tao ep1111-1120

ตอนที่ 1111: สัญญาณของความวุ่นวาย


ผ่านไปกว่าครึ่งเดือนสอง ใกล้จะถึงเดือนสามแล้ว ยิ่งมุ่งหน้าไปทางด้านไป่เย่ว์ซึ่งเป็นสุสานของบรรพบุรุษตระกูลเซี่ย สิ่งที่ฉินหลิวซีเห็นตลอดทางทำให้นางต้องขมวดคิ้ว เนื่องจากผลกระทบของพายุหิมะยังไม่ผ่านพ้นไป แม่น้ำที่ได้เห็นยังไม่ละลายทั้งหมด ไม่สามารถไถพรวนในฤดูใบไม้ผลิได้ และพวกเขาก็ยังเผชิญกับความไม่สงบในเมืองเล็กๆหลายครั้ง


ผลที่ตามมาของภัยพิบัติค่อยๆปรากฏชัดขึ้น


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆรู้สึกหนักใจเล็กน้อย พวกนางล้วนมาจากเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด แม้ว่าจะมีผู้คนไม่น้อยในเมืองหลวงที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเห็นศพนอนแข็งตายอยู่เรื่อยๆอย่างเช่นตอนนี้ ขณะที่บรรดาผู้สูงศักดิ์ล้วนคลุมเสื้อขนสัตว์และถือเตาพกพา กินอิ่มนอนหลับ ซ้ำยังเล่นไถน้ำแข็ง หากไม่ใช่เพราะเป็นช่วงไว้ทุกข์หลังจากการสิ้นพระชนม์ของไทเฮา หอคณิกาเรือสำราญคงจะคึกคักเป็นอย่างมาก


ชนชั้นสูงมีกลิ่นหอมของสุราและเนื้อสัตว์ ทว่าข้างทางกลับมีโครงกระดูกที่แข็งตาย นั่นไม่ใช่เรื่องตลก


และฉินหลิวซีก็ยิ่งยุ่งอยู่กับการฝังศพสวดส่งวิญญาณมากกว่าเดิม เป็นเรื่องไม่ยากที่นางจะฝังศพที่แข็งตายเหล่านั้น เพียงแค่ใช้คาถาระเบิดหลุมขึ้นมา จากนั้นก็ฝังกลบดิน ตั้งไม้หรือหินเป็นแผ่นป้าย อาจจะดูไม่พิถีพิถัน แต่ก็ดีกว่าถูกทิ้งไว้เปล่าๆเช่นนี้


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆเห็นดังนั้นก็พากันมึนงง ได้ยินมาว่าเป็นวิชาสายฟ้าอะไรสักอย่าง สามารถปราบผีได้ แต่คิดไม่ถึงว่ายังสามารถใช้วิชาเช่นนี้ได้ด้วย ง่ายและเร็วกว่าการขุดด้วยพลั่วเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็รู้สึกทอดถอนใจ ท่านอาจารย์เป็นผู้มีเมตตาอย่างยิ่ง ก็ไม่รู้ว่านักพรตท่านอื่นจะเป็นเช่นนี้เหมือนกันหรือไม่


นักพรตท่านอื่น?


เหอะๆ พวกเราไม่เปรียบเทียบกับคนนิสัยเช่นนั้นหรอก ใครบ้างที่โลกจิตเอาคาถาห้าสายฟ้าเช่นนี้มาระเบิดหลุมฝังศพ สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติสิ้นดี


ฉินหลิวซีเองก็รำคาญ เพราะเช่นนี้จะทำให้การเดินทางช้าลง แต่เมื่อเห็นผีร้องโหยหวนด้วยความไม่พอใจ วนเวียนไม่เข้าไปในประตูวิญญาณ ถ้าปล่อยไว้เช่นนี้ หากไม่มีสติปัญญาสุดท้ายก็จะถูกผีร้ายกลืนกินวิญญาณแตกสลาย หรือไม่ก็ดูดซับพลังหยินฆ่าคนกลายเป็นผีร้าย ทำให้โลกมนุษย์วุ่นวายมากขึ้น จึงทำได้เพียงเดินทางพลางสวดส่งวิญญาณไปด้วย


แม้ว่าจะวุ่นวายแต่ก็ใช่ว่าไม่มีเรื่องดี บุญกุศลค่อยๆเพิ่มขึ้น พลังแห่งความศรัทธาหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ ซึ่งมาจากความเคารพและความชื่นชมของกลุ่มคนตระกูลเซี่ย


บรรเทาทุกข์คน บรรเทาทุกข์ผี และบรรเทาทุกข์ตัวเอง การเดินทางครั้งนี้ไม่เสียเปล่า


เพียงแต่ว่าหลังจากที่นางดูดาวในตอนกลางคืนก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา จากนั้นนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็พบว่านางมักจะหายตัวไปในตอนกลางคืน แม้ว่าจะอยากรู้แต่ก็ไม่กล้าถาม


มีเพียงฉินหลิวซีเท่านั้นที่รู้ ดาวอังคารเข้าแทรก ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ฮ่องเต้ แต่เกรงว่าอาจเกี่ยวข้องกับความหิวโหยและโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากภัยธรรมชาติหรือสงครามและความโกลาหล


เป็นอย่างที่คิดไว้ เมื่อพวกเขาเข้าสู่เขตแดนของไป่เย่ว์ก็ล่วงเข้าต้นเดือนสาม มีข่าวว่าซิ่นหยางอ๋องก่อกบฏในพื้นที่ประจำการของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าวังหลังขององค์รัชทายาทวุ่นวายในช่วงไว้ทุกข์ รัชทายาทถูกปลดกลายเป็นสามัญชนธรรมดา พระสนมเสียนกุ้ยเฟยถูกลดตำแหน่งเป็นพระสนมเสียนผิน


ไทเฮาสิ้นพระชนม์ รัชทายาทถูกปลด พระสนมกุ้ยเฟยถูกลดตำแหน่ง ทำให้ตระกูลโจวได้รับการโจมตีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ยังไม่ทันมีเวลาได้หายใจหายคอก็ถูกฟ้องร้องว่าโจวซื่อจื่อใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ระดมกำลังทหารอย่างลับๆ ปิดล้อมอารามเต๋าเพียงเพื่อขอยาลูกกลอนมาถวายแก่ไทเฮา ปลุกเร้าความไม่พอใจของราษฎร ทำให้ฮ่องเต้โมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงลดตำแหน่งจงกั๋วกงให้เป็นเซิ่นชางปั๋ว และตัดศีรษะแม่ทัพสองนาย ไล่ขุนนางในหนิงโจวออกอีกหลายคน


“ตระกูลโจวเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ อำนาจทางทหารเป็นสิ่งต้องห้ามของตระกูลสวรรค์ ไม่เพียงแต่ไร้เหตุผล ซ้ำยังใช้อำนาจทางทหารโดยไม่มีป้ายคำสั่ง รังเกียจที่ตัวเองตายช้าเกินไปหรือ” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าถอนหายใจหลังจากได้ยินสิ่งนี้ กล่าวว่า “บรรพบุรุษของตระกูลโจวได้ติดตามฮ่องเต้องค์ก่อนออกรบบนหลังม้า นับว่ามีความจงรักภักดีและกล้าหาญไม่มีใครเทียบได้ น่าเสียดายที่ลูกหลานแย่ลงเรื่อยๆ ไม่มีสติปัญญารู้แจ้ง”


อำนาจทางทหารเปรียบเสมือนดาบในมือของฮ่องเต้ทุกพระองค์ เป็นดาบที่ใช้ปกป้องอาณาจักรและตัวเอง ตอนนี้ดาบเล่มนี้กลับถูกใช้ประโยชน์จากสถานะของเขาโดยไม่มีคำสั่งจากเขา วันนี้ล้อมอารามเต๋า วันหน้าจะไม่ล้อมวังหลวงหรือ


ตระกูลโจวเหยียบสายฟ้าเข้าให้แล้ว


ซุ่นฟังกล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่มีปัญหามากมาย คิดไม่ถึงเลยว่าคนอย่างซิ่นหยางอ๋องที่ดูขี้ขลาดจะก่อกบฏ ราษฎรต้องทุกข์ทรมานแล้วเจ้าค่ะ”


ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม “เขาจะต้องตกนรกชั้นที่สิบแปด”


ทุกคนมองไปที่นาง รู้สึกสงสัยเล็กน้อย สีหน้ารังเกียจของนางนี้ ดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง


เมื่อฉินหลิวซีเห็นใบหน้าอยากรู้อยากเห็นของพวกนาง จึงกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เขามีคนที่เคารพบูชา เป็นนักพรตมาร เพื่อที่จะทำวิชามารชั่วร้าย ได้ฆ่าเด็กน้อยตายไปหลายคน”


เมื่อหลายคนได้ยินว่าเป็นวิชามารอีกแล้ว ก็พากันหน้าเปลี่ยนสี


“เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ เหตุใดจู่ๆจึงได้มีคนชั่วร้ายลัทธิมารปรากฏขึ้นมากมายขนาดนี้” สะใภ้โจวขมวดคิ้วพลางเอ่ย “สิ่งที่เกิดขึ้นกับน้องหญิงนั้นก็แย่มากพอแล้ว และยังยากที่จะบอกได้ว่ามีสิ่งผิดปกติกับหลุมศพบรรพบุรุษของพวกเราหรือไม่ ตอนนี้ซิ่นหยางอ๋องผู้นั้นก็ยังอาศัยสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นมาสร้างเรื่อง นี่มัน…”


ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะมีเรื่องเลวร้ายมากมายขนาดนี้ แม้ว่าจะเคยพบคนจากศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า อย่างมากก็แค่ทำพิธีทางศาสนา ขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยหรือไม่ก็ฟังเทศนาอะไรเหล่านั้น


แต่ตอนนี้มีทั้งพระสายมาร มีทั้งนักพรตมาร คนธรรมดาเผชิญหน้ากับคนเช่นนี้ไหนเลยจะมีทางรอด


ซุ่นฟังโพล่งออกมาว่า “คงไม่ใช่ว่าจะทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรอกกระมังเจ้าคะ”


นี่เป็นทั้งภัยพิบัติธรรมชาติและภัยพิบัติจากฝีมือมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากสงคราม นอกจากนี้ไม่กี่ปีที่ผ่านมาในราชสำนักเสื่อมโทรม ขุนนางกินอิ่มแล้วไม่ทำงานซ้ำยังรีดไถราษฎร ราวกับใต้หล้ากำลังจะวุ่นวาย


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าใจเต้นรัว เอ่ย “ซุ่นฟัง ระวังคำพูด!”


ตอนนี้ฮ่องเต้แสวงหาความเป็นอมตะ แต่ก็ไม่ต้องการได้ยินว่าจะเกิดความวุ่นวายขณะที่ตัวเองอยู่ในอำนาจ จะไม่เป็นการบอกว่าเขาเป็นฮ่องเต้ที่โง่เขลาหรือ


และฮ่องเต้โง่เขลาจนเกิดความวุ่นวาย จะคงความอับอายไปอีกหมื่นปี!


แม้ว่านายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าจะสั่งให้ระวังคำพูด แต่ก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่เล็กน้อย หากเป็นสัญญาณของความวุ่นวายขึ้นมาจริงๆ ราษฎรตกอยู่ในความยากลำบาก เช่นนั้นก็จะยิ่งมีคนเสียชีวิตมากขึ้น


ฉินหลิวซีคิดในใจว่าพวกนางค่อนข้างมีไหวพริบ เป็นสัญญาณของความวุ่นวายจริงๆ แต่ว่านางไม่ได้กล่าวอะไรออกไป


ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน กลุ่มคนได้เดินทางเข้าไปในหมู่บ้านตระกูลเซี่ย


หมู่บ้านนี้สร้างติดกับภูเขา มีสายน้ำไหลลงมาจากหุบเขากลายเป็นสายน้ำที่ไหลผ่านรอบหมู่บ้าน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปีที่แล้วหนาวเกินไปหรือไม่ ตอนนี้แม้ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิในเดือนสามแล้ว แต่แม่น้ำและลำธารก็ยังละลายไม่หมด มีน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


ไป่เย่ว์มีภูเขาและป่าไม้มากมาย ส่วนใหญ่เขียวชอุ่มสวยงาม แต่ภูเขาและป่าไม้ในหมู่บ้านตระกูลเซี่ย กลับเต็มไปด้วยต้นไม้ที่ตายแล้ว ขาดความมีชีวิตชีวา


“แม้ว่าตระกูลเซี่ยของพวกเราจะปกป้องดินแดนทางใต้มาหลายชั่วอายุคน กล่าวอย่างน่าฟังก็คือเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูง แต่ก็เป็นเพียงตระกูลที่มีชาติกำเนิดมาจากรากหญ้า บรรพบุรุษต้นตระกูลเซี่ยของพวกเราเดิมทีเป็นนายพราน เขาติดตามกองทัพทหารต่อสู้กับศัตรู ต่อมาได้ทำผลงานทางทหารจึงได้ไปเข้าตาบรรพกษัตริย์ ติดตามบรรพกษัตริย์ตระกูลฉีทำสงครามรวบรวมอาณาจักรจนกลายเป็นขุนนางผู้ก่อตั้ง” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวอย่างรู้สึกเป็นเกียรติว่า “หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านตระกูลเซี่ยของข้า แต่เชื้อสายหลักนั้นเหลือเพียงแค่สายของพวกเราเท่านั้น มีผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียว ที่เหลือเป็นสายที่แตกแขนงออกไป สายเลือดห่างกันออกไปไม่น้อย และยังมีทหารผ่านศึกของตระกูลเซี่ยอีกมากมายที่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่”


เมื่อนางกล่าวถึงตรงนี้ก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย


ครั้งหนึ่งตระกูลเซี่ยเคยเป็นตระกูลที่เจริญรุ่งเรือง แต่ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา พวกเขาต่อสู้ทำสงครามมากเกินไป มีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะเชื้อสายหลัก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ก็ทยอยเสียชีวิตทีละคน


ด้วยเหตุนี้อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้ตระกูลเซี่ยกำลังเหี่ยวเฉา ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่าตระกูลกำลังตกต่ำ


สิ่งนี้สามารถเห็นได้จากหมู่บ้านแห่งนี้ ในหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีหนุ่มสาวและคนวัยกลางคนเดินไปมาเพียงไม่กี่คน แต่มีคนแก่และผู้ที่อ่อนแอมากมาย


ใกล้จะสิ้นสุดสายเลือดแล้ว


ทันใดนั้นฉินหลิวซีก็นึกอยากถามขึ้นมาว่า “ทายาทเชื้อสายหลักของตระกูลเซี่ยล้วนเสียชีวิตในสนามรบหมดเลยหรือ”


ตอนที่ 1112: มือสังหารผู้นั้นมาอีกแล้ว


คนตระกูลเซี่ยล้วนไม่ได้ตายจากการทำสงครามทั้งหมด ก็มีผู้ที่ป่วยตาย และเขตชายแดนทางใต้นั้นมีแมลงพิษมากมาย ก็มีผู้ที่ถูกแมลงพิษกัดตาย มีคนจำนวนไม่น้อยถึงกับเสียชีวิตด้วยวิธีที่แปลกประหลาด บางคนถึงกับเสียชีวิตเพราะถั่วลิสงหนึ่งเม็ดสำลักหลอดลม


ขณะที่นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ มองไปยังฉินหลิวซี เอ่ยว่า “หรือท่านรู้สึกว่าการตายของคนตระกูลเซี่ยของพวกเรานั้นแปลกมาก เกี่ยวข้องกับโชคลาภที่ท่านกล่าวถึงหรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้า เอ่ย “ฮวงจุ้ยของหมู่บ้านนี้ดีมากตามที่ตั้งในตอนแรก สร้างขึ้นใกล้กับภูเขาและแม่น้ำ มีมังกรเขียวอยู่ทางซ้าย เสือขาวอยู่ทางขวา หยินหยางสมดุล ก่อนหน้านี้ภูเขาและป่าไม้ในบริเวณนี้คงจะเขียวชอุ่มเพราะมีฮวงจุ้ยที่เป็นสิริมงคลครบ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป วงศ์ตระกูลก็จะเจริญรุ่งเรือง มีเสือขาวอาศัยอยู่บนภูเขา ซึ่งเสือขาวนั้นเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าสงคราม ก็ไม่น่าแปลกที่ตระกูลเซี่ยของพวกท่านจะมีเทพสงครามรับใช้ในกองทัพมาหลายชั่วอายุคน”


เมื่อนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าได้ฟังคำพูดนี้ เดิมทีควรจะดีใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของฉินหลิวซี นางก็รู้ว่ายังมีต่ออีก


เป็นอย่างที่คิดไว้ ฉินหลิวซีถอนหายใจพลางเอ่ย “แต่ตอนนี้ภูเขาเขียวขจีเสื่อมถอย แม่น้ำเหือดแห้ง และตามหลักฮวงจุ้ย เสือขาวถูกห้ามไม่ให้อ้าปาก ตำแหน่งเสือขาวทางด้านนั้นได้ขุดคูน้ำลึกเชื่อมต่อกับแม่น้ำจนกลายเป็นเสือขาวอ้าปาก นอกจากนี้ยังมีต้นหลิ่วเติบโตตามริมแม่น้ำ ค่อยๆก่อตัวเป็นร่มเงา เดิมทีต้นหลิ่วก็ดึงดูดหยิน เมื่อมาเจอกับเสือขาวอ้าปาก ก็จะกลายเป็นเสือขาวชั่วร้าย”


สีหน้าของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเปลี่ยนไป


“ต้นหลิ่วเหล่านี้ดูยุ่งเหยิง ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจปลูก” สะใภ้โจวเห็นว่าต้นหลิ่วเหล่านี้ค่อนข้างรก ต้นเล็กๆที่ยังไม่โตเต็มที่ก็มี


ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบว่า “การปลูกต้นหลิ่วโดยไม่ได้ตั้งใจก็ทำให้เกิดร่มเงาได้”


ไม่จำเป็นต้องตั้งใจปลูก เพียงแค่ปักลงดินตามอำเภอใจมันก็เติบโตได้


ในเวลานี้ชายชราวัยเจ็ดสิบปีสวมชุดผ้าฝ้ายเดินมาหาด้วยความสั่นเทา ด้านข้างเป็นองครักษ์ที่ล่วงหน้ามาดำเนินการก่อนหน้านี้


ชายชราผู้นั้นคือหัวหน้าหมู่บ้านตระกูลเซี่ยในตอนนี้ เมื่อเห็นนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็จะคุกเข่าคำนับ


“ลุงเฉิงหนานไม่จำเป็นต้องมากพิธี ข้ากลับมาในคราวนี้ ก็เพื่อพาหว่านเอ๋อร์ของพวกเรากลับมาฝังศพ” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวด้วยความเศร้าใจ


เห็นได้ชัดว่าหัวหน้าหมู่บ้านตระกูลเซี่ยได้ฟังเรื่องนี้จากองครักษ์แล้ว ใช้แขนเสื้อเช็ดหางตา กล่าวว่า “คุณหนูน้อยเป็นเด็กดีขนาดนี้ แต่กลับแต่งงานผิดคน มันช่าง…”


“เป็นข้าที่ทำร้ายนาง” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวอย่างเศร้าใจว่า “ไม่เอ่ยเรื่องนี้แล้ว ลุงเฉิงหนาน คูน้ำนี้ถูกขุดตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วก็ยังมีต้นหลิ่วนี่อีก เหตุใดจึงได้ปลูกไว้ที่นี่”


หัวหน้าหมู่บ้านตระกูลเซี่ยกล่าวว่า “หลายปีมานี้แม่น้ำถูกปิดกั้น ทำให้ระบายน้ำได้ยาก จึงถูกขุดเมื่อสี่ปีที่แล้ว และยังสะดวกในการใช้รดน้ำต้นไม้อีกด้วย ส่วนต้นหลิ่วเหล่านี้ไม่ได้ปลูกขึ้นมา ตอนที่ขุดคูน้ำ พวกเด็กๆไปเล่นอยู่ตรงนั้นจึงไปเด็ดก้านหลิ่วจากข้างๆ มาปักเล่นตามอำเภอใจ”


สะใภ้โจว “…”


ปักต้นหลิ่วโดยไม่ได้ตั้งใจก็เป็นร่มเงาได้จริงๆด้วย


“มีอะไรไม่เหมาะสมหรือขอรับ” หัวหน้าหมู่บ้านตระกูลเซี่ยเห็นว่าสีหน้าของนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าไม่น่าดู จึงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าจึงเล่าถึงฮวงจุ้ยที่ฉินหลิวซีกล่าว หัวหน้าหมู่บ้านตระกูลเซี่ยตกใจจนขาอ่อน แทบจะคุกเข่าลงบนพื้น กล่าวด้วยความสั่นเทาว่า “หมายความว่าฮวงจุ้ยของหมู่บ้านตระกูลเซี่ยของพวกเราพังแล้วหรือ ดังนั้นสมาชิกในตระกูลเซี่ยจึงได้เหี่ยวเฉาลงทุกวัน?”


“หลุมศพบรรพบุรุษอยู่ที่ไหน เคยมีคนแปลกหน้าไปที่นั่นหรือไม่” ฉินหลิวซีเอ่ยถาม


หัวหน้าหมู่บ้านตระกูลเซี่ยส่ายหน้า “พวกเราส่งคนไปตรวจสอบและทำความสะอาดถอนวัชพืชอยู่เป็นประจำก็ไม่เคยเห็นคนแปลกหน้าเลย”


ฉินหลิวซีไม่ได้มีท่าทีใดๆ หากจะเลี่ยงผู้คนแอบมาแตะต้องหลุมศพบรรพบุรุษย่อมไม่ใช่เรื่องยาก อย่างเช่นตระกูลอวี้ ตระกูลที่หลบซ่อนมาเป็นเวลาหลายร้อยปี หลุมศพบรรพบุรุษก็ยังถูกแตะต้อง


ซุ่นฟังเป็นคนใจร้อน รีบเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์หรือว่าจะต้องถมคูนี้แล้วถอนต้นหลิ่วออก”


“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น” ฉินหลิวซีนับข้อนิ้วทำนายแล้วกล่าวว่า “อีกสามวันจะเป็นวันมงคล พวกเจ้าจัดเตรียมของบางอย่าง ข้าจะปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายนี้ออกไป”


“ต้องเป็นวันมงคลด้วยหรือ”


ฉินหลิวซียิ้ม “ฮวงจุ้ยกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย ใช่ว่าเพียงแค่ถมคูถอนต้นหลิ่วออกแล้วจะดีขึ้น ลงมือตามใจชอบจะถูกเสือขาวร้ายโจมตีเอา หากไม่ตายก็ได้รับบาดเจ็บ ย่อมต้องมีหายนะนองเลือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย จำเป็นต้องเตรียมพร้อมทุกรอบด้านจึงจะดี”


“รบกวนท่านแล้ว” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าคำนับนาง


เมื่อหัวหน้าตระกูลเซี่ยเห็นว่านายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าสุภาพกับเด็กสาวผู้นี้ จึงอดให้ความสำคัญไม่ได้


แม้ว่าจะเดินทางเหน็ดเหนื่อย แต่ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆก็ล้วนรู้สึกว่ายังไหวอยู่ เนื่องจากฉินหลิวซีช่วยปรับสภาพร่างกายให้พวกนางมาตลอดทาง ดื่มยาต้มไม่สะดวก นางก็ทำยาลูกกลอนจากร้านขายยาในเมืองใหญ่ระหว่างทางที่มาให้พวกนางกิน ประกอบกับการฝังเข็มส่งเสริมชี่ พวกนางล้วนรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อน


โดยเฉพาะนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า ตอนนี้มองเห็นสิ่งต่างๆได้อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่ชัดเหมือนตอนยังสาว แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็นคนตาบอด อย่างไรเสียนางก็อายุมากแล้ว ร่างกายมีอาการบาดเจ็บซ่อนอยู่ ต่อให้ปรับสภาพดีแค่ไหนก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ดังนั้นจึงมีความเหนื่อยล้าบนใบหน้าอยู่บ้าง


ฉินหลิวซีได้ถามถึงที่ตั้งของสุสานบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยพบว่าอยู่เหนือเนินเขาด้านหลังหมู่บ้าน อยู่ในหุบเขา ไม่ใกล้ไม่ไกลจนเกินไป และยังได้เชิญท่านอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยมามาสำรวจลักษณะต่างๆให้เป็นพิเศษ หลุมศพของบรรพบุรุษใหญ่คนแรกของตระกูลเซี่ยได้รับการวางค่ายกลเป็นพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาปล้นสุสาน


จากนั้นได้ตกลงกันไว้ว่าจะไปที่สุสานบรรพบุรุษในวันรุ่งขึ้น ฉินหลิวซีเองก็ไม่ได้รีบร้อน เรื่องบางเรื่องรีบร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์ หลังจากรับประทานอาหารก็เตรียมจะกลับไปฝึกบำเพ็ญที่ห้อง


“จริงสิ บรรพบุรุษต้นตระกูลของพวกท่านนามว่าอะไร” ฉินหลิวซีเอ่ยถามขึ้นมาหนึ่งประโยค


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “บรรพบุรุษต้นตระกูลมีนามทางการว่าเซี่ยกงหมิง คนเรียกกันว่าเซี่ยกง เป็นเทพสงครามที่เก่งกาจและจงรักภักดีที่สุดของตระกูลเซี่ยของพวกเรา”


กงหมิงตระกูลเซี่ย


เสวียนหมิงนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างสุสานหลัก มือทั้งสองข้างร่ายคาถาฝึกบำเพ็ญทุกวัน ในช่วงนี้เขาได้เดินดูรอบสุสานของตระกูลเซี่ยทั้งหมดแล้ว ได้สำรวจและศึกษาค่ายอาคมใหญ่ที่วางไว้ในสุสานเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมสำรวจได้ว่าสุสานที่มีพลังโชคลาภแข็งแกร่งที่สุดคือสุสานหลักที่เป็นของเซี่ยกงหมิง


หากฝึกบำเพ็ญโดยอาศัยพลังโชคลาภนี้ ตบะของเขาก็จะเพิ่มขึ้นทุกวัน


เพียงแต่ว่าคืนนี้ไม่มีดวงจันทร์ ท้องฟ้ายามค่ำคืนเงียบงัน แต่เสวียนหมิงกลับไม่สามารถเข้าสู่สมาธิได้


จู่ๆก็รู้สึกถึงลางไม่ดี!


เสวียนหมิงขมวดคิ้ว ไม่ได้ฝืนบังคับเข้าสู่สมาธิ เม้มริมฝีปากพลางครุ่นคิด ความรู้สึกที่เป็นลางไม่ดีนี้ค่อนข้างคุ้นเคย เหมือนกับ…


ร่างของคนที่สมควรถูกอัดปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา สีหน้าหวาดหวั่น


ในที่สุดเสวียนหมิงก็อดไม่ได้ หยิบกระดองเต๋าออกมา กัดปลายนิ้วแล้วใช้เลือดที่ปลายนิ้วเขียนแปดอักษรเวลาตกฟากของตัวเองลงบนกระดาษสีเหลืองแล้วเผามัน มือทั้งสองข้างร่ายคาถา เริ่มการทำนาย


ว่ากันว่าทำนายดวงชะตาผู้อื่นไม่ทำนายให้ตัวเอง เดิมทีการทำนายดวงชะตาก็เป็นการเปิดเผยความลับแห่งสวรรค์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวเอง การทำนายดวงชะตาของตัวเองยิ่งจะถูกผลสะท้อนกลับได้ง่าย การใช้แปดอักษรสีเลือดเพื่อสอดแนมดวงชะตาของตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ทำให้ตบะเสียหายเป็นอย่างมาก


ดังนั้นเมื่อเสวียนหมิงทำนายจึงได้เอาหลังพิงกับป้ายสุสานของเซี่ยกงหมิง อยากที่จะดูดซับโชคลาภให้มากขึ้น


เขาเข้าสู่การทำนาย ค่อยๆกำจัดหมอกออกไป ดูชะตากรรมชีวิตของตัวเอง จนกระทั่งสีหน้าซีดขาว มีเหงื่อเย็นไหลผ่านแผ่นหลัง ในที่สุดเขาก็เห็นมัน!


คนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา แสดงให้เห็นรอยยิ้มที่อาจเรียกได้ว่าเป็นปีศาจพญายมมาที่เขา จากนั้น…


พรึบ


เสวียนหมิงกระโดดขึ้นมาด้วยความตกใจ จู่ๆก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น หน้าอกเจ็บปวดราวกับฉีกขาด กระอักเลือดออกมาเต็มปาก


นางมาแล้ว มือสังหารผู้นั้นมาอีกแล้ว!


[1] ชี่ หรือลมปราณ หมายถึง ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเราทุกคน เสมือนเป็นพลังงาน ของชีวิตที่ใช้ขับเคลื่อนในชีวิตประจาวัน สารขนาดเล็กในร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา


ตอนที่ 1113: หากวันนี้ไม่จัดการเจ้า หัวใจเต๋าของข้าจะต้องพังทลาย


เสวียนหมิงตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เมื่อนึกถึงตอนที่ฉินหลิวซีเกือบจะฆ่าเขาตายก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว


ต้องหนี!


เขาไม่ใช่แมวเก้าชีวิต การที่หนีจากความตายมาได้หนึ่งครั้งนับว่าเป็นโชคชะตาของเขา แต่ครั้งที่สองกลับบอกได้ยาก เขาก็ไม่มีหน้าไปคิดว่าสวรรค์จะยืนอยู่ข้างเขา อย่างไรเสียเขาก็ขาดคุณธรรมอันยิ่งใหญ่


ดังนั้นจึงต้องหนี มิเช่นนั้นคงจะต้องพ่ายแพ้อยู่ที่นี่ตลอดไปจริงๆแล้ว


เสวียนหมิงรีบไปที่สุสานร้างเพื่อเก็บข้าวของของตัวเอง ขณะที่กำลังจะวิ่งออกไปพลันตัวแข็งทื่อ


เขาเป็นคนเฝ้าค่ายอาคม ค่ายอาคมอยู่คนก็ยังอยู่ ค่ายอาคมแตกสลายคนก็ตาย


คำพูดอันเย็นชาก่อนหน้านี้ของท่านเทพดังทะลุราวกับลมหนาวที่กัดกร่อนเข้าไปในแก้วหูของเขา


หากเขาหนีไป เช่นนั้นก็ตายอย่างเดียว!


จบแล้ว ข้างหน้ามีหมาป่า ข้างหลังมีเสือ จะไปทางไหนก็ล้วนเป็นกับดัก!


เสวียนหมิงมองลงไปที่ด้านล่างภูเขาด้วยสายตาที่เฉียบคม หรือว่าจะลองดูสักตั้ง


เขาเป็นถึงคนของท่านเทพเชียวนะ


เสวียนหมิงหันหลังกลับเข้าไปในถ้ำ มาที่หน้าป้าย หยิบธูปขึ้นมา จุดธูปบูชาขอให้ท่านเทพลงมา


ในขณะเดียวกันฉินหลิวซีก็ลืมตาขึ้นแล้วลุกขึ้นมา นางเดินออกจากห้องมามองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิด ซึ่งเป็นทิศทางของภูเขาด้านหลัง


ความชั่วร้ายที่คุ้นเคย


มือของฉินหลิวซีนับข้อนิ้วทำนายอย่างรวดเร็ว ขณะที่กำลังจะเคลื่อนไหว สะใภ้โจวที่ได้ยินการเคลื่อนไหวก็ขยี้ตายืนอยู่ที่หน้าประตูแล้วถามว่า “ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ”


“มีคนอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง ข้าจะไปที่นั่นก่อน พวกท่านค่อยตามขึ้นภูเขาไปตอนรุ่งสาง” ก่อนที่ฉินหลิวซีจะกล่าวจบก็ได้หายตัวไปแล้ว


สะใภ้โจวเห็นนางหายตัวไปราวกับผี ความง่วงงุนของนางก็หายไปในทันที หมายความว่าอย่างไร มีคนที่ภูเขาด้านหลัง นั่นคือสุสานบรรพบุรุษของพวกนาง หมายความว่ามีคนทำบางอย่างกับหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยอย่างนั้นหรือ


เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร


กลางคืนเยือกเย็นราวกับน้ำ


เสวียนหมิงร้อนใจเป็นอย่างมาก จุดธูปบูชาเสร็จแล้ว เหตุใดท่านเทพจึงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ หากต้องการให้ม้าวิ่งก็ต้องให้ม้ากินหญ้าก่อน เขาไม่ช่วยแล้วตัวเองต้องเผชิญหน้ากับมือสังหารผู้นั้น เกรงว่าจะไม่มีโอกาสชนะแม้แต่นิด เมื่อถึงเวลานั้น ค่ายอาคมนี้ก็จะสูญสลายไป


หรือว่าจะหนีไปก่อนดีกว่า


หากรักษาเขาอันเขียวขจีไว้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนใช้ ล่วงเกินไม่ได้ก็ยังหลบหนีไม่ได้อีกหรือ


ไม่ได้ หากหนีไปแล้ว ท่านเทพก็จะไม่ปล่อยเขาไป


ในใจเสวียนหมิงทรมานเป็นอย่างมาก มีคนสองคนต่อสู้กันอยู่ในหัวของเขาอยู่ตลอดเวลา ทันใดนั้นร่างกายของเขาพลันแข็งทื่อ รีบซ่อนตัวโดยไม่ต้องคิด สายตาแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว


มือสังหารมาแล้ว


นางมาเร็วมาก คำทำนายไม่เคยหลอกข้า!


ฉินหลิวซียืนอยู่หน้าหลุมศพ มองดูป้ายสุสานถูกทิ้งไว้ข้างๆประตูถ้ำเปิดอยู่ ข้างในมีลมพัดออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้จันทน์


ผีน้อยที่หลุดตาข่าย อยู่ที่นี่!


นางเดินเข้าไปพลางสร้างม่านอาคมขึ้นมาด้วย


ทางเดินในสุสานมืดมาก ฉินหลิวซีหลับตาลงครู่หนึ่ง หลังจากที่ลืมตาขึ้นอีกครั้งก็มองเห็นได้ในความมืด หลังจากที่เดินผ่านอุโมงค์สุสาน นางก็มาถึงกลางสุสาน มองไปทางด้านซ้าย เห็นว่ามีเทวรูปวางอยู่บนแท่นผนังที่เดิมทีควรวางตะเกียง มีดอกไม้จันทน์กำลังลุกไหม้อยู่หน้าเทวรูป


ไม่รอให้นางก้าวไปข้างหน้า ทิวทัศน์ของสุสานก็เปลี่ยนไปในทันที นางกำลังอยู่ในนรกบนดิน


ทะเลเพลิงที่ไร้ขอบเขตเผาไหม้ไปไกลสุดลูกตา มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนพยายามดิ้นรนเพื่อหลบหนีในทะเลเพลิง แต่ก็แตกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที ไม่มีใครรอด


เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวดังก้องไปทั่วท้องฟ้า


ฉินหลิวซีได้ยินเสียงประนามว่าเทพเจ้าไม่มีตา ภัยพิบัติธรรมชาติไร้ความปรานี ได้ยินเสียงคำอธิษฐานและขอความเมตตาของผู้คน จากนั้นก็ถูกทำลายอย่างรวดเร็วในทะเลเพลิง


เป็นความผิดของเจ้า


มีเสียงดังมาจากขอบฟ้า


ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้า คำตำหนิเบาๆมาจากทุกทิศทาง ราวกับเสียงปีศาจเข้ามาในหู โจมตีจิตวิญญาณของนาง


ฉินหลิวซีสีหน้าซีด คุกเข่าข้างเดียวลงบนพื้น ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ส่งเสียงคำรามเบาๆ มีลูกไฟสองดวงผุดขึ้นมาในดวงตาของนาง พลังที่รุนแรงแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย


นางอยากจะเผาทุกอย่างให้หมดสิ้น


ศิษย์ทรพี อย่าเล่นกับไฟ


ไม่รู้ว่าเสียงที่ละเอียดอ่อนดังมาจากไหน ฉินหลิวซีตัวแข็งทื่อ มือทั้งสองข้างร่ายคาถา กดลงไปบนแท่นวิญญาณของตัวเองโดยไม่ลังเล


พรวด


นางกระอักเลือดออกมาเต็มปาก


ทันทีที่ลืมตาขึ้นก็เห็นแส้หางม้าโจมตีมาที่ตัวเอง


ฉินหลิวซีไม่หลบซ้ำยังโจมตีกลับ มือราวกับกรงเล็บคว้าแส้หางม้านั้นไว้ก่อนจะบิดแล้วสะบัด


เสวียนหมิงตกใจ นางออกจากค่ายอาคมจิตมารเร็วมาก เมื่อครู่เห็นได้ชัดว่านางไม่สามารถหลุดพ้นได้แล้ว และเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเขา


ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว


ฉินหลิวซีสีหน้าเย็นชา ยึดแส้หางม้ามา ไฟก็พุ่งออกมาจากมือของนาง ห่อหุ้มแส้หางม้านั้นไว้ทั้งหมด


เสวียนหมิงเห็นท่าทางที่ไร้ความเป็นคนและเย็นชาของนาง ราวกับถูกบีบคอไว้ ไม่สามารถหายใจได้


นางมีจิตมาร คืออะไรที่ทำให้นางหมดความเป็นคน


มือของฉินหลิวซีคว้าไปที่แท่นวิญญาณของเขา พลังเต๋าอันทรงพลังพุ่งออกมาจากร่างกายของนาง กระชากดวงวิญญาณของเขาออกจากแท่นวิญญาณอย่างแรง


เสวียนหมิงสีหน้าเกรี้ยวกราดแต่กลับไม่สามารถขยับได้แม้แต่นิด ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว รู้สึกว่าดวงวิญญาณถูกดึงออกจากร่าง ราวกับถูกถลกหนังเลาะกระดูก รู้สึกชาจนไม่รู้ถึงความเจ็บปวด


ทันใดนั้นก็มีพระพุทธรูปปรากฏอยู่ด้านหลังเขา ดวงตาอันเรียวยาวปิดอยู่ แต่ทั้งใบหน้ากลับดูเหมือนมีผ้าคลุมปิดบังไว้ ทั้งๆที่อยู่ใกล้มาก แต่กลับไม่อาจมองเห็นลักษณะที่แท้จริงของเขาได้ชัดเจน


พระพุทธรูปลืมตาขึ้น


ภาษาสันสกฤตมากมายปรากฏขึ้นจากดวงตาคู่นั้น ราวกับตาข่ายยักษ์ ทำให้คนไม่มีที่ให้หลบหนี เมื่อตาข่ายลอยมาปกคลุม ภาษาสันสกฤตก็กลายเป็นบทสวดสันสกฤต ทำให้คนราวกับถูกครอบในภาชนะที่ปิดสนิท บทสวดสันสกฤตโจมตีจิตใจและดวงวิญญาณ ทำให้คนเกิดความคิดชั่วร้ายในใจอย่างรุนแรง


ทันใดนั้นฉินหลิวซีก็หัวเราะพลางเอ่ย “ซ่อนหัวเห็นหาง หากวันนี้ไม่จัดการเจ้า หัวใจเต๋าของข้าจะต้องพังทลาย!”


บทสวดสันสกฤตราวกับมีดที่กรีดเฉือนดวงวิญญาณ นางไม่สนใจว่าดวงวิญญาณจะสั่นสะท้านและเจ็บปวดเพียงใด ยังคงฝืนดึงดวงวิญญาณของเสวียนหมิงที่ขดกลับไปออกมาอีกครั้ง ในขณะเดียวกันนางก็ได้ใส่จิตวิญญาณเต๋าเข้าไปในไม้จินกัง โจมตีไปที่พระพุทธรูปองค์นั้น


ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเทพหรือเป็นพระพุทธเจ้า นางเจอเทพสังหารเทพ เจอพระพุทธเจ้าก็สังหารพระพุทธเจ้า!


พระพุทธรูปราวกับดูหมิ่นการกระทำนี้ของนาง ทันทีที่อ้าปากราวกับจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าไม้จินกังที่ฟาดมาจะกลายเป็นไม้ไฟ เปลวไฟร้อนระอุได้ห่อหุ้มอยู่รอบองค์พระพุทธรูปของเขา ทันใดนั้นก็ดับไป


แค่กๆ


ซื่อหลัวลืมตาขึ้น กระอักเลือดออกมาสองครั้ง เขามองดูเลือดที่กระอักออกมา ในที่สุดสีหน้าเย่อหยิ่งตามปกติของเขาก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเคร่งเครียดไม่พอใจ


ด้วยกลิ่นอายวิญญาณเพียงเล็กน้อยที่เหลือไว้ในร่างของเสวียนหมิงคนไร้ประโยชน์ผู้นั้น ทำให้นางทำร้ายเขาได้


เหอะๆ โลกใบนี้ที่แทบจะไร้พลังวิญญาณ แต่กลับมีคนเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้น เขามองนางไม่ผิดไปจริงๆ


ซื่อหลัวเลียเลือดที่มุมปาก แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความมุ่งมั่น


เส้นทางสู่สวรรค์สายนี้ น่าสนุกจริงๆ!


ในสุสาน ฉินหลิวซีจับดวงวิญญาณของเสวียนหมิงที่ต้องการจะหลบหนีไว้ในมือ ไฟนรกผุดขึ้นกลางฝ่ามือ เขาไม่ทันแม้แต่จะได้เปล่งเสียงกรีดร้องก็ถูกทำลายในเปลวไฟไปแล้ว


เช่นเดียวกันกับนรกบนดินที่ฉินหลิวซีเห็นในค่ายอาคมจิตมาร


ฉินหลิวซีนอนอยู่บนพื้นในสุสาน กุมหัวใจอันเจ็บปวดอย่างรุนแรง ก่อนจะหลับตาลง


หลังจากผ่านไปนาน ในสุสานก็มีเสียงก่นด่าของนางดังขึ้น “แม่งเอ๊ย เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”


โหมดอ่านต่อเนื่อง


เมื่อเข้าสู่หน้านิยายที่ถูกล็อกด้วยเหรียญระบบจะใช้เหรียญปลดล็อกตอนต่อไปโดยอัตโนมัติ


ตอนที่ 1114: ท่านว่า ข้าขอขุดสุสานบรรพบุรุษของท่านได้หรือไม่


ฉินหลิวซีอยู่ในสุสานจนกระทั่งฟ้าสาง กระทั่งมีเสียงคนดังขึ้นในหุบเขา นางจึงได้ตื่นขึ้นมาจากการทำสมาธิ และได้เผาร่างของเสวียนหมิงไปด้วย เพียงแต่เมื่อนางมองไปยังไฟบงกชสีแดงบนร่างศพ เหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนเรียก นางจึงได้ดึงสติกลับมาแล้วเดินออกไป


สุสานแห่งนี้อยู่ในตำแหน่งสูง เมื่อมองจากที่สูงจะเห็นเป็นกลุ่มสุสานหนาแน่น นี่คือสุสานบรรพบุรุษตระกูลเซี่ย สุสานเหล่านั้นล้วนเป็นบรรพบุรุษของตระกูลเซี่ย


เมื่อคืนได้ต่อสู้กับซื่อหลัว แม้ว่าจะกลืนยาลูกกลอนลงไปหลายเม็ด แต่สีหน้าของฉินหลิวซีก็ไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้เมื่อเห็นสภาพหลุมศพของบรรพบุรุษตระกูลเซี่ย สีหน้าก็ยิ่งดูแย่กว่าเดิม


บริเวณสุดปลายภูเขาเป็นตำแหน่งถ้ำจริงๆ เช่นเดียวกับที่นางคาดไว้ สุสานบรรพบุรุษแห่งนี้ได้ถูกเลือกให้อยู่ในตำแหน่งฮวงจุ้ยที่มีเอกลักษณ์รุ่งเรือง


ด้านหลังที่นางยืนอยู่เป็นภูเขาสูงตระหง่า เงียบสงบตลอดปี เรียกว่าภูเขาหยาง และในภูเขาก็มีต้นไม้เขียวชอุ่มและแม่น้ำไหลผ่านทั้งกลางวันกลางคืน หุบเขาบริเวณที่ราบนั้นเป็นพื้นที่หยิน พื้นที่หยินในภูเขาหยาง บริเวณนี้เป็นภูเขาและแม่น้ำมาบรรจบกัน หยินหยางประสานกัน มีพลังชีวิตและความเจริญรุ่งเรืองซ่อนอยู่มากมาย ย่อมเป็นสถานที่ขุมทรัพย์แห่งถ้ำมังกรอันยอดเยี่ยม


บรรพบุรุษตระกูลเซี่ยถูกฝังอยู่ในดินแดนอันล้ำค่านี้ย่อมเต็มไปด้วยพลัง ความมีชีวิตชีวา ความเจริญรุ่งเรือง และจะคงอยู่ตลอดไปหากไม่มีเรื่องไม่คาดฝันใดๆเกิดขึ้น ด้วยโชคลาภแห่งเกียรติยศเช่นนี้ จะต้องให้กำเนิดผู้มีเกียรติยศสูงส่งอย่างแน่นอน


อย่างไรก็ตามโชคลาภนี้ดีเกินไปจนทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความโลภอยากได้


เดิมทีก็เป็นดินแดนอันล้ำค่าแห่งถ้ำมังกร มีพลังชีวิตอันไร้ขอบเขต ประกอบกับพลังมงคลสีทองมากมายที่เจ้าของได้รับมาจากสุสานเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่พวกมารทั้งชอบและกลัว


สิ่งที่ชอบคือบุญกุศลและโชคลาภของพื้นที่แห่งนี้ แต่สิ่งที่กลัวคือพลังชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ในโชคลาภนี้ เหมือนกับกองทัพทหารกำลังกักตุนอยู่ที่นี่ บรรยากาศที่น่าเกรงขามและการฆ่าฟันสามารถขับไล่วิญญาณชั่วร้ายทั้งหมดออกไปได้


และด้วยเหตุนี้ บริเวณนี้จึงไม่มีผีเร่ร่อนกล้าเข้าใกล้แม้แต่ตัวเดียว แต่โชคลาภเช่นนี้ ตระกูลเซี่ยรักษาไว้ไม่ได้


ฉินหลิวซีมองไปยังสุสานที่ถูกห้อมล้อมไว้ในค่ายอาคมใหญ่ พลังงานโชคลาภกำลังหลั่งไหลไปทางสุสานใหญ่ และเหนือสุสานใหญ่นั้นมีเสาสูงเสียดฟ้าซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ราวกับมีช่องทางกวาดเอาโชคลาภออกไป พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า


ราวกับเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน


นางจ้องมองโชคลาภที่หลุดลอยไป อดนึกถึงหลุมศพตระกูลอวี้ไม่ได้ สิ่งที่นางแก้ไขในตอนนั้นก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ


ไม่ เห็นได้ชัดว่าโชคลาภของตระกูลอวี้ถูกขโมยไปโดยนักพรตเฒ่า แต่ของที่นี่ต้องเป็นฝีมือของซื่อหลัวอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเขาคงไม่พาเสวียนหมิงมาไว้ที่นี่เพื่อเฝ้าแทนเขา


หรือว่าตระกูลอวี้ก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ


หากไม่ใช่ล่ะ


ฉินหลิวซีก้มหน้าพลางคุ้นคิดอย่างลึกซึ้ง ตระกูลอวี้ ตระกูลเซี่ย ต่างก็เป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งและมีโชคลาภมหาศาล หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนหนึ่งสามารถควบคุมเต่าดำผู้มีสติปัญญาได้ อีกคนหนึ่งก็สามารถควบคุมเสือขาวแห่งเทพเจ้าสงครามได้…


นางหยุดคิดไปครู่หนึ่ง แตะหลังมือเบาๆหรี่ตาลง หรือว่า


สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่?


“ท่านอาจารย์” สะใภ้โจวหายใจหอบพลางโบกมือให้นาง


ฉินหลิวซีได้สติกลับมา เขย่งปลายเท้าเล็กน้อย กระโดดไปไม่กี่ก้าวก็มาอยู่ตรงหน้าพวกนาง


“ท่านอาจารย์ สีหน้าของท่านดูไม่ดีอยู่บ้าง เป็นอะไรหรือไม่” สะใภ้โจวถามด้วยความห่วงใย


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็มองมาด้วยความเป็นกังวลเล็กน้อย


ฉินหลิวซียิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ข้าไปต่อสู้มา ชนะแล้ว”


ทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าถามด้วยความกังวลว่า “แล้วสุสานบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยของพวกเรามีบางอย่างผิดปกติอย่างที่ท่านคิดไว้หรือไม่”


ฉินหลิวซีหุบยิ้ม กล่าวตามความเป็นจริง “เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้ โชคลาภตระกูลเซี่ยของพวกท่านถูกขโมยไปแล้ว”


แม้ว่านายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าจะเตรียมใจไว้แล้วแต่ก็อดเปลี่ยนสีหน้าไม่ได้ เท้าเซเล็กน้อย แทบจะยืนไม่อยู่ ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “การตายของคนตระกูลเซี่ยของพวกเรา เป็นเพราะสูญเสียโชคลาภหรือ”


“หากฮวงจุ้ยของสุสานบรรพบุรุษแข็งแกร่งพอ ก็จะเป็นร่มบารมีให้แก่ลูกหลาน แต่เมื่อโชคลาภถูกขโมยไป จึงไม่ได้ไปตกอยู่บนตัวของพวกท่าน…” ฉินหลิวซียังกล่าวไม่จบ แต่ทุกคนล้วนรู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับโชคลาภ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าเวียนศีรษะ


ฉินหลิวซีเงียบไป “นั่นคือผู้ที่พวกท่านไม่อาจล่วงเกินได้”


“ท่านรู้ว่าเป็นใครหรือ” เมื่อนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ปรากฏสายตาเฉียบคม


ฉินหลิวซีพยักหน้า “และเป็นคนที่ข้าเองก็ยากที่จะรับมือได้ด้วยเช่นกัน”


หลังจากที่ทุกคนได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกหนักใจ


แม้แต่นางเองก็ยังรับมือได้ยาก เช่นนั้นตระกูลเซี่ยของพวกเขาก็ต้องจบเห่แล้ว?


สะใภ้โจวอ้าปาก นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าหยุดนางไว้ เอ่ย “หากท่านอาจารย์ไม่มีความมั่นใจว่าจะจัดการได้ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องฝืน จะได้ไม่ต้องสูญเสียโดยไม่จำเป็น หากตระกูลเซี่ยของข้าถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องพังพินาศ เช่นนั้นก็เป็นชะตาชีวิต”


เมื่อคนที่เหลือได้ฟังดังนั้นต่างก็รู้สึกเศร้าใจ ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความเสียใจ


ใช่แล้ว คนมีความสามารถยอดเยี่ยมอย่างนางยังบอกว่ารับมือได้ยาก เห็นได้ชัดว่าผู้อยู่เบื้องหลังที่เป็นปฏิปักษ์กับตระกูลเซี่ยนั้นไม่ธรรมดา แล้วจะมีใครช่วยตระกูลเซี่ยได้


ฉินหลิวซีเอ่ย “หากไม่ใช่ของฝีมือของคนผู้นั้น ข้ายังพอทรยศหัวใจเต๋าเมินเฉยได้ แต่มันเกี่ยวข้องกับคนผู้นั้น ไม่ว่าจะยากเพียงใด ข้าก็จะทำลายแผนการของเขา”


ไม่ว่าซื่อหลัวจะต้องการโชคลาภเหล่านี้ไปทำอะไร ในเมื่อเขาเคลื่อนไหวแล้วนางพบเข้า เช่นนั้นก็ต้องจัดการเขา!


สะใภ้โจวถามหยั่งเชิงว่า “พวกท่านมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกันหรือ”


“เขาจะนำภัยพิบัติมาสู่ใต้หล้า ทำให้สิ่งมีชีวิตในใต้หล้ามอดม้วย” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อไปว่า “คนในเสวียนเหมิน เมื่ออยู่ในยุครุ่งเรืองก็จะปิดภูเขาฝึกบำเพ็ญตบะ เมื่อใต้หล้าวุ่นวายก็จะลงจากภูเขาเพื่อช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก เมื่อเจอเรื่องเช่นนี้ พวกเราก็ต้องช่วยเหลือใต้หล้า ดังนั้นจึงไม่อาจเพิกเฉยได้”


ทุกคนตกตะลึง


ดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้ยินเรื่องใหญ่อะไรบางอย่าง


ฉินหลิวซีมุ่งหน้าไปทางสุสานใหญ่ เอ่ยขึ้น “สุสานทั้งหมดแห่งนี้อยู่ในค่ายอาคมใหญ่ห้าธาตุแปดทิศ ค่ายอาคมนี้ไม่เพียงแต่รวบรวมโชคลาภทั้งหมดของตระกูลเซี่ย ซ้ำยังสามารถดำรงอยู่ไม่ดับไป ดูดพลังชีวิตทั้งหมดที่อยู่บริเวณรอบๆเข้ามา จากนั้นก็ใช้สุสานใหญ่แห่งนั้นเป็นพาหะเพื่อเคลื่อนย้ายโชคลาภเหล่านี้ออกไป เมื่อโชคลาภทั้งหมดของตระกูลเซี่ยสูญสิ้น เช่นนั้นตระกูลเซี่ยของพวกท่านก็จะจบลง”


นางเดินอย่างช้าๆไปยังสุสานใหญ่ จนเห็นเจ้าของสุสานใหญ่ ซึ่งก็คือบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูลเซี่ย หมิงกงตระกูลเซี่ย


“แล้วจะต้องทำลายอย่างไร” สะใภ้โจวรีบถามซักไซ้ด้วยความร้อนใจ


ฉินหลิวซีมองไปยังสุสานใหญ่ หยิบเข็มทิศเล็กๆออกมาจากถุงเฉียนคุน เริ่มวนไปรอบๆสุสานใหญ่ มองดูเข็มทิศพลางนับข้อนิ้วคำนวณ ในหัวก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว


เนื่องจากสุสานแห่งนี้เป็นพาหะ จึงเป็นดังถุงเลือด ด้านบนท้องฟ้านั้นก็คือตัวดูดเลือด หากไม่อยากถูกดูดก็จะต้องตัดการเชื่อมต่อกับพาหะะนี้ ดังนั้นจึงต้องทำลายใจกลางค่ายอาคมของสุสานใหญ่แห่งนี้ก่อน


แล้วจะทำลายค่ายอาคมนี้อย่างไร ใจกลางค่ายอาคมคืออะไร


ตอนนั้นวิชาของตระกูลอวี้นั้นทำอย่างไร ธาตุทั้งห้าเป็นตัวเสริม ใช้หุ่นเชิดเป็นใจกลางของการสืบทอดบูชาและโชคลาภ แล้วตระกูลเซี่ยล่ะ


นางไม่พบสิ่งของที่เป็นธาตุทั้งห้าในสุสานใหญ่แห่งนี้


ฉินหลิวซีมาที่ด้านหน้าของสุสานใหญ่อีกครั้ง มองดูป้ายสุสานของเซี่ยกงหมิง กัดเล็บเบาๆ สีหน้าครุ่นคิด


หากสุนัขต่ำช้าซื่อหลัวได้วางแผนไว้นานแล้ว เขาจะเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนที่เซี่ยกงหมิงตายหรือไม่


ทุกคนเห็นว่านางเงียบไป แม้ว่าในใจจะเป็นกังวล แต่ก็ไม่กล้าขัดจังหวะความคิดของนาง


ทันใดนั้นฉินหลิวซีก็หันกลับมามองนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า เอ่ยถามว่า “ท่านว่า ข้าขอขุดสุสานบรรพบุรุษของท่านได้หรือไม่”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า “?”


เดี๋ยวนะ ท่านว่าอะไร


ตอนที่ 1115: ข้าจะช่วยพวกท่านฝ่ากฎสวรรค์เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตเอง


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ามองฉินหลิวซีด้วยความสับสนเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปยังสุสานบรรพบุรุษของตัวเอง ขุดสุสาน ใช่อย่างที่นางคิดหรือไม่


“ท่าน อยากจะขุดสุสานบรรพบุรุษของตระกูลข้า เขาหรือ” นางชี้ไปที่สุสานใหญ่ด้วยนิ้วที่สั่นเทา


เมื่อเห็นฉินหลิวซีพยักหน้าอย่างจริงจัง นางก็กลืนน้ำลายถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “หากต้องการแก้ไขโชคลาภของตระกูลเซี่ย ก็จำเป็นจะต้องขุดสุสานหรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้า “ข้าต้องการตรวจสอบโลงศพในห้องสุสานของเซี่ยกง รวมถึงศพด้วย”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าอ่อนแรงไปทั้งตัว ล้มลงในอ้อมแขนของซุ่นฟัง นี่มันส่งผลกระทบต่อจิตใจมากเกินไปแล้ว


คนที่เหลือก็ล้วนมีสีหน้าซีดเซียวเช่นกัน แตะต้องสุสานบรรพบุรุษ ซ้ำยังเป็นสุสานบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งตระกูล ใครจะไปกล้า หากแตะต้องตามอำเภอใจ ฝาโลงศพของบรรพบุรุษก็คงปิดไว้ไม่อยู่แล้วกระมัง


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “แต่สิ่งนี้ก็เพื่อตระกูลเซี่ย กล่าวตามตรง หากไม่ขุด โชคลาภนี้ก็ยังคงถูกขโมยไป ตระกูลเซี่ยจะจบลงในไม่ช้าก็เร็ว เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่ต้องเอ่ยถึงสิ่งอื่นแล้ว แม้แต่ผู้สืบทอดก็ไม่มี แล้วในภายภาคหน้าใครจะเซ่นไหว้สุสานเหล่านี้”


มีลมกระโชกพัดผ่านใบหน้าของฉินหลิวซี ราวกับไม่พอใจคำพูดนี้ของนางเป็นอย่างมาก


แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่การขุดสุสานนั้นถือเป็นการอกตัญญูอย่างแท้จริง


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ายิ้มอย่างข่มขืน “ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ”


“จำเป็นต้องขุด” เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่าพวกเขาท่าทางอยากจะร้องไห้ จึงกล่าวว่า “หรือว่าพวกท่านอยากจะลองขอคำแนะนำสักหน่อย เพื่อความสงบสุขของคนในตระกูลจะสามารถขุดได้หรือไม่”


“สามารถขอคำแนะนำได้ด้วยหรือ” สะใภ้โจวประหลาดใจ


“ได้สิ”


ฉินหลิวซีมองไปรอบๆ หยิบท่อนไม้มาจากในป่า เอากริชออกมา ฝานออกเป็นรูปจันทร์เสี้ยวหนึ่งคู่ มีด้านที่พื้นผิวนูนและพื้นผิวเรียบ ซ้ำยังวาดอักขระที่สวยงาม ทันทีที่จับไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ไม้ที่ถูกฝาน ก็มีผิวมันลื่นในทันที


“เอาไป นี่คือไม้ปวย สามารถสื่อสารขอคำแนะนำกับเทพเจ้าได้ คุกเข่าลงตรงนี้ ขอคำแนะนำที่พวกท่านต้องการอย่างจริงใจ จากนั้นก็โยนออกไป หากเป็นเซิ่งปวย แสดงว่าได้” ซ้ำฉินหลิวซียังได้แสดงให้ดูว่าอะไรคือเซิ่งปวย หนึ่งหยินหนึ่งหยาง แล้วถ้าหากเป็นหยินปวยล่ะจะหมายความว่าอย่างไร


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าสับสนเล็กน้อย นางคิดว่าฉินหลิวซีจะเป็นคนถาม


นางคุกเข่าลงมือทั้งสองข้างถือไม้ปวยไว้ หลับตาลงแล้วอธิษฐานสิ่งที่ต้องการในใจหนึ่งรอบ จากนั้นก็โยนมันออกไป


หยินปวย


ทุกคนล้วนสีหน้าดูแย่


ปรากฏว่าไม่สำเร็จ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ามองไปยังฉินหลิวซี ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ฉินหลิวซีก็หยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง “ยังจริงใจไม่พอ ลองอีกครั้ง”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโยนมันอีกครั้ง


ยังคงเป็นหยินปวย


สะใภ้โจวกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “เกรงว่าวันนี้บรรพบุรุษจะไม่อยู่เรือน”


ซุ่นฟังกล่าวว่า “หรือว่าจะไปเกิดใหม่แล้วเจ้าคะ”


ฉินหลิวซีเดินเข้าไปหา ใช้นิ้วเขี่ย หยินกลายเป็นหยาง เซิ่งปวยปรากฎ จากนั้นก็กล่าวกับทุกคนว่า “สำเร็จแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องฝ่าฝืนกฎสวรรค์เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต หนึ่งเรื่องไม่ควรมีผู้ช่วยสองคน ข้าจะช่วยพวกท่านเอง ท่านว่านี่หมายความว่าตกลงแล้วหรือไม่ วันนี้เป็นฤกษ์มงคลพอดี เรียกคนมาขุดหลุมศพ เปิดห้องสุสานเถิด”


ทุกคน “…”


ดีจริงๆ ‘ฝ่าฝืนกฎสวรรค์เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต’ ที่แท้ก็ลงมือด้วยตัวเอง!


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าโขกศีรษะคำนับสามครั้งอยู่หน้าสุสาน ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่าการบ่งชี้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลเซี่ย จากนั้นก็กล่าวขออภัย ไปเรียกคนจากทางด้านของหัวหน้าหมู่บ้านตระกูลเซี่ย และจัดเตรียมสิ่งของบางอย่าง


ฉินหลิวซีก็ไม่ได้อยู่อย่างว่างๆ นางเดินไปรอบๆกลุ่มสุสานแห่งนี้จนครบหนึ่งรอบ เอาบางสิ่งออกมา จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทาง เอายันต์ออกมาวาดใหม่แล้วฝังไว้ สุดท้ายก็กลับมาอยู่ตรงหน้าสุสานใหญ่


การเปิดห้องสุสานถือเป็นการไม่เคารพต่อบรรพบุรุษ ดังนั้นนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าจึงจุดธูปถวายเครื่องบูชาด้วยตนเอง แล้วเผาคำอธิษฐานที่เขียนอย่างจริงใจ จากนั้นก็ให้คนเปิดห้องสุสาน


แม้ว่าสุสานใหญ่แห่งนี้จะเป็นของบรรพบุรุษตระกูลเซี่ย ซึ่งไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่อย่างไรเสียการเปิดห้องสุสานก็ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของคนตาย ดังนั้นฉินหลิวซีจึงมอบยันต์แคล้วคลาดให้กับทุกคนที่อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะผู้ที่ขุดหลุมศพ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกพลังหยินชั่วร้ายโจมตี


ทันทีที่เปิดห้องสุสาน ลมเย็นกระโชกแรงก็พัดออกมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นอับ ซ้ำยังมีพลังชั่วร้าย


ผู้ที่เปิดสุสานล้วนมีสีหน้าซีดขาว ขาทั้งสองข้างสั่นระริก เนื่องจากถูกลมเย็นกระโชกแรงเมื่อครู่โจมตี พวกเขาต่างรู้สึกขนลุกเล็กน้อย โชคดีที่มียันต์แคล้วคลาดคุ้มภัยจึงไม่ได้รู้สึกหนาวจนตัวแข็งทื่อ


ฉินหลิวซีเสกยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายสองแผ่นเข้าไปในทางเดินสุสาน หลังจากที่ลมเย็นหายไป จึงได้ถือคบเพลิงแล้วเดินเข้าไป


ห้องสุสานของเทพสงครามก็ไม่ได้ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป แม้ว่าตอนนั้นเขาจะไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอ๋องหรือท่านโหว แต่ก็เป็นที่รู้จักในนามเทพสงคราม ห้องสุสานของเขาไม่ได้งดงามนัก แต่ผนังทางเดินในสุสานก็ถูกวาดด้วยจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงาม นอกจากนี้ยังมีเชิงเทียน เป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว เชิงเทียนยังคงมีเทียนขาวที่ยังไม่ละลาย หลังจากจุดไฟ ทางเดินในสุสานทั้งหมดก็สว่างไสว


หลังจากเดินไปได้ครึ่งทางเดินสุสาน ใกล้จะถึงสุสานหลัก ฉินหลิวซีกลับชะงักฝีเท้า


“มีอะไรหรือ” สะใภ้โจวพยุงนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า เมื่อเห็นว่านางไม่เดินต่อก็อดถามไม่ได้


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ไม่ได้บอกว่าสุสานใหญ่แห่งนี้มีค่ายกลลับหรอกหรือ”


“อืม”


“ที่นี่มีการวางค่ายกลไว้ หากเดินผิดทาง ไปกระตุ้นกลไกเข้าก็จะต้องอยู่เป็นเพื่อนบรรพบุรุษของพวกท่านที่นี่แล้ว” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “พวกท่านรออยู่ที่นี่ก่อน”


นางกล่าวพลางก้าวไปทางด้านซ้ายสองก้าว จากนั้นก็ถอยหลังไปทางด้านขวาหนึ่งก้าว แล้วก้าวไปข้างหน้าสามก้าว แล้วเดินไปจนสุดทาง


ก็แค่ค่ายกลเขาวงกตเก้าโค้ง ไม่ได้ยากอะไร


ในไม่ช้าฉินหลิวซีก็เดินไปอยู่ตรงหน้าสุสานหลัก ข้างในนั้นมืดมิด นางเงยหน้าขึ้น เหนือศีรษะมีแม่ทัพในชุดเกราะ ในมือถือหอก ราวกับกำลังจ้องมองนางด้วยดวงตาเสือคู่หนึ่ง สายตาคมกริบราวกับนกอินทรี เหมือนกับคนจริงๆราวกับมีชีวิต


นางมองอย่างละเอียด มุมปากกระตุก เขย่งปลายเท้าเล็กน้อยก็กระโดดขึ้นไปได้แล้ว นิ้วจิ้มเข้าไปในดวงตาเสือคู่นั้น เมื่อลูกตาสีดำสองข้างถูกกด ก็ได้ยินเสียงกลไกเคลื่อนไหวเบาๆ


นี่เป็นความชอบแปลกๆแบบใดกันจึงได้ใส่ตัวเปิดกลไกไว้ที่ลูกตา ให้คนจิ้มตา เหอะๆ ผู้ที่ออกแบบกลไกคงจะมีความแค้นกับเซี่ยกงกระมัง


หลังจากได้ยินเสียงกลไกเงียบลง ฉินหลิวซีจึงได้ให้นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากับคนอื่นๆตามมา นางเดินนำเข้าไปในสุสานหลักก่อน นี่เป็นห้องสุสานสี่เหลี่ยม มีเชิงเทียนอยู่บนผนัง นางจุดเทียนทั้งหมดทีละเล่ม จึงได้เห็นว่าห้องสุสานมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามกว่าทางเดินในสุสาน


และด้านบนของถ้ำสุสาน กลับเป็นพระพุทธรูปขี่เสือขาว พระพุทธรูปองค์นั้นนั่งห้อยขาฝั่งเดียวกัน มีใบหน้าเพียงครึ่งเดียว มองขึ้นไปบนฟ้า ดวงตาเรียวยาวนั้นเหมือนกับดวงตาพระพุทธรูปที่นางเห็นเมื่อคืนนี้มาก


ฉินหลิวซีสายตาเย็นชา


เสือขาวยินดีทำหน้าที่เป็นพาหนะของพระพุทธเจ้า นี่เป็นการยอมสยบ และเป็นการกดทับ


และหากเปรียบเทียบเสือขาวเป็นเทพสงครามเซี่ยกง เช่นนั้นเขาก็เป็นคนที่ถูกกดทับและทำให้เชื่อง


ฉินหลิวซีมองลงไปข้างล่าง เห็นโลงศพไม้ตะโกวางอยู่ใต้รูปปั้นเสือขาว โลงศพถูกแกะสลักด้วยลวยลายเสือขาวราวกับมีชีวิต หัวโลงศพแกะสลักด้วยคำว่า ‘อายุยืน’ สีเขียวหยก


โลงศพไม้ตะโกถูกวางอย่างสงบบนพื้นโดยไม่มีพลังชั่วร้ายรั่วไหลออกมาแม้แต่นิดเดียว แต่ฉินหลิวซีกลับรู้สึกแปลกๆ


โลงศพไม้ตะโกนี้ทำให้นางไม่สบายใจ


นางเดินรอบโลงศพไม้ตะโกหนึ่งรอบ ความแปลกประหลาดเริ่มเกี่ยวรัดหัวใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ เงียบสงบเกินไปแล้ว นางไม่เห็นร่องรอยของคาถาอาคมใดๆ แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้นางก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ


เทียนที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของสุสานสั่นไหวเล็กน้อย


ฉินหลิวซีจ้องมองโลงศพไม้ตะโก ทันใดนั้นก็กล่าวกับสะใภ้โจวและคนอื่นๆว่า “พวกท่านรีบออกไปจากสุสานแห่งนี้เดี๋ยวนี้”


[1] ไม้ปวย เป็นอุปกรณ์ที่เอาไว้ใช้ติดต่อระหว่างผู้ศรัทธา (ผู้เสี่ยงทาย) กับเทพเจ้า


ตอนที่ 1116: สถานการณ์พลิกผัน ช่างเป็นบรรพบุรุษที่โหดร้าย


ทันใดนั้นฉินหลิวซีก็แสดงสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมากะทันหัน ทำให้นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆรู้สึกหวั่นใจ


“ท่านอาจารย์ มีอะไรผิดปกติหรือ”


ฉินหลิวซีเม้มริมฝีปาก เงยหน้าขึ้นมองพระพุทธรูปขี่เสือขาวเหนือศีรษะ มีสีหน้าซับซ้อนและเห็นอกเห็นใจ กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าอาจตัดสินผิดไป”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆยิ่งสับสนมากขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย


“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอธิบาย พวกท่านไปกันก่อน มิเช่นนั้นจะตกอยู่ในอันตราย” ฉินหลิวซีเร่งเร้าให้พวกเขาออกไป กล่าวว่า “รีบไป”


“แล้วท่านอาจารย์ล่ะ” สะใภ้โจวกล่าวว่า “หรือจะให้ข้าคอยอยู่ช่วยเหลือที่นี่”


“ท่านช่วยข้าไม่ได้หรอก มีแต่จะเป็นภาระข้า รีบไป”


สะใภ้โจวสีหน้าลำบากใจ มองไปยังฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่า ฮูหยินเซี่ยผู้เฒ่าเม้มริมฝีปาก กล่าวว่า “เช่นนั้นท่านอาจารย์ระวังตัวด้วย”


นางหันหลังกลับทันที พร้อมกับพาผู้คนออกไป


ฉินหลิวซีมองดูพวกเขาจากไป ไม่ได้รอช้า กดโลงศพไม้ตะโกทันที มือข้างหนึ่งร่ายคาถา ใช้โลงศพไม้ตะโกนี้เป็นสื่อกลาง เริ่มอัญเชิญดวงวิญญาณของเซี่ยกงหมิง


นางต้องการจะตรวจสอบความสงสัยให้แน่ใจก่อน


ในสุสานเงียบสงัด มีเพียงเสียงท่องคาถาเบาๆที่ดังก้อง แต่หลังจากที่นางท่องคาถาเสร็จ ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ นอกจากแสงเทียนที่สั่นไหวเล็กน้อยเนื่องจากลมที่พัดมาจากที่ไหนก็ไม่รู้


เงียบเป็นเป่าสาก


“เซี่ยกงหมิง” ฉินหลิวซีกดโลงศพไม้ตะโกแล้วร้องเรียกอีกครั้ง จากนั้นก็หลับตาลง กลั้นลมหายใจ ราวกับว่ากลายเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นที่แห่งนี้


ฉินหลิวซีปิดประสาทสัมผัสทั้งห้า แม้แต่การเต้นของหัวใจก็ยังหยุดลงเนื่องจากถูกกดจุด จากนั้นนางก็ได้ยินแล้ว


มันเป็นเสียงที่เบาและนุ่มนวลมาก ราวกับขนนกที่ถูกเป่าขึ้นแล้วค่อยๆร่วงลง เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน


ฉินหลิวซีลืมตาขึ้น ถอยหลังสองก้าว จ้องมองโลงศพไม้ตะโก สีหน้าลุ่มลึกราวกับสายน้ำ


เสียงอันแผ่วเบานั้นดังมาจากในโลงศพ


ทันใดนั้นนางก็นึกถึงอะไรบางอย่าง รีบหันหลังกลับมาที่ภาพวาดสุดท้ายให้ห้องสุสาน นั่นคือเซี่ยกงหมิงผู้แก่ชราที่กำลังบูชาพระพุทธเจ้า ประนมมือขึ้นทั้งสองข้าง สีหน้าศรัทธาอย่างจริงใจ


ฉินหลิวซีใจเต้นรัวราวกับกลอง


นี่เป็นการแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้าอย่างจริงใจที่สุด สละทุกสิ่งที่เป็นของเขาอุทิศให้กับพระองค์


บรรพบุรุษตระกูลเซี่ยท่านนี้คงไม่ได้สละตนให้แก่พระพุทธเจ้าองค์นี้หรอกกระมัง


หากเป็นเช่นนี้ก็จะสามารถอธิบายได้ว่าสุสานแห่งนี้ไม่มีร่องรอยของคาถาอาคมแม้แต่นิด สะอาดสะอ้าน และค่ายอาคมใหญ่ด้านนอกก็เพียงทำให้ธาตุทั้งห้ากำเนิดขึ้นมา ไม่เพียงแต่เก็บบุญกุศลและความศรัทธาของคนตระกูลเซี่ย ซ้ำยังดูดซับพลังชีวิตที่อยู่โดยรอบเข้ามาเพื่อให้แน่ใจว่าโชคลาภจะดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด


และโชคลาภนี้ก็ได้ถูกถ่ายโอนออกไปผ่านทางสุสานใหญ่แห่งนี้ เดิมทีสิ่งที่นางคิดว่าเป็นพาหะคือห้องสุสานของเซี่ยกงหมิงหรือกระทั่งศพที่อยู่ในโลงถูกร่ายคาถา โชคลาภจึงได้สูญเสียไป แต่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย


หากนางเดาไม่ผิด พาหะนี้ก็คือตัวของเซี่ยกงหมิงเอง แต่ไม่จำเป็นต้องทำคาถาอาคมใดๆ ตราบใดที่เขาสละตน เช่นนั้นก็จะประเคนโชคลาภของตระกูลเซี่ยด้วยมือทั้งสองข้างได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิชามารใดๆ ต้องการเพียงความเต็มใจของเขา


ดังนั้นจึงมีภาพวาดที่เขาสักการะพระพุทธเจ้า ดังนั้นด้านบนของห้องสุสานนี้จึงมีพระพุทธรูปขี่เสือขาว


นี่หมายความว่าเสือขาวเต็มใจที่จะเป็นสัตว์พาหนะ ยอมสยบอย่างเต็มใจ


ฉินหลิวซีเลียริมฝีปากแห้ง รู้สึกเจ็บคอ หลังจากผ่านไปนานก็หัวเราะในลำคอ


ตระกูลเซี่ยดำรงอยู่มาเป็นเวลาร้อยปี หากเป็นไปตามที่นางคาดไว้จริงๆ เช่นนั้นซื่อหลัวก็ได้วางหมากนี้ไว้เมื่อร้อยปีก่อนแล้ว


จุดพลิกผันนี้ช่างเป็นหมากที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ!


ตระกูลเซี่ยที่น่าสงสารไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการมีอยู่ของพวกเขานั้นเป็นเพราะบรรพบุรุษของตัวเองได้สละตนให้แก่พระพุทธเจ้าที่เขาศรัทธาจึงได้ดำรงอยู่มาจนถึงวันนี้


“ช่างเป็นบรรพบุรุษที่โหดร้ายจริงๆ ข้าเองยังรู้สึกผิดต่อลูกหลานแทนเจ้า!” ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม


ดูเหมือนจะมีเสียงลมหายใจดังขึ้นในโลงศพไม้ตะโก


ฉินหลิวซีจับไม้จินกังไว้อย่างเงียบๆ เอ่ยต่อไปว่า “ไม่แปลกใจเลยที่นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าโยนไม้ปวยสองครั้งขอเปิดห้องสุสานล้วนถูกเจ้าปฏิเสธ เจ้าที่เป็นบรรพบุรุษคงสำนึกผิดแล้วกระมัง ไม่อยากให้คนรุ่นหลังรับรู้ว่าเจ้าทำเรื่องงามหน้าใดลงไปบ้าง หรือว่าเจ้าคิดว่าไม่มีหน้ามาพบเจอแล้ว”


เสียงลมหายใจในโลงศพดังขึ้น


ฉินหลิวซีเอ่ยอีกว่า “ไม่มีหน้ามาพบนั้นก็ถูกต้องแล้ว หากเจ้าเต็มใจที่จะสละโชคลาภที่มีอายุนับร้อยปีของตระกูลเซี่ยให้กับปีศาจเฒ่าตนนั้น ใครบ้างจะไม่บอกว่าเจ้าทั้งโง่เขลาและโหดร้าย แต่ก็ไม่ถูก ในเมื่อเจ้าโหดร้ายเช่นนี้ แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองทำผิดได้อย่างไร เจ้าไม่ควรจะมีความรู้สึกผิดจึงจะถูก เพราะเจ้าเป็นราชาผู้โหดเหี้ยม”


“ไม่ให้พวกข้าขุดสุสานเจ้า เกรงว่าจะเป็นกังวลว่าข้าจะมองออกถึงความโหดร้ายของเจ้า ขัดขวางแผนการสละตนอันยิ่งใหญ่ของเจ้า? น่าเสียดายที่ข้าเป็นคนดื้อรั้นแต่กำเนิด เจ้าไม่ให้พวกเราขุด ข้าก็จะขุด ไม่สนว่าเจ้าจะตกลงหรือไม่ ความจริงได้ปรากฏว่าการที่ข้าขุดสุสานนั้นถูกต้องแล้ว”


เซี่ยกงหมิง ‘ให้ตายเถอะ โลงศพของข้าไม่อาจทนได้อีกต่อไป!’


ปัง


ทันใดนั้นฝาโลงศพก็กระเด็นออกไป โครงกระดูกร่างสูงถือหอกพุ่งเข้าหาฉินหลิวซี หอกนั้นมุ่งไปที่นาง กะโหลกศีรษะอ้าปาก “เจ้าเด็กเมื่อวานซืน ยอมรับชะตากรรมเสียเถิด!”


ไม่ธรรมดา โครงกระดูกพูดได้เสียด้วย


ฉินหลิวซีกลับไม่ได้ผ่อนคลายลง เนื่องจากโครงกระดูกนั้นเป็นสีดำสนิท และมีพลังหยินชั่วร้ายมากมายแพร่กระจายออกมา รวมถึงหอกนั้นด้วย บนนั้นมีวิญญาณร้ายนับหมื่นพัน หอกนั้นได้กลายเป็นหอกชั่วร้ายที่เป็นหยินขั้นสุด


เมื่อหอกชั่วร้ายแทงมา นางได้ใช้ไม้จินกังสกัดไว้ ปากท่องบทสวดเทพจินกวง “เสวียนจงแห่งใต้หล้า รากฐานของว่านชี่…ท่องคาถาพันครั้ง ร่างเปล่งแสงสว่าง…สังหารวิญญาณร้าย!”


อักขระของไม้จินกังกลางเป็นแสงสีทอง ทำให้แสงสีทองของสุสานเปล่งประกายเจิดจ้า แทงทะลุโครงกระดูกจนส่งเสียงกรีดร้องอันแหลมคม รีบใช้กระดูกมือบดบังที่เป้าตา


“เซี่ยกงหมิง เจ้าที่เป็นบรรพบุรุษควรจะคุกเข่าลงตรงหน้าลูกหลานแล้วสละดวงวิญญาณบวงสรวงสวรรค์เพื่อเป็นการไถ่บาป” ไม้จินกังของฉินหลิวซีโจมตีไปที่โครงกระดูกอีกครั้ง “เจ้านับถือโจรเป็นพ่อ ไม่คู่ควรเป็นบรรพบุรุษ”


โครงกระดูกมีวิญญาณประทับอยู่ เข้ากันได้เป็นอย่างดีเช่นนี้ หากนี่ไม่ใช่เซี่ยกงหมิงแล้วจะเป็นใคร


ตาเฒ่าผู้นี้ไม่ได้ไปเกิดใหม่มาโดยตลอด แต่วิญญาณได้อยู่ในโครงกระดูก กลายเป็นมนุษย์โครงกระดูกชั่วร้าย ไม่จำเป็นต้องคิด นี่ต้องเป็นผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆที่ซื่อหลัว มอบให้เขา


“เจ้าเด็กทะนงตน!” เซี่ยกงหมิงใช้หอกชั่วร้ายสกัดไว้ ร้องตะโกน “หากไม่มีข้า ไหนเลยจะมีพวกเขา บูชาข้าเป็นบรรพบุรุษ นับว่าเป็นเกียรติสำหรับพวกเขา เมื่อเจ้านายของข้าบรรลุการตรัสรู้ ข้าก็จะฟื้นคืนชีพเป็นอมตะ กลายเป็นผู้รับใช้พระพุทธเจ้า และลูกหลานของข้าก็จะยิ่งได้รับเกียรติมากขึ้น นักพรตกระจอกอย่างเจ้ายุ่งเรื่องชาวบ้าน ขุดสุสานข้า ตัดเส้นทางอันสวยงามของข้า เจ้าสมควรตาย!”


“ถุย หากพวกเขารู้ว่าเจ้าเป็นตาเฒ่าเลวทรามที่ไร้ความปรานี ลูกหลานผู้นาสงสารในตระกูลเซี่ย เวลาไปเกิดใหม่ควรจะยัดเงินให้แก่ยมบาลให้มาก จะได้หลีกเลี่ยงบรรพบุรุษสารเลวอย่างเจ้า ให้เจ้าไร้ลูกหลานสืบทอดจึงจะถูก” ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม “คนสารเลวอย่างเจ้าที่ทรยศลูกหลาน ซ้ำยังเป็นตระกูลแห่งเทพสงคราม มีแต่ตัวไม่มีสมอง เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงช่างทำหนังกระจอกๆ แต่กลับถือตนว่าเป็นขงเบ้ง สละโชคลาภมาร้อยปี? ไม่ได้รู้เลยว่าเขาทำให้ตระกูลเซี่ยกลายเป็นโกดังเก็บเสบียง ส่วนเจ้าก็เป็นเพียงสุนัขเฝ้ายามโง่เง่าที่มีความคิดแปลกประหลาดเท่านั้น”


เซี่ยกงหมิงโกรธมากจนกระดูกสั่นสะท้านเสียงดัง พลังหยินชั่วร้ายแพร่กระจายออกมาเรื่อยๆ ทำเอาความหนาวเย็นในห้องสุสานแห่งนี้ทะลุเข้าไปในกระดูก กระทั่งแพร่กระจายออกไปในทางเดินสุสาน เขาพุ่งเข้าหาฉินหลิวซี “เจ้าแกว่งเท้าหาเสี้ยน!”


“มะระก็ขมอยู่วันยังค่ำ เช่นเดียวกันกับเจ้า เป็นเพียงสุนัขรับใช้ตลอดไป ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยังคิดที่จะฟื้นคืนชีพเป็นอมตะ? ฝันลมๆแล้งๆ!” ฉินหลิวซีไม่ถอยแต่กลับบุก โยนหินเก้าตามัดตัวเขาไว้ “เทพเฟิงตูผู้ยิ่งใหญ่ปราบสิ่งชั่วร้ายนับหมื่น ผีและปีศาจหวาดกลัว วิญญาณสลายไป ตายเสียเถิด!”


ตอนที่ 1117: ตัดสัมพันธ์ ฟาดบรรพบุรุษ


เทพเฟิงตูเป็นใครกัน ผู้นำอันดับหนึ่งแห่งยมโลก เป็นหัวหน้าใหญ่ เดิมทีนั้นเขาได้สวมใส่หินเก้าตาไว้ตลอดเวลา มันจึงได้รับพลังของเขา ย่อมเป็นอาวุธพิฆาตผีร้ายนับไม่ถ้วน


ตอนนี้อาวุธพิฆาตนี้ได้ผูกมัดกระดูกของเซี่ยกงหมิง ความกดดันมหาศาลบดขยี้เขาราวกับภูเขาขนาดยักษ์


น่ากลัวเป็นอย่างมาก


เซี่ยกงหมิงส่งเสียงกรีดร้องอย่างอนาถ รู้สึกสิ้นหวังกว่าตอนที่เขาตายเสียอีก เนื่องจากเขารู้สึกราวกับว่าดวงวิญญาณถูกเฉือนเป็นชิ้นๆด้วยมีดอย่างชัดเจน


โครงกระดูกที่แฝงไว้ด้วยความชั่วร้ายของเขาเกิดเสียงดังกร๊อบ กระดูกขาแตกหัก คุกเข่าลง ทันทีที่คุกเข่า ดูเหมือนว่าโครงกระดูกจะสูญเสียโครงร่างและเริ่มแตกสลาย กระดูกหลุดออกทีละชิ้น


พลังหยินชั่วร้ายกระจายไปทั่วทุกทิศ


ทั่วทั้งสุสานเย็นเยียบจนทะลุเข้าไปถึงกระดูก พลังหยินชั่วร้ายแพร่กระจายไปทั่วทุกอณู


ฉินหลิวซีนึกบางอย่างขึ้นมา จิตวิญญาณเต๋าแพร่กระจายออกจากร่างกาย ปิดกั้นพลังหยินชั่วร้ายเหล่านั้นไว้ข้างนอก ราวกับเพิ่มเกาะป้องกันให้กับร่างกายอีกหนึ่งชั้น ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ


เซี่ยกงหมิงไม่ได้โชคดีนัก ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของมหาเทพได้เฉือนดวงวิญญาณของเขาเป็นชิ้นๆ จากนั้นก็สลายกลายเป็นผงไป


ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวที่ไม่เคยมีมาก่อนได้เกิดขึ้นทั่วร่างของดวงวิญญาณเขา


เซี่ยกงหมิงไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กเช่นนี้มาก่อน ราวกับมด ไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่นิดเดียว รู้สึกว่าดวงวิญญาณกำลังสลายไป เขาร้องตะโกน “เจ้าฆ่าข้าไม่ได้ ข้าได้ใช้ทั้งตระกูลเซี่ยเป็นเครื่องสังเวยบูชาเจ้านายของข้า รวมถึงข้าด้วย หากข้าตายไป พวกเขาก็ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ มีข้าจึงจะมีพวกเขา หากไม่มีข้า พวกเขาก็จะไม่เหลืออะไรเลย!”


“เจ้าตายไปแล้ว!”


เซี่ยกงหมิงโกรธจัด “ดวงวิญญาณของข้ายังอยู่ โครงกระดูกของข้าก็ยังอยู่ หากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้ายังสามารถมีชีวิตได้อีกครั้ง!”


“บ้าไปแล้ว!” ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม เอ่ย “เจ้าได้เตือนข้าว่าคนอย่างเจ้าไม่คู่ควรจะเป็นบรรพบุรุษของใคร ในโลกนี้มีบุตรที่ไม่กตัญญู ก็ย่อมมีผู้อาวุโสที่ไร้ความเมตตา บิดามารดาสามารถตัดความสัมพันธ์กับบุตรของตนได้ ในทางกลับกันบุตรก็สามารถทำได้เช่นกัน”


“ตราบใดที่ตัดความสัมพันธ์กับเจ้า บอกกล่าวต่อศาลแห่งสวรรค์ เจ้าก็จะไม่ใช่บรรพบุรุษตระกูลเซี่ยอีกต่อไป สุสานนี้ก็จะเป็นเพียงสุสานไร้ญาติที่ไม่มีเจ้าของ จะถูกฝังกลบ และกลับคืนสู่เถ้าธุลีในที่สุด!”


สุสานไร้ญาติไม่มีเจ้าของ ตายไปก็ไม่มีที่พึ่งพิง


“เจ้าบังอาจ!” โครงกระดูกของเซี่ยกงหมิงแตกกระจาย กะโหลกศีรษะหล่นลง กลิ้งออกไปด้านข้าง กรามล่างอ้าปากพะงาบ พะงาบ ดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก


ฉินหลิวซีใช้หินเก้าตาผูกกะโหลกศีรษะของเขาไว้แล้วใช้นิ้วเกี่ยวไว้ จากนั้นดึงขึ้นมาสูงพอๆกับตำแหน่งของตัวเอง กล่าวว่า “ขุดสุสานของเจ้าข้าก็กล้าทำมาแล้ว ยังจะมีอะไรที่ข้าไม่กล้าอีก”


กะโหลกศีรษะของเซี่ยกงหมิงที่ถูกหินเก้าตามัดแกว่งไปแกว่งมา ยิ่งรู้สึกว่าดวงวิญญาณไม่สมประกอบมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งรู้สึกโกรธและเศร้าใจเล็กน้อย


เขาเป็นถึงเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับความอับอายเช่นนี้ย่อมโกรธมาก!


เทพเฟิงตู ‘หินเก้าตาของมหาเทพอย่างข้าถูกใช้ทำเป็นเชือก ซ้ำยังเอามามัดกะโหลกศีรษะคนตาย ยังจะมีใครน่าเศร้าใจไปกว่าข้าอีก’


เซี่ยกงหมิงเห็นว่าฉินหลิวซีไม่ได้เพียงแค่กล่าวข่มขู่ แต่ลงมือทำอย่างจริงจัง จึงเอ่ย “เจ้าอย่าได้ทำอะไรไร้สาระ เจ้านายข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่ ยังไม่ปล่อยข้าอีก”


“เจ้าเป็นถึงขนาดนี้แล้ว เจ้านายเจ้าเคยโผล่หัวมาหรือไม่ ก็เพียงแค่สุนัขเฝ้าประตู เขาจะสนใจเจ้าทำไม” ฉินหลิวซีส่งข้อความไปถึงนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าให้เอาเถ้ากระดูกของเซี่ยหว่านมาด้วยการวาดยันต์ จากนั้นก็ร่ายคาถาถ่ายทอดข้อความลงไปอีกครั้งแล้วเผามัน เหลือบมองเขา “ข้าอยากรู้จริงๆว่าเขาล้างสมองเจ้าอย่างไร เจ้าจึงได้โง่เขลาเช่นนี้ ยินดีที่จะยอมสละโชคลาภของตระกูลที่อยู่ข้างหลังตัวเองมาเป็นเวลาร้อยปีประเคนให้กับเขา”


“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร การมีอยู่ของเขาเป็นดั่งเทพเจ้า ไม่สิ เขาก็คือเทพเจ้า เป็นเขาที่คุ้มครองข้าครั้งแล้วครั้งเล่าให้ปีนขึ้นมาจากภูเขาซากศพ กลายเป็นเทพสงครามที่ทุกคนเคารพนับถือ และเป็นเขาที่แนะนำให้ข้าก่อตั้งนิกายที่นี่ เลือกตำแหน่งถ้ำอันเป็นมงคลทำเป็นสุสาน เช่นนี้ตระกูลเซี่ยจึงอยู่รอดมานับร้อยปี” เซี่ยกงหมิงกระตือรือร้นเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “หากไม่มีเขา ไหนเลยจะมีตระกูลเซี่ย ทุกอย่างของตระกูลเซี่ยนั้นมีได้ก็เพราะเขา ย่อมเป็นของเขา!”


“เจ้าเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ! เขาเป็นเทพแบบใดกัน ก็เพียงแค่ปีศาจร้ายที่หลอกล่อให้คนลุ่มหลงก็เท่านั้น”


ดวงตาที่ว่างเปล่าของเซี่ยกงหมิงระเบิดพลังหยินชั่วร้ายอันเย็นยะเยือกออกมา กล่าวด้วยความโกรธว่า “เจ้าไม่มีสิทธิ์มาดูหมิ่นเจ้านายข้า เขาเป็นเทพ ในที่สุดเขาก็จะกลายเป็นเทพ!”


เซี่ยกงหมิงตกตะลึง โต้เถียงเสียงแข็งว่า “เทพเจ้าไหนเลยจะเป็นสิ่งที่คนธรรมดาอย่างพวกเราสามารถมองโดยตรงได้ เขาสถิตย์อยู่ในใจของข้า!”


ให้ตายเถอะ นี่เป็นคนโง่ที่โตแต่ตัวไม่มีสมองจริงๆ!


สิ่งที่ฉินหลิวซีมั่นใจได้ก็คือ เมื่อร้อยปีก่อน ซื่อหลัวได้เริ่มวางหมากนี้แล้ว แค่ตระกูลเซี่ยตระกูลเดียวก็คุ้มค่าให้เขาเตรียมการเช่นนี้แล้วหรือ จะยังมีตระกูลที่เป็นอย่างตระกูลเซี่ยอีกกี่ตระกูล


แค่คิดก็รู้สึกกลัว


อีกอย่างเทพเฟิงตูก็เป็นคนที่เอาแต่กินดื่มไม่สนใจเรื่องต่างๆ คนถูกขังอยู่ใต้จมูกของตัวเองแท้ๆ ก็ยังปล่อยให้เขาวางแผนการได้สำเร็จ เกรงว่าวันๆคงจะเอาแต่เล่นหมากรุกอยู่กับราชาในยมโลก จนละเลยไปกระมัง


ประโยคเดียวด่าผู้ยิ่งใหญ่ถึงสองท่าน


ด่าก็ส่วนด่า แต่ความยุ่งเหยิงนี้ก็ต้องได้รับการจัดการ


พลังหยินชั่วร้ายในห้องสุสานถูกฉินหลิวซีใช้หอกวิญญาณร้ายนั้นทำเป็นภาชนะใส่ไว้ ทำเอาหอกนั้นยิ่งมีความเป็นหยินอันเยือกเย็น อาวุธชั่วร้ายเช่นนี้ หากจัดการไม่ดีก็จะกลายเป็นอาวุธที่ดื่มเลือดคนเป็น หากจัดการได้ดีก็จะเป็นอาวุธในการไล่วิญญาณปราบสิ่งชั่วร้ายอันยอดเยี่ยม


ดังนั้น ตอนที่นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าถูกสะใภ้โจวพยุงเข้ามา พลังหยินชั่วร้ายในนี้ได้ถูกรวบรวมไว้ในหอกด้ามนั้นหมดแล้ว เว้นเสียแต่กองกระดูกที่อยู่บนพื้นกับกะโหลกศีรษะที่ถูกห้อยอยู่


ทันทีที่นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆเข้ามา ตอนแรกก็รู้สึกตัวสั่นเพราะความหนาวเย็นในห้องสุสาน จากนั้นเมื่อเห็นกะโหลกศีรษะที่แกว่งไปมาอยู่ในมือของฉินหลิวซี ก็อดหน้ามืดไม่ได้


คงไม่ใช่หรอกกระมัง คงไม่ใช่อย่างที่พวกนางคิดหรอกกระมัง


หากพวกนางโวยวายให้ปล่อยบรรพบุรุษของตัวเอง จะถูกไต้ซือตีตายหรือไม่


“ในเมื่อพวกท่านมากันแล้ว มีบางเรื่องที่ต้องให้คนรุ่นหลังอย่างพวกท่านมาจัดการ นายหญิงผู้เฒ่าตอนนี้เป็นผู้ดูแลตระกูลเซี่ยมาไม่รู้กี่รุ่นแล้ว ลงสนามรบฆ่าศัตรู ให้กำเนิดบุตร ไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นผู้ดูแลอยู่เบื้องหลัง ท่านเป็นผู้ดูแลตระกูลที่ได้รับการยอมรับจากบรรพบุรุษทั้งหมดของตระกูลเซี่ย เรื่องนี้สามารถรับรองได้อย่างแน่นอน” ฉินหลิวซีแกว่งกะโหลกศีรษะไปมา กล่าวต่ออีกหนึ่งประโยคว่า “แน่นอนว่าไม่นับรวมเจ้านี่”


“เหลวไหล ข้าต่างหากที่เป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ของพวกเขาอย่างแท้จริงๆ หากไม่มีข้า ไหนเลยจะมีพวกเขา อือๆๆ…”


ช่างเป็นหัวกะโหลกที่น่าสังเวชจริง!


ฉินหลิวซีหันกลับไปมองพวกนางอีกครั้ง กล่าวว่า “ใช่แล้ว เป็นอย่างที่พวกท่านคิด นี่ก็คือเซี่ยกงหมิง บรรพบุรุษเก่าแก่ตระกูลเซี่ยของพวกท่าน”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าแทบจะคุกเข่าลงในทันที


“อย่าคุกเข่า เขาไม่คู่ควร” ทันทีที่ฉินหลิวซียกไม้จินกังขึ้น นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็ไม่สามารถคุกเข่าลงไปได้ กล่าวว่า “แม้ว่าเขาจะเป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ของพวกท่าน แต่เขาก็ยังเป็นต้นเหตุของหายนะแก่ลูกหลานตระกูลเซี่ย สุสานในบริเวณนี้หนาแน่น พวกเขาตายไปมากมายขนาดนี้ กระทั่งคนที่อายุยังน้อย ก็เป็นเพราะสิ่งนี้ เป็นเขาที่เต็มใจสละโชคลาภนับร้อยปีของตระกูลเซี่ยให้กับมารร้ายที่เขาบูชา ไม่มีโชคลาภคอยคุ้มครอง ไม่ว่าพวกท่านจะมีบุญกุศลมากมายแค่ไหน ก็ไม่ตกอยู่ที่ตัวของพวกท่านอยู่ดี”


“ไม่…” เซี่ยกงหมิงยังอยากจะโต้เถียง แต่ทันทีที่อ้าปากกะโหลกศีรษะที่แตกหักก็หลุดร่วง


ทุกคนพากันมอง รู้สึกตกใจกลัวเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจยิ่งกว่ากลับเป็นคำพูดของฉินหลิวซี หมายความว่าอย่างไร เสียสละด้วยความเต็มใจ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าออกแรงบีบไม้เท้าหัวมังกรในมือแน่น กล่าวด้วยสีหน้าซีดเซียวว่า “ท่านบอกว่าที่ตระกูลเซี่ยของข้ามาถึงจุดที่ตอนนี้มีผู้สืบทอดต่อเพียงหนึ่งเดียว เป็นเพราะบรรพบุรุษเต็มใจที่จะสละโชคลาภให้แก่ผู้อื่นอย่างนั้นหรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้า


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าสายตาเฉียบคม จ้องมองไปที่กะโหลกศีรษะ ทันใดนั้นความเกลียดชังก็เติมเต็มในหัวใจ กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ท่านไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่”


“ตอนนี้ตระกูลเซี่ยมีอะไรคุ้มค่าที่จะให้ข้าหลอกท่านด้วยหรือ”


“เข้าใจแล้ว” ทันทีที่นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากล่าวจบ นางก็เหวี่ยงไม้เท้าหัวมังกรในมือขึ้นมา ฟาดเข้าไปที่กะโหลกศีรษะนั้นอย่างสุดกำลัง


ว่ากันว่ากะโหลกศีรษะนั้นแข็ง แต่ก็ไม่แข็งไปกว่าไม้เท้าหัวมังกรนี้หรอกกระมัง


กะโหลกศีรษะถูกตีเข้าไปเต็มๆ แตกเป็นเสี่ยงๆในทันที ซากดวงวิญญาณที่เหลืออยู่ของเซี่ยกงหมิงถูกบดขยี้ด้วยแรงกดดันของหินเก้าตาอยู่แล้ว ตอนนี้เมื่อถูกทุบ จึงรู้สึกจริงๆว่าศีรษะของตัวเองถูกคนทุบทีละคนจนแตกละเอียด ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วดวงวิญญาณ


ฉินหลิวซีเก็บหินเก้าตากลับคืน และไม่ได้ห้ามนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าระบายความโกรธ


นางฟาดไปร้องไห้ไป กล่าวว่า “หญิงชราอย่างข้ามีบุตรชายห้าคน บุตรสาวหนึ่งคน พร้อมกับหลานสุดที่รักอีกหกคน รวมถึงบรรดาบุรุษของสตรีทั้งหลาย หากไม่ตายในสนามรบก็ตายอยู่ใต้กีบม้า กระทั่งสำลักเม็ดถั่วลิสงจนถึงแก่ชีวิต ข้าคิดว่าเป็นเพราะตระกูลเซี่ยของข้าสังหารคนไปนับไม่ถ้วนจึงได้รับผลกรรมตามสนอง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะเป็นฝีมือของคนพวกเดียวกันเอง เป็นตาเฒ่าไร้ความเมตตาอย่างท่านที่ทำเรื่องโง่เขลาโหดเหี้ยมเช่นนี้ จึงทำให้พวกเขาไม่มีใครมีอายุถึงหกสิบปีเลยสักคน ล้วนเสียชีวิตในวัยหนุ่มทั้งหมด”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าฟาดจนเหนื่อย ด่าด้วยความโกรธด้วยอาการหอบ “ในโลกนี้เหตุใดจึงได้มีบรรพบุรุษที่ไร้ความเมตตาปรานีอย่างท่านเช่นนี้ คนอย่างท่านจะคู่ควรมีลูกหลานสืบทอดได้อย่างไร”


หินเก้าตาถูกเก็บกลับคืนมาแล้ว เศษซากดวงวิญญาณของเซี่ยกงหมิงลอยออกมา พุ่งเข้าหานายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า “สตรีต่ำช้าอย่างเจ้า บังอาจกล้ามาตีบรรพบุรุษ ตระกูลเซี่ยของข้าไปสู่ขอสตรีต่ำช้าอย่างเจ้า นับว่าเป็นความโชคร้ายไปอีกหลายชั่วอายุคน”


“หากบุรุษตระกูลเซี่ยรู้ว่าท่านต่ำช้าเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางเต็มใจที่จะเป็นลูกหลานสืบทอดให้ท่าน” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าถ่มน้ำลายใส่ “ท่านนับว่าเป็นบรรพบุรุษประสาอะไรกัน คนชั่วร้ายอย่างท่านควรจะถูกสัตว์ป่าขย้ำเนื้อจนเละไปเสียแต่แรกแล้ว ท่านไม่คู่ควรเป็นเทพสงคราม ท่านไม่คู่ควรเป็นบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยของพวกเรา!”


“บังอาจ หากไม่มีข้า ไหนเลยจะมีตระกูลเซี่ย ไหนเลยจะมีสิ่งที่เรียกว่าคนตระกูลเซี่ย!”


“ท่านพูดถูก เช่นนั้นพวกเราจะคืนให้กับท่าน ท่านอาจารย์ ท่านว่าจำเป็นต้องทำอย่างไร ไม่ว่าจะเลาะกระดูกขูดเลือด หรือต้องทำอย่างไรพวกเราก็จะทำทั้งนั้น” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ากัดฟันพลางกล่าวว่า “ต่อให้หญิงแก่อย่างข้าต้องเอาหัวโขกตายในห้องสุสานนี้ ข้าก็กล้าทำ”


ฉินหลิวซีรวบรวมเศษดวงวิญญาณที่เหลือของเซี่ยกงหมิง กล่าวว่า “อย่างที่ท่านกล่าว เลาะกระดูกขูดเลือด เขียนจดหมายตัดสัมพันธ์หนึ่งฉบับ แล้วเผาส่งขึ้นไปบนสวรรค์” จากนั้นก็บดขยี้สุนัขโง่เขลาตัวนี้ให้ตาย


สะใภ้โจวที่โกรธจนเกลียดที่ไม่อาจทำลายเศษดวงวิญญาณของเซี่ยกงหมิงได้นานแล้ว ก็ได้สติกลับคืนมา กล่าวว่า “แม้ว่าพวกเราจะเป็นคนตระกูลเซี่ย แต่ก็เป็นเพียงลูกสะใภ้ เลือดที่ไหลอยู่ก็ไม่ใช่เลือดตระกูลเซี่ย จะสามารถทำได้หรือ สายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเซี่ยอยู่ที่เมืองหลวง”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “นายหญิงผู้เฒ่าคนเดียวก็พอแล้ว ใช้กระดูกของเซี่ยหว่าน ส่วนเลือดกับเส้นผมอะไรเหล่านั้น ย่อมมีคนนำมาให้ข้าในภายหลัง”


ทุกคนไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรถาม


มีเพียงเซี่ยกงหมิงเท่านั้นที่ตื่นตระหนก นักพรตกระจอกผู้นี้ลงมือทำอย่างจริงจัง หากทำตามที่นางกล่าวมา สายสัมพันธ์นี้ก็จะสามารถถูกตัดขาดได้แล้วหรือ


เมื่อถูกตัดขาด การเสียสละของเขาก็จะถูกล้มเลิก แล้วเขาจะมีจุดจบอย่างไร


เซี่ยกงหมิงร้องเรียกเทพเจ้าของเขาไม่หยุด ขอร้องให้อีกฝ่ายลงมา เขาเป็นผู้ศรัทธาอย่างจริงใจที่ถวายโชคลาภให้เป็นเวลาร้อยปีเชียวนะ ท่านจะเพิกเฉยเช่นนี้ไม่ได้


อย่างไรก็ตาม เทพที่เขาศรัทธากลับไม่ได้ยินเสียงเรียกของเขา ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ


จู่ๆ คำพูดดังกล่าวก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา


“เลิกคิดได้แล้ว โชคลาภนับร้อยปีได้ถูกเอาไปจนเกือบหมดแล้ว ใครจะยังคุ้มครองคนถูกทิ้งอย่างเจ้าอีก หากข้าเป็นเขา ก็ไม่มีทางสนใจว่าเจ้าจะเป็นหรือตาย!” ฉินหลิวซีเอ่ยเหน็บแนม


เศษซากวิญญาณของเซี่ยกงหมิงสั่นสะท้านเล็กน้อย “เจ้าหุบปาก เจ้านายข้าเพียงแค่ เพียงแค่ติดธุระทำให้มาไม่ได้ นักพรตกระจอกอย่างเจ้า เด็กเมื่อวานซืนอย่าได้คิดว่าจะทำร้ายเขาได้…”


“ข้าไว้หน้าเจ้ามากเกินไปแล้วกระมัง!” ฉินหลิวซีบีบดวงวิญญาณของเขา ลงมือตามที่ใจสั่ง พลังอันเยือกเย็นของไฟนรกนั้นทำให้เศษซากวิญญาณของเขาถูกแผดเผาเจ็บปวดจนทนไม่ได้ ส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าสังเวช


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆตกใจกับเสียงกรีดร้องนี้จนหัวใจเต้นเร็ว เจ็บแก้วหู เมื่อมองดูเศษซากดวงวิญญาณของเซี่ยกงหมิงที่เดิมทีก็อนาถเต็มที ตอนนี้แทบจะมองเห็นไม่ชัดเจนแล้ว ต่างก็กลืนน้ำลาย สายตาที่มองฉินหลิวซีมีความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย


ฉินหลิวซียิ้มให้พวกนาง กล่าวว่า “ปกติข้าไม่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะถูกบังคับ ขายหน้าพวกท่านแล้ว”


ไม่ต้องอธิบาย พวกเราเข้าใจ


ฉินหลิวซีหยิบกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งยื่นให้นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า สอนนางเขียนจดหมายตัดความสัมพันธ์


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ารับมาอย่างคุ้นเคย จากนั้นก็กรีดปลายนิ้ว เริ่มเขียนด้วยเลือด


“เอ่อ…” ฉินหลิวซียกมือขึ้น อยากบอกว่าความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องใช้เลือดนางเขียน แต่นางได้เริ่มเขียนแล้ว จึงปล่อยไป


ใช้ผู้นำตระกูลเซี่ยคนปัจจุบันมาประนามความผิดของเซี่ยกงหมิงเพื่อยุติความสัมพันธ์ เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของนาง


ทันใดนั้นก็มีลมกระโชกแรงพัดมาจากทางเดินสุสาน


“เป็นที่นี่ไม่ผิดแน่กระมัง”


มีเสียงที่ไม่คุ้นเคยดังมาจากในห้องสุสาน จากนั้นสะใภ้โจวและคนอื่นๆก็เห็นเงาปรากฏขึ้นในสายตาของพวกนาง


“อ๊ากกก มีผี” สะใภ้โจวกอดซุ่นฟังแน่น กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว


“ตื่นตระหนกทำไม ไม่สมกับที่ท่านเป็นบุตรสาวของแม่ทัพ ไม่ได้ยินที่ท่านอาจารย์บอกหรือว่าคนอย่างพวกเราล้วนมีพลังแห่งคุณธรรมอยู่แล้วเจ้าค่ะ” ซุ่นฟังตบแขนนางเบาๆอย่างไม่สบอารมณ์ แต่นางก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้เช่นกัน


“ไม่ต้องกลัว เป็นผีของข้า” ฉินหลิวซีมองเว่ยเสียพลางกล่าวว่า “เอาของมาครบแล้วใช่หรือไม่”


เว่ยเสียยื่นถุงสัมภาระใบเล็กไปให้ เอ่ย “ข้าจะกล้ามามือเปล่าหรือ เกิดอะไรขึ้นจึงได้เร่งเร้าให้ข้าไปครอบงำเด็ก เจ้ารู้หรือไม่ว่าเด็กคนนั้นกรีดเลือดแล้วก็ตัดผมตัวเอง มีคนมาเห็นเข้าพอดี ทำเอาพวกเขาตกใจแทบแย่”


ฉินหลิวซีอธิบายให้ฟังอย่างคร่าวๆ


เว่ยเสียขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “โชคลาภร้อยปีคงจะถูกเอาไปจนเกือบหมดแล้วกระมัง”


“แม้ว่าจะเป็นเชื้อสายเพียงหนึ่งเดียว ก็ต้องรักษาไว้ให้ได้” ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “อีกอย่างหากไม่เจอก็แล้วไป เรื่องเกี่ยวกับซื่อหลัว ไม่ว่าอย่างไรก็ล้วนต้องต่อกรกับเขา”


เว่ยเสียถอนหายใจ


ก็เป็นจริงเช่นนั้น ทำลายแผนการของฝ่ายตรงข้าม ไม่ต้องพูดถึงว่ามีประโยชน์หรือไม่ ทำลายไว้ก่อน


ในเวลานี้นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าได้เขียนจดหมายตัดความสัมพันธ์เรียบร้อยแล้ว มองเว่ยเสียอย่างสงสัย นี่เป็นบุรุษหรือ เหตุใดจึงได้ทัดดอกไม้


ฉินหลิวซีเปิดถุงสัมภาระใบเล็กที่ส่งข้อความให้เว่ยเสียนำมาด้วย ข้างในมีเส้นผมที่พันด้วยผ้าเช็ดหน้า ซ้ำยังมีเศษเล็บสองเสี้ยวกับขวดหยกใส่เลือดใบเล็กหนึ่งใบ


สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นของเซี่ยซื่ออันทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเซี่ย แม้ว่าจะถูกครอบงำให้ทำ แต่ก็เป็นสายเลือดของคนตระกูลเซี่ย แค่ใช้ได้ก็พอแล้ว


หลังจากที่นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆ ได้ฟังคำอธิบายแล้วมองไปยังเว่ยเสียด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย สมแล้วที่เป็นผีของฉินหลิวซี หากเป็นคนไม่ดี ทายาทเพียงหนึ่งเดียวคงจะได้จากโลกนี้ไปแล้ว


เศษซากดวงวิญญาณของเซี่ยกงหมิงสั่นเทา “ไม่ ไม่ได้ ข้าเป็นบรรพบุรุษของตระกูลเซี่ย ไม่มีข้า ก็จะไม่มีการมีอยู่ของพวกเจ้า”


แต่ใครล่ะจะสนใจเขา


ฉินหลิวซีวาดค่ายอาคม ตั้งแท่นบูชาเล็กๆอย่างง่ายๆ จากนั้นก็ม้วนหนังสือตัดความสัมพันธ์และของของเซี่ยซื่ออันเข้าด้วยกัน มือถือไม้จินกังแทนแส้หางม้า ก้าวเดินตามตำแหน่งดวงดาว ปากท่องพึมพำคาถา ยันต์หนึ่งแผ่นตกลงบนกองสิ่งของ ไฟก็ลุกไหม้ขึ้นมาเอง


เสียงดังกระหึ่ม


สายฟ้าฟาดทะลุห้องสุสานลงมา


เซี่ยกงหมิงหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้า ลูกหลานอกตัญญู กล้าทรยศบรรพบุรุษ สวรรค์ไม่รับไม่ได้ สมควรถูกฟ้าผ่า…เอื้อ!”


ผ่าแล้ว


สายฟ้าผ่าลงที่เศษซากวิญญาณของเขา


ตอนที่ 1118: บูชานางเป็นเทพผู้พิทักษ์ตระกูลเซี่ย


สายฟ้าผ่าลงที่เซี่ยกงหมิงเต็มๆ หลังจากที่ถูกสายฟ้าเส้นนี้โจมตีอย่างหนักติดต่อกัน ดวงวิญญาณของเขาที่อ่อนแอจนแทบจะมองไม่เห็นก็ได้เริ่มสลายไปแล้ว


สิ่งที่ทำให้เซี่ยกงหมิงหวาดกลัวนั้นไม่ใช่เพียงแค่ดวงวิญญาณแตกสลาย แต่เขายังสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ที่ถูกตัดขาดอย่างแท้จริง สายเลือดระหว่างเขากับลูกหลานรุ่นหลังราวกับถูกคนบังคับตัดขาด ไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป


ฉินหลิวซีมองดูดวงวิญญาณที่กำลังแตกสลายด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก แสยะยิ้มพลางเอ่ย “ผู้ร้ายตายเพราะพูดมาก เจ้าไม่รู้หรือ”


เซี่ยกงหมิง “…”


เจ้านายของเขา เหตุใดจึงไม่มา


ตัวเองเป็นคนถูกทิ้งแล้วจริงๆหรือ


เมื่อเซี่ยกงหมิงสลายไปอย่างสมบูรณ์ ในที่สุดก็เกิดร่องรอยแห่งความขุ่นเคืองและความไม่เต็มใจอย่างรุนแรง ร่องรอยความขุ่นเคืองนั้นพุ่งชนไปทั่ว พยายามเข้าไปในใจของคน!


“ยังอยากจะทำชั่วอีก” ฉินหลิวซีคว้าไว้ด้วยมือข้างเดียว บีบดวงจิตนั้นไว้ในมือ ไฟนรกผุดขึ้นมา ดวงจิตสลายไป


ตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้านายที่เซี่ยกงหมิงศรัทธาไม่เคยปรากฏตัวขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้า


สุสานเงียบสงัดลง


“ตาย ตายแล้ว?” สะใภ้โจวเอ่ยพึมพำ


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าหลับตาลงครึ่งหนึ่ง นางรู้สึกราวกับว่าโซ่ตรวนถูกยกออกจากร่าง ไม่มีความหนักหน่วงอีกต่อไป ผ่อนคลายเป็นอย่างมาก


“อย่างที่ท่านเห็น กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว” ฉินหลิวซีกางมือออกทั้งสองข้าง กล่าวว่า “ในเมื่อตัดความสัมพันธ์แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างสุสานนี้อีกต่อไป ให้คนมากลบให้เรียบ จริงสิ ไม่จำเป็นต้องตั้งป้ายให้เซี่ยกงหมิงในห้องโถงบรรพบุรุษของตระกูลเซี่ย ในแผนภูมิลำดับวงศ์ตระกูลก็เช่นกัน สรุปก็คือทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเขาสามารถลบออกจากตระกูลเซี่ยได้เลย”


ลบล้าง


คำนี้ทำให้ผู้ที่ได้ยินใจสั่นสะท้าน


กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือตราบใดที่ตระกูลเซี่ยไม่ยอมรับ เขาก็ไม่ใช่บรรพบุรุษของตระกูลเซี่ย ตระกูลเซี่ยสามารถอยู่ได้โดยไม่มีบรรพบุรุษผู้นี้


ฟังดูน่าสงสาร แต่เซี่ยกงหมิงเป็นผู้บริสุทธิ์หรือ


ไม่ ผู้บริสุทธิ์ล้วนเป็นคนในตระกูลเซี่ย พวกเขาทำงานอย่างหนัก ใช้ชีวิตแลกมาซึ่งทุกสิ่ง ลูกหลานไม่ได้รับ แต่กลับถูกคนอื่นเอาไปใช้ ใครบ้างไม่คิดว่าไม่ยุติธรรม ใครบ้างไม่น้อยใจ


ที่ไม่ยุติธรรมที่สุดก็คือพวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย คิดว่าตระกูลตัวเองฆ่าคนมากเกินไป ดังนั้นคนในตระกูลจึงได้ย่ำแย่ถดถอยลง ไม่มีใครมีจุดจบที่ดี


แต่กลับกลายเป็นว่าบรรพบุรุษของพวกเขาได้สละโชคลาภของพวกเขา


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าสูดหายใจเข้าลึก กล่าวว่า “ข้ารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร”


บิดาไม่มีความเมตตา บุตรจึงไม่มีความกตัญญู พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด


กลุ่มคนออกมาจากห้องสุสานนี้ หากต้องการถมสุสาน ของฝังศพข้างในก็ต้องเอาออกมาทั้งหมด เดิมทีนายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าอยากบอกว่าไม่ต้องการแล้ว อย่างไรเสียสิ่งของเหล่านี้ที่เคยถูกฝังไว้กับเซี่ยกงหมิง หากนำออกมาก็จะเป็นอัปมงคลโชคร้าย ตระกูลเซี่ยไม่ได้ขาดแคลนสิ่งของนอกกายเหล่านี้


ฉินหลิวซีกลับบอกว่า “สำหรับตระกูลเซี่ยแล้ว สิ่งของนอกกายเหล่านี้ไม่ควรค่าแก่การพูดถึง แต่สำหรับคนจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากภัยพิบัติกลับสามารถเป็นเงินช่วยชีวิตให้พวกเขาสามารถกินอิ่มอบอุ่น แทนที่จะปล่อยให้พวกมันถูกฝังอยู่ในโคลนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่สู้เอาออกไปจำนำ แปลงเป็นเงินสด จากนั้นก็นำไปบริจาคในนามของตระกูลเซี่ย สามารถช่วยเหลือผู้คนทั้งยังได้รับบุญกุศลอีกด้วย”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ารีบกล่าวว่า “ถึงแม้จะไม่ใช้สิ่งของเหล่านี้ ข้าก็อยากจะทำความดี เพียงแต่ว่าอย่างไรเสียสิ่งของเหล่านี้ก็เป็นของฝังศพ อัปมงคลเป็นอย่างมาก ซ้ำยังมีพลังชั่วร้าย หากผู้ที่ซื้อไปโดนเข้า ก็จะเป็นความผิดของตระกูลเซี่ยของพวกเรา”


ฉินหลิวซียิ้ม “ไม่ต้องกังวล ในเมื่อข้าสามารถพาพวกท่านออกมาได้ ย่อมช่วยพวกท่านปัดเป่าพลังชั่วร้ายได้อยู่แล้ว”


เพียงมีประโยคนี้ของนาง นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าก็วางใจแล้ว รีบให้หัวหน้าหมู่บ้านตระกูลเซี่ยพาคนไปจัดการ


สะใภ้โจวกล่าวว่า “ตอนนี้เซี่ยกงหมิงตายไปแล้ว หมายความว่าโชคลาภตระกูลเซี่ยของพวกเราจะไม่สูญเสียไปอีกแล้ว จะไม่มีผู้คนตายก่อนวัยอันควรเกิดขึ้นอีกแล้วใช่หรือไม่”


ฉินหลิวซีเหลือบมองขึ้นไปด้านบนของสุสานใหญ่ เมื่อกระดูกและดวงวิญญาณของเซี่ยกงหมิงถูกทำลาย อีกทั้งยังตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเซี่ยไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก โชคลาภที่เหลืออยู่ของตระกูลเซี่ยก็จะไม่หายไป เพียงแต่ว่ามีน้อยจนน่าสงสาร


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่ารีบกล่าวว่า “ข้าจะกำชับให้คนในตระกูลทำความดีสั่งสมคุณธรรม ไม่ทำชั่วอย่างแน่นอน”


ฉินหลิวซีพยักหน้า หาจุดที่เป็นมงคล ให้พวกนางเอาเถ้ากระดูกของเซี่ยหว่านไปฝัง


เมื่อสิ่งของฝังศพของเซี่ยกงหมิงถูกเอาออกมาจนหมดแล้ว ฉินหลิวซีก็ได้ฝังยันต์ห้าสายฟ้าหนึ่งแผ่นแล้วเสกคาถา ทำให้สุสานใหญ่นั้นพังทลายลงมา จากนั้นก็ให้คนตระกูลเซี่ยถมให้เรียบ


สุสานใหญ่หายไป กงหมิงตระกูลเซี่ยในอดีตไม่มีอยู่อีกต่อไป ถูกกำหนดให้สูญหายไปในห้วงเวลา


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าและคนอื่นๆมองดูที่ราบนั้น พูดไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร ลบล้างการมีอยู่ของคนคนหนึ่ง ที่แท้ก็ง่ายเช่นนี้


ฉินหลิวซีได้สลายพลังชั่วร้ายบนของฝังศพทั้งหมดเหล่านั้น สุดท้ายก็ได้หยิบหอกของเซี่ยกงหมิงนั้นขึ้นมา


นางใช้มือร่ายคาถา ลูบลงบนหอกวิญาณร้ายด้ามนั้น พลังชั่วร้ายอันเยือกเย็นถูกนางชักนำมาที่หอก จากนั้นก็เอากริชออกมา แกะสลักอักขระยันต์สองสามยันต์ลงบนหอก จิตวิญญาณเต๋าแผ่กระจายไปทั่วหอก หอกที่เดิมทีเต็มไปด้วยพลังหยินอันเยือกเย็นได้กลายเป็นสิ่งล้ำค่าในทันใด


ฉินหลิวซีชั่งน้ำหนักด้วยมือเดียว ถนัดมือเป็นอย่างมาก จึงได้ถือหอกตวัดสองสามกระบวนท่า มองดูครู่หนึ่ง ดึงพู่ที่หัวหอกแล้วโยนทิ้ง หยิบด้ายถักที่ค่อนข้างน่าเกลียดออกมาจากถุงเฉียนคุนแล้วมัดลงบนหอก จากนั้นก็ยื่นให้นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า


“ท่านอาจารย์ นี่ท่าน?” นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าใจเต้นแรง ไม่กล้ารับมาเล็กน้อย


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “หอกนี้อยู่กับเซี่ยกงหมิงมาหลายปี ฆ่าคนมานับไม่ถ้วน เดิมทีก็มีพลังชั่วร้ายที่รุนแรงเป็นอย่างมาก หากใช้พลังชั่วร้ายในทางที่ดี ก็จะสามารถปัดเป่าวิญญาณร้ายทำให้ไม่กล้ามากล้ำกลายได้ และหอกนี้ก็เป็นของฝังศพของเขา พลังหยินชั่วร้ายรุนแรงมาก ข้าได้ผนึกมันไว้ข้างในแล้ว และได้วาดยันต์ปลุกเสกลงไป ตอนนี้มันไม่ใช่เพียงแค่หอกธรรมดา แต่เป็นเครื่องรางที่ปราบผีไล่วิญญาณชั่วร้ายได้”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่าหัวใจเต้นแรง


“เดิมทีหอกก็เหมาะกับสนามรบ เซี่ยกงหมิงเป็นคนบาปของตระกูลเซี่ย หอกด้ามนี้ ชดใช้บาปให้กับตระกูลเซี่ยนั้นก็สมควรแล้ว หวังว่าพวกท่านตระกูลเซี่ยจะเก็บมันไว้ สร้างเทพสงครามอย่างแท้จริงที่ได้รับความเคารพจากทุกคนมาปกป้องตระกูลปกป้องอาณาจักร และเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อๆไป”


นายหญิงผู้เฒ่าถือหอกด้ามนี้ไว้ รู้สึกหนักอึ้ง ซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ดวงตาแดงก่ำ กล่าวสะอึกสะอื้นว่า “ท่านอาจารย์ นี่เป็นถึงเครื่องราง ควรจะเป็นคนอย่างพวกท่านที่ปราบสิ่งชั่วร้ายปกป้องเต๋าจึงจะสามารถใช้พลังอันยิ่งใหญ่นี้ได้มากกว่า”


“พวกเราไม่ขาดแคลนเครื่องรางเช่นนี้ แต่เชื่อข้าเถิด มันจะทำให้ตระกูลเซี่ยกลับมารุ่งโรจน์อย่างแน่นอน” ฉินหลิวซีฉีกยิ้มพลางกล่าวว่า “ดังนั้นในวันปกติทั่วไปก็ให้ฝึกฝนวิชาอารามชิงผิงของพวกเราให้มาก ไหว้เจ้าลัทธิเต๋าบ่อยๆ เมื่อสวดภาวนาต่อเทพเจ้าก็จะรู้สึกสบายใจมากขึ้น”


นายหญิงเซี่ยผู้เฒ่า “…”


ดูเหมือนว่านางจะเดาอะไรบางอย่างได้


นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ท่านว่าผู้ศรัทธาอารามชิงผิงอย่างพวกเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง บริจาคร่างทองกี่องค์จึงจะพอ จริงสิ พวกเราสามารถตั้งแผ่นป้ายบูชาให้ท่านอายุยืนได้หรือไม่”


ไม่สิ ตระกูลเซี่ยของพวกเขาควรจะขอให้คนแกะสลักรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของนางไว้หน้าศาลในตระกูลเพื่อบูชาเป็นเทพผู้พิทักษ์ตระกูลเซี่ย!


ตอนที่ 1119: เว่ยเสีย เจ้าต้องเปลี่ยนที่พึ่งแล้ว


หลังจากปัญหาทั้งหมดของตระกูลเซี่ยได้รับการแก้ไขแล้ว ฉินหลิวซียังอยู่ที่สุสานบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยอีกสองวัน แต่ซื่อหลัวก็ไม่เคยปรากฏตัว ซึ่งทำให้นางรู้สึกแปลกเล็กน้อย


เพื่อโชคลาภของตระกูลเซี่ยแล้ว เขากระทั่งช่วยเสวียนหมิงไปจากเงื้อมมือของนางโดยไม่ลังเล เพื่อพามาเป็นคนเฝ้าค่ายอาคมให้เขาที่นี่ ดังนั้นตอนที่เสวียนหมิงถูกนางโจมตี เขาก็ยังได้ช่วยเสวียนหมิงต่อกรกับนาง


เมื่อเห็นว่าเขาใส่ใจเสวียนหมิงเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อคนผู้นี้ แต่เป็นค่ายอาคมในสุสานบรรพบุรุษตระกูลเซี่ย ในเมื่อเขาให้ความสำคัญกับที่นี่มากขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อนางฆ่าเสวียนหมิงกับเซี่ยกงหมิงไปทีละคน


เขากำลังคิดอะไรอยู่


หรือคิดว่าตระกูลเซี่ยไม่มีค่าที่จะใช้ประโยชน์แล้ว หากเป็นเช่นนี้ แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เขาจึงได้เสี่ยงที่จะมาช่วยเสวียนหมิง


นางนึกไม่ออกเลยว่าคนผู้นี้ต้องการจะทำอะไร


“แม้จะเป็นแค่หมากที่ถูกทิ้งในกระดานหมาก ก็สามารถส่งผลกระทบต่อภาพรวมซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดได้” ซื่อหลัวมองไปที่กระดานหมากรุกตรงหน้า นิ้วเรียวยาวคว่ำตัวหมากรุกของแม่ทัพ หันศีรษะเล็กน้อย มองเงามืดที่อยู่ข้างหลัง กล่าวว่า “เจ้าว่านางจะนำความประหลาดใจมาให้ข้ามากแค่ไหน”


เงามืดยังคงไม่ขยับ


“ไสหัวไป!” ซื่อหลัวสะบัดแขนเสื้อด้วยความรังเกียจ


เมื่อในห้องเหลือเขาเพียงคนเดียว เขาจึงได้นำรูปปั้นดินเหนียวเล็กที่เป็นของเซี่ยกงหมิงมาบดขยี้กลายเป็นผง ขยะก็คือขยะ ไม่มีประโยชน์ ช่วยค้ำจุนอะไรไม่ได้


หลังจากนั้นเขาก็วางรูปปั้นดินเหนียวเสมือนจริงไว้ด้านบนทันที รูปปั้นดินเหนียวนั้นท่าทางเกเร สายตาเหยียดหยาม สีหน้าเย็นชา นั่นคือใบหน้าของฉินหลิวซีไม่ใช่หรือ


ซื่อหลัวจิ้มศีรษะของนาง ย้ายนางไปไว้ที่ชั้นบนสุด หลังจากผ่านไปนานก็แสยะยิ้มขึ้นมา “ข้าก็อยากจะดูว่าเจ้าตัวคนเดียวจะสามารถขัดขวางไม่ให้ข้าขึ้นสู่สวรรค์ได้จริงๆหรือ”


ฉินหลิวซีจามสองครั้ง หันไปมองสุสานบรรพบุรุษตระกูลเซี่ยอีกครั้ง ช่างเถิด เรื่องที่คิดไม่ออกก็ไม่ต้องไปคิด เมื่อเรือแล่นไปถึงหัวสะพานก็จะผ่านไปได้เอง เมื่อได้พบเขาข้าค่อยจัดการ!


“ลอบโจมตีท่าน ข้าคงรังเกียจว่าชีวิตผียืนยาวเกินไปแล้วกระมัง” เว่ยเสียปรากฏกลายขึ้น มานั่งอยู่ข้างนาง


เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่าโซ่ตรวนวิญญาณกับใบเป็นตายบนตัวเขาไม่มีแล้ว ชะงักไปครู่หนึ่ง กล่าวว่า “เจ้าไม่เป็นยมทูตชั่วคราวแล้วหรือ”


“ไม่ทำแล้ว ไม่เห็นสนุกเลย” เว่ยเสียกล่าวว่า “ข้าอยากจะฝึกบำเพ็ญผี”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว “เจ้าแน่ใจหรือ เหตุใดจู่ๆจึงได้ตัดสินใจเช่นนี้”


“หลังจากเป็นยมทูตมาได้ระยะหนึ่ง ข้าก็ได้สั่งสมบุญกุศลมาบ้างแล้ว หากไปเกิดใหม่ ไปเป็นคนอีกครั้งมันก็แค่นั้น ความจริงแล้วก็เพียงแค่อดทนสู้ชีวิตไปวันๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ เข้าสู่เส้นทางผี ฝึกบำเพ็ญให้สมบูรณ์ กลายเป็นอมตะ ดีจะตายไป”


ฉินหลิวซีเงียบไป ผ่านไปพักใหญ่จึงกล่าวว่า “แต่ว่าการเป็นอมตะไปตลอดกาลนั้นโดดเดี่ยวเกินไปแล้ว”


“คนเรามาคนเดียวก็ไปคนเดียว เดิมทีก็โดดเดี่ยวอยู่แล้ว เหตุใดท่านจึงได้ดัดจริตขึ้นมา” เว่ยเสียหัวเราะ


ฉินหลิวซีหันไปมอง กล่าวว่า “หากเจ้าอยากจะฝึกบำเพ็ญผีเพื่อในภายภาคหน้าจะได้ช่วยต่อกรกับซื่อหลัว เช่นนั้นก็ไม่จำเป็น เป็นถึงบุรุษอกสามศอก ตอนมีชีวิตอยู่ก็ทำอะไรตามอำเภอใจ ตายไปก็ควรเป็นเช่นนี้ เป็นยมทูตต่อไป และเมื่อมองดูโลกใบนี้จนพอแล้ว เจ้าค่อยไปเกิดใหม่ในที่ที่ดี”


“ไม่ต้องมาทำตัวเป็นผู้ประเสริฐ ใครทำเพื่อท่านกัน ข้าเป็นผู้บำเพ็ญผี ก็จะได้มองดูโลกใบนี้ตลอดไปเช่นกัน” เว่ยเสียสบถในลำคอ


“ดูน้ำเสียงที่ไม่เป็นตัวเองของเจ้า ข้าเดาถูกแล้วกระมัง” ฉินหลิวซีหยิบเหรียญทงเม่ยออกมาสองสามเหรียญ กล่าวว่า “มีเงินติดตัวหรือไม่ ข้าจะทำนายให้เจ้า ถามถึงอนาคต”


“ข้าเป็นผี จะไปเอาเงินมาจากไหน รอก่อน ท่านนี่เรื่องมากจริงๆ” เขาหายแวบไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับถือถุงหนังเก่าๆใบหนึ่ง ข้างหลังยังมีเสียงผีเฒ่าร้องไห้สะอึกสะอื้น


เว่ยเสียเอาถุงวางไว้ตรงหน้าฉินหลิวซี ชี้ไปยังผีเฒ่า กล่าวว่า “ผีเฒ่าตนนี้ เป็นผีเฝ้าสมบัติ ตายไปแล้วก็ยังเฝ้าศพกับเงินของตัวเอง อีกสักครู่ท่านไปช่วยเก็บศพให้เขาแล้วค่อยส่งเขาเข้าประตูวิญญาณเถิด นี่คือค่าตอบแทน และแน่นอนว่ามีส่วนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนที่ข้านำพามาให้ ให้ท่านทั้งหมด ถือว่าเป็นเงินค่าทำนาย”


ผีเฒ่า ‘ข้าไม่เอา เป็นเจ้าที่บังคับข้า!’


ฉินหลิวซีมองไปยังผีเฒ่า กล่าวว่า “ตายไปหลายปีแล้ว หากเจ้ายังวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ ไม่นานก็จะวิญญาณแตกสลายไป ไปเกิดใหม่เถิด”


ฉินหลิวซีเปิดถุงหนังออก เห็นทองคำสีเหลืองทองอร่าม ปิดมันอีกครั้ง กล่าวว่า “เจ้ามีนามว่าอะไร ข้าจะเผาเงินกระดาษเป็นเครื่องเซ่นไหว้ให้เจ้าไปเกิดใหม่”


ผีเฒ่าดีใจมาก กล่าวว่า “ช่วยจัดงานแต่งงานให้ด้วยได้หรือไม่ ข้าเป็นผีโสด หาเงินอยากจะกลับบ้านเกิดไปสู่ขอภรรยา คิดไม่ถึงว่าจะเสียหลักตกหน้าผาตาย ข้าตายตาไม่หลับด้วย”


ฉินหลิวซีจ้องมอง “ตายตาไม่หลับ จะไปเกิดใหม่แล้วยังจะแต่งงานอะไรอีก ชาติหน้าค่อยแต่งเถิด เงินเหล่านี้จะใช้ทำความดีในนามของเจ้า ไปเกิดใหม่ในที่ที่พอเป็นไปได้ ในชาติหน้าจะได้แต่งภรรยาที่ดีสมดั่งปรารถนาแน่นอน”


เมื่อผีเฒ่าเห็นว่านางดุแค่ไหนก็หดคอ กล่าวอย่างขี้ขลาดว่า “เช่นนั้น เช่นนั้นก็รบกวนท่านอาจารย์ด้วย”


ฉินหลิวซีขอแปดอักษรเวลาตกฟากกับชื่อของเขา ก่อนจะเปิดประตูวิญญาณส่งเขาเข้าไป จากนั้นก็ตามเว่ยเสียไปช่วยเก็บศพให้ผีเฒ่าตนนั้น เมื่อเห็นว่าที่แห่งนี้นับว่าเป็นสถานที่มงคล จึงฝังไว้ ณ ที่แห่งนั้น ทำหลุมศพตั้งป้ายสุสาน


หลังจากไปจากที่นี่ นางก็เข้าไปในเมืองอีกครั้ง ซื้อของเซ่นไหว้ พับทองหยวนเป่าและตัดเสื้อกระดาษด้วยตัวเองแล้วเสกไปให้เขา จากนั้นก็ไปที่สถานสงเคราะห์ บริจาคทองจำนวนหนึ่งในนามของคนผู้นั้น


ในยมโลก ผีเฒ่าตนนั้นนามว่าสวี่ต้าลี่หลั่งน้ำตาด้วยความดีใจเมื่อเห็นเสื้อผ้าใหม่บนตัวของตัวเองและทองหยวนเป่าสีทองอร่าม


เขาได้พบกับไต้ซือผู้แสนดีเข้าแล้ว!


เว่ยเสียเห็นทุกการกระทำของฉินหลิวซี คนผู้นี้ช่างเป็นคนที่นุ่มนวลเสียจริง


ฉินหลิวซีถือทองคำสองสามแท่งอย่างมีความสุข ใส่ไว้ในถุงเฉียนคุน กล่าวกับเขาว่า “เอาล่ะ ข้าจะช่วยทำนายให้เจ้าเดี๋ยวนี้”


เว่ยเสียท่าทางสงบนิ่ง ในใจไม่มีความกังวลใดๆ จะทำนายหรือไม่นั้นความจริงแล้วไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น


ฉินหลิวซีมองคำทำนายที่ปรากฏขึ้น สีหน้าแปลกๆเล็กน้อย


“มีอะไรหรือ” เว่ยเสียแสร้งทำท่าทางอวดเก่ง กล่าวว่า “เห็นว่าข้าได้เป็นผีผู้ยิ่งใหญ่ ชนะทุกการต่อสู้ใช่หรือไม่”


ฉินหลิวซีเคลื่อนย้ายเหรียญทำนาย กล่าวว่า “ไม่ใช่ เจ้าจะต้องเปลี่ยนที่พึ่งแล้ว”


เว่ยเสีย “?”


เปลี่ยนที่พึ่ง หมายความว่าอย่างไร


“ตามข้ามา” ฉินหลิวซีแหวกเส้นทางหยินแล้วลากเขาเดินเข้าไป จากนั้นก็รีบวิ่งไปตลอดทาง เมื่อออกมาอีกครั้งก็มาถึงอำเภอหนาน


“ถึงแล้ว”


เว่ยเสียมองไปยังศาลประจำเมืองที่ทำจากกระเบื้องเคลือบอยู่ตรงหน้า พลันมีความรู้สึกแปลกๆขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งเป็นลางร้ายและเป็นลางดี นี่มันอะไรกัน


เขตแดนของเทพประจำเมือง ผีไม่กล้าเข้าไป แต่เว่ยเสียกลับถูกฉินหลิวซีลากเข้าไป ราวกับซาหยวนจื่อสัมผัสได้ เขาพุ่งออกมา มองไปยังเว่ยเสีย ในมือกำแส้หางม้า สายตาแหลมคม


ฉินหลิวซีพาเว่ยเสียมาอยู่ตรงหน้าเทพประจำเมือง กล่าวว่า “กราบซะ ที่พึ่งใหม่ของเจ้า ซึ่งก็คือเทพประจำเมือง ติดตามเขา เขาจะมอบตำแหน่งเทพให้เจ้า ตำแหน่งเทพนั้นมีอนาคตกว่าการฝึกบำเพ็ญผี”


เทพประจำเมืองอยากรู้เป็นอย่างมาก “เอ๋ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะแต่งตั้งองครักษ์หัววัวหัวม้า”


เว่ยเสีย “?”


นี่มันอะไรกัน อนาคตที่ท่านพูดถึงก็คือให้ข้าเป็นองครักษ์หัววัวหัวม้าที่อัปลักษณ์ที่สุดอย่างนั้นหรือ


เว่ยเสียกระโจนเข้าใส่ฉินหลิวซี มาเลย ไม่ต้องมีชีวิตอยู่กันแล้ว!


ตอนที่ 1120: เทพประจำเมือง ‘ข้าขอแนะนำ (ในทางที่ผิด) เจ้าสักสองสามประโยค!’


   ดวงตาของเว่ยเสียว่างเปล่า เหตุใดเขาจึงได้ฟังคำหลอกลวงคำโตของฉินหลิวซีมาเป็นผู้ช่วยของเทพประจำเมือง ซ้ำยังเป็นองครักษ์หัววัวหัวม้า เขาไม่มีทางที่จะทนต่อรูปร่างอันน่าเกลียดเช่นนี้ได้!


   เขา เว่ยเสียเป็นชายหนุ่มที่ทัดดอกไม้จนกระทั่งตาย!


   “ถ้าเจ้าอยากทัดดอกไม้ จะปักไว้บนหัววัวสักดอกก็ย่อมได้” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


   เว่ยเสียจ้องมองนาง


   ฉินหลิวซีตบเขาเบาๆ กล่าวว่า “เอาล่ะ งานภายใต้การดูแลของเทพประจำเมือง อย่างไรเสียก็เป็นตำแหน่งเทพ แสงศักดิ์สิทธิ์เล็กๆน้อยๆ ตกลงบนแท่นวิญญาณ ย่อมดีกว่าการฝึกบำเพ็ญอย่างยากลำบากอยู่มาก”


   “ก่อนหน้านี้ท่านยังให้ข้าฝึกบำเพ็ญผี เหตุใดจึงได้เปลี่ยนไป ฝึกบำเพ็ญผีก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดี”


   ฉินหลิวซีจ้องมองเขา “เดิมทีข้าคิดว่า เจ้าไม่ไปเกิดใหม่ ฝึกบำเพ็ญเข้าสู่เส้นทางผีย่อมดีกว่าเร่ร่อนไปมาในโลกมนุษย์ อย่างไรเสียเมื่อเร่ร่อนอยู่เป็นเวลานาน หากไม่สูญเสียสติก็จะค่อยๆจางหายไป หรือไม่ก็กลายเป็นยาชูกำลังของผีร้ายตนอื่น หรือตัวเองกลายเป็นผีร้ายเสียเอง ไม่มีตัวเลือกที่ดีสักอย่าง ฝึกบำเพ็ญเข้าสู่เส้นทางผีย่อมอยู่ในการควบคุมของตัวเอง เพียงแต่เว่ยเสีย ในเมื่อมีตัวเลือกที่ดีกว่า ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดี ตำแหน่งที่เทพประจำเมืองแต่งตั้ง ย่อมมีแสงศักดิ์สิทธิ์ ได้ตำแหน่งเทพไม่ดีกว่าเป็นผีธรรมดาทั่วไปหรือ”


   เว่ยเสียกล่าวพึมพำ “ก่อนหน้านี้เฮยอู๋ฉังก็ต้องการรับข้าเข้าสู่ตำแหน่งทางการ”


   ได้รับตำแหน่งทางการจากยมโลก ก็นับว่าเป็นยมทูตอย่างถูกต้อง ซ้ำยังไม่ต้องสอบ


   ฉินหลิวซีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “สิ่งนี้เจ้าคงไม่เข้าใจ ยมทูตในยมโลกนั้นมีมากมาย การแข่งขันสูง ไม่สู้ทำงานเป็นลูกน้องอยู่ภายใต้การดูแลเทพประจำเมืองจะดีกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เจ้าเป็นเทพที่มีตำแหน่งคอยรับใช้อยู่ข้างกายเทพประจำเมือง เมื่อมีราษฎรมาจุดธูปบูชา เจ้าก็จะมีผลพลอยได้ไปด้วย มีแต่ประโยชน์ แต่หากเป็นยมทูตอยู่ในยมโลก ใครจะไปจุดธูปบูชาให้เจ้ามากมายขนาดนั้น”


   เว่ยเสียหัวเราะในลำคอ “ท่านพยายามล่อลวงข้าอยู่กระมัง”


   “ข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้า”


   เว่ยเสียจ้องมองนางอยู่เป็นเวลานาน รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย ถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “ข้าเถียงท่านไม่ได้”


   นับแต่นี้ไป มีเทวรูปหัววัวอยู่ใต้แท่นประทับของเทพประจำเมืองในศาลเจ้าประจำเมือง คอยรับธูปบูชา


   หลังจากที่เว่ยเสียได้รับแต่งตั้งก็เข้าทำหน้าที่ในทันที ถูกเทพประจำเมืองมอบหมายภารกิจ อำเภอหนานมีคนชั่วหนึ่งคน ฆ่าแม่ตีลูก จะต้องพาคนผู้นี้ไปรับการพิจารณาคดีที่ยมโลก


   เว่ยเสียอดทนต่อความปวดใจแล้วกลายร่างเป็นหัววัวที่น่าเกลียดจนทนมองไม่ได้ มือถือไม้ตรีเหล็ก เปล่งรัศมีอันสง่างามและดุร้าย ออกเดินทางไปด้วยความโกรธ


   เมื่อเทพประจำเมืองเห็นเขาไปแล้ว จึงได้มองไปยังฉินหลิวซี “แม่หนู เจ้าต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่ เหตุใดจึงได้ส่งผีตนนี้มาให้ข้า”


   “อยู่กับท่านมีอนาคต”


   เทพประจำเมืองสบถเบาๆ “ดูแสร้งทำเข้า ข้าว่าเจ้ากำลังปูทางให้เขาอยู่ต่างหาก”


   ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบว่า “ในฐานะเทพประจำเมือง จะต้องมีความมั่นใจในตัวเอง เชื่อว่าตัวเองสามารถยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นได้ สร้างบารมี เช่นนี้ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาท่านก็จะได้รับแสงไปด้วย”


   เทพประจำเมืองเห็นว่านางกล่าวเช่นนี้จึงถามว่า “เจ้าไปสร้างปัญหาใหญ่มาหรือ”


   ดูทำเข้า ราวกับกำลังสั่งเสีย เอาคนสำคัญของตัวเองมาไว้ในตำแหน่งที่ได้รับการปกป้องคุ้มครอง


   ถุยๆๆ อัปมงคล วันนี้ปากของข้าไม่ศักดิ์สิทธิ์


   ฉินหลิวซีถามกลับว่า “ท่านเป็นเทพประจำเมือง แม้ว่าจะเป็นเทพประจำเมืองที่ดูแลเมืองเล็กๆ แต่อย่างไรเสียก็เป็นเทพ สายตามองเห็นได้ ท่านสามารถดูได้หรือไม่ว่าข้ามาจากไหน”


   “หืม?”


   ฉินหลิวซีหรี่ตาลง “ข้าเคยเห็นทะเลเพลิง ในค่ายอาคมจิตมาร มีสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนตายในทะเลเพลิง ที่นั่นมีคนบอกว่าเป็นความผิดข้า ท่านรู้หรือไม่ว่านั่นเป็นความทรงจำในอดีตของข้า หรือเป็นลางบอกเหตุในอนาคต ทะเลเพลิงนั่นเป็นฝีมือข้าหรือ”


   หากเป็นเช่นนั้น นางทำร้ายไปกี่ชีวิตแล้ว แล้วจะต่างอะไรกันกับซื่อหลัว


   เทพประจำเมืองคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หากเป็นความทรงจำในอดีต แสดงว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถย้อนกลับไปได้ ทำได้เพียงชดใช้ความผิดเท่านั้น หากเป็นลางบอกเหตุถึงอนาคต เช่นนั้นก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป อย่างไรเสียมันก็ยังมาไม่ถึง กระทั่งอาจเปิดโอกาสให้เจ้าเปลี่ยนแปลงมันได้ ดังนั้นเหตุใดจึงต้องเป็นกังวลในเรื่องนี้ หาเรื่องใส่ตัว ไม่พึงปรารถนา”


   ฉินหลิวซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง โค้งคำนับเขา “ข้าเข้าใจแล้ว”


   เทพประจำเมืองกล่าวอีกว่า “เหมือนว่าความคิดของเจ้าจะจริงจังกว่าครั้งที่แล้ว ให้ข้าช่วยแนะนำเจ้าสักสองสามประโยคหรือไม่”


   “เช่นนั้นก็รบกวนด้วย”


   “เคารพความตั้งใจเดิม คล้อยไปตามสถานการณ์ หากรู้สึกไม่สบายใจก็สู้ไปเลย อย่าทนเก็บไว้ มิเช่นนั้นหัวใจเต๋าจะไม่มั่นคง เป็นอุปสรรคต่อการฝึกบำเพ็ญ” อายุยังน้อย คิดหมกมุ่นมากเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไม่สู้ทำบางอย่างที่มีแต่คนบ้าบิ่นในวัยนี้เท่านั้นที่จะทำ อย่างเช่นการต่อสู้โดยไม่เจรจา ระบายความโกรธออกมาก่อนค่อยว่ากัน


   ฉินหลิวซี “...”


   “สรุปก็คือ เจ้าอย่าไปเรียนคำสอนของพุทธศาสนา เอะอะก็บอกว่าสัตว์ทั้งหลายเท่าเทียมกันไม่ควรฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมื่อตายไปก็บอกว่าหากข้าไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก เจ้าจำไว้ว่าหัวใจสำคัญของลัทธิเต๋าคือหากตายก็ให้คนอื่นตาย จะเสียสละตัวเองไม่ได้!” เทพประจำเมืองให้คำชี้แนะ กล่าวอีกว่า “ลัทธิเต๋าเป็นเส้นทางที่โดดเดี่ยว ลัทธินี้เป็นเส้นทางแห่งการฆ่า ดังนั้นหากไม่พอใจเจ้าก็จัดการ!”


   ฉินหลิวซีพยายามควบคุมมุมปากที่กระตุกไม่หยุด กล่าวว่า “ท่านเป็นถึงเทพประจำเมือง เหตุใดจึงทำตัวเหมือนพวกอันธพาล”


   เทพประจำเมืองจ้องนาง “ข้ากับเจ้าถูกชะตากันจึงได้สอนเจ้า หากเป็นคนอื่น อย่าว่าแต่ให้ข้าสอนเลย แม้แต่จะเชิญให้ข้าลงมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าจงภูมิใจเถิด”


   ฉินหลิวซียกริมฝีปาก กล่าวว่า “เช่นนั้นก็เป็นเกียรติของข้าจริงๆ”


   “ใช่แล้ว” เทพประจำเมืองภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “คิดมากเกินไปจะทำให้จิตใจมืดบอดได้ง่าย หัวใจเต๋าถูกปิดกั้น การฝึกบำเพ็ญก็จะก้าวหน้าได้ยาก ดังนั้นเจ้าจะต้องผ่อนคลาย”


   แทนที่จะทำให้ตัวเองอารมณ์เสีย ไม่สู้ไปทำให้คนอื่นอารมณ์เสีย


   ฉินหลิวซีก้าวไปข้างหน้า กล่าวว่า “ตกลง เช่นนั้นข้าจะขอรับแสงจากท่าน”


   นางนอนลงข้างเขา ศีรษะแตะขาที่นั่งขัดสมาธิของเขา ขยับเข้าไปเล็กน้อย หลับตาลง ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


   นางเหนื่อยมาก!


   เทพประจำเมืองหน้าเขียว ได้คืบจะเอาศอก


   อยากจะด่าว่าบังอาจ แต่เมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยล้าของนาง เขาก็จิ้มแก้มนางด้วยความหมั่นเขี้ยว ถอนหายใจเบาๆ ในสายตาของเขามีความเอ็นดูอย่างที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน


   หลังจากที่ฉินหลิวซีนอนหลับก็ล่วงเลยมาเป็นเวลาสองวัน


   เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กลับถูกปลุกให้ตื่นโดยเสียงเรียกขอความช่วยเหลือจากเฟิงซิวจิ้งจอกไม่เอาไหน


   ต้องบอกว่าเมื่อได้รับการคุ้มครองจากธูป เมื่ออยู่ข้างกายเทพประจำเมือง ได้อาบพลังของเทพเจ้า การหลับครั้งนี้ทำให้นางรู้สึกสบายตัวกว่าการกักตัวฝึกบำเพ็ญเป็นเวลาสองวันเสียอีก


   ฉินหลิวซียิ้มพลางกล่าวกับเทพประจำเมืองว่า “คราวหน้าข้าจะมาฟังคำแนะนำของท่านอีก”


   เทพประจำเมืองกล่าวด้วยใบหน้ามืดครึ้มว่า “ไม่ต้อง!”


   เจ้ามาขโมยควันธูปของข้าชัดๆ ตอนที่เจ้านอนหลับได้ดึงพลังศรัทธาทั้งหมดให้กับตัวเอง หากเป็นคนอื่นข้าคงไล่นางไปนานแล้ว


   “ต้องมา ข้าชอบฟังคำสั่งสอนของผู้อาวุโสเป็นที่สุด ข้าขอตัวก่อน” ฉินหลิวซียกมือขึ้นคำนับ เดินเข้าไปในเส้นทางหยิน


   เว่ยหัววัวที่พึ่งกลับมาเห็นเข้าก็รู้สึกน้อยใจเป็นอย่างมาก เด็กสาวใจดำผู้นี้ทิ้งเขาไว้ที่นี่แล้วก็ไม่สนใจ ใจร้ายจริงๆ


   “หัววัว” เทพประจำเมืองเหลือบมองเขาจากด้านบน


   เว่ยเสียรีบตอบกลับว่า “ขอรับ เทพประจำเมืองมีอะไรจะกำชับหรือ”


   เทพประจำเมืองเอ่ย “ตั้งใจทำงาน อย่าผิดต่อเส้นทางที่นางปูไว้ให้เจ้า”


   เว่ยเสียตกตะลึง คุกเข่าลง “ขอรับ”



จบตอน

Comments