tao ep1171-1180

 ตอนที่ 1171: ทำลายดวงตาค่ายอาคมรูปสลักสัตว์หิน


เจียงเหวินหลิวได้ยินลูกน้องรายงานเกี่ยวกับกระบวนการที่ชาวบ้านใช้ในการระบายน้ำหลังน้ำท่วม จากนั้นเขามองไปยังฉินหลิวซีที่อยู่ตรงข้าม สายตาของเขาเปลี่ยนไปเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและนับถือในทันที


ไม่ต้องสงสัยเลย เทพเซียนผู้นั้นก็คือนาง เป็นนางที่สามารถหยุดยั้งน้ำท่วมมหาศาลนี้ได้ หลายปีที่ไม่ได้เจอกัน นางมีวิชาอาคมที่เก่งกล้าขึ้นมาก ถึงขั้นบรรลุระดับกึ่งเซียนแล้วหรือ


ฉินหลิวซีมุมปากกระตุกเล็กน้อย เอ่ย “เจ้าไม่ต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหรอก”


สายตาของคนในหนานซานมีทั้งความนับถือและความเคารพอย่างชัดเจน เหมือนสายตาของลูกที่มองผู้อาวุโสในครอบครัว ทำให้นางรู้สึกเหมือนตนเป็นมารดา ไม่สิ เป็นพ่อหรือ


นางไม่อยากรับบทบาทนี้นะ


“น้ำป่าครั้งนี้มารวดเร็วและรุนแรง ฝนตกลงมาเหมือนจะไม่หยุดจากฟ้า ทำให้เกิดน้ำท่วม แต่เพียงสองวันก็ถูกท่านทำให้น้ำลดได้ ช่างน่าอัศจรรย์ เหมือนเรื่องเล่าในตำนาน ท่านได้ยินหรือไม่ว่าชาวบ้านในตำบลหนานซานต่างเอ่ยกันว่าจะสร้างศาลเจ้าให้ท่าน ไม่ต้องเอ่ยถึงพวกเขาเลย แม้แต่ข้าเองที่เป็นขุนนางยังอยากสร้างป้ายบูชาชีวิตยืนยาวให้ท่าน ข้าไม่ปิดบัง ข้าเพิ่งเข้ารับตำแหน่งในเมืองนี้ และกำลังตรวจตราหมู่บ้านต่างๆทั่วเมือง แต่ตำบลหนานซานก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น หากจัดการไม่ดี อาจกลายเป็นจุดด่างพร้อยในประวัติการทำงานของข้า”


สวรรค์รู้ เมื่อเขาได้ยินข่าวว่าฝนตกหนักฉับพลันในตำบลหนานซาน จนเกิดน้ำป่าและดินโคลนถล่ม รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่ตามมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เขามึนงงทำอะไรไม่ถูก


ปีนี้ภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายแห่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขารู้ดีว่า ที่เมืองตูฝั่งนี้มีขุนนางที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบชาวบ้านเมื่อครั้งเกิดภัยพิบัติจากพายุหิมะเมื่อปีที่แล้ว ข้าราชการที่ทำหน้าที่ไม่ดีถูกสอบสวนจนกระทั่งถูกถอดตำแหน่ง ซึ่งเขาที่ทำหน้าที่เป็นข้าราชการที่เมืองเสฉวนมาหลายปี จึงได้รับการแต่งตั้งให้มาประจำการที่เมืองตู


พอเขามาถึงที่นี้และกำลังตรวจสอบการเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงของแต่ละหมู่บ้าน ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ตำบลหนานซาน


เดือนสิบเดือนแห่งการเก็บเกี่ยวแล้วแท้ๆ ต่อให้มีฝน ก็เป็นเพียงฝนปรอยๆ ไหนเลยจะคาดคิดว่าฝนจะตกหนักมากจนเกิดน้ำท่วม


เรื่องนี้แทบจะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นลางไม่ดีนัก


เขาร้อนรนแทบไหม้ สั่งให้ม้าเร็วรีบกลับมาเตรียมการอพยพประชาชนและจัดการความช่วยเหลือ ตนเองก็ทิ้งรถม้า ควบม้ากลับมาเตรียมจัดการในภาพรวม อย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นกะทันหัน หากสามารถแก้ไขได้ จะเป็นผลงานที่ดี แต่หากไม่สำเร็จ เขาก็ต้องเผชิญกับการถูกตำหนิและถูกปลดตำแหน่ง


เขามาที่อำเภอเมืองตูเพื่อต้องการสร้างผลงาน สั่งสมประสบการณ์การทำงาน แต่ไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะสูญเสียตำแหน่ง ดังนั้นเขาจึงร้อนใจ


เมื่อมาถึงที่ตำบลหนานซาน สถานการณ์กลับพลิกผัน น้ำท่วมหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเรื่องล้อเล่น


จิตใจของเจียงเหวินหลิวเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกตื่นเต้นจนไม่รู้จะเอ่ยอย่างไร น้ำท่วมที่ลดลงไปนี้ เกิดจากอาคมของฉินหลิวซี


นางเป็นดั่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเขาอีกครั้ง เป็นบุคคลสำคัญในชีวิต


ฉินหลิวซีเอ่ย “น้ำท่วมลดลงไปแล้ว แต่การช่วยเหลือและปลอบขวัญประชาชนหลังจากภัยพิบัติ ยังคงต้องการการจัดการอย่างเร่งด่วน ดังนั้นอย่าชมข้าเลย ธุระของท่านเองก็ยังมีอีกมาก นอกจากนี้ เดิมทีต้องใช้เวลามากกว่านี้ แต่เนื่องจากท่านเป็นเจ้าเมืองของอำเภอเมืองตู ท่านคงคุ้นเคยกับพื้นที่บริเวณนี้ดี ถึงแม้ว่าท่านจะไม่คุ้นเคยก็คงต้องตรวจสอบจากบันทึกของทางการได้ว่าที่ไหนมีสุสานใหญ่ หรือมีสุสานของใครที่มีรูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสานอยู่บ้าง”


เจียงเหวินหลิวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เอ่ย “ท่านเจ้าอาวาสมาเพื่อตามหาในเมืองตูหรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจไม่บอกเขาว่าภัยพิบัติจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับรูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสานนั้น


เจียงเหวินหลิวซึ่งมาจากตระกูลมีฐานะ ย่อมรู้ดีว่ารูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสานสุสานนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถมีได้ รูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสานต้องมีการแกะสลักอย่างประณีต และถ้าต้องการให้มันมีพลังมากขึ้น ก็ต้องให้ผู้มีความสามารถในการทำพิธีเปิดพลัง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงินจำนวนมาก ถามว่าชาวเมืองธรรมดาจะใช้สิ่งของเหล่านี้ได้อย่างไร ได้ฝังศพเรียบง่ายอย่างมีเกียรติก็ถือว่าไม่เลวแล้ว


ดังนั้นหากต้องการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนี้ก็สามารถทำได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ในบันทึกประจำเมือง โดยเฉพาะเรื่องของการฝังศพที่เกี่ยวข้องกับการจัดการหลังความตาย


เจียงเหวินหลิวเองก็บอกเรื่องนี้กับฉินหลิวซีอย่างชัดเจน


ฉินหลิวซีเข้าใจดีว่าคนที่มีฐานะและตำแหน่งสูงมักจะให้ความสำคัญกับที่ฝังศพของตนอย่างมาก และมักจะไม่เอ่ยถึงรายละเอียดให้ผู้ใดรู้ ทั้งยังคิดวิธีปิดบัง มิฉะนั้นจะถูกขุดโดยโจรขุดสุสาน


เจียงเหวินหลิวเห็นเช่นนั้น จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่อาลักษณ์อู๋ของอำเภอเมืองตูพาฉินหลิวซีไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสุสานที่มีรูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสาน อาลักษณ์อู๋เป็นคนท้องถิ่นของอำเภอเมืองตู ดังนั้นถามเขาค่อนข้างเหมาะสม


“ข้าจะไปถามข้อมูลกับภูติปีศาจในบริเวณนี้สักหน่อย”เฟิงซิวเอ่ยกับฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีพยักหน้า แยกไปทำงานคนละส่วน ผลลัพธ์ที่ได้จะดีกว่าการรวมกันทำงานที่เดียว


อาลักษณ์อู๋มองเฟิงซิวที่เดินจากไป กลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ เมื่อครู่เขาไม่ได้ฟังผิดกระมัง ชายผู้งดงามกว่าสตรีผู้นั้น ชายที่ทำให้คนไม่กล้าสบตาตรงๆ บอกว่าจะไปถามกับภูติปีศาจอย่างนั้นหรือ


ฉินหลิวซีเห็นอาลักษณ์อู๋มองด้วยสายตาตกใจ จึงยิ้มพลางเอ่ย “อาลักษณ์อู๋ทำงานหนักและสะสมผลงานมากมาย ดูเหมือนว่าจะได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านไม่น้อย”


อาลักษณ์อู๋รีบเอ่ยด้วยความเกรงใจ “ท่านเซียนเอ่ยเกินไปแล้ว ทุกอย่างเป็นเพราะท่านเจ้าเมืองให้การสนับสนุนพวกเราชาวบ้าน”


“ขอเพียงอาลักษณ์อู๋ไม่ทิ้งใจในการช่วยชาวบ้านก็จะสะสมบุญกุศลได้มาก ลูกหลานตระกูลอู๋ก็จะได้รับการคุ้มครองจากบุญที่ท่านสะสม และท่านเองก็จะมีชีวิตยืนยาวในวัยชรา” ฉินหลิวซีเอ่ย “ถึงแม้จะรักลูกคนเล็กเพียงใด ก็ไม่ควรตามใจจนเกินไป ต้องรู้ไว้ว่าการตามใจลูกเหมือนกับการทำร้ายลูก”


อาลักษณ์อู๋ชะงักเมื่อได้ฟังคำแนะนำ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี รีบแกะถุงเล็กๆ จากเอวยื่นให้ฉินหลิวซีสองมือ “ขอบคุณท่านเซียนที่ให้คำแนะนำ”


ฉินหลิวซีรับกระเป๋าแล้วหยิบเหรียญทองออกมาจากกระเป๋า คืนกระเป๋านั้นกลับไป เอ่ย “บริจาคให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ มันจะเป็นบุญของท่าน”


อาลักษณ์อู๋ส่งเสียง โอ้ ออกมา คิดในใจว่าต้องกลับไปเพิ่มจำนวนสักหน่อย


หลังจากคำแนะนำแล้ว พูดคุยกันอีกครั้ง จึงสบายๆขึ้นมาบ้าง ฉินหลิวซีถามอาลักษณ์อู๋เกี่ยวกับตระกูลใหญ่ในอำเภอเมืองตู ว่าสุสานของใครมีรูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสานบ้าง


อาลักษณ์อู๋ที่ดูแลเรื่องทะเบียนบ้านของอำเภอเมืองตูก็พอจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลสำคัญในเมืองนี้ เมื่อถามไปเขาก็เริ่มเล่าได้อย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อเอ่ยถึงเรื่องรูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสานกลับไม่รู้มากนัก


“พอจะรู้ตำแหน่งของบางแห่ง แต่ไม่ทราบรายละเอียดเท่านัก หนึ่งเพราะไม่รู้เรื่องฮวงจุ้ยพวกนี้เท่าใดนัก สองน่ะหรือ เพราะเจ้าของบ้านก็เก็บความลับ” อาลักษณ์อู๋ครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ย “ข้ารู้เพียงว่าช่วงสิบปีมานี้ ในเมืองตูมีคหบดีตระกูลจูที่เคยครอบครองรูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสานแต่ก็ถูกดินถล่มฝังไว้จากเหตุการณ์โคลนถล่ม นอกจากนี้ ตระกูลเจียงซึ่งบรรพบุรุษเคยดำรงตำแหน่งขุนนางขั้นสี่ก็มีรูปสัตว์สลักหินเฝ้าสุสานอยู่ที่หลุมศพของขุนนางผู้นั้นเช่นกัน”


“รู้หรือไม่ว่าเป็นตัวอะไร”


“ได้ยินมาว่าเป็น ซื่อปู๋เซี่ยง


ซื่อปู๋เซี่ยง นั่นคือสัตว์ในตำนาน สัตว์ทรงของเหวินชางตี้จวิน การที่ขุนนางนำสัตว์นี้มาเป็นผู้เฝ้าสุสาน หวังจะให้โชคลาภแห่งเหวินชางเพิ่มพูนขึ้นกระมัง


เมื่อมาถึงที่ว่าการอำเภอ อาลักษณ์อู๋สั่งให้เจ้าหน้าที่ชราผู้ดูแลเอกสารบันทึกประวัติของอำเภอไปนำสมุดบันทึกของอำเภอมาเปิดตรวจสอบ ฉินหลิวซีเหลือบมองชายชราแวบหนึ่ง เอ่ยถามขึ้นมาหนึ่งประโยค “ผู้อาวุโสก็เป็นคนท้องถิ่น รู้หรือไม่ว่าสุสานตระกูลใดมีรูปสลักรูปสลักสัตว์หินเฝ้าสุสานเป็นเซี่ย”


ชายชราส่ายศีรษะอย่างจริงใจ


ฉินหลิวซีจึงจำต้องค้นหาในบันทึก อาลักษณ์อู๋เอ่ย “หากเป็นรูปสลักสัตว์หินเฝ้าสุสาน ย่อมต้องผ่านการแกะสลักจึงจะกลายเป็นรูปลักษณ์เช่นนั้นได้ เมืองเมืองตูของเราเองก็มีช่างแกะสลักที่สืบทอดต่อรุ่นสู่รุ่น หากไปถามพวกเขา อาจพอรู้บ้างหรือไม่”


“เช่นนั้นลำบากอาลักษณ์อู๋เรียกพวกเขามาได้หรือไม่” ฉินหลิวซีเอ่ย


อาลักษณ์อู๋รีบจัดการทันที


ฉินหลิวซีพลิกเปิดบันทึกประวัติเมืองอย่างรวดเร็ว แม้แต่ภูมิประเทศฝั่งเขาหนานซานเองก็ดู แต่ก็ไม่เห็นมีสิ่งใด มีเพียงบันทึกเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่หลายครั้ง เนื่องจากอำเภอเมืองตูเป็นพื้นที่ภูเขา เคยเผชิญเหตุน้ำป่าและโคลนถล่มหลายต่อหลายครั้ง ยังพัดพาเอาสุสานไปด้วยไม่น้อย


โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกของหนานซาน ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ประสบภัยน้ำป่าและโคลนถล่มไม่น้อยกว่าสี่ครั้ง ส่งผลให้หลุมศพในพื้นที่นั้นกระจัดกระจาย ระหว่างที่ภัยพิบัติผ่านมา บางครอบครัวที่ฉลาดก็ตัดสินใจย้ายหลุมศพของบรรพบุรุษลงมา แต่สำหรับครอบครัวที่ไม่ได้ย้ายก็จำต้องไหว้บรรพบุรุษจากเชิงเขาอย่างห่างไกลแทน


ไม่นานนัก อาลักษณ์อู๋ก็พาช่างแกะสลักมาสามคน ทุกคนล้วนเป็นช่างฝีมือที่สืบทอดศิลปะแกะสลักจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งหยกและไม้ล้วนแกะสลักได้ทั้งสิ้น


ฉินหลิวซีไม่อ้อมค้อม เอ่ยถามตรงไปตรงมาว่า “พวกท่านเคยแกะสลักรูปสลักสัตว์หินเฝ้าสุสานหรือไม่ โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นสัตว์ในตำนานที่มีเขาเดียวหรือเซี่ย”


ช่างแกะสลักชราใบหน้าท่าทางหม่นหมองแซ่สือเอ่ย “ถ้าเป็นสิ่งแกะสลักยุคบรรพบุรุษนับได้หรือไม่”


“แน่นอน”


“บิดาของข้าครั้งหนึ่งเคยแกะสลักให้ตระกูลจั่วแห่งหมู่บ้านเหยาฮวาทางใต้ของหนานซาน เพื่อเฝ้าสุสานของแม่ทัพจั่ว” ช่างแซ่สือเอ่ย


สีหน้าของอาลักษณ์อู๋เปลี่ยนไปเล็กน้อย ตระกูลจั่วนี้เขาเองก็เคยได้ยินมาก่อน ว่าเป็นอดีตโจรภูเขาที่ภายหลังได้รับราชการโดยทางราชสำนักให้เป็นแม่ทัพ แต่ตระกูลจั่วมีลูกหลานน้อย อีกทั้งยังมีคนทำลายทรัพย์สินของตระกูลจนหมดสิ้น สุสานของแม่ทัพจั่วที่อยู่ทางตะวันตกของหนานซานก็เคยถูกน้ำป่าท่วม และในยามคนตระกูลจั่วหมดสิ้นทรัพย์สินไปนานแล้ว จึงไม่มีใครเหลียวแลสุสานอีก สุสานนั้นจึงทรุดโทรมจนแทบไม่มีใครทราบว่ามันยังคงอยู่หรือไม่ เพราะเคยผ่านภัยพิบัติมาหลายครั้ง


เมื่อได้เบาะแสแล้ว นางจึงไม่รั้งรออีก ถามตำแหน่งโดยละเอียดจนแน่ชัด ก่อนจะปฏิเสธคำขอของอาลักษณ์อู๋ที่อาสาจะติดตามไปด้วย แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานที่นั้นด้วยตัวเอง


ก่อนจากไป นางหยิบเครื่องรางแคล้วคลาดมาหนึ่งชิ้นส่งให้แก่ช่างแกะสลักชราแซ่สือ เอ่ย “ให้หลานสาวตัวน้อยของท่านพกติดตัวไว้ นางจะค่อยๆดีขึ้นเอง”


ช่างแกะสลักสือตกตะลึง อาลักษณ์อู๋จึงเร่งให้เขารับไว้พลางเอ่ย “ยังไม่รีบขอบคุณท่านเซียนอีก ท่านผู้นี้คือเจ้าอาวาสแห่งอารามชิงผิงเมืองหลี หนิงโจว วิชาอาคมสูงส่ง และหนานซานมีน้ำท่วม ก็เป็นนางที่ทำให้น้ำลดลง”


ช่างแกะหินรับมา เงยหน้าขึ้นกำลังจะเอ่ยขอบคุณ ฉินหลิวซีได้หายตัวไปแล้ว


ผู้คนตกใจจนแทบเข่าทรุดลงไป


ช่างแกะสลักสือนิ่งงัน รีบหมุนตัวรุดกลับบ้านทันที


ครอบครัวของเขาไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว นอกจากหลานสาวตัวน้อยที่อาศัยอยู่ด้วยกัน แต่หลานสาวของหนานซานสติปัญญาไม่ปกติ ผู้คนต่างเรียกนางว่า “เด็กโง่” เมื่อได้ยินคำพูดของฉินหลิวซี เขาจึงสงสัยว่าหลานสาวของเขาจะกลับมาฉลาดได้อย่างนั้นหรือ


หรือบางที หลานสาวของเขาอาจได้พบกับผู้มีพระคุณแล้ว


บริเวณทิศตะวันตกของหนานซาน ฉินหลิวซีได้พบกับเฟิงซิวที่ได้รับข้อความจากนางให้มาสมทบ ที่ข้างกายของเขามีงูหลามตัวหนึ่งที่มีขนาดเท่าท่อนแขนของบุรุษ อีกฝ่ายเห็นฉินหลิวซี รีบเลื้อยเข้ามาใกล้ หมอบลงกับพื้น งู้โขกศีรษะกับพื้นสามครั้ง เพื่อเป็นการคารวะ


ฉินหลิวซีมองไปยังเกล็ดสีดำมันวาวบนตัวมัน เอ่ยถามเฟิงซิว “เจ้าเองก็ได้เบาะแสแล้วหรือ”


เฟิงซิวเอ่ย “มันบอกว่าเดิมทีบริเวณทิศตะวันตกของหนานซานมีสุสานขนาดใหญ่ มีรูปสลักสัตว์หินเฝ้าสุสานรูปร่างเป็นเซี่ยเฝ้าอยู่ มันเคยผ่านไปยังสถานที่แห่งนั้นแต่ถูกขับไล่ออกมา ทว่าหลังจากผ่านภัยน้ำหลากหลายครั้งก็ไม่แน่ใจว่าสุสานนั้นยังคงอยู่หรือไม่”


“หากเป็นเช่นนั้นก็คงจะเป็นสุสานของแม่ทัพจั่วแล้ว ในเมื่อฟ่านคงมองเห็น แสดงว่าสุสานยังคงอยู่ นำทางไปเถิด”


งูหลามดำรีบเลื้อยนำทางทันที มันเร่งความเร็วไปยังสถานที่ในความทรงจำของมันอย่างไม่รั้งรอ ไม่นึกหวาดกลัวว่าฉินหลิวซีและเฟิงซิวจะตามมาไม่ทัน


ล้อเล่นสิ คนด้านหลังทั้งสองนี้ คนหนึ่งเป็นราชาปีศาจ อีกคนคือกึ่งเซียนกึ่งปรมาจารย์ ลอกเกล็ดลอกหนังเขาได้ตามใจชอบ จะตามไม่ทันความเร็วของมันได้อย่างไร


ในความเป็นจริง แม้ภูมิประเทศป่าเขาจะซับซ้อนและเต็มไปด้วยต้นไม้หนาแน่น เดินทางลำบาก แต่ทั้งสองต่างใช้คาถาเร่งฝีเท้าตามงูหลามไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักก็มาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง


“ที่นี่ช่างเต็มไปด้วยพลังหยินเสียจริง”


งูหลามดำดวงตาสีทองมองไปรอบๆ ก่อนจะเลื้อยไปหยุดที่ก้อนหินขนาดใหญ่ปกคลุมด้วยตะไคร่และหญ้าขึ้นรก หันกลับมามองฉินหลิวซีและเฟิงซิว


“ดูเหมือนจะเจอแล้ว” เฟิงซิวก้าวไปข้างหน้า โบกมือครั้งหนึ่งเพื่อยกก้อนหินใหญ่ออก แล้วจึงกำจัดหญ้าสูงท่วมหัว เผยให้เห็นป้ายหลุมศพ


ที่หน้าป้ายนั้น มีรูปสลักสัตว์หินตั้งอยู่ในดิน


ฉินหลิวซีก้าวเข้าไปใกล้ มองเห็นว่ารูปสลักสัตว์หินตัวนั้นสูงประมาณครึ่งตัวคน มีเขาเดี่ยวติดอยู่บนหัว ปลายเขาเป็นทรงกลม ยอดหัวผูกด้วยเชือกสองเส้น อ้าปากแลบลิ้นม้วนขึ้นลักษณะดุดัน รูปร่างทรงพลังสง่างาม เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม ราวกับมีชีวิต เคลื่อนไหวได้ในความนิ่ง แข็งแกร่งแต่แฝงความอ่อนโยน มีปีกสองข้างขนาบลำตัว แกะสลักอย่างประณีตจนดูน่าเกรงขาม


แต่สิ่งที่ฉินหลิวซีและเฟิงซิวให้ความสนใจคืออักขระที่สลักอยู่บนตัวสัตว์หิน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาภายหลัง อักขระเหล่านั้นเป็นอาคมของลัทธิเต๋า


ฉินหลิวซีเดินดูรอบหนึ่งก่อน เอ่ย “นอกจากอักขระเรียกพลังหยินแล้ว ยังมีอักขระเชิญเคราะห์อีกด้วย สัตว์มงคลกลายเป็นสัตว์อัปมงคล เมื่ออยู่ในที่แห่งนี้ สัตว์อัปมงคลยิ่งกลายเป็นปีศาจร้าย เคราะห์ร้ายจะแผ่ขยายไปทั่ว ที่นี่จะไม่มีวันสงบสุขอีก”


“นี่คือดวงตาของค่ายอาคมย่อยนั้นใช่หรือไม่” เฟิงซิวขมวดคิ้ว เอ่ย “อยู่ห่างไกลเพียงนี้ ยังเชื่อมโยงกับค่ายใหญ่อีกฝั่งได้อย่างไร”


ฉินหลิวซีลุกขึ้นยืน ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “เป็นไปได้หรือไม่ว่าค่ายอาคมย่อยพวกนี้มีลักษณะคล้ายประทัด หากจุดที่หนึ่ง ส่วนอื่นก็จะระเบิดตาม”


เฟิงซิวหัวเราะเย็นชา “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ค่ายนี้ก็ถือว่าสำเร็จถึงขีดสุดแล้ว เราจะยังเล่นอะไรเล่า มิสู้กลับเขาเทียนพร้อมข้านั่งรอดูวันที่ใต้หล้าล่มสลายเถิด”


ฉินหลิวซีมองเฟิงซิวด้วยความไม่สบอารมณ์ นางเคาะเขาของสัตว์หินเบาๆ ไม่รู้คิดอะไร หยิบกริชออกมา กรีดนิ้ว เลือดไหลลงมา


“เจ้าทำอะไรน่ะ”


ฉินหลิวซีไม่ตอบ นางใช้นิ้วชี้ซ้ายที่มีเลือดไหลออกมา เขียนอักขระลบล้างเคราะห์และสยบพลังชั่วร้ายบนอักขระเชิญเคราะห์ เลือดที่ผสมพลังวิญญาณไหลร้อยเรียงกลายเป็นอักขระหนึ่งเดียว ประกายแสงสีทองสว่างวาบ ก่อนซึมเข้าสู่ตัวสัตว์หิน


กร๊อบ


เสียงดังสะท้อนออกมาจากภายในสัตว์หินรูปเซี่ยเขาเดียว ร่างของมันเริ่มแตกร้าว หุบเขาทั้งหุบเหมือนจะสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว งูหลามดำตัวใหญ่ตัวสั่นสะท้านจนแทบขดตัวกลมเหมือนก้อนอุจจาระ แสร้งตายเพื่อเอาตัวรอด


ส่วนเฟิงซิวนั้นยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เพียงแหงนมองท้องฟ้าด้านบนด้วยสายตาเฉื่อยชา ไม่แม้แต่จะตั้งคำถามหรือห้ามปรามการกระทำของฉินหลิวซี


ในเมื่อนางกล้าทำจนฟ้าทลาย เขาก็พร้อมทำลายตาม


ความสั่นสะเทือนของหุบเขาดำเนินไปเพียงสองครั้ง ก่อนจะสงบลงทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ


มีเพียงสัตว์หินเซี่ยที่รอยร้าวเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พังทลายกลายเป็นเศษซาก กระจัดกระจายอยู่ใต้เท้าของทั้งสอง


เฟิงซิวประหลาดใจ ใช้พลังปีศาจกระจายออกตรวจสอบสถานการณ์ด้านนอก แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่พบภัยพิบัติหรือความวิบัติใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งสัตว์หินเซี่ยที่เป็นจุดศูนย์กลางของค่ายอาคมจะพังทลายไปก็ไม่มีผลกระทบอะไร


“ดวงตาค่ายอาคมนี่เปราะบางถึงเพียงนี้เลยหรือ” เฟิงซิวรู้สึกว่าตนเองมองซื่อหลัวสูงเกินไป เพียงทำลายเช่นนี้ ไม่เกิดเรื่องอะไร ไหนว่ามันจะดูดกลืนวิญญาณทุกชีวิตรอบๆอย่างไรเล่า


ฉินหลิวซีกลับยกมือซ้ายขึ้น มองนิ้วชี้ที่เลือดไหลออกเล็กน้อย พลางพึมพำราวกับครุ่นคิดบางอย่าง เอ่ย “มันไม่ได้เปราะบาง แต่ข้าหาวิธีทำลายที่ถูกต้องได้แล้ว”


เพียงแต่สิ้นเปลืองเลือดไปสักหน่อย อีกทั้งยังต้องเป็นเลือดที่ปลายนิ้วชี้ซ้าย ซึ่งผสานพลังของกระดูกพุทธะ กล่าวคือ ใช้พลังของเขาทำลายค่ายอาคมที่เขาวางไว้เอง


วิธีนี้สมเหตุสมผลดีแล้ว


[1] ซื่อปู๋เซี่ยง คือกวางปักกิ่ง ชาวจีนมองว่าเป็นสัตว์ที่แปลก โดยมีลักษณะ4ประการที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับสัตว์ชนิดต่างๆ ผสมผสานกัน (มีหน้าเหมือนม้า มีเขาเหมือนกวาง มีคอเหมือนอูฐ มีหางเหมือนลา)


ตอนที่ 1172: คลื่นหนึ่งไม่ทันสงบ คลื่นใหม่ก็ประดังเข้ามา


ลัทธิเต๋าชอบออกหมัดตรงเป็นประจำ ฉินหลิวซีตระหนักดีว่าตนเองได้บรรลุถึงขั้นสูงสุดของลัทธิเต๋าแล้ว เพื่อรักษาหัวใจแห่งเต๋าจึงเลือกทำก่อนแล้วค่อยคิด ดังนั้นจึงใช้พลังจากกระดูกพุทธะของซื่อหลัวในการเคลื่อนพลังเลือดปลายนิ้วเพื่อวาดอักขระเลือดกับรูปสลักสัตว์หินเฝ้าสุสานนี้เพื่อทดสอบ


ผลก็คือ สัตว์หินนี้ถูกทำลายแล้ว แต่ภัยธรรมชาติที่ท่วมท้นและความตายของสิ่งมีชีวิตมากมายตามที่พวกเขาคาดการณ์ ไม่ได้เกิดขึ้น


ดังนั้นจึงสามารถเอ่ยได้ว่า อักขระดวงตาค่ายอาคมที่ซื่อหลัววาดเอาไว้บนตัวสัตว์หินใช้กำลังของตัวเขาในการควบคุมและทำลาย ไม่ขัดแย้งต่อกัน


ก็เหมือนกับตนวาดยันต์ขึ้นมาหนึ่งยันต์ วาดเสร็จแล้ว ก็สามารถทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้


“เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่เป็นเพียงกลลวงเท่านั้น” เฟิงซิวรู้สึกว่าสัตว์หินนี้ทำลายง่ายเกินไปสักหน่อย


ฉินหลิวซีถามกลับหนึ่งประโยค “เช่นนั้นการตาบอดของฟ่านคงจะอธิบายอย่างไร”


“จะเป็นการหลอกล่อหรือไม่ไม่ต้องเอ่ยถึง การมีอยู่ของมันย่อมมีเหตุผลในตัว แต่เจ้าพูดเหมือนง่าย ข้ากลับไม่เห็นด้วย เก้าเก้าแปดสิบเอ็ดค่ายเล็ก นั่นก็หมายถึงต้องมีหินสัตว์เฝ้าสุสานถึงแปดสิบเอ็ดตัว ซึ่งยังหาไม่เจอเลย แม้หาเจอก็ยังต้องทำลายทีละตัว ทั้งเสียเวลาและสิ้นเปลืองแรง” ฉินหลิวซีเอ่ย “เขาเตรียมการดี เราต้องเป็นฝ่ายรับมือ ค่ายอาคมบูชาสวรรค์สำเร็จเป็นเทพในทะเลทรายดำนั่นข้ายังต้องศึกษาให้ละเอียด สำคัญที่สุดคือค่ายอาคมกักเซียน จะสร้างจะควบคุมค่ายอาคมนี้ นี่ต่างหากถึงเป็นสิ่งที่ต้องทุ่มเท จำเป็นต้องปิดด่านไม่ถูกรบกวนจากภายนอกถึงจะได้”


เขาสำเร็จเป็นเทพ นางจะต้องกักเทพ


เขาสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า นางจะทำลายพระพุทธเจ้า


เฟิงซิวรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง “นี่ราวกับเขาสร้างภัยพิบัติเล็กๆน้อยๆ เพื่อดึงเวลาของเรา ให้เขามีเวลามากขึ้น”


เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งสองมองหน้ากัน


เพื่อหลอกล่อซื้อเวลา ซื่อหลัวต้องการเวลามากมาย สิ่งที่เขาทำคือการถ่วงเวลา เขากลัวว่าพวกเขาจะค้นพบช่องทางที่จะทำลายเทพจริงๆน่ะหรือ


“ไม่เป็นไร สวรรค์มีการจัดการของมันเอง มันจะจัดการตามทางของมัน” ฉินหลิวซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน


เฟิงซิว”?”


ฉินหลิวซียิ้มเย็น “ทุกสิ่งที่ข้าพบ ทำให้ข้าฝึกฝน สั่งสมบุญกุศล จนข้ากลายเป็นผู้ช่วยชีวิต ถ้าจะผลักดันข้าไปข้างหน้า ให้ข้าเป็นผู้นำช่วยกอบกู้โลกจากน้ำและไฟ ป้องกันการทำลายล้าง สวรรค์จะต้องอยู่ข้างเรา ถ้าไม่เช่นนั้น เราก็จะแยกทาง ขอความช่วยเหลือจากที่อื่น”


ถ้าท้องฟ้าไม่เมตตาข้า ให้ข้าลงสู่ทะเลทุกข์ ข้าก็ไม่ยอม นางเกิดมาก็ไม่ชอบความทุกข์ทรมาน


ถ้าท้องฟ้าเมตตาข้า เช่นนั้นเส้นชีวิตนี้จะต้องหันมาทางข้า แม้เพียงเล็กน้อย ก็ยังเป็นรางวัลที่หวานหอม


เฟิงซิว ตอนนี้ข้าเห็นเจ้าเหมือนเด็กขี้โกงที่ทำตัวเป็นจอมหลอกลวง


แต่ว่า ความขี้โกงนี้เขาชอบมาก


ในเมื่ออยากให้ม้าวิ่ง ทั้งอยากให้ม้าไม่กินหญ้า โลกนี้มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ ถ้าสวรรค์อยากให้โลกใบนี้สงบสุข ก็ต้องให้ทุกอย่างอยู่ร่วมกัน ลำเอียงสักหน่อยถึงจะได้


ถึงไม่ช่วยกันอย่างชัดเจน อย่างน้อยก็ต้องทิ้งเครื่องมือใช้ปราบมารปีศาจอันใดสักอย่างไว้บ้างเพื่อป้องกันตัวใช่หรือ


แค่จะฟาดแส้ไปยังหลังม้า แต่รู้หรือไม่ว่าม้าก็มีช่วงที่มันคลุ้มคลั่ง บางทีอาจจะล้มลงทำท่าหมดแรงก็ได้


“เมื่อครู่เจ้าลงมือเร็วเกินไป ของเล่นนี่ถูกเจ้าพังไปแล้ว จะไปหาของอื่นมาแทนได้อย่างไร” เสียงของเฟิงซิวถามขณะชี้ไปยังกองหินที่แตกกระจาย


ฉินหลิวซีหันมามองเขาด้วยท่าทางไม่พอใจ “ผู้เป็นถึงราชาปีศาจ ไม่รู้หรือว่าอะไรคือการคัดลอก ถอนขนเอาพลังมันมาก็เปลี่ยนได้แล้ว”


เฟิงซิวหน้าเขียวเล็กน้อย ขนของข้าก็มีค่ารู้หรือไม่ ส่งเสียงหึ “ถ้าเป็นคนอื่นมาสั่งข้าเช่นนี้ ข้าคงกลืนนางไปตั้งนานแล้ว”


เขาโวยวายไป แต่ก็ดึงขนสุนัขจิ้งจอกหลายเส้นไปด้วย โยนไปยังกองหินที่แตกละเอียด


งูเหลือมดำที่ม้วนตัวอยู่บนก้อนหินใหญ่พลันเหลือบมองมา เห็นขนของสุนัขจิ้งจอกที่ปาออกไปเปล่งประกายพลังปีศาจสีแดง เรียวยาวดั่งขน ห่อหินที่แตกละเอียดเอาไว้


ทันใดนั้น ขนจิ้งจอกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นดึงไป แยกออกราวกับเส้นด้ายหลายเส้น สร้างรูปสลักสัตว์หินเฝ้าสุสานเหมือนตัวก่อนหน้านี้ขึ้นมา อักขระบนรูปสลักก็มองเห็นชัดเจน


ปีศาจสามารถแปลงร่างได้สารพัด ไม่ว่าจะเป็นการแปลงเป็นวัตถุใดหรือแปลงร่างเป็นมนุษย์ก็สามารถทำได้อย่างแนบเนียนจนยากจะแยกแยะออกจากของจริง หากไม่มีดวงตาอันเฉียบคมที่สามารถมองทะลุปรุโปร่งได้


ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตร์แห่งการแปลงร่างนี้ยังมาจาก ราชาปีศาจเองด้วย


ยังไม่ทันที่มันจะเลื้อยหนีไปได้ รูปสลักสัตว์หินเฝ้าสุสานตัวหนึ่ง ไม่ใช่สิ ขนเส้นหนึ่งก็ลอยเข้ามาหาตนคำของเฟิงซิวก็ลอยตามมา “จงจดจำกลิ่นอายนี้ไว้ รวมถึงสัญลักษณ์บนตัวสัตว์เหล่านี้ด้วย ไปบอกเพื่อนพ้องของเจ้าและเหล่าปีศาจตัวอื่น หากพบเห็นสัตว์หินแบบเดียวกันนี้ ให้ส่งข่าวมาหาข้า เพียงเผาขนจิ้งจอกเส้นนี้ก็พอ”


“ขอรับ ท่านราชา”


งูเหลือมดำไม่กล้าปฏิเสธคำสั่งนั้น


ในขณะที่เขาสั่งงานงูเหลือมดำอยู่ ฉินหลิวซีได้จัดการทำความสะอาดพื้นที่รอบๆสุสานของแม่ทัพถอนวัชพืชออกจนหมด จัดตำแหน่งป้ายหลุมศพใหม่ให้ตรง และฝังยันต์วิญญาณกับหยกไว้ในหลายจุดรอบสุสาน จากนั้นก็แขวนกระจกเล็กๆไว้บนยอดไม้สูง เพื่อให้แสงอาทิตย์สะท้อนผ่านกระจกมายังหุบเขาที่ไร้แสงแดดแห่งนี้


สถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังหยินและความอัปมงคลเช่นนี้ ควรถูกทำลายเพื่อป้องกันไม่ให้พลังชั่วร้ายกระจายตัวออกไป เพราะหากปล่อยไว้ อาจเป็นภัยต่อฮวงจุ้ยของภูเขาทั้งลูก และชาวบ้านที่อาศัยอยู่เชิงเขาก็จะต้องเดือดร้อนตามมา


เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉินหลิวซีและเฟิงซิวก็พากันลงจากเขา ก่อนจะไปแจ้งข่าวกับเจียงเหวินหลิว ออกจากเมืองตูกลับไปยังเขาด้านหลังของอารามชิงผิง


“การศึกษาค่ายอาคมสิ้นเปลืองพลังมาก เรื่องตามหาสัตว์หินเหล่านี้ยกให้ข้าจัดการเอง ข้าคงไม่กลับเข้าอารามแล้ว” เฟิงซิวรับหน้าที่ตามหาสัตว์หินเหล่านี้โดยไม่รีรอ


ฉินหลิวซีพยักหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ก็ดี แต่รูปสลักสัตว์หินเฝ้าสุสานมีรูปร่างหลากหลาย ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ที่มีเขาเดียวตัวเดียวเท่านั้น ให้พวกมันสังเกตสัญลักษณ์บนตัวสัตว์จะง่ายกว่า รอข้าเดี๋ยว”


นางหยิบกระดาษสีเหลืองออกมาหนึ่งปึก ก่อนจะกรีดนิ้วชี้ซ้ายให้เลือดไหลอีกครั้ง เริ่มวาดยันต์


เฟิงซิวหนังตากระตุก ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล อยากจะห้าม แต่เมื่อคำพูดมาถึงปากกลับไม่เปล่งออกมาแม้แต่คำเดียว เขาทำได้เพียงหยิบผลหลิงกั่วจากมิติส่วนตัวยื่นมายังปากนาง


คำพูดหวานเลี่ยนไม่มีประโยชน์ในตอนนี้ บางเรื่องก็เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกเงียบและช่วยนางอย่างเต็มกำลัง


ฉินหลิวซีวาดยันต์ด้วยเลือดไปทั้งหมดสามสิบแผ่น กระทั่งนิ้วของนางไม่สามารถบีบเลือดออกมาได้อีก นางจึงหยุดและยัดยันต์ทั้งหมดใส่มือของเฟิงซิว เอ่ย “ถ้าหาเจอ ใช้ยันต์เลือดนี้สะกดเอาไว้ ถ้าใช้หมดแล้วก็มาหาข้าอีก”


เฟิงซิวขมวดคิ้วมองใบหน้าของนาง เอ่ย “จำเป็นต้องวาดทีเดียวเยอะเพียงนี้เลยหรือ ดูหน้าตอนนี้ของท่านซีดจนเหมือนผีตายหลายวันแล้วเลยนะ เกินไปแล้ว”


นางหยิบเหล้าหลายไหออกมาจากถุงเฉียนคุนแล้วตั้งแท่นบูชาเล็กๆขึ้นมา จากนั้นปักธงห้าธงในห้าทิศ จุดธูปและเผายันต์ เริ่มพิธีเรียกราชาผี


ในขณะที่เมฆดำปกคลุมทั่วท้องฟ้า ลมพัดกระโชกรุนแรง พลังวิญญาณน่ากลัวทำให้ดวงวิญญาณเร่ร่อนกรีดร้องแตกกระเจิงไปทุกทิศทุกทาง ราชาผีตงฟางและเป่ยฟางปรากฏตัวต่อหน้าฉินหลิวซีอย่างรวดเร็ว


ฉินหลิวซีขมวดคิ้วใบหน้าเคร่งขรึม “แค่พวกเจ้าแค่สองคนหรือ”


แค่กบดานในนรกไม่กี่ปี หน้าตาของนางใช้ไม่ได้แล้วหรือ


ฉินหลิวซีคิดว่า นางในตอนนี้ ระดับบำเพ็ญเพียรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตอนเรียกราชาผีนางยังใช้หินเก้าตาของราชาเทพเฟิงตูด้วย ราวกับนางถือไม้ขนนกเป็นคำสั่ง อย่างไรผู้ถูกเรียกก็ไม่กล้าขัดขืนอยู่แล้ว


ทว่าความเป็นจริง มีเพียงราชาผีสองคนจากตะวันออกและเหนือเท่านั้นที่มาปรากฏตัว และดูจากท่าทางห่อเหี่ยวของพวกเขาแล้ว คนไม่รู้คงคิดว่ามีผีที่ไหนมายึดอำนาจไปแล้ว


ราชาผีตงฟางเมื่อเห็นนางถึงกับพุ่งเข้ามาหา น้ำตาผีไหลพราก เขาร้องไห้เสียงดัง “ท่านมีเวลามาสนใจพวกเราแล้วหรือ ถ้ายังไม่โผล่มา อีกหน่อยท่านคงไม่เห็นแม้แต่พวกเราสองคน…แล้วท่านต้องการอะไรหรือ”


ฉินหลิวซีหยิบขวดหยกขึ้นมาเก็บน้ำตาผีของเขาอย่างระมัดระวัง เอ่ย “น้ำตาราชาผีหายากเพียงใด เจ้ารู้หรือไม่ เอาไปทำอะไรก็มีค่า เจ้าอุตส่าห์ร้องมาแล้ว ช่วยร้องให้ดังๆหน่อย ข้าจะได้เก็บเพิ่มอีกสักหน่อย”


ราชาผีตงฟาง “…”


เฮอะ นางไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ ยังไม่มีความเป็นคนเช่นเคย


ราชาผีเป่ยฟางควงซานเดิมคิดจะร้องไห้เหมือนกัน แต่พอเห็นเหตุการณ์นี้ เขาก็ฝืนกลั้นน้ำตาที่เกือบจะร่วงออกมาจนแห้งสนิท ร้องไม่ออกเสียแล้ว


“ไม่ร้องแล้วหรือ” ฉินหลิวซีมองราชาผีตงฟางด้วยความเสียดาย เอ่ย “หรือไม่ ให้ข้าช่วยอีกแรงดีหรือไม่”


ราชาผีตงฟางโกรธจนพลังวิญญาณลุกโชน นางกล้าเอ่ยเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน


เฟิงซิวส่งจิตสอดส่องออกไป เมื่อเห็นดวงวิญญาณพเนจรอ่อนแอเหล่านั้นถูกแรงกดดันจนร่างวิญญาณสั่นไหว แทบแตกสลาย เขาจึงปลดปล่อยพลังปีศาจออกมา สร้างพื้นที่แห่งหนึ่งให้กลายเป็นเขตแดนเฉพาะ


เมื่อราชาผีทั้งสองสัมผัสถึงพลังของเขา หันไปมองสุนัขจิ้งจอกตัวนั้น สายตามีความหวาดระแวง มันก้าวขึ้นเป็นราชาปีศาจแล้ว พลังงานนี้ยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว


คิดว่าเขาอยากอวดอำนาจราชาปีศาจหรือ มิใช่เพราะเขาสงสารผีตัวน้อยเหล่านั้นหรือ


ราชาผีตงฟางส่งเสียงฮึดฮัด ก่อนจะเก็บพลังของตัวเองลงไปไม่น้อย เขามองไปยังฉินหลิวซีอีกครั้ง เห็นนางยืนตัวตรงมั่นคงดั่งต้นสนเก่าแก่ แฝงด้วยรัศมีพร่างพรายดุจหมอกไกลของภูเขา ลักษณะสง่างามจนใครก็ไม่กล้าลบหลู่


เทพอสูรใหญ่เติบโตขึ้นแล้ว งดงามขึ้น ทรงอำนาจขึ้น ความเป็นคนหรือ น้อยลงเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เหล่าวิญญาณยากที่จะคาดเดา


ตอนนี้นางคงเข้าสู่ขั้นของกึ่งเซียนแล้วกระมัง ดูแล้วเข้าใจยากขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อก่อนนางยังอยู่ใต้ปีกของอาจารย์ เป็นเหมือนพยัคฆ์น้อยจอมเกเร ท่องไปทั่วโลกมนุษย์ ปากร้ายใจดี แม้ดูเย็นชาแต่ก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นคนอยู่


ยามนี้เจ้าอาวาสชื่อหยวนสิ้นแล้ว นางกลายเป็นที่พึ่งพาของตัวเองได้ กลายเป็นคนแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ดูหนักอึ้งขึ้น ความเฉยเมยจากวันวานเลือนหายไปหมดแล้ว


เฮ้อ


ราชาผีตงฟางถอนหายใจ


“เจ้าถอนหายใจทำไมหรือ ข้าเรียกราชาผีสี่ทิศ แต่มีแค่พวกเจ้ามาเพียงสองคน ทำไมหรือ หรือว่าชื่อเสียงฉินหลิวซีของข้าตอนนี้ไม่ดังพอ” ฉินหลิวซีเลิกคิ้วยิ้มหยัน “ราชาผีใต้และตะวันตก คงต้องให้ข้าไปสอนพวกเขาเสียหน่อยกระมังว่าควรทำตัวเป็นผีอย่างไร”


สองราชาผีหันมองหน้ากัน สีหน้าผีของพวกเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย เอ่ย “ในโลกมนุษย์ ผีนับหมื่นที่ใดกล้าไม่ให้เกียรติท่านเล่า ต่อให้ไม่ให้เกียรติท่าน จะไม่ให้เกียรติราชาเทพเฟิงตูเลยหรือ”


พวกเขามองไปที่หินเก้าตาในมือของนาง สายตาเต็มไปด้วยความเคารพและชื่นชม ใครจะคิดว่าราชาเทพเฟิงตูจะใจกว้างถึงขั้นมอบอาวุธวิเศษเช่นนี้ให้กับนาง ลูกแท้ๆของเขายังไม่น่าได้รับขนาดนี้กระมัง


ราชาเทพเฟิงตู ข้าบอกว่านางปล้นจากข้าไป พวกเจ้าจะเชื่อหรือไม่


ฉินหลิวซีมองสีหน้าผิดปกติของพวกเขา ขมวดคิ้วเอ่ยถาม “พวกเขาเป็นอะไรหรือ”


ควงซานสูดจมูก เอ่ย “พวกเขาถูกหลอมไปหมดแล้ว”


ฉินหลิวซีหันมาสบตากับเฟิงซิว ทั้งสองเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง เอ่ยถาม “พวกเขาสองคนเป็นถึงราชาผี แม้พลังจะไม่ถึงขั้นสุด แต่ก็เป็นผู้ปกครองพื้นที่ส่วนหนึ่ง บนโลกใบนี้ มีนักพรตคนใดร้ายกาจเพียงนี้ กล้าจับพวกเขาไปหลอมได้”


ราชาผีจัดเป็นผีผู้บำเพ็ญเพียร พวกเขาฝึกฝนบำเพ็ญตบะจนแข็งแกร่ง แม้จะไม่ได้เป็นอมตะ แต่การจะจับตัวและหลอมพวกเขา ไม่ใช่เรื่องที่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาจะทำได้


“ซื่อหลัวหรือ” ฉินหลิวซีตกใจไม่น้อย “เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใดกัน”


“เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ราชาผีหนานฟางตายตอนเดือนหก ราชาผีซีฟางตายไปต้นเดือนเก้า” ราชาผีตงฟังมองฉินหลิวซี เอ่ย “ไม่รู้เมื่อใดจะมาถึงข้าและควงซานแล้ว มีเรื่องใดสั่งการ ท่านรีบสั่งเถิด หากพวกเราถูกจับตัวไปแล้ว ท่านคงเรียกไม่ได้แม้แต่ตนเดียว”


เฟิงซิวเอ่ย “พวกเจ้ารู้ได้เช่นไรว่าพวกเขาถูกซื่อหลัวจับไปหลอม”


ราชาผีตงฟางเอ่ยตอบ “ปีศาจมีทางปีศาจ ผีมีทางผี เป็นราชาผีเช่นกัน แม้ยามปกติจะต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงอาณาเขตจะเป็นจะตาย แต่ในเรื่องใหญ่เรื่องโต เราสามารถพูดคุยกันได้ เป็นดั่งมิตรสหายที่แบ่งปันข้อมูล เหมือนกับขุนนางในโลกมนุษย์ ขุนนางบุ๋นบู๊ที่แย่งชิงตำแหน่งกัน”


ควงซานพยักหน้าเห็นด้วย “พวกเรารู้เรื่องนี้ แน่นอนเพราะเราตรวจสอบหลายทาง” เขาปรายตามองเฟิงซิว เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “เอ่ยถึงผี พวกเรามีมากกว่าปีศาจมาก”


ปีศาจในโลกนี้ ต้องบำเพ็ญจนได้สติปัญญาถึงจะมีจำนวนมากขึ้น แต่ผีนั้นต่างออกไป คนตายเมื่อใดก็กลายเป็นผีทันที


ราชาผีตงฟางตบหัวควงซานเบาๆ เอ่ย “โง่จริงๆ ชอบอวดเก่ง ผีมากมีอะไรน่าภาคภูมิใจ นั่นหมายความว่าคนตายจำนวนมากคิดว่ามันดีอย่างนั้นหรือ เจ้าโง่หรือไม่”


ควงซานไม่ยอมแพ้ “คนตายแล้วยังมีลูกหลาน ปีศาจให้กำเนิดปีศาจ แต่จะง่ายเพียงนั้นเลยหรือ ได้ยินว่าปีศาจบางตน ตั้งครรภ์ร้อยปีกว่าจะให้กำเนิดปีศาจน้อยสักตนได้”


เฟิงซิวมุมปากกระตุก ลอบมองไปทางฉินหลิวซีเงียบๆ ท่านแน่ใจหรือว่าเจ้าพวกนี้จะช่วยอะไรท่านได้


ฉินหลิวซีเองก็จนวาจา กระแอมไอหนักๆ เอ่ย “เอาล่ะ พวกเจ้าเอ่ยเรื่องไร้สาระกันมาจนจะเสียเรื่องแล้ว เอ่ยเรื่องสำคัญเถิด รู้หรือไม่ซื่อหลัวเอาพวกเขามาหลอมเพื่ออะไร”


ราชาผีตงฟางเอ่ยเสียงทุ้ม “ซีฟางถูกหลอมเป็นเจดีย์ผี เจดีย์นั้นตั้งอยู่ที่ประตูด่านอวี้เหมิน หนานฟางนั้นยังไม่รู้”


“ในเมื่อหลอมเจดีย์ผี ไยต้องตั้งไว้ที่นั่น” ฉินหลิวซีไม่เข้าใจนัก “ไม่ได้ทำไว้เพื่อเป็นเครื่องมือพลังงานหยินหรอกหรือ”


แต่ด้วยความสามารถของเจ้านั่น เขาคงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพลังงานหยินพวกนี้กระมัง


“พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในบริเวณนั้น พอค่ำลงจะกลายเป็นแดนผีทันที หากผู้ใดผ่านไป วิญญาณที่ยังไม่ตายจะต้องตายอย่างแน่นอน ยิ่งคนตายมากเท่าไร อำนาจชั่วร้ายและพลังของเจดีย์ผีก็ยิ่งแรงขึ้น” ราชาผีตงฟางเอ่ย “จริงสิ ที่แห่งนั่น เป็นสถานที่ของตระกูลทหาร ถ้ามีการรบเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องสู้กัน วิญญาณที่ยังมีชีวิตจะกลายเป็นอาหารของเจดีย์ผีทั้งหมด ท่านไม่เรียก พวกเราก็ต้องหาทางมาหาท่านเอง หนึ่งคือเพราะเจดีย์ผีนี้ สองคือพวกเราไม่รู้ว่าจะตกตามรอยซีกับหนานไปหรือไม่ ยิ่งไม่รู้ว่าเขามีจุดประสงค์อันใด”


“ไม่มีสัตว์มงคล แต่บนเจดีย์ผีมีสัตว์ร้ายฉงฉีหนึ่งตัว ดังนั้นเจดีย์นี้เต็มไปด้วยพลังอาฆาต เดิมทีราชาผีซีฟางก็เป็นคนอารมณ์รุนแรง เมื่อก่อนเขาคือเทพสงครามที่ทำให้เด็กๆร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เขามาพร้อมกับพลังชั่วร้ายอยู่แล้ว ตอนนี้พอถูกหลอมเข้าไปในเจดีย์ผี ยิ่งเพิ่มความรุนแรงและพลังอาฆาตเข้าไปอีก”


ฉินหลิวซีตกใจ นางหยิบเหรียญจักรพรรดิออกมาเพื่อทำนาย นิ้วมือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เอ่ยเสียงเข้มออกมา “ซีเป่ยจะเกิดภัยใหญ่ สงครามใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น ทหารไม่เห็นดาบ วิญญาณที่ตายจะไร้ที่พึ่ง”


[1] สัตว์ร้ายฉงฉี สัตว์ในตำนานที่ชั่วร้าย สนับสนุนคนพาล ขัดขวางคนดี


[2] เหรียญจักรพรรดิ หรือ เงินตราจักรพรรดิ ซึ่งในบริบททางวัฒนธรรมและความเชื่อจีนมักเป็นเหรียญที่ใช้ในพิธีกรรมหรือการเสี่ยงทาย เช่น การดูดวง การเสี่ยงโชค หรือการขอคำตอบจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในพิธีกรรมทางลัทธิเต๋า


ตอนที่ 1173: ดวงดาวฮ่องเต้หมองมัว แผ่นดินกำลังจะวิบัติ


ภัยหนึ่งยังมิทันคลาย ภัยใหม่ก็ประดังเข้ามาอีกแล้ว


เดิมทีฉินหลิวซีตั้งใจเรียกตัวเหล่าราชาผีมา เพื่อมอบหมายเรื่องตามหารูปสลักสัตว์หินให้เสร็จสิ้น แต่ไม่คาดคิดว่าจากคำบอกเล่าของราชาผีตงฟางทั้งสอง จะได้ทราบข่าวว่าราชาผีสองตนแห่งทิศตะวันตกและทิศใต้ กลับตกอยู่ในเงื้อมมือของซื่อหลัว


ในเวลานี้ซีเป่ยกำลังจะเกิดศึกใหญ่ ทางนั้นยังมีเจดีย์ผีที่คอยล่อลวงดวงวิญญาณทำเรื่องชั่วช้า คาดว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะต้องมีผู้คนล้มตายไม่น้อย


ฉินหลิวซีรีบใช้คาถา ส่งนกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งเข้าเมืองหลวงไปแจ้งข่าว ส่วนตัวนางเองกลับอารามเพื่อกินยาบำรุงเลือดหนึ่งชุด หยิบกระดาษเหลืองติดตัวมาจำนวนหนึ่ง ภายใต้สายตาเจือด้วยความเคืองขุ่นของคนในอาราม ก่อนจะรีบร้อนออกเดินทางตามราชาผีตงฟาง มุ่งหน้าสู่ซีเป่ย


ยามนี้ใกล้เข้าสู่เดือนสิบเอ็ดแล้ว ปีนี้ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยครั้ง ฤดูกาลผันผวนผิดแปลกไปมาก ยังไม่กล่าวถึงดินแดนทางใต้ ที่แม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงในเดือนสิบซึ่งควรเก็บเกี่ยวผลผลิต กลับยังคงมีฝนกระหน่ำหนักในทุกพื้นที่ จนเกิดน้ำป่าทะลักในแถบหลิ่งหนาน ผู้คนภายนอกไม่ทราบสาเหตุ ต่างทำได้เพียงมองว่าสภาพอากาศแปรปรวนผิดปกติ อันที่จริงแล้ว ทางทิศเหนือกลับดูราวกับเข้าสู่ต้นฤดูหนาวก่อนเวลา ชาวเมืองเซิ่งจิงต่างเริ่มสวมเสื้อกันหนาว บางคนถึงขั้นคลุมเสื้อคลุมหนาในยามเช้าและค่ำเพื่อกันความหนาว


ชาวบ้านทั่วไปต่างทุกข์ระทม ปีที่แล้วเผชิญภัยหิมะตกหนัก ชีวิตก็ไม่เคยได้สงบสุข ปีนี้กลับหนาวเย็นเร็วยิ่งกว่าปกติ ผู้คนหวาดกลัวว่าอาจเกิดภัยหิมะครั้งใหญ่กว่าปีก่อน


ด้วยความวิตกเช่นนี้ พวกเขาจึงไม่กล้าใช้สอยข้าวปลาอาหารอย่างสิ้นเปลือง บางคนที่รอบคอบถึงกับคิดสะสมเสบียงอาหารไว้ ทว่าเมื่อไปดูจึงพบว่า ราคาข้าวในเมืองได้พุ่งสูงจนไม่อาจเอื้อมถึง เพราะปีนี้ภัยธรรมชาติร้ายแรงนัก แห้งแล้งในบางที่ น้ำท่วมในบางแห่ง ยังไม่ทันเอ่ยถึงโรคระบาดที่เกิดจากการจัดการภัยธรรมชาติที่ผิดพลาด จำนวนขอทานและผู้ลี้ภัยในเซิ่งจิงเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด


เหตุปัจจัยต่างๆ ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างฉับพลัน แน่นอนว่าราคาข้าวสารจึงสูงขึ้นตามไปด้วย ไม่เพียงแค่ข้าวสาร แม้แต่ราคาผ้า เกลือ น้ำมัน ต่างก็พุ่งสูงขึ้น


แม้แต่ชาวเมืองที่ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ก็ยังมองเห็นชัดว่าปีนี้จะไม่ใช่ปีที่จะผ่านไปง่ายดาย อีกทั้งอากาศที่หนาวเร็วยิ่งขึ้นทำให้พวกเขาต้องเร่งสะสมเสบียงอาหารและของใช้กันหนาว


ราษฎรทั่วไปยังคิดหนักถึงเพียงนี้ เหล่าขุนนางในราชสำนักยิ่งต้องปวดหัว กรมทั้งหกต่างล้วนประสบปัญหาอย่างเลี่ยงไม่ได้


ปีนี้เพราะภัยธรรมชาติและโรคระบาด ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง ราคาสินค้าสูงขึ้น ภาษีจากแต่ละพื้นที่ที่เก็บมาได้ก็ไม่เหมือนปีก่อนๆ ในขณะที่รายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายกลับพุ่งสูง ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติ หรือจัดสรรงบประมาณให้กรมก่อสร้างสำหรับการจัดการน้ำท่วม อีกทั้งกองทัพก็ยังต้องการเสบียงและยุทโธปกรณ์


กล่าวได้ว่า ขุนนางกรมพระคลังที่รับผิดชอบดูแลเงินในท้องพระคลังต่างมีเส้นผมร่วงมากขึ้นทุกวัน รอยคล้ำใต้ตายิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างเคร่งเครียดเพราะปัญหาการเงิน ขาดทั้งเงิน ขาดทั้งข้าว ใครเล่าจะไม่หวาดหวั่น


กรมทหารก็ไม่ต่างกัน ทั่วทุกหัวเมืองล้วนต้องการเบี้ยหวัดและเสบียงสำหรับกองทัพ แต่ท้องพระคลังกลับว่างเปล่า เห็นอยู่ว่าฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามา ปีนี้สภาพอากาศแปรปรวนมาก สำนักโหรหลวงต่างบอกว่านี้จะเป็น ‘ฤดูหนาวที่หนาวเย็นเป็นพิเศษ’ จะไม่รีบจัดหาผ้ากันหนาวและเบี้ยหวัดให้ทหารชายแดนได้อย่างไร


ห๊า ไม่มีเงิน ไม่มอบเบี้ยหวัด ก็จะผลักดันให้เกิดกบฏขึ้น ผู้ใดรับผิดชอบเรื่องนี้ได้


กรมทหารต้องถกเถียงกับกระทรวงพระคลังแทบทุกวัน พวกเขาถึงกับเสนอให้จัดงานประมูลการกุศลเพื่อหาเงิน แต่เรื่องนี้ทำได้เพียงหนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น เมื่อทำมากไป ผู้คนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นสัญญาณของการขาดแคลนอย่างชัดเจน เป็นการขุดเงินออกจากกระเป๋าผู้คนในช่วงเวลาที่ลำบาก ผู้ใดเล่าจะอยากกลายเป็นผู้ถูกหลอกให้เสียทรัพย์เล่า


ส่วนกรมอาญา ก็ปวดหัวเช่นกัน มีคำกล่าวที่ว่า “ประเทศมั่งคั่ง ประชาชนเข้มแข็ง” เมื่อราษฎรมีบ้านอยู่ มีข้าวกิน มีไร่นาให้ทำ อยู่กันอย่างสงบสุข เช่นนี้ผู้ใดจะคิดก่อกบฏเป็นโจรเล่า


แต่ด้วยภัยพิบัติบ่อยครั้ง หลายคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยและถูกบีบบังคับให้เป็นโจรพเนจร บางคนถึงขั้นก่อเหตุอันโหดร้าย เรือนจำของกรมอาญาจึงแทบไม่เหลือที่ว่าง


กรมโยธาก็มีข้อโต้แย้งของตน การสร้างเขื่อนและพัฒนาระบบชลประทานย่อมต้องใช้เงิน หากไม่มีเงินแล้วจะสร้างอะไรได้


กรมการปกครองต้องยุ่งอยู่กับการตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ฉ้อโกง รวบรวมตัวอย่างคดี และจัดการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ


ส่วนกรมพิธีการดูจะเงียบสงบที่สุด เพราะในปีนี้ไทเฮาสวรรคต และองค์รัชทายาทก็ถูกถอดถอน ฮ่องเต้ไม่ได้จัดงานเลี้ยงงานมงคล อีกทั้งสนมในวังหลวงก็ไม่กล้าจัดงานเฉลิมฉลองใดๆ แม้แต่พิธีบูชาฟ้าดินยังถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย


แต่ใครจะอธิบายได้ว่าทำไมจู่ๆ ฮ่องเต้จึงมีพระประสงค์จะจัดพิธีบูชาสวรรค์ การบูชาฟ้าดินใช่ว่าจะไม่ใช้เงิน ยิ่งเป็นพิธีที่ใหญ่โตในยามนี้ ก็ยิ่งสร้างภาระแก่ราษฎรมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม การบูชาฟ้าดินเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของราษฎร ผู้ใดจะกล้าเอ่ยว่าพิธีนี้ไม่สมควรเล่า


ดังนั้น ทุกเช้าที่มีการประชุมราชการในราชสำนักจึงเป็นเหมือนตลาดสด บรรดาขุนนางล้วนเถียงกันจนเสียงดังประหนึ่งเสียงตะโกนในตลาด ทุกประเด็นในฎีกาล้วนหนีไม่พ้นคำว่า ‘เงิน’ เพื่อเจ้าสิ่งนี้ เหล่าขุนนางผู้ทรงคุณธรรม ที่แต่ก่อนมักพูดจาภาษาสูงส่งดูเงินทองราวกับของไร้ค่า บัดนี้แทบจะถกเถียงกันจนต้องใช้กำลังกันสักตั้ง


และคำกล่าวที่ว่า ‘กลัวสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมมา’ ดูจะเป็นจริง เพราะเสนาบดีลิ่นกล่าวในที่ประชุมราชสำนักยามเช้าว่า บริเวณชายแดนซีเป่ยมีการปะทะเล็กน้อนเกิดขึ้นหลายครั้ง ชนเผ่าต่างถิ่นเริ่มลองรุกรานและอาจบุกรุกข้ามเขตแดนเพื่อชิงเสบียงและทรัพย์สินสำหรับผ่านฤดูหนาว ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่ได้มีเพียงดินแดนจงหยวนที่ประสบภัยพิบัติ ทุ่งหญ้าทางเหนือก็ประสบภาวะแห้งแล้ง หนูและแมลงกัดกินจนพืชพรรณเสียหายหนัก ส่งผลต่อการเลี้ยงสัตว์ ชนเผ่าเหล่านี้จึงขาดอาหารจนต้องบุกเข้ามาชิงของในแผ่นดินจงหยวน


เมื่อได้ยินว่าจะเกิดสงคราม ขุนนางทั้งหลายต่างตื่นตระหนก ไม่มีเงิน ไม่มีเสบียง จะทำศึกได้อย่างไร


เสนาบดีลิ่นที่ปวดหัวหนักอยู่ ตอนที่เขาเห็นนกกระเรียนกระดาษที่สามารถพูดจาฉอดๆต่อหน้าเขา ก็แทบจะเป็นลมด้วยความตกใจ แต่เรื่องที่ยิ่งทำให้เขาตกใจหนักกว่าเดิมก็คือเนื้อความในข่าวสารที่นกกระเรียนกระดาษนำมา


ศึกใหญ่ซีเป่ยกำลังจะเกิดขึ้น


การทำศึกในยามที่ท้องพระคลังว่างเปล่า ถือเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่


ความจริงแม้ฉินหลิวซีไม่เอ่ยออกมา เสนาบดีลิ่นก็รู้สึกว่าบ้านเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะวุ่นวาย เพราะปีนี้โชคชะตาของแผ่นดินดูเหมือนจะตกต่ำลงเรื่อยๆ ภัยพิบัติเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่ท้องพระคลังที่มั่งคั่งก็ยังไม่อาจรองรับสถานการณ์เช่นนี้ได้


สถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ทำให้เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนึกถึงความเป็นไปได้ที่ศัตรูจากภายนอกจะฉวยโอกาสนี้รุกราน ไม่ว่าด้วยเหตุภัยพิบัติหรือด้วยความโลภที่มีมาแต่เดิม นี่ล้วนเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้นคือพวกนอกด่านกำแพง


ดั่งคำกล่าวที่ว่า “ผู้ไร้การวางแผนระยะยาว ย่อมกังวลในปัจจุบัน” เสนาบดีลิ่นในฐานะขุนนางผู้ใหญ่ มองเห็นปัญหานี้มาแต่แรก เพียงแต่เขาไม่คาดคิดว่ามันจะมาถึงรวดเร็วเพียงนี้


เมื่อเสนาบดีลิ่นกราบบังคมทูลต่อหน้าพระที่นั่งว่าเขตแดนซีเป่ยอาจเกิดศึกสงคราม รุ่งขึ้นก็มีราชสารด่วนแปดร้อยลี้ส่งมายังเมืองหลวงว่า ด่านหยางถูกชนเผ่าต่างถิ่นเข้าตี ปราการเมืองหนึ่งถูกยึด กองทัพสูญเสียกำลังพลห้าพันนาย ทั้งนี้เมื่อศัตรูเข้าประชิดเมือง ผู้รักษาการณ์อย่างหลิวอันกลับยังคงนั่งดื่มสุราเริงรมย์อยู่ในหอคณิกากับผู้ใต้บังคับบัญชา ละเลยราชการศึกจนปราสารเมืองพ่ายแก่ศัตรู


เหตุการณ์นี้สร้างความสั่นสะเทือนแก่ทั้งราชสำนัก


หลิวอันผู้นั้น คือญาติผู้พี่ของจ้าวอ๋อง บุตรชายคนโตของตระกูลหลิว รองหัวหน้าสำนักปกครองในตอนนี้ และยังเป็นหลานของพระสนมซูเฟย


จ้าวอ๋องใบหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงกลางท้องพระโรงกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ ความผิดครั้งนี้ร้ายแรงยิ่งนัก การละเลยราชการเพื่อเสพสุขจนเสียเมืองนั้น เป็นโทษหนักไม่อาจให้อภัย ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะจัดการวางเจ้าเด็กนั่นให้อยู่ในตำแหน่งนั้นได้ ยังไม่ทันได้ใช้งานเขา ตนก็พลอยโดนร่างแหไปด้วย เจ้าโง่นี่


เขารู้ตั้งนานแล้ว พวกคุณชายเหล่านี้มือเท้าอ่อนแรงทำได้เพียงออกแรงบนตัวสตรี เมื่อมาอยู่ในสนามรบจริง ประโยชน์อันใดก็ใช้ไม่ได้ ทำเป็นเพียงใช้อำนาจบาตรใหญ่


ถุย


ดวงตาเหยี่ยวแหลมคมของแม่ทัพอาวุโสเฉวียน กวาดมองจ้าวอ๋องเล็กน้อย ทูลขอฝ่าบาทออกรบด้วยตนเอง จะต้องขับไล่เหล่าปีศาจกลับสู่ดินแดนบรรพชน ชิงคืนแผ่นดินต้าเฟิง ไม่ปล่อยให้เสียทั้งเมืองหรือตำบลแม้เพียงแห่งเดียว


ใบหน้าของฮ่องเต้ประดับด้วยความเย็นชาราวกับย้ำแข็ง หัวใจเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เขากำลังเตรียมพิธีบูชาสวรรค์อยู่แล้ว ตอนนี้กลับได้รับการรายงานด่วนว่าซีเป่ยมีศึกสงคราม สูญเสียปราการแก่ศัตรู นี่ถ้าไม่ส่งทหารไปชิงคืนจะไม่คิดว่าเขาขี้ขลาดหรือ


แต่จะยกทัพศึก ต้องเคลื่อนเสบียงก่อนเสมอ ปีนี้ฟ้าฝนวิปริต การเก็บเกี่ยวพืชผลไม่ดีนัก ข้าวปลาอาหารมีน้อย ทว่าศึกยังต้องรบ เงินทองจะไปหาได้จากที่ใดเล่า


เขาทำพิธีบูชาฟ้า ยังต้องใช้ทรัพย์มหาศาล ทุกแห่งหนล้วนต้องการเงินทอง เช่นนี้ใครเล่าจะมอบให้


เมืองที่เสียไปนั้น เป็นฝีมือญาติผู้พี่ของจ้าวอ๋อง ต่อให้หลิวอันนั่นไม่ถูกสังหารฟันตกหลังม้า เขาก็จะจับเขาฉีกเป็นห้าท่อนด้วยม้า ยามนี้คนตายแล้ว เช่นนี้ก็ดี จะได้ยึดทรัพย์ช่วยเติมคลังแผ่นดิน


ฮ่องเต้ด่าจ้าวอ๋องเสียจนสิ้นท่า จากนั้นมีราชโองการ หลิวอันซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ทุจริต เหลวแหลกในกามารมณ์จนเสียเมือง ทหารต้องสังเวยชีพ ให้ลงโทษประจานศพ ลงโทษเฆี่ยนศพ หลิวฝู่เฉิงไม่อบรมสั่งสอนลูกหลานให้ดี ใช้อำนาจทุจริตระหว่างรับราชการ ให้ถอดยศตำแหน่งโบยสามสิบ บุรุษในตระกูลหลิวให้เนรเทศไปยังแดนกันดารไกลสามพันลี้ ส่วนสตรีในตระกูลทั้งหมดให้ส่งตัวไปเป็นนางคณิกาของทางการ ทรัพย์สินทั้งหมดริบเข้าคลังหลวง เพื่อชดเชยให้แก่ทหารที่เสียชีวิตในสนามรบ


สีหน้าจ้าวอ๋องซีดเผือด โทษริบทรัพย์และเนรเทศยังพอทน แต่การบังคับให้สตรีในตระกูลหลิวไปเป็นนางคณิกานั้น ครอบคลุมถึงท่านน้าของเขาด้วย เสด็จพ่อไม่ไว้หน้าเขาสักนิด และยังไม่ไว้หน้าแก่ตระกูลติ้งซีโหวซึ่งเป็นญาติของเสด็จแม่แม้แต่น้อย


ยังไม่ทันเอ่ยจบ ฮ่องเต้ยังให้เขานำกำลังคนไปบุกยึดทรัพย์ตระกูลหลิวด้วยตนเอง ยังเอ่ยหนึ่งประโยค ได้ยินว่าเหล่าพ่อค้าบางคนนำเงินมามอบให้หลิวฮูหยินเพื่อประจบเอาใจ เงินทองที่ส่งมาเกินห้าแสนตำลึง เขาต้องได้เห็นทรัพย์สินเหล่านั้นทั้งหมดโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่ตำลึงเดียว


ร่างจ้าวอ๋องสั่นเทา ตระกูลหลิวมีเงินทองมากมายเพียงนี้หรือไม่ ใจเขารู้ดี เสด็จพ่อบอกว่ามี นั่นคือต้องมี ถ้าไม่พอ ผู้ใดเติม แน่นอนย่อมไม่พ้นผู้ที่ถูกชี้หน้ามอบหมายภาระอันหนักหน่วงนี้เช่นเขา


ใครใช้ให้ตอนนี้พระคลังหลวงร่อยหรอขาดเงิน เครือญาติมารดาของเขาก็มาชนเข้ากับกระดานเหล็กเข้าพอดี ไม่รีดทรัพย์เขาจะไปรีดทรัพย์ใครได้อีก


เมื่อกรมคลังได้ยินคำสั่งให้ริบทรัพย์สิน เสนบดีเฉียนแห่งกรมคลังก็ส่งสัญญาณให้กับลูกน้องของตนทันที ชุยซื่อเสวียก็มิได้รีรอ เขารีบลุกขึ้น แสดงท่าทีตำหนิคนอย่างหลิวอันรุนแรง จากนั้นเขายินดีติดตามจ้าวอ๋องไปริดทรัพย์ตระกูลหลิวจะไม่ให้รอดพ้นจากคลังไปแม้แต่เหรียญทองแดงเดียวอย่างแน่นอน


สังหารคนทำลายจิตใจ


จ้าวอ๋องมองไปยังชายผู้แซ่ชุยด้วยสายตาเคียดแค้น กลัวว่าเขาจะเห็นแก่ตระกูลหลิว เก็บซ่อนสมบัติเอาไว้ให้อย่างนั้นหรือ


ชุยซื่อเสวียหันไปมองอย่างไม่ใส่ใจ เบนสายตาไปยังที่อื่นราวกับไม่เห็นสายตานั้น ล้อเล่นเถอะ ห้าแสนตำลึงเลยนะ เข้าพระคลังโดยไม่หลุดรอดแม้เพียงนิดถึงจะดี โดยเฉพาะหากต้องทำสงครามก็ต้องหาเงินเข้าพระคลังให้มากเข้าไว้ หากไม่มีเงินพวกเขาจะกลายเป็นคนไร้หัวจริงแน่


เขาแทบอยากให้ฝ่าบาทลงโทษขุนนางตะกละให้มากกว่านี้ ริบทรัพย์พวกเขาหลายตระกูล เรื่องบุกยึดทรัพย์เขาถนัดนัก


จ้าวอ๋องอยากบอกว่าไม่รบกวนกรมพระคลัง ตนจัดการเองได้ แสดงท่าทีว่าไม่มีทางเป็นพวกเดียวกับคน


แต่ว่า ฝ่าบาทมีรับสั่งมาแล้ว


เมื่อเทียบกับตระกูลหลิวเขาให้ความสำคัญกับเงินทองมากกว่า ใครจะรู้ว่าเจ้ารองจะมีความสงสารตระกูลหลิวหรือไม่ หลับตาข้างหนึ่งเพื่อทิ้งสมบัติเอาไว้ให้ ให้ชุยซื่อเสวียคอยตรวจสอบจับตาเอาไว้ดีที่สุด


ส่วนเมืองที่เสียไปนั้น เขามีพระราชโองการให้แต่งตั้งเฉวียนจิ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพไปที่ด่านหยางเพื่อทวงคืน


แม่ทัพอาวุโสเฉวียนสีหน้าไม่น่ามองหลายส่วน เลือกเขาให้ไปทำสงครามไม่มีปัญหา แต่เสบียงอาหารเล่า อย่างน้อยต้องเอาออกมาก่อน ไม่มีของเหล่านี้จะทำสงครามอย่างไร โดยเฉพาะยามอากาศเย็นเยี่ยงนี้ ทหารกินไม่อิ่ม มือเท้าอ่อนแรง วิ่งไม่ออก จะรบอย่างไร


เสนาบดีลิ่นเบนสายตามายังฉีเชียน จากนั้นเอ่ยถึงเสบียงอาหาร โดยเฉพาะเพิ่งทำสงครามพ่ายแพ้ สูญเสียปราการ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ทหาร ต้องให้พวกเขารู้สึกว่าราชสำนักไม่ได้ทอดทิ้งเมืองในซีเป่ยทุกเมือง ดังนั้นเสบียงต้องส่งไปซีเป่ย เพื่อให้จิตใจทหารมั่นคง มีความฮึกเหิม


ฉีเชียนก้าวออกมาจากแถว ยกมือประสาน เอ่ย “ฝ่าบาท กระหม่อมยินดีนำเสบียงไปส่งให้ทหารที่ซีเป่ย เพื่อช่วยให้เหล่าแม่ทัพได้ชิงแผ่นดินของต้าเฟิงกลับคืนมา ยินดีกู้แผ่นดิน ปกปักรักษาภูผาและสายน้ำเพื่อฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”


จ้าวอ๋องใบหน้ากระตุก เจ้าเด็กนี่ เจ้าลูกนอกสมรสนี้หาโอกาสจนได้ จะบอกว่าเขาไม่มีความโลภในใจ ผู้ใดจะเชื่อ


ฮ่องเต้มองหน้าฉีเชียน มองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของตนจากใบหน้าของเขา ยามนี้เห็นรอยยิ้มในดวงตาของเขา จากนั้นมองเจ้าสองที่คุกเข่ากัดฟันอยู่บนพื้น รวมถึงเจ้าสามที่กำลังยืนเหม่อลอย เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบตับขึ้นมา


ไม่รู้ฮ่องเต้กำลังคิดสิ่งใด รับสั่งอนุญาต แล้วยังให้กรมคลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ จากนั้นให้กรมพิธีการเตรียมตัวกับพิธีบูชาสวรรค์ นี่เป็นสิ่งจำเป็น


เสนาบดีเฉียน เราริบทรัพทย์เพิ่มอีกสักตระกูลสองตระกูลดีหรือไม่ ห้าแสนตำลึงไม่พอจริงๆ


การว่าราชการยามเช้าเสร็จเรียบร้อย จ้าวอ๋องเดินมาหยุดอยู่ข้างฉีเชียน แสยะยิ้มเย็น “เจ้าไม่พลาดโอกาสแม้เพียงเล็กน้อยจริงๆ”


ฉีเชียนเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ตอนพี่รองริบทรัพย์ อย่าได้ปรานี มิเช่นนั้นฝ่าบาทจะยิ่งให้ท่านชดเชยมากขึ้น อย่างไรหลิวอันก็ทำให้สูญเสียปราการ ทหารตายไปถึงห้าพันคน”


“เจ้า!” จ้าวอ๋องโกรธจนแทบกระทืบเท้า


ฉีเชียนยกมือขึ้นประสาน กำลลังจะเดินหนี ทว่าถูกขันทีข้างกายฮ่องเต้เรียกเอาไว้ บอกว่าฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า


จ้าวอ๋องเห็นฉีเชียนที่ตรงไปยังตำหนักตำหนักจงฉิน ใบหน้าทะมึนเป็นก้นหม้อ ชุยซื่อเสวียที่ตามติดเป็นเงาก็เดินเข้ามา เร่งรัดให้เขาไปริบทรัพย์


บัดซบ ไม่ได้เรื่องทั้งนั้น


ไม่ไกลนัก ฉีซานหรือก็คือเฉิงอ๋องกระทุ้งศอกเบาๆใส่ลูกพี่ลูกน้องลู่สวิน เอ่ย “พี่สวิน ท่านไม่รู้สึกหรือว่า พี่รองกับฮ่าวหรานชักจะดูแปลกๆสองคนนี้ยิ่งดูยิ่งเหมือนจะไม่ลงรอยกันเสียแล้ว”


ลู่สวินหรี่ตาลงเล็กน้อย เอ่ย “เจ้าจริงๆแล้วเป็นอ๋องผู้มั่งคั่งอยู่ว่างๆก็พอแล้ว อย่าไปแย่งชิงตำแหน่งอะไรนั่นเลย ไม่แน่ว่าอาจมีอายุยืนยาวถึงร้อยปีก็เป็นได้” ไม่ต้องเปลืองสมองให้เหนื่อย


รัชทายาทถูกปลดจากตำแหน่ง บรรดาพระโอรสของฮ่องเต้ที่เหลือ มีเพียงพี่รองกับพี่สาม ส่วนที่เหลือ บ้างก็สิ้นพระชนม์ บ้างก็ยังทรงพระเยาว์ ไร้ความสามารถที่จะรับภาระอันใหญ่หลวง


แต่กระนั้น ก็ยังมีอีกผู้หนึ่งที่บรรลุนิติภาวะแล้ว อีกทั้งรูปโฉมยิ่งดูยิ่งคล้ายฮ่องเต้ขึ้นทุกวัน คนในวังผู้นั้นยังคิดจะรับเลี้ยงให้เป็นบุตรบุญธรรมอีก


เฮอะ


เมื่อถูกรับเลี้ยงแล้ว ก็ย่อมหมายความว่ามีสิทธิ์อันชอบธรรมโดยสมบูรณ์มิใช่หรือ


เฉิงอ๋องเอ่ย “พี่สวิน ข้ารู้สึกว่าท่านนี่แหละดูถูกข้า ท่านคงคิดว่าข้าไร้ความสามารถสินะ”


“เปล่า”


เฉิงอ๋องแสยะยิ้ม กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่ากลับได้ยินลู่สวินเอ่ยแทรกขึ้นก่อน “เพราะเจ้าไม่มีโชคดีเท่าผู้อื่นต่างหาก”


ทุกเรื่องที่เขาสืบมาล้วนแต่ชี้ไปที่ฉีเชียนอย่างชัดเจน คนพวกนั้นแทบจะป้อนข้าวใส่ปากเขาก็ว่าได้


เฉิงอ๋องไม่ยอมรับ ในเมื่อเขาคือโอรสผู้ชอบธรรม จะเรียกว่าขาดวาสนาได้อย่างไร


ถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ต้องโทษเหล่าพวกนักทำนายที่คอยกำหนดชะตากรรมให้ผิดเพี้ยน


ลู่สวินหันมองไปยังตำหนักจงฉิน ดูท่าว่าเขาคงต้องกลับไปหารือกับเสด็จแม่เสียแล้ว ตอนนี้ฝ่ายต่างๆในราชสำนักเริ่มแบ่งแยกออกอย่างชัดเจน


ภายในวัง ความวุ่นวายในราชสำนักดำเนินต่อไป ฉินหลิวซีรู้เรื่องราวส่วนหนึ่งผ่านทางราชครูหุ่นเชิดที่ถูกทิ้งไว้ในวังหลวง ทว่าหาได้ใส่ใจไม่ กระทั่งเมื่อราชครูบอกว่าฮ่องเต้มีความตั้งใจที่จะประกอบพิธีบูชาสวรรค์ที่สิ้นเปลืองอย่างยิ่ง นางจึงเงยหน้าขึ้นมองดวงดาวฮ่องเต้พลางขมวดคิ้ว


ดวงดาวฮ่องเต้หมองมัวไร้แสง นี่เป็นลางร้าย เขากำลังรนหาที่ตายหรืออย่างไร


ถ้อยคำที่ดีไม่ควรเกลี้ยกล่อมคนสมควรตาย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง


“ถึงแล้ว นั่นคือเจดีย์ผีขอรับ” ราชาผีตงฟางดึงสติฉินหลิวซีกลับมา ชี้ไปยังเบื้องหน้า


[1] ที่ราบภาคกลาง ดินแดนตอนกลาง


ตอนที่ 1174: ทำลายเจดีย์ผี วิญญาณแค้น


ตามที่ราชาผีตงฟางเอ่ย ฉินหลิวซีก็สัมผัสได้ถึงพลังอาฆาตรุนแรงที่พุ่งเข้ามา ดุจดั่งคมดาบน้ำแข็งอันแหลมคมที่กรีดแทงทั่วร่าง พลังเย็นเยือกซึมลึกเข้าสู่เส้นชีพจร ทะลุถึงกระดูกทุกชิ้นในร่างกาย


ฉินหลิวซีส่งเสียงหึเย็นชา พลังจิตสะกิดเคลื่อนไหว ไฟนรกพลันพุ่งเข้าสู่เส้นชีพจร พลังหยินมลายหายไป บางครั้งอาจเพราะพลังของนางร้อนเกินไป รอบข้างนาง พลังอาฆาตนั้นไม่กล้าย่างกรายเข้ามาใกล้


ราชาผีตงฟางที่เดิมกำลังหลงใหลในพลังหยินนี้ เดิมเขาก็เป็นผี แน่นอนว่าสำหรับเขาพลังหยินเป็นของบำรุงได้ดี ดังนั้นจึงมัวเมาอยู่บ้าง แต่ทันทีที่พลังของฉินหลิวซีกระจายออกมาเขาพลันมีสติ เขาก็รู้สึกตัวว่าเกือบจะถูกพลังของเจดีย์ผีดึงดูดให้หลงใหล


เขามองฉินหลิวซีด้วยความหวาดหวั่น สบสายตาเย้ยหยันของนาง เอ่ย “มันเป็นฝ่ายล่อลวงข้าเอง”


“ระวังตัวไว้ หากเจ้าถูกมันดูดกลืนไป ข้าก็ทำได้เพียงหลอมเจ้าเสีย” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์


ฟังสิ นี่มันคำพูดของคนจริงหรือ


ราชาผีตงฟางเอ่ย “ข้านำทางมาถึงแล้ว ขอตัวไปก่อนแล้ว อย่างไรท่านก็ไม่จำเป็นต้องใช้งานข้า รูปสลักสัตว์หินเหล่านั้นข้าจะให้ผีเล็กๆเบื้องล่างไปตามหา”


เขาเอ่ยจบก็รีบหายตัวไปทันที


ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆแต่ไม่ได้ว่าอะไร ต่อให้ราชาผีตงฟางไม่หนี นางก็จะไล่เขาไปอยู่ดี บรรยากาศของที่นี่แม้จะดึงดูดวิญญาณผีร้าย แต่หากใครหลงใหลในพลังอันอาฆาตนี้เข้า วิญญาณที่อ่อนแอจะกลายเป็นอาหารให้เจดีย์ผี


ฉินหลิวซีมองไปข้างหน้า เห็นกลางทะเลทรายรกร้าง มีเจดีย์สูงเจ็ดชั้นดำสนิทตั้งตระหง่านขึ้นจากเนินทราย แม้จะปลดปล่อยพลังน่ากลัวและชั่วร้าย แต่ในสายตาของคนธรรมดา มันกลับดูงดงามราวกับความฝัน ช่างบริสุทธิ์ไร้ที่ติ ดุจดังดอกลำโพงที่เย้ายวนให้ผู้คนเข้าใกล้


แต่ในสายตาของฉินหลิวซี มันเต็มไปด้วยดวงวิญญาณที่กรีดร้องโหยหวน พยายามดิ้นรนหลบหนี ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งถูกบดขยี้จนแหลกสลาย ความแค้นที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยหลังความตายกลายเป็นพลังอันอาฆาตที่แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่ว


เรียกได้ว่า หากคนธรรมดายืนอยู่ในพื้นที่นี้ พลังอาฆาตจะบีบบังคับให้พวกเขาคลุ้มคลั่งจนตายอย่างแน่นอน


“เจดีย์ผีนี้ช่างน่ากลัวนัก” เฟิงซิวเอ่ย “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังของสิ่งมีชีวิตอันชั่วร้ายอยู่ในนั้น”


ฉินหลิวซีเอ่ย “มันแปลงวิญญาณภูตผีปีศาจทั้งปวงให้กลายเป็นพลังอาฆาต ยิ่งดูดกลืนมาก มันก็ยิ่งแข็งแกร่ง พลังอาฆาตที่แผ่ออกไปเปรียบดั่งรากของต้นไม้ใหญ่แห่งความตาย ที่ใดที่มันแผ่ขยายไป สิ่งมีชีวิตทั้งหลายย่อมไม่มีทางรอด วิญญาณของพวกมันถูกดูดกลืนมาเสริมพลัง และรากนั้นก็ยิ่งแผ่ขยาย…”


เฟิงซิวขมวดคิ้ว เอ่ย “ไม่ใช่ว่ายังไม่ถึงเวลาหรือ เหตุใดจึงตั้งจุดศูนย์กลางค่ายอาคมไว้ที่เจดีย์ผีนี้ หรือว่าเขาต้องการรีบดูดกลืนวิญญาณเพื่อทำพิธีบูชาสวรรค์”


ฉินหลิวซีครุ่นคิดถึงพลังอาฆาตที่กำลังแผ่ขยาย ความคิดบางอย่างแวบผ่านในหัวของนาง “บางครั้งพวกนักพรตร้ายก็ใช้วิธีหลอกลวงชาวบ้านผู้โง่เขลา ล้างสมองพวกเขาให้เชื่อว่าการอุทิศตนแก่ศาสนาจะมอบสิ่งที่พวกเขาปรารถนา ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงยอมอุทิศทรัพย์สิน ชีวิต และจิตวิญญาณด้วยความสมัครใจ เพื่อบูชาสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น เจ้าต้องรู้ว่าวิญญาณที่อุทิศตนโดยสมัครใจนั้นมีพลังยิ่งกว่า และเปี่ยมด้วยความศรัทธา”


“ท่านหมายความว่า เจดีย์ผีนี้คือกับดักที่ล่อลวงให้ผู้คนอุทิศตนโดยสมัครใจหรือ”


“ราชาผีตงฟางเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนี้ยังเกือบถูกพลังนี้ครอบงำ นี่แสดงว่ามันไม่ได้เป็นเพียงพลังอาฆาตธรรมดา แต่ยังเจือด้วยพลังมาร คนธรรมดามองไม่เห็นอันตราย เกรงว่าในสายตาของพวกเขา กลับคิดว่ามันเป็นเจดีย์สวรรค์ที่ศักดิ์สิทธิ์ หลังจากลุ่มหลง พวกเขาถูกหลอกให้ยอมตายเพื่อมัน ยิ่งเจดีย์ผีมีพลังมากขึ้น การแผ่ขยายยิ่งรุนแรง หากปล่อยไว้ ดวงตาของค่ายอาคมนี้เพียงขยับ พลังอาฆาตจะแพร่กระจายราวกับพิษ เจ้าคิดว่าผู้คนในดินแดนซีเป่ยจะเป็นเช่นไร พวกเขาย่อมถูกครอบงำจิตใจแล้วอุทิศตนโดยไม่รู้ตัวใช่หรือไม่” ฉินหลิวซีหลุบตาลง สัมผัสนิ้วชี้มือซ้าย น้ำเสียงเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง เอ่ย “กระบวนการเป็นเช่นไรไม่สำคัญ เขาต้องการเพียงผลลัพธ์ก็พอแล้ว”


เฟิงซิวเข้าใจแล้ว เอ่ย “หมายความว่า เจดีย์ผีนี้คือ ‘ต้นไม้กินคน’ ที่เขาปลูกไว้ ยิ่งมันดูดกลืนสิ่งมีชีวิตมากเท่าใด มันก็ยิ่งแผ่ขยาย พลังอาฆาตดั่งรากต้นไม้ที่เลื้อยพัน มันต้องการทำลายทั้งซีเป่ยก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”


ฉินหลิวซีพยักหน้าเบาๆ


แม้จะรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่เฟิงซิวก็อดที่จะถามไม่ได้ เอ่ย “สมองของเขานี่มันเป็นอย่างไรกัน มีมากกว่าพันแผนการเลยหรือ”


“นั่นคือพระที่มาเกิดใหม่ในยุคที่ผู้คนต่างฝึกบำเพ็ญเซียนและปฏิบัติทั้งพุทธและเต๋าในเวลาเดียวกัน เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”


“เกินจริงไปหน่อยหรือไม่ หรือว่าน้ำแกงยายเมิ่งถูกเจือจางจนเสียคุณภาพแล้วหรือ” เฟิงซิวเอ่ยอย่างไม่พอใจ เขาในตอนนี้แม้จะเป็นเพียงปีศาจตนหนึ่ง แต่ในยุคฝึกเซียนก็อาจเคยเป็นปีศาจที่ทรงพลังที่สุดเหมือนกัน การกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง คงไม่น่าจะเก่งเพียงนี้


ฉินหลิวซีเอ่ย “ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หากพวกเราอยากทำก็สามารถทำได้เช่นกัน เพียงแต่มีสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเท่านั้น”


การดึงพลังชีวิตของผู้อื่นมาใช้ประโยชน์สำหรับตัวเองนั้น ไม่ใช่ว่าเต๋าจะทำไม่เป็น แต่เป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่ทำเท่านั้น


เฟิงซิวถอนหายใจ “ไม่มีศีลธรรมจริงๆ ชนะขาดลอยไปเลย”


“ไปเถิด ไปดูสักหน่อย”


ก่อนหน้านี้นางใช้วิชาการเดินซึ่งทำให้ย่อระยะทางเป็นเพียงไม่กี่ชุ่น ระยะทางของเจดีย์ผีดูแล้วไม่ไกลเพียงนั้น นางใช้วิชานี้ก็ควรถึงแล้ว แต่ความเป็นจริงพวกเขากลับยังอยู่ที่เดิม


เฟิงซิวก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ เขาหัวเราะเย็น “นี่เป็นเพราะเขาวางค่ายกลลวงตาไว้ หรือเป็นวิชาลวงตาของเจดีย์ผีนี้”


“คำถามที่ไม่มีคำตอบ ลงมือก็จบแล้ว” ฉินหลิวซีหยิบไม้จินกังออกมา ก้าวเท้าอย่างมั่นคง พลางพึมพำคาถา นิ้วทั้งสองลากผ่านไม้จินกัง มีแสงสีทองส่องประกาย นางกระทืบเท้าแรงๆ พร้อมยกไม้ฟันเฉียงลงไปด้วยพลังและตะโกนอย่างดุดัน “จงแตกสลาย”


แสงทองเปล่งประกายเจิดจ้า พื้นดินสั่นสะเทือน


ม่านอาคมที่มองไม่เห็นถูกทำลาย พลังเย็นยะเยือกและอาฆาตอันหนาแน่นพุ่งออกมาเหมือนพายุหมุน พยายามจะโอบล้อมทั้งสองคน แต่กลับเหมือนเจอพลังที่น่ากลัวจนต้องหลีกทางเอง


ทั้งสองมองเห็นภาพเบื้องหน้าอย่างชัดเจน เจดีย์ผีที่ตอนแรกดูเหมือนอยู่ไกล ตอนนี้กลับอยู่ใกล้แค่เอื้อม และใต้เท้าของพวกเขาคือกระดูกขาวโพลนซึ่งเต็มไปด้วยพลังอาฆาตเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากกระดูกเหล่านั้นจนหนาวจับขั้วหัวใจ


ฉินหลิวซีเงยหน้ามองเจดีย์ผีตรงหน้า เอ่ย “แท้จริงแล้วนี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของเจดีย์ผี มันถูกเรียกว่าเจดีย์ผี ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว”


เฟิงซิวเงยหน้ามองเพียงแวบเดียว ก่อนจะดึงตัวนางถอยหลังไปหนึ่งก้าว


บ้าเอ๊ย น่าขยะแขยงชะมัด


นี่จะเรียกว่าเจดีย์อะไรอะไร มันชัดเจนว่าเป็นหอที่สร้างจากกระดูกมากมายซ้อนกันเป็นชั้นๆ กระดูกเหล่านี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตายมานานปีหรือถูกพลังอาฆาตกลืนกินจนกลายเป็นสีดำปนแดง และสีแดงนั้นก็คือร่องรอยของเลือดที่รดลงบนกระดูก กระดูกเหล่านี้ยังคงมีเศษเลือด เนื้อ และอวัยวะติดอยู่ บนกระดูกยังมีวิญญาณหลงเหลืออยู่ กรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานและเต็มไปด้วยความอาฆาต


เจดีย์ผีกินคน


มันกลืนกินคนมากมาย ใช้เลือดเนื้อของพวกเขาเป็นอาหารหล่อเลี้ยงเจดีย์ กระดูกของพวกเขากลายเป็นวัสดุ และวิญญาณถูกกักขังจนหนีไม่พ้น สุดท้ายก็กลายเป็นพลังอาฆาต พอมองดูใกล้ๆเหมือนมีหัวมนุษย์นับไม่ถ้วนที่เปิดปากใหญ่ กำลังเคี้ยวเนื้อ เลือด และร้องโหยหวน เศษเนื้อร่วงหล่นจากปากพวกมัน น่าขนลุกเป็นที่สุด


เฟิงซิวถอยหลังไปอีกก้าว เสียง กรอบแกรบ ดังขึ้น เมื่อเขาก้มลงมอง ก็เห็นว่าเขาเหยียบกะโหลกศีรษะจนแตก และใต้เท้าของพวกเขา ยังคงเป็นกระดูกสีขาวที่เต็มไปด้วยพลังอาฆาตหนาวยะเยือก


เฟิงซิว “…”


ถ้าเขาตอนนี้แกล้งทำเป็นตกใจกลัว แล้วโผเข้าไปกอดฉินหลิวซีพลางร้องโหยหวน จะดูเล่นใหญ่เกินไปหรือไม่


“ดังนั้น เมื่อคนพวกนี้เห็นเจดีย์ผีแล้วเดินเข้าไปหา ก็เท่ากับก้าวเข้าสู่กรงขังสำหรับล่าของมันโดยสมบูรณ์ ช่างชั่วร้ายสิ้นดี” น้ำเสียงของนางเย็นยะเยือก ราวกับพลังอาฆาตที่แผ่ออกมาจากเจดีย์


เฟิงซิวมองเจดีย์ผีที่ปลดปล่อยพลังชั่วร้ายออกมาทุกทิศทางด้วยความรังเกียจพลางเอ่ย “ถ้าปล่อยให้มันกลืนกินแบบนี้ต่อไป เกรงว่าบริเวณนี้คงกลายเป็นแดนผีไปทั้งแถบ”


ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ฝันไปเถิด”


นางดีดปลายเท้าขึ้น ทะยานไปด้านบน ใช้กะโหลกบางอันเป็นจุดพักเท้าแล้วไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ


ขณะเดียวกัน เฟิงซิวดีดนิ้วเบาๆ รวบรวมกระดูกสีขาวที่กระจัดกระจายรอบๆให้มารวมกันเป็นกองอยู่ด้วยกัน


ยิ่งไต่ขึ้นไปสูงเท่าไร ฉินหลิวซียิ่งสัมผัสได้ถึงพลังอาฆาตที่ดุดันและโหดเหี้ยม นางไต่ขึ้นไปจนถึงยอดสูงสุดอย่างรวดเร็ว พบกับฉงฉี สัตว์อสูรโบราณแสนดุร้าย มันจ้องมองนางด้วยสายตาอาฆาต ก่อนพุ่งเข้าใส่พร้อมอ้าปากกว้าง


เจดีย์ผีก็เริ่มขยับเคลื่อนไหวเช่นกัน


พลังอาฆาตแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบ แผ่ขยายออกโดยไร้ความปรานี หมายสังหารสิ่งมีชีวิตในรัศมีหลายลี้


เฟิงซิวสะบัดแขนเสื้อ ปล่อยพลังจิตออกไปเพื่อกั้นพลังอาฆาต พร้อมกับใช้พลังปีศาจสร้างมิติพิเศษขึ้นมาปิดกั้นพื้นที่ทั้งหมด


แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือ การกระทำของเขาทำให้เจดีย์ผีเกิดอาการปั่นป่วน เสียงกระดูกดังกรอบแกรบ พร้อมปรากฏเงาผีขนาดมหึมาโผล่ออกมา พุ่งเข้ามาครอบคลุมตัวเขาไว้ พลังผีแปรเปลี่ยนเป็นคมลมล้อมรอบตัวเขา


เฟิงซิวสัมผัสได้ถึงพลังผีที่แฝงด้วยพลังปีศาจซึ่งเต็มไปด้วยความอาฆาตของเผ่าพันธุ์เดียวกัน ใบหน้าที่งดงามของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “เจ้ากินทุกอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ปีศาจ หรือผี เจดีย์ผีหรือ เรียกเจ้าว่าเจดีย์ปีศาจยังจะเหมาะสมกว่า”


พลังปีศาจของเขาพุ่งสูงขึ้น เขาเงยหน้าร้องคำรามยาว เสียงร้องแหลมเสียดแทงแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียง โจมตีไปยังลมที่มีความคม


เมื่อพลังที่ไร้รูปร่างปะทะกัน เจ้ามีคมลม ข้ามีเสียงโจมตี มาดูกันว่าผู้ใดจะเหนือกว่า


พลังแห่งราชาปีศาจ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่มองข้ามได้


เพราะเสียงโจมตีจากคลื่นเสียงนั้น พลังลมของผีที่ก่อตัวเป็นคมลมถูกทำลายจนกระจัดกระจายออกไปทุกทิศทาง


ขณะนั้นเอง ฉินหลิวซีถูกเจ้าสัตว์หินฉงฉีโถมใส่ นางไม่รอช้าชกสวนไปหนึ่งหมัดจนมันชะงักนิ่ง


เจดีย์ผีเริ่มสั่นสะเทือน ความอาฆาตแผ่ขยายไปทั่ว เจ้าสัตว์หินที่ถูกโจมตีเริ่มบ้าคลั่ง


ฉินหลิวซีเองก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมเล็กแฝงความทุกข์ทรมาน แม้ไม่มั่นใจว่ามีความเกี่ยวข้องกับเจดีย์ผีหรือไม่ แต่นางกลับหันเข้าประจันหน้ากับสัตว์หินโดยไม่คิดถอย


“มดปลวกเช่นเจ้า กล้าท้าทายดวงอาทิตย์และจันทรา ขัดขวางภารกิจสำคัญของข้าหรือ” เสียงเจ้าสัตว์หินเปล่งออกมาเป็นคำพูด พร้อมทั้งความอาฆาตที่กลายเป็นสายเส้นบางเฉียบแผ่ซ่านดั่งงูเลื้อยเข้าหานาง


เพียะ


ฉินหลิวซีใช้ไม้จินกังฟาดเข้าเต็มปากของมันจนมุมปากแตก นางหัวเราะเยาะ “เจ้าหินโสโครก คิดว่าพูดได้สองสามคำก็คิดว่าตัวเองเป็นคนหรือ”


เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดของสัตว์หินดังก้อง เจดีย์ผีสั่นไหวราวกับภูเขาใหญ่ถล่มใส่นาง


ทันใดนั้นพลังแห่งเต๋าที่แผ่จากร่างฉินหลิวซีกลายเป็นแสงทองเจิดจ้า เจดีย์กรีดร้องอย่างเจ็บปวด พาเอาดวงวิญญาณที่สิงสถิตในนั้นส่งเสียงคร่ำครวญ รัศมีไปไกลนับร้อยลี้


ในสนามรบที่ห่างออกไปนับร้อยลี้ สองกองทัพกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด จู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนน่ากลัวจากเจดีย์ผี ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีส้มยามเย็นกลับมืดมิดราวกับมีบางสิ่งปกคลุม สายลมเย็นยะเยือกทำให้เหล่าทหารต่างขนลุก เจ็บปวดหู


ทหารบางนายที่จิตใจอ่อนแอ ถึงกับหันปลายหอกแทงตัวเอง พลางกรีดร้องว่ามีผี


“เทพสวรรค์โกรธแล้ว” ชายร่างใหญ่ในชุดต่างเผ่านั่งอยู่บนหลังม้าสูงใหญ่สีหน้าตึงเครียด เมื่อเห็นพวกพ้องในกองทัพถูกเสียงร้องทำให้วิปลาสจนปลิดชีพตัวเอง เขาเป่าแตรสัญญาณสั่งถอนทัพทันที


ทหารในชุดทหารต้าเฟิงไม่ทันสนใจศัตรูถอนทัพ รีบคว้าตัวสหายที่กำลังทำร้ายตัวเองไว้


ในกองทัพ แม่ทัพผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้าที่เยือกเย็นดุดันดึงเครื่องรางหยกที่ร้อนผ่าวจากลำคอออกมา เมื่อมองเห็นว่ากระบวนทัพปั่นป่วนไร้ระเบียบ ทหารพากันทำร้ายตัวเองราวกับต้องมนตร์สะกด ท่ามกลางความเย็นเยียบที่แทงลึกถึงกระดูก จึงควบม้าพุ่งไปยังรถศึกที่บรรทุกกลองสงคราม กระโดดขึ้นไปยังรถศึก นำเครื่องรางหยกไปแขวนไว้ที่ขอของกลองศึก จากนั้นหยิบไม้ตีขึ้นมาเตรียมการ


ตึง ตึงตึง


เสียงไม้กระทบกลองดังก้องต่ำลึก ราวกับเสียงฟ้าร้อง ยามที่กลองสั่นสะเทือน เครื่องรางหยกก็สั่นไปด้วยเช่นกัน อักขระคาถาที่สลักเปล่งแสงสีทองแทรกลงกับเสียงกลองที่ดังกระหึ่ม


บรรดาทหารที่ได้ยินเสียงกลองเหมือนกับได้ฟังพระธรรมไล่ปีศาจจากฟากฟ้า จิตใจที่ฟุ้งซ่านคลุ้มคลั่งค่อยๆสงบลง พวกเขาเริ่มมองไปรอบกายอย่างงุนงง


“ท่านแม่ทัพ ท่าน…” ทหารหญิงผู้หนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกใจ มองไปยังชายเสื้อคลุมแม่ทัพ


ทุกสายตาในที่นั้นหันไปมองเช่นกัน เห็นได้ชัดเจนว่าบริเวณหน้าท้องของแม่ทัพหญิงนางนั้นนูนสูงขึ้นจนผิดปกติ สีหน้าของนางซีดขาวราวหิมะ เลือดสีแดงสดไหลหยดจากชายเสื้อคลุม ทว่าผู้เป็นแม่ทัพกลับเพียงแค่กัดริมฝีปากแน่น คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนรถศึก ใช้สองมือเก็บเศษเครื่องรางหยกที่แตกออกเป็นสามส่วนอย่างเรียบร้อย เอ่ยเสียงเย็น “สั่งถอยทัพ กลับเมืองเดี๋ยวนี้”


และฝั่งเจดีย์ผี ฉินหลิวซีตกใจเล็กน้อยมองออกไปไกล สีหน้าเย็นเยียบ


“จิ้งจอก เจ้าไปดูห่างออกไปร้อยลี้ มีคนใช้เครื่องรางของข้า ปกป้องนาง รอข้า”


เฟิงซิวดึงมิติกลับ ก่อนจะแปรเปลี่ยนร่างเป็นลำแสงวาบออกไปในทันที


ฉินหลิวซีรวบรวมพลังแห่งเต๋าแปลงเป็นเชือกผูกพันเจ้าสัตว์หินที่เปี่ยมด้วยพลังชั่วร้ายและพลังแห่งความอาฆาตไว้แน่น ยิ่งมันดิ้นรน เชือกยิ่งรัดแน่นจนพลังโหดร้ายของมันพลุ่งพล่าน


นางใช้เล็บกรีดนิ้วชี้ซ้ายจนเลือดไหลออกมาหนึ่งหยด ปลดปล่อยพลังวิญญาณรวมกับพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของกระดูกพระพุทธะ กดลงบนตัวสัตว์หินด้วยท่าทีดุดัน


เจ้าสัตว์หินพลันชะงัก “เจ้ารู้วิชานี้ได้อย่างไร”


ฉินหลิวซีไม่ได้ตอบ แต่กลับเร่งมือวาดยันต์ลงบนตัวมันอย่างรวดเร็ว แสงสีทองฉายวาบขึ้น สัตว์หินส่งเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด แต่เสียงกลับค่อยๆลดลงจนในที่สุดมันก็ไร้การเคลื่อนไหว


ต่อจากนั้น นางออกแรงกดลงบนตัวสัตว์หินอีกครั้ง


เพล้ง!


สัตว์หินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆร่วงลงพื้น


ในขณะเดียวกัน พลังอาฆาตอันหนาแน่นที่ห่อหุ้มเจดีย์ผีกลับพุ่งกระจายไปทั่ว พลังวิญญาณร้ายทั้งปวงไหลลงใต้ดิน ฉินหลิวซีใช้นิ้วดีดหนึ่งครั้ง เปลวไฟนรกลุกพุ่งใส่โครงกระดูกเจดีย์ผี


โครม


เปลวเพลิงลุกโชนจากฐานขึ้นสู่ยอด เผาไหม้จนเจดีย์ผีกลายเป็นเจดีย์เพลิง พลังชั่วร้ายถูกไฟกลืนกินจนสิ้น


ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือน ม่านทรายเหลืองปลิวว่อน


วิญญาณนับหมื่นแสนแปรเปลี่ยนเป็นประกายเล็กๆลอยเลือนหายไปในความว่างเปล่า


ฉินหลิวซีเคลื่อนไหวชั่วพริบตา เงื้อมือฟาดไม้จินกังลงพื้น โยนหินเก้าตาของราชาเทพขึ้นไปในอากาศ หินเก้าตากระจายพลังอำนาจออกมา ตรึงร่างหนึ่งเอาไว้


ร่างนั้นคือพลังอาฆาตที่รวมตัวกันจนเกิดเป็นวิญญาณร้าย แม้ถูกตรึงไว้ด้วยหินเก้าตายังดิ้นรนไม่หยุด จะเรียกว่าวิญญาณก็หาใช่ไม่ เรียกว่าดวงจิตแห่งความพยาบาทจะดีกว่า


มันคือลูกแก้ววิญญาณที่ซื่อหลัวสร้างขึ้นโดยการหลอมวิญญาณของราชาผีซีฟาง ทั้งยังกลืนกินวิญญาณอาฆาตและพลังชีวิตมากมายจนเกิดเป็นดวงจิตพยาบาท


ตราบใดที่มันยังอยู่ เจดีย์ผีย่อมกลับมาฟื้นคืนชีพ กลืนกินทุกสิ่งได้อีกครั้ง


“จะไปไหนหรือ” ฉินหลิวซีกวักมือเรียก เรียกหินเก้าตากลับมา จากนั้นก็ยกมือกำหมัดขึ้นมา


อยากหนี ถามหมัดข้าแล้วหรือ


ตอนที่ 1175: ไม่มีอะไรต้องพูดกับเจ้า มาสู้กัน


สายลมเย็นเยียบพัดพาทรายเหลืองฟุ้งกระจายไปทั่ว คว้าจับวิญญาณอาฆาตที่พยายามดิ้นรนหลบหนีจากหินเก้าตา ฉินหลิวซีเงื้อหมัดซัดลงไปไม่หยุด หากวิญญาณอาฆาตนั้นมีเลือดเนื้อ เสียงที่ได้ยินคงดังปึงปังราวกับชนกำแพงหินใหญ่


การโจมตีฝ่ายเดียวของนาง ทำให้วิญญาณอาฆาตกรีดร้องเสียงแหลมแทงทะลุแก้วหู เสียงนั้นปนเปจนวุ่นวาย บ้างเหมือนเสียงร่ำไห้ของชายหญิงคนแก่และเด็ก บ้างคล้ายเสียงครวญครางของสัตว์ป่า ทุกชีวิตที่ถูกเจดีย์ผีกลืนกินไม่อาจหลุดพ้น เมื่อตายไปจึงเต็มไปด้วยความอาฆาต ก่อเกิดเป็นร่างรวมของวิญญาณเหล่านั้น


ลองคิดดูสิ วิญญาณนับพันหมื่นร่ำไห้ครวญครางพร้อมกัน ช่างโศกเศร้าสลดเสียจนจิตใจแทบแตกสลาย พวกมันยังเผยให้เห็นสภาพขณะที่ตาย แต่ละร่างดูพิสดารน่าสยดสยอง บีบคั้นหัวใจผู้พบเห็นให้สิ้นหวัง


ทว่าฉินหลิวซีกลับเลือกปิดหูปิดตา นางไม่ได้ยิน ไม่ได้มองเห็น หรือถึงจะเห็นก็ทำเหมือนมองไม่เห็น นางกดวิญญาณอาฆาตไว้และซัดมันอย่างไม่ปรานี


วิญญาณอาฆาตมองดูหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังอาละวาดอย่างสิ้นหวัง หญิงสาวที่ดูเรียบร้อย ทำไมถึงรุนแรงเพียงนี้


มันพยายามใช้อำนาจแห่งความอาฆาตของตนโจมตีนาง แต่พลังนั้นกลับถูกแรงกดดันแห่งเต๋าของนางสะท้อนกลับมา แรงสะท้อนทำให้พลังอาฆาตของมันพังทลาย พลังในตัวก็พลอยลดลง


หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป วิญญาณอาฆาตซึ่งดำรงอยู่ด้วยพลังลบก็จะสลายหายไป


วิญญาณอาฆาตกรีดร้อง “พอแล้ว อย่าตีเลย”


รู้ความรู้เวลาเป็นผู้มีไหวพริบ มันยกธงขาวยอมแพ้ไม่ได้หรือ


ฉินหลิวซีหัวเราะเย็นชา ดึงศาสตราวุธที่พกติดตัวออกมาแล้วเอ่ย “เจ้าเข้าไปเอง”


ศาสตราวุธนี้ไร้วิญญาณกระบี่ นางยังหาไม่ได้ ตอนนี้ได้โอกาสพอดี วิญญาณอาฆาตนี้เป็นตัวเลือกเหมาะสม นำมันเข้าไปในศาสตราวุธ จากนั้นนางจะหลอมใหม่อีกครั้ง ศาสตราวุธก็จะมีทั้งวิญญาณและจิตวิญญาณ


วิญญาณอาฆาตนี้เดิมเป็นจิตวิญญาณที่หลอมขึ้นโดยราชาผีซีฟาง เมื่อครั้งยังมีชีวิตเคยเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร ฆ่าคนมานับหมื่น หลังความตายกลายเป็นปีศาจผีร้าย มีชื่อเสียงในด้านความอำมหิต ถูกซื่อหลัวหลอมจนเป็นแก่นจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ยามนี้เมื่อมันได้ดูดซับวิญญาณอาฆาตจำนวนมาก กลายเป็นวิญญาณอาฆาตที่เต็มไปด้วยพลังลบ แต่หากนางปราบได้ก็ยังนำมาใช้ประโยชน์ได้ นับประสาอะไรกับการหลอมอีกขั้นเพื่อขจัดพลังลบ


ทันใดนั้นศาสตราวุธก็แผ่กลิ่นอายอาฆาตสังหารออกมาอย่างรุนแรง สั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายดุร้ายพุ่งทะลุไปทุกทิศ หากมีใครพบเห็นย่อมต้องบาดเจ็บ


ฉินหลิวซีใช้เลือดแต้มลงบนตัวศาสตราวุธ ก่อนใช้นิ้วสองนิ้ววาดอักขระสะกดจิตวิญญาณอาฆาตไว้


“อย่ากำเริบ ไม่เช่นนั้นข้าจะเผาเจ้า”


ศาสตราวุธสั่นอีกครั้งแล้วสงบลง ไม่กล้าท้าทายอีกต่อไป


ความอ่อนแอ ไร้หนทาง ไม่กล้าเสี่ยง


ฉินหลิวซีแค่นเสียงเย็นชา ก่อนลงคาถาปิดผนึกบนศาสตราวุธเพื่อป้องกันความเสียหายต่อของอื่นๆ ในถุงเฉียนคุนของนาง


นางจุดเปลวไฟเผากองกระดูกที่เฟิงซิวรวบรวมไว้ กำจัดพลังอาฆาตและสิ่งอัปมงคล


ไม่ใช่ว่าฉินหลิวซีโหดร้าย เพียงแต่กระดูกเหล่านี้เต็มไปด้วยพลังลบและพลังอาฆาต หากทิ้งไว้ก็จะก่อเกิดวิญญาณอาฆาตอีก


เมื่อไร้จิตวิญญาณแล้ว จะยึดติดกับกระดูกไปไย


ให้ฝุ่นคืนสู่ดินย่อมเป็นจุดจบที่เหมาะสมที่สุด


นางมองดูกระดูกกลายเป็นเถ้าถ่าน ปลิวไปตามสายลม พลังอาฆาตถูกไฟนรกเผาผลาญจนสลาย จากนั้นร่ายมนต์บทหนึ่งเพื่อส่งวิญญาณ ขณะกำลังจะจากไป ทว่าพลันร่างตึงเครียดขึ้นมา


นางหมุนตัวอย่างรวดเร็จ ใช้ไม้จินกังฟาดไปในอากาศก่อนแล้วจึงถอยหลังสองสามก้าว


เสียงหัวเราะดังขึ้น


ฉินหลิวซียืนมองความว่างเปล่าที่นางได้ฟันผ่านไป ในที่สุดเงาดำร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ดวงตานางหดเกร็ง เคลื่อนสายตาไปยังเงานั้น เอ่ยด้วยเสียงเยือกเย็น “มารเอ้อฝูซื่อหลัว”


ซื่อหลัวหัวเราะขึ้นมา เอ่ย “ที่แท้ ข้าได้เปลี่ยนจากปีศาจร้ายกลายเป็นเอ้อฝูแล้วหรือ ก็ถือว่าไม่เลว พระ ยังน่าฟังกว่าปีศาจอยู่บ้าง เจ้าตัวน้อย เจ้าดูน่าสนใจกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”


“เป็นเจ้าจริงๆด้วย” ฉินหลิวซีกำด้ามไม้จินกังในมือแน่น จับจ้องเงาดำใต้ผ้าคลุมดำสนิทซึ่งกลมกลืนไปกับท้องฟ้า หัวเราะเย็น “ช่างขี้ขลาดเกินกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก ถึงกับไม่กล้าเผยโฉมหน้า เจ้าไม่กล้าพบผู้คนหรือไร”


ซื่อหลัวมองไม้จินกังในมือนางเพียงแวบเดียว พลางหัวเราะในลำคอ “ปากดีเสียจริง”


“แต่การลอบโจมตีไม่ใช่สิ่งที่สตรีดีงามพึงกระทำ” เขาถอยหลบไม้จินกังที่ฟาดเข้ามาอย่างรวดเร็ว เอ่ย “ของวิเศษแห่งพระกษิติครรภ์ยังตกมาอยู่ในมือเจ้า รวมถึงหินเก้าตาของมหาเทพ ดูท่าบรรดาผู้เฒ่าแห่งนรกนั้นคงฝากความหวังไว้ที่เจ้า หวังใช้เจ้ามาจัดการข้าสินะ โอ้ แต่อย่าเพิ่งรีบใช้พลังวิญญาณจนสิ้นเปลืองไปนัก ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อสู้กับเจ้า เราสองคนยังไม่ถึงเวลาต้องประลองเป็นตายกัน แน่นอนว่าหากวันใดเจ้ามีความสามารถเดินทางขึ้นมาพบข้าบนจุดสูงสุด ข้าก็ยินดีรอ”


“อ้อ ฟังจากคำพูดของเจ้า ดูเหมือนเจ้ามั่นใจว่าจะไปถึงวันที่เจ้าคิดไว้จริงๆสินะ” ฉินหลิวซีหรี่ตาลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงเย้ยหยัน “ข้าลองคิดดู วันที่เจ้าว่านั้น คงหมายถึงวันที่เจ้าจะได้บรรลุเป็นเทพกระมัง”


ซื่อหลัวลอยตัวอยู่กลางอากาศ ประสานสายตากับนางจากระยะไกล เอ่ย “เจ้าก็เดาได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ เจ้ายังสามารถทะลวงค่ายอาคมที่ข้าวางไว้จนพังไปสองจุด เจ้าย่อมสังเกตเห็นบางสิ่ง ไม่ฉะนั้นคงไม่อาจทำลายดวงตามันได้สำเร็จ”


“โมโหหรือ โกรธก็ถูกแล้ว” ฉินหลิวซีกุมไม้จินกังในมือ ขณะมืออีกข้างไพล่ไปด้านหลัง เอ่ย “แผนร้ายของเจ้าถูกข้าดูออกแล้ว เจ้าร้อนรน ถึงขนาดต้องมาเองเช่นนี้”


ซื่อหลัวส่ายนิ้วช้าๆ “เปล่าเลย ข้ามาก็เพียงแค่มาดูเจ้าเท่านั้น สำหรับแผนการที่เจ้าว่า มันไม่ใช่แผนร้าย แต่เป็นแผนเปิดเผย แต่เจ้าเด็กน้อย เจ้าจะทำอะไรได้ เมื่อห้าพันปีก่อน พลังวิญญาณยังคงสมบูรณ์เหลือเฟือ บรรพชนของเจ้าจึงร่วมมือกันผนึกข้าไว้ในมหาอเวจีนรกลึก แต่บัดนี้ สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว ข้าไม่กลัวที่พวกเจ้าจะล่วงรู้แผนการของข้า ข้าต้องการเป็นเทพ เป็นผู้ปกครองหนึ่งเดียว แล้วพวกเจ้าจะทำอย่างไร พวกเจ้ารู้ทั้งรู้ว่าข้าจะทำอะไร แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ได้แต่อดทนดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง ข้าชอบเห็นสีหน้าพวกเจ้าเมื่อเจ็บแค้นข้าแต่ไม่สามารถกำจัดข้าได้”


“พูดจาไร้สาระยืดยาวเช่นนี้ ต้องการโอ้อวดความยิ่งใหญ่ของเจ้าหรือ” ฉินหลิวซีหัวเราะเยาะ “ในเมื่อเจ้าวิเศษนัก อยากเป็นเซียนเป็นพระพุทธเจ้าเป็นเทพ การฝึกฝนบำเพ็ญเพียรตามปกติก็ย่อมสามารถบรรลุธรรมได้แล้ว เหตุใดเจ้าจึงต้องใช้ชีวิตมนุษย์บูชายัญสร้างค่ายอาคมนี้เพื่อบรรลุความเป็นเทพเล่า”


“นั่นเพราะว่าฟ้าดินไม่ยอมให้ข้าบรรลุธรรม บัดนี้พวกเจ้าเรียกข้าว่าเอ้อฝู แต่เมื่อหลายพันปีก่อน พวกเขาเรียกข้าว่าปีศาจร้าย นักบวชปีศาจ มารแห่งธรรมะ ก็เพียงเพราะพลังของข้านั้นแข็งแกร่ง แต่ข้ากลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของพวกเขา ข้าจึงถูกประณามด้วยชื่อเหล่านี้


เสียงซื่อหลัวเย็นยะเยือก “พวกเขากลัวว่าข้าจะกลายเป็นเทพมาร จึงกดขี่ข้าด้วยความอคติ ข้าหวังจะบรรลุธรรมเพื่อเป็นเทพอันแท้จริง แต่ทั้งฟ้าดินและสองนิกายพุทธเต๋ากลับไม่ยอม พวกเขาต้องการพลังของข้า ทั้งกลัวพลังของข้า ดังวลีที่ว่า ต้องการ อยากได้ และยังต้องการอีก เสแสร้งลวงโลกเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง น่ารังเกียจยิ่งนัก และฟ้าดินนี้ หากไม่อนุญาตข้า ข้าก็จะฝืนลิขิตสวรรค์ไปให้สุด แล้วมันผิดตรงไหนเล่า ส่วนชีวิตมนุษย์นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้า หากจะโทษก็โทษฟ้าดินที่ไม่ยุติธรรมเถิด”


ใจของฉินหลิวซีจมลึก


ฉินหลิวซีไม่ได้ฟังไม่ออกถึงความโกรธแค้นและไร้ความปรานีของชายผู้นี้ หากแต่เขาได้เปิดไพ่แล้ว นั่นหมายถึงวันที่เขาจะบรรลุถึงจุดสูงสุดคงไม่ไกลนักไม่ใช่หรือ


ซื่อหลัวเงยหน้าขึ้นมองฟ้า “ดังนั้นถึงต้องบูชายันต์อย่างไรเล่า มันไม่อนุญาต ข้าก็จะทำลายมันทิ้งเสีย โลกนี้พังทลายแล้ว สวรรค์ก็อยู่ไม่ได้แล้ว”


“เจ้าเป็นบ้าจริงด้วย”


“ต่างกันตรงไหนเล่า” ซื่อหลัวมองไปที่นาง “เจ้าและข้าก็มีจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน เกิดมาเป็นคนบ้า หากเจ้าต้องการก็เข้าร่วมกับข้า เราจะทำลายฟ้าแห่งนี้และสร้างโลกใหม่ขึ้นมาใหม่ กลายเป็นผู้ปกครองไม่ต้องถูกห้าโทษสามวิบัติไม่ถูกกฎเกณฑ์ใดๆบังคับ เป็นอย่างไร”


“ไม่เป็นอย่างไร วิถีแตกต่างกันก็ไม่ควรร่วมมือกัน” ตั้งแต่วันที่เขาสังหารอาจารย์ของนาง พวกเขาก็เป็นศัตรูจนวันตาย


ซื่อหลัวเอ่ย “เจ้าฉลาดนัก ทำไมต้องยอมรับการควบคุมจากผู้อื่น”


“เจ้าก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน ยังมีผู้ชี้ทางให้เจ้าเข้าฝึกฝน ไม่รู้หรือว่าหากไร้ระเบียบย่อมไร้กฎเกณฑ์ การฝึกฝนที่ไร้ขอบเขตย่อมสูญเสียจุดมุ่งหมายในใจ”


ซื่อหลัวนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมา “ถ้าอย่างนั้น เจ้าคงไม่อาจกลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้”


ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “ดังนั้นข้าทำลายแผนของเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าก็ไม่กลัวว่าข้าจะทำลายค่ายอาคมสำเร็จเป็นเทพของเจ้า ทำให้เจ้าไม่สำเร็จอีกครั้ง เพราะเจ้ามีไพ่สุดท้ายที่เหนือกว่าแล้วอย่างนั้นหรือ”


ซื่อหลัวไม่ได้ตอบโดยตรง เอ่ย “การเล่นโดยไม่มีคู่แข่งย่อมเหงาและน่าเบื่อ เจ้าทำให้ข้าล้มในที่เดิมได้หรือไม่ ข้าจะจับตารอชม”


ใบหน้าของเขาเย่อหยิ่งกว่าของนางเสียอีก


“มุมมองแตกต่าง ไม่มีอะไรต้องคุยกับเจ้า มาสู้กัน” ฉินหลิวซีเคลื่อนไหวรวดเร็ว พุ่งเข้าหาเขา


“ช่างเป็นเด็กน้อยที่ไม่ยอมฟังคำสั่งจริงๆ” ซื่อหลัวยกมือร่ายอาคม เป็นวิชาพายุฝนฟ้าคะนองแห่งเต๋า


เสียงดังสนั่น พายุทรายสีเหลืองฟุ้งกระจายไปทั่ว


ฉินหลิวซีฝ่าทะลวงพายุทรายออกมาอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาก็มาถึงตัวเขา ใช้ไม้จินกังฟาดออกไป แสงทองสว่างจ้า ส่งเป็นอักขระโจมตีเขา


“ไม้จินกังนี้เป็นของดี แต่ข้าเองก็รู้เกี่ยวกับคัมภีร์พุทธอยู่บ้าง” ซื่อหลัวยิ้มบาง มือทั้งสองทำสัญลักษณ์มือแบบพุทธ ส่งไปยังแสงสีทองนั้น แม้แสงสีทองจะไม่ถูกทำลาย แต่ก็ไม่อาจทำร้ายเขาได้แม้เพียงนิด


“กระแสจิตเจ้าเป็นเช่นนี้ ไต้ซือผูเซิงน่าจะชื่นชม” เสียงของฉินหลิวซีเย็นยะเยือก


ผูเซิง


ฉินหลิวซีคว้าศาสตราวุธ นิ้วมือซ้ายสัมผัสที่ศาสตราวุธ เลือดไหลออกมา เสริมอำนาจแก่ศาสตราวุธโจมตีไปยังซื่อหลัว


เมื่อศาสตราวุธออกมา พลังปีศาจยิ่งรุนแรง


แม้จะถูกฝังอยู่ใต้ดินมานานหลายพันปี แต่พลังดวงจิตอาฆาตที่ถูกผนึกในศาสตราวุธพร้อมกับพลังของซื่อหลัวทำให้เกิดพลังที่น่ากลัวและปั่นป่วน


ซื่อหลัวถูกแสงทองที่เป็นราวกับมังกรและเสือกัดทำลายจนถูกกลืนหายไป


เขาหัวเราะในขณะที่ลมหายใจของเขาหยุดลงเอ่ย “ข้าคาดเดาผิดแล้ว ว่าเจ้าจะไม่สามารถมาถึงจุดสูงสุดที่ข้าคิดว่าจะเจอกับข้าได้ เจ้าตัวเล็ก ข้ารอเจ้าอยู่ เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะไปเอาของคืนจากเจ้าเอง”


เสียงของเขาหายไปจากโลกนี้ทันที


ฉินหลิวซีคุกเข่าลงบนพื้น ศาสตราวุธปักลงที่เนินซ้ายด้านข้าง นางเช็ดเลือดที่มุมปาก สีหน้าไม่น่ามอง


แม้กระทั่งจิตวิญญาณยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเขา เขาเพียงแบ่งพลังส่วนหนึ่งออกมาเผชิญหน้ากับนาง และไม่สังหารนาง เป้าหมายเพื่อมาก่อกวนนางหรือ


ฉินหลิวซีมองไปที่นิ้วชี้ข้างซ้ายของตน ท่าทางครุ่นคิด เขารู้ดีว่ากระดูกของเขาอยู่กับนาง แต่ไม่เอาคืนไป ทว่ารอวันที่เหมาะสม น่าเสียดายจริงๆ


ซื่อหลัวรวบรวมจิตวิญญาณกลับคืนสู่ร่างกาย หลายส่วนของเขาปวดร้าวจากพลังสะท้อนกลับ เขาหัวเราะขึ้นมา “เริ่มจากทำลายใจ แล้วใช้พลังของข้ามาทำลายข้า หากเจ้ามีเวลา เจ้าจะเติบโตไปถึงขั้นใดกัน”


เขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นแล้ว


[1] เอ้อฝู ก็คือพระชั่ว พระมาร


ตอนที่ 1176: นางมาแล้ว ดาวเสือขาวถือกำเนิด


เฟิงซิวรู้สึกกังวลเล็กน้อย ว่าแต่เจ้าคนนั้นทำไมยังไม่มาสักที หรือว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ คงไม่ใช่ว่าแม้แต่พลังอาฆาตนั่นก็จัดการไม่ได้กระมัง


เขายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวจากระยะไกลกว่าร้อยลี้ มันคืออะไร


คิดจะไปสำรวจ ทว่าค่ายทหารนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปได้ ฉินหลิวซีให้เขามาเฝ้ารักษาที่นี่ สตรีที่อยู่ข้างใน มีเครื่องรางหยกของฉินหลิวซี


แต่ว่าเป็นสตรีที่ใกล้คลอดแล้ว ยังจะมาอยู่ในสนามรบทำไม บุรุษของต้าเฟิงตายสิ้นแล้วหรืออย่างไร ให้สตรีท้องโตมาทำสงคราม ไม่กลัวจะเป็นอันตรายหรือ


เฟิงซิวได้ยินเสียงอื้ออึงมาจากในค่าย แม้จะบ่นอยู่ในใจ แต่ก็นับถือ คลอดลูกเจ็บปวดปานนี้ สตรีผู้นั้นกลับไม่กรีดร้องเสียงดัง สมแล้วที่เป็นสตรีที่เป็นแม่ทัพได้ จิตใจมั่นคง


“มองอะไร มองอีกข้าจะควักตาเจ้าออกมา” เฟิงซิวเฝ้าอยู่ข้างกระโจม จ้องเหล่าทหารที่เฝ้าอยู่เช่นกัน


ทหารเหล่านั้นโกรธทว่าไม่กล้าเอ่ยปาก


เพราะแม่ทัพของพวกเขาจะคลอดก่อนกำหนด ค่ายทหารแห่งนี้ห่างจากเมืองหลวงหนึ่งร้อยลี้ ร่างกายของนางกลับไม่เหมาะที่จะเดินทางกลับเมืองแล้ว


ในค่ายทหารนี้มีเพียงแพทย์ทหาร ไม่มีหมอตำแย อีกทั้งยังไม่มีอุปกรณ์พร้อมสำหรับการคลอด ทุกคนต่างก็วุ่นวายกันไปทั่วเหมือนแมลงวันที่บินไปทั่วโดยไม่มีหัว


นางไม่เพียงแต่เป็นแม่ทัพหญิง แต่ยังเป็นภรรยาของแม่ทัพเฉวียน ในท้องของนางคือเจ้านายน้อยแห่งตระกูลเฉวียน จะเกิดเรื่องขึ้นไม่ได้


ในตอนที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เฟิงซิวผู้ที่งดงามราวกับสตรีผู้นี้ก็ปรากฏตัวขึ้น เมื่อรับรู้สถานการณ์แล้ว เขาก็หายตัวไปเหมือนผี สาบสูญไป


และเมื่อปรากฏกลับมาครั้งที่สอง เขากำลังถือหมอตำแยคนหนึ่งมาด้วย


ทุกคนต่างรู้สึกว่ามันแปลกประหลาด ไม่สิ ตั้งแต่ช่วงเวลาพลบค่ำจนฟ้ามืดราวกับเป็นเวลาไปยมโลก เหล่าทหารฆ่าตัวตายราวกบถูกล่อลวง พวกเขาก็รู้ตัวว่าตนเองโชคร้ายแล้ว


หากไม่ใช่เพราะท่านแม่ทัพตีกลอง เสียงกลองดังข่มขู่พลังเหนือธรรมชาติ ไม่แน่พวกเขาอาจจะตายกันหมดก็เป็นได้


พวกเขากลับไม่รู้ว่าสีเจิงไม่ได้เชื่อเฟิงซิว แต่เชื่อฉินหลิวซี เพราะเขารู้จักเครื่องรางหยกชิ้นนี้ และบอกว่านางจะมาในไม่ช้า


สีเจิงสีหน้าซีดขาว ทว่าไม่มีความหวาดหวั่นแม้เพียงนิด นางมาแล้ว ตนและลูกจะไม่เป็นไร


นางนั้นเป็นศรัทธาของตนมาตลอด


ดังนั้นต่อให้เจ็บจนแทบสะลึมสะลือ สีเจิงก็ไม่แสดงออกถึงความตื่นตระหนก


นางไม่ตกใจ ทว่าหมอตำแยกลับตกใจ


สตรีบ้านใดจะกล้าหาญเพียงนี้ ท้องใหญ่เพียงนี้ยังกล้าลงสนามรบ ให้ความสำคัญกับร่างกายตนเองหรือไม่


ตอนนี้คลอดก่อนกำหนด เด็กน้อยที่ขาดอีกไม่กี่วันถึงจะเจ็ดเดือนจะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ย่อมบอกได้ยาก ที่สำคัญก็คือช่องคลอดนางไม่เปิดน่ะสิ


“จะคลอดเมื่อใด รีบทำคลอดสิ ไม่เห็นหรือว่าใบหน้าของท่านแม่ทัพเราซีดจนไร้สีคนแล้ว” ทหารหญิงที่มีแผลเป็นบนใบหน้า รูปร่างสูงใหญ่จ้องหมอตำแยเขม็ง


หมอตำแยมือสั่น คุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะหลายครั้ง เอ่ยอึกอัก “ไม่ใช่ข้าไม่ทำคลอด แต่ช่องคลอดยังไม่เปิดเลย”


ทหารหญิงสีหน้าพลันเปลี่ยน


นางเองก็เป็นสตรี แน่นอนรู้ว่าช่องคลอดไม่เปิดจะมีผลอย่างไร ร้ายที่สุดคือเด็กตายอยู่ในครรภ์ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่านี่เป็นการคลอดก่อนกำหนด


ทหารหญิงมองไปยังสีเจิง อีกฝ่ายเปิดตาขึ้น กัดลิ้นหนักๆ เอ่ย “ไปเตรียมน้ำร้อนให้มาก ไม่ต้องกลัว จะมีคนมาช่วยพวกเราสองแม่ลูกอย่างแน่นอน”


ไม่ใช่ ท่านเจ็บจนบ้าไปแล้วหรือไม่ สถานการณ์เช่นนี้ช่องคลอดท่านไม่เปิด เทพเซียนก็ยังช่วยได้ยาก


เฟิงซิวคือราชาปีศาจผู้หนึ่ง แน่นอนได้ยินสิ่งที่ด้านในคุยกันแล้ว ส่งเสียงหยัน นี่เป็นความเชื่อใจแบบน่ามืดตามัวนี่นา แต่ก็เป็นผู้ศรัทธาที่มีใจมั่นคง


เขาลุกขึ้นทันใด ด่าออกไปในอากาศ “ในที่สุดก็มาแล้ว ท่านกลับไปเดินอ้อมอารามชิงผิงหนึ่งรอบก่อนมาหรืออย่างไร”


เหล่าทหารที่เฝ้าอยู่กับเขามองอย่างมึนงง แต่ไม่นานลำคอของพวกเขาก็ราวกับมีบางอย่างมาอุดเอาไว้ อยากร้องก็ร้องไม่ออก มองฉินหลิวซีที่ปรากฏตัวขึ้นมาท่ามกลางความว่างเปล่าด้วยความหวาดกลัว มือสั่นระริก


เฟิงซิวมองฉินหลิวซี รู้สึกไม่ถูกต้องนัก เอ่ยถาม “เจ้าไปสู้กับผู้ใดมา”


“ซื่อหลัว” ฉินหลิวซีเดินตรงไปที่กระโจม ทิ้งไว้หนึ่งประโยค “เขาแยกร่างมา ไว้ค่อยคุยกัน”


เฟิงซิวขมวดคิ้ว รอตั้งสติได้ นางก็เดินเข้าไปในกระโจมแล้ว


ฉินหลิวซีปรากฏตัวขึ้น ทำให้ทุกคนในกระโจมตกใจ สตรีร่างสูงใหญ่ยืนขวางอยู่หน้าเตียง จ้องฉินหลิวซีเขม็ง “ผู้ใดกันกล้าบุกเข้ามาท่ามกลางค่ายทหารเช่นนี้”


สีเจิงมองเห็นนางแล้ว ดวงตาวาดโค้งลง “ในที่สุดท่านก็มาแล้ว หม่าอิง ไม่ต้องกลัว คนคุ้นเคย”


ฉินหลิวซีดมกลิ่นเลือดในกระโจม มือตวัดร่ายคาถา กลิ่นเลือดเข้มข้นจางหายไปทันใด ตัวนางเดินมาหยุดอยู่ข้างสีเจิง มองชั่วครู่ จึงเอ่ย “ทารกในครรภ์อ่อนแอ รอไม่ได้ ข้าจะฝังเข็มกระตุ้นการคลอด เจ้าเชื่อข้าหรือไม่”


“เชื่อ” ดวงตาของสีเจิงเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น


ฉินหลิวซีหยิบเข็มเงินออกมา ยัดยาเข้าปากนางหนึ่งเม็ด เอ่ย “เสริมพลังชีวิต”


รสชาติเข้มข้นของโสมเข้าปาก ละลางลงสู่ลำคออย่างรวดเร็ว ร่างกายที่เย็นเฉียบของสีเจิงพลันอุ่นร้อนขึ้นมา ร่างกายกลับมามีพลัง ใบหน้าไม่ซีดเหมือนก่อน


หม่าอิงมอง ตกใจไม่น้อย สายตาที่มองฉินหลิวซีราวกับมองเทพเซียนอย่างไรอย่างนั้น


ฉินหลิวซีเอ่ยกับหมอตำแยที่กำลังตื่นตกใจอยู่เช่นกัน “ทำคลอดเด็ก”


“อ๊ะ โอ้ โอ้” หมอตำแยที่เต็มไปด้วยความสงสัยทำตามคำสั่งทันที บอกทำคลอดก็ทำ เด็กจะออกมาง่ายอย่างที่นางบอกได้หรือ


ฉินหลิวซีไม่มองหมอตำแย หยิบเข็มเงินขึ้นมา ฝังเข็มลงบนบริเวณท้องของสีเจิงหลายจุด ฝังเข็มแล้ว มือของนางเคลื่อนไหวพร้อมคาถาโดยไว บทสวดดังฮึมฮัมออกมาจากปากนาง ดังไปทั่วในกระโจม


สีเจิงรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการหดตัวของมดลูกอย่างรุนแรง ส่งเสียงดัง ขมับเต็มไปด้วยเหงื่อที่ผุดออกมา


“เปิด เปิดแล้ว” หมอตำแยตะโกนด้วยความตกใจ


ฉินหลิวซีมือซ้ายยังคงสะกดจุดบนท้องของสีเจิง ต่อด้วยการกระตุ้นให้เด็กออกมาทางช่องคลอด


ฟึบ


หมอตำแยรับเด็กทารกที่ผอมราวกับแมวน้อย ไม่ทันได้สติว่านางทำอะไรอยู่


ที่จริงไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ในมือพลันมีเด็กคนหนึ่งอยู่ในมือ


เมื่อครู่ช่องคลอดยังไม่เปิดเลย ไยเวลาชั่วพริบตา เด็กก็หลุดออกมา


ฉินหลิวซีถอนเข็ม ฝังลงไปในจุดอื่นอีกเพื่อห้ามเลือดให้สีเจิง จากนั้นมองไปยังช่องคลอด โชคดีที่เด็กตัวผอมเท่าลูกแมวผอม ช่องคลอดไม่ฉีกขาด


“เจ้าจัดการสำความสะอาดสักหน่อย” ฉินหลิวซีรับทารกจากมือหมอตำแยอย่างเบามือและเห็นว่าเด็กนั้นยังคงมีพลังมืดติดตัวมา คงเป็นผลมาจากกลิ่นอายพลังหยินจากเจดีย์ผี


นางตัดสายสะดือแล้วใช้นิ้วมือแตะที่หน้าผากของเด็ก ส่งพลังบริสุทธิ์ให้แก่เขาเพื่อขับไล่พลังมืดออกไป นางหยิบไม้จินกังขึ้นมาด้วยท่าทางอ่อนโยน นางใช้ไม้จินกังตีลงที่ก้นเด็กเบาๆสามครั้ง


แสงสีทองเข้าสู่ร่างกาย


เด็กน้อยส่งเสียงร้องไห้เบาๆราวกับแมว


สีเจิงได้ยินเสียงร้องไห้นี้ วางใจขึ้นมา น้ำตาคลอเต็มเบ้า รู้สึกว่านางรู้สึกว่าหลังจากผ่านพ้นวิกฤติไปชีวิตของตนและลูกจะปลอดภัย


ด้านนอก เฟิงซิวมองเห็นสัตว์มงคลเสือขาวสว่างวาบเหนือกระโจม มุมปากยกขึ้น ซีเป่ยมีดาวเสือขาวมาจุติแล้ว แต่ละสถานที่จะต้องมีวีรบุรุษปกป้องแผ่นดินและทำให้บ้านเมืองมั่นคง


ครอบครัวนี้ ชาติที่แล้วไปโขกศีรษะขอพรจากที่ใดชาตินี้ถึงได้โชคดีเพียงนี้กันนะ


ตอนที่ 1177: ตั้งชื่อ เขาชื่อเฉวียนซี


ฉินหลิวซีอุ้มเด็กทารกที่ทำความสะอาดเรียบร้อย ห่อไว้ด้วยผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ยื่นให้กับสีเจิงพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูเถิด เป็นเด็กชาย”


สีเจิงมองลูกชายตัวน้อยด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความรัก เห็นร่างเล็กผอมบางราวลูกแมว จึงเอ่ย “เกิดมาในยามไม่เหมาะสม เกือบจะสูญเสียเขาไปแล้ว โชคดีที่เขาเป็นเด็กมีบุญ”


หากไร้ซึ่งบุญวาสนา เด็กคนนี้ซึ่งคลอดก่อนกำหนด ทั้งมิใช่ทารกเจ็ดดวงดาว ยังต้องเผชิญวิกฤติขณะคลอดอีก ไหนเลยจะได้มีโอกาสมาเกิดในโลกนี้


เพราะมีบุญวาสนาจึงได้มาเจอกับฉินหลิวซีในช่วงเวลานี้ และรอดชีวิตมาได้


อีกทั้งยังเป็นนางที่ช่วยชีวิตตนอีกครั้ง ครานี้ไม่ใช่เพียงหนึ่งชีวิต แต่ถึงสองชีวิต


สีเจิงหันมองฉินหลิวซีด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและเชื่อมั่น เอ่ย “ท่านช่วยตั้งชื่อให้เขาที”


ฉินหลิวซีคำนวณเวลาและตรวจดูดวงชะตา มองเด็กทารกอีกครั้งเอ่ย “ตั้งชื่อว่า ‘ซี’ ซึ่งหมายถึงแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ ออกเสียงเหมือนกับ ‘ซี’ ในชื่อฝูซี ตัวอักษรนี้สง่างามเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สื่อถึงการก้าวหน้า อีกทั้ง ‘ซี’ ยังหมายถึงแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ เด็กคนนี้คลอดก่อนกำหนดเพราะกระทบกระเทือนจากพลังอาฆาตอันเย็นยะเยือก เมื่อเกิดมาก็ยังคงมีพลังหยินหลงเหลืออยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายต่อเด็กที่เกิดก่อนกำหนดเช่นนี้ ทั้งหยินทั้งอ่อนแอ ไม่ง่ายที่จะเติบโต ดังนั้นชื่อ ‘ซี’ จึงเหมาะสมที่สุด”


แท้จริงแล้ว ชื่อ ‘ซี’ ก็ใช้ได้เช่นกัน แต่เพราะชื่อ ‘ซี’ นี้สัมพันธ์กับฮ่องเต้ในตำนาน และเขาคือทายาทตระกูลเฉวียนผู้ถือครองอำนาจทหาร หากใช้ชื่อดังกล่าว อาจตกเป็นเป้าความระแวงของราชวงศ์ สุดท้ายอาจนำภัยพิบัติมาสู่ตระกูล เกินกว่าจะคุ้มค่า


อีกทั้งดวงชะตาเด็กคนนี้ บ่งบอกถึงการจุติของดวงดาวแห่งเสือขาวในโลกมนุษย์ เขาจะต้องรับหน้าที่รักษาชายแดน ถือครองอำนาจทหาร ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นให้ราชวงศ์ระแวง หากผู้ครองแผ่นดินยุคนั้นมิใช่ฮ่องเต้ผู้รอบคอบ อาจเป็นภัยร้ายแรงในอนาคต


แม้ในยุคของฉีเชียนแผ่นดินจะยังมั่นคง แต่สำหรับรุ่นลูกหลานใครเล่าจะรู้ได้ว่าอาจเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงชะตาเด็กคนนี้ยังเผยให้เห็นถึงความลับแห่งสวรรค์ ราชวงศ์ฉีจะเปลี่ยนมือในอีกหนึ่งศตวรรษ


การใช้ชื่อ ‘ซี’ ซึ่งหมายถึงรุ่งอรุณดวงอาทิตย์จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งแสงสว่าง ในวันหนึ่งข้างหน้าหากเขาถูกบีบจนมืดมนไร้ทางออก ชื่อ ‘ซี’ นี้จะชี้ทางสู่แสงแห่งความหวัง


แต่ฉินหลิวซีมิได้เอ่ยความลับนี้ในที่แห่งนี้


สีเจิงพึมพำชื่อดังกล่าว แย้มยิ้มอ่อนแรงพลางเอ่ย “ชื่อที่ดี”


ฉินหลิวซีเอ่ย “การคลอดบุตรทำให้สูญเสียพลังชีวิต อีกทั้งร่างกายของเจ้าก็มีบาดแผลเรื้อรัง อย่าฝืนอีกเลย หลับตาพักผ่อนเถิด เด็กคนนี้ไม่ได้นับว่าเป็นทารกเจ็ดดวงดาว อีกทั้งยังโดนพลังอาฆาตเย็นยะเยือกมากระทบ ข้าจะพาเขาไปดูแลก่อน”


หม่าอิงชะงักไปครู่หนึ่ง พลางมองไปยังสีเจิงด้วยความลังเล ทว่าอีกฝ่ายกลับมีสีหน้าแสดงความซาบซึ้งยิ่งขึ้น เอ่ย “มีท่านดูแล เป็นบุญของเด็กคนนี้ ขอบคุณที่เมตตา รบกวนท่านแล้ว”


“พักผ่อนเถิด” ฉินหลิวซีกดจุดสะกดหลับ สีเจิงจึงเข้าสู่ห้วงนิทราในทันที


ฉินหลิวซีวางเด็กไว้ข้างเตียง หันไปสั่งหม่าอิง “ให้คนต้มน้ำแกงไก่ ใส่ขิงให้มากหน่อยเพื่อขับความเย็น เมื่อนางตื่นขึ้นมาแล้วให้ดื่มเสีย ร่างกายของนางมีบาดแผลเรื้อรัง ข้าจะฝังเข็มอีกครั้งและเขียนใบสั่งยาสำหรับฟื้นฟูหลังคลอด อากาศหนาว อย่าให้เจอลม”


“แล้วคุณชายน้อยเล่า” หม่าอิงมองทารกตัวน้อยอย่างลุ้นระทึก


ฉินหลิวซีหยิบเข็มเงินออกมา พลางเอ่ย “เขาอ่อนแอเกินไป คลอดก่อนกำหนด ร่างกายยังเปราะบางยิ่งกว่าแก้วเจียระไน พวกเจ้าไม่อาจดูแลเขาได้ด้วยตัวเอง”


หม่าอิงเอ่ยอย่างระมัดระวัง “แต่ต้องให้นมไม่ใช่หรือ”


“ข้ามีวิธี”


จากนั้นฉินหลิวซีเริ่มตรวจชีพจรของสีเจิง ก่อนลงเข็มตามจุดสำคัญ ใช้พลังเดินผ่านเส้นชีพจรเปิดลมปราณ


เมื่อเข็มปักตามจุดครบถ้วน นางจึงจรดพู่กันเขียนใบสั่งยา มอบให้หม่าอิง ฉินหลิวซีมองใบหน้าของสีเจิงด้วยรอยยิ้มบางเบา เมื่อนึกถึงสายใยวาสนาที่เคยเห็นระหว่างนางกับเฉวียนจิ่งในอดีต ในที่สุดสิ่งที่คาดไว้ก็กลายเป็นจริง


บัดนี้คิ้วของนางผ่อนคลาย จุดสามีภรรยาสมบูรณ์ คิดว่าเรื่องราวที่บ้านนางคงสงบ มิเช่นนั้นคงไม่สบายเช่นนี้ ยิ่งไม่มีทางแต่งกับตระกูลเฉวียนแล้ว


ดีจริงๆ


“เพิ่งจะเข้าเดือนสิบเอ็ดแท้ๆ ไฉนหิมะตกแล้วเบ่า” เสียงร้องอุทานดังมาจากด้านนอก


ฉินหลิวซีปลดปล่อยพลังจิตออกไปตรวจดู พบว่าท้องฟ้ายามค่ำที่มืดสนิทเริ่มโปรยปรายเกล็ดหิมะเล็กๆลงมา อากาศในกระโจมเย็นลงอีกหลายส่วนจนนางต้องขมวดคิ้วแน่น


เมื่อคิดถึงภัยพิบัติจากหิมะที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว นางก้มหน้าลงใช้นิ้วคำนวณ พอเห็นปรากฏในผังชะตาก็ต้องเคร่งเครียดขึ้นทันที


ฤดูหนาวปีนี้ยังหนาวเย็นยิ่งกว่าปีก่อน


เจ้ากำลังใช้แรงทั้งหมดที่มีอยู่นี่เอง


ฉินหลิวซีอุ้มเขาขึ้นมา พบว่าผ้าอ้อมนั้นเย็นเยียบ จึงวาดยันต์ไฟขึ้นมาสองแผ่น แผ่นหนึ่งใส่ไว้ในผ้าอ้อม อีกแผ่นวางในที่นอนของสีเจิง


นางเก็บเข็มที่ปักไว้ สีเจิงยังคงไม่รู้สึกตัว ฉินหลิวซีจึงอุ้มเด็กน้อยออกจากกระโจมไปยังกระโจมเล็กข้างๆ


เฟิงซิวกำลังเอนกายอยู่ในนั้น พอเห็นนางเข้ามาก็รีบลุกขึ้นยืนทันที พอเหลือบเห็นเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนนางเพียงครั้งเดียว ใบหน้าของเขาก็เผยความรังเกียจ


“ไฉนเหมือนลูกแมวผอมๆเช่นนี้เล่า เล็กเกินไป แถมยังน่าเกลียดอีก”


“ยังไม่ครบกำหนดคลอด อีกไม่กี่วันถึงจะครบเจ็ดเดือน รอดมาได้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงไม่พอใจ “เอาผลหลิงกั่วของเจ้ามา”


“คนแบบนี้ยังได้เจอท่านด้วย ถ้าไม่รอดนับว่าดวงซวยที่สุดในสามโลกแล้ว” เฟิงซิวพึมพำพลางล้วงผลหลิงกั่วออกมา ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ไม่ใช่ แม้ข้าจะไม่ใช่คน แต่มนุษย์ที่เพิ่งคลอดไม่ใช่ต้องกินนมหรือ ท่านให้เขากินสิ่งนี้น่ะหรือ”


“เขาอ่อนแอเกินไป น้ำจากผลหลิงกั่วจะช่วยเสริมสร้างร่างกาย ไม่มีปัญหาแน่นอน” ฉินหลิวซีรับผลมา นางไม่ได้บีบคั้น แต่เอาผลไปจ่อที่ปากเด็กก่อนจะร่ายคาถา น้ำจากผลหลิงกั่วราวกับถูกดูดออกมาเองไหลเข้าไปในปากเด็กโดยที่เขาไม่ต้องออกแรงดูดเลย


ผลหลิงกั่วขนาดเท่านิ้วก้อยสูญเสียน้ำไปจนแห้งเหี่ยวในชั่วพริบตา ขณะที่เจ้าตัวน้อยมีสีหน้าแดงเรื่อขึ้น พร้อมกับเลียริมฝีปากเหมือนยังติดใจ


เฟิงซิวมองเด็กที่แม้ดวงตายังไม่ลืม แต่ก็ได้ลิ้มรสสิ่งที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังหาได้ยาก จึงเอ่ย “ท่านไม่กลัวเขาติดรสเลิศเกินไปหรือ”


“เป็นเด็กที่ดีคนหนึ่ง” ฉินหลิวซียื่นเด็กให้อีกฝ่ายอุ้มแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อย่างน้อยก็เฝ้าอยู่ เจอกันครั้งแรก ทำตัวเป็นผู้อาวุโสหน่อย อย่างไรก็ต้องให้ของรับขวัญกระมัง”


สิ่งเล็กๆเย็นเยียบโผล่มาในมือเฟิงซิวอย่างไม่ทันตั้งตัว มือเขาถึงกับแข็งทื่อ ใบหน้าหล่อเหลาซึ่งมักนิ่งสงบกลับซีดขาวทันที


“เอาคืนไป เอาคืนไปเร็ว” เฟิงซิวร้องเสียงดัง


ฉินหลิวซีหัวเราะพลางอุ้มเด็กคืนมา เฟิงซิวค่อยหายใจโล่งอก แต่พอนึกได้ว่าตนเพิ่งจับเด็กแค่เดี๋ยวเดียว แผ่นหลังยังเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ อดไม่ได้ที่จะคิดว่า เด็กอ่อนช่างน่ากลัวยิ่งนัก


“เขาชื่ออะไรหรือ” เฟิงซิวจิ้มที่จุดสำคัญบนหน้าผากเด็กก่อนจะเอ่ยขึ้น “อย่างอื่นไม่มี ขอแค่คุ้มครองให้เขามีชีวิตรอดก็แล้วกัน”


“แสงแห่งรุ่งอรุณ เขาชื่อ เฉวียนซี”


เปลือกตาของเฉวียนซีกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆลืมตา พอแสงสว่างเลือนลางผ่านเข้ามาในสายตา เขาเห็นเพียงรางๆว่ามีจิ้งจอกสีแดงเพลิงตัวใหญ่โตหางเก้าหางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะปิดตาลงอีกครั้ง


ฉินหลิวซียิ้มอ่อนโยน “เด็กคนนี้รู้จักมองคนดีคนเลว”


รอยยิ้มของนางอ่อนหวานนุ่มนวลยิ่ง เฟิงซิวเลิกคิ้ว เอ่ย “ดูเหมือนท่านจะดีใจมาก”


รอยยิ้มของฉินหลิวซียิ่งชัดเจนขึ้น “สิ่งใหม่ที่กำเนิดขึ้น ย่อมทำให้คนรู้สึกสุขใจเสมอ”


นั่นสินะ


รอยยิ้มของเฟิงซิวหายไป เอ่ย “กลับมาเข้าเรื่อง ก่อนหน้านี้ท่านหมายความอย่างไร ท่านสู้กับซื่อหลัวอย่างนั้นหรือ”


[1] ฝูซี เป็นเทพและบุคคลในตำนานจีนที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีนโบราณ ถือว่าเป็นหนึ่งใน สามกษัตริย์ ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับมนุษย์ในยุคเริ่มต้น โดยในตำนานฝูซีมีสถานะเป็นปฐมกษัตริย์และผู้นำในยุคดึกดำบรรพ์ บางครั้งยังถูกยกย่องว่าเป็น “บิดาของมนุษยชาติ”


[2] ซี แต่ชื่อของเฉวียนซีจะมีตัวอักษรที่แปลว่าดวงอาทิตย์อยู่ด้วย เขียนว่า ซี


ตอนที่ 1178: เขากับข้าล้วนมีวาสนาในวิถีเดียวกัน


ฉินหลิวซีสีหน้านิ่งสงบเยือกเย็น เอ่ยเล่าเรื่องการปะทะกับซื่อหลัวเพียงสามประโยคสั้นๆกระชับไร้คำเกินความจำเป็น


เฟิงซิวขมวดคิ้วเอ่ย “ตามที่ท่านว่า นั่นหมายความว่าเขารู้อยู่แล้วว่าท่านสำรวจม่านอาคมนั้น อีกทั้งยังยอมรับว่าจุดนั้นคือดวงตาของค่ายอาคม แต่แม้พวกเราทำลายไปถึงสองแห่ง เขากลับมิได้มีท่าทีร้อนรน เหมือนกับว่าไม่ได้ใส่ใจอะไร”


ฉินหลิวซีระลึกถึงท่าทีของซื่อหลัว เอ่ยเบาๆ “เป็นเช่นนั้นจริง”


“หากเขาไม่ใส่ใจ เช่นนั้นเหตุใดจึงต้องตั้งค่ายอาคมขึ้นมาให้เสียแรงเสียพลัง” เฟิงซิวยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ “อย่างเช่นครั้งนี้ ไยเขาต้องยอมเสียพลังวิญญาณ มีเวลาว่างเช่นนี้มิสู้เก็บพลังไว้เผชิญเคราะห์สวรรค์มีดีกว่าหรือ”


“เว้นเสียแต่เขายังมีแผนลับบางอย่างที่เป็นไพ่ตายที่เตรียมไว้” ฉินหลิวซีไกวอ้อมแขนปลอบทารกในห่อผ้า กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง เอ่ย “ค่ายอาคมเล็กเหล่านี้ แม้ดูเผินๆจะเหมือนไร้ผลประโยชน์ แต่แท้จริงกลับสร้างหายนะดุจโรคระบาดแก่พื้นที่โดยรอบ อย่างเช่นที่เมืองหนานซานเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ หรือที่ทางซีเป่ยซึ่งสงครามมิได้เว้นว่าง พวกเราทำลายเจดีย์ผีแล้ว พลังอาฆาตกลับแผ่ซ่านจนทำให้เหล่าทหารเสียสติ และบางส่วนถึงขั้นตายโดยไร้ศึก เช่นเดียวกับเด็กน้อยผู้นี้ที่คลอดก่อนกำหนดเพราะมารดาของเขาเผชิญพลังอาฆาตโดยตรง จนแม้แต่ร่างกายของเขาก็ยังติดไอร้ายนี้มา”


ฉงฉี ดวงตาค่ายอาคมที่นี่ เป็นเหมือนสัตว์ร้าย กลืนกินพลังวิญญาณไม่ขาด หากพวกเขาไม่รู้ ปล่อยให้มันอยู่ต่อไป พลังอาฆาตกระจายไม่ขาดสาย หลายแห่งคงกลายเป็นเมืองร้าง กลายเป็นเมืองผี


เฟิงซิวฟังพลางประมวลเรื่องราว ดวงตาค่ายอาคมมากมายเพียงนี้ไม่รู้อยู่ที่ใดบ้าง หากเหมือนเจดีย์ผี เช่นนั้นทั่วทั้งใต้หล้าคงไม่อาจสงบได้


นี่อย่างไรก็ไม่ใช่การบูชายันต์


“ไพ่ลับใบสุดท้ายที่แท้จริงของเขาคืออะไรกัน” เฟิงซิวเอ่ยพึมพำ


ฉินหลิวซีเอ่ย “ปริศนาทุกประการย่อมมีวันที่จะถูกเปิดเผย ดวงตาค่ายอาคมเหล่านี้ยังต้องหาต่อไป หากมีค่ายที่ร้ายแรงเหมือนเจดีย์ผี คนที่จะต้องสังเวยชีวิตคงมากมาย อีกทั้งฤดูหนาวปีนี้ก็จะหนาวยิ่งกว่าปีก่อน หายนะจากหิมะถล่มอาจเกิดขึ้น และคงต้องดูว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับค่ายอาคมหรือไม่”


“เขาเป็นคนบ้าจริงๆ” เฟิงซิวเดินกลับไปกลับมาในกระโจม หันไปเอ่ยกับนาง “อีกทั้งยังรู้อยู่แล้วว่ากระดูพุทธะชิ้นนั้นอยู่ที่ท่าน แต่กลับไม่คิดทวงคืน เขาต้องการทำสิ่งใดกันแน่”


ฉินหลิวซีลดสายตามองนิ้วชี้ของตน เอ่ย “ใช่แล้ว เหลือเพียงอีกสามแห่งที่ยังไม่ถูกทำลาย แต่เขาก็ไม่เร่งร้อน ทั้งที่เขาบอกเป็นนัยอย่างชัดเจนแล้วว่าวันที่เขาจะกลายเป็นเทพเจ้าใกล้เข้ามา”


นั่นย่อมหมายความว่ากลียุคกำลังจะมา เพราะสัญญาณทั้งหลายได้ปรากฏแล้ว


เฟิงซิวรู้สึกอึดอัดเหมือนมีก้อนหินกดทับหัวใจ


“ที่นี่ไม่มีเรื่องอื่นแล้ว เจ้าจงไปทำหน้าที่ของเจ้าเถิด” ฉินหลิวซีเอ่ย “เพียงมุ่งมั่นค้นหาดวงตาค่ายอาคมเหล่านี้ ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องใส่ใจนัก ผลลัพธ์แม้ไม่อาจสมบูรณ์ แต่ก็คงไม่ถึงกับล่มสลายทั้งใต้หล้า”


เฟิงซิวตะลึงงัน “เหตุใดจึงมั่นใจเช่นนั้น”


ฉินหลิวซีชี้แตะที่กระหม่อมของเด็กน้อย เอ่ย “เพราะข้ามองเห็นฟ้าลิขิตในชะตาของเขา เด็กผู้นี้เมื่อถึงวัยที่ชะตากำหนดเขาจะกลายเป็นผู้ปกครองโลกหล้า”


หากใต้หล้าถึงกาลดับสูญ เด็กน้อยผู้นี้จะยังมีชะตากำหนดได้อย่างไร


เฟิงซิวมองนางที่ยิ้มอ่อนละมุน แต่กลับรู้สึกถึงความหนักอึ้งในใจ


ใต้หล้าจะไม่ดับสูญ แต่ต้องแลกด้วยการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเขา นาง หรือแม้แต่สำนักพุทธและเต๋าทั้งปวง ตลอดจนเหล่าผู้บำเพ็ญตนทั้งหลาย


ใต้หล้าอาจอยู่รอด แต่ผู้ปกป้องกลับมิอาจปกป้องตนเองได้


เฟิงซิวหันหลังเดินจากไป


ฉินหลิวซีอุ้มเด็กทารกในผ้าอ้อม พึมพำเบาๆว่า “คนผู้นั้นมักเอ่ย ยุคสมัยนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยพลังลมปราณเหมือนเมื่อห้าพันปีก่อน จึงทำให้พวกเราเหล่าผู้ที่บำเพ็ญตนทางธรรมต้องพากันทำไปอย่างไร้ผล แต่เขากลับมองแค่เพียงจุดนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ เขาลืมไปหรือไม่ว่า ยุคสมัยจริงๆได้เปลี่ยนไปแล้ว ยุคที่เต็มไปด้วยพลังลมปราณในอดีต เขายังสามารถเรียกพายุฝนได้ เรียกมังกรได้ ต้องการรวมพลังของทั้งสองศาสนาคือพุทธและเต๋าจึงจะครอบครองได้ แต่ในยุคที่พลังลมปราณบางเบาเช่นนี้ เขากลับยังต้องพึ่งพาผู้อื่นเพื่อรักษาร่างกายและบรรลุการเป็นเทพ แล้วการเป็นเทพ ไหนเลยจะง่ายเพียงนั้น”


เหตุผลล้วนเหมือนกัน ในยุคที่พลังลมปราณแข็งแกร่งเขาคือผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในยุคที่พลังลมปราณบางเบา เขาจะเป็นเพียงแค่ผู้ยิ่งใหญ่ที่เสื่อมถอยลงมิเช่นนั้นไยเขาต้องสร้างเรื่องราวมากมายเช่นนี้ หนีออกมาจากมหานรกอเวจีแล้วไยต้องรอเวลาด้วย


นี่แหละคือกฎเกณฑ์ของสวรรค์ที่กดขี่ลงมา


ดังนั้น สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องของชีวิตหรือความตาย ต้องเลือกกันเอง


“ข้าพูดถูกหรือไม่ เฉวียนซีน้อย” ฉินหลิวซียิ้มให้ พร้อมกับจิตใจที่รู้สึกเบาสบายมากขึ้น


เมื่อจิตใจของนางรู้สึกเบาสบาย พลังลมปราณในร่างนางก็หมุนเวียนรอบๆตัวนาง พลังที่ไม่ใหญ่แต่กลับเปล่งประกายจากภายใน เหมือนดั่งดาวน้อยๆที่กะพริบอยู่เต็มท้องฟ้า


เฉวียนซีน้อยในอ้อมแขนของนาง เหลือบตามองและพยายามลืมตาขึ้น ปรากฏว่าเห็นดวงตาคู่นั้นที่เหมือนกับท้องฟ้ากว้างใหญ่เต็มไปด้วยดาวคอยหมุนรอบ เขายังไม่เข้าใจสิ่งที่เห็นในตอนนี้ แต่เขารู้สึกถึงจักรวาลที่อยู่รอบตัวเขานั้น ปากเขายิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว


พลังลมปราณถูกเขาดูดซับไปบ้าง ฉินหลิวซีบ่นพึมพำ “เจ้าช่างมีวาสนากับเต๋าของข้า”


นางก็ทำเหมือนที่เฟิงซิวเคยทำ ยื่นมือไปแตะที่จุดแท่นวิญญาณของเขา แล้วส่งพลังวิญญาณเข้าไป ยามนี้เมื่อตบะของนางแข็งแกร่งยิ่งขึ้น พลังวิญญาณนี้เข้าสู่ร่างกายปกป้องร่างกาย ดีกว่าเครื่องรางอาวุธวิเศษทั้งหลายทั้งปวง พลังชั่วร้ายทั้งหลายไม่เข้ามาทำร้าย เผชิญเรื่องอันตรายก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้ แน่นอนว่าเขาต้องรู้จักตั้งใจและไม่รนหาที่ตาย


ฉินหลิวซีวางเด็กลงบนตักของนาง แล้วจับมือทั้งสองข้างรวมกัน เริ่มเดินลมปราน เรียกพลังจากธาตุทั้งห้าในโลกมาไหลเวียนภายในร่าง นางใช้พลังลมปราณบางเบาครอบคลุมทั้งตัวนางและเด็กทารก จนทั้งคู่เข้าสู่ภาวะนิ่งสงบ


วันถัดมาฉินหลิวซีอุ้มเฉวียนซีน้อยไปหาสีเจิง สีเจิงเองเพิ่งตื่นขึ้นมากินข้าวเช้า มองเห็นนาง ดวงตาพลันวาวขึ้น


“ท่าน…ไม่ใช่ ตอนนี้ข้าควรเรียกท่านว่าเจ้าอาวาสแล้ว” ดวงตาสีเจิงมีความรู้สึกห่วงใจ เป็นห่วงฉินหลิวซี นางจะต้องเศร้าใจไม่น้อยเป็นแน่


ฉินหลิวซียิ้มบางๆ เอ่ย “เพียงคำเรียกขานเท่านั้น ตามสบายเถิด สีหน้าเจ้าดูไม่เลวเลย”


สีเจิงเอ่ย “ข้าฟังมาจากหม่าอิงแล้วว่าท่านคือผู้ที่ช่วยข้าฝังเข็ม ท่านเจ้าอาวาส ท่านช่วยชีวิตข้าอีกครั้งแล้ว”


นางตั้งใจจะลุกขึ้นเพื่อคารวะขอบพระคุณอย่างยิ่ง แต่ฉินหลิวซีห้ามไว้ “ไม่ต้องขยับแล้ว อย่าให้ข้าต้องเสียพลังการฝังเข็มไปเปล่าๆให้เจ้าอุ้มลูกดู”


สีเจิงยื่นมือไปรับเด็กทารกในผ้าอ้อม เมื่อมองพลันชะงัก “นี่ นี่คือลูกของข้าหรือ”


หม่าอิงมองมา ส่งเสียงร้องตกใจ “นี่ไม่ใช่คุณชาย เจ้าเปลี่ยนตัวคุณชายของเราหรือ”


“หม่าอิง อย่าเอ่ยเหลวไหล” สีเจิงขมวดคิ้วเคร่งขรึม ดุเสียงดัง “เจ้ามองทารกให้ดีๆก่อน”


หม่าอิงมองดูอีกครั้ง แล้วรู้สึกอับอายหน้าแดง ผ้าอ้อมนั้นเต็มไปด้วยเด็กทารกที่มีผิวพรรณเนียนนุ่ม ดวงตาของเขาแม้จะยังปิด แต่ตาเขาเรียวเหมือนกับตาของสีเจิงอย่างแท้จริง ใบหน้ารูปหน้าเด่นชัดว่าเหมือนเฉวียนจิ่ง


คุณชายน้อย มีส่วนดีของบิดามารดามารวมกัน


พวกนางรู้สึกตกใจ เพราะเด็กที่พวกเขาเห็นเมื่อคืนนี้นั้นทั้งอ่อนแอและตัวเล็กมาก เหมือนกับลูกแมวที่เปียกน้ำ แต่เพียงแค่ข้ามคืน เด็กทารกดูเหมือนจะเติบโตขึ้นทันที ผิวพรรณสดใสและหน้าตาดูสดชื่นขึ้นมาก ไหนแลยจะเหมือนคลอดก่อนกำหนดแล้ว


หม่าอิงคุกเข่าลง “ข้าน้อยเอ่ยผิดไป ขอท่านเจ้าอาวาสยกโทษให้ข้าด้วย”


สีเจิงก็ช่วยแก้ตัว “เขานิสัยดื้อรั้น ไม่ค่อยคิดอะไร ขอโทษแทนเขาด้วย”


ฉินหลิวซียิ้มและโบกมือ “ทหารผู้ปกป้องบ้านเมืองย่อมดีทั้งนั้น ลุกขึ้นเถิด” นางมองไปที่ทารกแล้วเอ่ยต่อ “ไม่แปลกใจหรอกที่พวกเจ้าจะตกใจ เพราะเมื่อคืนข้าใช้พลังฝึกฝนเข้าเดินลมปราณทั้งคืน ทำให้ลมปราณบางเบามาบ่มให้เขา อีกทั้งเขายังได้กินของดีๆ หลังจากนั้นจึงกลายเป็นเช่นนี้ เฉวียนซีน้อย เขามีวาสนากับเต๋าของข้า”


“อะไรนะ ท่านจะพาลูกของข้าไปเป็นนักพรตหรือ” เสียงแหบแห้งและตื่นตระหนกดังขึ้นทันที ผ้าม่านถูกกระชากเปิดออก มีคนที่ท่าทางเย็นชาเดินเข้ามาพร้อมกับลมเย็นๆ


ตอนที่ 1179: ตำแหน่งในเรือกบฏขาดเพียงเจ้าแล้ว


ลมหนาวพัดเข้ามาในกระโจม พวกฉินหลิวซีหันไปมอง บุรุษใบหน้าเต็มไปด้วยเครารุงรังและร่องรอยเหน็ดเหนื่อย สวมเสื้อคลุมหนาปรากฏสู่สายตา


ไม่ใช่เฉวียนจิ่งแล้วจะเป็นผู้ใด


สีเจิงขมวดคิ้ว “เจ้ามาที่นี่ทำไมหรือ ไม่ใช่ว่าต้องเฝ้าอยู่ที่เมืองอันหรือ”


เฉวียนจิ่งมีรอยคล้ำใต้ตาและดวงตาแดงก่ำจากความเหนื่อยล้า เห็นได้ชัดว่าเขารีบมาทันทีที่ได้รับข่าว เขาถอดเสื้อคลุมหนาออกแล้วเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง “ลูกคลอดก่อนกำหนด แถมยังไม่ถึงเจ็ดเดือนด้วยซ้ำ ข้าจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไร”


สีเจิงหัวใจอ่อนยวบ เอ่ย “ข้าก็บอกแล้วว่าแม่ลูกปลอดภัย บอกเจ้าแล้วว่าท่านเจ้าอาวาสช่วยเรา ทุกอย่างจะราบรื่น เจ้าควรไปใส่ใจกับการปกป้องเมืองปกป้องแผ่นดิน”


“หน้าที่ต้องเป็นเช่นนั้น แต่ใจของข้า ข้าเป็นห่วงแต่ภรรยาและลูกชายของข้า” เฉวียนจิ่งเดินเข้ามา จ้องไปที่เด็กในอ้อมแขนของสีเจิงด้วยแววตาอ้อนวอน มือที่ยื่นออกไปชะงักและถอยกลับเพราะกลัวจะส่งความเย็นไปยังเด็กทารก มีท่าทีลังเล


ฉินหลิวซีที่ยืนมอง หัวเราะออกมา “เมื่อกี้ยังทำตัวห่ามอยู่เลย ตอนนี้กลับลังเลขึ้นมาอย่างนั้นหรือ”


นางตวัดนิ้วร่ายอาคมใส่เขา ทำให้ฝุ่นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ติดตัวเขาหายไปในทันที แม้กระทั่งความเย็นจากลมหนาวก็จางลง


หม่าอิงที่อยู่ใกล้ๆ ได้แต่มองด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง


สีเจิงใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เฉวียนจิ่งยกมือประสานขอบคุณฉินหลิวซี ใบหน้ามีความตื่นเต้น เอ่ย “ท่านว่าข้าเรียนวิชานี้ต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะสำเร็จ”


เรียนได้แล้ว จะเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เพียงร่ายอาคม เขาก็จะสะอาดสะอ้าน


“ในฝันมีทุกสิ่งอย่าง” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างไม่ไยดี “รีบไปอุ้มลูกเสียสิ”


เฉวียนจิ่งหันกลับมาอีกครั้ง มองเด็กในผ้าอ้อมด้วยความไม่มั่นใจ “หรือว่า ให้ท่านอุ้ม ข้าเพียงขอดู ว่ากันว่าอุ้มหลานไม่อุ้มลูก…”


“ไร้สาระ” สีเจิงตวาดและยื่นเด็กให้เขา “ลูกยังไม่อุ้มแล้วจะไปอุ้มหลานอะไรกัน”


เฉวียนจิ่งร้องอุทาน รีบรับเด็กไว้ในอ้อมแขน แม้แรกๆจะดูเก้ๆกังๆ แต่ไม่นานก็กลายเป็นท่วงท่าที่คล่องแคล่ว


ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว เอ่ยถาม “ดูเข้าท่า เคยฝึกหรือ”


จะให้บอกว่าเขาม้วนห่อผ้าแอบฝึกอุ้มทุกคืน คงเสียภาพลักษณ์แม่ทัพใหญ่หมด


ไม่อาจบอกได้ บอกไม่ได้


สีเจิงเหลือบมองใบหูที่แดงก่ำของเขา คนร่วมเตียงเคียงหมอนไหนเลยจะไม่รู้ว่าเขาคิดสิ่งใด


เจ้าเด็กนี่กำลังโกหก


ยามนี้เฉวียนจิ่งมองเห็นบุตรชายตนเอง ตกใจกับใบหน้าสดใสมีน้ำมีนวล พึมพำพลางเอ่ย “นี่คือบุตรชายข้าหรือ”


สีเจิงใบหน้าเขียว กลอกตา


“เหมือนข้า ที่แท้ข้าตอนเด็กมีน้ำมีนวลเช่นนี้หรอกหรือ” ใบหน้าเฉวียนจิ่งเต็มไปด้วยความยินดี เอ่ย “เด็กดี เด็กคนนี้รวมเอาจุดเด่นพวกเรามาหมดเลย ตาเฒ่าเห็นต้องชอบมากแน่ๆ”


สีเจิงคิดในใจว่า เจ้าคงไม่เคยเห็นหน้าลูกตอนคลอดออกมาใหม่ๆ ผิวเหี่ยวเหมือนลูกแมว ดูน่าสงสารแทบไม่รอด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนละคนราวฟ้ากับเหว


เฉวียนจิ่งมองลูกด้วยความเอ็นดู ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เด็กคลอดก่อนกำหนดมิใช่หรือ แต่ทำไมบุตรชายข้าดูดีกว่าเด็กครบกำหนดเสียอีก”


ดูแล้วก็ไม่เหมือนคลอดก่อนกำหนดนี่นา


ฉินหลิวซียิ้ม “ดังนั้นข้าจึงบอกว่า เพราะเด็กคนนี้มีวาสนากับเต๋าของข้า ตอนที่ข้าฝึกบำเพ็ญ เขาเองก็ได้รับพลังลมปรานล่อเลี้ยงบำรุงไปด้วย ไม่เลวเลย”


สีเจิงเอ่ยด้วยความโล่งใจ “ถ้าไม่ได้ท่านเจ้าอาวาส เกรงว่าลูกคงไม่รอดแล้ว”


“ถุยๆๆ ตระกูลเฉวียนของเรามีบารมี จะเสียลูกไปได้อย่างไร อย่าเอ่ยเรื่องไร้สาระเช่นนั้นอีก” เฉวียนจิ่งส่งเสียงฮึดฮัด หันไปเอ่ยกับฉินหลิวซี “เอ่อ เด็กคงไม่อาจออกบวชไปเป็นนักพรต พวกเราเป็นขุนพล สังหารไปมาก กรรมสังหารหนัก ไม่รู้ว่าจะมีลูกกี่คน ตอนนี้เขาเป็นหลานเชื้อสายหลักคนโต คงต้องสืบเชื้อสายการเป็นขุนพล นำทัพปกป้องแผ่นดิน นี่คือวิถีของตระกูลเฉวียน”


มุมปากฉินหลิวซีกระตุก เอ่ย “ใครบอกว่าข้าจะให้เขาออกบวช เจ้าคิดไปเองทั้งนั้น”


“อ๋า”


“มีวาสนากับลัทธิเต๋าไม่ได้หมายความว่าต้องออกบวชเสมอไป เขาอาจเป็นศิษย์นอกวัดก็ได้ ลัทธิของข้ายังสอนวิชาต่อสู้ที่เหมาะกับนักรบ รวมถึงวิชาค่ายอาคมล้ำลึก หากเจ้าตกลง พอเด็กอายุครบห้าขวบ ส่งไปฝึกที่อารามชิงผิง ข้ารับรองว่าเขาจะกลายเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจในอนาคต” ฉินหลิวซีเห็นเด็กเริ่มร้องไห้ ยื่นมือออกไป “เอามาให้ข้า เขาคงจะหิวแล้ว”


ไม่ใช่สิ เขาเพิ่งอุ้มเด็กเองนะ


แต่ทว่าเด็กไม่ร้องไห้กลายเป็นสมบัติล้ำค่า แต่หากร้องขึ้นมาก็ทำเอาคนฟังขนลุกขนพอง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวน้อยเปล่งเสียงแหลมสูงพร้อมน้ำเสียงแหบพร่า ราวกับจะทุ่มพลังทั้งหมดในร่างกายให้กับการร้องไห้ครั้งนี้ กระนั้นด้วยร่างกายที่อ่อนแอ เสียงที่ออกมากลับไม่ได้ดังเท่าที่ควร ยิ่งทำให้คนมองรู้สึกปวดใจ


เมื่อเฉวียนจิ่งส่งเด็กให้ผู้อื่นอุ้ม ลูกชายไปถึงมือนางกลับหยุดร้องไห้ ทำได้เพียงน้อยอกน้อยใจ เขามองไปยังสีเจิงด้วยความไม่เข้าใจ ใบหน้าประหลาด


สีเจิงเม้มริมฝีปากแอบหัวเราะ


ลูกหิวแล้ว ต้องกินนมสิ แต่ทุกคนเห็นฉินหลิวซีหยิบชิ้นผลไม้ขนาดเท่านิ้วมือออกมาจากถุง ส่งไปยังริมฝีปากของเด็กน้อย


ทุกคนแทบจะกรีดร้องออกมา


นั่นมันผลไม้นะ เด็กแรกเกิดจะกินได้อย่างไร


เฉวียนจิ่งแทบจะเป็นบ้า คิดไม่ถึงว่าท่านเจ้าอาวาสผู้ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้เองจะมียามที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้


เขากำลังจะพุ่งเข้าไป ทว่าเห็นนิ้วมือนางร่ายอาคม จากนั้นยืนมองผลไม้แห้งลงตาปริบๆ น้ำผลไม้หยดลงไปในปากของเด็กน้อยที่อ้ารออยู่


ทุกคน “!”


เด็กแรกเกิดดื่มน้ำผลไม้ได้ แถมเขายังรู้ว่านี่เป็นของกิน อ้าปากรับเองด้วย การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของเด็กได้มาแต่เกิดหรือ


แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ผลไม้เพียงผลเล็กๆ น้ำแค่หยดเดียวก็น่าจะหมดแล้ว แต่เจ้าตัวเล็กยังสามารถเรอออกมาอีก ใครจะเชื่อกัน


“นี่คือผลหลิงกั่ว ผลไม้วิเศษที่เจริญเติบโตในป่าลึกที่ไม่มีมนุษย์รบกวน ถูกชโลมด้วยพลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าครั้งก่อนเจ้าจ่ายเงินมหาศาลซื้อมาเอง” ฉินหลิวซีปรายตามองเฉวียนจิ่ง เอ่ย “เขาคลอดก่อนกำหนด ร่างกายอ่อนแอ หากอยากให้เขารอด จำเป็นต้องได้รับสิ่งที่อุดมด้วยพลังวิญญาณ ผลหลิงกั่วพวกนี้เพียงพอที่จะทำให้เขาอิ่ม อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลเส้นพลัง และอวัยวะภายในทั้งห้า มิเช่นนั้น เจ้าไม่คิดหรือว่าเด็กคลอดก่อนกำหนดจะดูสมบูรณ์แข็งแรงถึงเพียงนี้”


เฉวียนจิ่งนึกออกแล้ว เพราะผลลูกนี้มีสีแดงจนเกือบม่วง แตกต่างจากที่เขาเคยกิน จึงไม่ได้คิดไปทางนั้น แต่ไม่คิดว่านี่คือของล้ำค่าที่ทองเป็นพันก็ไม่อาจได้มา


เขารีบหยิบผลไม้ที่แห้งเหี่ยวส่งไปให้ถึงปากของสีเจิง เอ่ย “ภรรยา แม้ว่ามันจะแห้งแล้ว แต่ก็อย่าปล่อยให้สูญเปล่า กินเถิด มันจะช่วยบำรุงร่างกายเจ้า”


นางไม่ใช่คนไร้ความรู้ เม็ดยานั้นมีกลิ่นโสมเข้มข้น หลังจากที่กินเข้าไป พลังของนางฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วข้ามคืน นางกลับมาสดใสไม่ต่างจากก่อนคลอด


ด้วยเหตุนี้นางมั่นใจว่าเม็ดยาที่กินเข้าไปไม่ใช่ธรรมดา


เฉวียนจิ่งยังคงพยายามจะยัดเยียดให้นางกินต่อไป ฉินหลิวซีจึงเอ่ย “สิ่งที่นางกินคือเม็ดยาเม็ดโสมพันปี มีพลังวิญญาณที่เหนือกว่าผลไม้แห้งนี้หลายเท่า”


เมื่อได้ยินดังนั้น เฉวียนจิ่งจึงโยนผลไม้แห้งเข้าปากเคี้ยวทันที แม้ว่าจะไม่มีน้ำผลไม้แล้ว แต่เนื้อผลไม้ยังคงเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ ทำให้รู้สึกสดชื่นจนเขาน้ำลายสอ เขาอดไม่ได้มองไปทางฉินหลิวซี “ยังมีอีกหรือไม่ เงินไม่ใช่ปัญหา”


ฉินหลิวซีคล้ายจะยิ้มทว่าไม่ยิ้ม เอ่ย“ความร่ำรวยของตระกูลเฉวียน ต้องเก็บซ่อนสักหน่อย ปีนี้มีภัยพิบัติมากมาย ผลผลิตจากไร่นามีน้อย ผู้คนต้องรัดเข็มขัดกันหมด อีกทั้งปีนี้ยังเป็นหน้าหนาวที่หนาวเย็นกว่าเดิม จะยิ่งลำบากขึ้นไปอีก กรมคลังคงไม่มีเงินเหลือแล้วกระมัง”


สีหน้าของเฉวียนจิ่งและสีเจิงเปลี่ยนไปทันที สีเจิงส่งสายตาให้หม่าอิง ผู้ติดตามของพวกเขาจึงรีบออกไปยืนเฝ้าที่หน้ากระโจม สั่งให้ผู้คุ้มกันที่อยู่รอบๆถอยออกไปให้ไกลขึ้น


“ท่านเจ้าอาวาสได้รับข่าวอะไรมาหรือ” เฉวียนจิ่งขมวดคิ้ว “ทางซีเป่ยมีเผ่าต่างถิ่นบุกเขตชายแดนเข้ามาแล้ว เมืองถงเองก็เพิ่งเสียเมือง หากพ้นเมืองถงไปก็จะถึงเมืองเว่ย หากเสียเมืองเว่ยไปอีก คงยากจะรักษาด่านหยางกวนได้ ซีเป่ยคงถึงคราววิกฤติ”


ด่านหยางกวนเป็นแนวป้องกันเผ่าต่างถิ่นที่สำคัญ หากพ่ายแพ้คงไม่ต่างจากปล่อยหมาป่าเข้ากรงไก่


เฉวียนจิ่งเอ่ยต่อด้วยสีหน้าทะมึน “ไม่ปิดบังท่านเจ้าอาวาส ช่วงเดือนเก้ากับเดือนสิบ เงินเดือนทหารล้วนมาจากตระกูลเฉวียนช่วยออกไปก่อน ท่านเจ้าอาวาสบอกว่าปีนี้หน้าหนาวจะหนาวจัด กรมคลังไม่มีเงิน เช่นนี้หมายความว่าแม้แต่เงินเดือนทหารยังไม่มีหรือ เรื่องเงินเดือนนั้นไม่เป็นไร แต่เผ่าต่างถิ่นยังบุกมาไม่หยุด อีกทั้งฤดูหนาวยังขาดเสื้อกันหนาวและเสบียงอาหาร เช่นนี้จะรับมือกับศัตรูได้อย่างไร”


เขาเอ่ยจบ ดวงตาแดงก่ำ สายตาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนเป็นกดดัน ความสง่างามและความเด็ดเดี่ยวในฐานะแม่ทัพปรากฏออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ขัดกับท่าทางเซ่อซ่าก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง


นี่คือแม่ทัพใหญ่ที่สืบสายเลือดแห่งการรบ ก้าวผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชน มีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย เยือกเย็น หยิ่งทะนง เต็มไปด้วยคุณสมบัติของบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่


“เงินในกรมคลังไม่มีเป็นความจริง อย่างไรภัยพิบัติมากมาย ทำให้การเก็บเกี่ยวเสียหาย เก็บภาษีได้น้อย และทุกหนทุกแห่งต้องการการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นอกจากนี้ฝ่าบาทเลือกเจ้าเป็นแม่ทัพ ควบคุมเมืองถง ถึงตอนนั้นรุ่ยอ๋องฉีเชียนจะส่งกองทัพมาช่วยในการรบ”


เฉวียนจิ่งตกใจ “รุ่ยอ๋อง เขาได้รับหน้าที่นี่แล้ว เขาไม่ใช่…”


เฉวียนจิ่งถอยไปหนึ่งก้าว เจ้าอย่ายิ้ม รอยยิ้มนี้น่าขนลุกยิ่งกว่ารอยยิ้มของพวกที่น่ากลัวมากนัก


“วังตะวันออกว่างเปล่า ฮ่องเต้นิ่งเงียบ ตำแหน่งรัชทายาทไม่สามารถเว้นว่าง” ฉินหลิวซีอุ้มห่อผ้าอ้อม เอ่ย “ตระกูลเฉวียนไม่สนใจทำผลงานเพื่ออำนาจหรือ”


เฉวียนจิ่งตาเบิกกว้าง


สมองของสีเจิงดึงอื้ออึง


นี่คือการชักชวนให้ตระกูลเฉวียนของพวกเขาร่วมกบฏหรือ


นางกล้าได้อย่างไร ไม่สิ นางกล้ามากจริงๆ


เฉวียนจิ่งรู้สึกปากแห้ง เดินมาที่โต๊ะ หยิบชาในถ้วยดื่มจนหมดแล้วหยุดเงียบไปสักพัก เนิ่นนานก่อนจะเอ่ยปาก “ท่านคงไม่ได้ชอบรุ่ยอ๋องกระมัง”


“ไม่ใช่ข้าชอบ แต่เป็นใต้หล้าชอบ”


เฉวียนจิ่งเอ่ย “ตระกูลเฉวียน ภักดีต่อแผ่นดิน สิ่งนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”


ผู้ใดเป็นฮ่องเต้ พวกเขาก็ภักดีต่อผู้นั้น นี่เป็นกฎของตระกูลเฉวียน


“ไม่ได้ให้เจ้าไปก่อกบฏบุกลอบสังหารในวังหลวง เพียงเลือกข้างเท่านั้น” ฉินหลิวซีเอ่ย


เฉวียนจิ่งได้ยินคำว่าลอบสังหาร เกือบทนไม่ไหว คนผู้นี้ร้ายมากจริงๆ


“ดวงดาวฮ่องเต้มัวหมอง เป็นความจริงหรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้าพลางเอ่ย “ไม่เกินสามปี ดวงดาวฮ่องเต้จะตกต่ำ”


สามปีนี้เป็นช่วงปกป้องระมัดระวัง ไม่แน่ปีหน้าฮ่องเต้ผู้สะสมพิษในร่างกายผู้นั้นอาจจะลาโลกก็เป็นได้


เฉวียนจิ่งรู้สึกขนลุกเล็กน้อย ไม่ใช่เขาไม่เชื่อคำของฉินหลิวซี แต่เมื่อเชื่อแล้วกลับรู้สึกกลัว เพราะตอนนี้คลังเงินของแคว้นว่างเปล่า สงครามเกิดบ่อย ชนเผ่าภายนอกพยายามบุกรุกดินแดนจงหยวน หากฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ ความวุ่นวายทั้งภายในและภายนอกจะทำให้ประชาชนตกอยู่ในความทุกข์ยาก


สีเจิงฉลาด มองหน้าฉินหลิวซีที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เอ่ย “ท่านเจ้าอาวาสเห็นด้วยหากรุ่ยอ๋องจะขึ้นครองบัลลังก์ เตรียมตัวกันแล้วหรือ”


“เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าสามารถตัดสินได้ ท่านปู่จงรักภักดีต่อต้าเฟิงเป็นที่สุด กองทัพตระกูลเฉวียน ยังเป็นเขาที่ตัดสินใจ” เฉวียนจิ่งเอ่ย “ข้ายังยืนยันประโยคนั้น ตระกูลเฉวียนของเรา ซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นฮ่องเต้ตลอดมา”


ฉินหลิวซีหัวเราะหึ


เฉวียนจิ่งเอ่ยต่อ “ในเมื่อเป็นคนที่ท่านเจ้าอาวาสมองว่าดี เช่นนั้นก็เป็นสหายของตระกูลเรา สำหรับเพื่อนแล้ว แน่นอนต้องช่วยเหลืออำนวยความสะดวก”


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา เอ่ย “ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าทำสิ่งใด เพียงต้องการให้เจ้าหนุนหลังในยามที่จำเป็น”


“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว”


ฉินหลิวซีหยิบผลไม้ล้ำค่าสองลูกออกมามอบให้เขา “กินหนึ่งลูกแล้วกลับไปที่ค่ายทหารเถิด คิดว่าราชโองการฝ่าบาทคงใกล้มาถึงแล้ว สำหรับผู้ที่จงรักภักดีต่อแผ่นดิน ความรักใคร่ของบุรุษสตรีอาจทำให้เจ้าถูกตำหนิ โดยเฉพาะยามนี้ ฤดูหนาวกำลังมาถึง สงครามซีเป่ยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เจ้าจะเผชิญกับความยากลำบากที่ยากจะคาดคิด สำหรับเงินทองควรเก็บไว้ เตรียมเสบียงและเสื้อผ้าหน้าหนาวให้พร้อม ป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย”


เฉวียนจิ่งหน้าตึง


ฉินหลิวซีอุ้มเด็กออกไป ทิ้งพื้นที่ให้เขาและภรรยา


เฉวียนจิ่งกลืนผลไม้ลูกแรกลงไป ลูกที่สองจะให้สีเจิง แต่สีเจิงขยับตัวหนีไป “ข้าไม่เอาท่านเจ้าอาวาสจะให้ใบสั่งยาข้า เจ้าต้องการมันมากกว่า เก็บไว้กินระหว่างทาง ขึ้นมา หลับสักเค่อค่อยกลับไป”


เฉวียนจิ่งรู้จักนิสัยของนางดี จึงไม่รีรอ ถอดรองเท้าแล้วขึ้นเตียง นอนลงข้างๆนาง เอ่ย “เจ้าคิดว่า ตระกูลเฉวียนของเราควรจะเสี่ยงทำผลงานด้วยหรือไม่


สีเจิงลูบหัวเขาเบาๆ ท่าทางอ่อนโยน “ข้าเชื่อท่านเจ้าอาวาส นางไม่มีทางทำร้ายข้า และไม่มีทางทำร้ายเจ้าและลูก”


มิเช่นนั้นฉินหลิวซีคงเมินเฉยพวกเขา จะมาเสียเวลาเช่นนี้ทำไม


เฉวียนจิ่งส่งเสียง อืม หลับตาลง เอ่ย “ที่นอนเจ้าอุ่นจัง…”


เขายังไม่เอ่ยจบก็มีเสียงหายใจสม่ำเสมอ


สีเจิงมองเขาที่หน้าหมองคล้ำและผิวแห้งจนแทบจะแตกออก รู้สึกปวดใจขึ้นมา


เวลาหนึ่งเค่อผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฉวียนจิ่งถูกสีเจิงสะกิดให้ตื่น ความเหนื่อยล้าเติมเต็มด้วยพลังใหม่ สวมเสื้อคลุม เอ่ย “ข้าจะให้เฉวียนอันคุ้มกันพวกเจ้ากลับเมือง พักผ่อนให้ครบเดือนแล้วค่อยกลับจวน”


“ไม่ต้องหรอก ข้าจะคุ้มกันพวกเขากลับเอง” ฉินหลิวซีอุ้มเด็กกลับเข้ามาพร้อมเอ่ย “พวกเขาสองแม่ลูก ข้าจะคุ้มกันไปส่งที่จวนตระกูลเฉวียน ที่นี่มียันต์อยู่ไม่กี่แผ่น เอาติดตัวไว้ กำจัดความหนาวได้”


เฉวียนจิ่งรีบรับมันไว้


“สองแผ่นนี้ เมื่อเจ้าเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก จะช่วยให้เจ้าแคล้วคลาด ต้องถึงเวลาจนหนทางจริงๆจึงจะใช้ได้” ฉินหลิวซียื่นไปอีกสองแผ่น


สีเจิงใจเต้นแรง “หมายความว่าเขาจะต้องเจอกับเหตุการณ์อันตรายกว่าสองครั้งเลยหรือ”


เฉวียนจิ่งส่งสายตาให้นางเพื่อให้นางมั่นใจ “เจ้าดูแลลูกให้ดี จริงสิแล้วลูกข้าชื่ออะไร”


“เฉวียนซี แสงแห่งรุ่งอรุณ เป็นท่านเจ้าอาวาสตั้งให้ หมายถึงความแข็งแรง อดทน เติบโตและก้าวหน้า” สีเจิงเอ่ย


เฉวียนจิ่งหันไปคารวะฉินหลิวซี เอ่ย “หลังกลับเมือง เจิงเอ๋อร์จะให้ค่าน้ำมันตะเกียงแก่ท่าน”


ฉินหลิวซี “ไปเถิด มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะเจอเรื่องดีๆ”


เฉวียนจิ่งตาเป็นประกาย แต่ก็ไม่คิดว่าอีกสามชั่วยามต่อมา เขาฟันดาบลงไปจนศีรษะของชาวทูเจวี๋ยคนสุดท้ายขาดสะบั้น ก่อนจะล้มลงกับพื้น มือจับบาดแผลจากลูกธนูที่ไหล่ ความเจ็บปวดทำให้เขาถึงกับกัดฟันกรอด


ให้ตาย นี่มันเรื่องดีที่ว่าหรือ


การต่อสู้ยืดเยื้อ เกือบทำให้เขาตายไปครึ่งชีวิต


แต่เมื่อเขาเห็นลูกน้องลากม้ามงคลรูปร่างกำยำ ขนเป็นมันเงา แข็งแรงกว่ายี่สิบตัวกลับมา เขายิ้มกว้าง อ่า นี่สินะ เป็นเรื่องดีจริงๆ


ตอนที่ 1180: นาง ไม่เห็นกระต่ายไม่ปล่อยนกอินทรีย์


ฉินหลิวซีคุ้มกันพาสีเจิงสองแม่ลูกกลับถึงจวน พอดีเด็กถึงวันพิธีสรงสาม นางเขียนใบสั่งยาอาบให้บ่าวรับใช้ไปจัดเตรียม อาบน้ำอวยพรให้เฉวียนซีน้อยด้วยตนเอง


สีเจิงรู้สึกสบายใจและยินดี บุตรชายของนางเป็นเด็กที่เกิดก่อนกำหนด ด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้ลูกเกิดก่อนเวลา นางเองเข้าใจดีว่าการที่ตนเองท้องแก่และออกไปรบในสงครามนั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยง ทว่าใครจะคาดคิดว่าจะบังเอิญเช่นนี้ ระหว่างที่นางเดินทางกลับจากค่ายใหญ่เพื่อพักฟื้นและบำรุงครรภ์ ได้ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ พบกับกลุ่มชาวทูเจวี๋ยที่กำลังปล้นสะดมและเข่นฆ่าชาวบ้าน ทั้งยังหมายมุ่งจะไปก่อกรรมในหมู่บ้านถัดไป นางจึงนำทัพทหารสามพันนายเข้าต่อกรทันที


นางไม่เพียงเป็นสะใภ้แห่งตระกูลเฉวียนเท่านั้น นางยังเป็นแม่ทัพหญิงผู้เกรียงไกรอีกด้วย ตำแหน่งนี้และชุดเกราะที่นางสวมใส่ล้วนมีไว้เพื่อปกป้องแผ่นดินและพิทักษ์ประชาชนที่อยู่เบื้องหลัง หาใช่เพื่อความงามสง่าเท่านั้นไม่


ศัตรูพ่ายถอยกลับไปแล้ว แต่ตัวนางกลับคลอดก่อนกำหนด โชคยังดีที่แม่ลูกปลอดภัยไร้เหตุร้าย เพราะในขณะนั้นฉินหลิวซีอยู่ใกล้บริเวณนั้น หากไม่มีนาง ทั้งมารดาและบุตรคงเอาชีวิตไม่รอด


ยามนี้ฉินหลิวซีกำลังจะจากไป สีหน้าของสีเจิงแสดงความอาลัยอย่างยิ่ง นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความเสียดายและวิงวอนคล้ายเด็กที่กำลังจะถูกทอดทิ้ง ช่างดูน่าสงสารยิ่งนัก


“ดูแลร่างกายให้ดี เลี้ยงดูลูกตามที่ข้าสั่งไว้ให้ครบถ้วนเถิด” ฉินหลิวซีวางเฉวียนซีน้อยลงข้างกายนางแล้ว เอ่ย “เมื่อเด็กอายุห้าขวบ หากเจ้าทั้งสองเต็มใจ ก็ส่งเขาไปเลี้ยงที่อารามชิงผิงสักสองสามปี”


“เจ้าค่ะ”


ราวกับเด็กน้อยสัมผัสได้ ร้องไห้เบาๆ ออกมา ศีรษะหันมาทางนาง เปิดเปลือกตาขึ้น เผยให้เห็นนัยน์ตาคู่โตดำขลับ สะอาดใสเหมือนกระจก แววตาชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตา


ฉินหลิวซีลูบหน้าผากเด็กน้อยเบาๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เป็นเด็กดีนะ จงเติบโตมาอย่างแข็งแรง”


นางหันหลังเดินจากไป


สีเจิงตกอยู่ในภวังค์พักใหญ่ กระทั่งนัยน์ตาเริ่มพร่ามัว จึงรู้ตัวว่าหยาดน้ำตาได้เอ่อคลอเต็มดวงตาแล้ว


ไปเช่นนี้หรือ


นางยังไม่ได้กล่าวคำขอบคุณเลย ขอบคุณที่มอบชีวิตให้ตนอีกครั้ง ล้างมลทินให้ตระกูลสี บิดาของนางไม่ใช่แม่ทัพหลบหนี ตระกูลสีไม่เคยคิดกบฏต่อแผ่นดินต่อกองทัพ


ขอบคุณนางที่ชี้ทางในตนมาอยู่ข้างเฉวียนจิ่ ทำให้นางมีสามีมีลูก มีชีวิตที่สมบูรณ์


สีเจิงโอบอุ้มลูกชายไว้ ซบหน้าผากเข้ากับหน้าผากของเด็กน้อยเบาๆ แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เฉวียนซี เจ้าจงจำไว้ให้ดี ผู้ที่มอบชีวิตให้เจ้ามิใช่เพียงมารดา แต่ยังมีท่านเจ้าอาวาสปู้ฉิว เจ้าอาวาสอารามชิงผิง ชื่อเดิมของนางคือฉินหลิวซี นางคือศรัทธาชั่วชีวิตของแม่และเจ้า”


นอกบ้าน หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาช้าๆ พร่างพรมเต็มผืนแผ่นดิน


ฉินหลิวซีสัมผัสได้ถึงพลังศรัทธาอันบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของนาง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบางเบา



ภูเขาเทียน ขาวโพลนไปด้วยหิมะ


ฟ่านคงยังคงมีผ้าผูกดวงตาไว้ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างจนใจ “ไยท่านจึงมาอีกแล้วเล่า”


“ดูท่าทางรังเกียจของท่านสิ ไม่ใช่เพราะข้ากลัวว่าท่านจะตาบอดจริงๆหรอกหรือ มาตรวจอาการท่านไง” ฉินหลิวซีส่งเสียงหึในลำคอ พลางเอ่ยต่อ “ไม่รู้จักเห็นคุณค่าเอาเสียเลย”


ฟ่านคง “ถึงบอดจริง ก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็น”


“ใช่ๆ รู้แล้วว่าท่านบรรลุเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์แล้ว ใช้จิตสัมผัสแทนดวงตาได้” ฉินหลิวซีเดินเข้ามาใกล้ คว้ามือเขามาโดยไม่รั้งรอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยันๆ “แต่ในเมื่อมีดวงตา เหตุใดจึงไม่ใช้ หรือท่านคิดว่าการมีผ้าผูกดวงตาดูสูงส่งล้ำลึก ราวกับเป็นยอดฝีมือสูงส่งอย่างนั้นหรือ”


ฟ่านคง “…”


ปรมาจารย์ช่วยด้วย สวดมนต์ให้นางไปได้หรือไม่


ฉินหลิวซีตรวจชีพจรให้เขา หยิบยาหนึ่งเม็ดจ่อที่ริมฝีปากเขา


สีหน้าของฟ่านคงพลันเปลี่ยน “ทุกสรรพสิ่งมีวิญญาณ ปีศาจโสมพันปีถูกท่านเอามาทำยาแล้วหรือ”


“กินเถิด เอาแต่พูดมาก” ฉินหลิวซีบีบคางเขา ยัดยาลงคอไป ไม่นานก็ละลายหายไป


ฟ่านคงสัมผัสได้ถึงฤทธิ์ของยา สองมือตวัดท่าร่ายคาถา นำพลังงานนั้นเคลื่อนผ่านเส้นลมปราณทั่วร่าง


ฉินหลิวซีส่งเสียงบ่น “ปากบอกไม่ต้องการ ร่างกายกลับซื่อสัตย์นัก”


ฟ่านคงเกือบสำลักอากาศ


ของวิเศษที่แท้จริง สมดังคำล่ำลือ สินทรัพย์เช่นนี้มิใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะเข้าใจได้ หากไม่ใช่สมบัติล้ำค่าที่เกิดจากการบ่มเพาะปราณวิเศษมายาวนาน อันที่จริงแล้วไม่แปลกใจที่ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ผู้คนพบเจอกับสิ่งที่มีพลังเช่นนี้ ทุกคนจะรู้สึกถึงความอยากได้และความโลภ


ไม่ถูกสิ คนตรงหน้าถ้าไม่เห็นนกอินทรีย์ไม่มีทางทิ้งกระต่าย นางใจกว้างป้อนยาชั้นยอดให้ตนเช่นนี้ ต้องมีแผนการอย่างแน่นอน


ฟ่านคงเริ่มรู้สึกระมัดระวัง เขาหันไปมองฉินหลิวซี เอ่ย “ท่านเจ้าอาวาสมาครั้งนี้ เจอดวงตาค่ายอาคมเล็กแล้วหรือ”


“ไม่เพียงหาเจอ ข้ายังได้สู้กับซื่อหลัวอีกด้วย”


ฟ่านคง “?”


ฉินหลิวซีเริ่มเล่าเรื่องหายนะที่เกิดจากดวงตาค่ายอาคม รวมไปถึงการเผชิญหน้ากับซื่อหลัว ฟ่านคงขมวดคิ้ว


“อาตมามองเห็นดวงตาค่ายอาคมระเบิด สรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือวิญญาณต่างๆล้วนแต่ร้องโหยหวนและกลายเป็นวิญญาณที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทุกที่ที่มันผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างดับสูญ” ฟ่านคงสองมือพนม ท่องบทสวด ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ตามที่ท่านว่า สัตว์หินเหล่านั้นมีพลังชั่วร้ายแฝงอยู่ ทำลายฮวงจุ้ยโดยรอบ ทำให้คนเสียสติ ทำให้เกิดภัยพิบัติ”


“ก็อาจจะใช่” ฉินหลิวซีเอ่ยตอบ “ตอนนี้เฟิงซิวให้สัตว์ปีศาจเหล่านั้นไปตามหา ข้าเองก็ให้ราชาผีสองตนช่วยตามหา แต่สัตว์หินเจ็ดสิบเก้าตัว ต่อให้หาเจอแล้ว อาศัยข้าเพียงคนเดียวใช่ว่าจะกำจัดได้ทั้งหมด ต่อให้ทำได้ ก็ถ่วงเวลาข้าศึกษาค่ายอาคมใหญ่นั่นรวมถึงฝึกค่ายอาคมกักเซียนอีก ข้ากำลังคิดว่า ออกคำสั่งให้สำนักเต๋าและพุทธทุกแห่งช่วยกันออกค้นหาดีหรือไม่”


ใต้หล้านี้ไม่ใช่ของนางเพียงผู้เดียว อาศัยนางและสมุนของนาง สิ้นเปลืองคนเกินไปแล้ว ถึงเวลาต้องยิงธนู อ้อ ไม่ใช่ ต้องออกคำสั่ง ให้ทุกคนเข้ามาร่วมด้วยแล้ว


ฟ่านคงเอ่ย “จะเป็นผลตรงกันข้ามหรือไม่ หากตกไปในกับดัก…”


“เป็นถึงไต้ซือขั้นสูง เอ่ยเช่นนี้ได้เช่นไร เอ่ยวาจาเป็นมงคลน่าฟังบ้างไม่ได้หรืออย่างไร” ฉินหลิวซีเอ่ยขัดคำพูดของเขาอย่างหงุดหงิด


ฟ่านคงจนปัญญา “ตามที่ท่านว่า เขาอาจไม่ได้สนใจค่ายอาคมเล็กๆพวกนี้ มิเช่นนั้นคงไม่มีทางนิ่งได้ทั้งๆที่ท่านทำลายไปแล้วถึงสองที่ เมื่อคนในพุทธและเต๋าต่างเข้ามาร่วมด้วย ตกเข้าไปในกับดักของเขา เช่นนั้นก็เป็นการเสียท่าตามศัตรูไปแล้ว”


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา “พระเช่นท่านนี่นะ ถึงแม้จะได้ฝึกในที่แห้งแล้งอย่างนี้ แต่วาจาของท่านก็มีความสมจริงไม่เลว”


ขมับของฟ่านคงกระตุกสองครั้ง


“พระนะพระ วิธีนี้เสี่ยง แต่เขาชักกระบี่แล้ว พวกเรายังหดหัวอยู่ในกระดองก็เล่นต่อไม่ได้แล้ว เรามีเวลาไม่มากแล้ว ข้าต้องชิงเวลามาบ้าง” ฉินหลิวซีเอ่ย “ตั้งแต่เขาออกมาจากมหานรกอเวจี พวกเราก็อยู่ในที่แห่งนี้แล้ว ดิ้นรนสักหน่อย ก็ต้องทำบ้างนะ”


“ข้าให้ยันต์กับเฟิงซิวไป สัตว์หินพวกนั้นทำลายได้ก็ทำลาย ถึงทำลายไม่ได้สะกดเอาไว้ก็ยังดี แต่ไม่อาจปล่อยเอาไว้ แม้จะจัดการซื่อหลัวได้ คงต้องเผชิญกับความเสียหายมากมาย ไม่รู้ต้องใช้เวลานานเพียงใดถึงจะฟื้นฟูสภาพกลับคืนมาได้”


อีกอย่างหากเกิดความวุ่นวายขึ้น ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก วิญญาณอาฆาตก็จะเพิ่มพูนขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หากพลังอาฆาตแพร่กระจายดุจโรคระบาด เมื่อถึงขั้นเกิดเป็นอาณาเขตปีศาจร้าย แล้วภาพที่ปรากฏจะเป็นเช่นไรเล่า ไม่ใช่ว่ามนุษย์โลกจะกลายเป็นดั่งนรกอเวจีหรอกหรือ


เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมา บ้านของแอดคนเดิมที่รับผิดชอบอัพเดทใน มม.ได้พังถล่ม จึงเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นขอออภัย จนกว่าแอดจะกลับมาเราจะรับหน้าที่แทนก่อน


ความหวังแห่งชีวิต ไม่อาจขาดสิ้น


“ช่างเถิด เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านว่า อาตมาจะเดินทางไปวัดอวี้ฝอ ร่วมออกคำสั่งกับไต้ซือ” ฟ่านคงเอ่ย


“เช่นนั้นข้าจะไปหาปรมาจารย์ไท่เฉิง” ฉินหลิวซีเอ่ย “ปรมาจารย์เป็นปรมาจารย์แล้ว ถึงเวลาต้องออกกำลังแล้ว”


ปรมาจารย์ไท่เฉิง รู้สึกถึงความวุ่นวาย เกิดอะไรขึ้น


ฟ่านคนเห็นว่าตกลงได้แล้ว ใครบางคนยังไม่ไป จึงเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ท่านยังไม่ไปหรือ”


ฉินหลิวซีพุ่งเข้าหาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ยาโสมที่ให้ไปอร่อยหรือไม่ ปรุงมาจากปีศาจโสมพันปีสมุนไพรชั้นดีเลยนะ มีค่านับหมื่นทองเลยทีเดียว”


[1] พิธีสรงสาม เป็นประเพณีโบราณของจีนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทารกแรกเกิดในวันที่สามหลังจากคลอด โดยมีความหมายสำคัญทั้งในด้านสุขภาพและความเป็นมงคล ประกอบด้วยการอาบน้ำ การอวยพร การมอบของขวัญ



จบตอน

Comments