอายุวัฒนะไว้ด้วยว่าให้เก็บดอกเฟิงหลิงไว้ข้าสักหน่อย”
ฉีหวงพยักหน้าและกำลังจะเอ่ยอะไรต่อ แต่กลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของสะใภ้หวังดังขึ้นข้างนอก
“ซีเอ๋อร์อยู่ข้างในหรือไม่”
[1] ผิงอานคือ: มีความหมายว่า สงบสุขปลอดภัย
[2] พิธีสรงสามคือ: พิธีกรรมดั้งเดิมของชาวจีนโบราณ จะมีการอาบน้ำเด็กทารกหลังจากคลอดสามวัน จุดประสงค์เพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีออกไป แล้วขอพรให้เด็กทารกโชคดีด้วย
ตอนที่ 19: แม่ใหญ่มอบปิ่น
สะใภ้หวังยืนอยู่ในเรือนเล็กที่อยู่ห่างไกลของฉินหลิวซี ก่อนจะมองไปรอบๆ
ไม่ใช่เรือนหลังใหญ่โตอะไร และไม่ได้มีต้นไม้ดอกไม้อะไรมากมายด้วย พื้นที่เป็นทรงสี่เหลี่ยม ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมีภูเขาจำลองเล็กๆประดับอยู่มุมหนึ่ง ด้านล่างภูเขาจำลองมีสระน้ำเล็กๆ ในสระน้ำปลูกดอกบัวไว้สองสามต้น บัดนี้ใกล้จะสิ้นเดือนเจ็ดอยู่แล้ว แต่ในสระก็ยังมีดอกบัวดอกหนึ่งบานไหวระริก มีปลาตัวเล็กหน้าตาแปลกๆสองตัวสีดำตัวหนึ่งและสีขาวตัวหนึ่งว่ายวนอยู่ในนั้นด้วย
ทิวทัศน์เช่นนั้นทำให้สะใภ้หวังเอ้อระเหยอ้อยอิ่ง เมื่อมองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็เห็นว่ามีต้นทับทิมปลูกไว้อยู่ต้นหนึ่ง ดอกทับทิมบนต้นยังคงบานสะพรั่ง สีแดงสดใสให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวานัก
ลมพัดโชยมาและหอบเอากลิ่นดอกไม้จากที่ไหนสักแห่งลอยตามลมมาด้วย สะใภ้หวังกำลังจะตามกลิ่นนั้นไป ฉินหลิวซีก็ออกมาต้อนรับนางเสียก่อน
“ท่านแม่มาที่นี่ได้เช่นไรเจ้าคะ” ฉินหลิวซีคารวะสะใภ้หวัง
สะใภ้หวังชะงักฝีเท้าและแย้มยิ้ม “ฟ้ายังไม่ทันมืด ข้าจะมาพูดคุยกับเจ้าสักหน่อย”
ฉินหลิวซีหันข้างหลีกทางให้และเชิญนางเข้าไปในห้อง
สะใภ้หวังเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยกเท้าก้าวเข้าไปข้างใน พอเข้าไปในห้องแล้วก็มองไปรอบๆ
ในห้องไม่มีเครื่องเรือนหรือการตกแต่งที่หรูหราแต่อย่างใด มีเพียงโต๊ะตัวหนึ่งวางอยู่ข้างหน้าต่าง และมีอุปกรณ์การเขียนและหนังสือที่พับไว้ลวกๆจำนวนหนึ่ง ข้างโต๊ะมีตั่งตัวหนึ่งและผ้าห่มผืนบางสีน้ำเงินเรียบๆผืนหนึ่ง
ตรงกลางห้องมีโต๊ะกลมตัวหนึ่งพร้อมชุดน้ำชา สะใภ้หวังนั่งลง ฉีหวงยกน้ำชาให้
สะใภ้หวังจิบชาพลางหันไปมองฉินหลิวซี เอ่ยว่า “บ้านหลังนี้ก็ไม่ได้เล็กอะไร ห้องที่ว่างก็มีตั้งมาก เหตุใดหลายปีนี้เจ้าจึงได้เลือกที่จะอยู่ในเรือนที่ห่างไกลเช่นนี้เล่า”
ฉินหลิวซีเอ่ยเรียบๆ “สะดวก สงบเจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังสำลักไปทันที ที่นี่จะนับว่าสงบได้อย่างไร ตำแหน่งของเรือนหลังนี้อยู่ใกล้กับถนนด้านหลัง มีประตูด้านข้างเปิดเข้าออกได้ ทั้งยังได้ยินเสียงต่างๆอยู่บ้าง
ที่นางบอกว่าสะดวกคงไม่ได้หมายถึงเข้าออกสะดวกหรอกกระมัง?
สะใภ้หวังระงับความคิดนั้นทันที มองใบหน้าที่จืดชืดนั้นและเอ่ยไม่ออกไปชั่วขณะ
มารดาผู้ให้กำเนิดของฉินหลิวซีหน้าตางดงาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรูปร่างของนางเลย แต่ฉินหลิวซีกลับดูไม่เหมือนมารดาของเลย
ใบหน้าของฉินหลิวซีไม่ได้นุ่มนวลและมีเสน่ห์ แก้มตอบเล็กน้อย ริมฝีปากบางเป็นสีแดง แต่แววตากลับฉลาดเฉลียว เมื่อใดที่เชิดหางตาขึ้น นางยิ่งดูเย่อหยิ่งดูแคลนใครต่อใครไปหมดทุกคน
แต่ผิวพรรณของนางยังพอดูได้
สะใภ้หวังเอ่ย “หลายปีมานี้เจ้าอยู่ที่บ้านเก่านี่คนเดียวลำบากแล้ว”
ฉินหลิวซีเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเอ่ย “ก็ไม่นับว่าลำบากอะไร แบบนี้ก็ดี ข้าชินแล้วเจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักค้างไปทันที ไม่เอ่ยอะไรมาก เพียงหยิบปิ่นออกมาจากแขนเสื้อและส่งให้ “ที่จริงเราก็ควรจะจัดงานพิธีปักปิ่นให้เจ้า แต่ที่บ้านเกิดเรื่องกะทันหัน ข้าเองก็ไม่สามารถหยิบจับอะไรมาได้ ปิ่นเงินอันนี้ข้าเพิ่งจะซื้อมาเมื่อวาน เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆให้เจ้า”
ฉินหลิวซีมองดูปิ่นเงินลวดลายดอกไห่ถังนั้นแล้วก็อึ้งงันไปครู่หนึ่ง สักพักก็รับไปแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังเผยยิ้ม “ขอบคุณอะไรกัน นี่เป็นสิ่งที่ตระกูลฉินควรจะต้องให้เจ้าอยู่แล้ว หากไม่เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน เจ้าก็ควรได้ปิ่นที่ดีกว่านี้ เพราะถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลฉินเรา แม้ว่าจะเป็นเพียงในนาม แต่เจ้าก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรสาวของภรรยาเอก”
ฉินหลิวซีนิ่งเงียบและปักปิ่นเงินบนศีรษะของตน ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะข้อมือของนางแล้วจึงเอ่ย “ท่านผ่อนคลายลงหน่อย”
ทันทีที่ฉินหลิวซีจับเจอชีพจรก็นิ่วหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตำแหน่งเรือนบุตรธิดาของสะใภ้หวังซึ่งคล้ำลงเล็กน้อย นางอดเม้มริมฝีปากไม่ได้
“ท่านแม่นอนไม่หลับ ไฟในตับมากเพราะความโศกเศร้า นานเข้าจะทำร้ายร่างกาย ส่งผลต่ออายุขัย ผ่อนคลายจึงจะมีความหวัง”
แววตาของสะใภ้หวังสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตาทั้งคู่ประสานสบกัน
ตอนที่ 20: ผู้มีพระคุณจากไหน
ยามที่สะใภ้หวังเดินออกมาจากเรือนของฉินหลิวซี นางก้มหน้าเล็กน้อยมองของที่อยู่มือตนขณะที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดชั่วขณะ
นางเอาปิ่นครบอายุสิบห้าปีมามอบให้ฉินหลิวซี แต่อีกฝ่ายกลับมอบปิ่นหยกคืนมาให้นาง
ปิ่นหยกสีขาวนวลราวกับแสงจันทร์นั้นแกะสลักเป็นลวดลายเงื่อนหรูอี้ แม้ว่าคุณภาพจะไม่ดีเท่าหยกชนิดต่างๆที่นางเป็นเจ้าของมาก่อน แต่สัมผัสเรียบลื่นในมือย่อมไม่ใช่สิ่งที่ปิ่นเงินเล่มหนึ่งจะเทียบได้อยู่แล้ว
“ปิ่นหรูอี้ ทำใจให้สบาย สมปรารถนาในทุกเรื่อง” ตอนนั้นฉินหลิวซีเอ่ยไว้เช่นนั้น
นัยน์ตาของนางแห้งผากเล็กน้อย “นังหนูนี่…”
นางกดหน้าอกตนเองก่อนจะดึงแถบผ้าที่ใช้รัดผมลงมา แล้วมวยผมด้วยปิ่นหยกก่อนจะเดินจากไปช้าๆ
ภายในห้อง ฉีหวงมองปิ่นเงินในมือของฉินหลิวซีแล้วเอ่ยพึมพำ “คุณหนู ปิ่นหยกอันนั้นเอาไปซื้อปิ่นเงินแบบนี้ได้ตั้งหลายอัน ท่านตัดใจได้ด้วยหรือเจ้าคะ”
อย่าเห็นว่าเป็นเพียงปิ่นหยกคุณภาพต่ำ แต่นั่นเป็นอาวุธวิเศษที่ฉินหลิวซีหล่อเลี้ยงขึ้นมา ปัดเป่าความชั่วร้ายและเรียกโชคลาภได้ ไม่เหมือนปิ่นหยกทั่วๆไป
ฉินหลิวซีเล่นปิ่นเงินในมือพลางเอ่ย “เพียงปิ่นหยกอันเดียว ควรค่าให้เจ้าปกป้องด้วยหรือ พวกเจ้าบอกว่าพวกเขาไม่ได้ส่งของขวัญวันปักปิ่นให้ข้าด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่ของขวัญอวยพรจากผู้ใหญ่หรืออย่างไร”
ฉีหวงหยัน “ท่านชอบปิ่นเงินเช่นนี้ด้วยหรือเจ้าคะ”
“บ้านตระกูลฉินถูกยึดทรัพย์ ต้องใช้เงินซื้อความสะดวกในซีเป่ย ทั้งยังต้องกินต้องใช้ในบ้าน เงินทองต้องใช้อย่างรัดกุม คนไม่มีใจไหนเลยจะคิดได้ว่าข้าไม่ได้รับของขวัญวันปักปิ่นด้วยซ้ำ สำหรับคนที่มีใจ ปิ่นเงินอันเดียวก็นับว่าเป็นน้ำใจแล้ว” น้ำเสียงของฉินหลิวซีเรียบเฉย
ฉีหวงเอ่ย “คุณหนูจิตใจดีและใจกว้าง”
ฉินหลิวซียิ้มไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “นางปักปิ่นอันนั้นแล้วเรามาดูกันว่ามันจะช่วยเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของนางได้หรือไม่ หากสวรรค์ไร้เมตตา บ้านเราคงต้องจัดงานอวมงคล”
ฉีหวงตะตะลึงทันที “คุณหนูหมายถึง?”
ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยสีหน้าลึกลับ “พี่น้องของข้าจะได้พบผู้มีพระคุณหรือไม่ ก็ต้องดูโชคชะตาของเขาแล้ว!”
ขณะที่พวกนางกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ข้างนอกก็มีเสียงลุงหลี่ขอเข้าพบ ฉีหวงท่าทางเหมือนกำลังจะได้ดูเรื่องสนุกขึ้นมาทันที
ฉินหลิวซีรู้สึกชาไปเล็กน้อย
จนแล้วลำบากจริงๆ!
….....
ไกลออกไประหว่างทางไปซีเป่ย ใกล้ถึงเดือนแปดเข้ามาทุกที อุณหภูมิในตอนกลางคืนหนาวเย็นแล้ว คนที่นุ่งห่มเสื้อผ้าน้อยก็ยิ่งหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูก
“เยี่ยนเอ๋อร์ เยี่ยนเอ๋อร์” เสียงร้องแหลมด้วยความตกใจดังก้องไปทั่วถนนทางการ
เจ้าหน้าที่คุ้มกันสองคนมองหน้ากันแล้วเดินเข้าไป “เกิดอะไรขึ้น”
ชายวัยกลางคนสวมเพียงเสื้อผ้าชั้นในเนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ใบหน้าซีดเซียว เขากอดบุตรชายไว้พลางมองหน้าเจ้าหน้าที่คุ้มกัน เอ่ยขอร้องด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ใต้เท้า บุตรชายของข้ามีไข้สูงไม่ลดลงเลยจนหมดสติไปแล้ว ขอให้ใต้เท้าพาเขาไปหาหมอด้วยเถิด”
ขณะที่พูดเขาก็คุกเข่าลงและโขกศีรษะคำนับไปหลายครั้ง
“ใต้เท้า” ชายชราผมหงอกตัวสั่นเทามีบุตรชายอีกคนคอยประคองให้คุกเข่าลงเช่นกัน “ใต้เท้ามีเมตตา ตระกูลฉินของข้าจะไม่มีวันลืมเลย”
เจ้าหน้าที่คุ้มกันมองไปยังเด็กชายผอมบางคนนั้นก่อนจะหันไปมองชายชรา และเอ่ยกับเจ้าหน้าที่คุ้มกันอีกคนหนึ่งว่า “โรงพักม้าถัดไปอยู่ไม่ไกลแล้ว ข้าจะรีบพาเขาไปที่นั่นก่อน ดูว่ามีหมอหรือไม่ เขาจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาแล้ว”
“ขอบคุณใต้เท้า”
เจ้าหน้าที่อุ้มเด็กชายขึ้นบนหลังม้า สะบัดแส้ฟาดแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ณ โรงพักม้าเวลานี้กำลังมีกองคาราวานใกล้เข้ามา เมื่อพวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่ทางการกำลังควบม้ามาอย่างรวดเร็วก็ค่อยๆทยอยหลีกทางให้
พ่อบ้านคนหนึ่งออกมาจากโรงพักม้าและเดินเข้าไปที่รถม้าก่อนจะเอ่ย “นายท่าน ลงจากรถม้าได้แล้วขอรับ”
“ข้าได้ยินเสียงดังมาจากข้างในเมื่อครู่นี้ เกิดอะไรขึ้นหรือ” เสียงแหบแห้งเล็กน้อยดังมาจากภายในรถม้า แล้วผ้าม่านก็เปิดขึ้น
“เด็กคนหนึ่งมีไข้สูงขอรับ เจ้าหน้าที่คุ้มกันก็เลยพามาหาหมอ ดูเหมือนว่าจะเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศไปซีเป่ยพร้อมกับบิดา”
ชายวัยกลางคนจมูกงุ้มส่งเสียงรับทราบทีหนึ่งและไม่ได้สนใจ เขาเห็นคนที่ถูกเนรเทศไปซีเป่ยมามากแล้ว
“จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าเด็กคนนั้นแซ่ฉิน ดูเหมือนว่าจะถูกเทรเทศมาจากเมืองหลวงนะขอรับ”
ชายผู้นั้นชะงักเท้าทันที แซ่ฉินหรือ?
[1] เงื่อนหรูอี้คือ: สมปรารถนา
จบตอน
Comments
Post a Comment