tao ep1100-1110

 ตอนที่ 1101: นางก็คือฉินหลิวซีมาโดยตลอด


เสียงในจวนซืออี๋จวิ้นจู่ถือว่าไม่เบา ครั้นฉินหลิวซีนึกถึงการตายของซ่งจือเหลียนและแผนการของจวนซิ่นหยางอ๋อง นอกจากจะไม่ปกปิด แต่ยังส่งจดหมายไปให้ทั้งเสนาบดีลิ่นและเฉิงเอินโหวด้วย


เสวียนหมิงเป็นคนที่จวนซิ่นหยางอ๋องเลื่อมใสบูชา ใช้อาคมด้านมืดทำร้ายฮองเฮา ถึงแม้เสวียนหมิงจะหนีไปแล้ว แต่จะยัดข้อหานี้ให้จวนซิ่นหยางอ๋องอย่างไร ดูท่าพวกเขาคงต้องคิดหาวิธี อีกทั้งการตายอย่างน่าสังเวชของซ่งจือเหลียน เรื่องนี้สามารถเอามาเป็นข้ออ้างได้


ตระกูลลิ่นและตระกูลจั่วแต่งงานเกี่ยวดองกัน บุตรของพวกเขาสองตระกูลต่างเกือบตายในมือนางอสรพิษร้ายอย่างซืออี๋จวิ้นจู่ ในเมื่อตอนนี้จับจุดอ่อนได้แล้วย่อมต้องวางอุบายเอาถึงตาย อีกทั้งให้ตระกูลซ่งที่เป็นผู้เดือดร้อนร้องทุกข์ ฟ้องว่าซืออี๋จวิ้นจู่ทำร้ายอนุที่ตั้งครรภ์ บวกกับเรื่องฮองเฮามู่ ไม่นานซืออี๋จวิ้นจู่ก็ถูกจับเข้าคุกใหญ่ของศาลต้าหลี่


เรียกว่าฉวยโอกาสปลิดชีพตอนอ่อนแอ ในเมื่อเสนาบดีลิ่นอยากกำจัดซิ่นหยางอ๋องที่เป็นตัวปัญหาทิ้ง ย่อมต้องฉวยโอกาสรีบเอาหลักฐานที่ซิ่นหยางอ๋องคิดก่อกบฏซึ่งรวบรวมไว้ก่อนหน้านี้มาแฉในขณะที่เขาไม่ทันตั้งตัว จากนั้นค่อยตรวจสอบอย่างละเอียด


คำว่าก่อกบฏ เปรียบดั่งเรื่องต้องห้ามที่ฮ่องเต้ทุกพระองค์มิอาจรับได้ แม้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะถือตนเป็นเทพเซียน แต่เขาก็รับไม่ได้หากมีคนอยากต่อต้านและสั่นคลอนบัลลังก์ของเขา บวกกับคำพูดของมหาราชครูที่ว่าดาวหางตกจะเกิดหายนะกับกษัตริย์ พระองค์จึงเชื่อในทันที แต่งตั้งข้าหลวงเฉพาะกิจตรวจสอบ!


จากนั้นซืออี๋จวิ้นจู่กับซิ่นหยางอ๋องซื่อจื่อจึงต้องเป็นผู้ต้องสงสัยโดนจับเข้าคุก เดิมทีคิดว่าตอนสอบสวนจะเจออุปสรรคเรื่องวุ่นวาย แต่เมื่อซืออี๋จวิ้นจู่ถูกฉินหลิวซีลากเข้าไปในค่ายผีที่ถูกเรียกโดยกระดิ่งสามบริสุทธิ์ นางก็แทบเสียสติ กำแพงถูกพังทลายจนสิ้น นางพรั่งพรูเรื่องที่รู้ทั้งหมดออกมาราวกับเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่ รวมถึงเรื่องห้าธาตุเสริมให้มีบุตรผู้สูงศักดิ์นั้นด้วย


ในโลกนี้ยังมีอาคมชั่วร้ายเช่นนี้ด้วยหรือ ทั้งร้ายกาจและโหดเหี้ยม จวนซิ่นหยางอ๋องอยากขึ้นสวรรค์หรือไร ศาลต้าหลี่ย่อมมิกล้าปิดบังจึงกราบทูลไป ทีนี้ก็ง่ายล่ะ ขุนนางที่ได้รับพระราชโองการยังไม่ทันไปถึงจวนซิ่นหยางอ๋อง ฝ่าบาทก็ทรงรับสั่งให้ประหารคนในจวนซิ่นหยางอ๋องทิ้งแล้ว


สำหรับฮ่องเต้ พระองค์ไม่สนใจว่าซิ่นหยางอ๋องจะมีหลักฐานก่อกบฏจริงๆหรือไม่ สิ่งสำคัญก็คือมีข้ออ้างจัดการเขา ถึงอย่างไรก็เป็นอ๋องคนละตระกูล มีน้อยลงสักคนย่อมเป็นเรื่องดีกว่า ที่ดินศักดินาที่ได้คืนกลับมาก็ยังเป็นของตระกูลเขาด้วย ถือว่าได้กำไรมากโข


ดังนั้นในเมื่อตอนนี้ซิ่นหยางอ๋องคิดก่อกบฏ หากเวลานี้ไม่ประหาร ไม่ตั้งข้อหา ไม่ดึงเขาลงจากอำนาจ แล้วจะรอถึงเมื่อไรเล่า


นี่ก็คืออำนาจแห่งกษัตริย์!


นี่ก็คือกษัตริย์ เหมือนตระกูลฉินก่อนหน้านี้ หรือตระกูลจังตระกูลหลี่นับไม่ถ้วน หากถูกฝ่าบาทชิงชังคิดอยากกำจัด ไม่จำเป็นต้องมีข้อหาตรงตามความจริงเลย อาศัยเพียงพระราชโองการของพระองค์คำเดียวก็เท่านั้น!


เพียงชั่วพริบตาเดียว ซืออี๋จวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์ที่ทั้งผยองและโอหังก็แปรเปลี่ยนเป็นนักโทษ มีคนมากมายปรบมือดีใจ โดยเฉพาะคู่สามีภรรยาลิ่นชิงถังที่อยากจัดการนางด้วยมือตนเองใจแทบขาด


“นางได้เปรียบแล้ว!” ลิ่นชิงถังเอ่ยเสียงเย็นชาที


เพราะใจริษยาของนางอสรพิษผู้นี้ สาวน้อยสุดที่รักของนางถึงต้องเผชิญกับอันตรายครั้งใหญ่จนแทบเอาชีวิตไม่รอด กระทั่งต้องมารักษาตัวอยู่ในวัด


ฉินหลิวซีเก็บมือที่ตรวจชีพจรกลับมา ลูบศีรษะของเสี่ยวฮุ่ยหานเอ่ยว่า “คนชั่วย่อมต้องได้รับกรรมชั่ว คนที่ทำก็ตายไปแล้ว ตัวการผู้กระทำผิดก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพื่อเลี่ยงไม่ให้แปดเปื้อนมือตนเองจะดีกว่า”


“อืม”


ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นอีกว่า “หนูน้อยไม่เป็นไรแล้ว กลับเมืองได้แล้ว”


ลิ่นชิงถังยิ้มร่าพลางเอ่ย “รอถึงวันมังกรเชิดหัวเดือนสอง พวกเราค่อยกลับ โชคดีที่ครั้งนี้ได้ท่านช่วยไว้”


“ถือว่าเป็นบุญของเจ้าหนู” ฉินหลิวซีฉีกยิ้มพลางบีบมือของเจ้าหนูน้อย หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบไม่กี่ประโยค นางก็ไปหาปรมาจารย์ฮุ่ยเฉวียนที่วัดอวี้ฝอด้วยตนเอง


ปรมาจารย์ฮุ่ยเฉวียนกำลังพาเณรน้อยเคาะปลาไม้ ศีรษะของเณรน้อยที่โล้นเตียนปรากฏรอยแผลธำมรงค์สองจุด ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ครั้นเขาเห็นฉินหลิวซี สองดวงตาดำขลับก็กะพริบปริบๆ


“อย่าเสียสมาธิ” ฮุ่ยเฉวียนจิ้มศีรษะเขาไปที เวลานี้ถึงประนมสองมือทักทายฉินหลิวซี กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เจอกันหลายปี พลังฝึกฝนบำเพ็ญของโยมเพิ่มพูนขึ้นมาก สมควรเรียกโยมว่าปรมาจารย์ได้แล้ว”


ฉินหลิวซียิ้มบาง “คงรับความนับถือจากท่านไม่ไหว” ครั้นเห็นจีวรแถบสีทองที่เจ้าอาวาสพึงใส่ก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านเองก็ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสของวัดแล้วหรือ”


“ผู้เฒ่าอาวุโสลาออกจากตำแหน่งไปตั้งแต่ปีที่แล้ว หากท่านปรมาจารย์มาเร็วกว่านี้คงได้ร่วมพิธีรับตำแหน่งของอาตมา ท่านปรมาจารย์มาเยือนเช่นนี้มีธุระใดอยากหารืออย่างนั้นหรือ”


ขณะที่ฉินหลิวซีหมายตอบกลับก็มีเณรหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา สองมือประนมไหว้พร้อมเอ่ยคำว่าอมิตาภพุทธ “ท่านเจ้าอาวาส ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งขอเชิญท่านปรมาจารย์ขอรับ”


ฮุ่ยเฉวียนได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ “ท่านอาวุโสออกจากจำศีลแล้วหรือ”


นับตั้งแต่ท่านออกจากตำแหน่งก็ขอเก็บตัวฝึกบำเพ็ญเพื่อหยั่งรู้ในพุทธธรรม อย่าว่าแต่คนอื่นๆเลย แม้แต่เขาท่านก็ไม่พบ ทว่าพอฉินหลิวซีมา เขากลับอยากเจอนางเสียอย่างนั้น


ฉินหลิวซีคิดไม่ถึงว่าจะเจอโอกาสดีๆเช่นนี้ พลันรีบตามเณรหนุ่มผู้นั้นไปทันที


แต่คิดไม่ถึงว่าเณรหนุ่มจะไม่ได้พานางไปยังกุฏิหรือห้องกรรมฐาน แต่กลับพาไปหอพระไตรปิฎก แล้วเดินไปตามเส้นทางลับจากหอพระไตรปิฎก เส้นทางลดเลี้ยวเคี้ยวคดก่อนจะมาถึงหน้าเจดีย์สีขาวแห่งหนึ่ง


เจดีย์แห่งนี้คล้ายคลึงกับที่นางเคยเห็นที่เผิงไหลอยู่บ้าง แต่อลังการสวยงามกว่า ฐานเป็นทรงเหลี่ยม มีบันไดแปดขั้น เรือนธาตุมีลักษณะคล้ายชามคว่ำ ส่วนบัลลังก์เรียวยาว ปลายยอดฉัตรเป็นรูปวงล้อสิบสามชั้น


รอบด้านเจดีย์พันล้อมรอบด้วยกงล้อบทสวดสีทอง พร้อมแขวนธงมนต์หลากสี ดูสง่างามและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก


อีกทั้งด้านล่างเจดีย์ปรากฏร่างพระผู้เฒ่าคิ้วยาว หูใหญ่ห้อยต่ำ ใบหน้าเอิบอิ่มเมตตา เปี่ยมด้วยความกรุณาดุจพระพุทธเจ้า เขามองฉินหลิวซีอย่างเงียบๆ แววตาประกายความชื่นชมและเต็มไปด้วยการยอมรับ


“ข้าน้อยปู้ฉิวขอคารวะผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือ” ฉินหลิวซีหลุบตาลง พร้อมทำความเคารพในแบบฉบับเต๋า ท่าทีหยิ่งผยองในยามปกติถูกนางเก็บซ่อนจนหมดและแทนที่ด้วยความน่าเอ็นดู


พระภิกษุตรงหน้ามีแสงทองอาบทั่วร่าง ดุจยอดเขาที่ทั้งสงบและกว้างใหญ่ เปี่ยมด้วยสติปัญญาที่เก็บสะสมมาอย่างยาวนานและความเมตตากรุณาที่มากอย่างไร้ขีดจำกัด เขาบำเพ็ญเพียรจนบรรลุความดีงามอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นพระที่บรรลุธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งคู่ควรแก่การเรียกว่าผู้อาวุโส และนางจะไม่ล่วงเกินเด็ดขาด


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือใช้สองดวงตากวาดมองร่างนาง พลันก็เอ่ยพร้อมฉีกยิ้มกว้างมากขึ้นกว่าเดิม “เจ้าโตแล้ว”


ฉินหลิวซีผงะไปก่อนเดินไปตรงหน้าเขาแล้วคุกเข่าลงต่อหน้า เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ผู้เฒ่าอาวุโสเคยเห็นข้าตอนเด็กๆด้วยหรือ”


“ตอนโยมเกิด อาตมาเป็นคนลูบหัวอวยพรให้โยมเอง”


ฉินหลิวซีกะพริบตาปริบๆเงียบไปครู่หนึ่งถึงเอ่ย “นั่นมันเขาต่างหาก”


แต่ส่วนที่ว่าเขาเป็นใคร นางกลับไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจน แต่นางรู้ว่าพระผู้นี้ย่อมเข้าใจ


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือกลับส่ายหน้า เอ่ยยิ้มๆ “เขาก็คือโยม และโยมก็คือเขานั่นแหละ แต่แค่ดวงวิญญาณกลับเข้าร่างเดิมก็เท่านั้น”


ฉินหลิวซีนิ่งไป นี่หมายความว่าอย่างไร นางไม่ใช่ดวงวิญญาณจากโลกอื่นที่มาสิงสถิตอยู่ในร่างนี้หรอกหรือ


“อมิตาภพุทธ บนโลกอันกว้างใหญ่มีโลกเล็กๆอีกสามพัน ดวงวิญญาณส่วนหนึ่งของโยมก็แค่ไปโลกใบเล็กดวงอื่น ฝึกบำเพ็ญจนอิ่มเอมถึงกลับมาก็เท่านั้น” ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือยิ้มเอ่ย “โชคดีที่หลายปีมานี้ชื่อหยวนดูแลโยมมาอย่างดี”


ฉินหลิวซีถามหยั่งเชิงเขา “ท่านรู้เรื่องความเป็นมาของข้าด้วยหรือ”


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือหยิบลูกประคำตรงหน้าที่ใช้งานขัดจนเงาวาวขึ้นมาอีกครั้ง ประสานมือทั้งสองวางไว้ตรงดวงจิตของนางแล้วเอ่ย “ไม่ว่าความเป็นมาจะเป็นอย่างไร เจ้าก็คือเจ้า ชื่อหลิวซีสกุลฉิน อมิตาภพุทธ”


[1] วันมังกรเชิดหัวตรงกับวันที่2 เดือน2 ตามปฏิทินจันทรคติจีน เป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความมงคล


[2] เป็นเครื่องมือที่พระใช้ในการทำวัตรหรือประพิธีทางศาสนา


[3] เป็นรอยธูปเทียนที่ทิ้งไว้บนศีรษะพระเณร


ตอนที่ 1102: สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ทางวัดยังมีอีกมากหรือไม่


ท่านใช้ลูกประคำทาบตรงหน้าผาก ฉินหลิวสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แทรกเข้ามาในดวงจิต นางชะงักไปครู่หนึ่ง นี่เป็นบุญกุศล นางจึงรีบถอยหลังทันที


“อย่าหลบ” ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือแตะลงที่ศีรษะของนาง พร้อมพึมพำเปล่งบทสวดออกมาจากปาก


ฉินหลิวซีปิดตาทั้งสองข้างลงพร้อมปล่อยตัวผ่อนคลาย เสียงบทสวดแห่งพุทธธรรมแผ่วเบาดุจดั่งแว่วมาจากขอบฟ้า นุ่มนวลและสงบ ราวกับเปี่ยมด้วยพลังและความหวังที่ไร้ขีดจำกัด ปลอบประโลมจิตภายในที่กระสับกระส่ายและไม่สบายใจ ช่วยให้จิตวิญญาณได้รับการปลอบโยน แปรเปลี่ยนเป็นความสงบร่มเย็น


สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือผลจากการลูบศีรษะประทานพรของผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือ ช่วยให้บาดแผลภายในที่ยังไม่หายดีจากการประชันฝีมือกับซื่อหลัวเมื่อวานพลอยได้รับการรักษาไปด้วย


นางประสานทำมือทั้งสองข้างแบบฉบับนักพรต ดึงดูดให้บุญกุศลเหล่านั้นไหลเวียนภายในร่างกาย หลังจากโคจรเดินลมปราณมหาจักรวาลเสร็จ ร่างกายก็ผ่อนคลายลง จึงอดไม่ได้ที่จะคุกเข่ากราบลงต่อผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือ มือทั้งสองแตะพื้นอย่างเบามือ พร้อมหน้าผากก็สัมผัสพื้นเช่นกัน


“ข้าน้อยขอขอบคุณคำประทานพรของผู้เฒ่าอาวุโส”


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือคลี่ยิ้มเอ่ย “อาตมาแค่พยายามทำเท่าที่ทำได้ เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรยังอีกยาวไกล ต้องอาศัยตัวของโยมเองเพื่อบรรลุธรรม ยามเผชิญกับมารชั่วร้าย โยมต้องต่อสู้ด้วยตนเอง”


ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้นเอ่ย “เมื่อวานข้าประชันฝีมือกับเขาแล้ว เขาแค่ส่งรอยฝ่ามือมาจากทางไกล ทว่าข้ากลับตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ต่อให้ข้าไม่พูดท่านก็คงพอรู้ มิเช่นนั้นคงไม่ประทานบุญกุศลช่วยให้ข้าซ่อนแซมร่างกาย ผู้เฒ่าอาวุโส เขาเก่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มากนัก สวรรค์ประทานโอกาสให้เขามีชีวิตรอด แต่แล้วพวกเราเล่า”


ในน้ำเสียงของนางแฝงด้วยความขุ่นเคือง


ผู้เฒ่าอาวุโสกล่าวคำพูดติดปาก “อมิตาภพุทธ สำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว โลกมนุษย์เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุด ในสถานที่นี้ โยม อาตมาและเขาล้วนเป็นสรรพสัตว์ ทุกชีวิตเท่าเทียมกัน ทุกสรรพสิ่งล้วนมีวิถีแห่งความสมดุล เช่นเดียวกับห้าธาตุที่มีทั้งส่งเสริมและหักล้างกันไป โยมรู้ได้อย่างไรว่าโยมไม่ใช่ตัวแปรหักล้างของเขาเล่า”


ฉินหลิวซีอ้าปากเอ่ย “ปรัชญาที่ท่านกล่าว ช่างคลุมเครือนัก ข้ามิอาจเข้าใจได้ สู้ท่านชี้แนะสักประโยคดีกว่า พวกเราจะล้มเจ้านั่นได้หรือไม่”


คิ้วยาวของผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือสั่นไหวเล็กน้อยซึ่งนานๆจะเห็นสักครั้ง ใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุขุมน่ายำเกรงแทบเสียอาการ มองดวงตาหลักแหลมทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยความหวังแล้วเอ่ย “อมิตาภพุทธ ในลัทธิเต๋ามีคำกล่าวที่ว่าทุกสิ่งดำเนินไปตามหลักฟ้าดินห้าสิบประการ…”


“แต่ฟ้าดินกลับสร้างกฎขึ้นมาเพียงสี่สิบเก้าประการ ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งประการก็คือความไม่แน่นอน หรือเรียกว่าโอกาสแห่งสวรรค์ เรื่องนี้ข้าเข้าใจ” ฉินหลิวซีเอ่ย “ความหมายของท่านก็คือสวรรค์ให้โอกาสพวกเราครั้งหนึ่ง ขอแค่พวกเราคว้ามันไว้ได้ พวกเราก็จะเป็นฝ่ายชนะ ใช่หรือไม่”


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือฉีกยิ้มเมตตา แม่หนู หากเจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว


“แต่ข้ารู้สึกว่าไม่ยุติธรรม เขามีโอกาส ในขณะที่พวกเราก็มีเหมือนกัน แต่พลังที่แท้จริงยังห่างชั้นกันอย่างเห็นได้ชัด เบื้องบนช่างเลวจริงๆ ดันลำเอียงเข้าข้างเขามากกว่า” ฉินหลิวซีแค่นเสียงเบา


อมิตาภพุทธ นางยังเด็ก อภัยให้นางก็ได้!


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือเองก็เอือมระอาใจอยู่บ้าง เอ่ย “แม่หนู โยมไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง มารเอ้อฝูเป็นภัยต่อสังคมและปวงประชา ย่อมมีผู้บำเพ็ญมากมายเดินเส้นทางเดียวกับโยม เพื่อผดุงใต้หล้า ปกปักษ์ราษฎร”


“ท่านพูดเหมือนไต้ซือฮุ่ยเหนิงแห่งวัดอู๋เซียง ดังนั้นเขาถึงให้ข้ามาหาท่านเพื่อถามเรื่องม่านอาคมไร้ขอบเขต”


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย “ม่านอาคมไร้ขอบเขตหรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้า ก่อนจะเล่าเรื่องม่านอาคมไร้ขอบเขตที่ตนค้นพบให้ฟังรอบหนึ่งอย่างกระชับ


ครั้นผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือได้ฟังเช่นนั้น สีหน้าก็ยิ่งขรึมลงเรื่อยๆก่อนเอ่ย “ม่านอาคมไร้ขอบเขตก็คือม่านอาคม อีกทั้งเป็นค่ายอาคมอเวจีที่ไร้เขตแดน ทันทีที่บุกเข้าไปก็จะตกอยู่ในห้วงอเวจีไร้เขตแดนนั้น ไปผุดไปเกิดไม่ได้ชั่วชีวิต โยมไม่หุนหันพลันแล่นบุกเข้าไป นับว่าทำถูกแล้ว”


“เช่นนั้นข้าจะเข้าไปศึกษาได้อย่างไรบ้างหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ย “ผู้เฒ่าอาวุโส ข้ามีความรู้สึกอย่างรุนแรงว่าต้องเข้าไปศึกษาดู เพื่อดูว่าเขาทำอะไรอยู่ในนั้น”


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือขยับลูกปะคำอย่างว่องไวพร้อมเอ่ย “อาตมาเคยอ่านในพระไตรปิฎก หากอยากบุกเข้าไปในค่ายอาคมอเวจีไร้ขอบเขตนั้นโดยไม่เป็นอะไร โยมต้องมีจิตใจกว้างขวางดั่งมหาสมุทรที่รับน้ำจากแม่น้ำหลายสาย และต้องสุขุมสงบนิ่ง เพราะหากไร้กิเลสย่อมเกิดความแข็งแกร่ง”


ฉินหลิวซีเผยสีหน้าแปลกใจ “นี่คงต้องเป็นพระผู้บรรลุธรรมอย่างแท้จริงเฉกเช่นพวกท่านถึงจะทำได้กระมัง”


“อาตมาบุกเข้าไปได้”


ฉินหลิวซีส่ายหน้า “ไม่ได้”


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือมองนาง


ฉินหลิวซีโพล่งออกไปประโยคหนึ่งอย่างรู้สึกไม่ดีนัก “ท่านอายุมากแล้ว”


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือคิ้วยาวสั่นไหว


“อ้อ ความหมายของข้าน้อยก็คือท่านเป็นผู้เฒ่าอาวุโส งานหยาบโลนเช่นนี้ให้เด็กๆจัดการดีกว่า ท่านเหมาะจะเป็นผู้คอยบงการต่างๆอยู่เบื้องหลัง” ฉินหลิวซีขยับปากเอ่ยต่ออีกว่า “อีกอย่าง ท่านรับรองได้หรือไม่ว่าหากเข้าค่ายอาคมไปแล้วจะไม่ถูกจับได้”


“ค่ายอาคมม่านอาคมล้วนถูกสร้างขึ้นจากปณิธานและพลังการฝึกฝนส่วนบุคคลที่มีสายตานับพันจับจ้องอยู่ นอกจากเป็นตัวเขาเข้าไปเอง มิเช่นนั้นหากมีคนภายนอกพยายามบุกเข้ามา เขาย่อมสัมผัสได้ เพราะนี่คือพื้นที่ส่วนตน ย่อมต้องขับไล่คนอื่นๆออกโดยปริยาย”


ฉินหลิวซีเหมือนผุดนึกบางอย่างขึ้นได้แล้วเอ่ย “เมื่อครู่ท่านว่าอย่างไรนะ นอกจากเป็นตัวเขาเองอย่างนั้นหรือ”


ใช่แล้ว ก็เหมือนนางสร้างม่านอาคมขึ้นมา หากมีคนบุกเข้ามา นางจะไม่รู้เลยหรือ แต่หากตนเข้าไปเอง ม่านอาคมนั้นจะมีความรู้สึกอยากขับออกหรือไม่


หากนางเป็นซื่อหลัวละก็…


ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้ารู้แล้วว่าจะเข้าไปได้อย่างไร”


“อมิตาภพุทธ” ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือกล่าวขึ้นที “ไม่ว่าโยมจะคิดหาหนทางใด ต้องสมบูรณ์แบบมากพอถึงจะบุกเข้าไปในค่ายอาคมม่านอาคมไร้ขอบเขตนั้นได้ มิเช่นนั้นจะตกอยู่ในห้วงอเวจีไร้ขอบเขตไปชั่วกัปชั่วกัลป์”


ฉินหลิวซีพยักหน้า


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือลุกขึ้นแล้วเอ่ย “โยมรอสักประเดี๋ยว”


เขาพูดขึ้นพร้อมเดินเข้าไปในประตูเล็กๆของเจดีย์


ฉินหลิวซีลุกขึ้นยืนพลางสอดส่ายสายตาไปรอบทิศ เจดีย์แห่งนี้สร้างบนแนวเขา ลมพัดผ่านถ่ายเท พลังศักดิ์สิทธิ์โดดเด่น


นางชะงักก่อนมองหาสถานที่แห่งหนึ่ง พอสังเกตอย่างละเอียดแล้วถึงมองตำแหน่งที่ตนยืน พลางครุ่นคิดบางอย่าง


ด้านหลังมีกลิ่นหอมของไม้จันทน์ลอยมา


ฉินหลิวซีหมุนตัวเอ่ยขึ้นว่า “ผู้เฒ่าอาวุโส หรือว่าที่นี่จะเป็นจุดชีพจรมังกร”


ผู้เฒ่าอาวุโสคลี่ยิ้มพลางพยักหน้า


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือมองมา “ก็อยู่ด้านล่างนี้นี่แหละ”


ฉินหลิวซีเม้มริมีปากเอ่ย “หากเขามาเอากระดูกพุทธะนี้ไป เช่นนั้นชีพจรมังกรเล่า”


“ชีพจรมังกรก็จะขาด โชคลาภของบ้านเมืองก็จะขาดเช่นกัน พอบ้านเมืองไร้ซึ่งโชคลาภ ใต้หล้าก็จะตกอยู่ในความวุ่นวาย” ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือเอ่ย “วัดอวี้ฝอก่อตั้งมาหลายพันปีก็เพื่อเฝ้าการมีอยู่ของชีพจรมังกร”


ทันใดนั้นฉินหลิวซีก็รู้สึกใจสั่น ผุดนึกถึงเผิงไหลที่กลายเป็นวัดโบราณรกร้างมานานถึงพันปีแล้ว ที่นี่จะมีจุดจบเหมือนวัดโบราณนั่นหรือไม่นะ


ตรงนั้นตั้งอยู่เหนือทะเล ทว่าที่นี่ติดเมืองหลวง ทันทีที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ปวงประชาจะทนรับหายนะได้อย่างไร


“วัดอวี้ฝอมีหน้าที่ของวัดอวี้ฝอ โยมเองก็เช่นกัน โยมเอาสิ่งนี้ไป” ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือส่งหีบไม้จันทน์สีม่วงไปให้นาง “นี่เป็นสมบัติพันปีของวัดอวี้ฝอ บัดนี้ขอมอบให้โยมแล้วกัน”


มีเรื่องดีๆเช่นนี้ด้วยหรือ


ฉินหลิวซีรับมาด้วยใบหน้าแต่งแต้มรอยยิ้ม นางเปิดฝาพลางเอ่ยถามว่า “นี่คืออะไรหรือ”


“นี่เป็นพระธาตุที่ตลอดพันกว่าปีมานี้พระภิกษุขั้นสูงในวัดอวี้ฝอเก็บสืบทอดต่อกันมาเก้าชั่วคน ใช้เป็นศิลาศักดิ์สิทธิ์ในค่ายกลได้”


แสงสีขาวอันบริสุทธิ์สาดส่องออกมาจากหีบ ฉินหลิวซีปิดฝาหีบเสียงดังพลั่ก มือที่ใช้ถือหีบใบนั้นร้อนฉ่า มองเขาพลางเอ่ยพึมพำว่า “นี่…นี่ออกจะล้ำค่าเกินไปกระมัง!”


ถึงปากจะบอกว่าล้ำค่า แต่นางกลับไม่มีทีท่าที่จะส่งคืนเลยสักนิด


“พระพุทธเจ้าเปี่ยมด้วยเมตตากรุณา จึงไม่ปรารถนาให้สรรพชีวิตต้องทนทุกข์ทรมาน ประกอบกับโยมเอาไปใช้ประโยชน์ได้มาก กลับไปเถิด”


“เจ้าค่ะ” ฉินหลิวซีเดินถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะเรียกผู้เฒ่าอาวุโสทีด้วยท่าทีอ้ำๆอึ้งๆ


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือ “?”


“คือ ต่อกรกับมารไม่ใช่เรื่องง่าย สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ทางวัดยังมีอีกมากหรือไม่”


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือ “…”


เจ้ารีบกลับไปเถิด!


ตอนที่ 1103: ตระกูลผู้ดีที่มีชะตากรรมอันน่าสงสาร


ฉินหลิวซียังคงแสดงแววตาอาลัยอาวรณ์ภายใต้สายตารังเกียจของผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือ


ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือมองนางจากไปพลางถอนหายใจ ทันใดนั้นก็เกิดแรงสั่นสะเทือนบางเบาภายใต้เจดีย์สีขาวแห่งนั้น เขาสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงข้างเจดีย์ขาว มือเลื่อนขยับลูกประคำพร้อมท่องบทสวดมนต์ออกมาจากปาก ภาพอันน่าเกรงขามรูปหนึ่งผุดขึ้นด้านหลังของเขา ซึ่งมองลงมาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม


แรงสะเทือนนั้นถูกกดข่มลงไปแล้ว


ลูกตาภายใต้หนังตาของผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือกลิ้งกลอกไปมา ทว่าสุดท้ายกลับยังคงปิดสนิท พร้อมท่องบทสวดออกมาไม่หยุด


กระดูกของมารร้ายขยับเคลื่อนไหว ความวุ่นวายโกลาหลในใต้หล้าคงเกิดขึ้นในไม่ช้าแล้ว


ฉินหลิวซีเดินมายังวิหารพระกษิติครรภ์ เพื่อจุดธูปบูชาพระมหาโพธิสัตว์ที่แห่งนี้ นางมองพระพุทธรูปที่มือข้างซ้ายถือสมบัติล้ำค่า ส่วนมือข้างขวาถือไม้ขักขระนั่งอยู่บนใบบัวสีเขียว ทว่าในสมองของนางกลับผุดคำพูดของผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือขึ้นมา


นางไม่ใช่วิญญาณร่อนเร่นอกโลกที่จุติมายังโลกใบนี้ เพียงแต่เป็นดวงวิญญาณที่กลับมายังร่างเดิม นางเป็นหญิงสาวของสกุลฉินมาโดยตลอด ดังนั้นก่อนห้าขวบ นางเป็นเพียงเด็กเอ๋อที่มีดวงวิญญาณในร่างไม่ครบอย่างนั้นหรือ


ฉินหลิวซีก้มหน้ามองมือของตนเอง เพลิงไฟบาปบงกชสีแดงลูกหนึ่งก็ผุดขึ้นกลางฝ่ามือ พร้อมสั่นไหวเล็กน้อย


ไม่ว่ามีความเป็นมาเช่นไร แต่ชาตินี้นางเป็นแค่ฉินหลิวซี


นางกดถุงเฉียนคุนตรงช่วงเอวลง ในนั้นเก็บพระธาตุล้ำค่าแห่งวัดอวี้ฝอที่ผู้เฒ่าอาวุโสให้เมื่อครู่ไว้ ช่างร้อนมือเสียจริง ได้ของมาแล้ว หากไม่ลงมือทำอะไรคงรู้สึกผิดต่อความใจกว้างของท่านน่าดู


พลันก็มีเสียงเคลื่อนไหวดังแว่วมาจากประตูวิหารด้านหลัง มีคนเดินเข้ามา เมื่อเห็นแผ่นหลังของฉินหลิวซีที่อยู่เบื้องหน้าพวกนางก็ผงะไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำขุ่นเคือง “เหตุใดถึงมีคนอยู่ที่นี่อีก อาจารย์ยังไม่ไล่คนออกไปหมดอีกหรือ”


“ไม่เป็นไร” พลันเสียงชราหนึ่งก็เอ่ยขึ้น


พอฉินหลิวซีหมุนตัวไปมองก็เห็นบ่าวรับใช้คนหนึ่งประคองร่างหญิงชราใบหน้าเรียบนิ่งแต่กลับมิอาจกลบความน่าเกรงขามไว้ได้เดินเข้ามา เบื้องหลังยังมีบ่าวรับใช้สาวแก่หิ้วตะกร้าเดินตามมาติดๆ พร้อมบรรจุธูปเทียนของบูชานานาชนิดไว้ในตะกร้านั้น


ราวกับหญิงชราสังเกตเห็นว่าฉินหลิวซีมองเห็นนางแล้วจึงเลื่อนสายตามองมา ทว่าสายตานั้นกลับพร่าเลือนไร้จุดรวมแสง สองดวงตาขุ่นมัวไม่เปล่งประกายเพราะบอดแล้ว สาวรับใช้ที่ประคองนางต้องคอยเอ่ยเตือนนางให้ค่อยๆเดินเสียงเบาเป็นระยะๆ


ฉินหลิวซีเก็บสายตากลับมาแล้วเดินมุ่งหน้าออกไปข้างนอก ขณะที่ร่างกำลังเดินผ่านพวกหญิงชราเหล่านั้นก็ผุดเสียงแปะๆขึ้น


สายลูกประคำขาดร่วงตกลงพื้น ลูกประคำที่ร่วงกระทบพื้นส่งเสียงดังก้องกังวาน กระทั่งกลิ้งมาข้างเท้าของฉินหลิวซีสองเม็ด


ฉินหลิวซีชะงักฝีเท้า โค้งตัวก้มลงเก็บลูกประคำไม้จันทน์สีม่วงสองเม็ดนั้นขึ้นมา พลันมือก็ชะงักเล็กน้อย นิ่งไปครู่หนึ่งถึงเอ่ย “เข้ามาในวิหารพระกษิติครรภ์แต่เส้นลูกประคำขาด สื่อถึงลางร้าย ความอาฆาตไม่สลายตัว การไปเกิดใหม่จึงไม่สำเร็จ การบูชาสักการะไม่อาจทำให้ผู้ล่วงลับละทิ้งแรงอาฆาตลงได้ จำเป็นต้องคลี่คลายปมแห่งความอาฆาตก่อนถึงจะสำเร็จ”


พอนางกล่าวจบ ทั้งๆที่สายตาพร่าเลือนแต่ก็ยังเหลือบมองมา หญิงชราร่างสั่นเทา ใบหน้าเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ


ครั้นบ่าวรับใช้ที่ประคองร่างหญิงชราเห็นท่าทีขึงขังเช่นนั้นก็โพล่งขึ้นว่า “สามหาว เจ้าเป็นใคร บังอาจพูดจาเหลวไหลหรือ!”


“ซุ่นฟัง!” หญิงชรามุ่นคิ้วปรามบ่าวรับใช้ ก่อนจะมองไปทางฉินหลิวซีแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ “แม่นางกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ลูกสาวของท่านไม่ได้เต็มใจกับการบูชาเซ่นไหว้เลยสักนิด ท่านมาครั้งใด แรงอาฆาตของนางมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากแรงพยาบาทอาฆาตไม่ถูกชำระก็คงหมดหวังไปเกิด”


รูม่านตาของหญิงชราวูบไหว กระทั่งบรรดาบ่าวข้างกายของนางยังผุดความฉงนอย่างตกใจ


“เจ้า…เจ้ารู้ได้อย่างไร”


นางรู้ได้อย่างไรว่าตนมาทำบุญให้หว่านเอ๋อร์ ไม่สิ นางบอกว่าแรงอาฆาตของหว่านเอ๋อร์นั่นคืออะไรนะ


“ลูกประคำมีไว้ขับไล่การหลงผิด ฝึกบำเพ็ญร่างกายและจิตใจ แต่บัดนี้กลับแปดเปื้อนแรงอาฆาตของคนตาย เก็บไว้ไม่ได้แล้ว” ฉินหลิวซีวางลูกประคำลงในตะกร้าก่อนเอ่ย “เอาเวลาที่ถวายเครื่องหมู่บูชาไปสืบหาสาเหตุการตายของคุณหนูยังดีกว่า ช่วยลบล้างมลทินของผู้ตายต่างหากถึงจะช่วยให้หลุดพ้นไปเกิดใหม่ได้อย่างแท้จริง”


ปลายเท้าของหญิงชราโงนเงนจนเซถอยหลังไปสองก้าว ชนเข้ากับอ้อมอกของซุ่นฟัง ริมฝีปากเปิดปิดพะงาบพะงาบ


ฉินหลิวซีส่ายหน้าแล้วเดินออกไป


ทว่านางเพิ่งเดินออกจากประตูวิหารมาก็ได้ยินเสียงร้องตกใจดังแว่วมาจากด้านใน นางสูดหายใจเข้าลึกก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าไปอีกครั้ง


คนที่มีดวงชะตานำพาเรื่องเหนือคาดมาหา มักจะเผชิญกับความวุ่นวายเสมอ


จากนั้นก็เห็นหญิงชราล้มอยู่ในอ้อมอกของบ่าวที่ชื่อว่าซุ่นฟัง สีหน้าซีดขาว บ่าวรอบกายต่างห้อมล้อมเข้ามาพลางร้องเรียกฮูหยินผู้เฒ่าด้วยท่าทีร้อนใจ


“เร็ว รีบไปเรียกหมอหลวงมา” ซุ่นฟังพูดพลางโน้มตัวอุ้มร่างของหญิงชราขึ้นมา


“อย่าขยับร่างของนาง” ฉินหลิวซีห้ามไว้ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหา


ครั้นทุกคนเห็นว่าฉินหลิวซีย้อนกลับมาก็เผยสีหน้าหวาดระแวง


“ข้าเป็นหมอ” ฉินหลิวซีเอ่ย “อย่ามุง เดิมทีที่นี่ก็อึดอัดมากแล้ว พวกเจ้าล้อมไว้เช่นนั้น นางกลับจะยิ่งหายใจลำบาก วางร่างของนางลง”


ทุกคนต่างมองหน้ากัน พลันมองไปทางซุ่นฟังตามจิตใต้สำนึก นางจึงเอ่ย “อย่ามุง” จากนั้นนางก็นั่งลงจับฮูหยินผู้เฒ่าพิงอ้อมอกของตน จับจ้องฉินหลิวซีแล้วเอ่ย “เจ้าเป็นหมอจริงๆหรือ หากฮูหยินผู้เฒ่าของข้าเป็นอะไรขึ้นมา เจ้า…”


“หากนางเป็นอะไรขึ้นมา ล้วนเป็นเพราะอาการซึมเศร้ากัดกินใจ อารมณ์ดิ่งวูบเป็นเหตุต่างหาก เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย” ฉินหลิวซีสบถใส่ที


ซุ่นฟัง “…”


กล้าหาเรื่องแต่ไม่กล้าโต้กลับ!


ฉินหลิวซีเปิดหนังตาของหญิงชราผู้นั้นขึ้น ครั้นเห็นพวงแก้มแข็งทื่อ ริมฝีปากดวงตาเริ่มเบี้ยวจึงจับมือนางขึ้นมาก่อนวางสองนิ้วลงบนข้อมือ จากนั้นก็พบว่าชีพจรจุดชุนโข่วล่องลอยและแน่นตึง เส้นลั่วม้ายว่างเปล่า ลมอ่อนแอไม่สามารถระบายออกได้ นี่เป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดในสมอง


นางเองก็ไม่รีรอรีบหยิบเข็มขึ้นมาแล้วเอ่ย “ฮูหยินผู้เฒ่ามีอาการโรคหลอดเลือดในสมอง ข้าต้องฝังเข็มให้นาง”


ซุ่นฟังสีหน้าเปลี่ยนยกใหญ่ นานๆจะเผยสีหน้ากระสับกระส่ายออกมาให้เห็น ทว่ามีความลังเลใจอยู่บ้าง ในเมื่อพวกนางไม่เคยเจอฉินหลิวซีผู้นี้มาก่อน


“ข้าคือหมอเต๋านามว่าปู้ฉิวที่รักษาอาการป่วยให้อดีตฮูหยินลิ่นผู้เฒ่า เจ้าวางใจได้ ข้าคงไม่ทำร้ายนางต่อหน้าพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์หรอก แต่หากเจ้าขวางข้าเช่นนี้กลับจะเป็นการทำร้ายนาง ไม่แน่อาจจะเป็นเจ้าแทนก็ได้” ฉินหลิวซีแค่นเสียงใส่ที


ซุ่นฟังรีบวางร่างหญิงชราลงนอนราบ เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก “พวกเราคือคนในตระกูลเซี่ยจากจวนแม่ทัพเจิ่นหนาน นี่คือฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเรา หากเจ้าช่วยนางไว้ได้ ตระกูลเซี่ยต้องตบรางวัลให้เจ้าอย่างงามแน่นอน”


ฉินหลิวซีกลับไม่พูดอะไรก่อนฝังเข็มลงจุดลมปราณ ผ่านไปนานพร้อมเข็มที่ฝังหลายเล่ม แล้วเอ่ยออกคำสั่งว่า “ไปจัดตรงลานกรรมฐาน เตรียมพาฮูหยินผู้เฒ่าไปนอนพักตรงนั้น”


ซุ่นฟังส่งสายตาออกคำสั่งกับบ่าวคนอื่นๆ จากนั้นก็จับจ้องร่างของฮูหยินผู้เฒ่า พลางเหลือบมองฉินหลิวซีเป็นระยะระยะ ครั้นเห็นนั่งจับเส้นชีพจร นางก็อยากเอ่ยถามแต่ก็ไม่กล้าถาม


ฉินหลิวซีเอ่ย “อาการหวัดยังไม่หายดี ร่างกายรุมเร้าด้วยโรคภัย แต่ก็ยังแวะมาทำบุญกราบไหว้พระ ในเมื่อเห็นคุณหนูเซี่ยสำคัญขนาดนี้ เหตุใดแรงอาฆาตของนางถึงลามมาถึงร่างของฮูหยินผู้เฒ่าได้”


ซุ่นฟังเอ่ยเสียงแผ่วเบา “วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณหนู เมื่อวานฮูหยินผู้เฒ่าฝันเห็นนางถึงได้มาวันนี้”


ในเมื่อเปิดเรื่องมาถึงขั้นนี้ ซุ่นฟังจึงเอ่ยถามขึ้นอีกว่า “ท่านคือหมอเต๋าที่รักษาอาการให้ฮูหยินลิ่นผู้เฒ่าจริงๆหรือ”


“อืม”


“ขอล่วงเกินถามนักพรตว่า เหตุใดท่านถึงกล่าวคำเมื่อครู่เช่นนั้น แล้วเหตุใดพอฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นแล้วถึงหมดสติไปเลยเล่า”


ฉินหลิวซีมองลูกตาที่กลิ้งกลอกไปมาภายใต้หนังตาของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วเอ่ย “ย่อมเป็นเพราะสาเหตุการตายของคุณหนูแฝงเงื่อนงำจนยากที่จะไปเกิดใหม่ เป็นผลให้แรงอาฆาตยังจับตัวกัน กระทั่งแปดเปื้อนลูกประคำที่ฮูหยินผู้เฒ่าใช้ทุกวัน คิดว่าขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าท่องบทพระธรรมสูตรของพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์คงเอ่ยชื่อของคุณหนูขึ้นมาด้วย”


ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าเปิดตา สายตาขุ่นมัวจับจ้องมาทางฉินหลิวซี มือข้างนั้นปัดป่ายคว้าอากาศก่อนจะคว้ามือของฉินหลิวซีไว้ พออ้าปากน้ำลายก็ไหลย้อยผ่านมุมปาก เอ่ยเสียงติดๆขัดๆ “ท่าน ท่านรู้เรื่องใดบ้าง”


ครั้นซุ่นฟังเห็นนางฟื้นเร็วก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก เอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านฟื้นแล้วหรือ ท่านยังไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่ คนผู้นี้ก็คือหมอเต๋าที่เคยช่วยรักษาอาการป่วยให้ฮูหยินลิ่นผู้เฒ่า เป็นผู้หญิง นางฝังเข็มให้ท่านด้วย”


“เจ้าอาวาส…” ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นพร้อมน้ำลายที่ไหลย้อยลงมามากกว่าเดิม


ฉินหลิวซีถอนหายใจที เอ่ย “ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย ร่างกายของท่านทรุดโทรม บัดนี้มีอาการหลอดเลือดในสมอง หากไม่รักษาตัวให้ดี อย่าว่าแต่ตาบอดเลย ต่อให้ท่านอยากมาไหว้พระทำบุญก็เป็นไปไม่ได้ ทำได้แค่นอนติดอยู่กับเตียงแล้ว”


ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าอ้าปากพะงาบ พร้อมน้ำตาที่ไหลรินผ่านลงมาทางหางตา นางจะไม่ใจร้อนได้อย่างไร ในเมื่อฉินหลิวซีบอกว่าหว่านเอ๋อร์ของนางตายอย่างมีเงื่อนงำ!


นางไปสร้างบาปกรรมใดไว้ บุตรชายบุตรสาวทั้งหกถึงต้องจากนางไปไกล ตระกูลเซี่ยของนางปกป้องชายแดนทางตอนใต้มาตลอดหลายชั่วอายุคน ดูแลรักษาบ้านเมือง แต่ไปๆมาๆกลับเหลือเพียงคนแก่ เด็กและสตรีที่อ่อนแอ หรือดวงชะตาตระกูลเซี่ยของพวกเขาจะถูกตอบแทนที่ทุ่มเทเพื่อบ้านเมืองและราษฎรอย่างนี้หรือ


ทั้งๆที่สร้างคุณงามความมาตลอดหลายชั่วอายุคน แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาคือการสูญเสียของคนในตระกูล สวรรค์ช่างไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย!


ฉินหลิวซีเห็นอารมณ์เกรี้ยวกราดเช่นนั้น จึงทำให้นางหมดสติไปก่อนชั่วคราว รอกระทั่งถึงเวลาดึงเข็มออกถึงจะโยกย้ายร่างนางไปพักในลานกรรมฐาน จากนั้นก็เขียนใบสั่งยาให้ด้วย แล้วเรียกให้คนในตระกูลเซี่ยไปหาวัตถุดิบยาละแวกวัดมาต้มกินก่อน


ช่วงนี้ฉินหลิวซีเองก็ไถ่ถามว่าเป็นตระกูลเซี่ยไหน จากนั้นถึงรู้ว่าเป็นลูกหลานในตระกูลข้าหลวงที่มีบรรดาศักดิ์สูงส่ง หากว่าด้วยเรื่องคุณงามความดีแล้วมีมากกว่าตระกูลผู้มีอำนาจทางซีเป่ยเสียอีก แต่กลับต้องเผชิญชะตากรรมที่แย่กว่าตระกูลนั้น บุตรชายในตระกูลเซี่ยต่างต้องล้มตายในศึกสงคราม บัดนี้เหลือเพียงหนุ่มน้อยหลายชายอายุเพียงห้าขวบคนเดียว อีกอย่างเป็นบุตรกำพร้าไร้บิดา ร่างกายอ่อนแอโรคภัยรุมเร้า


ตระกูลขุนนางสูงศักดิ์อย่างตระกูลเซี่ยย่อมต้องเกี่ยวดองกับบุตรสาวตระกูลแม่ทัพเหมือนกัน เรื่องโหดเหี้ยมหยาบโลนก็อีกเรื่อง สิ่งสำคัญก็คือความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว แบ่งรับแบ่งสู้ได้ทุกเรื่อง ยามเผชิญหน้ากับศัตรูต้องถือดาบได้ ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็เคยลงสนามรบเข่นฆ่าศัตรูมา เป็นแม่ทัพหญิงอย่างแท้จริง อีกทั้งฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังตรัสว่าเป็นสตรีที่ไม่เป็นรองบุรุษเลย แถมได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินขั้นสูงอีกต่างหาก


เพียงแต่ต่อให้จะมีเกียรติคุณใหญ่โตเพียงใดกลับต้องแลกมากับความตายของบุตรชายในตระกูลเซี่ย สมาชิกในตระกูลร่อยหรอ บัดนี้ตระกูลเซี่ยหลงเหลือเพียงหญิงม้ายที่ป่วยออดๆแอดๆ คนที่นำทัพปกป้องชายแดนใต้มีเพียงสะใภ้สี่ของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า ซึ่งเป็นแม่ทัพหญิงเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเซี่ยในเวลานี้


ตระกูลเช่นนี้ใครจะกล้าดูแคลน หากดูแคลนนักก็ให้ไปดูหลุมศพของตระกูลเซี่ย หลุมศพที่แน่นขนัดเช่นนั้นยังมีหน้ากล้าว่าตระกูลเซี่ยอีกหรือ


สำหรับตระกูลเซี่ย ฉินหลิวซีทั้งสงสารและนับถือ นับถือที่ตระกูลเซี่ยปกป้องบ้านเมืองโดยไม่คิดเคืองโกรธใดๆ เป็นทัพแนวหน้าสำคัญของบ้านเมือง เปรียบดั่งคานสำคัญของแว่นแคว้น สงสารที่ต้องสูญเสียคนมากความสามารถ อีกทั้งลูกหลานอายุสั้น


ช่างน่าเวทนาจริงๆ!


“…เป็นเพราะลูกหลานในตระกูลอายุสั้น จึงต้องประคบประหงมบุตรสาวภรรยาเอกเพียงหนึ่งเดียวเป็นอย่างดี ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ทำใจไม่ได้ ถึงแม้คุณหนูจะไม่เต็มใจ แต่ก็ยังให้นางเกี่ยวดองแต่งเข้าตระกูลผู้รู้หนังสืออย่างตระกูลฟ่าน ซึ่งเป็นตระกูลอาลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวที่ตระกูลเซี่ยเกี่ยวดองด้วย หวังว่านางจะใช้ชีวิตอย่างราบรื่นสงบสุข เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าคุณหนูจะมีความแค้นในใจ หลังจากออกเรือนไปก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย กระทั่งไม่ส่งแม้แต่จดหมายมาสักฉบับ แต่พอได้รับข่าวจากคุณหนูอีกทีก็เป็นเรื่องเศร้าแล้ว นางตายเพราะคลอดบุตรยาก ตอนนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเป็นลมหมดสติจนป่วยหนักไปรอบหนึ่ง”


ฉินหลิวซีพูดไม่ออกก่อนจะมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่า ครั้นมองเช่นนั้นก็ใจกระตุกวูบ พลันสายตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึม


ความตายวนเวียนรอบใบหน้า เหตุใดจู่ๆถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้


[1] เป็นจุดสำคัญในการตรวจวัดชีพจรเพื่อตรวจสอบอวัยวะภายในต่างๆของร่างกาย เช่น หัวใจ ปอด ไต เป็นต้น


[2] เส้นลั่วม้าย หมายถึง เส้นลมปราณรอง เป็นแขนงเล็กๆที่แตกออกจากเส้นลมปราณหลัก ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างเส้นลมปราณหลักกับส่วนต่างๆของร่างกาย


ตอนที่ 1104: ช่วงชิงโชคลาภโดยมนุษย์


จากใบหน้านิ่งขรึมของฉินหลิวซีแปรเปลี่ยนเป็นความอึมครึม ทำเอาซุ่นฟังใจกระตุกวาบ เมื่อครู่ตนพูดเรื่องอะไรผิดไปจนสร้างความไม่พอใจให้นางอย่างนั้นหรือ


“ท่านนักพรต เป็นอะไรไปหรือ” นางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง


ฉินหลิวซีขมวดคิ้วมุ่นพลางจ้องใบหน้าของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าแน่นิ่ง ครั้งแรกที่เจอ โหงวเฮ้งยังไม่ถึงคราวตาย ถึงแม้จะไม่ใช่คนอายุยืน แต่คงไม่ถึงขั้นมีรังสีความตายวนเวียนอยู่เหนือศีรษะเช่นนี้


อีกอย่างโหงวเฮ้งเปลี่ยนในเวลาไม่ถึงชั่วยามด้วยซ้ำ


ครั้นนึกถึงสถานะของนายหญิงผู้เฒ่าท่านนี้ ฉินหลิวซีก็คว้ามือของนางขึ้นมาตรวจดูชีพจรอีกครั้ง พลางเอ่ยถามว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเจ้ามีบาดแผลเต็มไปหมด แต่เจ็บหนักสุดบริเวณใดหรือ”


ซุ่นฟังผงะไป เมื่อครู่คุยกันเรื่องการตายของคุณหนูอยู่มิใช่หรือ เหตุใดจู่ๆถึงเปลี่ยนประเด็นมาที่ฮูหยินผู้เฒ่าได้เล่า จึงตอบกลับไปว่า “หนักสุดก็แผลจากธนู เพราะแทบทะลุโดนตับ นางรักษาแผลอยู่นาน กระทั่งแทบเอาชีวิตไม่รอด”


นางลองเทียบจากตำแหน่งดู


ฉินหลิวซีเลิกผ้าขึ้นดูแวบหนึ่ง ครั้นเห็นตำแหน่งหนึ่งที่มีรอยด้ายเย็บสวยก็เอ่ยว่า “ได้หมอเทวดาตู้เหรินช่วยนางไว้ นับว่ามีบุญนัก”


ซุ่นฟังผงะไป นางอาศัยแค่การดูแผลก็รู้แล้วว่าใครเป็นคนช่วย นี่ซ่อนหลักการลี้ลับใดไว้หรือเปล่านะ


“ท่านรู้ได้อย่างไร”


ฉินหลิวซีชี้ไปที่ปมด้ายของรอยเย็บปิดแผลแล้วเอ่ย “เพราะข้าเป็นคนสอนเขาเอง”


ซุ่นฟังยิ่งตกตะลึง ก่อนจะมองไปที่ปมด้ายที่เย็บปิดแผลนั้น บัดนี้นางเป็นหมัวหมัวรับใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าก็จริง แต่ครั้งวัยเยาว์ ความจริงนางเคยเป็นลูกน้องของฮูหยินผู้เฒ่ามาก่อน ซึ่งก็คือหนึ่งในวีรสตรีนั่นเอง


ยามนั้นฮูหยินผู้เฒ่าโดนธนูยิงใส่ และก็ได้หมอเทวดาอย่างตู้เหรินมาช่วยดึงธนูออกไปจริงๆ เพราะลูกธนูมีตะข้อปลายแหลมจึงเกือบทะลุถึงปอดและอวัยวะภายใน ดังนั้นเลยต้องใช้มีดเล็กแซะเปิดแผลเล็กน้อยแล้วค่อยๆดึงลูกธนูออกมา จากนั้นถึงค่อยๆเย็บปิดปากแผลเหมือนเย็บผ้า


เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นว่ารักษาบาดแผลอย่างไร จึงทำให้เกิดความทรงจำอย่างลึกซึ้ง แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนสอนหมอเทวดาตู้


ซุ่นฟังรู้สึกตกใจไม่น้อย ทว่ากลับไม่กล้าแสดงข้อกังขาใดขึ้นมา ลำพังแค่นางจำปมด้ายเย็บแผลของเขาได้ก็รู้แล้วว่านางมีความเกี่ยวข้องกับหมดเทวดาตู้แน่นอน อีกอย่างยังต้องฝากชีวิตฮูหยินผู้เฒ่าไว้กับนางด้วย


“คิดไม่ถึงว่าท่านจะรู้จักหมอเทวดาตู้ด้วย เขาร่อนเร่ไปรักษาคนตามที่ต่างๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้ไปช่วยคนอยู่ที่ใด” ซุ่นฟังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


แต่ไหนแต่ไรมาตู้เหรินจะไม่ประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นหมอเร่ร่อน เดินไปถึงไหนก็ถึงนั่น ตามหาร่องรอยยากนัก


ฉินหลิวซีเอ่ย “ก็คงตระเวนตามรักษาคนอยู่”


นางตรวจดูบาดแผลนี้ก่อนตรวจสอบบริเวณอื่นๆ จากนั้นก็จับชีพจรที่ข้อมือซ้ำไปซ้ำมา


ถึงแม้ร่างกายของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าจะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่เพราะฐานร่างกายแข็งแรง ฝึกฝนวิทยายุทธมานาน อีกทั้งบำรุงในส่วนที่อ่อนแอ บวกกับดูแลรักษาร่างกายในยามปกติ ดังนั้นถึงจะไม่ใช่ร่างกายที่ดีนัก แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องเจอกับความตาย


อาการป่วยที่สำคัญยิ่งกว่าในเวลานี้ก็คืออาการป่วยทางใจ อารมณ์ซึมเศร้าหดหู่ทำลายสภาพจิตใจจนย่ำแย่ ดวงตาคู่นี้บอดมัวเพราะอารมณ์ย่ำแย่และร้องไห้หนักนั่นเอง


ไม่น่าจะถึงตาย


หรืออาการหลอดเลือดในสมองของนางจะกำเริบ


“ท่านนักพรต ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอะไรหรือ” ซุ่นฟังเห็นสีหน้านิ่งขรึมของนางเช่นนั้นก็ไม่สบายใจ กระวนกระวายใจแทบไม่ไหว


ฉินหลิวซีบีบต้นขา นิ่งขรึมไปครู่หนึ่งถึงเอ่ย “ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าแฝงความตายไว้”


พลันเลือดฟาดบนใบหน้าของซุ่นฟังก็แห้งเหือด ถลึงตากลมโตแทบถลน


“ข้าตรวจดูร่างกายของนางแล้วคงไม่ถึงขั้นต้องตาย แต่จากโหงวเฮ้ง เพิ่งเปลี่ยนไปเมื่อครู่” ฉินหลิวซีหยิบเข็มขึ้นมาแล้วทิ่มลงบนปลายนิ้วมือของนาง เพื่อเค้นเอาหยดเลือดมาดมและบี้ถูไปมา แต่ก็ไม่มีอาการโดนวางพิษแต่อย่างใด


หากไม่ใช่ปัญหาเรื่องสุขภาพ ก็คงเป็นเรื่องดวงชะตาแล้ว


ครั้นฉินหลิวซียังเห็นรังสีความตายจับตัวเป็นกระจุก นางถึงหยิบยันต์คุ้มครองออกมาจากกระเป๋าเฉียนคุนแล้ววางไว้ตรงหน้าอกของฮูหยินผู้เฒ่า


ซุ่นฟังหนังตากระตุก เอ่ยขึ้นว่า “ท่านหมายความว่าฮูหยินผู้เฒ่าโดนคาถากดดวงชะตาอย่างนั้นหรือ”


“พูดยาก” ฉินหลิวซีเอ่ย “โหงวเฮ้งของคนเรามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามดวงชะตา ปรากฏพลังความตายเลือนรางเช่นนี้ คงเป็นสัญญาณชี้ว่าโชคชะตาของนางกำลังแย่ลง”


ซุ่นฟังลุกขึ้นพรวด สองดวงตาแดงก่ำ กำหมัดแน่นพลางคำรามขึ้นว่า “เหตุใด เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ตระกูลเซี่ยของเรามีความจงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคน คนตายในตระกูลเซี่ยมีมากมายจนสร้างหลุมสุสานบนภูเขาลูกหนึ่งแทบไม่พอ เหตุใดสวรรค์ถึงยังไม่มีความเป็นธรรม ไม่ปกป้องคนดี แต่กลับจะเอาชีวิตของนาง เมื่อก่อนเอาชีวิตบุตรหลานตระกูลเซี่ยไป แต่ตอนนี้ถึงคราวของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว ต้องรอให้สายเลือดสุดท้ายของตระกูลเซี่ยสูญสิ้นก่อนถึงจะเป็นตระกูลที่มีความจงรักภักดีอย่างแท้จริงอย่างนั้นหรือ”


ฉินหลิวซีเองก็ก็รู้สึกแย่ไม่ต่างกัน เอ่ยถาม “เจ้าพอจะรู้วันเวลาเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าหรือไม่”


ซุ่นฟังชั่งใจครู่หนึ่ง เพราะวันเวลาเกิดเป็นสิ่งสำคัญ นางจะให้คนอื่นเรื่อยเปื่อยไม่ได้


ทว่ามีเสียงแหบพร่าอ่อนแรงหนึ่งเอ่ยบอกแทนนาง ทั้งสองหันไปมองก็เห็นว่านายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าฟื้นขึ้นมาแล้ว แถมไม่รู้ว่าได้ยินไปมากน้อยเพียงใด


ซุ่นฟังมองเจ้านายที่ร่างกายอ่อนแรงก็ยิ่งเศร้าจับใจ กลืนน้ำลายลงคอ ทว่าไม่กล้าปล่อยโฮออกมา


ฮูหยินผู้เฒ่าของนางต้องแข็งแกร่งมาชั่วชีวิต ต่อให้บุตรชายบุตรสาวเจอกับความตาย รุ่นหลานเองก็ตายตามไป แต่กระดูกสันหลังของนางกลับยังเหยียดตรง ไม่ยอมอ่อนแอแม้แต่น้อย


“ฮูหยินผู้เฒ่า…” ซุ่นฟังกุมมือของนาง


ทว่านายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากลับมองไปทางฉินหลิวซีแล้วเอ่ยว่า “ช่วยข้าด้วย ข้ายังตายไม่ได้ ข้าต้องสืบหาความจริงการตายของหว่านเอ๋อร์ก่อน”


ฉินหลิวซียกมือขึ้นคำนวณจากวันเวลาเกิดแล้วเอ่ย “อายุขัยของท่านยังไม่หมดแค่นี้ แต่บัดนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะโชคลาภสลายตัว ดังนั้นจึงเริ่มเกิดอุปสรรคปัญหาและโรคภัยรุมเร้า เรียกว่าดวงซวย ทันทีที่รังสีความตายปกคลุมทั่วทั้งใบหน้าก็แสดงว่าโชคลาภหมดสิ้นแล้ว พอถึงเวลานั้น…”


“เหตุใดดวงชะตาถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงได้หรือ” ซุ่นฟังเอ่ยถามอย่างร้อนใจ “คนในตระกูลเซี่ยตายแทบไม่เหลือ ผู้ชายก็เหลือแค่ลูกกำพร้าพ่อที่ร่างกายอ่อนแอ วันหน้าจะทำศึกสงครามได้หรือไม่ยังพูดยาก หากจะว่ามีคนขลาดกลัวต่ออำนาจของตระกูลเซี่ยก็คงเป็นไปไม่ได้ คนที่จะสืบทอดตระกูลเซี่ยไว้ได้ก็ไม่เหลือแล้ว คนที่หมดอำนาจเหมือนเสือที่ถอดเขี้ยวเช่นนี้ ใครจะกลัวหรือ ฝ่าบาทหรือ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้พระองค์จะไม่ยอมเลยหรือ”


“ซุ่นฟัง ระวังคำพูดด้วย!” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าตวาดใส่ พออารมณ์เดือดดาลขึ้นมาก็ฮึดฮัดหายใจหอบถี่


ซุ่นฟังรีบเข้าไปช่วยลูบให้นางหายใจคล่อง ทว่าใบหน้ายังคงความเคียดแค้นมิคลาย


“ฉินหลิวซีเอ่ย “ดวงชะตาเปลี่ยนเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากคนเราเปลี่ยนความคิดเพียงชั่ววูบเลือกทางเดินที่ต่างกันออกไปก็เปลี่ยนดวงชะตาได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นฝีมือคนได้ด้วย”


“ฝีมือคนหรือ”


“ใช่ หากมีคนช่วงชิงโชคลาภของท่านไป นี่ก็คือผลบ่อเกิดของความโชคร้ายโดยตรง”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ามุ่นคิ้วยิ้มขมขื่น “คนแก่ๆที่ใกล้ลงโรงอย่างข้า ก็เหมือนที่ซุ่นฟังพูดไป ข้าเปรียบดั่งเสือที่ถอดเขี้ยว ใครจะอยากมาช่วงชิงโชคลาภของหญิงชราแก่ๆอย่างข้ากัน”


ฉินหลิวซียิ้มเอ่ย “ท่านอย่าประเมินตนเองต่ำไป ถึงแม้ท่านจะแก่ใกล้ลงโรง ท่านก็มีสิ่งที่คนอื่นปรารถนาเช่นกัน อย่างเช่นคุณงามความดีหรือความน่าเลื่อมใส”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าผงะไป


ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ตระกูลเซี่ยเป็นตระกูลขุนนาง มีความจงรักภักดีมาหลายชั่วคน ปกป้องดูแลบ้านเมือง ปวงประชาในใต้หล้า โดยเฉพาะชาวบ้านแถบทางตอนใต้ มีใครบ้างที่ไม่เห็นพวกท่านเป็นดั่งเทพคุ้มครอง มีใครบ้างที่ไม่เคารพสรรเสริญพวกท่าน เพราะการปกป้องคุ้มครองของพวกท่าน พวกเขาถึงอยู่อย่างสงบสุข สิ่งเหล่านี้ก็คือความเลื่อมใส ด้วยพลังแห่งความเลื่อมใสนี้…”


คำพูดของนางชะงักไปพลันในสมองก็ผุดบางอย่างแวบขึ้นมา คุณงามความดีและความเลื่อมใสหรือ


ตอนที่ 1105: ความน่าสงสารมีอะไรให้เปรียบเทียบกัน


คุณงามความดีและความเลื่อมใสอาจจะไม่สร้างความรู้สึกใดๆให้คนอื่น แต่สำหรับคนที่เดินบนเส้นทางบำเพ็ญอย่างฉินหลิวซีแล้ว โดยเฉพาะยามรู้ว่ามารที่ซ่อนไม้เด็ดกำลังต้องการของดีๆเพียงครู่เดียวก็สามารถดึงประสาทสัมผัสอันว่องไวของนางขึ้นมาได้แล้ว


คุณงามความดีของตระกูลเซี่ยมีมากหรือไม่ย่อมไม่ใช่เรื่องที่น่าสงสัย


ตระกูลเซี่ยเข่นฆ่าคนมามาก แรงอาฆาตพลังหยินจึงสูงลิ่ว แต่คุณงามความดีของพวกเขากลับมีมากกว่า เพราะพวกเขาปกป้องปวงประชาในต้าเฟิงไว้เบื้องหลัง ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องประสบกับหายนะในศึกสงคราม ทำให้บ้านเมืองสงบสุข ดังนั้นจึงถือเป็นการสร้างคุณงามความดีอันใหญ่หลวง


อีกทั้งความเลื่อมใส มีใครไม่สรรเสริญเทพสงครามที่มีความจงรักภักดีอย่างตระกูลเซี่ยบ้าง


คุณงามความดีและความเลื่อมใส กระทั่งคมกริบจนสามารถต้านพลังชั่วร้ายได้ ตระกูลเซี่ยไม่ขัดสนเรื่องใด หากช่วงชิงโชคลาภของตระกูลเซี่ยไป จะทำเรื่องใดไม่รุ่งโรจน์บ้าง


ฉินหลิวซีอดคิดแทนอีกฝ่ายไม่ได้ แต่พอคิดแทนขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่า โอ้ ทวยเทพบนสวรรค์ นี่เป็นโอกาสที่บีบให้ข้าเลื่อนขั้นอย่างนั้นหรือ!


“ท่านนักพรต!” ซุ่นฟังร้องเรียกอยู่หลายที ทว่าฉินหลิวซีกลับไร้ปฏิกิริยา จึงร้องเรียกเสียงดังอย่างเลี่ยงไม่ได้


ฉินหลิวซีดึงสติกลับมา แคะหูพลางเอ่ย “ข้ายังอยู่”


“ท่านกำลังคิดถึงเรื่องใดอยู่หรือ”


ฉินหลิวซีเอ่ย “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆคงบอกไม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ อีกอย่างการแก้ปัญหาใช่ว่าจะคลี่คลายได้ในเดี๋ยวนั้น ด้วยชะตากรรมของนายหญิงผู้เฒ่า ข้าจะทำหุ่นเชิดขึ้นมาหลอกล่อก่อนแล้วถ่ายโอนความโชคร้ายและรังสีความตายออกไป”


พวกนางทั้งสองนิ่งตกตะลึง แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ


“หุ่นเชิดก็สามารถช่วยให้แคล้วคลาดได้หรือ” ซุ่นฟังเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ


ฉินหลิวซีส่ายหน้าเอ่ย “นี่เป็นเพียงศาสตร์อาคมของเต๋า การหลอกลวงเช่นนี้เพียงเพื่อให้หุ่นเชิดช่วยแบกรับไป แต่ช่วยแก้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของโชคลาภไม่ได้ สุดท้ายอาคมนี้ก็ต้องหมดไป ทันทีที่อาคมสูญสิ้น ไม่นานก็จะหมดหนทางแก้ไข ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุต้องเริ่มจากการแก้ที่ต้นเหตุก่อน”


“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ เหตุใดอยู่ดีๆถึงกลายเป็นเช่นนี้เล่า หรือมีใครคิดทำอะไรตระกูลเซี่ย” ซุ่นฟังเอ่ยพึมพำ “ว่ากันว่าตระกูลแม่ทัพมีพลังมืดเข้มข้น เข่นฆ่าคนมามาก ดังนั้นจึงต้องแบกรับกรรมไว้ไม่น้อย แต่หากไม่ฆ่าทิ้งก็ต้องถูกฆ่าแทน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ด้านหลังก็ต้องตายตามกันไป จึงต้องจำใจทำ แต่ในเมื่อเกิดมาในตระกูลแม่ทัพเหมือนกัน แล้วเหตุใดตระกูลเซี่ยถึงตกเป็นผู้น่าสงสาร มีคนตายมากโขเช่นนี้เล่า”


“ความจริง ตระกูลเฉวียนที่ซีเป่ยเองก็ตายไม่น้อย!” ฉินหลิวซีปลอบประโลมไปประโยคหนึ่ง


เฉวียนจิ่งที่อยู่แดนไกล ณ ซีเป่ยจามออกมา “?”


ซุ่นฟังแค่นเสียงใส่ “ผู้เฒ่าตระกูลเฉวียน หากร่างกายแข็งแรงกำยำคงรับอนุมีลูกๆเพิ่มได้อีก สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เขามีหลานที่ตีได้ หากหลานคนนี้มีความสามารถคงมีเหลนเพิ่มได้อีกหลายคน และไม่ต้องมากลัดกลุ้มเรื่องคนสืบทอดตระกูล แต่ตระกูลเซี่ยของเราเหลือเพียงทายาทที่ร่างกายอ่อนแอ อีกทั้งอายุยังน้อยอีกต่างหาก”


ดังนั้นคำพูดนี้จึงใช้ปลอบประโลมนางไม่ได้!


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าหมดคำพูด “ซุ่นฟัง…”


เรื่องน่าสงสารเช่นนี้มีอะไรให้เปรียบเทียบกันหรือ!


ฉินหลิวซีก้มหน้า กระตุกยิ้มที่มุมปาก ถึงแม้บรรยากาศการสนทนาในยามนี้อาจจะไม่ดีนัก ซึ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่นางกลับหลุดยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่


นางใช้เรียวนิ้วกดที่มุมปาก กระแอมไอเสียงเบาพลางเอ่ย “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเปรียบเทียบความน่าสงสาร ข้าคาดเดาแต่ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป เรื่องนี้ต้องผ่านการตรวจสอบ หากเป็นไปตามที่ข้าคิดไว้จริง ตระกูลเซี่ยเป็นตามดั่งที่พวกท่านว่า ฉะนั้นคงต้องตายกันเกลี้ยงถึงจะถูก”


พวกนางสีหน้าเปลี่ยนอย่างพร้อมเพรียง


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเอ่ย “เกี่ยวข้องกับดวงชะตาดั่งที่ท่านว่าจริงๆหรือ”


“ใช่ ข้าสงสัยว่ามีคนกำลังช่วงชิงโชคลาภของตระกูลเซี่ยไป”


แฮ่กๆ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้น ในลำคอก็เปล่งเสียงหายใจหอบดังเหมือนเครื่องสูบลมเก่าๆ ดวงตาขุ่นมัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบขึ้นมาในทันที


นางไม่ใช่นักพรตบำเพ็ญ แต่ก็รู้ความสำคัญของโชคลาภ หากมีโชคลาภทุกอย่างย่อมราบรื่น หากไร้ซึ่งสิ่งนี้ทุกเรื่องก็คงติดๆขัดๆ เจอแต่เรื่องร้ายในทุกที่


แต่ตระกูลเซี่ย…


หลายปีมานี้ตระกูลเซี่ยมีคนล้มตายไม่น้อย นางรู้สึกกระวนกระวายใจว่าจะเกี่ยวข้องกับดวงชะตาโชคลาภจริงๆหรือ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าปิดตาลงเล็กน้อย หางตามีหยาดน้ำไหลรินลงมา


เดิมทีวันนี้นางมาเพื่อทำบุญวันคล้ายวันเกิดของบุตรสาว คิดไม่ถึงว่าจะรู้เรื่องความแค้นพยาบาทหลังการตายของบุตรสาวจากปากของฉินหลิวซี ยิ่งนึกสงสัยสาเหตุการตายของนางขึ้นมาไม่ได้ แค่นี้ยังไม่หมด ยามนี้กลับได้ยินเรื่องคาดเดาที่น่ากลัวยิ่งกว่าว่ามีคนกำลังช่วงชิงโชคลาภของตระกูลเซี่ยไป


แบบนี้จะให้นางสงบสติอารมณ์ได้อย่างไร


เสียงเวิ้งของกระดิ่งดังขึ้น


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเหม่อลอยเล็กน้อย ก่อนมองไปตามเสียง มีเสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งแฝงไปด้วยพลังปลอบโยนจิตใจ ทันใดนั้นนางก็รู้จิตใจสงบลงบ้าง


ไม่เป็นไร ตนยังอยู่ นางต้องลากตัวมารชั่วร้ายออกมาได้ทุกตัวแน่นอน!


นางจะถูกโค่นล้มไม่ได้!


นายหญิงผู้เฒ่าเซี่ยสูดหายใจเข้าลึกๆสองทีแล้วเอ่ย “ท่านนักพรต ต้องขอบคุณท่านเรื่องนี้ด้วย”


ฉินหลิวซีเก็บกระดิ่งสามบริสุทธิ์ ประจวบกับต้มยาเสร็จพอดี สาวรับใช้นำมาให้ หลังจากนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าดื่ม นางถึงขอวันเดือนปีเกิดของคุณหนูเซี่ยมาตรวจดูดวงชะตา


ครั้นเห็นเช่นนั้น หว่างคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ามองไม่เห็น แต่ซุ่นฟังกลับมองเห็นอย่างชัดเจน เห็นสีหน้าของนางเช่นนั้นใจก็กระตุกวูบ


อมิตาภพุทธ ลำพังแค่เห็นสีหน้าของนักพรตท่านนี้ ในสมองของนางก็ปรากฏภาพเลวร้ายขึ้นมานับไม่ถ้วน นี่เกิดอะไรขึ้นหรือ


ฉินหลิวซีมองนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า เอ่ยว่า “ท่านสุขภาพไม่ดี แต่ก็ยังมาทำบุญ เพียงเพราะวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณหนูเซี่ยจริงๆหรือ”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าผงะไปแล้วเอ่ย “เมื่อคืนข้าฝันเห็นหว่านเอ๋อร์ นางยืนมองมาทางข้าท่ามกลางหมอกควันทึบพลางขยับปาก แต่ข้าไม่ได้ยินว่านางพูดอะไร ข้าไม่ค่อยสบายใจถึงมาวัดอวี้ฝอ เพราะวิหารพระกษิติครรภ์มีป้ายเกิดและโคมไฟบูชาของนางอยู่”


“ซุ่นหมัวหมัวบอกว่าคุณหนูเซี่ยล่วงลับเพราะคลอดบุตรยาก” ฉินหลิวซีชี้ไปที่วันเดือนปีเกิดแล้วเอ่ย “แต่ข้าดูจากดวงชะตาของนางแล้ว นางตายโหง”


“อะไรนะ” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าลุกขึ้นนั่งบนเตียง มุมปากที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยแสดงท่าไม่ดีนัก มองมาทางนางพลางเอ่ย “ท่านบอกว่านางตายโหงอย่างนั้นหรือ”


“ไม่สิ ทั้งๆที่คุณหนูของพวกเราคลอดบุตรยากนี่นา” ซุ่นฟังเอ่ยเสียงตกใจ


ฉินหลิวซีเอ่ย “บุตรสาวในตระกูลใหญ่แต่งงานล้วนต้องมีบ่าวติดตามเจ้านายออกเรือนไป ต่อให้จะไม่จงรักภักดีเสียทั้งหมด แต่ก็คงมีคนที่จงรักภักดีสักคนสองคนบ้างกระมัง ไม่เห็นความผิดปกติใดบ้างเลยหรือ”


ครั้นได้ฟังนางกล่าวเช่นนั้น สีหน้าของพวกนางทั้งสองก็ดูกระอักกระอ่วนใจแปลกๆ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเผยสีหน้าขมขื่นเอ่ย “หว่านเอ๋อร์ไม่พอใจที่ข้าให้นางแต่งงานกับตระกูลนี้ เดิมทีเตรียมคนให้นางไว้สี่ครอบครัว แต่นางคืนมาสองครอบครัว จึงเหลือคนติดตามนางออกเรือนไปสองครอบครัว ระยะเวลาที่นางแต่งงานออกจวนไปสิบปี นางไม่เคยกลับมาเยี่ยมเยียนที่จวนเลยสักครั้ง ข้ารู้ว่านางโกรธข้า”


“ในเมื่อนางเป็นลูกสาวคนเดียวของท่าน หากไม่พอใจในการแต่งงานครั้งนี้ เหตุใดท่านต้องบีบบังคับให้นางออกเรือนด้วย” นี่เป็นสิ่งที่ฉินหลิวซีไม่เข้าใจ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเอ่ย “ก็เพราะเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ข้าถึงไม่อยากให้นางแต่งงานกับตระกูลแม่ทัพ เพราะสามีคงต้องมาตายในสนามรบเหมือนพี่ใหญ่ ตระกูลฟ่านเองก็เป็นตระกูลอาลักษณ์ผู้รู้หนังสือ อีกทั้งมีใจอยากเกี่ยวดอง ถึงแม้ตระกูลเราจะเป็นตระกูลขุนนาง แต่ก็เป็นเพียงตระกูลทหาร หากเกี่ยวดองกับตระกูลผู้รู้หนังสือ การแต่งงานครั้งนี้เรียกได้ว่าเราเอื้อมเกาะพวกเขามากกว่า”


ซุ่นฟังอ้ำๆอึ้งๆ จะว่าเอื้อมเกาะพวกเขาก็ไม่ถูก แม้ตระกูลฟ่านจะเป็นตระกูลผู้รู้หนังสือ แต่ก็เป็นตระกูลตกอับ


ฉินหลิวซีส่ายหน้า “แต่ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเรื่องแต่งงานต้องดูความเหมาะสมเท่าเทียมกันด้วย การแต่งงานครั้งนี้เป็นการแต่งงานระหว่างตระกูลแม่ทัพกับตระกูลอาลักษณ์ หากคุณหนูเป็นหญิงสาวที่รักในการดีดพิณ เล่นหมากรุก วาดภาพก็ว่าไปอย่าง แต่หากนางชื่นชอบการถือหอกรำกระบี่กระบองตั้งแต่เด็กเล่า รวมเป็นปึกแผ่นเดียวกับคนที่คุ้นชินกับการร่ำเรียนเช่นนี้ พวกเขาสองคนจะคุยเรื่องใดกัน”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็ยังหาข้ออ้าง “เรื่องพวกนี้นางเองก็พอไปวัดไปวาได้ ใช่ว่าพวกเขาทั้งสองจะคุยกันไม่ถูกคอเลยเสียทีเดียว เพียงแต่ไม่ได้คล่องก็เท่านั้น และการฝึกวิทยายุทธ์ตั้งแต่เด็กก็เป็นสิ่งจำเป็นในตระกูลนักรบอยู่แล้ว”


“แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่พอใจกับคู่ครองผู้นี้ แต่งงานกันไปจะไม่กลายเป็นความโกรธแค้นหรือ”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าสะอึกก่อนพึมพำว่า “ข้าก็แค่หาที่สงบให้นางใช้ชีวิต ผิดด้วยหรือ”


ฉินหลิวซีถอนหายใจที “บางทีสิ่งที่คิดว่าดีอาจจะเป็นเพียงห่วงพันธนาการ ความจริงความมั่นคงก็ใช่ว่าต้องแต่งเข้าตระกูลผู้รู้หนังสือเสมอไป ตระกูลทรงอิทธิพลอื่นๆก็ได้เช่นกัน ขอแค่คุยกันถูกคอกันง่ายกว่าก็พอ ความจริงพวกอาลักษณ์รู้หนังสือมีปัญหาก็เยอะ ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องในตระกูลฟ่านมากนัก แต่มีตระกูลผู้รู้หนังสือไม่น้อยที่หัวโบราณและชอบตั้งกรอบ คุณหนูเซี่ยเกิดในตระกูลแม่ทัพจะรับกฎเกณฑ์มากมายขนาดนั้นได้อย่างไร”


พอนางคิดว่าวันหน้าบุตรสาวต้องใช้ชีวิตกับครอบครัวสามีจึงยิ่งให้เกียรติต่อตระกูลอีกฝ่าย และกลัวว่าแม่สามีจะกลั่นแกล้งบุตรสาวของนาง


ทว่าสุดท้ายสิ่งที่แลกมาก็คือการไม่ได้พบหน้าบุตรสาวจนถึงวันตาย


“แม้แต่มาร่วมงานศพ พวกท่านก็ไม่ได้เห็นหน้าคุณหนูเป็นครั้งสุดท้ายเลยหรือ”


“นางจากไปในช่วงฤดูร้อน ปีนั้นประสบภัยแล้ง ยามข่าวการตายมาส่งถึงจวน ศพก็ถูกจัดเก็บปิดฝาโลงไปแล้ว” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวด้วยความเศร้าโศก “ปีนั้นข้าเองก็สูญเสียลูกชายคนเล็กไปเช่นกัน ทางจวนก็จัดงานศพเลยไปร่วมงานด้วยตัวเองไม่ได้ ข้าจึงส่งแม่ทัพที่ซื่อสัตย์และสาวรับใช้ไปแทน แต่พวกเขากลับเจอเด็กที่คลอดยากเท่านั้น”


ฉินหลิวซีส่ายหน้า “มิน่าแรงอาฆาตถึงรุนแรงนัก”


ออกเรือนอย่างสับสนมึนงง อีกทั้งตายไปโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ขณะที่จวนของมารดาตนก็ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง กระทั่งไม่แม้แต่จะตามหาความจริงเรื่องนี้ หากเป็นนาง นางก็คงแค้น


“ใช่ว่าพวกเราจะไม่เคยรู้สึกกังขา ทว่าแม้แต่บ่าวรับใช้ข้างกายหว่านเอ๋อร์ต่างบอกว่านางตายเพราะคลอดลูกยาก สาเหตุที่ทำให้คลอดลูกยากก็เพราะยามปกติหว่านเอ๋อร์มีปฏิสัมพันธ์กับคนในตระกูลฟ่านไม่ค่อยดีนัก ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเอ่ยเสียงขมขื่น “ปีนั้นคนในตระกูลเซี่ยของเราตายกันไม่น้อย เห็นว่าใช้ชีวิตของหว่านเอ๋อร์แลกมากับบุตรชายคนหนึ่งเลยไม่ได้ไตร่ตรองสิ่งใดให้มากนัก”


ฉินหลิวซีตรวจดูการตายจากวันเดือนปีเกิด จากนั้นก็เห็นว่าเรื่องเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน ต่อให้ผ่านไปแล้วสามปี แต่กลับยังคงไว้ซึ่งแรงอาฆาต บ่งบอกว่านางยังไม่ไปเกิด นางตายโหง หากคิดแก้แค้นขึ้นมาก็ใช่ว่าตระกูลฟ่านจะไม่เป็นอะไรเลย


“สามปีที่ผ่านมาตระกูลฟ่านเป็นอย่างไรบ้าง”


ซุ่นฟังแค่นเสียงเย็นชาเอ่ย “หลังจากที่คุณหนูตายไปหนึ่งปี พวกเขาก็แต่งภรรยาใหม่เข้าจวน ได้ยินมาว่าให้กำเนิดบุตรตั้งสองคนแล้ว”


ฉินหลิวซีมุ่นคิ้ว “เกรงว่าคุณหนูเซี่ยต้องทนทุกข์ทรมานแล้ว”


“ทำไมหรือ”


“ในเมื่อตายโหงย่อมต้องมีความแค้น ตายในจวนตระกูลฟ่าน อย่างน้อยก็ต้องมีความอาฆาตต่อตระกูลฟ่านบ้าง แต่ดูจากสถานการณ์อันราบรื่นในตระกูลฟ่านแล้ว แสดงว่านางคงไม่ได้ก่อกวน” ฉินหลิวซีเอ่ย “เกรงว่าคงมีคนจัดการกับดวงวิญญาณของร่างนาง ทำให้นางแก้แค้นไม่ได้ มิเช่นนั้นคงต้องเกิดเรื่องใดต่อตระกูลฟ่านบ้าง”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ามือสั่น หมายความว่านอกจากบุตรสาวของนางจะตายโหงแล้ว หลังจากตายแล้วแม้แต่ดวงวิญญาณของนางก็ถูกรังแกด้วยหรือ


ซุ่นฟังเอ่ยเสียงสั่นเครือ “หรือจะไปเกิดใหม่แล้ว”


ฉินหลิวซีส่ายหน้าแล้วเอ่ย “หากเป็นเช่นนั้นจริงคงไม่มีแรงอาฆาตหรอก”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าหน้าซีดลงกว่าเดิม เอ่ยอย่างหวาดกลัวโดยทำอะไรไม่ได้ “ข้าควรทำเช่นไรต่อไปดี ข้าฝันถึงนาง นางกำลังบอกข้าเรื่องความไม่เป็นธรรมที่นางเผชิญอยู่หรือ ท่านอาจารย์ ข้าควรทำอย่างไรถึงจะช่วยให้นางได้รับความเป็นธรรม บอกมาเถิด ต่อให้ต้องแลกมาด้วยชีวิต คนแก่ๆอย่างข้าก็พร้อมทวงความยุติธรรมกลับมาให้นาง”


มือทั้งสองข้างของนางปัดป่ายก่อนจะเกาะแขนของฉินหลิวซีไว้แน่น ซึ่งแทบใช้แรงทั้งหมดในร่างกาย


“ความจริง คงทำได้แค่ตามสืบในตระกูลฟ่าน”


“แต่ข้าไม่ได้ไปมาหาสู่กับตระกูลฟ่านแล้ว”


ฉินหลิวซีเอ่ย “นางมีลูกมิใช่หรือ ในฐานะที่ท่านเป็นยาย ไปเยี่ยมหลานบ้างถือว่าเป็นเรื่องปกติมากโข”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าหวั่นไหวตาม


“ตระกูลฟ่านอยู่ตั้งซุ่นหยาง หากเดินทางออกจากเมืองหลวงคงต้องใช้เวลาห้าหกวัน ด้วยสุขภาพของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว เกรงว่าคงทนรอนแรมเดินทางไกลๆไม่ไหว”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเอ่ยเสียงขรึม “ไม่เป็นไร ต่อให้ข้อกระดูกเคลื่อนตำแหน่ง ข้าก็จะไป ข้าจะดูสิว่าตระกูลฟ่านปิดบังเรื่องใดไว้”


“มีข้าอยู่ คงไม่ปล่อยให้นายหญิงผู้เฒ่าเป็นอะไรไประหว่างเดินทางหรอก อ้อ แล้วก็ก่อนจะไป ข้าขอไปตรวจดูที่จวนของพวกท่านก่อน” ฉินหลิวซีกล่าว “การเปลี่ยนแปลงอายุขัยของท่าน หากฮวงจุ้ยในจวนท่านเกิดการเปลี่ยนแปลงคงจัดการง่าย แต่หากมีคนช่วงชิงโชคลาภไป เช่นนั้นก็คงต้องไปดูที่สุสาน”


“แต่สุสานของตระกูลเซี่ยตั้งอยู่ที่ไป่เย่ว์” ไกลกว่าซุ่นหยางเสียอีก


ฉินหลิวซีเอ่ย “ต่อให้ต้องข้ามมหาสมุทร ข้าก็ไปได้ วางใจเถิด”


เหมือนยิ่งตาบอด ประสาทสัมผัสก็ยิ่งว่องไวมากกว่าเดิม นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ารู้สึกว่าฉินหลิวซีเชื่อว่าเกิดเรื่องบางอย่างที่สุสานตระกูลเซี่ยมากกว่า อีกอย่างเพราะนางให้ความสนใจเรื่องนี้จึงร้อนใจอยู่บ้าง


ในเมื่อชักช้าไม่ได้ พวกเขาจึงออกจากวัดอวี้ฝอไป


จวนตระกูลเซี่ยตั้งอยู่ในย่านไป่หลี่ทางตะวันออกซึ่งรายล้อมด้วยจวนขุนนางผู้สูงศักดิ์ เพราะสร้างคุณงามความดีไว้มาก จวนจึงมีพื้นที่กว้างขวาง กระทั่งเคยเป็นที่พำนักขององค์หญิงในราชวงศ์ก่อน จึงหรูหราเป็นพิเศษ


เพียงแต่สำหรับคนนอกต่างมองว่าตระกูลเซี่ยตกอับ ในเมื่อบุรุษที่จะใช้สืบทอดตระกูลตายเกลี้ยง บัดนี้ในจวนเหลือเพียงเด็กน้อย สตรีและคนแก่ และใช้ชีวิตเฝ้าเลี้ยงดูต้นกล้าที่เปราะบางต้นหนึ่งไปวันๆ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากลับไม่ใส่ใจ นางไม่กลัวว่าใครจะรังแกครหาว่าตระกูลเซี่ยไม่เหลือใคร ขอแค่ใครสามหาว นางก็พร้อมเดินชูป้ายคนในตระกูลเซี่ยไปจนถึงวัง เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าคนในตระกูลเซี่ยของนางสละชีพไปตั้งเท่าไร สุดท้ายกลับมีจุดจบเช่นไร


ดังนั้นต่อให้เหลือแต่เด็กและสตรีผู้อ่อนแอ แต่กลับไม่มีใครกล้าดูแคลน พวกเขากลัวอำนาจและอารมณ์โมโหร้ายของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากันทั้งนั้น


ตั้งแต่ด้านนอกจนเข้ามาด้านใน ฉินหลิวซีมองตำแหน่งฮวงจุ้ยต่างๆ โดยไม่ให้คลาดสายตา ทุกอย่างยังอยู่ดี มีเพียงจุดด้อยเล็กน้อยที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ซึ่งก็บ่งบอกว่าไม่มีใครทำอะไรกับจวนแห่งนี้เลย


กระทั่งเจอสายเลือดทางตรงของตระกูลเซี่ย ซึ่งก็คือสะใภ้ทั้งสามที่เหลืออยู่ของนายหญิงผู้เฒ่า บวกกับเซี่ยซื่ออันเด็กน้อยที่ถูกกอดไว้ในอ้อมอก ทุกคนล้วนแฝงไปด้วยพลังความโชคร้าย กระทั่งเด็กน้อยผู้นั้นยังมีรังสีความตายวนเวียนรอบกาย เพียงแต่ยังคงบางเบา


ฉินหลิวซีใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม ถูกช่วงชิงโชคลาภไปจนหมดแล้วหรือ!


ครั้งนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าได้ยินเสียงถอนหายใจเบาหวิวของนางเช่นนั้น พลันใจพลันหนักอึ้งราวมีก้อนหินขนาดมหึมากดทับ กดให้นางร่วงตกลงหน้าผาลึก จากนั้นภาพตรงหน้าของนางก็มืดลง


ตอนที่ 1106: คลี่คลายทุกเรื่องของตระกูลเซี่ย


ในเมื่อรู้ว่าจวนตระกูลเซี่ยไม่ได้มีปัญหา ฉินหลิวซีจึงไม่อยู่นาน คิดเพียงว่าพอคลี่คลายเรื่องของคุณหนูเซี่ยเสร็จก็จะไปหลุมฝังศพของตระกูลเซี่ยต่อ ทว่าด้วยความสงสารที่มีต่อตระกูลเซี่ย คิดว่าไหนๆก็มาแล้ว นางจึงเป็นฝ่ายเสนอตัวจัดการช่วยเหลือ


อย่างแรกปรับเปลี่ยนขั้นตอนการบำรุงดูแลร่างกายให้ทายาทเพียงคนเดียวในตระกูล มิเช่นนั้นต่อให้เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ คาดว่าก็คงร่างกายอ่อนแอโรคภัยรุมเร้า หากจะอยู่สืบทอดตระกูลมีอายุยืนยาวคงเป็นเรื่องยาก


“…ต่อให้เป็นยาก็มีพิษแฝงสามส่วน เดิมทีคุณชายลืมตาดูโลกเร็วก็เพราะอารมณ์สะเทือนใจของมารดา ลมปราณไม่เพียงพอแต่กำเนิดจึงทำให้อ่อนแอ แต่ความจริงหากค่อยๆบำรุงร่างกายไปก็ไม่มีปัญหา แต่พวกท่านกลับเลี้ยงดูเขาราวกับคนป่วยเรื้อรัง ดื่มยามากกว่าดื่มนมเสียอีก ทำให้ผลข้างเคียงมีพิษแฝงอยู่ในร่างกาย” ฉินหลิวซีมองร่างกายบอบบางซูบผอมของเซี่ยซื่ออันพลางถอนหายใจเล็กน้อย


เด็กคนนี้กินยาเข้าไปมากเท่าไร ขนาดไม่ได้ประชิดเข้าใกล้ก็ยังได้กลิ่นยาแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเขาแล้ว ใบหน้าซีดเซียวไร้เลือดฝาด ทว่าตระกูลเซี่ยกลับต้มยาบำรุงให้เขาไม่มีหยุด ผลจึงออกมาในทางกลับกันคือนอกจากจะไม่ได้บำรุงร่างกายแล้ว แต่ยิ่งบำรุงกลับยิ่งอ่อนแอ


“เป็นพิษ หมายถึงเศษยาที่หลงเหลือกลายเป็นพิษเช่นนั้นหรือ” สะใภ้ห้าของตระกูลเซี่ย หรือก็คือมารดาของเซี่ยซื่ออัน สะใภ้จังเอ่ยถามอย่างร้อนใจ


ฉินหลิวซีพยักหน้า “วันๆกินยามากกว่ากินข้าว ม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอและเย็นเกินไป ทำให้ดูดซึมอาหารได้ไม่ดี มีแต่จะสะสมอยู่อวัยวะภายใน ย่อมกลายเป็นพิษ”


“หมอไม่เคยบอกมาก่อนเลย” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ามุ่นคิ้วเอ่ย “ตระกูลเซี่ยของเราจะมีหมอหลวงรับหน้าที่ตรวจดูชีพจรตลอดทั้งปี อีกทั้งในจวนเองก็มีหมอ นี่…”


“ใช่ว่าพวกเขาจงใจทำให้อาการป่วยของคุณชายน้อยเพิ่มขึ้น แต่ส่วนมากรักษาโรคตามอาการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันรวดเร็ว หรือกล่าวว่าทั้งๆที่รู้แก่ใจดี แต่ก็ให้คำแนะนำโดยกะทันหันไม่ได้ ในเมื่อทายาทคนนี้มีความสำคัญมาก เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้กันถ้วนหน้า” ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม้ยิ้ม


หมอหลวงกับหมอทั่วไปใช่ว่าจะไร้จรรยาบรรณ แต่พวกเขาทะนุถนอมชีวิต โดยเฉพาะหมอหลวง ในเมื่อคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงตระกูลสูงศักดิ์มานานย่อมรู้จักวิธีการเอาตัวรอด หากโพล่งคำแนะนำขึ้นมาโดยกะทันหันจนเป็นเหตุแก่ความตาย กลับไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะแบกรับไว้ได้เลย


สู้ยอมเดินทางสายกลางรักษาชีวิตอันเปราะบางนี้ไว้ พวกเขาเองก็ไม่กล้าชี้แนะซี้ซั้ว ลดความเสี่ยงให้น้อยลงย่อมดีกว่า


นายหญิงผู้เฒ่าเองก็คิดถึงจุดนี้อย่างเห็นได้ชัด จึงถอดถอนหายใจอย่างอดไม่ได้แล้วเอ่ย “แต่ท่านอาจารย์กลับกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา”


ฉินหลิวซียิ้มเอ่ย “ข้ากล้าพูด ย่อมเป็นเพราะข้าเชื่อมั่นว่าข้ารักษาได้ ร่างกายของเขามีลมปราณไม่เพียงพอและเลือดลมขาดพร่อง สิ่งที่ต้องบำรุงเป็นอันดับแรกย่อมเป็นลมปราณ ลมปราณเปรียบเสมือนพลังงานในร่างกาย เมื่อมีมากพอแล้วย่อมไหลเวียนดี การไหลเวียนของเลือดก็จะดีและไม่ขาดพร่องตามไปด้วย แต่เพราะเมื่อก่อนพวกท่านใช้ใบสั่งยาซี้ซั้ว เหตุด้วยสุขภาพของเขา คิดว่าพวกท่านคงเชิญท่านหมอมารักษาไม่น้อย อีกทั้งแต่ละหมอเองก็ให้ใบสั่งยาแตกต่างกันไป กินเช่นนี้ต่อให้ไม่ป่วยก็กลายเป็นคนป่วยได้”


ตระกูลเซี่ยได้ฟังเช่นนั้นก็รู้สึกย่ำแย่


เมืองหลวงใหญ่โต ตระกูลที่หลงเหลือทายาทเพียงคนเดียวมีอยู่มากมาย ฉะนั้นจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ตระกูลของพวกเขาเองย่อมไม่ต่างกัน โดยเฉพาะทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเซี่ยที่ไม่รู้จะตายหรือรอด ยิ่งเปรียบดั่งสมบัติล้ำค่า


เพราะเด็กคลอดก่อนกำหนด ลำพังแค่ไอครั้งเดียว พวกนางก็ไม่สบายใจไปหลายวันหลายคืนแล้ว พอหมอคนหนึ่งรักษาไม่หาย กินยาไม่ได้ผล พวกเขาก็เปลี่ยนหมอใหม่ กระทั่งเคยจ้างคนให้ไปตามหาหมอเทวดาตู้เหรินที่ร่อนเร่ตามหาตัวยากมาด้วย แต่สุดท้ายก็ไร้วี่แวว


เป็นดั่งที่ฉินหลิวซีกล่าว ท่านหมอดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปลี่ยนใบสั่งยาไปหลายขนาน แต่เจ้าเด็กคนนี้ก็ยังร่างกายอ่อนแอ แม้แต่การฝึกซ้อมวิทยายุทธ์ที่จำเป็นในเด็กเล็กของตระกูลเซี่ยยังต้องเลื่อนเวลาออกไป


เพราะร่างกายอ่อนแอมากจริงๆ แม้แต่จับม้ายังเป็นลมหมดสติไปได้ จะฝึกซ้อมไหวได้อย่างไร


ตอนนี้ฉินหลิวซีกลับบอกว่าเพราะความเครียดและความเป็นห่วงของพวกเขาทำร้ายหนูน้อย ชวนให้พวกนางรู้สึกอับอายจนไร้ที่ยืน


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่านั่งลงบนเก้าอี้ มือกำหัวมังกรของไม้เท้าไว้แน่นพลางเอ่ยถามว่า “จากที่ท่านอาจารย์ดูแล้ว อันเอ๋อร์ของข้าควรรักษาเช่นไรถึงจะหายหรือ”


“ข้าจะเริ่มจากใช้ศาสตร์ฝังเข็มให้เลือดลมไหลเดิน ปรับสมดุลหยินหยางเพื่อรักษาชีวิตต่อไป ส่วนเรื่องยาหยุดกินก่อนชั่วคราว จัดการขับเศษพิษยาที่เหลืออยู่ภายในออกมาก่อน แล้วค่อยกินยาบำรุงม้ามและกระเพาะอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงลมปราณ บวกกับใช้น้ำยาอาบน้ำด้วย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับข้อเอ็น และต้องออกกำลังกายบ่อยๆ ด้วย” ฉินหลิวซีเอ่ย “การออกกำลังกายไม่ใช่ว่ายึดตามแบบฉบับวิทยายุทธ์ฝึกซ้อมต่อสู้หนักหน่วงเช่นนั้น เขารับไม่ไหวหรอก”


“เช่นนั้นต้องทำอย่างไรหรือ”


“ตื่นเช้ามาเดินเร็ว เริ่มแรกใช่เวลาราวครึ่งชั่วยาม แล้วค่อยๆเพิ่มเวลามาเป็นหนึ่งชั่วยาม โดยให้ร่างกายเหงื่อออกหน่อยยิ่งดี หลังจากกินข้าวเสร็จก็เช่นกัน เดินย่อยอาหาร อ้อ ข้ายังมีวิทยายุทธ์ของอารามชิงผิงด้วย บอกให้คุณชายน้อยฝึกฝนไปก่อนเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยฝึกเรื่องร่างกายและจิตใจ” นางล้วงหยิบสมุดหน้าปกสีฟ้าขึ้นมาจากถุงเฉียนคุนก่อนส่งให้สะใภ้จัง


ทุกคนสายตาตกตะลึงเล็กน้อย จับจ้องถุงผ้าเล็กๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นตรงเอวด้วยท่าทีประหลาดใจ ถุงผ้าเล็กไม่เหมือนจะใส่สมุดได้สักเล่ม แม้แต่ขอบมุมยังไม่มี แล้วล้วงหยิบออกมาได้อย่างไร


สะใภ้จังมองตัวอักษรบนสมุดเล่มนั้นด้วยสีหน้าฉงน ศาสตร์เทพชิงผิง จะใช้ฝึกฝนได้จริงๆหรือ


“ฝึกฝนอันนี้ไปก่อน รอสุขภาพหายดีเมื่อไร ค่อยฝึกวิทยายุทธ์ไปตามปกติแล้วค่อยๆเพิ่มระดับความหนักหน่วงเอา”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากำมือแน่น “เจ้าหมายความว่าวันหน้าเด็กคนนี้ยังฝึกฝนวิทยายุทธ์ได้อีกอย่างนั้นหรือ”


สะใภ้จังเม้มริมฝีปากโดยไม่พูดอะไร


หากฝึกฝนวิทยายุทธได้ย่อมต้องออกรบ แต่ในใจลึกๆของนาง ยอมให้ลูกไม่เป็นวรยุทธ์ใดๆเลยจะดีกว่า


ฉินหลิวซีเอ่ย “หากดูแลบำรุงดีย่อมทำได้ ข้าเห็นเดินไปไหนมาไหนยังอุ้มเขาเช่นนี้ ความจริงนี่ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเลย การฟูมฟักเลี้ยงลูกมากเกินไปกลับไม่ใช่เรื่องดี”


นางบอกข้อควรระวังอีกเล็กน้อย จากนั้นก็นั่งลงเขียนใบสั่งยา อย่างแรกต้องแก้พิษยาก่อน หลังจากเขียนเสร็จก็ส่งไปให้พลางเอ่ยว่า “พอขับพิษออกมาแล้วก็ไปเอายาที่ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะ พวกเขาทำเป็น กินหนึ่งเม็ดหลังอาหารสามมื้อทุกวัน พอกินครบหนึ่งเดือนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นแบบยาน้ำ”


จากนั้นนางก็ส่งไปให้อีกหนึ่งแผ่น พอขบคิดดูแล้วก็เขียนใบสั่งยาขนานดีๆที่เหมาะกับร่างกายเขาให้อีกสองแผ่น บวกกับใบสั่งยาที่ใช้อาบ รวมถึงข้อห้ามต่างๆด้วย


นางให้นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเรียกหมอประจำจวนมา การฝังเข็มใช่ว่าจะทำเพียงครั้งเดียว นางอยากให้หมอประจำจวนคอยเรียนรู้อยู่ข้างๆ ตอนที่นางไม่อยู่จะได้ช่วยฝังเข็มปรับลมปราณให้คุณชายน้อยได้


หมอประจำจวนเซี่ยแซ่สวี ไม่มีบุตรสักคน เขาเป็นทหารเกษียณที่มาใช้ชีวิตบั้นปลายในจวนตระกูลเซี่ย เขารีบมาอย่างรวดเร็ว พอได้ฟังคำอธิบายจากฉินหลิวซี เขายังคงงงงันอยู่บ้าง มีคนเต็มใจพร้อมถ่ายทอดศาสตร์การฝังเข็มเช่นนี้ด้วยหรือ


กระทั่งฉินหลิวซีสอนพลางกล่าวอธิบายจริงๆ เขาถึงสงบสติอารมณ์แล้วเรียนรู้อย่างละเอียด


หลังจากฝังเข็มเสร็จ หมอสวีก็คลำจับเส้นชีพจรของคุณชายน้อยอย่างอดไม่ได้ เหมือนว่าเส้นชีพจรจะไม่ได้อ่อนแออย่างก่อนหน้านี้ พอถามอาการก็บอกว่าร่างกายเหมือนจะไม่ได้หนักอึ้งไร้เรี่ยวแรงอย่างก่อนหน้านี้ พลันก็อดตกใจไม่ได้ หลังจากนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเจอหมอเทวดาตู้ ก็ถึงคราวที่คุณชายน้อยเจอหมอเทวดาอีกคนแล้ว


ศาสตร์การฝังเข็มนี้เป็นศาสตร์ที่ดีทีเดียว ท่านหมอสวีหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนลำดับจุดฝังเข็มด้วยตนเอง จากนั้นก็ถามอีกหลายข้อ เขาตัดสินใจว่าตอนกลับไปจะหาคนในจวนมาลองฝังเข็มดู เพื่อเลี่ยงไม่ให้พอถึงคราวฝังเข็มให้คุณชายน้อยแล้วไม่ได้ผล


“การฝังเข็มกับการกินยาต้องทำควบคู่กันไป ท่านเป็นหมอประจำจวนย่อมรู้แก่ใจดี ขอแค่ไม่เกิดข้อผิดพลาด บวกกับรักษาต่อไปเช่นนี้ ไม่เกินหนึ่งปีเขาคงวิ่งกระโดดได้แล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยกับท่านหมอสวี “การรักษาคนต้องระมัดระวัง แต่บางครั้งหากผลการรักษาไม่เป็นไปตามคาด คำแนะนำบางเรื่องแค่พูดออกไปอย่างใจกล้าก็พอ”


นอกจากฉินหลิวซีจะมีความรอบคอบแล้ว นางยังเต็มใจชี้แนะการฝังเข็มให้หมอในจวนด้วย ตระกูลเซี่ยนึกว่าแค่นี้คงพอแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่านางจะให้ยันต์หยกคุ้มครองมาใส่ ในเมื่อโชคชะตาของตระกูลเซี่ยเกิดการเปลี่ยนแปลง มียันต์คอยคุ้มกันไว้ย่อมช่วยต้านโรคร้าย แม้แต่เหล่าสะใภ้ตระกูลเซี่ยยังมียันต์คุ้มครอง ชวนให้นายหญิงผู้เฒ่ารู้สึกเหมือนได้รับสมบัติล้ำค่า


นอกจากเรื่องดูแลรักษาทายาทผู้อ่อนแออย่างเซี่ยอันซื่อแล้ว เวลานี้สิ่งที่สำคัญก็คือชีวิตของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า ฉินหลิวซีลงมือทำหุ่นเชิดโดยใช้ไม้ไผ่มาเป็นกระดูกแล้วใช้กระดาษมาแทนเนื้อหนัง ทำเป็นกระดาษรูปคน พร้อมติดผมหนึ่งเส้นลงบนศีรษะของกระดาษรูปคนนั้นแล้วจุดเป็นดวงตา จากนั้นก็ใช้เลือดเขียนวันเดือนปีเกิดของนางแล้ววางไว้บนเตียงของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า


ครั้นคนในตระกูลเซี่ยเห็นเช่นนั้นก็หนาวสะท้านไปทั้งร่าง โดยเฉพาะยามมองกระดาษรูปคนที่มีขนาดเท่าคน มวลทะมึนน่าสะพรึง พลางก็อดขนลุกซู่ไม่ได้


มีเพียงนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าที่รู้สึกประหลาดใจ รู้สึกว่าอาการหนักอึ้งบนร่างกายแผ่ซ่าน อีกทั้งให้ความรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่ตนเองอีกต่อไป


ซุ่นฟังเอ่ยเสียงตกใจ “วิธีปกปิดฟ้าดินเช่นนี้ช่างน่าขนลุกนัก แบบนี้สามารถรับเคราะห์แทนฮูหยินผู้เฒ่าได้จริงๆ หรือ คงไม่เกิดเรื่องใดขึ้นกระมัง”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ถึงจะบอกว่าปกปิดฟ้าดิน แต่ความจริงแค่ใช้วัตถุแทนร่างกายเพื่อหลบหนีเคราะห์กรรมจากสวรรค์ แต่มีเวลาแค่ยี่สิบเอ็ดวันเท่านั้น หากไม่แก้ไขที่ต้นตอ นายหญิงผู้เฒ่าก็คงหลบโชคชะตานี้ไม่พ้น นอกจากนี้ต้องระวังไม่ให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย”


“วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงหมายความว่าอย่างไร”


“นี่เป็นการยืมวัตถุมาใช้แทน ซึ่งถือว่าเป็นอาคมอย่างหนึ่ง แต่ทุกสรรพสิ่งย่อมมีดวงจิต เมื่อมันได้โอกาส มันก็จะเข้ามาแทนที่ นี่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงของวัตถุที่สามารถย้อนกลับมาทำร้ายได้”


ทุกคนสะท้านเฮือกไปทั้งร่าง มองกระดาษรูปคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว


หากวัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลง กระดาษรูปคนนี้ก็คงกลายเป็นนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าของพวกเขามิใช่หรือ นี่…นี่ออกจะเสี่ยงเกินไปหน่อยกระมัง


แค่คิดว่ากระดาษคนนั่งอยู่บนเตียง แถมต้องก้มหน้าทำความเคารพอย่างน่าเกรงขาม ปากก็ต้องเรียกว่านายหญิง…


โอ๊ย เลิกคิดเถอะ แค่คิดก็ขนลุก ยิ่งคิดก็ยิ่งใจสะท้าน!


โดยเฉพาะยามที่เห็นกระดาษรูปคนถูกสวมทับด้วยเสื้อผ้าก็อยากก้าวขาวิ่งหนีใจแทบขาดแล้ว


ซุ่นฟังกลืนน้ำลายเฮือกแล้วเอ่ย “แล้วแบบนี้ต้องป้องกันอย่างไรหรือ ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าต้องไปซุ่นหยางกับท่าน นี่…”


หากคิดจะทำลายค่ายอาคม เช่นนั้นก็ต้องเผชิญกับความลำบากก่อน อีกอย่างหากค่ายอาคมถูกทำลาย นางย่อมรู้ได้ในทันทีและรับมือแทนกระดาษรูปคนนั้น


เรื่องผิดพลาดเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ มิเช่นนั้นชื่อเสียงของนางคงเสื่อมเสียแย่!


ครั้นเห็นสีหน้ามั่นใจของฉินหลิวซี ทุกคนถึงผ่อนลมหายใจเสียงเบา


พอจัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จ พวกเขาก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังซุ่นหยาง อีกทั้งคนที่ร่วมเดินทางไปกับนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าด้วยยังมีสะใภ้โจวอีกคน ร่างกายแข็งแรงกำยำ สีหน้านิ่งขรึมดุดัน


พอการเดินทางครั้งนี้มีฉินหลิวซีข้างกาย นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าจึงได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ดวงตาพร่าเลือนที่มองอะไรไม่เห็น พอมีฉินหลิวซีคอยฝังเข็มและกินยาทุกวัน นางก็พอมองเห็นสิ่งต่างๆเลือนรางบ้างแล้ว


จากคำพูดของฉินหลิวซี ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเศร้า ไฟร้อนพุ่งสูง บวกกับร้องไห้อย่างหนักถึงทำให้ตาบอด หากฝังเข็มกินยา วันหน้าไม่ใช้สายตาหนักเกินไป ถึงแม้จะมองไม่ชัดเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็คงไม่ถึงขั้นมองแสงใดไม่เห็นเลย


ตระกูลเซี่ยต่างพากันตื่นเต้น ความโชคร้ายในตระกูลตลอดหลายปีมานี้ เวลานี้ถือว่าได้เจอคนมีความสามารถอย่างแท้จริงแล้ว


การเดินทางห้าวันถูกลดทอนลงเหลือสามวันโดยฉินหลิวซี หากไม่ใช่เพราะกลัวคนเหล่านี้จะรับไม่ไหว คาดว่านางคงพาพวกเขาเดินผ่านเส้นทางยมโลกแล้ว แบบนั้นคงเร็วกว่า


จวนตระกูลฟ่าน ณ ซุ่นหยาง


วันนี้ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าหนังตากระตุกอย่างหนัก พอมองออกไปด้านนอกทั้งๆที่กลางวันแสกๆ แต่ฟ้ากลับดำทะมึน พร้อมแผ่ไอลางร้ายออกมาจางๆ พลันก็รู้สึกกระวนกระวายใจ จึงรีบคว้าลูกประคำไม้จันทน์สีม่วงในมือพลางท่องบทสวด


ทว่ามือยิ่งเลื่อนนับลูกประคำ ภายในใจก็ยิ่งร้อนรุ่ม พอเรียวนิ้วเกี่ยวโดน


กึก แกร๊ง


เส้นลูกประคำในมือขาดผึ่ง ลูกปัดร่วงตกลงพื้น กระทั่งมีเม็ดหนึ่งเป็นรอยปริแตก


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ารูม่านตาหด ลมหายใจหยุดชะงัก จับจ้องลูกประคำที่กลิ้งเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นด้วยริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ใบหน้าที่เดิมทีซูบผอมโหนกแก้มสูงก็ยิ่งขับให้ขึงขังอย่างเห็นได้ชัด


เมื่อหมัวหมัวแซ่เฉิงที่คอยปรนนิบัติข้างกายนางเห็นเช่นนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปมองสีหน้าของฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าอย่างรวดเร็วแล้วร้องโอดโอยว่า “เจ้าเด็กหลิงเอ๋อร์เป็นอะไรไป เหตุใดไม่ดูแลลูกประคำให้ดีๆ ไม่ดูบ้างเลยว่าเส้นใกล้ขาดแล้ว”


“เจ้าค่ะ” เฉิงหมัวหมัวรีบเรียกคนมาจัดการเก็บลูกประคำใส่ลงหีบน้อยก่อนไปหาลูกประคำอีกเส้นมาให้ ครั้นเห็นฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าคลึงขมับก็เอ่ยว่า “ฮูหยินปวดหัวหรือ บ่าวนวดให้สักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”


ขณะที่ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าหมายพูดอะไรบางอย่างก็มีเสียงบ่าวดังแว่วมาจากด้านนอก ก่อนจะรีบเดินเข้ามา สีหน้าดูร้อนรนเล็กน้อย


“ตื่นตูมตกใจเรื่องใดกัน” เฉิงหมัวหมัวตำหนิขึ้นก่อน


บ่าวผู้นั้นทำความเคารพแล้วเอ่ย “ฮูหยินผู้เฒ่า คนเฝ้าประตูส่งคนมาบอกว่าผู้เฒ่าตระกูลฮูหยินมาเจ้าค่ะ”


“มาก็มาสิ จะตื่นตูมไปไย”


“แต่ แต่ไม่ใช่ฮูหยินในตอนนี้น่ะสิเจ้าคะ เป็นฮูหยินคนก่อน นายหญิงผู้เฒ่าตระกูลเซี่ยเจ้าค่ะ” บ่าวตอบกลับ


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่านั่งยืดหลังตรง สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย


เหตุใดนางผู้เฒ่าถึงโผล่มาได้


เฉิงหมัวหมัวตกใจเล็กน้อย หลังจากนางผู้นั้นตาย นอกจากส่งของกำนัลมาให้ตามเทศกาลในแต่ละปี ทั้งสองตระกูลก็ไม่เคยไปมาหาสู่กันเลย


ไม่สิ ต่อให้ฮูหยินคนก่อนยังอยู่ก็ไม่เคยไปมาหาสู่กับจวนฝ่ายมารดาเลยสักครั้ง


ตอนนี้ฮูหยินคนก่อนล่วงลับไปสามปีกว่าแล้ว คนที่ไม่น่าปรากฏตัวที่สุดกลับโผล่มาจวนตระกูลฟ่านเสียได้


เฉิงหมัวหมัวกลืนน้ำลายก่อนมองไปยังหีบที่บรรจุลูกประคำเมื่อครู่ข้างกาย เหตุที่สายขาดเพราะเรื่องนี้หรอกหรือ


ต่อให้จะไม่เต็มใจนัก แต่ในเมื่อมาถึงหน้าประตูแล้ว กระนั้นก็ต้องเชิญตัวเข้ามา


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าขมวดคิ้วมุ่น พลางครุ่นคิดในใจถึงสาเหตุการมาเยือนซุ่นหยางของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าว่าเป็นเพราะเรื่องใด


นางข่มหัวใจที่เต้นระรัวก่อนหันหน้าไปออกคำสั่ง “ไปเอาลูกกลอนบำรุงหัวใจมา ข้าใจหวิวนัก”


หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ นางก็มาพบพวกนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าแก่กว่าที่นางจินตนาการไว้นัก ก็จริง ในเมื่อคนในตระกูลเซี่ยตายแทบไม่เหลือ ต่อให้นางจิตใจแข็งแกร่งมากเพียงใดก็คงตั้งรับไม่ไหวกระมัง


สายตาของนายหญิงฟ่านผู้เฒ่ากวาดมองไปทางไม้เท้าหัวมังกรที่ทำจากไม้จันทน์สีม่วงในมือแวบหนึ่ง นั่นเป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงประทานให้ ของพระราชทานย่อมแสดงถึงสถานะ ยิ่งไปกว่านั้นคือรากฐานอันมั่นคง


ครั้นสัมผัสถึงสายตาที่มองร่างตน ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าจึงเหลือบมองตามไป พลันก็สบเข้ากับดวงตาสีดำขลับลุ่มลึก


ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายชวนให้ตกใจ ราวกับมองทุกอย่างออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ต่อให้เป็นสิ่งชั่วร้ายที่เก็บงำไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ แต่กลับไม่สามารถเล็ดลอดผ่านสายตาของนางไปได้เลย


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าถูกดวงตาคู่นั้นจับจ้อง ลำคอราวกับถูกบีบจนยากจะหายใจออก ไอเย็นแผ่ซ่านขึ้นมาจากปลายเท้าแผ่ไปยังมือเท้าแทรกซึมเข้ากระดูก ร่างสั่นสะท้านเฮือก


ทันใดนั้นหิมะก็ตกโปรยปราย เสียงร้องของสายลมที่ดังแว่วมาดุจเสียงสะอื้นร่ำไห้ของผู้ล่วงลับ


ตอนที่ 1107: เดิมทีเจ้าควรจะเป็นคนตาย


ครั้นถูกฉินหลิวซีมองเช่นนั้น ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าก็รู้สึกถึงไอเย็นยะเยือกที่แทรกเข้าไขกระดูก ดุจอยู่ในกระโจมน้ำแข็ง


“ฮูหยินผู้เฒ่า หิมะตกแล้ว เชิญนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเข้าไปด้านในดีกว่า” ครั้นเฉิงหมัวหมัวเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างก็อดเรียกนางไม่ได้ พลางบีบข้อมือของนางด้วย


เกล็ดหิมะร่วงตกลงบนใบหน้า นายหญิงฟ่านผู้เฒ่าสั่นเทาไปทั้งร่าง พอดึงสติกลับมาแล้วถึงฝืนยกยิ้ม รุดหน้าเข้าไปต้อนรับขับสู้ “ตอนที่บ่าวมารายงาน ข้ายังไม่อยากเชื่อเลยว่านายหญิงผู้เฒ่าจะมาหาที่จวนจริงๆ ไม่เจอกันหลายสิบปี สุขภาพของท่านเป็นอย่างไรบ้าง รีบเข้าไปดื่มชาด้านในดีกว่า”


จากนั้นพวกเขาก็เดินไปยังโถงหลักในเรือนโซ่วหนิง


ฉินหลิวซียังไม่ทันมีปฏิกิริยาใด ทว่าสายตาของซุ่นฟังและสะใภ้โจวกลับกวาดมองการตกแต่งภายในโถงหลักแวบหนึ่ง พลันสายตาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่านั่งลง ดวงตาทั้งสองข้างยังคงขุ่นมัวแต่ก็ยังเห็นเงาเลือนราง นางหันไปมองฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าแล้วเอ่ย “นับตั้งแต่หว่านเอ๋อร์แต่งออกจวนไป นางก็ไม่เคยกลับมาจวนของข้าเลย ข้านึกว่าตระกูลฟ่านกฎระเบียบเข้มงวด ในเมื่อเป็นบัณฑิตสืบทอดกันมาหลายรุ่น ผู้รู้หนังสือมีคุณธรรมสูงส่ง ในเมื่อมีของกำนัลให้ตามเทศกาลทุกปี นึกว่านางก็คงใช้ชีวิตไม่แย่ แต่คิดไม่ถึงว่าพอได้รับข่าวกลับเป็นข่าวการตายของนาง นางต้องจากไปตั้งแต่อายุยังวัยเยาว์ ข้าเลยไม่มีโอกาสเจอนางสักครั้ง พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว มันช่าง…”


นางกลืนน้ำลายลงคอราวกับพูดไม่ออก มือที่กำหัวไม้เท้าขยับสั่นเล็กน้อย


คนในตระกูลฟ่านคิดเพียงว่าเป็นเพราะความโศกเศร้า แต่ในใจของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากลับรู้ดีว่านั่นคือความโกรธ โมโหตนเองและเคียดแค้นตระกูลฟ่าน บุตรสาวดีๆของนางแต่งออกเรือนมาแต่กลับจากโลกนี้ไปตั้งแต่อายุไม่ถึงสามสิบ นางหลงคิดว่าตระกูลฟ่านดีหนักหนา เพราะเป็นตระกูลผู้รู้หนังสือ แต่ดันเป็นดั่งรังหมาป่าเสียได้


จวนตระกูลฟ่านเปรียบดั่งรังหมาป่า แต่นางกลับผลักไสบุตรสาวเข้ามาด้วยน้ำมือของนางเอง โทษของนางช่างใหญ่หลวงนัก!


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ากระอักกระอ่วนใจและขุ่นเคืองเล็กน้อย คำพูดของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเมื่อครู่อาจจะไม่ได้ตรงไปตรงมา แต่นัยยะกลับสื่อว่าตระกูลฟ่านของพวกเขากลั่นแกล้งลูกสะใภ้จนเป็นเหตุให้นางตายเร็ว


นี่กำลังตัดพ้อตระกูลฟ่านมากกว่า


แต่นางไม่คิดบ้างว่าหลังจากสะใภ้เซี่ยแต่งเข้าจวนมาแล้วแสดงท่าทีอย่างไร นางเกิดมาจากตระกูลแม่ทัพ ในเมื่อแต่งเข้าตระกูลฟ่านมาแล้วย่อมต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของตระกูลฟ่านและกฎในจวนของตระกูลฟ่าน คงจับดาบถือหอกเข่นฆ่าคนเหมือนอดีตไม่ได้


พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์


“หว่านเอ๋อร์หยิ่งทะนงมีความทะเยอทะยานสูง ตระกูลฟ่านเป็นตระกูลผู้รู้หนังสือมาหลายชั่วคนเลยเข้ากันไม่ได้ ช่างไม่มีบุญ…”


ตุ๊บ!


ไม้เท้าหัวมังกรของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าตีกระทบใส่พื้นอย่างหนักหน่วง ส่งเสียงอึกทึกดังแว่วราวกับกระแทกลงบนหัวใจคนก็มิปาน เต้นหวิวจนใจสั่น


นางมองไปทางฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่า ทั้งๆที่แววตาขุ่นมัว แต่ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่ากลับสัมผัสได้ถึงสายตาอันคมกริบดุจมีด เหมือนเทพแห่งความตายจับจ้องตนอยู่


อ้อ นายหญิงผู้เฒ่าใกล้ลงโลงตรงหน้าไม่ใช่คนมีจิตใจเมตตาแต่อย่างใด ในเมื่อนางลงสมรภูมิรบเข่นฆ่าคนกับบุรุษได้ มือคู่นั้นของนางย่อมเคยแปดเปื้อนเลือดมาก่อน


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ากำลูกประคำพร้อมเหงื่อเย็นที่ไหลชุ่ม


“ไม่มีบุญหรือ” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวเสียงเย็นชา “นางไม่มีบุญจริงๆ แหละ อายุยังไม่ถึงสามสิบก็ต้องตายแล้ว ช่างมีบุญน้อยนัก”


คำพูดนี้ของนางเปล่งเล็ดลอดไรฟัน ราวกับสองดวงตาขุ่นมัวถลนออกมาก็มิปาน ควบคู่กับใบหน้าอันเย็นชาดุดัน ยิ่งเหมือนผีร้ายที่มาตามเอาชีวิต


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าใจเต้นไม่เป็นจังหวะ พลางกลืนน้ำลายลงคอ


“หว่านเอ๋อร์ของพวกเราบุญน้อย แต่ตระกูลฟ่านช่างบุญหนานัก ข้าเห็นแจกันกระเบื้องลายนกนับร้อยบินพุ่งสู่หงส์ที่มีหูจับทรงมังกรดูคุ้นตา เหมือนจะมีเขียนในใบรายการสินเดิมของน้องสาวข้ากระมัง” สะใภ้โจวลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นวางของโบราณก่อนชี้ไปที่แจกันกระเบื้อง แล้วชี้ไปที่ฉากกั้นลมหลากสี “แล้วยังมีฉากกั้นลมไม้จันทน์สีม่วงลายห้าสุขนำโชคก็คงเป็นของน้องข้าด้วยกระมัง”


“ชุดเก้าอี้ไม้จันทน์สีม่วงนี้ก็มีในรายการสินเดิมของคุณหนูพวกเราเช่นกัน” ซุ่นฟังยิ้มเย็นชาเอ่ย “คุณหนูไม่มีบุญถึงจากไปเร็ว แต่ดันทิ้งบุญบารมีนี้ไว้ที่จวนตระกูลฟ่าน เมื่อก่อนของกำนัลสินสอดรวบรวมได้ไม่เท่าไร เห็นทีตอนนี้คงมั่งคั่งร่ำรวยแล้ว”


ฉินหลิวซีที่เอนกายอยู่บนเก้าอี้ดูพวกนางทั้งสองเปิดประเด็น พลางใช้สายตาเหลือบมองสีหน้าไม่เป็นมิตรของฮูหยินฟ่านผู้เฒ่า พลางนัยน์ตาก็ประกายความเกลียดชัง


แม่สามีผู้นี้ทั้งโหดเหี้ยมทั้งร้ายกาจ


เดิมทีนางไม่ใช่หญิงสาวทั่วไป แต่เป็นทหารหญิงที่ติดตามนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าออกทัพจับศึก แต่ไหนแต่ไรมานางจึงเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ด้วยอายุปูนนี้แล้ว นางจึงฝึกกายปรับนิสัยลงบ้าง แต่ด้วยพื้นเพนิสัยกลับไม่ใช้พวกที่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆเลย


ครั้นทันทีที่เห็นสินเดิมของคุณหนูตนวางเรียงรายอยู่ในห้องของนางผู้เฒ่านี้ แล้วส่วนที่เหลือเล่า


ในเมื่อตระกูลเซี่ยไม่ขัดสนเรื่องเงิน อีกทั้งเซี่ยหว่านยังเป็นถึงบุตรสาวภรรยาเอก ตอนออกเรือนจึงมีเกี้ยวขนสินเดิมถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคัน อีกทั้งบรรจุจนแน่นขนัด หลังจากนางตาย หากไร้ซึ่งทายาท สินเดิมเหล่านี้ย่อมต้องส่งกลับคืนสู่จวนตระกูลเซี่ย แต่นางดันให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเห็นอกเห็นใจหลานผู้นั้น บวกกับปีนั้นคนในตระกูลเซี่ยล้มหายตายจากไปไม่น้อย นางจึงล้มหมอนนอนเสื่อไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะต่อให้ไม่เอากลับมา วันข้างหน้าก็ต้องทิ้งไว้ให้เด็กผู้นั้นอยู่ดี


แต่ตอนนี้ดูทรงแล้ว ลำพังแค่โถงรับแขกยังวางประดับไว้เจ็ดแปดอย่าง เหมือนพยายามเก็บสินสอดของลูกสะใภ้ไว้มากกว่า!


ซุ่นฟังอารมณ์เดือดดาล โพล่งขึ้นอย่างทนไม่ไหว “ไหนบอกว่าตระกูลฟ่านเป็นตระกูลผู้ดีมีความรู้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะทำเรื่องพรรค์นี้ได้ ถึงขั้นเอาสินเดิมของอดีตสะใภ้ที่ตายไปแล้วมาวางประดับหน้าจวน”


เฉิงหมัวหมัวมุมปากกระตุก สะเพร่าเสียจริง


เพราะตระกูลเซี่ยโผล่มาโดยกะทันหัน พวกนางจึงมัวคิดหาเหตุผลในการมาเยือนจนลืมนึกถึงเรื่องที่เอาของมาวางประดับตกแต่งภายในห้องเสียสนิท ถึงทำให้พวกนางถูกจับพิรุธได้ซึ่งๆหน้าเช่นนี้


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าโมโหจนร่างสั่นเทิ้ม รู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำ จึงเอ่ยเสียงสั่นเครือว่า “นี่จวนนายหญิงมาเพื่อซักไซ้เอาความอย่างนั้นหรือ ของพวกนี้เป็นของที่สะใภ้เซี่ยเอามาวางไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยที่…”


“อ้อ เอะอะอะไรก็สะใภ้เซี่ย ในเมื่อคนก็ตายไปแล้ว แต่กลับยังเอาสินเดิมของนางมาวางประดับตกแต่ง ท่านเอามาวางดูต่างหน้าหรือ ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าคิดถึงน้องสาวของพวกเราขนาดนี้ ไม่รู้ว่าตกดึกน้องสาวของข้ามาหาหรือเข้าฝันบ้างหรือไม่เล่า” สะใภ้โจวเองก็ปากร้ายไม่เบา นางได้ฟังเรื่องน้องเล็กจากปากของซุ่นฟังมาตั้งแต่เช้าแล้วจึงเก็บอัดอั้นไว้ในใจมาโดยตลอด


ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าโกรธขึง พอเผลอใช้แรงดึง ลูกประคำเส้นใหม่ก็ขาดอีกครั้ง


เวลานี้นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าถึงเอ่ยว่า “เอาล่ะ เอาล่ะ เรื่องสินเดิมยังมีใบรายการอยู่มิใช่หรือ ในเมื่อเป็นถึงตระกูลผู้มีความรู้ แถมเป็นตระกูลเลื่องชื่อ คงไม่ซุกซ่อนสินสอดของลูกสะใภ้ไว้หรอกกระมัง ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านว่าใช่หรือไม่เล่า”


ขณะที่ฮูหยินเซี่ยหมายพูดอะไรบางอย่าง นายหญิงผู้เฒ่าก็ชิงเอ่ยก่อนว่า “เจ้าอย่าโทษที่พวกเราพูดจาตรงไปตรงมาเลย พวกเราเกิดมาในตระกูลแม่ทัพจึงโผงผางไปบ้าง คิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น ไม่ใช่พวกเจ้าเล่ห์ปลิ้นปล้อน หากล่วงเกินสิ่งใดไป โปรดอย่าถือสาอะไรพวกเราเลย ในเมื่อต้องถือผู้ล่วงลับเป็นหลัก”


ไม่ว่าเรื่องใดก็มีแต่พวกเจ้าพูด นางได้พูดอะไรบ้างหรือ


“ข้าเดินทางผ่านซุ่นหยางมาครั้งนี้ก็เพราะนึกถึงลูกของหว่านเอ๋อร์ขึ้นมาได้ ถึงอย่างไรก็เป็นหลานของตระกูลเซี่ย มีเลือดของตระกูลเซี่ยอยู่ครึ่งหนึ่ง สินเดิมของหว่านเอ๋อร์ก็เก็บไว้ให้เขา บัดนี้เด็กคนนั้นคงอายุได้สามขวบเศษแล้วกระมัง ในฐานะท่านย่าก็ควรมาเจอหลานบ้าง”


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าใจหล่นวูบ สีหน้าเปลี่ยนยกใหญ่ ที่แท้ก็มาเยี่ยมเจ้าเด็กนรกนั่นนี่เอง


เฉิงหมัวหมัวสีหน้าแตกตื่นยิ่งกว่า ก่อนจะมองไปทางบ่าวที่ยืนเฝ้าอยู่ตรงประตูพลางส่งสัญญาณผ่านสายตาไปให้


ขณะที่บ่าวผู้นั้นคิดเดินออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง ฉินหลิวซีก็ลุกขึ้นเอ่ยขึ้นว่า “กำลังจะไปหาเด็กคนนั้นหรือ ไปพร้อมกันเลยแล้วกัน”


บ่าวผู้นั้นวางตัวไม่ถูก สีหน้าดูร้อนรนแปลกๆ


ท่วงท่าเช่นนี้เรียกความสนใจของทุกคนได้ในทันที สะใภ้โจวหรี่ตาลงแล้วเอ่ย “เป็นถึงตระกูลผู้ดีแต่ทำตัวลับๆล่อๆเช่นนี้ หรือมีเรื่องไม่ดีใดเก็บงำไว้หรือ”


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าหายใจไม่ทันแล้ว


“หลานอยู่ไหน พาพวกเราไปหาเดี๋ยวนี้” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ารู้สึกไม่ชอบมาพากล นางจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าเอ่ย “ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไป ข้าให้คนไปเรียกตัวมาก็ได้แล้ว ในเมื่อท่านเป็นถึงย่า ย่อมต้องให้คนที่มีศักดิ์เด็กกว่ามาหาท่าน”


ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นโดยไม่ทนอีกต่อไป “ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายหรอก ข้าไปหาเองได้”


พอนางเอ่ยจบก็เดินออกไปเลย


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเรียกซุ่นฟังให้เดินไล่ตามหลังไป สะใภ้โจวจึงต้องมาประคองนางโดยปริยาย ตระกูลฟ่านดูมีลับลมคมในอย่างเห็นได้ชัด ใครกล้าเล่นตุกติกกับพวกเขาหรือ


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าคิดไม่ถึงว่าจะไร้ความเกรงใจถึงเพียงนี้ นางโมโหจนในลำคอมีกลิ่นคาวเลือด ตบโต๊ะตวาดขึ้นว่า “โอหังกันนัก พวกเจ้าคิดว่าอยู่ในจวนตระกูลเซี่ยหรืออย่างไร”


โกรธก็ส่วนโกรธ แต่จะปล่อยให้พวกนางก่อความวุ่นวายไม่ได้


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ารีบลุกขึ้นพรวด แต่เพราะลุกเร็วเกินไปจึงหน้ามืดจนเกือบล้มคะมำ เฉิงหมัวหมัวจึงรีบโผเข้าไปประคองร่างไว้


“เร็วเข้า รีบส่งคนไปบอกให้เผิงเอ๋อร์กลับมา” นางขบที่ปลายลิ้นเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ “ไม่สิ จะเรียกเขากลับมาไม่ได้”


จากนั้นก็เห็นฉินหลิวซีเดินออกจากประตูไป เพียงเงยหน้ามองก็เห็นนางมุ่งหน้าเดินตรงไปอีกทางหนึ่งแล้ว พลันในใจก็ดิ่งวูบอย่างอดไม่ได้


ด้วยจังหวะนี้ เหมือนนางมั่นใจมากอย่างไรอย่างนั้น


ขณะที่พวกฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าไล่ตามมาด้านหลัง ทันใดนั้นก็ร้อนใจ เหตุใดถึงเดินมุ่งหน้าไปทางนั้นได้


เพราะพวกนางอยู่อย่างสะดวกสบายมานาน อีกทั้งร้อนรนจนทำตัวไม่ถูก บวกกับฝีเท้าว่องไวสู้พวกนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าไม่ได้ ยิ่งรีบก็ยิ่งเกิดข้อผิดพลาด ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าจึงร้องโอ๊ยทีด้วยใบหน้าซีดเผือด


เท้าพลิกแล้ว


นางเจ็บจนเหงื่อไหลซึม แต่ก็ยังโพล่งขึ้นว่า “เร็วเข้า รีบไปขวางพวกนางไว้”


พวกฉินหลิวซีหยุดฝีเท้าลง เพราะพวกนางเห็นคนกลุ่มหนึ่งมากันสี่คนพ่อแม่ลูก บุรุษดูอายุสามสิบกว่า เขากำลังจูงมือเด็กหนุ่มริมฝีปากแดงฟันขาวราวๆสามขวบคนหนึ่ง ขณะที่หญิงสาวดูหน้าตาอ่อนช้อยอ้อนแอ้น นางก็คือภรรยาคนที่สองของฟ่านหวยเผิงนั่นเอง ส่วนบ่าวข้างกายของนางกำลังอุ้มเด็กสาวตัวน้อยอายุราวหนึ่งขวบเศษไว้ในอ้อมอก


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ามองเห็นไม่ชัดนักแต่ก็พอมองเห็นเงารางๆ มือที่กำหัวไม้เท้าก็ยิ่งแน่นขึ้น


สะใภ้โจวมองเด็กหนุ่มคนนั้นพลางเอ่ย “นี่คือลูกของน้องสาวข้าหรือ”


“ใช่ นั่นเป็นลูกที่สะใภ้เซี่ยคลอดออกมาอย่างยากลำบากในปีนั้น” ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าเกาะหลังบ่าวรับใช้ไล่ตามมาทัน ครั้นเห็นบุตรชาย รูม่านตาก็หดลงก่อนเอ่ย “เผิงเอ๋อร์ นายหญิงผู้เฒ่าแวะมาเพราะอยากเจอหลาน ให้หงเอ๋อร์ทำความเคารพท่านย่าสักหน่อยเถิด”


ฟ่านหวยเผิงดึงสติกลับมา ใบหน้าอ่อนเยาว์มองไปทางสีหน้าดุดันของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า เอ่ยเสียงตะกุกตะกักว่า “ท่านแม่ยายมาได้อย่างไรหรือ”


ยามที่นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าได้ยินเสียงนั้น พลันดวงตาก็หรี่ลง เพราะหรี่ตาลงเลยทำให้เห็นใบหน้าของฟ่านหวยเผิงชัดขึ้นแล้วเอ่ย “ข้าจะมาไม่ได้หรือ ข้าจะมาดูว่าคนที่คุกเข่าต่อหน้าข้าในปีนั้น บุรุษที่บอกว่าจะปกป้องหว่านเอ๋อร์ไปชั่วชีวิตโหดเหี้ยมใจดำเพียงใด ถึงได้ปล่อยให้นางตายตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้”


ขณะที่เอ่ยนางก็เดินขึ้นมาสองก้าว จังหวะที่ทุกคนไม่ทันสังเกต จู่ๆนางก็ยกปลายไม้เท้าหัวมังกรขึ้นมาก่อนจะทุบลงบนบ่าของเขาอย่างแรง


ตระกูลฟ่านเป็นตระกูลผู้ดี อีกทั้งฟ่านหวยเผิงก็เป็นผู้รู้หนังสือ นุ่มนวลสง่างาม และไม่เคยฝึกวิทยายุทธ์ เดิมทีเขาก็กระวนกระวายใจในการมาเยือนของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าอยู่แล้ว ครั้นเห็นนางเดินเข้ามาใกล้จึงไม่ทันตั้งตัวโดนตีเข้าอย่างจัง ก่อนจะส่งเสียงร้องโหยหวนขึ้นมาในทันที


ทว่านายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากลับเล่นลิ้นไม่ยอมรับ “ข้าแก่จนปูนนี้แล้วจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ทั้งๆที่ข้ามาหาหลานผู้น่าสงสารแท้ๆ เด็กคนนี้เองหรือ เดินเข้ามาให้ข้าดูใกล้ๆสิ”


สะใภ้โจวโพล่งขึ้นว่า “ดูท่าทางไม่เหมือนหว่านเอ๋อร์ และไม่เหมือนบิดาของเขาด้วย แต่เหมือนนางผู้หญิงคนนั้นมากกว่า…” พลันนางก็เผยสายตาขึงขัง “โอ้ย เครื่องประดับทับทิมที่นางผู้หญิงคนนี้ใส่อยู่เป็นสินเดิมของน้องสาวข้ามิใช่หรือ เหตุใดถึงไปโผล่อยู่บนหัวของเจ้าได้ นี่เป็นของที่พี่สะใภ้อย่างข้าเติมใส่สินเดิมให้นางต่างหาก!”


เด็กหนุ่มร่ำไห้วิ่งโผเข้าด้านหลังหญิงสาว สะใภ้เหมียวปวดใจสุดขีด มองกลุ่มคนที่ประจัญหน้าอยู่ด้วยแววตาวูบไหวและกระสับกระส่าย


ฉินหลิวซีเอ่ย “ไม่ใช่”


พวกสะใภ้โจวมองมาทางนาง


“ไม่ใช่ลูกของคุณหนูเซี่ย” และก็ไม่ใช่ของบุรุษผู้นี้ด้วย


คนในตระกูลฟ่านสีหน้าเปลี่ยน


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเผยสีหน้าขรึมแล้วเอ่ย “เมื่อครู่พวกเจ้าว่าอย่างไรนะ บอกว่าเด็กคนนี้เป็นหลานข้าอย่างนั้นหรือ ทำไมเล่า รังแกที่ข้าตาพร่ามัวจำไม่ได้เลยใช้ลูกของอนุมาสวมรอยเป็นสายเลือดของตระกูลเซี่ยอย่างนั้นหรือ”


ซุ่นฟังเอ่ย “มิน่าข้าถึงมองไม่เห็นเงาของคุณหนูโผล่มาแม้แต่น้อย ดูท่าจะอายุสามขวบกว่าแล้วกระมัง ตระกูลฟ่านของพวกเจ้าก็ใช้ได้นี่ คุณหนูเพิ่งตายได้สามปีกว่า พวกเจ้าก็มีลูกอายุสามขวบกว่าแล้ว เหอะๆ”


สะใภ้โจวเอ่ยเสียงเย็นชา “ตอนมาร่วมงานศพครานั้นบอกว่าหว่านเอ๋อร์คลอดยากจนถึงแก่ความตาย หากเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของนาง แล้วลูกของนางอยู่ที่ไหนเล่า”


ฟ่านหวยเผิงเหงื่อเย็นไหลชุ่ม มือเท้าเย็นเฉียบ


“ความจริง ความจริง…”


ฉินหลิวซีจับจ้องใบหน้าของฟ่านหวยเผิง เอ่ยด้วยสายตาเย็นยะเยือก “เดิมทีเจ้าควรจะเป็นคนตาย แต่เจ้ากลับยังมีชีวิตอยู่”


ฟ่านหวยเผิงรูม่านตาหดลง พร้อมเซถอยหลังไปสองก้าว


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าสีหน้าเปลี่ยนยกใหญ่ ไอเย็นแล่นผ่านทั่วร่างกาย นางมองไปทางฉินหลิวซีด้วยท่าทีหวาดกลัวราวกับเห็นผีก็มิปาน


ทว่าพวกนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากลับตกใจ คนตายหรือ


ฉินหลิวซีเดินเข้าไปใกล้ฟ่านหวยเผิง เอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “ใครช่วยเจ้าเปลี่ยนดวงชะตาชีวิต ฝืนเพิ่มอายุขัยให้เจ้ากันแน่”


ในสมองของฟ่านหวยเผิงดังวิ้ง “อะ…อะไรนะ”


ฉินหลิวซีเดินถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางที่มีรังสีอาฆาต พลางถามสะใภ้โจวว่า “รายการสินเดิมเอามาแล้ว แล้วหนังสือแต่งงานเล่า”


“อยู่ครบ ทำไมหรือ” สะใภ้โจวตบแขนเสื้อ


ฉินหลิวซีถอนหายใจแล้วเอ่ย “นางน่าสงสารกว่าที่จินตนาการไว้มาก”


สะใภ้โจวหน้าซีดลง


ครั้นเห็นพวกเขาเดินมุ่งหน้าไปทางโถงบรรพบุรุษ ในคอของฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าก็มีรสคาวเลือด ตวาดใส่ว่า “หยุดนะ ขวางพวกเขาไว้ ใครก็ได้มานี้ที ไปแจ้งผู้ตรวจการว่ามีคนบุกรุกโดยพลการ”


ซุ่นฟังประกายสายตาดุดัน หมุนตัวโพล่งขึ้นว่า “ทำไมหรือ คิดว่าตัวเองมีคนคอยช่วยแล้วพวกเราไม่มีใคร โผล่มาโดยไม่เตรียมการใดๆเลยอย่างนั้นหรือ แค่ขอความช่วยเหลือ มีใครทำไม่เป็นบ้าง!”


นางหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากทรวงอกก่อนดึงจุกออก พอเสียงดังฟิ้ว สัญญาณเตือนภัยก็ปะทุกลางอากาศ ควันพลุสีแดงที่เจิดจ้าแยงตาเป็นพิเศษก็ปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้าที่มืดสลัว


ครั้นเหล่าสหายเห็นสัญญาณสีแดงก็จับอาวุธล้อมจวนไว้เลย!


ตอนที่ 1108: ฆ่าภรรยาเพื่อพิสูจน์ตน ฟ้าดินย่อมรับไม่ได้


สัญญาณพลุสีแดงลอยกลางอากาศ หนังตาของฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ากระตุกอย่างหนัก ใจเต้นเร็วระรัวราวกับใกล้เด้งออกนอกทรวงอกเต็มที


สัญ…สัญญาณพลุนี้เป็นเครื่องหมายที่ใช้กันในสนามรบมิใช่หรือ


นางผู้เฒ่ากลับจุดพลุส่งสัญญาณในจวนของนาง บ้าไปแล้วหรือไร


ไม่สิ เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นหญิงสาวที่มีไอเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายนั่นต่างหาก นางบอกว่าเดิมทีเผิงเอ๋อร์ควรเป็นคนที่ตาย!


โพล่งขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเลยสักนิด!


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าเนื้อหนังตามร่างกายตึงเปรี๊ยะ ครั้นเห็นฉินหลิวซีเดินมุ่งหน้าไปทางโถงบรรพบุรุษก็ร้องเรียกบ่าวในจวน “สามหาว รีบไปขวางพวกนางไว้!”


บ่าวองครักษ์ในจวนตระกูลฟ่านต่างแห่กันเข้าไปหา


สะใภ้โจวชักดาบอ่อนตรงช่วงเอวออกมา พร้อมสองดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยว


ขณะเดียวกันซุ่นฟังเองก็ชักเอาเหล็กกล้าขนาดเท่านิ้วโป้งออกมาจากช่วงเอว ไม่รู้ว่านางกดตรงไหนเสียงดังพรึบ กลไกของเหล็กกล้านั้นก็เปิดออก พอสะบัดทีแส้อ่อนที่เป็นดั่งตะข้อแหลมก็คลายเปิดออก


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าแผ่อิทธิพลประกาศศักดิ์ดาอย่างเต็มรูปแบบ กระแทกไม้เท้าลงพื้นอย่างแรง เอ่ยเสียงเย็นชาว่า “ไม้เท้าหัวมังกรที่ฝ่าบาททรงประทานให้ข้าอยู่ตรงนี้ ดูสิว่าใครกล้าแตะต้องข้าบ้าง”


ฉินหลิวซี “…”


เหตุใดจู่ๆ ภาพตรงหน้าถึงกลายเป็นภาพต่อสู้วิทยายุทธ์ไปได้


นางกระดิกเรียวนิ้ว จากนั้นก็มีไอทะมึนแผ่กระจายออกมาคว้าร่างของบ่าวเหล่านั้นไว้พลางเอ่ย “ไปเถิด อย่าเสียแรงและเสียเวลาเลย รีบจัดการปัญหาจะได้รีบๆกลับ”


นางมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ!


ซุ่นฟัง “พวกท่านไปก่อนเลย ข้าจะคอยคุมอยู่ด้านหลัง”


ฉินหลิวซีเดินมุ่งไปด้านหน้า “พวกเขาไล่ตามมาไม่ทันหรอก”


ซุ่นฟังยังไม่ทันตั้งตัว พอเห็นมีคนเพิ่งขยับ ร่างก็ล้มเสียงดังพั่บลงพื้น ราวกับมีผีเกาะขาก็มิปาน นางอดแค่นเสียงใส่ทีไม่ได้ นึกว่าจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือตีสักคนสองคน


นางนึกเสียใจอยู่บ้าง!


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าโมโหจนแทบเป็นลมหมดสติ “ไป รีบไป”


ฟ่านหวยเผิงเองก็หน้าเสีย เอ่ยถามอย่างร้อนรน “ท่านแม่ ทำอย่างไรดี”


ในเมื่อฉินหลิวซีบอกเรื่องดวงชะตาของเขาได้


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ามองไปทางสะใภ้เหมียว นัยน์แววตาเปล่งประกายพลางเอ่ยว่า “ไปเชิญท่านอาจารย์มา”


สะใภ้เหมียวแววตาเป็นประกาย งุดหน้าลงก่อนหมุนตัวเดินจากไป


ฉินหลิวซีเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโถงบรรพบุรุษของตระกูลฟ่าน เพียงเงยหน้ามองแวบเดียวก็เห็นพลังแห่งปัญญาและพลังอาฆาตกำลังดึงรั้งกันอยู่ พลันใบหน้าของนางก็ขรึมลง


ตระกูลฟ่านเป็นขุนนางมาหลายชั่วคน ซึ่งก็มาจากการสั่งสมไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษ เพียงแต่หากพวกเขายังไม่ไปเกิดใหม่ละก็ คงโมโหจนกระโดดออกมาจากโลง พุ่งตัวใส่ประตูแห่งดวงวิญญาณเพื่อฆ่าหลานรุ่นนี้ให้ตายเสีย


ในเมื่อสร้างเวรสร้างกรรมขนาดนี้!


“ท่านอาจารย์ ดูอะไรอยู่หรือ” สะใภ้โจวเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง


ฉินหลิวซีเอ่ย “ลูกหลานอำมหิตชั่วร้าย ต่อให้ปกป้องต่อไปก็จะกลายเป็นเวรกรรม บั่นทอนคุณงามความดีของตน ข้ากำลังดูว่าบรรพบุรุษของตระกูลฟ่านหูหนวกตาบอดไปแล้วหรืออย่างไร”


ครั้นนางพูดจบ พลังแห่งปัญญาที่ลอยอยู่เหนือโถงบรรพบุรุษราวกับหยุดชะงัก ชั่วขณะนั้นกลับถูกพลังอาฆาตกดข่มไว้ พลังอาฆาตรุ่งโรจน์ลุกโหมขึ้นมา


พลั่กๆ


ภายในโถงบรรพบุรุษมีเสียงทุ้มดังแว่วมา เหมือนเสียงป้ายตกลงมาจากชั้นอย่างไรอย่างนั้น


“เข้าไปเถิด”


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าไล่ตามหลังมาแล้ว แหวเสียงสูงใส่ “หยุดนะ นี่เป็นโถงบรรพบุรุษที่สำคัญของตระกูลฟ่าน คนนอกจะบุกเข้าไปซี้ซั้วไม่ได้ นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า ต่อให้ท่านมีของพระราชทาน แต่จะบุกเข้าโถงบรรพบุรุษของคนอื่นเช่นนี้ไม่ได้ หากข้าเอาไปฟ้องหน้าพระที่นั่งก็สมเหตุสมผล”


ฉินหลิวซีหันหน้ามามองแล้วเอ่ย “หากเจ้ากล้าฟ้องก็จะเป็นการป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ว่าพวกเจ้าได้ก่อเรื่องเลวทรามชั่วช้าใดไว้ ทันทีที่เรื่องแพร่งพรายออกไป ตระกูลขุนนางมีความรู้อย่างตระกูลฟ่านคงกลายเป็นเรื่องขบขัน”


นายหญิงฟ่านผู้เฒ่าร่างสั่นเทา กระทั่งฟ่านหวยเผิงที่ยืนอยู่ข้างกายนางยังประกายแววตาวูบไหว


“ฝืนสวรรค์เปลี่ยนดวงชะตา เดิมทีก็ผิดหลักเบื้องบนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นวิธีที่เจ้าใช้ยังเลวทรามมากด้วย สิ่งที่ขโมยมาสุดท้ายก็ต้องคืนเขาไป รีบใช้โอกาสตอนที่มีลมหายใจอยู่เลือกโลงศพดีๆให้ตนเองดีกว่า” ฉินหลิวซีมองไปทางฟ่านหวยเผิงแล้วพูดขึ้นหนึ่งประโยค


ฟ่านหวยเผิงแน่นหน้าอก ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบไว้จนยากที่จะหายใจได้


สองดวงตาของเขาแดงก่ำ กำหมัดแน่น ประกายในแววตาที่มองไปทางฉินหลิวซีเต็มไปไอสังหาร


ฉินหลิวซีหัวเราะพรวด คิดฆ่านางอย่างนั้นหรือ


คิดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้จริงๆ


“ตก…ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่” ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าจับจ้องฉินหลิวซีอย่างเอาเป็นเอาตาย


ฉินหลิวซีก้าวขาเดินเข้าไปในประตูโถงบรรพบุรุษ เสียงเย็นยะเยือกดังแว่วมาจากเบื้องหน้า “ข้าก็คือคนที่เข้ามาช่วยให้ผู้ที่ถูกกดขี่หลุดพ้นจากความอยุติธรรม”


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าสะดุดขาตนเองอีกครั้ง รู้สึกว่าขาที่พลิกเคล็ดในเดิมทีบวมเป่งขึ้นมาอีกแล้ว นางเงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทาเข้มมืดสลัว ราวกับพร้อมตกลงมาได้ทุกเมื่อ ชวนให้หายใจไม่ออก


กลางลานโถงบรรพบุรุษเปิดประตูอ้าไว้ มีหญิงแก่คนหนึ่งเก็บป้ายบรรพบุรุษที่ตกลงพื้นไปวางไว้ที่เดิมมือไม้พัลวัน


ขณะที่ฉินหลิวซีกำลังเดินเข้าไป ทันใดนั้นฟ่านหวยเผิงก็โผเข้ามาขวางเบื้องหน้าของนางไว้ “สถานที่สำคัญของตระกูลฟ่าน คนอื่นห้ามเข้า”


“ข้าบอกแล้วไงว่าใช้โอกาสตอนที่มีลมหายใจอยู่ไปเลือกโลงศพอันดีๆ เตรียมชุดตอนใส่ตายเอาไว้ด้วย” ฉินหลิวซียิ้มเย็นชา “แต่ดูท่าทางเจ้าคงไม่มีโอกาสได้ใส่ ฆ่าภรรยาพิสูจน์ตนเพื่อต่อชีวิต ต่อให้ตายร้อยครั้งก็คงไม่พอ”


ฟ่านหวยเผิงโกรธขึง ทันใดนั้นเขาก็ล้วงดาบเล็กเล่มหนึ่งขึ้นมาหมายแทงใส่นาง เพียงแต่ขณะที่ดาบเล็กของเขาพุ่งตรงมายังเสื้อผ้าของนางกลับแทงไม่เข้า ราวกับมีคนกดมือของเขาไว้ไม่ให้ขยับ


เขามองฉินหลิวซีด้วยความหวาดกลัว


พลั่ก


สะใภ้โจวเดินรุดหน้าเข้ามา เตะเขาจนร่างกระเด็นเข้าไปภายในห้องของโถงบรรพบุรุษ นางหันไปมองฉินหลิวซีแล้วเอ่ย “เมื่อครู่ท่านว่าอย่างไรนะ ฆ่าภรรยาเพื่อพิสูจน์ตนอย่างนั้นหรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้า


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ากรีดร้องเรียกชื่อของฟ่านหวยเผิง ก่อนจะกระโดดพุ่งตัวเข้าไปหา


เวลานั้นมีคนวิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทีร้อนรนอย่างทำอะไรไม่ถูกว่าด้านนอกถูกทหารล้อมจวนไว้หมดแล้ว แต่ละคนโหดเหี้ยมร้ายกาจไม่เบา แม้แต่ชื่อสื่อก็มาด้วย


ยามนี้ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ากระวนกระวายใจขึ้นมาแล้วจริงๆ นางมองไปทางนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า ดวงตานั้นอยากโผเข้าไปกัดกินกระดูกของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเต็มที


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าในสมองดังวิ้ง หลงเหลือเพียงคำว่าฆ่าภรรยาเพื่อพิสูจน์ตนดังก้องอยู่ในหัว


ฟ่านหวยเผิงฆ่าหว่านเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ


ฉินหลิวซีเดินเข้ามาในโถงบรรพบุรุษด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ความจริงนางเองก็เหนื่อยใจเช่นกัน นางต้องเจอเรื่องแบบนี้ไม่รู้กี่ครั้ง กระทั่งมุมที่นางมองไม่เห็นยังมีอีกมาก


ตระกูลเซี่ยเป็นนักรบเฉกเช่นตระกูลเจิ้งในปีนั้น แต่เหมือนหญิงสาวแต่ละคนไม่มีจุดจบดีๆสักคน โชคชะตาของตระกูลกลับไม่ได้ปกป้องพวกนางเลย


แต่ตระกูลเซี่ยน่าสงสารกว่าตระกูลเจิ้งมากโข เพราะบุตรชายแทบตายเกลี้ยง แม้แต่โชคลาภตอนนี้ยังไม่เหลือ หากเป็นฝีมือของซื่อหลัว เขาจะเอาโชคลาภพวกนี้ไปเตรียมเป็นเทพหรืออย่างไร


ไม่สนแล้ว สิ่งที่เขาต้องการ นางจะรื้อทิ้งให้หมด ไม่ให้พลาดหรอก!


ฉินหลิวซีส่ายหน้า เบิกตากว้าง กวาดตามองรอบโถงบรรพบุรุษ


มีเสียงดังแว่วมาจากด้านนอก ทุกคนต่างหันไปมอง จากนั้นก็เห็นผู้ดูแลจวนเดินเข้ามาพร้อมใต้เท้าสองคนพร้อมใบหน้าซีดเซียว หยางซื่อหมิงที่ดำรงตำแหน่งชื่อสื่อและแม่ทัพอีกหนึ่งคน


พอพวกเขาสองคนเดินเข้ามาก็ทำความเคารพนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก่อน ในเมื่อนางเป็นนายหญิงผู้เฒ่าที่มีลำดับศักดิ์ ฐานันดรสูงลิ่ว ยิ่งแม่ทัพสกุลฟังเป็นทหารเก่าติดตามตระกูลเซี่ยมาแต่อดีต ฉะนั้นยิ่งให้ความเคารพต่อนางเป็นอย่างมาก


อีกทั้งหยางชื่อสื่อยังเกี่ยวดองกับครอบครัวแม่ทัพฟังด้วย


เดิมทีหยางชื่อสื่อยังลังเลเรื่องล้อมจวนตระกูลฟ่านอยู่บ้าง แต่เพราะมีคนฟ้องร้องว่าเมื่อสามปีก่อนตระกูลฟ่านทำให้คุณหนูเซี่ยถึงแก่ความตาย ซึ่งดูไม่น่าเชื่อถือนัก แต่เพราะเห็นแก่เหล่าฟังถึงส่งกองทัพเล็กเดินทางมา ส่วนตนเองก็มาสมทบด้วย ในเมื่อตนเป็นถึงขุนนาง ใครไม่ได้รับความเป็นธรรมย่อมต้องได้รับการคลี่คลาย


เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวพันมาถึงเทพผีเทวดาและอาคมชั่วร้าย แต่ยิ่งคิดไม่ถึงว่าฟ่านหวยเผิงจะฆ่าภรรยาเพื่อพิสูจน์ตนเช่นนี้


ไม่สิ โลกนี้มันวิปริตถึงเพียงนี้เชียวหรือ


เกิดมาในตระกูลผู้รู้หนังสือ เป็นถึงจวี่เหรินแต่กลับฆ่าภรรยาพิสูจน์ตนเพื่อต่อชะตาชีวิตอย่างนั้นหรือ


หยางชื่อสื่อมองไปทางแม่ทัพ หากเรื่องนี้จัดการไม่ดี พวกเราก็ถอดหมวกขุนนางแล้วกลับบ้านไปทำไร่ทำนากันดีกว่า


สายตาของฉินหลิวซีเลื่อนไปจับจ้องโต๊ะด้านซ้ายตรงหน้าก่อนจะเดินเข้าไปหาแล้วหยิบโคมดอกบัวสีรุ้งตรงหน้าป้ายชื่อขึ้นมาพินิจดู แค่นเสียงหัวเราะก่อนมองไปทางฮูหยินฟ่านผู้เฒ่า เอ่ย “โคมดอกบัวควรจะอยู่หน้าพระพุทธ ซึ่งถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ แต่โคมชิ้นนี้ต่อให้ล้างจนสะอาดแค่ไหนก็กลบรอยเลือดไม่มิด อีกทั้งยังบูชาอยู่เบื้องหน้าของป้ายชื่อเซี่ยหว่าน นี่ใช้เพื่อบูชาดวงวิญญาณหรือใช้กดข่มดวงวิญญาณกันแน่”


ซุ่นฟังประคองนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ารุดเดินมาข้างหน้าแล้วเอ่ย “นี่คืออาวุธชั่วร้ายหรือ”


“ผ่านการใช้เลือดหยางของคนตายบริสุทธิ์แช่มาก่อนมากกว่า ซึ่งเดิมทีก็อานุภาพแรงมากแล้ว หรือหากเป็นเลือดหยางของผู้ชายบริสุทธิ์ก็จะยิ่งอานุภาพร้ายแรง สามารถใช้กดข่มพลังหยินได้” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “แต่มันถึงขั้นกดพลังหยินชั่วร้ายได้ ย่อมต้องทำร้ายพลังหยางได้เช่นกัน เดิมทีโคมดอกบัวเป็นวัตถุบริสุทธิ์ที่วางไว้ตรงหน้าพระ แต่กลับแปดเปื้อนเลือด เลือดนี้เป็นเลือดของชายที่มีพลังหยางบริสุทธิ์ ก่อให้เกิดพลังหยางชั่วร้าย พอวางไว้นาน ผู้ชายในบ้านก็ต้องเผชิญกับหายนะ การทำความชั่วมากเกินไปจะนำไปสู่ภัยพินาศ ผลตีสะท้อนกลับก็เกิดจากผลกรรมเช่นกัน


ฟ่านหวยเผิงคุกเข่าลงบนพื้น ครั้นได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้น มุมปากมีรอยเลือดไหลรินออกมา


ฉินหลิวซีเอ่ยอีกว่า “พอวัตถุศักดิ์สิทธิ์แปดเปื้อนมลทิน ไม่ว่าจะวางไว้ตรงไหน มันก็จะกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย และยิ่งมันถูกวางอยู่ภายในโถงบรรพบุรุษ เหอะ ก่อนหน้านี้ยังเห็นนางผู้เฒ่านับลูกประคำ หากพระพุทธเจ้าทรงคุ้มครองเจ้าได้ ข้าจะยอมออกจากลัทธิเต๋าไปบวชเป็นชีเลย!”


สายพุทธ สายเต๋า ?!


พวกเรามีต้นกำเนิดเหมือนกัน ไม่ต้องจริงจังมากก็ได้!


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าร่างแข็งทื่อ ก่อนจะมองป้ายบรรพบุรุษที่ร่วงตกลงพื้น พลันก็ยิ่งรู้สึกว่าบรรยากาศอึมครึม หนาวเหน็บไปทั่วร่างกาย


ฉินหลิวซีมองไปที่โต๊ะหมู่บูชาอีกครั้ง โต๊ะตัวนี้หนาและหนักมากเพราะทำมาจากไม้ท้อ โต๊ะถูกสลักเป็นลวดลายภาพวาด ป้ายทำจากไม้ท้อโดยเขียนชื่อแซ่และวันเดือนปีเกิดของเซี่ยหว่านไว้ ส่วนด้านล่างก็ผนึกปิดด้วยหินปูน


มือของนางยื่นไปทางป้ายชื่อนั้น


“ไม่นะ…” ฟ่านหวยเผิงหวาดกลัวสุดขีด


ฉินหลิวซีหยิบป้ายนั้นขึ้นมาไม่ได้ เหมือนจะฝังลึกอย่างมั่นคง นางเลิกคิ้วก่อนจะบิดมือ


แกร๊ก


โต๊ะที่ไร้รอยต่อช่องโหว่ในเดิมทีก็ผุดเสียงดังแว่วมา กลไกขยับตัวก่อนที่ขอบโต๊ะทั้งสองข้างจะเปิดออก


ตระกูลฟ่านจบเห่แล้ว!


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าหน้ามืดก่อนจะขาอ่อนยวบล้มพับลงพื้น


หยางชื่อสื่อกับแม่ทัพฟังสบตากัน ต่างตกตะลึงกันไม่น้อย


พอโต๊ะตัวนั้นเปิดออกถึงค้นพบช่องว่างซึ่งวางไหอยู่หนึ่งใบแล้วใช้หินปูนผนึกปากไหไว้ พร้อมใช้สร้อยสีดำทะมึนเส้นหนึ่งพันล้อมรอบ ลักษณะเช่นนั้นกลับคล้ายคลึงโซ่ล่ามดวงวิญญาณที่ฉินหลิวซีเคยเห็น แม้วิธีจะต่างกันแต่กลับมีผลลัพธ์เดียวกัน


อีกทั้งบนไหใบนั้นยังแปะยันต์สีเหลืองไว้สองสามแผ่น


นอกจากฉินหลิวซีแล้ว ทุกคนตรงนั้นต่างพากันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง มีตระกูลใดที่จะเอาของไสยศาสตร์พวกนี้มาวางไว้ในโถงบรรพบุรุษบ้าง


เดิมทีหยางชื่อสื่อยังคิดว่าตระกูลฟ่านเป็นผู้รู้หนังสือคงไม่ทำเรื่องอำมหิตเช่นนี้ แต่พอเห็นไหที่ดูไม่เป็นมงคลใบนั้น พวกเขาก็รู้ว่าตนคงคิดผิดไป


ตระกูลฟ่านช่างสกปรกนัก!


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าเอ่ยด้วยสีหน้าดำทะมึน “ใช่ พวกเราเชิญท่านอาจารย์มาทำพิธีก็จริง แต่นี่ไม่เกี่ยวกับสะใภ้เซี่ยเลย…”


“ยายแก่เจ้าเล่ห์ ป้ายชื่อของน้องสาวข้าตั้งอยู่ทนโท่ขนาดนี้ เจ้ายังจะบอกว่าไม่เกี่ยวอะไรกับนางอีกหรือ โกหกชัดๆ!” สะใภ้โจวง้างฝ่ามือตบนาง เอ่ยเสียงดุดัน “หุบปาก ยังไม่ถึงคราวให้เจ้าพูด!”


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าถูกตบจนดาวขึ้นตา กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง


ฉินหลิวซีดึงยันต์นั้นออก กวาดตามองแวบหนึ่งแล้วเอ่ย “ใช้หินปูนปิดผนึกห่วงโซ่พันธนาการแล้วค่อยใช้ยันต์ทำลายดวงวิญญาณนั้น จากนั้นก็ใช้โคมดอกบัวสะกดพลังหยิน การเตรียมการที่พวกเจ้าเตรียมไว้ถือว่าเพียงพอ”


นางแกะออกทีละใบ และทุกครั้งที่แกะออก นางจะสัมผัสได้ถึงเสียงร่ำไห้โอดครวญและแรงอาฆาตที่แผ่ซ่านออกมาจากด้านใน


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเองก็สัมผัสได้ นางเดินเข้าไปใกล้ตามสัญชาตญาณพร้อมสองมือที่สั่นเทา


หลังจากแกะยันต์ออก ฉินหลิวซีก็หยิบกระดาษสีเหลืองใบหนึ่งออกมาก่อนจะวาดยันต์ลงไปอีกครั้ง พอกวาดตามองฝาไหที่ถูกปิดตายแล้ว โคลนหินปูนก็มีเสียงคลิกดังแว่วมาก่อนจะปริแตกออก


“ไม่ จะเปิดไม่ได้ เจ้าห้ามเปิด!” ฟ่านหวยเผิงหมายพุ่งตัวเข้าใส่ แต่ถูกแม่ทัพฟังปรามไว้


ฉินหลิวซีเริ่มคลายโซ่พันธนาการดวงวิญญาณออกทีละรอบๆ พอคลายโซ่ที่พันรอบไหออกจนหมดแล้วถึงเปิดฝาออก


ลมหยินโหมกระหน่ำ พัดจนตะเกียงน้ำมันภายในโถงบรรพบุรุษดับมอด จากนั้นไอเย็นที่แทรกถึงกระดูกก็มุดออกมา


ทุกคนในใจขนลุกซู่


หยางชื่อสื่อยืนอยู่หลังแม่ทัพฟังก่อนใช้มือดึงแขนเสื้อเบาๆ ไม่ต้องกลัว ในเมื่อเหล่าฟังเองก็เป็นแม่ทัพ มีพลังหยินร้ายกาจ เหล่าฟังย่อมปกป้องเขาได้!


เครื่องมือมนุษย์อย่างแม่ทัพฟังกระตุกแขนเสื้อของตนออก พร้อมสองดวงตาที่ถลึงโตใส่หยางชื่อสื่อ ขอแค่เป็นคนดี มีอะไรให้ต้องกลัวกัน!


ฉินหลิวซีเห็นหญิงสาวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความองอาจยืนอยู่ตรงหน้า เงาคล้ายนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า นางก็คือเซี่ยหว่าน


เพราะถูกกักขังมานาน นางจึงรู้สึกสับสน ดวงจิตอ่อนแอจนใกล้สลายเต็มที บวกกับท้องของนางยังนูนอยู่ ชี้ให้เห็นว่ายังไม่ทันคลอดบุตรออกมาด้วยซ้ำ


ตระกูลฟ่านบันทึกชื่อเด็กคนเมื่อครู่ในนามของนาง ถือว่าเป็นบุตรของนาง


แต่ยันต์สลายวิญญาณทำให้ดวงวิญญาณอ่อนแอ หากถูกสะกดดวงวิญญาณนานวันเข้า ดวงวิญญาณก็คงสลาย เรื่องอายุขัยของฟ่านหวยเผิงก็ยิ่งไม่ต้องเป็นกังวล


พอฉินหลิวซีมองเข้าไปในไหก็เห็นกระดูกสีขาว นางเม้มริมฝีปากแล้วล้วงหยิบตุ๊กตาสองตัวที่ห่อด้วยผ้ายันต์ออกมา ตุ๊กตาสองตัวนั้นจับมืออยู่เคียงข้างกัน ตุ๊กตาผู้ชายเปล่งแสงสีแดง ส่วนตุ๊กตาผู้หญิงสีดำเทาไปทั้งร่าง ส่วนด้านหลังของเขาเขียนวันเดือนปีเกิดอย่างชัดเจน แต่ของผู้หญิงกลับใช้เข็มเล่มหนึ่งฝังไว้


นางแกะกระดาษยันต์ออก ในเมื่อครองคู่กันมาตั้งแต่วัยเยาว์ อายุขัยก็ต้องแบ่งปันกันได้ด้วย


“นี่มันอะไรหรือ” สะใภ้โจวใจคอไม่ดีนัก


ฉินหลิวซีถอดถอนหายใจเอ่ย “ในไหมีขี้เถาของเซี่ยหว่าน นำกระดูกและเลือดใส่ลงในไหแล้วใช้หินปูนปิดผนึกไว้ เพื่อไม่ให้วิญญาณไปเกิดใหม่ อีกอย่างตุ๊กตาพวกนี้ก็เป็นฝีมือของพวกเขา ในเมื่อมีหนังสือแต่งงาน เคยไหว้ฟ้าดินร่วมกันมาก่อน สามีภรรยาย่อมรวมกันเป็นหนึ่ง สุดท้ายดันใช้คาถาจอมมารฆ่าภรรยาเพื่อพิสูจน์ตนบูชาสวรรค์ แก่งแย่งเอาอายุขัยไป เปลี่ยนชะตาเพิ่มอายุ ฝืนลิขิตสวรรค์เพื่อเปลี่ยนดวงชะตาตนเอง”


ทันใดนั้นทุกคนก็ขนลุกซู่


พรวด


ในที่สุดนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็ทนไม่ไหวก่อนกระอักเลือดออกมา พร้อมร่างที่หงายล้มตึงไปด้านหลัง


ซุ่นฟังเรียกด้วยความตกใจ ก่อนรีบโผเข้าไปกอดนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าแล้วให้นางเอนพิงกายบนร่างตน


แม่ทัพฟังเองก็ตกใจก่อนพุ่งตัวเข้าไปช่วยแล้วหาเบาะเพื่อใช้รองให้นายหญิงผู้เฒ่านั่ง


“ไม่ ไม่เป็นไร” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเพิ่งเปิดปาก น้ำตาก็ทะลักออกมาเป็นสาย พลางจับจ้องไหสีดำนั้นด้วยความปวดใจอย่างที่สุด


เวลานี้เหมือนดวงวิญญาณของเซี่ยหว่านจะกลับมาแล้ว ครั้นกวาดสายตามองเห็นฟ่านหวยเผิงบนพื้น แรงอาฆาตก็ปะทุก่อนพุ่งตัวเข้าไปหา “เป็นเจ้าที่ฆ่าข้า เจ้าช่างอำมหิตนัก!”


แรงอาฆาตแทรกซึมเข้าทุกอณู


ฟ่านหวนเผิงทั้งหนาวทั้งเจ็บ กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว


ฉินหลิวซีดีดกุศลไปให้ร่างของเซี่ยหว่านแล้วเอ่ย “ใต้เท้าชื่อสื่ออยู่ตรงนี้ เซี่ยหว่าน เจ้าเป็นเหยื่อ ต้องร้องทุกข์เอง”


เซี่ยหว่านรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นบ้าง นางมองฉินหลิวซีแวบหนึ่ง ฉวยโอกาสตอนที่ฟ่านหวยเผิงหวาดกลัวดวงตกถึงขีดสุดโผเข้าสิงร่างเขา


ฟ่านหวยเผิงร่างแข็งทื่อ


เดิมทีนางและฟ่านหวยเผิงครองคู่เป็นสามีภรรยากัน ท่านอาจารย์จึงทำพิธีนี้ให้เขา ตอนนี้เขายังเอาเปรียบเซี่ยหว่านอีก ฟ่านหวยเผิงกลืนกินอายุขัยของนาง เหตุด้วยที่พวกเขาไม่ได้เลิกรากัน นางจึงสิงร่างเขาได้อย่างกลมกลืนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้


เซี่ยหว่านฝืนสิงร่างเขา จากนั้นก็มองไปทางหยางชื่อสื่อ คุกเข่าลงอย่างช้าๆแล้วเอ่ย “ข้ามีนามว่าเซี่ยหว่าน ขอร้องทุกข์ว่าสามีและแม่สามีฆ่าข้า ร่างหนึ่งสองชีวิต โปรดใต้เท้าทวงความเป็นธรรมให้ข้าด้วย”


หยางชื่อสื่อเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว “!”


เหล่าฟังช่วยข้าด้วย


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าประกายความหวาดกลัวผ่านดวงตา


“เจ้า เจ้าเป็นคนหรือผี เจ้าคือเซี่ยหว่านจริงๆหรือ” หยางชื่อสื่อเอ่ยถามเสียงแหบพร่า


เซี่ยหว่านลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ย “ข้าเองเจ้าค่ะ”


นางมองนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าที่อยู่ด้านข้างด้วยแววตาซับซ้อน มีทั้งอารมณ์โกรธแค้น แต่ก็แฝงไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ รวมถึงอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจด้วย ก่อนเอ่ยอย่างช้าๆว่า “ชั่วชีวิตนี้ของข้า ช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุดก็คงตอนเป็นคุณหนู…”


เซี่ยหว่านเกิดมาในตระกูลแม่ทัพ ชื่นชอบถือหอกระบำดาบมาตั้งแต่เด็ก สามีที่นางใฝ่ฝันก็คือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เฉกเช่นพี่ชายของนาง แต่ไม่ใช่อาลักษณ์ที่ถือพู่กันขีดเขียนไม่กี่ประโยค แต่ทว่ามารดาของนางกลับให้นางแต่งงานกับบัณฑิต แถมยังบอกว่าเพราะหวังดีต่อนาง ไม่อยากให้นางเหมือนฮูหยินของแม่ทัพคนอื่นๆที่ต้องเป็นหม้ายตั้งแต่อายุไม่เท่าไร


นางเคยต่อต้าน กระทั่งเคยระเบิดอารมณ์ใส่ หากออกจากเรือนไป นางจะไม่กลับมาจวนมารดาตราบชั่วชีวิต แต่เพราะนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าตกใจกับเรื่องการตายของสามีลูกหลานจนสิ้นหวัง จนขาดความมุ่งมั่น กระทั่งทำเอาล้มหมอนนอนเสื่อ ต่อให้ยื่นคำขาดเพียงใดนางก็ยังไม่เปลี่ยนความคิด


สุดท้ายนางก็ต้องแต่ง ครั้นตอนที่เห็นมารดาร้องไห้กลางดึก นางก็ทนไม่ไหว


หลังจากแต่งออกจากจวนมา ในใจของนางก็มีแต่ความแค้น และไม่กลับไปจวนมารดาตนจริงๆ สักครั้ง ตอนที่เข้ามาเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลฟ่านนางต้องปฏิบัติตามกฎคร่ำครึโบราณโดยที่นางต่อต้านกฎทุกอย่างในตระกูลฟ่าน ผ่านไปวันวันแล้ววันเล่าก็ใช้ชีวิตเหมือนซากศพเดินได้ จิตใจห่อเหี่ยวราวกับหญิงชรา


หลังจากนางตั้งครรภ์ก็สัมผัสได้ถึงแรงเคลื่อนไหวของลูก ในใจของนางผุดความหวังขึ้นมาอีกครั้ง แต่นางคิดไม่ถึงว่ายามที่จิตใจของนางสดใส ชีวิตจะเดินทางมาถึงจุดจบเช่นนี้


หลังจากที่นางตั้งครรภ์ ฟ่านหวยเผิงก็เริ่มมีหายนะร้ายๆป่วยออดๆแอดๆ กระทั่งคนในจวนบอกว่าบุตรในท้องของนางเป็นกาลกิณี พอนางแค่นเสียงดูแคลนใส่ หยิบยกท่วงท่าของบุตรสาวนักรบขึ้นมากำราบบ่าวพวกนั้นถึงไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก


นางแค่อยากให้กำเนิดบุตรอย่างสุขสงบ แต่คิดไม่ถึงว่าบิดาของบุตรนางกำลังวางแผนคร่าชีวิตนางแทน


หลังจากแต่งงานมา นางก็จิตใจหดหู่ ครรภ์ในท้องจึงไม่ค่อยดีนักจึงต้องกินยารักษาครรภ์มาโดยตลอด จนวันนั้นวันที่ยารักษาครรภ์ของนางถูกเปลี่ยนเป็นยาเร่งคลอด นางนอนอยู่บนเตียงทำคลอดด้วยร่างกายอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง


นางเจ็บจนหมดเรี่ยวแรง ยามที่เห็นฟ่านหวยเผิงหยิบดาบของนางมาปรากฏตัวข้างเตียง ในใจก็สำนึกผิด นึกเสียใจที่ตนเอาแต่ใจและดื้อรั้น พอเอ่ยปากไปแล้วว่าจะไม่ไปหามารดาตนก็ดึงดันทำเช่นนั้นจริงๆ อีกทั้งยังคัดบ่าวรับใช้ข้างกายออก ยามที่นางอ่อนแอมากที่สุดจึงไม่มีใครคอยช่วยนางได้


ฟ่านหวยเผิงฆ่านางโดยที่ไม่ให้บุตรเกิดออกมาด้วยซ้ำ เหตุเพราะเขามีอนุมานานแล้ว อีกทั้งมีบุตรก่อนแล้วด้วย


พวกเขาจัดการเผาร่างของสองแม่ลูกจนมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านแล้วปิดผนึกใส่ไหไว้ นางเห็นคนหัวล้านคนหนึ่งล่ามโซ่พันธนาการดวงวิญญาณของนางไว้ พร้อมสะกดไว้ที่ตัวตุ๊กตาตัวนั้น นางได้ยินว่าเพราะโถงบรรพบุรุษมีพลังปัญญาเข้มข้นที่สุดจึงสะกดขังขี้เถ้าดวงวิญญาณของนางไว้ตรงนี้ เพื่อไม่ให้นางไปเกิดใหม่และล้างแค้นไม่ได้เช่นกัน กระทั่งดวงวิญญาณของนางมอดลง อายุขัยเดิมของนางจึงไปตกอยู่ที่ร่างของเขาแทน


“เขา ฆ่าภรรยาและลูก ฟ้าดินย่อมมิอาจรับได้” เซี่ยหว่านแหงนหน้าตะโกนขึ้นฟ้า


ตู้ม


พลันเสียงฟ้าร้องอันน่ากลัวก็ผ่าฟาดลงมาบนโถงบรรพบุรุษ กระแทกทะลุผ่านหลังคาผ่าใส่ร่างของฟ่านหวยเผิง


[1] ชื่อสื่อคือตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑล


ตอนที่ 1109: หย่าร้างทำลายอาคม


ฟ้าร้องสั่นสะเทือน บทจะผ่าก็ผ่าลงมาเลย!


ฉินหลิวซีดึงดวงวิญญาณเซี่ยหว่านที่สิงอยู่ในร่างของฟ่านหวยเผิงออกมา เพื่อเลี่ยงไม่ให้นางต้องรับโทษแทนคนอื่นแล้วเอาตนเองเข้าไปพัวพันด้วย


ต่อให้เป็นเช่นนั้น แต่สายฟ้าดุดันก็ยังทำเอาดวงวิญญาณที่สั่นเทาด้วยความโกรธสะท้านเฮือกตามไปด้วย


ฉินหลิวซีถลึงตาใส่สายฟ้าดุดันนั้นแวบหนึ่งอย่างอดไม่ได้ ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือ ต้องให้นางเปลืองแรงใช้ความคิดคอยปกป้องเซี่ยหว่านอีกแล้ว


เหมือนสายฟ้าชะงักเล็กน้อย ก่อนจะผ่าฟาดใส่ร่างของฟ่านหวยเผิงเข้าอย่างจัง


นางทำให้ข้าตกใจนี่นา!


“เผิงเอ๋อร์!” ครั้นฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าเห็นบุตรชายถูกสายฟ้าผ่าเข้าอย่างจังเช่นนั้น หน้าก็มืดก่อนหมดสติไป


เฉิงหมัวหมัวกอดนางด้วยร่างอันสั่นเทา แต่ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว


ถูกสายฟ้าฟาดใส่เช่นนี้ต้องเป็นโทษใหญ่หลวงขนาดไหน!


แค่นี้ยังไม่จบ พอสายฟ้าฟาดลงมา ป้ายชื่อของบรรพบุรุษเหล่านั้นก็ร่วงตกลงพื้น ก่อนจะแตกเป็นรอยร้าว


จากนั้นพลังแห่งปัญญาก็สลายตัวไป


ฉินหลิวซีถอนหายใจเสียงเบา ช่างน่าเสียดายนัก


ในขณะเดียวกันฟ่านหวยเผิงที่ถูกสายฟ้าฟาดใส่ก็ร่างแผดเผาจนไหม้เกรียม เนื้อหนังปริแตกออก แต่เขายังมีสติอยู่พลางหายใจโรยริน ซึ่งเป็นเพราะดวงชะตาของเซี่ยหว่าน ทว่าหลังจากสายฟ้าฟาดลงมา ดวงชะตานั้นก็ค่อยๆสลายตัวแล้ว


สิ่งที่ขโมยมาล้วนต้องส่งคืนกลับไป


ฉินหลิวซีมองพลังแห่งปัญญาที่วนเวียนอยู่ภายในโถงบรรพบุรุษกระจายตัว แต่มีบางส่วนที่ร่วงตกลงบนร่างของสะใภ้โจวและนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า


พลังแห่งปัญญาช่วยคุ้มครองคน


หยางชื่อสื่อกับแม่ทัพฟังต่างตกตะลึงงัน บทสายฟ้าจะผ่าก็ฟาดผ่าลงมาเลย อีกทั้งผ่าใส่ร่างของฟ่านหวยเผิงอย่างแม่นยำ นี่ตรงกับคำที่เขาว่ากันว่าหลักแห่งสวรรค์ไม่มีทางยอมใครอย่างนั้นหรือ


กรรมตามสนองแบบนี้ เหมือนตื่นรู้เพราะถูกตีศีรษะก็มิปาน!


พวกเขาทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาหนีอย่างรวดเร็ว พลางลอบครุ่นคิดว่าเมื่อก่อนตนเคยก่อเรื่องไม่ดีใดไว้หรือไม่


หยางชื่อสื่อ แย่แล้ว พ่อค้าสกุลหูในเมืองเคยส่งเงินตำลึงมาให้หีบหนึ่ง เพื่อขอให้เขาช่วยอนุมัติทำเรื่องบางอย่าง ซึ่งส่งผลเสียต่อประชาชน ไม่ได้การล่ะ กลับไปเขาต้องซัดเจ้านั่นแรงๆสักยก นี่คิดจะทำร้ายเขาชัดๆ!


แม่ทัพฟัง ข้าจะไม่รับหญิงสาวอายุน้อยมาเป็นอนุคลอดบุตรเด็ดขาด!


ฉินหลิวซีมองสีหน้าซีดป่วยของฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าแล้วหยิบเข็มออกมา ฝังเข็มจนนางฟื้นได้สติ เพราะนางหมดสติจึงไม่รู้เรื่องใด ย่อมต้องรอฟื้นขึ้นมาก่อนนางถึงจะเจ็บปวดหัวใจ!


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าค่อยๆได้สติก่อนจะมองไปทางบุตรชายอย่างรวดเร็ว ครั้นเห็นฟ่านหวยเผิงเนื้อหนังปริแตกออก ท่าทีที่พร้อมตายทุกเมื่อก็โผเข้าหาพลางร้องโอดครวญอย่างอดไม่ได้


“หากเบื้องบนทำผิดยังพอมีชีวิตรอด แต่หากสร้างกรรมด้วยตนเองคงรอดยาก อย่าว่าแต่ฆ่าภรรยาเลย เจ้ายังฆ่าลูกอีกต่างหาก แบบนี้ต้องไปอยู่นรกภูเขามีดแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าคิดแค่ว่ามีลูกแล้วเลยไม่สนใจเลือดเนื้อในท้องของนาง แต่ความจริงตอนที่พวกเจ้าคิดสร้างกรรมชั่ว กลับต้องแบกผลกรรมฆ่าลูกฆ่าหลาน ฆ่าล้างทั้งตระกูลด้วย”


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าลุกขึ้นแล้วหันมามองพร้อมดวงตาที่ถลนออกมา


ฉินหลิวซีจุดโคมดอกบัวนั้นแล้วเอ่ย “ข้าบอกแล้วว่าเดิมทีโคมดอกบัวต้องวางไว้ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างพระพุทธรูป แต่แปดเปื้อนเลือดแล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุชั่วร้าย เพราะเป็นเลือดของบุรุษหยางบริสุทธิ์ อีกทั้งใช้บูชาอยู่ในโถงบรรพบุรุษแห่งนี้ อย่างแรกจะเป็นการทำลายบุตรชายที่จะสืบทอดตระกูล หลังจากเจ้าสร้างกรรมเข่นฆ่าภรรยาและลูกน้อยแล้ว ถึงแม้ดวงชะตาจะยังคงอยู่ แต่เจ้าก็จะค่อยๆกลายเป็นขันทีจนไม่อาจเรียกว่าผู้ชายได้ แล้วจะมีลูกได้อย่างไร”


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าผงะแล้วมองไปทางฟ่านหวยเผิง ด้านหลังมีเสียงอึกอักในลำคอดังแว่วมา สองดวงตาแดงก่ำ เรียวนิ้วกวาดพื้นขีดข่วนจนเป็นรอยเลือด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรืออย่างไร


หยางชื่อสื่อเอ่ยถามอย่างโง่เขลา “ขันที หมายความว่าตรงนั้นของเขาเสื่อมแล้วหรือ”


แม่ทัพฟังกลับเอ่ยขึ้นว่า “แต่เขามีลูกสองคนแล้วนะ”


สะใภ้โจวเอ่ยเสียงเย้ยหยัน “โง่หรือไร สิ่งที่เรียกว่าลูก ย่อมเป็นผลมาจากแม่แน่นอน ส่วนเรื่องที่ว่าเป็นของบุรุษอย่างพวกท่านหรือไม่ เหอะๆ!”


“เป็นไปไม่ได้!” ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ากรีดร้อง


ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าสามารถทำลายอาคมแย่งอายุขัยได้ และดูโหงวเฮ้งเป็นเหมือนกัน ฟ่านหวยเผิงของเจ้าไม่มีโหงวเฮ้งจะมีลูกได้เลย แถมมีจุดจบชีวิตที่ย่ำแย่มากด้วย เจ้าเอาเด็กคนอื่นมาเป็นสายเลือดของตระกูลฟ่าน แถมยังกล้าบันทึกกลบเกลื่อนว่าเป็นลูกของภรรยาเอก ตาบอดจิตใจก็บอด เจ้าดูป้ายชื่อของบรรพบุรุษว่ามีอันไหนกล้าตั้งวางเด่นหราบ้าง มีใครไม่อายบ้างที่ต้องมีลูกหลานไม่เอาถ่านอย่างพวกเจ้า”


ฟ่านหวยเผิงหันไปมองชั้นวางที่ว่างเปล่า แต่กลับไม่มีป้ายชื่อบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆวางตั้งไว้สักอัน


ฉินหลิวซีเหลือบมองอย่างชิงชังแล้วเอ่ย “เกิดมาเป็นคน แต่เจ้ากลับไร้ความเมตตา ไร้คุณธรรม ไร้ความกตัญญู ไร้ความซื่อสัตย์ นับว่าเสียชาติเกิดจริงๆ หลังจากตายไป เจ้าจะต้องรับโทษในนรกภูเขามีด และแน่นอนว่าจะต้องไปเกิดในภพภูมิของสัตว์เดรัจฉาน”


ฟ่านหวยเผิงร่างสั่นเทิ้ม


คนอื่นอาจไม่รู้ แต่ในใจของเขารู้ดี หลังจากทำเรื่องนี้แล้ว ไม่รู้ว่าเพราะกินปูนร้อนท้องหรืออย่างไร เขารู้สึกว่าร่างกายของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง เรื่องอย่างว่าไม่ค่อยเป็นดั่งใจคิดจึงถดถอยลง แต่เขาเองก็ไม่เคยสงสัย เพราะสะใภ้เหมียวตั้งครรภ์พอดี


หลังจากสะใภ้เหมียวตั้งครรภ์ เขาจึงโล่งอก เพราะเหตุผลนี้เลยต้องแยกห้องกันไปโดยปริยาย


ต่อจากนั้นมาเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ไหว กลัวว่าสะใภ้เหมียวจะสังเกตถึงความผิดปกติได้จึงปกปิดไว้ อีกทั้งเชื่อในพุทธ เขาบอกว่าจะสงบเสงี่ยมดับกิเลส สะใภ้เหมียวก็อ่อนโยนว่าง่ายโดยไม่พูดอะไร


แต่สิ่งที่ฉินหลิวซีพูดในตอนนี้กลับไม่สอดคล้องกันเลย เด็กสองคนนี้ไม่มีใครเป็นของเขาสักคนเลยหรือ


สะใภ้เหมียวให้อภัยเขาด้วยความใจดีก็เพราะแอบกินข้างนอกอย่างนั้นหรือ


ฟ่านหวยเผิงเปล่งเสียงในลำคอ โมโหจนเจ็บตับ แต่ฉับพลันก็รู้สึกเย็นวาบที่ดวงตา พอเห็นเซี่ยหว่านเขาก็สะดุ้งโหย่ง ร้องโอดโอยทีก่อนจะหดไปอยู่ในอ้อมอกของฮูหยินฟ่านผู้เฒ่า


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาเท่าไร ครั้นเห็นเซี่ยหว่านที่ปกคลุมด้วยรังสีดำทะมึน ใบหน้าก็ซีดเผือดด้วยความตกใจ


“อ๊าก... เจ้า เจ้าอย่าเข้ามานะ”


เซี่ยหว่านฉีกยิ้มน่าขนลุกส่งให้นางแล้วเอ่ย “ท่านแม่สามีมักสอนข้าว่าการเป็นสะใภ้ต้องรู้เรื่องกฎระเบียบ ต้องรู้ธรรมเนียมมารยาท และกตัญญูให้เคารพต่อท่านแม่สามี ท่านตั้งกฎกับข้า ก็เพื่อสอนให้ข้าเป็นสะใภ้ที่ดี ตอนนี้ข้าก็มารับใช้ท่านแล้ว ท่านยังไม่พอใจอีกหรือ”


จากนั้นนางก็ลอยไปหา มือทั้งสองข้างกดลงบนบ่าของนาง เอ่ยเสียงเย็นชา “ข้านวดให้”


คนหัวโบราณอย่างฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าย่อมให้ความสำคัญเรื่องศักดิ์ศรีมาก บัดนี้กลับเสียหน้าต่อคนมากมาย ทั้งอายทั้งกลัว นางจึงสำลักในลำคอก่อนจะขาอ่อนยวบล้มลงทับร่างของฟ่านหวยเผิง


ฟ่านหวยเผิงถูกทับเข้าอย่างจัง เดิมทีเพราะร่างกายถูกสายฟ้าฟาดใส่จนบาดแผลเต็มไปหมดจึงยิ่งเหมือนเป็นการซ้ำเติมเข้าไปอีก เขากรีดร้องโอดครวญเสียงแหลม เอ่ยเสียงสั่นเครือ “ข้าผิดไปแล้ว หว่านเอ๋อร์ ข้าผิดไปแล้ว ขอโทษที่ข้าถูกผีปั่นหัว ไม่สิ เป็นเพราะสะใภ้เหมียว สะใภ้เหมียวสอนข้าทั้งนั้น เขาเป็นคนที่นางหามา…”


ทันใดนั้นเซี่ยหว่านก็หมดอารมณ์ ลุกขึ้นพรวดด้วยความรู้สึกงงงัน


ลมหยินยังคงพัดผ่านภายในห้อง หยางชื่อสื่อและแม่ทัพฟังเบียดตัวเข้าหากัน จากนั้นก็หันไปมองสองแม่ลูกตระกูลฟ่านผู้น่าสงสาร ก่อนจะหันไปมองแรงอาฆาตที่แผ่ปกคลุมทั่วร่างของเซี่ยหว่าน พลันก็อดขลาดกลัวไม่ได้จนร่างสั่นเทิ่มไปด้วย


ก่อนหน้านี้ไม่เห็นก็ยังไม่นึกหวาดกลัวเท่าไร ตอนนี้พอเห็นกับตา พวกเขาแทบอยากควักลูกตาออกมาแล้วเป็นลมหมดสติไปเหมือนนางผู้เฒ่าเสียให้รู้แล้วรู้รอด


พวกเขามองไปทางฉินหลิวซี นัยน์ตาแฝงความขุ่นเคืองเอาไว้ เหตุใดถึงไม่บอกให้พวกเขาเตรียมตัวก่อนถึงค่อยดูภาพสะเทือนใจเหล่านี้


ในทางกลับกันคนที่พวกเขากลัวกลับเป็นคนที่นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าคิดถึงคะนึงหา


“หว่านเอ๋อร์” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าร้องเสียงสั่นเครือ


“คุณหนู” ซุ่นฟังเองก็ขอบตาแดง


สะใภ้โจวกลับเดินขึ้นไปสองก้าวหมายรั้งนางเข้ามา มีอะไรให้ต้องกลัวกัน ในเมื่อนางคือคุณหนูตระกูลเซี่ยและเป็นน้องสาวของนางเอง


เซี่ยหว่านหันหน้ามามองด้วยแววตาสับสนเล็กน้อย


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ายื่นมือออกไป เอ่ยเสียงสะอื้น “แม่ทำผิดใหญ่หลวงนัก เป็นแม่ที่ฆ่าเจ้าจนตาย เจ้าพาแม่ไปด้วยเถิด”


หากไม่ใช่เพราะนางหน้ามืดตามัวและหลงคิดไปเอง นางจะเลือกตระกูลนี้มาเกี่ยวดองได้อย่างไร กระทั่งทำเอาบุตรสาวของนางต้องตายเร็ว


เซี่ยหว่านเอ่ยเสียงเศร้าสร้อย “นี่เป็นเพราะชีวิตของลูกเอง”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากลืนน้ำลายลงคอพลางส่ายหน้า


ตอนนี้ไม่ใช่เวลามารำลึกความหลัง มีเรื่องที่ยังไม่ได้จัดการอีกมาก


ฉินหลิวซีมองไปทางหยางชื่อสื่อแล้วเอ่ย “คิดว่าเรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ใต้เท้าก็คงพอเข้าใจความจริงของคดีสะเทือนขวัญนี้แล้วกระมัง”


“เรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงลัทธิมารนอกรีต จิตใจเลวทรามเกินไป แล้วพระที่ทำพิธีอาคมชั่วร้ายนี้ให้เจ้าเป็นใคร เมื่อครู่เจ้าบอกว่าสะใภ้เหมียวเป็นคนแนะนำหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยถามพลางมองไปทางฟ่านหวยเผิง


แต่ฟ่านหวยเผิงไม่กล้าพูด


ฉินหลิวซียิ้มเย็นชาแล้วมองไปทางเซี่ยหว่านแวบหนึ่ง ทันใดนั้นคนด้านหลังก็พุ่งตัวขึ้นไปบีบคอของเขา สองดวงตาแดงก่ำ จับจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วเอ่ย “เจ้าสมควรตาย”


“แค่กๆ” ฟ่านหวยเผิงตกใจจนกั้นของเสียในร่างกายไม่อยู่ สองมือปัดป่ายกันพัลวัน


เซี่ยหว่านปะทุแรงอาฆาตพวยพุ่ง พอนึกถึงการตายของตนสองแม่ลูก นางก็ยิ่งอยากฆ่าเขาทิ้งเสีย


มือของฉินหลิวซีวางลงบนบ่าของนาง “เขาตายไปก็ไร้ค่า เจ้าอย่าฆ่าใครเพราะเขาเลย แปดเปื้อนวงจรเวียนว่ายตายเกิดของเจ้าเปล่าๆ”


คนที่ถึงอย่างไรก็ต้องตาย เหตุใดต้องทำให้มือตนแปดเปื้อนด้วยเล่า


เซี่ยหว่านคลายมือออก


ฟ่านหวยเผิงไอไม่กี่ที จากนั้นก็โพล่งออกไปโดยไม่คิดปิดบัง “ท่านอาจารย์โจวอวิ๋นแห่งวัดหลิวหยาง”


หยางชื่อสื่อรีบเดินออกไปเพื่อสั่งให้คนไปตามจับสะใภ้เหมียวและพระโจวอวิ๋นอะไรนั่น


สะใภ้โจวเอ่ยถามฉินหลิวซี “ตอนนี้น้องก็ไม่อยู่แล้ว ต่อให้คนผู้นั้นจะทำอาคมชั่วร้ายสำเร็จ แต่เขาจะยังใช้ชีวิตต่อไปได้ตลอดหรือ”


แม่ทัพฟังเอ่ยอย่างสงสัย “คนเราสามารถแย่งอายุขัยคนอื่นมาเป็นของตัวเองได้จริงๆหรือ”


“หากเขาทำไม่สำเร็จคงตายไปนานแล้ว เพราะเขาเป็นพวกอายุสั้น” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงดูแคลน


ฟ่านหวยเผิง “…”


นายหญิงฟ่านผู้เฒ่าฟื้นขึ้นมาแต่ยังไม่เปิดดวงตา ลูกตาที่อยู่ภายใต้เปลือกตาจึงสั่นไหว


ฉินหลิวซีเห็นเช่นนั้นก็เอ่ย “ลงอาคมได้ก็ทำลายได้เช่นกัน ขอแค่อาคมถูกทำลาย เขาก็ไม่มีทางรอดแล้ว”


ฟ่านหวยเผิงได้ยินเช่นนั้นก็มองนางด้วยสายตาหวาดกลัว


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าขึงตาโต “เจ้าอย่า…”


“ของที่ขโมยมา สุดท้ายก็ต้องคืนไปในไม่ช้าก็เร็ว นี่ก็คือผลแห่งกรรม” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเย็นชา “หากพวกเจ้าไม่ใช่คนใจดำอำมหิต ให้ลูกของเซี่ยหว่านเกิดมาก่อน พวกเจ้าก็คงไม่ต้องไร้ทายาทเช่นนี้ อารมณ์เพียงชั่ววูบส่งผลต่อดวงชะตาอยู่แล้ว”


สะใภ้โจวเอ่ย “เช่นนั้นต้องทำลายอย่างไรหรือ”


“สามีภรรยาถือเป็นร่างเดียวกัน หลังจากจบความเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วค่อยทำพิธีเผาหนังสือหย่าร้างและตุ๊กตานี้ทิ้ง แค่นี้ก็จบแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบ


ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่ารีบโพล่งขึ้นว่า “ข้าเขียนเอง เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานต้องผ่านการตัดสินใจจากพ่อแม่ ข้าทำให้นางต้องเจอเรื่องร้ายๆเช่นนี้ ข้าจะเป็นผู้ตัดมันเอง”


“ได้”


“ไม่…” ฟ่านหวยเผิงอ้าปาก แต่แม่ทัพฟังเหยียบเขาไว้ก่อนจะเอ่ย “เจ้าหุบปากไปเลย!”


คนร้ายกาจเช่นนี้ คู่ควรกับการเป็นมนุษย์เสียที่ไหน


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าเองก็เอ่ยอย่างร้อนใจ “เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง อาจารย์บอกแล้วขอแค่ผ่านสามปีนี้ไป ขอแค่ดวงวิญญาณของนางสลายไปก็จบ”


พลั่ก


“ยายแก่เจ้าเล่ห์ เจ้าคิดจะทำลายดวงวิญญาณของคุณหนูข้าหรือ ข้าจะฆ่าเจ้าเสียก่อน!” ซุ่นฟังหยิบแส้ฟาดปากของนาง พอเหวี่ยงโดนตะข้อก็ทำเอาปากแตกเลือดไหลซิบ


ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าร้องปริเสียงไม่ออกก่อนจะเป็นลมหมดสติไปอีกครั้ง


ซุ่นฟังคิดจะเหวี่ยงแส้อีกครั้ง หยางชื่อสื่อกระแอมไอทีก่อนจะยกมือปรามไว้ กล่าวอ้อมค้อม “นักโทษต้องลงชื่อยอมรับข้อกล่าวหาอีกนะ” ภายใต้แววตาถมึงทึงของซุ่นฟัง เขาจึงรีบกล่าวอธิบายว่า “ไต้ซือผู้นี้ก็กล่าวไว้แล้วว่าอย่าแปดเปื้อนมือตัวเองเลย ถึงอย่างไรนางก็ต้องตาย”


อย่าว่าแต่ฟ่านหวยเผิงต้องตายเลย หากเขาตายไปแล้ว นางผู้เฒ่าจะมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างไร


ตระกูลฟ่านไร้ซึ่งทายาท ซึ่งก็หมายความว่าแผนการของพวกเขาต้องพังพินาศ หากมีชีวิตรอดต่อไปได้สิแปลก


ซุ่นฟังขุ่นเคืองในใจ หากพูดกันตามจริงต่อให้เป็นเช่นนี้ นางก็รู้สึกว่าสู้ตนล้างแค้นเองยังสะใจกว่า


แต่ฉินหลิวซีกลับไม่พูดอะไร นางเดินถอยหลังไปอีกฝั่ง


ทางฝั่งนี้ นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ารับกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งมาจากฉินหลิวซี จากนั้นก็ดึงปิ่นเงินออกมาจากมวยผมโดยไม่ต้องคิดก่อนกรีดลงบนปลายนิ้ว เลือดสดก็ไหลทะลักออกมา


“ท่านแม่!” สะใภ้โจวร้องเสียงตกใจ


เซี่ยหว่านเองก็ตกใจเช่นกัน นางเดินขึ้นมาสองก้าวแล้วยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมแววตาเศร้าสร้อย


ฉินหลิวซีไม่ได้ห้าม หากใช้เลือดของมารดาขอหย่าแทนบุตรสาว ทั้งกล้าหาญและเด็ดขาดเช่นนี้ สวรรค์จะไม่ยอมรับได้อย่างไร


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเริ่มเขียนหนังสือหย่า ฉินหลิวซีเองก็ไม่ได้อยู่ว่างๆช่วยวาดยันต์ให้ หนึ่งในนั้นมียันต์คุ้มครองดวงวิญญาณที่ใช้แปะลงบนร่างของเซี่ยหว่านด้วย


หลังจากนั้นนางก็เอาตุ๊กตาพวกนั้นวางประกบกันแล้วโยนใส่กระถางเผาสิ่งของที่วางอยู่ในโถงบรรพบุรุษ


ผ่านไปสักพักนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็เขียนหนังสือหย่าเสร็จ บนนั้นเขียนความผิดอันเหี้ยมโหดของฟ่านหวยเผินไว้ ในฐานะมารดาจึงขอตัดขาดความสัมพันธ์ ทั้งสองฝ่ายต่างชิงชังกัน โดยจะขอจบความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาด้วยกระดาษแผ่นนี้ แม้ตายไปก็ไม่ขอฝังร่วมกัน


ฉินหลิวซีเห็นมือของนางสั่นอย่างแรง หน้าขาวซีด จึงส่งยาหุยชุนเม็ดหนึ่งไปให้กิน


เซี่ยหว่านเองก็เห็นหนังสืออักษรเลือดนั้นแล้วจึงเผยสีหน้าหวาดหวั่น


ฉินหลิวซีหยิบหนังสือแต่งงานและหนังสือหย่าโยนเข้าไปในกระถาง มือข้างหนึ่งทำมือร่ายอาคม ปากก็เอ่ยพึมพำ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งคีบยันต์ไว้ พอนางลงอาคมเสร็จ ยันต์แผ่นนั้นก็มอดไหม้โดยไร้เปลวไฟก่อนตกลงในกระถางใบนั้น


ฟ่านหวยเผิงขนลุกซู่ รู้สึกหวาดกลัวและไม่สบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาใช้พละกำลังที่มีทั้งหมดโผตัวเข้าหา “ไม่!”


ตู้ม


เพลิงไฟในกระถางลุกโชน ไฟโหมม้วนเอาเศษขี้เถ้าของใบหย่าลอยขึ้นไปอย่างช้าๆ เพื่อให้สวรรค์รับรู้!


ฟ่านหวยเผิงกระอักเลือดออกมาสองที จากนั้นร่างก็สั่นเทิ้มอย่างรุนแรง เนื้อหนังที่ปริแตกออกก็มีเลือดไหลซึมออกมา รวมถึงรูทวารทั้งเจ็ดก็มีเลือดไหลออกมาไม่หยุดเช่นกัน


หยางชื่อสื่อเซถอยหลังสองก้าว มองไปทางฉินหลิวซีด้วยแววตาหวาดกลัว


ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าไม่ได้เป็นคนทำ ข้าไม่ได้มีความแค้นใดต่อเขา ข้าจะใจดำทำเขาลงคอได้อย่างไร ไม่ว่าอาคมร้ายใดถูกทำลาย คนที่รับต้องถูกผลตีสะท้อนกลับอย่างรุนแรง เขาฆ่าภรรยาและลูก นี่เป็นกรรมที่เขาต้องได้รับ!”


พวกเขาสองคน “…”


พวกเขาเชื่อแล้ว


หยางชื่อสื่อเอ่ย “เช่นนั้นอีกเดี๋ยวเขาก็ต้องตายหรือ”


“มีชีวิตอยู่ไม่ถึงคืนนี้หรอก หากใต้เท้าต้องการคำรับสารภาพคงต้องรีบหน่อย” ฉินหลิวซีมองฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าที่ยังไม่รับรู้เรื่องใดแล้วเอ่ย “ข้าเป็นคนดี เห็นว่านางผู้เฒ่าหมดสติไป ข้าหวังดีจะช่วยทำให้นางฟื้น!”


ขณะที่พูดนางก็ล้วงหาของจากในถุง ก่อนจะคว้าเอายาลูกกลอนที่กินแล้วยังไม่ตายแต่จะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกสองสามวันยัดใส่ปากให้นาง ต่อมาก็ใช้เข็มฝังลงตามจุดลมปราณ


ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพราะตอนที่นางฝังเข็มกลับเคลื่อนย้ายร่างของฮูหยินฟ่านผู้เฒ่า ดังนั้นพอนางลืมตาขึ้นมาจึงมองเห็นสภาพอนาถของฟ่านหวยเผิงที่นอนจมกองเลือด


“เผิงเอ๋อร์!” ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่ากรีดร้องด้วยความหวาดกลัว


ทุกคนที่พากันตกตะลึงอยู่ต่างมองไปทางคนดีที่เขียนชัดเด่นหราบนใบหน้าว่าตนเป็นคนดี จากนั้นก็เลื่อนสายตาหนีแล้วเดินถอยหลังออกมาอย่างเงียบๆ


ใช่ เป็นคนดีที่เหี้ยมมากจริงๆ!


ตอนที่ 1110: คำนวณแผนการฉลาดเกินไปแล้ว


หลังจากที่คาถาถูกทำลาย สายสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยหว่านกับฟ่านหวยเผิงก็ถูกตัดขาดทันที และรู้สึกถึงความผ่อนคลายลงเล็กน้อยของดวงวิญญาณที่อ่อนแอ


ฟ่านหวยเผิงและมารดาถูกคนเอาตัวไปในทันที ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลฟ่านถูกกุมตัวเข้าคุก


“ท่านอาจารย์ ตอนนี้น้องสาวของข้าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลฟ่านแล้วใช่หรือไม่” สะใภ้โจวเอ่ยถาม


ฉินหลิวซีพยักหน้า “ไม่มีแล้ว”


สะใภ้โจวมองดูขวดโหลใบนั้น “แล้วเถ้ากระดูกของนางล่ะ”


“เดิมทีขวดโหลนี้ก็ถูกจัดการไปแล้ว ไม่เป็นมงคล ไม่เอื้ออำนวยต่อดวงวิญญาณ เอาเถ้ากระดูกที่สะอาดออกมาใส่ลงไปในโกศใหม่ แล้วเลือกฤกษ์มงคลในการฝังสุสานก็พอแล้ว” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “พวกเราจะไปที่หลุมศพตระกูลเซี่ยของพวกท่านอยู่แล้ว หากหลุมศพของบรรพบุรุษปลอดภัยก็สามารถฝังไว้ที่นั่นได้ เพียงแต่ข้าไม่รู้กฎของพวกท่านว่าสตรีที่แต่งออกไปแล้วเมื่อกลับคืนสู่ตระกูลเดิมจะสามารถฝังไว้ที่หลุมศพบรรพบุรุษได้หรือไม่”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวขึ้นมาทันทีว่า “ได้” นางมองไปยังเซี่ยหว่าน กล่าวว่า “ฝังไว้ใกล้กับท่านพ่อและพี่ชายของเจ้า”


เซี่ยหว่านเผยให้เห็นรอยยิ้มสบายใจ คงจะดีไม่น้อยหากได้อยู่ด้วยกันกับท่านพ่อและท่านพี่


ซุ่นฟังได้ถามขึ้นมาในเวลานี้ว่า “คุณหนูเป็นหนึ่งศพสองชีวิต เด็กยังไม่ทันได้เกิดมา แต่ที่อยู่ภายใต้ชื่อของนาง จะไม่ถือเป็นบุตรนอกสมรสหรือเจ้าคะ”


“แม้ว่านางจะเสียชีวิตแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดจากฟ่านหวยเผิง เนื่องจากนางเป็นภรรยาเอกแต่เดิม ซ้ำยังอยู่ภายใต้ชื่อของนาง ย่อมนับว่าเป็นบุตรของนาง” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “ในทำนองเดียวกัน บุตรบุญธรรมก็เป็นบุตร”


“เช่นนั้นตอนนี้ได้ตัดขาดแล้ว ก็ไม่ใช่แล้วกระมังเจ้าคะ” ซุ่นฟังถามด้วยความร้อนใจ หากยังใช่ เช่นนั้นก็น่าสะอิดสะเอียนน่าขยะแขยงเกินไปแล้ว


“แน่นอนว่าไม่ใช่”


ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก


“ฟ่านหวยเผิงตายไปก็ไม่น่าเสียดาย แต่พระสายมารที่ร่ายอาคมชั่วร้ายนั้นโหดเหี้ยมยิ่งกว่า ผู้ที่นับข้อนิ้วทำนายได้เช่นนี้จะรู้ล่วงหน้าว่าภัยพิบัติกำลังจะเกิดขึ้นแล้วหนีไปหรือไม่” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากังวลว่าคนสารเลวที่สมควรตายมากที่สุดจะหนีไป แต่ต่อให้เขาหนีไปจนสุดขอบฟ้า ตระกูลเซี่ยของนางก็จะไม่ตายไม่เลิกรากับเขา!


“วางใจเถิด ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาหนีไป” ฉินหลิวซียิ้มอย่างมั่นใจ เมื่อก่อนนางต้องไปตามหาคนเพื่อฆ่า แต่ตอนนี้ตบะของนางเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก คาถานี้ก็ทำลายได้ไม่ยาก หากนางต้องการจัดการคนผู้นั้น เพียงแต่ต้องเพิ่มคาถาตอบโต้กลับเมื่อทำลายคาถานั้น หากคนผู้นั้นมีตบะต่ำก็จะตายอย่างอนาถ


เป็นอย่างที่คิด หลังจากที่นางกล่าวจบ หยางชื่อสื่อผู้นั้นก็เดินเข้ามา กล่าวว่า “คนของพวกเราไปที่วัดหลิงหยางแห่งนั้น โจวอวิ๋นผู้นั้นล้มลงอยู่ในห้องเซนของตัวเอง เสียชีวิตอย่างกะทันหัน สภาพการตายน่าสังเวชเป็นอย่างยิ่ง!”


ขณะที่พูดเขาก็มองไปยังฉินหลิวซี ได้ยินเจ้าหน้าที่บอกว่าตอนที่ไปถึง โจวอวิ๋นผู้นั้นไม่เพียงแต่เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ซ้ำราวกับถูกคนผ่าท้อง ลำไส้เละเทะ และในเวลานั้นก็มีหมาป่าน้อยตัวหนึ่งวิ่งลงมาจากภูเขากำลังกัดกินอวัยวะภายใน ภาพนั้นน่าสยดสยองเป็นอย่างมาก


ฉินหลิวซี “อย่ามองข้า ข้าไม่ได้ทำ ล้วนเป็นผลสะท้อนกลับ เป็นกรรมตามสนอง!”


หยางชื่อสื่อกระตุกมุมปาก เจ้าพูดถูก แต่คดีนี้ข้าควรจะสรุปอย่างไร


“สะใภ้เหมียวผู้นั้นก็ถูกจับแล้ว พวกท่านอยากพบหรือไม่”


ความจริงเกี่ยวกับการตายของเซี่ยหว่านได้รับการเปิดเผยแล้ว ผู้ที่สำคัญที่สุดก็จะตายแล้ว บุคคลอื่นจะพบหรือไม่นั้นไม่สำคัญ


คนตระกูลเซี่ยไม่ได้ไปพบ เพียงแต่ให้ทหารผ่านศึกที่ติดตามมาด้วยผู้หนึ่งตามผู้ดูแลไปจัดการเรื่องนี้ ตระกูลฟ่านล้มลงแล้ว สินสอดของเซี่ยหว่านก็ต้องคืน เรื่องจุกจิกเหล่านี้ต้องมีคนจัดการ


ฉินหลิวซีและคนอื่นๆก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะจากไป เซี่ยหว่านรู้สึกขุ่นเคืองนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า ความขุ่นเคืองนี้ไม่ถูกคลี่คลาย เมื่อนางไปเกิดใหม่ก็จะนำพลังขุ่นเคืองไปด้วย ซึ่งไม่เหมาะสม


ตอนที่สองคนแม่ลูกคุยกันตามลำพัง ฉินหลิวซีก็ได้เลือกโกศ เทเถ้ากระดูกของเซี่ยหว่านออกมาทั้งหมด พบว่าเถ้ากระดูกเหล่านั้นมีสีดำเล็กน้อย ล้วนเป็นความขุ่นเคือง


หากไม่ใช่เพราะนางไปเข้าฝันนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าแล้วนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าไม่ไปจุดธูปก็จะไม่ได้พบกับฉินหลิวซี และนางก็จะดวงวิญญาณแตกสลาย จะไม่มีใครได้รู้ความจริงเกี่ยวกับการตายของนางเลย


นี่คือหลักเหตุและผลของสวรรค์


หลังจากที่ฉินหลิวซีชำระเถ้ากระดูกของเซี่ยหว่านให้สะอาดแล้ว จากนั้นก็ให้สะใภ้โจวและคนอื่นๆเก็บรวบรวมอีกครั้ง ท่องพระสูตรการไปเกิดใหม่สองครั้ง


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “คนฝึกบำเพ็ญเต๋าอย่างพวกเรา สวดส่งดวงวิญญาณเป็นเรื่องที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว เจ้า วางความแค้นทั้งหมดลงได้แล้วกระมัง”


เซี่ยหว่านมองไปยังนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าที่แก่ชรามากขึ้น กล่าวว่า “เดิมทีข้าก็ควรปล่อยวางอยู่แล้ว”


ฉินหลิวซีพยักหน้า “เดิมทีดวงวิญญาณของเจ้าได้รับความเสียหาย ไม่ควรอยู่ในโลกมนุษย์เป็นเวลานาน ข้าจะส่งเจ้าเข้าสู่ประตูวิญญาณ เมื่อไปถึงยมโลก เจ้าไปหาบรรดาพี่ชายของเจ้า รักษาดวงวิญญาณพลางต่อแถวรอไปเกิดใหม่”


“เจ้าค่ะ” เซี่ยหว่านคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ลูกของข้า เขายังไม่ทันได้เกิดมา หลังจากที่ข้าตายไปก็ไม่เคยได้เห็นดวงวิญญาณของเขา เขาไปเกิดใหม่แล้วหรือ”


“ทารกตายในครรภ์ ดวงวิญญาณได้กลับคืนสู่ยมโลกแล้ว นอกเสียจากว่าเขาจะมีความแค้นไม่ยอมไปไหนจึงจะติดตามเจ้า” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ตอนนี้ไม่มี เช่นนั้นก็ได้ไปเกิดใหม่อีกครั้งแล้ว”


เซี่ยหว่านถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เช่นนี้ก็ดี”


หลังจากรวบรวมเถ้ากระดูกแล้ว ฉินหลิวซีก็วาดยันต์ผนึกไว้ ซึ่งทำให้ดวงวิญญาณของเซี่ยหว่านสงบมากขึ้น


คืนนั้นหลังจากที่เซี่ยหว่านได้ยินว่าฟ่านหวยเผิงเสียชีวิต ฮูหยินฟ่านผู้เฒ่าก็ตามเขาไปด้วยแล้ว จึงคำนับกล่าวลานายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆถูกฉินหลิวซีส่งเข้าสู่ประตูวิญญาณด้วยตัวเอง


หากได้ไปเจอกันที่ทางไปสู่ยมโลก เหอะๆ รอดูละกัน!


เซี่ยหว่านไปเกิดใหม่แล้ว นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็เป็นลมไป โชคดีที่มีฉินหลิวซีอยู่ จึงไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่ใบหน้าเย็นชาและโดดเดี่ยวมากขึ้น


แม้ว่าแม่ลูกจะยุติความแค้นกันแล้ว แต่ความรู้สึกผิดของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าที่มีต่อเซี่ยหว่านคงไม่สามารถปล่อยวางได้ตลอดชีวิตนี้


เรื่องของเซี่ยหว่านได้รับการแก้ไขแล้ว นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเหลือญาติไว้สองคนเพื่อรวบรวมสินสอดและดูแลงานศพ จากนั้นจึงได้ตามฉินหลิวซีไปที่หลุมศพบรรพบุรุษตระกูลเซี่ย


ระหว่างทาง สะใภ้โจวเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าสะใภ้เหมียวกับพระสายมารผู้นั้นจะมีความสัมพันธ์กัน เด็กทั้งสองคนนั้นเป็นของเขา นี่นับว่าตระกูลฟ่านชักศึกเข้าบ้านหรือไม่”


ซุ่นฟังสบถอย่างเย็นชา “ไหนเลยจะไม่ใช่ นี่เรียกว่ากรรมตามทันเจ้าค่ะ”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากลับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “พระสายมารผู้นั้นมีความสัมพันธ์กับสะใภ้เหมียว แล้วเหตุใดเขาจึงได้ยอมเสี่ยงเพื่อช่วยฟ่านหวยเผิงทำวิชาเช่นนั้น มองดูเขาตายไปไม่ดีกว่าหรือ”


ฉินหลิวซีลืมตาขึ้น กล่าวว่า “เขาต้องการให้เด็กมาแทนที่อย่างถูกกฎหมาย หากไม่มีใครค้นพบวิชานี้ เซี่ยหว่านดวงวิญญาณแตกสลาย ฟ่านหวยเผิงก็จะตาย พวกท่านลืมตะเกียงเป่าเหลียนไปแล้วหรือ เครื่องรางร้ายแรงนั้นวางอยู่ในห้องโถงบรรพบุรุษ ซึ่งจะพิฆาตบุรุษในตระกูลฟ่าน เมื่อถึงเวลานั้น คนตระกูลฟ่านเสียชีวิตจนหมด ผู้ที่เป็นคนตัดสินใจก็จะเป็นสะใภ้เหมียวกับลูกของพวกเขา และสินสอดของเซี่ยหว่านก็เพียงพอที่พวกเขาจะได้กินดีมีสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องความมั่งคั่ง! เมื่อเด็กโตขึ้น หากอยากจะมานับญาติกับตระกูลเซี่ย เช่นนั้นเส้นสายของพวกท่านก็จะถูกเขาใช้เช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตระกูลที่เป็นสหายกับตระกูลฟ่าน หากไม่มีชื่ออย่างถูกกฎหมายแล้วเด็กคนนั้นจะไปมีประโยชน์อะไร”


ทุกคนสูดหายใจเข้า วางแผนได้ดีมาก


ใช่แล้ว หากเรื่องนี้ไม่ได้ถูกทำลาย เช่นนั้นก็จะเป็นไปตามที่ฉินหลิวซีกล่าวมาจริงๆ พวกเขาไหนเลยจะรู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่แท้จริงของเซี่ยหว่านหรือไม่


“การคำนวณแผนการนี้ฉลาดเกินไปแล้ว แต่กลับต้องสูญเสียชีวิต นี่เป็นวัฏจักรของเวรกรรม บาปกรรมตามสนอง!” ฉินหลิวซีหลับตาลงอีกครั้ง “เป็นคน อย่าทำชั่วจะดีกว่า หากทำชั่ว สุดท้ายก็จะถูกความชั่วสะท้อนกลับ!”


แม้ว่าวิถีของสวรรค์จะเฮงซวย แต่มันก็ยังมีอยู่!


[1] ชื่อสื่อ หรือ ผู้ตรวจการมณฑล


จบตอน

Comments