tao ep1121-1130

 ตอนที่ 1121: เร็วเข้า ต่อสู้เสร็จก็เก็บเครื่องรางไปด้วย


ครั้งนี้เฟิงซิวนับว่าประสบปัญหาในสิ่งที่ตัวเองถนัด เดิมทีคิดว่าตัวเองเป็นปีศาจ การค้นหาปีศาจที่หายไปนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ไม่จำเป็นต้องรบกวนฉินหลิวซี


ใครจะไปคิดว่าเมื่อหาพบแล้ว ไม่ง่ายเลยกว่าจะสังหารปีศาจใหญ่สองตัวนั้น แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจิ้งจอกสังหารปีศาจ กลับมีไต้ซืออยู่ข้างหลัง เขาถูกลอบทำร้าย ตกหลุมพรางของคนผู้นั้น แทบจะรักษาปราณปีศาจเอาไว้ไม่ได้


เฟิงซิวมองดูนักพรตแคระที่เรียกตัวเองว่าเซวียนอี่ท่าทางราวกับคนบ้า รวบรวมวิญญาณปีศาจหล่อหลอมเข้ากับแผนภาพค่ายอาคมทีละตน ทำเอาวิญญาณปีศาจเหล่านั้นกรีดร้องคำรามอย่างน่าสังเวชในแผนภาพค่ายอาคม พลังขุ่นเคืองพุ่งทะยาน


และปราณปีศาจก็ถูกเขาใส่ไว้ในกล่องหยกขนาดใหญ่ มีเตาหลอมอยู่ข้างๆ ข้างในเต็มไปด้วยแก่นเลือดปีศาจอันเข้มข้น


ให้ตายเถอะ คนบ้าผู้นี้ไม่เพียงแต่ตามล่าฆ่าปีศาจมาหล่อหลอมแผนภาพร้อยปีศาจ ซ้ำยังหล่อหลอมปราณปีศาจเพื่อเพิ่มการบำเพ็ญตบะ บ้าไปแล้ว


โลกในทุกวันนี้ขาดพลังวิญญาณ สัตว์ประหลาดที่สามารถฝึกบำเพ็ญจนมีจิตวิญญาณนั้นหาได้ยาก แม้ว่าสัตว์ประหลาดจะเป็นปีศาจ แต่ก็ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกันกับข้า จิตใจนั้นแตกต่างกัน พวกเขาตระหนกได้ดีถึงหลักการนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้ไว้วางใจคนมากนัก อีกทั้งยังมีกฎของสวรรค์ สัตว์ประหลาดส่วนใหญ่จึงไม่กล้ามาก่อเรื่องวุ่นวายในโลกมนุษย์ ทั้งยังหวงแหนตบะของตนเองเป็นอย่างมาก เต็มใจที่จะหลบซ่อนตัวฝึกบำเพ็ญ ยอมไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกไต้ซือสังหาร


ดังนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะบรรลุแผนภาพร้อยปีศาจได้ แต่เขาเห็นว่าแผนภาพค่ายอาคมนั้นมีสัตว์ประหลาดอย่างน้อยสิบตัว


ไต้ซือเซวียนอี่ผู้นี้ได้ตามล่าสังหารสัตว์ประหลาดมากมายแล้ว


“สวยงามมาก” ไต้ซือเซวียนอี่ผู้นั้นเดินมา สายตามองเฟิงซิวด้วยความหลงใหล กล่าวว่า “เจ้าวางใจเถิด ข้าจะถลกหนังของเจ้าออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากที่หล่อหลอมวิญญาณปีศาจของเจ้าแล้ว ข้าจะให้เจ้าเป็นหัวหน้าของแผนภาพร้อยปีศาจ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าก็จะเป็นผู้นำในแผนภาพนี้ ไม่มีปีศาจตนไหนกล้าไม่เชื่อฟัง เมื่อเจ้าเป็นราชาปีศาจ เจ้าก็จะ…”


เฟิงซิวถ่มน้ำลาย “คนแคระอย่างเจ้าน่ะหรือจะสยบข้าได้ ถุย!”


ดูเหมือนเซวียนอี่จะไม่พอใจเล็กน้อย กล่าวว่า “ปีศาจที่ไม่เชื่อฟังจะต้องถูกสั่งสอน”


ขณะที่เขาเอ่ยจบก็พึมพำอะไรบางอย่าง มีแสงสีม่วงแวบขึ้นมาที่ข้อมือของเขา ตาข่ายแสงสีม่วงที่ปกคลุมร่างกายของเฟิงซิวก็รัดแน่นขึ้นทันที


ก็ไม่รู้ว่าเซวียนอี่ผู้นี้มีที่มาอย่างไร จึงได้มีเครื่องรางอย่างตาข่ายเชียนจีนี้ ทรงพลังเป็นอย่างมาก เมื่อมันกักขังเขา ตาข่ายราวกับสายฟ้า สะกดวิญญาณปีศาจของเขาไว้ เมื่อเขามีการต่อต้าน ตาข่ายก็จะกระชับแน่นขึ้น แค่การต่อต้านเพียงเล็กน้อยก็ยังราวกับมีสายฟ้าโจมตีไปที่วิญญาณปีศาจของเขา แม้แต่ปราณปีศาจก็ยังได้รับความเสียหาย


นี่ต้องเป็นเครื่องรางที่ทำขึ้นมาสำหรับล่าสัตว์ประหลาดโดยเฉพาะ


เหล่าฉิน หากยังไม่มา ข้าจะต้องตายจริงๆแล้ว!


แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคนแคระผู้นี้ เฟิงซิวกลับไม่ได้แสดงท่าทีขี้ขลาดและยอมสยบ แสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “หากแน่จริงก็ตีข้าให้ตาย มิเช่นนั้นเจ้ารอได้เลย”


เซวียนอี่ไม่โกรธแต่กลับหัวเราะ กล่าวว่า “ฟังเจ้าพูดเช่นนี้ มีคนจะมาช่วยเจ้าหรือ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครที่ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้ว”


ทันทีที่เขากล่าวจบก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว เอากระบี่ทองแดงสังหารปีศาจออกมา ทันทีที่กระบี่อันแวววาวไปด้วยเลือดปรากฏขึ้น ก็โจมตีไปยังบุคคลที่มา


ฉินหลิวซีร้องสบถ ระเบิดคาถาสายฟ้าออกมาโดยไม่ต้องคิด


ปัง


คาถาสายฟ้าระเบิดดาบสังหารปีศาจกระเด็นออกไปเสียงดังปัง ก่อนจะไปเสียบตรงที่ผนังหน้าผาถ้ำ


เฟิงซิวตะโกนร้อง “ท่านมาได้เสียที หากยังไม่มาอีก ข้าจะถูกคนถลกหนังเอาปราณปีศาจไปแล้ว”


ฉินหลิวซีมองไป เห็นเฟิงซิวคืนสู่ร่างเดิม ถูกตาข่ายแสงสีม่วงปกคลุม ขนบนร่างกายราวกับถูกเผาไหม้เล็กน้อย มีรอยสีดำไหม้


“เจ้าเป็นถึงปีศาจจิ้งจอกที่สามารถสร้างดินแดนในอากาศได้ เหตุใดจึงได้ถูกคนจับตัวไว้ได้” ไต้ซือทั่วไปไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฟิงซิว แต่เขากลับมีสภาพอนาถเช่นนี้


“มีคนไม่ใช่คน หลบอยู่ข้างหลังรอกอบโกยผลประโยชน์ อาศัยจังหวะที่ข้าได้รับบาดเจ็บหลังจากต่อสู้กับปีศาจใหญ่สองตัว ใช้ตาข่ายนี้จับตัวข้าไว้” เฟิงซิวกล่าวว่า “ได้ยินเจ้าคนแคระผู้นี้บอกว่ามันคือตาข่ายเชียนจีอะไรสักอย่าง เมื่อถูกมันปกคลุม ข้าไม่สามารถใช้พลังปีศาจใดๆได้ ซ้ำยังต้องถูกบดขยี้ เป็นเครื่องรางที่ไม่เลวเลยทีเดียว เร็วเข้า ต่อสู้เสร็จก็เก็บเครื่องรางไปด้วย”


เมื่อฉินหลิวซีได้ฟังดังนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย เครื่องรางที่แม้แต่เฟิงซิวก็ยังทำอะไรไม่ได้นั้นนับว่าเป็นของดีจริงๆ


เซวียนอี่มองดูหนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกคุยกันราวกับไม่มีใครอยู่รอบๆด้วยสายตาที่น่ากลัว เขามองไปยังฉินหลิวซีแล้วจึงเอ่ย “เจ้าก็คือกำลังเสริมที่จิ้งจอกตัวนี้เรียกมาหรือ นับว่าข้าประเมินมันต่ำไป โยนตาข่ายเชียนจีออกไปแล้วก็ยังสามารถเรียกเจ้ามาที่นี่ได้”


เซวียนอี่อ้าปาก เฟิงซิวจึงตะโกนเสียงดังว่า “อย่าให้เขาท่อง…โอ้ย”


ฉินหลิวซีเห็นแสงสีม่วงสว่างขึ้นมาบนข้อมือของเซวียนอี่ จึงยกไม้จินกังขึ้นมาฟาดลงไปในทันที แสงสีทองกระทบกับแสงสีม่วง แสงสีม่วงดับลง คาถาถูกทำลาย


เซวียนอี่รูม่านตาหดลง เมื่อเห็นไม้ด้ามนั้น หรือว่าจะเป็นไม้เทียนเผิงในตำนาน


เมื่อเขาเห็นว่าไม้ด้ามนั้นโจมตีมาที่เขาอีกครั้งก็รีบหยุดความคิด เอาธงอันล้ำค่าออกมา ธงนั้นมีแสงหลากสีสันกระจายออกมา วาดด้วยลวดลายสัตว์ประหลาดที่ดุร้าย เป็นธงปีศาจ


ทันทีที่ธงปีศาจออกมา เต็มไปด้วยแสงเจ็ดสี ทำเอาจิตใจคนสั่นสะท้าน ราวกับดวงวิญญาณจะถูกดูดเข้าไป ทำให้รู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อย


ฉินหลิวซีนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง


เซวียนอี่ดีใจมาก รีบพุ่งเข้าหานาง คว้ามือของนางไว้


มือนั้นเรียบเนียนราวกับปลิงดูดเลือดที่ไร้กระดูก เย็นยะเยือก กลิ่นคาวทะลุเข้าไปในจมูกของฉินหลิวซี


นางสะดุ้งก่อนจะลืมตาขึ้น เมื่อเห็นรอยยิ้มอันภาคภูมิใจของเซวียนอี่ก็หัวเราะ เมื่อรอยยิ้มของเซวียนอี่ค้างอยู่ที่มุมปาก นางอดทนต่อความสะอึดสะเอียน กลับมาคว้ามือของเขาไว้ “คิดจะจับข้าหรือ”


เซวียนอี่ตกตะลึง รีบเรียกธงปีศาจ ฉินหลิวซีดึงเขาไว้ มืออีกข้างหนึ่งก็คว้าธงปีศาจ พลังอันแรงกล้าในมือปรากฏขึ้น ธงปีศาจราวกับสูญเสียความเคลื่อนไหวไปในทันที กลายเป็นธงธรรมดา


“ของสิ่งนี้มีวาสนากับข้า ขอบใจมาก!” ฉินหลิวซียัดธงปีศาจเข้าไปในถุงเฉียนคุน “เจ้าและข้าต่างก็เป็นสหายเต๋า ของดีเช่นนี้ใครใช้ก็เหมือนกัน ข้าจะแบ่งเบาภาระให้เจ้าเอง ตาข่ายเชียนจีนั้นใช้งานอย่างไร ก็บอกข้ามาด้วย”


เซวียนอี่โมโหจัด “บังอาจ!”


เขาดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากมือของฉินหลิวซี แต่ร่างกายของอีกฝ่ายกลับระเบิดจิตวิญญาณเต๋าอันทรงพลังออกมา ห่อหุ้มเขาไว้ จนไม่สามารถขยับได้


หลังจากนั้นในทันที พลังอันเย็นยะเยือกก็เข้าสู่แท่นวิญญาณของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว


ร่างกายของเซวียนอี่แข็งทื่อ ในที่สุดดวงตาของเขาก็แสดงความกลัวออกมา


ขณะที่ฉินหลิวซีค้นวิญญาณ ดวงตาของเซวียนอี่เหม่อลอย มีน้ำลายไหลออกมาจากมุมปาก


เฟิงซิวมองดูอยู่ในตาข่าย แอบรู้สึกทอดถอนใจที่ฉินหลิวซีราวกับไปกระดกยามา ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง สามารถต่อสู้ได้ ส่วนตัวเองกลับพลาดท่าในมือของคนแคระผู้นี้


ดูเหมือนว่าจะไม่กักตัวฝึกบำเพ็ญครั้งใหญ่ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ตามนางไม่ทันแล้ว!


ฉินหลิวซีค้นวิญญาณอย่างรวดเร็ว สีหน้าแสดงถึงความรังเกียจ ในตอนท้ายยังมีร่องรอยของความประหลาดใจและความเคร่งขรึม จากนั้นจึงได้ดึงจิตวิญญาณเต๋ากลับมา


เซวียนอี่เอ๋อไปแล้ว


เฟิงซิวกล่าวว่า “รีบรบรีบจบ สมแล้วที่เป็นท่าน รีบปล่อยข้าออกมาได้แล้ว ผิวหนังข้าจะไหม้หมดแล้ว”


ฉินหลิวซีท่องคาถา ตาข่ายเชียนจีนั้นเปล่งประกายไปด้วยแสงสีม่วง ลอยขึ้นสู่ด้านบน เฟิงซิววิ่งออกมา จากนั้นก็สะดุดล้มบนพื้น อดร้องอุทานออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นว่าใครบางคนไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงอดกล่าวไม่ได้ว่า “ไม่มีมโนธรรมเอาเสียเลย ให้ข้ากินยาดีสักสองสามเม็ดหน่อยสิ!”


ฉินหลิวซีจ้องมองเซวียนอี่ กล่าวว่า “คนผู้นี้เคยได้พบกับซื่อหลัว”


เฟิงซิวตกตะลึง


ตอนที่ 1122: เช่นนั้นพวกเราก็มาต่อสู้กับเขากันเถอะ


เฟิงซิวรีบกลืนยาลูกกลอนลงไปสองสามเม็ด ปรับลมหายใจ จากนั้นจึงได้มองไปยังฉินหลิวซี ขมวดคิ้วเรียวยาวพลางกล่าวว่า “เขาเคยเห็นซื่อหลัวหรือ ท่านเห็นรูปร่างของซื่อหลัวแล้วหรือไม่”


ฉินหลิวซีส่ายหน้า “มันพร่ามัวราวกับม่านหมอกที่ปกคลุมภูเขาอันห่างไกล”


เฟิงซิวท่าทางฉุนเฉียว เอ่ยด้วยใบหน้ามืดครึ้มว่า “ในเมื่อมีความสามารถมากขนาดนี้ เหตุใดจึงซ่อนหัวโผล่หาง เห็นได้ชัดว่าเขาก็มีความกังวลในใจ กลัวว่าใบหน้าที่แท้จริงจะถูกเปิดเผย ทำให้แผนการของเขาถูกทำลาย”


ความจริงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เขาหนีออกมาจากมหาอเวจีนรก การกระทำของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นถึงความทะเยอทะยาน แผนการที่เขาวางไว้ไม่อาจซ่อนเร้นได้แล้ว เหตุใดยังจะต้องกลัวคนเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “พระพุทธเจ้ามีพันหน้า หากเขาต้องการจะเลียนแบบ ก็ไม่ได้ยาก”


เฟิงซิวหัวเราะในลำคอ “น่าขัน พระพุทธเจ้ามีพันหน้า และกล้าแสดงให้คนเห็น เขาอยากจะเลียนแบบแต่กลับซ่อนหัวโผล่หาง ไม่กล้าให้ใครเห็น ยังกล้าเรียกตัวเองว่าพระพุทธเจ้า หากสวรรค์ยอมรับพระพุทธเจ้าองค์นี้ เช่นนั้นจิ้งจอกอย่างข้าก็สามารถสอยพระพุทธเจ้าลงมาแล้วนั่งบนแท่นอันสูงส่งให้ใต้หล้าบูชาแล้ว”


เสียงฟ้าร้องดังอยู่เหนือศีรษะทั้งสองคน มีสายฟ้าสว่างวาบอยู่ในก้อนเมฆ


ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมอง จากนั้นก็มองหน้ากัน ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ


เฟิงซิวไม่ได้พูดจาผิดศีลธรรมอีก กล่าวว่า “หรือว่าเจ้านี่ก็เป็นผู้ศรัทธาของเขาด้วยเช่นกัน”


ฉินหลิวซีมองไปตามนิ้วของเขา เซวียนอี่ที่ถูกค้นวิญญาณท่าทางเหม่อลอย น้ำลายไหลหยดลงมา กล่าวว่า “เดิมทีคนผู้นี้เป็นลูกศิษย์ของวังอวี้เฉวียน อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ด้วยพิษไฟเนื่องจากบรรพบุรุษใช้ยาลูกกลอนในปีนั้น ตอนที่ชำระบัญชีกับอารามเต๋าเสวียนเหมิน วังอวี้เฉวียนก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เขาเป็นลูกศิษย์น้อยของเจ้าอาวาสวังอวี้เฉวียน แต่เป็นเพราะเลี้ยงไม่เชื่องจึงถูกเจ้าอาวาสยึดเอกสารรับรองและไล่ออกจากอาราม ต่อมาได้กลายเป็นนักพรตพเนจร”


เซวียนอี่มีพรสวรรค์ฉลาดหลักแหลม แต่มีนิสัยขี้หงุดหงิดเนื่องจากความพิการทางร่างกาย ในช่วงที่เสวียนเหมินถูกชำระบัญชี เขาได้รวบรวมสมบัติบางส่วนที่สืบทอดต่อกันมาของวังอวี้เฉวียนได้ก่อนที่วังจะถูกทำลายลง ธงปีศาจกับตาข่ายเชียนจีนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของวังอวี้เฉวียน นอกจากนี้ยังมียาลูกกลอนและกลยุทธ์สยบสัตว์ร้ายต่างๆ


มีข่าวลือว่าผู้ก่อตั้งวังอวี้เฉวียนได้รับการสืบทอดมาจากนิกายของพระแม่หนี่ว์วา เรียกตนว่าเป็นลูกหลานของสาวกพระแม่หนี่ว์วา และได้เลียนแบบเครื่องรางวิเศษของพระแม่หนี่ว์วาอย่างธงเรียกปีศาจ หล่อหลอมเครื่องรางธงปีศาจห้าสีนี้ออกมา ส่วนเป็นเรื่องจริงหรือไม่นั้น ก็ไม่สามารถย้อนกลับไปสืบต้นทางได้


แต่ไม่ว่าการสืบทอดของวังอวี้เฉวียนจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องจริงที่มันมีชื่อเสียงในการสังหารปีศาจกำจัดมาร เป็นเรื่องจริงที่มีกลยุทธ์ในการสยบสัตว์ร้าย และก็เป็นเรื่องจริงที่มีเครื่องรางวิเศษอย่างธงปีศาจกับตาข่ายเชียนจี


และตอนที่เฉวียนอี่เป็นนักพรตพเนจร เขาได้รับ ‘เทพสถิตย์’ เมื่อตระหนักได้ถึงเต๋า และสืบทอดวิชาหล่อหลอมปีศาจ


สิ่งที่เรียกว่าเทพนั้นก็คือซื่อหลัว


เมื่อเฟิงซิวฟังถึงตรงนี้ก็ขมวดคิ้วแน่น จนแทบจะบีบยุงตายได้อยู่แล้ว “หล่อหลอมปีศาจ เขาต้องการจะทำอะไร นี่มันเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่เขากำลังวางแผนอยู่


“หากข้ารู้ก็ดีน่ะสิ” ฉินหลิวซีก็ขมวดคิ้วแน่นเช่นกัน ในใจมีความรู้สึกแปลกๆ ไม่สบายใจเล็กน้อย


เฟิงซิวเงียบไปพักใหญ่ กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยิ่งมีนักพรตมารปรากฏตัวก่อความวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาโลกมนุษย์โกลาหลไม่น้อย สิ่งนี้จะเกี่ยวข้องกับเขาหรือไม่ เขากลัวว่าใต้หล้าจะสงบสุข?”


กลัวว่าใต้หล้าจะสงบสุข คำนี้ใช้ได้ดี ก็คือรังเกียจที่ใต้หล้านี้ยังวุ่นวายไม่พอไม่ใช่หรือ


ใต้หล้าเกิดความวุ่นวาย โชคลาภของอาณาจักรก็จะถูกขโมยไปอย่างง่ายดาย


ฉินหลิวซีเป็นกังวลใจ


ใช่แล้ว แม้แต่โชคลาภตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเซี่ยกับตระกูลอวี้เขาก็ล้วนต้องการ นับประสาอะไรกับโชคลาภของอาณาจักรที่สำคัญที่สุด


“คิดอะไรอยู่หรือ” เฟิงซิวเห็นว่านางลดสายตาลงไม่กล่าวอะไร ก็อดยื่นมือไปโบกข้างหน้านางไม่ได้


ฉินหลิวซีจึงได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่พึ่งไปแก้ไขที่ตระกูลเซี่ยมาและโชคลาภที่ถูกขโมยไปของตระกูลอวี้ให้เขาฟัง เอ่ย “เพียงแค่ตระกูลเซี่ย เขาก็ได้วางแผนมานับร้อยปี เห็นได้ชัดว่าเขาได้เตรียมที่จะหลบหนีออกจากมหาอเวจีนรกตั้งนานแล้ว”


เฟิงซิวประหลาดใจเล็กน้อย กล่าวว่า “เขาหนีออกมาได้ไม่เกินสิบปี หากเขาเริ่มวางแผนไว้ตั้งแต่ร้อยปีก่อน เช่นนั้นเขามีคนสมรู้ร่วมคิดในยมโลกงั้นหรือ”


ฉินหลิวซีสีหน้ามืดครึ้ม ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นเขาจะหนีออกมาได้อย่างไร ได้แอบรู้ความลับของสวรรค์แล้ววางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆหรือ


“ตระกูลเซี่ย ตระกูลอวี้ เป็นเพียงแค่ตระกูลใหญ่ โชคลาภนี้เขาก็ได้เอาไปแล้ว เช่นนั้นโชคลาภของอาณาจักรย่อมไม่มีทางปล่อยไปแน่นอน หากใต้หล้าอยู่ในความโกลาหล…”


เฟิงซิวกล่าวว่า “ว่ากันว่าคนเราฉลาดราวกับปีศาจ ข้าคิดว่าเจ้านี่ก็เหมือนกัน ในตำนานบอกว่าเขาเคยเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด หากตำนานเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นในหัวของเขาเกรงว่าจะมีรอยหยักร้อยแปดพันเก้า”


ฉินหลิวซีรู้สึกหงุดหงิดใจ กล่าวว่า “เมื่อเผชิญกับความแข็งแกร่ง ไม่มีแผนการหรือกลอุบายใดๆที่สามารถหลบหนีได้ หากไม่อยากตายก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น”


เฟิงซิวกล่าวพึมพำ หากเจ้าใจเย็นเช่นนี้ ก็คงไม่ขมวดคิ้วแน่นขนาดนี้หรอกกระมัง


แต่ที่นางกล่าวมาก็ถูก หากต้องการปกป้องตัวเอง ก็ต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น


เฟิงซิวมองไปยังปราณปีศาจที่เซวียนอี่เก็บสะสม กล่าวว่า “ข้าอยากกลืนปราณปีศาจเหล่านี้กับวิญญาณปีศาจในแผนภาพร้อยปีศาจนี้ ท่านช่วยข้าเถิด”


วิญญาณปีศาจในแผนภาพร้อยปีศาจ ไม่เพียงแต่ถูกรวบรวมเอาไว้ในนั้นอย่างง่ายๆ แต่ถูกกักขังแล้วให้ฆ่ากันเอง ทำให้พลังปีศาจแข็งแกร่งขึ้น พลังความแค้นก็รุนแรง ดังนั้นพวกมันได้สูญเสียสติไปนานแล้ว เป็นปีศาจที่ดุร้ายอย่างยิ่ง


เฟิงซิวอยากจะเอาวิญญาณปีศาจกับปราณปีศาจเหล่านี้หล่อหลอมไว้ใช้เอง เขาไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เดิมทีปีศาจอยู่บนพื้นฐานของกฎแห่งการอยู่รอดของผู้อ่อนแอจะเป็นอาหารของผู้ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ไม่ได้พูดถึงความเมตตากรุณาและความยุติธรรม และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าวิญญาณปีศาจเหล่านี้ล้วนถูกหล่อหลอมจนไร้สติสัมปชัญญะไปแล้ว เขาต้องการใช้ทุกสิ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่มีความผิดใดๆ


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “วิญญาณปีศาจกับปราณปีศาจเหล่านี้มีความรุนแรงปะปนกัน หากเจ้าต้องการหล่อหลอมอย่างสมบูรณ์ ไม่กลัวว่าจะเกิดจิตมารร่างระเบิดหรือ”


“ดังนั้นข้าจึงอยากให้ท่านช่วยคุ้มกัน” เฟิงซิวกล่าวว่า “เมื่อครู่ท่านบอกเองว่าหากไม่อยากตายก็ต้องแข็งแกร่งขึ้น วันนี้ข้าถูกปราบปรามด้วยตาข่ายเชียนจีจนไม่สามารถต้านทานได้ วันหน้าข้าก็สามารถถูกกระบี่สังหารปีศาจฟันเป็นสองท่อนได้ กลายเป็นปราณวิญญาณที่ช่วยให้ผู้อื่นก้าวหน้า คงจะไม่สามารถเรียกให้ท่านมาช่วยได้ทุกครั้งหรอกกระมัง หากท่านติดขัดอยู่ล่ะ”


ฉินหลิวซียังคงลังเลเล็กน้อย ไม่ได้กลัวว่าเฟิงซิวจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ในใจรู้สึกไม่สบายเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังจากที่รู้ว่าซื่อหลัวได้สอนวิธีการหล่อหลอมปีศาจให้กับเซวียนอี่


ทุกสิ่งที่เขาทำ ก็เพื่อให้ใต้หล้าเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ ยังจะมีสิ่งอื่นใดอีก


“คิดอะไรอยู่หรือ” เฟิงซิวเคาะหน้าผากของนางเบาๆ


ฉินหลิวซีลูบหน้าผาก กล่าวอย่างหมดปัญญาว่า “หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าเขาเคยได้รับคำแนะนำจากซื่อหลัว เจ้าต้องการหล่อหลอมปราณปีศาจเหล่านี้ ข้าก็จะไม่ว่าอะไรสักคำ แต่จิ้งจอกเฒ่า หากระหว่างดำเนินการเกิดสิ่งผิดพลาดขึ้นมา ข้ากลัวว่าจะเป็นการทำร้ายเจ้า!”


เฟิงซิวตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะดังลั่น กล่าวว่า “ท่านกลัวว่าข้าจะตายหรือ”


ฉินหลิวซีจ้องเขา ลองหัวเราะอีกครั้งสิ


เฟิงซิวยิ่งเหิมเกริมมากขึ้น ยื่นมือออกไปหยิกแก้มนาง กล่าวว่า “สิ่งที่คนเราได้เจอ ล้วนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว คำพูดนี้ท่านน่าจะเข้าใจดียิ่งกว่าข้า เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว อาจจะเป็นโชคชะตากำหนดไว้ เช่นนี้พวกเรายังจะต้องกลัวอะไรอีก หากสวรรค์ไม่เข้าข้างพวกเรา เช่นนั้นพวกเราก็ต่อต้านมัน เหตุใดท่านจึงได้ถูกความเป็นตายของชีวิตบดบังจิตใจจนสูญเสียความเด็ดขาดไปได้ แม้ว่าจะเป็นวันที่ต้องสูญเสียชีวิตจริงๆ เช่นนั้นก็นับว่าได้ต่อสู้แล้ว แพ้เป็นโจรชนะเป็นราชา ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว ซีซีน้อย ท่านไม่สามารถตายโดยปราศจากความกลัวได้ และจิ้งจอกเฒ่าอย่างข้าก็ไม่มีวันตาย! ต่อสู้กับสวรรค์นั้นมีความสนุกไม่รู้จบ ท่านอย่าเอาแต่สนุกคนเดียว!”


ฉินหลิวซีจ้องมองเขาอย่างตั้งใจ “ต่อให้ต้องตาย เจ้าก็ไม่กลัวหรือ”


“ข้าไม่เสียใจเลยที่ได้มาท่องโลกมนุษย์”


ฉินหลิวซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กล่าวว่า “ตกลง เช่นนั้นพวกเรามาต่อสู้กับเขากันเถิด!”


ตอนที่ 1123: คือว่า ข้าขอยืมสายฟ้าใช้หน่อยนะ


เรื่องที่ตัดสินใจแล้วก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ ในเมื่อเฟิงซิวไม่กลัวเสียใจภายหลัง เช่นนั้นก็ลงมือ


ฉินหลิวซีช่วยสร้างม่านอาคมให้เขา ดึงวิญญาณปีศาจทั้งหมดออกจากแผนภาพร้อยปีศาจพร้อมกับปราณปีศาจ ให้เฟิงซิวหล่อหลอมและดูดซับ ส่วนนางก็คอยปกป้องม่านอาคมอยู่ข้างนอก เพื่อไม่ให้มีภูตผีปีศาจหรือไต้ซือมารบกวนในขณะที่เขากำลังกักตัว


เพียงแต่ทั้งสองคนกลับคิดไม่ถึงว่า การหล่อหลอมนี้จะกินเวลานานถึงสองเดือน และคิดไม่ถึงว่าเฟิงซิวจะไปดึงดูดด่านเคราะห์สวรรค์มา


ด่านเคราะห์สวรรค์จะปรากฏเมื่อเลื่อนขั้น


ฉินหลิวซีมองดูชั้นเมฆสีดำมืด สายฟ้าสีม่วงหนาเท่าแขน ส่องแสงสว่างวาบอยู่ในชั้นเมฆ เปลือกตากระตุกอย่างแรง


ไม่มีเวลามาคิดมาก นางรีบหยิบสมบัติที่เก็บไว้ในถุงเฉียนคุนของตัวเองออกมา วาดยันต์ฝังหินหยกอย่างต่อเนื่อง วางค่ายอาคมไว้ในม่านอาคมอีกหนึ่งชั้น ส่วนตัวเองก็นั่งขัดสมาธิอยู่ด้านนอกม่านอาคม จ้องมองเฟิงซิวที่กลับคืนสู่ร่างเดิม สีหน้าดูกังวลเล็กน้อย


นางมองออกว่าด่านเคราะห์สวรรค์นี้รุนแรงกว่าตอนที่เขาเลื่อนขั้นตอนนั้น หากรับไม่ไหว…


“เจ้าบอกเองว่าต่อสู้กับสวรรค์นั้นมีแต่ความสนุกไม่รู้จบ เจ้าห้ามตายเป็นอันขาด!” ฉินหลิวซีเค้นคำพูดที่โหดเหี้ยมออกมาจากไรฟัน ทะลุเข้าไปในม่านอาคม ส่งผ่านไปยังจิตสำนึกทางวิญญาณของเฟิงซิว “ด่านเคราะห์สวรรค์นี้ ต่อให้ทนไม่ได้เจ้าก็ต้องฝืนทนให้ได้ หากเจ้ารับไม่ไหว ต่อให้ข้าต้องตามไปไกลสุดลูกหูลูกตาก็จะลากศพเจ้ามาโบย!”


เฟิงซิวฉีกยิ้ม ใช่แล้ว นี่จึงจะเป็นจอมมารน้อยที่หยิ่งผยองและเผด็จการเป็นปกติผู้นั้นที่เขารู้จัก


ผู้หญิงอ่อนแอกลัวนั้นกลัวนี่ ไม่เหมือนนางเลยแม้แต่นิด!


ท้องฟ้าเริ่มมืดขึ้นเรื่อยๆ สีดำทมิฬราวกับจะหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ สิ่งมีชีวิตในป่าแห่งนี้สั่นสะท้านด้วยความกลัว รีบหนีไปจากที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีสัตว์ประหลาดบางตัวที่มีจิตวิญญาณรู้แจ้งได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวนี้ จึงมองดูอยู่ไกลๆ อยากจะหาโอกาสรับแสงไปด้วย


สายฟ้าสีม่วงเงินม้วนตัวอยู่ในก้อนเมฆราวกับมังกร ความกดอากาศหนักแน่นจนทำให้คนหายใจไม่ออก


ฉินหลิวซีเฝ้าค่ายอาคมอย่างเข้มงวด ถือไม้จินกังไว้ข้างกายเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน ซ้ำยังมีตาข่ายเชียนจีที่พึ่งได้มาใหม่ นอกจากนี้ยังมีเครื่องรางหยกอีกไม่น้อย ถูกนางหยิบออกมาทีละอย่าง


นางอยากจะใช้โอกาสฝ่าด่านเคราะห์สวรรค์นี้มาหล่อหลอมสิ่งเหล่านี้ให้มีจิตวิญญาณของสายฟ้า


จิตสำนึกทางวิญญาณของเฟิงซิวถูกปลดปล่อยออกมา เมื่อเห็นสิ่งของเหล่านี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ นางเป็นคนที่เก็บทุกเม็ดจริงๆ อะไรก็ยอมได้แต่จะไม่ยอมเสียเปรียบ


แต่ว่าเขาไม่มีเวลามาคิดมาก รู้สึกว่าขนบนร่างกายเริ่มไหม้แล้วจึงรีบรวบรวมสติ ใช้พลังปีศาจอันเบาบางปกป้องร่างกายไว้ รอให้สายฟ้าฟาดลงมา


เปรี้ยง


สายฟ้าหนาพอๆกับแขนฟาดตรงลงมาที่เขาเต็มๆ


มือทั้งสองข้างของฉินหลิวซีร่ายคาถา บุกเข้าไปในม่านอาคม นำของของตัวเองเข้ามาด้วย การฝ่าด่านเคราะห์ทั่วไป สายฟ้าในตอนแรกไม่นับว่ารุนแรง สามารถนำมาใช้หล่อหลอมเครื่องรางได้


สายฟ้า ‘ข้าโกรธมาก อยากจะผ่านาง แต่ไม่กล้า!’


ภายใต้ความรู้สึกไม่กล้า จึงทำได้เพียงออกแรงผ่าลงไปที่จิ้งจอกตัวนั้น


เฟิงซิวที่ถูกทำให้เดือดร้อนเกือบจะกระอักเลือดออกมา แต่กลับต้องเผชิญหน้า รอดมาได้ก็จะเป็นความสมบูรณ์แบบ หากผ่านไปไม่ได้ก็จะต้องตาย หากเขารอดไปได้ก็จะคุ้มกันนางไปสนามรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด


สายฟ้าฟาดลงมาทีละเส้น ทำให้ผิวหนังและเนื้อของเฟิงซิวฉีกขาด ดวงวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง และปราณปีศาจของเขาก็ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา รับการหล่อหลอมจากสายฟ้า


อย่างไรก็ตาม เมื่อปีศาจได้รับการเลื่อนขั้น ด่านเคราะห์สวรรค์ที่ต้องเผชิญนั้นย่อมรุนแรงกว่านักพรต และได้รับการพิสูจน์มากกว่า


เฟิงซิวรู้สึกว่าปราณปีศาจกำลังจะแตกร้าว วิญญาณปีศาจถูกฉีกออก


ฉินหลิวซีนั่งห่างจากเขาสี่ศอกคอยเฝ้าค่ายอาคม แม้ว่าจะมีสายฟ้าตกใส่นาง แต่ก็เพียงทำให้นางขนลุก บนร่างกายราวกับมีสะเก็ดสายฟ้า


เมื่อเห็นว่าปราณปีศาจของเฟิงซิวราวกับจะฉีกขาด ทันใดนั้นนางรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี มือทั้งสองข้างร่ายคาถา จิตวิญญาณเต๋าอันแรงกล้าแผ่กระจายออกมาจากร่างกาย ตกลงบนร่างของเฟิงซิว สกัดกั้นร่องรอยของพลังสายฟ้า หล่อหลอมตนเอง


ดึงสายฟ้ามาใช้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปด้วยกัน


เฟิงซิว “…”


เคยเห็นหรือไม่ มีคนขโมยสายฟ้าไปต่อหน้าต่อตา!


เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี แต่ก็ยังใช้พื้นที่หายใจที่นางยื่นให้มา ใช้พลังปีศาจฟื้นฟูปราณปีศาจของตัวเอง ทำให้ปราณปีศาจแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ


ข้าไม่สามารถทำงานนี้ต่อไปได้แล้ว!


สายฟ้าเก้าชุดทั้งหมดแปดสิบเอ็ดเส้น เฟิงซิวรับไปเจ็ดส่วน ฉินหลิวซีรับไปสามส่วน เมื่อสายฟ้าเส้นสุดท้ายซึ่งหนาพอๆกับต้นขาผ่าลงมา เสื้อผ้าของทั้งสองไม่เหลือชิ้นดี มีเพียงสะเก็ดไฟติดประกายอยู่


หลังจากที่สายฟ้าเส้นสุดท้ายผ่าลงมาก็ต้องเอามือกุมหน้าแล้วหนีไป ไม่มีหน้าไปพบใครแล้ว


ทันทีที่เมฆดำกระจายไป แสงสีทองห้าสีก็สาดส่องลงมา เหล่าภูตผีปีศาจที่รอคอยโอกาสต่างพากันดีใจ วิ่งไปอาบแสง ดูดซับแสงสีทองนั้น


ฉินหลิวซีลืมตาขึ้น มีแสงสว่างวาบในดวงตาราวกับมีแสงสีม่วงแดงส่องผ่าน แม้แต่ปลายนิ้วก็ราวกับมีกระแสไฟ รู้สึกชาเล็กน้อย


นางก้มหน้าดูตัวเอง รีบหยิบเสื้อผ้าจากถุงเฉียนคุนออกมาเปลี่ยน


ด้านหลังมีเสียงหัวเราะที่วอนโดนตีดังขึ้น “จะรีบใส่ทำไม ให้ข้าได้เห็นเป็นบุญตาสักหน่อย!”


ฉินหลิวซีหันกลับมา เห็นใครบางคนนั่งอยู่โดยมีหางใหญ่เก้าหางส่ายไปมาอยู่ข้างหลังเบาๆ สีแดงไฟแกมม่วง แวววาวจนดึงดูสายตา เมื่อมองดูเขา ขนเงางามนั้นราวกับมีร่องรอยของสายฟ้า ดวงตาเล็กเรียวของจิ้งจอกยิ่งน่าหลงใหล หากเหลือบมองเพียงพริบตาเดียวก็จะจมอยู่ในนั้น เต็มใจที่จะมอบทุกอย่างให้เขา


จิ้งจอกบ้านี่งดงามมากจริงๆ อยากได้


แย่แล้ว นางลุ่มหลงเข้าแล้ว!


เฟิงซิวกะพริบตา สายตาเย้ายวน “คนเรามาตัวเปล่าก็ไปตัวเปล่า จะใส่เสื้อผ้าหรือไม่ก็เหมือนกัน ไม่สู้…โอ๊ย!”


เขาพลิกตัวกระโดดขึ้นอย่างว่องไว หลบลูกไฟของฉินหลิวซีได้ กล่าวว่า “พูดกันดีๆก็ได้ อย่าเอาแต่เล่นไฟ ท่านไม่มีจรรยาบรรณในการต่อสู้เอาเสียเลย”


“เดี๋ยวนี้ชักเหิมเกริม คิดจะยั่วยวนข้า ไม่สู้ให้ข้าดูสักหน่อยว่าตบะเจ้าถึงขั้นไหนแล้ว” ฉินหลิวซีโยนตาข่ายเชียนจีออกไป ปากท่องคาถา ราวกับตาข่ายนั้นมีจิตสำนึกทางวิญญาณ ไล่ตามปกคลุมเขาไว้


เฟิงซิวยกมุมปาก ไม่ได้หลบแต่อย่างไร กลับยื่นมือออกไปคว้าตาข่ายยักษ์นั้นไว้ ไม่กลัวการกดทับอันทรงพลังที่มาจากตาข่ายเชียนจีแม้แต่นิด


เขาโยนตาข่ายเชียนจีกลับไป จากนั้นก็สร้างกลุ่มพลังปีศาจโยนขึ้นไปข้างบน พลังปีศาจที่มองไม่เห็นกลายเป็นแสงหลากสีกระจายออกไป


ทันใดนั้นลมและเมฆก็เปลี่ยนไป เมฆครึ้มรวมตัวกัน มีเสียงกรอบแกรบดังอยู่ในป่า เสียงกระจายมาจากทุกทิศทาง ราวกับเสียงร้องของสัตว์ ความสุขของพืชพันธุ์ พลังแปลกๆบางอย่างราวกับพุ่งมาทางนี้อย่างรวดเร็ว


นั่นคือพลังปีศาจ


ฉินหลิวซีประหลาดใจ


เฟิงซิวเคลื่อนไหวไปตามที่ใจสั่ง เก็บพลังอาคมกลับคืนมาก่อนจะส่งเสียงร้อง พลังที่ผสมปนเปกันกระจายออกไป เขาเดินไปหาฉินหลิวซี ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในสมัยโบราณมีธงเรียกปีศาจ เมื่อธงนี้ออกมาจะสามารถเรียกกลุ่มปีศาจได้ แต่ข้าไม่ต้องใช้ เพียงแค่ยกแขนเรียก กลุ่มปีศาจทั่วทั้งใต้หล้าก็จะมาพบและรอฟังคำสั่ง”


ฉินหลิวซีใจเต้น


ราชาปีศาจ


ซื่อหลัวนั่งอยู่หน้ากระดานหมากรุก ดูการเปลี่ยนแปลงของหมากรุก มือทั้งสองข้างเดินหมากในกระดานอย่างรวดเร็ว จากนั้นดวงตาของเขาก็แสดงให้เห็นถึงแสงแห่งความตื่นเต้น


ราชาปีศาจปรากฏกาย


เขาลุกขึ้นยืน บีบรูปปั้นดินเหนียวคนแคระกลายเป็นผง จากนั้นก็วางรูปเหมือนของจิ้งจอกที่ราวกับมีชีวิตไว้บนชั้นวาง มีรอยยิ้มปรากฏในดวงตา ราวกับว่าเขาควบคุมทุกสิ่งได้


ตอนที่ 1124: เขาทำลายโลก พวกเรากอบกู้โลก


ในหุบเขาไม่มีกาลเวลา ฉินหลิวซีไปช่วยเฟิงซิวในเดือนสาม เมื่อกลับมาในโลกมนุษย์อีกครั้ง ก็เป็นปลายเดือนห้าแล้ว แต่ดูเหมือนต้าเฟิงจะเข้าสู่ปีแห่งหายนะ


ประการแรกเมื่อปีที่แล้วเกิดพายุหิมะซึ่งส่งผลทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ไม่เพียงแต่ความล่าช้าในการละลายของแม่น้ำ อีกทั้งหิมะยังตกหนักต่อเนื่องทำให้ช่องทางชลประทานหลายแห่งใช้การไม่ได้และถูกปิดกั้น ซึ่งทำให้ทำการเกษตรได้ยากในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ไม่ง่ายเลยกว่าจะเพาะปลูกเตรียมเสบียงอาหาร ความแห้งแล้งก็เกิดขึ้นทางตอนเหนือ และหลังจากเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ทางตอนใต้ก็มีฝนตกลงมาติดต่อกันหลายวัน ไร่นาและบ้านเรือนจำนวนมากถูกน้ำท่วม ราษฏรไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีอาหารกิน ทุกข์ยากลำบาก


และก็ยังมีบางพื้นที่ หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็ยังคงเก็บค่าภาษีต่างๆต่อไป ส่งผลให้ผู้คนต้องอยู่อย่างยากลำบาก และถูกโจรปล้นสะดม ซ้ำยังมีเหตุการณ์ที่ซิ่นหยางอ๋องก่อกบฏสถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้ การกบฏไม่ได้ถูกปราบปราม ชนเผ่าอื่นตามชายแดนจึงมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทำสงครามขนาดย่อมอยู่เรื่อยๆ กล่าวได้ว่ามีปัญหาทั้งภายในและภายนอก ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้น


หลังจากเกิดภัยพิบัติธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละพื้นที่ก็มีผู้ปกครองที่ขาดคุณธรรม ฮ่องเต้ลงโทษตัวเองเพื่อขอความสงบสุขกลับคืนมา ในเวลาเดียวกันนิกายทางความเชื่อจำนวนมากได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ในความทุกข์ยาก เช่นการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ หรือลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเหล่านั้น ยิ่งทำให้ราษฎรเกิดความโง่เขลา บางคนถึงกับเชื่อเรื่องไร้สาระของผู้เผยแพร่ลัทธิ ทอดทิ้งบุตรของตัวเองหรือไม่ก็กลั้นใจจมน้ำตาย


“ได้ยินมาว่าในขณะที่ฮ่องเต้กำลังแสวงหาวิธีหล่อหลอมยาเพื่อความเป็นอมตะ ขุนนางเหล่านั้นก็พยายามอย่างหนักเพื่อขโมยความมั่งคั่งและขูดเลือดขูดเนื้อราษฎรอย่างพวกเรา ข้าเดาว่าวันนั้นจะต้องมาถึง เป็นไปตามคาด สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ถาโถมเข้ามาไม่หยุด”


“นั่นน่ะสิ เป็นเวลาสามสิบปีแล้วนับตั้งแต่ที่เด็กหนุ่มคนนั้นขึ้นครองบัลลังก์ ก่อนหน้านี้ยังดีๆอยู่ เรียกได้ว่าเป็นผู้ปรีชาสามารถ ส่วนตอนนี้…ดันมาผิดศีลธรรมเอาตอนแก่”


“เจ้าบ้าไปแล้ว! กลางวันแสกๆ ยังไม่ทันดื่มเจ้าก็เมาแล้ว พูดจาอะไรไร้สาระ ไปได้แล้ว”


ทั้งสองคนที่กำลังคุยกันดึงกันออกไปจากร้าน แล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ามีวิญญาณร้ายไล่ตามอยู่ข้างหลัง


ฉินหลิวซีกับเฟิงซิวมองหน้ากัน สีหน้านิ่งขรึมเล็กน้อย


เฟิงซิวกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าจะหาสถานที่กักตัวฝึกบำเพ็ญเพื่อให้ร่างกายนี้มั่นคงไม่ได้แล้ว”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ตอนที่พายุหิมะเริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว ก็รู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์ในปีนี้จะไม่ดี แต่คิดไม่ถึงว่าจะเลวร้ายกว่าที่คิดไว้”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “พวกเขาพูดถูก ชื่อเสียงฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่องอาจจะสูญหายไปในวัยชราของเขา”


ครองราชย์มาหลายปีก็มีแต่ความสงบสุข ใกล้จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นฮ่องเต้ผู้ปราดเปรื่อง แต่เมื่อตำแหน่งกำลังจะสิ้นสุดลง จึงได้มีชื่อเสียงว่าเป็นฮ่องเต้ขาดคุณธรรมเช่นนี้ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปจนกระทั่งสละราชบัลลังก์สิ้นพระชนม์ไป แล้วความรู้สึกของราษฎรที่มีต่อเขาก็ยังคงเป็นเช่นนี้ เขาคงจะต้องแบกรับจุดด่างพร้อยใหญ่หลวงของกษัตริย์ผู้โง่เขลา


“บ้านเมืองโกลาหลเช่นนี้ เกรงว่าโชคลาภของอาณาจักรจะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ…” เฟิ่งซิวมองนาง นึกถึงโชคลาภของตระกูลเซี่ยกับตระกูลอวี้


ฉินหลิวซีกินซาลาเปาซิ้นสุดท้าย ดื่มน้ำเต้าหูแล้วกล่าวว่า “เขาทำลายโลก พวกเรากอบกู้โลก”


เฟิงซิวยิ้ม ใช่แล้ว อย่างไรเสียก็ต้องต่อต้านเขา!


“ผ่านไปอีกสักพัก ข้าจะไปสำรวจค่ายม่านอาคมที่ทะเลสาบของเฮยซาแห่งนั้น ก่อนที่จะถึงเวลานั้น เจ้ากับข้ามาปราบปรามลัทธิมารเหล่านั้นก่อน เจ้าไปทางเหนือ ข้าไปทางใต้” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ทางใต้มีน้ำท่วม อากาศก็เริ่มร้อนขึ้น แม้ว่าน้ำจะลดลงแต่คาดว่าจะมีโรคระบาดเกิดขึ้น วัตถุดิบยาที่ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะสะสมไว้ ข้าต้องการใช้”


“ก็ใช้ไปสิ อย่างไรเสียก็ถูกเก็บไว้ในถ้ำแห่งนั้นอยู่แล้ว”


ฉินหลิวซีพยักหน้า กล่าวว่า “การฝึกฝนในโลกมนุษย์ก็เป็นการฝึกฝนเช่นกัน มีอะไรก็ส่งจดหมายมา”


ทั้งสองคนจ่ายค่าอาหาร หาสถานที่ที่ไม่มีคน แล้วหายตัวไปในอากาศ


สหายร่วมทางไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพียงแค่เดินไปในเป้าหมายเดียวกันก็พอแล้ว



ฉินหลิวซีกลับมาที่อารามชิงผิงก่อน เป็นอย่างที่นางคิดไว้ เนื่องจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่หยุด ทำให้มีผู้ลี้ภัยและขอทานที่เชิงเขาอารามชิงผิงมากกว่าเมื่อก่อน


นางกลับมาถึงในอาราม มีผู้ศรัทธาเพียงไม่กี่คนมาจุดธูปบูชา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ที่มาเติมน้ำมันตะเกียง แม้ว่าจะมีผู้ศรัทธาไม่มากนัก แต่กลับมีสหายเต๋าที่หน้าตาไม่คุ้นเคยเพิ่มขึ้นมาอีกสองสามคน


“ท่านเจ้าอาวาสกลับมาแล้ว” เมื่อซานหยวนเห็นนาง ดวงตาพลันเป็นประกาย รีบพาศิษย์สองสามคนมาหา


ผู้ที่ดูแปลกหน้าเหล่านั้นมีอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ แม้ว่าพวกเขาจะรู้นานแล้วว่าเจ้าอาวาสอารามชิงผิงเป็นนักพรตหญิงเพียงคนเดียวในอารามแห่งนี้ มีวิชาอาคมที่แก่กล้า แต่เมื่อเห็นว่าฉินหลิวซีเด็กขนาดนี้ก็ยังคงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง


นางแข็งแกร่งมาก!


บรรดานักพรตเต๋าไม่กล้าล่วงเกิน ก้มโค้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นคำนับนาง “ท่านเจ้าอาวาสมีเมตตา”


ฉินหลิวซีคำนับกลับ กล่าวว่า “สหายเต๋าทั้งหลายมีเมตตา”


ซานหยวนกล่าวแนะนำว่า “นี่คือนักพรตหลิน นักพรตจาง แล้วก็ยังมีนักพรตเหอ ล้วนเป็นสหายเต๋าที่มาประจำอารามของพวกเราเมื่อไม่กี่วันก่อน”


ฉินหลิวซีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อารามชิงผิงนั้นเรียบง่าย ขายหน้าสหายเต๋าทั้งสามท่านแล้ว”


ทั้งสามคนไม่บังอาจ นักพรตหลินซึ่งอายุมากที่สุดได้กล่าวว่า “พวกเราล้วนเป็นนักพรตพเนจร ส่วนใหญ่จะฝึกบำเพ็ญอยู่ในเขาลึก เพียงแต่ได้รู้ถึงความลับของสวรรค์ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติทำให้วุ่นวาย จึงได้ลงจากภูเขาเข้าสู่ทางโลกเผยแพร่เต๋า ใช้เต๋าทำความดี”


“สหายเต๋ามีเมตตายิ่งนัก” ฉินหลิวซีโค้งคำนับอีกครั้ง


นักพรตจางซึ่งมีใบหน้ากลมกล่าวว่า “อารามชิงผิงเป็นอารามที่งดงาม ได้รับความศรัทธาและมีเมตตามากที่สุดที่พวกเราได้พบเห็นมาตลอดทาง อารามเต๋าอื่นๆก็ได้มีการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ควันธูปก็ยังไม่เจริญรุ่งเรือง มีใจแต่ไม่มีกำลัง”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ทำตามหัวใจ พยายามทำให้ดีที่สุดนั้นคือความเมตตาอันยิ่งใหญ่”


“จริงที่สุด จริงที่สุด


ฉินหลิวซีคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ช่วงนี้ข้ากักตัวฝึกบำเพ็ญมาหลายเดือน เมื่อออกมาก็ได้ยินว่ามีลัทธิมากมายเกิดขึ้นในต้าเฟิง ไม่ทราบว่าสหายเต๋าทั้งสามท่านที่เดินทางมาจะเคยได้ยินบ้างหรือไม่”


“ย่อมได้ยินมาบ้าง ทางเหนือมีลัทธิฝึกฝนจิตวิญญาณ ทางใต้มีนิกายสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ เอาความศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์มาสอน หากเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของสวรรค์ ตราบใดที่ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงไป โรคภัยไข้เจ็บจะไม่เบียดเบียน ได้รับการคุ้มครองจากสวรรค์ ไม่เจ็บไม่ป่วย ด้วยเหตุนี้จึงได้มีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นนับพันคน” นักพรตหลินกล่าวด้วยความโกรธว่า “จากที่ข้าดูแล้ว ก็เป็นแค่พวกอธรรมอย่างลัทธิมาร พระปลอมเหล่านั้นกำลังฉวยโอกาสที่อาณาจักรยากลำบาก ฉวยโอกาสทำเงิน”


“โอ้? อาศัยโอกาสที่อาณาจักรกำลังลำบากมาทำเงินนั้นหมายความว่าอย่างไร”


นักพรตจางสบถออย่างเย็นชาพลางกล่าวว่า “ก็แค่หลอกลวงราษฎร มีเงินก็เอาเงิน ไม่มีเงินก็เอาสิ่งของ ที่แย่กว่านั้นคือบางคนทอดทิ้งบุตร ราวกับคนบ้า”


ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว


นักพรตเหอที่เงียบมาตลอดตอนนี้ได้เอ่ยปากกล่าวขึ้นมาว่า “น้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น คงจะเคี่ยวด้วยงากับดอกลำโพง เมื่อดื่มมากเข้าก็จะทำให้เป็นประสาทหลอนและเสพติด”


ฉินหลิวซีหันมามอง นักพรตน้อยผู้นี้อายุประมาณยี่สิบกว่าปี รูปร่างหน้าตาละเอียดอ่อนสง่างามเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นนางมองมาก็ยิ้มอย่างเขินอาย ราวกับทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย


“เจ้ารู้วิชาแพทย์?”


นักพรตเหอพยักหน้า “ศาสตร์ทั้งห้าของลัทธิเต๋า ข้าเชี่ยวชาญในวิชาแพทย์และการดูโหงวเฮ้ง”


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา กล่าวว่า “เจ้าเก่งไม่เบาเลย”


นักพรตเหอตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง


จากนั้นฉินหลิวซีก็มองไปยังนักพรตหลิน ถามว่า “สำนักใหญ่ของนิกายสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใด”


“อยู่ที่หนิงโจว ได้ยินมาว่าแท่นพิธีศักดิ์สิทธิ์ได้รับการบริจาคและสร้างโดยพระสนมหรูเฟยซึ่งเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้” นักพรตจางมองนาง “ว่าแต่เจ้าอาวาสถามเรื่องนี้ทำไมหรือ”


ฉินหลิวซีเม้มริมฝีปาก “ก็เพื่อปล้นคนรวยมาให้คนจนอย่างไรล่ะ!”


ทุกคน “?”


เดี๋ยวนะ เจ้าอาวาสอารามชิงผิงตรงไปตรงมาขนาดนี้เชียวหรือ


ตอนที่ 1125: เรื่องดีนั้นไม่เป็นจริง เรื่องที่เป็นจริงนั้นไม่ดี


เมื่อฉินหลิวซีกลับมา ไม่มีใครดีใจเกินไปกว่าผู้ดูแลใหญ่อย่างชิงหย่วน ดวงตาคู่นั้น ราวกับหมาป่าเห็นเนื้อ เปล่งประกายสีเขียว


ตั้งแต่ที่เกิดภัยพิบัติ อารามชิงผิงของพวกเขาก็ไม่เคยหยุดแจกข้าวต้ม ยากจนจนแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว โดยเฉพาะตอนนี้เสบียงอาหารมีราคาแพงมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาได้เปลี่ยนมาทำการกุศลทุกๆสองวัน ยังคงเป็นข้าวต้มเสียส่วนใหญ่ แทบจะยืนหยัดต่อไปไม่ไหวแล้ว


ตอนนี้ฉินหลิวซีกลับมาแล้ว เขาราวกับเห็นกระเป๋าเงินเดินได้


“ท่านเจ้าอาวาสน้อยก็ได้ออกไปหาเงินแล้ว หากท่านยังไม่กลับมาอีก อารามชิงผิงของพวกเราก็คงต้องกินข้าวต้มใสแล้ว”


ชิงหย่วนกล่าวอย่างขมขื่น


ฉินหลิวซียื่นกองตั๋วเงินไปให้ กล่าวว่า “เสวียนอีไปไหนแล้ว”


“คุณหนูจวนผู้ว่าการมณฑลอันหนานดูเหมือนจะถูกวิญญาณร้าย จึงได้เชิญเขาไปดู” ชิงหย่วนกล่าวว่า “แต่ว่าก็ไปหลายวันแล้วยังไม่กลับมาเลย”


“เขาไปเองหรือ”


ชิงหย่วนส่ายหน้า ตอบว่า “เสี่ยวเซินตามไปด้วย”


เมื่อฉินหลิวซีได้ฟังดังนั้นก็ขมวดคิ้ว เมื่อนึกถึงอายุและนิสัยของทั้งสองคนจึงเริ่มทำนายในตอนนั้นทันที เมื่อทำนายออกมาแล้ว นางก็ขมวดคิ้วจนแทบจะบีบยุงตายได้แล้ว


ชิงหย่วนใจเต้น ขออย่าให้เกิดปัญหาอะไรเลย


“ข้างบนเป็นตุ้ย ตุ้ยเป็นหนองน้ำ ข้างล่างเป็นข่าน ข่านเป็นน้ำ น้ำซึมลงสู่หนองน้ำ กลางหนองน้ำแห้งเหือด เป็นรูปแบบการทำนายที่ติดอยู่ใจกลาง พวกเขาถูกกักขังแล้ว” ซ้ำยังถูกกักขังด้วยคนร้าย


“หา?” ชิงหย่วนดีดตัวขึ้นมา “ที่ไหน ใครทำ ใครช่างบังอาจขนาดนี้!”


กักขังเจ้าอาวาสน้อยอารามชิงผิงของพวกเขา รังเกียจที่ดวงแข็งอายุยืนยาวเกินไปหรือ


“ไม่เป็นไร ตราบใดที่ยึดมั่นในเส้นทางที่ถูกต้อง มีความสุขกับตัวเองก็จะหลุดพ้นจากปัญหาได้ เพียงแต่เกรงว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ทางด้านอันหนาน” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ช่วงนี้ผู้ลี้ภัยที่อยู่เชิงเขา สังเกตดูว่ามีอะไรผิดปกติเป็นพิเศษหรือไม่ ทางใต้เกิดน้ำท่วม เกรงว่าจะมีโรคระบาด หากมีใครเอาโรคมาด้วย เกรงว่าจะเป็นปัญหา และอย่าปล่อยให้พวกเขาบุกเข้ามาในอาราม”


เมื่อชิงหย่วนได้ยินคำว่าโรคระบาดก็หน้าซีดขาว โรคระบาดจากคนสู่คน เมื่อถึงเวลานั้นไม่รู้ว่าจะมีคนตายเท่าไหร่จึงกล่าวว่า “ตอนนี้ราคาเสบียงอาหารข้างนอกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว วัตถุดิบยาสมุนไพรก็ยิ่งหายากมากขึ้น ข้าวต้มที่พวกเราบริจาคก็ไม่สามารถทำได้เยอะ ยาต้มก็คาดว่ายากที่จะแจกจ่ายได้”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น ไม่จำเป็นต้องกังวล ข้าจะไปตรวจสอบดูที่อันหนานสักหน่อยว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรแล้วค่อยเตรียมการ เรื่องวัตถุดิบยาก็ไม่ต้องกังวล ในคลังของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะยังมี แม้ว่าจะไม่มี พวกเราก็ได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด”


ชิงหย่วนย่อมรู้ว่าการทำความดีสั่งสมบุญนั้นล้วนอยู่ในขอบเขตความสามารถของตัวเอง แต่หากเกิดความยากลำบากขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าอารามชิงผิงของพวกเขาก็ยากที่จะไม่สนใจได้


ตอนนี้ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นยังคงเกรงกลัวเทพเจ้าผู้อยู่เบื้องสูง และอารามชิงผิงก็ได้ทำการกุศลมาโดยตลอด มีชื่อเสียงที่ดี จึงไม่กล้าบังอาจบุกเข้ามา แต่หากไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้แล้วล่ะ


ไม่สำคัญว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือไม่ กรรมตามสนองมีจริงหรือไม่ เอาชีวิตรอดก่อนแล้วค่อยว่ากัน!


ชิงหย่วนเล่าถึงความกังวล ฉินหลิวซีหัวเราะ “ผู้ที่กล้ากระทำการอุกอาจ ก็ต้องดูว่ามีความสามารถในการเข้าออกหรือไม่”


ทันทีที่นางกล่าวจบ จู่ๆก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากเรือนรับแขก แล้วทุกอย่างก็เงียบลง


ฉินหลิวซีหันไปมอง “มีแขกมาพักที่นี่หรือ”


ชิงหย่วนรีบกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้มีสองแม่ลูกมาจุดธูปบูชาแล้วพักค้างคืน”


“เกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ไปดูเถิด”


ทั้งสองคนตามกันไปทางด้านนั้น


ทันทีที่มาถึงเรือนรับแขกก็มีคนพุ่งออกมาจากในห้อง เป็นสตรี เมื่อเห็นฉินหลิวซีกับชิงหย่วน ก็ตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด หันหลังกลับแล้วปิดประตู


“ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกับท่านหรือ” ชิงหย่วนยิ้มพลางก้าวไปข้างหน้า


หญิงสาวกล่าวอ้ำๆอึ้งๆว่า “ไม่ ไม่มีอะไร ก็แค่เห็นหนูตัวหนึ่งผ่านมาก็เลยตกใจ”


ฉินหลิวซีหรี่ตาลง รีบก้าวไปข้างหน้า จับมือของหญิงสาวผู้นั้นขึ้นในขณะที่นางกำลังตกใจ สองนิ้ววางลงไป


หญิงสาวตกใจ ดิ้นรนทันที “เจ้าจะทำอะไร”


ฉินหลิวซีจับชีพจร เห็นว่าชีพจรของนางเต้นเร็วและยุ่งเหยิง หัวใจเต้นแรง และเห็นว่ามีรอยเกาจนเป็นแผลที่หลังมือของนาง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย ลำคอขยายใหญ่ขึ้น ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความเย็นชา


ชิงหย่วนตกตะลึง การกระทำนี้ เป็นการกระทำป้องกันการแพร่ระบาด


เขาจ้องมองหญิงสาว “เจ้าป่วยหรือ”


หญิงสาวส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว “ไม่ ข้าไม่ได้ป่วย”


“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว รีบไปซะ” ฉินหลิวซีจ้องชิงหย่วน เขารีบออกไปเตรียมการทันที


ฉินหลิวซีหยิบยันต์ยาออกมาจากถุงเฉียนคุนหนึ่งแผ่นแล้วเผา ใช้ผ้าปิดจมูก ลากหญิงสาวผู้นั้นเข้าไปในห้อง


ในห้องมีหญิงสาวร่างผอมบางล้มลงอยู่บนพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน เลือดและเนื้อผสมปนเปกัน ในทำนองเดียวกัน ลำคอก็ขยายใหญ่ แก้มทั้งสองข้างแดงผิดปกติ เห็นได้ชัดว่าป่วยด้วยโรคอะไรบางอย่าง


ฉินหลิวซีเดินไปหา สำรวจดูสตรีที่สลบอยู่บนพื้น ดวงตาเกรี้ยวกราด จ้องมองไปยังหญิงสาวที่หลบสายตา “พวกเจ้ามาจากไหน ที่แห่งนั้นมีโรคระบาดหรือ”


หญิงสาวผู้นั้นคุกเข่าลงบนพื้น ศีรษะโขกพื้นพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ โปรดเมตตาด้วยเถิด อย่าส่งพวกเราออกไปเลย มิเช่นนั้นพวกเราต้องตายแน่ๆ…”


“หุบปาก รีบบอกมา พวกเจ้ามาจากที่ไหน” ฉินหลิวซีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าไม่ใช่พระภิกษุที่ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่เป็นนักพรต เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าติดโรคระบาดแล้ว เพื่อไม่ให้แพร่กระจายสู่ผู้บริสุทธิ์ ข้าสามารถฆ่าพวกเจ้าได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรสักคำ เจ้าเชื่อหรือไม่”


คนสมัยนี้เมื่อได้ยินเรื่องโรคระบาดสีหน้าก็จะเปลี่ยนไป เมื่อโรคระบาดใหญ่เกิดขึ้นก็จะปิดกั้นสถานที่ต้นกำเนิดของโรค ไม่อนุญาตให้เข้าออก ไม่ว่าเจ้าจะติดโรคหรือไม่ จะฆ่าก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่


หญิงสาวถูกท่าทางของนางทำให้ตกใจ หดตัวลง กล่าวว่า “พวกเราหนีมาจากหลี่เจียถุนในมณฑลอันหนาน ผู้คนในหมู่บ้านของพวกเราเริ่มป่วยทีละคนหลังจากเก็บหนูนามากิน ต่อมาหมู่บ้านก็ถูกปิดโดยบอกว่ามีโรคระบาด บุตรสาวของข้าหมั้นหมายกับเจ้าหน้าที่ในสำนักงานท่านหนึ่ง เขาแอบปล่อยพวกเราออกมา ตอนที่พวกเราออกมานั้นไม่ได้ป่วย แต่หลังจากที่ออกมาบุตรสาวของข้าจึงได้เริ่มมีไข้เล็กน้อย…”


“ไม่ป่วยแล้วจะอย่างไร” ฉินหลิวซีชี้ไปที่สตรีผู้นั้นพลางร้องตะโกน “โรคระบาดที่ติดมาจากหนูนั้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและยุ่งยากเป็นที่สุด ตลอดทางที่พวกเจ้ามานี้ก็ไม่รู้ว่าสัมผัสกับผู้คนไปแล้วมากมายแค่ไหน พวกเจ้ากำลังทำบาป!”


เรื่องดีนั้นไม่เป็นจริง เรื่องที่เป็นจริงนั้นไม่ดี เมื่อครู่ยังพูดคุยกับชิงหย่วนว่าทางด้านมณฑลอันหนานอาจจะมีปัญหา สุดท้ายก็มีปัญหาใหญ่จนได้


ฉินหลิวซีนึกถึงคำทำนายเมื่อครู่ กล่าวว่า “หลี่เจียถุนได้ส่งหมอไปที่นั่นหรือไม่”


“ส่ง ส่งไปเจ้าค่ะ” หญิงสาวกล่าวว่า “แต่พวกเขาก็ไม่สามารถออกมาได้”


“เจ้าเห็นนักพรตน้อยสองคนหรือไม่”


หญิงสาวพยักหน้าอย่างรู้สึกผิด “ตอนที่พวกเราหนีออกมา เห็นว่านักพรตน้อยทั้งสองเข้าไปในหมู่บ้าน ว่าที่ลูกเขยข้าบอกว่าเป็นนักพรตอารามชิงผิง มาช่วยรักษาโรคระบาด อารามชิงผิงมีชื่อเสียงขนาดนี้ พวกเราจึงได้มาที่นี่”


ติดอยู่ที่นั่นจริงๆด้วย


ฉินหลิวซีโกรธจนอยากจะฆ่าใครสักคน หากสองคนเต็มใจไปด้วยตัวเองนั้นก็แล้วไป แต่หากถูกผู้ว่าการมณฑลอันหนานตั้งใจส่งไปตาย ก็รอพบนางได้เลย!


“นักพรต ข้า ข้าติด…”


“ใช่ เจ้าติดโรคแล้ว หากรักษาไม่ได้ เจ้าก็รอตายได้เลย!” ฉินหลิวซีโกรธจนพูดคำพูดชั่วร้ายออกมา


หญิงสาวผู้นั้นกรีดร้องออกมาในทันที ทรุดตัวลงบนพื้น สุดท้ายพวกนางก็ยังหนีไม่พ้นความตายอย่างนั้นหรือ


ตอนที่ 1126: อารามเต๋าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว


อารามชิงผิงได้เปิดประตูต้อนรับผู้ศรัทธาอีกครั้งมาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เตรียมการเช่นนี้ ที่ประตูถูกปิดไม่ใช่เพราะการมาถึงของผู้สูงศักดิ์ แต่เป็นเพราะโรคระบาด


แต่ตอนนี้ผู้ศรัทธาที่มาพักในอารามเต๋าไม่ได้มีเพียงแต่สองแม่ลูกแซ่หลี่เท่านั้น ยังมีคนอื่นอีก ซ้ำยังมีสมาชิกตระกูลขุนนาง เมื่อเห็นว่าอารามชิงผิงปิดประตูเขา ก็ทยอยส่งคนมาสืบถามข่าว แม้ว่าชิงหย่วนจะไม่กล้าบอกคนนอก แต่การกระทำเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่สามารถเดาออกได้ พากันตื่นตระหนกในทันที โวยวายจะไปจากอารามชิงผิง


ชิงหย่วนรู้สึกหนังศีรษะชา


ใครจะกล้าปล่อยให้คนเหล่านี้ออกไป สองแม่ลูกคู่นี้มาถึงเมื่อสองวันที่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว แต่ก็ใช่ว่าไม่ได้ออกไปไหนเลย โดยเฉพาะสตรีผู้นั้น นางได้ไปกราบไหว้ที่วิหารใหญ่ ซ้ำยังเคยได้พูดคุยกับนักพรตและผู้ศรัทธาในอารามหลายคน จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่ได้แพร่กระจายโรค เมื่อแพร่กระจายออกไป คนเหล่านี้ไปทุกที่ เมืองหลีจะตกอยู่ในอันตราย กระทั่งแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลานั้นใครจะเป็นบาปมากที่สุดก็ยากที่จะบอกได้


ฉินหลิวซีวินิจฉัยโรคให้แม่นางหลี่ผู้นั้น ชิงหย่วนได้สั่งให้คนไปเอาหญ้าไอ้เฉ่าไปจุดรมควันให้ทั่วอารามเต๋า แล้วใช้น้ำส้มสายชูราด พลางพานักพรตเต๋าในอารามไปหยุดผู้คนและกล่าวเกลี่ยกล่อม จนแทบจะคอแห้งเป็นผงอยู่แล้ว


ทุกคนล้วนเข้าใจดีว่าหากจัดการได้ไม่ดี อารามชิงผิงอาจจะกลับสู่สถานการณ์ย่ำแย่ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน กระทั่งแย่กว่านั้น ไม่แน่อาจจะถูกขุนนางเผาทำลาย ดังนั้นไม่ว่าใครก็ไม่กล้าละเลย


ที่ประตูภูเขา ชิงหย่วนได้ส่งคนไปเฝ้าไว้ แต่กำลังคนในอารามนั้นมีจำกัด ไม่สามารถป้องกันได้ทุกทาง เกือบจะทำให้คนหนีออกไปได้


ฉินหลิวซีกลับมาพร้อมกับหิ้วคนที่แต่งตัวเป็นบ่าวรับใช้ ทำเอาชิงหย่วนตกใจจนเหงื่อเย็นไหลลงหลัง


“ให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับไปเถิด ไม่จำเป็นต้องเฝ้าประตูเขาแล้ว ข้าได้วางค่ายอาคมเขาวงกตแล้ว พวกเขาออกไปไม่ได้ ทุกคนแยกย้ายกันไปทำอย่างอื่นเถิด”


ทุกคน “…”


นักพรตหลินและคนอื่นๆ มองไปที่เรือนรับแขกตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็มองไปยังบ่าวรับใช้ที่อยู่บนพื้น แล้วมองไปยังฉินหลิวซี สายตาทั้งชื่นชมและประหลาดใจ


ทั้งๆ ที่นางตรวจอาการคนป่วยอยู่ข้างใน แต่กลับยังรู้ว่ามีคนต้องการจะหนีออกจากประตูภูเขา ซ้ำยังวางค่ายอาคมอย่างมั่นใจ เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับข้าจริงๆ


ดวงตาของนักพรตเหอเป็นประกาย ก้าวไปข้างหน้า กล่าวว่า “เจ้าอาวาส ข้าน้อยรู้วิชาแพทย์ ยินดีที่จะทำเท่าที่ทำได้”


ฉินหลิวซีมองมา กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดี เจ้าตามซานหยวนไปจัดเตรียมวัตถุดิบยาเหล่านี้ เคี่ยวยาต้มก่อน ให้ทุกคนในอารามดื่มคนละชามเพื่อป้องกันไว้”


นางยื่นใบสั่งยาให้ นักพรตเหอรับมา กวาดสายตามอง ดวงตาเป็นประกาย กล่าวว่า “ข้าจะไม่ผิดต่อความไว้วางใจของเจ้าอาวาสอย่างแน่นอน”


ซานหยวนพาเขาจากไป


ฉินหลิวซีได้ยื่นใบสั่งยาอีกแผ่นให้ชิงหย่วน “ยาของแม่ลูกคู่นั้น เอาไปต้มแล้วลองให้พวกนางดื่มดู”


ชิงหย่วนพยักหน้า


นักพรตหลินกล่าวว่า “ไม่ทราบว่าพวกเราพอจะทำอะไรได้บ้าง”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ตามที่สะใภ้หลี่ผู้นั้นกล่าว โรคระบาดหนูได้ปะทุขึ้นที่หลี่เจียถุนในมณฑลอันหนาน นอกจากพวกนางที่หนีออกมา ก็ไม่รู้ว่ายังมีผู้อื่นหนีออกมาอีกหรือไม่ และตลอดทางที่สองแม่ลูกเดินทางมาก็ไม่รู้ว่าได้ติดต่อกับใครบ้าง หากมีคนติดโรคระบาดก็จะต้องมีหลี่เจียถุนสองกับหลี่เจียถุนสามปรากฏขึ้น”


ทุกคนต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย


พวกเขาทุกคนรู้ดีว่าโรคระบาดนั้นน่ากลัวเพียงใด มีครั้งไหนบ้างที่ค้นพบโรคระบาดแล้วไม่ได้จับรวมกลุ่มกัน รักษาได้ก็รักษา หากรักษาไม่ได้ก็ฆ่าแล้วเผา เมื่อถึงเวลานั้นไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ ก็จะต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนในสถานการณ์โรคระบาด


“ขอสวรรค์จงประทานพรไม่มีที่สิ้นสุด” นักพรตหลินท่องพระสูตรอย่างเงียบๆ กล่าวว่า “ปีนี้โลกช่างยากลำบากจริงๆ”


“ดังนั้นสถานการณ์จึงร้ายแรง เพียงเพราะผู้ป่วยสองคน อารามชิงผิงของพวกเราก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร หากสหายเต๋าทั้งสองรู้สึกว่าไม่สะดวก ก็สามารถ…”


นักพรตจางรีบกล่าวทันที “ท่านเจ้าอาวาสไม่จำเป็นต้องมากความ ในเมื่อข้าประจำอยู่ที่อารามแห่งนี้ และได้ลงมาจากภูเขาเพื่อช่วยเหลือผู้คน ย่อมไม่มีทางจากไปเพราะประสบความยากลำบาก ท่านกำชับมาได้เลย”


“ที่สหายเต๋าจางกล่าวนั้นไม่ผิด ก็แค่โรคระบาดเท่านั้น” นักพรตหลินยิ้มอย่างร่าเริง “ผู้ที่ฝึกบำเพ็ญเต๋า อยู่ที่ไหนก็ฝึกได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ วิถีแห่งโลกมนุษย์ก็เป็นวิถีเต๋าเช่นกัน”


ฉินหลิวซีได้ฟังดังนั้นก็โค้งคำนับทั้งสองคน “เป็นข้าที่ดูถูกพวกท่านแล้ว”


“ตอนนี้ในอารามมีคนไข้สองราย เรือนรับแขกแห่งนี้ข้าได้วางค่ายอาคมแยกออกจากภายนอกแล้ว แต่โรคระบาดหนูเป็นโรคที่กระจายได้รวดเร็วและยุ่งยากมากที่สุด ก็ไม่รู้ว่าผู้ศรัทธาคนอื่นๆได้ติดโรคระบาดไปแล้วหรือไม่ จำเป็นต้องจับชีพจรดูอาการ ไม่ทราบว่าพวกท่านจับชีพจรเป็นหรือไม่”


“วิชาแพทย์ แม้ว่าจะไม่ได้เชี่ยวชาญ แต่ก็พอเข้าใจอยู่บ้าง”


“ตกลง พวกเรามาคัดกรองตรวจสอบทีละคนก่อน” ฉินหลิวซีเหลือบมอง ชี้ไปที่อู๋เหวย กล่าวกำชับว่า “ไม่จำเป็นต้องเฝ้าประตูภูเขา แต่ก็ต้องระมัดระวังสถานการณ์ที่เชิงเขา หวังว่าจะไม่เป็นอย่างที่พวกเราคิดไว้”


อู๋เหวยพยักหน้า “แล้วการกุศลในอารามล่ะ”


“คงต้องหยุดก่อนชั่วคราวแล้ว”


มีคนเร่งฝีเท้ามา เป็นสาวใช้ร่างกายกำยำ เมื่อเห็นบ่าวรับใช้บนพื้นก็สีหน้าเปลี่ยนไป กล่าวว่า “พวกเราเป็นคนของผู้ว่าการเจิ้ง ตอนนี้ในอารามของพวกท่านมีผู้ป่วยโรคระบาด ยังกล้ากักขังฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูของพวกเรา ซ้ำยังไม่อนุญาตให้พวกเราส่งคนนำจดหมายไปส่ง หากฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเราเป็นอะไรขึ้นมา พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ”


“ก็เป็นเพราะในอารามมีผู้ศรัทธาติดโรคระบาด ก็ไม่รู้ว่ามีใครเคยสัมผัสกับพวกนางบ้าง จึงไม่กล้าให้ผู้อื่นออกจากที่นี่ หากติดเชื้อขึ้นมา เพียงแต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อออกไปแสดงอาการข้างนอก แพร่ระบาดไปยังผู้คนมากมาย เช่นนั้นจะไม่เป็นคนบาปหรือ” ฉินหลิวซีมองนาง เอ่ยเสียงเรียบว่า “หากนางติดโรคระบาดแล้ว กลับไปแพร่กระจายให้คนในจวนของพวกเจ้า แล้วจะทำอย่างไร”


สาวใช้ใบหน้าซีด เม้มริมฝีปากแล้วด่าอีกครั้งว่า “ล้วนเป็นความผิดของพวกเจ้า ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาพักค้างคืนในอาราม แล้วก็ไม่เคยตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าพวกนางได้เอาโรคระบาดมาด้วยหรือไม่ ตอนนี้ก็มาทำให้ผู้ศรัทธาบริสุทธิ์อย่างพวกเราต้องเดือดร้อนไปด้วย ความผิดนี้ ใต้เท้าของพวกเราจะต้องสอบสวนพวกเจ้าในภายหลังอย่างแน่นอน”


ฉินหลิวซีสีหน้าเย็นชายิ่งกว่านาง กล่าวว่า “อารามเต๋าไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวของใคร และยิ่งไม่ใช่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของขุนนางผู้สูงศักดิ์คนใดคนหนึ่ง ไม่อนุญาตให้ราษฎรทั่วไปเข้าออก ตราบใดที่ไม่ได้มาก่อความวุ่นวาย ก็ล้วนมาสักการะบูชาได้ อีกอย่าง แม้ว่าจะเป็นนักพรต ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีดวงตาที่เฉียบคม สามารถมองออกได้ในพริบตาเดียวว่าผู้ที่มาป่วยหรือไม่ เช่นเดียวกันกับเจ้า นักพรตในอารามชิงผิงมีใครบ้างที่มองออกว่าเจ้าเป็นโรคพิษเหมย”


นางเหลือบมองข้อมือของสาวใช้คนนั้นอย่างมีนัยยะ และท่าทางที่ไม่เป็นตัวของตัวเองของนาง


อะไรกัน พิษเหมย?


นักพรตจางรูม่านตาสั่นสะท้าน มองไปยังสาวใช้ผู้นั้น แล้วมองฉินหลิวซี นี่มัน น่ากลัวเกินไปแล้ว!


“โรคอะไร”


“โรคที่พบได้บ่อยในสถานที่อย่างหอคณิกาเหล่านั้น”


นักพรตหลินตกตะลึง ตาโตพลางร้องอุทานขึ้นมา “เจ้าหมายถึงกามโรคหรือ”


นักพรตจางปิดปากเขาไว้ ถอยหลังสองก้าว สวรรค์ สหายเต๋าหลินพูดตรงเกินไปแล้ว


บ่าวรับใช้ตกใจ มองไปยังสาวใช้ผู้นั้นด้วยสายตาหวาดกลัว และสีหน้าของสาวใช้ผู้นั้นก็เปลี่ยนไปอย่างมาก กรีดร้อง “เจ้า เจ้ากล่าวเหลวไหล!”


“ข้ากล่าวเหลวไหลหรือไม่ ในใจเจ้ารู้ดี ร่างกายของเจ้าเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ดีไปยิ่งกว่าตัวเจ้าเอง และช่างบังเอิญ ดวงตาของข้าเป็นดวงตาทิพย์!” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้เพียงแต่มีโรคซ่อนเร้น ซ้ำยังมีบุตรชายสามบุตรสาวหนึ่ง อ้อ ไม่ได้เป็นของเจ้าทั้งหมด แต่ในฐานะที่เป็นภรรยาคนแรก บุตรของบุรุษของเจ้าก็เป็นของเจ้าเช่นกัน ข้าไม่นับว่าพูดผิด!”


สาวใช้ร้องอุทานพลางถอยหลัง


ฉินหลิวซีมองไปยังบ่าวรับใช้ที่อยู่บนพื้น ฉีกยิ้ม ทั้งๆที่ริมฝีปากไม่ได้ขยับ แต่เสียงของนางทะลุเข้าไปในหูของเขา


ขอให้เจ้าโชคดี!


บ่าวรับใช้สีหน้าซีด ร่างกายเริ่มสั่นเทา


“เจ้าพูดจริงหรือ” มีเด็กสาวอายุสิบกว่าปีพยุงหญิงชรายืนอยู่ที่เรือนอีกด้านหนึ่ง สีหน้าซีดเผือด


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ข้าไม่ชอบกล่าวความเท็จ สตรีขาวบริสุทธิ์อย่างเจ้าเปลี่ยนคนปรนนิบัติจะดีกว่า”


สาวใช้ผู้นั้นไม่เพียงแต่มีโรคซ่อนเร้น ซ้ำยังมีโหงวเฮ้งเป็นคนร้าย ไม่ใช่คนดีอะไร


สาวใช้รีบวิ่งไปคุกเข่าลงบนพื้น “ฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนู บ่าวเปล่านะเจ้าคะ นางใส่ร้ายบ่าว”


นายหญิงเจิ้งผู้เฒ่าหันไปหาแม่นมที่อยู่ข้างๆส่งสายตา ตะโกนว่า “เอาตัวไป”


สาวใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายรีบเอาตัวคนไปตรวจสอบ


นายหญิงเจิ้งผู้เฒ่าไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า เพียงแต่เอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าพวกเราจะต้องถูกกักขังอยู่ในอารามเต๋านานเท่าไหร่”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ขอให้ท่านผู้เฒ่าอย่าได้เป็นกังวลไป พวกเราจะจับชีพจรให้พวกท่าน หากแน่ใจแล้วว่าไม่เป็นอะไร ย่อมสามารถไปจากที่นี่ได้ แต่ก่อนถึงเวลานั้น อารามเต๋าของพวกเราก็ได้เคี่ยวยาต้มให้พวกท่านได้ดื่ม หากไม่ได้ป่วยก็จะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ส่วนคนไข้ในเรือนรับแขกแห่งนี้ ข้าได้วางค่ายอาคมไว้แล้ว พวกนางไม่สามารถออกไปไหนได้ โรคระบาดก็ไม่แพร่กระจายออกมาเช่นกัน ท่านวางใจได้ อีกอย่างที่ประตูภูเขาก็ได้วางค่ายอาคมไว้แล้ว พวกท่านก็ไม่จำเป็นต้องแอบส่งคนออกไป เนื่องจากอย่างไรก็ไม่สามารถออกไปได้”


นายหญิงเจิ้งผู้เฒ่าสีหน้าสดใสขึ้นมาเล็กน้อย


คุณหนูเจิ้งผู้นั้นมองนางอย่างพิจารณาพลางถามว่า “พวกท่านจะปล่อยพวกเราออกไปจริงๆหรือ”


“พวกเราไม่ใช่คนของทางการ ย่อมไม่มีอำนาจไปกักขังพวกท่านไว้ได้ ตอนนี้การป้องกันอย่างเข้มงวด ก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ อย่างไรเสียก็มีโรคระบาดปะทุขึ้นที่หลี่เจียถุนที่แล้ว พวกท่านเป็นสมาชิกตระกูลขุนนาง ควรจะรู้ดีว่าหากจัดการโรคระบาดหนูนี้ได้ไม่ดี เมื่อถูกเปิดเผย จะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดในกลุ่มขุนนางในหนิงโจวนี้ หากพวกท่านก็ติดโรคระบาดนี้ไปด้วย แล้วออกไปแพร่กระจายสู่คนภายนอก เช่นนั้นหมวกสีดำบนศีรษะของบิดาก็จะ…”


ในที่สุดสีหน้าของคนตระกูลเจิ้งก็เปลี่ยนไป


หากโรคระบาดหนูปะทุขึ้นในเมืองหลี ผลที่ตามมานั้นไม่อาจจินตนาการได้ ขุนนางที่อยู่ที่นี่ก็จะต้องได้รับความลำบากด้วยเช่นกัน


“ได้ยินมาตลอดว่าเจ้าอาวาสอารามชิงผิงเป็นทั้งนักพรตและแพทย์ที่มีวิชาสูงส่ง หวังว่าเจ้าอาวาสจะสามารถพัฒนายาวิเศษได้ ช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับโรคระบาดนี้” นายหญิงเจิ้งผู้เฒ่าคำนับนาง กล่าวกับคนข้างกายว่า “พวกเรากลับกันเถอะ”


พวกนางหันหลังกลับไปที่เรือนรับแขก ปิดประตู


นักพรตจางถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางกล่าวว่า “นับว่าเป็นคนที่มีเหตุผล”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง จึงจำเป็นต้องอดทนก็เท่านั้น ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว รบกวนสหายเต๋าทั้งสองท่านไปที่วิหารด้านหลังก่อน จับชีพจรให้กับลูกศิษย์ในอารามและแขกที่ช่วยเหลือทำงานในครัว”


นักพรตทั้งสองยกมือขึ้นคำนับแล้วจากไป


ฉินหลิวซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังแล้วกลับไปที่เรือนรับแขกของสตรีผู้นั้น เอาเข็มเงินออกจากบนตัวของแม่นางหลี่ จากนั้นก็จับชีพจรนาง แล้ววางแขนลง


แม่นางผู้นี้นอกจากจะเป็นโรคระบาดหนูแล้ว นางยังมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และยังเคยได้แท้งบุตรหนึ่งครั้งแต่ไม่ได้รับการรักษาให้ดี เดิมทีร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว ยุ่งยากเป็นอย่างมาก


“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางเคยแท้งบุตร” ฉินหลิวซีมองไปยังสะใภ้หลี่


สะใภ้หลี่ตัวสั่น หลบสายตา กล่าวว่า “นางถูกรังแก”


ฉินหลิวซีมองดูใบหน้าของหญิงสาว แฝงไว้ด้วยพลังแห่งความตายจางๆ จึงกล่าวว่า “นางไม่เพียงแต่ติดโรคระบาดหนู ซ้ำยังมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ร่างกายอ่อนแอ อาจจะไม่สามารถรอดไปได้ หากนางไม่สามารถรอดไปได้ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะต้องเผา”


“ท่านคงจะไม่ทิ้งพวกเราไปหรอกกระมัง” สะใภ้หลี่ถามด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยจากด้านหลังนาง “ที่นี่เป็นอารามเต๋า เทพเจ้าอยู่เบื้องบน ท่านคงไม่ไล่พวกเราออกไปรอความตายหรอกกระมัง”


ฉินหลิวซีหันกลับมา “เพราะเหตุนี้เจ้าจึงได้พานางมาหลบอยู่ที่นี่งั้นหรือ เนื่องจากว่าอารามเต๋าละจากทางโลก ไม่มีทางที่จะไม่ช่วยเหลือผู้ที่กำลังจะตาย?”


สะใภ้หลี่ไม่กล่าวอะไร ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก


“พวกเจ้าได้ติดโรคแล้ว ข้าไม่มีทางไล่พวกเจ้าออกไป เพราะกลัวว่าพวกเจ้าจะไปแพร่ระบาดให้กับคนมากมาย แล้วก็จะพยายามรักษา แต่หากช่วยพวกเจ้าไม่ได้จริงๆ ข้าก็จะเผาทิ้ง นี่เป็นวิธีเดียวที่จะหยุดการแพร่กระจายของโรคสู่คนได้ ดังนั้น ชะตาชีวิตพวกเจ้าจะเป็นอย่างไร ทำให้เต็มที่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตา”


สะใภ้หลี่ทรุดตัวลงกับพื้น ประโยคสุดท้ายดังก้องอยู่ในหู เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง คนได้จากไปแล้ว


ฉินหลิวซีไปจากเรือรนี้ ทำการร่ายคาถาชำระสิ่งสกปรกบนร่างกายทันที ทำให้บนตัวสะอาดสะอ้าน เมื่อเห็นว่านักพรตหลินและคนอื่นๆกำลังช่วยจับชีพจรให้คนในอาราม นางก็ไปที่เรือนที่คนตระกูลเจิ้งพักอยู่


ในห้องมีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น หลังจากมีคนไปแจ้ง นางก็เดินเข้าไป เห็นว่าปากของสาวใช้ถูกยัดผ้าเช็ดหน้ามัดมือมัดเท้าอยู่บนพื้น ส่วนนายหญิงเจิ้งผู้เฒ่าและคนอื่นๆ ก็สีหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชา


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ข้ามาจับชีพจรให้ฮูหยินผู้เฒ่าและพวกท่าน”


สีหน้าของฮูหยินเจิ้งผู้เฒ่าเป็นกันเองมากขึ้น “รบกวนด้วย”


ฉินหลิวซีจับชีพจรให้นางก่อน มอง ดม ถาม สัมผัส จากนั้นก็คนถัดไป


คนตระกูลเจิ้งพึ่งมาเมื่อวานนี้ เตรียมจะทำพิธีเต๋าให้กับนายท่านผู้เฒ่าตระกูลเจิ้งและพักผ่อนอยู่ที่นี่ต่อสักหน่อย ก่อนออกจากจวนเกรงว่าจะไม่ได้ดูฤกษ์มงคลจึงต้องมาพบเจอเรื่องเช่นนี้ นับว่าโชคร้ายพอสมควร


พวกเขามาถึงช้า จึงไม่ได้พบกับสะใภ้หลี่และบุตรสาว มีเพียงสาวใช้สองคนที่เคยได้พบกับสะใภ้หลี่ และพูดคุยกันสองประโยค ตอนแรกพวกนางไม่กล้าบอก แต่ฉินหลิวซีเป็นใครกัน เพียงพริบตาเดียวก็รู้ว่าพวกนางกำลังพูดโกหกจึงเปิดเผยอย่างไร้ความปรานี โชคดีที่พวกนางสาบานกับสวรรค์บอกว่าพูดคุยกันเพียงแค่สองประโยค ไม่ได้มีการสัมผัสแต่อย่างใด มิเช่นนั้นเกรงว่าจะถูกลากออกไปโบยแล้ว


“ในตอนนี้บอกได้ว่าพวกท่านไม่ได้มีปัญหาอะไร พรุ่งนี้ค่อยจับชีพจรอีกครั้ง หากยังไม่มีอะไรก็สามารถลงจากภูเขาได้แล้ว”


แม้ฉินหลิวซีจะเห็นว่าโหงวเฮ้งของพวกนางนั้นโชคร้าย แต่ตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะป่วย


ฮือๆๆ


สาวใช้ขยับเข่า เป็นกังวลจนเหงื่อออก


ฮูหยินเจิ้งผู้เฒ่าจ้องมองนางอย่างเย็นชา กล่าวว่า “เจ้าอาวาส โรคของสาวใช้ข้าผู้นี้สามารถรักษาได้หรือไม่”


“หากพบเร็ว ก็ไม่ถึงขั้นไม่สามารถรักษาได้” ฉินหลิวซีเดินไปหา ไม่ได้มีความรังเกียจ จับชีพจร กล่าวว่า “ไว้ข้าจะเขียนใบสั่งยาในภายหลัง จัดยามาดื่ม หลังจากลงจากภูเขาก็ดื่มยาอีกสองสามถ้วยก็พอแล้ว”


สาวใช้ได้ฟังดังนั้นก็ซึ้งใจจนน้ำตาไหลออกมา มองฉินหลิวซีด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง


ฉินหลิวซีไปจากเรือนแห่งนี้ และได้ร่ายคาถาชำระสิ่งสกปรกอีกครั้ง เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็ไม่รู้ว่ามองเห็นอะไร เขย่งปลายเท้าเล็กน้อย ขึ้นไปยังที่สูง มองดูเชิงเขาอย่างละเอียด มีพลังงานไม่ดีของโรคระบาดกำลังลอยอยู่ข้างบน นางขมวดคิ้วแล้วกระโดดลงมาในทันที


ชิงหย่วนวิ่งมาอย่างโซเซ ฉินหลิวซีกระโดดลงมาแล้วถามว่า “ตื่นตระหนกอะไร”


ชิงหย่วนบาดเหงื่อบนหน้าผาก กล่าวว่า “เมื่อครู่ที่ประตูภูเขามีผู้ศรัทธามาตะโกนเรียก บอกว่าที่เชิงเขามีคนตายแล้วสองคน สภาพการตายน่าสยดสยอง ศพทั้งหมดล้วนเป็นสีม่วงดำ ท่านว่านี่…”


ฉินหลิวซีสีหน้ามืดครึ้ม คราวนี้อารามเต๋าของพวกเขาประสบปัญหาใหญ่แล้ว


ตอนที่ 1127: ท่านมียาหรือไม่


อารามชิงผิงได้เจอกับปัญหาใหญ่เข้าแล้วจริงๆ เนื่องจากเรื่องโรคระบาดหนูในหลี่เจียถุน เพื่อที่จะตรวจสอบรายชื่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านในช่วงที่พบผู้ป่วยคนแรก เผื่อมีคนหลบหนีออกจากหมู่บ้านไปซ่อนตัวอยู่ข้างนอกจนทำให้เกิดปัญหาใหญ่ ไปๆมาๆก็ได้ตรวจสอบพบสองแม่ลูกตระกูลหลี่ และได้พบว่าทั้งสองคนหลบซ่อนตัวอยู่ในอารามชิงผิง


ปรากฏว่ายังไม่ทันรอให้เจ้าหน้าที่มาจับกุม ก็มีคนเสียชีวิตที่เชิงเขาอารามชิงผิง อาการของผู้เสียชีวิตคล้ายกับผู้ที่เสียชีวิตในหลี่เจียถุน คนของทางการได้ส่งทหารเข้าปิดล้อมพื้นที่แห่งนี้ในทันที


ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดหนูหรือไม่ ป้องกันไว้ก่อนค่อยว่ากัน!


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดภัยพิบัติธรรมชาติติดต่อกัน ราษฎรจำนวนมากต้องพลัดถิ่น ผู้คนส่วนใหญ่ที่อยู่เชิงเขาอารามชิงผิงล้วนเป็นผู้ลี้ภัยและขอทาน ได้ตั้งเพิงหลบลมบังฝนอยู่ที่นั่น จึงได้มีที่ให้อยู่อาศัย


เมื่อทหารปิดล้อมพื้นที่ขนาดใหญ่ ทุกคนต่างพากันตื่นตระหนก ประกอบกับการเสียชีวิตอันน่าสยดสยองของสองคนนั้น พวกเขาก็นึกถึงอะไรบางอย่าง


โรคระบาด


มีคนที่มีไหวพริบ นึกถึงความน่ากลัวที่เกิดจากโรคระบาดและการรับมือที่เป็นไปได้ของทางการในทันที ไม่รู้ว่าเสียงใครกรีดร้องขึ้นมา คนจำนวนมากตื่นตระหนกและพยายามหลบหนี


อย่างไรก็ตาม ถูกล้อมไว้แล้ว ไหนเลยจะหนีออกไปอย่างง่ายๆเช่นนั้น


ผู้ที่ใช้กำลังพยายามหลบหนีล้วนถูกสังหารด้วยกระบี่และหอก ทำเอาผู้ลี้ภัยตื่นตระหนกและหวาดกลัวยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้การปราบปรามอย่างเคร่งครัด ทำให้ผู้คนสงบเสงี่ยมลง ไม่กล้าที่จะพยายามหลบหนีอีก เพียงแต่อยู่ให้ไกลจากผู้ตายเท่านั้น


และมีผู้ที่ฉลาดกว่า วิ่งไปที่อารามเต๋า อย่างไรเสียก็ได้เกิดโรคระบาดที่เชิงเขา หากไม่มีที่หลบซ่อน ก็ทำได้เพียงไปขอความคุ้มครองในอารามเต๋า อย่างน้อยก็มีที่อยู่อาศัยมีกิน กระทั่งมีเทพคอยคุ้มครอง


น่าเสียดายที่อารามเต๋าก็ไม่เปิดประตูต้อนรับเช่นกัน


มีบางคนรู้สึกหงุดหงิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตถูกคุกคาม เมื่อเห็นว่าประตูอารามเต๋าปิดสนิท ไม่สามารถเข้าไปได้ก็พูดจาไม่เลือกหน้า สาปแช่งทุกอย่าง ทำอะไรตามอำเภอใจ อย่างเช่นทุบตี ปล้น เผา


ตรงกับคำที่ชิงหย่วนกล่าวไว้ ในเมื่อจะไม่มีชีวิตรอดแล้ว ไหนเลยจะสนใจว่าตัวเองอยู่ในเขตแดนของเทพเจ้าหรือไม่


อย่างไรก็ตาม บางครั้งการเผา ทุบตี ปล้นก็ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสามารถทำได้เมื่อรู้สึกหงุดหงิด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของอารามเต๋า


เมื่อพวกเขาอยากจะทุบข้าวของก็ยกก้อนหินขึ้นมาโยนไปที่เท้าของตัวเอง เมื่ออยากจะเผา ก็เอาคบเพลิงจุดไปที่เสื้อผ้าของตัวเอง เมื่ออยากจะฉี่ที่ประตูอารามเต๋า ก้อนเนื้อที่อยู่ใต้เป้ากางเกงของเขาก็ปวดราวกับถูกมีดกรีด เจ็บปวดแสนสาหัส ปัสสาวะไม่ออกแม้แต่หยดเดียว เมื่ออยากจะด่าก็ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้


ความประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้แต่ละอย่าง ทำให้พวกเขาไม่กล้าทำตัวจองหองอีกต่อไป ทำได้เพียงคุกเข่าอยู่หน้าประตูภูเขา ขอร้องให้อารามเต๋าช่วยพวกเขาให้พ้นจากความทุกข์ทรมานอย่างน่าสังเวช


แน่นอนว่าฉินหลิวซีไม่ยอมให้ใครเข้ามา อย่างไรเสียในอารามเต๋าได้ถูกคัดกรองแล้ว ตอนนี้มีเพียงสองแม่ลูกตระกูลหลี่ที่ติดโรคระบาด หากปล่อยให้ผู้อื่นเข้ามา จะยิ่งลำบากหากนำโรคระบาดเข้ามาด้วย


อ้อ หากจะบอกกับนางว่าผู้ที่ออกบวชจะต้องมีความเห็นอกเห็นใจ ขออภัย นางไม่ใช่นักบวชที่ไม่มีอะไรเลย และยิ่งไม่ใช่พระภิกษุผู้สูงส่ง นางจะปกป้องผู้ที่อยู่ในอารามเต๋าก่อนเท่านั้น


แน่นอนว่านางจะไม่มีทางละเลยปัญหาที่เชิงเขา อย่างไรเสียหากโรคระบาดหนูยังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้คนก็จะยิ่งตายกันมากขึ้น โรคระบาดนี้ก็จะยิ่งยุ่งยาก เมื่อถึงเวลาโรคนี้ก็จะปนเปื้อนในแหล่งน้ำหรือแม้แต่พืชผล นั่นจึงจะเป็นนรกที่แท้จริง


ดังนั้นฉินหลิวซีจึงเรียกรวมตัวผู้คนอีกครั้ง ปรับสถานการณ์ เตรียมยาต้มและกำลังคนให้พร้อม วางแผนจะออกจากประตูภูเขาไปช่วยคน ก่อนที่จะถึงเวลานั้น นางได้วาดยันต์ยาชำระสิ่งสกปรกให้ทุกคนพกติดตัวหนึ่งแผ่น เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก


นักพรตหลินและคนอื่นๆราวกับได้รับสมบัติล้ำค่า คิดไม่ถึงว่าอารามชิงผิงจะมีของดีเช่นนี้


ฉินหลิวซีรู้สึกสงสัยเล็กน้อยเกี่ยวกับผู้คนที่เชิงเขาซึ่งได้ติดเชื้อและเสียชีวิตอย่างรวดเร็วขนาดนี้ จึงไปถามสะใภ้หลี่ว่าตอนเดินทางมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ได้ไปติดต่อกับใครที่เชิงเขาบ้าง


สะใภ้หลี่มีไข้ขึ้นสูง แม้ว่าจะดื่มยาต้มแล้วแต่ก็ยังคงไร้เรี่ยวแรง มีความมึนงงเล็กน้อย เมื่อไม่ได้สติ ก็ถูกฉินหลิวซีใช้เข็มเงินแทงจนได้สติ กล่าวว่า “ไม่มี…”


“ที่เชิงเขาได้มีผู้เสียชีวิตแล้ว และทางการก็ได้ส่งคนมาล้อมไว้ไม่ให้เข้าออก เจ้าว่าข้าจะโยนเจ้าออกไปดีหรือไม่”


“ไม่เอา” สะใภ้หลี่ตัวสั่น นางส่ายหน้า กัดปลายลิ้น ความเจ็บปวดทำให้นางมีสติขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าพวกเราอยากจะไปยุ่ง ตอนที่พวกเราขึ้นภูเขามา มีคนจรจัดกระโจนเข้ามาอยากจะหยอกล้ออิงเอ๋อร์ ดูเหมือนว่าอิงเอ๋อร์จะคว้าตัวเขาด้วย”


ฉินหลิวซีสบถ


นี่มันจริงๆเลย เวรกรรมแท้ๆ


เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่านางหายใจเร็ว หัวใจก็เต้นแรงเช่นนี้จึงฝังเข็มให้นางสองสามเข็ม หลังจากพิจารณาอย่างรอบคอบ ก็ได้เพิ่มสมุนไพรอีกสองชนิดลงในใบสั่งยาเดิม โดยเพิ่มใบอูปั๋วกับเปลือกไม้กวนอิมลงไปในยาต้ม


แต่เมื่อนางออกมาจากที่เรือน ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงบางอย่าง หันกลับไป วิญญาณสองดวงลอยออกมาจากสถานที่ที่ให้แม่นางหลี่ผู้นั้นอาศัยอยู่เพียงลำพัง ตนหนึ่งคือยมทูตสวมหมวกยาวที่เขียนว่า ‘ไหนๆก็มาแล้ว’ ในมือถือโซ่ตรวนวิญญาณ อีกตนหนึ่งคือแม่นางหลี่


เร็วขนาดนี้เชียวหรือ


ฉินหลิวซีประหลาดใจเล็กน้อย แม้จะเห็นว่ามีพลังแห่งความตายปกคลุมใบหน้าของนาง แต่ก็คิดไม่ถึงว่านางจะอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งวัน ซ้ำยังเป็นสถานการณ์ที่นางได้ดื่มยาและฝังเข็มแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทนต่อไปได้


ยมทูต ‘ไหนๆก็มาแล้ว’ เห็นว่านางสีหน้าดูไม่ดี จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทาว่า “นาย นายท่าน ข้าน้อยเพียงแค่ดำเนินการตามใบเป็นตาย”


“อืม ไปเถิด”


“ขอรับ” ‘ไหนๆก็มาแล้ว’ ดีใจจนลืมตัว เมื่อได้สติกลับมา ก็กล่าวว่า “ท่านไม่สนใจแล้วหรือ”


ตอนที่เขามานั้นได้รู้สึกหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก กลัวว่าฉินหลิวซีจะขัดขวางไม่ให้เอาไป อย่างไรเสียก็เป็นเขตแดนของนาง มาเอาดวงวิญญาณที่นี่ จะต่างอะไรกับการตบหน้านาง


กลับนึกไม่ถึงว่าเจ้าอาวาสท่านนี้จะคุยง่ายขนาดนี้


“จะเป็นหรือตายก็เป็นชะตากรรมของนาง ข้าก็ไม่ได้ละเลย เจ้าไปเถิด” ฉินหลิวซีโบกมือ


‘ไหนๆ ก็มาแล้ว’ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก กล่าวว่า “ท่านทำเต็มที่ก็นับว่าดีแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อน ยังต้องเก็บดวงวิญญาณอีกสองสามดวง”


ฉินหลิวซีสีหน้ามืดครึ้ม ถามว่า “อยู่ในเขตแดนกว้างใหญ่ของข้านี้หรือ เป็นเพราะโรคระบาดหนูด้วยเช่นกันหรือ”


‘ไหนๆ ก็มาแล้ว’ แอบเปิดเผยหนึ่งประโยค “ใช่แล้ว ท่านต้องเตรียมการให้พร้อม”


เมื่อฉินหลิวซีได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกปวดหัว ซึ่งหมายความว่าจะมีคนตายหลายคน


‘ไหนๆก็มาแล้ว’ กล่าวทักทายสองสามประโยค จากนั้นก็รีบพาดวงวิญญาณใหม่ของแม่นางหลี่ออกไป


ฉินหลิวซียืนอยู่นอกเรือนสักพักหนึ่ง แล้วหันมาเดินกลับเข้าไปกล่าวกับสะใภ้หลี่สองประโยค ไม่นานในห้องก็มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้น เสียงนั้นได้ดังไปยังเรือนเต๋าอื่นๆ ทำให้ผู้คนรู้สึกตกใจกลัว


ไม่ว่าสะใภ้หลี่จะทำใจไม่ได้มากแค่ไหน ฉินหลิวซีก็ยังคงทำตามที่กล่าวไว้เมื่อก่อนหน้านี้ ใช้ไฟเผาศพ แล้วเอาโกศเล็กมาใส่เถ้ากระดูก แต่ในอารามเต๋า นางก็ได้จุดตะเกียงนิรันดร์ให้


นางไม่มีเวลามากพอที่จะปลอบโยนสะใภ้หลี่ ให้ชิงหย่วนคอยติดตามอาการนางอย่างใกล้ชิด แล้วจึงได้พานักพรตคนอื่นๆออกจากประตูเขา และสิ่งที่นำลงเขาไปด้วยยังมียาต้มที่เคี่ยวเรียบร้อยแล้วไปด้วยเพื่อป้องกัน และลูกเหมยกับน้ำถั่วสามชนิด


เมื่อเห็นว่าประตูเขาอารามเต๋าเปิด ก็มีคนอยากจะบุกเข้าไป ฉินหลิวซีสะบัดแขนเสื้อ คนเหล่านั้นก็ถูกพายุขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นพัดออกไป อดมองนางด้วยความหวาดกลัวไม่ได้


“ไม่ได้รับอนุญาต ใครกล้าบังอาจบุกเข้ามา” ฉินหลิวซีมองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา กล่าวว่า “อารามชิงผิงไม่ได้มีเมตตาเหมือนศาสนาพุทธ ปล่อยให้พวกเจ้าทำตัวป่าเถื่อนโดยที่ไม่ลงมือต่อต้าน เพียงแต่กล่าวว่าอมิตาภพุทธ ลัทธิเต๋าของพวกเรา ใครกล้าทำตัวป่าเถื่อนและจองหอง ก็อย่าโทษที่ข้าเอาเขาสังเวยสวรรค์!”


“เจ้า เจ้ากล้าหรือ เจ้าเป็นนักบวช!” มีคนตะโกน “เจ้ากำลังขู่พวกเรา”


“เหตุใดข้าจะไม่กล้า ตอนนี้มีโรคระบาดก็ไม่รู้ว่าติดเชื้อไปแล้วกี่คน จะมีคนตายกี่คน การที่เอาคนมาสังเวยสวรรค์เพื่อสวดภาวนาขอให้สวรรค์ประทานยาศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้รอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้มีวิชาทำ อย่างไรเสียหากไม่มียาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคระบาดนี้ก็ล้วนจะต้องตายไม่ช้าก็เร็ว ไม่สู้เสียสละเล็กน้อยเพื่อคนอื่น สังเวยสวรรค์ขอพรให้เทพเจ้าคุ้มครอง ไม่แน่เทพเจ้าอาจจะได้ยิน แสดงความเมตตา ประทานยาลงมาให้จริงๆ เช่นนั้นทุกคนก็จะมีทางรอด ใครกันที่หัวล้านผู้นั้น ไม่ต้องหลบ เจ้านั่นแหละ เจ้ามาเสียสละเพื่อทุกคนสักหน่อย ให้ข้าสังเวยเจ้าแก่สวรรค์ดีหรือไม่”


ทันทีที่กล่าวจบ ทุกคนล้วนมีสีหน้าเปลี่ยนไป ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่นิดเดียว คนที่ถูกเรียกผู้นั้นก็ยิ่งซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มคน หวังว่าตัวเองจะไม่เคยเอ่ยปากพูดเมื่อครู่นี้


“สงบลงกันแล้วหรือไม่ หากสงบแล้วก็ถอยออกไป ไปเอาชามของพวกเจ้ามาตักยาต้มไปดื่ม จากนั้นก็รอข้าจับชีพจร ผู้ที่ยังไม่ได้ติดโรคระบาด ให้แยกไปอยู่คนละที่กับผู้ที่ติดโรคระบาดแล้ว และเช่นเดียวกัน ข้าขอแนะนำให้พวกเจ้ามารายงานในทันทีเมื่อสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติกับคนรอบข้าง อย่างเช่นมีไข้ อาเจียน หนาวสั่น และหายใจลำบาก เนื่องจากโรคนี้พัฒนาและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ดังนั้นใครยังไม่อยากตาย ทางที่ดีควรจะระมัดระวังให้มากขึ้น ส่วนผู้ที่มีอาการป่วยแล้ว ก็ขอแนะนำให้เจ้าแยกออกไปเอง พวกเราจะทำการรักษาอย่างเต็มที่ อย่าทำร้ายผู้อื่นและตัวเอง”


“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นอาการเช่นนี้”


“เพราะข้าพึ่งจะเผาไปหนึ่งศพ ก็เป็นอาการเช่นนี้ รู้อย่างนี้แล้ว พวกเจ้ายังจะอยากเข้าไปในอารามหรือไม่” ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม


ทุกคนพากันตกตะลึง “ในอารามเต๋าก็มีหรือ เดี๋ยวนะ นี่มันเป็นโรคระบาดอะไรกันแน่ หากเจ้ารู้ก็บอกพวกเราด้วย”


“เป็นโรคระบาดหนูที่เกิดขึ้นในหลี่เจียถุนมณฑลอันหนาน ผู้ที่ตายไปเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนไปติดมาจากผู้ที่มาจากทางด้านนั้นจึงได้เป็นเช่นนี้” ฉินหลิวซีไม่ได้ปิดบัง


มีคนที่ได้ฟังดังนั้นก็สีหน้าเต็มไปด้วยความตกใจกลัว “โรคระบาด เป็นโรคระบาดจริงๆ ฮือๆ พวกเราจะตายกันหมดหรือ พวกเขาเฝ้าอยู่ที่เชิงเขาไม่ยอมให้ไป พวกเราจะตายกันในไม่ช้าใช่หรือไม่ เหมือนกับโรคระบาดที่เคยปะทุเมื่อก่อนหน้านี้ ต่อให้ไม่ได้ป่วยก็จะถูกเผาจนตาย! ข้าไม่อยากตาย ฮือๆ”


ความกลัวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วราวกับโรคระบาด ความตื่นตระหนกก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงร้องไห้ก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ความโกลาหลก็ยากที่จะสงบลงยิ่งกว่าเดิม


กริ๊งๆ


เสียงกระดิ่งดังขึ้น เสียงกริ๊งดังเบาๆราวกับสายน้ำอันแสนหวานไหลผ่าน ราวกับได้ดูดซับความวิตกกังวลทั้งหมด ทำให้จิตใจของผู้คนค่อยๆสงบลง


นักพรตหลินและคนอื่นๆจ้องมองไปยังกระดิ่งสามบริสุทธิ์ในมือของฉินหลิวซี ดวงตาเป็นประกาย เป็นกระดิ่งสามบริสุทธิ์ และเมื่อเสียงกระดิ่งดังขึ้นได้แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณของเต๋า หากไม่ใช่เพราะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม พวกเขาก็คงอยากจะนั่งลงทำสมาธิแล้ว


ฉินหลิวซีสั่นกระดิ่งสองสามครั้ง เมื่อเห็นว่าความวุ่นวายสงบลงก็รีบส่งสายตาให้นักพรตหลิน


ทุกอย่างดำเนินการไปอย่างเป็นระเบียบ


ผู้ลี้ภัยบางคนเห็นฉินหลิวซีและคนอื่นๆใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกจึงปฏิบัติตาม ฉีกเสื้อผ้ามาปิดไว้ และมีบางคนที่เห็นว่าทางด้านนักพรตยุ่งเป็นอย่างมาก หลังจากจับชีพจรและได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่ได้ป่วย ก็อาสาช่วยตักยาต้มส่งออกไป และมีบางคนที่ร่างกายแข็งแรงกำยำก็ได้อาสาช่วยรักษาความสงบ แบ่งแยกผู้ที่ป่วยกับผู้ที่ไม่ได้ป่วยออกเป็นสองเขตแดน


ในอารามเต๋าก็ได้มีการเคี่ยวยาต้มออกมาส่งอย่างต่อเนื่อง


ฉินหลิวซีได้ไปดูผู้เสียชีวิตด้วยตัวเอง ยืนยันว่าเป็นโรคระบาดหนูจึงได้เผาเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่อยากเห็นคนรักของตัวเองถูกเผาหลังจากตายไปและได้ทำการขัดขวาง นางก็ไม่พูดให้เปลืองน้ำลาย ให้เขาเฝ้าศพนั้นไว้ ในเมื่ออยากตายก็กอดกันตายไปเลย


การกระทำอันแข็งกระด้างนี้ทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนสำลัก และยังเป็นการข่มขู่ผู้ที่ไม่เชื่อฟังอย่างโหดเหี้ยมอีกด้วย


ให้ตายเถอะ เกรงว่าเจ้าอาวาสอารามชิงผิงผู้นี้จะเป็นอันธพาลที่เข้าสู่ลัทธิเต๋า โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!


ในขณะที่ฉินหลิวซีได้นำกำลังคนทำให้พื้นที่แห่งนี้สงบลง ก็ได้มีขุนนางในเมืองหลีมาหา บังเอิญเสียจริง ซ้ำยังเป็นคนคุ้นเคย


ฉินหลิวซีมองไปยังหวังเจิ้งที่ไว้หนวดเคราแล้ว รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย


หวังเจิ้งสีหน้าซีดเซียว ขอบตาดำคล้ำ ก็ไม่รู้ว่าไม่ได้นอนมากี่คืนแล้ว เมื่อเห็นนางราวกับได้เห็นผู้ช่วยให้รอดชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ เข้าไปดึงมือนาง กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “สวรรค์ไม่ทอดทิ้งข้า เจ้าอยู่ที่อารามเต๋าจริงๆด้วย ลูกศิษย์ของเจ้าไม่ได้ทำนายผิดไปจริงๆ ท่านเจ้าอาวาส ท่านต้องช่วยให้ศีรษะยังอยู่บนคอข้ากับราษฎรเหล่านี้ด้วย”


ฉินหลิวซีสะบัดมือเขาออกด้วยความรังเกียจ “จะพูดก็พูดไป เหตุใดต้องมือไม้ถึงด้วย เจ้ายังไม่ได้บอกเลยว่าเหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ เจ้าเป็นขุนนางในเมืองหลีหรือ”


“หลี่เจียถุนดูเหมือนจะเป็นหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองอวี๋ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าลูกศิษย์ข้าไม่ได้ทำนายผิดไป เจ้าได้พบเขาแล้วหรือ” ฉินหลิวซีถามพลางหรี่ตาลง


ในหนิงโจวมีสี่มณฑล มณฑลอันหนานมีสี่เมือง เมืองอวี๋เป็นหนึ่งในนั้น และแม้ว่าหลี่เจียถุนจะอยู่ในเขตเมืองอวี๋ แต่เนื่องจากอยู่ห่างจากมณฑลอันหนานไม่เกินห้าสิบลี้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงชอบเรียกหมู่บ้านหลี่เจียถุนในอันหนาน


หวังเจิ้งกล่าวว่า “หากไม่ใช่เพราะได้พบ และได้ยินว่าทางด้านนี้ก็มีโรคระบาดหนูเกิดขึ้น ข้าไหนเลยจะกล้าละทิ้งด้านนั้นมาที่นี่ เป็นลูกศิษย์ของท่านที่บอกว่าตอนนี้ท่านอยู่ในอาราม ข้าจึงได้รีบเร่งมาที่นี่โดยไม่หยุดพัก ในเมื่อท่านพูดถึงหลี่เจียถุน เช่นนั้นท่านก็รู้เกี่ยวกับสถานการณ์อันน่าสลดใจทั้งหมดของหลี่เจียถุนแล้ว?”


“มีสองแม่ลูกหนีออกมาจากหลี่เจียถุน อยู่ในอารามเต๋าของข้า ไม่สิ ตอนนี้เหลือเพียงหนึ่งคนแล้ว” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ข้าก็เดาได้ตั้งนานแล้วว่าหลี่เจียถุนได้ถูกปิด หากที่นี่มีโรคระบาดแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ก็จะต้องถูกปิดเช่นกัน เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะเร็วขนาดนี้ เป็นความคิดของเจ้าหรือ”


“ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ หากมีโรคระบาดเกิดขึ้นในสถานที่ใด ก็ควรจะปิดและแยกตัวออกมาจึงจะถูก นี่ก็เพื่อป้องกันการระบาดเป็นวงกว้าง” หวังเจิ้งกล่าวว่า “แม้ว่าข้าจะพูดถึงการปิดหมู่บ้านและกักกัน แต่มาตราการจะต้องอ่อนโยน มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความไม่สงบและเป็นปัญหามากขึ้น แต่โรคระบาดหนูนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทางด้านนั้นได้มีคนตายไปจำนวนไม่น้อยแล้ว ผู้ว่าการคิดว่า…”


เขามองไปรอบๆ กระซิบว่า “ไม่ว่าคนจะตายหรือไม่ เขาอยากจะเผาคนที่ติดโรคระบาดแล้วทั้งหมด”


ฉินหลิวซีรูม่านตาหดลง “เขากล้าหรือ นี่เป็นบาปจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต!”


หวังเจิ้งสีหน้าขมขื่น กล่าวว่า “เป็นบาปก็จริง แต่เมื่อเทียบกับการแพร่กระจายในวงกว้าง แม้ว่าเขาจะใช้วิธีนี้ ก็สามารถหาเหตุผลที่สมควรได้”


คนตายหมดทั้งหมู่บ้าน เพื่อแลกกับการอยู่รอดของคนทั้งมณฑล นับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก


แม้ว่าการกระทำนี้จะทำให้ถูกคนวิพากษ์วิจารณ์ แต่เมื่อยื่นฎีกาไป ย่อมมีคนให้อภัยได้อย่างแน่นอน


ชีวิตคนในสถานการณ์โรคระบาดนั้นไร้ค่าที่สุด!


ฉินหลิวซีพูดไม่ออก กล่าวว่า “ยังไม่ถึงขั้นนั้น ผู้ที่ตายแล้วจะต้องเผาทำลาย แต่ผู้ที่หายใจอยู่นั้นยังมีความหวังอันริบหรี่”


“ท่านเจ้าอาวาส ท่านมีความสามารถทั้งทางด้านวิชาเต๋าและวิชาแพทย์ อาคมแข็งแกร่ง วิชาแพทย์ไม่ธรรมดา จะช่วยพวกเขาได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว!” หวังเจิ้งมองอย่างมีความหวังพลางกล่าวว่า “ดังนั้นครั้งนี้ข้ามาเพื่อถามโดยเฉพาะว่าท่านมียาหรือไม่”


ฉินหลิวซี “…”


ตอนที่ 1128: อยากเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไสหัวไป!


แน่นอนว่าฉินหลิวซีมียา แต่จะถูกกับโรคหรือไม่นั้นยังต้องทดสอบก่อน เช่นเดียวกันกับแม่นางหลี่เมื่อก่อนหน้านี้ ใบสั่งยาที่นางเขียนนั้นไม่ตรงกับโรคทั้งหมด สิ่งที่สำคัญก็คือโรครระบาดหนูมาพร้อมกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ทำให้อาการกำเริบอย่างรวดเร็ว ดื่มยายังไม่ทันไร คนก็จากไปเสียแล้ว


ตอนนี้ฉินหลิวซีได้ใช้สะใภ้หลี่เป็นผู้ทดลองยาและเปลี่ยนใบสั่งยาใหม่ ดูว่าผลจะเป็นอย่างไร หลังจากที่ได้เห็นอาการของคนตายที่เชิงเขาแล้ว ก็แอบคิดว่าหลังจากกลับไปที่อารามค่อยให้ยาแรงกับสะใภ้หลี่


ส่วนจะรู้สึกผิดหรือไม่นั้น ไม่มีทาง นี่เป็นบาปกรรมที่พวกนางสร้างขึ้นมาก่อน ตอนนี้เป็นผู้ทดลองยา สามารถปรุงยาที่มีประสิทธิภาพออกมาได้โดยเร็วที่สุด ก็นับว่าสามารถชดใช้บาปได้


สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ในตอนนี้คือต้องเอาชนะด้วยความเร็ว แข่งขันเวลากับสวรรค์ แย่งคนกลับคืนมาจากยมบาล


โดยเฉพาะเมื่อหวังเจิ้งบอกว่าหมู่บ้านหลี่เจียถุนกำลังจะถูกเผาก็ยิ่งปล่อยให้ล่าช้าไม่ได้แล้ว จะต้องรีบเร่งให้เร็วขึ้น


หลังจากหวังเจิ้งได้ฟังคำพูดของนาง ก็กล่าวว่า “เช่นนั้นท่านว่า ทำพิธีเต๋า อันเชิญเทพเจ้าลงมา ให้โรคระบาดเวรนี่หายไปโดยเร็วดีหรือไม่”


ฉินหลิวซีมองเคราใต้คางของเขา กล่าวว่า “ล้วนเป็นพ่อคนกันแล้ว ถึงเวลาทิ้งความไร้เดียงสาของเจ้าแล้วกลับไปทำงานซะ หากมีคนก็ให้ส่งคนมาช่วยงาน ซ้ำยังมีหมออีก พวกเราล้วนต้องการทั้งนั้น นอกจากนี้ไปคุยกับผู้บังคับบัญชาของเจ้าสักหน่อย จะกักกันก็กักกันไป แต่คนยังไม่ตายก็ยังมีความหวัง อย่าทำบาปเผาคนเป็น”


ทุกคนมีอุดมคติของตัวเอง ในตอนแรกเถิงเจาและคนอื่นได้ไปไล่วิญญาณร้ายให้คุณหนูผู้นั้นที่จวนผู้ว่าการ ปรากฏว่าพวกเขากลับไปอยู่ในสถานที่โรคระบาดอย่างหลี่เจียถุน ฉินหลิวซีก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย และเมื่อได้ยินจากหวังเจิ้งเอ่ยถึงนโยบายของผู้ว่าการท่านนี้ ความไม่พอใจของนางได้เปลี่ยนเป็นความโมโหแล้ว


เมื่อหวางเจิ้งเห็นท่าทางมุ่งมั่นของฉินหลิวซี ก็กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ฝากท่านด้วย บุคคลที่ประจำการอยู่ทางด้านนั้นเป็นถึงหม่าเชียนเว่ย ผู้ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพซ่งในค่ายใหญ่ตะวันตก ข้าจะกำชับให้เขาให้ความร่วมมือกับท่าน ส่วนทางด้านลูกศิษย์ท่านก็วางใจได้ ข้าจะดูแลเขาอย่างดี หากไปถึงขั้นนั้นจริงๆ ต่อให้ข้าต้องทิ้งหมวกขุนนางนี้ ก็จะเอาพวกเขาออกมาให้ได้”


เขาไม่ได้ลืมว่าคนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้เป็นคนที่ปกป้องพวกพ้องของตนเองเป็นอันดับแรก หากลูกศิษย์ผู้นั้นของนางเกิดอะไรขึ้นมา เกรงว่านางจะบ้าคลั่งยิ่งกว่าผู้ว่าการหลิวเสียอีก


ฉินหลิวซีไม่ได้กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กสองคนนั้น เข้าสู่ลัทธิเต๋ามานานขนาดนี้ ได้เรียนรู้วิชาเต๋าแล้ว ตบะก็มีแล้ว หากแม้แต่หมู่บ้านแค่นี้ก็ยังหนีออกมาไม่ได้ เช่นนั้นก็ไล่ออกจากสำนักดีกว่า!


คำทำนายถูกกักขังนี้ เกรงว่าจะเป็นตัวเองที่อาสาไปถูกกักขังเอง!


มีคนเดินมาอย่างเร่งรีบ เป็นบุรุษสวมชุดหรูหรา ฉินหลิวซีเหลือบมอง กล่าวกับหวังเจิ้งว่า “ปัญหามาแล้ว บังเอิญฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูในตระกูลของผู้ว่าการเจิ้งได้มาจุดธูปบูชาและพักอาศัยอยู่ในอารามของข้ามาสองวันแล้ว สาวใช้ในตระกูลของนางมีคนได้สัมผัสกับผู้ป่วย ตอนนี้แม้ว่าจะไม่เป็นอะไร แต่โรคนี้กลับกำลังแฝงตัวอยู่ ข้าจึงกักตัวคนไว้ในอาราม ตอนนี้เกรงว่าจะมาตามหาคนกับข้าแล้ว”


หวังเจิ้งขมวดคิ้ว ใบหน้าที่เดิมทีก็ซีดเซียวอยู่แล้วก็ยิ่งซีดเซียวมากขึ้น แม้ว่าเขาก็เกิดในตระกูลใหญ่ แต่ตอนนี้ยังคงเป็นเพียงนายอำเภอระดับเจ็ดที่กำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไม่อาจไปเทียบกับผู้ว่าการระดับสูงได้ ไปทักทายกับบุคคลเช่นนี้ นับว่าเป็นปัญหาจริงๆ


เป็นอย่างที่คิดไว้ บุรุษผู้นั้นเป็นนายท่านสองตระกูลเจิ้ง มารับตัวคนโดยเฉพาะ แต่ไม่สามารถเข้าประตูภูเขาได้ เมื่อรู้ว่าฉินหลิวซีอยู่ที่นี่ จึงมาตามหานาง ให้นางรีบปล่อยตัวคน


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ตอนนี้เรือนที่ฮูหยินผู้เฒ่าอาศัยอยู่เป็นเรือนเดี่ยว ไม่สามารถเข้าออกตามต้องการได้ ทุกวันจะมียาต้มให้ดื่ม หากติดโรคขึ้นมาจริงๆ ก็จะค้นพบได้ในทันทีและสามารถรับมือได้ แต่เมื่อคนกลับไปแล้ว หาก…แล้วจะเป็นความรับผิดชอบของใคร อย่างไรเสียบ่าวรับใช้ตระกูลท่านก็ได้เคยสัมผัสกับผู้ป่วย”


นายท่านรองเจิ้งหน้าเขียว กล่าวว่า “หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าละเลยหน้าที่ ปล่อยให้คนป่วยเข้ามา…”


“หากไม่ใช่เพราะผู้ที่เป็นขุนนางไม่สามารถควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ปล่อยให้คนในหลี่เจียถุนหนีออกมา พื้นที่แห่งนี้ก็ไม่ถึงขั้นต้องถูกปิดล้อม รวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลพวกท่านด้วย!” ฉินหลิวซีตอบกลับด้วยคำพูดที่เย็นชา กล่าวว่า “หากพูดถึงการละเลยหน้าที่จริงๆ ไม่สู้ให้ราษฎรวิจารณ์สักหน่อย เป็นปัญหาอารามเต๋าของข้าหรือว่าเป็นปัญหาของขุนนางกันแน่น”


“เจ้า!” นายท่านรองเจิ้งโกรธจนสั่นไปทั้งตัว นี่กำลังพาดพิงถึงพี่ใหญ่ของเขาไม่ใช่หรือ อย่างไรเสียเขาก็เป็นขุนนาง เป็นผู้ว่าการ


ฉินหลิวซีกล่าวอย่างเย็นชาอีกว่า “จะปล่อยตัวคนออกไปหรือไม่ ข้าไม่มีปัญหา เพียงแต่โรคระบาดนี้มีระยะฟักตัว ไม่รู้ว่าจะกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ เมื่อถึงเวลานั้นไปแพร่กระจายสู่ผู้อื่น จะมาโทษข้าไม่ได้ แน่นอนว่าต่อให้ท่านมาโทษข้า ข้าก็จะไม่ยอมรับ อย่างไรเสียก็เป็นพวกท่านที่ต้องการเอาตัวคนกลับไป เช่นนี้ก็ไปรออยู่ที่ประตูเขาด้านหลังเถิด ข้าจะให้คนพาคนตระกูลท่านออกไปส่ง”


นายท่านสองเจิ้งลังเลเล็กน้อย หากท่านแม่และคนอื่นๆไปถึงจวนแล้วป่วยขึ้นมาอย่างกะทันหัน จะไม่เกิดหายนะกันทั้งครอบครัวเลยหรือ


เขามองไปยังฉินหลิวซี อีกฝ่ายยิ้มให้เขาอย่างสดใส แต่เมื่อเขาเห็นรอยยิ้มนั้น กลับรู้สึกน่ากลัวเป็นอย่างมาก แฝงไว้ด้วยเจตนาร้าย


ใบหน้าของนายท่านรองเจิ้งบูดเบี้ยวและเกรี้ยวกราดเล็กน้อย หลังจากเงียบไปพักใหญ่จึงได้เค้นคำพูดออกมาหนึ่งประโยค “เนื่องจากตอนนี้อารามชิงผิงถูกปิดล้อม ในฐานะที่ข้าเป็นสมาชิกในตระกูลของผู้ว่าการ ย่อมต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง ฮูหยินผู้เฒ่าของตระกูลข้าปฏิบัติอยู่ในอารามเต๋า คิดว่าท่านเจ้าอาวาสจะต้องดูแลอย่างใสใจ ไม่ปล่อยให้ผู้ศรัทธาต้องผิดหวัง”


“ท่านไม่รู้อะไรเสียแล้ว สำหรับผู้ศรัทธา ลัทธิเต๋าของข้ามีเพียงประโยคเดียวเท่านั้น อยากเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไสหัวไป! ผิดหวังหรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขตการพิจารณาของพวกเรา” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ดังนั้น ท่านรับตัวคนกลับไปเถิด อารามชิงผิงของข้ายังต้องรักษาการกุศลอยู่ที่นี่ ดูแลผู้ที่ป่วยอย่างแท้จริง เกรงว่าจะไม่สามารถปลีกตัวออกไปได้ ท่านไปรอที่ประตูภูเขา ข้าจะเอาตัวคนออกมา”


หึๆ


หวังเจิ้งอดกลั้นหัวเราะออกมาไม่ได้ เมื่อเห็นว่าสีหน้าของนายท่านรองเจิ้งดูไม่ดี จึงรีบทำสีหน้านิ่งกล่าวว่า “นายท่านรองเจิ้ง โรคระบาดหนูจะสามารถสงบลงได้ในเร็วๆนี้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการศึกษาสูตรยาของเจ้าอาวาส ท่านไปบอกกับใต้เท้าผู้ว่าการสักหน่อยเถิด คาดว่าใต้เท้าก็รักราษฎรดั่งลูกหลาน แม้ว่าครอบครัวจะอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายก็จะให้อภัยได้”


เขาได้หาทางออกให้ แต่ทางออกนี้กลับปูไปด้วยมีดอ่อนนุ่น และนายท่านรองเจิ้งก็จำเป็นต้องคล้อยตาม กลัวว่าฉินหลิวซีจะส่งตัวคนออกมาจริงๆ จึงกล่าวด้วยความเคารพสองสามประโยคด้วยน้ำเสียงแข็ง แล้วรีบเผ่นไป


ฉินหลิวซีหัวเราะ


หวังเจิ้งก็ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ นี่เป็นนิสัยของคน เมื่อเอ่ยถึงผลประโยชน์ของตัวเอง บางคนก็สามารถเพิกเฉยต่อความปลอดภัยแม้กระทั่งคนที่เป็นมารดาของเขาได้


ฉินหลิวซีเห็นว่าที่เชิงเขาได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองเขต เขตหนึ่งเป็นผู้ที่ติดโรคแล้ว อีกเขตหนึ่งเป็นผู้ที่ยังไม่ติดโรคชั่วคราว จึงได้วางค่ายอาคมในเขตของผู้ที่ติดโรค สามารถป้องกันการแพร่กระจายออกไปของโรคได้ ทำให้คนวางใจลงไม่น้อย


นางมองไปยังทุกคนที่อยู่ในเขตผู้ป่วย จัดอันดับผู้ที่มีอาการป่วยร้ายแรงที่สุด ใช้สูตรยารักษาโรคที่แตกต่างกันเพื่อปรุงยาให้มีประสิทธิภาพ ก็เท่ากับว่าเป็นคนทดลองยา


ในขณะที่ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะในเมืองหลีมีท่านหมอมารักษาการกุศล ฉินหลิวซีจึงมอบหมายคนทดลองยาให้เขาดูแล แล้วกลับไปที่อารามเต๋าก่อน แจ้งแก่ฮูหยินเจิ้งผู้เฒ่าเรื่องที่บุตรชายของนางมาหา และได้เสนอว่าหากนางอยากจะไปก็สามารถส่งนางออกไปได้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮูหยินเจิ้งผู้เฒ่ารำคาญใจหรือคิดเพื่อคนในตระกูล จึงได้เต็มใจที่จะอยู่ต่อ


ฉินหลิวซีก็ไม่ได้ไล่คนออกไป เมื่อตกกลางคืนนางไปที่หลี่เจียถุน แม้จะรู้ว่าเด็กน้อยทั้งสองมีความสามารถในการปกป้องตัวเอง แต่ก็ต้องไปดูว่าสถานการณ์ทางด้านนั้นเป็นอย่างไร


แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเมื่อรีบตามพลังงานของลูกศิษย์ไปก็ได้พบกับใครบางคนที่จ้องจะเล่นงานเด็กน้อยทั้งสอง?


โหมดอ่านต่อเนื่อง


ตอนที่ 1129: ข้าคุ้มกะลาหัวพวกเจ้าอยู่


ภัยพิบัติทางธรรมชาติและความทุกข์ยากของอาณาจักรในปัจจุบัน คนเราไม่เพียงแต่ไม่สามารถต้านทานการทดสอบได้ ซ้ำยังทำตัวน่ารังเกียจมากกว่าที่เคยเห็นมา นี่เป็นสิ่งใหม่ที่เถิงเจากับเจ้าโสมน้อยได้เรียนรู้


พวกเขาต่างคิดไม่ถึงว่าในขณะที่พวกเขากำลังพยายามอย่างหนักเพื่อช่วยผู้คนที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากโรคระบาด จะมีบางคนที่มีความคิดกิเลสตัณหากับเด็กชายวัยสิบกว่าปีสองคนภายใต้สถานการณ์เช่นนี้


บุคคลเช่นนี้ มีหมวกขุนนางติดตัว ในฐานะที่เป็นขุนนางของทางการ แต่ไม่รับใช้ราษฎร ซ้ำยังใช้อำนาจของตนทำทุกอย่างตามที่ต้องการ


โลกใบนี้เริ่มบ้าบิ่นขึ้นมาแล้วจริงๆ ซ้ำยังมีคนน่าขยะแขยงอย่างเขาอยู่ด้วย


ใบหน้าอันงดงามของเถิงเจามองไปยังหวงหวยฮั่วที่มีรอยยิ้มบ้ากามบนใบหน้าและกางกรงเล็บใส่เขา รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน


คนผู้นี้เป็นน้องชายภรรยาของผู้ว่าการหลิว ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ดำเนินการทางน้ำของที่ว่างาน แม้ว่าจะไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โต แต่ด้วยความที่มีพี่เขยเป็นผู้ว่าการ เขาก็ทำเงินได้จากที่นี่ไม่น้อย


และหวงหวยฮั่วผู้นี้ก็ไม่ใช่คนรู้จักผิดชอบชั่วดี ในวันปกติมักจะไปที่หอคณิกา สถานที่อโคจรเหล่านั้นเขาก็ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่น้อย ตอนนี้เพียงแค่ดื่มไปยังไม่ทันเมา กลับไปถูกใจเถิงเจากับเจ้าโสมน้อยที่ริมฝีปากแดงฟันขาว


ทั้งสองคนอยู่ในลัทธิเต๋า ในวันปกติก็จะท่องพระสูตรฝึกบำเพ็ญ ย่อมไม่ใช่คนที่เด็กธรรมดาทั่วไปจะเทียบได้ พวกเขาไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเลิศหรูแต่มีความสง่างามที่ความงามไม่อาจเทียบได้ ความบริสุทธิ์ที่ไม่สามารถปิดบังได้ได้เล็ดลอดออกมาจากกระดูกของพวกเขา


หวงหวยฮั่วไม่ได้คิดว่าเขาสามารถแตะต้องคนผู้นี้ได้หรือไม่ เขาคิดเพียงว่าเขาไม่เคยเล่นกับนักพรตน้อยมาก่อน


“เจ้าวางใจเถิด ดื่มเป็นเพื่อนพี่หวงสักสองจอก ต่อให้หมู่บ้านนี้ถูกเผาทิ้ง พี่ชายก็ยังสามารถปกป้องเด็กดีอย่างพวกเจ้าทั้งสองคนได้” หวงหวยฮั่วหัวเราะเบาๆ “รูปร่างหน้าตาอย่างพวกเจ้า มาอยู่เป็นเพื่อนพี่ชายก็พอแล้ว เหตุใดจะต้องไปคลุกคลีอยู่กับคนชั้นต่ำที่ป่วยและสกปรกเหล่านั้น ทำให้ร่างกายดีๆต้องแปดเปื้อนไปเสียเปล่า”


หวงหวยฮั่วพุ่งเข้าไปหาเถิงเจา แต่มือยังไม่ทันถึงตัวเขา เจ้าโสมน้อยก็กระโดดถีบเข้ามา ทำเอาเขากระเด็นออกไป จากนั้นก็พุ่งเข้าไปร่ายอาคมกดทับเขาไว้ เตะลงไปไม่ยั้ง “ให้ตายเถอะ ข้าอดทนกับเต่าขี้ขลาดอย่างเจ้ามานานแล้ว แค่เห็นหน้า ดวงตาปลาที่ตายแล้วทั้งสองข้างแทบจะทะลักออกมาราวกับจะติดอยู่บนตัวของพวกเราทั้งสองคน น้ำเมือกนั้นมีกลิ่นเหม็นเน่าน่าขยะแขยงกว่าน้ำสีเหลืองในส้วมเสียอีก ซ้ำยังมีหน้ามากล้าเรียกตัวเองว่าพี่ชาย ข้าจะฆ่าคุณชายกระต่ายน้อยอย่างเจ้าให้ตาย ใครใช้ให้เจ้าคุยโม้ ใครใช้ให้เจ้าเป็นบ้า ใครใช้ให้เจ้ามีความคิดบังอาจเช่นนั้น”


เท้าของเขาเตะไปที่เนื้อนุ่มๆของหวงหวยฮั่วด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ซ้ำยังออกแรงเตะพลางตะโกนด่าทอ


“ให้ตายเถอะ จะทำตัวบ้าบิ่นก็ไม่ดูสักหน่อยว่าใครล่วงเกินได้ใครล่วงเกินไม่ได้ กล้ามาล่วงเกินนักพรต ซ้ำยังอยากให้นักพรตดื่มเป็นเพื่อนเจ้าสองจอก? หากเจ้าคิดเรื่องบ้ากาม ข้าจะส่งเจ้าลงไป แล้วค่อยส่งคนทั้งตระกูลของเจ้าไปยมโลก ให้ชาติสุนัขอย่างเจ้าสนุกเสียให้พอ”


เจ้าโสมน้อยเตะหวงหวยฮั่วจนร้องโอดโอย


เถิงเจาค่อยๆผ่อนคลายมือที่กำลังจะร่ายอาคมอย่างเงียบๆ หันหลังกลับ เดินไปหาลูกน้องที่ติดตามหวงหวยฮั่วมา


“พวกเจ้า พวกเจ้ากบฏแล้ว กล้าดีอย่างไรมาทุบตีนายท่านหวง!” ชายผู้หนึ่งที่ท่าทางร้ายกาจดึงกริชออกมา พุ่งไปทางเถิงเจา


เข้ามาเลย!


ความหดหู่ในใจกังวลว่าจะไม่มีที่ให้ระบายอยู่พอดี


เถิงเจาหยิบยันต์สีเหลืองหนึ่งกองออกมาจากแขนเสื้อ หลบการโจมตีของคนเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว กระโดดไปทางซ้ายทีขวาที แล้วฝังยันต์ลงในสถานที่ที่เขาเล็งไว้เหล่านั้น ไม่นานเมื่อใช้ยันต์เสร็จ มือทั้งสองข้างของเขาก็ร่ายอาคมอย่างรวดเร็ว ปากท่องคาถา กระทืบเท้าเบาๆ ค่ายอาคมก็ทำงานแล้ว


ค่ายอาคมเขาวงกตได้กักขังคนเหล่านั้นไว้ ก็ไม่รู้ว่ามองเห็นอะไรในค่ายอาคม จากนั้นก็เริ่มทุบตีกันเอง


“เอาเขาโยนเข้าไป” เถิงเจาให้เจ้าโสมน้อยโยนหวงหวยฮั่วเข้าไปในค่ายอาคม


“ได้เลย” เจ้าโสมน้อยใช้เท้าเตะเขาเข้าไปในค่ายอาคม “ไปซะ!”


ทั้งสองคนปัดมือ มองดูคนเหล่านั้นวิ่งไปมาในค่ายอาคม และเมื่อหวงหวยฮั่วเข้าร่วมด้วย สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป


เจ้าโสมน้อยเห็นว่าหวงหวยฮั่วถูกตัวเองเตะจนหนอนน้อยแทบจะขาดแล้ว ซ้ำยังกอดก้อนหินบนพื้นและถูไม่หยุด มุมปากกระตุก กล่าวว่า “ข้าไม่ได้ทำให้เขาใช้การไม่ได้ เป็นเขาที่ทำตัวเอง คิดไม่ถึงจริงๆว่าเขายังมีความฝันว่าอยากจะเป็นขันที”


เถิงเจาอดทน เมื่อทนไม่ได้อีกต่อไปก็ลากเขาหันกลับออกไป “อย่าดูเลย เจ้าไปเรียนรู้อะไรไร้สาระมาก็ไม่รู้”


เจ้าโสมน้อยกล่าวว่า “อย่างข้าเรียกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม เจ้าดูสิว่าตอนนี้ข้ามีกลิ่นอายของมนุษย์แล้วใช่หรือไม่”


เถิงเจา “…”


ข้ารู้แค่ว่าเจ้ากลายเป็นคนลามก!


ป๊อก


เจ้าโสมน้อยกุมหน้าผากพลางร้องอุทาน “ใคร ใครมันกล้ามาลอบทำร้ายท่านปู่อย่างข้า แน่จริงก็มาตัวต่อตัว”


เถิงเจาสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย


ฉินหลิวซีมองไปยังเจ้าโสมน้อย ยิ้มใบหน้านิ่งพลางกล่าวว่า “ท่านปู่?”


“เอ่อ…ข้าไม่กล้า!” เจ้าโสมน้อยสีหน้าลำบากใจ ก้าวเข้าไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง “ท่านมานานแล้วหรือ”


“ก็มานานพอที่จะได้ชมละครสนุกๆ เกี่ยวกับคนปากร้ายที่ด่ากราดไปทั่ว”


เจ้าโสมน้อยเกาศีรษะพลางเอ่ย “ก็ข้าโมโหนี่นา”


ฉินหลิวซีหันไปมองหวงหวยฮั่วที่กำลังถูหินอย่างบ้าคลั่งด้วยสายตาเย็นชา กล่าวว่า “หมัดแลกหมัด นับว่าไม่เลวเลย แต่สามารถทำได้ยิ่งกว่านี้อีก เขาไม่ได้สนใจความเป็นตายของราษฎรชั้นต่ำ เช่นนั้นก็ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนั้น”


เจ้าโสมน้อยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านหมายความว่าให้เอาไปโยนไว้ในกองของผู้ป่วยหรือ”


“มีเพียงได้รับความรู้สึกแบบเดียวกันเท่านั้นจึงจะสามารถรับรู้ได้ว่าชีวิตของเขาก็ไม่ได้สูงส่งเพียงนั้น” ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม


“มีคนคอยคุ้มกะลาหัวเขาอยู่ ก็ไม่เป็นไรหรือ ได้ยินมาว่าคนผู้นั้นคือผู้ว่าการหลิว!”


“แต่ผู้ที่คุ้มกะลาหัวพวกเจ้าคือข้า!” ฉินหลิวซีชี้ไปยังหวงหวยฮั่วแล้วกล่าวว่า “เป็นเขาที่มาล่วงเกินพวกเจ้าก่อน พิสูจน์ได้ว่าเขาต้องได้รับบทเรียน เจ้าตอบโต้ความต้องการของเขา สั่งสอนให้เขาได้รับบทเรียน นั่นก็เป็นจุดสิ้นสุดของเวรกรรมนี้”


ทั้งสองคน “…”


ฟังดูดี แต่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ!


ฉินหลิวซียกมือขึ้น พลังโชคร้ายที่มองไม่เห็นลากคนเหล่านั้นขึ้นมา กล่าวว่า “คนป่วยอยู่ที่ไหน นำทางไป”


เถิงเจากล่าวว่า “ไม่ต้องหรอกขอรับ ยังมีที่ที่ดีกว่านี้ให้ไป”


เขาหันหลังแล้วเดินจากไป เจ้าโสมน้อยมองไปในทิศทางนั้น เปลือกตากระตุก สมกับเป็นอาจารย์ลูกศิษย์กันจริงๆ คนโหดเหี้ยมเช่นนี้ออกมาจากสำนักเดียวกัน


ที่เถิงเจานำทางไปก็คือสถานที่ที่คนตายกองรวมกันในหลี่เจียถุน ล้วนเป็นคนที่เสียชีวิตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ยังไม่ทันได้เผา มีกลิ่นฉุนของกลิ่นไหม้ลอยอยู่ในอากาศ ซ้ำยังมีกองฟืนจำนวนมาก และกองไฟที่ยังดับไม่หมด บนนั้นมีกระดูกกระจัดกระจายอยู่


ฉินหลิวซีโยนพวกเขาไว้ข้างกองศพ ร่ายอาคม ทำให้พวกเขาตื่นขึ้นมา


หวงหวยฮั่วและคนอื่นๆฟื้นขึ้น สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นคือศพที่น่าสยดสยองมีรอยฟกช้ำสีม่วงและคราบเลือดบนใบหน้า ตายตาไม่หลับ อดหัวใจเต้นเร็วด้วยความตกใจกลัวไม่ได้ ส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าสังเวช


“อ๊าก...”


คนที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเขาล้วนแต่ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ตะเกียกตะกายกลิ้งอยู่บนพื้นวิ่งหนีไป แต่พวกเขาได้ต่อสู้กันในค่ายอาคมของเถิงเจา ร่างกายเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ทันทีที่วิ่งก็พากันสะดุดล้มอยู่บนพื้น ร้องไห้เรียกหาบิดามารดา


หวงหวยฮั่วอนาถยิ่งกว่า ร่างกายราวกับถูกกดทับ ไม่มีแรงแม้แต่นิด ท่อนล่างราวกับผุพัง เจ็บปวดจนรู้สึกชา แต่กลับคลานอยู่บนพื้นหนีไปตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นมือไปคว้าอะไรบางอย่างได้ เมื่อมองดูให้ดีก็พบว่าเป็นกระดูกนิ้วเท้าสดๆใหม่ๆที่ถูกทิ้งไว้ลวกๆ


กรีดร้องขึ้นอีกครั้ง เขาตาลอยเป็นลมหมดสติไปในที่สุด


ตอนที่ 1130: อาจารย์จะช่วยเจ้าถอดหมวกขุนนางของเขาออกเอง


เมื่อเห็นหวงหวยฮั่วและคนอื่นๆตกใจจนเป็นลมไป ฉินหลิวซีก็ไม่สนใจด้วยซ้ำ คนเหล่านี้ขูดเลือดขูดเนื้อราษฎร รังแกบุรุษขืนใจสตรี ไม่มีใครเป็นผู้บริสุทธิ์สักคน


ฉินหลิวซีมองไปยังสถานที่ที่มีคนตายกองอยู่ เป็นเนินเขาที่อยู่ห่างไกลจากใจกลางหมู่บ้าน เป็นสถานที่ทุรกันดาร แต่ได้ปลูกต้นหวยอยู่รอบๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีคนตายเป็นจำนวนมากหรือไม่จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ตอนนี้เต็มไปด้วยพลังหยินมารวมตัวกัน และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ


นางมองไปที่กองศพอีกครั้ง ยังไม่ทันได้หยิบกระดูกที่ถูกเผาขึ้นมา ก็ขมวดคิ้ว กล่าวว่า “เป็นใครกันที่เอาคนตายมากองไว้ที่นี่ คนก็ยังไม่ได้ถูกเผาจนหมด คิดจะสร้างพื้นที่หยินชั่วร้ายขึ้นมาหรือ”


เจ้าโสมน้อยเอ่ยว่า “จะยังเป็นใครได้อีก ย่อมเป็นขุนนางของทางการเหล่านั้น”


เถิงเจามองไปยังต้นหวยในบริเวณนั้นก่อนจะขมวดคิ้ว เขารู้ว่าคนตายล้วนถูกกองไว้ที่นั่น แต่ยังไม่เคยได้ไปดู เอาแต่คอยช่วยตรวจคัดกรองผู้ป่วย


“คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะปลูกต้นหวยมากมายขนาดนี้” เขามองดูกองศพเหล่านั้น กล่าวว่า “จะต้องรีบเผาศพเหล่านี้ให้เร็วที่สุด ตอนนี้อากาศเริ่มร้อน เดิมทีงู แมลง หนู มดก็เยอะอยู่แล้ว หากมากัดกินศพเหล่านี้แล้วแพร่กระจายออกไปกัดคน เกรงว่าโรคระบาดหนูนี้จะยิ่งลุกลามไปอย่างกว้างขวางจนไม่สามารถควบคุมได้”


ฉินหลิวซีไม่ได้คัดค้าน ดีดคาถาไปที่กองศพ เสียงดังสนั่น กองศพลุกเป็นไฟขึ้นมา ไฟแฝงไว้ด้วยสายฟ้าค่อยๆทำให้พลังหยินที่อยู่รอบๆกระจายออกไป


ขณะนี้เป็นเวลากลางคืน ทางด้านนี้ได้เกิดไฟลุกไหม้ขนาดใหญ่ขึ้นมา ย่อมมีผู้ที่คอยรักษาการณ์วิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น


“พวกเจ้าเป็นใครกัน มาทำอะไรที่นี่” ทหารเหล่านั้นเห็นฉินหลิวซีและคนอื่นๆยืนอยู่ไม่ไกลจากกองศพ จึงอดไม่ได้ที่จะรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม


เถิงเจาก้าวออกมา กล่าวว่า “ข้าคือนักพรตเสวียนอี”


ที่หลี่เจียถุนมีนักพรตน้อยมาจากอารามชิงผิงสองคน ทุกคนที่ดูแลพื้นที่ล้วนรู้เรื่องนี้ เมื่อได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า “เหตุใดท่านนักพรตจึงมาอยู่ที่นี่”


“อากาศเริ่มร้อนขึ้น หากไม่รีบเผาทำลายศพเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เกรงว่าจะยิ่งเป็นปัญหา” เถิงเจาชี้ไปยังคนที่อยู่บนพื้นพลางกล่าวว่า “จริงสิ ตรงนี้ยังมีอีกสองสามคน ไม่รู้ว่าวิ่งมาเจอสิ่งชั่วร้ายหรือไม่จึงได้สลบอยู่ตรงนี้ รบกวนพวกเจ้าช่วยส่งกลับไปในเขตกักกันด้วยเถิด ที่นี่มีคนตายมากมาย พลังหยินรุนแรง ไม่ควรอยู่นาน”


เจ้าโสมน้อย “…”


เจาเจา เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าโกหกอย่างหน้าด้านๆเป็นแล้ว!


ราวกับให้ความร่วมมือกับคำโกหกของเขา ลมกระโชกแรงพัดผ่านไปพร้อมกับเสียงที่เหมือนเสียงครวญคราง ทำเอาคนขาสั่น ไม่อยากสนใจมากนัก รีบลากคนเหล่านั้นแล้ววิ่งหนีไป


อย่างไรเสียที่นี่ก็มีคนตายเป็นกอง ใครจะไปตรวจสอบว่ามีอะไรผิดปกติ


ฉินหลิวซีเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้า มองดูกองไฟพลางถามว่า “ชิงหย่วนบอกว่าพวกเจ้าไปตระกูลผู้ว่าการเพื่อช่วยไล่วิญญาณร้ายให้กับคุณหนูผู้นั้น เหตุใดจึงได้มาที่นี่แล้วไม่ออกไป เป็นผู้ว่าการหลิวบังคับให้พวกเจ้ามาที่นี่หรือ”


“ข้า ข้าตอบเอง” เจ้าโสมน้อยชิงกล่าวขึ้นมาก่อนที่เถิงเจาจะเอ่ยปาก กล่าวว่า “ซีซี ท่านไม่รู้หรอกว่าคนเราหน้าด้านแค่ไหน ไล่วิญญาณร้ายปัดเป่าความหวาดกลัวนั้นเป็นเรื่องโกหก ความจริงแล้วคุณหนูหลิวผู้นั้นมาที่อารามเต๋าของพวกเราได้สักพักแล้วก็กลายเป็นบ้าเมื่อกลับไป เป็นเพราะตกหลุมรักเจาเจา อยากให้เจาเจามาเป็นสามีของนาง ด้วยเหตุนี้นางจึงได้ทำร้ายร่างกายตัวเองอย่างไม่ลังเลเพื่อบีบบังคับให้บิดาของนางมาเชิญพวกเราไปไล่วิญญาณร้าย”


เถิงเจาสีหน้าไม่ดี


“เป็นบ้าจริงๆ หรือว่าแกล้งบ้า” ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว


เถิงเจา “เรื่องจริง เพียงแต่นางคิดถึงผิดคน”


“ใช่แล้ว เป็นบ้าจริงๆ ผู้ว่าการหลิวกับภรรยาก็แปลกเช่นกัน ใช้ทั้งอำนาจใช้ทั้งเงินทองมากดดันเรียกพวกเราออกไป ทันทีที่เอ่ยปากก็จะให้เถิงเจากลับคืนสู่ทางโลก” ขณะที่เจ้าโสมน้อยกล่าว ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงความพร่ามัวที่หางตา เมื่อเหลือบมองดู ก็เบิกตาโต


กระสอบที่อยู่ในมือนางนั้นไปเอามาจากไหน คิดจะทำอะไร


เจ้าโสมน้อยไม่ได้คิดมาก เอ่ยต่อว่า “เจาเจาเป็นถึงเจ้าอาวาสคนถัดไปของอารามชิงผิง เป็นผู้สืบทอดลัทธิเต๋ามาแต่กำเนิด จะกลับคืนสู่ทางโลกไปเป็นเขยได้อย่างไร จะว่าไปแล้วต่อให้เขากลับคืนสู่ทางโลก ก็เป็นบุตรชายภรรยาเอกคนโตของตระกูลเถิงในเมืองหลวง แค่ตระกูลหลิวกระจอก กระจอกก็คิดจะเอื้อมกิ่งไม้ที่อยู่สูงอย่างเจาเจาของพวกเรา? ฝันไปเถิด! พวกเราปฏิเสธแล้ว ช่วยคุณหนูหลิวผู้นั้นรักษาอาการบ้าคลั่งของนาง แล้วก็กำลังจะจากไป กลับคิดไม่ถึงว่าหลี่เจียถุนได้เกิดโรคระบาดหนู ผู้ว่าการหลิวรู้สึกถูกหักหน้า รู้ว่าพวกเราเก่งทั้งวิชาเต๋าและวิชาแพทย์ จึงส่งพวกเรามาที่หลี่เจียถุน”


“พวกเรามาก็เพื่อราษฎรเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะเขาใช้อำนาจกดดัน” เถิงเจากลัวว่าฉินหลิวซีจะโกรธ จึงกล่าวอธิบายว่า “อีกอย่างพวกเราเชื่อว่าต่อให้มาที่นี่ก็มีกำลังที่จะปกป้องตัวเองได้ สามารถถอยได้ตลอดเวลา”


เถิงเจากล่าวว่า “อารามชิงผิงทำการรักษาการกุศลทุกปี สิ่งที่เรียกว่าหมอลัทธิเต๋านั้นมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน ใช้วิชาแพทย์ส่งเสริมเต๋าก็เป็นการฝึกบำเพ็ญอย่างหนึ่งของพวกเรา ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหลบหนีเมื่อเจอกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและฝีมือมนุษย์เช่นนี้ ดังนั้นจึงอยู่ช่วยทำการรักษา”


ฉินหลิวซีเห็นว่าพวกเขาอธิบายอย่างเป็นกังวล จึงกล่าวว่า “เอาล่ะ ข้าก็ไม่ได้บอกว่าการที่พวกเจ้าอยู่ต่อนั้นผิด แต่ผู้ว่าการหลิวผู้นั้น ตอนที่พวกเจ้าไปไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติหรือ”


เถิงเจาเกาหู กล่าวว่า “ตอนที่คนตระกูลหลิวไปเข้าร่วมพิธีที่อาราม ก็ได้บริจาคน้ำมันตะเกียงสั่งสมบุญจำนวนไม่น้อย”


เจ้าโสมน้อยกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้ดูเหมือนว่าต้องเป็นเพราะคุณหนูหลิวผู้นั้นเห็นแก่ใบหน้าอันงดงามของเจ้า จึงได้หน้ามืดตามัวบริจาคมากมายขนาดนี้ เห้อ ความงามทำให้คนลุ่มหลงนั้นไม่ผิดจริงๆ”


ฉินหลิวซีเขกศีรษะเขาหนึ่งที “ตั้งแต่ที่เจ้ากลับมาก็ได้เอาแต่เที่ยวเล่นอยู่ในตลาดเสียส่วนใหญ่ ด่าคนก็ไม่ต้องใช้คำหยาบแล้ว ไปอยู่ในหมู่สตรีหรือหมู่ผู้รู้หนังสือมากันแน่”


เจ้าโสมน้อยยิ้มอย่างลำบากใจ “วีรบุรุษไม่ถามถึงที่มา ในทำนองเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถามว่าไปเรียนรู้มาจากไหน”


ฉินหลิวซีจ้องมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “สิ่งใดไม่ควรเรียนรู้ก็ไม่ต้องไปเรียน จะทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์บนตัวเจ้าเสื่อมเสีย”


“รับทราบขอรับ”


เถิงเจากล่าวว่า “หากพวกเรารู้ว่าพวกเขามีความคิดเช่นนี้ ไม่ว่าจะบริจาคน้ำมันตะเกียงมากมายแค่ไหน ข้าก็จะไม่ไป”


การมาครั้งนี้ ทำเอาเขารู้สึกรังเกียจจริงๆ!


“ไม่เป็นไร หากเขากล้าแตะต้องเจ้า อาจารย์จะแก้แค้นให้เจ้าเอง” ฉินหลิวซียิ้ม “เขาลอบวางแผนเจ้า อาจารย์จะช่วยเจ้าถอดหมวกขุนนางของเขาออกเอง”


ขุนนางที่สามารถตัดสินใจว่าจะเผาคนป่วยทั้งหมดให้ตายได้นั้น ซ้ำยังให้ท้ายหวงหวยฮั่วสุนัขต่ำช้าผู้นี้ที่เป็นน้องชายภรรยา จะเป็นขุนนางที่ดีได้อย่างไร


เจ้าโสมน้อยเหลือบมองกระสอบในมือนาง คิดในใจ คงไม่ใช่เพียงแค่ถอดหมวกขุนนางออกหรอกกระมัง


ในคืนนั้นเขาพาเถิงเจาติดตามใครบางคนเข้าไปในสำนักงานของผู้ว่าการ ลากผู้ว่าการหลิวออกจากที่นอนอันแสนสบายมาใส่กระสอบ ต่อยเตะทุบตี จากนั้นก็ปล่อยให้เขาเปลือยเปล่า สวมเพียงกางเกงขาสั้นท่อนล่างแล้วห้อยหัวไว้หน้าประตูใหญ่ที่ว่าการอำเภอ ถูกคนชี้มือชี้ไม้อยู่เป็นเวลานาน


ผู้ว่าการหลิวรู้สึกอายและโกรธมาก สาบานว่าจะจับกุมโจรที่เหยียบหยามเขาเช่นนี้ ปรากฏว่าคนรับใช้มารายงานว่าห้องตำราถูกรื้อค้น เขารีบไปตรวจสอบ พบว่าสมุดบัญชี ทองคำและเงินในลิ้นชักลับหายไปหมดแล้ว!


แย่แล้ว ผู้ว่าการหลิวล้มลงกับพื้น ได้รับข่าวสารอย่างต่อเนื่อง ไม่มีเวลามาสนใจฮูหยินหลิวที่ร้องไห้มาหาเขาให้จับคนที่ทำให้น้องชายถูกตัดหนอนน้อย


เจ้าโสมน้อยและเถิงเจาที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ต่างก็รู้สึกว่าพวกเขายังขาดอาวุธธรรมดาที่ไม่ได้มีความวิเศษ สิ่งนั้นเรียกว่ากระสอบ!


จบตอน

Comments