tao ep1141-1150

ตอนที่ 1141: เขาอยู่ทุกหนทุกแห่ง


เรื่องเกี่ยวข้องกับลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ เซียวชื่อสื่อจึงได้นำกองกำลังที่ว่าการมาด้วยตัวเอง เมื่อเห็นสถานการณ์ยุ่งวุ่นวายนี้ เส้นเลือดหน้าผากพลันกระตุก เหลือบมองไปยังฉินหลิวซี


การจัดการของท่านเล่นใหญ่ไม่เบาเลยจริงๆ!


ฉินหลิวซีสั่นกระดิ่งสามบริสุทธิ์ เสียงกระดิ่งดังกังวานพอๆกับระฆังใหญ่แพร่กระจายออกไป ทำให้คนรู้สึกสั่นสะท้าน


ทุกคนต่างพากันวางมือ ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็นั่งลงกอดเข่าร้องไห้


เซียวชื่อสื่อให้เจ้าหน้าที่เอาตัวสาวกลัทธิเหล่านั้นไป ส่วนตัวเองเดินไปหาฉินหลิวซี เห็นโซ่สีดำประกายแสงในมือของนางมัดบรรดาผู้เฒ่าทั้งหลายไว้ กวาดสายตามอง กลับไม่เห็นประมุขผู้นั้นที่เขาเคยเห็นมาก่อน จึงถามว่า “ประมุขที่เป็นผู้ดูแลหนีไปได้หรือ”


ฉินหลิวซีบุ้ยปากไปทางวิหารใหญ่ กล่าวว่า “เปล่าเสียหน่อย อยู่ข้างในนั่นไง”


เซียวชื่อสื่อไม่เข้าใจ แต่นั่นจึงจะเป็นหัวหน้าใหญ่ เขารีบพุ่งเข้าไปในวิหารทันที ในไม่ช้าก็ถูกกลิ่นเลือดรุนแรงปะทะเข้าใส่ทำให้เขาเวียนหัว และเมื่อเห็นเศษซากชิ้นเนื้อกระจัดกระจายเหล่านั้นก็เปลือกตากระตุก


“เจ้าดูสิ ประมุขอยู่ทุกหนทุกแห่ง” เสียงของฉินหลิวซีดังอยู่ข้างหูของเขาอย่างแผ่วเบา


ปลายนิ้วเซียวชื่อสื่อกระตุก มองดูฉากเลือดอันน่ากลัวนี้ แล้วมองไปที่นาง กำลังจะอ้าปาก


“ไม่ใช่ฝีมือข้า” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เขาระเบิดตัวเองต่อหน้าข้า”


ข้าไม่เชื่อ!


แต่ถึงจะไม่เชื่อเขาก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา


ในหัวของเซียวชื่อสื่อตื้อไปหมด เขากำลังปวดหัวว่าจะเขียนคดีนี้อย่างไร


“แท่นบูชาของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นี่ ตอนนี้ถูกทำลายแล้ว ข้าขอแนะนำให้ชื่อสื่อรีบสอบปากคำผู้เฒ่าเหล่านี้ ค้นหาสมุดบัญชีอะไรเหล่านั้น พวกเขาดึงดูดผู้ศรัทธาจำนวนมาก หลอกลวงเอาเงินกับผู้คนนับไม่ถ้วน แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเงินทองเหล่านั้นถูกใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายหรือถูกส่งไปที่ไหนกันแน่” ฉินหลิวซีเอามือไขว้หลังพลางเอ่ยว่า “นอกจากนี้ ให้เผยแพร่คำสารภาพผิดของพวกเขาไปทุกเมืองทุกอำเภอโดยเร็วที่สุด เพราะไม่รู้ว่าที่อื่นได้มีสาขาอีกเท่าไหร่ และมีราษฎรที่ถูกหลอกอีกมากมายแค่ไหน ดังนั้นการจัดการสาวกลัทธิเหล่านี้ ยิ่งเร็วยิ่งดี ยิ่งเคร่งครัดยิ่งดี”


เซียวชื่อสื่อพยักหน้า


“จริงสิ มีใครอยู่เหนือท่านหรือไม่” ฉินหลิวซีเอ่ยถาม


เซียวชื่อสื่อ “ท่านเจ้าอาวาสหมายความว่าอย่างไร”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “พระสนมหรูเฟยในวังหลวงเป็นหนึ่งในผู้ที่บริจาคเงินเพื่อสร้างลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ได้รับการคุ้มครองจากนาง ตอนนี้ถูกท่านทำลายแล้ว ท่านจะต้องถูกหมายหัวอย่างแน่นอน เกรงว่าหมวกขุนนางของท่านจะหล่นแล้ว”


เซียวชื่อสื่อชาเล็กน้อย นี่เป็นฝีมือท่านไม่ใช่หรือ


ราวกับฉินหลิวซีอ่านความคิดของเขาออก ยิ้มพลางกล่าวว่า “แม้ว่าจะเป็นฝีมือข้า แต่ก็คงไม่สามารถให้ข้าเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวได้หรอกกระมัง นี่เป็นเขตแดนของท่าน ท่านเป็นขุนนาง ดังนั้นหากพระสนมหรูเฟยจะโกรธ ก็จะจุดไฟเผาบนหัวของท่านก่อน!”


เซียวชื่อสื่อสีหน้าเปลี่ยนไป กล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “หากปล่อยให้ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ทำตามอำเภอใจ จะเป็นอันตรายต่ออาณาจักร พื้นที่ของพวกเขาดูครบครันกว่าวัดที่แท้จริงด้วยซ้ำ หากเติบโตขึ้น เช่นนั้นก็จะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ปัจจุบันก็มีอารามเต๋าและวัดเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ หากมีศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าเช่นนี้ปรากฏมากขึ้น อาณาจักรก็จะไม่ใช่อาณาจักร หากพระสนมหรูเฟยกล้าเข้าไปยุ่งอำนาจในราชสำนัก ไม่สิ บันทึกที่จะเขียน ข้าจะฟ้องนางหนึ่งเล่ม”


พื้นที่ของวัดและอารามเต๋านั้นไม่ต้องเสียภาษี แต่หากมีพื้นที่มากเกินไปแล้วไม่เสียภาษี เช่นนั้นอาณาจักรก็จะขาดทุนจำนวนมาก หากมีคนวางแผนด้วยเหตุนี้ จะเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวง หากเป็นฮ่องเต้ผู้ปรีชา ก็จะไม่ยอมให้มีวัดและอารามเต๋าเพิ่มขึ้น


“ใต้เท้าชื่อสื่อยังเป็นคนซื่อตรงเช่นเคย คุณหนูเซียว…” เมื่อฉินหลิวซีกล่าวถึงบุตรสาวของเขาที่บวชชีละทิ้งทางโลกเพราะความรัก เหลือบเห็นว่าเขาสีหน้ามืดครึ้ม กล่าวอย่างลำบากใจว่า “ไม่ได้ตั้งใจจะขุดบาดแผลท่าน แค่ปากไวไปหน่อย”


เซียวชื่อสื่อสบถ เมื่อนึกถึงบุตรสาวภรรยาเอกคนโตก็มีสีหน้าเคร่งขรึมและมีความเศร้าเล็กน้อย ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเขาหัวโบราณ ตอนนี้ก็ยังคงจะมีบุตรสาวอยู่ภายใต้การดูแลกระมัง


เรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่จำเป็นต้องพูดถึง


ฉินหลิวซีไม่ได้กล่าวเรื่องในอดีตอีก กล่าวว่า “นางจะเข้าไปยุ่งอำนาจในราชสำนักหรือไม่นั้นไม่อาจบอกได้ แต่การเป่าหูนั้นสามารถทำได้ ได้ยินมาว่าพระสนมหรูเฟยเป็นคนรักวัยเด็กของฮ่องเต้”


เซียวชื่อสื่อลูกตากระตุก สบตากับนาง ล้วนเข้าใจดีว่าคนรักในวัยเด็กหมายถึงอะไร


พระสนมหรูเฟย เขารู้จักคนผู้นี้ ก่อนหน้านี้เป็นพระชายาหนิงอ๋อง แกล้งตายมาเป็นพระสนมหรูเฟย ในสายตาของเขาก็คือสตรีแพศยา ไม่รักษาวิถีของสตรี เพียงแต่นั่นคือสตรีของฮ่องเต้ ประการแรกเรื่องนี้ไม่ได้เผยแพร่อย่างกว้างขวาง ประการที่สอง ฮ่องเต้บอกว่านางเป็นใคร นางก็เป็นคนนั้น!


“ท่านเจ้าอาวาสหมายความว่าอย่างไรกันแน่”


“ข้าหมายความว่าเซียวชื่อสื่อสามารถขุดประวัติของพระสนมหรูเฟยผู้นี้ได้ เพื่อความอยู่รอดของบรรดาสนมในวัง ก็จะต้องมีเงิน และยิ่งต้องมีที่พึ่ง ชีวิตที่เหลือก็จะต้องมีที่ให้ลงหลักปักฐาน” ฉินหลิวซีกล่าวเตือนว่า “ตอนนี้รัชทายาทได้ถูกปลดแล้ว”


เซียวชื่อสื่อ “…”


เจ้าเหลือเพียงแค่ไม่ได้บอกว่าสตรีผู้นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์นี้ก็มีไว้เพื่อหาเงิน!


“ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เหนือเซียวชื่อสื่อ เจ้าคิดว่าเสนาบดีอวี๋เป็นอย่างไร ข้ารู้ว่าเขาชอบสะสมแท่งฝนหมึก” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “หากต้องการฟ้องคนผู้นั้นเรื่องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจในราชสำนัก ผู้ตรวจการจั่วก็เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์เช่นกัน ตอนนี้เขาชอบหลานสาวของเสนาบดีอวี๋ผู้นั้นเป็นที่สุด”


เซียวชื่อสื่อเบิกตาโต “!”


ดูเหมือนอีกฝ่ายกำลังจะสอนวิธีติดสินบนแก่ข้า คนหัวโบราณอย่างข้าควรจะทำอย่างไร


“ใต้เท้าชื่อสื่อ การมีส่วนช่วยอาณาจักร หากต้องการบรรลุความสำเร็จนี้ ก็ยังต้องสวมหมวกขุนนางนี้ไว้ และเพื่อบรรลุความสำเร็จนี้ หากจะต้องลดศักดิ์ศรีลงเล็กน้อย ก็ใช่ว่าจะไม่ได้!” ฉินหลิวซีตบแขนเขาเบาๆ กล่าวว่า “ที่ตรงนี้มอบหมายให้ท่านจัดการแล้ว แท่นบูชาของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือข้าไม่ได้ทำลาย ส่งคืนให้ทางการ ในภายภาคหน้าไม่ว่าจะใช้เป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยหรือเป็นสถานสงเคราะห์ก็ล้วนดีทั้งนั้น นอกจากนี้ น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาใช้หลอกลวงราษฎร ล้วนทำให้คนงมงายจนเสียสติและเกิดอาการประสาทหลอน ข้าจะเขียนใบสั่งยาแก้พิษให้ท่าน ท่านให้คนไปต้มตามสูตรปรุงยาได้เลย ตอนที่ออกประกาศ สามารถให้ราษฎรที่เคยดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์มาดื่มได้คนละหนึ่งถ้วย จะได้ประกาศให้ใต้หล้าได้รู้ว่าลัทธิ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เพียงใด ท่านก็รู้ หนึ่งคนเผยแพร่เป็นสิบ สิบคนเผยแพร่เป็นร้อย”


เซียวชื่อสื่อคำนับนาง


ฉินหลิวซีเอากระดาษและผู้กันออกมาเขียนใบสั่งยาให้เขาไปจัดการ


“ผู้ศรัทธาข้างนอกเหล่านั้น ท่านเจ้าอาวาสช่วยกล่าวปลอบใจสักหน่อยได้หรือไม่” เซียวชื่อสื่อรู้สึกปวดหัวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าผู้ศรัทธาเหล่านั้นกำลังจิตใจพังทลาย ก่อนหน้านี้พวกเขาเชื่อในลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์มากเพียงใด ตอนนี้ความจริงถูกเปิดเผยก็ยิ่งโกรธแค้นมากเท่านั้น


ฉินหลิวซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าจะทำพิธีที่นี่ ท่านช่วยแจ้งออกไปสักหน่อย”


เซียวชื่อสื่อดีใจออกนอกหน้า รีบไปจัดการทันที อย่างไรเสียก็มีความเชื่อในลัทธิอยู่แล้ว ศรัทธาในอารามชิงผิงก็ดีกว่าไปศรัทธาลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ไม่รู้


เมื่อเขาไปแล้ว เฟิงซิวก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ นั่งยองๆบนไหล่ของนางอีกครั้ง กล่าวว่า “ท่านทำพิธีนี้เพราะอยากจะสะสมความศรัทธานี่หรือ”


ฉินหลิวซีมองดูรูปปั้นสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกนางทุบเป็นชิ้นๆ กล่าวว่า “พลังศรัทธาเป็นสิ่งที่ดี ซื่อหลัวอยากได้ ข้าก็จะขัดขวาง แล้วทางด้านเจ้าล่ะ ลัทธิบำเพ็ญจิตเป็นอย่างไร เป็นฝีมือของซื่อหลัวด้วยหรือไม่”


เฟิงซิวแสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “สิ่งที่เรียกว่าการบำเพ็ญจิต ความจริงแล้วเป็นการฝึกบำเพ็ญคู่ พวกเขาบอกว่าจิตวิญญาณนั้นสกปรก หากต้องการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์จะต้องฝึกบำเพ็ญจิต ดวงวิญญาณจึงจะสะอาดบริสุทธิ์ คนเราก็จะงดงามจิตใจดี และจะไม่ได้รับการลงโทษอันเลวร้ายจากสวรรค์ หากมีคนสงสัย พวกเขาก็จะร่ายคาถาเล็กๆน้อยๆ ทำให้สตรีเหล่านั้นเชื่ออย่างสุดใจ กล่าวตามตรงก็คือเป็นเพียงพระภิกษุหลอกลวงเอาเงินทอง และหมกหมุ่นในกาม ซ้ำพวกเขายังกลั่นน้ำมันศพทำเป็นขี้ผึ้งส่งออกไป มีสตรีไม่น้อยได้ติดพลังหยินและกรรม มีโรคหยินพัวพัน และเทพเจ้าของการบำเพ็ญจิตอะไรนั่นก็เป็นลักษณะเช่นนี้”


เขาดีดนิ้ว ปรากฏร่างพระภิกษุนั่งขัดสมาธิ ผนึกนิ้วมือวางมือบนตัก ในมือถือดอกไม้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เงานั้นค่อยๆเงยหน้าขึ้นยิ้มให้นาง แล้วหายไป


“เป็นเขา!”


ฉินหลิวซีกับเฟิงซิวมองหน้ากัน สีหน้าเย็นชา เขาอยู่ทุกหนทุกแห่ง กลัวว่าใต้หล้านี้จะไม่วุ่นวาย


ตอนที่ 1142: ตั้งใจให้นางต้องแบกรับผลกรรมอันใหญ่หลวง


ฉินหลิวซีได้ทำพิธีที่แท่นบูชาของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ทางด้านนี้เป็นเวลาหนึ่งวัน ประเด็นหลักเพื่อช่วยสวดส่งดวงวิญญาณในบริเวณโดยรอบ กระทั่งสวดพระสูตรเทศนาเต๋า และหนึ่งในนั้นก็ไม่ลืมที่จะแสดงทักษะที่แท้จริงอย่างสง่างาม เพื่อดึงดูดผู้ศรัทธาและสร้างชื่อเสียงให้กับอารามชิงผิง อย่างไรเสียความศรัทธา หากไม่แสดงความสามารถมาโอ้อวดแล้วทุกคนจะเชื่อเจ้าอย่าหมดใจได้อย่างไร


แน่นอนว่านางก็ไม่ได้แสดงวิชาที่ดูเวิ่นเว้อเหล่านั้น ยิ่งเป็นนักพรตเต๋าหรือพระภิกษุที่มีชื่อเสียงซึ่งคาดเดาได้ยากมากเท่าไหร่ ก็ต้องมีขอบเขตที่แน่นอน ยิ่งทำให้คนรู้สึกคาดเดาไม่ได้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้านั้นเก่งกาจ


ฉินหลิวซียังได้ใช้พิธีเต๋าสวดภาวนาปัดเป่าภัยพิบัติ ทั้งๆที่เป็นวันที่มีเมฆมาก ท้องฟ้ามืดครึ้มดูเหมือนฝนจะตก แต่หลังจากที่นางสวดภาวนา เมฆครึ้มก็ได้สลายไป ท้องฟ้าสดใสหลายหมื่นลี้ มีแสงหลากสีปรากฏขึ้น


การแสดงฝีมือนี้ถูกผู้คน ณ ที่แห่งนี้เรียกกันว่าวิชาเซียน ต่างอุทานอย่างอัศจรรย์ใจ มองดูคนที่ราวกับเซียนด้วยความยำเกรง


นอกจากนี้นางยังได้รักษาการกุศลเป็นเวลาหนึ่งวัน และได้กำหนดเวลาสิ้นสุดการรักษาการกุศลไว้นานแล้ว เมื่อถึงปลายยามเซิน หลังจากที่นางรับผู้ป่วยคนสุดท้าย แจ้งแก่ผู้คนที่กำลังต่อแถวว่าอีกสักครู่จะมีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาให้นางตรวจอาการ หากอยากจะสมปรารถนาก็ให้เริ่มเดินทางไปที่อารามชิงผิงตั้งแต่ตอนนี้ ทุกๆห้าลี้ ให้สามีภรรยาหยุดแล้วโขกศีรษะคำนับไปทางด้านตะวันออกสามครั้ง จากนั้นก็ผูกผ้าสีแดงไว้ที่ริมถนน โปรยเหรียญทองแดง จนกระทั่งไปถึงเชิงเขาอารามชิงผิงก็จะหายป่วยโดยไม่ต้องรักษา


เมื่อกล่าวจบ นางก็เพิกเฉยต่อการพยายามฉุดรั้งของทุกคน ลุกขึ้นแล้วเดินไปข้างหน้า หายตัวไปในความว่างเปล่าท่ามกลางสายตาของทุกคน


แม้ว่าเมื่อวันก่อนฉินหลิวซีจะได้สวดภาวนาปัดเป่าภัยพิบัติทำให้พวกเขาได้เห็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ไปแล้ว แต่ตอนนี้นางเดินไปไม่กี่ก้าวก็หายตัวไปกลางอากาศ ทำให้ทุกคนตกใจเป็นอย่างมาก กล่าวกันว่าเป็นวิชาเซียน


และหลังจากนั้นไม่นาน คู่รักสามีภรรยาวัยเกือบสี่สิบปีก็ได้ประคองกันมา ถามทุกคนว่าฉินหลิวซีได้รักษาการกุศลอยู่ที่นี่หรือไม่ พวกเขาสามีภรรยามาขอรับการรักษา


ทุกคนต่างพากันเงียบ


สามีภรรยาคู่นั้นมองหน้ากัน พวกเขามาผิดทางหรือ


จนกระทั่งพวกเขาถามขึ้นอีกครั้งจึงได้รับแจ้งข้อความของฉินหลิวซี ทั้งสองคนตกตะลึงเล็กน้อย ทั้งคู่มองหน้ากัน กำชับบ่าวรับใช้ที่ตามมาด้วยให้ไปซื้อผ้าแดงและไปแลกพวงเหรียญทองแดงที่ร้านรับฝากเงิน


มีคนมองดูการกระทำของพวกเขา ก็ถามด้วยความอยากรู้ว่าพวกเขาป่วยเป็นอะไร ต้องการจะขออะไร


ชายผู้นั้นสีหน้าขมขื่น กล่าวว่า “ความจริงแล้วพวกเราสามีภรรยามาเพื่อขอบุตร เมื่อสิบปีก่อน เมืองหลิงเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ตอนที่พวกเราไปขอลี้ภัยกับญาติและสหายได้เจอกับโจรป่า ได้พลาดกับบุตรหนึ่งคน พยายามตามหามาโดยตลอดแต่ก็ไม่พบ หลายปีมานี้หาบุตรไม่พบ บุตรในครรภ์ก็ไม่มีความเคลื่อนไหว พวกเราได้ยินมาว่ามีหมอลัทธิเต๋าอยู่ที่นี่ วิชาอาคมแก่กล้า วิชาแพทย์เป็นเลิศ ประการแรกมาเพื่ออยากถามว่าบุตรไปอยู่ที่ไหน ประการที่สองเพื่อขอรับการรักษา”


ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้


“เจ้าไม่ใช่คนที่เจ้าอาวาสจ้างมาแสดงละครใช่หรือไม่” มีคนเอ่ยถาม


ชายผู้นั้นมีสีหน้าโกรธเคืองทันที “จะบอกให้ว่าข้าจางจื่ออิ่น เป็นคนเมืองหลิง มณฑลหลินอันในหนิงโจว หลายปีมานี้ข้ากับภรรยาได้เดินทางจากใต้ไปเหนือเพื่อตามหาบุตร เห็นวัดก็เข้าไปกราบไหว้ เห็นอารามเต๋าก็เข้าไปขอพร ทำความดีมากมาย คนทั้งมณฑลหลินอันล้วนรู้เรื่องนี้ หากไม่เชื่อก็ไปตรวจสอบได้เลย ถูกว่าจ้างอะไรกัน ข้าจางจื่ออิ่นไม่ขาดแคลนมีกินมีใช้ ไม่มีทางถูกว่าจ้างด้วยเงิน และยิ่งไม่เอาเรื่องของบุตรมาล้อเล่น”


เมื่อคนผู้นั้นเห็นว่าเขาโมโหก็อดลำบากใจไม่ได้ กล่าวว่า “ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ก็บอกว่าจะคุ้มครองคนทั้งโลก ใครจะไปรู้ว่าคราวนี้จะเป็นคนหลอกลวงอีกหรือไม่”


“อย่ากล่าวเหลวไหล เจ้าอาวาสปู้ฉิวเป็นกึ่งเซียน ไม่ใช่ผู้ที่โจรเจ้าเล่ห์ต่ำช้าจะมาเทียบได้”


“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เจ้าปากร้ายขนาดนี้ ระวังจะติดกรรมคำพูด”


ทุกคนพากันกล่าวพึมพำ คนผู้นั้นกลัวจะทำให้ฝูงชนไม่พอใจจึงรีบมุดหายเข้าไปในกลุ่มคน


จางจื่ออิ่นผู้นั้นยกมือคำนับทุกคน จากนั้นก็เดินไปตามทาง ท่ามกลางฝูงชน ก็มีพ่อค้าเดินเท้าที่เดินทางจากใต้ไปเหนือเช่นกัน ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรืออะไรจึงได้ตามไปด้วย เขาอยากดูว่าสามีภรรยาคู่นี้จะทำเช่นนั้นจริงๆหรือไม่ และเจ้าอาวาสปู้ฉิวผู้นั้นจะศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้นจริงหรือ อย่างไรเสียเขาก็จะไปอารามเต๋า หากศักดิ์สิทธิ์จริงๆ จะกราบไหว้บูชาสักหน่อยก็ไม่เป็นไร


ทุกคนพูดเกี่ยวกับเรื่องมหัศจรรย์เมื่อครู่นี้พลางทยอยแยกย้ายกันไป ชื่อเสียงเจ้าอาวาสปู้ฉิวแห่งอารามชิงผิงเป็นกึ่งเซียนที่แท้จริงได้แพร่กระจายออกไปจากที่นี่นับตั้งแต่บัดนี้


ฉินหลิวซีที่ล่องหนอยู่ในอากาศได้เห็นฉากนี้ เลิกคิ้วพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พ่อค้าผู้นั้นเป็นคนฉลาด จะต้องทำบางสิ่งได้อย่างแน่นอน”


เฟิงซิวกลอกตาใส่นาง กล่าวว่า “ข้าไม่สนว่าจะทำอะไรหรือไม่ ข้าว่าท่านยิ่งรู้จักหลอกผีเก่งขึ้นเรื่อยๆ ไปเรียนกลอุบายของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์มาหรือ ตอนนี้อารามชิงผิงต่อให้ไม่อยากมีชื่อเสียงก็คงยาก”


เฟิงซิว “ท่านเปลี่ยนไปแล้ว ท่านเริ่มไล่ล่าชื่อเสียงและผลประโยชน์แล้ว”


“ผิดแล้ว ข้าทำเพื่อพลังศรัทธาต่างหาก” ฉินหลิวซีส่ายนิ้วชี้ไปมา


เฟิงซิวกล่าวว่า “พลังศรัทธานั้นสำคัญ แต่การฝึกบำเพ็ญนั้นสำคัญกว่า การมีอยู่ของท่านในยุทธภพนั้นเพียงพอแล้ว ด้านการฝึกบำเพ็ญก็จะต้องก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านเองก็เห็นแล้ว ซื่อหลัวกลัวว่าใต้หล้าจะสงบสุข ขัดขวางทางเดินของท่านนั้นเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น”


“หืม?”


เฟิงซิวเม้มริมฝีปาก เอ่ยว่า “คำพูดนี้ท่านอาจจะไม่ค่อยอยากฟัง แต่ข้าไม่พูดไม่ได้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติและมนุษย์ แท้จริงแล้วเป็นสวรรค์ลิขิต ผู้คนเดิมทีต้องตายท่ามกลางภัยพิบัติ แต่เป็นเพราะท่านยื่นมือเข้าไปแทรกแซงเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตกลับคืนมา ความจริงแล้วสิ่งนี้ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตที่ขัดต่อเจตจำนงค์ของสวรรค์ ในเมื่อมีวิถีแห่งสวรรค์ ผู้ที่เปลี่ยนแปลงชะตาของชีวิตขัดต่อเจตจำนงค์ของสวรรค์ย่อมถูกผลกรรมสะท้อนกลับ เพราะผลกรรมนี้ย่อมต้องชดใช้ในที่สุด ตอนนี้ยังไม่ตามสนอง หากตามสนองตอนที่ท่านลงสนามรบ เช่นนั้นเกรงว่าจะเป็นหายนะอันใหญ่หลวง”


ฉินหลิวซีหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่าเขาต้องการให้ข้าแบกรับผลกรรมนับหมื่นพันนี้หรือ”


“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้!” เฟิงซิวกล่าวอย่างเป็นกังวลว่า “ยิ่งท่านแบกรับผลกรรมหนักเท่าไหร่ ผลสะท้อนกลับที่ได้รับก็จะยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้นยังจะมีแรงอะไรไปต่อสู้อีก”


ฉินหลิวซีเงียบอยู่เป็นเวลานาน กล่าวว่า “วิถีแห่งสวรรค์ห้าสิบ ถูกกำหนดไว้สี่สิบเก้า เช่นนั้นยังมีโอกาสอันริบหรี่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องเกิด หากสวรรค์โยนผลกรรมอันใหญ่หลวงนี้มาให้ข้าเพราะเหตุนี้ เช่นนั้นก็เป็นสุนัขต่ำช้าอย่างแท้จริง!”


แค่พูดถึงก็รู้สึกโกรธ ข้าอยากจะกบฏจริงๆเลย!


สวรรค์ ‘ข้ายุติธรรม!’


เฟิงซิวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ท่านกำลังเปลี่ยนแนวคิด พยายามโน้มน้าวข้า”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ข้าพูดตามความเป็นจริง แต่สิ่งที่เจ้าพูดมานั้นก็มีความเป็นไปได้ แต่เขาให้ข้าแบกรับการสะท้อนของผลกรรม เขาเป็นคนสร้างภัยพิบัติทางธรรมชาติและมนุษย์ขึ้นมา ก็ต้องแบกรับผลกรรมด้วยไม่ใช่หรือ ทำลายศัตรูนับพัน แต่ตัวเองสูญเสียไปแปดร้อย เขาเล่นใหญ่ขนาดนี้ ความจริงแล้วก็เป็นพวกนิสัยเสีย!”


“ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้เขาจะมีแผนการลับมากมายแค่ไหน เมื่อเผชิญหน้าต่อความแข็งแกร่ง ก็ล้วนไร้ประโยชน์ ดังนั้นการที่ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นจึงจะเป็นประเด็นหลัก ท่านจะเสียการใหญ่เพราะสิ่งเล็กๆน้อยๆไม่ได้ ภัยคุกคามใหญ่ที่สุดรออยู่ข้างหลัง” เฟิงซิวถอนหายใจพลางเอ่ย “ขอกล่าวทำร้ายจิตใจอีกสักประโยค เมื่อเผชิญกับภัยพิบัติ หากเอาแต่พึ่งพานักพรตในเสวียนเหมินอย่างท่านมาช่วยเหลือ แล้วจะมีราชสำนักไว้ทำเผือกอะไร”


“ข้าเข้าใจความหมายของเจ้า ข้าจะลำดับความสำคัญให้ถูก”


ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย สายตามองไปข้างหน้า กล่าวว่า “มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ เดิมทีก็เป็นการสำรวจคู่ต่อสู้ก่อนลงสนามรบ หากหาจุดอ่อนของเขาพบ ข้าก็จะสามารถชนะได้”


เฟิงซิวไม่ได้เอ่ยอะไรอีก หากนางสามารถเพิกเฉยต่อสิ่งมีชีวิตได้จริงๆ แล้วจะเดินมาถึงจุดได้อย่างไร การที่เขาเอ่ยเตือนก็แค่บอกถึงผลข้างเคียง กลัวว่านางจะคำนวณพลาด


[1] ยามเซิน 15.00น.-17.00น.


ตอนที่ 1143: อารามชิงหลานขอความช่วยเหลือ


คำเตือนของเฟิงซิว ฉินหลิวซีย่อมใส่ใจ สวรรค์ไม่เคยยืนอยู่ข้างนางอยู่แล้ว หากตอนนี้ผลกรรมไม่ตามสนอง รอให้นางลงสนามรบจึงจะได้รับผลสะท้อนกลับ เช่นนั้นนางก็จะต้องต่อสู้ภายใต้การถูกกดทับ


ดังนั้นหลังจากจัดการเรื่องลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ฉินหลิวซีจึงเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีโรคระบาดหลายแห่ง เขียนใบสั่งยาโรคระบาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากนั้นก็กลับอารามชิงผิง


และเมื่อนางกลับมาที่อารามเต๋า ประตูแห่งกาลเวลาก็ได้มาถึงปลายเดือนเจ็ดซึ่งเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นางได้พบคนตายมากมาย และได้สวดส่งวิญญาณมากมาย ช่วยผู้คนไว้ไม่น้อย ได้รู้ข่าวมากมายจากผีหลายตน


อย่างเช่นพระสนมหรูเฟยในวังหลวง เนื่องจากเรื่องที่ลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์สะสมเงิน ถูกผู้ตรวจการซานจั่วยื่นฎีกาฟ้องร้อง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระสนมถูกฮ่องเต้ลดตำแหน่งลงเป็นนางสนม และถูกกักบริเวณ


และฉีเชียนที่มีผลงานบรรเทาภัยพิบัติและจับโจรกบฏ ได้ถูกแต่งตั้งเป็นรุ่ยอ๋องและพระราชทานจวนอ๋องให้ แต่ในขณะเดียวกัน ฮ่องเต้ก็ได้แต่งตั้งฉีอวี้แห่งจวนหนิงอ๋องเป็นซื่อจื่อจวนหนิงอ๋อง


กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือในภายภาคหน้าฉีเชียนจะไม่ได้สืบทอดจวนหนิงอ๋อง เขาถูกแยกออกมาเปิดจวนอีกหลังหนึ่ง ราวกับเป็นสัญญาณอย่างหนึ่ง ทำให้เหล่าบรรดาองค์ชายรู้สึกถึงภัยคุกคาม


ฉีเชียนได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋อง ตราบใดที่เขาทำผลงานอย่างต่อเนื่อง ในภายภาคหน้าก็จะสามารถแสวงหาตำแหน่งใหญ่ได้อย่างสมเกียรติ เช่นนี้ กองกำลังก็จะหาช่องว่างเพื่อเป็นโอกาสในการผลักดันเขาไปสู่จุดสูงสุด แต่ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นมีความคิดอย่างไร


ฉินหลิวซีกลับไปที่วิหารด้านหน้า เห็นครอบครัวสามคน เป็นสองสามีภรรยาที่นางได้แนะนำที่ทางด้านลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ในวันนั้น ข้างกายพวกเขามีเด็กผู้ชายรูปร่างผอมบางสีหน้าซีดขาวยืนอยู่ ใบหน้าคล้ายกับจางจื่ออิ่นเป็นอย่างมาก


“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะสมดังปรารถนาแล้ว” ฉินหลิวซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม


จางจื่ออิ่นพาคนในครอบครัวคุกเข่าลง กล่าวอย่างซาบซึ้งว่า “ขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยชี้แนะ พวกเราสามีภรรยาทำตามที่ท่านชี้แนะมาตลอด เดินทางไปตามถนน โขกศีรษะคำนับทุกห้าลี้ มาจนถึงเชิงเขาอารามชิงผิง เจ้าเด็กคนนี้ก็มาขอกินข้าวอยู่ตรงหน้าพวกเราสามีภรรยา เขาเหมือนกับข้ามาก แต่พวกเราก็ไม่กล้าฟันธง จนกระทั่งเห็นปานในที่ลับ ครอบครัวจึงได้พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง ท่านเซียนเป็นเซียนที่ลงมาจากสวรรค์อย่างแท้จริง”


ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “เป็นเพราะพวกเจ้าจริงใจและจิตใจดีมากพอ ตลอดทางนอกจากจะโปรยเงินแล้ว คิดว่าพวกเจ้าก็ได้ช่วยผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อย นี่คือสิ่งตอบแทนบุญกุศลเหล่านี้ ทำให้ครอบครัวของพวกเจ้ากลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง”


ฉินหลิวซีให้พวกเขาลุกขึ้น กล่าวว่า “ในเมื่อพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วก็กลับบ้านไปเถิด ต่อไปก็ทำความดีสะสมบุญ ก็จะได้รับพรตอบแทน”


“แน่นอนขอรับ” จางจื่ออิ่นพยักหน้าทันที


ฉินหลิวซีเฝ้าดูพวกเขาจากไป จากนั้นจึงได้ไปลานเต๋าด้านหลัง กลับได้รู้จากปากของชิงหย่วนว่าเนื่องจากมีภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่โรคระบาดเชิงเขาได้รับการรักษาจนหายขาดแล้ว นักพรตหลินและคนอื่นๆ จึงได้ไปยังพื้นที่อื่น แต่นักพรตเหอยังอยู่


“นักพรตเหออยากจะเป็นศิษย์อารามเต๋าของพวกเรา” ชิงหย่วนกล่าวว่า “วิชาแพทย์ของเขาไม่เลวเลย ท่านว่าอย่างไร”


“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่รับลูกศิษย์อีกแล้ว” ฉินหลิวซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า “เขามีพรสวรรค์สามารถเป็นลูกศิษย์ได้ เจ้าไปจัดการเถิด อารามเต๋าของพวกเรายังขาดนักพรตที่เก่งกาจอยู่”


“ข้าก็คิดเช่นนั้น ในเมื่อเขามีใจมุ่งมั่นที่จะฝึกบำเพ็ญในอารามเต๋าของพวกเรา เป็นหมอลัทธิเต๋า ในภายภาคหน้าอารามเต๋าของพวกเราก็จะมีผู้ที่มีพรสวรรค์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน” ชิงหย่วนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “แต่เขามาเพราะท่าน หากท่านมีเวลาก็ช่วยแนะนำสักหน่อยเถิด”


“ในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาส เป็นหน้าที่รับผิดชอบของข้า เจ้าให้เขาวางใจก็พอแล้ว” ฉินหลิวซีกล่าว


ชิงหย่วนยังได้เล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ในอารามให้นางฟัง ปีนี้เกิดภัยพิบัติทางภาคเหนือและภาคใต้ ส่วนที่แห้งแล้งก็แห้งแล้งจนตาย ส่วนที่น้ำท่วมก็น้ำท่วมจนตาย เสบียงอาหารที่พวกเขาซื้อก็แพงกว่าปีก่อนๆสองเท่า พื้นที่ของอารามเต๋าเสบียงที่เก็บรวบรวมมาก็เพียงพอต่อความต้องการประจำวันในอารามเต๋าเท่านั้น หากทำการกุศลต่อไปก็จะมีค่าใช้จ่ายสูง


ฉินหลิวซีเอ่ย “เมื่อใดก็ตามที่มีคนมาขอรับการรักษาหรือให้ช่วยทำนาย เจ้าก็ให้พวกเขาบริจาคเสบียงอาหาร หรือไม่ก็ค่าน้ำมันตะเกียง มีกำลังมากเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น หากไม่มีจริงๆ การกุศลก็คงต้องเหมือนกับปีที่ผ่านมา ทำเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญ”


“ตกลง” ชิงหย่วนเอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า “ได้ยินผู้แสวงบุญที่มาจุดธูปบูชาเมื่อก่อนหน้านี้บอกว่าอารามชิงผิงของพวกเราได้มีชื่อเสียงไปแล้ว ผู้คนมากมายต่างก็รู้ว่าที่อารามของพวกเรามีกึ่งเซียนจริงๆ ท่านเจ้าอาวาส ท่านทำได้ดีมาก!”


ฉินหลิวซีมุมปากกระตุก “เจ้ารู้จักประจบประแจงเกินไปแล้ว รีบไปทำงานเสีย”


นางกำลังจะหันหลัง ทันใดนั้นก็เห็นนกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งบินมาหา รอยยิ้มค่อยๆจางหายไป ยื่นมือออกไปคว้านกกระเรียนตัวนั้นไว้ ทันทีที่คลี่ออกก็ขมวดคิ้ว


เมื่อชิงหย่วนเห็นว่านางสีหน้าผิดปกติ ก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที “เกิดอะไรขึ้น”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เป็นจดหมายขอความช่วยเหลือจากทางด้านอารามชิงหลาน ท่านอาจารย์ลุงชิงหลานไม่สบายเล็กน้อย เชิญข้าไปตรวจอาการ”


เจ้าอาวาสอารามชิงหลานนั้นมีมิตรภาพอันยอดเยี่ยมกับชื่อหยวน ตอนนี้เขาเกิดเรื่อง มาขอความช่วยเหลือจากที่นี่ ฉินหลิวซีย่อมไม่มีทางเพิกเฉย


ฉินหลิวซีกลับไปที่เรือนโอสถที่บ้านก่อน หยิบยาและเสื้อผ้าที่ฉีหวงเตรียมไว้ให้สำหรับเปลี่ยนใส่ไว้ในถุงเฉียนคุนภายใต้สายตาน้อยใจของนาง ก้าวออกมาจากประตูเรือนโอสถแล้วเข้าสู่เส้นทางหยิน


ประตูภูเขาอารามชิงหลานยังคงเป็นเช่นเคย เพียงแต่เหมือนกันกับอารามชิงผิง ที่เชิงเขาเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยและขอทาน


และสหายเต๋าของอารามชิงหลานก็ไม่ได้สะดวกสบายเท่ากับนักพรตในอารามของพวกนาง ใบหน้าไร้สีสัน ราวกับไม่ได้กินอิ่มมาเป็นเวลานานแล้ว


การปรากฏตัวของฉินหลิวซี ทำให้สหายเต๋าในอารามชิงหลานประหลาดใจเป็นอย่างมาก รีบไปแจ้งให้กับศิษย์พี่เหอหมิงซึ่งเป็นผู้ดูแลอารามอย่างรวดเร็ว


เหอหมิงเดินมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นฉินหลิวซี ดวงตาทั้งสองข้างเป็นประกาย คำนับนางตามธรรมเนียมเต๋า “ไม่ได้พบท่านอาจารย์อามาหลายปี ท่านอาจารย์อาดูมีสง่าราศีกว่าเมื่อก่อน เหอหมิงยินดีเป็นอย่างยิ่ง”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เหอหมิงเจ้าโตแล้ว ตบะก็ก้าวหน้าแล้ว เห็นได้ว่าหลายปีมานี้ไม่ได้เกียจคร้าน”


เหอหมิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย เขาอายุจะสามสิบปีแล้ว อายุมากกว่านางเสียอีก ใช้คำว่าโตแล้วไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง แต่ลัทธิเต๋าให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโส อีกฝ่ายมีความอาวุโสกว่าตัวเอง ตอนนี้ท่านอาจารย์ของนางก็ได้จากไปแล้ว ได้เป็นเจ้าอาวาสอารามชิงผิงคนใหม่ ความจริงแล้วลำดับอาวุโสระดับเดียวกันกับเจ้าอาวาสอารามของตัวเองด้วยซ้ำ


“ไม่เท่าท่านอาจารย์อาหรอกขอรับ” เหอหมิงกล่าวด้วยความเคารพ


ฉินหลิวซียื่นเครื่องรางหยกสายฟ้าฟาดที่เคยหล่อหลอมไว้ให้หนึ่งอัน กล่าวว่า “นี่คือของขวัญการพบกัน”


เหอหมิงรับเครื่องรางหยกสายฟ้าฟาดนั้นมา เมื่ออยู่ในมือก็สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลของจิตวิญญาณเต๋ากับจิตวิญญาณสายฟ้า ในใจรู้ว่านี่คือเครื่องรางชั้นยอด คำนับฉินหลิวซีอย่างเป็นทางการ กล่าวว่า “ท่านอาจารย์อา เครื่องรางนี้มีค่ามากเกินไป”


“รับไว้เถิด ข้าหล่อหลอมด้วยตัวเอง ไม่ได้มีค่าอะไร ผู้อาวุโสมอบให้อย่าได้ปฏิเสธ” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “นำทางไปเถิด เล่าให้ข้าฟังสักหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านอาจารย์ลุงชิงหลาน”


เหอหมิงเห็นดังนั้นก็กล่าวขอบคุณอีกครั้ง นำทางนางเดินไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ปู่ได้ต่อสู้อาคมกับผู้อื่นจนได้รับผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรง กินยาลูกกลอนไปแล้วแต่ยังคงไม่ฟื้นตัวกลับมา หากพูดถึงวิชาแพทย์ พวกเราไม่เก่งเท่ากับท่านอาจารย์อา จึงได้บังอาจเชิญท่านมาที่นี่ คิดไม่ถึงว่าท่านจะมาเร็วขนาดนี้”


ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว “ต่อสู้อาคม? กับใคร เพื่ออะไรหรือ”


“อาจารย์ปู่ไม่ได้กล่าวอะไรมาก บอกเพียงว่าไม่ใช่คนอย่างพวกเราสามารถรับมือได้ แต่เขากลับไปเพื่อตระกูลเฟิ่งที่เคยมีฮองเฮาถึงสองคนในชิงโจว ตระกูลเฟิ่งโชคลาภสูญหาย คนในตระกูลล้มตายกันหมด!”


ฉินหลิวซีชะงักฝีเท้า ดวงตาเฉียบคม โชคลาภอีกแล้วหรือ


ตอนที่ 1144: ความแข็งแกร่งของบางคนไม่ได้มาได้ง่ายๆ!


ฉินหลิวซีตามเหอหมิงไปที่ห้องเต๋าของเจ้าอาวาสชิงหลาน ไท่ชิงลูกศิษย์ของเขานั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ หลับตาลง ท่องบทสวดพึมพำ


“อาจารย์ ท่านอาจารย์อาปู้ฉิวมาถึงแล้ว” เหอหมิงเดินไปข้างหน้า กล่าวเบาๆ


ไท่ชิงลืมตาขึ้น เห็นฉินหลิวซี ลุกขึ้นคำนับตามธรรมเนียมเต๋า “ศิษย์น้องปู้ฉิวมาเร็วมาก รบกวนเจ้าด้วย”


ฉินหลิวซีคำนับกลับ กล่าวว่า “เรื่องของอาจารย์ลุง ไม่อาจรอช้าได้”


นางเข้าไปดูเจ้าอาวาสชิงหลานที่อยู่บนเตียง เห็นว่าผมของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวเงินราวหิมะ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น สีหน้าเทาขาว ริมฝีปากมีสีม่วงเล็กน้อย หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ อ่อนแรงเล็กน้อย


เมื่อเทียบกับความสง่างามเมื่อไม่กี่ปีก่อน เจ้าอาวาสชิงหลานในตอนนี้ราวกับกำลังจะละสังขารแล้ว


ทุกคนล้วนเป็นคนในลัทธิเต๋า แต่นางกลับไม่เห็นอายุขัยของเขา


ฉินหลิวซีสูดหายใจ หลับตาลงเล็กน้อย ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาชัดเจนขึ้นมา นั่งลงคุกเข่าอยู่ข้างเตียงไม้ไผ่ จับมือเขาขึ้นมา สองนิ้ววางลงไป ทันทีที่จับชีพจรก็ขมวดคิ้ว


ผิวหนังใต้นิ้วว่างเปล่าและเยือกเย็น ชีพจรไร้เรี่ยวแรง ชี่และเลือดไม่สม่ำเสมอ ชี่ไม่เพียงพอทำให้การไหลเวียนของเลือดนั้นเป็นเรื่องยาก และเมื่อเลือดไม่เพียงพอก็จะไม่สามารถเติมเต็มร่างกายได้ ทำให้ร่างกายของเขาเย็นยะเยือก จุดที่สำคัญที่สุดคืออวัยวะภายในทั้งหมดได้รับความเสียหาย ชี่ถูกปิดกั้นทำให้ลมปราณไหลเวียนไม่สะดวก หยินหยางไม่สมดุล สถานการณ์เช่นนี้ เมื่อเลือดไม่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจก็จะง่ายต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ


“หยินหยางยุ่งเหยิง พลังชีวิตอ่อนแอ เนื่องจากร่ายวิชาจึงได้ถูกผลสะท้อนกลับทำให้ปอดในร่างกายเสียหาย” ฉินหลิวซีเปลี่ยนมาจับชีพจรมืออีกข้าง กล่าวว่า “ได้ยินเหอหมิงบอกว่าได้ต่อสู้อาคม เป็นใครหรือ”


“ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นพระภิกษุรูปหนึ่ง” ไท่ชิงสีหน้าเศร้าเล็กน้อย


ฉินหลิวซีนึกถึงร่างพระพุทธรูปที่ตัวเองเห็นบนตัวของเสวียนหมิง หรือว่าจะเป็นร่างพระพุทธรูปของซื่อหลัวเช่นกัน


นางจับชีพจรต่อ เดิมทีเจ้าอาวาสชิงหลานก็เป็นผู้ที่ฝึกบำเพ็ญลัทธิเต๋า และคำสอนที่สืบทอดในอารามชิงหลานก็เป็นคำสอนของจางเทียนซือ มีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี ยาลูกกลอนบำรุงร่างกายที่ปกติตัวเองได้หล่อหลอมในอารามก็ต้องทานไปไม่น้อย ดังนั้นศักยภาพของร่างกายพวกเขาจึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่มาก


ฉินหลิวซีดึงมือกลับ กล่าวกับไท่ชิงว่า “ปอดได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ใช้ยาลูกกลอนอะไรหรือ”


ไท่ชิงตอบว่า “ท่านอาจารย์ล้มเหลวในการต่อสู้ เมื่อกลับมาก็ได้ทานยาจิ่วจ่วนต้าหวนไปแล้ว”


นี่ก็เป็นยาต่อชะตาชีวิต ซึ่งหาได้ยากเป็นอย่างมาก อารามชิงหลานของพวกเขาก็มีเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น ตอนนี้ใช้ไปแล้วก็ไม่มีอีกแล้ว พวกเขามีสูตรยา แต่หากต้องหล่อหลอมยาลูกกลอนนี้กลับไม่ง่ายนัก


ฉินหลิวซีกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “พวกเจ้ามีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ด้วยหรือ”


เหอหมิงกับไท่ชิงมุมปากกระตุก เจ้าไม่ควรแสดงท่าทีอยากได้เช่นนั้นไม่ใช่หรือ


“ข้าก็แค่ถามดู” ฉินหลิวซียิ้มอย่างลำบากใจ “ไม่ได้อยากได้สักเม็ดอย่างแน่นอน”


แน่นอนว่าหากให้นาง นางก็จะไม่เกรงใจ!


ไท่ชิงยิ้มอย่างขมขื่น “ที่เจ้ากล่าวมาก็ไม่ผิด ยาจิ่วจ่วนต้าหวนเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในอารามชิงหลานของพวกเราจริงๆ ล้วนบอกว่าเป็นสมบัติล้ำค่าก้นหีบ ย่อมเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ต่อให้เจ้าอยากได้ก็ไม่มีแล้ว เม็ดสุดท้ายก็ได้ใช้รักษาชีวิตอาจารย์แล้ว!”


ฉินหลิวซี ‘มาช้าไป!’


เหอหมิงทนดูไม่ได้ ถามว่า “อาจารย์อาปู้ฉิว แม้ว่าอาจารย์ปู่จะกินยาจิ่วจ่วนต้าหวน อาจารย์ก็ได้ฝังเข็มให้เขาแล้ว แต่นี่ก็สามวันแล้ว ก็ยังไม่ฟื้นเลย หรือว่าเขา…”


“ต้องโทษที่วิชาแพทย์ของข้าไม่ดีพอ” ไท่ชิงถอนหายใจ


ฉินหลิวซีจึงเอ่ยว่า “ผลสะท้อนกลับที่เขาประสบในครั้งนี้ร้ายแรงมาก จะต้องเป็นการใช้วิชาลับอันทรงพลังจึงได้เป็นเช่นนี้ การที่รักษาชีวิตหนีกลับมาได้ทันเวลาก็นับว่าดีมากแล้ว พลังชีวิตของเขาอ่อนแอ พลังชี่ถูกปิดกั้น ก่อนอื่นข้าจะใช้วิชาเก้าเข็มฟื้นพลังหยางฝังเข็มให้เขา ต่อพลังชีวิต ปรับสมดุลหยินหยาง จากนั้นก็ใช้เข็มเทพไท่อี่บำรุงพลังชี่ ปรับสมดุลชี่และเลือด นอกจากนี้จะเสริมด้วยการอาบยาสมุนไพรเพื่อกระตุ้นเส้นลมปราณ ค่อยๆบำรุง เมื่ออาการดีขึ้นเจ็ดถึงแปดส่วน เขาค่อยกักตัวฝึกบำเพ็ญโดยไม่ถูกรบกวนจากภายนอก ก็จะฟื้นตัวในที่สุด”


เมื่อทั้งสองคนได้ฟังดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะดีใจออกนอกหน้า สามารถรักษาได้นั่นเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก


เหอหมิงกล่าวว่า “เช่นนั้นจะเริ่มเมื่อไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง”


“เตรียมยาอาบสมุนไพร แล้วก็ต้องทำกำยานสงบดวงจิตด้วย”


ฉินหลิวซีเดินไปด้านข้าง หยิบกระดาษและพู่กัน จุ่มหมึก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เริ่มเขียนใบสั่งยา หยุดเขียนเป็นพักๆ เดี๋ยวลดเดี๋ยวเพิ่ม สุดท้ายจึงได้เขียนใหม่อีกหนึ่งแผ่นแล้วยื่นให้ “นี่เป็นยาต้มปรับสภาพร่างกาย เอาไว้ใช้ปรับสภาพหลังจากที่ฝังเข็มสองสามวัน”


ใบสั่งยานี้ใช้ยาอย่างไม่มีความกลัวใดๆ แต่ส่วนผสมของยาทุกชนิดนั้นเหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่ง รักษาบาดแผลภายใน ซ้ำยังบำรุงปอด บำรุงหยินและเลือด เสริมสร้างรากฐานให้แข็งแรง


ขณะที่เขากำลังชื่นชม ฉินหลิวซีก็ได้เริ่มเขียนใบสั่งยาสมุนไพรสำหรับอาบแล้วยื่นให้เหอหมิง นี่เป็นยาสมุนไพรที่ต้องแช่หลังจากฝังเข็มแล้ว


“วัสดุใช้ทำกำยาน ในอารามของพวกท่านก็คงจะมีกระมัง” ฉินหลิวซีกล่าว


ไท่ชิงรีบกล่าวว่า “หากเป็นกำยานสงบดวงจิต พวกเราก็มีอยู่เช่นกัน”


ฉินหลิวซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ก็ใช่ว่าจะดูถูกกำยานของพวกท่าน แต่สิ่งที่ข้าทำขึ้นมาเองนั้นจะดีกว่าอยู่บ้าง เป็นผลดีสำหรับการซ่อมแซมดวงจิตของเขา ตราบใดที่ดวงจิตของเขาแข็งแกร่งพอ เขาก็จะฟื้นฟูร่างกายได้เอง”


ไท่ชิงพยักหน้า กล่าวกับเหอหมิงว่า “เช่นนั้นเจ้าพาอาจารย์อาของเจ้าไปที่ห้องโถงกำยาน ต้องการเครื่องหอมอะไรก็เอามาให้นาง เจ้าคอยอยู่เป็นลูกมือ ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด”


เหอหมิงรีบตอบรับทันที


ฉินหลิวซีให้เหอหมิงไปเตรียมของอีกสองสามอย่าง จากนั้นก็ตามเหอหมิงไปสถานที่เก็บเครื่องหอมในอาราม


ผู้แสวงบุญที่มาอารามเต๋า แม้ว่าจะเตรียมธูปมาจุดบูชาเอง แต่ในอารามก็จะเตรียมวางไว้ให้ อย่างไรเสียหน้าเทพเจ้าไม่ควรขาดธูป และผู้แสวงบุญก็ไม่สามารถจุดธูปได้ทั้งวัน ดังนั้นจึงได้จัดเตรียมไว้ กระทั่งทำธูปขึ้นมาเอง เนื่องจากธูปที่ทำขึ้นมาเองนั้นจะดีกว่า


แม้แต่ธูปที่ถวายในอารามชิงผิง ก็ยังทำโดยศิษย์ในอารามทั้งหมด


ห้องโถงกำยานในอารามชิงหลานก็มีกำยานและเครื่องหอมที่เตรียมไว้วางกองกันอยู่มากมายหลายชนิด กลิ่นหอมอบอวล


“อาจารย์อาดูว่าต้องการเครื่องหอมอะไรบ้าง”


ฉินหลิวซีเลือกเครื่องหอมหลายอย่าง ทำกำยานนั้นไม่ยาก แต่หากทำกำยานอย่างดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เปลืองแรงใจ เปลืองสมาธิ และเปลืองเวลา


เหอหมิงบอกว่ามาเป็นลูกมือ ก็ได้ช่วยหยิบเครื่องหอม ใช้วัตถุดิบยาหล่อหลอมเป็นแก่นเครื่องหอม ส่วนกระบวนการทำกำยานที่เหลือ เขาก็มีส่วนร่วมในการปรุงเครื่องหอม ส่วนวิธีการต่างๆในกระบวนการอื่นๆ ล้วนเป็นฉินหลิวซีที่ทำด้วยตัวเอง ตามคำพูดของนาง การทำเครื่องหอมก็ต้องให้ความสำคัญกับไฟและเวลา กำยานจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสิ่งนี้ หากพลาดไปเพียงนิดเดียวก็จะสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล


สิ่งเหล่านี้ยังพอสามารถควบคุมได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อในที่สุดก็กลายเป็นกำยาน นางก็ได้ใส่พลังวิญญาณของนางลงไปในกำยานแล้วเสกคาถาสงบดวงจิต เมื่อเห็นลายกำยานที่ราวกับมีคาถาอาคมเพิ่มขึ้นมาในทันที ทำให้กำยานนั้นมีความพิเศษ เหอหมิงรูม่านตาสั่น


กำยานเช่นนี้ เมื่อถูกจุด กลิ่นกำยานจะแฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณ ทำให้ดวงจิตสงบลง


เหอหมิงอยากได้เป็นอย่างมาก กำยานเช่นนี้ เพียงแท่งเดียวคุ้มเงินเป็นอย่างมาก และนางทำได้ถึงยี่สิบแท่ง


กำยานชั้นยอด เขาก็อยากได้!


เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่าเขาท่าทางอยากได้ ยื่นไปให้หนึ่งแท่ง “มอบให้เจ้า”


เหอหมิงถูมือ กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ให้ข้าได้ด้วยหรือ”


“มากกว่านี้ไม่มีให้” ฉินหลิวซีหยิบกล่องออกมาแล้วใส่กำยานลงไป


“ครึ่งแท่งก็นับว่าเป็นวาสนาของเหอหมิงแล้ว ขอบคุณอาจารย์อามาก!” เหอหมิงเอามือถูเสื้อเช็ดน้ำมันในมือ รับกำยานมา จากนั้นก็เอากล่องใบเล็กจากในห้องโถงกำยานมาใส่ไว้ ท่าทางทะนุถนอมราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า


ทั้งสองคนออกมาจากห้องโถงกำยานก็เป็นเวลาอีกวันแล้ว เหอหมิงมองไปยังฉินหลิวซีจึงได้เห็นว่าสีหน้านางซีดเล็กน้อย นึกขึ้นได้ว่านางได้เสกคาถาใส่กำยาน ต้องเป็นคาถาที่เปลืองพลังวิญญาณเป็นอย่างมาก จึงอดรู้สึกประทับใจและนับถือไม่ได้


“อาจารย์อา ข้าจะไปเอาอาหารเช้ามาให้ท่านกินก่อน ท่านพักผ่อนแล้วค่อยไปฝังเข็มให้อาจารย์ปู่ดีหรือไม่”


ฉินหลิวซีก็รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย สาเหตุหลักคือคาถาที่นางเสกลงบนกำยาน นอกจากพลังวิญญาณแล้วยังแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณเต๋า การทำกำยานก็ยุ่งยากและซับซ้อน นางก็เหนื่อยเป็น


“ไม่ต้องกินอาหารเช้าแล้ว ข้าแค่กินยาปี้กู่ก็พอ สถานที่ที่มีพลังวิญญาณมากที่สุดในอารามชิงหลานอยู่ที่ไหน ข้าจะไปนั่งขัดสมาธิโคจรมหาจักรวาล จากนั้นค่อยไปฝังเข็มให้ท่านอาจารย์ลุงชิงหลาน”


เหอหมิงได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะนำทางท่านไป”


อารามชิงหลานอยู่ครึ่งทางขึ้นไปบนภูเขา มีเสาหินขนาดใหญ่คล้ายกับดาบ ด้านบนได้แกะสลักพระสูตรมากมาย หากได้ปฏิบัติเต๋า ณ ที่แห่งนี้ เมื่อเข้าสู่สมาธิ อาจจะสามารถตระหนักถึงจิตวิญญาณเต๋าที่อยู่ในดาบหินนี้ได้


“ดาบหินนี้ เป็นพระสูตรที่เจ้าอาวาสอารามแต่ละสมัยเคยแกะสลักไว้ในอดีต และเป็นสถานที่ที่ลูกศิษย์มากมายชอบมาเป็นที่สุด ตอนนี้ข้างนอกมีภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง ลูกศิษย์ในอารามก็ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ปู่ลงจากเขาเข้าสู่ทางโลก ช่วยคนทุกข์ยากและเผยแพร่เต๋า ตอนนี้ที่แห่งนี้นั้นเงียบสงบ”


ฉินหลิวซีมองไปยังดาบหิน กล่าวว่า “เป็นสถานที่ที่พลังวิญญาณเพียงพอมากที่สุดจริงๆ คนนอกอย่างข้ามาบำเพ็ญเต๋าที่นี่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกกระมัง”


เหอหมิงหัวเราะอย่างสดใส “อาจารย์อาเรียกตัวเองว่าคนนอก ช่างห่างเหินกับพวกเราเสียจริง ลัทธิเต๋าในใต้หล้านี้เป็นครอบครัวเดียวกัน ท่านและข้าเป็นคนเส้นทางเดียวกัน เหตุใดจะปฏิบัติเต๋าที่นี่ไม่ได้ เดิมทีก็เหมาะสมสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญ หรือเป็นผู้แสวงบุญทั่วไป การที่สามารถเข้าใจจิตวิญญาณเต๋าได้นั้นล้วนเป็นการเผยแพร่เต๋า เป็นเรื่องที่น่ายินดี ”


ไม่เห็นแก่ตัว ไม่กลัวผู้อื่นจะแข็งแกร่งกว่า นี่คือเสวียนเหมินที่มีเส้นทางอันชอบธรรมในหัวใจ


“ที่เจ้ากล่าวมาก็ถูก” ฉินหลิวซีนั่งลงบนดาบหิน ผนึกนิ้วมือทั้งสองข้างวางลงบนหัวเข่า ตามองไปยังพระสูตรบนดาบหิน นำทางพลังวิญญาณในบริเวณใกล้เคียงเข้าสู่ร่างกาย ในไม่ช้าก็เข้าสู่สมาธิ


เหอหมิงเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย ยิ่งรู้สึกนับถือมากขึ้นเรื่อยๆ ลงจากภูเขาอย่างเงียบๆ กลับไปที่ห้องเต๋าของอาจารย์ปู่


เมื่อไท่ชิงเห็นว่าเขากลับมาจึงถามว่า “อาจารย์อาปู้ฉิวของเจ้าล่ะ”


“พวกเราเข้าไปในห้องโถงกำยานตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้พึ่งจะทำกำยานเสร็จ อาจารย์อาปู้ฉิวไม่ค่อยมีชีวิตชีวา จึงไปนั่งสมาธิก่อนแล้วค่อยมาฝังเข็มให้อาจารย์ปู่ ข้าพานางไปที่ดาบหิน ท่านอาจารย์ แม้ว่าอาจารย์อาปู้ฉิวจะอายุน้อย แต่กลับมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเต๋าเป็นอย่างมาก เข้าสู่สมาธิอย่างรวดเร็ว ศิษย์ยังสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณได้มุ่งตรงไปที่นาง” เหอหมิงถอนหายใจพลางกล่าวชม


“อาจารย์ปู่ของเจ้าเคยบอกแล้วว่าศิษย์น้องปู้ฉิวเป็นนักพรตในเสวียนเหมินที่หายากในรอบพันปี นางเรียนรู้อย่างรวดเร็ว และยังรู้จักพลิกแพลงต่อยอด มีสมาธิและแยบยลมาก นางเกิดมาเพื่อเสวียนเหมิน”


“อาจารย์อาอายุเพียงยี่สิบปีก็ประสบความสำเร็จในการฝึกบำเพ็ญระดับนี้แล้ว ไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ซ้ำนางยังมีโชคอีกด้วย”


ไท่ชิงหัวเราะ “พรสวรรค์และโชคเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ว่านางสามารถสงบสติอารมณ์ได้ดีจริงๆ ได้ยินว่านางพึ่งจะเข้าสู่ลัทธิเต๋าอย่างแท้จริงตอนห้าขวบ แต่กลับสามารถกักตัวฝึกบำเพ็ญเป็นเวลาหนึ่งเดือนท่ามกลางฤดูหนาวในเดือนสิบสองโดยไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น สำหรับวิชาแพทย์ ตอนที่นางอายุห้าหกขวบ ก็กล้าที่จะไปเก็บศพสดๆในหมู่บ้าน สำรวจจุดฝังเข็มบนร่างกายของคนเพื่อฝึกการฝังเข็ม”


เหอหมิงตกใจเป็นอย่างมาก


ความแข็งแกร่งของบางคน ที่แท้ไม่ได้มาได้ง่ายๆ


เมื่อนึกได้ว่านางสามารถเสกยันต์ขึ้นมาด้วยแสงแห่งจิตวิญญาณเพียงเล็กน้อย เขาก็ยิ่งรู้สึกละอายใจมากขึ้น แค่สิ่งนี้เพียงอย่างเดียว นางก็สามารถเอาชนะคนในเส้นทางเดียวกันได้ไม่น้อยแล้วกระมัง แต่นางดันทำได้ทุกอย่าง


ไท่ชิงถามอย่างสงสัยว่า “แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าจะนับถืออาจารย์อาปู้ฉิวของเจ้าเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่เหมือนตอนนี้ เห็นนางเป็นเจ้าลัทธิไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นหรือ”


เหอหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง เอากล่องใส่กำยานออกมาจากแขนเสื้อ กล่าวว่า “นี่คือกำยานสงบดวงจิตที่อาจารย์อาปู้ฉิวทำ”


และกลิ่นหอมนี้ก็ได้แฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณจางๆ ทำให้คนรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เขามองดูตัวกำยานสีม่วงแดง บนกำยานมีลวดลายเล็กน้อย ไท่ชิงรูม่านตาหดลงเล็กน้อย


นี่คือลายกำยาน!


ยามีลวดลายของยา กำยานก็มีลวดลายของกำยาน ล้วนเป็นการหล่อหลอมด้วยคาถาที่เกี่ยวข้อง ตราบใดที่หล่อหลอมสำเร็จก็จะปรากฏลวดลาย กำยานที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้ก็มี


นี่เป็นเพียงการทำกำยาน


ไท่ชิงก็บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร ราวกับว่าลูกศิษย์ของคนอื่นช่างเก่งเหลือเกิน


“เพียงแค่แท่งเดียวหรือ” ไท่ชิงวางกำยานกลับเข้าไปอย่างระมัดระวัง กลัวว่ากลิ่นจะหายไป


เหอหมิงส่ายหน้า “สิ่งนี้อาจารย์อามอบให้ข้า”


ไท่ชิงกำลังจะส่งกล่องคืนให้เขา เมื่อได้ฟังดังนั้นก็มือสั่น “มอบให้เจ้า?”


เหอหมิงพยักหน้า กะพริบตาปริบๆ ถือกล่องไว้แน่น เมื่อเห็นท่าทางอิจฉาริษยาผ่านทางใบหน้าของอาจารย์ก็ถือกล่องกำยานไว้ไม่ยอมปล่อย กล่าวหยั่งเชิงว่า “หากอาจารย์อยากได้ ท่านก็เก็บไว้เถิด”


ให้ความเคารพอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เต๋านั้นเป็นสิ่งจำเป็น!


ไท่ชิงสบถ กล่าวว่า “เอาเถิด แม้ว่าอาจารย์จะอยากได้ แต่ในเมื่ออาจารย์อาปู้ฉิวของเจ้ามอบให้เจ้าเช่นนั้นก็เก็บไว้เถิด กำยานนี้ไม่ใช่กำยานสงบดวงจิตที่อารามของเราจะเทียบได้ เจ้าเก็บไว้เป็นสมบัติก้นหีบเถิด หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอาออกมาใช้ จะสิ้นเปลืองเปล่าๆ”


ของดีล้วนต้องใช้ในยามฉุกเฉิน


เหอหมิงตอบรับด้วยรอยยิ้ม เก็บกล่องใส่ไว้ในแขนเสื้อ กล่าวว่า “อาจารย์อาปู้ฉิวทำไว้ยี่สิบแท่ง แต่ละแท่งล้วนมีลายกำยาน ดังนั้นศิษย์จึงได้รู้สึกว่านางเก่งมาก ก่อนหน้านี้เห็นนางใช้แสงแห่งจิตวิญญาณเพียงเล็กน้อยก็เสกยันต์ได้สำเร็จ ตอนนี้เห็นนางทำกำยานซ้ำยังเสกลายกำยานออกมา หากนางหล่อหลอมยาลูกกลอนก็คงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกกระมัง”


ไท่ชิงกล่าวพลางถอนหายใจ “ได้ยินนางบอกว่าตอนที่อาจารย์ละสังขารนางพึ่งจะหลอมยาสร้างรากฐานสำเร็จ น่าเสียดายที่อาจารย์อาชื่อหยวนยังไม่ทันได้ทานยาเม็ดนี้ก็ละสังขารแล้ว อาจารย์บอกว่านางได้พยายามรวบรวมวัตถุดิบอย่างยากลำบากเพื่อหล่อหลอมยาสร้างรากฐานนี้”


เหอหมิงเงียบไป กล่าวว่า “ตอนที่ปรมาจารย์ชื่อหยวนจากไป นางต้องเสียใจมากแน่ๆ”


“ตอนนี้พวกเราเสียใจแค่ไหนที่เห็นว่าอาจารย์ปู่ของเจ้าดวงจิตและอวัยวะภายในเสียหาย ตอนนั้นนางก็เจ็บปวดเพราะอาจารย์ของนางมากแค่นั้น อาจารย์กับศิษย์ อาจารย์เปรียบดั่งบิดา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าปรมาจารย์ชื่อหยวนไม่ได้ละสังขารจากการเลื่อนขั้นเต๋า แต่เป็นเพราะแพ้การต่อสู้อาคม” ไท่ชิงเอ่ยพลางเหลือบมองไปทางด้านเจ้าอาวาสชิงหลาน หากฉินหลิวซีไม่มา จุดจบของเขาจะเหมือนกับอาจารย์อาชื่อหยวนหรือไม่


“วางใจเถิด ข้าไม่มีทางให้อาจารย์ของเจ้ามีจุดจบเหมือนกับตาเฒ่าของข้า ปีศาจเฒ่าตนนั้นก็อย่าหวังว่าจะทำสำเร็จ” ไม่รู้ว่าฉินหลิวซีปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไร นางเดินเข้ามาพลางเอ่ย “ไปเอาของมา วางค่ายอาคมวิญญาณ พวกเรามาเริ่มฝังเข็มกันเถิด”


[1] ยาจิ่วจ่วนต้าหวน ยาวิเศษที่กล่าวกันว่าช่วยฟื้นฟูความเยาว์วัยและสุขภาพหลังจากบริโภค


ตอนที่ 1145: เก้าเข็มฟื้นพลังหยางออกโรง ชะตาชีวิตพลิกผัน


ใช่ว่าฉินหลิวซีจะไม่เคยใช้วิธีฝังเก้าเข็มฟื้นพลังหยางนี้มาก่อน ตอนที่ฉีเชียนมาหานางเรื่องเสด็จย่าของเขาในตอนนั้น นางก็ได้ใช้วิธีฝังเข็มนี้ ตอนนี้เมื่อใช้อีกครั้งก็ได้วางค่ายอาคมวิญญาณ ความจริงเป็นเพราะความเสียหายทางร่างกายของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกัน


พระชายาผู้เฒ่าต้องทนทุกข์ทรมานจากความเหนื่อยล้าและอาการป่วยจากไข้หวัด แต่เจ้าอาวาสชิงหลาน แม้ว่าจะร่างกายแข็งแรงดีเยี่ยม แต่ตอนนี้กลับอาการรุนแรงกว่านางเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขาได้รับผลการสะท้อนกลับหลังจากใช้อาคม


ผลสะท้อนกลับของอาคม ไม่ได้เพียงแต่ทำความเสียหายแก่ร่างกาย แต่ยังรวมถึงดวงจิตอีกด้วย หากต้องการฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว นอกจากการรักษาโดยวิชาแพทย์แล้วก็ต้องใช้วิชาของลัทธิเต๋า ดังนั้นสิ่งที่ฉินหลิวซีให้จัดเตรียม นอกจากกำยานสงบดวงจิตแล้ว ยังมีค่ายอาคมรวบรวมวิญญาณ สามารถทำให้พลังวิญญาณมาอยู่รวมกันซึ่งช่วยในการฟื้นฟู


ค่ายอาคมวิญญาณเป็นไท่ชิงที่ทำขึ้นมาขึ้นมาภายใต้การชี้แนะของฉินหลิวซี แม้ว่าตัวเขาเองก็รู้วิธี แต่เมื่อเปรียบเทียบกับทิศทางที่นางชี้แนะ เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าลูกศิษย์ของเขาเสียเปรียบอย่างไร


ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์เคยบอกว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่สู้ศิษย์น้องผู้นี้ ที่แท้ก็ไม่ได้กล่าวเกินจริง อีกฝ่ายมีความสามารถจริงๆ


ค่ายอาคมวิญญาณวางไว้ล้อมรอบเตียงไม้ไผ่ พลังงานของธาตุทั้งห้าในใต้หล้ามารวมตัวกันที่เตียงไม้ไผ่


ฉินหลิวซีหยิบเข็มทองออกมา เปิดกระเป๋าเข็มออก ทำความสะอาดมือ เอากำยานสงบดวงจิตออกมาภายใต้การรอคอยของไท่ชิง จุดไว้ที่หัวเตียง


เมื่อจุดกำยาน ไท่ชิงกับเหอหมิงซึ่งไม่ได้นอนมาทั้งคืนที่อยู่ในห้องนี้ด้วย ต่างก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมา ความเหนื่อยล้าราวกับหายไปในทันที แม้กระทั่งดวงจิตก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น


ฉินหลิวซีสูดหายใจเข้าเล็กน้อย ในมือถือเข็มทอง หาจุดฝังเข็ม ได้ฝังเข็มลงที่จุดเซินถิงบริเวณกระหม่อม ภายใต้การจับตามองของไท่ชิงและคนอื่นๆ


ไท่ชิงนิ้วสั่นเล็กน้อย กลั้นหายใจ อย่าว่าแต่อ้าปากเลย แม้แต่หายใจเต็มปอดก็ยังไม่กล้า เพราะนั่นคือจุดเป็นตายขนาดใหญ่ หากไม่ระวังคนก็จะเสียชีวิตได้


ฉินหลิวซีก็ไม่กล้าสะเพร่า วิชาเก้าเข็มฟื้นพลังหยาง เข็มแทงลงไปที่จุดสำคัญทั้งเก้าบนร่างกาย ห้ามผิดพลาดแม้แต่น้อย ต้องมีสมาธิจดจ่อ


เมื่อทำการฝังเข็ม เข็มจะถูกดำเนินการด้วยพลังชี่และจิตวิญญาณ โดยให้ความสำคัญกับวิธีฝังเข็มและตบะเต๋าของบุคคลที่ทำการฝังเข็มเพื่อการฟื้นฟูที่ดีขึ้น พลังชี่ที่ฉินหลิวซีใส่ลงไป นอกจากจะเป็นปราณแท้แล้ว ยังได้ดึงดูดพลังวิญญาณบริเวณโดยรอบมาอีกด้วย


แต่หลังจากลงไปสามเข็ม หน้าผากของนางก็มีเหงื่อออกเต็มไปหมด สีหน้าซีดลงกว่าเดิม


ไท่ชิงมองดูสีหน้าของนางก็เม้มริมฝีปาก เห็นนางยืดตัวตรง หันศีรษะไปหาเหอหมิงเล็กน้อย เหอหมิงรีบเช็ดเหงื่อบนหน้าผากนางทันที


ฉินหลิวซีหยิบเข็มทองขึ้นมาอีกหนึ่งเล่ม มือไม่สั่นแม้แต่น้อย ลงเข็มอย่างมั่นคง บิดเบาๆ


ไท่ชิงรู้สึกชาที่จมูกเล็กน้อย


ความตั้งใจของฉินหลิวซีคือการนำความรู้สึกผิดทั้งหมดของการจากไปของอาจารย์นางในตอนนั้นมาลงกับอาจารย์หมดแล้วกระมัง นางไม่อยากเสียใจภายหลังอีกครั้ง


เวลาค่อยๆผ่านไป เมื่อกำยานสงบดวงจิตกำลังจะมอด เข็มทองทั้งเก้าก็ได้ฝังลงบนจุดฝังเข็มที่สำคัญที่สุดทั้งเก้าจุดหมดแล้ว ฉินหลิวซีใช้มือทั้งสองข้างร่ายคาถา ดึงพลังวิญญาณตกลงบนปลายเข็ม


วึง...


ห้องเต๋าอันเงียบสงบราวกับดังก้องไปด้วยเสียงเข็ม


ฉินหลิวซียืดตัวตรง สีหน้าซีดเซียวเป็นอย่างมาก แต่สีหน้าของเจ้าอาวาสชิงหลานที่อยู่บนเตียงไม้ไผ่กลับไม่ได้ซีดเทาเหมือนกับเมื่อก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะยังขาวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ดูเหมือนว่าจะละสังขารแล้ว


เมื่อเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่า ไท่ชิงและลูกศิษย์ก็ดีใจเป็นอย่างมาก เพียงแต่สายตาที่มองไปยังฉินหลิวซีกลับมีความรู้สึกผิดเล็กน้อย


ฉินหลิวซีโซเซ ไท่ชิงสายตาไวรีบเข้าไปพยุงอย่างรวดเร็ว พานางมานั่งลง จากนั้นก็หายาลูกกลอนในห้องเต๋าของอาจารย์ยื่นให้นาง


“นี่เป็นยาบำรุงร่างกาย เจ้ากินสักเม็ดเถิด”


ฉินหลิวซีได้กลิ่นหอมของยามาจากเม็ดยา รับมาแล้วกลืนลงไป กล่าวว่า “ทิ้งเข็มไว้หนึ่งเค่อ อีกสักครู่ข้าค่อยเอาเข็มออก”


นางนั่งขัดสมาธิหลับตาลงปรับลมหายใจ


ไท่ชิงไม่กล้ารบกวน เพียงแต่ถอยออกไปอีกทางด้านหนึ่ง เขามองไปยังอาจารย์ แล้วมองไปยังกำยานสงบดวงจิตแท่งนั้น แม้ว่ากำยานจะยังคงจุดอยู่ข้างหัวเตียง แต่กลิ่นกำยานราวกับมีคนตั้งใจนำทางไปทางด้านเจ้าอาวาสชิงหลานโดยตรง


เมื่อเก้าเข็มฟื้นพลังหยางออกโรง ชะตาชีวิตพลิกผัน


เมื่อกำยานสงบดวงจิตดับลง ควันสุดท้ายหายไป เหอหมิงเห็นเปลือกตาของอาจารย์ปู่สั่นไหว รีบดึงแขนเสื้ออาจารย์ทันที


เจ้าอาวาสชิงหลานลืมตาขึ้น เห็นสีหน้าเต็มไปด้วยความดีใจของลูกศิษย์ จากนั้นก็หันไปด้านข้างเล็กน้อยมองไปยังฉินหลิวซีที่กำลังปรับลมหายใจ กะพริบตาอย่างช้าๆ


ฉินหลิวซีออกจากสมาธิแล้วหันหน้ามา นางมองไปยังเจ้าอาวาสชิงหลาน ก่อนจะลุกขึ้นพลางเอ่ย “ท่านไม่เป็นอะไรแล้ว”


ริมฝีปากเจ้าอาวาสชิงหลานขยับ ลำคอแห้ง ไม่มีเสียงออกมาแม้แต่น้อย ขยับนิ้วเล็กน้อย


“ท่านอาจารย์ ยังมีเข็มอยู่บนตัวท่าน อย่าพึ่งขยับ เหอหมิง ไปเอาน้ำมา” ไท่ชิงเอ่ย


เหอหมิงไปเอาน้ำอุ่นมา ใช้ก้านต้นอ้อจุมน้ำมาแตะที่ริมฝีปากเขา


เจ้าอาวาสชิงหลานยังคงมองสีหน้าของฉินหลิวซี สายตาดูไม่ค่อยเห็นด้วยเล็กน้อย เหตุใดจึงต้องเปลืองพลังวิญญาณและตบะไปช่วยตาเฒ่าอย่างเขาด้วย


เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่าถึงเวลาแล้วจึงได้นำเอาเข็มออก ลูบปากเข็ม ผนึกพลังวิญญาณไว้ข้างใน


เหอหมิงถือโอกาสนำน้ำอุ่นมา


เจ้าอาวาสชิงหลานรู้สึกว่าบนร่างกายมีพลังขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “เจ้าไม่ต้องพยายามขนาดนั้น”


ฉินหลิวซีเอาเข็มทองใส่ไว้ในกล่องหยก หยิบน้ำมนต์ที่ผสมกับน้ำแร่ซึ่งมีพลังวิญญาณจากภูเขาด้านหลังอารามออกมาจากถุงเฉียนคุน แล้วแช่ไว้ในน้ำอุ่น เอ่ย “ข้ารับปากศิษย์พี่ไว้แล้ว จะไม่ให้ท่านซ้ำรอยเดิมกับตาเฒ่าของข้า คนเราไม่ควรกลืนคำพูดตัวเอง”


เจ้าอาวาสชิงหลานถอนหายใจ อยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง ฉินหลิวซียกมือขึ้นพลางเอ่ย “ท่านไม่ต้องกล่าวอะไรแล้ว การฝังเข็มได้เริ่มขึ้นแล้ว ย่อมไม่ปล่อยทิ้งกลางทาง ข้ายังได้ทำกำยานสงบดวงจิตชั้นดีเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ จะปล่อยให้สิ้นเปลืองไม่ได้ หลังจากครึ่งชั่วยาม ข้ายังจะต้องฝังเข็มเทพไท่อี่ปรับพลังให้ท่าน หากท่านไม่อยากให้เสียความพยายามของข้าโดยเปล่าประโยชน์ เช่นนั้นก็พักรักษาดวงจิตให้ดี จึงจะสามารถฟื้นฟูร่างกายที่ได้รับความเสียหายจากผลสะท้อนกลับของท่านได้อย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องอื่นๆ รอหลังจากฝังเข็มแล้วท่านมีชีวิตชีวาขึ้นมาสักหน่อยพวกเราค่อยคุยกัน”


เจ้าอาวาสชิงหลานได้ฟังดังนั้นจึงทำได้เพียงพยักหน้า หลังจากที่เขาหลับไหลไปหลายวัน เมื่อฟื้นขึ้นมาพลังยังไม่เพียงพอ กล่าวได้เพียงสองประโยคก็รู้สึกหอบเป็นอย่างมาก


ฉินหลิวซีให้เขาหลับตาปรับลมหายใจ จากนั้นก็ให้เหอหมิงไปเคี่ยวยาต้มและเตรียมยาอาบ นางจะงีบหลับในห้องเต๋าที่อยู่ถัดไปสักหนึ่งชั่วยามก่อนจะฝังเข็มต่อ


เหอหมิงรับปาก พานางไปพักผ่อน ทางด้านนี้มีไท่ชิงคอยเฝ้าอยู่


หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ฉินหลิวซีก็ได้ปรากฏขึ้นในห้องเต๋าอีกครั้ง แม้ว่านางจะสีหน้าซีดแต่ก็ดีกว่าก่อนหน้านี้อยู่บ้าง เจ้าอาวาสชิงหลานยังไม่ฟื้น นางก็ไม่ลังเลช่วยนวดแผนจีนให้เขา จากนั้นก็หยิบกระเป๋าใส่เข็มเงินออกมา


การฝังเข็มเทพไท่อี่สามารถกำหนดสถานการณ์ได้ หากเลือกจุดฝังเข็มได้ดี บำรุงชี่และเลือด เติมพลังชี่ได้เป็นอย่างดี และการฝังเข็มครั้งนี้ไม่ได้ช้าเหมือนกับการฝังเก้าเข็มฟื้นพลังหยาง แต่รวดเร็ว และเร็วเป็นอย่างมาก เข็มเงินทั้งแถวถูกนางฝังลงอย่างรวดเร็วจนแทบไม่เห็นเงา ฝังลงบนจุดซ่างซิง เสินถิง ทงเทียน และจุดอื่นๆ


เหอหมิงและคนอื่นๆพากันกลืนน้ำลาย ฝีมือเช่นนี้ หากไม่ได้ฝึกทั้งวันทั้งคืนก็คงไม่สามารถลงเข็มโดยไม่เห็นแม้แต่เงาเช่นนี้ได้กระมัง


ได้ฝึกฝังเข็มบนศพตั้งแต่อายุห้าหกขวบ เขาเชื่อแล้ว


ทันใดนั้น ท้ายทอย คอ และจุดสำคัญต่างๆบนร่างกายเจ้าอาวาสชิงหลานก็เต็มไปด้วยเข็มเงิน ฉินหลิวซีรวบรวมปราณแท้ในร่างกายกวาดต้อนไปที่ปลายเข็ม ใช้เข็มนำทางชี่ เปิดเส้นลมปราณ ต่อพลังชี่


จนกระทั่งปราณแท้ในร่างกายของนางหมดจึงได้มีสีหน้าซีดเซียว ทิ้งก้นลงบนพื้น ไม่เหลือพลังแม้แต่นิดเดียว


ตอนที่ 1146: หอของเจ้าเด็กนี่หากจะเอ่ยว่าเอียงก็เอียง


เป็นเวลาติดต่อกันสามวันแล้วที่ฉินหลิวซีใช้วิธีฝังเข็มสองแบบรักษาเจ้าอาวาสชิงหลาน จนเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าร่างกายของท่านกำลังฟื้นฟูขึ้นเรื่อยๆ เหล่าศิษย์อย่างไท่ชิงและคนอื่นๆล้วนปลาบปลื้มยิ่งนัก แต่ความปลาบปลื้มนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกละอายและสงสารเมื่อมองเห็นใบหน้าซีดเซียวของฉินหลิวซี


การฟื้นตัวของเจ้าอาวาสชิงหลานล้วนแลกมาด้วยการสูญเสียพลังชีวิตของนางครั้งแล้วครั้งเล่า


ฉินหลิวซีกลับไม่ใส่ใจ เจ้าอาวาสชิงหลานอาการดีขึ้น ก็เป็นการปลอบใจนางที่ครั้งนั้นไม่อาจช่วยอาจารย์ของนางเอาไว้ได้ ดังนั้นรอยยิ้มจึงผ่อนคลายมาก


“ต่อจากนี้ไปไม่ต้องฝังเก้าเข็มฟื้นพลังหยางแล้ว อีกสองวันข้าจะฝังเข็มเทพไท่อี่ปรับสภาพให้ ท่านเองก็บำเพ็ญฟื้นฟูในทุกๆวัน นำพลังแห่งธาตุทั้งห้าแห่งสวรรค์และโลกเข้าสู่ร่าง ค่อยๆฟื้นตัวเถิด” ฉินหลิวซีจับชีพจรของเจ้าอาวาสชิงหลาน แล้วหยิบกระดาษพู่กันออกมา ปรับเปลี่ยนตำรับยาเล็กน้อย ก่อนส่งมอบให้ไท่ชิง “ใช้ตำรับนี้แทน”


ไท่ชิงรับมา ทำความเคารพด้วยความนอบน้อม


“ศิษย์พี่จะตัดทอนชีวิตข้าให้สั้นลงหรืออย่างไร” ฉินหลิวซีเบี่ยงตัวหลบ


“เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว” เขายิ้มพลางเอ่ย “ยาต้มเพิ่มพลังชีวิตกำลังอุ่นๆอยู่บนโต๊ะ เจ้าอย่าลืมกิน ข้าจะลงไปเปลี่ยนตำรับยาตามใบสั่งยานี้ เจ้าอยู่คุยกับอาจารย์เถิด”


เจ้าอาวาสชิงหลานเอ่ย “อย่าว่าแต่ไท่ชิงเลย แม้แต่ข้าเองก็สมควรทำความเคารพต่อเจ้าสักครั้งหนึ่ง ขอบคุณที่ช่วยชีวิตชรานี้ของข้าไว้”


“ท่านกล่าวหนักเกินไปแล้ว หากตาเฒ่ารู้เข้า เกรงว่าคงตำหนิว่าข้าทะนงตนแน่” ฉินหลิวซีดื่มยาต้มที่ไท่ชิงเตรียมไว้ให้จนหมดในคราวเดียว เอ่ย “ท่านก็ควรบอกข้าเรื่องตระกูลเฟิ่งนั่น ข้าได้ยินว่าเหอหมิงบอกว่าชะตาของตระกูลเฟิ่งสิ้นสุดลง ไม่มีใครในตระกูลรอดชีวิตเลย”


สีหน้าของเจ้าอาวาสชิงหลานแสดงความเคร่งเครียดออกมาเล็กน้อย เอ่ย “ตระกูลเฟิ่งเป็นตระกูลใหญ่ในสมัยราชวงศ์เซี่ยเมื่อก่อน เคยมีฮองเฮาถึงสองพระองค์ แม้กระทั่งตอนที่บรรพกษัตรย์เปลี่ยนยุคสมัยเปลี่ยนราชวงศ์ ยังคิดจะรับบุตรีตระกูลเฟิ่งเข้าวังเป็นสนม แต่ในเวลานั้นตระกูลเฟิ่งไม่มีบุตรีที่มีอายุเหมาะสม จึงแต่งตั้งบุตรชายที่มีความสามารถโดดเด่นให้ดำรงตำแหน่งขุนนาง แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตระกูลเฟิ่งค่อยๆเสื่อมโทรมจนไม่ได้ใส่ใจลึกลงไป กระทั่งปีที่แล้วเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ทำให้ตระกูลเฟิ่งที่เสื่อมโทรมอยู่แล้วตายจากไปเหลือเพียงสตรีคนเดียวเท่านั้น”


เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาแสดงออกถึงความเจ็บปวด เอ่ย “ตระกูลเฟิ่งมีข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่ง บังเอิญพบกับนักพรตตาบอดเร่ร่อนคนหนึ่ง บอกว่า ‘นกซูเจวี้ยนหลั่งน้ำตาเลือด ชะตาของตระกูลเฟิ่งถึงคราวสิ้นสุด’ ข้ารับใช้คนนั้นนึกถึงการเสื่อมโทรมของคนในตระกูลตลอดหลายปีที่ผ่านมา รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงพาสตรีผู้นั้นมาหาข้าเพื่อขอให้ปกปักรักษา”


ฉินหลิวซีเอ่ย “นักพรตตาบอดเร่ร่อนงั้นหรือ”


เจ้าอาวาสชิงหลานพยักหน้า “เมื่อข้าเห็นผู้นั้น ใบหน้าของนางปรากฏเงาแห่งความตาย ส่วนที่พักอาศัยเก่าของตระกูลเฟิ่งก็ถูกเผาจนเหลือแต่โครงสร้าง ข้าใช้ศาสตร์การทำนายต้าเหยี่ยนทำนายให้นาง นางมีทางรอดเพียงทางเดียว ซึ่งอยู่ที่เขาเชวี่ยเอ๋อร์ตรงบริเวณชายแดนระหว่างชิงโจวและฉู่ตี้ ซึ่งเป็นสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเฟิ่ง แต่เมื่อข้าไปถึงสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเฟิ่ง กลับพบว่า…เฮ้อ”


“ชะตาของสุสานบรรพบุรุษตระกูลเฟิ่งกำลังจางหาย”


เจ้าอาวาสชิงหลานสังเกตถึงคำที่นางใช้ เอ่ย “เช่นนั้นหรือ ฟังเจ้าพูดอย่างนี้ เจ้าก็เคยเจอหรือ”


ฉินหลิวซีไม่รอช้า เล่าถึงเรื่องที่พบเจอกับตระกูลอวี้และตระกูลเซี่ยในช่วงหลายปีมานี้


สีหน้าของเจ้าอาวาสชิงหลานเปลี่ยนไปทันที “หนึ่งครั้งคือความบังเอิญ สองครั้งขึ้นไปมิใช่ความบังเอิญอีกต่อไปแล้ว เจ้าบอกว่าชะตาของสองตระกูลนั้นถูกขโมย แต่พวกเขายังไม่สิ้นชะตา รอได้ถึงตอนที่เจ้าเข้าไปช่วย แต่ตระกูลเฟิ่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น นักพรตตาบอดเร่ร่อนเอ่ยว่าชะตาของตระกูลเฟิ่งสิ้นสุด ข้าไปถึงสุสานบรรพบุรุษก็เพิ่งรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”


“ท่านโปรดบอกมา”


เจ้าอาวาสชิงหลานสูดลมหายใจลึก สีหน้าของเขาเคร่งขรึม เอ่ย “ที่ใต้แนวเขาที่เป็นสุสานบรรพบุรุษตระกูลเฟิ่ง นั่นก็คือเขาเชวี่ยเอ๋อร์ มีเส้นพลังวิญญาณเล็กๆเส้นหนึ่ง ตอนที่ข้าไปถึง กลับไม่ทันแล้ว เพื่อชิงเส้นพลังวิญญาณนี้ ข้าจึงต้องต่อสู้กับคนผู้นั้น ผลเป็นเช่นไร…เจ้าเองก้รู้แล้ว”


ฉินหลิวซีตกตะลึง


แม้ว่าโลกปัจจุบันนี้พลังวิญญาณจะขาดแคลน แต่ใช่ว่าจะไม่มีแม้เพียงหยาดเดียว โดยเฉพาะสถานที่อย่างภูเขาศักดิ์สิทธิ์หรือสระเทวะ ล้วนซ่อนพลังวิญญาณอยู่ และที่ซึ่งมีเทพประจำสถานที่ย่อมมีพลัง ดังที่ว่าเมื่อมีเซียนก็ย่อมมีพลัง


นางไม่เคยไปเขาเชวี่ยเอ๋อร์ ไม่รู้ว่ามีเทพเจ้าประทับอยู่หรือไม่ แต่ในเมื่อมีเส้นลมปราน เช่นนั้นย่อมเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่แท้


“พลังวิญญาณถูกชิงไปแล้ว สุสานบรรพบุรุษตระกูลเฟิ่งพังทลายทั้งหมดแล้ว กลบฝังอยู่ใต้เขาเชวี่ยเอ๋อร์” เจ้าอาวาสชิงหลานเอ่ยด้วยความเศร้าสลด “และโอกาสรอดเดียวของแม่นางตระกูลเฟิ่งผู้นั้น ข้าคว้ามันมาให้นางไม่ได้”


“สุสานบรรพบุรุษตั้งอยู่บนเส้นพลังวิญญาณ เมื่อเส้นพลังวิญญาณสูญสิ้น ชะตาก็ย่อมขาด นี่เป็นเรื่องของฟ้าลิขิต ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย ท่านเองทำดีที่สุดแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ย “แต่หากเส้นพลังวิญญาณถูกทำลายจนถึงขั้นที่สุสานบรรพบุรุษทั้งหมดถูกฝังใต้เขาเชวี่ยเอ๋อร์ต้องมีเหตุใหญ่แน่ อย่างเช่นภูเขาถล่ม ข้าเองกลับมาปีที่แล้ว แต่ไม่เคยได้ยินว่าที่ใดมีภูเขาถล่ม”


เจ้าอาวาสชิงหลานชะงักเล็กน้อย เอ่ย “นั่นสินะ ไม่มีภูเขาถล่มจริงๆนั่นแหละ เพียงสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเฟิ่งที่หายไปทั้งหมด”


“เทพเจ้าประจำภูเขา” ทั้งสองเอ่ยออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย


เจ้าอาวาสชิงหลานเอ่ย “ดูเหมือนเป็นเพราะเทพเจ้าประจำภูเขาปกปักรักษาอยู่”


“การปกปักรักษาไม่ให้ภูเขาถล่ม ข้าว่าไม่ใช่เพียงแค่ปกปักรักษาง่ายๆเท่านั้น” ฉินหลิวซีคิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ทำให้นางรู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ


เจ้าอาวาสชิงหลานเองก็คิดถึงสิ่งนั้นเช่นกัน ใจยิ่งหนักอึ้ง เขาเม้มริมฝีปากเอ่ย “เป็นข้าที่ไม่อาจสู้เขาได้”


ฉินหลิวซีส่ายศีรษะ เอ่ย “คนที่ต่อสู้กับท่าน เกรงว่าจะไม่ใช่พระธรรมดา สามารถดูดเส้นพลังวิญญาณได้ทั้งเส้น พลังเวทย์จะต้องเก่งกล้าอย่างยิ่ง คาดว่าคงเป็นซื่อหลัวตัวจริง ท่านไม่ได้เห็นว่าใบหน้าเขาเป็นเช่นไรหรือ”


“เขาสวมผ้าคลุมสีดำทั้งตัว มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตา เวทย์ที่เขาใช้ล้วนเป็นพุทธเวทย์ หนึ่งในนั้นคือธรรมจักรที่ชั่วร้ายและทรงพลัง เสียงสวดมนต์ของเขาเป็นดั่งเสียงปีศาจ ทำให้จิตใจของผู้คนหวั่นไหวและเข้าสู่มารได้ง่าย” เจ้าอาวาสชิงหลานนึกถึงตอนที่เขาใช้วิชาทุกอย่างหมดสิ้น แต่กลับไม่สามารถชนะฝ่ายนั้นได้ ใจยิ่งรู้สึกหนักอึ้ง หากนี่คือซื่อหลัวตัวจริง เช่นนั้นก็แข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาคาดคิดมากนัก


ฉินหลิวซีเอ่ย “คงเป็นเขาแน่ ข้าเองก็พบเขาเมื่อคราวอยู่ที่ตระกูลเซี่ย เขาได้ทิ้งจิตวิญญาณบางอย่างไว้ในร่างของนักพรตชั่วนั่น ใช้ธรรมจักรเช่นกัน เพียงแต่ ท่านหนีรอดมาได้ นับว่าไม่ตายแล้ว”


เจ้าอาวาสชิงหลานเอ่ย “พูดไปก็แปลก อีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงนี้ ข้ายังแปลกใจที่ข้ามีชีวิตหนีออกมาจากเขาเชวี่ยเอ๋อร์นั่นได้”


“ท่านจำไม่ได้เลยหรือว่าหนีออกมาได้อย่างไร”


เจ้าอาวาสชิงหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ย “ข้าใช้วิชาเฉียนคุนแต่กลับถูกตอบโต้จนเสียหายหนัก แม้กระทั่งจิตวิญญาณก็เหมือนจะหลุดออกจากร่าง แต่พอหันกลับไปอีกที ข้าก็ออกมาได้แล้ว”


ฉินหลิวซีคาดการณ์ เอ่ย “บางทีอาจเป็นเพราะเทพเจ้าประจำภูเขาคุ้มครองท่าน หรือไม่ท่านอาจมีเครื่องรางวิเศษคุ้มครองชีวิตอยู่ หรือไม่อาจเพราะเขารีบดูดพลังวิญญาณจึงปล่อยให้ท่านหนีออกมาได้”


“ข้าคิดว่าเป็นข้อแรกหรือข้อสุดท้ายมากกว่า เขาเอาชนะข้าได้แล้ว ย่อมไม่ใส่ใจที่จะลงมือกับข้าอีก เพราะเครื่องรางวิเศษคุ้มครองชีวิต ในตอนที่ข้าใช้คาถา ได้ใช้มันไปแล้ว” เจ้าอาวาสชิงหลานยิ้มขมขื่น พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เอ่ย “ปู้ฉิว หากนั่นเป็นเขาจริงๆ ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อนที่พอจะรับมือได้”


“คืออะไรหรือ”


“ศาสตราวุธเทพ” เจ้าอาวาสชิงหลานเอ่ย “อารามชิงหลานของเรามีศาสตราวุธเทพชิ้นหนึ่ง เป็นกระบี่อาคมพิฆาตที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากกระบี่สามห้าชายหญิงของเทียนซือ แม้ไม่เทียบเท่ากระบี่พิฆาตของจริง แต่ก็มีดวงจิตกระบี่ ถือเป็นศาสตราวุธเทพ ยามข้าใช้กระบี่นี้กับเขา เขาชะงักด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด น่าเสียดายที่ข้ามีพลังไม่เพียงพอจะสังหารเขาได้”


ฉินหลิวซีฟังแล้วจ้องเขานิ่งๆ แววตาแสดงอารมณ์ที่อ่านไม่ออก


“เป็นอะไรไปหรือ”


ฉินหลิวซีอดถามไม่ได้ “นอกจากยาคืนชีพเก้ารอบแล้ว อารามชิงหลานของพวกท่านยังมีศาสตราวุธเทพอีก เช่นนี้ยังมีของดีที่เก็บซ่อนไว้อีกหรือไม่”


เจ้าอาวาสชิงหลาน “…”


เด็กคนนี้ ไยจึงเบนประเด็นสนทนาไปได้ไวเพียงนี้


ตอนที่ 1147: มักจะมีลูกไม่รักดีคิดรื้อรังเก่า


หลังจากรู้เรื่องเกี่ยวกับตระกูลเฟิ่งจากเจ้าอาวาสชิงหลานแล้ว เขาเชวี่ยเอ๋อร์สูญเสียเส้นพลังวิญญาณแล้วยิ่งทำให้ฉินหลิวซีรู้สึกว่าของที่อยู่ในมือซื่อหลัว มั่นใจได้มากกว่าครึ่งว่าเกี่ยวข้องกับทะเลทรายดำไร้ขอบเขตนั่น และสถานที่แห่งนั้น นางต้องบุกเข้าไปให้ได้


จิตวิญญาณและร่างกายของเจ้าอาวาสชิงหลานได้รับผลกระทบรุนแรงจากพลังสะท้อนกลับ ฉินหลิวซีจึงไม่เล่าเรื่องเหล่านี้ให้เขาฟัง เพราะร่างกายเขาเป็นเช่นนี้ ต่อให้รู้แล้วก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัว มีเรื่องอยู่ในใจ เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูสุขภาพ


แต่เมื่อรู้ว่าศาสตราวุธสามารถคุมซื่อหลัวได้ ฉินหลิวซีก็ถามเขาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้


ศาสตราวุธเปรียบเสมือนอาวุธสวรรค์ เป็นอาวุธที่ได้รับการประทานพรจากเทพเจ้า


ศาสตราวุธทั่วไปมีจิตมีวิญญาณ ดังเช่นกระบี่อาคมพิฆาตข้างกายของอารามชิงหลาน มีจิตวิญญาณกระบี่ และจิตวิญญาณของกระบี่นี้คือเทพสงครามโบราณที่สังหารนับไม่ถ้วน นำมาซึ่งพลังอำมหิตอันแรงกล้า เมื่อวิญญาณเช่นนี้เข้าสู่กระบี่ สามารถควบคุมได้ กลายเป็นศาสตราวุธ


ศาสตราวุธเช่นนี้ ในยุคที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ ทุกคนสามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างง่ายดาย อาจพบได้ทั่วไป แต่ในยุคนี้มนุษย์เป็นเพียงผู้คนธรรมดา พลังวิญญาณขาดแคลน แม้มีศาสตราวุธก็เป็นสิ่งซ่อนเร้น หรือถูกเก็บรักษาไว้โดยวัดอารามหรือผู้มีพลังสูงส่งที่เก็บตัว


แม้แต่ฉินหลิวซีก็ไม่รู้ว่าศาสตราวุธอยู่ที่ใด หากไม่ใช่เพราะเจ้าอาวาสชิงหลานเปิดเผย นางคงไม่รู้เลยว่ายังมีศาสตราวุธในโลกใบนี้


ตาเฒ่าไปเร็วเกินไปสักหน่อย ไม่ทันได้บอกนางว่าในโลกนี้มีของวิเศษเช่นนี้อยู่


ไม่รู้ว่าอารามชิงผิงมีของล้ำค่าซ่อนอยู่หรือไม่ อย่างน้อยต้นกำเนิดของอารามนี้ก็เคยเป็นสำนักใหญ่มาก่อน โลกเปลี่ยนไป ของในยุคโบราณที่หลงเหลือไว้เช่นนี้ รอเพียงผู้มีวาสนาพบเจอใช่หรือไม่


ดังเช่นตอนนี้ นางซ่อนของบางอย่างไว้ที่ใดที่หนึ่ง บางทีหลายพันปีให้หลังอาจกลายเป็นสมบัติโบราณ รอให้ผู้มีวาสนาค้นพบ


ฉินหลิวซีลูบคาง พลางคิดว่าหากนางพลิกอารามชิงผิงค้นหาดู ไม่แน่อาจจะพบของเก่าแก่บางอย่างก็เป็นได้ อย่างไรเสียอารามแห่งนี้ก็เคยเป็นสำนักเก่า


เทพเจ้าประจำเมืองที่อยู่อำเภอหนานไกลออกไปพลันรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา มองไปที่เจ้าวัวตัวหนึ่งซึ่งเสียบดอกเสาเย่าสีชมพูที่เขาของมัน มุมกระตุก เอ่ย “เจ้าหัววัว ปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้ว”


เจ้าหัววัวเว่ย “?”


“ดอกเสาเย่าที่สวยงามเพียงนี้ ต่อให้มันเสียบลงบนกองขี้วัว อย่างน้อยก็ให้คนได้ชื่นชมบ้าง เจ้าดันเอาไปเสียบเขาวัวของตัวเอง แถมยังเป็นสีชมพูอีก เจ้าคิดว่าอายุตัวเองเหมาะกับสีนี้หรือ”


เจ้าหัววัวเว่ย “!!!”


อีกแล้ว อยากสังหารเทพเจ้าอีกแล้ว ไม่สิ อยากฆ่าใครสักคน


เทพเจ้าประจำเมืองเห็นสายตาของเขาที่แทบจะถลนออกมา จึงเอ่ย “ข้าอยากถามเจ้า ความรู้สึกเหมือนรังกำลังจะถูกรื้อ เป็นเพราะอะไร เจ้าเคยเป็นเช่นนี้หรือไม่”


เจ้าหัววัวเว่ยฟังแล้วหัวเราะเยาะดีใจที่เห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ “ไยจะไม่มีเล่า เมื่อก่อนข้านอนเป็นผีอยู่ในหลุมศพอย่างสงบอยู่ดีๆ แต่วันหนึ่งจู่ๆรู้สึกใจเต้นแรงเหมือนกลอง สัมผัสได้ว่าฐานที่มั่นของข้ากำลังจะถูกบุก และไม่ผิดเลย สัญชาตญาณมนุษย์ไม่เคยพลาด แม้แต่เมื่อกลายเป็นผีก็ยังเหมือนเดิม หลุมศพของข้าถูกคนขุด ท่านเทพเจ้าประจำเมืองมีความรู้สึกนี้ ข้ายินดีด้วย ท่านอาจจะถูกศิษย์ทรพีคนไหนสักคนมายึดฐานที่มั่น”


และศิษย์ทรพีคนนั้นก็น่าจะเป็นฉินหลิวซีปีศาจตนนั้น


แต่เขาไม่เอ่ยออกมา อย่างไรก็ทำร้ายซึ่งกันและกัน ชีวิตถึงจะมีสีสันบ้าง


เทพเจ้าประจำเมืองเข้าสู่ภวังค์ครุ่นคิด


ไม่ใช่สิ ที่มาเขามาจากที่ใดกัน


ส่วนฉินหลิวซีที่ถูกเอ่ยถึงอยู่ไกลๆ จู่ๆก็จามขึ้นมา เมื่อเห็นเจ้าอาวาสชิงหลานมองมาด้วยสายตาจับจ้อง ดวงตานางกลิ้งไปมา เอ่ย “ท่านอาจารย์ลุง อารามชิงหลานของท่านมีสมบัติไม่น้อย ท่านรู้หรือไม่ว่าอารามชิงผิงของเรามีของล้ำค่าอะไรบ้าง อย่างเช่น ศาสตราวุธ เช่นนี้”


เจ้าอาวาสชิงหลานแสดงสีหน้าเข้าใจทันที เขาคาดเดาความคิดของนางไม่ผิด นางกำลังคิดเรื่องศาสตราวุธจริงๆ


“อาจารย์ของเจ้าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ไม่เคยบอกเจ้าเรื่องนี้เลยหรือ”


ฉินหลิวซีส่ายศีรษะ ส่งเสียงฮึดฮัดเอ่ย “เขาคงกลัวว่าข้าจะทำให้เสียหายกระมัง ข้าจึงไม่เคยรู้เลยว่ามีอาวุธร้ายกาจอะไรบ้าง แต่ข้าเคยได้ของวิเศษกลับมาจากอาจารย์อาทรยศผู้นั้นคือกระบองทองกับกำไลหยินหยางไท่จี๋คู่หนึ่ง ส่วนศาสตราวุธ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”


เจ้าอาวาสชิงหลานเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องที่ว่าอารามชิงผิงของพวกเจ้าเคยมีศาสตราเทพหรือไม่นั้น ข้าไม่เคยได้ยินจากปากอาจารย์เจ้าเลย ปากเขาเงียบสนิท อย่างไรก็ตาม ข้ากลับเคยได้ยินอาจารย์ข้าเอ่ยถึงตำนานเรื่องหนึ่งว่าชิงผิงเคยมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บูชาเทพสามบริสุทธิ์ สืบทอดเคล็ดวิชาลับเต๋าอย่างแท้จริง อารามชิงผิงก็สืบทอดมาจากที่แห่งนั้น ไม่แน่อาจมีของบางอย่างหลงเหลือออยู่ก็เป็นได้”


“อยู่ที่ใดหรือ”


“คุนหลุน” เจ้าอาวาสชิงหลานเอ่ย “แต่ตำนานก็คือตำนาน ความจริงจะมีอยู่หรือไม่ก็ยากจะบอกได้ ข้าเองไม่เคยได้ยินว่ามีใครในชิงผิงพบเจอสถานที่แห่งนี้เลย”


“ศาสตราวุธนั้นเป็นสิ่งหายากยิ่ง เมื่อสวรรค์ดลให้พวกเรารู้ว่ามันสามารถสยบจอมมารนั้นได้ บางทีเมื่อถึงเวลา เจ้าอาจจะได้มันมาเอง อย่าเพิ่งบีบคั้นตัวเองมากเกินไป พลังภายในตัวเจ้าต่างหากที่สำคัญกว่า หากข้าได้ประมือกับมารเอ้อฝู เขาไม่ได้สังหารจนสิ้น นั่นหมายความว่าเขาก็กำลังวางแผนบางอย่างเช่นกัน เพราะโอกาสยังไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับในเวลานี้ที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อีกทั้งมารร้ายกำลังสร้างความวุ่นวายไปทั่ว นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งในแผนของเขาเพื่อขัดขวางการฝึกฝนของพุทธและเต๋า ดังนั้นเจ้าต้องระมัดระวัง”


ฉินหลิวซีพยักหน้า พลางลูบถุงเฉียนคุนซึ่งยังมีกระดูกพุทธะจากวัดอวี้ฝอและศิลาศักดิ์สิทธิ์จากเผ่าเหมียวอยู่ภายใน จากนั้นจึงเอ่ย “ข้าคิดที่จะฟื้นฟูค่ายอาคมกักเซียนที่สืบทอดจากชิงผิง มีแนวทางอยู่บ้างแล้ว ไม่รู้สามารถค้นตำราในหอคัมภีร์ท่านได้หรือไม่”


“เพื่อสรรพชีวิตแล้ว ไหนเลยจะไม่ได้ ให้ไท่ชิงพาเจ้าไปก็พอแล้ว” แน่นอนว่าเจ้าอาวาสชิงหลานไม่มีทางไม่ตอบรับ คนเขาช่วยชีวิตของตนไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตอบรับ


ฉินหลิวซีพยักหน้ารับเบาๆ เอ่ย “ข้าจะเดินทางไปเขาเชวี่ยเอ๋อร์สักหน่อย”


เจ้าอาวาสชิงหลาน “ข้าจะไปกับเจ้า…”


“ไม่จำเป็น ท่านยังไม่แข็งแรงดีนัก ข้าใช้เส้นทางหยินไปก็ได้ ฝั่งนั้นสถานการณ์เป็นอย่างไร ข้าต้องเห็นกับตาตนเองจึงจะวางแผนต่อไปได้ อีกทั้งเรื่องของเทพภูเขา ข้ารู้สึกสนใจอยู่”


เจ้าอาวาสชิงหลานถอนหายใจ เอ่ย “ไม่ว่าตอนนี้เทพภูเขาจะยังอยู่หรือไม่ ข้าก็จะไปเคารพสักครั้งแน่นอน เจ้าไปก่อนแล้วขออภัยแทนข้าด้วย”


ฉินหลิวซีพยักหน้ารับคำ จากนั้นลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกไป


”ปู้ฉิว เจ้าปล่อยวางแล้วหรือ” เจ้าอาวาสชิงหลานเอ่ยถามขึ้นมากะทันหัน


ฉินหลิวซีชะงัก


เจ้าอาวาสชิงหลานมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน เอ่ย “เก้าเข็มฟื้นพลังหยางและเข็มเทพไท่อี่ ล้วนเป็นวิชาที่ใช้พลังมหาศาล เจ้ากลับใช้ทั้งสองเพื่อดึงข้ากลับมาจากปากประตูผี เจ้าทำเช่นนี้เพราะยังรู้สึกผิดที่ไม่สามารถช่วยชีวิตอาจารย์ของเจ้าได้ใช่หรือไม่ ตอนนี้ข้ารอดมาได้แล้ว เจ้าปล่อยวางได้แล้วหรือ”


ฉินหลิวซียิ้มพร้อมพยักหน้า


“อาจารย์ของเจ้า เขา…”


ฉินหลิวซียิ้มอย่างสงบ เอ่ย “เป็นอาจารย์หนึ่งวัน เป็นบิดาไปชั่วชีวิต ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใด เขาย่อมอยู่ในใจข้าเสมอ”


แม้ว่าเขาจะลืมเรื่องราวในอดีตไปหมดแล้ว


เจ้าอาวาสชิงหลานถอนหายใจโล่งอก “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”


ตราบใดที่นางไม่ทรมานตนเองตลอดไปก็ดีแล้ว


ฉินหลิวซียกมือคำนับก่อนเดินออกจากห้องฝึกตน เงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะก้าวเข้าสู่ความว่างเปล่า


[1] หมายถึงปิดบังความลับเก่ง


[2] เหมือนขายฝัน แต่เป็นฝันที่ไม่ได้สมบูรณ์


ตอนที่ 1148: เทพเจ้าก็ถูกสังหารได้


เขาเชวี่ยเอ๋อร์ ครั้งหนึ่งในอดีตเคยถูกขนานนามว่า ‘ภูเขาจูเชวี่ย’ เพราะรูปร่างคล้ายกับวิหคเพลิงเหินฟ้า ครั้นเมื่อเวลาผันผ่าน ส่วนหนึ่งของภูเขาจูเชวี่ยถูกกัดกร่อน กลายเป็นที่รู้จักในแผนที่ต้าเฟิงเรียกอีกอย่างว่าภูเขาเชวี่ยเอ๋อร์


เชื่อกันว่าภูเขาเชวี่ยเอ๋อร์นั้นมีเทพเจ้าประจำภูเขามาช้านาน ชาวเมืองศรัทธาจนได้สร้างศาลเล็กๆด้วยหิน ตั้งแท่นบูชาหิน พร้อมด้วยกระถางธูป


เมื่อผู้คนแก่ตายจากไป ผู้คนที่ศรัทธาในเขาเชวี่ยร์เอ๋อร์นับวันยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ ศาลเทพภูเขาแห่งนี้นอกจากตระกูลเฟิ่งที่มาเซ่นไหว้ทุกปี ก็น้อยนักที่จะมีชาวเมืองมากราบไหว้


ศาลเทพภูเขาเองก็ทรุดโทรม รูปสลักเทพเจ้าแตกหัก ล้มคว่ำอยู่ข้างๆ ใบหน้าหยาบกร้านเหลือเพียงร่องรอยที่พอเห็นเป็นสตรี กระถางธูปแตกหัก โต๊ะหินปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ จนยากที่ใครจะจำได้ว่าเคยเป็นศาลเทพภูเขา


ฉินหลิวซีเก็บรูปสลักขึ้นมา ใช้คาถาชำระคราบทำความสะอาด จากนั้นตั้งศาลหินสูงเท่าตัวเด็กน้อยขึ้นใหม่ วางแท่นหินเล็กๆไว้ในศาลเพื่อวางรูปสลัก ฝังยันต์ไว้รอบศาลเพื่อกันมิให้ล้มลง


นางแกะสลักรูปเทพเจ้าขึ้นใหม่ วางลงบนแท่นบูชาหิน จับกระถางธูปโทรมๆตั้งขึ้น หยิบธูปสามดอกออกมา พนมมือเหนืออกด้วยท่าทีนอบน้อม ปักลงตรงแท่นบูชาตรงหน้า


ครั้นเมื่อก้าวเข้าภูเขาเชวี่ยเอ๋อร์ ฉินหลิวซีพลันรับรู้ได้ทันทีว่าภูเขานี้ไร้เทพเจ้า เพราะไร้ซึ่งพลังวิญญาณ ต้นไม้เหี่ยวเฉาแม้ยังไม่ถึงฤดูใบไม้ร่วง ขาดซึ่งชีวิตชีวา มีแต่ความแห้งแล้ง


แต่นางเชื่อว่าเมื่อภูเขายังคงอยู่ สักวันหนึ่งอาจจะมีเทพเจ้าองค์ใหม่ปรากฏเพื่อปกปักษ์รักษาผืนดินแห่งนี้


สิ่งที่ฉินหลิวซีทำเผื่อว่าอาจจะได้ขอพรอัญเชิญเทพ แม้ไม่อาจทำให้เกิดเทพองค์ใหม่ได้ ก็ยังถือเป็นการเซ่นไหว้บูชาสักครั้ง


จุดธูปวางผลไม้ไม่กี่ลูก ฉินหลิวซีก็วาดยันต์เผายันต์ จากนั้นหยิบกระดิ่งสามบริสุทธิ์ออกมา เท้าก้าวย่างร่ายคาถา “กลิ่นหอมลอยล่องทั่วสารทิศ ดั่งควันธูปลอยผ่านประตูสวรรค์…ตำหนักจื่อเวยเปิดวิหารศักดิ์สิทธิ์ เชิญเซียนเทพธิดาดอกท้อ ข้าน้อมบูชาตามบัญชาไท่ซ่างเหล่าจวิน ขออัญเชิญเทพผู้พิทักษ์แห่งขุนเขามาสถิต”


เสียงกระดิ่งแว่วไปทั่วพร้อมสายลมพัดผ่านยอดไม้เสียงซู่ซ่า


ฉินหลิวซีนิ่งรอคอย แต่ก็ไม่มีเทพเจ้ามา เพียงเห็นควันธูปไหลเคลื่อนเข้าไปคลุมรูปสลักในศาล


พรึบ


ฉินหลิวซีชะงัก คิดอยากหลบหลีก ทว่าเสียงอ่อนโยนเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นข้างหู “อย่าหลบ”


นางหยุดนิ่งปล่อยให้จิตที่แหว่งวิ่นนั้นเข้าสู่จิตของนาง ภาพสตรีนางหนึ่งปรากฏตรงหน้า เป็นสตรีในชุดสีเขียว สวมมงกุฎเถาวัลย์บนศีรษะ อ่อนโยนเป็นที่สุด


นี่คือเทพเจ้าผู้ปกปักษ์ภูเขาเชวี่ยเอ๋อร์


นางคือจิตของเทพภูเขาเชวี่ยเอ๋อร์ ในอดีตนางเป็นเพียงเถาวัลย์ที่งอกข้างบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของภูเขาจูเชวี่ย อีกทั้งเขาจูเชวี่ยเดิมมีเส้นพลังวิญญาณอยู่หนึ่งเส้น เมื่อได้รับการปกป้องคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์พลังวิญญาณคอยหล่อเลี้ยง เกิดมีสติปัญญาทั้งยังมีบุญวาสนา บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นเทพแห่งภูเขา


เมื่อก่อนที่นี่เรียกว่าเขาจูเชวี่ย คนคนแรกที่ศรัทธานางคือหญิงตั้งครรภ์ เพราะหนีภัยมาอยู่ในภูเขาจูเชวี่ย พลันจะคลอด อีกฝ่ายจึงขอพรจากเทพเจ้า นางช่วยเหลือทั้งสองแม่ลูก จากนั้นเริ่มมีผู้คนศรัทธา ต่อมาก็ได้ช่วยเหลือผู้คนที่พลัดหลงในภูเขา


ค่อยๆเกิดความศรัทธาของชาวเมือง ปกปักรักษาชาวบ้าน พวกเขาสร้างศาลให้นาง กราบไหว้บูชา เกิดพลังศรัทธาขึ้นมา นางมีพลังมากขึ้น สามารถปกปักรักษาผืนแผ่นดินแม่น้ำลำธาร พร้อมทั้งชาวเมืองได้


เมื่อเวลาผันผ่าน ภูเขาจูเชวี่ยประสบสายฟ้าฟาดและแผ่นดินไหว นางใช้พลังปกป้องป้องกันภัย ภูเขาจึงมิได้พังทลาย หากแต่นางก็สูญสิ้นพลังลงไปมาก ภูเขาจูเชวี่ยจึงกลายเป็นภูเขาเชวี่ยเอ๋อร์ เพราะเกิดแผ่นดินไหว ชาวเมืองกล่าวโทษที่นางไม่อาจปกป้องได้ นางสูญเสียพลังศรัทธา ผู้คนนับถือน้อยลง


แปดสิบปีก่อน เขาเชวี่ยเอ๋อร์เกิดดวงวิญญาณแข็งแกร่งขึ้นมาหนึ่งดวง มันหมายมั่นจะยึดครอง กลิ่นไอของดวงวิญญาณนั้นทำให้นางต้องสั่นกลัว แต่ในฐานะเทพเจ้าไม่ปกปักรักษาพลังวิญญาณบนเขาไม่ได้ อย่างไรหากสูญเสียพลังวิญญาณไป ภูเขาถล่มป่าทลาย จะมีผู้คนล้มตายมากมาย


สุสานตระกูลเฟิ่งตั้งอยู่บนเส้นพลังวิญญาณ โชคชะตากลับหล่อเลี้ยงแต่พลังวิญญาณ ผู้คนตระกูลเฟิ่งนับวันยิ่งตายมากขึ้นเรื่อยๆ และนางไม่ปรากฏตัวมานาน ผู้คนที่นับถือเชื่อในการมีอยู่ของนางนับวันยิ่งน้อยลง พลังก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ


เมื่อไม่มีศรัทธา เทพเจ้าก็จะต้องสิ้นสูญ


พลังจิตอันแกร่งกล้านั้นเพียงแค่เข้ามาแย่งชิงเส้นพลังวิญญาณกับนาง ขัดขวางนางไม่ให้สามารถขับเคลื่อนตนเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นจะทำให้ศรัทธาของผู้คนที่มีต่อนางค่อยๆลดลง แม้แต่ตระกูลเฟิ่งเองก็หยุดการบูชา นำมาสู่การสูญสิ้นของพลังศักดิ์สิทธิ์ในที่สุด


เวลาผ่านไปเรื่อยๆ สภาพของนางอ่อนแอลงจนแทบจะเลือนหายไป นางเห็นว่าดวงวิญญาณนั้นได้ปรากฏตัวขึ้นเป็นร่างกายที่จับต้องได้ ไม่สิ หรือคนผู้นั้นเพียงดึงดวงวิญญาณนั่นกลับคืนไปแล้ว


แย่แล้ว เขาจะเอาเส้นพลังวิญญาณทั้งหมดไป


เทพภูเขาตื่นตระหนก ทันใดนั้นมีนักพรตชราคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น นางเห็นว่าพวกเขาต่อสู้กัน นอกจากกระบี่ปราบมารที่ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสีนั่นจะทำให้คนผู้นั้นชะงักไป นักพรตชรานั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อเลย


เห็นนักพรตชราถูกพลังสะท้อนกลับไร้พลังตอบโต้ เทพภูเขาจึงใช้เถาวัลย์พันร่างนักพรตชราออกไปจากการต่อสู้มองเห็นศัตรูกำลังดูพลังวิญญาณ ภูเขาสั่นสะเทือน นางได้ยินเสียงคร่ำครวญของสรรพชีวิตบนภูเขา เหล่าสัตว์ต่างวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง


ที่ตีนเขา ที่นั่นมีหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากรหมื่นคนตั้งอยู่


ด้วยความสังเวชใจ เทพภูเขาจึงใช้จิตวิญญาณถวายแด่สวรรค์ เสียสละพลังทั้งหมดปกป้องภูเขาเชวี่ยเอ๋อร์ไว้ ทำให้มีเพียงหินก้อนเล็กๆหล่นลงมาบ้าง ต้นไม้ใหญ่ล้มไปสองสามต้น สายน้ำบนภูเขาไหลย้อนกลับ ตาน้ำศักดิ์สิทธิ์แห้งเหือด เหลือเพียงจิตวิญญาณอันอ่อนแรงตกลงไปในรูปสลักหินเท่านั้น


เทพภูเขาจ้องมองชายที่เพิ่งถอดหมวกคลุมลง แสงจันทร์สุดท้ายส่องกระทบด้านข้างใบหน้าของเขา ก่อนที่ร่างจะเลือนหายไปในความว่างเปล่า


ฉินหลิวซีลืมตาขึ้นทันที หายใจอย่างหนัก มือกำแน่น นางยืนขึ้น


“เทพเจ้าก็ถูกสังหารได้”


เสียงอ่อนโยนก้องกังวานอยู่ในจิตใจนาง ราวกับเป็นเสียงสุดท้ายของเทพภูเขาที่เสียสละเพื่อปกป้องผืนดินนี้


เทพแห่งภูเขาเชวี่ยเอ๋อร์ดำรงอยู่เพราะภูเขาแห่งนี้ และเมื่อภูเขานี้ตกอยู่ในอันตราย เทพเจ้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นเพียงพลังวิญญาณคุ้มครองอยู่เสมอ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นไปตามชะตากรรม


ในดวงตาของฉินหลิวซีมีความรู้สึกปั่นป่วนรุนแรง นางคำนับรูปสลักหินด้วยความเคารพ เพื่อแสดงความนับถือแด่เทพภูเขาที่สละชีพปกป้องแผ่นดินแห่งนี้


ฉินหลิวซีพันผ้าสีแดงรอบรูปสลักหิน ก่อนจะกระโดดลงจากภูเขามุ่งหน้าไปยังสุสานบรรพชนของตระกูลเฟิ่ง พบว่าเส้นพลังวิญญาณที่นั่นถูกดูดจนหมดสิ้น เหลือเพียงหลุมลึกและเศษซากปรักหักพัง


นางกระโดดลงไป ยื่นมือสัมผัสดินที่ไร้พลังวิญญาณ รู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ท่วมท้น


ฉินหลิวซียื่นนิ่งอยู่นาน จากนั้นเดินตามความทรงจำของเทพภูเขาไปถึงตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ พบว่าน้ำในตาน้ำแห้งเหือด เถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่เคยอิงแอบอยู่บนภูเขากลายเป็นเพียงเศษซากไม้แห้งกรัง


นางฝังยันต์วิญญาณลงที่รากของเถาวัลย์ ลูบเถาวัลย์พลางเอ่ยพึมพำ “ตราบใดที่ภูเขายังคงอยู่ สักวันหนึ่งเทพเจ้าก็จะหวนกลับมา”


เพราะนางเองก็เป็นผู้ศรัทธา


[1] นกจูเชวี่ย เป็นหนึ่งใน “สี่สัตว์เทพพิทักษ์” หรือ “สี่เทพพิทักษ์ทิศ” ที่ประกอบไปด้วย มังกรเขียว เสือขาว เต่าดำ และนกเพลิง ตัวแทนของฤดูร้อน โดยมักมีภาพลักษณ์เป็นนกสีแดงเพลิงหรือฟีนิกซ์ที่สง่างาม


[2] ตำหนักจื่อเวย เป็นวังหรือสำนักศักดิ์สิทธิ์ในตำนานและความเชื่อของจีน โดยเฉพาะในลัทธิเต๋า ในบริบททางโหราศาสตร์และเทพเจ้าของจีน “จื่อเวย” เป็นดาวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิหรือเทพผู้ปกครองสวรรค์ ทำให้วังจื่อเวยเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่สถิตของเทพเจ้าสำคัญ


ตอนที่ 1149: ราชาเทพ เจ้าตัวแสบกลับมาอีกแล้ว


หลังออกจากเขาเชวี่ยเอ๋อร์ ฉินหลิวซีไม่ได้กลับไปที่อารามชิงหลานทันที แต่เข้าไปในประตูผีแทน


ราชาเทพเฟิงตูรู้สึกปวดหัวอีกครั้ง มีความคิดอยากจะเรียกประชุมเหล่าข้าราชบริพารทันทีเพื่อหาวิธีจำกัดการเข้าออกของคนผู้นี้ คนที่มีชีวิตเข้ามาได้ตามใจชอบเช่นนี้ ทำให้โลกของผีนี้ไร้เกียรติศักดิ์หรือไม่


อย่างไรก็ตาม ความคิดนี้ได้แต่เก็บไว้ในใจ เพราะเมื่อเห็นฉินหลิวซีมาคราวนี้ด้วยใบหน้าที่เย็นชา ไร้ซึ่งรอยยิ้มขี้เล่นตามปกติ ทำให้พวกเขารู้สึกกระวนกระวายใจ เกิดอะไรขึ้นกันแน่


ราชาเทพเฟิงตูกับกษิติครรภโพธิสัตว์สบตากัน ทั้งสองขยับเข้าใกล้เขาเล็กน้อย นั่งตัวตรงอย่างเคร่งขรึม แต่ในใจกลับตึงเครียด


อย่าบอกนะว่าจะมาระเบิดอารมณ์ยิ่งใหญ่


กษิติครรภโพธิสัตว์ไม่แสดงท่าทีใดๆ เลื่อนจานขนมไปตรงหน้าฉินหลิวซี ยิ้มเอ่ย “ดูเหมือนว่าการบำเพ็ญเพียรและบุญกุศลของเจ้าจะพัฒนาขึ้น แสดงว่าเจ้ามิได้เกียจคร้านในการฝึกฝนเลยนะ”


ราชาเทพเฟิงตูถาม “คราวนี้มาทำไมกัน”


ฉินหลิวซีทำเสียงหึในลำคอ เอ่ย “มีสามเรื่อง เรื่องแรก ข้าอยากรู้ว่าตอนที่ซื่อหลัวถูกขังในขุมนรกลึกนั้นเป็นอย่างไร ข้าอยากดูสักหน่อยว่าเขามีสามหัวหกแขนอย่างไร”


ทั้งสองคนชะงักไปชั่วครู่


“เรื่องที่สอง โลกใต้พิภพนี้มีอยู่มาหลายพันปีแล้ว เชื่อได้ว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่เข้ามาจะเต็มใจไปเกิดใหม่ ข้าอยากรู้ว่ายังมีผู้อาวุโสของอารามชิงผิงที่ยังไม่ได้ไปเกิดใหม่หรือไม่ ช่วยหามาให้ข้าด้วย”


ราชาเทพเฟิงตูเอ่ยถาม “เจ้าต้องการหาคนเหล่านี้ไปทำอะไร”


ฉินหลิวซีมองด้วยหางตา เอ่ย “ไม่ใช่เพราะท่านละเลยหน้าที่ ปล่อยให้มารเอ้อฝูชั่วหลบหนีไปก่อความวุ่นวายในโลกมนุษย์หรอกหรือ ตอนนี้เมื่อถึงเวลาต่อสู้กับปีศาจ พวกเราต้องพึ่งพาศาสนาพุทธและเต๋า หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตลี้ลับที่ยอมเสี่ยงชีวิตเอง ท่านคิดว่าพวกท่านจะข้ามเขตแดนออกมาทำในสิ่งที่ฝืนธรรมชาติได้หรือ”


ฟังเอาสิ น้ำเสียงเสียดสีเช่นนี้ทำให้ราชาเทพเฟิงตูรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะตอบโต้อะไรสักอย่าง


ราชาเทพเฟิงตูลุกขึ้นจ้องหน้าฉินหลิวซีเขม็ง


ราชาเทพเฟิงตูบ่นเสียงหงุดหงิด “สะกิดข้าทำไม ยืดแข้งยืดขาบ้างไม่ได้หรือ”


เขาทำท่าถีบขาในอากาศสองสามที


ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ คนที่รู้จะคิดว่าเขายืดขา แต่คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเขากำลังระบายอารมณ์อะไรบางอย่างด้วยการถีบอากาศอย่างแน่นอน


กษิติครรภโพธิสัตว์จึงเอ่ย “เรื่องนี้ ให้ราชาผู้ถือกงล้อตรวจสอบก็ได้ แต่เจ้าหาผู้คนจากอารามชิงผิงเพราะมีแผนอะไรหรือ”


“ได้ยินมาว่าอารามชิงผิงบูชาสามมหาเทพและมีคาถาลับของลัทธิเต๋า ถ้ามีอยู่จริง ข้าต้องได้รับการสืบทอดนั้น” ฉินหลิวซีจ้องราชาเทพเฟิงตูด้วยสายตาที่แน่วแน่ “ไม่เช่นนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกมนุษย์อาจไม่สามารถต่อกรกับซื่อหลัว เจ้ามารเฒ่านั่นได้”


ราชาเทพเฟิงตู “…”


ไม่ใช่สิ เจ้าพูดก็พูดไปสิ ไยต้องมามองข้าด้วยท่าทีเหน็บแนมเช่นนั้นด้วย


“เขาทำอะไรข้างบบนนั่น เจ้าถึงได้หวาดกลัวเพียงนี้” กษิติครรภโพธิสัตว์รู้สึกถึงความกังวลใจของนาง


ฉินหลิวซีนึกในใจ ในที่สุดก็ถามแล้ว นางไม่ลังเลที่จะบอกเล่าเรื่องราวของซื่อหลัวที่ขโมยโชคลาภและเส้นพลังวิญญาณ ทั้งยังเล่าเรื่องเขตแดนไร้ขอบเขตด้วย ตอนท้ายนางเอ่ย “ตอนนี้เขาสามารถขโมยเส้นพลังวิญญาณและโชคลาภได้ตามใจ ข้าไม่กล้าคิดเลยว่าหลายพันปีก่อน ตอนที่เขาอยู่ในจุดสูงสุด เขาแข็งแกร่งเพียงใด เขาเป็นเพียงพระผู้บำเพ็ญเพียร หรือแท้จริงแล้วเป็นเทพเจ้าที่ลงมาฝึกฝนกันแน่”


กษิติครรภโพธิสัตว์ถอนหายใจเอ่ย “เขาคือการกลับชาติมาเกิดของผู้ปฏิบัติที่บรรลุธรรมสูงสุด ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งพุทธและเต๋าอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งหาได้ยากยิ่งในช่วงหมื่นปี”


“เช่นนั้นก็แย่แล้ว เช่นนี้เราคงไม่รอดแน่ พวกท่านเองก็คงไม่รอดเหมือนกัน” ฉินหลิวซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เขาทำเรื่องราวมากมายเพียงนี้ แต่ข้ายังไม่อาจทำให้เขาได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย”


อ้อ ธรรมจักรครั้งนั้นไม่นับ นางไม่เห็น ถือว่าไม่เคยนับว่าเขาเจ็บตัว


ราชาเทพเฟิงตูเอ่ย “เจ้าเอ่ยมาตามตรงเถิด เจ้าต้องการอะไร”


รอคำนี้ของท่านอยู่แล้ว


“นี่แหละคือเรื่องที่สาม เมื่อเร็วๆนี้ อาจารย์อาวุโสคนหนึ่งของข้าซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอารามชิงหลานได้ต่อสู้กับซื่อหลัว เขาบอกว่าศาสตราวุธสามารถต่อกรกับเขาได้ พวกท่านก็รู้ว่าอารามชิงผิงของเราเป็นเพียงอารามเล็กๆที่ยากจน…”


“ยอดหลังคาทองของอารามชิงผิงยังสว่างกว่าที่นี่ของข้าอีก เจ้าไม่รู้สึกเจ็บใจเวลาพูดเช่นนี้เลยหรือ” ราชาเทพเฟิงตูอดไม่ได้ที่จะขัดคำพูดนาง


ราชาเทพเฟิงตูอึ้งและโกรธจนหนวดสะบัดไปมา


ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “อารามชิงผิงไม่มีพื้นฐานมากมาย ข้ายังเด็ก ไม่รู้ว่ามีอะไรในอารามบ้าง และอาจารย์ก็จากไปเร็ว เขาไม่ทันได้บอกความลับของอารามก่อนจะจากไป แปลว่าไม่เคยมีของแบบนั้นแน่ๆ ถ้าจะหาศาสตราวุธ อารามเราคงไม่มี ท่านดูพวกท่าน…”


“พวกเราถูกเจ้าปล้นของไปหลายชิ้นแล้วนะ”


“ข้าไม่ได้มาขอของ แน่นอน พวกท่านให้ ข้าก็ขอบคุณ เป็นการช่วยเหลือสรรพชีวิต และสรรพชีวิตก็จะสรรเสริญพวกท่าน ข้าจะบอกให้พวกเขาถวายของบูชาเพิ่ม” ฉินหลิวซีเอ่ย “สิ่งที่ข้าต้องการคือศาสตราวุธ หากพวกท่านไม่มีก็ช่วยหาให้ข้าสักหน่อย ข้าจะอาศัยวาสนาในการได้มา”


ฮึ เชื่อเลยกับคำว่า พึ่งบุญวาสนา ส่วนใหญ่คงเป็นพึ่งการแย่งชิงมากกว่า


นางเห็นราชาเทพเฟิงตูโกรธจนหนวดสะบัดถลึงตาใส่ จึงแสดงท่าทางสบายๆออกมา “ถ้าไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร พวกเราก็ย่อยยับไปด้วยกัน ระบบของโลกใบนี้พังทลายไปแล้ว เดี๋ยวก็สร้างใหม่ได้”


เจ้าตัวแสบนี่


ราชาเทพเฟิงตูจ้องนางเขม็ง ปากอ้าแล้วหุบลง กำลังจะเอ่ยวาจา จึงเอ่ย “ข้าจะไปหาราชาผู้ถือกงล้อ”


เขาสะบัดแขนเสื้อ


ฉินหลิวซีส่งเสียง หึ ในลำคอ ก้มลงไปหยิบขนมหนึ่งชิ้นกัดกินโดยไม่รักษาท่าที เอ่ย “อารมณ์ของราชาเทพไม่ดีนัก อายุปูนนี้แล้วอารมณ์ยังไม่มั่นคงอีก ไม่มีความสุภาพสักนิด”


กษิครรภโพธิสัตว์ยิ้ม เอ่ยในใจ ไม่ใช่เพราะเจ้าบีบบังคับหรอกหรือ


เขาพลันเห็นความวิตกกังวลที่ซ่อนอยู่ระหว่างคิ้วของฉินหลิวซี จึงเอ่ย “เจ้าเองไม่ต้องแบกรับภาระหนักเกินไปนักหรอก นักพรตเต๋า ใช้ชีวิตไปตามใจ ย่อมมีทางแห่งการฝึกฝนที่เป็นของตนเองในท้ายที่สุด”


“กษิครรภโพธิสัตว์ คำปลอบใจเช่นนี้มันเริ่มน่าเบื่อแล้ว เอ่ยด้วยความเป็นจริงเถิด” ฉินหลิวซีเอ่ย “กลับมาที่เรื่องของซื่อหลัวนั้น เส้นเขตแดนไม่มีที่สิ้นสุดนั่น ข้าก็ต้องเข้าไปสักครั้ง ดูสิว่ามันซ่อนอะไรไว้ ทำไมต้องเป็นที่นั่น ข้าจะออกมาอย่างปลอดภัย คงต้องมีของวิเศษบางอย่างไว้ติดตัวใช่หรือไม่”


กษิครรภโพธิสัตว์ครุ่นคิด เอ่ยถาม “เจ้าบอกว่าเขาสร้างเขตแดนนั้นไว้ที่ใด”


“ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในดินแดนไร้ชื่อที่เรียกว่าทะเลทรายดำ สถานที่นั้นเคยเป็นที่ที่แม้แต่ยมทูตจากแดนมืดก็ไม่สามารถเข้าไปได้ วิญญาณที่ติดอยู่ที่นั่นไม่อาจออกมาเกิดใหม่ได้ เหมือนดั่งดินแดนแห่งความว่างเปล่าเลย”


“ไม่ นั่นคืออาณาเขตว่างเปล่า” กษิติครรภโพธิสัตว์นั่งตัวตรงขึ้นแล้วเอ่ย “ตอนนั้น ที่เขาต้องการจะล่วงไปสู่สวรรค์เพื่อบรรลุเป็นเซียน เขาก็ไปอาณาเขตว่างเปล่านั่น เพราะมันเป็นที่ที่อยู่สุดขอบของทิศตะวันตก และใกล้ที่สุดสำหรับทางขึ้นสู่สวรรค์ ปลอดจากการรบกวน และอุดมไปด้วยพลังงานจิตวิญญาณ ตำนานกล่าวว่า อาณาเขตว่างเปล่านั่นคือพื้นที่ลับที่หลงเหลือมาจากการขึ้นสู่สวรรค์ของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหมื่นปีก่อน และในยุคที่พลังแห่งการฝึกฝนสูงส่งที่สุด พื้นที่นี้เรียกว่าอาณาเขตว่างเปล่า ผู้ที่มีบุญบารมีเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้”


ฉินหลิวซียิ้มไม่ออกแล้ว


เฮ้อ ทะเลทรายดำเป็นดินแดนลึกลับหรือนี่


เช่นนั้นข้าเสียโอกาสในการล่าขุมทรัพย์ไปหมดแล้วงั้นหรือ ตอนนั้นข้าได้เพียงผลเต้ากั่วสีม่วงจากป่ากลางทะเลทรายเท่านั้น


[1] ปีศาจที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรจนมีชีวิตจิตใจขึ้นมา เหมือนเจ้าโสมน้อย


ตอนที่ 1150: ใบหน้านั้นที่นางเห็น


ฉินหลิวซีรู้สึกเหมือนพลาดโอกาสได้พบสมบัติชิ้นใหญ่ อึดอัดอยู่ในใจแทบอยากไปคิดบัญชีกับเจ้าเฮยซานั่นทันทีทันใด เจ้าโง่นั่น เฝ้ารักษาขุมทรัพย์อยู่ยังไม่รู้ตัวอีก ถ้าบอกนางตั้งแต่แรกว่านั่นเป็นดินแดนลึกลับ คงขุดหา แม้แต่ผิวหนังยังต้องเฉือนออกมาดู


มิน่าเล่า มิน่าเมื่ออยู่ต่อหน้าป่ากลางทะเลทรายนั่น นางสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณเข้มข้น หากมันเป็นพื้นที่ลึกลับที่สืบทอดมาจากยุคโบราณก็ยิ่งชัดเจนแล้ว


พื้นที่ลับที่ทิ้งไว้โดยผู้ยิ่งใหญ่ ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน พลังวิญญาณนั้นย่อมยังคงอยู่ มันเป็นผลบุญที่ผู้บรรลุการขึ้นสวรรค์ทิ้งไว้ให้กับบุตรหลาน เพื่อหล่อเลี้ยงรุ่นหลัง


ถ้าพระกษิครรภโพธิสัตว์กล่าวไม่ผิด ห้าพันปีก่อน ซื่อหลัวเกือบจะก้าวขึ้นสู่สวรรค์ นี่ก็คงพิสูจน์ได้ว่าเขาหาทางได้ถูกต้องแล้ว และตอนนี้เขากลับมาวางเส้นเขตในอาณาเขตว่างเปล่านี้ เพื่อหวังจะลุกขึ้นใหม่จากจุดที่เคยล้มลง


ยอดเยี่ยมจริงๆ ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง


ฉินหลิวซีไม่รู้ไยจึงรู้สึกนับถือเขาขึ้นมา แม้เขาจะเป็นศัตรู แต่ก็ไม่อาจห้ามใจในการชื่นชมเขาได้ ความคิดเฉียบแหลม กล้าหาญที่จะท้าทาย ถ้าเขาไม่ใช่ศัตรู เราก็อาจจะเป็นมิตรได้


น่าเสียดาย พวกเขามีชะตาต้องเป็นศัตรูกัน


หากเป็นเช่นนั้น การขนย้ายพลังวิญญาณและเส้นทางพลังที่เขาทำ ก็คงเพื่อให้ทะเลทรายดำมีพลังและโชคชะตายิ่งขึ้น แต่ละปีมานี้พลังวิญญาณในโลกนี้ยิ่งเบาบางลง หากเขาไม่ทำอะไรเลย จะขึ้นสู่สวรรค์ได้อย่างไร อาศัยการบำเพ็ญตนเพียงอย่างเดียวหรือ


หากเขามีช่วงเวลาที่รุ่งเรือง เขาคงสามารถบรรลุผลสำเร็จได้ แต่ว่าตอนนี้เขาถูกขังมาเป็นเวลาห้าพันปี แล้วที่กักขังเขาในนรกก็ไม่ใช่ที่จองจำธรรมดา ดวงจิตของเขาต้องได้รับการกักขังและสึกหรอ ถ้าไม่ใช่เช่นนั้นเขาคงหนีออกมาตั้งนานแล้ว


อีกอย่าง ร่างกายของเขาก็หายไปนานแล้ว แม้จะพยายามคืนสภาพจากกระดูกพุทธะก็ยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการฝึกฝนจนสำเร็จ ยากมาก ต้องใช้เวลานาน


เขาคงไม่รอจนถึงตอนนั้นหรอก


ดังนั้นในขณะที่เขากำลังฟื้นฟูพลัง เขาก็ยังจัดเตรียมสถานการณ์ที่จะทำให้สามารถขึ้นสู่สวรรค์ได้ โดยใช้พลังวิญญาณและโชคชะตานั้นเพื่อต้านทานฟ้าผ่า


ค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้า


ซื่อหลัวตั้งค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้าในทะเลทรายดำ ไม่ น่าจะเป็นในอาณาเขตว่างเปล่า และพลังวิญญาณกับโชคชะตาที่เขาขนย้ายก็คือการเตรียมการสำหรับสิ่งนี้


เดาได้แล้ว


ฉินหลิวซีรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง เมื่อคิดถึงการตั้งค่ายอาคมแล้ว ถ้ามันถูกเปิดขึ้น โลกนี้จะเป็นอย่างไร


ไม่ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะคิดถึงเรื่องนั้น พลังวิญญาณและโชคชะตานี้คงไม่พอ ยังต้องการอะไรเพิ่มเติม เช่นโชคชะตาของแผ่นดิน


โชคชะตาของแผ่นดินหายไป แคว้นย่อมล่มสลาย และเมื่อแคว้นล่มสลาย ผู้คนจะต้องทนทุกข์ วิญญาณจะต้องถูกทำลาย


รู้สึกเหมือนตนได้รู้แผนทั้งหมดของเขาแล้ว ความขมขื่นเต็มปาก เมื่อสุดท้ายแล้วทุกชีวิตจะต้องกลายเป็นเครื่องบูชาของเขา


“เจ้าสารเลว สุนัขพันธุ์ชั่ว”


เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางที่เปลี่ยนไปของนาง กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์ตั้งใจจะถาม แต่แล้วก็ได้ยินเสียงด่าทอ เสียงนั้นทำให้มุมปากเขาสั่นไหว จึงถามด้วยความระมัดระวัง “เจ้า…ไม่มีอะไรใช่หรือไม่”


ฉินหลิวซีเอ่ย “มีสิ เป็นเรื่องใหญ่จนเกือบฟ้าถล่ม” ฉินหลิวซเอ่ย “ตามที่ท่านกล่าว เขากำลังคิดจะขึ้นสวรรค์กลายเป็นเทพอีกครั้งในโลกที่ชื่อว่า ‘โลกแห่งความว่างเปล่า’ นี้ ข้าอยากรู้ว่าเรายังสามารถหยุดเขาได้อีกหรือไม่”


“เจ้าต้องรู้ว่า ความชั่วร้ายย่อมไม่สามารถชนะความดีได้”


ฉินหลิวซีหัวเราะเยาะ ห้าพันปีก่อน เมื่อพลังแห่งจิตวิญญาณยังเข้มข้น ศาสนาพุทธและเต๋ามีผู้แข็งแกร่งมากมาย จึงสามารถหยุดเขาได้


ตอนนี้เล่า


นางไม่ได้ต้องการทำให้ศัตรูดูเก่งขึ้น แต่การมองไปยังพันธมิตรในปัจจุบันนั้น กลับทำให้นางรู้สึกว่าอาจไม่พอเพียง


กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์เอ่ย “ทุกอย่างมีการจัดการจากฟ้าสวรรค์ บางคนพยายามสุดความสามารถแต่ยังล้มเหลว นี่ก็เป็นการจัดการของสวรรค์ เจ้ารู้หรือไม่ เจ้าทำเพียงเดินหน้าตามเส้นทางเป้าหมายของเจ้าก็พอแล้ว”


ฉินหลิวซียื่นมือออกไป รอยยิ้มเต็มใบหน้า “เช่นนั้นขอของดีๆให้ข้าสักหน่อยเถิด น้ำแกงไก่ไม่อาจสู้อาวุธวิเศษได้ ทางที่ดีขอแบบที่เอาเขาอยู่ พวกท่านไม่อาจผิดกฎสวรรค์ได้ เช่นนั้นช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆก็คงได้กระมัง การออกแรงนี้ จะให้ข้าทำคนเดียวไม่ได้นะ”


กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์รู้สึกปวดหัว คิดในใจ นี่น่าจะเป็นคำที่ข้าเอ่ยกับเจ้าจึงจะถูก


เขาเปลี่ยนหัวข้อกลับมา เอ่ย “เจ้าบอกว่าอยากเห็นใบหน้าของซื่อหลัวใช่หรือไม่ ข้าจะพาเจ้าไปดู”


ฉินหลิวซีปล่อยให้ทุกความคิดลอยไป แล้วตามเขาไปยังตำหนักกษิติครรภ


กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์นำนางมาถึงกระจกหินบนเสาหินเสาหนึ่งที่มีภาพสลักเป็นคาถา เอ่ย “นี่คือกระจกสะท้อนความจริง ปกติสามารถมองเห็นอดีตและอนาคต แต่เนื่องจากกระจกนี้ได้รับความเสียหาย ทำให้ส่วนหนึ่งของคาถาสลักหายไป”


ฉินหลิวซีมองไปที่มุมของกระจกหินที่ดูเหมือนโดนไฟไหม้ จึงเอ่ย “โดนไฟเผาหรือ”


“อืม”


“ใครทำเรื่องไม่ดีเช่นนี้กัน” นางขมวดคิ้ว ของสิ่งนี้ดูแปลกจริงๆ นางรู้สึกประหม่า


กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์ยิ้มไม่ตอบ เพียงเอ่ย“ลายสลักอักษรคาถาหายไปแล้ว จึงไม่สามารถดูอดีตและอนาคตได้ แต่ยังใช้เป็นกระจกบันทึกภาพได้”


“ร้ายกาจเพียงนี้ หากไม่เสียหาย นี่ก็เป็นสมบัติล้ำค่าชัดๆเลย”


กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์คิดในใจ ถ้าของนี้ยังสมบูรณ์อยู่ เกรงว่าคงถูกเจ้าขอไปนะสิ


สองมือของเขาตวัด ปากพึมพำบทสวด จิ้มไปยังกระจกหินนั่น กระจกที่ดูเหมือนธรรมดากลับเริ่มมีชีวิต เส้นน้ำเริ่มหมุนวน จนกระทั่งในกระจกปรากฏภาพชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมผ้าดำ กำลังนั่งขัดสมาธิหันหลังให้นาง


“เป็นพระที่มาเกิดใหม่ไม่ใช่หรือ เขากลับมีขน…มีผม” ฉินหลิวซีตกใจตาโต


อะไรกัน ไม่ได้หัวโล้น ก่อนหน้านี้จินตนาการของนางกระทั่งรูปหล่อที่นางทำลายต่างก็หัวโล้นทั้งนั้นนี่นา


“ภาพลักษณ์ภายนอกเพียงภาพลวงตา ผมก็สามารถขึ้นใหม่ได้” กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์บอก


“ไม่ถูกสิ นี่พิสูจน์อย่างหนึ่ง” ฉินหลิวซีเอ่ย “เขาคือพระปลอม”


ในภาพ ซื่อหลัวหันหัวทีละนิด จู่ๆ ฉินหลิวซีดวงตาหดเกร็ง นางนึกว่าเห็นสำเนาของตนเอง


ไม่ใช่บอกว่าใบหน้าของซื่อหลัวเหมือนตนเอง ตรงกันข้าม ใบหน้าของเขาเล็กและสวยงาม ปากบาง ตาเฉี่ยวแบบดวงตาของนกเงือก จมูกคมราวกับมีด


ใบหน้านี้หล่อเหลางดงาม


ฉินหลิวซีบอกว่ามองเห็นสำเนา เพราะรอยยิ้มที่เยือกเย็นบนใบหน้าของเขา ความบ้าคลั่ง ร้ายกาจ ความเย็นชาในแบบเดียวกับตน


นางใบหน้าทะมึน นึกถึงคำที่ตนเคยได้ยินในห้วงความฝัน เจ้ากับข้าคือประเภทเดียวกันเช่นนั้น รู้สึกอึดอัดขึ้นมา


“นี่คือหน้าของเขาจริงๆหรือ” ฉินหลิวซีกำหมัด กลืนน้ำลาย อยากต่อยเขา


กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์ปัดมือข้ามกระจกแล้วภาพก็หายไป เขายืนอยู่ข้างๆ นางและมองไปที่มือของนาง “ตอนที่เขาถูกขังในมหาอเวจีนรกเขาก็เป็นแบบนี้”


ฉินหลิวซีหลับตาเบาๆ นึกถึงใบหน้านั้นและเปรียบเทียบกับหน้าที่นางเห็นในที่อื่น ภาพทั้งสองเริ่มซ้อนทับกัน


มือนางสั่นเล็กน้อย สูดหายใจลึก ปลอบใจตัวเองให้สงบลง หลังจากเวลาผ่านไป นางก็เปิดตาขึ้น


กษิติครรภโพธิสัตว์โพธิสัตว์เห็นนางมีอาการแปลกๆ จึงถาม “เป็นอะไร”


“ไม่เป็นไร แค่คิดถึงเรื่อง มดพยายามเขย่าต้นไม้ใหญ” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเบา


ราชาเทพเฟิงตูโผล่เข้ามา ใบหน้าเคร่งขรึม “ไม่มีความมั่นใจชัดเจน อย่าได้บุ่มบ่าม จะได้ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น อาจถูกหลอกเอาได้ เช่นนั้นคงได้หนาวแล้วจริงๆ ยังมีคนสำนักชิงผิงอยู่ ตามข้ามาเถิด”


จบตอน

Comments