tao ep1151-1160

ตอนที่ 1151: แค่ดูก็รู้แล้วว่าข้ามีความสามารถ


ฉินหลิวซีเดินตามราชาเทพเฟิงตูออกมาจากตำหนักกษิติครรภ ก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดทหารของยมโลกดูแข็งกระด้างและไม่น่าเชื่อถือเล็กน้อย เดิมเขานั่งยองอยู่บนพื้น แต่เมื่อเห็นราชาเทพเดินออกมา เขาจึงลุกขึ้นยืน ใบหน้าเดิมที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดินหายไปเล็กน้อย


“นี่คือประมุขรุ่นที่เก้าของสำนักชิงผิง และเป็นเจ้าสำนักคนสุดท้าย นามว่าเฟ่ยไฉ”


ฉินหลิวซี “?”


เฟ่ยไฉ ท่านล้อเล่นหรือไม่


เฟ่ยไฉรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เอ่ย “รายงานราชาเทพ ข้าน้อยมีฉายาทางเต๋าว่าฟู่ซิงจื่อผู้คนเรียกว่าเจ้าสำนักเฟ่ย


ราชาเทพเฟิงตูเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ว่าจะมีปณิธานใหญ่เพียงใด เจ้าในตอนนี้ก็เป็นเพียงคนตายที่ตายแล้วตายอีก ไม่ต้องเอ่ยถึงสำนักชิงผิงอะไรแล้ว ตอนนี้มันเรียกว่าอารามชิงผิง เจ้าเด็กแสบ…นางหนูผู้นี้คือผู้สืบทอดของเจ้า ฉายาว่าปู้ฉิว และเป็นเจ้าอาวาสอารามชิงผิงในปัจจุบัน”


ฉินหลิวซีเดินขึ้นหน้า ยกมือคารวะ “ข้าน้อยปู้ฉิว คำนับผู้อาวุโสฟู่ซิง”


เฟ่ยไฉมองสังเกตนางสักพัก จู่ๆก็นั่งยองลงบนพื้นแล้วร้องไห้ออกมา “ถึงแม้สำนักชิงผิงจะตกต่ำ แต่ยังมีผู้สืบทอดถือว่าเป็นบุญอยู่ แต่เหตุใดผู้สืบทอดสุดท้ายกลับเป็นสตรี โธ่เอ๋ย”


สีหน้าฉินหลิวซีเปลี่ยนเป็นเขียว นี่คือการดูถูกเพศหญิงใช่หรือไม่


นางหันไปมองราชาเทพเฟิงตู แต่เขากลับยืนดูอย่างมีความสนุก พร้อมกับยกชาถ้วยหนึ่งขึ้นจิบอย่างจงใจ


ฉินหลิวซีฮึดฮัดแล้วเริ่มร้องไห้ตาม “ท่านพูดถูก นี่เป็นกรรมจริงๆ การสืบทอดของสำนักชิงผิงถึงขั้นสุดท้าย กลับตกอยู่ในมือของหญิงสาวที่ไม่มีกำลังแม้จะยกมือไหว น่าขายหน้าจริงๆ เหล่าผู้อาวุโสโชคดีแล้วที่ไปเกิดใหม่หมด ไม่เช่นนั้นคงเสียใจแน่”


เฟ่ยไฉ “!”


มีมารยาทหรือไม่ แย่งคำพูดข้า


“ไม่มีผู้สืบทอดก็ช่างเถิด ยังทำสำนักล่มสลายอีก อารามชิงหลานที่อื่นเขามีของล้ำค่าสืบทอด มีศาสตราวุธ ได้รับการขนานนามว่าอารามอันดับหนึ่ง มีเพียงอารามชิงผิงของพวกเรา ที่ยากจนถึงขนาดต้องแบ่งเหรียญเดียวใช้ถึงสองครั้ง สิบกว่าปีก่อนข้าเข้ามา ประตูแตก หน้าต่างผุ หลังคารั่ว พื้นเปื้อนขี้ ป้ายบรรพชนล้มระเนระนาด ไหนเลยจะเหมือนวันนี้ มีคนมาสักการะอย่างต่อเนื่อง รูปเคารพหุ้มด้วยทอง หลังคาทองปกคลุม”


เฟ่ยไฉ “…”


คนรุ่นหลังนี้เป็นจอมเถียงหรอกหรือ


ราชาเทพเฟิงตูเป่าลมใส่ถ้วยชาที่ไร้ไอร้อน พลางคิดในใจว่า เจ้าเด็กจอมเจ้าเล่ห์นี่ก็ไม่ได้แสบแค่กับพวกเขา ใจเขาก็สงบขึ้นมาบ้างแล้ว


เฟ่ยไฉรู้สึกหน้าร้อนผ่าว สำนักชิงผิงนั้นตกต่ำในสมัยที่เขาเป็นเจ้าสำนักเอง แต่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ จึงเอ่ย “ใครบอกว่าเราสำนักชิงผิงไม่มีรากฐานอะไรเลย ตอนที่เราก่อตั้งสำนักขึ้นมา เจ้าสำนักรุ่นแรกได้รับการชี้แนะจากสามเทพสูงสุดด้วยตนเอง ครั้งหนึ่งเรายังเคยเป็นหนึ่งในสามสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้คนมากมายอยากจะเข้าเป็นศิษย์สำนักชิงผิง แต่กลับไม่อาจเข้ามาได้”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ใช่ แต่ก็ไม่อาจต้านการล่มสลายของสำนักได้”


เฟ่ยไฉอ้าปากจะพูด แต่เมื่อคิดดูแล้วเขาก็รู้สึกละอายใจ ก่อนจะพึมพำออกมาว่า “ดอกไม้ไม่บานอยู่ร้อยวัน” หยุดคิดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่อย่าได้กังวล ข้าไม่ไปเกิดใหม่ เพราะข้าหวังว่าวันหนึ่งข้าจะได้ฟื้นฟูเกียรติยศของสำนักชิงผิงขึ้นมาอีกครั้ง”


“อาศัยท่านน่ะหรือ”


เฟ่ยไฉยืดอกขึ้นแสดงความมั่นใจ “อาศัยข้านี่แหละ หากเจ้ายอมให้ข้าใช้ร่างของเจ้า ไม่เกินสิบปี ข้าจะฟื้นฟูเกียรติยศของสำนักให้กลับมายิ่งใหญ่ได้แน่นอน”


แม้ว่านางจะเป็นหญิงสาว แต่เมื่อเห็นท่าทีที่ราชาเทพเฟิงตูเกรงใจต่อนาง เขาก็ไม่ถือแล้ว ยังได้ยินมาว่าคนผู้นี้คือผู้ที่ถูกขนานนามในปรโลกว่าเทพอสูรน้อยผีเห็นผีกลัว คิดไม่ถึงว่าจะเป็นผู้สืบทอดของสำนักชิงผิงของพวกเขา


สำนักชิงผิงไม่สูญสิ้น


ดูนางจะมีความสามารถ หากเขาใช้ร่างของนาง ย่อมสามารถพาสำนักชิงผิงให้เป็นสำนักอันดับหนึ่งของแผ่นดินได้ ดังนั้นแม้จะต้องยอมใช้ร่างสตรี เขาก็ไม่เกี่ยง


ฉินหลิวซีหัวเราะอย่างขบขัน “ท่านยังคิดจะยึดร่างของข้าด้วยหรือ ท่านไม่คิดจะขึ้นสวรรค์บ้างหรืออย่างไร”


“ดูเจ้าเด็กนี้พูดสิ เพียงยืมชั่วคราวเท่านั้น…อึก” รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอเขาอย่างแรง แล้วบิดศีรษะของเขาหันไปด้านหลังในทันที


เขามองเห็นหลังของตัวเองได้อย่างไร


เฟ่ยไฉตื่นตระหนก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดกลัว


ทันใดนั้นเฟ่ยไฉเห็นหัวตนเองหมุนกลับมาอีกครั้ง กลับมาอยู่ในตำแหน่งปกติ และเมื่อเขาหันกลับมาก็พบกับใบหน้าของหญิงสาวที่มีท่าทางเย้ยหยันและเฉยเมยอย่างเห็นได้ชัด


“แม่น้ำแยงซีคลื่นลูกใหม่ซัดคลื่นลูกเก่า คลื่นลูกเก่าก็ตายเกลื่อนกลาดอยู่บนชายหาด คลื่นลูกเก่าเอ๋ย เจ้าได้ตายไปแล้ว เจ้าเป็นเพียงวิญญาณที่ไม่มีทางสู้ข้าได้ แล้วเจ้าคิดจะใช้ร่างข้า ฝันไปเถิด” ฉินหลิวซียิ้มเยาะพร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะเบาๆ


เฟ่ยไฉโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ ตะโกนเสียงดัง “เจ้า เจ้ากล้าล้อเล่นกับผู้อาวุโส ในสายตาของเจ้าไม่มีความเคารพนับถือครูอาจารย์เลยหรือ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะขับไล่เจ้าออกจากสำนักชิงผิง”


“สำนักชิงผิงนั้นได้ล่มสลายไปแล้วในยุคของเจ้า ข้าเป็นเจ้าอาวาสอารามชิงผิง แม้จะมีสายสัมพันธ์กับสำนักชิงผิง แต่ก็มาจากการสืบทอดที่ไม่รู้ว่าเป็นของศิษย์รุ่นใด” ฉินหลิวซีตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อีกอย่าง ข้าขอบอกให้เจ้าได้รู้ หากเจ้าไล่ข้าออกไปก็ไม่เป็นไร แต่จำไว้ว่าถ้าข้าไปแล้ว สำนักชิงผิงก็จะไร้ทายาทสืบทอดโดยสมบูรณ์ และข้าก็สามารถตั้งสำนักใหม่ขึ้นมาได้”


เฟ่ยไฉ …”


นี่มันศิษย์เนรคุณที่ผู้ใดสั่งสอนมากัน


ตอนข้าตายหาได้คิดเลยว่าจะมีทายาทที่หยิ่งยโสเช่นนี้


เฟ่ยไฉกลั้นความโกรธเอาไว้ ตัดสินใจไม่ตอบโต้นาง มือไขว้หลังทำท่าทางเคร่งขรึม เอ่ย “เจ้ามาหาข้าทำไมกัน”


“ได้ยินมาว่าสำนักชิงผิงมีการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับของลัทธิเต๋าจริงหรือไม่ นอกจากนี้ คุนหลุนที่ตกทอดของสำนักชิงผิงอยู่ที่ใด”


เฟ่ยไฉอึ้งไปชั่วขณะ “เจ้าต้องการวิชาลับหรือ นั่นเป็นสิ่งที่แม้แต่อาจารย์ของข้าก็ยังไม่ได้รับมา ด้วยฐานะของเจ้าจะทำได้อย่างไร”


ฉินหลิวซีตาเป็นประกาย “แสดงว่า…มีจริงใช่หรือไม่”


“มีมันก็มี แต่ไม่แน่นอนว่ายังคงมีอยู่หรือไม่ อย่างไรแม้แต่บรรพบุรุษก็ยังไม่รู้ นอกจากนี้หากเจ้าค้นหาซากสำนักเจอก็ไม่เกิดประโยชน์ใด เพราะเวลาผ่านไปพันปีแล้ว ทุกสิ่งเหลือเพียงเศษซากและกำแพงที่พังทลายเท่านั้น” เฟ่ยไฉเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง “สำนักชิงผิงหายไปจากประวัติศาสตร์นานแล้ว”


ดังนั้นเขาจึงไม่ยอมไปเกิดใหม่ เช่นนั้นสำนักชิงผิงที่รุ่งเรือง คงเหลือเพียงเสาแล้ว เขาต้องการฟื้นฟูให้กลับมารุ่งเรืองจริงๆ


แต่ความสามารถของเขาไม่อาจเทียบเท่าบรรพบุรุษ ตามที่พลังวิญญาณบนโลกเริ่มขาดแคลน ยากที่จะพัฒนา พันปีมานี้เขาเป็นทหารอยู่ในปรโลก ได้ยินมาว่ามีพระหลุดออกไปสร้างความเดือดร้อน แต่กลับไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดบำเพ็ญเพียรสำเร็จได้ขึ้นสวรรค์เป็นเซียน


“บางทีอาจเพราะพวกเจ้ามีความสามารถไม่ถึงจึงไม่ได้รับการถ่ายทอดจากท่านสามเทพเจ้าก็เป็นได้” ฉินหลิวซีเอ่ย “แต่ข้าแตกต่าง แค่ดูก็รู้ว่าข้ามีความสามารถ ไม่แน่พวกเขาเห็นแล้วอาจดีใจ ตั้งใจสอนข้าใช้วิชา จริงสิ บ้านอื่นเขามีทรัพย์สมบัติ สำนักชิงผิงของเราเอาไปซ่อนไว้ที่ใด เจ้าบอกข้าสักหน่อยเถิด ไม่ต้องปิดบังแล้ว อย่างไรข้าก็เป็นผู้สืบทอดคนหนึ่งแล้ว”


ความเศร้าในตาของเฟ่ยไฉหายวับไปทันที


ไร้ยางอายจริงๆ เจ้าเด็กไม่มีมารยาท


[1] เฟ่ยไฉ คำนี้ออกเสียงเหมือนกัน แปลว่าเศษไม้


ตอนที่ 1152: เฟิงปั๋ว ข้ายังเชื่อท่านได้หรือไม่


จากการถามข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งของสำนักชิงผิงจากเฟ่ยไฉ ทำให้ฉินหลิวซีรู้สึกดีใจเล็กน้อย แม้เขาจะบอกว่าไม่มีสมบัติอะไรในสำนักชิงผิง ให้นางอย่าหวังมากนัก แต่เกิดนางเดินไปเหยียบอะไรดีๆเล่า


ฉินหลิวซีไม่ได้รีบร้อนที่จะไปหาสถานที่ตั้งนี้ นางยังต้องช่วยฝังเข็มให้เจ้าอาวาสชิงหลาน และต้องไปค้นหาคาถาในห้องสมุดของอารามชิงหลานก่อน ดังนั้นนางจึงตัดสินใจรอให้เรื่องนี้เสร็จสิ้นก่อน แล้วค่อยให้เฟ่ยไฉนำทางไป


เรื่องที่นางมายังปรโลก ตอนนี้เหลือเพียงเรื่องเดียวคือเรื่องของศาสตราวุธ ราชาเทพเฟิงตูจึงสัญญาว่าจะให้ทหารคอยเฝ้าระวัง หากมีเบาะแสใดๆ จะรีบแจ้งให้นางทราบ


ฉินหลิวซีจึงพอใจ คว้าเอาไว้ให้มั่น เล่าเรื่องที่ซื่อหลัววางแผนล้างตระกูลใหญ่ตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อนให้ราชาเทพเฟิงตูฟัง


ในปรโลกมีผู้สมรู้ร่วมคิดกับเขา


มิเช่นนั้นเขาจะสามารถวางแผนได้ง่ายดายตั้งแต่ร้อยปีก่อนได้อย่างไร ในเมื่อตอนนั้นเขายังถูกจองจำในมหาอเวจีนรก


ราชาเทพเฟิงตูฟังแล้วสีหน้าพลันไม่น่ามองขึ้นมา


ไม่ว่าจะเป็นการหลบหนีของซื่อหลัวหรือเรื่องของผู้สมรู้ร่วมคิด ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่าเขาล้มเหลวในการดูแลปรโลก เรื่องนี้เกิดขึ้นใต้จมูกของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการท้าทายอำนาจของเขา


หากผู้สมรู้ร่วมคิดยังอยู่ในตำแหน่งสำคัญ การที่ฉินหลิวซีเข้าออกปรโลกคงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นผลดีต่อนาง


“ข้าจะตามหาคนผู้นั้นมาให้ได้” ราชาเทพเฟิงตูแผ่พลังอำนาจออกมา ทันทีที่พลังอำนาจนี้ถูกปลดปล่อย ดินแดนปรโลกพลันสั่นสะเทือน อากาศที่เต็มไปด้วยพลังที่น่ากลัวทำให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายสั่นกลัว ขณะที่วิญญาณใหม่ๆบางตนถึงกับร้องเสียงหลง


พระกษิติครรภโพธิสัตว์รีบสวดมนต์เพื่อปลอบขวัญวิญญาณเหล่านั้น เสียงบทสวดได้แผ่ไปทั่วทุกมุม ทำให้วิญญาณที่สั่นกลัวนั้นค่อยๆคลายความวิตกกังวลลง


ราชาเทพเฟิงตูสะดุ้งรีบเก็บพลังกลับมาทันที เมื่อเห็นฉินหลิวซีจ้องมาที่ตน ท่าทางว่าท่านทำงานพลาด ไม่คิดจะทำอะไรชดเชยหน่อยหรือ


“ข้าจะไปตามหาคนคนนี้เอง” ราชาเทพเฟิงตูรีบเดินจากไปอย่างเร่งรีบ


ให้สมบัติล้ำค่านั่นเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มี นางเองก็ควรไปหาที่คนอื่นบ้างแล้ว จะมาบีบเอาที่เขาคนเดียวไม่ได้


ฉินหลิวซี “?”


นางหันไปมองพระกษิติครรภโพธิสัตว์ อีกฝ่ายเผยรอยยิ้มออกมา เอ่ย “ปรโลกก็เหมือนบ้านของเจ้า เจ้าเดินเล่นเถิด ข้าจะไปสวดมนต์ปลดปล่อยดวงวิญญาณแล้ว”


เมื่อเห็นพระกษิติครรภโพธิสัตว์รีบจากไป ฉินหลิวซีได้แต่ยิ้มขำ ก่อนจะค่อยๆออกจากเขตพื้นที่ของพระกษิติครรภโพธิสัตว์มุ่งหน้าไปยังมหาอเวจี


ผู้ที่ดูแลมหาอเวจี ยังคงงเป็นราชาผิงเติ่ง เห็นฉินหลิวซีมาถึงแล้ว เดินมือไขว้หลังเข้าไปหา เอ่ย “เจ้าอาวาสมาเพราะเรื่องใดหรือ”


“ข้าก็แค่อยากเห็นว่ามหาอเวจีเป็นเช่นไร หากข้าบุกเข้ามาในนี้ จะออกมาโดยไม่เสียหายแม้เพียงเล็กน้อยได้อย่างไร จึงมาขอคำชี้แนะ ไม่รู้ว่าราชาผิงเติ่งจะช่วยชี้แนะได้หรือไม่”


ราชาผิงเติ่งเลิกคิ้ว “เจ้าจะฝ่าเข้าไปในมหาอเวจีหรือ”


“ในโลกมนุษย์มีค่ายอาคมมหาอเวจีหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับที่นี่ ค่ายอาคมนั้นน่าจะถูกสร้างขึ้นจากความคิดจิตใจ หากฝ่าเข้าไป จะทำอย่างไรไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัว อีกทั้งออกมาได้โดยไม่บาดเจ็บ” ฉินหลิวซีเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง


ราชาผิงเติ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเรียกเหยี่ยววิญญาณตัวหนึ่งมา พร้อมทั้งพาฉินหลิวซีขึ้นไปนั่งบนหลังของมันแล้วบินขึ้นไปยังท้องฟ้าสูงเหนือมหาอเวจี


ตามตำนานกล่าวไว้ว่ามหาอเวจีมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีสิบหกแดนนรกย่อยตั้งอยู่ภายใน วิญญาณที่ถูกลงโทษในที่นี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงในโลกมนุษย์ และที่นี่ก็เป็นที่ซึ่งพวกเขาจะต้องทนทุกข์ตลอดไป ไม่มีทางหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานนั้นได้


ฉินหลิวซีมองลงไปด้านล่าง วิญญาณต่างๆกำลังทนทุกข์ดิ้นรนในขุมนรก ใบหน้าบิดเบี้ยว เสียงกรีดร้องแหลมสูงน่าสยดสยอง


ราชาผิงเติ่งยืนอยู่บนหลังของเหยี่ยววิญญาณขนาดใหญ่ มองไปยังมหาอเวจีด้านล่างอย่างเย็นชา เอ่ย “ท่านเจ้าอาวาส ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลใดๆที่เจ้าเคยเจอมา แท้จริงแล้วมหาอเวจีมีแค่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้นที่เป็นของจริง ส่วนที่อื่นนั้นเป็นของปลอมทั้งสิ้น หากจิตใจเจ้าปราศจากความกลัว เจ้าก็สามารถฝ่าเข้าไปได้”


ฉินหลิวซีคุกเข่าลงบนหลังเหยี่ยว เอ่ย “ท่านพูดง่าย แต่ข้าเห็นว่าไม่ง่ายเลย ข้าคิดว่าท่านเป็นผู้ที่ดูแลมหาอเวจี ท่านคงมีทักษะหรือของวิเศษที่สามารถเดินในนรกโดยไม่กลัวใช่หรือไม่”


ราชาผิงเติ่งขมวดคิ้วแน่น คิดถึงของวิเศษที่ราชาเทพและพระกษิติครรภโพธิสัตว์ได้สูญเสียไป ใจของเขากระตุก


ที่บอกว่ามาขอคำแนะนำนั้น แท้จริงแล้วคือมาหาผลประโยชน์จากเขา


เขาก้มศีรษะลง ขณะที่ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาสีดำขลับมองไปที่เขาด้วยท่าทีไร้เดียงสา


ราชาผิงเติ่งไม่รู้คิดถึงสิ่งใด พ่นลมหายใจออกมา จากนั้นก็หยิบลูกแก้วดำๆลูกหนึ่งออกมา ยื่นให้ฉินหลิวซี เอ่ย “นี่คือลูกแก้ววิญญาณของข้า มีลมหายใจของข้าอยู่ แค่เจ้าถือไว้ในมือ จะเข้าออกมหาอเวจีได้อย่างอิสระ”


ราชาผิงเติ่งเอ่ยตอบ “เพียงหนึ่งวิญญาณ ให้เจ้ายืมใช้ ต้องคืนนะ”


ฉินหลิวซียิ้มบางๆกล่าวขอบคุณ เอ่ย “เมื่อข้าใช้เสร็จแล้ว ข้าจะคืนให้ท่าน”


คำนี้มีหลุมพราง หากใช้เสร็จก็จะคืน แต่หากใช้ไม่เสร็จ เหอๆ…


ราชาผิงเติ่งเอ่ย “มหาอเวจีนั้น ง่ายที่จะดึงดูดให้มัวเมาลุ่มหลงในความชั่วร้าย เจ้าบุกเข้าไป ต้องระวังให้มาก เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว ลูกแก้ววิญญาณจะช่วยเจ้าไม่ได้ เพราะวิญญาณที่ตกลงไปในปรโลกจะไม่สามารถหลุดออกมาได้ ต้องทนทุกข์อยู่ในนั้นตลอดไป”


ฉินหลิวซีขอบคุณเขาอีกครั้ง ก่อนจะออกจากปรโลกด้วยความพึงพอใจ


ราชาผิงเติ่งถอนหายใจ เก้าชีวิตแล้ว พอแล้วทุกอย่าง


ฉินหลิวซีออกจากโลกหยินก็มุ่งหน้าสู่อวี๋หัง ยืนอยู่บนเนินสูงของสุสานบรรพบุรุษตระกูลเหยียน มองดูทิศทางของโชคลาภจากสุสานเงียบๆ เม้มริมฝีปากเบาๆ


นางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ สองมือตวัด ดีดออกไปยังสถานที่แห่งนั้น


โชคลาภนั้นหยุดไปชั่วขณะ


ด้านหลัง มีลมเย็นมาปะทะ ฉินหลิวซีหลบหลีกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อหันมองไปพลันเห็นเทพน้ำ เฟิงปั๋วปรากฏตัวขึ้น


เฟิงปั๋วเจอนางก็แปลกใจ “ท่านเจ้าอาวาส ไยจึงเป็นท่านเล่า”


ฉินหลิวซียิ้มบาง “ไยท่านจึงมาเร็วเพียงนี้”


“สุสานบรรพบุรุษของตระกูลเหยียนมีความเคลื่อนไหว ข้ารู้สึกได้ จึงมาเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นท่านเจ้าอาวาสท่าน เกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือไม่”


“ช่วงนี้ข้าพบว่าโชคลาภของตระกูลใหญ่ๆ ถูกตาเฒ่าซื่อหลัวดึงไป จึงได้มาดูตระกูลของพวกท่าน โชคลาภของตระกูลเหยียนดูยังคงรุ่งเรือง พลังศรัทธาของท่านก็ยิ่งเต็มเปี่ยม ร่างกายครึ่งเทพของท่านก็ยิ่งมีความเป็นเทพมากขึ้น ดูเหมือนว่าท่านจะปกป้องผืนดินแห่งนี้ไว้ไม่น้อย ถึงได้พาตระกูลเหยียนรุ่งเรืองตามไปด้วย” ฉินหลิวซีมองเขาแล้วเอ่ย


พลังศรัทธาเข้มข้นเช่นนี้ จะมีตระกูลใดไม่เจริญรุ่งเรืองเล่า


เฟิงปั๋วเอ่ย “ปีนี้ทางใต้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ข้าทำได้เพียงดูแลในขอบข่ายของตนเอง ในเรื่องพลังศรัทธา กลับขอความสุขสงบมากกว่า ไม่ต้องเห็นผู้คนต้องทนทุกข์ทรมาน”


ฉินหลิวซีถอนหายใจ เอ่ย “แต่ถ้าไม่มีพลังศรัทธาจากประชาชน ท่านที่เป็นเทพน้ำก็จะหายไป”


เฟิงปั๋วชะงักไปชั่วครู่ เอ่ย “เกิดอะไรขึ้นกับท่าน ไยจู่ๆจึงเอ่ยเช่นนี้ หรือจะปลงจากธรรมเพราะเรื่องของอาจารย์ท่าน”


ฉินหลิวซีมองไปที่สุสานบรรพบุรุษ เอ่ย “เฟิงปั๋ว ข้าจะยังไว้ใจท่านได้หรือไม่”


“ถ้าท่านเชื่อใจข้า เช่นนั้นก็ไว้ใจได้ หากท่านไม่อยากเชื่อ เช่นนั้นก็ไม่ไว้ใจ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของท่าน” เฟิงปั๋วตอบเสียงหนักแน่น


ฉินหลิวซีเบิกตาเล็กน้อยรู้สึกถึงความชื้นในตา “ถึงแม้ว่าในวันหนึ่ง ข้าจะต้องสังหารเทพเจ้างั้นหรือ”


“ข้าจำได้ว่าครั้งหนึ่งข้าบอกท่านว่า หากวันใดข้าควบคุมตัวเองไม่ได้ ขอให้ท่านลงมือ ว่ามาเถิด ท่านเป็นอะไรไปหรือ”


ฉินหลิวซีหันไปมองเขา มองเห็นตนเองในเงาตาของเขา เอ่ยช้าๆ “ข้าต้องการกระดูกพระพุทธนั้น”


ตอนที่ 1153: ปล่อยให้เขาแข็งแกร่ง ก็แค่ต้องรับมือให้ได้


ข้าต้องการกระดูกพุทธะชิ้นนั้น


เฟิงปั๋วรู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินคำนี้จากปากของฉินหลิวซี ถึงแม้ใช่ว่าเขาจะไม่มีความคิดนำกระดูกพุทธะออกมา แต่เมื่อครั้งนั้นระดับน้ำของทะเลสาบลวี่หูสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาไม่อยากเสี่ยงทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจึงหยุดไปก่อน


แต่เฟิงปั๋วไม่ถามว่าทำไม เขากลับมองไปที่ขาของตัวเอง ก่อนจะหยิบกระดูกพุทธะชิ้นนั้นออกมาโดยไม่ลังเล ยื่นให้นาง “เอาไปสิ”


ฉินหลิวซีมองร่างของเขาที่เริ่มเลือนราง ใบหน้าที่นางเคยปั้นด้วยดินเริ่มพร่ามัว แต่เขาก็ยังยิ้มให้นาง


เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ดวงตาของนางเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่


“ท่านไม่กลัวตัวเองจะหายไปหรือ”


เฟิงปั๋วยิ้ม เอ่ย “ตราบใดที่ยังมีความศรัทธาอยู่ ข้าก็ยังอยู่ ไม่ใช่หรือ”


ฉินหลิวซีก้มลงมองกระดูกพุทธะที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของเทพเจ้า เอ่ย “แต่เพราะสิ่งนี้ ท่านถึงมีโอกาสได้เป็นกึ่งเทพ เพราะมันให้พลังกับท่าน มันถูกเอาไปแล้ว ท่านไม่ต้องเอ่ยถึงการกลายเป็นเทพแห่งน้ำอย่างแท้จริง แม้แต่ร่างกึ่งเทพนี้ก็อาจอ่อนแอลงกระทั่งหายไปจริงๆ”


“ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็พิสูจน์ได้ว่าฟ้านี้ไม่ต้องการให้เทพเจ้าอย่างข้ามีตัวตนอยู่ มิใช่หรือ” เฟิงปั๋วมองไปยังสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเหยียนด้วยสายตาลึกซึ้ง เอ่ย “ข้าตายไปนานแล้ว ร่างของข้าฝังอยู่ในผืนดินนี้ และมันก็กลายเป็นเพียงโครงกระดูกที่ถูกลมพัดกระจายไปแล้ว คนเมื่อตายแล้ว ก็ต้องวนเวียนในโลกนี้จนสุดท้ายกลายเป็นวิญญาณพเนจรที่ค่อยๆหายไป หรือไม่ก็ไปยังแม่น้ำเหลืองและกลับชาติมาเกิดใหม่ แต่ข้าได้เป็นกึ่งเทพที่มองดูโลกมนุษย์มาร้อยกว่าปี จะว่าไป ก็ถือว่าข้าได้กำไรแล้ว”


ฉินหลิวซีลูบกระดูกที่อ่อนนุ่มในมือของนาง มนต์สะกดที่นางเคยร่ายไว้เมื่อหลายปีก่อนยังคงอยู่ ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากกระดูก


ทันใดนั้นพลันมีเสียงกรีดร้องดังมาจากที่ไกลๆ ทั้งสองสบตากัน หนีไปจากที่ตรงนี้ทันที มายังอวี๋หัง กลับเห็นว่าน้ำในทะเลสาบลวี่หูไหลท่วมราวกับคลื่น น้ำไหลซัดเข้าหาบ้านเรือนริมทะเลสาบ ประชาชนแตกตื่นตกใจ บางคนตกลงไปในน้ำ เสียงร้องด้วยความกลัวและเสียงร้องไห้ดังไปทั่ว


“เทพเจ้าแห่งน้ำโกรธแล้ว”


มีคนกรีดร้องลั่น บางคนก็คุกเข่าลงพื้นพื้น


แววตาของฉินหลิวซีแหลมคม โดยเฉพาะเมื่อเห็นเด็กอายุไม่ถึงสองสามขวบกำลังตะเกียกตะกายในน้ำ นางไม่สนใจอะไรอีกต่อไป หยิบกระดูกพุทธะขึ้นกดลงบนร่างของเทพเจ้าแห่งน้ำ “ช่วยคน”


พลังศักดิ์สิทธิ์พวยพุ่งออกมาจากร่างของนาง มือทั้งสองตวัดร่ายคาถา ท่ามกลางความว่างเปล่ารอบตัวเหมือนมีเส้นด้ายที่มองไม่เห็นยกคนที่กำลังจมน้ำขึ้นสู่ที่สูง


เฟิงปั๋วมองแผ่นหลังของนาง กระโดดลงไปในทะเลสาบเขียวด้วยความตั้งใจ น้ำที่ท่วมออกมาเหมือนถูกดึงกลับเข้าไปในทะเลสาบอีกครั้ง


“เทพเจ้าแห่งน้ำแสดงปาฏิหาริย์แล้ว ขอให้เทพเจ้าโปรดระงับความโกรธ พวกเรายินดีมอบเครื่องสังเวยให้กับท่าน” มีคนเห็นเหตุการณ์แล้วก็ก้มหัวกราบไม่หยุด


ฉินหลิวซีมองเฟิงปั๋วที่อยู่กลางทะเลสาบ ดวงตามีความโกรธวาบผ่าน


เฟิงปั๋วหันกลับมา มองนางด้วยความรู้สึกปวดร้าวและจนใจ ฉินหลิวซีกลับหายตัวไปในทันใด


เฟิงปั๋วยืนอยู่เหนือศาลเจ้า มองข้ามบรรดาผู้ศรัทธาที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง แต่สายตากลับจ้องไปยังทิศทางที่ฉินหลิวซีหายไป ถอนหายใจเบาๆ หลังจากผ่านไปสักพัก “ใจอ่อนอย่างนี้ จะทำสิ่งใดสำเร็จได้อย่างไร”


เขาดึงกระดูกพุทธะออกมา มองเห็นแสงของพลังศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่ออกมาจากกระดูกนั้น ก่อนจะมองไปยังผู้ศรัทธาที่นอบน้อมอยู่เบื้องล่าง แล้วเก็บมันกลับเข้าไปในร่างของเขา



ตูม


เฟิงซิวถูกฉินหลิวซีซัดออกไปจนหน้าตาเลอะเทอะ เขาปัดไฟที่หางด้วยความโกรธ เอ่ยอย่างโมโห “ทำร้ายคนเขาไม่ทำหางนะ ถึงจะมีไฟก็ไม่ควรโจมตีของสำคัญของข้า ท่านไม่รู้หรือ ดูสิ หางข้าถูกเผาไปเพียงใด ถ้าท่านอยากระบายอารมณ์ล่ะก็ ไยไม่เอาไปใช้หลอมศาสตราวุธเล่า”


เขาคิดว่าเขาทำกรรมอะไรมาถึงได้ต้องเจอเช่นนี้ เจ้าคนนี้พออารมณ์เสียก็มาหาเขาเพื่อระบายอารมณ์ บอกว่ามาฝึกประลอง แต่จริงๆแล้วก็คือการที่นางกดเขาตีเขาอยู่ฝ่ายเดียว


เจ้าบอกมีความโกรธอยู่ในใจ ไยไม่ไปจับผีร้ายมาตีให้มันตายเล่า แบบนั้นก็ดี แถมยังได้ช่วยปราบปีศาจและทำความดีอีกด้วย แล้วไยถึงเลือกมาตีเขาที่เป็นเพียงจิ้งจอกเล่า


ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ เช่นนี้ไม่ได้ผล ต้องเจอความแข็งแกร่งจึงจะเข้มแข็งไม่รู้หรือ เอาใหม่”


“ไม่เอาแล้ว ข้ามีแรงเท่านี้เอาไปทำอย่างอื่นยังดีกว่า ไยต้องมาโดนท่านทำร้ายด้วย” เฟิงซิวเคลื่อนตัวมาข้างๆ นางแล้วเอ่ยด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ “จริงๆแล้วข้ามีวิธีระบายอารมณ์ที่ดีกว่านี้นะ เช่นการฝึกฝนร่วมกัน ถ้าลองสักรอบล่ะก็ รับรองว่าอารมณ์ไหนๆก็หายไปหมดเลย สนใจหรือไม่”


เฟิงซิวนั่งลงข้างๆนาง เอ่ย “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าซื่อหลัวมายุ่งกับท่านอีกแล้ว”


“เขายากกว่าที่ข้าคิดไว้ ทั้งยังมีหัวคิดและฉลาดมาก เขารู้วิธีเข้าใจจิตใจคน เป็นการกลับชาติมาเกิดของพระที่ไม่ธรรมดาจริงๆ” ดวงตาของฉินหลิวซีเหม่อลอย ขณะที่นางเอ่ยออกมาอย่างมีนัย


เฟิงซิวเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “ข้าฟังออกนะว่าเจ้าชื่นชมเขา”


“ถ้าไม่ใช่ศัตรูกัน ก็ไม่ใช่ว่าจะคบหาไม่ได้” ฉินหลิวซีตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ “แต่น่าเสียดาย ข้ากับเขา มีเพียงเขาตายหรือไม่ก็ข้าตายเท่านั้น”


“แล้วเขาทำอะไรอีกเล่า”


ฉินหลิวซีเล่าเรื่องเกี่ยวกับเส้นพลังวิญญาณให้ฟัง อีกทั้งชี้ไปยังภูเขาที่พังยับอยู่เบื้องหน้า เอ่ย “สิ่งที่เราคาดไว้แต่เดิมน่าจะถูกต้องแล้ว คงมีการตั้งค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้าขึ้นที่ทะเลทรายดำ พระกษิติครรภ์บอกว่าหมื่นปีก่อน ที่นั่นเป็นที่ลับของผู้ทรงพลังที่เคยบรรลุขึ้นสวรรค์ และเป็นที่ซื่อหลัวพยายามขึ้นสวรรค์ครั้งแรกด้วย”


เฟิงซิวขมวดคิ้ว “ตกลงที่ใด ก็ลุกขึ้นสู้จากที่นั่นอีก ท่านนี่มันดื้อจริงๆ”


ฉินหลิวซีจ้องมองเขาทันที


“มีอะไร”


“ข้าเองก็เคยเอ่ยเช่นนี้” ฉินหลิวซียิ้ม


เฟิงซิวจิ้มแก้มของนาง เอ่ย “นั่นไม่แสดงว่าเราสื่อใจถึงกันหรือ”


“ไปให้พ้น”


“หัวเราะแบบนั้นแหละถูกแล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรก็ช่าง ไม่ว่าจะยุ่งยากเพียงใด เราก็เพียงโต้ตอบไปตามที่เห็นสมควร ท่านพูดเองว่า เมื่อเจอความแข็งแกร่ง เราก็ต้องแข็งแกร่งตาม เขาจะแข็งแกร่งเพียงใดไม่ใช่โอกาสที่จะทำให้เราพัฒนาตนเองหรอกหรือ”


ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ “เจ้าก็รู้จักเอ่ยปรัชญาชวนเชื่อเช่นนี้แล้วหรือ”


เฟิงซิวนอนเอนหลัง เอามือทั้งสองหนุนศีรษะ เอ่ย “ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดคือใจของตนเอง เสี่ยวซี ถ้าตัวเองยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะเอาชนะคนอื่นได้อย่างไร ท่านต้องไม่ติดในอารมณ์นี้ การหวั่นไหวและความกลัวจะนำพาไปสู่ความพ่ายแพ้”


ฉินหลิวซีนอนลงข้างๆเขา มองท้องฟ้าที่มีเมฆลอยอยู่ เอ่ย “เจ้าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ เจ้าจะเปลี่ยนไปหรือไม่”


“หืม” เฟิงซิวหันไปมองนาง “วาจานี้หมายความอย่างไร”


ฉินหลิวซีเอ่ย “คนที่อยู่ข้างข้า อาจารย์จากไปแล้ว วั่งชวนก็หายไป คนที่คุ้นเคยก็ตายจากไป คนที่เปลี่ยนก็เปลี่ยนแปลงไป เจ้าเล่า จะมีวันที่เจ้าจะจากข้าไปหรือไม่ หรือกลายเป็นใครอีกคนไปหรือไม่”


“เช่นนั้นข้าจะเป็นแค่จิ้งจอกที่ท่านคุ้นเคย” เฟิงซิวยื่นมือออกมา “มาเถิด ทิ้งรอยประทับของท่านไว้ ถ้าวันหนึ่งข้าไม่ใช่ข้าอีกต่อไป สังหารข้าเสีย”


“จริงจังหรือ”


“แน่นอน”


ฉินหลิวซีจับมือของเขาแล้วทิ้งรอยประทับไว้ เป็นสัญลักษณ์เล็กๆหนึ่งสัญลักษณ์


ตอนที่ 1154: ถูกคลื่นลูกหลังบดบังจนไร้ค่า


หลังจากแยกกับเฟิงซิวแล้ว ฉินหลิวซีกลับไปยังอารามชิงหลานราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝังเข็มให้กับเจ้าอาวาสอารามชิงหลานก่อน แล้วตรงไปยังหอตำราของอาราม หมกมุ่นอยู่ในนั้นถึงสองวันเต็ม


แม้ว่าฉินหลิวซีจะแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เจ้าอาวาสอารามชิงหลานกลับสังเกตเห็นความกังวลที่แฝงอยู่ในสีหน้าของนาง ทว่าไม่ได้ถามออกมา


เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเดือนเก้า ฉินหลิวซีจึงออกจากอารามชิงหลานกลับไปยังอารามชิงผิง ไปยืนนิ่งอยู่หน้าแผ่นหินหลังภูเขาอยู่นาน ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องลับของอาราม นำภาพวาดค่ายอาคมที่ได้จากหอตำราของอารามชิงหลานไปวางเรียงบนโต๊ะ


ภาพวาดที่กองอยู่เต็มพื้นไหลเวียนอยู่ในความคิดของนาง บางภาพถูกทำลาย บางภาพถูกทิ้ง บางภาพสร้างขึ้นใหม่ แล้วก็ถูกทำลายอีก วนเวียนซ้ำไปมา


หลังจากเจ็ดวันผ่านไป ดวงตาของนางมีรอยคล้ำขอบตาดำ มองไปยังแผนภาพที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ความรู้สึกเกรี้ยวกราดและหมดหนทางพลุ่งพล่านในหัวใจ


ตุบ!


ฉินหลิวซีหันไปมอง เห็นป้ายวิญญาณหนึ่งตกลงมาจากชั้นวาง ความรู้สึกเกรี้ยวกราดในใจของนางสงบลงทันใด


นางเดินไปหยิบป้ายนั้นขึ้นมาวางใหม่แล้วจุดธูปดอกหนึ่ง นั่งลงขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าป้ายเหล่านั้น มือทั้งสองข้างกุมทำท่ามุทราเพื่อชักนำพลังวิญญาณไหลเวียนในเส้นลมปราณ


นางรู้สึกว่าตัวเองกำลังเร่งร้อนเกินไป


นางจะรีบเร่งไม่ได้ เจ้าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เคยบอกไว้ว่า ศัตรูที่ใหญ่ที่สุดของคนก็คือตัวเอง ต้องชนะตัวเองให้ได้ก่อน


เมื่อทำสมาธิครบหนึ่งรอบ ฉินหลิวซีก็ออกจากห้องลับ พลันพบกับสายตาที่เป็นห่วงสองคู่


“มายืนทำอะไรกันตรงนี้”


เจ้าโสมน้อยมองนางด้วยท่าทางรังเกียจ เอ่ย “นี่ท่านไม่ได้หลับมาหลายวันแล้วใช่หรือไม่ ขอบตาดำเหมือนก้นหม้อเลย”


“แปลงร่างเสีย” ฉินหลิวซีเอ่ย


เจ้าโสมน้อยรู้สึกงงงวยเล็กน้อย แต่ก็เชื่อฟังและแปลงร่างกลับเป็นรูปร่างเดิม แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ฉินหลิวซีก็จับมันไว้ทันที รีบดึงผลโสมสีม่วงแดงออกมาหลายผล


“อ๊ากกก ผลของข้า ผลของข้า” เจ้าโสมน้อยร้องขึ้นพร้อมวิ่งไปทั่ว


ฉินหลิวซีกัดผลสองลูกเข้าไปแล้วเคี้ยวอยู่ในปาก เอ่ยชม “จริงๆด้วย การสะสมบุญมากขึ้นยิ่งช่วยบำเพ็ญเพียรได้ดี ผลนี้มันหวานหอมและเต็มไปด้วยพลังมากกว่าครั้งก่อนเสียอีก”


“เด็ดครั้งเดียวก็สี่ลูก เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่” เจ้าโสมน้อยร้องห่มร้องไห้เสียงดัง


ฉินหลิวซีรับรู้ถึงพลังจากผลโสมส่งยิ้มตาหยีกลับไป เอ่ย “เอาล่ะอย่ามาแสร้งร้องไห้เลย เดี๋ยวพาพวกเจ้าไปหาสมบัติกัน”


เจ้าโสมน้อยหยุดร้องไห้ทันที


เถิงเจาเองก็มองไป


ฉินหลิวซีคิดได้แล้วว่าทำไมนางจึงไม่สามารถสร้างแก่นกลางของค่ายอาคมกักเซียนได้ เพราะใจของนางยังไม่สงบพอ การบำเพ็ญเพียรยังไม่ถึงระดับที่ต้องการ บางทีการเปลี่ยนแนวทางอาจช่วยได้


ซื่อหลัววางแผนใหญ่อย่างนี้ได้โดยไม่รีบร้อน นางยิ่งไม่อาจรีบร้อนได้


ดังนั้น นางต้องขึ้นเขาคุนหลุน


เฟ่ยไฉยืนอยู่ใต้ภูเขาคุนหลุน รู้สึกทึ่งกับสถานการณ์นี้ คิดไม่ถึงว่าในการกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากเหล่าคนรุ่นหลังที่หยิ่งผยอง แม้ภูเขาก็ยังคงเป็นภูเขานั้นก็จริง แต่สภาพขาวโพลนเช่นนี้ กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของสำนักชิงผิง


จบแล้ว ถ้าหาไม่เจอ จะโดนเด็กสาวคนนั้นหักคออีกหรือไม่


เฟ่ยไฉสัมผัสที่คอของตัวเอง รู้สึกเย็นยะเยือก เป็นเพราะลมเย็นจากทิศเหนือที่พัดมาตลอดใช่หรือไม่


“ดูเหมือนเจ้าจะมีความวิตกกังวลบางอย่างนะ นี่เป็นเพราะใจอ่อนหรือไม่” ฉินหลิวซีปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของเขาอย่างกะทันหัน


“เจ้าดูไม่สงบเลยนะ กลัวงั้นหรือ” จู่ๆ ฉินหลิวซีก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขา


เฟ่ยไฉกระโดดตกใจก้าวถอยไปหลายก้าว เอ่ย “ตกใจจะตายแล้ว ไยเจ้าจึงปรากฏตัวเงียบยิ่งกว่าผีเสียอีก”


เขามองไปที่เด็กหนุ่มสองคนข้างๆฉินหลิวซี ทั้งสองคนดูดีมากจนเขาไม่สามารถยับยั้งความสงสัยได้ “สองคนนี้คือใครหรือ”


“ศิษย์ของข้า เสวียนอีและเสี่ยวเซิน” ฉินหลิวซีหันไปเอ่ยกับเถิงเจา “ท่านนี้คืออดีตเจ้าสำนักของสำนักชิงผิงที่เป็นรากฐานดั้งเดิมของอารามชิงผิง เจ้าสำนักรุ่นที่เก้า ผู้อาวุโสเฟ่ยไฉ”


เฟ่ยไฉเริ่มยืนไม่ติด “ฉายาทางเต๋าของข้าคือฟู่ซิงจื่อ เลวร้ายเพียงใดก็ยังเป็นเจ้าสำนักเฟ่ย”


ฉินหลิวซีและเถิงเจาหันมามองเจ้าโสมน้อยพร้อมกัน เจ้ารู้เรื่องซุบซิบเล็กน้อยพวกนี้ด้วยหรือ


เฟ่ยไฉสีหน้าพลันเปลี่ยน มองไปที่เจ้าโสมน้อยอย่างโกรธจัด “เจ้าเอ่ยเหลวไหลอะไรกัน”


เจ้าโสมน้อยมองพิจารณาเขาหนึ่งรอบ เอ่ย “ฟังโจวเล่อ อดีตราชาผีเป่ยฟังบอก ประมุขคนสุดท้ายของสำนักชิงผิง นามว่าเฟ่ยไฉ คนดั่งชื่อ เป็นคนที่ไร้ประโยชน์ที่แม้กระทั่งยันต์ห้าสายฟ้าก็วาดไม่ได้ เป็นคนที่ไม่มีความสามารถใดเลย แต่โชคดีถูกอาจารย์ที่ไม่รู้ดูผิดพลาดได้อย่างไรไม่รู้รับเขาเป็นศิษย์สายหลัก แต่อาจารย์ของเขาก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองตาบอด ยังยัดเยียดเขาขึ้นเป็นผู้นำสำนัก แต่ตอนนั้นอารามชิงผิงก็ตกต่ำมากแล้ว คนในสำนักเหลือไม่กี่คน เจ้าคือเฟ่ยไฉไร้ความสามารถที่ว่าหรือไม่”


เฟ่ยไฉที่ไม่คิดว่ามีข่าวลือแบบนี้ของตนแพร่กระจายในยุทธภพ รีบตอบโต้ “ไม่มีเรื่องเช่นนี้หรอก ข้าวาดยันต์ห้าสายฟ้าไม่ได้ เป็นเพราะข้าไม่เชี่ยวชาญการวาดยันต์ ภายหลังยังต่อสู้จนสูญเสียพลังบำเพ็ญเพียร จึงไม่อาจวาดยันต์ห้าสายฟ้าได้ ไม่ใช่คนไร้ความสามารถอย่างที่เจ้าว่า”


คนเราน่ะหรือ มักจะเสียงดังขึ้นเมื่อรู้สึกไม่มั่นใจ


จากท่าทางที่เฟ่ยไฉพยายามเอ่ยแก้ตัว เห็นได้ชัดว่าข่าวลือเหล่านั้นน่าจะไม่ผิด


ฉินหลิวซีรู้สึกใจหายไปครึ่งหนึ่ง ดูเหมือนว่าแม้จะหาสถานที่ตกทอดนั้นเจอ ก็ไม่น่าจะมีสมบัติล้ำค่าหลงเหลืออยู่แล้ว


เฟ่ยไฉเห็นว่าพวกเขาไม่เชื่อก็พยายามรักษาหน้าตาไว้ ฉินหลิวซีเอ่ย “เอาล่ะ ไม่ต้องสนหรอกว่าเป็นจริงหรือไม่ เจ้าตายไปแล้ว”


ถ้าตามที่เจ้าโสมน้อยเอ่ยจริง สำนักชิงผิงก็สูญสิ้นไปไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยอะไรเลย


วาดยันต์ห้าสายฟ้ายังไม่ได้ แล้วจะไปสู้กับภูตผีได้อย่างไร


ฉินหลิวซีสงสัยว่าเขาน่าจะตายเพราะถูกใช้เป็นเบี้ยล่างในการต่อสู้


เฟ่ยไฉทั้งโกรธทั้งเสียใจ จ้องมองไปยังเจ้าโสมน้อย ต้องโทษเจ้าตัวป้อมนี่ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ตนไม่มีทางที่จะหมดความเป็นผู้อาวุโสได้เพียงนี้หรอก


“ไม่ต้องจ้องแล้ว ซากสถานที่นั้นอยู่ที่ใด รีบนำทางพวกเราไป” ฉินหลิวซีเอ่ย


เฟ่ยไฉอยากจะตอบกลับว่าไม่รู้ แต่ฉินหลิวซีหยิบธูปออกมาแล้วจุดให้เขา


ได้กลิ่นธูปที่ช่วยเติมพลังวิญญาณ เฟ่ยไฉก็รู้สึกละอายจนต้องยอมแพ้


ถ้ารู้แบบนี้แต่แรก เขาก็คงไปเกิดใหม่แล้ว คงไม่ต้องมาทนทุกข์เช่นนี้ คงไม่ต้องมาง้อธูปหอมนี้


อืม กลิ่นธูปนี้อร่อยจริงๆ


เฟ่ยไฉลอยไปข้างหน้า เพียงแต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป บางสิ่งก็เปลี่ยนไป แม้ภูเขาจะยังคงเดิม แต่มันก็มีหิมะตกปกคลุมไปหมด ทำให้ทุกอย่างดูคล้ายกันไปหมด ที่ใดก็ไม่ใช่


หลังจากที่เฟ่ยไฉหาสถานที่ไม่ถูกไปสามครั้ง เขาเริ่มไม่กล้าหายใจจากวิญญาณตนเองอีกแล้ว มองไปยังฉินหลิวซีอย่างอายๆ เอ่ย “สำนักชิงผิงของเราเคยลึกลับมาก มิเช่นนั้น ผู้ใดก็สามารถมากราบเป็นศิษย์ได้ ไม่อาจแสดงความยิ่งใหญ่ของสำนักได้ใช่หรือไม่”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ดูท่าทางแล้ว คงไม่อาจพึ่งเจ้าได้”


เฟ่ยไฉเปิดปากอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ก็กลัวว่าจะโดนสวนกลับ


เขามองไปยังฉินหลิวซี เห็นนางหยิบเข็มทิศขนาดเท่าฝ่ามือจากศิษย์ของนาง วาดยันต์ค้นหาวิญญาณขึ้นในอากาศ ตัวอักษรในยันต์ส่องแสงทองวาบในอากาศ


เฟ่ยไฉรู้สึกเหมือนวิญญาณของตนเริ่มมองเห็นภาพเบลอๆ นี่คือสิ่งที่อาจารย์บอกว่าแสงวิญญาณสร้างยันต์ได้น่ะหรือ


เอาล่ะ เขาที่เคยเป็นผู้นำตอนนี้ถูกเหล่าคนรุ่นใหม่แซงหน้าไปหมดแล้ว


“นี่คืออะไร”


เขาเพิ่งเอ่ยปากก็มองเห็นมือนางตวัด ยันต์นั้นก็ลอยมาที่ตน แปะเข้ากับตัวของตนเอง หลังจากนั้นมือนางงอ ปากร่ายคาถา ดึงเขาไปยังเข็มทิศ เข็มนั้นหมุนเร็ว ชี้ไปทางทิศตะวันตก


เฟ่ยไฉ “…”


ตอนที่เขาเฝ้าประตูอเวจี เขาก็เคยได้ยินวิญญาณบางตัวเอ่ยถึงคำๆ เรียกว่าอะไรนะ ‘เครื่องมือ’ หรือไม่


ตอนนี้เขาก็กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการนำทางแล้วสินะ


ตอนที่ 1155: ข้าเข้าใจแล้ว เป็นอีกวันที่ถูกโจมตี


เทือกเขาคุนหลุนทอดยาวหลายพันลี้ พวกฉินหลิวซีพากันเดินตามเข็มทิศนำทางวิญญาณ ข้ามยอดเขาหลายยอดจนกระทั่งมายืนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มองลงไปด้านล่าง เห็นแม่น้ำปี้สี่ที่เกิดจากการละลายของหิมะไหลผ่านเบื้องล่าง ไม่ไกลจากแม่น้ำ เป็นพื้นที่ภูเขาที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า บริเวณเนินหยินนั้นมีกลุ่มต้นหญ้าอวิ๋นซานงามเขียวขจีอยู่


“นี่คือที่ตั้งสำนักชิงผิงหรือ” เจ้าโสมน้อยเอ่ย “ไม่ใช่กระมัง สำนักใหญ่เพียงนี้ แม้แต่ยอดเขาสักยอดก็ไม่มีเลยหรือ”


เฟ่ยไฉสูดจมูก เอ่ย “เจ้ารู้อะไรบ้าง ตอนบรรพบุรุษตั้งสำนักขึ้นมาใหม่ๆ มีถึงเจ็ดแปดยอดเขา แต่ละยอดมีผู้อาวุโสใหญ่พักอาศัยอยู่ ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธ การปรุงยา และศาสตร์เขียนยันต์ เรามีครบทุกอย่าง แต่หลังจากนั้นเมื่อพลังวิญญาณร่อยหรอ การฝึกฝนก็ถอยหลังลงเรื่อยๆ แม้จะมีศิษย์เข้ามาใหม่ก็ไม่มีผู้ใดมีพรสวรรค์พิเศษทำให้ค่อยๆเสื่อมถอยไป”


“ก็เหมือนกับเจ้าน่ะสิ” เจ้าโสมน้อยทำหน้าราวกับเข้าใจความจริงทั้งหมดแล้ว


เฟ่ยไฉโกรธจนแทบระเบิด กำลังจะเอ่ยสิ่งใดออกมา แต่ฉินหลิวซีเอ่ยขัดขึ้น “เสี่ยวเซิน อย่าเสียมารยาท หากเจ้าควบคุมวาจาของตนไม่ได้ เจ้าก็อยู่ที่นี่ฝึกใจให้สงบไปเถิด ข้าว่าที่นี่พลังวิญญาณไม่เลวเลย”


เจ้าโสมน้อยรีบยกมือไหว้เอ่ยขอโทษเฟ่ยไฉทันที “เป็นข้าที่เสียมารยาท ขอผู้อาวุโสให้อภัยข้าด้วย”


เฟ่ยไฉรู้สึกอึดอัดใจเหมือนมีสิ่งที่ค้างคาอยู่ในอก


ฉินหลิวซีโค้งคำนับให้เขาเล็กน้อยเช่นกัน เอ่ย “เจ้าโสมน้อยเกิดตามธรรมชาติ ดุร้าย ยากที่จะสั่งสอน ท่านอย่าได้ถือสาเขาเลย”


เฟ่ยไฉรีบเอ่ย “เจ้าทำตัวหยิ่งยโสสักหน่อยก็ดี”


จู่ๆ ทำตัวมีมารยาทต่อกันขึ้นมา เขารู้สึกหวั่นใจยิ่งนัก


ฉินหลิวซีมองไปยังหุบเขาเบื้องล่าง “แผ่นดินยามนี้มีพลังวิญญาณร่อยหรอ การบรรลุและขึ้นสู่สวรรค์เหมือนยุคแห่งการบำเพ็ญเซียนนั้นทำได้ยาก ต่อให้พลังวิญญาณสมบูรณ์แล้วก็เถิด สิ่งใดเล่าที่คงอยู่ได้ตลอดไป เช่นเดียวกับที่ไม่มีอาณาจักรใดไม่ล่มสลาย สำนักก็เช่นกัน”


เฟ่ยไฉมองนางที่จู่ๆกลายเป็นคนมีเหตุผลและเข้าใจทุกสิ่งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ เกรงว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล


และเป็นอย่างที่คิด ฉินหลิวซีเปลี่ยนหัวข้อการสนทนากะทันหัน เอ่ยถาม “ผู้นำที่ฉลาดล้วนแต่แอบวางเส้นทางไว้สำหรับตนเอง เฉกเช่นกษัตริย์บางพระองค์ที่เก็บขุมทรัพย์ไว้เป็นความลับ สำนักชิงผิงที่เคยเป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่ บรรพบุรุษเก่าแก่จะไม่ทิ้งสมบัติใดๆ ไว้ให้ลูกหลานใช้ฟื้นฟูสำนักเลยหรือ”


เฟ่ยไฉ “…”


เจ้าเล่ห์จริงๆ


เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ถ้ามีของดีอยู่จริง ข้าจะปล่อยให้เจ้าเจอหรือ ข้าเองก็อยากฟื้นฟูสำนักเช่นกัน”


“บรรพบุรุษอาจจะรู้ล่วงหน้าว่าข้าเก่งกว่าท่านนิดหน่อยก็ได้นะ”


เฟ่ยไฉ “!”


เจ้าหน้าหนาเสียเพียงนี้ ไม่นึกจะถอดออกไปทำเกราะบ้างหรือไร


ฉินหลิวซีเห็นเขาทำหน้าตาเหมือนอาการท้องผูก จึงไม่อยากยั่วให้เขาโกรธอีกต่อไป ไม่เอ่ยมากความ นางเดินลงไปยังหุบเขา


สามคนและหนึ่งวิญญาณเดินอยู่ในหุบเขา ดอกไม้ป่าเบ่งบานสดใสไปทั่วบริเวณ บางที่ยังมีพืชวิญญาณหายากอยู่ด้วย ฉินหลิวซีจึงบอกให้เจ้าโสมน้อยเก็บรวบรวมให้หมด ไม่ให้สูญเปล่าไป


เฟ่ยไฉมองดูเจ้าหนุ่มที่ไม่รู้ไปหยิบเอากระสอบมาจากที่ใด เริ่มขุดถอนพืชทุกต้น ไม่เหลือสมุนไพรแม้เพียงต้นเดียว


เขาเข้าใจขึ้นมาทันใด


เด็กสองคนนี้ตามมาทำอะไร เขาเข้าใจแล้ว


เฟ่ยไฉจ้องมองสำรวจฉินหลิวซี หากตอนนั้นเขามีหัวคิดที่แหลมคมอย่างนี้ สำนักคงไม่ล่มสลายลงในมือเขากระมัง


ฮือ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาถูกโจมตี


พวกเขาเดินผ่านหุบเขามายังยอดเขาใหม่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมจนมองไม่เห็นเส้นทาง


แต่ทันใดนั้นเฟ่ยไฉก็ร้องไห้เสียงดังออกมาด้วยความดีใจ “หาเจอแล้ว”


เขาลอยไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ฉินหลิวซีพาเถิงเจาตามไป ไม่นานก็เห็นเฟ่ยไฉกำลังกอดเสาหินสองต้นอยู่ ร้องไห้สะอึกสะอื้น


“ฮือ ฮือ นี่คือเสาหินหน้าประตูเขาของเรา เมื่อก่อนมันสง่างามขนาดไหน ด้านบนยังมีสัตว์เทพประจำอยู่ แต่ตอนนี้สัตว์เทพหายไป ประตูเขาก็ไม่มีอีกแล้ว”


“ผ่านมาตั้งพันปี ยังอยู่ดีแค่นี้ก็นับว่ามหัศจรรย์แล้ว ไม่ล้มครืนก็เก่งแล้ว หวังจะให้สมบูรณ์อยู่ได้ คิดอะไรเพ้อเจ้อ” ฉินหลิวซีแทบกลอกตา นางก้าวขึ้นไปบนบันไดหิน


สถานที่แห่งนี้ไร้ผู้คนมานานหลายปี พืชพรรณปกคลุมจนทางเดินหินที่มุ่งสู่วิหารถูกบดบังไปหมด


เมื่อเถิงเจาเห็นดังนั้น เขาก็หยิบกระบี่ของตนออกมาช่วยฟันต้นไม้ใบหญ้าเคลียร์ทางด้วย เจ้าโสมน้อยเองเก็บพืชที่มีประโยชน์ใส่กระสอบไปเรื่อยๆ


เฟ่ยไฉร้องไห้อยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่มีเสียงพูดคุย ซ้ายขวาไม่มีคน จึงเงยหน้าขึ้นมอง


เห็นอาจารย์กับศิษย์ช่วยกันฟันต้นไม้ใบหญ้าเปิดทางไปตามขั้นบันได น้ำตาของเขารื้นขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกอบอุ่นปนเศร้าในหัวใจ


มาเพียงครั้งเดียว ต้องลำบากเพียงนี้เชียวหรือ


พวกเขาค่อยๆเปิดเส้นทางออกจนเสร็จสมบูรณ์


เหล่าบรรพบุรุษคงจะรู้สึกดีใจไม่น้อยกระมัง


ฉินหลิวซียืนอยู่หน้าลานหินเล็กๆที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ มองไปยังซากปรักหักพังตรงหน้าอย่างยากจะเอ่ยวาจา


ที่นี่ถูกปล้นไปแล้วสินะ ไม่เช่นนั้นต่อให้เสื่อมโทรมเพียงใดก็คงไม่ถึงกับไม่มีหลังคาเช่นนี้ วิหารที่เคยยิ่งใหญ่ ตอนนี้เหลือเพียงเสาโล้นๆ กับกำแพงที่ต่ำต้อยลอกล่อน ทุกๆที่เต็มไปด้วยความพังพินาศและรกร้าง


“ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะมีของมีค่าเลยนะ” เจ้าโสมน้อยบ่นพึมพำเบาๆ


เถิงเจายกนิ้วขึ้นส่งเสียง ชู่ว


เฟ่ยไฉลอยขึ้นมาเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้ง พร้อมเอ่ยคำขอโทษและกล่าวโทษตัวเองอย่างหนัก


ทำให้สำนักตกต่ำถึงเพียงนี้ ข้าไม่คู่ควรเป็นศิษย์ คงไม่อาจมองหน้าบรรพบุรุษทั้งหลายได้อีกแล้ว


ฉินหลิวซีถูกเสียงร้องไห้ของเขารบกวนจนปวดขมับ


“เลิกคร่ำครวญได้แล้ว ร้องไห้จะทำให้สำนักฟื้นคืนขึ้นมาใหม่หรืออย่างไร”


เฟ่ยไฉหยุดร้อง ลอยมาหานาง เอ่ย “เจ้าเป็นทายาทสายตรงของสำนักเรา ภารกิจในการฟื้นฟูสำนักต้องพึ่งเจ้าแล้ว”


ฉินหลิวซียิ้มมุมปาก “ตอนนี้สำนักชิงผิงก็ไม่ได้ถึงกับสูญหายไปเสียทีเดียว เพียงเปลี่ยนจากสำนักเป็นอารามเท่านั้นเอง”


“เช่นนั้นก็ทำให้อารามกลับมาเป็นสำนักสิ ขอเพียงเจ้าตื่นตัว รับศิษย์ร้อยพันคน ทุ่มเทสอนอย่างสุดกำลัง ไม่ช้าสำนักอันดับหนึ่งก็จะเป็นของชิงผิง จุดธูปหอมหนาๆให้ควันพวยพุ่ง สร้างรูปเคารพที่หรูหรา” เฟ่ยไฉมองนางด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความหวัง


ฉินหลิวซีหัวเราะแห้งๆ “ด้วยความสามารถเล็กน้อยของข้านี้ จะรับภาระอันหนักอึ้งนี้ได้อย่างไร นอกเสียจากสำนักจะมีเคล็ดวิชาโบราณสืบทอดให้ข้า”


เฟ่ยไฉตกใจ พูดคุยก็พูดคุยสิ จู่ๆเสียงดังขึ้นมาทำไม จนเสียงสะท้อนก้องทั่วหุบเขา ราวกับจะให้บรรพบุรุษได้ยิน แล้วส่งเคล็ดวิชามาให้นางอย่างนั้นน่ะหรือ


ฝันไปเถิด สมัยนั้นข้าแทบจะพลิกแผ่นดินหา ยังไม่เจอเงินทองเลยสักเหรียญเดียว


ฉินหลิวซีเดินลึกเข้าไปโดยไม่สนใจเขา เฟ่ยไฉติดตามนางไป พร้อมเล่าถึงความรุ่งเรืองในอดีตของสำนัก ราวกับว่าสภาพพังพินาศในตอนนี้เป็นเพียงภาพลวงตา มีเพียงคำพูดของเขาที่เป็นความจริง เขาเล่าด้วยความตื่นเต้น มือไม้โบกสะบัด กลิ่นอายวิญญาณล่องลอยไปทั่ว


ฉินหลิวซีฟังโดยไม่เอ่ยขัด ด้วยคำบอกเล่าของเขา ภาพอดีตอันสดใสก็ปรากฏขึ้นในความคิด เสียงอื้ออึงดังขึ้นในหู เสียงระฆังดังก้องอย่างสง่างาม ราวกับอดีตกลับมาในวันนี้อีกครั้ง


เถิงเจาและเจ้าโสมน้อยต่างก็นิ่งฟัง ปล่อยให้คำบอกเล่าของเฟ่ยไฉชี้นำ พวกเขาราวกับมองเห็นของล้ำค่าที่เคยประดับอยู่ในวิหาร


“บรรพบุรุษทั้งสาม ศิษย์ไม่ดีกลับมาเยี่ยมพวกท่านแล้ว” เสียงร้องคร่ำครวญดังและเสียงคุกเข่าก้องไปทั่วทำให้ภาพฝันทั้งหมดแตกสลาย


ตอนที่ 1156: อวี้ฉังคง ก้าวเข้ามาสู่โลกเพื่อคัดสรรผู้มีคุณธรรม


สายลมภูเขาหวีดหวิวพัดผ่าน หนาวจนคนต้องสั่นสะท้าน


เหล่าฉินหลิวซีต่างทอดสายตามองไปยังรูปปั้นเทพสามบริสุทธิ์อันสูงเด่นถึงหนึ่งจั้งเบื้องหน้า


แต่รูปปั้นที่ปรากฏเบื้องหน้านั้นมิใช่ทองสัมฤทธิ์หรือทองคำชุบ เพียงแต่เป็นรูปปั้นดินที่ทาสีด้วยสีสันสดใสเท่านั้น ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน สีสันได้เลือนหายไปหมดสิ้น อีกทั้งรอยแตกและหลุมบ่อเต็มตัวรูปปั้น บ้างก็ถูกสัตว์เล็กๆแทรกตัวเข้าไปอาศัยอยู่ในโพรง เพียงแต่เศียรของรูปปั้นยังคงอยู่ครบถ้วน ทำให้สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นใคร


ฉินหลิวซีถอนหายใจยาวออกมาหนึ่งเฮือก


เฟ่ยไฉคุกเข่าลงบนพื้น น้ำตาหลั่งไหลราวจะขาดใจ


ฉินหลิวซีสั่งการให้เถิงเจาช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่รอบๆ นางเองก็หยิบเครื่องสักการะและธูปเทียนจากถุงเฉียนคุนออกมาเตรียมพร้อม


ไม่ว่าจะมีมรดกสืบทอดใดๆหรือไม่ ในเมื่อมาแล้ว ทั้งยังเป็นสถานที่เก่าแก่ของอารามชิงผิง พวกนางที่เป็นลูกศิษย์ก็ต้องแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษบ้าง


ฉินหลิวซีหยิบผ้าฝ้ายสะอาดหนึ่งผืนออกมา ถีบปลายเท้ากระโดดขึ้นไปด้านบน ใช้ผ้าค่อยๆเช็ดทำความสะอาดเศียรรูปปั้นอย่างประณีต ส่วนรูโพรงที่อยู่ตามลำตัวนั้นนางไม่ได้ปิด


“ไยจึงไม่ซ่อมแซมรูเหล่านี้ให้สมบูรณ์เล่า” เฟ่ยไฉมองนางเช็ดถู ทว่าไม่อุดรู จึงไม่เข้าใจนัก


“รูปปั้นที่สามารถให้สิ่งมีชีวิตมาพักพิงอยู่ได้ ก็เป็นการปกป้องและเมตตาอย่างหนึ่ง ปรมาจารย์ทั้งสามคงไม่ถือโทษ” ฉินหลิวซีเอ่ยพลางมองรูโพรงบริเวณท้องของหยวนสื่อเทียนจุนด้วยแววตาคล้ายมีความหมายแฝง


เฟ่ยไฉไม่เอ่ยอะไรอีก


ก็จริง ที่แห่งนี้เป็นซากอารามเก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้าง หากมิได้ตั้งใจมาตามหา คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงการคงอยู่ของมัน การที่รูปปั้นจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์นั้น จะมีความสำคัญใดกันเล่า


ทว่าสำหรับรูปปั้นที่เปิดทางให้สิ่งมีชีวิตได้อยู่อาศัย ถือเป็นโชคชะตาของสิ่งนั้น และเป็นความเมตตาของรูปปั้น


ฉินหลิวซีหยิบธูปมาจุดไฟ จากนั้นพาเถิงเจาร่วมกันน้อมไหว้สักการะ ปักธูปคุกเข่าลงคารวะอย่างนอบน้อม


หากมีมรดกสืบทอดใดๆ ก็ขอให้ส่งต่ออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หากมีสมบัติล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ ก็ขอให้ดลบันดาลให้เห็นในความฝันหรือชี้ทางให้ชัดเจน เพราะการเดินทางมาถึงที่นี่ลำบากยากเย็นยิ่ง ในฐานะลูกศิษย์ การได้มีสิ่งของสืบทอดที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้เพื่อพึ่งพิงและโอ้อวด ก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของสำนักชิงผิงในฐานะนิกายใหญ่ในอดีต


นางช่างกล้าเอ่ย ไม่กลัวว่าปรมาจารย์ทั้งหลายจะโกรธลุกขึ้นมาหยิบไม้ไล่นาง


ทว่าหากปรมาจารย์มีจิตวิญญาณอยู่จริง ตอนนั้นตัวเขาที่คุกเข่าจนกระดูกกร่อน ก็ไม่เคยเห็นพวกเขาให้พรใดๆ ดังนั้นคำขอของนางในครั้งนี้ก็เปล่าประโยชน์


คนหนุ่มสาวช่างไร้เดียงสาเสียจริง


แต่ว่าไยธูปนี้จึงเผาไหม้เร็วเช่นนี้เล่า


หลังจากฉินหลิวซีถวายธูปเสร็จแล้ว นางจึงพาเถิงเจาพวกเขาเดินสำรวจบริเวณรอบๆ


“ซีซี ที่นี่ดูไม่เหมือนว่าจะมีสมบัติอะไรเลยนะ” เจ้าโสมน้อยกวาดตามองไปรอบๆ เอ่ย “ส่วนเรื่องมรดกสืบทอด ข้าคิดว่าคงยากจะมีจริง”


“เรื่องการสืบทอดของสำนักชิงผิงนั้น อันที่จริงแล้วก็เป็นเพียงตำนาน และตำนานจะจริงหรือไม่ก็ยากที่จะตรวจสอบได้ หากไม่ได้มาด้วยตนเองก็คงไม่รู้ว่ามีหรือไม่ ข้าเองก็เคยสงสัยว่าที่แห่งนี้จะมีซากของสำนักชิงผิงหรือไม่ แต่ตอนนี้พวกเราก็ยืนอยู่ที่นี่แล้ว ส่วนเรื่องมรดกของลัทธิเต๋านั้น หากได้มาก็นับเป็นโชคดี หากไม่ได้ก็เป็นชะตาของข้า”


วาจานี้ก็ไม่ผิดนัก


เจ้าโสมน้อยเห็นว่านางปล่อยวาง จึงไม่เอ่ยมากความ ดึงเถิงเจาวิ่งออกไป


ส่วนเรื่องมรดกและสมบัติจะมีหรือไม่ คงต้องว่ากันทีหลัง แต่อย่างน้อยการเก็บพืชวิเศษหายากบางชนิดติดมือไปก็ถือว่าไม่เสียเที่ยว


ทันทีที่พวกเขาเดินออกไป ไม่นานนักก็เกิดความเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากรูในร่างของรูปปั้นปรมาจารย์ทั้งสาม และเมื่อธูปเทียนไหม้เร็วขึ้น ใบหน้าของปรมาจารย์ทั้งสามก็ค่อยๆเลือนรางขึ้น


เฟ่ยไฉขยี้ตาของเขา นี่เขามองผิดไปหรือไม่


เหตุใดเหมือนเห็นใบหน้าของปรมาจารย์ทั้งสามกำลังยิ้มเล่า


ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง บริเวณซากโบราณสถานแห่งนี้ยิ่งเงียบสงัดขึ้นไปอีก มีเพียงเสียงร้องของสัตว์ที่ไม่รู้อยู่ที่ใดดังขึ้นเป็นระยะ


ฉินหลิวซีพวกเขาก่อกองไฟตรงหน้ารูปปั้นปรมาจารย์ทั้งสาม จากนั้นนั่งสมาธิเข้าฌาน


แต่สำหรับเฟ่ยไฉแล้ว การกระทำของนางนี้เป็นการไม่ยอมแพ้ต่างหาก


ดูสิ เขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องเล่าก็เป็นเพียงเรื่องเล่า จะมีอะไรที่เรียกว่าความลับของลัทธิเต๋าได้อย่างไร…เอ๊ะ นี่


เฟ่ยไฉเบิกตาโต มองไปยังบริเวณโดยรอบปรมาจารย์ทั้งสามที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ รู้สึกจุกอยู่ในอก


เคยเห็นคนลำเอียง แต่ไม่เคยเห็นใครลำเอียงเพียงนี้ ไยเขาถึงไม่ได้รับการเอ็นดูเช่นนี้บ้าง


เฟ่ยไฉทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ สายตาไปสะดุดที่ธูปสามดอกที่หนาเท่าข้อมือเด็กซึ่งฉินหลิวซีและคนอื่นๆถวายก่อนจะนั่งสมาธิ ทำให้สมองเขาแลบแปลบปลาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


ไหว้เทพมากย่อมได้รับการปกปักษ์คุ้มครอง


อืม เขาเข้าใจแล้ว


เทือกเขาคุนหลุนห่างไกลจากโลกมนุษย์และความวุ่นวาย แต่เมืองเซิ่งจิงนั้นเต็มไปด้วยการแย่งชิง โดยเฉพาะหลังจากที่ฉีเชียนได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องแล้ว ทำให้ขุนนางทั้งหลายเกิดความคิดหลากหลาย


ยามนี้องค์รัชทายาทถูกปลดลงไปแล้ว ท่ามกลางภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในราชสำนักก็มีเสียงเรียกร้องให้แต่งตั้งรัชทายาทใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงแก่ประชาชน


และคนที่กล่าวเช่นนี้ย่อมเป็นฝ่ายของเหล่าอ๋องหลายพระองค์ โดยเฉพาะคนของจ้าวอ๋องที่กระตือรือร้นเป็นที่สุด เพราะเมื่อองค์รัชทายาทถูกปลดลงไปแล้ว เหล่าองค์ชายที่เป็นผู้ใหญ่ จ้าวอ๋องเป็นพระองค์ที่สอง ดังนั้นตำแหน่งอันสูงส่งนี้ควรเป็นของเขา


แต่เมื่อเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา ฮ่องเต้ที่อยู่ในชุดคลุมลายเมฆาก็ยังคงนิ่ง จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค “พวกเจ้าอยากตั้งผู้ใด ลองบอกชื่อมาสิ”


ตรงไปตรงมาเพียงนี้กลับทำให้ผู้คนไม่กล้าเอ่ยออกมาโดยง่าย ตรงกันข้ามยังตีความเจตนาของฮ่องเต้ นี่หมายความว่าจะตั้งหรือไม่ตั้งกันแน่


จ้าวอ๋องร้อนรนใจ สั่งการให้ที่ปรึกษารีบหาวิธีจัดการ พิธีศพของไทเฮากำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว จะปล่อยให้รัชทายาทมีโอกาสกลับมาไม่ได้เด็ดขาด


นอกจากนี้ เจ้าสามเจ้าสี่ก็ดูเหมือนจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้วด้วย


แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เท่ากับเจ้าลูกนอกสมรสคนนั้น เพียงได้รับความดีความชอบสองครั้งก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นอ๋องทันที เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สงสัยว่าฮ่องเต้กำลังคิดสิ่งใดอยู่


คงไม่ใช่ว่าฮ่องเต้คิดจะรับเจ้าลูกนอกสมรสคนนี้กลับมาอย่างนั้นหรือ


จ้าวอ๋องคิดไปคิดมาก็ยิ่งเชื่อว่าตนเองคาดการณ์ถูกแล้ว คิดไปถึงนางสนมที่เปลี่ยนฐานะเข้าวังมา รู้สึกกระวนกระวายใจไปหมด


เขาตามหาจึงไปหาอวี้ลิ่งหลาน เล่าให้ฟังถึงความคิดที่คาดเดาเอาไว้ อีกฝ่ายยิ้มพลางส่ายหน้า “ท่านอ๋องคิดมากเกินไปแล้ว ไม่มีฮ่องเต้พระองค์ใดที่ต้องการทำลายชื่อเสียงของตนเอง ลูกนอกสมรสอย่างไรก็ไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้”


จ้าวอ๋องรู้สึกเบาใจลงบ้าง เอ่ยถาม “เช่นนั้นท่านพ่อทรงแต่งตั้งเขาเป็นอ๋องเพื่อประสงค์สิ่งใดกัน”


“เป็นการตอบแทนจากความดีความชอบเท่านั้น ทำหน้าที่ในฐานะบิดาที่อยากตอบแทนลูกที่คิดว่าเคยถูกปฏิบัติไม่ดี จะมีอะไรที่ชอบธรรมไปกว่าการมอบความชอบเป็นรางวัลเล่า” อวี้ลิ่งหลานเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ก็คงมีเพียงเท่านั้น พระองค์จะกล้าบอกคนทั้งโลกอย่างเปิดเผยว่านี่คือลูกแท้ๆของพระองค์หรือ”


จ้าวอ๋องกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่สายตาหันไปเห็นบนถนนเบื้องล่าง แค่นเสียงหยัน “ลับหลังไม่นินทา เมื่อเอ่ยถึงก็ปรากฏตัว”


อวี้ลิ่งหลานมองตามสายตาของเขาไป ทว่าได้เห็นฉีเชียนกระโดดลงมาจากม้ารูปร่างดีสีดำ มายืนนิ่งอยู่ด้านหลังรถม้า


ภายในรถ มีคนหนุ่มกระโดดลงมา จับขอบประตู ริมฝีปากขยับ ไม่รู้เอ่ยสิ่งใด


มือเรียวยาวข้างหนึ่งวางอยู่ที่ขอบประตู ตามมาด้วยร่างที่โน้มตัวออกมา เผยใบหน้าสวยงามปราณีต


อวี้ลิ่งหลานดวงตาหดเล็กลง ทันใดนั้นพลันลุกขึ้นยืน


อวี้ฉังคง เขากลับเข้ามาสู่โลกแห่งนี้แล้ว


ตอนที่ 1157: ท่านคู่ควรจะได้รับการช่วยเหลือจากทั้งสองคนพี่น้องหรือ


อวี้ฉังคงก้าวลงมาจากรถม้า สวมอาภรณ์ผ้าสีขาวดั่งแสงจันทร์ ที่ในยามต้องแสงอาทิตย์ยังปรากฏประกายเงินแวววาว ผมยาวดำขลับถูกมัดไว้ด้วยกวานหยกเขียว ใบหน้าหล่อเหลาคล้ายเซียนผู้สง่างามดุจเทพที่มาเยือนโลกมนุษย์


คุณชายที่หาผู้ใดเปรียบมิได้


บนถนนยาว ผู้คนพากันตะลึงลาน บางคนถึงกับเดินชนกันเองโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวบางคนถึงกับหน้าแดงด้วยความเขินอาย แต่ยังกล้ามองไปอย่างไม่วางตา ดวงตาไม่อาจละจากเขาได้


เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาร้อนแรงเหล่านั้น อวี้ฉังคงไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ เพียงรู้สึกถึงบางอย่าง เงยหน้าขึ้นมองไปในทิศทางหนึ่ง สบเข้ากับสายตาอวี้ลิ่งหลาน


เขาพยักหนาเบาๆ ก้าวตามฉีเชียนเข้าไปในจิ่วเสียน ไม่นานก็หายลับไปจากสายตาของฝูงชน


เสียงถอนหายใจดังก้องไปทั่วถนนยาว ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันเกิดจากการได้เห็นเพียงแวบเดียวหรือเพราะเสียดายที่ชายผู้สง่างามเช่นนั้นหายลับไป


จ้าวอ๋องเองก็ดวงตาหดเกร็ง ใจเต้นรัว ไม่รู้ว่าเพราะอวี้ฉังคงหรือเพราะเห็นเขายืนเคียงฉีเชียน รู้สึกได้เพียงว่าการปรากฏตัวของชายผู้นี้จะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้


“เขาคือผู้ใด” จ้าวอ๋องไม่พลาดที่จะมองเห็นอวี้ฉังคงพยักหน้าให้พวกเขา และการแสดงออกของอวี้ลิ่งหลานก็ทำให้เขารู้สึกประหม่า


อวี้ลิ่งหลานมองไปยังประตูสีแดงของจิ่วเสียน เอ่ย “อวี้ฉังคง เขาคือผู้นำตระกูลอวี้คนปัจจุบัน ญาติผู้พี่ของข้า”


“อ้อ…ว่าอย่างไรนะ” จ้าวอ๋องตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ “เขาคืออวี้ฉังคงอย่างนั้นหรือ”


ไม่ใช่สิ แม้เขาจะไม่เคยเห็นอวี้ฉังคงตัวจริง แต่เขาเคยเห็นภาพวาดของเขา อวี้ฉังคงในภาพวาดนั้นก็เป็นคุณชายหล่อเหลาเช่นกัน แต่ไม่เหมือนตอนนี้ที่ดูสง่างามเหนือโลก คล้ายว่าหากมีเมฆแขวนอยู่ใต้เท้า เขาก็พร้อมจะกลายเป็นเทพเซียนได้ทุกเมื่อ


ไม่ว่าอย่างไร อวี้ฉังคงในตอนนี้กลับมีเสน่ห์มากขึ้น ทำให้ผู้คนจดจำได้ง่าย และยังเพิ่มความน่าเกรงขามมากขึ้นด้วย


เช่นความประหม่าเมื่อครู่ อวี้ฉังคงปรากฏตัวขึ้น ทำให้ตนรู้สึกถึงภัยคุกคาม


จ้าวอ๋องเอ่ย “ไยเขาถึงมาอยู่ที่เมืองหลวงได้ ไม่สิ ไยเขาถึงมาอยู่กับฉีเชียนผู้ไร้ศักดิ์ศรีนั้นได้”


อวี้ลิ่งหลานหรี่ตาลง “ท่านอ๋อง ข้าต้องขอถอนคำพูดเมื่อครู่นี้”


“ข้าเคยคิดว่าด้วยสถานะของฉีเชียนไม่จำเป็นต้องกังวล แต่การปรากฏตัวของอวี้ฉังคง กลับเป็นการตบหน้าข้า” อวี้ลิ่งหลานเอ่ยเสียงเรียบ


จ้าวอ๋องยังไม่ทันเข้าใจ แต่เมื่อคิดถึงกฎของตระกูลอวี้ ที่ว่าลูกหลานสกุลอวี้จะเลือกช่วยเหลือเพียงผู้ที่มีคุณธรรมเท่านั้น


ใบหน้าเขาเปลี่ยนสีทันที นี่หมายความว่า อวี้ฉังคงเลือกฉีเชียนอย่างนั้นหรือ เรื่องอะไรกัน


ตัวเขาเองซึ่งเป็นโอรสที่ถูกต้องตามกฎ ยังไม่ได้รับความสนใจจากตระกูลอวี้ผู้เลิศล้ำนี้ แล้วฉีเชียนที่เป็นเพียงผู้ไร้ศักดิ์ศรีไยจึงได้เล่า


ฉีเชียน ข้าเพียงแต่โชคดี โชคชะตาอยู่ข้างข้า


จ้าวอ๋องโกรธจนใบหน้าหล่อเหลาเบี้ยวผิดรูป


ตั้งแต่ปีที่แล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ราบรื่นเอาเสียเลย อยู่ดีๆก็ถูกป้ายประจำจวนหล่นลงมาทับจนต้องพักฟื้นอยู่หลายเดือน จากนั้นยังถูกทำร้ายโดยไม่ทราบสาเหตุจนไปสิ้นสติอยู่บนเตียงของซืออี๋จวิ้นจู่ เดิมทีคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนัก คิดจะยืมอำนาจของซิ่นหยางอ๋องมาช่วยตน แต่สุดท้ายซิ่นหยางอ๋องกลับกบฏเสียเอง


เจ้าโจรนั่นกบฏก็เรื่องหนึ่ง แต่เขากลับต้องมาพัวพันกับซืออวี๋อีก ทำให้เสด็จพ่อเกิดความแคลงใจ เวลานั้นเขาต้องพยายามอย่างมาก ทั้งส่งทรัพย์สินไปบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย ทั้งหาสูตรยาล้ำค่าเพื่อถวายแก่เสด็จพ่อ จนกระทั่งเรียกคืนความโปรดปรานได้บางส่วน แต่แล้วตอนนี้กลับมีอวี้ฉังคงปรากฏตัวขึ้นอีกคนอย่างนั้นหรือ


อวี้ฉังคงจะปรากฏตัวข้างกายผู้ใดก็ได้ เหตุใดต้องเป็นคนที่ไม่มีทางเป็นไปได้เช่นฉีเชียน


จ้าวอ๋องรู้สึกคล้ายจะขาดใจ เขายังไม่ยอมแพ้ เอ่ยถามอย่างไม่วางใจ “หรือว่าพวกเราจะเข้าใจผิด เจ้าบอกไม่ใช่หรือว่าตอนนี้เขาเป็นผู้นำตระกูลอวี้ ถ้าตระกูลอวี้มีเจ้าแล้ว เช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดอื่นเข้ามาเลือกเจ้านายอะไรกระมัง เขามาเพราะธุระอื่นหรือไม่”


อวี้ลิ่งหลานก้มหน้าลง ปิดบังความเย้ยหยันในดวงตา “ตระกูลอวี้ในวันนี้หาใช่ตระกูลอวี้ในวันวานอีกต่อไปแล้ว บุตรหลานตระกูลอวี้ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะหลบเร้นจากโลกภายนอกอีกต่อไป สำหรับอวี้ฉังคง มีเรื่องใดที่เขาจำต้องมาด้วยตนเองที่เมืองหลวงนี้ ข้าไม่อาจรู้ได้”


“สืบ ต้องสืบให้ได้” จ้าวอ๋องรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง


อวี้ลิ่งหลานเอ่ยเสริม “หากเขาติดตามรุ่ยอ๋องตลอด เช่นนั้นรุ่ยอ๋องก็คือผู้ที่เขาเลือกเป็นเจ้านายอย่างแน่นอน”


ดวงตาจ้าวอ๋องหดแคบลงทันที แสดงออกถึงความอิจฉาริษยาและความไม่พอใจ


อวี้ลิ่งหลานเห็นท่าทางเช่นนั้นก็หัวเราะเบาๆ “ท่านอ๋องรู้สึกไม่พอใจหรือ”


จ้าวอ๋องฝืนยิ้มพลางเอ่ย “เปล่า ข้าเพียงแต่รู้สึกประหลาดใจ ข้าคิดว่าตระกูลอวี้จะเลือกสนับสนุนเพียงผู้เดียวในแต่ละยุคเท่านั้น”


อวี้ลิ่งหลานเอ่ยอย่างเย็นชา “ที่ใดมีผู้คน ที่นั่นย่อมมียุทธภพ และย่อมมีการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์หรือสกุลใหญ่ในตระกูลต่างๆก็ตาม ในช่วงหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา หากบุตรหลานของตระกูลอวี้ออกมาโลดแล่น มักมีเพียงผู้เดียว แต่เมื่อครั้งที่ตระกูลอวี้ก่อตั้งขึ้นใหม่ การแข่งขันและการต่อต้านระหว่างพี่น้องนั้นดุเดือดดั่งหมาป่า เพื่อบรรลุเป้าหมาย ตราบใดที่ไม่ทำลายผลประโยชน์ของตระกูล และไม่รบกวนครอบครัวของฝ่ายตรงข้ามก็สามารถใช้วิธีการใดๆได้ แม้แต่การลงมือปลิดชีวิตฝ่ายตรงข้ามก็ตาม”


จ้าวอ๋องรู้สึกประหลาดใจ แต่กลับไม่เห็นว่ามันน่ากลัวมากนัก เพราะเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในตระกูลต่างๆอยู่แล้ว เพื่อแย่งชิงทรัพยากรและการสืบทอดมรดก ต่อสู้กันจนเลือดตกยางออกก็มี เหมือนเช่นในราชวงศ์ของพวกเขา ที่การแย่งชิงตำแหน่งสูงสุดนั้นจะมีการเอ่ยถึงสายสัมพันธ์พ่อแม่พี่น้องอยู่หรือ


“ตระกูลอวี้ทำไปก็เพื่อชื่อเสียงในการช่วยเหลือฮ่องเต้ผู้ทรงคุณธรรมเท่านั้น ไม่มีความจงรักภักดีต่อคนใดคนหนึ่งเลยหรือ”


อวี้ลิ่งหลานหันมามอง แววตาคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม


เจ้าก็คู่ควรจะได้รับการช่วยเหลือจากสองคนพี่น้องหรือ


จ้าวอ๋องเข้าใจความหมายของสายตานั้นทันที ใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าวด้วยความอับอายจนโกรธเคือง แต่ไม่กล้าระเบิดโทสะออกมา เพียงแต่ทำหน้าบึ้งแล้วเอ่ย “ในความเห็นของท่าน อวี้ฉังคงมีความเป็นไปได้มากเพียงใดที่จะช่วยเหลือเจ้าเด็กเถื่อนผู้นั้นในการชิงบัลลังก์”


“เก้าในสิบส่วน”


จ้าวอ๋องรู้สึกอึดอัดอีกครั้ง มือทั้งสองกำหมัดแน่น


อวี้ฉังคง คนตาบอดผู้นี้ช่างบอดทั้งดวงตาและหัวใจด้วยหรือไม่


ก็ไม่ใช่ เพียงการสบตาครั้งก่อนนั้น ไม่เหมือนคนตาบอดเลย


“ตาของเขาไม่บอดแล้วหรือ”


“ได้พบกับผู้วิเศษ รักษาจนหาย” อวี้ลิ่งหลานเอ่ยอย่างเรียบเฉย “ถึงแม้จะรักษาไม่หาย ด้วยปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมของเขา ก็มิใช่ที่ปรึกษาธรรมดาจะเทียบได้ เมื่อตามองเห็น สิ่งที่เขามองเห็นย่อมมีมากขึ้น ดังนั้น ฉีเชียนไม่อาจเก็บเอาไว้ได้”


จ้าวอ๋องสบถด่าผู้วิเศษผู้นั้นในใจอย่างรุนแรงว่าไยต้องมายุ่งเรื่องของผู้อื่น รักษาเขาไว้ทำไมกัน


“เขาช่างโชคดีจริงๆ” ใบหน้าของเขามืดครึ้มขณะมองไปยังทิศทางของจิ่วเสวียน “แต่อย่างไรเสีย มันจะสิ้นสุดเพียงเท่านี้แล้ว”


เดิมทีเขาไม่ได้สนใจฉีเชียน แต่บัดนี้หากอวี้ฉังคงให้ความสำคัญกับเขา บุรุษผู้นี้ต้องถูกกำจัด


จ้าวอ๋องมองด้วยสายตาเย็นเยียบ แฝงไว้ซึ่งเงาแห่งความดุดัน เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ย “ท่านอาจารย์ยังคงยึดมั่นตามกฎบรรพชนที่ส่งเสริมการชิงชัยดั่งหมาป่าอยู่หรือไม่”


“ลูกหลานตระกูลอวี้ล้วนต้องเรียนรู้เพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่ตนเอง ท่านอ๋องไม่จำเป็นต้องทดลองใจกระหม่อม ในเมื่อเลือกท่านอ๋องแล้ว ย่อมภักดีด้วยใจ” ยกเว้นแต่ท่านอ๋องจะไม่เชื่อฟังและรนหาที่ตาย


จ้าวอ๋องถอนหายใจเบาๆอย่างโล่ง-อก


อวี้ลิ่งหลานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ในเมื่อพี่ใหญ่มาแล้ว ข้าเองก็จำเป็นต้องไปคารวะตามธรรมเนียม ท่านอ๋อง กระหม่อมขออภัยที่ต้องเสียมารยาท”


“หรือว่า ข้าจะไปด้วย ข้ายังไม่เคยพบกับพี่ชายของท่านอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะยามนี้ที่เขาเป็นผู้นำของตระกูลอวี้ ปั๋วอินพาข้าไปพบเขาเถิดสักนิดได้หรือไม่”


อวี้ลิ่งหลานจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งจ้าวอ๋องคิดว่าเขาคงไม่ตอบตกลง อวี้ลิ่งหลานจึงยิ้มบางๆ “หากท่านอ๋องประสงค์จะไปด้วย เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถิด”


ตอนที่ 1158: ไม่รู้จักประมาณตนเหมือนพี่สาวของเขา


ฉีเชียนรินชาให้อวี้ฉังคงด้วยตัวเอง เขายื่นถ้วยชาให้ด้วยมือสองข้าง ยิ้มบางๆแล้วจึงเอ่ย “ฉังคงเดินทางมาไกล ลำบากแล้ว”


น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความเคารพและจริงใจ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่นและพอใจ


อวี้ฉังคงรับชามา มองฉีเชียนก่อนเอ่ยขึ้น “นับแต่นี้ไป ขอให้ท่านอ๋องมีองครักษ์เงาติดตามเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และต้องเลือกคนที่มีฝีมือดี อีกทั้งตัวท่านเองก็ต้องฝึกฝนยุทธ์ให้มากขึ้น เพราะการพึ่งพาผู้อื่นย่อมเป็นรอง ตนแข็งแกร่งคืออาวุธสำคัญที่สุดในการปกป้องชีวิต”


ฉีเชียนรู้สึกประหลาดใจ “เหตุใดฉังคงจึงระแวดระวังเช่นนี้ มีสิ่งใดไม่ชอบมาพากลหรือ”


ตั้งแต่เขาถูกฉินหลิวซีลากขึ้นเรือที่ชื่อว่า ‘กบฏ’ เขาก็เปลี่ยนจากความตื่นตระหนกในภายแรกมาเป็นความสงบนิ่งเมื่อพบผู้คนรอบกาย ทว่าการที่คนตระกูลอวี้ผู้เลือกช่วยเจ้านายเพียงหนึ่งเดียวปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขาในฐานะที่ปรึกษา ทำให้เขารู้สึกราวกับได้รับโชคลาภ แม้ว่าทั้งสองจะรู้จักกันตั้งแต่วัยเยาว์ แต่เนื่องจากอวี้ฉังคงสูญเสียบิดามารดาและตาบอดทำให้เขามีนิสัยเย็นชา ความสัมพันธ์จึงเป็นเพียงการคบหาอย่างห่างเหิน เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันที่อวี้ฉังคงจะมาอยู่ข้างเขาเพื่อช่วยเหลือ


แต่ความจริงก็คือ เขามาแล้ว


โดยเฉพาะเมื่ออวี้ฉังคงใช้กลยุทธ์อันชาญฉลาดในศึกปราบกบฏซิ่นหยาง ทำให้สงครามนั้นเสียหายน้อยและได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว ฉีเชียนยิ่งเคารพนับถือเขามากขึ้น กระทั่งคำพูดของเขาก็มักไม่ถูกตั้งข้อสงสัย แม้ยังไม่ถึงขั้นเชื่อฟังอย่างปราศจากข้อแม้ก็ตาม


ตลอดเส้นทางกลับเมืองหลวง อวี้ฉังคงได้วิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของเขา แต่ไม่ได้เอ่ยเตือนอย่างจริงจังเหมือนครั้งนี้


ครั้งนี้สิ่งที่เขาเตือนคือเรื่องความปลอดภัยของตัวเขาเอง


อวี้ฉังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “การที่ข้าอยู่เคียงข้างท่านอ๋อง จะเป็นสัญญาณว่า ข้าอวี้ฉังคงต้องการช่วยเหลือท่านเพื่อขึ้นสู่บัลลังก์ ด้วยเหตุนี้ ท่านอ๋องจะกลายเป็นภัยคุกคามในสายตาของอ๋ององค์อื่น และภัยคุกคามนี้ ย่อมถูกกำจัดในยามที่ปีกยังไม่แข็งแกร่ง ไม่ปล่อยโอกาสให้ได้เติบโต”


เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ มองฉีเชียนด้วยสายตาสงบ “หมายความว่า ตั้งแต่นี้ไป ท่านอ๋องจะอยู่ท่ามกลางพายุใหญ่ ไม่ว่าท่านจะต้องการช่วงชิงบัลลังก์หรือไม่ คนอื่นก็จะมองว่าท่านต้องการ”


ฉีเชียนสะท้านในใจ เขาเข้าใจความหมายของอวี้ฉังคงดี นั่นคือเขาจะต้องเผชิญกับการลอบสังหารและอุบัติเหตุทั้งหลาย ซึ่งเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามและอุปสรรคอันยากลำบากในการแย่งชิงบัลลังก์


เมื่ออวี้ฉังคงเห็นสีหน้าของเขาก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ท่านอ๋องกลัวแล้วหรือ”


ฉินหลิวซีได้รวบรวมกลุ่มชั่วคราวนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยดันเขาไปสู่ตำแหน่ง ทุกคนล้วนทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อสนับสนุนให้เขาได้ครอบครองอำนาจอันใหญ่หลวงนี้ซึ่งกำลังจะตกมาถึงปากของเขา เขารับมันไว้ และเมื่อได้ยินถึงอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้า จะมาพูดว่ากลัวหรือ เช่นนั้นผู้คนที่ยืนอยู่บนเรือลำนี้จะไม่ผิดหวังหรือ


เขาไม่อาจทำลายความไว้วางใจที่ฉินหลิวซีมีต่อเขา และไม่อาจทำให้ผู้ที่อยู่บนเรือลำนี้รู้สึกผิดหวังได้


การที่เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋อง แม้เพียงสร้างคุณงามความดีสองครั้งก็ได้รับการยกย่องเช่นนี้ เป็นเพราะโชคหรือเพราะได้รับความโปรดปรานหรือ


มิใช่เลย


เขารู้ดีว่าตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่เหล่าสหายบนเรือลำนี้ช่วยกันผลักดันให้เขา ไม่ได้มาจากการสร้างคุณงามความดีหรือความรู้สึกผิดในใจของฮ่องเต้ที่มีต่อบุตรนอกสมรสที่ถูกละทิ้ง


เป็นเหล่าผู้ช่วยที่อยู่บนเรือค่อยๆสร้างฐานะของเขาให้มั่นคง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างอำนาจ เมื่อได้เป็นอ๋องแล้ว เรื่องที่จะกระทำต่อไปย่อมราบรื่นขึ้น


ด้วยเหตุนี้เขาจึงปฏิบัติต่อผู้คนรอบกายด้วยความสุภาพและรู้สึกขอบคุณอยู่ในใจเสมอ


อวี้ฉังคงเมื่อเห็นเขาเข้าใจแล้วจึงเอ่ย “เมื่อท่านอ๋องทราบแล้วก็ดี อีกไม่นานจ้าวอ๋องและอวี้ลิ่งหลานจะมาที่นี่ ท่านควรรู้ว่าต้องทำเช่นไร”


ก่อนหน้านี้เขาได้พบกับอวี้ลิ่งหลานแล้ว อีกฝ่ายก็มองเห็นเขาแล้ว การที่ไม่เข้ามาทักทายย่อมไม่สมควร เพราะเขาเป็นทั้งพี่ชายและเป็นผู้นำตระกูลอวี้ การมาทักทายถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นการแสดงมารยาทที่ควรกระทำ


และแน่นอนว่าเมื่อจ้าวอ๋องรู้จากอวี้ลิ่งหลานว่าฉีเชียนอยู่ที่นี่ เขาก็ต้องเข้ามาสอดส่องดูอย่างแน่นอน


เป็นเช่นนั้น เพียงเวลาเพียงสองถ้วยชา พลันมีผู้แจ้งมาว่าจ้าวอ๋องกับอวี้ลิ่งหลานมาขอเข้าพบ


ไม่นานอวี้ลิ่งหลานก็เดินเข้ามา ตรงไปยังอวี้ฉังคง คำนับและเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ใหญ่ไม่ได้พบกันเสียนาน ไม่คิดว่าท่านก็มาเมืองหลวงเช่นกัน”


จ้าวอ๋องที่ตามมาเดินก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว ยกมือประสานคารวะด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร “ข้าได้ยินชื่อเสียงของหัวหน้าตระกูลอวี้มานานแล้ว วันนี้ได้พบเห็นกับตา เป็นจริงดั่งคำล่ำลือ ไม่ธรรมดาเลย” เขาหันไปมองฉีเชียนที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่นึกเลยว่าฉีเชียนน้องข้าจะรู้จักกับหัวหน้าตระกูลอวี้ เจ้านี่ช่างซุกซ่อนได้มิดจริงๆ”


แม้เขาจะยิ้มอยู่ แต่รอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา และคำพูดของเขาก็แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งและคมคาย


ใบหน้าอันหล่อเหลาของจ้าวอ๋องบิดเบี้ยวเล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นอาการโกรธ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มีทั้งความเยาะเย้ยและตลกขบขัน “จริงหรือ เช่นนั้นเจ้าก็ต้องรักษาโอกาสนี้ให้ดี อย่าให้ผู้อาวุโสผิดหวังเล่า”


“แน่นอน”


จ้าวอ๋องหันไปมองอวี้ฉังคง เอ่ย “ไม่รู้ว่าท่านมาที่เมืองหลวงในครั้งนี้มีธุระใด ปั๋วอินเป็นที่ปรึกษาของข้า ท่านเป็นพี่ชายของเขา ทั้งมายังเมืองหลวง มิสู้มาพักที่จวนของข้า ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านอย่างยิ่งใหญ่ เป็นอย่างไร”


อวี้ฉังคงยิ้มบางๆก่อนจะเอ่ย “ท่านอ๋องไม่ต้องทุ่มเทเพียงนั้น ข้าเพียงมาส่งศิษย์ของข้ากลับบ้าน จึงได้มาพบกับสหาย อีกทั้งมีที่พักแล้ว”


จ้าวอ๋องตกใจเล็กน้อย ศิษย์ ผู้ใดเป็นศิษย์ของเขากัน


เขาหันไปมองทางด้านหลังของอวี้ฉังคง มีชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่ ใบหน้านี้ดูเหมือนจะคุ้นเคย เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน


อวี้ลิ่นหลานหันไปมองฉินหมิงเยี่ยน เอ่ย “นี่คือน้องสามของพระชายาฉินหรือไม่ ข้าจำได้ว่าเขามีนามว่าฉินหมิงเยี่ยน”


ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ต้องมีข้อมูลผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเจ้านายอย่างถ่องแท้ อย่างเช่นครอบครัวมารดาของพระชายาฉิน และผู้ที่ไม่อาจดึงมาเป็นพรรคพวกได้อย่างฉินหลิวซี


จ้าวอ๋องตาโตขึ้น อะไรนะ นี่คือคนของตระกูลฉินหรือ น้องภรรยาเขาหรือ


ไม่ถูกสิ หากเป็นน้องสาม เช่นนั้นก็คือลูกของบ้านใหญ่ตระกูลฉิน นั่นหมายความว่า นี่เป็นญาติผู้น้องของพระชายาฉิน น้องชายแท้ๆของเจ้าอาวาสฉินผู้เก่งกาจแห่งอารามชิงผิงผู้นั้น


น้องชายของเจ้าอาวาสฉินเป็นศิษย์ของอวี้ฉังคง และอวี้ฉังคงเองก็กำลังช่วยเหลือฉีเชียนในฐานะที่ปรึกษา หากมองจากสายสัมพันธ์ทางเครือญาติแล้ว ทั้งสองพี่น้องนี้ก็เป็นญาติของเขามาก่อน แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์กับฉีเชียนเสียมากกว่า


จ้าวอ๋องรู้สึกถึงความจริงที่เจ็บปวด ร่างกายเหมือนจะอ่อนแรงไปหมด


แต่เขาก็ยังยิ้มแย้มและเดินเข้าไปข้างหน้า จับมือฉินหมิงเยี่ยนด้วยความดีใจ เอ่ย “ข้าเคยได้ยินจากพี่สาวของเจ้าแล้วว่าน้องสามไปศึกษาข้างนอก ไม่คิดว่าจะไปร่ำเรียนกับสกุลอวี้ หลายปีมานี้นางเอาแต่บ่นคิดถึงเจ้า มาๆๆ กลับบ้านกับพี่เขย พี่สาวเจ้าคิดถึงเจ้าแล้ว”


ฉินหมิงเยี่ยนดึงมือออก ยกมือขึ้นประสานเอ่ย “ท่านอ๋อง ข้าพึ่งกลับจากการไปศึกษาเล่าเรียน ยังต้องกลับไปเยี่ยมบิดามารดาและญาติ ขออภัยที่ไม่สามารถร่วมเดินทางไปกับท่านได้ หลังจากนี้ข้าจะไปขอโทษพี่หมิงเย่ว์”


“ต้องเป็นเช่นนี้” จ้าวอ๋องแสดงสีหน้าหมองหม่น คิดในใจว่าเด็กคนนี้ไม่รู้จักประมาณตนเหมือนพี่สาวแท้ๆของเขาเสียจริง


เขามองไปที่ฉีเชียนที่ยิ้มอย่างมั่นใจ ยิ่งโมโหขึ้นไปอีก เรื่องอะไรสิ่งดีๆจึงไปตกอยู่กับลูกนอกสมรสอย่างเจ้า


จ้าวอ๋องหันไปมองอวี้ฉังคง เอ่ยถามอย่างเสียดสี “ได้ยินปั๋วอินบอกว่าหัวหน้าตระกูลมีความรู้เลิศล้ำไม่ธรรมดา มองการณ์ไกล ไม่รู้ว่าท่านมองเรื่องตำแหน่งรัชทายาทว่างเปล่าว่าอย่างไร หากแต่งตั้ง ควรแต่งตั้งผู้ใด”


อวี้ลิ่นหลานขมวดคิ้ว


อวี้ฉังคงมองไปที่เขาเล็กน้อย สายตาของเขามีความละเอียดถี่ถ้วนและสืบเสาะ เจ้าเป็นที่ปรึกษามากี่ปี มาช่วยคนที่สมองมีแต่น้ำขุ่นโง่เขลาเช่นนี้น่ะนะ


ตอนที่ 1159: ตัดปีกเขาให้ขาด


อวี้ลิ่งหลานรู้สึกว่าตนเองถูกดูหมิ่นอย่างลึกล้ำ เพราะสายตาของอวี้ฉังคงที่มองมาไม่ได้ปิดบังเลยแม้เพียงนิด ราวกับบอกว่าตนนั้นตาบอดและโง่งมอยู่ในใจ


เขาชำเลืองมองจ้าวอ๋อง แววตามีความรำคาญขึ้นมา


เมื่อจ้าวอ๋องสัมผัสได้ถึงสายตาของอวี้ลิ่งหลานโดยบังเอิญ รู้สึกเย็นสันหลัง ขนลุกชัน หัวใจเริ่มสั่นไหว


แต่ชั่วครู่เขาก็กลับมาสงบได้อีกครั้ง อวี้ปั๋วอินเป็นเพียงที่ปรึกษาของเขา ไม่ใช่บิดาของเขา เขาเป็นถึงอ๋องมีความจำเป็นต้องกลัวเขาเช่นนี้หรือ


นอกจากนี้อวี้ปั๋วอินอยู่เคียงข้างเขาหลายปีแล้วแต่ก็ไม่ได้สร้างผลงานที่โดดเด่นอะไร นอกจากจัดการเขตปกครองให้มีความเจริญบ้าง หากเป็นผู้ที่มีฝีมือจริงๆ คงช่วยให้เขาได้ขึ้นเป็นรัชทายาทนานแล้วใช่หรือไม่


ดูอวี้ฉังคงพี่ชายของเขาสิ ช่วยเหลือฉีเชียน ใช้เวลาไม่นานก็ได้เป็นอ๋องแล้ว


ไม่แปลกใจเลยที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นคุณชายอันดับหนึ่ง ส่วนอวี้ปั๋วอินเป็นเพียงคนรองเท่านั้น


อวี้ลิ่งหลานรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจที่จ้าวอ๋องมีต่อเขา ดวงตายิ่งเย็นชาเข้าไปอีก


อวี้ฉังคงมองการแลกเปลี่ยนสายตาของทั้งสองคนด้วยความเบื่อหน่ายในใจ เอ่ย “คำถามของท่านอ๋องช่างเป็นคำถามที่ท้าทายความสามารถของข้าที่เป็นเพียงคนสามัญธรรมดา แต่หากท่านต้องการคำตอบจากข้า เช่นนั้นคือ ผู้มีความสามารถควรเป็นผู้ครองบัลลังก์”


จ้าวอ๋องเอ่ย “การเป็นฮ่องเต้ ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรม หากบุคคลที่มีสถานะไม่เหมาะสมขึ้นครองบัลลังก์ จะไม่กลายเป็นที่หัวเราะเยาะหรือ”


อวี้ฉังคงฟังแล้ว ไม่ตอบโดยตรง แต่หันไปมองอวี้ลิ่งหลานด้วยสายตาที่สื่อความหมาย ก่อนจะเอ่ย “สำนักศึกษาประจำตระกูลเปิดกว้างแล้ว ไม่ได้จำกัดเฉพาะตระกูลอวี้ แต่ยังรับเด็กจากตระกูลอื่นด้วย คนในตระกูลยังมีผู้คนจากตระกูลมากมายออกมาเปิดหูเปิดตา อาจารย์ผู้สอนก็เริ่มขาดแคลน เจ้าจะกลับไปเลือกศิษย์สักสองสามคนหรือไม่ ในตระกูลเราไม่เคยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่ออกไปต้องประสบความสำเร็จแล้วถึงจะกลับมาได้”


ใบหน้าอวี้ลิ่งหลานเขียวคล้ำขึ้นทันที


เอ่ยตรงๆไปเลยว่าเขาเลือกของไร้ค่า


จ้าวอ๋องเองได้ยินความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูด ดวงตาเย็นเยียบ นี่กำลังด่าว่าเขาโง่หรือ


คนที่นี่ไม่มีผู้ใดน่าคบ แม้กระทั่งคุณชายอันดับหนึ่งอวี้ฉังคง น่าชกยิ่งกว่าอวี้ปั๋วอินเสียอีก เพราะเขาทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา


จ้าวอ๋องกำลังจะเอ่ย อวี้ฉังคงก็เอียงศีรษะเล็กน้อย เอ่ยกับฉินหมิงเยี่ยน “สิ่งที่ท่านอ๋องเอ่ยเมื่อครู่ เจ้ามาตอบเถิด”


ฉินหมิงเยี่ยนเดินขึ้นมาข้างหน้า โค้งคำนับ เอ่ย “ตามที่ข้าเห็น วีรบุรุษนั้นไม่ควรพิจารณาจากชาติกำเนิดเพียงอย่างเดียว การมีชาติกำเนิดที่ดีอาจทำให้ได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น แต่หากขาดความสามารถที่เพียงพอ แม้จะมีชาติกำเนิดที่สูงส่งเพียงใดก็ไม่สามารถนั่งอยู่บนบัลลังก์ได้ แม้จะนั่งได้ แต่หากไม่มีความสามารถในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชา ก็จะถูกขุนนางดึงอำนาจออกไปจนกลายเป็นหุ่นเชิด หรือถูกผู้ที่มีสติปัญญาและมีความสามารถจริงดึงลงจากบัลลังก์ ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างฮ่องเต้ที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ไม่ว่าจะเป็นคนเลี้ยงม้า โจร ขอทาน หรือแม้กระทั่งนักโทษ ขุนนางหลายคนที่มีชาติกำเนิดต่ำแต่โดดเด่นไม่อาจถูกมองข้ามความสามารถไปได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า วีรบุรุษไม่ควรถูกตัดสินจากชาติกำเนิด ความเห็นของข้าอาจตื้นเขิน ทำให้ท่านอ๋องหัวเราะเยาะได้”


จ้าวอ๋องกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยิ้มอย่างไม่จริงใจ เอ่ย “ศิษย์ที่ท่านผู้นำตระกูลสอนมานั้นยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านลำบากไม่น้อยเลย”


อวี้ฉังคงเอ่ย “ศิษย์มีแววดี คุ้มค่าที่จะใส่ใจ แม้จะเหนื่อยก็ไม่เป็นไร แต่หากเป็นศิษย์ที่ไร้ความสามารถก็ถือว่าเหนื่อยเปล่า ควรหยุดเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า”


ใบหน้าของอวี้ลิ่งหลานร้อนผ่าว เอ่ย “พี่ใหญ่เดินทางไกลมา ปั๋วอินไม่รบกวนท่านพักผ่อนแล้ว ขอลาแล้ว”


“ไปเถิด” อวี้ฉังคงเอ่ย “กลับไปคิดทบทวนคำพูดของข้าสักหน่อยดีหรือไม่”


อวี้หลิ่งหลานมุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะพาจ้าวอ๋องออกจากห้องโถงส่วนตัวนี้ไปอย่างเร่งรีบ


ไม่กี่ปีก่อน เขาเผชิญหน้ากับอวี้ฉังคงได้โดยไม่อับอายเหมือนตอนนี้ แต่ตอนนี้กลับพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า สายตาที่คมและอำนาจของเขาในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนจริงๆ


“เกินไปแล้ว ช่างเกินไปจริงๆ อวี้…ฉีเชียนไอ้เด็กบ้านั่น มันมีคุณธรรมและความสามารถอะไร ไยถึงได้โชคดีเพียงนี้” จ้าวอ๋องเตะโต๊ะน้ำชาเล็กๆในรถม้าอย่างแรง


อวี้ลิ่งหลานมองดูโต๊ะน้ำชาที่ล้มคว่ำ เอ่ย “ท่านอ๋อง การโกรธจนต้องอาละวาดเช่นนี้ทำให้ดูใจคอคับแคบ ตอนนี้ควรถือว่ารุ่ยอ๋องเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งจะดีกว่า”


“เขาคู่ควรหรือ”


อวี้ลิ่งหลานค่อยๆจัดโต๊ะน้ำชาให้กลับเข้าที่ เอ่ยเบาๆ “ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่เอ่ยอะไร ในสายตาของคนทั้งหลายเขายังคงเป็นบุตรคนโตของหนิงอ๋องอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และตอนนี้ยังเป็นรุ่ยอ๋องที่สร้างคุณงามความดีอีกด้วย หากตำแหน่งนั้นในจวนหนิงอ๋องท้ายที่สุดไม่ได้ตกเป็นของหนิงอ๋องซื่อจื่อ เขาอาจจะได้รับตำแหน่งอ๋องถึงสองตำแหน่ง”


จ้าวอ๋องอึ้งไป พระชายาของรุ่ยอ๋องคือผู้ใด


นั่นคือน้องสาวของฮองเฮามู่ ฮองเฮาเองไม่มีบุตรชายที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากตระกูลมู่ต้องการรักษาความรุ่งเรืองไว้ สามารถสนับสนุนฉีเชียนขึ้นครองตำแหน่งได้ ไม่ว่าฐานะจะเป็นน้องเขยหรือบุตรบุญธรรมตามการแต่งตั้ง หากชนะได้ เรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา ใช้ความเจ็บป่วยเป็นเหตุผลกำจัดใครสักคนจะยากอะไร


หากฉีเชียนกลายเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ฐานะของเขาก็จะเปลี่ยนจากต่ำต้อยเป็นสูงส่งขึ้นมาทันที


จ้าวอ๋องยิ่งรู้สึกกระวนกระวาย


อวี้ลิ่งหลานวิเคราะห์ต่อ เอ่ย “ฝั่งฮองเฮามู่ยังแตกแยกได้ ทว่าญาติผู้พี่ของข้ากลับน่ากลัวยิ่งกว่า ศิษย์ของเขายังเป็นน้องชายของเจ้าอาวาสปู้ฉิวนั่นอีก เส้นสายของคนผู้นั้นต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่”


จ้าวอ๋อง “…”


ยิ่งเจ้าเอ่ย ข้ายิ่งรู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้านั้นมืดมน เช่นนี้จะเล่นอย่างไร กลับไปยังเขตปกครองเป็นอ๋องผู้ปกครองตนเองไม่ดีกว่าหรือ ยังจะมาแย่งชิงอะไรอีก


“กำจัดรัชทายาทออกไปได้หนึ่งคน แต่กลับมีฉีเชียนมาอีก นี่ยังเป็นคนที่ไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ฟ้าเล่นตลกกับข้าอยู่หรือไร” จ้าวอ๋องขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้าว่ามาเถิด พวกเราควรเริ่มต้นจากที่ใด”


อวี้ลิ่งหลานเอ่ย “ตัดความสัมพันธ์ระหว่างรุ่ยอ๋องกับตระกูลมู่เพื่อหลีกเลี่ยงที่ฮองเฮาจะรับเขาเป็นบุตรบุญธรรมในอนาคต ควรกดเขาไว้ในชื่อบุตรของหรูเฟยจะดูสมเหตุสมผลยิ่งกว่า ข้าว่าฮ่องเต้และหรูเฟยเองก็คงยินดี”


จ้าวอ๋องตาเป็นประกายเล็กน้อย เอ่ย “แต่ตอนนี้หรูเฟยถูกกักตัวเพราะเรื่องของลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์”


“นั่นยิ่งดี ให้นางใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง เรื่องนางชอบลัทธิสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะอยากได้บุตร หากสามารถรับรุ่ยอ๋องเป็นบุตรบุญธรรมได้ นางก็อาจใช้โอกาสนี้ยกเลิกการกักตัว และฮ่องเต้ก็อาจจะยินดี อย่างไรเขาเป็นบุตรชายที่แท้จริงของพระองค์”


จ้าวอ๋องเห็นด้วยว่าวิธีนี้เป็นไปได้ แต่คิดไปคิดมากลับรู้สึกว่าหากการรับบุตรบุญธรรมสำเร็จ ฉีเชียนก็จะยิ่งถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้นไปอีกไม่ใช่หรือ


“ก่อนหน้านี้ข้าเคยคิดว่าเขาไม่น่ากังวลนัก สนใจเพียงชื่อเสียงที่ฝ่าบาทสนใจ ไม่คาดคิดว่าอวี้ฉังคงจะวางแผนอยู่ข้างกายเขา ตอนนี้ดูแล้ว เป็นความคิดตื้นเขินของข้าเอง อวี้ฉังคงเข้ามาร่วมในโลกนี้แล้ว ย่อมต้องทำทุกอย่างเพื่อดันเขาขึ้นเป็นผู้สืบทอด ดังนั้นเขาจะได้เป็นโอรสที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ช้าก็เร็ว การรับเป็นบุตรบุญธรรมเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่การรับเป็นบุตรบุญธรรมในนามของพระสนมหรือในนามของฮองเฮานั้นย่อมต่างกัน” อวี้ลิ่งหลานเอ่ย “ท่านอ๋อง รุ่ยอ๋องได้เข้ามาอยู่ในหมากกระดานนี้แล้ว เป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”


ดวงตาของจ้าวอ๋องเต็มไปด้วยความอาฆาต เอ่ย “อยู่ดีๆ เป็นรุ่ยอ๋องไปก็พออยู่แล้ว ยังจะยื่นเท้าเข้ามายุ่งอีก เพราะรังเกียจชีวิตสุขสบายเกินไปอย่างนั้นหรือ ในเมื่อไม่อยากมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ต้องอยู่ต่อไปแล้ว”


แค่ฉีเชียนลูกนอกสมรส คิดจะแย่งชิงบัลลังก์กับพวกเขา ฝันกลางวันไปเถิด


คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งหรือ


หากทำลายปีกที่ยังไม่สมบูรณ์ของศัตรูลงเสีย ก็คงไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งได้อีกต่อไปแล้ว


ตอนที่ 1160: ตอนนี้ข้าทรงพลังจนสามารถสังหารเจ้าได้อีกครั้ง


ในห้องส่วนตัว อวี้ฉังคงเอ่ยเตือนฉีเชียน “จ้าวอ๋องผู้นี้ความอดทนต่ำ อาฆาตพยาบาท เป็นคนไม่ยอมแพ้ ยากจะยอมคนง่ายๆ คนเช่นนี้ไม่อาจประนีประนอมได้ แม้เขาจะโง่แต่อวี้ปั๋วอินที่อยู่ข้างเขาหลายปี ก็คงไม่ได้ไร้ความคิด คงสะสมความสามารถมาบ้าง ยังคงเอ่ยประโยคนั้น ข้างกายท่านไม่ควรห่างองครักษ์ อย่าประมาทในแผนการร้ายที่ท่านคิดว่าไม่มีความสำคัญก่อนหน้านี้ ทุกอย่างล้วนมีเบื้องหลัง เรื่องเล็กน้อยบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ทำให้แพ้ชนะได้ สิ่งใหญ่ก็พังได้จากรอยแตกเล็กๆ เหมือนคันนาที่พังเพราะมด”


ฉีเชียนเอ่ย “ข้าเข้าใจ สายตาของเขาเมื่อครู่ราวกับจะกลืนกินข้าลงไป เขาให้ความสำคัญกับข้า ไม่แน่ใจควรเอ่ยได้ว่าเป็นเกียรติของข้าหรือไม่”


อวี้ฉังคงเอ่ย “ถ้าพวกเขารู้ว่าข้างหลังท่านมีผู้ใดบ้าง พวกเขาจะรวมตัวกันโจมตีท่านทันที”


ผู้อาวุโสคนสำคัญในราชสำนักล้วนอยู่ในเรือลำเดียวกับเขา ไม่แปลกที่จะทำให้ผู้อื่นอิจฉา แม้กระทั่งฝ่าบาทผู้ทรงอำนาจ หากได้ยินเรื่องนี้อาจรู้สึกเกรงกลัว อย่างไรคนเหล่านั้นก็ไม่ใช่คนที่เขาจะควบคุมได้


“คนแซ่อวี้เอ่ยถูก เจ้าสมควรตายจริงๆ แต่เจ้าต้องถ่อมตนสักนิด ระวังไม่ให้ตนลอยสูงเกินไป ให้พวกเขาเด็ดปีกเจ้าได้” เฟิงซิวปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าพวกเขาทันใด


หลายคนรู้สึกดีใจ มองเลยไปด้านหลังของเขาโดยสัญชาตญาณ ทว่าไม่เห็นคนผู้นั้น รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย


“ไม่ต้องมองหาแล้ว นางไม่อยู่” เฟิงซิวเอ่ยอย่างเกียจคร้าน ปรายตามองคนเหล่านั้น เอ่ย “เสี่ยวซีเป็นคนละจากโลกภายนอกแล้ว คนธรรมดาเช่นพวกเจ้าไม่ควรเกี่ยวข้องกับนางมากเกินไป”


ฉินหมิงเยี่ยน เอ่ย “นางคือพี่สาวข้า”


“ตั้งแต่นางช่วยพวกเจ้ากลับมาจากซีเป่ยได้ หนี้ทุกอย่างก็ได้ชดใช้ไปหมดแล้ว นางตัดขาดจากตระกูลฉินแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าอย่าไปข้องเกี่ยวกับนางอีกเลย เพราะจะทำให้นางต้องแบกรับภาระมากขึ้น” เฟิงซิวหันมามองเขาอย่างไม่แยแส “สิ่งเดียวที่ตระกูลฉินสามารถทำได้ นั่นก็คือตั้งป้ายอายุยืนให้นาง ทำให้นางเป็นสิ่งเคารพศรัทธาเท่านั้นเถิด”


ฉินหมิงเยี่ยนสีหน้าเปลี่ยนไปหลายครั้ง ดวงตาค่อยๆแดงขึ้น


อวี้ฉังคง เอ่ย “นางต้องการความช่วยเหลือจากเราหรือ”


“พวกเจ้าช่วยไม่ได้ สิ่งที่พวกเจ้าทำได้คือรักษาความสงบในแผ่นดินนี้ อย่าให้มันวุ่นวายจนเกินไป” เฟิงซิวมองอวี้ฉังคงและฉีเชียน เอ่ย “เจ้า นับจากนี้ต้องระวังตัวแล้ว เรื่องความโชคดีและโชคร้ายเป็นของคู่กัน เจ้าได้สิ่งที่ดีมากมาย แต่ก็จะมีภัยมาในทางเดียวกัน ใจของมนุษย์นั้นน่ากลัว มีคนจำนวนมากที่พร้อมจะใช้ทุกวิธีเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ข้าสังเกตเห็นรอยดำบนหน้าผากเจ้า ในไม่ช้าเจ้าจะพบกับภัยเลือดตกยางออก อีกทั้งจุดสามีภรรยามืดลงบ้าง ระวังคนในครอบครัว”


ฉีเชียนสีหน้าพลันเปลี่ยน


อวี้ฉังคงฟังแล้วหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าท้อง แล้วค่อยนำพลังไหลลงสู่ดวงตา จากนั้นเขาจึงหันไปมองฉีเชียน เห็นว่าบนร่างของเขามีพลังที่มีสีทองแดงและเทากระจายอยู่ นี่คงเป็นพลังอาถรรพ์ที่ฉินหลิวซีเคยเอ่ยถึงกระมัง


“อย่าใช้ตาดูสิ่งที่เจ้าไม่ควรมอง” เฟิงซิวปรายตามองอวี้ฉังคง เอ่ยเตือน “นอกเสียจากเจ้าจะไม่ต้องการดวงตาของเจ้าแล้ว ใช้เยอะไปจะตาบอด แม้แต่เสี่ยวซีเองยังไม่อาจช่วยเจ้าได้ เพราะเจ้ากำลังแอบมองโชคชะตา”


อวี้ฉังคงกัดริมฝีปากแล้วปิดตาลง ไม่กล้าสอดส่องต่อ เนิ่นนานค่อยเปิดตาขึ้นอีกครั้ง เอ่ย “ภัยเลือดตกยางออกนี้จะทำให้เสียชีวิตกระมัง หลีกเลี่ยงได้หรือไม่”


“บนโลกมีคำพูด ‘หนึ่งคนสำเร็จ ร่างหนึ่งต้องตาย’ การขึ้นสู่บัลลังก์เป็นทางที่เต็มไปด้วยเลือดและความเจ็บปวด การเสียชีวิตและการบาดเจ็บย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดูว่าผู้ใดจะตายบ้างเท่านั้นเอง” เฟิงซิวยกแขนขึ้นกอดอก เอ่ยอย่างเฉยชา “หลีกเลี่ยงได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่คนภายนอกควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว เรื่องนี้ต้องอาศัยการเดินของพวกเจ้าเอง ถ้าคนภายนอกเข้าไปช่วยหลีกเลี่ยงก็เท่ากับขโมยโชคชะตาของผู้อื่นมาแก้ไขความโชคร้าย ใช้คาถา ไม่ใช่สิ่งที่สมควรนัก”


อวี้ฉังคง เอ่ย “ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ถึงชีวิตข้าก็ไม่แคร์หรอก ขอเพียงเขายังมีชีวิตก็พอ”


เอ่ยจบ เขาก็หันไปมองฉีเชียนเล็กน้อย


ฉีเชียน “…”


เฟิงซิวหันมามองเขา “เส้นทางกษัตริย์นี้ ต้องมีเลือดฝนพายุอย่างแน่นอน หากเจ้าคิดขลาดกลัวไม่คุ้มค่าเช่นนั้นก็รีบลงเรือ อย่าทำให้นางต้องลำบาก”


“ข้าไม่กลัว” ฉีเชียนตอบกลับทันที “ข้ารู้ดีว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่ทางที่เต็มไปด้วยดอกไม้ ทว่าเต็มไปด้วยหนามทิ่มแทง หากข้าได้เลือกเดินทางนี้แล้ว ข้าก็จะเดินให้สุดทาง ถึงแม้ต้องตายก็ไม่กลัว”


“เช่นนั้นถ้าคนที่ตายคือลูกหลานของเจ้าเล่า เช่นภรรยาหรือบุตรของเจ้า”


ฉีเชียนกัดริมฝีปาก เอ่ย “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าเป็นโชคชะตา ทุกคนต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เมื่อข้าเลือกเดินเส้นทางนี้ ก็คือการยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ท่านไม่ต้องทดสอบข้า”


เฟิงซิวเอ่ย “นางได้ช่วยปูทางสู่การเป็นฮ่องเต้ให้เจ้าแล้ว ทำมามากพอแล้ว แต่นางไม่อาจคอยปกป้องเจ้าไปตลอด เมื่อช่วยเจ้าจนถึงบัลลังก์ได้แล้ว ที่เหลือต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าเอง”


อวี้ฉังคงลุกขึ้นยืน เอ่ยถามหนึ่งประโยค “เสี่ยวซี นางสบายดีหรือไม่”


ฉินหมิงเยี่ยนที่ดูเหมือนจะหมดหวังเงยหน้ามองไปทางเฟิงซิวด้วยท่าทางน่าสงสาร


เฟิงซิวเอ่ย “มีข้าอยู่ แน่นอนว่าสบายดี เจ้าไม่ต้องห่วง มีความคิดนี้ มิสู้ไปคิดว่าจะรีบพาเขาขึ้นสู่บังลังก์ได้อย่างไรเถิด”


อวี้ฉังคงสะอึกจนวาจาอย่างหาได้ยาก เงยหน้ามองเขา


สองหนุ่มรูปงามมองตากันเต็มไปด้วยประกายไฟ ความตึงเครียดลอยในอากาศไม่อาจปฏิเสธได้


เนิ่นนานอวี้ฉังคงดึงสายตากลับ พยักหน้าให้เขาเบาๆ เดินออกจากห้องส่วนตัวไปด้วยท่าทางเงียบขรึม


ฉีเชียนคารวะเฟิงซิว เอ่ย “หากเป็นไปได้ ช่วยส่งต่อคำพูดของข้า จะไม่ทำให้ผิดหวัง”


ฉินหมิงเยี่ยนหันกลับไปมองหลายครั้ง ใบหน้าไม่ยินยอม กระทั่งอวี้ฉังคงเรียก


เฟิงซิวหัวเราะในลำคอ บางคนก็น่าสนใจมากเกินไปจริงๆ


ในเทือกเขาคุนหลุน


ฉินหลิวซีเปิดตาขึ้นก็เห็นหน้าผีโผล่มาใกล้จนเกือบชนหน้า หมัดพุ่งออกไปโดยไม่แม้แต่จะคิด หน้าตาขี้เหร่จากไหนกัน


เฟ่ยไฉร้องเสียงหลง กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายอ่อนแรงไม่ไหว


ฉินหลิวซีมองมือของตนเอง รู้สึกประหลาดใจ ในหัวของนางมีคาถาและยันต์มากมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมทั้งความคิดบางอย่างที่รอให้นางเรียนรู้และเข้าใจ


นางหันไปมองที่พระพุทธรูปดินสามองค์ที่ตั้งอยู่เหนือศีรษะตน คุกเข่าคารวะยิ่งใหญ่ จากนั้นหยิบธูปมาจุดบูชา


เฟ่ยไฉลอยเข้ามา เอ่ยอย่างอ่อนแรง “เจ้า ได้รับการถ่ายทอดแล้วจริงๆหรือ”


“ตอนนี้ข้าแข็งแกร่งพอจะทำให้เจ้าตายได้อีกครั้ง เชื่อหรือไม่” ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา


เฟ่ยไฉร้องไห้เสียงแหลม เอ่ย “ทุกคนต่างก็เป็นศิษย์ของสำนักชิงผิง มีการถ่ายทอดไยจึงไม่ถ่ายทอดให้ข้า หากข้าเองได้รับด้วย สำนักชิงผิงคงไม่ล่มสลายเช่นนี้”


“สำนักชิงผิงมีโชคชะตาของมัน” ฉินหลิวซีจุดธูปหอมให้เขาหนึ่งดอก เอ่ย “ที่นี่ไม่มีเรื่องของเจ้าแล้ว เจ้าปลับปรโลกไปเถิด ถ้าอยากเกิดใหม่ก็ไปเกิดใหม่ หรือไม่ก็เป็นทหารในปรโลกต่อไป กลับไปข้าจะเผาของถวายให้เจ้า”


“ข้าไม่อยากเกิดใหม่ ข้าจะอยู่ดูว่าเจ้าได้รับการถ่ายทอดไปแล้วจะทำอะไรได้ ถ้าเจ้าไม่อาจฟื้นฟูสำนักชิงผิงได้ เช่นนั้นถือว่าบรรพบุรุษของเราก็ไร้ประโยชน์…” เฟ่ยไฉเอ่ยไปครึ่งหนึ่ง รู้สึกถึงความคุกคาม เปลี่ยนคำพูดทันที “ข้าจะมาด่าเจ้าที่นี่แทนบรรพบุรุษทุกวัน”


เอ่ยจบ เขาก็กอดกลิ่นธูปแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว


ฉินหลิวซีมองไปยังเถิงเจาและเจ้าโสมน้อยที่ต่างนั่งสมาธิในที่ของตน พวกเขากำลังเข้าฌาน นางจึงไม่ไปรบกวน เดินมายังที่ตรงกลางตรงหน้าหยวนสื่อเทียนจุน เอ่ยกับโพรงตรงนั้น “ออกมาเถิด”



จบตอน

Comments