tao ep1131-1140

 ตอนที่ 1131: นางระดับล่าง? เป็นราชาต่างหาก


ผ่านมาแล้วสองวันตั้งแต่พบโรคระบาดหนูในอารามชิงผิง แต่ยังคงสามารถควบคุมได้ ส่วนทางด้านหลี่เจียถุน แทบจะเป็นการแพร่กระจายจากคนสู่คน ทั้งหมู่บ้าน มีเพียงสองในสิบส่วนที่ยังไม่ป่วย


แต่ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในสองในสิบส่วนหรือผู้ที่ป่วยแล้ว ฉินหลิวซีก็มองไม่เห็นความสุขหรือความหวังบนใบหน้าของพวกเขา ใบหน้าของทุกคนล้วนแสดงให้เห็นถึงความว่างเปล่า ดวงตาเต็มไปด้วยความหมดหวัง ราวกับศพเดินได้ที่ไร้วิญญาณ


ในใจของทุกคนล้วนรู้ดี เมื่อไม่มีสูตรยาวิเศษรักษาโรคระบาดหนูออกมา ทุกคนในหลี่เจียถุนจะต้องถูกเผาตายที่นี่


หากแม้แต่ผู้ที่ยังไม่ได้ติดโรคก็ล้วนมีใบหน้าเฉยชา เช่นนั้นผู้ที่ติดโรคระบาดหนูแล้วก็ยิ่งมีสีหน้าเจ็บปวดและสิ้นหวัง เสียงร้องครวญครางดังเต็มกระท่อม


และที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่มีกลิ่นคาวสิ่งสกปรกที่อาเจียนออกมา ซ้ำยังมีกลิ่นลมควันของหญ้าไอ้เฉ่ากับน้ำส้มสายชู ส่วนหมอที่กล้ามารักษาโรคในหลี่เจียถุน นอกจากเถิงเจากับเจ้าโสมน้อยแล้วก็ยังมีอีกสี่คน ทั้งหกคนต้องเผชิญกับผู้ป่วยกว่าร้อยราย แทบจะแยกร่างทำงาน


สองคนในนั้นเป็นปู่กับหลานของโรงหมอตระกูลจาง ท่านหมอจางอายุหกสิบสองปีแล้ว กล่าวกันว่าเขาได้เรียนรู้มาจากศิษย์ของจางจ้งจิ่ง แต่เป็นศิษย์คนไหนนั้นกลับไม่ได้ลงรายละเอียด แต่โรงหมอตระกูลจางนั้นค่อนข้างมีชื่อเสียงในมณฑลอันหนาน มีทักษะวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม มีจรรยาบรรณของความเป็นหมอ บรรดาราษฎรรู้จักกันในนามพระโพธิสัตว์ที่ยังมีชีวิต


เมื่อฉินหลิวซีเห็นหมอจาง ก็ตกตะลึงเล็กน้อย คำนับเขาอย่างเรียบง่าย


เดิมทีเจ้าโสมน้อยกับเถิงเจายังอยากจะกล่าวชื่นชมท่านหมอจาง อย่างไรเสียบนตัวของคนผู้นี้ก็มีแสงสีทองแห่งบุญกุศลมากมาย เป็นผู้ที่คนฝึกบำเพ็ญอย่างพวกเขาให้ความเคารพ


แต่พฤติกรรมของฉินหลิวซีกลับไม่ได้ดูอบอุ่นอย่างที่พวกเขาคาดไว้ ไม่ถึงขั้นเย็นชาแต่ก็ไม่ได้เป็นกันเอง


นี่มันน่าแปลกเล็กน้อย


เถิงเจามองไปยังท่านหมอจางตามสัญชาตญาณ แต่นอกเหนือจากการเห็นว่าคนผู้นี้มีบุญกุศลแล้ว เขาก็มองไม่เห็นสิ่งอื่นใดอีก หากจะบอกว่าเขาไปทำร้ายใครมา รอบตัวเขาก็สะอาดสะอ้าน ไม่มีอะไรทั้งนั้น


เจ้าโสมน้อยรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก แทบจะดึงฉินหลิวซีออกไปถามให้รู้แล้วรู้รอดในทันที


เมื่อท่านหมอจางเห็นฉินหลิวซี ก็ยิ้มพลางคำนับกลับ กล่าวว่า “ได้ยินมานานแล้วว่าอารามชิงผิงในเมืองหลีนั้นเจริญรุ่งเรืองและศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก แต่กลับไม่มีเวลาได้ไปที่นั่นเลย ข้าเองก็เคยได้ยินศาสตร์ทั้งห้าของเสวียนเหมิน หนึ่งในนั้นเป็นวิชาแพทย์ เพียงแต่ไม่มีวาสนาได้ศึกษา คิดไม่ถึงว่าจะได้รู้จักกับนักพรตจากอารามชิงผิงที่หลี่เจียถุน”


เขามองไปยังเถิงเจา กล่าวชื่นชมว่า “นักพรตน้อยเสวียนอี อารามของท่านมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมและวิชาแพทย์ที่ไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ที่เข้มงวดจะสร้างลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยมออกมา ตอนนี้เมื่อได้เห็นก็เป็นอย่างที่คิดไว้ มีเพียงบุคคลที่ไม่ธรรมดาอย่างท่านเจ้าอาวาสเท่านั้นที่จะสามารถสอนลูกศิษย์ที่มีความโดดเด่นออกมาได้เช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะผิดเวลา ก็อยากจะสนทนาเต๋ากับท่านเจ้าอาวาสสักหน่อย”


ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย “ท่านพูดเกินไปแล้ว หากอยากจะสนทนาเต๋ากับข้า เกรงว่าจะใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอจางก็คงไม่อยากจะเห็นข้าอีกต่อไป”


น้ำเสียงนี้ค่อนข้างมีความหมายแอบแฝง


หมอจางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองมา สบตากับนาง


ดวงตาของนางฉลาดมีไหวพริบ แวววาวราวกับดวงดาว แต่ชัดเจนมากเกินไป เมื่อมองมาที่เจ้าราวกับมองทะลุไปถึงจิตวิญญาณข้างใน


ไม่มีสิ่งปกปิดใดๆ


ท่านหมอจางตัวสั่นเล็กน้อย หลบเลี่ยงสายตานี้ตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อสังเกตถึงพฤติกรรมของตัวเอง เขาก็ตกใจ กล่าวด้วยรอยยิ้มแข็งทื่อว่า “ท่านเจ้าอาวาสล้อเล่นแล้ว การที่ได้สนทนาเต๋ากับท่านเจ้าอาวาสนั้นนับว่าเป็นเกียรติสำหรับข้า”


หลานชายนามว่าจางจัวเหลียงที่อยู่ข้างๆเขาได้ขมวดคิ้ว เหลือบมองฉินหลิวซีอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ลดสายตาลง ปกปิดความไม่พอใจในดวงตา


ในบรรดาผู้ที่มารักษาการกุศลในหลี่เจียถุน หมอจางอายุมากที่สุด วิชาแพทย์ล้ำเลิศมากที่สุด คนที่เหลือล้วนลงมือตามคำกำชับของเขา คำพูดและการกระทำก็ให้ความเคารพเป็นอย่างมาก ตอนนี้ได้ยินน้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย สายตาที่มองฉินหลิวซีก็ยิ่งไม่ค่อยเป็นมิตรนัก


ท่านหมอจางมีวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม เป็นที่รู้จักกันดีในมณฑลอันหนาน เป็นที่ยอมรับและได้รับความเคารพจากราษฎรเป็นอย่างยิ่ง เต็มใจที่จะสอนคนที่อยู่ในสายงานเดียวกัน เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้ที่มีศีลธรรมอันสูงส่ง ตอนนี้อายุปูนนี้แล้วก็ยังมาพื้นที่โรคระบาดนี้โดยไม่ลังเล การกระทำนี้สมควรได้รับการยกย่อง


แต่ฉินหลิวซีที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เห็นว่านางอายุยังน้อย ซ้ำยังเป็นนักพรตหญิงด้วยกระมัง แต่กลับมีท่าทางดูถูกท่านหมอจางที่สามารถเป็นปู่ของนางได้ ทำให้คนรู้สึกไม่พอใจจริงๆ


“เสวียนเหมินมีหมอลัทธิเต๋า ไม่ทราบว่าท่านเจ้าอาวาสมีสูตรยาวิเศษรักษาโรคระบาดหนูนี้หรือไม่” หมอวัยกลางคนแซ่เกาเอ่ยถาม


ท่านหมอหยางท่านหมออีกคนหัวเราะพลางเอ่ย “ท่านหมอเกาดูถูกเจ้าอาวาสท่านนี้แล้ว ไม่ได้บอกว่าอารามชิงผิงควันธูปเจริญรุ่งเรืองและศักดิ์สิทธิ์หรอกหรือ หมอทางโลกผู้โง่เขลาอย่างพวกเราจะไปเทียบได้อย่างไร ท่านเจ้าอาวาสมีวิชาแก่กล้า คาดว่าคงจะทำพิธีสวดภาวนาก็สามารถแก้ไขโรคระบาดหนูนี้ได้แล้วกระมัง”


เถิงเจากับเจ้าโสมน้อยสีหน้ามืดครึ้ม อยากจะก้าวไปข้างหน้า ฉินหลิวซียื่นมือมาขวางไว้ นางมองท่านหมอหยางผู้นั้น ยิ้มพลางเอ่ย “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าสามารถทำพิธีสวดขอพรเทพเทวดาเพื่อบรรเทาโรคระบาดหนูนี้ได้ การสวดภาวนานี้จำเป็นต้องมีการเสียสละ คิดว่าท่านหมอหยางคงกล้าที่จะสละชีวิตเพื่อช่วยผู้ป่วยที่สิ้นหวังเหล่านี้ ท่านช่วยเป็นเครื่องบูชาสำหรับบวงสรวงสวรรค์ให้ข้าได้หรือไม่ ทุกคนจะต้องจดจำความดีของท่านอย่างแน่นอน”


ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไป ก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ สายตาที่มองฉินหลิวซีราวกับกำลังมองผีร้าย


ใช้คนบวงสรวงสวรรค์ นี่เป็นวิชามารไม่ใช่หรือ


“เป็นอะไรไป” ฉินหลิวซีมองท่านหมอหยางพลางกล่าวว่า “ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าข้ามีวิชาแก่กล้าสามารถทำพิธีสวดภาวนาได้ ข้าก็แค่พูดถึงเครื่องบวงสรวง ดูท่านตกใจเข้าสิ”


หมอหยางรู้สึกเหมือนกลืนอึเข้าไป พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว


“ท่านเจ้าอาวาสมาพื้นที่โรคระบาดเพื่อสร้างปัญหาหรือ” หมอเกากล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม


ฉินหลิวซีเหลือบมองอย่างเย็นชา “มีชาวบ้านสองคนจากหลี่เจียถุนหนีไปที่อารามชิงผิง ส่งผลให้อารามชิงผิงมีผู้ป่วยหนึ่งคน ที่เชิงเขาก็มีคนเสียชีวิตไปแล้วหลายคน ถูกกักกันไม่อนุญาตให้เข้าออกเช่นกัน หากไม่ใช่เพราะลูกศิษย์ของข้าอยู่ในพื้นที่ต้นตอของการแพร่ระบาด และต้องการมาดูสถานการณ์ทางด้านนี้ ท่านว่าข้าจะว่างมากจนออกจากอารามมายังหมู่บ้านที่เกือบจะจบเห่แล้วเพื่อสร้างเรื่องวุ่นวายอย่างนั้นหรือ”


เมื่อเห็นนางมีสีหน้าไม่เป็นมิตร ท่านหมอจางก็รีบเข้าไปไกล่เกลี่ยสถานการณ์ กล่าวว่า “ท่านเจ้าอาวาสอย่าโกรธไปเลย เป็นเพราะความเหนื่อยล้าในช่วงหลายวันนี้ พวกเราจึงได้พูดจาหยาบคาย ขอโปรดอภัยด้วย ข้าขอโทษท่านแทนเพื่อนร่วมงานทั้งสองด้วย”


เขาโค้งคำนับฉินหลิวซี คนแซ่เกากับคนแซ่หยางผู้นั้นมีสีหน้าอึดอัด เมื่อเห็นหมอจางทำเช่นนี้ จึงก้าวเข้าไปกล่าวว่า “ท่านหมอจางไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เป็นพวกเราที่พูดจาไม่ดี ขออภัย”


ฉินหลิวซีสบถ “ช่างเถิด อันหนานใหญ่โตขนาดนี้ แต่กลับมีคนโง่อย่างพวกเจ้าเพียงไม่กี่คนที่กล้ามาพื้นที่โรคระบาด ไม่อาจไปถือสาเอาความกับพวกเจ้าได้ หากทำให้พวกเจ้าโกรธแล้วจากไป แล้วใครจะทำงาน”


ท่านหมอหยางรู้สึกอัดอั้น ‘เหตุใดปากของนักพรตหญิงผู้นี้จึงไม่มีความเสียเปรียบเลยแม้แต่นิด!’


ท่านหมอจางกล่าวว่า “เมื่อครู่เจ้าอาวาสบอกว่ามีคนหนีออกไปจากหลี่เจียถุน ไม่ทราบว่าผู้ป่วยสองคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”


“คนหนึ่งตาย อีกคนหนึ่งกำลังกินยา” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าดูกองศพทางด้านนั้นอยู่พักหนึ่ง ผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มีรอยแผลสีม่วง ที่ปากมีคราบอาเจียนเป็นเลือดสีดำ ทางด้านอารามชิงผิงก็มีอาการเช่นเดียวกัน ได้ยินเสวียนอีบอกว่าตั้งแต่ที่พวกเขาอาการกำเริบจนตายใช้เวลาเร็วที่สุดหนึ่งวัน”


“เป็นเช่นนั้น” ท่านหมอจางมีสีหน้าขมขื่น กล่าวว่า “โรคระบาดหนูนี้ไม่เหมือนกับโรคระบาดที่เคยเห็นมาก่อน มันมีกำหนดเวลาในการเกิดโรค ข้าเคยเห็นผู้ที่ผ่านมากว่าห้าวันกว่าจะแสดงอาการ แต่ทันทีที่แสดงอาการ อัตราการตายก็รวดเร็วเป็นอย่างมาก เดิมทีพวกเราก็คนไม่พออยู่แล้ว หากจะเปลี่ยนสูตรยา พวกเขาก็รอไม่ไหว”


ฉินหลิวซีเอ่ย “แม่นางผู้นั้นที่ตายในอารามยังมีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอีกด้วย ดังนั้นโรคระบาดหนูนี้คงจะเป็นโรคระบาดหนูในเลือด”


“โรคระบาดหนูยังมีแบ่งประเภทด้วยหรือ” จางจัวเหลียงเอ่ยถาม


ฉินหลิวซีพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าเคยดูประวัติการรักษาของคนรุ่นก่อนๆ หากในอดีตมีโรคระบาด ถ้าเกิดจากหนูก็จะมีการจำแนกประเภท เช่นโรคระบาดหนูในต่อมน้ำเหลือง โรคระบาดหนูในปอด แต่ละชนิดก็แตกต่างกันออกไป ประเภทในปัจจุบันนี้ก็คล้ายกับครั้งก่อนๆอยู่บ้าง แต่มีการกำเริบและเสียชีวิตเร็วขึ้น อาการเป็นอย่างที่พวกเราเห็น อาเจียนออกมาเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด แขนขาหนาวสั่นพร้อมกับมีไข้ขึ้นสูง ลิ้นเป็นเมือก ชีพจรอ่อนแรง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีอาการเลือดออกตามผิวหนัง มีอาการตัวม่วง มีเนื้อร้ายบนผิวหนัง ซึ่งล้วนแต่เป็นอาการของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด”


“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ทราบว่าท่านเจ้าอาวาสมีสูตรยาวิเศษหรือไม่” ท่านหมอจางรีบเอ่ยถามในทันที


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “โรคระบาดหนูนี้แพร่กระจายจากคนสู่คน แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว หากไม่ควบคุมจะต้องแพร่กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วแน่นอน เช่นเดียวกันกับในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้ที่ตายแล้วก็ยังถูกเผาไม่หมด ตอนนี้อากาศร้อน มีงู แมลง หนู และมดมากมาย หากไปสัมผัสกับผู้ติดเชื้อเหล่านี้แล้วแพร่กระจายออกไป เช่นนั้นต่อให้มีหมออีกหลายคนก็ไม่พอ”


ท่านหมอจางพยักหน้า เป็นเช่นนั้น หากต้องการรักษาโรคระบาดหนู อันดับแรกต้องไม่ให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นหากโรคแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ แล้วการรักษาไม่เร็วพอ ไม่ช้าก็เร็วก็จะกลายเป็นนรกบนดิน


ท่านหมอเกากับท่านหมอหยางมองหน้ากัน ทั้งสองคนรู้สึกผิดเล็กน้อย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะดูถูกนักพรตหญิงผู้นี้ไป


จางจัวเหลียงกลับถามว่า “ตามที่ท่านเจ้าอาวาสกล่าวมา เราจะชะลอความเร็วในการแพร่กระจายจากคนสู่คนได้อย่างไร”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “การฆ่าและกำจัดหนูทุกประเภทนั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ยานั้นสำคัญยิ่งกว่า ได้ยินมาว่าในหนิงโจวมีลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขามีน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นให้ผู้ศรัทธาใช้ดื่ม ใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์พรมที่ศีรษะและหน้า ก็จะยิ่งทำให้ไม่มีโรคมากล้ำกลาย ขับไล่วิญญาณร้ายปราบผี ใช่หรือไม่”


ทุกคนได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกประหลาดเล็กน้อย หรือว่าเจ้าอยากจะเลียนแบบลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่น ใช้น้ำมนต์มารักษาโรคงั้นหรือ


จางจัวเหลียงอายุยังน้อย กล่าวออกมาโดยไม่ได้คิดอะไร “ท่านคิดจะเลียนแบบ ใช้น้ำมนต์?”


การดื่มน้ำมนต์รักษาโรค พวกนักต้มตุ๋นอะไรเหล่านั้นคุ้นเคยกันดีกับการใช้วิธีนี้ ไม่เพียงแต่รักษาไม่หาย ซ้ำอาการป่วยเล็กน้อยยังกลายเป็นอาการป่วยร้ายแรงได้


เมื่อฉินหลิวซีได้ยินคำพูดดูหมิ่นของเขา ก็แสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “ยันต์ของข้านั้นมีราคาแพง แพงยิ่งกว่าวัตถุดิบยาเสียอีก”


“…ยันต์ยาที่มีประโยชน์ก็ต้องใช้พลังวิญญาณ และต้องมีสมาธิอย่างต่อเนื่องไม่สามารถหยุดชะงักได้ จะต้องทำให้เสร็จในลมหายใจเดียว” เจ้าโสมน้อยอธิบายแทนฉินหลิวซี กล่าวว่า “ดังนั้นยันต์ยาที่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำได้จริงๆ ไม่ได้มีเพียงแต่ยาเท่านั้น ซ้ำยังมีพลังวิญญาณกับพระสูตร เมื่อดื่มลงไปจึงจะสามารถไล่วิญญาณร้ายและรักษาโรคได้ นี่จึงจะเป็นน้ำมนต์ที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่ใช้หลอกคนภายนอกเหล่านั้น”


หากต้องการให้น้ำมนต์มีประโยชน์ ก่อนอื่นจะต้องนำยาทุกชนิดมาหลอมรวมเป็นยันต์ยากระดาษ จากนั้นจึงวาดพระสูตรยาลงบนยันต์กระดาษ ซ้ำยังจะต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในลมหายใจเดียว จะมีสักกี่คนที่ทำได้


ทุกคนตกตะลึงเล็กน้อย น้ำมนต์ที่ใช้ได้ผลมีอยู่จริงๆด้วย


“แล้ว…” ท่านหมอจางดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย


“ท่านเลิกคิดไปได้เลย” เจ้าโสมน้อยขัดจังหวะเขา “การวาดยันต์ไหนเลยจะง่ายเช่นนั้น สิ่งนั้นต้องใช้ทั้งความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณและเปลืองสมาธิ มีนักพรตบางคน ทั้งชีวิตก็ไม่สามารถวาดยันต์ที่มีพลังวิญญาณได้หลายแผ่น โดยเฉพาะโรคระบาดใหญ่เช่นนี้ จะต้องวาดยันต์เท่าไหร่จึงจะสำเร็จ แสงแห่งจิตวิญญาณเพียงเล็กน้อยกลายเป็นยันต์ แม้ว่าท่านเจ้าอาวาสของพวกเราจะวาดได้ แต่ระหว่างกระบวนการทำยันต์ก็คงมีคนตายไปแล้วไม่น้อย ไหนเลยจะรอไหว”


ฉินหลิวซีกล่าวขึ้นมาว่า “สามารถวาดยันต์ยาวิเศษใช้เป็นยาขับไล่สิ่งสกปรก แต่โรคระบาดเช่นนี้ สูตรยาจำเป็นจะต้องบันทึกถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกครั้งแล้วไม่มียารักษาโรค แต่การใช้ยันต์ยา ในภายภาคหน้าจะยังมีนักพรตที่เก่งกล้าหรือไม่ก็ยากที่จะบอกได้ ในความคิดของข้าคิดว่าควรจะใช้แผนการรักษาเป็นวัตถุดิบยาจะดีกว่า”


ยันต์ยานั้นใช้ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถปรุงยาและวาดออกมาได้ แต่ใบสั่งยาแบบดั้งเดิมนั้นแตกต่าง ตราบใดที่พบวัตถุดิบยา จ่ายยาให้ตรงกับโรคก็เป็นเรื่องง่าย


ท่านหมอจางถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ท่านเจ้าอาวาสประเสริฐยิ่งนัก”


ท่านหมอหยางกับท่านหมอเกาก็ยกมือขึ้นคำนับเช่นกัน ยิ่งรู้สึกระอายใจกว่าเดิม


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ที่ข้าพูดถึงวิธีทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเพราะคิดว่าจะสามารถนำวิธีการรักษาที่ถูกกับโรคมาเคี่ยวเป็นน้ำมันได้หรือไม่ จะได้ใช้ทาที่ปากและจมูกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคทางปากและจมูก ซ้ำยังสามารถดื่มเพื่อรักษาได้ สิ่งนี้ทั้งสามารถป้องกันและรักษาได้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ป่วยโดยตรงอย่างพวกเรา ยิ่งต้องปกป้องตัวเองก่อน อย่างไรเสียพวกเราก็มารักษาเพื่อการกุศล จุดประสงค์หลักคือการช่วยเหลือโลก ไม่ใช่มาตาย”


ทุกคนพยักหน้า คำกล่าวนี้เป็นจริงที่สุด


“สำหรับวิธีการรักษา ไม่ทราบว่าขอดูใบสั่งยาที่พวกท่านจ่ายในช่วงนี้ได้หรือไม่ ได้ยินมาว่าบรรพบุรุษของท่านหมอจางและหลานเป็นลูกศิษย์ของจางจ้งจิ่ง คิดว่าคงจะมีสูตรยาที่ใช้สืบทอดกันมาในการรักษาโรคระบาดอยู่ไม่น้อย”


“ท่านก็รู้จักวิธีนี้ด้วยหรือ” ท่านหมอจางกล่าวว่า “ข้าเคยอ่านตำราแพทย์ที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ วิธีนี้ใช้รักษาอาการหยินหยางเป็นพิษ สิ่งนี้ใช้รักษาโรคระบาดหนูได้ด้วยหรือ ยิ่งไปกว่านั้นใบสั่งยานี้ประกอบด้วยสมุนไพรสองชนิดคือฉงหวงกับสู่เจียว แต่ฉงหวงมีพิษ ตามที่ตำรายาบันทึกไว้ หากใช้ยาเกินหนึ่งในสิบส่วนของขนาดยาจะเป็นพิษและตายได้ ไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นยา จะใช้วิธีนี้ได้หรือ”


“เช่นนั้นก็เอาฉงหวงออก แล้วเพิ่มผงเครื่องเทศห้าชนิดดู” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เดิมทีใบสั่งยานี้ก็เป็นการรักษาอาการหยินหยางเป็นพิษ ตอนนี้โรคระบาดหนูในเลือดก็เป็นอาการหยินหยางเป็นพิษเช่นกัน ใช้เซิงหมาเป็นยาหลักในการป้องกันโรคระบาด เสริมด้วยกระดองเต๋า ใช้ตังกุยเข้าสู่กระแสเลือด กานเฉ่าช่วยล้างพิษ เครื่องเทศทั้งห้าขจัดความสกปรกและความชื้น…”


ยิ่งนางเอ่ย ในหัวก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น ยิ่งรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของสูตรยานี้


เมื่อนางเอ่ยจบก็มีความเงียบงัน ท่านหมอจางคิดอย่างละเอียดรอบคอบ หลังจากเงียบอยู่นานก็ปรบมือ “วิเศษมากๆ สูตรยานี้ใช้ได้”


ท่านหมอเกาและท่านหมอหยางมองไปยังฉินหลิวซี สีหน้าซับซ้อน


เดิมทีคิดว่านางเป็นพวกระดับล่าง ความจริงแล้วเป็นราชา ใบหน้าของพวกเขาถูกตบเสียงดังเพียะ


ทันใดนั้นฉินหลิวซีก็มองไปที่ความว่างเปล่า ทุกคนมองไปตามสายตาของนาง ในความมืดมิดได้เห็นนกน้อยสีเหลืองตัวหนึ่งบินมาทางนี้ เล็กจนแทบจะมองไม่เห็น


ในโลกนี้มีนกเล็กขนาดนี้เชียวหรือ


เมื่อนกตัวนั้นบินมา ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจน เป็นนกเสียที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นนกกระเรียนกระดาษ?


พวกเขามองดูนกกระเรียนกระดาษตัวนั้นหยุดนิ่งอยู่ในมือของฉินหลิวซีอย่างเหม่อลอย จากนั้นก็มองดูนางคลี่มันออก ก่อนจะขยี้ตา


แม่เจ้า อยู่มานานขนาดนี้พึ่งจะได้เห็น นกกระเรียนกระดาษสามารถบินได้เหมือนนกจริงๆ


ฉินหลิวซีคลี่นกกระเรียนกระดาษแล้วมองดูข้อความบนนั้น กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ทางด้านอารามชิงผิงส่งจดหมายมาว่าผู้ป่วยที่ใช้ผงเครื่องเทศห้าชนิด ไข้ได้ลดลงแล้ว ข้าว่าลองใช้ยาต้มเซิงหมากระดองเต๋าเสริมด้วยผงเครื่องเทศห้าชนิดดูเถิด หากโชคดี อาจจะไม่ต้องให้ข้าบวงสรวงสวรรค์สวดภาวนา”


ท่านหมอหยาง “…”


เลิกพูดได้แล้ว เจ็บหน้าจะตายอยู่แล้ว


“เจาเจา พวกเจ้าอยู่ช่วยที่นี่ต่อ อาจารย์จะกลับไปบอกให้พวกเขาใช้วิธีนี้” ฉินหลิวซีกำชับเถิงเจา จากนั้นก็เอ่ยกับท่านหมอจางและคนอื่นๆว่า “เช่นนั้นเรื่องหลี่เจียถุนก็รบกวนพวกท่านแล้ว”


ทันทีที่นางกล่าวจบก็เดินเข้าไปในความว่างเปล่าแล้วหายตัวไปในทันที


ท่านหมอหยางและคนอื่น อ้าปากค้าง “นี่มัน นี่มันเป็นเวทมนตร์หรือ”


ท่านหมอจางสีหน้าเปลี่ยนไป ลดสายตาลง ก็ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


ตอนที่ 1132: ดื้อรั้นรนหาที่ตาย


ผู้ป่วยในอารามชิงผิงที่ถูกฉินหลิวซีจับขึ้นทะเบียนไว้ หนึ่งในนั้นก็ได้ใช้ผงเครื่องเทศห้าชนิด แม้ว่าอาการจะยังไม่ได้ดีขึ้นอย่างไร้ที่ติ แต่ไข้ที่ขึ้นสูงได้ลดลงแล้ว ฉินหลิวซีกลับมาที่เชิงเขาก็จับชีพจรให้คนผู้นั้นในทันที มอง ดม ถาม สัมผัส แม้กระทั่งผิวตามร่างกายก็ไม่ปล่อยไป ยังได้เอาเลือดมาด้วยเล็กน้อย


หลังจากนั้นนางก็ได้กลับไปที่อารามเต๋าในทันทีแล้วไปที่เรือนโอสถ ปรุงยาต้มเซิงหมากระดองเต๋าแล้วเติมผงเครื่องเทศห้าชนิด เคี่ยวจนเป็นยาต้ม แล้วให้สะใภ้หลี่ดื่มก่อน


หลังจากคิดดูแล้ว นางก็ได้เอาแร่เซิงสือกับเขาควาย ทอดวัตถุดิบยาทั้งสองก่อนแล้วค่อยเติมยาต้มกระดองเต๋า เคี่ยวจนได้ยาที่เข้มข้น จากนั้นก็ทาที่บริเวณปาก จมูก รอบคอ กลิ่นหอมของยาแฝงไว้ด้วยกลิ่นคาว แต่กลับสดชื่นเป็นอย่างมาก เปิดทวารทั้งเจ็ด


“เรียกว่ายาต้มกระตุ้นหลอดเลือดก็แล้วกัน” ฉินหลิวซีแตะโถยาต้มนั้น


เมื่อจัดการเสร็จแล้ว นางก็ส่งไปที่เชิงเขา พาคนไปแจกให้คนไข้ดื่ม แล้วค่อยให้ผู้ที่ถูกกักบริเวณไว้ที่นี่แต่ยังไม่ได้มีอาการป่วยได้ทา แน่นอนว่าการทาเพื่อป้องกันนั้นไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียวก็จะได้ผล หนึ่งวันทาสองครั้งถึงสามครั้ง เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว นางจึงได้ล้มลงบนเตียง


ไม่ว่าจะเป็นสูตรยามหัศจรรย์หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับประสงค์ของสวรรค์แล้ว


และในขณะเดียวกัน ทุกคนในหลี่เจียถุนก็ได้ใช้สูตรยามหัศจรรย์อย่างยาต้มเซิงหมากระดองเต๋านี้เช่นกัน


จางจัวเหลียงมองท่านปู่ที่นั่งอยู่ด้วยใบหน้าเหนื่อยล้า ราวกับมีเรื่องในใจ กล่าวว่า “ท่านปู่ไม่นอนพักเป็นเพราะกังวลว่าสูตรยานี้จะไม่ได้ผลหรือ”


ท่านหมอจางยิ้มมุมปาก กล่าวว่า “ท่านเจ้าอาวาสผู้นั้นแม้ว่าจะอายุยังน้อย แต่วิชาแพทย์กลับไม่เลวเลย กระทั่งวิชาอาคมก็แก่กล้า หากสูตรยานี้ไม่ได้ผล เช่นนั้นคนทั้งหมู่บ้านก็เกรงว่าจะไม่รอดแล้ว”


อย่างไรเสียพวกเขาก็กำลังแข่งขันกับเวลา หากไม่ได้ผลทางการจะต้องรีบดำเนินการในทันที ทำให้ผู้คนและสิ่งของในหมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นผุยผง


“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วท่านปู่กังวลอะไรอยู่หรือ”


ท่านหมอจางมองไปยังหลานชาย ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “การเรียนรู้วิชาแพทย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด เหนือภูเขายังมีภูเขา เหนือคนยังมีคน ข้ากำลังคิดว่าอาจจะไม่ควรเอาแต่อยู่ในโรงหมอ บางทีข้าควรจะออกไปข้างนอกบ้างหรือไม่”


จางจัวเหลียงตกตะลึง “ท่านปู่?”


ท่านหมอจางตบบ่าเขาเบาๆ กล่าวว่า “ไปพักผ่อนเถิด อาศัยโอกาสที่หลับได้พักผ่อนให้มากหน่อย แม้ว่าได้ใช้สูตรยาไปแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ผลทั้งหมดหรือไม่”


จางจัวเหลียงพยักหน้าแล้วเดินออกไป ในใจรู้สึกไม่สงบเล็กน้อย เขาอดหันกลับไปมองไม่ได้ เห็นว่าท่านปู่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย มีแสงเทียนสลัวๆ ส่องบนใบหน้าของเขา ดูชรามากอย่างเห็นได้ชัด


ท่านปู่แก่ชราแล้ว


การตระหนักรู้นี้ทำให้เขาหัวใจเต้นรัว


อีกด้านหนึ่ง เจ้าโสมน้อยก็ได้ไล่ถามเถิงเจาว่าท่านหมอจางผู้นั้นมีอะไรแปลกกันแน่


“เจ้ามีชีวิตอยู่มาพันปีแล้วก็ยังมองไม่ออก นับประสาอะไรกับข้าที่ยังมีชีวิตเพียงแค่สิบกว่าปีเท่านั้น” เถิงเจากล่าวอย่างเหลืออด


เจ้าโสมน้อยสำลัก กล่าวว่า “เจ้ากล่าวมาตามตรง เจ้ากำลังบอกว่าข้าตาบอด ตบะไม่สูงพอใช่หรือไม่”


“เปล่า”


“เหอะ มิเช่นนั้นเจ้าจะพูดเรื่องที่ข้ามีชีวิตอยู่มาพันปีแล้วทำไม แม้ว่าข้าจะอยู่มาหลายปี แต่ข้าก็เป็นเพียงสมบัติอันล้ำค่า ปกติสิ่งที่ทำเป็นส่วนใหญ่คือการดูดซับแก่นแท้ของแสงอาทิตย์และแสงจันทร์เพื่อทำให้ตัวเองมีพลังวิญญาณมากขึ้น แต่หากจะพูดถึงตบะและความเก่งกาจ ข้าอาจจะไม่ได้เก่งกาจเท่ากับผีที่ฝึกบำเพ็ญมาหลายร้อยปีเหล่านั้น” เจ้าโสมน้อยเอ่ยอย่างหงุดหงิด


เถิงเจากล่าวว่า “อย่าได้ดูถูกตัวเอง แม้ว่าเจ้าจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากสามารถทำให้ฟื้นจากการตายได้ แต่เพียงแค่สิ่งนี้ก็เก่งกาจยิ่งกว่าปีศาจมากแล้ว ในใต้หล้านี้ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือภูตผีปีศาจ ใครบ้างที่ไม่อยากได้เจ้า”


เจ้าโสมน้อยมุมปากกระตุกก่อนจะเอ่ย “เจ้าพูดให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า นิ่งเสียตำลึงทองดูเหมือนจะทำให้เจ้าเหมือนผู้สูงส่งขึ้นมาบ้าง แต่อย่าได้คิดไปปลอบใจใครเด็ดขาด มิเช่นนั้นนอกจากจะปลอบใจไม่สำเร็จแล้ว กลับทำให้รู้สึกหมดหวังกว่าเดิม”


ฟังสิ นอกจากถูกกินก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก นี่เป็นการปลอบใจหรือ


เห็นได้ชัดว่าเป็นการโจมตีที่รุนแรง!


เถิงเจาหลับตาอย่างไม่สบอารมณ์


“เจ้าไม่อยากรู้หรือ”


เจ้าโสมน้อยสบถ


เถิงเจานั่งขัดสมาธิ มือทั้งสองข้างร่ายคาถา กล่าวว่า “อยากรู้ก็อดกลั้นไว้ อย่างไรเสียตอนนี้ก็ไม่สามารถไขปริศนาได้” หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “ในเมื่อท่านอาจารย์สามารถเห็นถึงสิ่งผิดปกติได้ภายในพริบตาเดียว แต่พวกเรามองไม่เห็น เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเรายังฝึกบำเพ็ญได้ไม่ดีพอ ต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น”


เขายังขาดทักษะวิชาเต๋าอีกมากมาย


เมื่อเจ้าโสมน้อยเห็นว่าเขาเข้าสู่สมาธิก็เบะปาก คนโตเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ คนเล็กก็บ้าคลั่งอยู่กับการฝึกบำเพ็ญ เหอะ



ทางด้านมณฑลอันหนานมีโรคระบาด ย่อมไม่สามารถปกปิดได้ อย่างไรเสียตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่หมู่บ้านเดียวที่เกิดโรคระบาด แต่ได้แพร่กระจายไปยังสถานที่อื่นแล้ว ไม่เพียงแต่แพร่กระจายจากคนสู่คนอย่างรวดเร็ว ซ้ำอาการกำเริบและตายเร็วด้วยเช่นกัน


เพียงแค่เจ็ดวัน มณฑลอันหนานได้มีคนตายไปแล้วถึงหนึ่งร้อยคนเนื่องจากโรคระบาดหนูระลอกนี้ ในเวลานี้ทุกคนทั้งมณฑลอันหนานตกอยู่ในอันตราย ไม่กล้าไปไหนตามอำเภอใจ


และในขณะที่มณฑลอันหนานกำลังเตรียมที่จะกวาดล้างหลี่เจียถุนซึ่งเป็นจุดที่โรคระบาดร้ายแรงที่สุด ทางด้านอารามชิงผิง เนื่องจากสูตรยาใหม่นั้นมีประสิทธิภาพอย่างหน้าอัศจรรย์ ไม่มีผู้ติดโรคระบาดเพิ่มอีก และผู้ที่ติดโรคแล้วก็ไม่ได้เสียชีวิตซ้ำยังอาการดีขึ้น


นักพรตหลินและคนอื่นๆรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก โรคระบาดสามารถควบคุมได้เร็วขนาดนี้ นับว่าพวกเขาได้เห็นเป็นบุญตา และด้วยเหตุนี้จึงได้มองออกว่าวิชาแพทย์ของฉินหลิวซีล้ำเลิศเป็นอย่างมาก พากันเอ่ยชมไม่หยุด


“ล้วนเป็นเพราะการระดมความคิด”


ฉินหลิวซีไม่ได้รับความดีความชอบไว้คนเดียว แต่ได้ใช้โอกาสนี้เลือกผู้ป่วยสองสามรายที่ดูเหมือนมีอาการแตกต่างกันออกไปมาเป็นคนทดลองยา บนพื้นฐานของยาต้มเซิงหมากระดองเต๋า ได้เพิ่มและลดวัตถุดิบยาบางชนิดออกเพื่อดูผล


วิชาแพทย์ ต้องให้คนรุ่นก่อนสรุปประสบการณ์และจดบันทึก คนรุ่นต่อๆไปจึงจะได้เรียนรู้ประสบการณ์อันทรงคุณค่าเหล่านั้น ในภายภาคหน้าเมื่อได้พบกับโรคประเภทเดียวกันอีกก็จะมีวิธีแก้ไขได้


คนรุ่นก่อนปลูกต้นไม้ คนรุ่นหลังได้ร่มเงา สิ่งนี้สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ และในด้านการแพทย์ก็ยิ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนา


ฉินหลิวซีไปที่หลี่เจียถุนอีกครั้ง เนื่องจากมีคนรนหาที่ตาย


หลังจากที่ผู้ว่าการหลิวตื่นตระหนกอยู่สองวันเพราะถูกคลุมถุงกระสอบและปล้นห้องตำรา เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไรก็ค่อยๆวางใจแล้วเริ่มแก้ไขปัญหาในหลี่เจียถุน โดยมีความตั้งใจที่จะเผาหมู่บ้าน เหตุผลก็คือมีคนติดเชื้อจากข้างนอกมากขึ้นเรื่อยๆ จับมารวมกันแล้วไปจัดการที่หลี่เจียถุนทีเดียว


ในขณะเดียวกัน หวงหวยฮั่วน้องชายภรรยาของเขาผู้นั้นก็ชี้ตัวว่าเถิงเจาและคนอื่นๆ ตัดหนอนน้อยของเขา แม้ว่าจะไม่มีหลักฐาน แต่ผู้ว่าการหลิวกลัวการถูกฮูหยินของตัวเองพัวพัน และนึกถึงความอับอายที่ไม่สามารถรับเถิงเจาเป็นลูกเขยได้ จึงได้ใช้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลเหตุมาจับตัวเถิงเจาและเจ้าโสมน้อย


เมื่อหวังเจิ้งทราบเรื่องก็โกรธเป็นอย่างมาก พยายามหยุดเขาจนถึงที่สุด ไม่ต้องพูดถึงว่าเถิงเจาและคนอื่นๆ ได้ทำร้ายร่างกายหวงหวยฮั่วหรือไม่ ด้วยพฤติกรรมของหวงหวยฮั่วที่รังแกบุรุษขืนใจสตรี ขูดเลือดขูดเนื้อราษฎร ถูกคนทุบตีจนตายก็นับว่าเป็นการปัดเป่าภัยให้ราษฎร ดังนั้นถูกตัดแล้วก็ถูกตัดไป จับโจรก็ต้องมีหลักฐาน อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่มีหลักฐานว่าเขาเป็นคนทำ


อ้อ หากอยากจะบอกว่าผู้ว่าการทำอะไรไม่ต้องการหลักฐาน มีตำแหน่งขุนนางสูงกว่าหนึ่งระดับกระทั่งมีคนคอยคุ้มกะลาหัว เช่นนั้นก็ต้องขออภัยด้วย เขาก็มีคนคุ้มกะลาหัวเช่นกัน ท่านปู่ของเขาเป็นอดีตมหาเสนาบดีหวังที่กำลังเกษียณอายุอย่างมีเกียรติ มีลูกศิษย์ที่มีอำนาจมากมายเกินกว่าจะนับได้


อีกอย่าง หลี่เจียถุนเกิดโรคระบาดหนู แพร่กระจายรวดเร็วเป็นอย่างมาก ผู้ที่กล้ามารักษาการกุศลที่นี่นอกจากพวกเถิงเจาสองคนแล้ว รวมแล้วก็แค่หกคน เจ้ายังจะเอาตัวสองคนนี้ไป รังเกียจว่าคนที่คอยช่วยเหลืออยู่ที่นี่มากเกินไปหรือ หากไปถึงหูเบื้องสูง เพียงแค่เหตุนี้ก็ไม่ต้องคิดว่าจะได้ใส่หมวกดำแล้ว!


นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด ทั้งๆที่มีสูตรยามหัศจรรย์รักษาโรคระบาดหนูได้ ผู้ป่วยเหล่านั้นก็เริ่มอาการดีขึ้นแล้ว แต่ เจ้ายังคงจะจุดไฟเผาหมู่บ้าน นี่ไม่ใช่การเห็นชีวิตคนเป็นผักปลาหรือ


และสูตรยามหัศจรรย์ที่ทำให้คนเรานั้นดีขึ้น ก็ยังเป็นอาจารย์ของเถิงเจาที่เขาต้องการจะจับตัวคิดค้นขึ้นมา ไม่เพียงแต่ไม่ให้ผลงาน ซ้ำยังต้องการเอาผิดลูกศิษย์ของนาง นี่ไม่ใช่เพียงแค่การแก้แค้นส่วนตัว ซ้ำยังเป็นการข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน ไม่มีความเป็นคน!


หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป ยังจะมีหมอคนไหนยินดีมารักษาการกุศลโดยไม่กลัวว่าหากรักษาได้ไม่ดีก็จะถูกปฏิบัติอย่างผู้กระทำผิดอีก


ผู้ว่าการหลิวถูกลาถีบกระโหลกหรือว่ามีน้ำคลั่งในสมองกันแน่


โง่ไปแล้วหรือ


“ใต้เท้า โรคระบาดหนูได้ค่อยๆถูกควบคุมด้วยสูตรยามหัศจรรย์แล้ว หลี่เจียถุนก็ไม่ได้มีผู้ป่วยรายใหม่แล้ว เห็นได้ว่าสูตรยานี้มีประสิทธิภาพ หากจะเผาหมู่บ้านนั้นไม่เหมาะสมจริงๆ” หวังเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “อีกอย่างพวกเสวียนอีก็เป็นนักพรตอารามชิงผิง สูตรยาดีนี้ก็เป็นอาจารย์ปู้ฉิวเจ้าอาวาสอารามชิงผิงกับท่านหมอจางเป็นคนคิดค้นขึ้นมา แต่ท่านกลับต้องการเอาผิดด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง หากเผยแพร่ออกไปเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของใต้เท้า”


ผู้ว่าการหลิวกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ใต้เท้าหวัง เจ้ากำลังสอนข้าให้ทำสิ่งต่างๆอยู่หรือ ข้ารู้เพียงว่ามีคนจำนวนมากเสียชีวิตในหลี่เจียถุน แต่ไม่เห็นว่าจะมีใครดีขึ้น และผู้ที่ติดโรคระบาดอยู่ข้างนอกก็มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อโรคระบาดหนูนี้แพร่กระจายไปทั้งมณฑลอันหนาน ต่อให้เป็นอดีตมหาเสนาบดีหวังก็ปกป้องเจ้าไม่ได้!”


หวังเจิ้งด่าบรรพบุรุษของเขาไปสิบแปดรุ่นอยู่ในใจ กล่าวว่า “ใต้เท้า ทุกอย่างล้วนมีกระบวนการ แม้ว่าจะมีสูตรยามหัศจรรย์ออกมาแล้ว แต่ก็เป็นไปไม่ได้ว่าทันทีที่ดื่มยา พวกเขาก็จะสามารถลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นได้ในทันที เพียงแต่จะค่อยๆดีขึ้นเท่านั้น ข้าหมายความว่าให้รีบประกาศสูตรยามหัศจรรย์นี้ให้กับโรงหมอต่างๆโดยเร็วที่สุด เคี่ยวยาต้มออกมาให้ราษฎรได้ดื่มก่อนหนึ่งชาม สามารถป้องกันโรคระบาดและรักษาโรคได้ เผาหมู่บ้านไม่ใช่วิธีการที่ดี โปรดอภัยที่ข้าไม่สามารถเห็นด้วยกับสิ่งนี้ได้!”


“เจ้าเป็นผู้น้อยที่ขัดเบื้องสูง คิดอยากจะนั่งตำแหน่งนี้ของข้า ออกคำสั่งแทนข้าหรือ” ผู้ว่าการหลิวสีหน้ามืดครึ้ม


“ข้าน้อยมิบังอาจ!”


ผู้ว่าการหลิวแสยะยิ้ม “ข้าเห็นว่าเจ้าบังอาจจะตายไป ทหาร เชิญใต้เท้าหวังออกไป ให้ทหารขับไล่ทุกคนในหลี่เจียถุนไปที่ลานต้นหวย ใต้เท้าหวัง ตั้งแต่สมัยโบราณเมื่อโรคระบาดไม่มีวิธีรักษา นี่ล้วนเป็นวิธีการรักษาโรคระบาดที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด และยังเป็นกลยุทธ์ที่ดีในการหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตมากขึ้น ในฐานะขุนนาง มีบางเรื่องที่รู้ว่าทำไม่ได้แต่ก็ต้องทำ นั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อราษฎรทั้งใต้หล้านี้ ข้ากล้าที่จะแบกรับชื่อเสียงคนเลวนี้”


ลานต้นหวย ก็คือสถานที่กองร่างผู้เสียชีวิตในหลี่เจียถุนเมื่อก่อนหน้านี้ นี่เป็นการพาทุกคนไป ‘ประหารชีวิต’ ที่นั่น


หวังเจิ้งสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที กำหมัดแน่น “ใต้เท้าโปรดทบทวนให้ดี”


ผู้ว่าการหลิวสบถ “หากใต้เท้าหวังกลัวจะเสียชื่อเสียง ก็ไม่สู้ลาออกจากตำแหน่งกลับบ้านไปแต่เนิ่นๆ มัวรออะไรอยู่อีก ยังไม่รีบไปต้อนคนในหลี่เจียถุน แล้วก็ยังมีนักพรตน้อยอีกสองคน จับตัวมาให้ข้าแล้วพาไปที่คุกใหญ่”


“ใต้เท้า ท่านคิดดีแล้วหรือ นั่นเป็นถึงนักพรตอารามชิงผิงเชียวนะ”


หวังเจิ้งเน้นคำว่านักพรต เพื่อเป็นการเตือนเขา มีบางคนที่คนอย่างหลิวหวยจงไม่สามารถล่วงเกินได้


ผู้ว่าการหลิวกล่าวว่า “เบื้องสูงฝ่าฝืนกฎหมาย ก็มีความผิดเช่นเดียวกันกับราษฎร! พวกเขาทั้งสองคน มีพยานเห็นว่าพวกเขาทุบตีขุนนางหวงผู้ดำเนินการทางน้ำ ข้าย่อมต้องสืบหาความจริง เจ้าไม่ต้องกลัวว่าข้าจะใส่ร้ายพวกเขา หากไม่มีเรื่องเช่นนี้ข้าย่อมปล่อยคนไป”


หวังเจิ้งหัวเราะด้วยความโกรธกับคำพูดอันชอบธรรมนี้ คิดในใจว่าเขาถูกผีเข้าสิงหรือ เหตุใดจึงได้เสียสติอย่างกะทันหัน


เขากลับไม่รู้ว่าการดื้อรั้นรนหาที่ตายของผู้ว่าการหลิวนั้นมาจากการถูกชักจูง และผู้ที่คิดกลอุบายเล็กๆน้อยๆนี้ย่อมเป็นเจ้าโสมน้อย


ตอนที่ 1133: หมวกขุนนางของเจ้า ข้าทำนายว่าจะไม่มีแล้ว


เมื่อมองเห็นคนของที่ว่าการสองคนเดินมาหาตัวเองอย่างถมึงทึง เถิงเจาก็กล่าวกับเจ้าโสมน้อยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกว่า “เจ้าทำเช่นนี้ หากท่านอาจารย์มาข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้!”


เจ้าโสมน้อยสบถ “คนแซ่หลิวผู้นี้กล้าใช้อำนาจของทางการมาข่มขู่เจ้าก่อน ให้ข้าสั่งสอนเขาแทนเจ้าไม่ได้หรือ อีกสักครู่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ พอเขาได้สติกลับคืนมา ข้าจะไม่พลาดสีหน้าที่น่าดูของเขาอย่างแน่นอน”


เถิงเจาหลับตาลงเล็กน้อย ท่องพระสูตรอย่างใจเย็น


ส่วนท่านหมอเกากับคนอื่นๆที่อยู่ไม่ไกลต่างก็มีสีหน้าวิตกกังวล พวกเขาก็คิดไม่ถึงว่าผู้ว่าการหลิวจะบ้าคลั่งขนาดนี้ขึ้นมากะทันหัน ไม่เพียงแต่อยากจะเอาตัวของนักพรตน้อยไป ซ้ำยังวางแผนที่จะเผาหมู่บ้าน แล้วความพยายามทั้งหมดเมื่อก่อนหน้านี้นั้นมีความหมายอะไร


ท่านหมอจางเอ่ย “จะเป็นเช่นนี้ไม่ได้ พวกเราจะยืนดูอยู่เฉยๆไม่ได้”


เขาก้าวไปข้างหน้า จางจัวเหลียงสีหน้าเปลี่ยนไป รีบตามไปทันที กล่าวว่า “ท่านปู่…”


“เหลียงเอ๋อร์ หากวันนี้ข้าไม่ช่วยพูดแทนนักพรตน้อยทั้งสอง ในวันหน้าพวกเราก็จะกลายเป็นเหมือนพวกเขา” ท่านหมอจางหลับตาลง ราวกับได้ตัดสินใจแล้ว กล่าวว่า “ข้ามีชีวิตอยู่มามากพอแล้ว ได้เวลาตอบแทนแล้ว”


ท่านหมอเกาและคนอื่นๆมองหน้ากัน ตัดสินใจแล้วเช่นกัน จึงตามไปด้วย พวกเขาก็ต้องช่วยพูดแทนนักพรตน้อย


เจ้าโสมน้อยไม่เข้าใจ กล่าวว่า “เดี๋ยวนะ ตาเฒ่าจางผู้นี้เป็นคนดีหรือไม่ดีกันแน่ ดูจากท่าทางที่เขาอยากจะออกหน้าแทนพวกเรา ก็ดูเหมือนไม่ได้แกล้งทำ”


เถิงเจากล่าวว่า “ทุกคนล้วนมีสองด้าน”


ส่วนท่านหมอจางเป็นคนดีหรือไม่นั้น เชื่อว่าท่านอาจารย์จะช่วยไขข้อสงสัยให้พวกเขา


เจ้าโสมน้อยขยับนิ้วไปทางหลี่เจียถุนที่อยู่ทางด้านหลังพวกเขา จู่ๆ ไม่รู้ว่ามีใครตะโกนในพื้นที่กักกันว่าผู้ว่าการหลิวกำลังจะเผาพวกเขาทั้งหมดให้ตาย ทุกคนต่างพากันตื่นตระหนก


ได้มีสูตรยาดีรักษาโรคระบาดนี้แล้วไม่ใช่หรือ พวกเขาก็ล้วนอาการดีขึ้นแล้ว เหตุใดยังถูกคนของทางการเผาเล่นเป็นผักปลา


เมื่อคนหนึ่งตื่นตระหนก ทุกคนก็ตื่นตระหนกตาม ไม่รู้ว่าใครบอกว่าจะสู้ตาย จึงได้พากันวิ่งออกไป


สู้ตายสักตั้ง พวกเขายังมีชีวิตอยู่รอดได้ แต่หากนั่งอยู่เฉยๆ พวกเขาก็จะตายอยู่ในกองไฟ


เจ้าโสมน้อยรู้สึกผิดเล็กน้อย ครอบครัวตระกูลหลิวชั่วช้า เขาก็แค่อยากจะสอนบทเรียนสำคัญให้พวกเขา


เมื่อเห็นคนในหลี่เจียถุนต่างพากันพุ่งมาที่ทางเข้าหมู่บ้าน ทุกคนก็พากันตกใจ ทหารเล่านั้นได้เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ทันที


“เร็ว รีบจุดไฟ จะปล่อยให้พวกเขาวิ่งออกมาไม่ได้” ผู้ว่าการหลิวหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว กระทั่งเขาได้เห็นใบหน้าของบุคคลที่วิ่งอยู่ข้างหน้าสุดว่ามีใบหน้าเขียวและดุร้ายเป็นอย่างมาก


ท่านหมอจางคุกเข่าลงอย่างแรง “ไม่ได้นะใต้เท้า ข้ากล้ารับรองด้วยชีวิตว่ายาต้มเซิงหมากระดองเต่าสามารถรักษาโรคระบาดหนูได้ ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปอีกสักพักพวกเขาก็จะหายดีอย่างแน่นอน มีสูตรยาดีแล้ว ไม่มีการแพร่ระบาดจากคนสู่คนอีกแน่นอน หากรายงานเบื้องบน นี่ก็จะเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของใต้เท้า”


เจ้าโสมน้อยเบะปาก “เขาคู่ควรที่จะได้รับผลงานนี้ด้วยหรือ”


เถิงเจาไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแต่จ้องมองท่านหมอจางอย่างตั้งใจ


ท่านหมอเกาและคนอื่นๆก็คุกเข่าขอความเมตตาเช่นกัน ล้วนสนับสนุนคำพูดของท่านหมอจาง อย่างที่หวังเจิ้งกล่าว ไหนเลยจะมียาที่กินแล้วสามารถกระโดดโลดเต้นได้ทันที แม้แต่อาการไข้หวัดธรรมดาก็ยังต้องใช้เวลาจึงจะหายดี แล้วนับประสาอะไรกับโรคระบาดหนูที่รุนแรงนี้


อาการป่วยมาเร็วแต่ฟื้นตัวช้า พวกเขาเข้าใจหรือไม่


“จุดไฟ เผาพวกเขาให้ตาย!” ผู้ว่าการหลิวไม่ฟัง


ทันใดนั้นก็มีเสียงดังปัง มีบางอย่างหล่นลงมาต่อหน้าต่อตาชาวบ้านเหล่านั้น ทุกคนสายตาพร่ามัว คนผู้หนึ่งสวมชุดลัทธิเต๋าสีเขียวใช้ปิ่นปักผมไม้กลัดมวยผมปรากฏขึ้นมาในสายตา


หากไม่ใช่ฉินหลิวซีแล้วจะเป็นใคร


ฉินหลิวซีสะบัดแขนเสื้อ กระดิ่งสามบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นในมือ เมื่อสั่นกระดิ่งพลันก็ส่งเสียงดังกังวานใส จิตวิญญาณเต๋าที่มองไม่เห็นออกมาจากกระดิ่ง ชาวบ้านที่ต้องการจะสู้ตายกับทหารเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะอารมณ์สงบลงแล้ว ทุกคนต่างนิ่ง มองไปที่คนผู้นั้น


ฉินหลิวซีจ้องมองไปยังเถิงเจาและคนอื่นๆ


เถิงเจาชี้ไปยังเจ้าโสมน้อย ฝีมือเขา!


เจ้าโสมน้อยยิ้มอย่างลำบากใจ ฉีกยิ้มพลางกล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าเด็กใจร้าย ข้าทำไปก็เพื่อใคร เจ้ายังมาฟ้องข้าอีก”


เถิงเจาใบหน้านิ่ง เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์สอนมา ใครจะตายก็ได้แต่ต้องไม่ใช้ข้า”


ฉินหลิวซีเหลือบมองหมอเหล่านั้นที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ค่อยๆเดินไปอยู่ตรงหน้าผู้ว่าการหลิว กล่าวว่า “จุดไฟเผาหมู่บ้านหรือ เอาเลย แต่ว่าน้องชายภรรยากับบุตรชายสุดที่รักของเจ้าล้วนติดโรคระบาดนี้แล้ว ก็ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียบกัน


ผู้ว่าการหลิวมีสติกลับคืนมาตอนที่เสียงกระดิ่งดังขึ้น สีหน้าราวกับเห็นผี ข้าอยู่ที่ไหน ข้ากำลังทำอะไร


ในเวลานี้เมื่อได้ยินคำพูดของฉินหลิวซี เขาก็มองไป เมื่อครู่ได้มีเสียงดัง ที่แท้ก็เป็นหวงหวยฮั่วกับบุตรชายของเขาถูกโยนไปไว้ในกลุ่มของชาวบ้าน ทั้งสองคนก็หันหน้ามาหาเขาพอดี แก้มทั้งสองข้างมีสีแดงผิดปกติ มุมปากมีเลือดสีดำไหลออกมา เป็นอาการเดียวกันกับโรคระบาดหนูไม่ใช่หรือ


ผู้ว่าการหลิวต้องการจะบุกเข้าไปตามสัญชาตญาณ เขามีบุตรชายสุดที่รักเพียงคนเดียวเท่านั้น จะให้เกิดเรื่องขึ้นไม่ได้ แต่เมื่อวิ่งไปได้สองก้าวก็คิดขึ้นมาได้ว่านี่เป็นโรคระบาดหนูจึงชะงักฝีเท้า เขาจ้องมองไปยังฉินหลิวซี


“จุดไฟสิ ต้องการจะเผาคนเหล่านี้ไม่ใช่หรือ” ฉินหลิวซีกล่าวเหน็บแนมว่า “อย่างไรเสียก็ล้วนติดโรคระบาดกันทั้งหมด จะสนทำไมว่าพวกเขาสามารถรักษาหายได้หรือไม่ เผาให้จบๆไป ท่านผู้ว่าการเหตุใดจึงยังไม่ออกคำสั่ง”


“เจ้า เจ้า…” ผู้ว่าการหลิวชี้ไปที่นาง


หวังเจิ้งถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก้าวเข้าไปคำนับฉินหลิวซี “ท่านเจ้าอาวาสปู้ฉิว ท่านมาได้ทันเวลาพอดีจริงๆ”


ฉินหลิวซีเอ่ย “หากข้ามาไม่ทัน เจ้าจะทำอย่างไร”


หวังเจิ้งยิ้มอย่างขมขื่น “หากไม่อาจเกลี้ยกล่อมได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสู้ตายไปกับชาวบ้านเหล่านี้แล้ว”


หากเขาเข้าไปในหมู่บ้าน คิดว่าผู้ว่าการหลิวจะไม่กล้าลงมือกับเขา เขาเป็นหลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลหวังเชียวนะ


ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม “โง่เง่า! เจ้าคิดว่าหากสู้ตายไปกับชาวบ้านแล้วเขาจะไม่กล้าทำเรื่องโง่เง่าเช่นนี้หรือ เมื่อจุดไฟเผา เขาก็ยังขอผลงานให้เจ้าได้ บอกว่าเจ้าได้เสียสละชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อราษฎร ได้รับชื่อเสียงที่ดี แต่คนได้ตายไปแล้ว ชื่อเสียงที่ดีจะไปมีประโยชน์อะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าได้สูญเสียชีวิตอย่างโง่เขลา”


หวังเจิ้ง “…”


“หากข้าเป็นเจ้า ก็จะทุบตีเขาสักยก ยึดอำนาจมาช่วยราษฎรก่อนแล้วค่อยว่ากัน เจ้าเองก็เป็นบุตรชายตระกูลขุนนาง ภูมิหลังครอบครัวของเขาย่อมไม่ดีเท่าเจ้า อย่างมากเขาก็ทำได้แค่ถวายฎีกาฟ้องร้องเจ้า แต่ฟ้องก็ฟ้องไป เจ้าจะสูญเสียไปสักเท่าไหร่กัน” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “หากเขาฟ้องเจ้า เจ้าก็ยังสามารถโต้แย้งปกป้องตัวเองในราชสำนักได้ เพราะเขาเพิกเฉยต่อชีวิตของราษฏร ทั้งๆที่รู้ว่าโรคระบาดหนูได้มีสูตรยารักษาแล้ว แต่ก็ยังดื้อรั้นที่จะเผาหมู่บ้าน เขากลัวว่าเมื่อคนเหล่านี้หายดีแล้วข่าวจะแพร่กระจายไปทั้งต้าเฟิง เขากลัวว่าใต้หล้าจะสงบสุข เจ้ามีเหตุผลทุกประการที่จะสงสัยว่าเขาเป็นสายลับจากอาณาจักรอื่นต้องการจะนำปัญหามาสู่ต้าเฟิง ดูขุนนางชั้นต่ำอย่างเขาสิว่าทำตัวอย่างไร เอาข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลมาใช้ประโยชน์ ส่วนเจ้า แค่ใส่ความเขาก็ทำไม่เป็นหรือ”


นางล้มหลักการถูกผิดและกระทำการอย่างเปิดเผย!


นางร้ายไม่เบาเลย!


ท่านหมอหยางกับท่านหมอเกาพยุงกันลุกขึ้น คิดในใจว่าคำขอโทษของพวกเขาเมื่อก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะยังไม่พอ จะดีกว่านี้หากขอโทษอย่างจริงใจอีกครั้ง


ผู้ว่าการหลิวโกรธมาก “เจ้าๆๆๆ…”


“เจ้าอะไรกัน อาศัยโอกาสที่เจ้ายังสวมหมวกขุนนางอยู่ รีบออกคำสั่งของขุนนางเป็นครั้งสุดท้าย หมวกขุนนางของเจ้า ข้าทำนายว่าจะไม่มีอีกแล้ว หากไม่ออกคำสั่ง ในภายภาคหน้าเจ้าจะไม่มีอำนาจไว้อวดเบ่งอีกต่อไปแล้ว” ฉินหลิวซีสบถอย่างเย็นชา


หมายความว่าอย่างไร


เสียงกีบม้าดังขึ้น ทุกคนมองไปตามเสียง กลับเห็นชื่อสื่อแห่งหนิงโจวนั่งอยู่บนหลังม้าสูงอยู่ตรงหน้า มองไปยังผู้ว่าการหลิวอย่างเย็นชา กล่าวว่า “ทหาร จับตัวหลิวหวยจงขุนนางผู้กระทำผิดผู้นี้ไปให้ข้า!”


[1] ชื่อสื่อ: ผู้ตรวจการมณฑล


ตอนที่ 1134: ข้าจะใช้วิชาเต๋าเอาชนะวิชาเต๋า


การที่ผู้ว่าการหลิวถูกจับ ย่อมเป็นเพราะหลักฐานที่ฉินหลิวซีส่งไปให้เกี่ยวกับการฉ้อโกงและขูดเลือดขูดเนื้อราษฎร และการที่ชื่อสื่อมาเร็วขนาดนี้ ก็เพราะเขาเป็นเซียวชื่อสื่อซึ่งเคยติดต่อกับฉินหลิวซีมาก่อน


เซียวชื่อสื่อเป็นคนหัวโบราณแต่ก็มีความจงรักภักดี เพียงแต่ไม่ค่อยรู้จักการยืดหยุ่น ดังนั้นเขาจึงนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิมมาหลายปีแล้ว เดิมทีปีที่แล้วก็มีโอกาสที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะไปล่วงเกินเบื้องสูงเข้า จึงถูกลดตำแหน่งลงมา


ตัวเขาเองก็ไม่ได้สนใจ อย่างไรเสียก็มีคำกล่าวที่ว่าเลื่อนตำแหน่งสิบปีก็ยังไม่สาย เขาเป็นชื่อสื่อของหนิงโจวได้เพียงแปดปี ยังรอได้ มีนายอำเภอบางคนหลังจากเป็นมาแล้วสามปีก็ยังเป็นต่อไปอีกสามปีไม่ใช่หรือ


ในฐานะที่เซียวชื่อสื่อเป็นชื่อสื่อของหนิงโจว ย่อมมีคนของตัวเอง เดิมทีตำแหน่งผู้ว่าการอันหนานเขาได้เล็งคนของตัวเองไว้แล้ว กลับคิดไม่ถึงว่าจะเกิดความสับสนขึ้น เดิมทีเขากับหลิวหวยจงก็ไม่ลงรอยกัน ตอนนี้ฉินหลิวซีได้ยื่นหลักฐานเอาผิดมาให้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะกดหัวผู้ว่าการหลิวให้จมน้ำ เขาจะไม่มาได้อย่างไร


และเนื่องจากฉินหลิวซีอาสาไปรักษาการกุศลในพื้นที่โรคระบาด เมื่อนึกถึงคุณธรรมของนาง เขาจึงได้เดินทางมาด้วยตัวเอง


โชคดีที่เขามาด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นก็คงไม่ได้เห็นว่าผู้วาการหลิวบ้าคลั่งขนาดนี้ ยังต้องการจุดไฟเผาหมู่บ้านทั้งๆที่รู้ว่ามีสูตรยามหัศจรรย์รักษาโรคระบาดนี้ได้แล้ว หากปล่อยให้เขาทำสำเร็จขึ้นมาจริงๆ แม้แต่ตัวเองก็จะถูกเขาทำให้เดือดร้อนกลายเป็นนักโทษรายใหญ่ ตำแหน่งนี้ก็จะถูกเลื่อน เพียงแต่เป็นการเลื่อนลง


เมื่อเซียวชื่อสื่อคิดถึงผลที่ตามมาก็มีเหงื่อเย็นไหลออกมา เมื่อเห็นว่าชาวบ้านในหลี่เจียถุนกำลังจะก่อจราจล ก็รีบให้ความมั่นใจกับพวกเขาว่าจะไม่เผาหมู่บ้าน และจะไม่ยอมแพ้ ทางการจะต้องจัดหาวัตถุดิบยามาให้ทุกคนได้ดื่มยาต้มจนหายดี


มีขุนนางออกหน้าให้ ฉินหลิวซีสั่นกระดิ่งสามบริสุทธิ์อีกครั้ง อย่างน้อยก็ทำให้คนเหล่านี้สงบลงได้ ทยอยกลับไปพื้นที่กักกันอยู่อย่างสงบ


ตราบใดที่ยังมีโอกาสมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว


เซียวชื่อสื่อได้สอบถามถึงประโยชน์ของยาต้มเซิงหมากระดองเต่าด้วยตัวเอง ซ้ำยังดื่มไปหนึ่งถ้วย จากนั้นก็ถามฉินหลิวซีและคนอื่นๆว่าสามารถใช้กับโรคระบาดอื่นได้หรือไม่


ฉินหลิวซีและคนอื่นๆก็พึ่งรู้ว่าเมื่อสภาพอากาศเข้าสู่เดือนหกอย่างเป็นทางการ ทางตอนใต้ได้เกิดน้ำท่วมหลายแห่ง หลังจากที่น้ำลด แสงอาทิตย์ในหน้าร้อนก็รุนแรงเป็นอย่างมาก ซากสัตว์และซากศพของคนไม่ได้รับการจัดการทันเวลา ทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นในหลายพื้นที่ เกิดความสับสนอลหม่าน ราษฎรไร้ที่พึ่ง สิ่งที่เรียกว่าลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือราษฎรได้เข้าถึงผู้คนมากเรื่อยๆ และดึงดูดผู้ศรัทธาจำนวนนับไม่ถ้วน


“ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้มีสาวกนับไม่ถ้วน จับได้หนึ่งคนก็โผล่มาอีกหนึ่งคน ใช้คำพูดไร้สาระทำให้คนสับสนและทำให้ตื่นตระหนก แต่ผู้ศรัทธาเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นราษฎรบริสุทธิ์ พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากส่งเสริมความดีงามของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นี้ พวกเราก็ไม่อาจปราบปรามสุ่มสี่สุ่มห้าได้ มิเช่นนั้นหากไปจับคนกลับมาหมดจริงๆ คุกใหญ่ก็คงไม่พอกักขัง” เซียวชื่อสื่อรู้สึกตื่นเต้น กระตุกแผลผุพองที่มุมปาก ทำเอาเขากัดฟันด้วยความเจ็บปวด กล่าวว่า “ล้วนบอกว่าเป็นความศรัทธาอย่างหนึ่ง แต่ในมุมมองของข้า นั่นเป็นการหลอกลวงราษฎร ปอกลอกทุกสิ่งที่พวกเขามี รวมถึงเงินทองและความศรัทธา ผู้ที่ลุ่มหลงมากที่สุดอาจคิดว่าคนในครอบครัวของพวกเขากำลังขวางทาง จึงยุติความสัมพันธ์ สิ่งที่เรียกว่าลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ แท้จริงแล้วก็เป็นกลุ่มคนนอกรีตที่ชั่วร้ายมารวมตัวกัน”


เมื่อเห็นฉินหลิวซีเหลือบมองเขา อดกลั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “แน่นอนว่าเสวียนเหมินผู้ชอบธรรมอย่างอารามท่าน ย่อมไม่ใช่ลัทธิระดับล่างเหล่านั้น”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เมื่อภัยพิบัติทางธรรมชาติและฝีมือมนุษย์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนไม่ได้รับความสบายใจ เพื่อให้เกิดความวางใจ จึงได้มีการสร้างความเชื่อให้กับตัวเอง เพื่อสนับสนุนความเชื่อที่อ่อนแอ ให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อไป ความเชื่อนั้นอาจเป็นบุคคลหรืออาจเป็นเทพเจ้า กระทั่งเป็นเพียงวัตถุลวงตาก็ยังได้ ดังนั้นจึงมีคนเชื่อในศาสนาพุทธ แล้วก็มีคนเชื่อในลัทธิเต๋า บางคนก็เชื่อเรื่องเทพภูเขาหรือเทพแม่น้ำ ไม่ว่าจะเชื่อในเรื่องใดก็ล้วนทำเพื่อให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ”


ทุกคนเงียบไป


“แน่นอนว่าข้าไม่ได้เห็นด้วยกับลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นี้ เซียวชื่อสื่อ เกรงว่าท่านจะทำอะไรมันไม่ได้ ข้าได้ยินมาว่าแท่นบูชาของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นด้วยเงินที่บริจาคโดยพระสนมหรูเฟยซึ่งเป็นที่รักของฮ่องเต้” ฉินหลิวซีกล่าวประชดประชัน


เซียวชื่อสื่อถอนหายใจ พยักหน้าอย่างหดหู่


ฉินหลิวซีดึงบทสนทนากลับมาที่หัวข้อโรคระบาด เอ่ย “เดิมทียาต้มเซิงหมากระดองเต๋าเป็นการรักษาอาการหยินหยางเป็นพิษ หากมีอาการหยินหยางเป็นพิษก็จะมีจุดแดงบนใบหน้า ปวดบวมบริเวณลำคอ อาเจียนออกมาเป็นเลือด ก็สามารถรักษาได้ หากหยินเป็นพิษก็ให้เอาฉงหวงกับสู่เจียวออก โรคระบาดข้างนอกในตอนนี้พวกเรายังไม่ได้ไปตรวจสอบว่าเป็นประเภทไหน ไม่อาจตัดสินใจได้ สูตรยานี้มอบให้แก่ใต้เท้า สามารถนำไปศึกษาได้”


ขณะที่นางกล่าวก็ได้หยิบพู่กันและกระดาษออกมาเขียนสูตรยา บอกถึงวิธีใช้ นอกจากนี้ยังเขียนสูตรยาอีกฉบับหนึ่งแล้วยื่นไปให้ด้วย ล้วนเป็นสูตรยาดีในการรักษาโรคระบาด


เซียวชื่อสื่อถือกระดาษแผ่นบางสองสามแผ่นด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน แต่กลับถามอย่างไร้ยางอายว่า “สูตรยาเหล่านี้ข้าจะแพร่กระจายไปยังสถานที่ต่างๆโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะสถานที่ที่มีโรคระบาดหนู เพียงแต่ไม่ทราบว่าท่านเจ้าอาวาสจะไปกำหนดสูตรยาให้สถานที่เกิดโรคระบาดแต่ละพื้นที่ได้หรือไม่”


“เรื่องทางด้านนี้ได้จบสิ้นแล้ว ทางด้านอารามชิงผิงก็เรียบร้อยแล้ว หากมีเวลาข้าจะไป” ฉินหลิวซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “แต่ว่าข้าคิดว่าการจัดการเรื่องลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นั้นจะรอช้าไม่ได้ มิเช่นนั้นหากปล่อยให้มันเติบโตขึ้นก็มีแต่จะทำให้เกิดปัญหามากขึ้นเท่านั้น”


“เหตุใดต้องคิดหาวิธี” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “พวกเขาศรัทธาอะไร ข้าก็แค่เอาสิ่งที่พวกเขาศรัทธาลงมาบดขยี้ก็พอแล้ว”


ทุกคน “…”


นี่มันค่อนข้างอันธพาล!


เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่าพวกเขามีสีหน้าแปลกๆ จึงกล่าวว่า “มีปัญหาอะไรหรือ ใช้วิชาเต๋าเอาชนะวิชาเต๋า ไม่ใช่เรื่องปกติหรือ”


เหอะๆ ท่านมีความสุขก็ดีแล้ว


เซียวชื่อสื่อก็ปวดหัวกับลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เขาก็หวังว่าจะมีคนกล้าเป็นหอกนี้ กล่าวว่า “หากต้องการความร่วมมือจากทางการ ท่านเจ้าอาวาสก็บอกมาได้เลย พวกข้าจะให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน”


ฉินหลิวซีพยักหน้า


เซียวชื่อสื่อยุ่งอยู่กับงานราชการ ตอนนี้ได้จับตัวผู้ว่าการหลิว กำชับหวังเจิ้งสองสามประโยคแล้วก็รีบจากไป ส่วนใครเป็นผู้ว่าการคนใหม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉินหลิวซีและคนอื่นๆต้องคิด


หวังเจิ้งได้ตามฉินหลิวซีไปเยี่ยมชาวบ้านที่เริ่มอาการดีขึ้น ตรวจสอบให้แน่ใจว่ายาต้มเซิงหมากระดองเต่าได้ผล และนางก็ไม่ได้ถือสาที่จะเผยแพร่สูตรยานี้ จึงได้ขอสูตรยามาหนึ่งฉบับ เขากะจะให้คนคัดลอกหลายๆฉบับส่งไปที่โรงหมอต่างๆ เคี่ยวยาต้มให้ราษฎรดื่ม มีโรคก็รักษาโรค ไม่มีโรคก็ป้องกันไว้


การป้องกันโรคระบาดไม่ใช่เพียงแค่มียาเท่านั้น ยังต้องแน่ใจด้วยว่าจะไม่แพร่กระจาย ดังนั้นนอกจากดื่มยาป้องกันแล้ว ยังจำเป็นต้องฆ่าเชื้อหรือพิษจากสัตว์ฟันแทะอีกด้วย โดยเฉพาะสัตว์ที่ชอบแทะศพ ส่วนศพที่ไม่สามารถฝังได้ก็ต้องเผาทำลายให้หมด ส่วนราษฎรที่ไม่เต็มใจ เช่นนั้นก็จะไม่ให้ยาต้ม ซ้ำยังต้องจ่ายค่าปรับ ไม่ให้ฝังศพไว้ที่อื่น ต้องฝังในพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น หากติดเชื้อในภายหลังก็ฆ่าไม่เว้น


กฎระเบียบที่ดูโหดร้ายนี้ทำให้หลายคนไม่กล้าขัดจุดประสงค์ของทางการ อย่างไรเสียคนตายไหนเลยจะสำคัญเท่าคนเป็น


ราษฎรไม่ต่อต้าน ทางการก็ดำเนินการอย่างราบรื่นมากขึ้น


เมื่อฉินหลิวซีแน่ใจแล้วว่าหลี่เจียถุนไม่ต้องการพวกเขาอาจารย์ศิษย์แล้วจึงได้พาเถิงเจากับเจ้าโสมน้อยกล่าวลา ตอนนี้เจ้าโสมน้อยค่อนข้างดื้อรั้น จะต้อง ‘สั่งสอน’ ให้หลาบจำ


เจ้าโสมน้อย ‘แย่แล้ว มีไอสังหาร!’


แต่ในขณะที่ฉินหลิวซีและคนอื่นๆกำลังจะจากไป ท่านหมอจางก็ได้เรียกฉินหลิวซีไว้ “ท่านเจ้าอาวาส ข้ามีเรื่องอยากจะถาม ไม่ทราบว่าเจ้าอาวาสจะคลายข้อสงสัยให้ข้าได้หรือไม่”


[1] ชื่อสื่อ: ผู้ตรวจการมณฑล


ตอนที่ 1135: เจ้าไม่สมควรพูดว่าไม่มีอะไรต้องรู้สึกผิด


ฉินหลิวซีมองดูชายชราที่อยู่ตรงหน้า เนื่องจากได้ป้องกันโรคระบาดเพื่อไม่ให้คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมากกว่านี้ บนตัวของเขาได้มีบุญกุศลเพิ่มขึ้นกว่าตอนที่ได้พบกันครั้งแรกไม่น้อย อดเม้มริมฝีปากไม่ได้


ไม่ไกลมากนัก เจ้าโสมน้อยถามเถิงเจาเสียงเบาว่า “เจ้าว่าพวกเราจะได้ยินความจริงหรือไม่”


เถิงเจา “หุบปากแล้วเงี่ยหูฟัง”


เจ้าโสมน้อย “…”


ท่านหมอจางยกมือคำนับฉินหลิวซี ราวกับได้ตัดสินใจแล้ว ถามว่า “ท่านเจ้าอาวาสมีอะไรไม่พอใจข้าใช่หรือไม่”


ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เหตุใดท่านหมอจางจึงกล่าวเช่นนี้ ท่านเป็นหมอ มีคุณธรรมอันสูงส่ง บุญกุศลมากมาย สมควรได้รับคำชมและความเคารพจากผู้คนจำนวนมาก”


ท่านหมอจางส่ายหน้า “แต่ในบรรดาคนจำนวนมากเหล่านี้ ไม่รวมเจ้าอาวาส”


เขาสัมผัสได้ถึงความห่างเหินและความเย็นชาของฉินหลิวซีที่มีต่อเขา แม้ว่านางจะไม่ได้พูดอะไรไม่ดีกับเขา แต่ก็ไม่ได้ให้ความเคารพเขาเหมือนกับคนอื่นๆ มีเพียงความเฉยชา


นางดูถูกเขา!


แม้ว่าอายุของเขาจะมากพอและจรรยาบรรณทางการแพทย์ก็ดีพอ แต่นางกลับไม่ให้ความเคารพเขา


ท่านหมอจางเงยหน้าขึ้น สบตากับฉินหลิวซี ดวงตาของอีกฝ่ายราวกับเมื่อพบกันครั้งแรก ยากที่จะหยั่งถึง สามารถมองเห็นความชั่วร้ายและความมืดมิดที่ลึกที่สุดในใจคน


เพียงแวบเดียวก็ทำให้หมอจางรู้สึกผิดในใจ อยากจะหลบหลีกสายตาคู่นั้น แต่เขาอดทนไว้ จนกระทั่งมีเหงื่อไหลออกมาตรงหน้าผาก ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ ยิ้มอย่างขมขื่นพลางกล่าวว่า “ท่านเจ้าอาวาสวิชาเต๋าล้ำเลิศ อยู่ในเขตแดนกึ่งเซียนแล้วกระมัง ได้มองเห็นทุกอย่างแล้วใช่หรือไม่”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ใช่ เดิมทีเจ้าไม่ควรมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้”


นางชี้ให้เห็นตรงประเด็น


แม้ว่าท่านหมอจางจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อถูกนางเปิดเผยอย่างกะทันหัน ก็ยังคงหน้าซีดด้วยความตื่นตระหนก ถอยหลังหนึ่งก้าว มือทั้งสองข้างสั่นเทา เขามองไปที่นาง สีหน้าซับซ้อนพลางเอ่ย “ข้า เดิมทีข้าก็ไม่อยาก…”


“แต่เจ้าก็ทำไปแล้ว เจ้ากลายเป็นเขา พรากทุกสิ่งของเขาไป ตัวตนของเขา ร่างกายของเขา ทุกสิ่งที่เขามี”


ฉินหลิวซีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “จางฉงหมิงตัวจริงได้สูญหายไปนานแล้วภายใต้การควบคุมของเจ้า”


เขาคือจางฉงหมิง แต่ก็ไม่ใช่จางฉงหมิงตัวจริง เขาเป็นเพียงผีเร่ร่อนที่มาขโมยร่างไปตนหนึ่งก็เท่านั้น


ไม่ไกลนัก เถิงเจากับเจ้าโสมน้อยที่หูตาไวต่างมองหน้ากัน สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย เป็นการยึดร่างหรือ


แต่การยึดร่างนี้ เข้ากันได้ดีเป็นอย่างมาก ไม่ได้มีความรู้สึกแปลกเลยแม้แต่นิด พวกเขาจึงมองไม่ออกถึงความขัดแย้งของดวงวิญญาณกับร่าง


แต่ท่านอาจารย์มองออกภายในพริบตาเดียว


เถิงเจากำหมัดแน่น เม้มริมฝีปาก เขายังฝึกบำเพ็ญเต๋าไม่เพียงพอ!


ท่านหมอจางกัดฟัน โต้เถียงอย่างไม่เต็มใจว่า “แต่ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้ใช้ร่างกายของเขาทำชั่ว ในทางกลับกัน ข้าได้ถ่ายทอดวิชาแพทย์ของตระกูลจาง ซ้ำยังช่วยเหลือผู้คนมากมาย ข้าตอบแทนผู้อื่นด้วยความเมตตา และเต็มใจที่จะช่วยเหลือ ดังนั้นโรงหมอตระกูลจางจึงไม่เคยใช้สูตรยาราคาสูง มีราษฎรบางคนฐานะทางครอบครัวไม่ค่อยดี ข้าก็ยินดีที่จะให้ทยอยจ่าย แม้กระทั่งสถานที่ที่มีโรคระบาดซึ่งมีโอกาสถึงตาย ข้าก็ยังยินดีมารักษาการกุศล การกระทำของข้าไม่มีอะไรต้องรู้สึกผิด”


“เจ้าควรจะดีใจที่เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดหรือทำเรื่องชั่วร้าย มิเช่นนั้นเจ้าคงไม่มีโอกาสมายืนพูดคุยอยู่ต่อหน้าข้าด้วยซ้ำ หากเจ้าทำชั่วมามากมาย เจ้าคงตายคามือข้าตั้งแต่ตอนเจอกันครั้งแรกแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบว่า “ส่วนที่เจ้าบอกว่าการกระทำของเจ้าไม่มีอะไรที่ต้องรู้สึกผิด เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่เสียใจที่พูดเช่นนี้ เจ้าอาจจะไม่ได้ทำผิดต่อราษฎรมากมายเหล่านี้ ไม่ได้ทำผิดต่อสวรรค์ แต่เจ้าไม่ได้ทำผิดต่อจางฉงหมิงหรือ”


ท่านหมอจางสีหน้าซีดในทันที


ฉินหลิวซีมองเขา กล่าวว่า “เจ้าได้ช่วยชีวิตผู้คนมากมาย ข้าเชื่อ และข้าก็รู้สึกชื่นชมเช่นกัน เพราะแสงสีทองแห่งบุญกุศลบนตัวเจ้านั้นไม่อาจปลอมแปลงขึ้นมาได้ มันหลอกสายตาข้าไม่ได้ แต่เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าจางฉงหมิงตัวจริงจะแย่ไปกว่าเจ้า เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่สามารถช่วยผู้คนได้มากไปกว่าเจ้า กลายเป็นหมอเทวดาที่มีคุณธรรมสูงส่งอย่างแท้จริงหรือไม่ นับตั้งแต่แรกที่เจ้าขโมยร่างของเขาไป ไม่ว่าเขาจะมีความทะเยอทะยานมากแค่ไหนก็ล้วนสูญเปล่า”


ท่านหมอจางโซเซ มองนางอย่างว่างเปล่า ใบหน้าไร้สีสัน


ตอนเขายังมีชีวิตอยู่ได้หลงใหลในวิชาแพทย์เป็นอย่างมาก ซ้ำยังฝนเข็มวิเศษด้วยตัวเอง ตั้งใจที่จะเป็นหมอมหัศจรรย์เหมือนกับหัวถัว แต่โรคไข้หวันได้พรากชีวิตของเขาไป ชุดเข็มวิเศษของเขานั้นกระทั่งไม่ทันได้แสดงประสิทธิภาพด้วยมือของเขาด้วยซ้ำ


จางฉงหมิงได้ใช้เข็มวิเศษของเขาทำให้ปลุกเขาขึ้นมา กระทั่งดึงเขาออกมาจากเข็มวิเศษ เมื่อรู้ว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เขาก็เป็นหมอ จางฉงหมิงจึงไม่กลัวเลยแม้แต่นิด กลับพูดคุยเรื่องทักษะวิชาแพทย์กับเขาอย่างกระตือรือร้น พวกเขามีความสนใจที่คล้ายกัน ศึกษาสูตรยาโบราณเหล่านั้นด้วยกัน ฝึกการฝังเข็มด้วยกัน ลิ้มรสสมุนไพรด้วยกัน


พวกเขาได้กลายเป็นสหายรู้ใจ


จางฉงหมิงก็เป็นคนรุ่นหลังที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานเช่นกัน พรสวรรค์ทางด้านการแพทย์ของเขาดีกว่าตัวเองเป็นอย่างมาก เขาใช้เข็มอย่างกล้าหาญ รวดเร็วและแม่นยำกว่าตัวเอง เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านวิชาแพทย์มาแต่กำเนิด เป็นหมอที่มีพรสวรรค์ซึ่งสวรรค์ได้ประทานโอกาสมาให้ ที่เขาบอกว่าได้เรียนรู้วิชาแพทย์ของสำนักจางจ้งจิ่งนั้นเป็นเรื่องจริง


เขาอิจฉาเป็นอย่างมากที่จางฉงหมิงฉลาดหลักแหลมมีชีวิตชีวาเช่นนี้ เขามีความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนตัวเองเป็นเพียงวิญญาณแค้น หากไม่ไปเกิดใหม่ก็จะสลายไปบนโลกใบนี้ในที่สุด


หากตัวเองเป็นจางฉงหมิงก็คงจะดี


ทันทีที่เกิดความคิดนี้ขึ้นก็ไม่สามารถระงับมันได้ และไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าตัวเองเป็นวิญญาณแค้นจึงได้ดูดซับพลังหยางของจางฉงหมิงไปมากมายหรือไม่ จึงทำให้บนร่างกายเขามีพลังหยินมากขึ้น เขาล้มป่วยเหมือนกับตัวเองในตอนนั้น ป่วยด้วยโรคไข้หวัด สะลึมสะลือ


เขากลัวว่าจางฉงหมิงจะเสียชีวิตเหมือนกับตัวเอง ดังนั้นจึงพุ่งเข้าใส่เขาโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่กระโจนเข้าใส่ เขาก็กลายเป็นจางฉงหมิง


ในตอนแรกเขาไม่คุ้นเคยเล็กน้อยและรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก แต่ชีวิตที่สดใสเช่นนั้นทำให้เขาเกิดความโลภ และทำใจไม่ได้ที่จะละทิ้งไป เขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งทั้งที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดมาก่อน


ดวงวิญญาณของจางฉงหมิงหลับใหลอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ไม่รู้ว่าอยู่หรือตาย เขาได้กลายเป็นจางฉงหมิง เรียนรู้ทุกย่างก้าวของเขา ไม่ ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ด้วยซ้ำ พวกเขาอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืนมาเป็นเวลานานขนาดนี้ เขารู้นิสัยและความเคยชินเล็กๆน้อยๆของจางฉงหมิงเป็นอย่างดี ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าร่างกายนี้ได้เปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว


เขากลายเป็นจางฉงหมิงอย่างสบายใจ เรียนรู้วิชาแพทย์ แต่งงานมีบุตร ช่วยเหลือผู้คนมากมาย แม้ว่าต่อมาจางฉงหมิงจะรู้สึกตัวแล้วต่อต้านเขา แต่เนื่องจากดวงวิญญาณของเขามีบุญกุศลที่แข็งแกร่งขึ้น จึงสามารถกดทับเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ


เขารู้สึกถึงความสดใสของชีวิต และไม่ต้องการกลายเป็นดวงวิญญาณขุ่นเคืองที่ไร้ตัวตนอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะกดทับจางฉงหมิงไว้


เมื่อเห็นบุญกุศลที่ตัวเองได้สั่งสมมา จางฉงหมิงก็ไม่ได้แย่งร่างกายนี้ไปจากเขา แต่ก็ไม่มีมิตรภาพกับเขาอีกต่อไป


ส่วนตัวเองก็ไม่เคยไปที่อารามเต๋าหรือวัดเหล่านั้นเลย กลัวว่านักบวชเหล่านั้นจะค้นพบความจริง แม้ว่าในชีวิตประจำวันจะได้พบตามท้องถนน เขาก็หลบหลีกตามสัญชาตญาณ เพราะกลัวว่าจะสูญเสียทุกอย่างไป


การหลีกเลี่ยงนี้กินเวลามานานกว่าหลายสิบปี ตอนนี้เขาอายุหกสิบสองปีแล้ว หากไม่ใช่เพราะฉินหลิวซี เขาก็ลืมเรื่องเก่าไปแล้ว ถือว่าตัวเองเป็นจางฉงหมิงตัวจริง


แต่ของปลอมก็คือของปลอม ไม่มีวันเป็นของจริง เขาเป็นเพียงโจรขโมยร่างที่น่ารังเกียจ


ท่านหมอจางหมดอาลัยตายอยาก เผยให้เห็นรอยยิ้มอันขมขื่น กล่าวว่า “ท่านพูดถูก ข้าทำผิดต่อเขา ข้ายึดร่างของเขา นี่เป็นบาปของข้า บาปที่ข้าไม่อาจชดใช้ด้วยบุญกุศลอันมากมาย! ข้ายินดีคืนให้แก่เขา ท่านลงมือเถิด!”


ฉินหลิวซีมองดูเขาท่าทางมีคุณธรรมอันน่าเกรงขามก็รู้สึกน่าขันเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าบอกว่าจะคืน ก็จะคืนได้หรือ ร่างกายนี้อายุหกสิบสองปีแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าเขายังอยู่หรือไม่ ต่อให้เขายังอยู่ ร่างกายที่แก่ชรานี้ เขาจะยังสามารถทำอะไรได้ ช่วงอายุที่ดีที่สุดและความมุ่งมั่นมากทะเยอทะยานที่สุดของเขาได้ผ่านไปแล้ว”


ท่านหมอจางขอบตาแดง ริมฝีปากสั่น “เขา เขา…”


“เขาได้สลายไปแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบว่า “หนึ่งร่างสองดวงวิญญาณไม่สามารถคงอยู่ร่วมกันได้ตลอดไป คำกล่าวที่ว่าเสือสองตัวไม่อยู่ถ้ำเดียวกัน หนึ่งในนั้นย่อมต้องถูกกดทับ สุดท้ายก็จะสลายไปในที่สุด ด้วยความที่บุญกุศลบนตัวเจ้าเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ ดวงวิญญาณก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ดวงวิญญาณของเขาก็จะยิ่งอ่อนแอลง บางทีเจ้าอาจไม่ได้ตั้งใจกดทับ แต่การมีอยู่ของเจ้าคือการกดทับ คือข้อจำกัด คือกฎเกณฑ์อย่างหนึ่ง”


ท่านหมอจางร่างกายโอนเอน สมองตื้อ


“สลายไป หมายความว่าดวงวิญญาณแตกสลาย ไม่สามารถกระทั่งกลับชาติไปเกิดได้ ดังนั้นเจ้ายังกล้าบอกว่าไม่มีอะไรต้องรู้สึกผิดอีกหรือ เจ้าคู่ควรแล้วหรือ”


ท่านหมอจางเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง รู้สึกกระอักกระอ่วนที่ลำคอ กระอักเลือดออกมาเต็มปาก คุกเข่าลงบนพื้น


“ท่านปู่” จางจัวเหลียงพุ่งเข้ามา พยุงเขาไว้ จ้องมองฉินหลิวซี “ท่านเจ้าอาวาส ท่านทำอะไรกับท่านปู่ของข้ากันแน่…”


หมอจางบีบมือเขาไว้แน่น ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “เหลียงเอ๋อร์ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว มันเป็นความผิดของปู่ ไม่เกี่ยวกับท่านเจ้าอาวาส”


ฉินหลิวซีมองปู่หลานคู่นี้จากที่สูง กล่าวว่า “คำว่าไม่มีอะไรต้องรู้สึกผิด ใครๆก็พูดได้ มีเพียงเจ้าที่ไม่คู่ควร! เจ้ายังมีชีวิตอยู่เป็นเพราะบุญกุศลบนตัวของเจ้าช่วยเจ้าไว้ ส่วนเขาได้สลายไป ก็เป็นเพราะเห็นบุญกุศลที่เจ้าสั่งสมจึงได้เต็มใจที่จะหลีกทางให้เจ้า ตราบใดที่เจ้าเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ได้ ร่างกายนี้จึงยกให้เจ้าไป!”


ท่านหมอจางหลั่งน้ำตา ปวดใจเป็นอย่างยิ่ง


“ดังนั้นตอนนี้ปัญหาไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าเจ้าจะชดใช้คืนหรือไม่ มันไม่มีประโยชน์แล้ว แม้ว่าเจ้าจะเต็มใจละทิ้ง เขาก็กลับมาไม่ได้แล้ว”


ท่านหมอจางคลานเข่ามาข้างหน้า กล่าวว่า “ข้าทำอะไรให้เขาได้บ้าง ตราบใดที่เขากลับมาได้ ข้ายินดีจะมอบทุกอย่างที่มีให้ท่าน แม้ว่าจะเป็นดวงวิญญาณของข้า หรือบุญกุศลทั้งหมดของข้านี้”


ฉินหลิวซีมองดวงตาของเขาที่อยากจะละทิ้งชีวิต กล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์ สิ่งเดียวที่เจ้าสามารถทำได้ ก็คือนับตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่เจ้าตาย วันพรุ่งนี้ของเจ้าจะต้องเป็นจางฉงหมิงตัวจริง ทำทุกอย่างที่เขาอยากทำ ใช้ชีวิตด้วยความทะเยอทะยานในอดีตของเขาต่อไป เป็นหมอที่ดี ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์แทนเขา ช่วยเหลือใต้หล้านี้”


นางหันหลังกลับ เดินไปหาเถิงเจากับเจ้าโสมน้อย ทั้งสามคนหายตัวไปในความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว


ท่านหมอจางร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังอยู่บนพื้น ตะโกนว่าตัวเองเป็นคนบาป บาปของเขาไม่สามารถให้อภัยได้


จางจัวเหลียงยังคงตกตะลึงเล็กน้อยอยู่ด้านข้าง ความจริงแล้วเขาเห็นว่าท่านปู่มีเรื่องกังวลในใจเป็นอย่างมาก และเห็นว่าเขามาหาฉินหลิวซี จึงได้ตามมาด้วย ย่อมได้ยินบทสนทนาของพวกเขา


ท่านปู่ไม่ใช่ท่านปู่ตัวจริงของเขาหรือ


อะไรคือการยึดร่าง นี่มันเรื่องอะไรกัน


จางจัวเหลียงรู้สึกหนาวสันหลัง ทันใดนั้นก็เข้าใจว่าเหตุใดหลายปีมานี้ แม้ว่าโรงหมอจะหาเงินได้ไม่เท่าไหร่ ท่านปู่ก็ยังคงช่วยเหลือราษฎรด้วยความเมตตา กระทั่งเต็มใจที่จะขาดทุน


ทุกสิ่งที่เขาทำก็เพื่อชดใช้บาปหรือ


ตอนที่ 1136: เจ้าโสมน้อย ‘อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด!’


เถิงเจากับเจ้าโสมน้อย ตามอยู่ข้างหลังฉินหลิวซีอย่างเงียบๆ เอาแต่นึกถึงบทสนทนาของฉินหลิวซีกับท่านหมอจางอยู่ตลอด


ท่านหมอจางเป็นคนดีหรือ ใช่แล้ว อย่างที่ฉินหลิวซีกล่าว เขาได้ช่วยผู้คนมามากมายจริงๆ เขาไม่เคยหยุดทำความดีเลย แล้วเขาเป็นคนบาปหรือ


ก็ใช่เช่นกัน


ชีวิตเขาในตอนนี้ได้ปล้นมาจากจางฉงหมิงตัวจริง เขาอาจจะไม่ผิดต่อคนทั้งใต้หล้า แต่เขาผิดต่อจางฉงหมิงเพียงคนเดียว เพราะเขาไม่เพียงแต่ครอบครองร่างของจางฉงหมิง ซ้ำยังทำให้เขาไม่สามารถแม้กระทั่งจะกลับชาติไปเกิดได้


บาปกรรมนี้ใหญ่หลวงนัก!


สมมุติว่าจางฉงหมิงยังมีชีวิตอยู่ เขาจะสามารถประสบความสำเร็จมากขึ้น สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้นหรือไม่ สิ่งนี้ไม่อาจจินตนาการได้ สมมติไปก็เท่านั้น


คนได้จากไปแล้ว


เพียงแค่เมื่อคิดว่าแม้แต่ดวงวิญญาณของเขาก็สลายไปแล้ว แม้แต่เจ้าโสมน้อยก็ยังรู้สึกปวดใจและหนักใจ


“ท่านอาจารย์ ท่านมองออกได้อย่างไรว่าท่านหมอจางไปยึดร่างมา” เถิงเจาถามด้วยความสงสัย


เจ้าโสมน้อยก็มองไปเช่นกัน


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ดวงวิญญาณของจางฉงหมิงได้สลายไปแล้ว แต่เขายังคงมีร่องรอยของความยึดติด”


เจ้าโสมน้อยรีบต่อบทสนทนาทันที “ความยึดติด เป็นความแค้นหรือ อยากให้จางฉงหมิงตัวปลอมผู้นี้ตาย ให้พวกเราทำลายตัวปลอมใช่หรือไม่”


ฉินหลิวซีเขกหน้าผากเขา “ตอนนี้เจ้ายิ่งอันธพาลมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว เอะอะก็จะฆ่าแกง ข้ายังไม่ได้ชำระบัญชีก่อนหน้านี้กับเจ้าเลย เจ้าไปกระตุ้นอารมณ์ของชาวบ้านธรรมดาเหล่านั้น ให้พวกเขาระดมกำลังต่อต้าน หากเจ้าควบคุมไม่ได้ ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่”


แย่แล้ว สิ่งนี้รอเขาอยู่ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด


เจ้าโสมน้อยหดคอ ร้องขอความเมตตา “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าก็ต้องมีแผนสำรองไว้อย่างแน่นอน ภูตต้นไม้เหล่านั้นกำลังรอรับคำสั่งข้าอยู่ ข้าก็แค่อยากจะเอาคืนให้เจาเจา ผู้ว่าการหลิวไม่ใช่คน”


“ที่คลุมกระสอบทรายไปเมื่อก่อนหน้านี้ ก็ได้เอาคืนไปแล้ว แม้ว่าอยากจะเอาคืน ก็ไม่ควรไปปลุกระดมชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ อาวุธไร้ดวงตา เดิมทีพวกเขาก็ร่างกายอ่อนแอเพราะโรคระบาด หากตกไปอยู่ในมือของพวกทหารที่ถือกระบี่ถือหอกเหล่านั้นขึ้นมาจริงๆ จะต้องมีดวงวิญญาณขุ่นเคืองเพิ่มมาอีกกี่ดวง หรือหากทหารทางการเหล่านั้นจุดไฟเผาขึ้นมาในทันที ใครจะหนีออกไปจากสถานที่นั้นได้” ฉินหลิวซีกล่าวตำหนิใบหน้านิ่ง “อีกอย่าง เจ้าจะรับรองได้อย่างไรว่าในหมู่ชาวบ้านเหล่านี้จะไม่มีใครใช้ความรุนแรงเพราะสะสมความคับข้องใจเอาไว้ หากพวกเขาก่อการจราจลครั้งใหญ่ คนที่ตายเป็นคนแรกย่อมเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุดเหล่านั้น”


เจ้าโสมน้อยถูกตำหนิจนไม่อาจเงยหน้าขึ้นได้


“ยุยงให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ก่อการจราจล หากฆ่าคนตายขึ้นมาจริงๆ แม้ว่าเจ้าจะเป็นปีศาจโสมพันปีก็ต้องแบกรับผลกรรมนี้ ทุกสิ่งที่เคยทำล้วนทิ้งร่องรอยไว้ บางทีเจ้าอาจทำผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ความผิดพลาดของเจ้าจะไม่ถูกลบออกจากใบกรรมเพียงเพราะเจ้าทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อบาปเกิดขึ้นแล้วย่อมต้องชดใช้เสมอ ข้าไม่ต้องการให้ชีวิตที่เหลือของเจ้าต้องมีอยู่เพื่อชดใช้บาป” ขณะที่ฉินหลิวซีกล่าวก็รู้สึกเจ็บที่หัวใจอย่างอธิบายไม่ถูก


เจ้าโสมน้อยได้ยินถึงความเศร้าในคำพูดของนาง ในใจรู้สึกตื่นตระหนก กล่าวด้วยความรู้สึกผิดว่า “ซีซี ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว ท่านลงโทษข้าเถิด”


เถิงเจายืนอยู่ข้างเขา กล่าวว่า “ข้าเองก็ผิด ข้าไม่ได้ห้ามเขาทำเรื่องบ้าๆนั้นเพราะความเห็นแก่ตัวของข้า ท่านอาจารย์ ลงโทษข้าด้วย”


เจ้าโสมน้อยซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก สหายข้า ไม่เสียแรงที่ออกโรงช่วยเจ้า


ฉินหลิวซีมองดูพวกเขาทั้งสองทำท่าทางเป็นสหายรัก จมูกกระตุก สบถเบาๆ กล่าวว่า “พวกเจ้านับว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเลยทีเดียว”


ทั้งสองคนไม่กล้ายิ้ม


“ก็ดี บนเส้นทางการฝึกบำเพ็ญ เดิมทีก็เหงาอยู่แล้ว มีสหายร่วมทางคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันย่อมง่ายกว่าเสมอ ในวันหน้าก็จะต้องจดจำการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของพวกเจ้าในวันนี้ไว้ด้วย”


เจ้าโสมน้อยกล่าวว่า “ข้าจะจำไว้อย่างแน่นอน”


เถิงเจาก็พยักหน้าเช่นกัน


“เอาล่ะ เมื่อกลับไปก็ค่อยสวดพระสูตรส่งวิญญาณให้กับดวงวิญญาณของผู้ตาย แล้วค่อยท่องหัวใจพระสูตรร้อยครั้ง”


“หา!” เจ้าโสมน้อยแสดงสีหน้าเศร้าสร้อย ยกอุ้งมือทั้งสองข้างขึ้นมาอยากจะร้องขอความเมตตา “ช่วงนี้ข้าดูแลผู้ป่วยทุกวัน…”


“หากยังพูดไม่หยุดจะให้ท่องพันครั้งแล้วก็คัดลอกด้วย”


น่ากลัวเหลือเกิน


เมื่อเห็นว่าฉินหลิวซีไม่ได้เอาความเรื่องนี้แล้วจึงได้ดึงกลับไปที่หัวข้อเดิม “เมื่อครู่นี้ท่านยังไม่ได้ตอบเลย ความยึดติดของจางฉงหมิงผู้นั้นคืออะไรกันแน่”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เขาแค่อยากให้ใครสักคนรู้ว่าเขาไม่ใช่เขา จางฉงหมิงตัวจริงไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว! ในเมื่อข้ารู้แล้ว ความยึดติดก็ได้หายไปแล้ว เขาก็แค่อยากได้ตัวตนของตัวเองกลับคืนมาเท่านั้น”


ทั้งสองคนตกตะลึง


เป็นเช่นนี้เองหรือ


ไม่ได้ต้องการแก้แค้นแล้วก็ไม่ได้อยากทวงคืนร่างกายนั้น ขอเพียงแค่ต้องการตัวตนของตัวเองกลับคืนมา แม้ว่าเขาจะสลายไปแล้ว แต่เขาก็หวังว่าจะมีสักคนที่รู้ว่าความจริงแล้วจางฉงหมิงตัวจริงไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว!


ให้ตายเถอะ ท่านหมอจางได้ทำบาปใหญ่หลวงแล้วจริงๆ!


เถิงเจาสับสนเล็กน้อย “เหตุใดเขาจึงไม่โกรธแค้นที่ตัวเองถูกขโมยร่างไป ไม่แย่งกลับคืนมาด้วยซ้ำ”


“บางคนมีจิตใจที่บริสุทธิ์ตั้งแต่เกิดจนตาย” น้ำเสียงของฉินหลิวซีแฝงไว้ด้วยความเสียใจ


ทั้งสองคนเงียบไป


เจ้าโสมน้อยเม้มริมฝีปาก กล่าวว่า “ความจริงแล้วหากท่านหมอจางผู้นี้ทำชั่ว คาดว่าเขาก็คงไม่ปล่อยให้เขามายึดร่างกายของตัวเองไปหรอกกระมัง”


“เป็นเช่นนั้นจริงๆ หากทำชั่วก็จะมีการต่อต้านเกิดขึ้น แต่ผู้ที่โหดร้ายไม่พอก็จะต้องพ่ายแพ้ ท่านหมอจางก็อาจจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่มาได้นานขนาดนี้ การที่เขาปลอดภัยดี สาเหตุหลักมาจากการที่เขาใช้วิชาแพทย์ช่วยชีวิตผู้คนมากมายอย่างซื่อสัตย์”


ฉินหลิวซีมองทั้งสองคน กล่าวว่า “บุญกุศลและความศรัทธาสามารถหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณได้ ดังนั้นอย่าทำความชั่ว และอย่าได้เอาแต่พึ่งพาโชค ความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจนั้นก็เป็นความผิด ผลกรรมอาจกดทับเจ้าอยู่ตลอดเวลาทำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก”


“รับทราบ”


“ท่านอาจารย์ ในเมื่อเขาเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ยึดร่าง เหตุใดท่านไม่ทำร้ายเขา ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ มันยุติธรรมกับจางฉงหมิงตัวจริงหรือ” เถิงเจาเอ่ยถามขึ้นมา


ฉินหลิวซีหยุดแล้วกล่าวว่า “ความจริงแล้วในโลกใบนี้ไม่มีความยุติธรรมที่แน่นอน แม้กระทั่งวิถีแห่งสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน หากจางฉงหมิงยังอยู่ บางทีข้าอาจจะลงมือ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพความปรารถนาของเขา ความปรารถนาเดิมของจางฉงหมิงคือเพียงบอกให้ผู้อื่นรู้ความเป็นมาเป็นไปของเขา ไม่ใช่การฆ่าท่านหมอจางผู้นี้ อีกอย่างก็คือ แม้ว่าข้าจะทำลายเขาแล้ว สุดท้ายจะนำมาซึ่งสิ่งใดก็เพียงแค่ฆ่าหมอผู้มีเมตตาหนึ่งคนเพื่อตัดโอกาสมีชีวิตรอดของคนจำนวนมากก็เท่านั้น”


“แทนที่จะทำลายเขา ไม่สู้เก็บเขาไว้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นหมอ วิชาแพทย์ของเขาสามารถสร้างประโยชน์ต่อผู้คนมากมายได้” ฉินหลิวซีก้าวไปข้างหน้า กล่าวว่า “บางครั้งการมีชีวิตอยู่นั้นยากกว่าการตาย โดยเฉพาะคนที่ต้องชดใช้บาป! การดำรงอยู่ของเขาต่อจากนี้สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ก็เพียงพอแล้ว”


เจ้าโสมน้อยเอียงศีรษะพลางถามว่า “เขาจะเป็นหมอที่ไม่เห็นแก่เงินทองเหมือนอย่างเคยตลอดไปหรือไม่”


“แน่นอน”


ราวกับตอบรับคำพูดของนาง หลังจากที่หมอจางพื้นจากอาการสลบก็เล่าให้หลานชายฟังเกี่ยวกับเรื่องของตัวเอง กล่าวว่า “เหลียงเอ๋อร์ ปู่จะไปยังพื้นที่โรคระบาดอื่น ต่อไปนี้โรงหมอตระกูลจางต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว”


ชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเป็นได้เพียงจางฉงหมิงที่ไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไปผู้นั้น!


ตอนที่ 1137: เจ้าคู่ควรเป็นสหายเต๋ากับข้าด้วยหรือ


โรคระบาดหนูมีสูตรยารักษาและป้องกันแล้ว ราชสำนักได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ ราษฎรทั่วไปสามารถไปรับยาต้มเซิงหมากระดองเต่าหนึ่งถ้วยได้ที่โรงหมอเพื่อป้องกันโรค ผู้ที่ป่วยก็รักษา ผู้ที่ไม่ได้ป่วยก็จะร่างกายแข็งแรงขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในโรงหมอ ย่อมมีราชสำนักยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แล้วก็มีผู้ที่มีความเมตตาจำนวนไม่น้อยบริจาคเงินทองวัตถุดิบยารักษาโรค


นอกจากการใช้ยาต้มเพื่อป้องกันแล้วก็ยังประกาศเตือนราษฎรว่าห้ามรับประทานซากสัตว์และต้องเผาทิ้งเพื่อป้องกันการติดโรคระบาดซึ่งจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต


กฎข้อนี้ล้วนขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของราษฎร เนื่องจากตอนนี้มีภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมาย ข้าวของราคาสูงขึ้น ราษฎรบางคนไม่มีแม้กระทั่งข้าวสารให้หุง เมื่อรู้สึกหิวก็จะเป็นผู้ที่มีจิตใจดีไปจัดการศพเหล่านั้น อย่างไรเสียก็เป็นเนื้อ สามารถกินให้อิ่มท้องได้ เป็นคนอิ่มดีกว่าเป็นผีอดตาย


เมื่อมีภัยพิบัติในพื้นที่ต่างๆทางตอนใต้ ในกลางเดือนหกมีข่าวดีส่งมาที่ราชสำนัก ซิ่นหยางอ๋องที่สถาปนาตัวเองเป็นฮ่องเต้ได้ตายจากไปในที่สุด เมื่อเมืองแตกซิ่นหยางอ๋องที่พยายามหลบหนีได้ถูกกองกำลังเสริมจับตัวไว้จึงได้ใช้ดาบฆ่าตัวตายในทันที และผู้ที่รักษาการณ์ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากรุ่ยจวิ้นอ๋อง ราชทูตที่ได้รับคำสั่งให้ไปบรรเทาภัยพิบัติ


ใช่แล้ว ได้ยินมาว่าหลังจากที่รุ่ยจวิ้นอ๋องบรรเทาภัยพิบัติเสร็จสิ้น ระหว่างทางกลับเมืองหลวง ยังไม่ทันได้เข้าเมืองหลวงก็ได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้นำกำลังเสริมไปปราบซิ่นหยางอ๋องผู้ก่อกบฏ


และหลังจากรุ่ยจวิ้นอ๋องได้รับราชโองการ ก็ได้เลือกทหารและสั่งให้ออกเดินทาง ส่วนตัวเองได้พาผู้ที่เชื่อถือได้สี่คนขี่ม้าเร็วไปยังเขตแดนเมืองซิ่นหยาง เสี่ยงอันตรายแอบเข้าไปในเมืองซิ่นหยางในสถานะของขอทานโดยแกล้งทำเป็นบ้า หลังจากทราบการกระจายกำลังทหารและภูมิประเทศในเมืองซิ่นหยางแล้ว เขาก็ได้เผาเสบียงอาหารของทหารกบฏก่อน จากนั้นก็ได้แพร่กระจายข่าวลือไปทั่วเมืองว่ากองทัพกบฏกำลังจะโจมตีเมือง และในเมืองก็มีกองกำลังทหารไม่เพียงพอ เสบียงอาหารถูกทำลาย ซิ่นหยางอ๋องวางแผนละทิ้งเมืองหนีไป เมื่อกองกำลังทหารบุกเข้ามาในเมืองก็ได้จุดไฟเผาเมืองซินหยาง


เมื่อข่าวลือนี้แพร่กระจายออกไป ทำให้ผู้คนในเมืองตื่นตระหนกในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซิ่นหยางอ๋องสั่งให้ยึดเสบียงอาหารมาจากราษฎร ยิ่งทำให้สถานการณ์ไปถึงจุดสูงสุด


ในฐานะผู้ปกครองเมือง กำลังใจของราษฎรไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ขวัญกำลังใจของทหารแตกกระจาย ก็ยากที่จะรวบรวมกลับคืนมาได้อีกครั้ง


เดิมทีซิ่นหยางอ๋องก็เป็นกบฏ ไม่ใช่มังกรตัวจริงที่ได้รับคำสั่งจากสวรรค์ เมื่อสิ่งเหล่านี้แตกกระจาย ก็สูญเสียโชคลาภที่เหลืออยู่ในทันที พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง


“การที่กลุ่มก่อกบฏพ่ายแพ้ก็เป็นเพราะสิ่งที่เขาทำทำให้เทพเจ้าแห่งสวรรค์ขุ่นเคืองจึงได้ลงโทษเขา บาปกรรมของเขา ใต้หล้าไม่อาจอภัยได้ มิเช่นนั้นหลุมศพของเด็กนับหมื่นจะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน เทพเจ้ารักราษฎรดั่งลูกหลาน นับถือเทพเจ้าจึงจะมีสุขภาพแข็งแรงชีวิตยืนยาวโดยปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและภัยพิบัติ แม่นางผู้นี้ ข้าเห็นว่ากลางหว่างคิ้วของเจ้ามืดมน สีหน้าซีด รู้สึกไม่สบายตรงไหน มีไข้เรื้อรังหรือไม่ รับน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปทำพิธีชะล้างแล้วค่อยดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ เทพเจ้าแห่งสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์จะช่วยคุ้มครองเจ้า”


ฉินหลิวซีสีหน้าเย็นชา ‘เป็นนักต้มตุ๋นมาหลายปี ในที่สุดก็มีคนบอกว่าข้าหว่างคิ้วมืดมน คิดจะหลอกเอาเงินข้าหรือ!’


นางมองสิ่งที่เรียกว่าสาวกลัทธิตรงหน้าซึ่งสวมชุดสีขาวแต่มีนิสัยเหมือนสุนัขต่ำช้า คันมือคันไม้เล็กน้อย อยากจะก้าวเข้าไปถลกหนังนี้ออก สวมชุดขาวทั้งตัวแล้วคิดว่าจิตใจที่ดำมืดจะกลายเป็นสีขาวได้หรือ ฝันไปเถอะ!


“เจ้าบอกว่ากลางหว่างคิ้วข้ามืดมนหรือ” ฉินหลิวซีมองชายผู้นั้น กล่าวว่า “เช่นนั้นข้าก็จะดูโหงวเฮ้งให้เจ้าด้วย เจ้ามีหายนะนองเลือด จะตายในไม่ช้าแล้ว”


เมื่อที่ถือน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชายชุดขาวแข็งทื่อ สายตาที่มองฉินหลิวซีเย็นชาเล็กน้อย กล่าวว่า “แม่นางอย่าได้กล่าวคำพูดหยาบคายจะดีกว่า มันจะเป็นบาปกรรมทางคำพูด”


“ใช่แล้ว สาวน้อยอย่างเจ้าเหตุใดจึงไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี สาวกหวังดีมอบน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อคุ้มครองเจ้าให้แคล้วคลาด ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ แล้วยังด่าคนอื่นอีก” มีป้าท่านหนึ่งตะโกนเสียงดัง


“ใช่แล้ว คนผู้นี้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี”


“ไล่นางออกไป นางไม่สมควรมาที่วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้”


เมื่อคนหนึ่งเอ่ยปาก คนที่เหลือก็ทยอยกันล้อมวงเข้ามา ราวกับฉินหลิวซีไปทำเรื่องไม่ดีอะไรไว้ ชี้พลางด่าสาปแช่งนาง


สาวกลัทธิผู้นั้นแสร้งทำเป็นกล่าวเกลี้ยกล่อม แต่กลับทำให้พวกเขาอารมณ์ฉุนเฉียวกว่าเดิม เอาแต่บอกว่าไม่ให้ความเคารพเทพแห่งสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ จะทำให้ต้องประสบกับโชคร้าย


เมื่อเห็นเช่นนั้น สาวกลัทธิก็เหลือบมองฉินหลิวซีด้วยความภาคภูมิใจ แต่เมื่อสบตากับสายตาที่เย็นชาของนาง เขาก็รู้สึกเย็นสันหลัง ราวกับมีบางอย่างระเบิดในสมอง รู้สึกเจ็บแปล๊บๆที่จมูกก็ยิ่งรู้สึกเย็นขึ้นมา


“ว้าย เลือด สาวกมีเลือดไหล!” มีคนกรีดร้อง


สาวกลัทธิสัมผัสที่จมูก เห็นสีแดงเต็มมือไปหมด เขาตกตะลึง หางตากระตุก หายนะนองเลือด


เมื่อเห็นว่าผู้ศรัทธาที่อยู่รอบตัวเงียบไปครู่หนึ่ง สาวกลัทธิผู้นั้นก็รีบตอบสนองทันที กล่าวว่า “ช่วงนี้อากาศร้อน ข้าเป็นร้อนในแล้ว!”


“แต่ แต่นางบอกว่าเจ้ามีหายนะนองเลือด ซ้ำยังบอกว่าจะตายในไม่ช้า!” ไม่รู้ว่าใครพูดเสียงเบาขึ้นมา


จากนั้นเขาก็มองฉินหลิวซียืนกอดอก ท่าทางดูมั่นใจ ยิ่งทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าเดิม ชี้พลางตะโกนใส่นางด้วยน้ำเสียงดุ “เจ้าเป็นใครกัน มาสร้างความสับสนให้ผู้คนด้วยคำพูดชั่วร้าย”


“ข้า?” ฉินหลิวซีมองดูตัวเอง สวมชุดสีเขียว มีเพียงถุงเฉียนคุนกับเครื่องรางหยกห้อยอยู่ที่เอว ไม่สามารถมองออกถึงตัวตนได้อย่างชัดเจนจริงๆ จึงหยิบแส้หางม้าออกจากถุงเฉียนคุนออกมากอดไว้ในอ้อมแขน “จะบอกให้รู้ไว้เลยว่า ข้าคือเจ้าอาวาสอารามชิงผิงแห่งเมืองหลี นามเต๋าว่าปู้ฉิว”


ทุกคนตกตะลึง


ที่ตกตะลึงไม่ใช่เพราะนางเป็นนักพรตหญิง แต่จู่ๆนางก็เอาแส้หางม้าออกมา เอาออกมาจากไหน


นี่มันเป็นมายากล หรือว่าเวทมนตร์


“เป็นนักพรตหรือ”


“อารามชิงผิง ข้าก็เคยได้ยิน ควันธูปเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก”


“นางเป็นท่านเจ้าอาวาสด้วย อายุน้อยขนาดนี้เลยหรือ ซ้ำยังเป็นนักพรตหญิง”


“ชู่”


เมื่อสาวกลัทธิเห็นสถานะของฉินหลิวซี ก็ใจเต้นรัว แต่กลับมีใบหน้ายิ้มแย้มพลางกล่าวว่า “ที่แท้ก็เป็นสหายเต๋า…”


“หยุดเลย ข้าเข้าสู่ลัทธิเต๋าตั้งแต่เด็ก ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเทพแห่งสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์มากก่อน ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้าก็แค่วิถีคนเถื่อน เดินเส้นทางสายมาร นอกรีต ยังกล้าอ้างว่าตนเองเป็นสหายเต๋ากับข้าอีก?”


ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม กล่าวว่า “ใช้ฝักงากับดอกหยางจินมาเคี่ยวกับเห็ดขี้ควายทำเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ หลอกให้ราษฎรผู้บริสุทธิ์ดื่ม จากนั้นก็เชื่อฟังคำพูดของพวกเจ้า เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้จะทำให้คนยิ่งดื่มยิ่งเสพติดกระมัง”


สาวกสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก


ฉินหลิวซีได้มองไปยังราษฎรตาแดงที่อยู่รอบตัวเหล่านั้น กล่าวว่า “พวกเจ้าล้วนเป็นคนที่ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ หากวันไหนไม่ได้ดื่มก็จะรู้สึกไปสบายไปทั้งตัว เมื่อดื่มแล้วก็จะรู้สึกผ่อนคลายเบาสบายใช่หรือไม่”


“นี่ นี่เป็นความมหัศจรรย์ของน้ำศักดิ์สิทธิ์” มีราษฎรที่ถูกล้างสมองเอ่ยขึ้นมา “ข้ามีอาการปวดหัวมาหลายปี หลังจากที่ดื่มก็ไม่ปวดหัวแล้ว”


“ใช่แล้ว เดิมทีข้าท้องผูก หลังจากที่ดื่มก็ถ่ายคล่อง”


“โง่เง่า นั่นเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไหนกัน เดิมทีฝักงาก็ช่วยทำให้ลำไส้ชุ่มชื่น เจ้าโชคดี เพียงแต่กินสิ่งนี้ก็สามารถรักษาอาการท้องผูกของเจ้าได้แล้ว ดอกหยางจินกับเห็ดขี้ควายล้วนทำให้เกิดอาการประสาทหลอนเสพติดได้ง่าย เมื่อเจ้าดื่มเข้าไปก็จะสะลึมสะลือไร้สติ ย่อมรู้สึกว่าร่างกายไม่มีโรคภัยไข้เจ็บและความกังวล ซ้ำเจ้ายังถือว่าสาวกลัทธิอย่างเขาเป็นบิดา เอาแก้วแหวนเงินทองทั้งหมดมาประเคนด้วยมือทั้งสองข้าง” ฉินหลิวซีเอ่ยเหน็บแนม


ทุกคนตกใจ ก่อนจะมองไปยังสาวกผู้นี้ตามสัญชาตญาณ ฉินหลิวซีกล่าวถูกแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นเช่นนั้น


สาวกลัทธิรู้สึกราวกับผิวหนังถูกถลกออก ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก ฉินหลิวซีเห็นพลังงานแห่งความตายบนใบหน้าของเขาจึงกล่าวว่า “เจ้าใกล้ตายแล้ว!”


อะไรนะ


ตอนที่ 1138: ตัวปัญหามาที่นี่เพื่อขโมยผู้ศรัทธา


คำพูดของฉินหลิวซีราวกับคำสาปแช่ง ทำเอาหลายคนรู้สึกขนลุกและหวาดกลัว


สาวกลัทธิผู้นั้นยิ่งมีสีหน้าซีดกว่าเดิม ในใจรู้สึกหวาดกลัว ตะโกนว่า “เจ้าหลอกลวงให้ชาวบ้านสับสน” เขารีบผลักฝูงชนออกเพื่อที่จะหลบหนี ไปได้ไม่ทันสองก้าว เขาก็ส่งเสียงร้อง มองมีดที่เสียบอยู่ที่ท้องด้วยความตกใจ


เขาเงยหน้าขึ้น เห็นชายผู้หนึ่งมีหนวดเครา เปลือกตาเข้ม ไม่มีสีสันใดๆ เขาดึงมีดในมือขึ้นมา แล้วแทงลงไปที่หน้าอกของเขาอีกครั้ง


“เอื้อ…” สาวกลัทธิเดินโซเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทันทีที่ขยับ ความผิดปกติของเขาก็ถูกเปิดเผยต่อหน้าผู้อื่นในทันที


“อ๊ากก”


มีคนเห็นฉากนี้ ส่งเสียงกรีดร้อง “ฆ่าคนตาย”


ทุกคนต่างพากันหลีกหนี มีเพียงฉินหลิวซีที่ยังคงไม่ขยับไปไหน เพียงแต่มองไปยังบุรุษผู้ก่อเหตุร้าย


บุรุษผู้นั้นแสดงให้เห็นรอยยิ้มอันน่ากลัว พุ่งเข้าไปข้างหน้าอีกครั้ง ดันมีดที่แทงเข้าไปในหัวใจของชายคนนั้นอย่างแรง ดึงออกมาอีกครั้งแล้วแทงบนตัวเขาเรื่อยๆ


“ใครใช้ให้เจ้าเผยแพร่ลัทธิ ใครใช้ให้เจ้าเผยแพร่ลัทธิ” บุรุษผู้นั้นลงมือแทงสุดกำลังพลางตะโกนด่าสาปแช่ง “เจ้าทำลายครอบครัวของข้า คนบ้าอย่างพวกเจ้า กับลัทธิมารนี้เป็นผู้ที่ทำให้ครอบครัวของข้าถูกทำลาย”


“นี่มัน นี่มันเหล่าหวงหนิวในหมู่บ้านหวงเหลียง ภรรยาของเขาก็เป็นผู้ศรัทธาเหมือนกันไม่ใช่หรือ”


“ได้ยินมาว่าภรรยาของเขาไม่มีสติ ฆ่าบุตรตายไปสองคนแล้ว”


“หุบปาก!”


บุรุษนั้นตะโกนใส่ผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า “ที่นางไม่มีสติก็เพราะดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ไม่รู้ จึงได้คิดว่าบุตรทั้งสองเป็นผีร้าย จับพวกเขากดน้ำในถัง ข้าเคยบอกกับนางแล้วว่าลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นเป็นเรื่องโกหก นางเอาเงินของครอบครัวที่ต้องพาบุตรไปหาหมอเอาไปให้พวกเขาหมดแล้ว เรื่องนั้นก็แล้วไป ซ้ำนางยังฆ่าบุตรอีกด้วย ล้วนเป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่าน้ำศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่น นางดื่มจนโง่ พวกเจ้าก็จะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน เป็นเหมือนกับข้า ไม่ช้าก็เร็วครอบครัวจะต้องพังพินาศ ดื่มต่อไปเถิด ดื่มให้เยอะๆ”


เขาพูดไปร้องไห้ไป ผลักฝูงชนออกแล้ววิ่งหนีไป


สาวกลัทธินอนกระตุกอยู่บนพื้น ขาทั้งสองข้างเตะไปมาอย่างดุเดือด ลำคอส่งเสียงอู้อี้ ฉินหลิวซีก้าวไปข้างหน้า เขายื่นมือออกมา “ช่วย ช่วยข้า…”


ฉินหลิวซีมาตรงหน้า มองเขาจากที่สูงพลางกล่าวว่า “ดูเหมือนว่า หากพูดเรื่องโหงวเฮ้ง ข้าจะเหนือกว่าเจ้า ทำนายดวงชะตาไม่เคยผิดพลาด!”


นี่มัน นี่หมายความว่าดวงชะตาของข้าถูกกำหนดไปสู่ความตายหรือ


สาวกลัทธิจ้องตาโต หายใจไม่ออก ก่อนจะหมดลมไป


ผู้คนที่ห้อมล้อมมองไปยังฉินหลิวซีราวกับเห็นผี น่ากลัวมาก


หรือว่าปากของนางจะศักดิ์สิทธิ์


ฉินหลิวซีมองไปยังผู้คนที่อยู่โดยรอบ กล่าวว่า “บุรุษผู้นั้นกล่าวถูกแล้ว เดิมทีน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็ทำมาจากหญ้าสมุนไพรที่จะทำให้คนเกิดอาการประสาทหลอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าทำเกิดการเสพติด เมื่อมีอาการประสาทหลอนก็จะเสียสติ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น ถวายเงินเป็นเครื่องบูชา ฆ่าลูก ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ กระทั่งฆ่าตัวตาย”


ทุกคนสีหน้าหวาดกลัวเล็กน้อย


ฉินหลิวซีกล่าวเสริมว่า “ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นเพียงลัทธิมารที่หลอกให้พวกเจ้าบูชาก็เท่านั้น”


“เจ้าบอกว่าเป็นลัทธิมารก็เป็นลัทธิมารหรือ ใต้หล้ามีอารามชิงผิงของเจ้าที่เป็นลัทธิคุณธรรมอย่างเดียวหรือ” มีคนตะโกนเสียงดัง


ฉินหลิวซีสายตามองไปอย่างแม่นยำ เป็นชายร่างทรงสามเหลี่ยมคว่ำ กล่าวว่า “หากไม่ใช่ลัทธิมาร แล้วใครจะหลอกลวงให้เจ้าส่งภรรยาของตัวเองไปให้คนทารุณ ภรรยาของเจ้าผู้นั้นจะต้องตาย และเจ้าก็จะเป็นเพชฌฆาตที่น่าขยะแขยงที่สุด!”


อะไรนะ


ทุกคนมองไปยังชายผู้นั้น เขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก “ข้าเปล่านะ เจ้ากล่าวเหลวไหล!”


“จริงหรือไม่ เจ้าก็ไปโต้เถียงกับผู้พิพากษาในยมโลกจะดีกว่า หรือไม่ก็ไปโต้เถียงกับภรรยาของเจ้า วางใจเถิด ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์อีกสักสองสามอึก เจ้าก็จะได้เห็นนางบ่อยขึ้นเรื่อยๆ!” ฉินหลิวซียิ้มเยาะ


ชายผู้นั้นรูม่านตาหดลง ไม่กล้ากล่าวอะไรอีก วิ่งหนีฝุ่นตลบไปในทันที


เมื่อเห็นคนผู้นั้นหนีไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนก็ล้วนมองหน้ากัน หนีไปเร็วยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก นี่ก็พูดถูกอีกแล้วหรือ


ปากนางศักดิ์สิทธิ์จริงๆด้วย


ไม่สิ ที่นางกล่าวมาเป็นความจริง เช่นนั้นน้ำศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็เป็นของปลอมอย่างนั้นหรือ หลังจากที่ดื่มแล้วก็จะทำเรื่องที่ปกติพวกเขาไม่ทำอย่างนั้นหรือ


“ข้า ข้าก็รู้สึกผิดปกติ บางครั้งเมื่อข้าดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็รู้สึกอยากจะทุบตีแม่ เบื่อที่นางขี้บ่น รังเกียจว่านางน่ารำคาญ แต่แม่ของข้าเป็นแม่ม่ายที่เลี้ยงดูข้ามาจนโต ซ้ำยังไปสู่ขอภรรยาให้ข้า ให้กำเนิดบุตรชายอ้วนท้วนสมบูรณ์สองคน เหตุใดข้าจึงได้อกตัญญู ซ้ำยังทุบตีนาง ข้ามันไม่ใช่คน!” ชายร่างผอมตบหน้าตัวเองเสียงดังหลายครั้ง


มีคนร้องไห้เสียงดัง “ข้าเองก็เช่นกัน ข้าอายุสี่สิบปีแล้ว ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีบุตรชาย แต่หลังจากที่ศรัทธาลัทธิ ข้าก็เห็นว่าเขาขัดหูขัดตา คิดว่าเขามาเพื่อทวงหนี้ เดิมทีบุตรชายของข้าเชื่อฟังและกตัญญูเป็นอย่างมาก ตอนนี้เห็นข้าราวกับเห็นผี ข้าถูกทำให้หลงงมงายแล้ว!”


“ข้าก็เหมือนกัน…”


“ข้าก็ด้วย…”


ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ด้วยความรู้สึกผิด


ทันใดนั้นก็มีชายชุดขาวหลายคนวิ่งมาทางนี้อย่างรวดเร็ว ในมือถือไม้จินกัง เข้าล้อมฉินหลิวซีไว้


ชายสูงอายุที่มีใบหน้าชั่วร้ายจ้องมองไปยังฉินหลิวซี กล่าวว่า “เจ้าเป็นใครกัน กล้ามารบกวนจิตใจของผู้คนในลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ของข้า ซ้ำยังยุยงให้คนมาฆ่าสาวกของข้า มีเจตนาอะไรกันแน่”


ฉินหลิวซีสะบัดแส้หางม้า กล่าวว่า “ข้าเป็นใครน่ะหรือ แน่นอนว่าเป็นนักพรตที่มาเพื่อโค้นล้มลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า!”


นางยกเท้าขึ้น ไม่รู้ว่านางเดินอย่างไรจึงได้ออกไปจากวงล้อมแล้ว มองไปยังวิหารศักดิ์สิทธิ์อันงดงามแล้วปีนขึ้นบันได


สาวกชุดขาวเหล่านั้นสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที สายตามีความหวาดกลัวเล็กน้อย มองหน้ากัน


ครั้งนี้ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาได้เจอกับตัวปัญหาใหญ่แล้ว!


“หยุดนะ!” มีคนผิวปาก เป็นการเรียกกำลังเสริม


ฉินหลิวซีกลับไม่ได้ตกใจกลัวเลยแม้แต่น้อย มองดูยอดแหลมทองแวววาวภายใต้แสงอาทิตย์ สีหน้าเย็นชา


ได้ยินมาว่าสร้างด้วยเงินบริจาคของพระสนมหรูเฟย เงินจำนวนมากมายเสียจนทำให้รู้สึกคันไม้คันมือ


มีราษฎรกี่คนที่ต้องพลัดถิ่นเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ กินก็กินไม่อิ่ม แต่นางกลับบริจาคเงินจำนวนนี้ให้กับลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นี่ ตั้งอยู่ในสถานที่ประจำการเดิมของหนิงอ๋องเมื่อก่อนหน้านี้ ก็ไม่รู้ว่าในหัวของนางกำลังคิดอะไรอยู่


ไม่รู้จะพูดอะไรเลยจริงๆ!


ฉินหลิวซีสะบัดแส้หางม้า นิ้วมือร่ายคาถา ปากกล่าวพึมพำ เสกคาถาไปที่ยอดแหลมนั้น


ดังนั้นทุกคนจึงได้มองเห็นว่าภายใต้ท้องฟ้าสว่างสดใส ได้มีสายฟ้าฟาดลงมาที่ยอดแหลมจนพังทลายลง และเมื่อยอดแหลมกำลังจะถล่ม ดูเหมือนจะมีคลื่นลมม้วนเอายอดแหลมที่ตกลงมานั้น ทำให้ยอดแหลมสีทองแวววาวหายไป


ล้านอย่างเดียวไม่พอ ซ้ำมันยังหายไปกลางอากาศ!


ชายชุดขาวหลายคนมองดูฉากนี้ด้วยความตกใจกลัว คุกเข่าลงบนพื้นอย่างแรง มองไปยังฉินหลิวซีซึ่งยืนอยู่บนขั้นบันไดที่ปูด้วยกระเบื้องหินสีเขียวตามสัญชาตญาณด้วยสายตาหวาดกลัว


เป็นฝีมือนาง ต้องใช่แน่ๆ!


หลังจากที่นางปรากฏตัว หอคอยศักดิ์สิทธิ์ก็กลายเป็นเช่นนี้ ต้องเป็นฝีมือนางแน่ๆ!


มีลมพัดมา พัดเอาเสื้อคลุมสีเขียวของนางโบกสะบัด อักขระซับซ้อนที่ปักอยู่ชายเสื้อของเสื้อคลุมได้กลายเป็นอักขระสีทองภายใต้การหักเหของแสงอาทิตย์ ดูศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง


นางกอดแส้หางม้าแล้วหันศีรษะมาเล็กน้อย มองไปยังคนเหล่านั้น ยกริมฝีปาก ฝีมือข้าเป็นอย่างไร


นี่ยังเป็นเพียงแค่อาหารเรียกน้ำย่อย!


เมื่อผู้คนที่ยืนอยู่ด้านล่างเห็นคนที่ดูเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยอักขระสีทอง ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมาว่า “เทพเจ้าลงมาแล้ว มีเทพเจ้าแสดงอภินิหาร!”


ตุบ


ผู้คนด้านล่างพากันคุกเข่าลงบนพื้น มองฉินหลิวซีด้วยสายตากระตือรือร้น


ฉินหลิวซีที่รู้สึกถึงพลังศรัทธาโบยบินอยู่รอบตัวเอง “…”


การแสดงความสง่างามมีประโยชน์เช่นนี้นี่เอง ก่อนหน้านี้ข้าถ่อมตนเกินไปแล้ว!


ช่างเถิด พลังแห่งศรัทธานี้ก็ไม่ได้ขโมยมาโดยเสียเปล่า นางเอากระดิ่งสามบริสุทธิ์ออกมา มือข้างหนึ่งถือแส้หางม้า อีกข้างหนึ่งสั่นกระดิ่ง ปากท่องคาถาชำระจิตใจ จิตวิญญาณเต๋าแพร่กระจายออกมาจากกระดิ่ง บรรเทาทุกความรู้สึกผิดไม่สบายใจและจิตวิญญาณทั้งหมด ทำให้อารมณ์ที่สับสนวุ่นวายของผู้คนจางหายไป


“ท่านเจ้าอาวาสปู้ฉิว สวรรค์จงประทานพรไม่มีที่สิ้นสุด!”


เสียงนี้ได้ดังก้องไปทั่วทุกมุม


ฉินหลิวซีดีใจเป็นอย่างมาก เป็นพลังแห่งความศรัทธาเชียวนะ ไม่แปลกใจเลยที่ซื่อหลัวพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มันมา!


และชายชุดขาวเหล่านั้น เมื่อเห็นผู้ศรัทธาของพวกเขาแปรพรรคอย่างกะทันหันก็อดหน้าเขียวไม่ได้!


เจ้าตัวปัญหานี้ไม่เพียงแต่มาสร้างปัญหา ซ้ำยังมาขโมยผู้ศรัทธาของพวกเขาไปอีกด้วย!


ตอนที่ 1139: นางเป็นนักพรตปีศาจ? แสดงละครเก่ง


ในขณะที่ทุกคนยังคงจมอยู่ในพลังเสียงของกระดิ่ง ฉินหลิวซีได้เก็บกระดิ่งแล้วเดินขึ้นไป เพียงแต่ชายชุดขาวที่มาขัดขวางเหล่านั้นช่างน่ารำคาญจริงๆ


อยากโดนอัดหรือ เช่นนั้นก็จะอัดให้น่วม!


เมื่อมีคนได้สติกลับคืนมาเงยหน้าขึ้นไปอีกครั้ง บนบันไดเก้าสิบเก้าขั้นที่นำขึ้นไปสู่วิหารศักดิ์สิทธิ์ นอกจากสาวกชุดขาวที่นอนระเกะระกะอยู่บนพื้นก็ไม่เห็นเงาของชุดคลุมสีเขียวนั้นแล้ว


ราวกับว่าความมหัศจรรย์เมื่อครู่นี้เป็นเพียงจินตนาการ แต่พลังที่เขารับรู้ได้นั้นไม่ใช่ของปลอม


“พวกเราก็ขึ้นไปดูกันเถิด”


“ไปกันเถิด ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นผีหรือเทพ พวกเราก็จะได้รู้กัน”


ฉินหลิวซีได้ยืนอยู่หน้าวิหารศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว มองดูคานแกะสลัก ทาสีบัวและเชิงชายคา ที่ชายคายังมีกระดิ่งทองห้อยอยู่ นางแสยะยิ้ม มีกลิ่นเงินและทองไปเสียทุกที่จริงๆ


ไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่มีบาดแผล อารามชิงผิงยังตามหลังอยู่อีกไกล


น่าโมโหนัก!


ท่านอาจารย์เคยบอกว่าความหดหู่ในใจเป็นอุปสรรคต่อการฝึกบำเพ็ญ ต้องระบายออกมาจึงจะดี


ฉินหลิวซีถือแส้หางม้า สะบัดสองสามครั้ง


กริ๊งๆๆ


กระดิ่งทองบนชายคากระทบกันอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เกิดเสียงที่คมชัด


ต้นเสานั้นถูกแส้หางม้าสะบัดจิตวิญญาณเต๋าขึ้นไป มีรอยแตกลายปรากฏขึ้นหลายรอย


ฉินหลิวซีลูบแส้หางม้า เมื่อเอาไปกักตัวฝึกบำเพ็ญเลื่อนขั้นด้วย นางก็ไม่ลืมที่จะนำไปหล่อหลอม เมื่อตบะก้าวหน้า เสริมกับบุญกุศลที่ได้ช่วยรักษาโรคระบาดและพลังศรัทธาเมื่อครู่นี้ นางจึงสามารถใช้จิตวิญญาณเต๋าได้ดั่งใจมากขึ้น


นี่ก็เป็นหนึ่งในความหมายของการฝึกบำเพ็ญของนาง แข็งแกร่งขึ้น!


ตึกๆๆ


มีเสียงฝีเท้ามากมายกำลังวิ่งมาทางนี้ หลังจากนั้นไม่นานก็มีกลุ่มคนชุดขาวปรากฏตัวขึ้นในสายตาของฉินหลิวซี และมีบางคนที่วิ่งออกมาจากในวิหารศักดิ์สิทธิ์


ชุดคลุมสีขาวที่คนเหล่านี้สวมใส่ล้วนทำจากผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ซ้ำยังปักด้วยลวดลายอันวิจิตรงดงาม สวมเครื่องประดับ ทั้งตัวนี้หากไม่มีเงินสักหนึ่งตำลึงไม่มีทางได้สวมใส่


พวกเขาทั้งหมดล้วนสวมชุดใหม่


ฉินหลิวซีนึกถึงอารามเต๋าของตัวเอง นอกเหนือจากเสื้อผ้าของตัวเอง เสื้อผ้าชั้นในฉีหวงเป็นคนจัดเตรียม ส่วนชั้นนอกก็ตัดเย็บโดยกลุ่มช่างปักที่กงปั๋วเฉิงเลี้ยงดูมาเป็นพิเศษ เนื่องจากชุดลัทธิเต๋าของนางล้วนปักด้วยอักขระที่ละเอียดอ่อน และอักขระก็ห้ามผิดพลาดเป็นอันขาด กระบวนการนี้ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก ดังนั้นนางไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้า แต่นางก็ไม่ได้เหมือนกับบรรดาสตรีจากตระกูลใหญ่ที่สวมใส่เสื้อผ้าไม่ซ้ำกัน แต่ซักซ้ำๆเอาเนื่องจากทำได้ยาก


ส่วนลูกศิษย์ในอารามก็ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่นานแล้ว พวกเขาเพิ่งค่อนข้างได้รับความนิยมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บรรดาอารามเต๋าที่ไม่ได้เจริญรุ่งเรืองก็ยังคงสวมใส่ผ้าตัดแปะอยู่


ผู้คนตรงหน้าเหล่านี้ต่างก็สวมเสื้อผ้าใหม่ ใบหน้าอวบอิ่ม เมื่อเทียบกับสีหน้าซีดเซียวของราษฎรที่ได้พบเมื่อครู่นี้ แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด


นี่เป็นการดูดเลือดเนื้อราษฎรมาเลี้ยงตัวเอง!


สาวกลัทธิในชุดคลุมสีขาวห้อมล้อมชายชราผู้หนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าหกสิบปี เขามีใบหน้าที่ใจดี และกำลังเดินออกมาพร้อมกับสาวกลัทธิร่างสูงสองคนที่ดูท่าทางไม่เป็นมิตร


“ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ศรัทธาในการแสวงบุญ ท่านมาที่นี่ ไม่เหมือนมาแสวงบุญ แต่ดูเหมือนมาหาเรื่อง” ชายชรายิ้มเล็กน้อย สายตาที่มองฉินหลิวซีแอบแฝงไว้ด้วยความระมัดระวังและป้องกันตัว


เมื่อครู่นี้หอคอยศักดิ์สิทธิ์ถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ยอดหอคอยหายไป ทำเอาบรรดาผู้อาวุโสในลัทธิทยอยกันไปตรวจสอบสาเหตุ และเขาก็รุดมารับมือกับตัวปัญหาอย่างฉินหลิวซีก่อน


ตั้งแต่ที่ฉินหลิวซีปรากฏตัวก็มีข่าวส่งมาจากเชิงเขาอยู่เรื่อยๆ คนผู้นี้มีวิชาเต๋าแปลกประหลาด ก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับยอดหอคอยศักดิ์สิทธิ์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับนางหรือไม่


“เจ้ากล่าวผิดแล้ว ข้าก็แค่ผ่านมาเพื่อดูว่าเทพแห่งสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นเทพสายไหน เป็นภูตภูเขาหรือปีศาจเร่ร่อน หรือเป็นสัตว์ประหลาดชั่วร้าย” รอยยิ้มของฉินหลิวซีจางยิ่งกว่าเขาเสียอีก


คำพูดของผู้เฒ่าหมิงถูกนางขัดจังหวะอย่างหยิ่งผยอง เดิมทีสีหน้าเขาก็ดูไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งมืดครึ้มโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะตอนที่นางเดินเข้ามา ทั้งๆที่ฝีเท้าเบามาก แต่เสียงนั้นกลับราวกับเสียงกลองดังไปถึงหัวใจของเขา ทำเอาเขาหัวใจเต้นเร็ว


“เห็นว่าเจ้ามีผู้พิทักษ์อยู่รอบตัว คงจะเป็นหนึ่งในผู้เฒ่าของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดจึงไม่มีความสามารถในการต่อต้านจิตวิญญาณเต๋าของข้าแม้แต่นิด หากจะบอกว่าสิ่งที่เรียกว่าสาวกอย่างพวกเจ้าเหล่านี้เป็นนกกามารวมตัวกันก็ไม่ใช่ว่าข้าใส่ร้ายพวกเจ้าเลยจริงๆ”


เป็นอันตรายไม่มาก ทั้งยังดูถูกกันไม่เบา


ทันทีที่นางกล่าวจบ กลุ่มคนชุดขาวก็มีสีหน้าโกรธจัด!


ผู้เฒ่าหมิงยิ่งโกรธจนเลือดแทบจะไหลออกมาจากมุมปากอยู่แล้ว


ฉินหลิวซีเดินเข้าไปในวิหาร


“หยุดนาง!” ผู้เฒ่าหมิงตะโกนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม


ทุกคนพุ่งเข้าไป แต่เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่ง พวกเขารู้สึกราวกับว่าแก้วหูถูกตอกด้วยตะปู เจ็บแปลบขึ้นมาอย่างกะทันหัน พากันอุดหูพลางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด


ผู้เฒ่าหมิงอยู่ใกล้นางมากที่สุด ได้รับผลกระทบมากที่สุด เสียงกระดิ่งนี้ทำให้แก้วหูของเขาแตก มีเลือดไหลออกมาจากหูและจมูกของเขา เขากรีดร้องอย่างน่าสังเวช จากนั้นก็พบว่าตัวเองไม่ได้ยินแล้ว


เขามองฉินหลิวซีด้วยความหวาดกลัว อีกฝ่ายเดินผ่านเขาไป เหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา


ผู้เฒ่าหมิงรูม่านตาหดลง มือทั้งสองข้างสั่นสะท้าน


ฉินหลิวซีเดินเข้าไปในวิหารศักดิ์สิทธิ์โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง สีหน้าดูแย่มากขึ้นเรื่อยๆ นี่มันอะไรกัน ผู้ที่ไม่มีวิชาอาคมแม้แต่นิดได้เป็นท่านผู้เฒ่า อีกทั้งสาวกลัทธิเหล่านั้นก็ล้วนเป็นคนธรรมดาทั้งหมด


พวกเขาอาศัยวาทะศิลป์เป็นเลิศกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้คนเกิดประสาทหลอน เผยแพร่คำสั่งสอนไปทั่ว ดึงดูดผู้ศรัทธาจำนวนนับไม่ถ้วนมาเป็นสาวกลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นี้


นี่มันอะไรกัน


การเผยแพร่ลัทธิสามารถดึงดูดผู้ศรัทธาได้มากกว่าการเผยแพร่คำสอนเสียอีก ซึ่งทำให้ฝ่ายคุณธรรมอย่างพวกนางรู้สึกอับอาย หรือว่าสิ่งที่พวกนางขาดไปก็คือฝีปากที่เป็นเลิศ พูดให้คนตายดูเหมือนมีชีวิตได้


ฉินหลิวซีเข้าไปในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ในในห้องโถงวิหารสีขาวนวลจันทร์ ตรงกลางมีรูปปั้นที่ทำจากเครื่องเคลือบ รูปปั้นก้มศีรษะลงเล็กน้อย ลดสายตาลง มองไปยังสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง


นางสบตากับดวงตาคู่นั้น ทันใดนั้นก็มีบางอย่างเข้ามาในใจ ยังคงเป็นทะเลไฟที่ไร้ขอบเขต เปลวไฟตวัดไปมา มีเสน่ห์ดูดกลืนผู้คน ใจกลางทะเลไฟดูเหมือนมีอะไรบางอย่างขยับอยู่


ฉินหลิวซีมองไกลออกไป ดวงตาร้อนระอุด้วยความเจ็บปวดจากไฟที่ลุกโชน แต่นางยังคงจ้องมองไปยังสิ่งที่ขยับอยู่


เป็นลูกไฟ


ลูกไฟอันเย็นยะเยือกแฝงไว้ด้วยการทำลายล้างอันทรงพลัง


ลูกไฟกำลังขยับ ราวกับว่ามีบางอย่างกำลังจะโผล่ออกมาจากในนั้น ฉินหลิวซีใจสั่น ต้องการที่จะระงับมันไว้ตามสัญชาตญาณ แต่ทำไม่ได้


กิเลนไฟตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากข้างลูกไฟ จ้องมองนางอย่างจดจ่อ แต่กลับไม่ก้าวไปข้างหน้า


มีเสียงดังมาจากฟากฟ้า ฉินหลิวซีสะดุ้ง กัดปลายลิ้นอย่างแรง ทะเลไฟหายไปอย่างรวดเร็ว นางลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีแดง และรูปปั้นเครื่องเคลือบที่สบตากับนาง สายตาราวกับมีรอยยิ้มแฝงอยู่ ราวกับกำลังบอกว่าเจ้ากับข้าเป็นประเภทเดียวกัน


“นักพรตปีศาจ นางเป็นนักพรตปีศาจ” มีคนตะโกนด้วยความตกใจ “ดวงตาของนางเป็นสีแดง”


ฉินหลิวซีได้สติกลับมา ก่อนจะหันไปมอง เห็นสาวกลัทธิยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ศรัทธาที่หลั่งไหลเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตะโกนออกมาเสียงดัง ผู้ศรัทธาเหล่านั้นมองนางด้วยความตกใจกลัว


“ไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกันย่อมมีจิตใจที่แตกต่าง ปีศาจสมควรตาย เผานางให้ตาย เผานางให้ตาย!” ไม่รู้ว่าใครตะโกนเสียงดังขึ้นมาก่อน


ฉินหลิวซีหัวเราะด้วยความโกรธ นางเป็นนักพรตปีศาจหรือ


ตราบใดที่มีคนหนึ่งนำขึ้นมา ไม่นานก็จะมีพรรคพวกตามมาด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสิ่งตรงหน้าไม่ใช่สิ่งที่ไร้หลักฐาน แต่กลับจับได้คาตา ดังนั้นทุกคนจึงเลือกที่จะเชื่อสายตาของตัวเอง


คนตรงหน้าก็คือนักพรตปีศาจ กระทั่งเป็นสัตว์ประหลาด มิเช่นนั้นคนธรรมดาจะมีดวงตาสีแดงได้อย่างไร


ฉินหลิวซีรู้สึกถึงพลังศรัทธาที่ลดลงก็พูดไม่ออก มองไปยังสาวกลัทธิที่ตะโกนว่านางเป็นนักพรตปีศาจ ทำให้นางสูญเสียพลังศรัทธา ก็เท่ากับมาควักเงินในกระเป๋านาง


ยอมไม่ได้!


ฉินหลิวซีจ้องมองเขา สาวกผู้นั้นมึนงง ทันใดนั้นก็ยกมือขึ้น ตบหน้าตัวเองดังเพียะไม่หยุด ตบไปพลางกล่าวว่า “ข้าพูดจาเหลวไหล พวกคนโง่เง่าเต่าตุ่นอย่างพวกเจ้า ถูกหลอกแล้วล่ะสิ พวกเราต่างหากจึงจะเป็นปีศาจที่แท้จริง!


“เวทมนตร์ปีศาจ นางกำลังร่ายเวทย์มนต์ปีศาจ รีบไปเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์มา!” ผู้เฒ่าหมิงตะโกนสั่งในทันที


ฉินหลิวซีมองไป ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวแบบเดียวกันกับผู้เฒ่าหมิงใบหน้าอวบอิ่ม ถูกคนห้อมล้อมอยู่ตรงกลางเดินมาหานาง


“เป็นประมุขเซิ่งหมิง” มีคนคุกเข่าลง ตะโกนเรียกประมุขอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะคนชุดขาวเหล่านั้น


ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม ในที่สุดก็มีผู้ที่มีตบะมาแล้ว


แต่จะให้นางไปงั้นหรือ


เป็นทางเลือกที่ฉลาดจริงๆ ได้รับทั้งชื่อเสียงด้านความเมตตา อีกทั้งยังไม่ต้องสูญเสียคนของตัวเอง และดูแววตาระมัดระวังของคนเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่าขี้ขลาด


แต่ว่าการอัญเชิญเทพมานั้นง่าย แต่ส่งเทพกลับไปนั้นยาก ไม่รู้หรือ


ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ‘พวกเราไม่ได้มีงานอดิเรกอัญเชิญเทพหายนะลงมา เจ้ามาเองต่างหาก!’


ใช่แล้ว เป็นความจริงที่นางมาเอง แต่พวกเขาบอกว่านางเป็นนักพรตปีศาจ ปีศาจจะเชื่อฟังง่ายๆได้อย่างไร ไม่อาละวาดแล้วจากไป จะสมกับฉายาที่พวกเขาตั้งให้หรือ


ฉินหลิวซีสะบัดแส้หางม้า ชี้คนเหล่านั้น ตะโกนเสียงดัง “เหอะ! ข้าเคยทำนายได้ว่าที่นี่มีพลังปีศาจปะทุขึ้นมา ได้รับคำสั่งจากเจ้าลัทธิซานชิงมาสังหารปีศาจ เป็นไปตามคาด ปีศาจอย่างพวกเจ้าเหล่านี้ ข้าเพียงแค่ก้าวเข้ามาในประตูวิหาร เหลือบมองรูปปั้นประหลาดนี้เพียงพริบตาเดียว ก็จะล่อลวงข้าให้กลายเป็นปีศาจเหมือนกันกับพวกเจ้า ถุย ข้ามีใจมุ่งในทางเต๋า ยอมพลีชีพเพื่อลัทธิเต๋าก็จะไม่ยอมเป็นพวกเดียวกันกับคนสกปรกอย่างพวกเจ้า หลอกลวงคนทั้งโลก!”


ทุกคน “?”


นางบ้าไปแล้วหรือ


“คิดจะล่อลวงให้ข้ากลายเป็นปีศาจ ด้วยตบะอย่างพวกเจ้านั้นยังไม่เพียงพอ สมบัติวิญญาณเครื่องรางชีวิต ปราบสิ่งชั่วร้ายสังหารปีศาจ จงออกคำสั่งโดยพลัน ปรากฏกายแก่ข้า!” มือทั้งสองข้างของฉินหลิวซีร่ายคาถา กระทืบเท้า คาถากลายเป็นยันต์ที่มองไม่เห็นลอยไปทางด้านสาวกชุดขาวเหล่านั้น จากนั้นก็ได้ร่ายคาถาเสกไปอีกอย่างรวดเร็ว


บรรดาสาวกทั้งหลาย ‘ใครก็ได้เอานักแสดงผู้นี้ออกไปที’


ประมุขเซิ่งหมิงผู้นั้นกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป ถอยหลังหนึ่งก้าว คนที่อยู่รอบกายมีไม่กี่คนที่ฝึกบำเพ็ญอย่างจริงจัง บางคนก็เป็นนักต้มตุ๋นที่อาศัยการหลอกลวง บางคนก็เป็นแม่หมอที่เข้าออกประตูหลัง ผู้ที่มีความสามารถจริงๆ สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือหนึ่งข้าง แต่ก็มองลูกไม้ของฉินหลิวซีไม่ออก


สาวกลัทธิ “…”


พวกเขารู้สึกถึงความผิดปกติ มองหน้ากัน รูม่านตาสั่นสะท้าน


สีแดง ดวงตาของพวกเขากลายเป็นสีแดงแล้ว!


กลับมาดูที่ฉินหลิวซี แสร้งทำเป็นเอายันต์สีเหลืองมาแปะบนร่างของตัวเอง จากนั้นตาของนางก็กลับมาเป็นปกติ


อย่าว่ากลอุบายนี้ดูค่อนข้างปลอม แต่ในสายตาของราษฎรนั้นสมจริง เจ้าว่าปีศาจตนไหนจะกล้าเอายันต์มาแปะบนร่างของตัวเอง


อะไรนะ ยันต์นั้นเป็นของปลอมหรือ แต่เมื่อนางสะบัดแส้หางม้า ศีรษะของเทพเจ้าแห่งสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าก็ขาดลงมาจะอธิบายอย่างไร


ตุบๆๆ


เศษซากของรูปปั้นสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ตกลงมา ผู้ศรัทธาหวาดกลัวจนไปหลบอยู่ข้างหลังฉินหลิวซี จากนั้นพวกเขาก็ประหลาดใจที่พบว่าเศษซากเหล่านี้กระเด็นไม่โดนร่างกาย อดมองไปยังฉินหลิวซีไม่ได้ เป็นนางที่ปกป้องพวกเขาแน่ๆ


เจ้าอาวาสปู้ฉิวเป็นฝ่ายคุณธรรมจริงๆด้วย พวกเขาเกือบจะโดนหลอกแล้ว!


ฉินหลิวซีกล่าวกับผู้ศรัทธาที่อยู่ด้านหลังว่า “ข้าจะสังหารปีศาจกำจัดมาร พวกเจ้ารีบออกจากวิหารไป เพื่อไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ ขอสวรรค์จงประทานพรไม่มีที่สิ้นสุด!”


ตึกๆๆ


ผู้คนรีบพากันถอยออกไปจนหมด ในวิหารมีเพียงคนชุดขาวอยู่เต็มห้อง


ทันทีที่คนถอยออกไป ฉินหลิวซีก็เก็บสีหน้าจอมปลอมที่แสดงละคร เก็บกระดิ่งสามบริสุทธิ์อย่างช้าๆ น้ำเสียงเย็นชา “ล้อเล่นกันมามากพอแล้ว ได้เวลาลงมือแล้ว สังหารปีศาจกำจัดมารเป็นสิ่งที่ข้าจริงจังมาตลอด พวกเจ้าสมควรตาย!”


คนในที่นี้ไม่ต้องพูดถึงว่าแต่ละคนล้วนแบกบาปชีวิต แต่ทุกคนล้วนมีบาปกรรมติดตัว และผู้ที่ถูกเรียกว่าท่านผู้เฒ่าเหล่านั้น ไม่มีใครเป็นผู้บริสุทธิ์สักคน ล้วนแปดเปื้อนเลือด ฆ่าคน เล่นชู้กับภรรยาคนอื่น ปล้นทรัพย์สิน ใช้ความที่ฝีปากเป็นเลิศหลอกลวงชาวบ้าน ไม่เห็นชีวิตคนอยู่ในสายตา!


ซ้ำยังมีรูปปั้นเครื่องเคลือบนี้ ฉินหลิวซีสายตาเย็นชา เอาไม้จินกังออกมา ใส่จิตวิญญาณเต๋า เขย่งปลายเท้าแล้วฟาดลงไป


รูปปั้นเครื่องเคลือบพังทะลายลงส่งเสียงดัง


“ตอนหลอกลวงคน พวกเจ้าล้วนบอกว่าอีกฝ่ายมีบาปกรรมติดตัวต้องชำระให้สะอาดใช่หรือไม่” ฉินหลิวซีมือทั้งสองข้างร่ายคาถา กล่าวว่า “ผู้ที่มีบาปกรรมแท้จริงคือพวกเจ้า พวกเจ้าควรได้รับผลสะท้อนกลับจากสิ่งที่ทำ”


ก็ไม่รู้ว่านางทำอะไร ทันใดนั้นในวิหารก็มีลมกระโชกแรง ขอบประตูหน้าต่างส่งเสียงดัง เดิมทีพื้นที่ที่ยังคงสว่างอยู่ในห้องโถงได้กลายเป็นความมืด ผีโหยหวนหมาป่าเห่าหอน


ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้เห็นคนที่ตายไปนานแล้วเหล่านั้น ร้องไห้อย่างเกรี้ยวกราดพลางพุ่งมาหาพวกเขา


“ผี!” ในวิหารพลันวุ่นวายไปหมด


ด้านนอกวิหาร มีผู้ศรัทธาไม่น้อยรวมตัวกัน พากันมามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ยินเสียงร้องอย่างน่าสังเวชและความเคลื่อนไหวดังออกมาจากในวิหาร ก็อดขนลุกไม่ได้


เกิดอะไรขึ้น


หลังจากที่ลัทธิ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์สถาปนาตนเองขึ้น ในสายตาของพวกเขานั้นราวกับการมีอยู่ของดินแดนแห่งเทพเจ้า สูงส่งและทำได้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างรุนแรงที่ดังมาจากข้างใน ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าภาพลักษณ์นี้ได้ถูกทำลายแล้ว


ฉินหลิวซีคว้าประมุขเซิ่งหมิงที่คิดจะหลบหนี อีกฝ่ายจ้องมองนาง ท่องภาษาสันสกฤตแปลกๆสองประโยค นางมึนงงเล็กน้อย เมื่อประมุขเซิ่งหมิงผู้นั้นดีใจกำลังจะหนีไป นางก็ใช้แส้หางม้าพันคอของเขาไว้อีกครั้ง


“ท่องคาถากระจอก กระจอกสองประโยคก็คิดว่าจะทำให้ข้าสับสนได้แล้วหรือ เป็นเทพแห่งสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นประทานความกล้าให้แก่เจ้าหรือ” น้ำเสียงอันเบาบางของฉินหลิวซีเจาะเข้าไปในแก้วหูของเขาราวกับงูพิษ


ประมุขเซิ่งหมิงส่งเสียงอึกอักในลำคอ ฉินหลิวซีถามว่า “นิกายสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นี้ ใครให้เจ้าสร้างขึ้นมา เงินที่พวกเจ้าสะสมไว้ถูกส่งไปที่ไหน”


รูปปั้นเครื่องเคลือบนี้ต้องเป็นของซื่อหลัวอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นนางไม่มีทางเข้าสู่ภวังค์ได้ในพริบตาเดียว พลังศรัทธาเป็นสิ่งที่เขาต้องการ แล้วทรัพย์สินที่ได้มาจากราษฎรนั้นไปอยู่ที่ไหน


อึกอัก


ประมุขเซิ่งหมิงเบิกตาโต ฉินหลิวซีคายแส้หางม้าออกเล็กน้อย เขากำลังจะพูด แต่กลับเผยรอยยิ้มแปลกๆ ให้กับฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีด้านชา ทันใดนั้นก็ดึงแส้หางม้าออก ขณะที่ก้าวถอยหลังก็ได้สร้างม่านอาคมให้ตัวเอง


เสียงดังสนั่น


ฝนเลือดเต็มท้องฟ้า เศษเนื้อปลิวว่อนไปทั่ว


ฉินหลิวซีมองด้วยสายตาเย็นชา หลังจากผ่านไปนานก็หัวเราะในลำคอ คิดจะระเบิดตัวเองใส่นาง!


ตอนที่ 1140: คนบางคนช่างเสแสร้งเก่งจริงๆ


เมื่อเห็นว่าประมุขเซิ่งหมิงระเบิดตัวเอง ฉินหลิวซีก็พับนกกระเรียนกระดาษแล้วปล่อยให้บินออกไปหนึ่งตัว จากนั้นก็สั่นกระดิ่งสามบริสุทธิ์ สะบัดแส้หางม้า ท่องคาถาพ้นทุกข์ไปเกิดใหม่สองรอบ เปิดประตูวิญญาณแล้วส่งวิญญาณแค้นเข้าไป


ในห้องโถงเงียบสงบลง แม้แต่สาวกชุดขาวเหล่านั้นก็ยังร้องไห้อย่างเจ็บปวดและกลับใจเพราะการชำระของเสียงกระดิ่งสามบริสุทธิ์และบทสวดการไปเกิดใหม่


แต่จะมีไปประโยชน์อะไรเมื่อมากลับใจเอาตอนนี้ พวกเขาควรจะรู้สึกเสียใจต่อทุกคนที่ถูกหลอก


ฉินหลิวซีสะบัดแส้หางม้า หน้าต่างและประตูที่ปิดอยู่ถูกผลักให้เปิดออกพร้อมกัน แสงกระจายไล่ความมืดมิดออกไป


ความสว่างอย่างฉับพลันทำให้ทุกคนหลับตาลงตามสัญชาตญาณ เมื่อค่อยๆปรับตัวได้ ในขณะที่ลืมตาขึ้น พวกเขาก็ได้กลิ่นเลือดรุนแรง มองไปรอบๆตามสัญชาตญาณ เห็นเศษเลือดเนื้อกระจัดกระจายไปทั่ว


นี่มัน นี่มันอะไรกัน


“จงมีความสุขเถิด ประมุขของพวกเจ้ามีอยู่ทุกที่” ฉินหลิวซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม


มีอยู่ทุกที่?


เช่นนั้นเลือดและเนื้อที่กระเด็นไปทุกหนแห่งก็คือประมุขของพวกเขา แตกกระจายเป็นชิ้นๆ?


มีคนแตะบางอย่างที่ขอบปาก จ้องมองดู เป็นข้อนิ้วเล็กๆอดร้องตะโกนขึ้นมาไม่ได้ ก่อนจะหันไปอาเจียนออกมาทันที


หลายคนก้มลงมองเห็นว่าชุดสีขาวของตัวเองเปลี่ยนเป็นสีแดง ที่ปากมีความเหนียวเหนอะหนะ ทันใดนั้นก็รู้สึกคลื่นไส้ พากันส่งเสียงอาเจียนออกมา


ฉินหลิวซีเดินออกไปจากวิหาร ข้างนอกมีคนจำนวนมาก เมื่อเห็นนางเดินออกมา เดิมทีที่เสียงดังเอะอะโวยวายก็ได้เงียบสงบลงในทันที จากนั้นพวกเขาก็เห็นบรรดาอดีตสาวกเหล่านั้นวิ่งออกมาอาเจียน ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยเลือด สีหน้าตื่นตระหนก ราวกับเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ


ก็เห็นผีแล้วไม่ใช่หรือ


ฉินหลิวซีหันกลับไปมอง บรรดาผู้เฒ่าเหล่านั้นยังมีแรงอยากจะหลบหนี นางแสยะยิ้ม สะบัดโซ่ตรวนวิญญาณออกมา พุ่งไปหาพวกเขาแล้วมัดพวกเขาไว้รวมกัน


โซ่ตรวนวิญญาณไม่ได้เพียงแค่จับวิญญาณ หากจับวิญญาณที่ยังมีชีวิตอยู่ ดวงวิญญาณของพวกเขาก็รับรู้ได้ถึงการปราบปรามเช่นกัน ราวกับถูกเฆี่ยนตี ยิ่งดิ้นรนก็จะยิ่งรัดแน่นขึ้น


พวกเขาก็เป็นนักต้มตุ๋นที่รู้วิธีหลอกคน ทำตามคำสั่งของประมุขทุกอย่าง ไหนเลยจะมีวิชามาต่อต้านอำนาจของโซ่ตรวนวิญญาณนี้ได้ ตอนนี้ถูกมัด เดิมทีก็เป็นเพราะสูญเสียพลังงานจากการเห็นผีเมื่อครู่ ตอนนี้ถูกโซ่ตรวนวิญญาณปราบปราม รู้สึกว่าดวงวิญญาณราวกับถูกคนฉีกกระชากออกอย่างไร้ความปรานี


การถูกเฉือนเนื้อแยกชิ้นส่วนก็คงไม่เจ็บปวดเหมือนตอนนี้หรอกกระมัง


“ข้ามีบาป ข้ามีบาปมหันต์ ขอท่านได้โปรดลงโทษด้วยเถิด” มีท่านผู้เฒ่าคุกเข่าลง โขกศีรษะให้ฉินหลิวซีไม่หยุด


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ไม่ต้องรีบร้อน ย่อมมีช่วงเวลาให้เจ้าได้ยอมรับผิด”


นางหันไปมองในวิหาร ตะโกนเสียงดัง “ไสหัวออกมาให้หมด”


สาวกลัทธิชุดขาวต่างพากันวิ่งออกมาจากในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่มีกลิ่นและภาพทำให้คนรู้สึกอยากจะหยุดหายใจ ยังมีคนที่มีแรงพอที่จะเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าผิดปกติ อยากจะหลบหนีทันที แต่ฉินหลิวซีใช้ไม้จินกังตีใบหน้าเขาจากระยะไกล ไม่มีใครกล้าหลบหนีอีก


ไม่หนี รอให้คนของทางการมายังจะมีโอกาสรอด แต่หากหนีอาจจะถูกนางตีจนตาย!


“คุกเข่าขอโทษผู้ศรัทธาของพวกเจ้า” ฉินหลิวซีเดินไปข้างหน้าทีละก้าว


ขณะที่นางเดิน ไม่ได้เดินอยู่บนพื้นราบ แต่ในสายตาของทุกคน ทุกก้าวของนางราวกับการเดินอยู่บนบันไดลวงตาที่มองไม่เห็น สูงขึ้นไปทีละก้าว ยืนอยู่กลางอากาศอย่างมั่นคง


ทุกคนต่างพากันตกตะลึง


เฟิงซิวที่พึ่งเสร็จจากการจัดการสิ่งที่เรียกว่าลัทธิบำเพ็ญจิตในทางเหนือกำลังพิงยอดวิหารศักดิ์สิทธิ์ มองดูคนข้างล่างผู้นั้น สยายหางใหญ่พลางอุทานอย่างทอดถอนใจ


คนบางคนช่างเสแสร้งเก่งจริงๆ!


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ ส่งเสียงพลังจิตไปหา ‘คิดว่าพลังแห่งความศรัทธาได้มาง่ายขนาดนั้นหรือ’


หากนางไม่แสดงความสามารถที่แท้จริงสักหน่อย ไหนเลยจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของคนลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ในใจของผู้ศรัทธาเหล่านี้ได้


ตอนนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติและที่เกิดจากมนุษย์เกิดขึ้นติดต่อกัน เมื่อราษฎรตกอยู่ในความสิ้นหวังก็จะแสวงหาความศรัทธามายืนหยัดการมีชีวิตอยู่ต่อไปของพวกเขา ศรัทธาสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นั้นไร้ประโยชน์ ไม่สู้ศรัทธานางจะดีกว่า!


ลูกไม้นี้ของนางทำให้ทุกคนสั่นสะท้านจริงๆ


ถามหน่อยว่าใครสามารถเดินกลางอากาศได้ ซ้ำยังยืนอย่างมั่นคง ปกติพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แต่ตอนนี้พวกเขาได้เห็นแล้ว!


นางใบหน้างดงาม สวมชุดคลุมเต๋าสีเขียวที่สะอาดสะอ้านไร้สิ่งแปดเปื้อน ยันต์ที่ปักด้วยด้ายสีทองบนเสื้อคลุมนั้นถูกการหักเหของแสง ราวกับมีอักขระยันต์แสงสีทองเต้นรำอยู่รอบตัวนาง ทำให้นางราวกับเซียน ไม่อาจดูหมิ่นได้


มีคนคุกเข่าลง ร้องไห้พลางขอร้องให้นางแสดงอภินิหาร ช่วยเหลือโลกแห่งความทุกข์ทรมานนี้


ฉินหลิวซียืนอยู่กลางอากาศ สั่นกระดิ่งสามบริสุทธิ์ในมือ เสียงกระดิ่งชัดเจนดังกังวานออกไป


คนข้างล่างต่างพากันเงียบสงบ


“ข้าไม่ใช่เซียน ข้าเป็นเพียงเจ้าอาวาสอารามชิงผิง ปกติก็กินข้าวเหมือนคนทั่วไป บรรพบุรุษอารามชิงผิงของพวกเราเป็นศิษย์ของเจ้าลัทธิเต๋าซานชิง สืบทอดวิถีอันชอบธรรม นี่ก็เป็นเพียงหนึ่งในศาสตร์นับพันของเสวียนเหมิน”


ฉินหลิวซีมองราษฎรเหล่านั้น กล่าวว่า “เหตุผลที่แสดงวิชานี้ต่อหน้าทุกท่าน ก็เพื่อที่อยากจะบอกพวกท่านว่าลัทธิเต๋าใช่ว่าไม่มีนักพรตที่มีความสามารถจริงๆอยู่ แต่จะไม่รังแกราษฎรตามใจชอบด้วยวิชาลึกลับนี้ จะไม่ขอทุกสิ่งทุกอย่างจากพวกท่าน แต่ให้ทำตามกำลังศรัทธาตามวาสนา ส่วนผู้เผยแพร่ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเผยแพร่อย่างไร พวกท่านย่อมรู้ดี มีคนจำนวนไม่น้อยสูญเสียครอบครัว ทิ้งภรรยาทิ้งบุตรเพราะสิ่งนี้ พวกท่านลองฟังดูว่าพวกเขาเคยทำอะไรไว้บ้าง”


ทันทีที่ฉินหลิวซียกมือขึ้น บรรดาผู้เฒ่าเหล่านั้นก็กรีดร้องอย่างน่าสังเวช “ข้าบอก ข้าบอกเอง การมีอยู่ของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ก็เพียงเพื่อเอาเงินจากราษฎรและผู้ที่มั่งคั่ง เพื่อให้พวกเจ้าเชื่อฟัง พวกเราจึงได้ใช้ยาน้ำ…”


ปากของพวกเขาราวกับไม่สามารถควบคุมได้ เอ่ยถึงบาปทั้งหมดที่เคยทำออกมา


ชาวบ้านต่างพากันตกตะลึง ดังนั้นสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาคิดว่าสามารถรักษาโรคและคุ้มครองพวกเขาได้นั้นเป็นเรื่องเท็จทั้งหมด พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ได้รับการคุ้มครอง ซ้ำยังมีพิษในร่างกายเนื่องจากดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย


นี่ยังเป็นเรื่องเล็ก มีบางคนเสียทรัพย์สมบัติของตระกูลทั้งหมดเพราะเหตุนี้ เชื่อฟังคำพูดใส่ร้ายของสาวก พูดจาไม่ดีกับคนในครอบครัว กระทั่งลงมือฆ่า


มีดดาบควรหันเข้าหาศัตรู แต่พวกเขากลับเล็งคนที่ใกล้ชิดกับตัวเองมากที่สุด


บาปกรรมของพวกเขาไม่ได้น้อยไปกว่าลัทธิ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นี้เลย


เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ก็เหมือนกับหนังที่พึ่งตกสะเก็ดถูกฉีกออกให้เห็นบาดแผลที่เปื้อนเลือดจนไม่อาจทนมองได้


ผู้ศรัทธาลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจิตใจพังทลายลงในทันที บางคนก็เป็นลม บางคนก็ยังอยากจะนำธูปเทียนมาบูชาเทพสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็พุ่งเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง จับคนเหล่านั้นมาทุบตี


เฟิงซิวกลายเป็นจิ้งจอกน้อยกระโดดไปหมอบอยู่บนไหล่ของฉินหลิวซี หางปัดอยู่ที่คอของนางอย่างเกียจคร้าน กล่าวว่า “ไม่กลัวหรือว่าที่นี่จะเกิดการจราจลขึ้น หากตีกันตายจะทำอย่างไร”


“กฎหมายไม่ได้ลงโทษทุกคน หากตีกันตายก็ปล่อยไปเถิด สาวกลัทธิไม่มีใครเป็นผู้บริสุทธิ์” คอของฉินหลิวซีถูกขนหางจิ้งจอกปัดไปมาจนรู้สึกชา คว้าตัวเขาลงมา สัมผัสความรู้สึกที่นุ่มนวล อดลูบเขาแรงๆไม่ได้ กล่าวอย่างเย็นชาว่า “แผลเน่าแล้ว หากไม่คว้านเอาเนื้อเน่าออกแล้วทายาใหม่ก็จะไม่หายดี พวกเขาก็ต้องระบายอารมณ์นี้ และต้องเผชิญกับสิ่งที่พวกเขาทำกับคนในครอบครัว”


เฟิงซิวตัวแข็งทื่อ “ท่านลูบดีๆ”


ฉินหลิวซีก้มลงมองเข้าไปในดวงตาจิ้งจอกที่สวยงาม กล่าวว่า “เจ้าก็แค่จิ้งจอก มีอันเล็กนิดเดียว ข้าลูบไม่โดนหรอก!”


ดูถูกกันเกินไปแล้ว!


เฟิงซิวกางกงเล็บจะสู้ตายกับนาง


“ไปซะเถิด!” ฉินหลิวซีโยนเขาขึ้นฟ้า แล้วเดินไปบนอากาศ


คนที่มาเก็บกวาดสิ่งเน่าเสียของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว


จบตอน

Comments