tao ep111-120

 ตอนที่ 111: อยากจับคู่ให้หรือ


พระชายาผู้เฒ่าย่าหลานเลี้ยงส่งฉินหลิวซีอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่ แถมยังสามารถหลอกล่อขอยาจินซวงชั้นดีจากฉินหลิวซีมาได้ด้วย สำหรับข้ออ้างที่นางใช้ก็ฟังขึ้นมาก ซึ่งก็คือฉีเชียนจะต้องไปลาดตระเวนตรวจตราในพื้นที่ที่จวนหนิงอ๋องได้รับศักดินามาบ่อยๆ เลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นนางจึงร้องขอยาจากฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีจะแกล้งโง่แกล้งบ้ากับฉีเชียนก็ได้ แต่กับพระชายาผู้เฒ่าที่มีนิสัยร่าเริงและมีน้ำใจแล้ว นางกลับปฏิเสธไม่ลง จึงไม่เพียงมอบยาจินซวงให้สองขวดเท่านั้น แต่ยังมอบยาเม็ดอวี้หรงที่ช่วยสงบจิตใจและบำรุงร่างกายไปให้อีกขวดหนึ่งด้วย


“หากพวกท่านต้องการยาจินซวงและยาเม็ดอวี้หรงนี้ ก็ลองไปเสี่ยงดวงถามดูที่ตำหนักอายุวัฒนะได้ พวกเขามักจะมีเก็บไว้อยู่เสมอ” ฉินหลิวซีมองหน้าฉีเชียนพลางเอ่ย


ตำหนักอายุวัฒนะอีกแล้ว


ฉีเชียนเอ่ย “หรือว่ายาที่ท่านปรุงขึ้นมีแต่ที่ตำหนักอายุวัฒนะเท่านั้น”


ฉินหลิวซียิ้มพลางจิบเหล้าเก๋ากี้ดอกเก็กฮวย “หากจวิ้นอ๋องต้องการทำการค้า ก็สามารถไปคุยกับเจ้าของตำหนักอายุวัฒนะได้ ข้าก็แค่นักพรตธรรรมดา ธรรรมดา ไม่อาจเอ่ยเรื่องการค้าได้”


“ไม่เอ่ยเรื่องการค้า เช่นนั้นหากข้ามีคนไข้ต้องการเชิญให้ท่านหมอมารักษาให้เล่า”


ฉินหลิวซีเอ่ยทันที “เดินทางไกลเหน็ดเหนื่อย หากต้องการรักษาก็ไปที่อารามเถิด”


ฉีเชียนรินเหล้าให้อีกจอก “เชียนเข้าใจแล้ว”



วันรุ่งขึ้น ฉินหลิวซีกล่าวคำอำลาพระชายาผู้เฒ่า ฝ่ายหลังให้จ้าวหมัวหมัวยกกล่องไม้จันทร์ประณีตใบหนึ่งออกมา


“ค่ารักษาก็เป็นเรื่องของค่ารักษา นี่เป็นของที่ข้ามอบให้ท่านในฐานะผู้อาวุโส” พระชายากระซิบกับฉินหลิวซี “ท่านถึงวัยปักปิ่นแล้วมิใช่หรือ เครื่องประดับผมนี้ถือว่าเป็นของขวัญสำหรับพิธีปักปิ่นของท่าน และขอบคุณที่ท่านเหน็ดเหนื่อยเดินทางมารักษาให้หญิงชราอย่างข้าด้วย”


ฉินหลิวซีรีบปฏิเสธ “พระชายาผู้เฒ่า จวิ๋นอ๋องได้จ่ายค่ารักษามาแล้ว ของขวัญนี้ไม่จำเป็นหรอก”


พระชายาผู้เฒ่าเอ่ย “แม้ท่านจะเป็นนักพรต แต่ในสายตาของข้าก็ถือว่าเป็นมิตรสหายผู้เยาว์ เป็นผู้น้อย ข้าให้ของขวัญท่าน ท่านก็รับไว้เถิด ผู้ใหญ่ให้ของก็อย่าปฏิเสธเลย”


จ้าวหมัวหมัวเองก็ยิ้ม “ปรมาจารย์รับไว้เถิด หาไม่แล้วพระชายาผู้เฒ่าคงนอนไม่หลับแน่ๆ”


“ถูกต้อง ของพวกนี้ไม่มีประโยชน์กับคนแก่อย่างข้า ให้ท่านดีกว่า” พระชายาผู้เฒ่าถอนหายใจเบาๆ “ถ้ามีโอกาส ข้าก็อยากเห็นท่านใส่มาพบข้า”


ฉินหลิวซีปฏิเสธไม่ได้จึงต้องรับมา “เช่นนั้นข้าก็ต้องขอบคุณพระชายาแล้ว ส่วนเรื่องที่จะได้พบกันอีก ข้าและพระชายาผู้เฒ่ามีวาสนาต่อกัน ภายหน้าก็จะได้พบกันอีก ขอให้ท่านรักษาตัวให้ดีด้วย”


พระชายาผู้เฒ่าตาเป็นประกายทันที “จริงหรือ”


เมื่อเห็นฉินหลิวซีพยักหน้า นางก็ยิ้มออกทันที นางเองก็คิดว่าตนเองมีวาสนากับฉินหลิวซี และค่อนข้างชอบหญิงสาวผู้นี้ อีกอย่างหลานชายของนางก็ยังไม่มีกุลสตรีที่เหมาะสม ถ้าหาก…


พระชายาผู้เฒ่ามองประเมินฉินหลิวซีเล็กน้อย ยิ่งมองนานๆก็ยิ่งพอใจและมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น


ฉินหลิวซีรู้สึกชาสันหลังวาบ เหตุใดสายตานั้นถึงได้ให้ความรู้สึกราวกับถูกคุณยายหมาป่าจับจ้องอย่างนั้นเล่า


นางต้องคิดไปเองแน่


พระชายาผู้เฒ่าลากฉินหลิวซีไปด้านข้างก่อนจะเอ่ยถาม “จะว่าไปแล้ว คนในสำนักเต๋า ต่อให้เป็นนักพรตหญิงอย่างท่านนี้ก็สามารถแต่งงานออกเรือนได้ใช่หรือไม่”


“สำนักของเราไม่เข้มงวดเรื่องนี้ สามารถแต่งกับคู่นักพรตด้วยกันได้”


พระชายาผู้เฒ่าเก็บสีหน้าอาการดีใจไว้ “แล้วท่านเล่า ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ที่บ้านได้หาคู่ครองไว้ให้แล้วหรือไม่”


ฉินหลิวซี “…”


ต่อให้นางจะสมองช้าแค่ไหน ก็พอจะเดาได้เจตนาของพระชายาผู้เฒ่าได้แล้ว คงไม่ได้พยายามจับคู่ให้นางอยู่หรอกนะ


“พระชายาผู้เฒ่า ข้ายังไม่มีคู่ครอง การแต่งงานออกเรือนก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย”


พระชายานิ่งงันไปทันที “นี่หมายความว่าอย่างไร”


ฉินหลิวซีนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบางๆ “อาจจะเป็นเพราะข้าเป็นบุตรสาวของขุนนางต้องโทษและมีดวงต้องโดดเดี่ยวเป็นหม้ายกระมัง”


พระชายาผู้เฒ่างุนงง อันใดนะ บุตรสาวขุนนางต้องโทษ โดดเดี่ยวเป็นหม้ายคืออันใด


“มันเป็นดวงชะตาของข้าที่ต้องอยู่คนเดียว หนุนหมอนคนเดียว โดดเดี่ยวตั้งแต่เกิด ยากจะมีสามีได้” ฉินหลิวซีอธิบายด้วยรอยยิ้ม “ยิ่งกว่านั้น ชาวเต๋าอย่างพวกเรา จะต้องมีหนึ่งในห้าโทษสามวิบัติอยู่แล้ว”


เพราะฉะนั้นอย่าพยายามเลย นางไม่เหมาะ!


ฉินหลิวซีขอบคุณพระชายาผู้เฒ่าแล้วออกไป


ฉีเชียนเห็นกล่องในมือของอีกฝ่ายก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย ท่านย่าของเขาให้สิ่งใดเป็นการส่วนตัวอีกหรือ


“ข้าจะไปส่งท่านหมอฉินสักระยะ”


ฉินหลิวซีส่งกล่องให้เฉินผี “จวิ้นอ๋องไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรอก ท่านจัดเตรียมองครักษ์ไว้ให้แล้ว ส่งแค่นี้ก็พอ อีกอย่าง ก่อนเดินทางข้าได้ทำนายไว้แล้วว่าการเดินทางจะราบรื่น ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี”


คิ้วของฉีเชียนกระตุกทันที เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังแซะเขาว่าขามาไม่ราบรื่น?


ขณะที่เขากำลังอยากจะเอ่ยบางอย่าง ฉินหลิวซีก็ยื่นแผ่นป้ายไม้แผ่นหนึ่งให้เขา “นี่เป็นของที่แกะสลักจากไม้ฟ้าผ่า เครื่องรางที่รับปากจวิ้นอ๋องไว้ เช่นนี้ก็ถือว่าเราสองคนไม่มีสิ่งใดติดค้างกันแล้วนะ”


ฉีเชียนก้มหน้าลงรับแผ่นป้ายไม้มา มันมีขนาดเล็กจนน่าประหลาดใจ เล็กกว่าฝ่ามือเสียอีก


“เชียนจำได้ว่าไม้ฟ้าผ่าชิ้นนั้นค่อนข้างใหญ่มิใช่หรือ” ฉีเชียนมองนางด้วยความสงสัย ใบหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง ขาดเพียงเอ่ยออกมาว่างกเท่านั้น


ฉินหลิวซีเอ่ยโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน “เครื่องรางคุ้มครองให้ปลอดภัยอยู่ที่ความประณีต หาใช่ที่ขนาดไม่ นี่เป็นเครื่องรางคุ้มกายชั้นยอด สามารถปกป้องท่านจากวิญญาณชั่วร้ายได้ หากมีอันตรายใดๆก็สามารถขวางไว้ให้ท่านได้สามครั้ง”


ฉีเชียนประหลาดใจเล็กน้อย ปกป้องคุ้มกายได้สามครั้ง ร้ายกาจขนาดนั้นเชียว?


เขามองแผ่นไม้เครื่องรางที่ได้รับการขัดจนขึ้นเงาในมือ ด้านบนแกะสลักอักษรยันต์ซับซ้อนไว้อย่างละเอียด เป็นงานฝีมือที่ยอดเยี่ยมมาก


อย่างไรก็ตาม นับจากที่ได้ไม้ฟ้าผ่าชิ้นนี้มาจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น อีกฝ่ายก็ทำเสร็จแล้ว นี่แสดงว่าตั้งใจรีบทำออกมาใช่หรือไม่


หัวใจของฉีเชียนอ่อนยวบลงทันทีด้วยความซาบซึ้งใจ แววตาของเขาก็อบอุ่นอ่อนโยนขึ้นด้วย


เฉินผีเหลือบมองไปพอดี แวบเดียวนั้นเขาก็รู้แล้วว่าฉีเชียนกำลังคิดอะไรอยู่ เฮ้อ จะซาบซึ้งใจไปไย ป้ายเครื่องรางนี้น่าจะเป็นชิ้นที่ง่ายที่สุดที่คุณชายเคยแกะสลักมาแล้วกระมัง


ลองดูแผ่นป้ายเครื่องรางนั่นสิ แม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกยังดูไม่ดีเลย ก็แค่แกะสลักอย่างง่ายๆจากเศษไม้เท่านั้น แน่นอนว่าแค่ให้มันใช้ได้ผลก็พอ ถึงอย่างไรมันก็เป็นอาวุธวิเศษที่คุณชายลงมือแกะสลักทำขึ้นด้วยตนเอง


แต่แผ่นป้ายเครื่องรางชิ้นนี้ก็ไม่ได้ดูสวยงามจริงๆ เป็นชิ้นไม้ที่ดูไม่ค่อยสม่ำเสมอ มีการเจาะรูเพื่อแขวนเชือกให้สะดวกแก่การพกพา และแกะสลักอักษรยันต์ลงไปก็เสร็จแล้ว เมื่อเทียบกับพวกที่คุณชายเคยทำก่อนหน้านี้ มันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว


เฉินผีคิดว่าหากนักพรตคนอื่นๆ รู้เข้าว่านางทำแผ่นป้ายเครื่องรางได้ง่ายๆอย่างนี้ พวกเขาคงจะน้ำลายไหลด้วยความอิจฉา ใช่ว่านักพรตคนไหนก็สามารถวาดยันตร์ที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ หากต้องการวาดยันต์ให้สำเร็จจะต้องบำเพ็ญตบะฝึกจิตให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นแล้ว การวาดยันต์ออกมาโดยไม่มีพื้นฐานใดๆเลยก็กลายเป็นยันต์ลวงโลกที่ไม่ให้ผลใดทั้งสิ้น


เช่นนั้นแล้ว หากต้องการจะวาดยันต์ที่ใช้การได้ออกมาจริงๆ คนบางคนถึงกับต้องใช้เวลาบำเพ็ญตนอยู่นานและวาดไม่หยุด วาดได้แล้วก็ต้องใช้เวลาปรับลมหายใจอยู่นาน


ทันทีที่หยางเริ่มเคลื่อนไหว สรรพสิ่งก่อเกิด จากหนึ่งกลายเป็นหมื่น ยันต์จึงจะศักดิ์สิทธิ์ได้ผล ไม่เช่นนั้นก็อย่าทำให้เปลืองกระดาษเหลืองและชาด อย่าให้เปลืองวัสดุดีๆในการทำของวิเศษจะดีกว่า


คนอย่างฉินหลิวซีที่อายุยังน้อยแต่สามารถวาดยันต์โดยใช้พลังวิญญาณน้อยเช่นนี้ได้ถือเป็นพรสวรรค์ เป็นคนของเต๋าตั้งแต่กำเนิด


เฉินผีมองฉีเชียนด้วยสีหน้าแววตาเห็นอกเห็นใจอยู่บ้าง เขาถูกเจ้านายไล่แล้วยังซาบซึ้งใจมากอยู่อีก หวังว่าเมื่อเขารู้ความจริงแล้วจะทนรับได้นะ!


ฉีเชียนไม่รู้ว่าเฉินผีคิดอะไรอยู่ในใจ เขารับแผ่นป้ายเครื่องรางนั้นมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วประสานมือให้ “เชียนต้องขอบคุณท่านหมอฉินแล้ว”


“ไม่ต้องเกรงใจ” ฉินหลิวซีโบกมือ “เช่นนั้นก็ลากันตรงนี้ล่ะ เฉินผีกลับบ้านกัน”


“ขอรับ”


ฉินหลิวซีกระโดดขึ้นรถม้า โบกมือให้ฉีเชียน


ฉีเชียนกำลังคิดจะโบกมือกลับ แต่อีกฝ่ายก็ลากประตูปิดดังปังเสียก่อน


ไม่มีความผูกพันใดๆทั้งสิ้น


ฉีเชียนเอามือไพล่หลัง หันหน้าไปมองหั่วหลาง “ไปส่งปรมาจารย์ให้ถึงอารามอย่างปลอดภัย ไม่เช่นนั้นก็ใช้ชีวิตเจ้าไถ่โทษ”


“น้อมรับคำสั่ง”


ฉินหลิวซีที่อยู่บนรถม้าได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อย พลางเปิดกล่องที่พระชายาผู้เฒ่ามอบให้ดู ปิ่นปักผมทับทิมคู่หนึ่งปรากฏแก่สายตา นางมองปิ่นปักผมทับทิมอันประณีตงดงามนั้นแล้วถอนหายใจเบาๆ คงต้องให้ของขวัญตอบแทนอีก


ตอนที่ 112: ขอถามยันต์คุ้มครองที่ไหนศักดิ์สิทธิ์บ้าง


ตามที่ฉินหลิวซีคาด การเดินทางกลับราบรื่นมาก นางเพียงได้ยินแขกที่มาพักที่โรงพักม้าเอ่ยถึงเรื่องแปลกๆสองเรื่อง


มีคนในอำเภอชิงตายอย่างประหลาด เลือดแห้งหมดตัว เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเท่านั้น ตามหลักแล้วการเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกนั้นต้องใช้เวลานาน แต่คนผู้นั้นเพิ่งจะตายเท่านั้น


ยิ่งไปกว่านั้น ก็ไม่ได้มีเพียงคนเดียว แต่ยังเป็นเช่นนี้อีกสองสามคน และไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกันด้วย สถานที่เกิดเหตุทั้งสองอยู่ห่างกันหลายร้อยลี้


“…ว่ากันว่าคดีฆาตกรรมนี้ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ แต่เป็นมารร้ายผีชั่ว มีนักพรตบางคนบอกว่าเป็นปีศาจภัยแล้งที่หลอกหลอน บัดนี้มาทำร้ายโลกมนุษย์ ปีหน้าอาจเกิดภัยแล้ง!”


ปีศาจภัยแล้งปรากฏ เกิดความแห้งแล้ง เป็นตำนานที่มีมาแต่สมัยโบราณ


“ข้าได้ยินมาด้วยว่า มีสำนักเต๋าบางสำนักส่งศิษย์ออกไปตรวจสอบแล้ว”


“หากเป็นฝีมือมารปีศาจผีร้ายจริงๆ เช่นนั้นก็น่ากลัวมาก คนเป็นจะสู้กับมันได้อย่างไร”


“ก็นั่นน่ะสิ เฮ้อ เราไปหาซื้อยันต์คุ้มครองมาพกไว้กันดีกว่า ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ค่อยว่ากันอีกที ซื้อมาให้อุ่นใจก่อน”


“ใช่ๆ จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าที่ชิงโจวมีอารามชิงหลานที่มีชื่อเสียงมาก ยันต์คุ้มครองก็ศักดิ์สิทธิ์ ข้าได้ยินว่าคราวนี้อารามชิงหลานก็ส่งคนออกมปราบผีร้ายกำจัดปีศาจแล้วด้วย เราทำการค้าคราวนี้เสร็จแล้ว แวะไปสักการะสักหน่อยดีหรือไม่”


“ตกลง”


คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะถัดไปไม่ได้เอ่ยเสียงดังมาก แต่คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ต่างก็ฟังเข้าใจได้ ไม่เว้นแม้แต่หั่วหลางและเหล่าองครักษ์


ขอถามว่ายันต์คุ้มครองของที่ไหนดีที่สุด


ต้องเป็นยันต์ที่ปรมาจารย์ปู้ฉิววาดสิ ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแล้ว!


พวกหั่วหลางหันไปมองฉินหลิวซีด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟ ปรมาจารย์ พวกเราก็อยากซื้อเพื่อความอุ่นใจด้วย


ฉินหลิวซี “…”


นางวางตะเกียบลง ขมวดคิ้วเล็กน้อย


นางนึกถึงเรื่องที่ผู้ส่งสารเอ่ยว่ามีผีร้ายหลุดออกมาก่อนหน้านี้ได้ เหตุการณ์แปลกๆเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับผีร้ายตนนั้นหรือไม่


“คุณชาย?” เฉินผีเห็นว่านางไม่ขยับตะเกียบจึงเอ่ยถาม “อยากให้ในครัวทำบะหมี่น้ำให้สักชามหรือไม่ขอรับ”


“ไม่เป็นไร” ฉินหลิวซีชายตามองโต๊ะข้างๆที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่ชาย หากท่านต้องการยันต์คุ้มครอง ข้ามีอยู่ชิ้นหนึ่ง หนึ่งร้อยตำลึงเงิน ท่านต้องการหรือไม่”


ชายอกสามศอกผู้นั้นเพิ่งจะยกชาขึ้นจิบ เขาแทบจะสำลักตายเมื่อได้ยินที่ฉินหลิวซีพูด


“ล้อเล่นอันใด ยันต์ชิ้นหนึ่งจะเอาร้อยตำลึงเงินเชียวหรือ ทำไมท่านไม่ปล้นเงินข้าไปเลยเล่า” ชายฉกรรจ์จ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง “ยันต์คุ้มครองของอารามชิงหลาน ใช้แค่หนึ่งตำลึงก็สามารถขอให้เจ้าอาวาสวาดให้ได้แล้ว ของท่านนี่มีเทพเซียนประทับร่าง ศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษหรืออย่างไร”


ฉินหลิวซีไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจกับคำพูดเสียดสีของเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เงินตำลึงเดียวขอให้เจ้าอาวาสอารามชิงหลานวาดยันต์ให้ได้ก็จริง แต่นั้นหมายถึงท่านต้องมีชีวิตไปขอด้วย”


“เจ้าเด็กนี่หมายความว่าอย่างไร แช่งพี่หนิวของข้าหรือ” ชายอีกคนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกลับตบโต๊ะแล้วยืนขึ้นทันที ทั้งยังจ้องมองนางด้วยสายตาโกรธเคือง


พวกหั่วหลางลุกขึ้นยืนแล้วออกมายืนหน้าโต๊ะของฉินหลิวซีด้วยท่าทางน่าเกรงขามทันที


ชายคนนั้นเห็นท่าทางของพวกเขาก็ต้องกลืนน้ำลายด้วยความขลาดกลัวเล็กน้อย


ฉินหลิวซียืนขึ้นและเดินไปยืนข้างหน้าชายที่ชื่อว่าพี่หนิวคนนั้น ก่อนจะหยิบยันต์คุ้มครองออกมา “หนึ่งร้อยตำลึงช่วยชีวิตเจ้าได้ คุ้มแล้ว เช่นนี้แล้วพี่ชายถึงจะได้กลับบ้านไปหาลูกสองคนได้มิใช่หรือ”


ชายคนนั้นและเพื่อนร่วมโต๊ะต่างตกตะลึงไปในทันที สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขา เขารู้ได้อย่างไร


พี่หนิวรีบคลำเอาตั๋วเงินแผ่นหนึ่งในอกเสื้อออกมา หนึ่งร้อยตำลึงพอดี “น้องชายท่านนี้เอ่ยเช่นนั้น หนึ่งร้อยตำลึงแลกกับชีวิตของข้าถือว่าไม่แพงเลย ข้าซื้อก็แล้วกัน”


ฉินหลิวซียื่นยันต์คุ้มครองที่พับเป็นรูปสามเหลี่ยมให้เขา ก่อนจะให้คำแนะนำเล็กน้อย “พี่ชายไปทางน้ำ ต้องระมัดระวังหน่อย”


หากไม่ใช่เพราะโหงวเฮ้งบอกว่าบรรพบุรุษของชายผู้นี้สะสมบุญกุศลไว้มาก นางก็คงไม่เอ่ยอะไร


ลมหายใจพี่หนิวสะดุด เขายังมีคำถามที่อยากถาม แต่ฉินหลิวซีก็เดินออกไปแล้ว เขาถูกหั่วหลางขวางไว้ “สหายท่านนี้โชคดีแล้ว หากท่านพ้นเคราะห์ภัยคราวนี้ไปได้ อย่าลืมไปจุดธูปเทียนเติมน้ำมันตะเกียงทำบุญให้อาจารย์ปู่ที่อารามชิงผิงในเมืองหลีด้วย”


หากผ่านพ้นเคราะห์ภัยถึงตายไปได้ ยังจะไม่เรียกว่าโชคดีมากอีกหรือ


ตอนที่ 113: นางต้องทรยศอาจารย์ออกจากสำนักแล้ว


ตอนที่นางกลับมาถึงอารามชิงผิงก็เป็นวันที่สิบสี่ของเดือนแปดแล้ว ใบไม้บนเขาที่ตั้งอารามชิงผิงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีสันหลากหลายงดงามยิ่งนัก


ฉินหลิวซีลงจากรถม้า ยิ้มให้หั่วหลางพลางเอ่ย “ต้องขอบคุณพวกท่านที่คอยคุ้มกันมาตลอดทางนี้ พวกท่านยังต้องเหน็ดเหนื่อยเดินทางกลับไปให้ทันเทศกาลอีก”


ฉินหลิวซีเอ่ย “จริงสิ สหายของท่านที่ชื่อหู่จื่อ ให้เขารีบขี่ม้าเร็วกลับบ้าน คาดว่าจะได้พบหน้าบิดาอีกสักครั้ง”


หั่วหลางตกตะลึง


นี่ นี่มันหมายความว่าบิดาของหู่จื่อจะตายอย่างนั้นหรือ


หั่วหลางประสานมือ “ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าน้อยพึงกระทำ ปรมาจารย์ไม่ต้องเก็บไปคิด อีกอย่างระหว่างทางนี้ก็ไม่มีอันใดผิดปกติ งานของข้าก็ถือว่าราบรื่นเรียบร้อยมากแล้ว”


“ปรมาจารย์ พอจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า…”


ขณะที่เขาพูดก็ถูไม้ถูมือไปพลางเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรแต่ก็ลังเล


ฉินหลิวซีส่ายหน้า “ดับสิ้นตามอายุขัย ไปเถิด”


ฉินหลิวซีเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาทันที นางหยิบกล่องเล็กยาวใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้เขา “ระหว่างทางนี้ ข้าเตรียมของขวัญเอาไว้ชิ้นหนึ่งสำหรับพระชายาผู้เฒ่า เป็นปิ่นไม้ที่ทำจากไม้ฟ้าผ่า ขอให้ท่านช่วยนำส่งให้พระชายาผู้เฒ่าด้วย บอกว่าเป็นของขวัญตอบแทนจากข้า”


หั่วหลางในยามนี้ก็ไม่อยากเอ่ยอะไรมากอีก เขาคารวะแล้วรีบเร่งจากไป ต้องให้หู่จื่อเร่งม้าเร็วกลับบ้าน


ฉินหลิวซีเห็นว่าพวกเขาจากไปแล้วก็เข้าไปในอาราม ตรงไปที่เรือนของชื่อหยวนทันที นางมีลางสังหรณ์ไม่ดีนัก


ในเรือนของนักพรตชรามีเพียงนักพรตน้อยที่กำลังสับประหงกง่วงงุนอยู่คนหนึ่ง ฉินหลิวซีกระแอมไป เด็กน้อยจึงตกใจตื่น เมื่อเห็นนางเขาก็รีบเด้งตัวขึ้นมาทันที “อาจารย์อากลับมาแล้วหรือ”


ไม้ฟ้าผ่าล้ำค่ามาก ตอนนั้นหั่วหลางติดตามฉินหลิวซีไปนำมันลงมา ย่อมรู้ว่ามันมีความวิเศษเช่นไร เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงใช้สองมือรับมาด้วยท่าทางเคารพนบนอบทันที แล้วเก็บในอกเสื้อ ก่อนจะคารวะอย่างเคร่งขรึมอีกครั้ง “ข้าน้อยขอบคุณแทนพระชายาผู้เฒ่าและนายท่านด้วยนะขอรับ”


“นักพรตเฒ่าเล่า”


ฉินหลิวซีหยิบยันต์คุ้มครองจำนวนหนึ่งออกมาส่งให้ “ข้าเป็นนักพรต ไม่สามารถที่จะตอบแทนด้วยเงินได้ ลำบากพวกท่านมาส่งครั้งนี้ จึงขอมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆให้เป็นการตอบแทน ไปแบ่งกับพวกพี่น้องของท่านเถิด”


นักพรตน้อยเอ่ย “อาจารย์ปู่บอกว่า หากอาจารย์อากลับมาให้บอกว่า ท่านออกไปกอบกู้โลกมนุษย์แล้ว”


เปลือกตาของฉินหลิวซีกระตุกทันที “…”


ทั้งหมดห้าชิ้น แม้แต่คนขับรถม้าก็ได้ด้วย หนึ่งคนหนึ่งชิ้น


เวลานั้นนักพรตคนหนึ่งเดินเข้ามา เมื่อเขาเห็นฉินหลิวซีก็ยิ้มออกมาเช่นกัน “ศิษย์พี่กลับมาแล้ว เจ้าอาวาสวัดตอบรับคำเชิญของเจ้าอาวาสอารามชิงหลานไปถกธรรมกันแล้วขอรับ”


หั่วหลางตื่นเต้นมากจนทำตัวไม่ถูก เขารับมาแล้วคารวะขอบคุณด้วยท่าทางจริงจัง “ปรมาจารย์ปู้ฉิว ที่บ้านของข้ายังมีบิดามารดา ไม่ทราบว่าจะขอเพิ่มอีกสักสองชิ้นได้หรือไม่ ข้ายินดีจ่าย”


“ไม่ใช่ว่ามีวิญญาณชั่วร้ายปรากฏตัวในอำเภอชิงหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยถูกเผงในประโยคเดียว


เขาถอดถุงเงินออก แล้วหยิบตั๋วเงินและเศษเงินออกมาจำนวนหนึ่ง


นักพรตที่มีอายุมากกว่านางทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจ “ไม่ว่าเรื่องไหนก็ปิดบังท่านไม่ได้จริงๆ เจ้าอาวาสบอกว่าจะไปตรวจสอบที่อำเภอชิงดูสักหน่อย ไม่กี่วันก็จะกลับ ให้ศิษย์พี่มาดูแลที่นี่เป็นครั้งคราว”


ฉินหลิวซีรับไปแค่สองตำลึงเงินเท่านั้น แล้วจึงส่งยันต์คุ้มครองให้เขาอีกสองชิ้น “พอแล้วล่ะ”


“เขาก็แค่แอบออกไปตอนที่ข้าไม่อยู่น่ะสิ สุขภาพร่างกายนั่น…เฮอะ!” ฉินหลิวซีหน้างอง้ำไม่พอใจ “เรื่องในอารามให้เจ้าชิงหย่วนดูแล หากมีเรื่องใดให้ส่งคนไปตามข้าในเมือง”


“ขอบคุณขอรับๆ”


“แต่ว่า…”


“ไม่มีแต่ เจ้าเองก็ไม่ใช่ไม่รู้ว่าคนตระกูลฉินมาอยู่ที่นี่แล้ว ข้าไม่สามารถมาที่อารามบ่อยๆได้”


“เอาเถิด” ชิงหย่วนแจ้งข่าวอีกเรื่องที่ทำให้ฉินหลิวซีโกรธจนแทบระเบิด “คือว่า เจ้าอาวาสเอายันต์คุ้มครองยันต์คุ้มกายต่างๆในอารามไปหมดแล้ว แล้วก็เอาเงินที่มีอยู่ในอารามไปหมดด้วย แม้แต่เงินทำบุญในช่วงนี้ก็ไม่เว้น ใกล้จะหมดฤดูใบไม้ร่วงเข้าหน้าหนาวแล้ว อาหารก็เหลือไม่มาก…”


ฉินหลิวซีโกรธจนหน้ามืด “!”


ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ


ไม่มีทางอยู่ต่อไปได้แล้ว ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทรยศอาจารย์ออกจากสำนักแล้ว!


ตอนที่ 114: เทพอัสนีอยู่ไหน ฟาดนางเสีย!


เมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่าวิธีการหลอกลวงลูกศิษย์ของอาจารย์ที่ขาดความรับผิดชอบและไร้ยางอายนั้นโหดร้ายเกินไปจริงๆ ฉินหลิวซีจำต้องวาดยันต์คุ้มครองคุ้มกายต่างๆนานาจำนวนมาก เพื่อให้อารามได้เก็บไว้ใช้


นอกจากนั้น คราวนี้นางยังเอาเงินค่ารักษาหมื่นตำลึงเงินที่ได้มาให้ไว้ถึงสองในสามส่วน


หากเป็นไปตามที่เคยปฏิบัติมา นางให้ครึ่งหนึ่งก็ได้แล้ว แต่ชิงหย่วนชี้ไปที่สีผนังและสัตว์คุ้มกันที่หลุดลอกของโถงด้านข้างพลางบ่นเบาๆ


“ข้าได้ยินคนที่มาทำบุญที่อารามเอ่ยว่า อารามชิงหลานได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งภายในและภายนอก ดูยิ่งใหญ่มาก พวกเขายังบอกด้วยว่าอารามชิงผิงของเราดูโทรมมาก เทียบกันไม่ได้เลย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะชุบทองให้อาจารย์ปู่เหลืองอร่ามไปทั้งตัว ดูมีบารมาก เฮ้อ ก็ใช่ เขาของสัตว์คุ้มกันถูกฟ้าผ่าไม่ได้ซ่อมนานแล้ว สีนี่ก็เหมือนกัน…”


“ไม่ต้องพูดแล้ว!” ดวงตาของฉินหลิวซีเต็มไปด้วยความเกลียดชัง นางกัดฟันหยิบเงินอีกสองพันตำลึงออกมา “ซ่อม คนอื่นมีได้ พวกเราอารามชิงผิงก็ต้องมีเหมือนกัน”


ชิงหย่วนยื่นมือออกมาในขณะที่รู้สึกละอายใจ “ไม่ดีหรอกกระมัง นานๆทีกว่าท่านจะออกไปรักษาคนสักครั้ง ความจริงแล้วหากเจ้าอาวาสไม่เอาเงินทำบุญไปหมด ท่านก็ไม่ต้องเอาเงินมาช่วยโปะอย่างนี้”


ปลิ้นปล้อนเสียจริง!


ฉินหลิวซีบีบตั๋วเงินอย่างอาลัยอาวรณ์ ตอนที่ชิงหย่วนเกือบจะดึงมันขาด นางก็ปล่อยมือในที่สุด เมื่อเห็นมันหล่นลงในแขนเสื้อของชิงหย่วน นางก็หลับตาลงทันที


เงินที่นางหามา!


ชิงหย่วนได้เงินไปแล้วก็ประสานมือคำนับ “เช่นนั้นศิษย์น้องไม่รบกวนศิษย์พี่ฝึกตนแล้ว ข้าจะไปจัดการหาคนมาซ่อมและตุนสิ่งของไว้สำหรับหน้าหนาว จริงสิ เจ้าอาวาสให้เตือนท่านว่าอย่าลืมไปจุดธูปไหว้อาจารย์ปู่ด้วย”


เมื่อเขาเห็นว่าสีหน้าของฉินหลิวซีเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ ชิงหย่วนก็ไม่หาเรื่องใส่ตัวแล้วหนีไปอย่างรวดเร็ว


ฉินหลิวซีไปที่โถงใหญ่ด้วยท่าทางสิ้นหวัง นางหยิบธูปมาจุด ยกมือขึ้นแนบหน้าอกและทำความเคารพสามครั้ง ถือธูปไว้ในมือขวา มือซ่ายปักธูปก้านหนึ่งลงไปตรงกลางก่อน ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง


มีนักพรตน้อยยกแตงและผลไม้เข้ามา เมื่อเห็นท่าทางของนางเช่นนั้น เขาก็คิดว่านางกำลังอธิษฐาน แต่พอเข้าใกล้ เขาจึงได้รู้ว่ามันเป็นคนละเรื่องกันเลย


“…เอาเงินหมุนเวียนในอารามไปก็ช่างเถิด แม้แต่เงินทำบุญก็ไม่เว้น ตอนที่นักพรตเฒ่ายื่นมือออกไป อาจารย์ปู่ท่านไม่อยู่บ้านหรือ หรือว่าท่านไปดื่มกับเซียนหญิงองค์ไหน ไม่เช่นนั้นก็ฟาดนักพรตเฒ่าไร้มโนธรรมคนนี้ไปเสียเถิด แล้วให้ข้าเป็นเจ้าอาวาสแทน”


นักกพรตน้อยมือสั่นเล็กน้อยทันที นี่เขาได้ยินอะไรเข้าน่ะ เขาจะไม่ถูกอาจารย์อาฆ่าปิดปากใช่หรือไม่


ฉินหลิวซีเห็นเขายกแตงและผลไม้เข้ามาก็ยื่นมือไปหยิบผลแอปเปิลมาลูกหนึ่งแล้วกัดไปหนึ่งคำ


นักพรตน้อยแทบจะคุกเข่าลงไปแล้ว


คนอื่นต่างก็พูดกันว่าอาจารย์อาปู้ฉิวดื้อรั้นและไร้วินัย แต่นึกไม่ถึงว่านางจะกล้าแย่งเครื่องบูชาของอาจารย์ปู่ด้วย


อาจารย์ปู่ : เทพอัสนีอยู่ไหน ฟาดนางเสีย!


ฉินหลิวซีเงยหน้า เมื่อเห็นว่าคิ้วของอาจารย์ปู่ยิ่งตรงกว่าเดิม นางก็ยิ้ม “ไม่ต้องกังวล อารามชิงหลานมี ท่านก็ต้องมีด้วย ไม่นานข้าจะหาคนมาชุบร่างของท่านใหม่ เราจะทำให้ดีที่สุด”


คิ้วที่ขมวดของอาจารย์ปู่คลายลง ดูเหมือนจะพอใจ : ช่างเถิด ศิษย์ทรยศของตัวเอง ชินเสียแล้ว


เวลานั้น ณ อารามชิงหลาน


นักพรตเฒ่าชื่อหยวนที่ตอนนี้พักอยู่ในเรือนพักแรมของอารามชิงหลานจามออกมาสองครั้ง “ลูกศิษย์ของข้าต้องกำลังด่าข้าแน่ๆ”


เจ้าอาวาสอารามชิงหลานเอ่ยอย่างหมดคำพูด “ท่านเองก็ไม่น่าจะเอาเงินในอารามมาหมดนี่”


“ท่านไม่รู้อันใด นางเกียจคร้านมาก หากไม่เอามาให้หมด นางก็จะอยู่เฉยๆ ไม่ทำสิ่งใดด้วยอาศัยว่ายังมีเสบียงอยู่ในมือ ท่านเองก็รู้ ดวงชะตาของนาง…” นักพรตชื่อหยวนถอนหายใจ “ทำบุญกุศลเท่าไรก็ไม่พอราวกับหลุมที่ไร้ก้นกระนั้น”


เจ้าอาวาสอารามชิงหลานเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “หลายปีมานี้ท่านก็ได้ทำบุญกุศลในชื่อของนางก็ถือว่าช่วยนางบำเพ็ญไม่น้อยแล้ว”


“ก็ยังไม่พอ หากวันนั้นมาถึง แล้ว…” ชื่อหยวนหยุดไปเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ช่างเถิด ไม่เอ่ยเรื่องนี้แล้ว เราไปดูศพแห้งที่อำเภอชิงกันดีหรือไม่”


“อืม”


ตอนที่ 115: คุณหนูใหญ่กลับมาแล้ว


ฉินหลิวซีรีบกลับไปที่บ้านตระกูลฉินก่อนที่ประตูเมืองจะปิด แล้วข่าวการกลับมาของนางก็เป็นที่รู้กันทั่วบ้านตระกูลฉิน ตั้งแต่เจ้านายไปถึงบ่าวไพร่ในบ้าน แต่ละคนล้วนมีความรู้สึกที่ซับซ้อน


นางฉินผู้เฒ่า: ในที่สุดก็รู้จักกลับบ้าน


สะใภ้หวัง: ในที่สุดก็กลับมาแล้ว


พวกสะใภ้เซี่ย: ข้าจะไปคิดบัญชีกับนาง!


ส่วนฉินหมิงฉุน: สมุดคัดลายมือของข้าล่ะ? อ๊าก... ยังไก่เขี่ยอยู่เลย ตายแน่!


สะใภ้วั่น: ลูกข้าไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว ข้าควรแสร้งทำเป็นป่วยลุกไม่ขึ้นดีหรือไม่ จะได้ไม่เหนื่อย!


ในลานบ้านของฉินหลิวซี ฉีหวงจับตัวนางตรงโน้นตรงนี้เพื่อสำรวจ “ไม่มีอะไรหายไป แค่ผอม จับโดนกระดูกแล้วนี่”


“เหลวไหล ข้าเคยอ้วนที่ไหน” ฉินหลิวซียิ้ม “คนแซ่ฉีนั่นเป็นหลานชายคนโตของจวนหนิงอ๋อง รุ่ยจวิ้นอ๋อง คนที่ข้ารักษาคราวนี้ก็เป็นพระชายาผู้เฒ่า ค่ารักษาก็จ่ายให้อย่างใจกว้าง แถมยังให้ของขวัญข้ามาอีกไม่น้อย อ้อ ให้ปิ่นปักผมข้ามาคู่หนึ่งด้วย ถ้าเจ้าเห็นว่าสวยก็เลือกไปใช้ได้”


ฉีหวงมองกล่องประณีตที่อยู่บนโต๊ะใบนั้น เมื่อเปิดออกดูก็เห็นว่าเป็นปิ่นปักผมทับทิมทั้งชุด เป็นงานฝีมือชั้นเลิศจนนางอดถอนหายใจไม่ได้ “ที่แท้ก็เป็นคนในราชวงศ์นี่เอง ใจกว้างจริงๆ ช่างงดงามมาก”


นางเพียงชมแล้วปิดกล่องกลับเหมือนเดิมโดยไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันล้ำค่าแค่ไหน ความจริงแล้วตามความคิดของนาง ขอเพียงฉินหลิวซีเต็มใจ เครื่องประดับที่ล้ำค่าหายากกว่าปั่นปักผมทับทิมเหล่านี้ นางก็สามารถมีได้ไม่ยาก


“ข้าไม่ใส่หรอก เครื่องประดับผมทั้งหมดนี้ ต่อไปจะได้เก็บไว้เป็นสมบัติติดตัวท่าน” ฉีหวงยิ้ม


ฉินหลิวซีเหลือบตามอง “ยังมีวันนั้นด้วยหรือ”


ฉีหวงเอ่ยอย่างมั่นใจ “ข้าย่อมหวังให้มีวันนั้นอยู่แล้ว”


คนตระกูลฉินเป็นญาติทางสายเลือดของฉินหลิวซี แต่ก็เพียงญาติทางสายเลือดเท่านั้น นางไม่ได้รู้สึกว่าตระกูลฉินกับฉินหลิวซีจะใกล้ชิดสนิทสนมกันเท่าใดนัก แต่อนาคตกลับต่างออกไป


หากฉินหลิวซีแต่งงานมีลูก นั่นก็จะเป็นบ้านที่แท้จริงของนาง เป็นคนในครอบครัวของนางจริงๆ เช่นนั้นแล้วนางก็จะไม่ได้โดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกต่อไป


ฉินหลิวซีไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ นางถอดเสื้อคลุมออกพลางเอ่ยถาม “ตอนที่ข้าไม่อยู่ ที่บ้านมีปัญหาใดบ้างหรือไม่”


ฉีหวงเตรียมตัวไว้นานแล้ว จึงเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาให้ฉินหลิวซีฟัง เล่าเรื่องที่ตระกูลติงหลบหน้าไม่ต้องการพบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ตอนที่ตระกูลฉินยังไม่ล้มลง เมื่อก่อนตระกูลติงจะต้องส่งของขวัญมาให้ไม่มีลืม ฮูหยินติงผู้เฒ่าพร่ำเอ่ยไม่หยุดว่าจะรับท่านไปเล่นที่นั่นด้วย ตอนนี้กลับวิ่งหนีเสียไวเชียว”


ฉินหลิวซีจิบชา “บังเอิญตอนที่ข้าไปหนิงโจวก็ได้พบฮูหยินติงผู้เฒ่าระหว่างทาง ที่แท้ก็จงใจหลบหน้าจริงๆ”


“ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ ไม่รู้ว่าฮูหยินใหญ่เอ่ยอันใด ฮูหยินผู้เฒ่าเองจึงเลิกเอ่ยว่าจะไปเยี่ยมคนอื่นแล้ว แต่บอกว่าอยากจะไปอารามเพื่อพบเจ้าอาวาสชื่อหยวนแทน ฮูหยินใหญ่ก็ห้ามไว้อีก”


ฉินหลิวซีพยักหน้า “ท่านแม่ใหญ่ของข้ามีจิตใจเข้มแข็งอย่างหาได้ยาก มีไหวพริบรับมือกับสถานการณ์ได้ดี ตระกูลหวังสั่งสอนได้ดีจริงๆ”


“ท่านยังไม่รู้ เมื่อหลายวันก่อน ฮูหยินรองต้องการบุกเข้าไปในห้องของท่าน ฮูหยินใหญ่ต่อว่านางแทนท่านไปแล้ว” ฉีหวงยิ้มมุมปาก


“โอ้?”


ฉีหวงเองก็ไม่ได้ใส่ไฟ นางเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฉินหลิวซีฟังอย่างละเอียด “ข้าก็แค่อยากจะลงโทษนางเล็กน้อยเท่านั้น ต้องทำให้นางกลัวสักหน่อย ต่อไปจะได้ไม่กล้ามาหยิบฉวยเอาสิ่งใดไปอีก แน่นอนว่าเป็นเพียงการลงโทษเล็กน้อยเท่านั้น ข้าสั่งพวกผีน้อยว่าไม่ต้องไปคุกคามนางอีก”


ผีน้อยไร้ชื่อที่หมอบอยู่บนกำแพงด้านนอก พวกข้ามีชื่อนะ ตอนนี้ชื่อว่า คู่ร้ายชายหญิง!


ฉินหลิวซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่สะใภ้หวังปกป้องตน ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบๆ “ทำได้ดี”


“ท่านน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่า ฮูหยินรองจะต้องมาขอคำอธิบายจากท่านแน่!” ฉีหวงเตือน


ทันทีที่นางพูดตบ ด้านนอกก็มีเสียงสาวใช้ดังขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าเชิญคุณหนูใหญ่ไปพบ


ตอนที่ 116: ข้าว่าท่านโชคไม่ค่อยดี


แม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะเรียกหานาง ฉินหลิวซีก็ไม่ได้รีบไปทันที แต่กลับไปอาบน้ำสมุนไพรอย่างดีเสียก่อนเพื่อชำระล้างฝุ่นและขจัดความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แล้วจึงค่อยๆเดินไป


เวลานั้นเป็นเวลากินข้าวเย็นแล้ว ในห้องของฮูหยินผู้เฒ่าก็มีคนอื่นอยู่ด้วยกำลังเตรียมตัวจะกินข้าว


พอฉินหลิวซีเข้าไป ทุกคนก็มองมาเป็นตาเดียว


ท้องฟ้ามืดแล้ว ภายในห้องก็จุดไฟตะเกียงแล้ว เมื่อนางเดินมาจึงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่น


เหตุใดไม่เห็นหน้านางหลายวัน ดูเหมือนนางจะดูดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ให้ความรู้สึกห่างเหินเข้าใกล้ยากยิ่งขึ้นไปอีก


“คารวะท่านย่า” ฉินหลิวซียอบกายคารวะ


“ลุกขึ้นเถิด” สีหน้าฮูหยินฉินผู้เฒ่าเรียบเฉย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะป่วยหรือความกังวล ผมของนางจึงยิ่งดูหงอกขาวมากขึ้นไปอีก ทั้งยังดูแก่ชราขึ้นด้วย


เป็นรูปลักษณ์แห่งความเสื่อมโทรม


ฉินหลิวซีกวาดตามองก่อนจะหลุบตาลง แล้วหันไปคารวะสะใภ้หวัง “ท่านแม่”


“นังหนูซีใหญ่โตจริงนะ ท่านย่าของเจ้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว กว่าจะมาได้” สะใภ้เซี่ยกำลังนึกชิงชังที่ตนเองถูกทำลายโฉม เมื่อเห็นท่าทางเนิบนาบของนาง ในใจพลันรู้สึกโกรธและอดเสียงดังขึ้นมาไม่ได้


พอคิดถึงเรื่องในวันนั้น นางก็รู้สึกเจ็บจมูกขึ้นมาทันที


สะใภ้หวังทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดยุยงของสะใภ้เซี่ย ขณะที่นางก้าวเข้าไปจับตัวฉินหลิวซี ก็ได้กลิ่นยาจางๆลอยมา แล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “กลับมาแล้ว เจ้าอาบน้ำอาบท่าล้างฝุ่นตามเนื้อตัวก่อนจะมาหรือ”


นี่เป็นการแก้ต่างแทนฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีเอ่ย “เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ กินยาเข้าไปด้วย กลิ่นยาแรงมาก ข้าจึงไม่กล้ามาทันที เกรงว่าจะทำให้ท่านย่าได้กลิ่นแล้วรู้สึกไม่สบาย”


ทุกคนตกตะลึงไปทันที


สะใภ้หวังรีบถามทันที “ไม่สบายตรงไหนหรือ จะต้องตามหมอมาหรือไม่”


“ก็ไม่เป็นไรมากหรอกเจ้าค่ะ เป็นยาที่ข้ากินมาตั้งแต่เด็ก ก็ร่างกายกับดวงของข้าไม่ค่อยดีอยู่แล้วมิใช่หรือ อาจารย์ก็เลยปรุงยาให้ข้ากินมาตลอดน่ะเจ้าค่ะ” ฉินหลิวซีเอาคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าก่อนหน้านี้มาใช้


สะใภ้หวัง “…”


ฮูหยินฉินผู้เฒ่ามีสีหน้าอักอ่วนเล็กน้อย “นั่งลงเถิด เจ้าไปอยู่ที่อารามหลายวันไม่กลับมาจนข้าเกือบจะให้ท่านแม่เจ้าไปรับกลับมาแล้ว จะได้พบเจ้าอาวาสชื่อหยวนสักหน่อยด้วย”


“บังเอิญจริงๆ ที่อาจารย์ออกพเนจรพอดี”


สะใภ้เซี่ยถูกละเลย ในใจนางจึงไม่สบอารมณ์ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ย “บังเอิญออกไปพเนจรพอดีเชียว คงไม่ได้หาขออ้างมาปฏิเสธหรอกนะ”


“อาสะใภ้รองเอ่ยอันใดออกมา” ฉินหลิวซีนิ่วหน้า “สำนักเต๋าใครก็ไปได้ ไปทำบุญถวายธูปเทียนก็ทำให้อารามเป็นที่นิยมมากขึ้น สำนักเต๋าที่ไหนบ้างจะไม่ต้อนรับคนมาทำบุญ”


สะใภ้เซี่ยสะอึกไปทันที


“อาสะใภ้รองจมูกไปโดนอันใดมาหรือเจ้าคะ” ฉินหลิวซียกมือขึ้นเล็กน้อย สีหน้าท่าทางเป็นกังวล “ท่านบาดเจ็บตรงจมูก จะต้องระวังหน่อยแล้ว ข้าเห็นว่าจุดอิ้นถังกลางหว่างคิ้วของท่านดำคล้ำ เร็วๆนี้จะโชคร้าย น่าจะเป็นเพราะบาดเจ็บที่จมูกนี่แหละ”


เปลือกตาของสะใภ้เซี่ยกระตุกทันที “เจ้าพูดเหลวไหลอันใด โชคร้ายอันใด เจ้าแช่งข้าหรือ! ท่านแม่ ท่านดูนางสิ มีที่ไหนสาปแช่งผู้หลักผู้ใหญ่อย่างนี้”


ฉินหลิวซีก้มหน้าท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าติดตามอาจารย์มานานหลายปี แม้อาจารย์จะเอ่ยอยู่เสมอว่าข้าโง่เขลา แต่ต่อให้ข้าจะไม่ได้ฝึกถึงขั้นปรมาจารย์ แต่โหงวเฮ้งง่ายๆข้าก็พอดูเป็น อาสะใภ้รองไม่เชื่อก็ถือว่าข้าไม่ได้เอ่ยก็แล้วกัน”


จมูกเป็นแผล บริเวณหน้าผากหมองคล้ำ ใบหน้าทะมึน ดวงตาไร้แวว โหงวเฮ้งนี้บอกว่านางกำลังโชคร้ายแน่นอน


สะใภ้เซี่ยโกรธจนสั่นไปทั้งตัว ริมฝีปากนางสั่นระริก แต่กลับไม่สามารถตอบโต้กลับไปได้ เพราะช่วงนี้นางโชคร้ายจริงๆ กำลังปักดอกไม้อยู่ในห้องดีๆก็ถูกเข็มแทง เดินอยู่ดีๆก็เลี้ยวไปชนเก้าอี้ แม้แต่ดื่มน้ำ นางก็ยังสำลักเอาเป็นเอาตาย


ดังนั้นคำพูดของฉินหลิวซีจึงแทงใจนางเข้าอย่างจัง หรือว่ามันจะเป็นเรื่องจริง


ตอนที่ 117: ใครบ้างที่ไม่เคยเสแสร้ง


คนโบราณนั้นเชื่อเรื่องโชคลางมาก ไม่เว้นแม้แต่คนที่อยู่ในห้องนี้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อฉินหลิวซีที่ถือว่าโตมาในอารามเต๋าเอ่ยออกมาเช่นนี้แล้ว แม้ว่านางจะเรียนมาไม่ได้เต็มร้อย รู้มาเพียงเล็กๆน้อยๆก็ยังรู้มากกว่าพวกนางอยู่ดีมิใช่หรือ


สะใภ้เซี่ยนึกถึงความโชคร้ายของตนเองอีกครั้งก็รู้สึกนั่งไม่ติด


ฉินหมิงเย่ว์ที่ยืนอยู่ข้างๆ นางกวาดตามองกระโปรงของฉินหลิวซีก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อน “แต่พี่หญิงใหญ่ ท่านแม่ได้รับบาดเจ็บจากในเรือนของท่านนะเจ้าคะ”


ฉินหลิวซีหันไปมองช้าๆ เอามือแตะหัวใจด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจ “น้องหญิงรองเอ่ยเช่นนี้ก็หมายความว่าดวงของข้าเข้ากันไม่ได้กับอาสะใภ้รองอย่างนั้นหรือ ช่างเถิด เช่นนั้นข้าไปก็ได้”


นางทำท่าจะไป


ฉินหมิงเย่ว์ถึงกับนิ่งงันไป ทั้งๆที่แต่เดิมนางไม่ได้มีท่าทางอย่างนี้นี่ ก่อนหน้านี้นางแข็งกร้าวยโสโอหังนัก เหตุใดพออยู่ต่อหน้าท่านย่า นางถึงได้ทำราวตนเองถูกกลั่นแกล้งรังแกน่าสงสารเยี่ยงนั้นได้


เสแสร้งแกล้งทำได้เก่งกว่าตนเสียอีก


ฉินหมิงเย่ว์หันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าโดยสัญชาตญาณ แล้วก็ได้เห็นสีหน้าย่ำแย่อย่างที่คาดไว้ นางจึงรีบเอ่ยทันที “พี่หญิงใหญ่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เพียงแต่ท่านไม่อยู่บ้าน ก็เลยบอกท่านเรื่องนี้ ท่านอย่าได้ไม่พอใจไปเลย”


“ฉีหวงบอกข้าแล้ว ข้าจึงได้บอกว่าอาสะใภ้โชคร้ายอย่างไรเล่า ข้าไม่ได้เอ่ยโดยไม่มีเหตุผล หากไม่ได้เป็นเพราะโชคร้าย แล้วอยู่ดีๆทำไมถึงได้ล้มกระแทกพื้นได้เล่า อาสะใภ้รองก็ไม่ใช่เด็กน้อยเสียหน่อย หากไม่ใช่โชคร้าย ก็ต้องเป็นเพราะดวงของข้ากับอาสะใภ้ไม่ถูกกันแน่แล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยเหมือนไม่มีอะไร แต่ความจริงร้ายลึก “น้องหญิงอย่าได้ตำหนิตัวเองเลย ข้าไม่โทษเจ้าหรอก เป็นเพราะดวงของข้าไม่ดีเอง”


มาสิ ใครบ้างที่ไม่เคยเสแสร้ง


ฉินหมิงเย่ว์ “!”


ขมับของสะใภ้เซี่ยเต้นตุบขึ้นมาทันที


สะใภ้หวังหันไปมองฉินหลิวซี ระงับอาการอยากจะยิ้มนั้นไว้ “พอเถิด ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น มันจะน่ากลัวอย่างที่เจ้าเอ่ยได้อย่างไร ท่านแม่ ทุกคนหิวกันแล้ว เรากินข้าวกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”


ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า


หลังจากพวกนางกินข้าวร่วมกับฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว สะใภ้เซี่ยก็ไม่สามารถนั่งต่อไปได้ จึงพาฉินหมิงเย่ว์จากไปทันที


ฮูหยินผู้เฒ่าให้ฉินหลิวซีอยู่ต่อ สะใภ้หวังเองก็นั่งลงด้วย แต่ละคนมีถ้วยชาอยู่ในมือของตน


“ที่เรียกเจ้ามาก็ไม่ได้มีเรื่องอันใดหรอก เมืองหลีเป็นบ้านเดิมของพวกเรา เมื่อก่อนตอนที่ตระกูลฉินยังไม่ได้ล้มลง ก็มักจะมีขุนนางพ่อค้าเศรษฐีต่างๆที่ไปมาหาสู่กันประจำ บัดนี้บ้านเราล้มลงแล้ว บางคนจึงหายหน้าไปไม่เห็นแม้แต่เงาอีก”


น้ำเสียงของฮูหยินฉินผู้เฒ่าเจือความผิดหวังและเย็นชาเล็กน้อย “ที่ท่านแม่ของเจ้าเอ่ยก็มีเหตุผล บ้านเราก็เพิ่งจะกลับมาที่เมืองหลีได้ไม่นาน ไปตามหาใครก็คงมีคนอยากช่วยแต่ไม่กล้า กลัวจะทำให้ผู้มีอำนาจบางคนขุ่นเคือง แต่อาจารย์ของเจ้าแตกต่างออกไป เขาเป็นคนสำนักเต๋า เมื่อก่อนก็มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลของเรา ไม่อย่างนั้นคงไม่รับเจ้าไป เราไม่มองหาเส้นสายตอนนี้ก็ได้ แต่ทางท่านปู่ท่านพ่อของเจ้าจะไม่เบิกทางเสียหน่อยก็คงไม่ได้”


นางเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็หอบหายใจเล็กน้อย จึงจิบชาแล้วค่อยๆปรับลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ตอนนี้เมืองหลีก็เริ่มหนาวแล้ว นับประสาอันใดกับพื้นที่ทางซีเป่ยที่หนาวเหน็บทุรกันดารเช่นนั้น พวกเราไม่มีญาติทางซีเป่ย พวกเขาอยู่ที่นั้นไร้ญาติขาดมิตร ทั้งไม่มีทรัพย์สินใด ข้ากลัวว่าพวกเขาจะทนความหนาวเหน็บและความลำบากไม่ได้ ย่าก็เลยอยากขอร้องให้เจ้าอาวาสชื่อหยวนส่งคนไปเบิกทางที่ซีเป่ยให้หน่อยได้หรือไม่ ด้วยสถานะของเขาคงไม่ดึงดูดความสนใจของใคร และไม่ถึงกับทำให้คนอื่นขุ่นเคืองได้ง่าย”


ฮูหยินฉินผู้เฒ่าเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็มีท่าทางอดสูเล็กน้อย


สะใภ้หวังเสริมขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เรื่องทรัพย์สินเงินทองพวกเราจะออกเอง แค่ไหว้วานให้คนช่วยดูแลบ้างเท่านั้น”


คนที่ถูกเนรเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ถ้าไม่มีใครดูแลเลยก็มีแต่จะแย่ลงเท่านั้น การหางานทำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน


ตระกูลฉินเป็นตระกูลบัณฑิต นอกจากบุตรชายคนรองที่พอจะต่อสู้เป็นบ้างเล็กน้อยแล้ว คนที่เหลือก็แบกหามทำงานหนักอะไรไม่ได้เลย หากต้องทำงานแบกหาม คนที่ยังแข็งแรงบึกบึนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่นายท่านผู้เฒ่าและเด็กชายน่าจะทนไม่ไหว


ฉินหลิวซีเงียบไปครู่หนึ่ง “ก่อนออกเดินทางอาจารย์เคยบอกข้าว่า ได้ไหว้วานให้คนดูแลไว้แล้ว ท่านย่าและท่านแม่วางใจได้”


ตอนที่ 118: อ้อ ข้าพอรู้วิชาแพทย์นิดหน่อย


เจ้าอาวาสชื่อหยวนได้ไหว้วานคนให้ไปซีเป่ยช่วยเบิกทางให้พวกเขาแล้วหรือ


ฮูหยินฉินผู้เฒ่าและสะใภ้หวังต่างก็ประหลาดใจและดีใจ “จริงหรือ”


“มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด ไม่มีค่าให้เอ่ยถึง…” ฉินหลิวซีเอ่ยคำนั้นออกมา แล้วก็เห็นสายตาผิดปกติของทั้งสองคน จึงรีบเอ่ยทันที “ข้าหมายความว่า แม้ว่าอาจารย์จะถูกเรียกว่าเป็นพวกนักต้มตุ๋น แต่ก็ไม่ใช่คนพูดไปเรื่อย ต่อให้เขาไม่เห็นแก่พวกท่านก็ต้องเห็นแก่ที่ข้าแซ่ฉินมิใช่หรือ เรื่องเล็กน้อยๆเพียงนี้เขาย่อมช่วยเหลืออยู่แล้ว”


มุมปากของฮูหยินผู้เฒ่ากระตุกเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ นี่นางกำลังว่าใคร


สะใภ้หวังยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก ศิษย์ที่เนรคุณเช่นนี้ เจ้าอาวาสชื่อหยวนทนได้อย่างไรกัน


นางกระแอมออกมาทีหนึ่ง “เจ้าอาวาสจิตใจดี คราวนี้ต้องใช้เงินไปเท่าใดเล่า เดี๋ยวข้าจะเอาเงินให้เจ้าไปคืนที่อารามดีหรือไม่”


“ถูกต้อง คนที่ต้องตามหาเป็นใคร ใช้เงินเบิกทางเท่าไร ต่อให้ตระกูลฉินจะยากจนแค่ไหน ก็ต้องหามาให้ได้” ฮูหยินผู้เฒ่าหยุดไปเล็กน้อย “สะใภ้หวัง อาหารการกินของข้าไม่ต้องทำให้แตกต่างกันหรอก ในครัวทำสิ่งใดมาก็เอามาให้ข้ากินอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องทำเหมือนตอนที่อยู่ในเมืองหลวง”


คิ้วของฉินหลิวซีขยับเบาๆ


สะใภ้หวังนิ่วหน้า “ท่านแม่ จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ ท่านอายุมากแล้ว จะต้องกินอาหารอ่อนเบาย่อยง่ายจึงจะดี”


“เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญหรอก อายุมากแล้วเดิมทีข้าก็ไม่ค่อยเจริญอาหารอยู่แล้ว กินแต่น้อยก็ดูแลร่างกายได้ดีกว่า” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย “ตอนนี้ไม่ว่าสิ่งใดก็ต้องใช้เงิน คนแก่อย่างข้าก็ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ต้องมาฟุ่มเฟือยไปกับข้าหรอก”


“ไม่ฟุ่มเฟือยเจ้าค่ะ แต่อาหารการกินของคนมีอายุอย่างท่านควรต้องพิถีพิถันหน่อยจะดีกว่า” ฉินหลิวซีเอ่ย “สุขภาพร่างกายของท่านไม่ดี หลังจากเดินทางกลับมาเมืองหลีท่านก็ล้มป่วย หากไม่บำรุงดูแลให้ดีอีก เกรงว่า…”


“แค่กๆ” สะใภ้หวังกระแอมออกมาทันที ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆอย่างไม่เป็นที่สังเกตให้ฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีเอ่ย “ก็แค่อาหารของท่านคนเดียว จะกินได้สักเท่าไรกัน ในครัวทำให้อย่างไร ท่านก็กินอย่างนั้นไปเถิด บ้านเราก็ไม่ได้ขาดแคลนอาหารเสียหน่อย”


ฟังดูสิ คำพูดของนางฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร นางไม่รู้หรือว่าสถานการณ์ของตระกูลฉินยากลำบากแค่ไหน


ยังเด็กอยู่จริงๆนั่นแหละ


นางฉินผู้เฒ่าเอ่ย “ไม่เถียงกันเรื่องนี้แล้ว รอให้ผ่านไปอีกสักสองสามวัน ข้าจะยอมหน้าด้านส่งจดหมายออกไปจำนวนหนึ่งเพื่อทวงน้ำใจจากบางคน ขอยืมเงินมาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ก่อน หากพวกเขาตอบตกลง ภายภาคหน้าจะใช้คืนเป็นสิบเท่า”


สะใภ้หวังเองเอ่ย “ข้าเองก็ส่งจดหมายไปที่บ้านท่านพ่อท่านแม่ของข้าแล้ว เชื่อว่าอีกไม่กี่วันก็น่าจะได้ข่าว”


ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกปลาบปลื้ม ตระกูลหวังเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง อีกทั้งไม่กลัวตระกูลเหมิง


ฉินหลิวซีก้มหน้าก้มตาด้วยความเบื่อหน่าย


สะใภ้หวังเห็นท่าทางของนางแล้วจึงเอ่ย “ซีเอ๋อร์เพิ่งจะกลับจวน คงจะเหนื่อยล่ะสิท่า กลับไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”


ฉินหลิวซีลุกขึ้นยืน “ข้าจะตรวจชีพจรให้ท่านย่าก่อนค่อยไป”


นางเดินเข้าไปทันทีโดยไม่รอให้นางฉินผู้เฒ่าตอบอะไรมา พลันวางนิ้วบนข้อมือ ก่อนจะขมวดคิ้วน้อยๆ “ท่านย่าเป็นกังวลมากเกินไป กลางคืนนอนไม่หลับ ธาตุไฟในตับเพิ่มสูง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะไม่เป็นผลดีต่ออายุขัยของท่าน ข้าจะเขียนใบสั่งยาสงบใจและบำรุงตับให้ ส่วนสมุนไพรต่างๆ ข้าจะให้ฉีหวงส่งมาให้ ติงหมัวหมัว ต้มยาให้ฮูหยินผู้เฒ่าดื่มวันละสองครั้ง”


“เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่” ติงหมัวหมัวย่อเข่าลงตอบรับด้วยท่าทางนบนอบ ในใจก็รู้สึกประหลาดใจนัก วิชาแพทย์ของคุณหนูใหญ่นี้ใช้ได้จริงๆ ไม่นานก็วินิจฉัยออกมาได้ทันที


ทุกวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เคยได้นอนเต็มอิ่มเลย ถ้าไม่นอนไม่หลับก็มีเรื่องในใจ เพิ่งจะหลับไปได้ไม่นานก็สะดุ้งตื่นตกใจเพราะความฝัน จากนั้นก็นอนไม่หลับแล้ว


นางเดินเข้าไปทันทีโดยไม่รอให้นางฉินผู้เฒ่าตอบอะไรมา พลันวางนิ้วบนข้อมือ ก่อนจะขมวดคิ้วน้อยๆ “ท่านย่าเป็นกังวลมากเกินไป กลางคืนนอนไม่หลับ ธาตุไฟในตับเพิ่มสูง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป จะไม่เป็นผลดีต่ออายุขัยของท่าน ข้าจะเขียนใบสั่งยาสงบใจและบำรุงตับให้ ส่วนสมุนไพรต่างๆ ข้าจะให้ฉีหวงส่งมาให้ ติงหมัวหมัว ต้มยาให้ฮูหยินผู้เฒ่าดื่มวันละสองครั้ง”


“เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่” ติงหมัวหมัวย่อเข่าลงตอบรับด้วยท่าทางนบนอบ ในใจก็รู้สึกประหลาดใจนัก วิชาแพทย์ของคุณหนูใหญ่นี้ใช้ได้จริงๆ ไม่นานก็วินิจฉัยออกมาได้ทันที


ทุกวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เคยได้นอนเต็มอิ่มเลย ถ้าไม่นอนไม่หลับก็มีเรื่องในใจ เพิ่งจะหลับไปได้ไม่นานก็สะดุ้งตื่นตกใจเพราะความฝัน จากนั้นก็นอนไม่หลับแล้ว


นางรู้ดีว่านายหญิงของตนกลัดกลุ้มเรื่องคนในบ้านที่อยู่ระหว่างเนรเทศ


เมื่อเป็นเช่นนี้นานๆเข้า พลังและสภาพจิตใจก็ไม่เต็มร้อย ยิ่งดูทรุดโทรมชราภาพลงทุกวัน


นางฉินผู้เฒ่าเองก็ประหลาดใจเช่นกัน นางเอียงหน้าไปมองฉินหลิวซีก่อนจะถามคำถามที่อยู่ในใจมานานแล้ว “เจ้าเรียนวิชาแพทย์พวกนี้มากี่ปีแล้ว แล้วไปเรียนมาจากใคร เรียนจบจากอาจารย์แล้วหรือไม่”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ย่อมต้องเรียนจากอาจารย์สิเจ้าคะ”


“เจ้าอาวาสชื่อหยวนรู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ เขาเป็นแค่นักพรตมิใช่หรือ” เท่าที่นางฉินผู้เฒ่าจำได้ นักพรตผู้นั้นไม่รู้วิชาแพทย์นี่


ฉินหลิวซีเอ่ยโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน “ศาสตร์ของสำนักเต๋าทั้งห้า วิชาแพทย์เป็นหนึ่งในนั้น อย่างที่เรียกว่าสิบวิถีเก้าวิชาแพทย์ นักพรตส่วนมากพอจะมีความรู้ทางแพทย์อยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ได้ศึกษาจริงจัง อาจารย์ของข้าก็เหมือนกัน ท่านแค่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันเป็นหลัก”


นางฉินผู้เฒ่าตระหนักได้ทันที เมื่อนึกถึงตอนที่ฉินหลิวซีช่วยสะใภ้กู้ในการคลอดนั้นก็ถามขึ้นอีก “เจ้าเรียนมากี่ปีแล้ว ข้าเห็นว่าตอนที่เจ้าช่วยอาสะใภ้สามของเจ้าคลอดลูก เจ้าทำได้ดีมาก”


นางรู้ดีว่าสถานการณ์ของสะใภ้กู้ตอนนั้นอันตรายแค่ไหน


แต่ตอนนี้สะใภ้กู้ดีขึ้นทุกวัน สีหน้าก็เริ่มจะมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว สภาพจิตใจก็ดีขึ้นกว่าตอนที่มาถึงเมืองหลี ส่วนเด็กทั้งสองก็ค่อยๆโตขึ้นเหมือนเด็กอายุสองเดือนธรรมดาทั่วไป


ในใจนางรู้ดีว่าทั้งหมดเป็นเพราะความช่วยเหลือของฉินหลิวซี


“ไม่ได้เรียนนานหรอกเจ้าค่ะ แค่มีความสนใจนิดหน่อย” ฉินหลิวซีถ่อมตน “ก็แค่พอเข้าใจบ้างเท่านั้น”


นางฉินผู้เฒ่าอยากจะเอ่ยว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย เทียบไม่ได้กับบัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้าที่เป็นวิชาชีพระดับบนในบรรดาชนชั้นทั้งเก้า แม้จะถือว่าเป็นชนชั้นอาชีพระดับกลาง แต่สถานะของหมอก็ไม่ได้สูงแต่อย่างใด นางเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ต่อไปจะต้องแต่งงานออกเรือนอีก ไม่แตะต้องสิ่งเหล่านี้จะดีกว่า


แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลฉิน คำพูดนี้ของนางก็ยังฟังดูเย่อหยิ่งอวดดีเกินไป


“ต่อหน้าคนนอก เจ้าต้องระมัดระวังไว้บ้าง ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นหญิงสาวคนหนึ่ง ต่อไปก็ต้องแต่งงาน ชื่อเสียงที่ดีจะนำประโยชน์และความสะดวกสบายมาให้เจ้า ไม่อย่างนั้นเจ้าจะต้องทนทุกข์จากข้อจำกัดมากมาย” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ย “เจ้าอยู่แต่ในอารามและในบ้าน ไม่เคยเห็นกฎเกณฑ์ที่แท้จริงของตระกูลใหญ่ก็เลยไม่รู้ ใต้ฟ้านี้กฎเกณฑ์สำหรับสตรีนั้นเข้มงวดเป็นพิเศษ การกระทำเล็กๆน้อยๆที่ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงในสายตาของเจ้านี้ล้วนแต่สามารถขยายให้เป็นเรื่องใหญ่โตและสร้างปัญหาได้มากมายนัก”


นางเห็นเรื่องทำนองนี้มามากแล้ว ยังเคยเห็นสตรีมากมายที่ต้องไปบวชหรือแม้แต่สังเวยชีวิตด้วยเหตุนี้


แม้ฉินหลิวซีจะไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้น แต่นางก็รู้ว่านางฉินผู้เฒ่าไม่ได้มีเจตนาร้าย ที่เอ่ยมาก็มีเหตุผล


หมอในสมัยโบราณไม่ว่าจะมีชื่อเสียงเพียงใด ในสายตาของพวกขุนนางผู้สูงศักดิ์ก็ไม่สามารถนับว่าเป็นชนชั้นสูงได้จริงๆ เรียกได้ว่าเป็นคนทำงานชั้นต่ำ ไม่มีหมอชื่อดังคนไหนที่เคยเอ่ยถึงความน่าน้อยใจในเรื่องนี้ออกมาบ้างเลยหรือ ‘หมอ วิถีเล็กๆลึกซึ้งถึงแก่นแท้ ความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ คนทำงานชั้นต่ำ’


“หลานเข้าใจเจ้าค่ะ”


ฮูหยินฉินผู้เฒ่าจึงโบกมือให้นางไปได้ ฉินหลิวซีเพิ่งจะเดินไปได้สองก้าว นางก็เอ่ยถามอีกหนึ่งประโยค “เจ้าว่าอาสะใภ้รองของเจ้าจะโชคร้าย จริงหรือ”


ฉินหลิวซียิ้มน้อยๆ “หลานไม่ได้สนิทกับอาสะใภ้รอง แต่ก็ไม่ได้มีความแค้นกับนาง ไม่จำเป็นต้องทำบาปทางวาจาด้วยการตั้งใจสาปแช่งนาง ท่านย่าไม่ต้องกังวล ต่อให้หลานห่างเหินกับตระกูลฉินแค่ไหน ก็ไม่มีทางใจร้ายถึงขนาดสาปแช่งคนในบ้านตัวเองได้”


นางฉินผู้เฒ่านิ่วหน้า ไม่สนิท ห่างเหิน นางจงใจเอ่ยคำเหล่านั้นออกมาให้ตนเองได้ฟัง เป็นการบอกว่าอย่าได้คาดหวังว่านางจะผูกพันกับตระกูลฉินอย่างนั้นหรือ


“ท่านย่ากินยาแล้วก็ควรเข้านอนพักผ่อนให้เร็วสักหน่อย หลานขอตัวนะเจ้าคะ” ฉินหลิวซีคารวะนาง ก่อนจะเดินออกไปอย่างช้าๆ


นางฉินผู้เฒ่ามองนางเดินออกไป สักพักก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยกับสะใภ้หวัง “พรุ่งนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ก็ต้องฉลอง เจ้าให้หลี่ต้ากุ้ยไปซื้อเนื้อสัตว์กับข้าวมาให้มากหน่อย ซื้อขนมไหว้พระจันทร์มาด้วยสักกี่ชิ้น ให้ทุกคนได้ครึกครื้นกันหน่อย ไม่ต้องให้อึดอัดเกินไปนัก จะได้ไม่ต้องว้าวุ่นสร้างปัญหาขึ้นมา”


สะใภ้หวังย่อเข่า “รับทราบเจ้าค่ะท่านแม่”


“เจ้าออกไปเถิด”


สะใภ้หวังยืดตัวขึ้นและกล่าวคำอำลา


ตอนที่นางออกจากห้องของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็เห็นฉินหลิวซียืนนิ่งอยู่ที่ประตูเรือนจึงเดินเข้าไปหาพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เหตุใดถึงยังยืนอยู่ที่นี่ นี่ก็ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศเย็น เจ้ายังมายืนรับลมอยู่ตรงนี้อีก ระวังจะเป็นหวัดเอาได้”


ฉินหลิวซีได้ฟังคำพูดเป็นห่วงเป็นใยเช่นนี้ก็รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าใดนัก นางจึงเอ่ย “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารอเพราะมีเรื่องจะเอ่ยกับท่านแม่เล็กน้อย ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก เป็นเรื่องของท่านย่า สุขภาพร่างกายของท่านย่าแย่ลงเรื่อยๆ ท่านแม่อย่าได้ตัดทอดลดค่าใช้จ่ายต่างๆในเรือนของท่านย่า พิถีพิถันระวังให้มากขึ้นหน่อยก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน เรื่องกินดื่มจะให้บกพร่องไม่ได้”


สะใภ้หวังชะงักไปทันที นางค่อยๆเดินไปจับมือของฉินหลิวซีพลางกระซิบ “ฉีหวงบอกข้าก่อนหน้านี้แล้วนิดหน่อยว่า หากมีคนมาเชิญ เจ้าก็จะออกไปรักษาคนหรือ”


“เป็นเช่นนั้นไม่ผิด” ฉินหลิวซีเองก็ไม่ปิดบังนาง


สะใภ้หวังงอนิ้วมือเข้ามาเล็กน้อย นางบอกไม่ถูกว่าในใจรู้สึกเช่นไร “เป็นเช่นนี้มาตลอดหลายปีนี้เลยหรือ”


ฉินหลิวซีหันไปมองหน้าสะใภ้หวัง เมื่อเห็นความเสียใจในสายตาของนางแล้วก็อดยิ้มไม่ได้


“ในเมื่อเรียนวิชาแพทย์แล้วก็ต้องรักษาคน นอกจากได้ช่วยคนแล้ว ยังได้เงินค่ารักษาอีกด้วย เป็นการดีทั้งสองทางมิใช่หรือ”


สะใภ้หวังกลับถอนใจแผ่วเบา “แต่หญิงสาวอย่างเจ้า ทั้งยังอายุน้อยแค่นี้ รักษาคนไม่ใช่เรื่องง่าย หลายปีมานี้เจ้าคงลำบากแล้ว”


“ท่านแม่กล่าวหนักไปแล้ว นี่ไม่ได้เรียกว่าลำบากอันใดหรอกเจ้าค่ะ แม้ว่าจะไม่สนิทสนมใกล้ชิดกับคนในครอบครัว แต่ชีวิตของข้าไม่ได้ถือว่าแย่ ข้าติดตามอาจารย์เช่นนี้กลับเป็นสิบปีที่อิสระยิ่งนัก ทั้งยังได้เรียนวิชานิดหน่อยด้วย ก็ค่อนข้างดีอยู่” ฉินหลิวซียิ้ม


“เจ้าโทษที่ตระกูลฉินทิ้งเจ้าไว้ที่บ้านเก่านี้หรือไม่”


ฉินหลิวซีเอ่ยเรียบๆ “หากจะบอกว่าไม่รู้สึกอันใดเลย ข้าก็เหมือนจะปากหวานเพื่อเอาอกเอาใจท่าน เอ่ยเพื่อให้ท่านชอบข้า ข้าก็แค่คนธรรมดาทั่วไป มีอารมณ์และความปรารถนาเช่นกัน จะไม่มีความไม่พอใจเลยได้อย่างไร แน่นอนว่าก็เป็นเรื่องตอนที่ข้ายังเด็กเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งยังได้เข้าสำนักเต๋า ข้าก็คิดได้ ของเหล่านั้น ถ้าได้มาก็คือโชค ไม่ได้มาก็คือดวงชะตา”


สะใภ้หวังไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรจริงๆเมื่อได้ยินเช่นนั้น


“หากข้าเติบโตขึ้นมากับพวกท่าน ก็คงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่ต่างอันใดกับคุณหนูกุลสตรีในห้องหอ แต่ตอนนี้ข้ากลับเข้าสำนักเต๋า ติดตามอาจารย์เรียนวิชาแพทย์ เวลาว่างก็ออกไปข้างนอกเพื่อเปิดหูเปิดตาได้ ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบของตระกูลใหญ่ ที่สุดคือความอิสระ ว่ากันว่าอ้อยไม่ได้หวานทั้งสองด้าน คนเราก็ไม่มีใครสมบูรณ์แบบเช่นกัน มีได้ก็มีเสีย เพียงมองแต่ด้านดีด้านสว่างของเรื่องต่างๆก็พอ”


สะใภ้หวังตกตะลึง “เจ้าเพิ่งจะถึงวัยปักปิ่นไปได้ไม่นาน กลับมองเรื่องราวต่างๆได้ปรุโปร่งถึงเพียงนี้”


“อาจจะเป็นเพราะข้าเป็นคนสำนักเต๋ากระมัง ข้าฝึกตนบำเพ็ญเพียร ไม่ถูกรบกวนจากเรื่องทางโลกได้ง่าย”


สะใภ้หวังได้ยินแล้วก็รู้สึกสะอึกเล็กน้อย นางมองเรื่องต่างๆอย่างเฉยเมยเช่นนี้ ต่อไปคงจะไม่เหมือนกับนักพรตหญิงที่ไม่แต่งงานพวกนั้นหรอกกระมัง


น่ากลุ้มใจอยู่บ้าง


ฉินหลิวซีไม่รู้ว่าท่านแม่ใหญ่ของนางกำลังกลุ้มใจเรื่องใด พอเดินเป็นเพื่อนนางจนถึงเรือนแล้วก็ขอตัวจากไป “พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมคารวะท่านใหม่”


สะใภ้หวังมองส่งนางออกไปพลางถอนหายใจ


เสิ่นหมัวหมัวพยุงมือนางเข้าไปข้างใน “ฮูหยิน คุณหนูใหญ่มองโลกได้อย่างปรุโปร่งเช่นนี้แล้ว ไยท่านยังถอนหายใจอีก”


“ก็เข้าใจโลกมากเกินไปน่ะสิ ราวกับเซียนบนสวรรค์กระนั้น ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่” สะใภ้หวังถอนใจ


ตอนที่ 119: สถานการณ์ไม่ดี หนีก่อนดีกว่า!


ฉินหลิวซีกลับไปถึงเรือนของตนเองแล้วก็เหลือบมองไปที่กำแพง


ผีชายหญิงคู่ร้ายหมอบอยู่บนกำแพงอาบแสงจันทร์อย่างเกียจคร้าน พอเห็นว่าฉินหลิวซีกลับมา พวกเขาก็หลบไม่ทัน ถูกจับได้คาหนังคาเขา


ไม่ดีแล้ว เผ่น


“มานี่”


ชายหญิงคู่ร้ายรีบลอยมาหานางอย่างว่าง่ายทันทีและยิ้มอย่างประจบประแจง “นายท่าน มีอันใดให้ข้ารับใช้หรือ”


“ช่วงนี้พวกเจ้าสังเกตเห็นว่าผีเร่ร่อนในเมืองหลีน้อยลงไป หรือว่าพวกเขาไปเกิดใหม่ หรือมีเรื่องอันใดแปลกประหลาดเกิดขึ้นบ้างหรือไม่” ฉินหลิวซีเอามือไพล่หลังพลางเอ่ยถาม


ผีผู้หญิงส่ายหน้า “นายท่าน พวกเราปักหลักอยู่ที่นี่ ไม่ได้ออกไปข้างนอกเท่าไรนัก แต่พอท่านเอ่ยแบบนี้ขึ้นมา ก็ดูเหมือนว่าจะมีผีบางตนหายหน้าไปจริงๆ ต้าสยง เจ้าได้สังเกตบ้างหรือไม่ ก่อนหน้านี้เจ้ายังบ่นอยู่เลยว่า เถาหงน้อยนั้นหายไปไหนไม่รู้ ยังถามอยู่เลยว่านางไปเกิดใหม่แล้วหรือ”


ผีผู้ชายเอ่ย “ใช่แล้ว ไม่เห็นหน้าค่าตาเป็นสิบวันแล้วกระมัง นอกจากเถาหงน้อยก็ยังมีอิงอิงและเยี่ยนเยี่ยนด้วย อ่า แม้แต่ตาเฒ่าที่ชอบแข่งกันหว่านเสน่ห์กับข้าก็ไม่เห็นมาหลายวันแล้วเหมือนกัน”


ฉินหลิวซีได้ยินแล้วก็ต้องขมวดคิ้วทันที


“ส่วนเรื่องประหลาดประหลาดนั่นก็มี ฮูหยินตระกูลหลี่ในมืองตงคลอดลูกคนหนึ่ง แต่พอเกิดออกมาก็ตายทันทีแบบนี้นับหรือไม่ ข้าเข้าไปดูก็พบว่าเด็กตัวแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก น่ากลัวมาก ตระกูลหลี่ไม่กล้าโวยวายอันใดด้วยซ้ำ พวกเขาขุดหลุมฝังศพในคืนนั้นเลย แล้วบอกคนภายนอกว่าเด็กตายเพราะคลอดยาก ได้ยินมาว่าฮูหยินหลี่ผู้นั้นป่วยจนลุกจากเตียงไม่ได้แล้ว” ผีผู้ชายเอ่ยอีกครั้ง


ผีผู้หญิงได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างทันที “เจ้าหน้าไม่อาย ยังมีหน้าไปดูชาวบ้านคลอดลูกอีก ไม่ละอายบ้างหรือ ไม่กลัวทำให้คนอื่นตกใจหรืออย่างไร ข้าว่าเด็กตกใจเจ้าจนตายมากกว่า สารเลว ข้าจะตีเจ้าให้ตายเลย!”


“อ๊าก...! ข้าแค่ผ่านไปก็เลยแวะดูเท่านั้น อย่าตีนะ อย่าตี โอ๊ย”


ผีสองตัวลอยไปลอยมาทั่วทั้งเรือน ทำให้บริเวณนั้นเต็มไปด้วยเงาผี


ฉินหลิวซีคิดถึงเรื่องที่พวกเขาเอ่ย คิ้วขมวดมุ่นจนหน้าผากเป็นรอยย่น นางนับนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือแล้วเอ่ยสั่ง “หยุดเสียงดังได้แล้ว”


เงาผีกลับมารวมกันในทันใด และโฉบเข้ามาข้างหน้าฉินหลิวซีไม่ไกล


ฉินหลิวซีมองผีทั้งสองพลางสั่งการ “พวกเจ้าออกไปดู แล้วลองถามพวกผีเร่ร่อนตนอื่นๆดูหน่อยว่า รอบๆตัวพวกเขามีผีตนไหนหายหน้าหายตาไปบ้างหรือไม่ ได้บอกไว้หรือไม่ว่าจะไปที่ไหน อีกอย่าง บอกให้พวกเขาสังเกตหน่อยว่าช่วงนี้มีสิ่งใดผิดปกติบ้างหรือไม่ ถามเสร็จแล้วค่อยกลับมารายงานข้า”


ชายหญิงคู่ร้ายหมอบอยู่บนกำแพงเรือนฉินหลิวซีมานานหลายปีแล้ว แต่กลับไม่เคยเห็นนางดูเคร่งขรึมจริงจังเช่นนี้มาก่อนเลย พอนึกถึงสิ่งที่ฉินหลิวซีเอ่ยถามก็อดสบตากันไม่ได้


“นายท่าน มีเรื่องใดหรือ” ผีผู้หญิงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง


ฉินหลิวซีเหลือบมองไป ทันใดนั้นนางก็หดตัวลงและถอยหลังไปหนึ่งก้าว ยิ้มแหยๆ “หากท่านไม่สะดวกจะเปิดเผยก็ถือเสียว่าข้าไม่ได้ถามก็แล้วกัน”


ฮือ คิดดูสิว่านางเป็นผีร้ายที่ยึดที่มั่นอยู่ในเมืองหลีมาหลายร้อยปีแล้ว ทั้งยังได้รับความเคารพจากผีน้อยที่อยู่ที่นี่ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทพผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉินหลิวซี นางก็ทำได้เพียงเรียกตัวเองว่าเป็นผีน้อยเท่านั้น


ไม่มีทางเลือกอื่น ฉินหลิวซีมีความสามารถในการปราบผีได้ นางสู้ไม่ได้ก็ต้องยอมแพ้


นอกจากนี้ นางยังนอนอยู่บนกำแพงเรือนคนอื่นเพื่อดูดซับพลังวิญญาณ เป็นหนี้บุญคุณก็ต้องมีความเกรงใจ ในเมื่อนางรับผลประโยชน์จากฉินหลิวซีแล้ว ก็ได้แต่ต้องทำธุระให้ท่านเทพแล้ว


ฉินหลิวซีนิ่งเงียบไปเล็กน้อย “มีผีร้ายหลุดมาจากนรกเก้าขุม ตอนนี้ยังหาร่องรอยไม่พบ จู่ๆ ผีพวกนี้ก็มาหายไป ข้าก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ พวกเจ้าก็ควรตื่นตัวให้มากสักหน่อย ผีร้ายตนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผีน้อยอย่างพวกเจ้าจะรับมือได้”


ชายหญิงคู่ร้ายได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกชาไปทันที “ข้าน้อยทราบแล้ว ขอบคุณนายท่าน”


“พวกเจ้าไปเถิด ข้าจะเรียกราชาผีตงฟาง…”


ผีทั้งสองไม่รอให้นางเอ่ยจบ พอได้ยินชื่อนั้นก็หายตัวไปพร้อมกับเสียงฟึ่บทันที


แม่เจ้า ราชาผีตงฟางกำลังจะมา น่ากลัวจริงๆ สถานการณ์ไม่ดี หนีก่อนดีกว่า!


ฉินหลิวซี “!”


ราชาผีตงฟางสามารถทำให้ผีหวาดกลัวได้มากกว่านางอีกหรือ อารมณ์เสีย!


ตอนที่ 120: ห้ามโจมตีผีสิ


หากเป็นนักพรตเต๋าคนอื่นที่ต้องการจะเรียกห้าผีขึ้นมาก็จะต้องจัดค่ายอาคมและมีเครื่องเซ่นไหว้ ไม่ต้องเอ่ยถึงการอัญเชิญหัวหน้าใหญ่อย่างราชาผี ใครที่มีความสามารถไม่มากพอก็จะไม่สามารถเรียกมาได้ และถึงแม้จะอัญเชิญมาได้ ก็อาจจะส่งกลับไปไม่ได้อีก


แต่ฉินหลิวซีสามารถเรียกราชาผีออกมาได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องเซ่นด้วยซ้ำ นางวาดยันต์เรียกผี กระดาษรูปม้า ธงทิว ชุดเกราะ แล้วซ้อนก้อนทองคำคุณภาพดีจำนวนหนึ่งเข้าด้วยกัน จุดธูปเผายันต์ ก้าวเท้าตามเส้นสร้างอาคมห้าผี ขณะเดียวกันนั้นก็วาดฝ่ามือไปด้วย ปากก็ท่องคาถา “สวรรค์ตื่นรู้พื้นพิภพขานรับ ทหารหันตาม ขุนพลนำปฏิบัติ ศิษย์ฉินหลิวซี ขออัญเชิญราชาผีตงฟางเฉินขุย มาพบโดยไว ดุจบัญชาไท่ซ่างเหล่าจวิน จงรับคำสั่ง!”


ในเวลานั้นราชาผีตงฟางที่กำลังถือกาสุราอยู่ในถ้ำของตนกำลังเพลิดเพลินกับการดูนางสนมคนใหม่ของเขาเต้นระบำจิงหง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกหนาวตามแนวกระดูกสันหลังขึ้นมา เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีนัก


แล้วก็เป็นอย่างที่คาด ขณะที่ความรู้สึกอันคุ้นเคยนี้เกิดขึ้น เขาได้รับคำสั่งเรียกตัวไป เจ้าเด็กจอมมารแซ่ฉินผู้นั้นนั่นเอง!


ไม่ ข้าจะไม่ไป


ราชาผีตงฟางร้องโหยหวนออกมาหนึ่งที พลันหายวับไป


ฉินหลิวซีเปิดเหล้าไหหนึ่งแล้วรินลงถ้วย นางจุ่มนิ้วลงในเหล้าแล้วดีดขึ้นไปกลางอากาศ เหล้ากระจายตัวออก “มาก็มาแล้ว ไฉนไม่ยอมปรากฏตัว เช่นนั้นเหล้านี้ข้าจะโปรยทิ้งให้หมด”


“เฮ้ๆๆ ท่านดูท่านสิ หญิงสาวคนหนึ่งไปเอาอารมณ์ร้ายๆแบบนี้มาจากไหน ไม่อ่อนโยนเลยสักนิด แล้วอย่างนี้จะได้แต่งงานหรือ เหมือนวังหลังของข้า…ไม่ต้องจ้องหน้าข้าแล้ว ข้าหุบปากแล้ว!” เมื่อราชาผีตงฟางปรากฏตัวขึ้น เขาก็ยกนิ้วมือขึ้นปิดปากตนเองเล็กน้อย ยืนอยู่ตรงหน้าฉินหลิวซีด้วยสีหน้าน่าสงสาร มองสุราไหนั้นตาปริบๆ


สวรรค์รู้ดีว่า ตอนที่เขาผ่านเมืองหลีมา ผีน้อยในเมืองนี้ก็ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว แทบอยากจะไปเกิดใหม่ทันที ไม่มีใครกล้าโผล่หน้าออกมาทั้งนั้น


ดังนั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องเอ่ยถึงบริเวณใกล้ๆบ้านของฉินหลิวซีเลย ในเมืองหลีมีผีเพียงไม่กี่ตนที่กล้าออกมา เพราะกลัวว่าจะพบเข้ากับราชาผีตงฟางและจบลงด้วยชีวิตของตนเอง


แต่ราชาผีตงฟางที่ทำให้ผีทุกตนหวาดกลัวยามอยู่ต่อหน้าใครบางคนกลับเหมือนสะใภ้ตัวน้อยที่ต่ำต้อยเหลือแสน โชคดีที่ไม่มีผีแอบมองอยู่ใกล้ๆ ไม่เช่นนั้นภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน และทรงอำนาจของเขาอาจจะหายวับไปจากใจเหล่าผีได้เลย


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา ก่อนจะใช้ยันต์ส่งสุราให้ “นั่งลงคุยกันหน่อย”


ราชาผีตงฟางนั่งลงพร้อมรอยยิ้ม หยิบสุราขึ้นมาดื่มด้วยสีหน้าพึงพอใจ “เหล้าของใต้เท้านี่ร้อนแรงดีจริงๆ หอมหวานล้ำเลิศ ไม่ว่าของใครก็ไม่สามารถเทียบได้”


“พอเถิด คุยธุระกันดีกว่า” เนื่องจากสถานะของอีกฝ่ายเป็นวัตถุหยิน ตอนนี้บ้านตระกูลฉินก็ไม่ได้มีแค่นางอยู่คนเดียว แต่มีสตรีเด็กและคนชรามาอยู่ด้วยอีกหลายคน โดยเฉพาะเด็กทารกสองคนที่อายุยังไม่ครบเดือนดี


แม้ว่านางจะใช้ยันต์กางอาณาเขตเพื่อป้องกันไม่ให้พลังหยินรั่วไหลออกไป แต่วิญญาณหยินอย่างราชาผีตงฟางหากอยู่นานไปถึงอย่างไรก็ไม่ดี


“โอ้ ใต้เท้าจะเอ่ยอันใดหรือ ว่าแต่เหตุใดในบ้านของท่านถึงมีคนมากเสียจริง”ราชาผีตงฟางมองออกไปนอกเรือน


“อย่าให้กลิ่นอายของท่านรั่วไหลออกไป ที่นี่มีแต่คนชราและคนอ่อนแอทั้งนั้น ยังมีเด็กที่เพิ่งเกิดได้มานานอีก พวกเขาหนีภัยกันมา หากกลิ่นอายของท่านรั่วไหลออกไป พวกเขาจะต้องเดือดร้อนแน่” ฉินหลิวซีทำท่าฝ่ามือดึงเอากลิ่นอายที่รั่วไหลของเขากลับมา


ราชาผีตงฟางรีบเก็บงำกลิ่นอายของตนทันที


ราชาผีตงฟางรีบเก็บงำกลิ่นอายของตนทันที


ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “ที่เรียกท่านมาไม่ได้มีเรื่องอันใดหรอก ท่านได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นที่อำเภอชิงในชิงโจวระยะนี้มาบ้างหรือไม่ รู้บ้างหรือไม่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ผีน้อยที่อยู่ในอำนาจท่านมีอันใดผิดปกติบ้างหรือไม่”


ราชาผีตงฟางจิบเหล้าก่อนจะเอ่ย “อำเภอชิงเกิดอันใดขึ้นหรือ ท่านก็รู้ว่าข้าอยู่เฉยจนชินเสียแล้ว ไม่ค่อยจะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน…”


“ใช่สิ ขี้เกียจเช่นนี้ แต่กลับไม่มีใครล้มท่านขึ้นแทนที่ ยึดภรรยาตัวน้อยทั้งแปดสิบคนของท่าน ใช้เงินทองอันมหาศาลของท่าน เป็นผีที่ไม่มีความทะเยอทะยานจริงๆ” ฉินหลิวซีเสียดสี


ราชาผีตงฟาง “!”


ผีที่ไม่มีความทะเยอทะยานทั้งหลาย “!”


ไม่สิ ห้ามโจมตีผีสิ!


“ท่านเองก็ไม่แสวงหาความก้าวหน้ามิใช่หรือ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” เขาพึมพำ


ฉินหลิวซีกลอกตาไปด้านข้าง


ราชาผีตงฟางรีบนั่งตัวตรงแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มทันที “นี่ก็เพราะพวกเขาทำไม่ได้มิใช่หรือ ฮิๆ พวกเขาไม่ได้มีใต้เท้าหนุนหลังเหมือนข้านี่”


เหอะๆ ประจบประแจงแล้วอย่างไร ชีวิตสำคัญกว่า!


ฉินหลิวซีแค่นเสียงหยัน นางเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้เขาฟังโดยไม่เสียเวลาอีก


สีหน้าของราชาผีตงฟางเคร่งขรึมจริงจังขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้ฟัง “ท่านคิดว่าเป็นฝีมือของผีร้ายจากนรกเก้าขุมตนนั้น ว่ากันตามหลักแล้ว หากรอดจากนรกเก้าขุมมาได้ก็ถือว่าอาการร่อแร่แล้ว จะต้องใช้พลังชีวิตและแก่นแท้จำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องกลืนกินผีตนอื่นเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเอง”


นั่นเป็นสิ่งที่ฉินหลิวซีคาดเดาไว้เช่นกัน


“แต่ผีร้ายที่สามารถหลบหนีจากนรกเก้าขุมมาได้คงจะไม่ประมาทและไร้สมองหรอก หากเขาสร้างปัญหาในโลกมนุษย์ ร่องรอยของเขาจะต้องถูกนักพรตเหลือขอ… อ่า ไม่ใช่ มัน จะต้องถูกปรมาจารย์สำนักเต๋าฝ่ายธรรมะอย่างพวกท่านล่วงรู้อยู่แล้ว”


ราชาผีตงฟางจิบสุราอีกครั้ง “ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นย่อมมีความหวัง หากเป็นข้า กว่าจะหนีออกมาได้ไม่ใช่ง่ายๆ คงไม่มีทางโง่ถึงขนาดรีบเอาคอมาพาดเขียงแบบนี้หรอก พลังยังไม่ฟื้นคืนก็บุ่มบ่ามเข้าไป จะต้องถูกจับได้แน่ ดังนั้นต่อให้จะรีบเร่งเติมพลังและความแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ทำได้เพียงแอบซ่อนลอบกระทำ ท่านกับข้าต่างก็รู้ดีว่าการดิ้นรนเอาชีวิตรอดเท่านั้นที่ทำให้เราอยู่ได้นานขึ้นได้มิใช่หรือ”


ท่านเห็นหรือไม่ว่า คนที่เป็นราชาผีได้จะต้องมีมันสมองอยู่บ้าง การวิเคราะห์นี้ค่อนข้างสมเหตุสมผลดีทีเดียว


ฉินหลิวซีเอ่ย “สมองของท่านยังไม่ได้ถูกสตรีทำให้เลอะเลือนไปจริงๆ แต่เรื่องผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ หากไม่ใช่เขา ก็ต้องเป็นนักพรตชั่วที่สร้างปัญหา แต่อาจเป็นไปได้เช่นกันว่าพวกเขาไม่ได้ใช้วิธีการชั่วร้าย”


“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไร”


“ต้องให้ท่านตรวจสอบสักหน่อยแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ย “หากเป็นการกระทำของผีร้าย เช่นนั้นแล้วกลืนกินใครจึงจะมีพลังมากที่สุดเล่า เอ๊ะ ราชาผีตนหนึ่งจะไม่มีพลังมากกว่าผีน้อยสักพันตนหมื่นตนหรือ”


ราชาผีตงฟางตัวสั่นทันที


“หาหไม่ใช่เขา แต่เป็นนักพรตชั่ว เช่นนั้นแล้วท่านก็ต้องระมัดระวังอยู่ดี ไม่แน่อีกฝ่ายอาจจะจับเอาภรรยาคนไหนของท่านหรือลูกน้องของท่านไปทำเครื่องสังเวยก็ได้ และตอนนี้ทางชิงโจวก็ได้ส่งนักพรตจำนวนหนึ่งลงเขาไปตรวจสอบแล้ว ดังนั้นท่านต้องระวังหน่อย อย่าให้ถูกเขาจับผิดตัวไปได้หรือวิ่งไปชนตอเข้า”


ราชาผีตงฟางขมวดคิ้ว “ข้าเข้าใจแล้ว”


“เรื่องที่สำคัญที่สุดก็ยังเป็นเรื่องร่องรอยของผีร้ายตนนี้ เขาซ่อนตัวอยู่มิดชิด ไม่เป็นการดีต่อใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะหลังจากที่พลังของเขาฟื้นคืนแล้ว”


ราชาผีตงฟางได้ยินเช่นนั้นก็มองหน้านาง “ใต้เท้าวางแผนที่จะช่วยเทพเฟิงตูจับผีร้ายนี้ไปลงโทษหรือ”


ฉินหลิวซีเอ่ยทันที “เฮ้ ท่านเห็นว่าข้าเป็นคนดีหรือ เรื่องที่เปลืองแรงและไม่สนุก ทั้งยังไม่มีประโยชน์กับข้า”


“ท่านเป็นห่วงใต้หล้า”


“อย่ามา! ข้าไม่ใช่ ข้าไม่เคย อย่ามายกยอให้ข้าดูสูงส่งส่งเดช ข้ายังอายุน้อย ร่างกายก็อ่อนแอ จะเอาความสามารถที่ไหนมาเป็นห่วงใต้หล้า” ฉินหลิวซีโบกมือ “เอาล่ะ หมดเรื่องแล้วท่านก็กลับไปก่อนเถิด อย่าลืมคำพูดของข้า หากมีข่าวใดก็มารายงานด้วย”


“เรียกก็มา โบกมือก็ไป ท่านไม่มีมโนธรรมเลย อย่างไรก็น่าจะมีรางวัลให้บ้าง” ราชาผีตงฟางชี้ไปที่สุรา


“ไหนี้ก็ยังไม่พอหรือ ยังไม่ทันจะได้ทำงานก็จะขอรางวัลเสียแล้ว หน้าด้านจริงๆ!” ปากฉินหลิวซีก็เอ่ยเหมือนว่ารังเกียจ แต่มือกลับส่งเหล้าไปให้เขาอีกไห


ราชาผีตงฟางยิ้มแย้มแจ่มใสทันใด พอเขาขยับมือก็เกิดเสียงดังโครมคราม แล้วบนโต๊ะก็มีเงินทองของมีค่าต่างๆนานาปรากฏขึ้น น้ำเสียงเรียบง่ายเอ่ย “ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าที่มีเด็กเกิดใหม่ในบ้าน นี่คือของขวัญแสดงความยินดีของข้า”


หลังจากที่พูดจบ ร่างนั้นก็หายวับไปทันที เขาควรสนใจเรื่องนี้อย่างที่ฉินหลิวซีเอ่ยจริงๆ และยังต้องเรียกราชาผีที่เหลือมาหารือกันด้วย ทุกคนควรให้ความสนใจเรื่องนี้


ผีร้ายจากนรกเก้าขุมเชียวนะ หากรอให้เขาฟื้นคืนพลัง ต่อให้เป็นพวกเขาก็อาจจะรับมือไม่ไหว ดังนั้น…


อาศัยตอนที่เขายังป่วยอยู่ จัดการเขาเสียดีกว่า!


[1] เทพเฟิงตู: เทพเจ้าแห่งความตาย


จบตอน

Comments