ตอนที่ 1181: ข้าขอพรด้วยความศรัทธาเพื่อชิงสมบัติสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา
เมื่อถูกรอยยิ้มที่สดใสเกินไปของฉินหลิวซีทำให้จิตใจสั่นสะท้าน ศีรษะโล้นของฟ่านคงร้อนผ่าวขึ้นมา
มาแล้ว เขาก็รู้ว่าบนโลกนี้ไม่มียาเม็ดใดที่ไม่ต้องจ่าย
ตอนนี้คายออกมาได้หรือไม่
ฟ่านคงเอ่ย “ท่านต้องการอะไร”
ท่านบังคับข้ากินอะไรไม่ต้องเอ่ยถึงแล้ว เขากลัวว่าเอ่ยแล้ว นางจะทำให้เขาอดไม่ได้อยากสังหารคน เช่นนั้นเป็นบาปใหญ่หลวงแล้ว
“ในเจดีย์ที่พวกท่านเก็บกระดูกพุทธะ ข้าจำได้ว่าเคยมีสัตว์เทพตัวหนึ่งชื่อซวนหนี ซึ่งถูกแกะสลักจากทองคำดำ และผ่านการเบิกเนตรโดยพระสงฆ์ผู้มีอาคมแกร่งกล้าของพุทธศาสนาของพวกท่าน ก่อนจะถูกเก็บไว้ในเจดีย์ เพื่อใช้สำหรับการสะกดกระดูกพุทธะไม่ใช่หรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ฟ่านคงใจเต้นแรง เอ่ย “ท่านต้องการซวนหนีนั่นหรือ นั่นเป็นสมบัติประจำเจดีย์วัดเทียนซานของข้า”
“ไม่ถูกสิ นั่นไม่ใช่ของเจดีย์ เป็นสิ่งที่สะกดกระดูกพุทธะของมารเอ้อฝูซื่อหลัว”
ฟ่านคงเกือบจะกระอักเลือด นี่มันต่างอะไรกัน
ล้วนเป็นสมบัติของวัดเทียนซานพวกเขา มีอายุนับพันปี อยู่มาโดยตลอด เพื่อทำให้มันมีวิญญาณยิ่งขึ้น เมื่อเจ้าอาวาสรูปเข้ารับตำแหน่งก็จะมาสวดปลุกวิญญาณให้มีชีวิต
สิ่งนั้นมีค่าไม่ได้ด้อยไปกว่าอัฐิพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำ
ตอนนี้ฉินหลิวซีเอ่ยถึง นางไม่เอ่ยถึงอย่างอื่น เอ่ยถึงสิ่งนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางหมายตาเอาไว้แล้ว
รู้ทั้งรู้ว่ายาเม็ดนั้นมีพิษ
ฉินหลิวซีหยิบเอาศาสตราวุธออกมาจากถุงเฉียนคุนพลังอาฆาตพัดเข้าหาฟ่านคง เขารีบใช้วิชาปัดเป่าทันใด พลังรุนแรงนั้นหยุดชะงัก ชั่วครู่ก็กลับมาวนเวียนที่ข้อมือฉินหลิวซี ความอาฆาตเย็นยะเยือกเข้ากระดูก
“อยู่นิ่งๆ” ฉินหลิวซีตีไปที่กระบี่
ฟ่านคงมองสำรวจดีๆ เอ่ย “เป็นศาสตราวุธ แต่ท่านใช้พลังอาฆาตมาเป็นวิญญาณกระบี่หรือ ศาสตราวุธชิ้นนี้รูปลักษณ์งามทว่าไร้กลิ่นอาย”
“ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับแต่งขึ้นมาใหม่” ฉินหลิวซีขยับกระบี่ เอ่ย “ซวนหนีทองคำดำชิ้นนั้น ให้ข้าเถิด ครึ่งหนึ่งข้าจะใช้ทำกระบี่ใหม่ อีกครึ่งข้าจะทำแท่นอาคมกักเซียน ถึงตอนนั้นข้าจะใช้มันจัดการกับเจ้าซื่อหลัวบ้านั่น”
นางเอ่ยพลางหยิบแท่นค่ายอาคมออกมาจากกองสมบัติของหนูทองคำ สิ่งของทั้งสองชิ้นนี้ยังขาดวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งเทพมาเติมเต็มก่อนจะวางลงตรงหน้าฟ่านคง
แม้ฟ่านคงจะเป็นพระทว่าไม่อาจอดทนต่อการปะทุออกมาได้ เอ่ย “สมบัติของพุทธศาสนาข้า ไหนเลยที่ท่านจะบอกว่าต้องการก็จะเอาไปได้”
“ท่านกินยาเม็ดโสมพันปีของข้าไปแล้ว”
“ท่านบีบบังคับมายัดใส่ปากข้าเอง”
“แต่ท่านก็กินมันเข้าไปแล้ว”
ฟ่านคงพูดไม่ออก หากรู้แต่แรก เขาจะบีบคอเอาออกมาให้หมด
“ดูท่านในตอนนี้สิ เส้นลมปราณเหล่านี้เพียงกลืนยาเม็ดโสมนี้เข้าไป หากท่านสำเร็จสมาธิได้แล้ว รัศมีทองคำหมื่นจั้งสาดส่องไปยังเหล่าลูกศิษย์ไม่ดีหรือ” ฉินหลิวซีตบไหล่เขา
ฟ่านคง “!”
“อย่าทำหน้าเช่นนี้เลย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความจำเป็นชั่วคราว ล้วนเพื่อปกปักรักษาประชาชนในใต้หล้า ศาสนาพุทธเสียสละเพื่อผู้คน ไม่ใช่เพื่อส่วนตัวสักหน่อยมิใช่หรือ ยิ่งไปกว่านี้ครั้งนี้เพื่อสยบมาร พวกท่านออกแรงมาก นับเป็นบุญกุศลไม่อาจประมาณได้”
ฟ่านคงยิ้มเย็น “เพื่อสมบัติล้ำค่าของศาสนาพุทธข้า ท่านจอมหลอกลวงใช้คำล่อลวงได้เก่งนัก”
“หากท่านคิดว่าข้าเอ่ยไม่ถูก ท่านสามารถโต้แย้งข้าได้นี่ แต่ท่านไม่ทำ เห็นได้ชัดว่าท่านเห็นด้วย”
“ข้าเปล่า เป็นท่านที่พูดเองเออเอง”
อมิตาภพุทธ นางกำลังบีบให้ภิกษุข้าผิดศีลแล้ว
ฉินหลิวซีถอนหายใจ “ไม่มีแล้วก็ไม่มีเถิด แต่สิ่งที่ข้าเอ่ยล้วนเป็นความจริงมิใช่หรือ เชื่อเถิดว่าเหล่าพุทธศาสนิกชนของท่านล้วนยินยอม อย่างไรการช่วยเหลือชีวิตคนหนึ่งชีวิตประเสริฐยิ่งกว่าการสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น ยิ่งไปกว่านั้นการช่วยชีวิตประชาชนเล่า เพียงซวนหนีทองคำดำ ให้ข้าใช้ในทางที่ถูกที่ควร จะเป็นไรไป”
นางลุกขึ้น ฟ่านคงตัวแข้งทื่อ ทว่าถูกนางดึงขึ้นมา เอ่ย “ไป ไปถามบรรพบุรุษของท่าน”
เขานึกว่านางจะหยิบธูปจากในวิหารมาจุด ทว่าไม่ใช่นางเอาธูปหอมเชิญเทพที่ตนทำเองออกมา ไม่ได้ใช้ไฟ ทว่าเอ่ยวาจาล่อลวงก่อนหน้านี้ขึ้นมาอีกรอบ จากนั้นปักธูปลงในกระถางธูป
ข้าขอนมัสการพระพุทธเจ้าขอพระองค์ได้โปรดตอบรับ
ฟ่านคงใช้การรับรู้ทางจิตมองดู ธูปนั้นไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่ได้ถูกจุดไฟขึ้น
ฉินหลิวซีเอ่ยเบาๆ “พระอาจารย์คิดว่า หากมีเทพเจ้าชั่วร้ายกลัวว่าใต้หล้าจะสงบ เช่นนั้นสวรรค์ไม่รู้จะครึกครื้นเพียงใด”
พรึบ
มีแสงไฟเล็กๆโชติช่วงขึ้น ธูปที่หน้าองค์พระพุทธรูปติดไฟขึ้นมาแล้ว
ฟ่านคง จบแล้ว เขาไม่อาจปกป้องเจดีย์เอาไว้ได้ ยิ่งไม่อาจปกป้องสมบัติล้ำค่าของวัดเก่าแก่แห่งนี้ได้
ฉินหลิวซีคำนับด้วยรอยยิ้ม “พระพุทธเจ้าเมตตา”
ธูปเผาไหม้รวดเร็ว ราวกับเร่งให้นางออกไป
ฉินหลิวซีมองไปยังฟ่านคง อีกฝ่ายกำลังเดินออกไปด้านนอก
ไม่นานทั้งสองก็เดินมาถึงบ่อน้ำสวรรค์
ฟ่านคงใบหน้าไม่ยินยอม ฉินหลิวซีจึงเอ่ย “อย่าเป็นเช่นนี้เลย หากหลอมศาสตราวุธนี้ขึ้นมาใหม่ได้ หลังเสร็จภารกิจ ก็คืนให้พวกท่านนำไปเก็บที่วัดเช่นเดิมเป็นอย่างไร”
“วาจานี้จริงหรือ”
มีเรื่องเช่นนี้อยู่หรือ เขาไม่อยากเชื่อนัก
“แน่นอน เป็นนักบวชกันทั้งนั้น ของท่านของข้าจะต่างอะไรกัน” หากต้องใช้มายืมก็ได้แล้ว
ฟ่านคงจ้องมองนางนิ่งก่อนจะนั่งลง สองมือทำสัญลักษณ์ร่ายอาคม เป็นดังที่ฉินหลิวซีบอก มียาโสมบำรุง รูปแห่งธรรมของเขาสง่างามและทรงพลัง แสงสีทองเปล่งประกาย ทำให้คนไม่อาจละสายตา
เขาเดินลงไปในบ่อสวรรค์ น้ำสีเขียวมรกตแหวกออก เผยให้เห็นเจดีย์เก้าชั้น
ฟ่านคงสวดคาถา นั่งขัดสมาธิลงตรงหน้าเจดีย์ สวดจบหนึ่งบท อัญเชิญซวนหนีทองคำดำ กลับมาบนฝั่ง
เป็นดั่งที่ฟ่านคงบอก นี่เป็นสมบัติล้ำค่าโบราณที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เบิกเนตรโดยพระสงฆ์ผู้ใหญ่ ให้มันมีชีวิตและได้รับการบำรุงจนพละกำลังอำนาจเต็มเปี่ยม
ฉินหลิวซีเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมา แต่ฟ่านคงกลับจับมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จึงเอ่ย “เดิมมันถูกสร้างมาเพื่อสะกดกระดูกพุทธะ ตอนนี้กระดูกพระพุทธเจ้าถูกทำลายไปแล้ว มันก็เสร็จสิ้นภารกิจของมันแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องทำภารกิจต่อไป”
ฟ่านคงปล่อยมือออก
ฉินหลิวซีรับมันมา ซวนหนีทองคำดำนี้ไม่ใหญ่มาก แต่นำไปใช้ในการหลอมศาสตราวุธและค่ายอาคมกักเซียนได้ดี
“ท่านตั้งใจจะหลอมเมื่อใด” ฟ่านคงเอ่ยถาม
ฉินหลิวซีนับนิ้วมือชั่วครู่ เอ่ย “คืนยามมงคล ข้าต้องเตรียมของสักหน่อย รบกวนไต้ซือช่วยเฝ้าม่านอาคมให้ข้าได้หรือไม่”
เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมา บ้านของแอดคนเดิมที่รับผิดชอบอัพเดทใน มม.ได้พังถล่ม จึงเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นขอออภัย จนกว่าแอดจะกลับมาเราจะรับหน้าที่แทนก่อน
เหอะๆ ก่อนหน้านี้เป็นพระ ตอนมีเรื่องจะขอเป็นไต้ซือแล้ว
ฟ่านคงเอ่ย “หลอมศาสตราวุธใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านมั่นใจหรือไม่”
อย่าทำให้ศาสตราวุธนั้นและสมบัติล้ำค่าของเราเสียหายเล่า
“ถ้าเป็นเมื่อก่อนข้าคงไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้ข้าได้รับถ่ายทอดจากปรมาจารย์ซานชิงแล้ว ไม่มีทางเอาศาสตราวุธมาล้อเล่น ท่านรอดูเถิด” ฉินหลิวซีใช้ผ้าแดงห่อซวนหนีทองคำดำเอาไว้ก่อนจะใส่ไว้ในถุงเฉียนคุน เอ่ยว่า “ข้าจะไปเอาของสักหน่อย เดี๋ยวกลับมา”
นางเอ่ยจบ คนก็หายไปทันที
ฟ่านคงนวดขมับ มองไปยังบ่อสวรรค์อีกครั้ง ถอนหายใจออกมา มิน่าตอนนั้นก่อนที่อาจารย์จะจากไปได้เอ่ยว่า เขาไม่ต้องกังวลมากเกินไปว่าสมบัติของพุทธศาสนาจะต้องเป็นของพุทธศาสนา มันจะมีทางไปที่ดีกว่าของมัน
ที่บอกคงจะหมายถึงกลายไปเป็นศาสตราวุธกระมัง
ตอนที่ 1182: ศาสตราวุธปรากฏขึ้นบนโลก
ทองคำดำเป็นของหายาก มันเป็นวัสดุชั้นดีในการใช้หลอมอาวุธสร้างค่ายกลเหมือนหินสีน้ำเงิน แต่ทองคำดำเกิดจากอุกกาบาตที่ตกลงมาจากฟากฟ้า หากผ่านไปหลายยุคหลายสมัยบวกกับการดูดซับพลังดวงวิญญาณเข้าไป อานุภาพของมันยิ่งมีมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
ทองคำดำโบราณที่เก็บไว้กับฟ่านคงชิ้นนี้สร้างความขลังโดยพระผู้มีสมณศักดิ์สูง อีกทั้งยังได้รับการสวดมนต์ปลุกเสกอย่างต่อเนื่องจึงล้ำค่ามาก ฉินหลิวซีไม่กล้าแม้แต่จะใช้มันอย่างสิ้นเปลือง หากไม่มั่นใจจริงๆ นางก็ไม่มีทางหลอมศาสตราวุธขึ้นใหม่แน่นอน
การหลอมศาสตราวุธขึ้นใหม่ต้องการผู้หลอมที่มีพลังบำเพ็ญขั้นสูง พร้อมทั้งมีพลังสมาธิและพลังจิตอย่างครบถ้วน เพราะขณะที่หลอมอาวุธต้องใช้พลังจิตสลักอักขระเต๋าอย่างต่อเนื่อง ยามจำเป็นยังต้องสังเวยดวงวิญญาณถึงจะปรากฏศาสตราวุธขึ้นมา
ฉินหลิวซีไม่ได้หลอมอาวุธเป็นครั้งแรก ตอนนั้นนางเคยใช้เกล็ดภูตปลาหลี่อวี๋หลอมเป็นกริชกิเลนและกำไลขึ้นมาให้ศิษย์ทั้งสอง ซึ่งล้วนเป็นอาวุธของขลังที่นางทำขึ้นเองทั้งนั้น แต่การหลอมศาสตราวุธขึ้นมาใหม่ เปรียบดั่งการแต่งงานขึ้นเกี้ยว เวลานี้นางจึงให้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
เหมือนตอนปรุงยาในตอนนั้น นอกจากจะจัดวางค่ายกลรวบรวมดวงวิญญาณแล้ว ยังต้องสร้างม่านอาคมไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวนด้วย
เพราะซวนหนีทองคำดำเปรียบดั่งเทพอสูร นางจึงจัดโต๊ะหมู่บูชาเล็กๆให้พร้อมกราบไหว้กล่าวขอโทษ ในเมื่อการหลอมซวนหนีทองคำดำเท่ากับการสังหารเทพอสูรก็ว่าได้
ตอนแรกการกราบไหว้ไม่ค่อยราบรื่นนัก พอจุดธูปไม่ติด กลับทำเอาฟ่านคงรู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นเล็กน้อย ซวนหนีชอบความสงบไม่ชอบความวุ่นวาย ถึงเขาโกรธใครไม่เป็น แต่จะถูกฆ่าอยู่แล้วยังจะมาเอาใจเขาอีกหรือ
ทำอย่างไรได้ในเมื่อบางคนเกิดมาเพื่อเดินเส้นทางนี้โดยกำเนิด อีกทั้งยังมีฝีปากที่ถนัดในวาทศิลป์ คำพูดหวานหยดย้อยดั่งน้ำผึ้งอาบพิษ อย่างเช่นศาสตราวุธที่แปรเปลี่ยนเป็นอาวุธฆ่าฟันเทพเช่นนี้ สุดท้ายจึงยอมจำนน พลันธูปก็ติดไฟอย่างรวดเร็ว
คนตัวน้อยๆอย่างฟ่านคงลอบตำหนิในใจที่ว่า ไม่ได้เรื่อง ช่างตกหลุมพลางง่ายดายเสียจริง
พอกราบไหว้เทพเสร็จ ฉินหลิวซีก็ใช้พลังปณิธานแห่งเต๋าจัดการฟันทองคำดำซวนหนีออกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย ครึ่งหนึ่งถูกนางเก็บไว้ใช้หลอมฐานค่ายอาคมในวันข้างหน้า ส่วนอีกครึ่งหนึ่งวางไว้ในเตาหลอม ก่อนใช้ไฟนรกหลอมละลาย
ฟ่านคงใช้ประสาทสัมผัสแห่งเทพมองภาพนี้ ก่อนที่มือทั้งสองจะประนมขึ้นท่องบทสวดมนต์ นับแต่นี้ภูเขาเทียนจะไม่มีสัตว์เทพอสูรซวนหนีทองคำดำอีกต่อไป
การหลอมละลายทองคำดำไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากคือการควบคุมเปลวไฟ โดยเฉพาะฉินหลิวซีที่ใช้ไฟนรก ไฟนรกบงกชโลหิตเป็นเปลวไฟแห่งสวรรค์ จึงมีอานุภาพแรงกล้าแผดเผาสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่าง หากไม่ระวังคงหลอมทองคำดำชิ้นนี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษเถ้าธุลี
ในขณะเดียวกันนางก็หยิบศาสตราวุธนามว่าชางเจี่ยออกมา อาจเพราะสัมผัสได้ถึงเจตนาของฉินหลิวซี ดวงวิญญาณอาฆาตที่อยู่ภายในศาสตราวุธจึงดิ้นพล่าน พุ่งตัวออกมาหมายหนีเอาตัวรอด
ฉินหลิวซีดึงดวงวิญญาณอาฆาตออกมา จากนั้นก็มีเสียงดังสวบก่อนจะหนีลอยออกไปข้างนอก
ฟ่านคงเห็นเช่นนั้นก็เปล่งเสียงท่องบทสวดภาษาสันสกฤต พลันเหมือนมีเสียงกรีดร้องโหยหวนของดวงวิญญาณอาฆาตดังมาจากแดนตะวันตก ซึ่งเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของดวงวิญญาณอาฆาตนับหมื่นนับพันตนนั่นเอง
“แนะนำเจ้าว่าอย่าเหนื่อยเปล่าเลย ยอมหลอมเป็นศาสตราวุธอย่างว่าง่ายดีกว่า เป็นดวงวิญญาณอาฆาตไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรกัน จุดจบก็แค่ถูกนักพรตผู้อยู่ในครรลองธรรมทำลายทิ้ง แต่ถ้าเป็นศาสตราวุธล่ะก็ยอมแตกต่างกัน เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนต่างแสวงหากันทั้งสิ้น”
ดวงวิญญาณอาฆาต เชื่อคำลวงของเจ้าก็เท่ากับสูญเสียอิสระ หากมันเป็นอิสระ ดูดซับดวงวิญญาณอาฆาตขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีอนุภาพแกร่งกล้าอย่างไร้ขีดจำกัด!
แต่น่าเสียดายที่พวกมันสู้คนผู้นี้ไม่ได้และยิ่งหนีไม่พ้น ต่อให้หนีออกจากม่านอาคมนี้ได้ แต่ยังมีแสงสว่างด้านนอก เสียงบทสวดสันสกฤตนั้นยิ่งน่าสยองขวัญ!
มันเป็นแค่ดวงวิญญาณอาฆาตย่อมหนีไม่พ้น
เดิมทีดาบชางเจี่ยมีรูปร่าง ทว่าบัดนี้ถูกหลอมขึ้นมาใหม่ จึงไม่ต้องหล่อสร้างรูปใดๆแล้ว
ครั้นฉินหลิวซีมองทองคำดำหลอมละลายได้ที่แล้วถึงใช้สองมือผนึกรอยประทับอย่างรวดเร็ว พลังปณิธานแห่งเต๋าบนร่างลุกโชติช่วง จากดาบที่ห้อยอยู่กลางอากาศอย่างมั่นคงในเดิมทีพลันก็สั่นเทิ้ม ราวกับไม่เต็มใจให้หลอมขึ้นใหม่นัก
บางทีหากถูกหลอมขึ้นใหม่ย่อมไม่มีทางเป็นศาสตราวุธชางเจี่ยอันเดิมอีกต่อไป
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉินหลิวซีย่อมไม่สนใจว่ามันจะยินยอมหรือไม่ นางใช้สองมือทำสัญลักษณ์ซับซ้อน จากนั้นพลังปณิธานแห่งเต๋าที่ไร้รูปร่างก็ปะทะใส่ตัวดาบชางเจี่ย ก่อนจะสั่นหนักราวกับคลุ้มคลั่ง
ทองคำดำถูกหลอมเป็นสภาวะของเหลวเรียบร้อยแล้ว ฉินหลิวซีแค่ใช้พลังจิตเรียก ดาบชางเจี่ยก็ห้อยอยู่เหนือเตาหลอม จากนั้นอาวุธก็สั่นเทิ้มพร้อมเปล่งเสียงวิ้งดังกึกก้อง
ดวงวิญญาณอาฆาตหดตัวอยู่ข้างๆด้วยอาการกลัวแทบตาย
มันเห็นศาสตราวุธที่ไม่เต็มใจร่วงตกลงในหม้อหลอมเต็มสองตา อาคมบนเรียวนิ้วของหญิงสาวผนึกเป็นดอกไม้ ก่อนที่พลังปณิธานแห่งเต๋าอันเย็นยะเยือกจะไหลเวียนบนร่างกายนางอย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของฉินหลิวซีซีดเซียวถึงขีดสุด นางตกอยู่ในโลกของการหลอมอาวุธอย่างสิ้นเชิง ใช้พลังจิตทั้งหมดจดจ่อไปที่ดาบชางเจี่ย จากนั้นนางก็เห็นมันถูกของเหลวทองคำดำห่อหุ้มย้อมร่างเป็นสีดำสนิทกลายเป็นดาบทองคำดำ นางจึงเปลี่ยนคาถา พลังปณิธานแห่งเต๋าแปรเปลี่ยนเป็นอักขระเต๋าแล้วเริ่มสลักลงบนตัวดาบ
พลังปณิธานแห่งเต๋าที่ไร้รูปร่างถูกหล่อหลอมเป็นอักขระยันต์สีทองเปล่งประกายโดยที่ไม่ได้เข้าตัวดาบ อีกทั้งยังสลายหายไป แต่ดาบสีดำเล่มนั้นกลับค่อยๆเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละนิดตามอักขระยันต์สีทองที่สลายหายไป
ฟ่านคงที่อยู่ด้านนอกค่ายอาคมมองเห็นอย่างชัดเจน พลันใจก็ดิ่งวูบ
จู่ๆ บรรยากาศก็อึมครึม พอเขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นเมฆดำลอยอยู่เหนือศีรษะ ในชั้นเมฆมีประกายสายฟ้าปรากฏ เขาจึงอดตื่นเต้นไม่ได้
การก่อกำเนิดของศาสตราวุธต้องเกิดสายฟ้าผ่าฟาดลงมาทดสอบ มีเพียงการหลอมอาวุธที่ผ่านวิบากสายฟ้านี้ถึงจะเป็นศาสตราวุธอันแกร่งกล้าอย่างแท้จริงและสังหารเทพขจัดมารได้
ฟ่านคงมองเข้าไปในม่านอาคม ทว่ากลับเห็นเลือดสดไหลรินออกมาจากมุมปาก ใบหน้าของนางซีดขาว บนหน้าผากมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มไปหมด
การใช้พลังจิตหล่อหลอมเป็นพลังปณิธานแห่งเต๋าสลักอักขระยันต์ สิ่งที่สูญเสียไปไม่ได้มีแค่พลังจิต แต่ยังมีพลังของสมาธิ การหลอมศาสตราวุธกลับไม่ใช่เรื่องง่ายดั่งที่ปากพูด
ฟ่านคงสูดหายใจเข้าลึก ประนมมือทั้งสองข้างพลางท่องบทสวด
เวลาค่อยๆล่วงผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย ค่ำคืนอันมืดมิดคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ แสงตะวันอยู่ในแนวระนาบเดียวกับพื้นดิน
รอกระทั่งอักขระยันต์สีทองตัวสุดท้ายจบลง ตู้ม ไฟนรกที่กำลังห่อหุ้มดาบสีดำเปล่งแสงก็เผาไหม้
ดาบทองคำดำหมุนตัวอย่างว่องไวท่ามกลางไฟนรกโชติช่วง ตัวดาบมีแสงสีทองเปล่งประกายวิบวับชวนให้แสบตา
รอกระทั่งไฟนรกมอดลง ฉินหลิวซีถึงคว้าดวงวิญญาณอาฆาตยัดเข้าใส่ดาบทองคำดำเล่มนั้น
ดวงวิญญาณอาฆาตยังไม่ทันต่อต้านก็ถูกลากจับใส่ลงดาบแล้ว มันคือดวงวิญญาณโหดเหี้ยมชั่วร้าย พอเข้าสิงตัวดาบ จึงทำให้ดาบทองคำดำอานุภาพแรงกล้า รังสีความโหดเหี้ยมตัดเส้นปอยผมของฉินหลิวซีร่วงกระจุกหนึ่ง
ทว่าฉินหลิวซีกลับเผยสีหน้าเรียบนิ่งพลางปิดตาทั้งสองข้างโดยไร้ซึ่งท่าทีทุกข์ร้อนเรื่องใด จากนั้นนางก็ผนึกอาคมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจับดวงวิญญาณประทับลงบนดาบทองคำดำ
ฟ่านคงรูม่านตาหดลงเล็กน้อย
ศาสตราวุธประกอบด้วยปัญญาอันไร้ที่สิ้นสุดและอิทธิฤทธิ์จากเทพเจ้า พอประทับดวงวิญญาณเข้าไปด้วยย่อมกลายเป็นนายของอาวุธ กระทั่งสามารถสื่อสารกับศาสตราวุธได้ และรวมร่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องร่วมเป็นร่วมตายกับอาวุธ อย่างเช่นการทดสอบวิบากสายฟ้า!
นางบ้าไปแล้ว!
แม้นางจะสูญพลังจิตและสมาธิไปมาก แต่นางยังต้องร่วมเผชิญวิบากสายฟ้าพร้อมศาสตราวุธ หากข้ามผ่านไปไม่ได้ เกรงว่านางคงไม่มีแม้แต่โอกาสได้เจอสามบริสุทธิ์ด้วยซ้ำ!
และเป็นดั่งว่าจริงๆ พอดวงวิญญาณที่กระหายหมายคิดหลบหนีถูกจับเข้าไปในดาบทองคำดำ ตัวดาบก็สั่นหงึกๆ ตามมาด้วยสายฟ้ายักษ์ที่สะสมรอเวลาผ่าฟาดลงมา โดยครึ่งหนึ่งฟาดลงที่ศาสตราวุธ และอีกครึ่งหนึ่งฟาดลงที่ร่างของฉินหลิวซี ทำให้ผิวหนังของนางปริแตกในทันที
ฟ่านคงใจสะท้านวาบ สองดวงตาปิดสนิท นึกถึงพระธรรมในใจ สายตาจับจ้องร่างคนและอาวุธที่ถูกสายฟ้าสีม่วงฟาดใส่ ก่อนที่แสงสีทองจะไหลทะลักไปหา เพื่อปกป้องคนบ้าผู้นั้นที่ไม่สามารถเรียกว่ามนุษย์ได้อีกต่อไป
สายฟ้าขนาดมหึมานับไม่ถ้วนผ่าฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตะวันลับฟ้า จู่ๆ แสงศักดิ์สิทธิ์ก็ปะทุพวยพุ่ง กระบี่ทองคำดำสีดำแดงเล่มนั้นเคลือบด้วยประกายสีทองแดง เกิดเสียงดังสะเทือนก้องไปทั่วภูเขา ซึ่งก็คือเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณแห่งอาวุธนั่นเอง
มันหมุนรอบร่างของฉินหลิวซีอย่างชอบอกชอบใจ สุดท้ายถึงลอยอยู่เหนือศีรษะของนาง
ศาสตราวุธมีดวงวิญญาณ อาวุธอานุภาพแกร่งกล้าที่ใช้ในการสู้รบอย่างแท้จริงได้ปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้อีกครั้งแล้ว!
ตอนที่ 1183: ตามกลิ่นอายจากอาวุธล้ำค่ามาอย่างนั้นหรือ
พอศาสตราวุธปรากฏ แสงประกายห้าสีก็พราวโรจน์ พลังจิตวิญญาณที่เปี่ยมล้นของศาสตราวุธก็สะท้อนกลับฟ้าดินเข้มข้นขึ้น ทำให้สิ่งมีชีวิตไม่น้อยที่ได้รับข่าวต่างพุ่งตัวมาทางนี้อย่างว่องไว หวังว่าจะดูดซับพลังวิญญาณจากฟ้าดิน ในขณะเดียวกันยังมีนักพรตบางคนที่สัมผัสถึงกลิ่นอาย ต่างทยอยใช้มือคำนวณ พอรู้ว่าศาสตราวุธกำเนิดขึ้นก็เผยสีหน้าตกใจในทันที
หลังจากผ่านวิบากสายฟ้า ฉินหลิวซีที่ไม่นับว่าเป็นคนอีกต่อไปเนื้อตัวปริแตกกลายเป็นมนุษย์เลือด หลังจากเมฆสายฟ้าสลายหายไป พลังจิตวิญญาณก็วนเวียนรายล้อมนางราวกับพายุหมุนน้อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสายฝนศักดิ์สิทธิ์ตกโปรยปรายลงมา พลังจิตวิญญาณในจุดตันเถียนเปี่ยมล้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำวิเศษชโลมไปทั่วทั้งร่างกาย
เส้นเลือดขยายตัว เนื้อเยื่อและกระดูกงอกกลับขึ้นมาใหม่ อวัยวะภายในที่เกิดความเสียหายกลับมาเรียงตัวอยู่ในตำแหน่งเดิม ยิ่งหัวใจแทบใกล้ระเบิดออกมา ฉินหลิวซีควานหาเม็ดยาใส่ปากด้วยมืออันสั่นเทา พอความเจ็บปวดทุเลา นางถึงผ่อนคลายลงอย่างแท้จริง
วิบากสายฟ้าที่ศาสตราวุธนำพามารุนแรงกว่าตอนที่นางเลื่อนขั้นหลอมยาก่อนหน้านี้มากนัก สิ่งที่เรียกว่าวิบากสวรรค์ก็งั้นๆแหละ
เจ็บชะมัดเลย!
โชคดีที่วิบากนี้ผ่านพ้นไปแล้ว
กระทั่งผมเส้นสุดท้ายงอกขึ้นใหม่ ฉินหลิวซีถึงเอนกายไปด้านหลังก่อนที่จะสูดเอาอากาศเข้าปอดคำโต แต่พอนางเห็นศาสตราวุธที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ สองดวงตาก็สุกใสลุกวาวก่อนลุกขึ้น
นางหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่จากถุงเฉียนคุนขึ้นมาสวม ในขณะเดียวกันพอยกมือขึ้น ศาสตราวุธก็ร่วงลงมาใส่มือของนาง
ศาสตราวุธดำขลับมันวาว ภายใต้สีดำกลับปรากฏอักขระยันต์สีทองแดง บวกกับแสงทองที่ประกายรำไร พลังไร้ขีดจำกัดแผ่ออกมาจากดาบ อานุภาพแรงกล้าจนน่ายำเกรง
อาวุธชิ้นนี้หล่อขึ้นมาใหม่จากเทพอสูรซวนหนีทองคำดำ นอกจากซวนหนีจะแฝงความเป็นเทพแล้วยังแฝงพลังแห่งธรรมะ เดิมทีจึงมีอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้า บัดนี้พอหลอมละลายกลายเป็นของเหลวทองคำดำเพื่อใช้หล่อดาบชางเจี่ยขึ้นใหม่ บวกกับไฟนรกบงกชโลหิตที่พร้อมแผดเผาสิ่งชั่วร้ายทุกสิ่งซึ่งแฝงไปด้วยพลังชั่วร้ายเต็มเปี่ยม อีกทั้งดาบของมันอาบไปด้วยดวงวิญญาณอาฆาตชั่วร้ายขั้นสุด หลังจากผ่านการหล่อหลอมและวิบากทดสอบ อาวุธจึงโหดเหี้ยมร้ายกาจ อานุภาพแกร่งกล้าสุดขีด
เพราะมันมีดวงวิญญาณสถิตอยู่จึงมีความรู้สึกนึกคิด เวลานี้พอนางควงดาบในมือเป็นรูปดอกไม้ คนกับอาวุธจึงกระโดดพุ่งขึ้นรวมร่างกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
ตู้ม
ศาสตราวุธฟันลงบนภูเขาน้ำแข็งจนปะทุเสียงดังกึกก้อง
ฟ่านคงลืมตาขึ้นพรวด ใบหน้าขรึมลง มองหนึ่งคนกับหนึ่งอาวุธ นางผู้นั้นสวมชุดลัทธิเต๋าสีกรมท่า เส้นผมยุ่งเหยิง ใบหน้าเย็นชา สง่าโดดเด่นเหนือใครก็จริง แต่ท่าทีลำพองใจเช่นนั้นกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายชั่วร้าย
เขาเพียงมองไปทางภูเขาน้ำแข็งที่ถูกฟันผ่าแบ่งเป็นสองส่วน บวกกับดวงวิญญาณสิ่งมีชีวิตที่วิ่งโกลาหลรอบทิศ พลันก็ปวดศีรษะขึ้นมา
“มันเกะกะลูกตาท่านหรืออย่างไร ท่านจะฟันมันไปไยเล่า” ฟ่านคงสวดมนต์ให้ดวงวิญญาณสิ่งมีชีวิตภายใต้ภูเขาน้ำแข็งอย่างเงียบๆ
ฉินหลิวซีเรียกศาสตราวุธกลับมาถือไว้ในมือ เอ่ยพร้อมสองดวงตาที่เป็นประกายแวววาว “ข้าก็แค่ลองอานุภาพของมันดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง ดูว่าจะสามารถฟาดฟันกับเจ้าผีเฒ่าอย่างซื่อหลัวได้หรือไม่”
“เจ้าอาวาสของอารามชิงหลานกล่าวไว้ว่าอย่างไร”
พลันรอยยิ้มของฉินหลิวซีก็แข็งทื่อ ชั่ววินาทีนั้นเหมือนความดีใจถูกน้ำเย็นเชียบสาดใส่จนเสียววาบ
เจ้าอาวาสของอารามชิงหลานบอกเพียงว่าศาสตราวุธมีประโยชน์ แต่เขาก็ยังใช้สังหารซื่อหลัวไม่ได้ มิเช่นนั้นเรื่องก็คงไม่ตกมาถึงนางหรอก
ครั้นฟ่านคงเห็นนางห่อเหี่ยวเช่นนั้นจึงเอ่ย “สงบสติอารมณ์ได้แล้วหรือ”
“ท่านถนัดเรื่องสาดน้ำเย็นใส่นัก” ฉินหลิวซีเอ่ยพึมพำอย่างไร้ความร่าเริง
“อาตมากลัวว่าท่านจะเป็นคางคกขึ้นวอ ฟันภูเขาเทียนทั้งลูกจนสร้างหายนะให้ดวงวิญญาณแถบนี้จนเป็นกรรมไป” ฟ่านคงพูดจบก็เอ่ยนามพระผู้เป็นเจ้า
อมิตาภพุทธ เขาผิดศีลแล้ว ความฉุนเฉียวทวีคูณเพิ่มขึ้น หลังกลับมาจากวัดอวี้ฝอค่อยเก็บตัวฝึกบำเพ็ญแล้วกัน
ฉินหลิวซียิ้มแหย ก่อนมองไปทางดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตที่หลบอยู่ในมุมลับพลางมองมาทางนางด้วยความหวาดกลัว นางเลยสะบัดแขนเสื้อส่งพลังไปให้พวกเขา ในขณะเดียวกันก็มอบเคล็ดวิชาบำเพ็ญเล็กน้อยของตนไปให้ด้วย ถือว่าชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้นต่อพวกเขา
ฟ่านคงเห็นนางเหมือนถูกทำร้ายจิตใจ ราวตนผิดไปก็มิปานจึงเอ่ยว่า “ท่านเก่งมาก ในเมื่อท่านหลอมศาสตราวุธขึ้นมาได้ ท่านจะไม่ตั้งชื่อให้มันหน่อยหรือ”
ทันใดนั้นฉินหลิวซีก็เผยท่าทีตื่นเต้นก่อนหยิบศาสตราวุธขึ้นมาแล้วเอ่ย “หากไม่พูดถึง ข้าคงลืมไปแล้ว เรียกมันว่าอะไรดีนะ”
ฟ่านคงเอ่ย “อดีตของมันถูกหลอมขึ้นโดยดวงวิญญาณจากบรรพบุรุษอารามชิงผิงของพวกท่านสังเวย จึงใช้ชื่อจริงมาตั้งชื่อ ท่าน…”
“ดาบหลิวซีหรือ” ฉินหลิวซีส่ายหน้า “ไม่จำเป็นเลย หลอมมันขึ้นมาก็เพื่อฆ่าซื่อหลัว ชื่อว่าดาบเมี่ยหลัวแล้วกัน”
ท่านมีความสุขก็พอ
ซื่อหลัวรู้เข้าคงขำแย่ ในเมื่อสรรเสริญเขาถึงเพียงนี้
“เอ๊ะ ตาของท่านหายแล้วหรือ” เวลานี้ฉินหลิวซีถึงเห็นว่าผ้าที่พันรอบดวงตาของฟ่านคงหายไปแล้วและแทนที่ด้วยดวงตาสุกใสมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งดั่งพลอยเนื้ออ่อน
ฟ่านคงเอ่ยเสียงเรียบ “เมื่อศาสตราวุธถูกสร้างขึ้นสำเร็จ สวรรค์จึงส่งหยาดฝนโปรยปรายลงมาเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล อาตมาจึงได้รับอานิสงส์ไปด้วย ช่วยฟื้นฟูร่างกายส่วนที่บาดเจ็บได้”
บวกกับเม็ดยาเชื่อมต่อระบบอวัยวะภายในที่นางฝืนให้เขากินก่อนหน้านี้ แล้วจะไม่หายได้อย่างไร
“ดูเอาเถิด ดังนั้นยกซวนหนีทองคำดำให้ข้า ประโยชน์ก็มาให้เห็นแล้วมิใช่หรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เรื่องนี้จะชักช้าไม่ได้ พวกเราไปเมืองเซิ่งจิงกันดีกว่า”
ฟ่านคงพยักหน้า แต่พอเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจแวบหนึ่งก็สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย “ดาวฮ่องเต้ย้ายตำแหน่ง จื่อเวยไร้แสง นี่…นี่คือสัญญาณแห่งหายนะครั้งใหญ่”
ดาวฮ่องเต้จื่อเวยหม่นหมองไร้แสงทอประกาย ฮ่องเต้ตกอยู่ในความลำบาก เกรงว่าจะเป็นโทษจากสวรรค์
ฉินหลิวซีเอ่ย “ท้องพระคลังร่อยหรอ ทางตะวันตกเกิดศึกสงคราม แถบเหนือสุดปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหลายพันลี้ ในสถานการณ์ที่ลำบากเช่นนี้ฝ่าบาทกลับรั้นจะบวงสรวงขอให้ช่วยปกปักตำแหน่งอย่าให้สั่นคลอน ลำบากราษฎรและสูญทรัพย์มากมาย หากจะถูกสวรรค์ลงโทษก็สมควรแล้ว”
“ท่านรู้มานานแล้วหรือ”
ฉินหลิวซีพยักหน้า “ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าพวกเรามีเวลาไม่มาก พอโลกตกอยู่ในความวุ่นวาย คนที่ต้องตายย่อมมีมากขึ้น ดวงวิญญาณที่ตายแล้วไร้ที่พักพิง ทุกสรรพสิ่งถูกทำลาย พอกฎแห่งสวรรค์พังทลายก็คงกดข่มเขาต่ออีกไม่ได้แล้ว”
“ท่าน…” ฟ่านคงตกใจอยู่บ้าง
“พอได้รับพลังวิญญาณฟ้าดินตีสะท้อนกลับมา ไม่เพียงแค่ท่าน แต่ตอนเผชิญวิบากสวรรค์เมื่อครู่ ข้าหยั่งรู้ถึง” ฉินหลิวซีเอ่ยพลางเล่นอาวุธในมือ
เมื่อครู่ตอนที่ถูกสายฟ้าฟาดใส่ ขณะเข้าสู่สภาวะหยั่งรู้ จู่ๆ นางก็นึกถึงคำพูดของซื่อหลัวขึ้นมาได้ ตอนนั้นเขาอยากขึ้นสวรรค์ไปเป็นเทพ แต่เพราะกฎแห่งสวรรค์ไม่ยินยอม ศาสนาไม่ยินยอม บัดนี้ในสายตาของเขา ศาสนาทั้งสองจึงไม่เพียงพอจะให้เขาขลาดกลัว เช่นนั้นก็เหลือเพียงกฎแห่งสวรรค์แล้ว
ขอเพียงกฎแห่งสวรรค์พังทลาย เขาก็จะเริ่มเปิดค่ายอาคมโดยใช้พลังจิตวิญญาณตีสะท้อนกลับ แล้วใช้ดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตในใต้หล้าสังเวย ครานั้นใครจะขวางเขาไว้ได้อีกหรือ
แน่นอนว่าวันที่โลกต้องตกอยู่ในความโกลาหลย่อมมาถึง
แต่เพราะดวงชะตาบ้านเมืองกับฮ่องเต้มีความเกี่ยวข้องกัน หากดวงชะตาบ้านเมืองอ่อนแอ ฮ่องเต้จะอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไร ดาวจื่อเวยโยกย้ายจึงเป็นเรื่องปกติอย่างมาก
“ท่านเจ้าอาวาส หากโลกตกอยู่ในความวุ่นวาย ปวงประชาย่อมตกอยู่ในทุกข์ ฉะนั้นต้องไปขวางฝ่าบาทไว้ไม่ให้บวงสรวง”
ฉินหลิวซีมองเขาโดยไม่พูดอะไร ฟ่านคงค่อยๆขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่านึกเรื่องใดขึ้นได้จึงอ้าปาก ทว่ากลับพูดไม่ออก
“ฝืนชะตาฟ้าลิขิตไม่ได้หรือ” ผ่านไปนานฟ่านคงถึงเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา
ฉินหลิวซีเอ่ย “ดวงชะตามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ฝืนลิขิตเปลี่ยนดวงชะตา สิ่งที่แลกมาช่างมหาศาลนัก อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องช่วยฝ่าบาทฝืนลิขิตสวรรค์เลย พระอาจารย์ หากเทียบกับการเปลี่ยนดวงชะตาบ้านเมืองแล้ว ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้านี้สำคัญกว่า หากไร้ซึ่งฮ่องเต้ยังเปลี่ยนคนได้ แต่เวรกรรมที่เราต้องแบกรับมันสาหัสเกินไป แล้วจะมีแรงที่ไหนไปขัดขวางซื่อหลัว สิ่งที่ข้าทำได้มากที่สุดก็แค่ช่วยยื้ออายุขัยของเขาให้นานขึ้น ให้คนที่มีความสามารถเข้ามาดูแลสถานการณ์ที่ยุ่งเหยิงนี้ต่อ งัดความสามารถออกมาพยายามสร้างความสงบสุขแด่ใต้หล้า ฟื้นฟูทุกชีวิตโดยไวที่สุด”
ฟ่านคงพนมมือแล้วเอ่ยด้วยความละอายใจ “อมิตาภพุทธ เป็นเพราะอาตมายึดติดมากเกินไปเอง”
“ไปเถิด ถึงเวลาแล้ว”
ฟ่านคงพยักหน้า ขณะที่พวกเขาหมายขยับตัวพลันก็สัมผัสได้ถึงสิ่งประหลาดในอากาศ ซึ่งปรากฏกลิ่นอายเข้มข้นจากนักพรตคนหนึ่ง
ฉินหลิวซีหรี่ตาลง เอ๊ะ นี่ตามกลิ่นอายจากอาวุธล้ำค่ามาอย่างนั้นหรือ
ตอนที่ 1184: กล้าร่วมกับข้าเพื่อช่วยเหลือราษฎรหรือไม่
“ท่านปรมาจารย์ แน่ใจว่าใช่ที่นี่แน่หรือ”
“จากผังแปดทิศเห็นได้ชัดว่าเป็นที่นี่ น่าแปลก ทั้งๆที่ตรงนี้มีเศษซากของพลังดวงวิญญาณ แต่เหตุใดถึงไม่มีกลิ่นอายของอาวุธล้ำค่าเลยนะ”
“หรือพวกเราจะมาหาผิดที่ หรือว่าถูกสหายเต๋าคนใดคว้าเอาไปก่อนแล้ว”
“…เรื่องนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้” น้ำเสียงของคนที่ถูกเรียกว่าท่านปรมาจารย์แฝงอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย หรือจะช้าไปก้าวหนึ่งจริงๆ
ฉินหลิวซีกระแอมไอเสียงดัง มองชายชราทั้งสองที่แสดงมาดดุจเทพเซียนพลางเอ่ยถามว่า “เอ๊ะ ขอถามพวกท่านว่าเป็นสหายเต๋ามาจากที่ใดหรือ”
พวกเขาทั้งสองต่างหมุนตัวขวับ ก่อนจะมองเห็นหญิงสาวในชุดสีกรมท่าโดดเด่นเหนือใครก่อนจะผงะไป
แย่แล้ว คนคุ้นเคยกันเสียด้วย!
ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว เพียงครู่เดียวนางก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของพวกเขาทั้งสองก่อนประสานมือคำนับพลางเอ่ย “ที่แท้ก็ปรมาจารย์ไท่เฉิงกับท่านเทพเฉิงหยางจื่อนี่เอง ไม่เจอกันหลายปี ท่านทั้งสองสบายดีหรือไม่”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงตกใจยกใหญ่ ที่แท้ก็เจ้าเด็กหัวรั้นนี่เอง ไม่เจอกันหลายปี พลังบำเพ็ญของนางเพิ่มขึ้นอีกแล้ว นี่เข้าสู่ขั้นความว่างเปล่าแล้วกระมัง
มิน่าด้วยพลังบำเพ็ญของเขา ตอนมาถึงที่นี่เมื่อครู่ กลับสัมผัสถึงกลิ่นอายของนางไม่ได้ เป็นเพราะพลังบำเพ็ญต่ำกว่านางเลยสัมผัสไม่ถึงนี่เอง
พลังบำเพ็ญของเฉิงหยางจื่อสู้ปรมาจารย์ไท่เฉิงไม่ได้ แต่เพราะเก็บตัวบำเพ็ญมาหลายปี ขาของเขาจึงก้าวสู่ขั้นสร้างรากฐานมาครึ่งหนึ่งแล้ว ถึงแม้จะมองขั้นบำเพ็ญของฉินหลิวซีไม่ออก แต่คงเหนือกว่าปรมาจารย์ไท่เฉิงแน่นอน เพราะเขายังพอมองปรมาจารย์ออกบ้าง แต่เขากลับมองฉินหลิวซีไม่ออก คงเป็นเพราะนางมีขั้นสูงกว่ามาก
ครั้นเห็นฉินหลิวซีเป็นฝ่ายทำความเคารพก่อน เขาจึงไม่กล้าถือตนดูแคลน ไร้ซึ่งการวางมาดอย่างสิ้นเชิง ในทางกลับกันเขาประสานมือทำความเคารพส่งให้อย่างนอบน้อม “คงมิกล้ารับเป็นท่านเทพผู้อาวุโสกว่า เรียกข้าตามปกติก็พอแล้ว”
ในแวดวงนักบำเพ็ญ เรื่องลำดับความอาวุโสจะไม่ยึดตามการเข้าก่อนหลัง แต่จะยึดตามขั้นพลังบำเพ็ญ แต่ตรงหน้าของสองผู้เฒ่าที่อายุรวมกันได้เกือบสองร้อยปีกลับยังต้องเรียกสหายเต๋าที่อายุเพียงยี่สิบปีผู้นี้ว่าท่านเซียนด้วยซ้ำ หากนางบรรลุขั้นเหินฟ้าคงถูกเรียกว่าท่านผู้อาวุโสหรือเจินจวินมากกว่า
น่าเสียดายที่บัดนี้พลังดวงวิญญาณขาดแคลน นับตั้งแต่พันปีมานี้ไม่มีใครเลื่อนถึงขั้นเหินฟ้าเลยสักคน
พอปรมาจารย์ไท่เฉิงได้ยินคำยกยอของเฉิงหยางจื่อเช่นนั้น พลันก็นึกปวดใจ เขาจึงทำได้แค่โอนอ่อนทำตามไปด้วย “ไม่เจอท่านเทพมานาน บัดนี้บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นเหินฟ้าแล้วกระมัง ช่างน่ายินดีนัก”
ฉินหลิวซีถอนหายใจทีแล้วเอ่ย “อย่าสุภาพนักเลย ลำพังอายุแค่นี้ ข้าจะเป็นหลานสาวของพวกท่านก็ได้ ในเมื่อต่างก็อยู่ในลัทธิเดียวกัน เรียกแทนกันว่าสหายก็พอ”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงครุ่นคิดในใจว่าหลานสาวคนนี้พวกเขาคงรับไม่ไหว
เฉิงหยางจื่อเอ่ยยิ้มๆ “เอาตามที่ท่านเทพเห็นสมควรเถิด”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเอ่ยถาม “หลังจากท่านเจ้าอาวาสชื่อหยวนล่วงลับไปก็ไม่เจอสหายปู้ฉิวอีกเลย แต่คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกันที่นี่ มาเพราะอาวุธล้ำค่าหรือ”
“อาวุธล้ำค่า? เปล่าเลย ข้ามาเพราะนัดแนะกับไต้ซือฟ่านคงไว้ต่างหาก” ฉินหลิวซีมองฟ่านคงที่อยู่ด้านหลังพลางยิ้มตาหยี
เรื่องโกหกหน้าตาย นางถนัดนัก
ต่อให้นางยอมรับว่าหลอมศาสตราวุธ แต่ใครจะแย่งนางได้ แม้สองคนตรงหน้าร่วมมือกันก็แย่งไปไม่ได้แน่นอน
ฟ่านคงทำความเคารพต่อพวกปรมาจารย์ไท่เฉิงทั้งสอง
“ได้ยินมาว่าภูเขาเทียนมีวัดอายุเก่าแก่พันปี ห่างไกลและตัดขาดจากโลกภายนอก ดูท่าท่านผู้นี้คงเป็นไต้ซือที่เฝ้าวัดแห่งนี้กระมัง” ปรมาจารย์ไท่เฉิงโค้งคำนับฟ่านคง เฉิงหยางจื่อก็ทำความเคารพพร้อมกัน
ฟ่านคงพึมพำอมิตาภพุทธแล้วจึงเอ่ย “จะเรียกว่าตัดขาดจากโลกภายนอกเลยก็ไม่เชิง ประตูแห่งพุทธก็ยังคงเป็นประตู และยังคงอยู่ท่ามกลางสิ่งโลกีย์”
เวลานี้ฉินหลิวซีถึงเอ่ยว่า “ปรมาจารย์ไท่เฉิงมาได้จังหวะพอดี หากท่านไม่มา ข้าเองก็เตรียมจะไปหาอยู่เหมือนกัน”
หนังศีรษะของปรมาจารย์ไท่เฉิงชาวาบ เอ่ยขึ้นว่า “ตอนเก็บตัวบำเพ็ญคำนวณเห็นว่าภูเขาเทียนมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก่อกำเนิดขึ้นมา ข้าจึงมาสำรวจดู คิดไม่ถึงว่าท่านจะมาก่อน”
หึ เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะบังเอิญขนาดนั้น นางนัดแนะกับไต้ซือฟ่านคงคงเป็นเพราะได้กลิ่นของอาวุธล้ำค่าก่อนแล้ว ไม่แน่อาวุธชิ้นนั้นคงถูกนางเก็บใส่กระเป๋า แต่แค่ไม่ยอมรับก็เท่านั้น
นางหนูตรงหน้า อย่ามองว่านางมีพลังบำเพ็ญสูง แม้แต่นกบินผ่านยังต้องถอนขนเลย
หากไม่มีเรื่องใดคงไม่โผล่มา รู้สึกว่าจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร
ในเมื่อพวกเขามาแล้ว และไม่ได้รีบร้อนจะเดินทางไปเมืองเซิ่งจิง จะพูดที่ไหนก็เหมือนกัน ฉินหลิวซีจึงใช้สถานที่เก่าแก่แห่งนี้สนทนาด้วย
ฟ่านคงมองนางควานหาใบชาที่ตนคั่ว พร้อมชงชาอย่างคุ้นเคยราวกับเป็นเจ้าของก็มิปาน พลันหนังตาก็อดกระตุกขึ้นมาไม่ได้
อมิตาภพุทธ ข้าจะยอมทนนาง!
น้ำที่ใช้ชงชาเอามาจากหิมะของภูเขาเทียน ฉินหลิวซีต้มโดยใช้ไฟนรก ฟ่านคงเก็บใบชามาจากยอดภูเขาเทียนที่สูงที่สุด นั่นเป็นต้นแม่ที่ปลูกมาหลายร้อยปีแล้ว มันงอกเงยเติบโตอยู่บนยอดภูเขาเทียนเพราะดูดซับมาจากพลังดวงวิญญาณจึงมีคุณค่านัก นับว่าเป็นหนึ่งในผลิตผลของภูเขาเทียนโบราณแห่งนี้ก็ว่าได้
ปกติฟ่านคงอาศัยในวัดโบราณเพียงลำพัง ไม่คิดว่าใครจะมายุ่ง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าฉินหลิวซีจะจมูกไวหาจนเจอราวกับสุนัขก็มิปาน
คราวนี้พอชงชา ภายในห้องก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ชวนให้สดชื่น
“ชาชั้นดี” เฉิงหยางจื่ออาศัยแค่การดมกลิ่นก็รู้สึกได้ถึงจิตใจที่สุขสงบปลอดโปร่ง
ฉินหลิวซีเหลือบไปมองฟ่านคงแวบหนึ่ง พระอย่างท่านกลับมีของดีๆเช่นนี้ เก็บซ่อนไว้ดีนัก
นางเอ่ยยิ้มๆ “วันนี้ขอหยิบยืมความโชคดีของสหายทั้งสอง ข้าเลยพลอยมีวาสนาได้ลิ้มลองของสะสมล้ำค่าของไต้ซือฟ่านคงไปด้วย”
ไท่เฉิงเหลือบมองฟ่านคงอย่างเงียบๆด้วยแววตาเห็น-อกเห็นใจ จริงๆแล้วทางพุทธและทางเต๋าเปรียบดั่งพี่น้องกัน พวกเราต่างต้องประสบถูกฉกฉวยเอาเปรียบอยู่ร่ำไป
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดื่มชา เขายกชาขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงอุทานขึ้นว่า “สมแล้วที่เป็นชาจากพระพุทธ ดูท่าตอนที่ไต้ซือฟ่านคงคั่วชาคงจดจ่อท่องบทสวดไปด้วย จึงทำให้ใบชานี้มีรสพระธรรม พลังจิตวิญญาณเด่นขึ้นมาเลย”
เฉิงหยางจื่อเองก็ชิมไปอึกหนึ่งก่อนเอ่ย “ชานี้เป็นชาที่เหล่าเต้าดื่มแล้วสัมผัสได้ว่ามีจิตวิญญาณมากที่สุด ชาชั้นดี ความหยั่งรู้มากพอ เป็นชาที่มีความลึกซึ้งทางจิตใจนัก”
ฟ่านคงยิ้มบางเอ่ย “ใบชาก็แค่เป็นยอดอ่อนที่เด็ดเอามาคั่ว ไม่แตกต่างจากใบชาทั่วไปเลย แต่เพราะเหล่าสหายเต๋าจิตใจรู้แจ้ง บริสุทธิ์ตระหนักรู้ ถึงรู้สึกว่าเป็นชาชั้นดี ”
“ไต้ซือถ่อมตัวแล้ว”
“ชาชนิดนี้คู่ควรกับทางวัดเสียจริง”
เอือกๆ
ชาชั้นดีถูกเจ้าดื่มทิ้งดื่มขว้าง ไม่รู้จักของมีค่าเอาเสียเลย
ฉินหลิวซีปาดมุมปากแล้วฉีกยิ้มเอ่ย “พวกท่านคุยกันเถอะ คุยกันต่อได้เลย ข้าไม่ได้ดื่มน้ำมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว กระหายน้ำมานานมากแล้ว”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงส่ายหน้าเล็กน้อย ยอมจริงๆ
ส่วนเฉิงหยางจื่อเอ่ยพลางหัวเราะ “สหายเป็นคนตรงไปตรงมา” เพียงแต่เปลืองชาชั้นดีมากไปหน่อย
จากนั้นพวกเขาก็ยกแก้วชาของตัวเองขึ้นดื่ม
ฉินหลิวซีวางแก้วชาลงถึงเอ่ยว่า “ดื่มชาแล้ว ควรพูดเรื่องสำคัญได้แล้ว”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงรอด้วยสีหน้าจริงจัง พลันในใจก็ครุ่นคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีใดหรือ
ฉินหลิวซีเอ่ยสีหน้าขรึม “สหายทั้งสอง ลัทธิของเรามีคำกล่าวที่ว่ายามที่สงบสุขให้เก็บตัวบำเพ็ญตนอยู่ในภูเขา แต่ในยามที่เกิดเรื่องวุ่นวายให้ลงมาจากภูเขาเพื่อช่วยเหลือราษฎรในใต้หล้า ขณะนี้พวกเขากำลังประสบความลำบาก ไม่ทราบว่านิกายของท่านทั้งสองกล้าที่จะร่วมมือกับข้าเพื่อช่วยเหลือราษฎรหรือไม่”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงกับเฉิงหยางจื่อได้ยินเช่นนั้นก็ผงะไป พวกเขาทั้งสองสบตากันด้วยท่าทีงงงวย
ช่วยเหลือราษฎรหรือ
[1] สำนวนนี้แปลว่าคนที่ฉวยโอกาสจากทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
ตอนที่ 1185: อุบายของมารชั่วร้าย
กล้าที่จะร่วมมือกับข้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนหรือไม่
ครั้นฉินหลิวซีโพล่งออกไปเช่นนั้น ปรมาจารย์ไท่เฉิงก็อดนึกถึงเรื่องเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาไม่ได้ ฉากตอนที่นางไล่ล่าคนทรยศอย่างไท่หยางผุดขึ้นมาในสมองอย่างชัดเจน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ไท่หยางก่อความผิดมหันต์ แต่สิ่งที่นางทำล้วนเป็นสิ่งที่คนคุยโวว่าอยู่ในครรลองคลองธรรมอย่างพวกเขาพึงกระทำ ผดุงความถูกต้องเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้าย ปราบปรามคนชั่ว ยกย่องคนดี
บัดนี้นางกลับเอ่ยถึงเรื่องช่วยเหลือราษฎรโดยหยิบยกจุดประสงค์ของลัทธิเต๋าขึ้นมา
ปรมาจารย์ไท่เฉิงวางแก้วชาลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “นักบำเพ็ญสายเต๋าอย่างพวกเราย่อมต้องขจัดสิ่งชั่วร้าย ยึดมั่นในทางที่ถูกต้อง ปราบปรามความชั่ว ส่งเสริมความดี หากโลกเกิดความวุ่นวายย่อมต้องช่วยกอบกู้ สิ่งที่ท่านกล่าวมา ข้ายินดีที่จะร่วมด้วย!”
เฉิงหยางจื่อเองก็พยักหน้า “ปรมาจารย์พูดถูกทั้งหมด หากราษฎรตกอยู่ในความทุกข์ยาก นักบำเพ็ญอย่างพวกข้าย่อมช่วยกอบกู้ใต้หล้านี้อย่างสุดความสามารถ เช่นนี้ถึงจะไม่ละอายต่อการบำเพ็ญเพียร และยังรักษาจิตใจไปในทางที่ถูกต้องด้วย”
ฉินหลิวซีทำความเคารพในแบบฉบับเต๋าต่อพวกเขาทั้งสองคน
ปรมาจารย์ไท่เฉิงกล่าว “ท่านว่ามาเถิดว่ามีเรื่องใด เกี่ยวข้องกับมารชั่วร้ายตัวนั้นหรือ”
มีผีร้ายหลบหนีมาจากมหาอเวจีนรก เขาเองก็พอรู้บ้างเมื่อหลายปีก่อน ตอนสื่อสารกับเทพก็พอทำความเข้าใจมาบ้าง แต่เขากลับไม่เคยเจอร่องรอยของคนผู้นั้นมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องปะทะฝีมือเลย
เฉิงหยางจื่อเองก็พอรู้คร่าวๆ แต่เขารู้น้อยกว่าปรมาจารย์ไท่เฉิง จึงเอ่ยด้วยอารมณ์ดิ่งวูบว่า “ถึงแม้ข้าจะหลุดพ้นจากทางโลก ต่อให้ในระยะสองสามปีมานี้ต้าเฟิงจะเจริญรุ่งเรือง แต่เบื้องลึกเหมือนคลื่นพายุใต้น้ำ ขุนนางละโมบทุจริต ราษฎรไม่อิ่มท้อง ชีวิตไม่มีความสุขเหมือนในอดีต”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงพยักหน้าเอ่ย “โดยเฉพาะฝ่าบาททรงปรารถนามีชีวิตยืนยาวจึงแต่งตั้งมหาราชครู บวกกับหลังจากสร้างวังอมตะขึ้นมา ข้ามักจะเห็นชาวบ้านใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น นับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติหิมะเมื่อปีก่อน ดวงชะตาบ้านเมืองก็แย่ลง ข้าดูจากการโยกย้ายของดวงดาวแล้วก็เห็นว่า…”
ใบหน้าของเขาขรึมลงเล็กน้อย แต่กลับไม่พูดต่อ
“ท่านปรมาจารย์ ที่นี่คือภูเขาเทียน ห่างไกลจากโลกภายนอก ที่นี่มีแต่สายบำเพ็ญอย่างพวกเรา มีสิ่งใดไม่กล้าพูดอีกหรือ” เฉิงหยางจื่อลูบเคราพลางแค่นเสียงหัวเราะก่อนถอดถอนหายใจเอ่ย “ดาวจื่อเวยโยกย้าย ต้าเฟิงคงต้องผลัดเปลี่ยนรัชสมัยในอีกไม่นานนี้แล้ว”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงประสานมือคำนับเขา เอ่ยด้วยสีหน้าละอายใจ “อารามจินหัวอยู่ใต้ฝ่าพระบาทจึงติดนิสัยระมัดระวัง ตรงไปตรงมาเทียบกับสหายเฉิงหยางจื่อมิได้”
เฉิงหยางจื่อปัดป่ายมือแล้วเอ่ย “เพียงเพราะมีบทเรียนในอดีต ในสมัยฮ่องเต้องค์ก่อนสำนักเต๋าของเราถูกกดขี่อย่างหนัก ด้วยอายุปูนนี้ของข้ากับท่านย่อมเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนั้นมีสหายกี่คนที่ต้องปลีกตัวไปบำเพ็ญอยู่บนภูเขาลึก หลบหลีกจากทางโลก เพียงเพื่อรักษาการสืบทอดของสำนักเต๋าของเราไว้”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงนึกถึงช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดของสำนักเต๋า ในใจยังคงนึกกลัวจึงถอนหายใจเอ่ยว่า “ดังนั้นบัดนี้ฝ่าบาททรงปรุงยาอายุวัฒนะ ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับลัทธิเต๋าก็จริง แต่หากเกิดเรื่องใดขึ้นจากการปรุงยา เกรงว่าคงเจริญรอยตามเรื่องในอดีตอีก”
เขาหันไปมองฉินหลิวซีอีกครั้งแล้วเอ่ย “ทุกอย่างบ่งชี้ว่าดาวฮ่องเต้ใกล้ร่วงหล่น บ้านเมืองกำลังสั่นคลอน ดังที่สุภาษิตว่าความหนาวจากน้ำแข็งสามฉื่อไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ตอนนี้บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย อาจเพราะทั้งหมดนี้เป็นเพราะการชักใยของมารชั่วร้ายตนนั้นหรือ”
เด็กผู้นี้เป็นผู้ฝึกตน นางให้ความสนใจเรื่องราวที่อยู่นอกเหนือโลกทางโลกีย์ อย่างเช่นเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจต่อต้านได้ แต่นางบอกว่าราษฎรตกอยู่ในความวุ่นวาย คงไม่ใช่แค่ภัยพิบัติธรรมชาติธรรมดา ธรรมดาแน่นอน
สิ่งที่ทำให้นางจริงจังนิ่งขรึมเช่นนี้ได้ เกรงว่าคงเกี่ยวข้องกับมารชั่วร้ายในตำนานที่เล่าลือกันแน่นอน
เฉิงหยางจื่อเองก็เลื่อนสายตามองมา พลังบำเพ็ญของเขาด้อยกว่าทุกคน แต่ก็มีการตรวจดูดวงชะตาบ้างเป็นครั้งคราว แต่ในผังแปดทิศกลับไม่แสดงถึงดาวหายนะมาวุ่นวาย เช่นนั้นดาวหายนะดวงนี้จะเป็นมารชั่วร้ายที่พวกเขาพูดถึงกันหรือเปล่านะ
ฉินหลิวซีรินเติมชาให้พวกเขาก่อนเอ่ย “ในเมื่อสหายทั้งสองต่างสัมผัสได้ เช่นนั้นข้าก็เลือกพูดที่สำคัญๆ แล้วกัน”
นางจิบชาอึกหนึ่งก่อนจะเล่าเรื่องตั้งแต่ต้น รวมถึงหลังจากที่ซื่อหลัวหนีออกมา ต้าเฟิงเคยเกิดเหตุการณ์ที่คนธรรมดาไม่อาจคลี่คลายได้ รวมถึงเรื่องต่างๆที่เขานำพามาแต่ถูกนางคลี่คลายสำเร็จ เพียงแต่หากเรื่องใดนางเคยไปข้องเกี่ยวหรือเป็นเรื่องที่สำคัญ นางจะเล่าอย่างละเอียด
ท่าทีใจเย็นของปรมาจารย์ไท่เฉิงและเฉิงหยางจื่อในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นท่าทีจริงจังสุขุมในภายหลัง จากแววตาที่ตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความซับซ้อน ยามที่พวกเขาลุ่มหลงคลุกตัวกับการฝึกบำเพ็ญ นางกลับทำเรื่องมากมายและผ่านมาหลายเรื่องแล้ว
พวกเขารู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงก็คือข้อมูลที่ฉินหลิวซีเปิดเผยว่าซื่อหลัวคิดทำลายโลก บูชาเทวาเพื่อกลายเป็นเทพ แต่ยามนึกฉากที่ฉินหลิวซีใช้คาถาฟื้นฟูดวงตาค่ายทั้งสอง พวกเขาก็เผยสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมใจสั่นสะท้านเฮือก
นางบอกว่าดวงตาค่ายเช่นนี้มีแปดสิบเอ็ดแห่ง หากทุกๆจุดนำพามาแต่หายนะ เช่นนั้นบนโลกนี้จะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร
“กลายเป็นเทพหรือ” ปรมาจารย์ไท่เฉิงเอ่ยพร้อมรูม่านตาที่หดลง “บัดนี้ฟ้าดินขาดแคลนพลังดวงวิญญาณ ตลอดพันปีมานี้ไม่มีสหายเต๋าคนใดบรรลุขั้นไต่เต้าขึ้นไปได้ แต่เขากระหายอยากเป็นเทพอย่างนั้นหรือ”
เป็นเพราะมารชั่วร้ายคลุ้มคลั่งคิดเพ้อเจ้อเหลวไหล หรือเพราะเขามีความรู้ตื้นเขินเกินไปกันแน่
กลายเป็นเทพด้วยวิธีนี้ได้ด้วยหรือ
เฉิงหยางจื่อราวกับสะเทือนใจอย่างหนัก เอ่ยว่า “เป็นไปไม่ได้ พลังดวงวิญญาณบนโลกนี้จะเพียงพอให้เขาบรรลุเป็นเทพได้อย่างไร”
“ดังนั้นเขาถึงสร้างค่ายอาคมขึ้นมาแห่งหนึ่งเพื่อบรรลุกลายเป็นเทพ ดึงเอาโชคลาภจากตระกูลที่สร้างคุณงามความดีใหญ่หลวงมาเกื้อหนุน ดึงพลังดวงวิญญาณมาหล่อเลี้ยงค่ายอาคม จากนั้นก็ใช้ชีวิตของเหล่าปวงชนมาสังเวย” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก “พลังดวงวิญญาณบนโลกนี้มีไม่มากพอ เขาจึงต้องสร้างโลกเล็กๆที่มีพลังดวงวิญญาณและโชคลาภมากพอ”
ฟ่านคงมองไปทางนาง ความคิดนี้ชัดเจนกว่าเมื่อก่อนมากโข หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่เกิดศาสตราวุธผ่านวิบากสวรรค์เมื่อครู่
คนอื่นผ่านวิบากสวรรค์มักขบคิดว่าจะโน้มน้าวตนเองให้ผ่านไปได้อย่างไร นางก็นะ พอเข้าสู่ห้วงหยั่งรู้ กลับใช้ความคิดถือตนเป็นซื่อหลัว
ไม่สิ เพราะกระดูกนั้นฝังอยู่ในร่างของนาง มีผลกรรมเกี่ยวโยงเลยรับรู้ความรู้สึกร่วมกันได้ ดังนั้นเลยเดาอุบายของคนผู้นั้นออกอย่างนั้นหรือ
สายตาของฟ่านคงเลื่อนไปมองนิ้วชี้ข้างซ้ายของฉินหลิวซี จากนั้นก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย
พวกปรมาจารย์ไท่เฉิงฟังการคาดเดาของฉินหลิวซีพลางตกอยู่ในภวังค์ห้วงความคิด แบบนี้ก็ได้หรือ
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้
ขาดแคลนพลังดวงวิญญาณก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย การคงอยู่ของฟ้าดิน การคงอยู่ของสรรพสิ่ง กระทั่งพวกเขายังสามารถบำเพ็ญเพียรบรรลุขั้นได้ ดวงวิญญาณของผีสางนางไม้ล้วนคงอยู่ ซึ่งเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าบนโลกใบนี้มีพลังดวงวิญญาณ หากคิดจะมีมากพอ ปกติพวกเขาก็จะสร้างค่ายอาคมเพื่อรวบรวมดวงวิญญาณขึ้นมา เพื่อดึงดวงวิญญาณมารวมในที่เดียวกัน
แต่ค่ายอาคมกลายเป็นเทพของซื่อหลัวกลับเป็นแบบฉบับขั้นสูงที่ใช้รวบรวมดวงวิญญาณ เฉกเช่นที่ฉินหลิวซีบอกว่าดึงดวงวิญญาณไว้หล่อเลี้ยงค่ายอาคม เสริมด้วยโชคลาภคุณงามความดี บวกกับชีวิตประชาชนภายนอกที่ถูกสังเวย แบบนี้จะเหินฟ้าเป็นเทพได้หรือไม่ แล้วกฎแห่งสวรรค์จะขัดขวางได้หรือไม่
ไม่สิ ประชาชนประสบกับหายนะ กฎสวรรค์พังทลาย มันจะยังขัดขวางได้อีกหรือ
แต่คำว่าประชาชนกลับไม่ใช่แค่เผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่รวมถึงทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตด้วย
คนผู้นั้นวางอุบายยิ่งใหญ่ ใช้ทุกชีวิตมาสร้างผลสำเร็จให้เขาเพียงคนเดียว!
เมื่อเข้าใจในจุดนี้ พวกปรมาจารย์ไท่เฉิงสูดลมเย็นเข้าปาก พร้อมร่างที่สั่นสะท้านเฮือก ราวกับเบื้องหน้าปรากฏภาพหนึ่งขึ้นมา เป็นความว่างเปล่าที่มืดมิด ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆราวกับดับสิ้น ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบวังเวง
ทันใดนั้นปรมาจารย์ไท่เฉิงก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นในสมอง สองดวงตาปวดระบมก่อนจะปรากฏสายเลือดไหลรินออกมาจากหางตา
ฉินหลิวซีใช้มือฟาดลงบนหน้าผากของเขา
เพียะ
ฉับพลันจิตของปรมาจารย์ไท่เฉิงก็หลุดออกจากความลับสวรรค์ มุมปากมีเลือดสดสีแดงเข้มไหลรินก่อนจะมองไปทางฉินหลิวซี
“อย่าจ้องอยากรู้ให้มากนัก เปล่าประโยชน์” ฉินหลิวซีเผยท่าทีเรียบนิ่ง
ปรมาจารย์ไท่เฉิง เลยตีข้าเช่นนี้หรือ
ตอนที่ 1186: ฆ่าเขาให้ตายถึงจะเป็นการคลายปม
หลังจากที่ฉินหลิวซีอธิบายข้อสันนิษฐานต่างๆแล้ว บรรยากาศภายในห้องฝึกกรรมฐานก็อึมครึมลงเล็กน้อย ชวนให้เฉิงหยางจื่อรู้สึกว่าชาชั้นดีกลับไม่ได้มีกลิ่นหอมอีกต่อไป
พวกเขารู้ว่ามีผีร้ายออกมาเพ่นพ่าน แต่ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นจะวางแผนการยิ่งใหญ่ขนาดนี้ กลายเป็นเทพอย่างนั้นหรือ เขาก็ช่างคิดได้!
อีกทั้งพอรู้ที่มาที่ไปของเขาก็ยิ่งจินตนาการไม่ออกว่ายามนั้นคนผู้นั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด ยุคสมัยนั้นต้องอาศัยคนของสองสำนักพุทธเต๋าปราบถึงจะลากลงไปขังในมหาอเวจีนรกได้ แต่บัดนี้เขากลับผงาดขึ้นมาใหม่อีกครั้งแล้ว
พระผู้เป็นเจ้าที่เคารพ โปรดชี้แนะทีว่าด้วยพลังที่แท้จริงที่ห่างชั้นกันมากโขของทั้งสองฝ่ายนี้ควรจะสู้กันอย่างไรต่อไป
ฉินหลิวซีกระแอมไอก่อนจะเอ่ย “สหายทั้งสองไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีสิ้นหวังขนาดนั้น แม้ว่าจะหล่อเลี้ยงค่ายอาคมกลายเป็นเทพ แต่เขาก็ต้องอาศัยความเก่งกาจถึงจะแตะขอบเขตเหินฟ้าได้ พลังดวงวิญญาณขาดแคลนอาจไม่เป็นผลดีต่อพวกเรานัก แต่สวรรค์เองก็กดข่มเขาอยู่เช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ร่างกายของเขายังมีไม่ครบส่วน พวกเราเรียกเขาว่ามารร้ายถือว่าเป็นการยกยอเขาด้วยซ้ำ หากยึดตามที่ปรมาจารย์ไท่เฉิงบอก เขาเหมาะกับคำว่าผีร้ายมากกว่า ในเมื่อเขาเป็นแค่ซากดวงวิญญาณที่หลบหนีออกมาจากมหาอเวจีนรก” แค่เป็นผีที่เก่งมากก็เท่านั้น
พวกปรมาจารย์ไท่เฉิงมองนางแวบหนึ่ง ขอโทษด้วย เพราะไม่ได้รู้สึกถูกปลอบโยนเลยสักนิด
“สหายปู้ฉิวบอกว่าจะช่วยเหลือราษฎร ท่านมีแผนการฆ่าเทพแล้วหรือ” เฉิงหยางจื่อเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
“ฆ่าเทพหรือ กล่าวเช่นนี้ก็เป็นการให้เกียรติเขาอยู่บ้าง” ฉินหลิวซีเอ่ย “สิ่งที่พวกท่านเห็นเมื่อครู่เป็นเพียงค่ายอาคมสำคัญสองแห่งที่ข้าหาเจอ ส่วนที่เหลือข้ายังหาไม่เจอ ข้ามีความคิดว่าจะร่วมมือกับศาสนาพุทธ ออกคำสั่งพิเศษไปยังสองสำนักพุทธและเต๋า ให้เหล่าผู้ฝึกตนทุกคนเข้าร่วมตามหาดวงตาค่ายอาคมเหล่านี้และทำลายมันทิ้งเสีย เพื่อเลี่ยงไม่ให้เป็นภัยพิบัติขยายลุกลาม”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเอ่ย “หากทำลายทิ้งง่ายดายเช่นนั้นจะเกี่ยวพันเชื่อมโยงเป็นวงกว้างหรือไม่”
“ขอแค่เหล่าสหายตามหาเจอ ข้ามีวิธีทำลาย หากข้าไม่ต้องเก็บตัวบำเพ็ญก็สามารถทำลายด้วยตัวเองได้ แต่หากทำไม่ได้ เฟิงซิวเจ้าของโรงประมูลจิ่วเสียนในเมืองหลวงจะมุ่งหน้าไปทำแทนข้า”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเลิกคิ้ว “ดูท่าทางพลังบำเพ็ญของเขาก็ใช่ย่อย”
ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบ “ราชาปีศาจในตอนนี้ ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า”
แกร๊ง
“ในเมื่อฟ้าดินมีพลังจิตวิญญาณ ทุกสรรพสิ่งย่อมต้องมีตามเป็นธรรมดา ซึ่งต่างฝึกฝนบำเพ็ญได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและวาสนาก็เท่านั้น” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “แน่นอนว่าเป็นเพียงสถานการณ์ตอนนี้ แต่หากเราจัดการเจ้าผีร้ายตนนั้นไม่ได้ก็คงพูดเช่นนี้ไม่ได้แล้ว”
สิ่งมีชีวิตดับสูญ กฎแห่งสวรรค์พังทลาย แล้วจะกล่าวถึงสรรพสิ่งไปใย
พวกเขาไม่กี่คน ขอบคุณท่านมาก ลำบากขนาดนี้แล้วยังหาเวลามาทำร้ายพวกเราอีก!
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านมีแผนการอื่นอีกหรือไม่”
ฉินหลิวซีพยักหน้า “กำจัดดวงตาค่ายอาคม เพียงเพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดหายนะแก่สิ่งมีชีวิตในใต้หล้า ต่อให้ปรากฏค่ายอาคมกลายเป็นเทพเด่นหราเช่นนั้น แต่เขากลับแสดงท่าทีไม่ใส่ใจต่อการกำจัดดวงตาค่ายอาคมนี้อย่างสิ้นเชิง แสดงว่าต้องมีแผนการใดรองรับรออยู่ ข้าจึงจำเป็นต้องมองศาสตร์ค่ายอาคมของเขาให้แตกฉาน อีกทั้งหล่อหลอมสิ่งที่ใช้ต้านทานกดข่มเขาได้ อย่างเช่นศาสตราวุธที่ใช้ทำลายค่ายอาคม หรือค่ายอาคมที่สามารถกักขังทำลายเทพเซียนได้ ในเมื่อเขาคือจุดสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ แมลงร้อยขาที่ตายแล้วแต่ยังมีพิษภัยอย่างเขา ถ้าไม่กำจัดทิ้งให้สิ้นซากก็จะมีครั้งที่สามตามมาอีกแน่นอน”
ขณะเอ่ย พลันในสมองก็มีเรื่องบางอย่างแวบผ่านเข้ามา ทว่านางจับไว้ไม่ทันจึงอดขมวดคิ้วมุ่นไม่ได้ นางพลาดสิ่งใดไปนะ
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเองก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้ นี่เป็นเรื่องจริง สำหรับผู้ฝึกตน หากยังคงมีดวงจิตยังคงอยู่ก็สามารถอาศัยร่างอื่นเพื่อฟื้นคืนชีพหรือสร้างร่างกายใหม่ได้ แต่หากดวงจิตสูญสลายไปแล้ว ทุกสิ่งก็จบสิ้น
หากคนรุ่นพวกเขากดข่มเขาเอาไว้ได้เหมือนบรรพบุรุษเมื่อพันปีก่อนก็โชคดีไป แต่หากเกิดเหตุการณ์อย่างในตอนนี้ หากหลายร้อยปีหรือพันปีข้างหน้าเกิดขึ้นอีกครั้งจะไม่เป็นหายนะใหญ่หลวงเลยหรือ
ฆ่าเขาให้ตายถึงจะเป็นการคลายปมทุกอย่าง
พลันในใจของพวกเขาก็ผุดความคิดนี้เข้ามาโดยมิได้นัดหมาย
ฟ่านคงค่อยๆปิดตาลงแล้วเอ่ยชื่อพระผู้เป็นเจ้า ในทางพระพุทธศาสนาแตกต่างจากสำนักเต๋าที่แค่ไม่ลงรอยกันก็ฆ่าทิ้งได้เลย อย่างมากเขาทำได้เพียงใช้พระธรรมทำลายพลังจิตของฝ่ายตรงข้ามให้พังทลายลงเท่านั้น
“ในเมื่อข้าต้องศึกษาค่ายอาคมหลอมฐานค่ายอาคมขึ้นมา แถมยังต้องตามหาดวงตาค่ายอาคมนั่นอีก มีสิ่งที่พันธนาการไว้มากมายเหลือเกิน บัดนี้กลียุคใกล้เข้ามาแล้ว ดาวฮ่องเต้มืดมนไร้แสง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีดวงวิญญาณมากขึ้น ดังนั้นถึงอยากรวมพลังของสองสำนักพุทธเต๋ามาเข้าร่วมด้วย” ฉินหลิวซีมองปรมาจารย์ไท่เฉิงพลางเอ่ย “บัดนี้อารามจินหัวเป็นอารามใหญ่อันดับหนึ่งในใต้หล้า อีกทั้งท่านปรมาจารย์เองก็อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน หากใช้นามของท่านเรียกรวมพลผู้ฝึกตนบำเพ็ญในใต้หล้าย่อมเหมาะสมที่สุดแล้ว”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเอ่ย “ท่านยกยอข้าเกินไปแล้ว เวลานี้ท่านมีพลังบำเพ็ญเหนือกว่าข้า อารามอันดับหนึ่งควรจะเป็นอารามชิงผิงของพวกท่านถึงจะถูก”
“ด้วยอายุของข้ายากที่จะทำให้ใครเชื่อถือได้” ฉินหลิวซีส่ายหน้า
ปรมาจารย์ไท่เฉิงแค่นเสียงหัวเราะ “ลัทธิเต๋าลำดับศักดิ์จากพลังบำเพ็ญ หาใช่อายุ หากต้องการความเชื่อถือจากทุกคน เชื่อว่าลำพังแค่อาคมเดียวของท่านก็ทำได้แล้ว”
“เรื่องที่ต้องให้สองศาสนามาทำร่วมกันเช่นนี้ สู้ให้ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือเป็นคนออกหน้าจะดีกว่ากระมัง” เฉิงหยางจื่อมองไปทางฟ่านคง
ทว่าฟ่านคงกลับไม่เอ่ยอะไร ฉินหลิวซีเป็นฝ่ายตัดบทขึ้นก่อน “ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือจะออกหน้าไม่ได้”
ทุกคนจึงมองไปทางนาง
“ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือมีภารกิจของเขาเอง เขากำลังใช้อายุขัยของเขากดข่มกระดูกพุทธะนั้นอยู่” ฉินหลิวซีโพล่งขึ้นประโยคหนึ่ง อีกทั้งกระดูกพุทธะชิ้นนั้นอยู่บนเส้นชีพจรมังกรด้วย
พลันทุกคนก็สีหน้าเปลี่ยน
ฉินหลิวซีเงียบไปครู่หนึ่งถึงเอ่ย “เอาเช่นนี้ ข้าจะใช้เคล็ดวิชาลับของสำนักเต๋าส่งข่าวเรื่องดวงตาค่ายอาคมให้เหล่าผู้ฝึกตนทราบ หากมีใครมาหาท่านปรมาจารย์ ท่านค่อยไปหาเฟิงซิวอีกที ส่วนเรื่องราชาปีศาจไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้โจ่งแจ้ง”
“ท่านไม่กลัวว่าพวกเราจะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปหรือ” ปรมาจารย์ไท่เฉิงประหลาดใจอยู่บ้าง
ฉินหลิวซียิ้มเอ่ย “หากพวกท่านสู้เอาชนะเขาได้ละก็จะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปก็เอาเลย ขอเตือนไว้ก่อนว่าคนผู้นี้มีความขี้ระแวงสูงมาก หากรู้ว่าพวกท่านสร้างเรื่องเดือดร้อนให้เขา เช่นนั้น…”
เฟิงซิวยิ้มเย็นชา ข้าไม่มีความเมตตาเพราะความเมตตาของข้ามีไม่มากนัก!
ปรมาจารย์ไท่เฉิงมุมปากกระตุก นี่เป็นการขมขู่อย่างนั้นหรือ
เฉิงหยางจื่อเอ่ย “ส่งข่าวด้วยเคล็ดวิชาลับเช่นนี้ หากสายมารได้ยินเข้าเรื่องนี้จะไม่รั่วไหลออกไปหรือ ดั่งที่เจ้าเอ่ย ซื่อหลัวผู้นี้นำพาเรื่องต่างๆมาตั้งมากมาย เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ปลุกปั่นให้ผู้ฝึกตนสายมารจัดการเรื่องให้เขาไม่น้อย มิเช่นนั้นสองปีมานี้คงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายในสำนักนิกายมากมายเช่นนี้หรอก”
“เช่นนั้นก็เป็นการทอดแหจับพวกเขามาด้วยเลย ใช้ความเที่ยงตรงสร้างความถูกต้อง” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยใบหน้าสุขุม “การบรรลุขั้นกลายเป็นเทพต้องอาศัยพลังความเลื่อมใส ประจวบกับตอนที่พวกเราตามหาดวงตาค่ายอาคมก็ทำลายนิกายชั่วร้ายพวกนั้นไปด้วยเลย เพื่อเลี่ยงไม่ให้พวกเขาอาศัยหายนะจากสวรรค์มาทำลายมนุษย์ หากพวกเขาปลุกปั้นให้ตกอยู่ในความโกลาหล มนุษย์เราต้องตายดับสิ้นแน่”
คำพูดนี้ก็สมเหตุสมผล
พวกเขาขัดใจกับนิกายบ้าๆ และเทพชั่วร้ายพวกนั้นมานานแล้ว ความจริงการเผยแผ่ศาสนาก็เหมือนเป็นการเอาเปรียบประชาชนผู้บริสุทธิ์ หลอกเอาเงิน หลอกข่มขืน และหลอกเอาความเลื่อมใส แต่คนที่เผยแผ่ศาสนาในครรลองที่ถูกต้องอย่างพวกเขากลับตกที่นั่งลำบาก
“ปัญหาสุดท้าย พวกเรากระทำการโจ่งแจ้งเช่นนี้ ไม่กลัวว่าซื่อหลัวจะมาทอดแหจับพวกเราบ้างหรือ” ปรมาจารย์ไท่เฉิงเอ่ยด้วยความกังวลใจ
ฉินหลิวซียิ้มเอ่ย “ดังนั้นนี่คือการประลองอย่างแท้จริง การช่วยเหลือสรรพชีวิตไม่ใช่แค่การพูดลอยๆ แต่อาจต้องสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ ท่านปรมาจารย์กลัวหรือไม่”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงแค่นเสียงทุ้มเย็นชา “สามบริสุทธิ์อยู่เบื้องบน อารามจินหัวยึดมั่นตามหลักขจัดความชั่วส่งเสริมความดี การช่วยเหลือผู้คนถือเป็นเมตตาจิต การสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์นั้นมีสิ่งใดที่น่ากลัวกันหรือ”
“พูดได้ดี!” ฉินหลิวซีปรบมือ “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พอถึงตอนนั้นคงต้องพึ่งพาท่านปรมาจารย์ให้ช่วยเป็นเสาหลักในเรื่องนี้แล้ว”
ปรมาจารย์ไท่เฉิง “…”
เหมือนเขาเผลอตกหลุมพรางใดไปหรือไม่นะ
ตอนที่ 1187: เจ้าเด็กนั่นเผยเขี้ยวแหลมออกมาแล้ว
ฉินหลิวซีเคยบอกว่านางจะใช้เคล็ดวิชาลับส่งข่าวบอกผู้ฝึกตนในใต้หล้า เฉิงหยางจื่อนึกว่าผู้ฝึกตนคนอื่นๆคงได้รับข่าวกันถ้วนหน้า แต่ไม่รู้ว่าการส่งข่าวผ่านเสียงของนางจะแตกต่างกันออกไป อย่างน้อยผู้ฝึกตนต้องอยู่ในขั้นหลอมลมปราณระดับห้าขึ้นไปถึงจะได้ยินเสียงนั้นตามกำหนดเวลา
เพียงแต่ผู้ฝึกตนต่างต้องฝึกฝนบำเพ็ญตน การโคจรจุลจักรวาลและมหาจักรวาลล้วนเป็นสิ่งที่นักพรตพึงปฏิบัติทุกวัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการบำเพ็ญ นางใช้เคล็ดวิชาลับส่งสารให้พวกเขาผ่านการเข้าฌาน ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดต้องเป็นขั้นหลอมลมปราณระดับห้าขึ้นไปก็เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตกใจกะทันหันจนสติยุ่งเหยิง ก่อนเดินเข้าสู่วิถีมารเพราะความสับสน
ฉินหลิวซีเรียกรวมพลไม่ใช่เพื่อทำร้ายใคร ดังนั้นขั้นหลอมลมปราณระดับห้าขึ้นไปถึงจะตอบสนองต่อเสียงนี้ได้
ส่วนเนื้อหาที่นางส่งต่อก็จะบอกให้พวกเขาระดมเหล่าสหายเต๋าในสำนักเข้าร่วมด้วย
แน่นอนว่าจะมีคนที่ไม่เต็มใจเข้าร่วมด้วยหรือไม่ กลับไม่ใช่เรื่องที่นางต้องคิดไตร่ตรองเลยสักนิด ในเมื่อไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แม้แต่ผู้ที่เดินเส้นทางการบำเพ็ญก็เช่นกัน ใช่ว่าทุกคนจะมีใจอยากผดุงความเที่ยงธรรมเสมอไป อยากช่วยกู้โลกช่วยเหลือปวงประชาหรือไม่ เรื่องนี้ถือว่าเป็นความสมัครใจของตนเองทั้งสิ้น
เพราะเหตุนี้พอเคล็ดวิชาลับถูกส่งออกไป ไม่ว่าสหายเต๋าที่อยู่ในโลกแห่งฆราวาส หรือยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาลึกห่างไกลผู้คน ล้วนได้รับสารเสียงนี้ตามเวลาพร้อมกัน เริ่มจากตกใจก่อน กระทั่งลมปราณที่แท้จริงภายในร่างกายแทบปะทุพวยพุ่ง แต่น้ำเสียงนั้นกลับช่วยปลอบประโลมให้จิตใจสงบลงในชั่วเวลาอันสั้นราวกับลมฝนบางเบา
รอกระทั่งพวกเขาได้ฟังเนื้อหาของสารที่ส่งมาอย่างชัดเจนแล้วก็เผยสีหน้าขรึมลงอย่างอดไม่ได้ ก่อนที่จะทยอยไปบอกข่าวต่อๆกัน คนที่ปลีกตัวอยู่ในป่าลึกยิ่งลงจากเขามาด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ยามบ้านเมืองวุ่นวายย่อมต้องลงจากภูเขามาช่วยเหลือคน พวกเขาเข้าใจหลักปฏิบัติข้อนี้อย่างลึกซึ้งดี
ต่อมามีสหายเต๋าเขียนเรื่องนี้ลงในบันทึกเหตุการณ์สำคัญของลัทธิเต๋า โดยใช้ชื่อว่าตอนสังหารเทพกู้โลก ถ่ายทอดเรื่องนี้ต่อไปในภายภาคหน้า
การใช้เคล็ดวิชาลับย่อมต้องใช้พลังจิตวิญญาณร่วมด้วย ซึ่งสิ้นเปลืองทำลายดวงจิตไม่น้อย ครั้นพวกเฉิงหยางจื่อเห็นว่าหลังจากฉินหลิวซีร่ายวิชาลับนี้แล้ว ใบหน้าดวงน้อยก็ซีดลงราวกับคนตาย
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเองรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับนางที่ต้องสูญเสียพลังไปมาก เสาหลักที่เอ่ยปากอะไรก็อ้ำๆอึ้งๆอย่างเขา ช่างไร้บุคลิกของปรมาจารย์เสียจริง
เฉิงหยางจื่อกลับเลื่อมใสศรัทธามากกว่า ในลัทธิเต๋ายังมีศาสตร์วิชามากมายให้เขาเรียนรู้ เส้นทางการฝึกบำเพ็ญยังอีกยาวไกล เขาต้องอ่านหนังสือให้มากกว่านี้
ฉินหลิวซีกลืนยาลงคอ ก่อนจะลากตัวฟ่านคงเดินจากภูเขาเทียนมุ่งหน้าสู่วัดอวี้ฝอ ส่วนพวกปรมาจารย์ไท่เฉิงเองเห็นว่าเป็นทางผ่าน จึงมุ่งหน้าเดินทางไปด้วยกัน
นางไม่รู้ว่าพอนางใช้วิชานี้ ซื่อหลัวเองก็ได้ยินเช่นกัน เขาเปิดดวงตาขึ้นขณะเข้าฌานแล้วเดินออกมาจากห้องเล็กๆ ก่อนทอดมองไปยังภูเขาสีขาวบริสุทธิ์ เอ่ยกับร่างหิมะหนึ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าห้องเล็กๆว่า”เจ้าเด็กนั่นเผยเขี้ยวแหลมออกมาแล้ว นี่ประกาศสงครามกับข้าอย่างเป็นทางการแล้วสินะ น่าสนุกดี!”
ร่างหิมะนั้นนั่งขัดสมาธิ สองมือประกบกันร่ายอาคม เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาไม่หยุด ทว่านางยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับ ดวงหน้าน้อยเย็นยะเยือกดุจน้ำค้าง หิมะบนขนตาจับตัวแข็งเป็นก้อน
ซื่อหลัวเหลือบมองนางแวบหนึ่งแล้วเดินเข้าสู่มิติว่างเปล่า
ผ่านไปครู่หนึ่งร่างหิมะก็ลืมตาทั้งสองข้างขึ้น ก่อนมองไปทางที่เขาหายตัวไป สองดวงตาที่แบ่งสีดำขาวอย่างชัดเจนเย็นเชียบดุจเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ไร้ซึ่งอุณหภูมิอบอุ่น และไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆไร้ซึ่งความเศร้าสร้อยหรือยินดี ไร้อารมณ์ไร้ความปรารถนา นิ่งสงบไร้การเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง
วิถีแห่งการไร้ความรู้สึก ย่อมไร้อารมณ์ใด
นางปิดตาทั้งสองข้างลง สัมผัสอุณหภูมิของเกล็ดหิมะ พลันพลังหยินก็ถาโถมเข้าหาจากรอบทิศก่อนจะห่อหุ้มร่างของนางไว้ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นเกลียวพายุสีดำ
…...
เดือนสิบเอ็ด เหมันต์ฤดูเข้ามาเยือน เมืองเซิ่งจิงเองก็มีหิมะตกโปรยปราย
วัดอวี้ฝอ เจ้าอาวาสฮุ่ยเฉวียนพาฉินหลิวซีและฟ่านคงไปพบปรมาจารย์จิ้งฉือ หลังจากผ่านการหารือ ฟ่านคงก็ใช้กฎตามพุทธศาสนาเรียกประชุมพระสงฆ์ตามวัดต่างๆในนามของวัดอวี้ฝอ เพื่อร่วมมือกับลัทธิเต๋าช่วยโลก
ก่อนที่ฟ่านคงจะกลับ เขาจ้องปรมาจารย์จิ้งฉือแน่นิ่งโดยไม่ขยับอยู่นานด้วยแววตาที่ทอประกายความเห็นอกเห็นใจ
ปรมาจารย์จิ้งฉือฉีกยิ้มพลางเอ่ยถึงนามพระผู้เป็นเจ้า นัยน์ตาฉายแววเชิงเข้าใจรู้แจ้งพร้อมพยักหน้าให้เล็กน้อย
รอกระทั่งฟ่านคงเดินจากไปแล้ว ฉินหลิวซีก็มองไปทางปรมาจารย์จิ้งฉือ หยิบเข็มสีทองขึ้นมาพลางมุ่นคิ้ว “ท่านดูอิดโรยกว่าครั้งก่อนที่เจอกันมาก”
ปรมาจารย์จิ้งฉือมองไปทางเส้นชีพจรมังกรที่อยู่ใต้เจดีย์แวบหนึ่งแล้วยิ้มบาง กล่าว “อาตมาแก่แล้ว ใกล้ถึงเวลาที่จะต้องไปเจอพระพุทธเจ้าแล้ว”
ฉินหลิวซีได้ยินเช่นนั้นอารมณ์ก็ดิ่งวูบจึงเอ่ย “ท่านจัดการแค่เรื่องเดียวก็พอ” ก็คือเฝ้ากระดูกพุทธะตรงนี้ไป
ปรมาจารย์จิ้งฉือไม่ได้ปฏิเสธการฝังเข็มของนาง ไม่ใช่ว่าเขากลัวตาย แต่เขากลัวว่าจะทนไม่ไหวจนเป็นเหตุให้เฝ้าเส้นชีพจรมังกรแห่งนี้ต่อไปไม่ได้
ขณะที่ฉินหลิวซีรอเวลาฝังเข็ม นางก็นั่งสมาธิอยู่ข้างเจดีย์ ทันใดนั้นก็สะดุ้งเฮือก
นางตกใจ
นางใช้มือข้างขวากดลงบนพื้น ชั่วขณะนั้นนางสัมผัสได้ถึงอารมณ์บางอย่าง
ฉินหลิวซีมองไปทางนิ้วชี้ข้างซ้าย พลางหรี่ตาลง
เมื่อก่อนนางคิดจะทำลายกระดูกพุทธะนี้ทิ้งเสีย แต่ฮุ่ยเฉวียนบอกว่าจะแตะต้องกระดูกชิ้นนั้นไม่ได้ เพราะมันตั้งอยู่บนเส้นชีพจรมังกร หากแตะต้องมันก็จะเป็นการสั่นคลอนรากฐานของบ้านเมืองไปด้วย
ดวงชะตาบ้านเมืองนั่นเอง
ในสมองของฉินหลิวซีผุดบางอย่างประกายแวบขึ้นมา นางหยิบค่ายอาคมกลายเป็นเทพที่วาดออกมาจากจิตวิญญาณก่อนใช้สายตาจับจ้องไปที่ตำแหน่งชิงหลงบนภูเขา ภูเขาไร้เส้นชีพจร และไร้ดวงวิญญาณ แต่หากมีเส้นชีพจรอยู่ล่ะ
นางมองภาพวาดตามจิตใต้สำนึก หากเติมเส้นชีพจรมังกรลงบนภูเขานี้ได้ ภูเขาต้องมีพลังงานไหลเวียนแน่นอน พอพลังดวงวิญญาณเด่นชัด โชคลาภก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นางหายใจเร็วถี่
นางก้มหน้ามองลงบนพื้น ราวกับมองผ่านใต้ดินทะลุหลายชั้นไปยังชีพจรมังกรเส้นนั้น กระดูกชิ้นนั้นราวกับอยู่ในเหวลึกก็มิปาน
“ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะเฝ้าชีพจรมังกรจนวันสุดท้ายของชีวิต” เสียงที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตาดังเข้ามาในโสตประสาทของฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีหันไปมอง แต่กลับเห็นปรมาจารย์จิ้งฉือมองมาทางนาง ดวงตาคมกริบคู่นั้นบรรจุมวลมนุษย์ในใต้หล้าไว้นานแล้ว พลันนางก็แสบจมูกก่อนจะรีบเบือนหน้าไปทางอื่น
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม ฉินหลิวซีก็เดินออกมาจากพระเจดีย์ที่ปรมาจารย์จิ้งฉือเก็บตัว ฟ่านคงรอนางอยู่ด้านนอก พวกเขาทั้งสองสบตากันราวกับเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายโดยที่ไม่เอ่ยคำพูดใดขึ้นมาสักคำ
เสียงระฆังของวัดอวี้ฝอดังขึ้น
เขาพูดไม่จบประโยค แต่ฉินหลิวซีเข้าใจนัยยะที่แฝงอยู่ในคำพูดนี้
จนกระทั่งวันศึกใหญ่เกิดขึ้น เขาถึงจะปรากฏตัวนั่นเอง
“ได้”
ฟ่านคงเห็นว่าสีหน้าของนางเศร้าหมอง จึงครุ่นคิดก่อนเอ่ย “หายนะยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ไม่มีใครสามารถเพิกเฉยต่อโลกนี้ได้ เพื่อช่วยเหลือประชาชน สำนักทั้งพุทธและเต๋าต่างเข้าร่วม อีกทั้งบนโลกที่เป็นอยู่ ผู้มีปัญญาที่พยายามสร้างผลประโยชน์เพื่อบ้านเมืองล้วนทำเพื่อใต้หล้ากันทั้งนั้น แม้จะต้องสูญเสียชีวิตกลับไม่มีใครเกรงกลัวสักคน ศิษย์พี่จิ้งฉือเองก็ไม่ต่างกัน วันข้างหน้าท่านกับข้าก็คงไม่ต่างกันนัก”
ฉินหลิวซีเสมองมา เอ่ยหยอกเย้า “คิดไม่ถึงว่าไต้ซือฟ่านคงจะมีมุมที่ปลอบประโลมคนเช่นนี้ด้วย ยามนี้ท่านเข้ามาสู่โลกฆราวาสอย่างแท้จริงแล้ว ไม่เหมือนพระชั้นสูงที่ปลีกตัววิเวกอยู่แดนไกลเลย”
ครั้นได้ยินนัยยะยียวนเช่นนี้ ฟ่านคงก็หน้าเขียวคล้ำก่อนจะหมุนตัวหายเข้ามิติว่างเปล่าไป
“ใจแคบเสียจริง” ฉินหลิวซีจิ๊ปากที ก่อนจะหันไปมองเณรน้อยรูปหนึ่งที่กำลังหลบอยู่ตรงมุมกำแพงแอบชะเง้อหน้ามองมาทางนาง นางจึงยกยิ้มมุมปากเดินเข้าไปหา ก่อนจะหยิบขนมลูกแพร์จากถุงเฉียนคุนยัดใส่มือเขาแล้วรูปศีรษะโล้นเกลี้ยงของเขาทีพลางเอ่ย “ตั้งใจเคาะปลาไม้กับอาจารย์ของเจ้า เรียนรู้การฝึกสมาธิดีๆล่ะ”
เณรน้อยกำขนมในมือราวกับละอายใจก็มิปาน ก่อนจะวิ่งหายลับไป ทว่าเพิ่งวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมามองพร้อมส่งยิ้มขวยเขินให้ฉินหลิวซี ยกมือข้างหนึ่งขึ้นโค้งตัวคำนับ “อาตมาขอบคุณโยมมาก”
พอเขาวิ่งจากไปแล้ว ฉินหลิวซีถึงหันไปมองเจ้าอาวาสฮุ่ยเฉวียนอีกฝั่งที่กำลังเดินมาพลางเอ่ย “ท่านเจ้าอาวาสสอนเด็กคนนี้ได้ดีนัก”
ฮุ่ยเฉวียนเอ่ย “เขามีวาสนากับพุทธศาสนาของเรา ท่านเทพเดินตามอาตมามาเถิด ผู้อาวุโสบอกว่าอนุญาตให้ท่านไปศึกษาตำราศาสตร์ค่ายอาคมในหอพระไตรปิฎกของวัดอวี้ฝอได้แล้ว”
ทันใดนั้นสองดวงตาของฉินหลิวซีก็เปล่งประกายก่อนจะรีบเดินตามไปอย่างว่องไว
ตอนที่ 1188: บวงสรวง เสียงดังสะเทือนเลือนลั่น
ขณะที่ฉินหลิวซีขลุกตัวดื่มด่ำกับการศึกษาค่ายอาคมรูปแบบต่างๆของสำนักพุทธอยู่ในหอพระไตรปิฎกที่วัดอวี้ฝอ ทั่วทั้งต้าเฟิงกลับมีคลื่นใต้น้ำ ทันใดนั้นประชาชนก็สังเกตเห็นว่านักพรตและพระสงฆ์ต่างสัญจรไปมากันขวักไขว่ แม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ แต่กลับไม่ได้คิดอะไรมากนัก
สำหรับประชาชนแล้ว ไม่ว่าจะมาจากสำนักพุทธหรือเต๋า ล้วนเปรียบดั่งประตูที่ละทางโลก พวกเขามักจะไปกราบไหว้ขอคำชี้แนะในพระธรรม เหล่านักบวชที่เดินไปมาในโลกฆราวาสอาจเพื่อออกบิณฑบาตหรือเผยแผ่ธรรมะ แต่กลับไม่ได้คิดลามไปถึงเรื่องการทำลายล้างโลก
อาจมีบ้างที่ชาวบ้านทั่วไปจะเชื่อในมรรคที่บิดเบี้ยวอย่างวิถีมารเป็นครั้งคราว ในเมื่อสิ่งชั่วร้ายประเภทนี้ พวกเขาเชื่อว่ามีอยู่จริงมาโดยตลอด แต่เรื่องทำลายล้างโลกที่ดูหลอกลวงและเพ้อฝัน พวกเขากลับไม่กล้าคิดและไม่กล้าเชื่อด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าต่อให้มีการทำลายล้างจริง เดาว่าพวกเขาเองก็คงไม่มีเวลาสนใจ หรือด้านชาไปแล้วนั่นเอง เพราะปีนี้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเหลือเกิน
ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อย เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ ราคาสินค้าสูงลิ่ว ประชาชนมากมายต่างล้มหายตายจากเพราะภัยพิบัติต่างๆ ความเจ็บปวดยังไม่ทันหาย ฤดูหนาวใหม่ก็คืบคลานเข้ามาแล้ว ในเมื่อต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บกันอีกครั้ง พวกเขาจะไม่รู้สึกด้านชาและสิ้นหวังได้อย่างไร
ประชาชนบางคนคิดว่าต่อให้วันสิ้นสุดโลกจะมาถึงก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรพวกเขาก็หนีความตายไม่พ้น
ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าสองสำนักพุทธเต๋า หรือกระทั่งพ่อมดหมอผีต่างทยอยออกมาเคลื่อนไหวด้วยเรื่องใด อาจเพียงเพราะการมาเยือนของฤดูหนาว พวกเขาก็แค่อยากใช้อีกวิธีหนึ่งเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น
วันที่ยี่สิบเดือนสิบเอ็ด ฮ่องเต้คังอู่เสด็จไปประกอบพิธีบูชาบวงสรวง เพื่อขอพรให้คนในใต้หล้า
แท่นบูชาตั้งอยู่ในเขตฝั่งตะวันออกติดกับประตูหย่งหยางแถบชานเมือง ซึ่งสร้างตามแนวภูเขาอวี้ซานที่ขนาบป้อมคูเมือง เพื่อให้เบื้องบนรับรู้ได้ดียิ่งขึ้น บันไดสวรรค์ที่เชื่อมกับแท่นบูชาจึงมีเพียงเก้าสิบเก้าขั้น ราวจับทั้งสองด้านทำจากโซ่เหล็กสีดำเพื่อให้ผู้ที่เดินขึ้นเขาไปไว้จับใช้งาน
การบวงสรวงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงความเลื่อมใสศรัทธา กลุ่มขุนนางในราชสำนักครึ่งหนึ่งที่พอเดินได้ต่างมากันครบ รวมถึงสตรีบางส่วนที่ติดตามขบวนมา ทำให้ขบวนดูยิ่งใหญ่อลังการ ยิ่งไปกว่านั้นยังระดมกองกำลังจากค่ายทหารทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงมาคุ้มกัน พร้อมรักษาความสงบเรียบร้อยด้วย
แต่นอกจากฮ่องเต้ ถึงแม้เหล่าตระกูลขุนนางที่ติดตามเสด็จมาด้วยจะประดับรอยยิ้มบนใบหน้า ทว่าในใจกลับก่นด่าอย่างหนัก อากาศหนาวขนาดนี้ หายใจกลายเป็นไอเย็นหมดแล้ว แต่ยังรั้นจะมาประกอบพิธีบวงสรวงให้ได้ แบบนี้เป็นความทรมานมากกว่ากระมัง
ดูจากสภาพอากาศวันนี้ ท้องฟ้าอึมครึมมืดครึ้ม ดูท่าทางหิมะจะตกหนัก เพราะอากาศหนาวมากเหลือเกิน
หากมีเงินทองสู้เอาไปทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันดีกว่า อย่างเช่นเตรียมเสบียงข้าวสาร หรือของใช้จำพวกฟืนไฟเอามาใช้ให้ความอบอุ่น มีใครไม่รู้ถึงความยากลำบากในปีนี้บ้าง แม้แต่ฟืนที่ใช้ก่อไฟให้ความอบอุ่นยังราคาแพงกว่าปีก่อนมากนัก เพราะปริมาณลดน้อยลง
บนแท่นบูชาถูกตระเตรียมไว้นานแล้ว รอเพียงฝ่าบาทเสด็จมาถึงเท่านั้น
เหยียนติ้งปั่ง เสนาบดีสำนักกวงลู่กลับเหงื่อเย็นไหลซึมในอากาศหนาวเหน็บ เขามองขึ้นฟ้าบ้างเป็นระยะๆ ลอบสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไร ราวกับจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นก็มิปาน
เขาเดินมาหาหนิวกวงเผิง เสนาบดีกรมที่ดูแลราชกิจกับต่างแคว้นที่ช่วยจัดพิธีบวงสรวงพลางเอ่ย “เหล่าหนิว วันนี้เป็นวันมงคลแน่นะ ไม่เป็นไรแน่นะ ข้าใจเต้นแรงแปลกๆ รู้สึกเหมือนสังหรณ์ใจไม่ดีเลย”
หนิวกวงเผิงหนังตากระตุก เอ่ยตำหนิเสียงต่ำ “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน นี่เป็นวันฤกษ์ดีที่หอดูดาวหลวงตรวจดูออกมาเองเลย จะไม่ถูกต้องได้อย่างไร เจ้าอย่าพูดจาอัปมงคลเชียว”
อ๊าก...
พอเขาพูดจบก็เห็นอีกาตัวหนึ่งมาเกาะบนตัวสัตว์หินรูปชือเหวิ่นตรงชายคาของตำหนักบวงสรวง พร้อมส่งเสียงร้องกาๆ
พอพวกเขาเห็นชัดเต็มสองตาเช่นนั้นก็มองหน้ากัน ก่อนที่สีหน้าจะขรึมลง
อากาศหนาวขนาดนี้จะมีอีกาโผล่มาได้อย่างไร แถมยังปรากฏตัวบนแท่นบูชาของฝ่าบาทด้วย ช่างไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย
“ให้คนหยิบธนูขนมาไล่มันไป” หนิงกวงเผิงเอ่ยด้วยสีหน้าขึงขัง
อีกาตัวนั้นยืนเกาะอยู่ส่วนหางของสัตว์มงคล พอสังเกตอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าสัตว์มงคลตรงหน้าลักษณะเหมือนที่ตนเคยเห็นก่อนหน้านี้ ขณะที่ยิงธนูไล่มัน มันก็กระพือปีกบินหนี ปีกขนาดใหญ่ของมันทำให้เกิดแรงลมหมุนเล็กน้อย ก่อนที่จะหายลับตาไปอย่างรวดเร็ว
สัตว์มงคลตัวนั้นแผ่ไอสีดำทะมึนลางร้ายกระจายออกมา ก่อนที่จะค่อยๆ แผ่ขยายเป็นวงกว้าง
ตรงกับยามเฉินพอดี ฤกษ์ดีมาถึงแล้ว
ฮ่องเต้คังอู่ปรากฏตัวบนแท่นบูชาที่รายล้อมด้วยเหล่าตระกูลขุนนางและท่านอ๋องสองสามพระองค์ เปิดพิธีด้วยเสนาบดีกรมพิธีการ ส่วนประชาชนที่มุงอยู่ด้านล่างต่างโห่ร้องทรงพระเจริญหมื่นปี
ธงต้าเฟิงปลิวไสวไปตามแรงลมหนาว สะบัดเสียงดังสวบๆ ด้านบนมีกลีบเมฆจับตัวกัน ท้องฟ้าอึมครึม เหตุใดดูแล้วไม่เห็นเหมือนวันฤกษ์งามยามดีเลยสักนิด
ฮ่องเต้คังอู่กลับแสดงสีหน้าไม่พอพระทัยนัก ทั้งๆที่หอดูดาวหลวงบอกแล้วว่าเป็นวันฤกษ์งามยามดี แต่เมฆดำกลับจับตัวลอยอยู่เหนือฟ้า คำนวณวันดีบ้าบอใดกัน โหรหลวงอยากออกจากตำแหน่งแล้วหรืออย่างไร
หลังจากผ่านขั้นตอนซับซ้อนต่างๆแล้ว ฮ่องเต้คังอู่ก็ทรงท่องบทบวงสรวงด้วยพระองค์เอง พร้อมจุดธูปบูชาเทพ ก่อนจะกราบลงสามครั้งและโขกศีรษะลงพื้นเก้าครั้ง
ด้านนอกเกิดลมพายุกรรโชกแรง
มีคนรู้สึกว่าแผ่นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย พลันก็อดงุนงงขึ้นมาไม่ได้ ถามคนข้างกายว่า “เจ้ารู้สึกหรือไม่”
“อะไรหรือ”
“เหมือนจะแผ่นดินไหว”
ทันใดนั้นอากาศที่อึมครึมก็มีหิมะตกโปรยปรายลงมาอย่างหนัก คนที่ยืนอยู่ด้านนอกหนาวจนตัวสั่น บวกกับแผ่นดินเกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย
พอเกิดแผ่นดินไหว ตอนนี้ถึงรู้สึกได้อย่างชัดเจนกว่าก่อนหน้านี้มาก ไม่ใช่แค่เพียงคนเดียวที่สัมผัสได้แล้ว
คนที่สายตาดีมองเห็นปากของสัตว์มงคลที่ตั้งอยู่บนชายคาตำหนักบวงสรวงราวกับมีชีวิตขึ้นมา ปากขนาดมหึมาเปิดอ้าขึ้นท่ามกลางหมอกสีดำที่ไม่ค่อยเป็นมงคลนัก ทำท่าหมายจะเขมือบก็มิปาน
เสียงแกร๊กดังขึ้นสนั่นเลือนลั่นก่อนที่ชายคาจะหักลง ตามมาด้วยแรงแผ่นดินไหวสะเทือน
ทุกคนต่างตกอยู่ในความงุนงง รอกระทั่งดึงสติกลับมาได้ถึงส่งเสียงกรีดร้อง พร้อมวิ่งจ้าละหวั่นทั่วทุกทิศ
แผ่นดินไหวแล้ว!
ภายในตำหนักบวงสรวง ฮ่องเต้คังอู่เพิ่งปักธูปลงไป พลันก็ถูกแรงสะเทือนที่โผล่มาโดยกะทันหันทำให้ตกใจจนใจหล่นวูบ
ไม่รู้ว่าใครร้องตะโกนว่าคุ้มกันพระองค์ ส่วนคนที่ขี้ขลาดกลับวิ่งหนีออกไปข้างนอกตามสัญชาตญาณแล้ว
ฮ่องเต้คังอู่ถูกเหล่าทหารแม่ทัพรุมล้อมพาเสด็จหนี จากนั้นแผ่นดินก็สั่นสะเทือนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาสะดุดขาตนเองจนแทบล้มคะมำ
จู่ๆ มหาราชครูก็ปรากฏกายในครรลองสายตาของเขา
“มหาราชครู รีบช่วยเราเร็วเข้า” ครั้นฮ่องเต้คังอู่เห็นเขาก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ถึงแม้ระยะนี้เขาจะสงสัยในตัวมหาราชครูและไม่เชื่อใจของอีกฝ่ายนัก กระทั่งเชื่อคำพูดของคนในฝันร้าย คิดว่าท่านมหาราชครูมีเจตนาไม่บริสุทธิ์
แต่มหาราชครูไม่เคยทำร้ายเขาสักครั้ง อีกทั้งจู่ๆ ยังปรากฏตัวต่อหน้าเขายามแผ่นดินไหวเช่นนี้ ย่อมสร้างความประทับใจให้เขาเป็นธรรมดา
จ้าวอ๋องที่อยู่ใกล้ฮ่องเต้คังอู่ที่สุดรู้ว่าโอกาสในการสร้างคุณงามความดีมาถึงแล้ว เขาจึงตะโกนร้องขึ้นว่า “เสด็จพ่อระวังพ่ะย่ะค่ะ”
เขาอ้าแขนทั้งสองข้างพร้อมโผเข้าใส่ เดิมทีเขาคิดคุ้มกันฮ่องเต้คังอู่ แต่พอมาหยุดอยู่หน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้คังอู่ เขากลับผลักพระองค์ท่ามกลางสายตาตกตะลึงและหวาดกลัวของทุกคน
ใช่แล้ว ผลักพระองค์
ขณะที่ฮ่องเต้คังอู่ล้มลงพื้นก็มีเงาสีขาวเงาหนึ่งโผเข้ามาคุ้มกันเขาครึ่งตัวบน ทว่าคานนั้นกลับกระแทกใส่บริเวณส่วนล่างของเขา
พลั่ก
ฮ่องเต้คังอู่เปล่งเสียงร้องโอดครวญ
จ้าวอ๋อง “!”
เหมือนคนผู้นั้นจะถูกคานตกลงมาทับใส่ร่าง
ไม่สิ เขาคือใคร เขาอยู่ไหน เมื่อครู่มือของเขาทำสิ่งใดไปหรือ
เขาผลักบิดาแท้ๆ ท่ามกลางสายตาของทุกคนจนบิดาแท้ๆนอนแผ่อยู่ใต้คาน ถูกคานกระแทกใส่เข้าอย่างจัง
นี่เขาฆ่ากษัตริย์ ฆ่าบิดาของตนหรือ
ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภาพตรงหน้าของจ้าวอ๋องก็มืดลง เขาจบเห่แล้ว
[1] สัตวที่มีรูปร่างคล้ายมังกร
ตอนที่ 1189: สังหารอสูรร้าย ช่วยพ่อแม่
ขณะที่แท่นบูชาสั่นสะเทือน ในเวลาเดียวกันมหาราชครูที่กำลังคุ้มกันฮ่องเต้คังอู่ ดวงวิญญาณส่วนหนึ่งของฉินหลิวซีที่สิงอยู่ในร่างนั้นก็ส่งสารเรื่องนี้กลับไป
ยามที่เฟิงซิวไปถึงก็เห็นภูเขาถล่มลงมา เศษหินกระจัดกระจาย น้ำที่ขนาบป้อมคูเมืองทะลักขึ้นมา ประชาชนและเหล่าขุนนางสตรีที่ติดตามขบวนเสด็จต่างกรีดร้อง บ้างก็ถูกคลื่นกระแสน้ำที่โหมซัดขึ้นมาพัดพาไป บ้างก็ถูกก้อนหินกระแทกใส่จนบาดเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนถูกสิ่งก่อสร้างที่ถล่มลงมาทับจนจมดินด้วย
ทุกที่อื้ออึงด้วยเสียงร่ำไห้โอดครวญด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง น่าเศร้าสลดใจอย่างมาก
ครั้นเกิดเหตุแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง เฟิงซิวจึงปล่อยพลังปีศาจไปขวางเศษหินที่กระเด็นตกลงมา อีกทั้งให้คลื่นน้ำที่โหมซัดมาถอยกลับลงแม่น้ำไป เขาไม่ได้ตั้งใจแสดงตน แต่เพราะแผ่นดินไหวต่อเนื่องไม่หยุด จึงไม่มีใครสังเกตเห็นฉากอันน่าพิศวงนี้
เขาพุ่งตัวไปยังเบื้องหน้าชือเหวิ่นที่ดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากดูดซับพลังอาฆาตและวิญญาณพยาบาทใหม่ๆเข้าไปมาก บางทีอาจรู้สึกถึงภัยคุกคาม สัตว์มงคลถึงอ้าปากกว้าง ไม่สิ เพราะถูกสลักอักขระยันต์ชั่วร้าย สัตว์มงคลถึงกลายร่างเป็นอสูรร้ายไปแล้ว
รังสีดุดันปะทะมาทางเขา พลังชั่วร้ายดุจมีดอันคมกริบ ทุกคมมีดหมายปลิดชีวิตทิ้ง
หางยักษ์ของเฟิงซิวสะบัดเหวี่ยงไปมา “ถือว่าข้าให้เกียรติเจ้าแล้ว”
ชือเหวิ่นถูกฝ่ามือเหวี่ยงฟาดใส่จึงโกรธแค้นมากกว่าเดิม มันอ้าปากกว้างคำรามเสียงกึกก้อง ราวกับหมายกลืนกินทั้งแผ่นดินอย่างไรอย่างนั้น ชั่วครู่นั้นท้องฟ้าปั่นป่วน ลมพายุกระโชกอย่างหนัก น้ำในแม่น้ำก่อร่างขึ้นเป็นเกลียวคลื่นพัดพามาทางแท่นบูชา
ไม่ว่าคลื่นเกลียวนั้นจะหมุนไปทางใด ต่างก็มีคนถูกพัดพาติดไปกับพายุจนลอยขึ้นฟ้าทั้งสิ้น จากนั้นก็ร่วงตกลงมากระแทกอย่างหนักจนร่างเละเป็นโจ๊ก
ฉากนี้ยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้ทุกคน ทั้งหลบหลีกและร่วงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
เฟิงซิวโมโหถึงขีดสุด เขาดีดนิ้วใส่คลื่นน้ำหมุน เหมือนพลังปีศาจจะแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดทรายเนื้อละเอียด ปะทะปกคลุมคลื่นน้ำหมุนนั้นทำเอาคลื่นมหึมากระจายตัวออก ราวกับมีสายน้ำเทลงมาจากฟากฟ้าก่อนจะพัดพาชาวบ้านหลายสิบคนกระเด็นกระดอน
จากนั้นก็เกิดเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังอื้ออึง
เวลานี้เฟิงซิวหยิบคาถายันต์ที่ฉินหลิวซีให้ขึ้นมาก่อนใช้ข่มร่างอสูรร้ายตัวนั้น
อสูรร้ายชะงักงัน แต่ไม่นานยันต์ก็มอดไหม้เองโดยไร้เปลวไฟ ยันต์ไม่สามารถกดข่มมันได้อย่างสิ้นเชิง ในทางกลับกันอสูรร้ายตัวนั้นระเบิดอารมณ์ทำให้แผ่นดินไหวสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นกว่าเดิม คนที่ตายก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ พลังอาฆาตและวิญญาณพยาบาทไหลทะลักเข้าหามันอย่างต่อเนื่อง
เฟิงซิวรู้สึกเหนือคาดอยู่บ้าง ไม่สิ นี่ยันต์โลหิตของเทพอสูรน้อยใช้ไม่ได้ผลแล้วหรือ
จู่ๆ ฉินหลิวซีก็ปรากฏกายขึ้นในเวลานี้ เผชิญหน้ากับอสูรร้าย สองดวงตาเปล่งประกายก่อนจะชักดาบเมี่ยหลัวอาวุธศักดิ์สิทธิ์ออกมา แล้วควงดาบในมือตามกระบวนท่าฟาดฟันอสูรร้ายตนนั้น
“เจ้าไปช่วยคน ข้าจัดการทางนี้เอง”
เฟิงซิวได้ยินเช่นนั้นก็กระโดดพุ่งตัวเข้าไปในความว่างเปล่า จากนั้นก็ใช้ดวงจิตกวาดสำรวจก่อนจะดึงตัวคนออกมา ยกสิ่งปลูกสร้างและดินโคลนถล่มที่ทับตัวคนอยู่ออก
ส่วนฉินหลิวซีก็ถือศาสตราวุธเหวี่ยงฟาดลงบนศีรษะของอสูรร้ายโดยตรง คมดาบกรีดลวดลายอาคมลงบนร่างของอสูรร้ายจนเป็นรอยลึกหลายแผล
ครั้นคนที่รอดชีวิตได้ยินเสียงร้องคำรามโอดครวญเช่นนั้นก็มองไปทางต้นเสียงตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็เห็นเพียงเงาขนาดมหึมาสีดำทะยานขึ้นฟ้า ทว่าเบื้องหน้าของเงาขนาดยักษ์กลับปรากฏร่างเงาชุดสีกรมท่าถือดาบเล่มหนึ่งอยู่ ปลายเท้าเตะดันตัวพุ่งขึ้นกลางอากาศ
“นั่นมันอะไรหรือ”
“ใช่มารปีศาจตัวใดหรือไม่”
ร่างยักษ์สีดำที่แผ่รังสีลางร้ายออกมาถูกสังหาร ราวกับถูกสิ่งของบางอย่างดูดซับไปก็มิปาน พลันก็ไม่ใช่ร่างเงาอสูรร้ายอีกต่อไป
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือเมี่ยหลัวได้ดูดซับพลังชั่วร้ายนั้นจนเกลี้ยงแล้ว ทำให้ตัวดาบประกายแสงสีดำแดง ปลายดาบคมกริบจนแทบตัดเหล็กได้
พออสูรร้ายถูกฆ่าทิ้ง ไม่นานแรงสั่นสะเทือนก็หยุดลง
ฉินหลิวซีตรวจดูเศษซากสัตว์หินชือเหวิ่นนั้นพลางหรี่ตาลง เพราะเขาผู้นั้นเคยแวะมาที่นี่
นางแผ่ดวงจิตสำรวจ ทว่ากลับไม่ปรากฏกลิ่นอายของซื่อหลัวเลยสักนิด พลันก็อดแค่นเสียงเย็นชาขึ้นไม่ได้ก่อนจะเก็บดวงจิตกลับ แล้วเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเฟิงซิว
“ช่วยคนออกมาหมดแล้วหรือ”
เฟิงซิวเอ่ย “ช่วยคนที่ถูกฝังใต้ดินกับคนที่ถูกน้ำพัดพาได้แล้ว ไม่ได้ถูกฝังกลบมิดเสียทีเดียว แต่เรื่องอาการบาดเจ็บจะรอดหรือไม่ข้ากลับไม่แน่ใจนัก”
เฟิงซิวเอ่ย “สัตว์มงคลศิลาพวกนี้ไม่ได้อยู่แค่ในภูเขาป่าลึก แต่เป็นวัตถุที่ใช้ปกปักรักษาสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ หรือเป็นสิ่งสำคัญของค่ายอาคมบางแห่ง อาจเป็นตัวนำพาแผ่นดินไหวหรืออุทกภัย ซึ่งล้วนแต่เป็นภัยพิบัติที่มนุษย์ไม่อาจควบคุมได้ อ้อ…ก่อนหน้านี้ข้าเคยใช้ยันต์โลหิตทำลายไปแล้วหลายแห่ง แต่กลับใช้กับเจ้านี่ไม่ได้เลย หรือว่ายันต์ที่ท่านวาดจะมีอายุการใช้งานอย่างนั้นหรือ”
“เขามาปลุกเสกเจ้านี่ด้วยตนเอง เพราะบนร่างของมันมีกลิ่นอายของคนผู้นั้นอยู่”
เฟิงซิวหน้าขรึมลง “สร้างผีบ้านี่มาทำร้ายกินคนไม่พอ แถมยังปลุกเสกอีก เขาอยากให้ฮ่องเต้พระองค์นั้นตายหรืออย่างไรกัน”
ฉินหลิวซีมองไปตามสายตาเขา ฮ่องเต้อู่คังถูกคนแบกร่างพาไปยังเกี้ยวรถม้าของพระองค์อย่างรวดเร็ว ข้างกายมีเหล่าขุนนางทรงอิทธิพลที่หนีเอาชีวิตรอดมาได้ล้อมหน้าล้อมหลัง พร้อมองครักษ์ที่ถือดาบอย่างระมัดระวังประกบล้อมรอบเป็นวงกลม
นางแค่นเสียงเย็นชาที “พอฮ่องเต้สวรรคต บ้านเมืองก็จะตกอยู่ในความวุ่นวาย บัดนี้ยังไม่ได้แต่งตั้งองค์รัชทายาท หากต่างแคว้นต่างเผ่าพันธุ์สืบรู้ข่าวแล้วยังไม่รีบฉวยโอกาสยกทัพเข้าตี พวกเขาจะรอไปถึงเมื่อใดเล่า ภัยพิบัติธรรมชาติและหายนะของมวลมนุษย์คือต้นตอของความโกลาหลบนโลกนี้”
“เมื่อครู่นั่นเป็นศาสตราวุธงั้นหรือ ไม่ต้องใช้เลือดอะไรนั่นก็กดข่มได้แล้วหรือ” เฟิงซิวอิจฉาตาร้อนอยู่บ้าง
ฉินหลิวซีหยิบศาสตราวุธออกมา อาวุธทรงอานุภาพไร้ที่สิ้นสุดแฝงไปด้วยพลังโหดเหี้ยมไหลทะลัก ทำเอาเฟิงซิวที่คืนกลับร่างเดิมขนขาดไปหลายเส้นก่อนจะเดินถอยห่างไปหลายก้าวแล้วเอ่ย “นี่ อย่าขยับเข้ามาใกล้ข้านัก เดี๋ยวพลั้งมือทำร้ายสหายพวกเดียวกัน”
ต่อให้เขาเป็นราชาปีศาจ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นปีศาจ ย่อมเกรงกลัวศาสตราวุธชั้นดีเช่นนี้เป็นธรรมดา อีกทั้งกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากศาสตราวุธ นอกจากจะแฝงด้วยพลังของสำนักพุทธเต๋าแล้ว ยังมีอานุภาพของไฟนรกด้วย
“ทรงคุณธรรม” ฉินหลิวซีเก็บศาสตราวุธแล้วเอ่ย “เจ้ากลับไปก่อน ข้ายังต้องไปคุ้มกันฮ่องเต้สมควรตายนั่นต่ออีก”
“แล้วที่นี่ล่ะ” เฟิงซิวชี้ไปทางสภาพเละเทะที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักตรงหน้า
ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบ “ภัยพิบัติด้านนอกที่อยู่ห่างจากเมืองเซิ่งจิงยังต้องช่วยอีกหลายที่ บัดนี้ภัยร้ายเกิดขึ้นในเซิ่งจิง ภายในอาณาเขตของวังหลวง หากจัดการดูแลประชาชนที่ประสบภัยจากแผ่นดินไหวแค่นี้ไม่ได้ เช่นนั้นบ้านเมืองนี้ก็ยากที่จะช่วยได้แล้ว”
เข้าใจแล้ว หมายความว่าสิ่งที่พวกเขาพึงทำก็ทำไปหมดแล้ว ที่เหลือก็ยกให้เป็นหน้าที่ของขุนนาง หากให้พวกเขาจัดการทุกอย่างจะยังมีราชสำนักไว้ทำไมอีก
เฟิงซิวไม่พูดให้มากความอีกต่อไป ทันใดนั้นก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้จึงเอ่ย “เคล็ดวิชาส่งสารด้วยเสียงของท่านแพร่ไปไกลพอตัว ถือว่าเป็นการท้าทายหรือ”
“ถ้าไม่ฆ่าแล้วจะเก็บไว้ฉลองปีใหม่หรือ รีบไปเถิด” ฉินหลิวซีโบกมือก่อนจะกระโดดพุ่งตัวไปทางฮ่องเต้คังอู่ เพียงแต่เพิ่งเหินไปได้ครึ่งทาง นางก็เจอคนคุ้นเคย พลันสีหน้าก็เปลี่ยนไป
สะใภ้หวังล้มอยู่บนพื้นด้วยท่าทีเจ็บปวด บนร่างของนางถูกทับด้วยหินก้อนหนึ่งและศพร่างหนึ่ง นางอยากขยับตัว ทว่าพอขยับกลับแสดงสีหน้าเหยเก
นางรู้สึกสิ้นหวัง ลูกๆในตระกูลยังไม่ทันแต่งงานเลย นางคงไม่ตายอยู่ที่นี่หรอกกระมัง
ทว่าจู่ๆ ร่างของนางก็เบาหวิว นางผงะไปครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้าไปมอง พลันก็เห็นหญิงสาวร่างบางในชุดสีกรมท่า พร้อมปักปิ่นหยกบนมวยผมกำลังเคลื่อนศพบุรุษที่ทับอยู่บนร่างของนาง จากนั้นถึงยกก้อนหินออก
“ซีเอ๋อร์…” น้ำตาเอ่อล้นดวงตาทั้งสองข้างด้วยความซาบซึ้งใจสุดขีด
ฉินหลิวซีขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ย “เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่”
ฉินหลิวซีมองรอบทิศ ครั้นไม่เห็นคนคุ้นเคยบริเวณนั้นถึงมองส่วนล่างของนาง จากนั้นก็เห็นเลือดซึมตรงชายผ้า พลันก็เผยสีหน้าย่ำแย่อย่างอดไม่ได้ นางหมายเลิกชายประโปรงขึ้น ทว่ามือของสะใภ้หวังกลับปรามมือของนางไว้ก่อน
ฉินหลิวซีชะงักไป นางเพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้อยู่ด้านนอก ที่นี่มีหญิงสาวคนใดไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงของตนบ้าง แม้ยามเผชิญความตายก็ตามแต่
มือของสะใภ้หวังเย็นเชียบ หน้าผมสภาพยับเยิน นางถูกน้ำจากแม่น้ำโหมซัดใส่จนเปียกไปทั้งร่าง นางตัวสั่นเทิ้ม ใบหน้ายิ่งซีดขาวราวกับหิมะ
ฉินหลิวซีจับมือของนางก่อนจะใช้คาถาทำให้เสื้อผ้าบนร่างของนางแห้งแล้วถ่ายโอนลมปราณส่งให้นาง จากนั้นค่อยตรวจดูชีพจรแล้วหยิบยาจากขวดในถุงเฉียนคุนขึ้นมาป้อนนางเม็ดหนึ่ง
สะใภ้หวังรู้สึกอบอุ่นไปทั้งร่าง พลันก็อดถอดถอนหายใจไม่ได้ แต่ทันทีที่ขยับร่างนางก็ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
ฉินหลิวซีจับเข่าของนางผ่านกระโปรง ก้อนหินเมื่อครู่ทับอยู่บนขาของนาง อีกทั้งยังมีศพบุรุษทับอยู่ด้านบนด้วย ยิ่งทำให้แผลลึกมากกว่าเดิม
นางลูบกระดูกพลางเอ่ย “กระดูกหักเล็กน้อย ต้องเชื่อมติดกลับเข้าไป”
นางอุ้มสะใภ้หวังขึ้นมาแล้วไปวางไว้ตรงจุดที่ไม่มีลม เอ่ยขึ้นว่า “ยังมีใครในจวนมาอีกหรือไม่ เหตุใดท่านถึงมาร่วมพิธีแบบนี้”
สะใภ้หวังเอ่ย “ขุนนางและฮูหยินขั้นห้าขึ้นไปต้องมาร่วมงาน นอกจากป่วยถึงจะขอลา ทางตระกูลเรามีข้ากับท่านพ่อของเจ้าที่ต้องมาร่วมงานนี้”
“ปีนี้อากาศหนาวเร็ว ท่านปู่ของเจ้าเป็นหวัดป่วยมาสักระยะหนึ่งแล้วเลยขอลา” สะใภ้หวังเห็นนางมุ่นคิ้วเช่นนั้นก็เอ่ยอธิบายต่อ “เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป หมอหลวงเคยมาตรวจดูอาการและเขียนตำรับยาให้แล้วด้วย รักษาตัวมาหลายวัน อาการเลยดีขึ้นบ้าง แต่ด้วยอายุปูนนี้ หากจะป่วยออดๆแอดๆ ย่อมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้”
“อืม” ฉินหลิวซีเอ่ย “ท่านรอตรงนี้ก่อน ข้าจะไปตามหาเขา”
เขาในที่นี้หมายถึงใคร สะใภ้หวังรู้แก่ใจดี นางครุ่นคิดก่อนเอ่ย “เพราะเกิดเหตุแผ่นดินไหวกะทันหันเลยวุ่นวายไปหมด ไม่รู้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวตามอีกหรือไม่ เจ้าระวังตัวด้วย ถ้าหาไม่เจอจริงๆก็กลับมา เกิดภัยพิบัติใหญ่โตเช่นนี้ ไม่นานราชสำนักคงส่งคนมาช่วยคนแล้ว”
ฉินหลิวซีหนังหน้ากระตุก นี่แทบไม่สนใจความเป็นความตายของฉินปั๋วหงเลยนี่นา
“เขาสบายดีแน่นอน ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวกลับ” ฉินหลิวซีกระตุกมุมปากก่อนที่จะหายวับไปอย่างรวดเร็ว
เจอกันใหม่ฉินหลิวซี สะใภ้หวังเปี่ยมไปด้วยความสุข แม้แต่ความเจ็บปวดบนร่างกายยังลดฮวบลงไม่น้อย ทว่าพอเห็นหิมะตกโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้ง บวกกลับเสียงร้องครวญครางที่ดังแว่วมาแต่ไกล นางจึงนึกเป็นกังวลขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเสียงยาวเหยียด
ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง พิธีบูชาฟ้าดินก็ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เกรงว่าประชาชนคงเรียกร้องให้ฮ่องเต้ออกะราชโองการสำนึกผิดจำนวนไม่น้อย
ไม่นานฉินหลิวซีก็กลับมาพร้อมหิ้วร่างฉินปั๋วหงที่มีเลือดอาบใบหน้า มือไม้บิดเบี้ยวสลบไสลในมือของฉินหลิวซี สะใภ้หวังตกใจยกใหญ่ “นี่ นี่บาดเจ็บที่หัวหรือ”
“เลือดของคนอื่น” ฉินหลิวซีเดินเข้ามาแล้ววางร่างของฉินปั๋วหงลง แบกสะใภ้หวังขึ้นหลัง จากนั้นถึงดึงร่างของฉินปั๋วหงขึ้นมาใหม่ “ข้าจะส่งพวกท่านกลับจวน”
ฉินปั๋วหงถูกฉินหลิวซีทุบศีรษะจนหมดสติไป ตอนที่ตามหาตัวเขาเจอ ร่างถูกซากตำหนักหล่นลงมาทับแขนครึ่งหนึ่ง เหนือร่างของเขามีซากเดนคนที่ไม่รู้ว่าตกลงมาจากท้องฟ้าหรือไม่วางประจันหน้ากับศีรษะของเขาพอดี ลูกตาเหลือเพียงข้างเดียว เลือดไหลสาดกระเซ็นเต็มใบหน้า จึงทำให้เขาเหมือนคนเสียสติไปแล้วครึ่งหนึ่งก็มิปาน
ตอนที่ฉินหลิวซีเดินทางมาถึง เขาเปล่งเสียงร้องโอดโอย สุดท้ายถึงถูกนางทำให้หมดสติไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
สะใภ้หวังใช้มือคล้องคอฉินหลิวซี ทั้งร่างตกอยู่ในความตะลึงงัน เพราะนางเห็นฉินหลิวซีพาพวกเขาเดินเข้าไปในห้องที่พังล้มระเนระนาด จากนั้นพอเดินออกมาก็เดินมาถึงเรือนหลักของตระกูลฉินแล้ว
เพล้ง
อนุวั่นกำลังถือกาใบหนึ่งในมือ ครั้นเห็นพวกเขาปรากฏกายขึ้นในลานจากความว่างเปล่า กาปากยาวสีเงินในมือก็ร่วงตงลงพื้น พลันดวงตาก็เบิกกว้างราวกระดิ่งก็มิปาน
อนุวั่นอุทานเสียงตกใจอีกครั้ง แม่เจ้า นางให้กำเนิดเซียนคนใดขึ้นมาหรือ
“ในจวนมีหมอประจำจวนหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ไปหาผ้าเนื้อบางสะอาดมา” ฉินหลิวซีออกคำสั่งกับนาง “ตำหนักบวงสรวงเกิดเหตุแผ่นดินไหว พวกเขาเลยได้รับบาดเจ็บ”
อนุวั่นหน้าซีดก่อนจะรีบตะโกนเรียกคน
ฉินหลิวซีควานหยิบกรรไกรจากถุงเฉียนคุนขึ้นมาแล้วจัดการตัดกระโปรงของสะใภ้หวัง จากนั้นก็ตัดกางเกงด้านในออกถึงเห็นว่าขาข้างซ้ายของนางถูกหินขูดจนเนื้อเละเลือดไหลอาบน่าสยดสยอง กระดูกเองก็หักเช่นกัน
นางร่ายคาถาใส่แผลก่อนจะหยิบยาจินชวงมาประคบตรงบาดแผล สองมือร่ายคาถาต่อกระดูกบริเวณน่องของนาง
หากเป็นเมื่อก่อน นางคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้ บัดนี้พลังบำเพ็ญของนางสูงขึ้นมาก ลำพังแค่ใช้เคล็ดวิชาเต๋ากับเนื้อหนังกระดูกกลับเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
สะใภ้หวังมองนางไม่วางตา ทว่ากลับไม่เจ็บปวดเลยสักนิด กระทั่งฉินหลิวซีบอกว่าเสร็จแล้ว นางถึงผงะไปก่อนขยับเท้า “นี่เสร็จแล้วหรือ”
“อืม แต่ท่านใช้แผ่นไม้ดามไว้ก่อนจะดีกว่า มิเช่นนั้นมีคนมากมายต้องตาย บ้างก็บาดเจ็บ ทั้งๆที่ท่านบาดเจ็บแต่แผลหายอย่างรวดเร็ว คงไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายได้ง่ายๆ” ฉินหลิวซีเอ่ย
สะใภ้หวังนิ่งไปก่อนพยักหน้าลง
ฉินหลิวซีหาแผ่นไม้บางสองแผ่นมาวางขนาบกับกระดูก นางมัดเชือกพันขาพลางเอ่ย “ไม่เป็นอะไรมากแล้ว แต่ในเมื่อได้รับความสะเทือนใจก็นอนอยู่บนเตียงสักเจ็ดวัน แล้วก็ให้คนไปเอายาสมานแผลลดอาการบวมช้ำจากร้านยาตำหนักอายุวัฒนะมาด้วย ทาวันละครั้ง ผ่านไปเจ็ดวันก็เดินได้แล้ว แต่ท่านแสร้งป่วยก็ได้ ด้านนอกวุ่นวาย ไม่ต้องออกไปไหนแล้ว”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เวลานี้ฉินหลิวซีถึงไปช่วยจัดการแผลให้ฉินปั๋วหง แขนของเขากระดูกหักเคลื่อนตำแหน่ง นางจัดการจับกระดูกโดยไม่แสดงความเห็นใจแม้แต่น้อย ทุกข์ทรมานเขาจนฟื้นขึ้นจากอาการสลบไสล
“เจ้า เจ้า…ข้าอยู่ไหนหรือ” ฉินปั๋วหงมองห้องอันคุ้นเคยด้วยความงงงัน
นี่เขาอยู่ที่จวนแล้วหรือ
ไม่สิ เขาไปร่วมพิธีบวงสรวง แล้วเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวมิใช่หรือ
“ใช่ เกิดเหตุแผ่นดินไหว มีคนถูกคลื่นเกลียวน้ำหมุนพัดขึ้นฟ้าแล้วร่วงตกลงมา อ๊าก เขาตายอย่างน่าสังเวชนัก เลือดไหลอาบร่างข้าเลย” ฉินปั๋วหงกรีดร้องเสียงแหลม
ฉินหลิวซีรำคาญเสียงวุ่นวายก่อนจะฝังเข็มสีเงินลงไป เขาดวงตาถลนออกมา ขาอ่อนยวบ ร่างร่วงลงพื้น
หลังจากนางช่วยทำแผลให้เขาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์เสร็จก็พันผ้าห่อแขนห้อยคล้องที่คอ ปัดมือพลางเอ่ย “เรื่องบาดแผลภายนอก พวกท่านจัดการกันเอง อย่าลืมไปเอายาทาที่ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะด้วย ข้าไปเยี่ยมท่านปู่เสร็จแล้วกลับเลย”
สะใภ้หวังงุนงงอยู่บ้าง “รีบร้อนขนาดนี้เชียว”
“อืม” ฉินหลิวซีขบคิดแล้วเดินไปอีกฝั่งหยิบกระดาษสีเหลืองขึ้นมาปึกหนึ่ง ก่อนจะวาดยันต์ด้วยความรวดเร็ว ไม่นานก็วาดยันต์เพลิงขึ้นมาปึกหนึ่ง บวกกับยันต์คุ้มครองอีกสิบกว่าแผ่น นางยื่นส่งให้สะใภ้หวังแล้วเอ่ย “ปีนี้อากาศจะหนาวมาก แถมเกิดภัยพิบัติหิมะด้วย ประหยัดข้าวปลาอาหารลงบ้าง วันข้างหน้าใช้ชีวิตลำบาก ท่านเองคงรู้แก่ใจดี ยันต์เพลิงพวกนี้ท่านจัดการเอา วางทบกันแปะตามตัวหรือสวมไว้ช่วยสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย ส่วนยันต์คุ้มครองพวกนี้ท่านเองก็เก็บไว้ด้วย”
“เจ้าจะไปไหนอีก” สะใภ้หวังอาลัยอาวรณ์ที่นางจะไป
ฉินหลิวซีฉีกยิ้ม “ข้าหรือ จะไปช่วยโลก”
ตอนที่ 1190: มหาราชครูบ้ามากจริงๆ
มาก็รีบ กลับก็รีบ ฉินหลิวซีปรากฏกายอย่างรวดเร็วและจากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ถ้าไม่ใช่เพราะสะใภ้หวังเห็นแผ่นไม้ดามอยู่ที่ขา นางคงรู้สึกว่าการปรากฏตัวของเจ้าเด็กคนนั้นเป็นเพียงความฝันภาพลวงตาเท่านั้น
ขณะมองไม้ที่ดามอยู่บนขา นางก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงแท่นบูชา ตนที่หนาวเหน็บไปทั้งร่างรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังเพราะถูกทับจนขยับร่างไม่ได้ ซึ่งชวนให้นางตัวสั่นสะท้านเฮือกอย่างห้ามไม่อยู่
นางชีวิตดี เพราะบุตรชายบุตรสาวคือแรงหนุนของนาง
ในขณะนึกถึงความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว จู่ๆก็เหมือนมีคนคลำกระดูกแขนพลางพูดประโยคนี้ขึ้นมา
“พี่หญิง เจ็บมากเลยหรือ” เสียงตกใจที่แฝงความเป็นห่วงของอนุวั่นดึงสะใภ้หวังออกจากห้วงความทรงจำ ครั้นมองที่ผ้าเช็ดหน้าในมือ นางถึงสัมผัสได้ถึงความเย็นชื้นบนใบหน้า ที่แท้ใบหน้าของนางก็ถูกอาบไปด้วยน้ำตานี่เอง
สะใภ้หวังกระตุกมุมปากฉีกยิ้มอ่อนโยนส่งให้ พลางกวักมือเรียก “เจ้ามานี่หน่อย”
อนุวั่นสาวเท้าเดินเข้ามาอย่างว่องไว ทว่ากลับถูกนางโผเข้ากอดที่เอว พลันก็อดผงะไปไม่ได้ สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะตบบ่าของนางเอ่ย “ถ้าเจ็บมากจริงๆก็ร้องออกมา แต่ถ้าร้องเพราะลูกไม่เชื่อฟังก็อย่าร้องเลย พวกเราซัดนางสักยก ให้นางกตัญญูภายใต้ไม้กระบองนี้เสีย”
สะใภ้หวังยิ้มเจื่อนเอ่ย “พูดซี้ซั้วอะไรของเจ้า จะเอาไม้ตีนางได้อย่างไร ต้องทะนุถนอมนางให้ดีด้วยซ้ำ”
อนุวั่นขานรับอ้อที
“นางช่างแสนดี และเชื่อฟังมากด้วย เพราะเชื่อฟังมากเกินไปเลยชวนให้ข้าปวดใจนัก” พอสะใภ้หวังนึกถึงคำพูดที่ฉินหลิวซีบอกว่าจะช่วยโลก สีหน้าก็ขรึมลงก่อนเอ่ย “เจ้าไปตามตัวผู้ดูแลจวนมา ข้ามีเรื่องจะสั่งการ”
เพราะตำหนักบวงสรวงเกิดแผ่นดินไหว ถึงแม้จะไม่สะเทือนส่งผลมาถึงพวกเขา แต่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตอนบวงสรวงกลับสร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนไม่น้อย ด้านนอกย่อมตกอยู่ในความโกลาหล ฉะนั้นคงต้องปรามทุกคนในจวนไว้ก่อน ห้ามออกไปก่อเรื่องตามอำเภอใจเด็ดขาด เพื่อไม่ให้นำพาหายนะกลับมาสู่จวน
นอกจากนี้ถึงแม้นางกับฉินปั๋วหงจะถูกช่วยกลับมาแล้ว แต่บ่าวรับใช้ทั้งหลายที่ติดตามไปยังคงไร้วี่แวว เป็นตายร้ายดีอย่างไรคงต้องส่งคนออกไปตามหา อีกทั้งต้องช่วยคนอื่นๆไปด้วย
การลุกขึ้นมาช่วยชาวบ้านหลังเกิดภัยย่อมดีกว่าเพิกเฉยไม่ทำอะไรเลย โดยเฉพาะพวกเขาสองสามีภรรยาที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งไม่ถือว่าสาหัสนัก อีกทั้งยังกลับถึงจวนได้อย่างปลอดภัยอีกต่างหาก
ขณะที่สะใภ้หวังเกณฑ์บ่าวในจวน ฉินหลิวซีกลับลาจากไปโดยไร้สุ้มเสียง
จวนฉินตั้งอยู่ห่างจากสถานที่เกิดเหตุพอสมควร ทว่าฝั่งตะวันออกกลับได้รับแรงสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด บ้านเรือนล้มพังระเนระนาดจำนวนไม่น้อย โชคดีที่เป็นตอนกลางวันยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง แต่มีเด็กน้อยผู้เฒ่าชราบางส่วนกลับหมดหนทางหนี ถูกทับอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังเหล่านั้น
ในเมืองหลวง บรรยากาศตกอยู่ในความเศร้าโศกทั้งแถบ
ฉินหลิวซีหลุบตาลง ไม่นานก็มุดตัวเข้าไปอยู่ในราชรถของฮ่องเต้คังอู่ พลางร่ายคาถาพรางตา แปลงร่างเป็นมหาราชครูอย่างเป็นทางการ
ฮ่องเต้คังอู่ทรงหมดสติไปนานแล้ว สีหน้าไร้เลือดฝาด ขันทีข้างกายพระองค์ก็ใบหน้าขาวซีดดุจหิมะ สั่นเทิ้มไปทั้งร่างไม่มีหยุด แม้แต่มือก็ยังสั่นเทาตามไปด้วย
หากผลัดเปลี่ยนกษัตริย์ ขุนนางก็ต้องพลอยถูกผลัดเปลี่ยนตามไปด้วย หากฮ่องเต้ทรงเสด็จสวรรคตในเวลานี้ ขันทีอย่างเขาคงไม่ทันได้หาทางหนีทีไล่ด้วยซ้ำ แม้จุดจบจะไม่ต้องตายไปพร้อมกับพระองค์ แต่เกรงว่าก็คงไม่ดีไปกว่ากันมากสักเท่าไร
“ซุ่นกงกงกระวนกระวายใจเรื่องใดหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยถาม “ฝ่าบาทมีบุญบารมีคุ้มครอง ย่อมแคล้วคลาดจากภัยและเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี”
อืม ข้าแต่งขึ้นเองแหละ เพราะพระองค์ก็ไม่ได้ดีสักเท่าไรนัก
นางคว้าพระหัตถ์ของฮ่องเต้คังอู่มาจับชีพจรพลางหัวคิ้วก็ขมวดมุ่น
ซุ่นกงกงมองไปทางฉินหลิวซีพลันก็รู้สึกประหลาดในใจ เหมือนมหาราชครูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนก็มิปาน ดูมีสง่าราศีและเข้าหายากมากกว่าเดิมมากโข
ฉินหลิวซีตรวจดูชีพจร พลางขบคิดในใจว่าต่อให้ไม่ประสบเคราะห์นี้ ในสองปีนี้ฮ่องเต้อู่คังก็คงใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ด้วยพระวรกายของพระองค์ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องพิษที่สะสม แต่ไตและเลือดลมในร่างกายกลับขาดพร่องด้วย
หากกล่าวตามจริงก็คือภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ด้านในกลับสึกกร่อน อาศัยเพียงยาอายุวัฒนะหล่อเลี้ยงชีวิตเท่านั้น
“ระยะนี้ฝ่าบาททรงเสด็จไปวังหลังบ่อยหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยถามซุ่นกงกง
ซุ่นกงกงตอบเสียงเบา “พระสนมต่างพากันคิดหาวิธีสร้างความสุขให้ฝ่าบาททุกวัน”
ฉินหลิวซีหัวเราะเสียงเย้ยหยัน ใช้ความคิดกันมากจริงๆ แต่กลับเป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
นางรู้ข่าวจากหุ่นเชิดมหาราชครูผู้นี้ว่าระยะนี้มันไม่ค่อยได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท กระทั่งมันเสนอไม่ให้พระองค์ไปทำพิธีบวงสรวงแต่พระองค์ก็ไม่ฟัง อีกทั้งเรียกมันเข้าเฝ้าน้อยครั้งนัก แต่มันเป็นแค่หุ่นเชิด ในเมื่อฝ่าบาทไม่ได้ก่อเรื่องไร้คุณธรรมใด มันเองก็คร้านจะรับมือกับพระองค์เช่นกัน เป็นเหตุให้เก็บตัวอยู่ในตำหนักของตนเองโดยไม่ออกไปให้ความสนใจเรื่องใดมาก
สุดท้ายนางเห็นอะไรจากเส้นชีพจรนี้ พระองค์เสวยยาที่ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังใช้กำยานหอมปลุกอารมณ์ นี่กลัวว่าตนจะตายช้าหรืออย่างไร
พระองค์ไม่เสด็จสวรรคตจากกามอารมณ์ก็นับว่ายังโชคดีอยู่บ้าง มิเช่นนั้นสิ่งที่เสียไปคงไม่ใช่ชีวิต แต่เป็นเกียรติของฮ่องเต้
ซุ่นกงกงใจดิ่งวูบเพราะรอยยิ้มนั้นของนาง สมองของเขาได้รับความกระทบกระเทือนเพราะเผชิญเหตุการณ์แผ่นดินไหวโดยกะทันหันหรือ เหตุใดถึงรู้สึกว่ามหาราชครูบ้าไปแล้วเล่า
“มหา…มหาราชครู เกิดความผิดปกติใดกับพระวรกายอย่างนั้นหรือ” ซุ่นกงกงเอ่ยถามเสียงตะกุกตะกัก
ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าลองถูกคานไม้กระแทกใส่เข้าอย่างจังตอนอายุเท่านี้ดูสิ แถมกระแทกโดนบริเวณเอวด้วย”
ซุ่นกงกงเผยท่าทีตกตะลึง เมื่อครู่ท่านไม่ได้กล่าวเช่นนี้เลย ท่านบอกว่าพระองค์ย่อมแคล้วคลาดจากภัยและเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดีนี่นา
ฉินหลิวซีเห็นว่าหนังตาของฮ่องเต้คังอู่กระตุกไม่หยุดเหมือนใกล้ฟื้นเต็มทีจึงเอ่ย “ยาอื่นๆที่ฝ่าบาททรงเสวยในระยะนี้ ใครเป็นคนหลอมขึ้นมาให้หรือ ไม่เพียงเท่านี้พระองค์ยังดูดซับกลิ่นกำยานหอมเข้าไปด้วย เป็นผลให้หยินหยางในร่างกายเสียสมดุล ไตพร่อง ยามนี้พระองค์ยังถูกของกระแทกเข้าที่กระดูสันหลังบริเวณเอวอย่างจัง บาดเจ็บมาถึงเส้นประสาท เกรงว่าคงต้องพักฟื้นอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน”
ทรวงอกของฮ่องเต้คังอู่เต้นตุ้บๆ ก่อนจะเบิกตาโพลง ไอเอาเลือดสดสีแดงเข้มออกมา อีกทั้งพระองค์ยังไออย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด
“ฝ่าบาท” เสียงแหลมของซุ่นกงกงดังขึ้นนอกราชรถ สร้างความตกใจให้คนที่คุ้มกันอยู่รอบนอกจนร่างสั่นเทาอย่างพร้อมเพรียง พลางใบหน้าก็ซีดลงเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าฝ่าบาทจะทรงเสด็จสวรรคตกระมัง
ฮ่องเต้คังอู่มองไปทางฉินหลิวซี ดวงตาทั้งสองข้างยังคงคมกริบ ตรัสเสียงแหบพร่าว่า “เรื่องที่มหาราชครูกล่าวเป็นความจริงหรือ เราทำได้แค่นอนติดเตียงกระนั้นหรือ”
ฉินหลิวซีเอ่ย “เบื้องล่างของฝ่าบาทยังมีความรู้สึกอยู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ซุ่นกงกงเหงื่อผุดชุ่มเต็มหน้าผาก มหาราชครูบ้าไปแล้วจริงๆ นี่ไม่กลัวตายหรืออย่างไร เหตุใดถึงพูดจาตรงไปตรงมาเช่นนั้น
ฮ่องเต้คังอู่ขยับพระวรกายอย่างอดไม่ได้ ไม่มี ไม่มีความรู้สึกจริงๆด้วย เขาเป็นอัมพาตแล้วหรือ
รูม่านตาของเขาหดลง สองมือที่กำชายอาภรณ์ผุดเส้นเลือดสีเขียวขึ้นมาเพราะพละกำลังมหาศาล พร้อมทั้งหายใจหอบถี่พร้อมส่งเสียงไอแค่กๆ
“หากไม่ได้รับแรงกระแทกครั้งนี้แล้วพักฟื้นอย่างดีย่อมอาการดีขึ้นได้” ฉินหลิวซีมองฮ่องเต้พลางกราบทูลตามความจริง “แต่ด้วยพระองค์ชันษามากแล้ว อีกทั้งเสวยยาและใช้เครื่องกำยานหอมที่ไม่พึงใช้ เป็นผลพวงให้พระวรกายขาดพร่อง ลำพังแค่ชดเชยในส่วนนี้ยังต้องเปลืองเวลาและวัตถุดิบยามากพอสมควร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พระองค์ได้รับบาดเจ็บตรงกระดูกสันหลังช่วงเอวเลย กระดูกแตกตำแหน่งเคลื่อน อาการบาดเจ็บสาหัส ว่ากันว่าบาดเจ็บที่เส้นเอ็นและกระดูกต้องพักรักษาตัวเป็นร้อยวัน ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง หากแรงผลักของจ้าวอ๋องเบากว่านี้สักนิด คงกระแทกเข้าที่กระดูกทรวงอก ซึ่งอาจบาดเจ็บถึงปอดได้…หรือถ้าแรงกว่านี้คงบาดเจ็บแค่ที่ขา ซึ่งก็คงดีกว่า ทว่ากลับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง”
ซุ่นกงกงใจดิ่งวูบ จ้าวอ๋องคงล่วงเกินมหาราชครูเข้าแล้วกระมัง
กลัวว่าเขาจะตายช้าหรืออย่างไร!
นี่เรียกว่าซ้ำเติมเมื่อได้โอกาสต่างหาก ในเมื่อจ้าวอ๋องประเคนจุดอ่อนส่งมาให้ถึงที่แล้ว นางย่อมต้องทุบเขาให้ตาย เพื่อกวาดเสี้ยนหนามชิ้นโตที่ขวางทางอยู่ให้ฉีเชียน
ฉินหลิวซีกลับไม่รู้สึกละอายใจเลยสักนิด ในเมื่อเดิมทีนางก็ไม่ใช่คนดีอะไรนี่นา
ครั้นสังเกตเห็นสายตาของซุ่นกงกง นางก็ยกยิ้มส่งให้เขา รอยยิ้มนั้นชวนให้ขนลุกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าขนลุกมากเท่านั้น!
ซุ่นกงกงก้มหน้าลงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
ขันทีตัวน้อยๆอย่างเขาล่วงเกินมหาราชครูไม่ไหวหรอก
ทว่าคำพูดตอกไข่ใส่สีของฉินหลิวซีกลับกระตุ้นเรียกความทรงจำของฮ่องเต้คังอู่ขึ้นมาได้ดีมากทีเดียว พระองค์ทรงนึกได้ว่าขณะที่แผ่นดินไหว แม้ปากของเจ้าเด็กทรพีนั่นบอกว่าจะช่วยเขา ทว่ามือคู่นั้นกลับผลักเขาโดยไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ
ตกลงช่วยเขาหรือฆ่าเขากันแน่
ฮ่องเต้มักขี้ระแวง ด้วยพระชันษาของฮ่องเต้คังอู่ย่อมมีใจหวาดระแวงถึงขีดสุด สมองของพระองค์ประมวลผลอย่างว่องไว อย่างเช่นว่าหากตนสิ้นใจในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ใครจะได้ขึ้นครองราชย์
เจ้ารองกับเจ้าสามกำลังอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ โดยเฉพาะองค์ชายรองที่ช่วงนี้ดูดิ้นรนมากเป็นพิเศษ แถมยังมีคนจากตระกูลอวี้คอยหนุนหลังอยู่ด้วย
คนจากตระกูลอวี้จะเลือกคนคอยเกื้อหนุน เจ้ารองเป็นคนที่มีจิตใจทะเยอทะยานสูง ซึ่งก็มีเหตุผลให้ฆ่ากษัตริย์ได้เช่นกัน!
ฮ่องเต้คังอู่นึกถึงจุดนี้ได้ก็รีบมีพระราชโองการว่าด้วยเหตุจ้าวอ๋องอารักขาเสด็จไม่ดี จึงสั่งกักบริเวณจวนจ้าวอ๋อง หากไม่มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าก็ห้ามออกจวนเด็ดขาด รวมถึงเสนาบดีสำนักกวงลู่และกรมดูแลราชกิจต่างแคว้นที่สะเพร่าต่อการทำงาน จึงรับสั่งให้คุมตัวในข้อหาละเลยต่อหน้าที่ กักขังไว้ในคุกกรมอาญาเพื่อสอบสวนอย่างถึงที่สุด
ฉินหลิวซีมองไปที่มุมหนึ่งของรถม้า พลันแววตาก็ทอประกายความเย้ยหยัน ฮ่องเต้คังอู่ช่างรักษาศักดิ์ศรีของตนเองนัก ไม่อยากให้ข่าวฉ่าวโฉ่อย่างเรื่องที่โอรสคิดสังหารกษัตริย์แพร่งพรายออกไป เพราะเหตุนี้ถึงไม่รับสั่งให้คุมตัวจ้าวอ๋องไปกักขัง แต่กักบริเวณแทน
แต่เรื่องที่จ้าวอ๋องผลักบิดาตนจนเป็นเหตุให้ถูกกระแทกกลับเป็นเรื่องที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกคน บางทีประชาชนอาจคิดว่าเขาคุ้มกันอารักขาฝ่าบาทไม่ดีจริงๆก็ได้ ทว่าขุนนางในราชสำนักต่างรู้แจ้งแก่ใจดีว่าจ้าวอ๋องคงไร้วาสนากับตำแหน่งใหญ่โตนี้แล้ว
ยามที่มีราชโองการของฝ่าบาทถ่ายทอดลงมา จ้าวอ๋องกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพระที่นั่งหย่างซิน ใบหน้าเปรอะเปื้อนสกปรก มอมแมมถึงขีดสุด ทว่าเขากลับไม่ใส่ใจภาพลักษณ์นี้อย่างสิ้นเชิง ดูแล้วช่างน่าเวทนานัก คนที่คุกเข่าเป็นเพื่อนเขายังมีพระสนมซูเฟยที่ปลดเครื่องประดับออกหมดแล้วด้วย
ยามที่ซูเฟยได้ยินข่าวนี้ นางทั้งตกใจและหวาดกลัว เจ้าบอกว่าแผ่นดินไหว แต่เหตุใดยังปล่อยฝ่าบาทอยู่ที่นั่นต่ออีกเล่า
อีกอย่างในเมื่อโอรสคิดลงมือ เหตุใดถึงใจเสาะไม่เก็บกวาดให้สะอาด ทุบให้ตายจบๆไปเสีย ตอนนี้ก็นะ นอกจากพระองค์จะยังไม่สิ้นใจแล้ว ยังทิ้งจุดอ่อนให้ทุกคนได้เห็นกันถ้วนหน้าอีกต่างหาก
แบบนี้ตายของจริง
รอกระทั่งราชโองการของฝ่าบาทมาถึงตรงหน้าจ้าวอ๋อง พลันใบหน้าของเขาก็ไร้เลือดฝาด ทั้งร่างอ่อนยวบล้มพับ
ซูเฟยยิ่งรู้สึกถึงความมืดมิดในภายภาคหน้า ขณะที่พระองค์เสด็จกลับมาถึงตำหนัก ยามที่ฮ่องเต้คังอู่ถูกหามลงมา นางก็โผเข้าหาทันที
จ้าวอ๋องเองก็ดิ้นพล่านอยู่ในมือของเหล่าองครักษ์ แหวเสียงสูง “เสด็จพ่อ ท่านเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ลูกไม่ได้ตั้งใจ เพราะแรงสั่นสะเทือนรุนแรงมากเกินไป ลูกเซล้มถูกแรงเหวี่ยงไปทางเสด็จพ่อเลยเผลอทำเรื่องผิดมหันต์ลงไปโดยไม่ทันระวัง เสด็จพ่อ ลูกไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อท่านจริงๆ เสด็จพ่อโปรดตรวจสอบให้กระจ่างด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูเฟยเองก็ตรัสว่า “ฝ่าบาท ไท่เอ๋อร์มีเพียงความกตัญญูต่อท่าน มิกล้าคิดร้ายกับฝ่าบาทแน่นอน ท่านรู้จักนิสัยของเขาดี อีกอย่างท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนั้น แม้ให้ความกล้าเขาเต็มร้อย เขาก็มิบังอาจทำร้ายพระองค์หรอกเพคะ”
ฮองเฮามู่พาเหล่าสนมคนอื่นๆมารออยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะรุดหน้าเข้าไปหาด้วยสีหน้าร้อนใจ “ซูเฟย เวลานี้ไม่ใช่เวลามาถกเถียงกันเรื่องความผิด ฝ่าบาททรงได้รับบาดเจ็บหนัก ในยามคับขันเช่นนี้ควรรีบให้หมอหลวงตรวจดูอาการก่อน เจ้าขวางทางอยู่เช่นนี้ หากทำให้พระองค์ต้องรักษาตัวล่าช้า แบบนี้จะดีหรือ”
ฮ่องเต้คังอู่นอนอยู่บนเปลโดยที่ขยับตัวไม่ได้ เพียงแต่หายใจหอบถี่ ลืมตาขึ้นเล็กน้อยพลางจับจ้องไปที่สองแม่ลูกคู่นั้น
ซูเฟยร่างแข็งทื่อพลางมองไปทางเขา ตะโกนขึ้นด้วยความโศกเศร้า “ฝ่าบาท…”
“ซูเฟยโป้ปดต่อกษัตริย์ ขอสั่งกักบริเวณในตำหนักฉางชุน หากไม่มีรับสั่งก็ห้ามออกมา” ความจริงฮ่องเต้คังอู่เจ็บจนด้านชาแล้ว แต่ยังทรงจัดการกับสองแม่ลูกซูเฟยก่อน “ฮองเฮาคอยอยู่ปรนนิบัติเรา ส่วนคนอื่นออกไปให้หมด”
พลันฮองเฮามู่ก็รับสั่งให้เหล่าสนมที่ติดตามมากลับไป ครั้นเห็นว่าซูเฟยกล่าวอธิบายก็ตรัสปรามว่า “ซูเฟย หากเจ้าทำให้โอกาสดีๆในการรักษาล่าช้า นอกจากจ้าวอ๋องกับเจ้าแล้ว ทั้งจวนติ้งซีโหวคงแบกรับความผิดนี้ไม่ไหว” พอนางตรัสเสร็จก็มองไปทางองครักษ์วังหน้าตรัสขึ้นว่า “เอาพวกเขาสองคนออกไป”
ซูเฟยกับจ้าวอ๋องตะโกนขึ้นว่าถูกใส่ความ พลางร่ำไห้คร่ำครวญ กระทั่งเสียงร้องแว่วดังไกลออกไป
…
ภายในพระที่นั่งหย่างซิน ทั้งโรงหมอหลวงต่างเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ หลังจากผลัดกันเข้ามาตรวจดูชีพจรของฮ่องเต้คังอู่แล้ว ทุกคนก็เผยสีหน้าหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด
กระดูกสันหลังบริเวณเอวได้รับบาดเจ็บ ขาไร้ความรู้สึก นี่มันอาการเป็นอัมพาตเลยนี่นา
แต่ใครจะกล้าพูดออกไปเล่า
การเป็นหมอหลวง ดูเหมือนจะเก่งกาจ แต่ความจริงกลับไร้อิสระเฉกเช่นหมอชาวบ้านทั่วไป บางเรื่องพวกเขาทำได้แค่กลบเกลื่อนให้ผ่านไปโดยที่ไม่กล้าพูดความจริง
เพราะความจริงอาจมีความเป็นไปได้สูงที่พระองค์จะทรงรับสั่งลากตัวเอาไปประหาร
หมอหลวงใหญ่กำลังขบคิดว่า เกรงว่าคงรักษาศีรษะบนบ่านี้ไว้ไม่ได้แล้ว
“ว่ามา อาการของเราเป็นอย่างไรบ้าง” บาดแผลภายนอกของฮ่องเต้คังอู่ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เวลานี้พระองค์ฝืนตั้งสติพลางจับจ้องไปที่หมอหลวงใหญ่ เพื่อรอคอยคำตอบที่เป็นความจริง
หมอหลวงใหญ่ปาดเหงื่อบนหน้าผาก คุกเข่าลงแล้วเอ่ยด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆ “ฝ่าบาททรงได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง กระดูกส่วนเอวหัก อีกทั้งสะเทือนพระทัย พระองค์ต้องทำการฝังเข็มรักษากระดูกและนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนล่างของเราไร้ความรู้สึกแล้ว เราเป็นอัมพาตหรือไม่”
หมอหลวงใหญ่ใบหน้าซีดลง คำถามปลิดชีวิตเช่นนี้ เขาควรตอบกลับว่าอย่างไรดีเล่า
“พวกเจ้าตอบเรามา” ฮ่องเต้คังอู่ทรงทอดพระเนตรไปทางหมอหลวงคนอื่นๆด้วยประกายวาวโรจน์
ถึงแม้พระองค์จะเอนกายนอนลงบนเตียงมังกรโดยไม่ขยับ แต่ด้วยความน่าเกรงขามในฐานะกษัตริย์กลับกดข่มให้ทุกคนหายใจไม่ทั่วท้อง เหงื่อชุ่มไปทั่งร่างราวเปียกฝน พร้อมรู้สึกขมในปาก
ไม่มีใครกล้าปริปากสักคน ฮ่องเต้คังอู่ใจดิ่งวูบ ตรัสขึ้นว่า “หากไม่มีใครพูด เช่นนั้นก็ไร้ประโยชน์ ลากตัวออกไปบั่นคอเสีย”
“ฝ่าบาททรงไว้ชีวิตด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงใหญ่คุกเข่าคลานขึ้นมาแล้วเอ่ย “ฝ่าบาททรงได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังช่วงเอว หากเบื้องล่างไร้ความรู้สึกย่อมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ กระหม่อมคิดว่าหากเริ่มจากรักษากระดูกหักก่อนแล้วค่อยฝังเข็มกระตุ้นจุดลมปราณทุกวัน น่าจะค่อยๆดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้ารับรองได้หรือไม่ว่าเราจะลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง” ฮ่องเต้คังอู่คงทนไม่ไหวหากตนต้องกลายเป็นคนพิการ
หมอหลวงใหญ่เอ่ยอย่างชั่งใจ “คือ…กระหม่อมจะพยายามอย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
“คนไร้ประโยชน์”
ครั้นฉินหลิวซีเห็นดวงหน้าของฮ่องเต้คังอู่แดงก่ำ สองดวงตามีเพลิงไฟปะทุ นางจึงเอ่ยเสียงเรียบว่า “หากฝ่าบาทมิทรงควบคุมอารมณ์ของตนเอง เกรงว่าจะเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน นอกจากขาจะเป็นอัมพาตแล้ว เกรงว่าคงขยับไม่ได้ไปทั้งตัวและทรงตรัสสิ่งใดไม่ได้ด้วย”
ซุ่นกงกงคุกเข่าลงพื้นด้วยความตกใจ มหาราชครูบ้าไปแล้ว แถมยังดุดันอีกต่างหาก นี่กำลังสาปแช่งฝ่าบาทอยู่หรือ
ทุกคนต่างอยู่ในห้วงความตกใจ มหาราชครูก็ช่างกล้าพูดเหลือเกิน!
ไฟโทสะของฮ่องเต้คังอู่กระพือลุกโหมมากกว่าเดิม “มหาราชครู เจ้ากล้าแช่งเราหรือ เจ้าช่างบังอาจนัก!”
ฉินหลิวซีเอ่ย “กระหม่อมก็แค่เอ่ยตามความจริง ไม่เชื่อฝ่าบาทลองสัมผัสดูว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นเร็วจนแทบเด้งออกมานอกทรวงอกแล้วหรือไม่ สมองดังวิ้งๆราวใกล้จะระเบิดใช่หรือไม่ นั่นเป็นเพราะเลือดไหลย้อนขึ้นไปแล้ว หากฝ่าบาทยังทรงกริ้วอีก เส้นเลือดในสมองก็จะระเบิดเสียงดังพลั่ก แล้วเส้นเลือดในสมองก็จะแตกทันที”
ฮ่องเต้คังอู่หายใจเร็วถี่ เรียวนิ้วสั่นเทา สายตาที่จับจ้องไปทางฉินหลิวซีราวกับคมดาบที่หมายปลิดชีวิตนางทิ้งบัดเดี๋ยวนั้น
ทว่าฮองเฮามู่ที่อยู่อีกฝั่งกลับเหลือบมองมหาราชครูแวบหนึ่ง นางรู้สึกตงิดใจแปลกๆ ทุกคำพูดและการกระทำของมหาราชครูเหมือนถูกใครบางคนสิงร่างอย่างไรอย่างนั้น
จบตอน
Comments
Post a Comment