ตอนที่ 1191: จิ้งจอกแก่ เกิดเรื่องวุ่นวายกับฝ่ายของตนเองแล้ว
ฮ่องเต้คังอู่อยากลากตัวคนโง่และเหิมเกริมอย่างฉินหลิวซีออกไปบั่นคอทิ้งเสีย ทว่าขณะที่คำพูดใกล้ออกจากปาก อีกฝ่ายก็โพล่งเสียงฉอดๆแล้ว
“เรื่องกระดูกหัก กระหม่อมจะรักษาให้พระองค์ จากนั้นค่อยฝังเข็ม ส่วนเรื่องที่พระองค์จะเดินได้อีกหรือไม่นั้นคงต้องแล้วแต่ฟ้าลิขิต” ฉินหลิวซีดักคอตัดบทเขาเสียก่อน “หากเดินไม่ได้ ฝ่าบาทก็ทรงปฏิบัติตามข้า นั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญทุกวันเพื่อให้อายุยืนยาวแล้วกัน การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมทำง่ายกว่ามีความคิดพันกันยุ่งเหยิงมากนัก”
ฮ่องเต้คังอู่ “...”
ไม่มีใครกล้าเงยหน้า ทว่าในใจกลับผุดขึ้นมาประโยคเดียว นี่ไม่ใช่ปั่นหัวโป้ปดพระองค์อยู่หรือ
หากฝึกบำเพ็ญจนมีอายุยืนยาวได้ง่ายดายขนาดนั้น บนโลกนี้จะมีคนล้มตายมากมายได้อย่างไรกัน
“หากเทียบกับเรื่องอัมพาตแล้ว ภายในพระวรกายของฝ่าบาทรักษายุ่งยากกว่ามาก เพราะพิษยาสะสมจนไตพร่อง แต่พระองค์ก็ยังเสวยยาเพื่อช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าแต่กลับพักผ่อนน้อย หากว่ากันตามจริง ต่อให้ฝ่าบาทไม่เป็นอัมพาต แต่หากท่านใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปก็คงรักษาชีวิตให้ยืนยาวต่อไปไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
สมแล้วที่เป็นมหาราชครู นักบวชกล้าพูดทุกอย่าง!
คนในสำนักหมอหลวงต่างตัวสั่นราวกับกำลังฝัดข้าวก็มิปาน เมื่อครู่บอกว่านางโป้ปดฝ่าบาท แต่ตอนนี้กลับพูดความจริง เช่นนี้เราจะกล่าวเช่นไรต่อดีเล่า
หมอหลวงใหญ่ยิ่งร้อนใจมากกว่าเดิม ในเมื่อชีพจรของฝ่าบาทล้วนถือเป็นความลับ ใช่ว่าใครก็สามารถตรวจดูเส้นชีพจรและผลการตรวจรักษาของพระองค์ได้ แต่สถานการณ์เมื่อครู่แตกต่างกันออกไป แต่ใช่ว่าสำนักหมอหลวงจะเก่งกาจกันทุกคน แค่ตรวจดูชีพจรครั้งเดียวก็มองปัญหาใหญ่ออกแล้ว
คำพูดตรงไปตรงมาของฉินหลิวซีเปิดโปงความเสียหายพระวรกายของฝ่าบาทจนสิ้น
ฮองเฮามู่ตกตะลึง มองไปทางซุ่นกงกงแล้วตรัสว่า “ไตพร่องหรือ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
การเป็นฮ่องเต้ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่สนุก ไม่ว่านอนกับสนมคนใดก็ต้องมีการจดบันทึก ซึ่งจะหลายครั้งมากก็ไม่ได้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้พระวรกายถูกทำลาย ในฐานะที่นางเป็นหัวหน้าแห่งวังหลัง ย่อมมีสิทธิ์ตรวจดูบันทึกของฝ่าบาทว่าโปรดปรานสนมคนใดบ้าง ทว่านางกลับไม่เห็นใครจะได้รับความโปรดปรานจากพระองค์เป็นพิเศษเลย
ซุ่นกงกงร้อนใจอย่างมาก เขาจะกล้าบอกต่อหน้าคนมากมายได้อย่างไรว่าฝ่าบาททรงดื้อรั้นทำตามอำเภอใจ ไม่ให้ลงบันทึกอย่างนั้นหรือ
ฮ่องเต้คังอู่ทรงอับอายหงุดหงิดและกระอักกระอ่วนใจที่ถูกเปิดโปง โดยเฉพาะยามที่เผชิญกับสายตาเชิงสงสัยจากผู้เป็นฮองเฮา ซึ่งนานๆทีจะรู้สึกเหมือนกินปูนร้อนท้อง “มหาราชครูมั่นใจว่าจะรักษาเราได้หรือไม่”
“ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ฉินหลิวซีเปิดปากปฏิเสธ เอ่ยเสริมอีกประโยคว่า “แต่กระหม่อมจะพยายามพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้คังอู่สำลักที ไฟโทสะปะทุสูงขึ้น มหาราชครูเป็นอะไรไป เมื่อก่อนมักวางตัวดุจเซียนผู้สูงส่ง แม้จะแสดงท่าทีไม่ชอบใจบ้างเป็นครั้งคราว แต่เขาก็ไม่ถึงกับหยิ่งยโสและยั่วโมโหเหมือนในตอนนี้
“หากอยากให้กระหม่อมรักษาสุดความสามารถ ฝ่าบาทก็ทรงตอบคำถามไม่กี่ข้อนี้มาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
นอกจากหมอหลวงใหญ่ ฮ่องเต้คังอู่ก็มีรับสั่งให้คนที่เหลือออกไป ก่อนตรัสถามว่า “เจ้ามีเรื่องใดอยากถามหรือ”
“หยิบยาที่พระองค์ทรงเสวยในระยะนี้มาให้กระหม่อมดู ใครเป็นคนปรุงยาถวายพระองค์ และยังพูดว่าอย่างไรอีก” ฉินหลิวซีกล่าวขึ้น
ฮ่องเต้คังอู่มองไปทางซุ่นกงกง คนด้านหลังรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น จากนั้นก็ไปหยิบหีบไม้เล็กๆเนื้อทองใบหนึ่งออกมาแล้วส่งให้ฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีเปิดออกก่อนขมวดคิ้วมุ่น พลันสีหน้าก็เย็นยะเยือกลงเล็กน้อย
ฮ่องเต้คังอู่จับจ้องสีหน้านางไม่วางตา ครั้นเห็นไอเย็นที่แสดงออกทางสีหน้า พลันพระองค์ก็อดใจดิ่งวูบไม่ได้ ยาลูกกลอนเม็ดนี้มีปัญหาจริงๆหรือ
แต่ทั้งๆ ที่พอเสวยเสร็จเขาจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หลังจากจัดการเรื่องในราชสำนักมาทั้งวัน เขายังสามารถไปคลอเคลียแนบชิดกับเหล่าสนมอันเป็นที่รักได้ด้วย ต่อให้บรรทมเพียงสองชั่วยามก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด
ทว่าตอนนี้มหาราชครูกลับบอกเขาว่ายาเป็นพิษ
ฉินหลิวซีบิยาลูกกลอนสีทองแดงเม็ดหนึ่งเปิดออก ก่อนจะใช้เล็บสะกิดจิ้มมาแตะชิมที่ปลายลิ้น จากนั้นก็ถุยออกมาแล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาททรงกล้าเสวยทุกอย่างจริงๆพ่ะย่ะค่ะ”
“ยานี้มีปัญหาใดหรือ” ฮ่องเต้คังอู่เผยสีหน้าขรึมลง
“ยาลูกกลอนนี้ใช้ผงจูซาในการปรุงขึ้นมา นอกจากจะมีตัวยาที่ช่วยกระตุ้นให้สดชื่นอย่างโกวเถิงและฉือสือแล้ว ส่วนประกอบเหล่านี้หากใช้อย่างพอดีย่อมช่วยให้พระองค์รู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้ แต่หากใช้ยาลูกกลอนนี้เพื่อคงความกระตือรือร้นตลอดเวลาก็ออกจะมากไปหน่อย” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบ “มนุษย์เป็นคนธรรมดาที่ต้องกินข้าวปลาอาหาร ต้องสร้างสมดุลให้หยินหยาง แบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนอย่างสมเหตุสมผล หากรักษาสภาวะร่างกายให้กระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอโดยไม่ได้รับการพักผ่อนเลย ต่อให้อวัยวะภายในดีมากเท่าไรก็ย่อมเสื่อมลง เพราะต้องทำงานหนักตลอดเวลา”
“หากใช้ยาตัวนี้มากเกินไป พระองค์ก็จะติดมันมากขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังก็จะมีอาการวิงเวียนปวดพระเศียร หยางในตับพุ่งสูง เลือดไหลย้อนขึ้น ต่อให้พิษจากยาลูกกลอนไม่กำเริบก็อาจเกิดอาการอัมพาตเฉียบพลันได้” ฉินหลิวซีมองมาพลางเอ่ย “ระยะนี้กระหม่อมไม่ได้ปรุงยาใดถวายพระองค์ก็เพราะกลัวว่าถ้าทรงเสวยมากเกินไปจะสะสมจนกลายเป็นพิษ ในเมื่อทุกเรื่องควรรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาอย่างเหมาะสม”
ซุ่นกงกง ไม่ใช่เพราะฝ่าบาทมิทรงเรียกท่านเข้าเฝ้า ท่านจึงเกิดความแค้นในใจเลยไม่ถวายยาให้หรอกหรือ
พลันใบหน้าของฮ่องเต้คังอู่ก็เย็นเฉียบดุจหยดน้ำ ตรัสขึ้นว่า “แต่ตอนอยู่ในราชรถ เจ้าก็ให้เราเสวยยาไปเม็ดหนึ่งมิใช่หรือ”
ฉินหลิวซีโต้กลับ “หากไม่ให้เสวย พระองค์จะมีเรี่ยวแรงจากไหนมายืนตรัสถามสนทนามากมายเช่นนี้เล่า ฝ่าบาทเจ็บกระดูกสันหลังจนแทบหมดสติไปแล้วด้วยซ้ำ”
“บังอาจนัก!”
ฉินหลิวซีหยิบยาลูกกลอนขึ้นมาพลางเอ่ย “ยาเม็ดนี้มีวัตถุดิบยาหลายชนิดที่ช่วยกระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า นี่เป็นข้อแรก แต่นอกจากนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรปรากฏในยาตัวนี้เช่นกัน พระองค์ทรงทราบหรือไม่”
ฮ่องเต้คังอู่แววตาวูบไหวพลางตรัสถามว่า “สิ่งใดหรือ”
ฉินหลิวซีเห็นแววตาวูบไหวนั้นในสายตา จึงทอประกายไอเย็นสะท้านพาดผ่านนัยน์ตาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ย “เลือดทารกในครรภ์”
ครั้นหมอหลวงใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็งุนงง เลือดทารกในครรภ์ หรือจะเป็นพวกรกในครรภ์อะไรพวกนั้นหรือ
“เมื่อทารกในครรภ์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็จะมีดวงวิญญาณทารกเกิดขึ้น การเอาเลือดมาใส่ในยาจะช่วยให้ดูอ่อนเยาว์และมีพละกำลังแข็งแรง” ฉินหลิวซีมองไปทางฮ่องเต้คังอู่พลางเอ่ย “คนที่ให้ยาท่านกล่าวเช่นนี้ใช่หรือไม่”
หมอหลวงใหญ่ “...”
ใช้เลือดทารกในครรภ์มาผสมกับตัวยา แล้วจะเอาออกมาได้อย่างไร
ย่อมต้องเร่งทารกในครรภ์คลอดออกมาก่อนค่อยเอาเลือด ซึ่งนี่เป็นการกระทำที่ไร้คุณธรรมอย่างถึงที่สุด
ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องเอาเลือดเนื้อมาเป็นส่วนประกอบในตัวยาเลย มีบางคนหลงเชื่อเรื่องงมงายพวกนี้ หรือกระทั่งใช้เลือดของบุตรชายบุตรสาวมาเป็นส่วนผสมในยาก็มี เหมือนตระกูลกษัตริย์ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี เรื่องแบบนี้มักมีให้เห็นอยู่ร่ำไป
แต่เรื่องอย่างการใช้เลือดทารกในครรภ์เล่า
หมอหลวงใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะคิด เขาก้มหมอบลงพื้นพลางใช้เล็บแคะแถบร่องกระเบื้องเนื้อหยก เขาอยากแคะให้เป็นหลุมใหญ่ใจแทบขาด จากนั้นตนก็มุดเข้าไปดีกว่ามาฟังเรื่องแสลงหูคร่าชีวิตเช่นนี้
เขามั่นใจว่าจบเห่แล้ว ฝ่าบาทจะยอมปล่อยให้ตนมีชีวิตรอดเอาความลับนี้ไปแพร่งพรายต่อได้อย่างไร
มหาราชครูอยากทุบเขาให้ตายอย่างนั้นหรือ!
ซุ่นกงกงกลับรู้สึกเลื่อมใสมากกว่า สมแล้วที่เป็นมหาราชครู แค่ลิ้มรสเพียงน้อยนิดก็รู้ถึงส่วนประกอบของยาแล้ว
ฉินหลิวซีเอ่ย “การใช้เลือดทารกในครรภ์หลอมเป็นยา ความจริงไม่ได้ช่วยให้พระองค์อ่อนเยาว์เหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มีแต่จะทำให้พระองค์มีผลกรรมติดตัว ดวงวิญญาณรุมเร้า พลังหยินเข้าสู่ร่างกาย”
เสียงลมหายใจของฮ่องเต้คังอู่ดังเร็วถี่อีกครั้ง
ซุ่นกงกงเหลือบมองแวบหนึ่ง แหวเสียงสูงตำหนิ “มหาราชครูช่างบังอาจนัก ฝ่าบาททรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีพลังมังกรคุ้มครองพระวรกาย ดวงวิญญาณอำมหิตหรือสิ่งชั่วร้ายใดจะกล้าเข้ามาแผ้วพาน ท่านยังไม่รีบก้มหัวรับผิดอีกหรือ”
เขาขยิบตาส่งให้ฉินหลิวซีในมุมที่ฮ่องเต้คังอู่ทรงมองไม่เห็น อย่ายั่วโมโหอีกเลย มิเช่นนั้นแม้แต่มหาราชครูอย่างท่านก็มิอาจต้านทานความโกรธของพระองค์ได้ พอถึงตอนนั้นหายนะจะไปลงที่เหล่าลัทธิเต๋าทั่วทั้งแผ่นดินมากกว่า ประวัติศาสตร์ที่ฮ่องเต้คนก่อนทรงกดข่มลัทธิเต๋าในอดีต อย่าให้เกิดขึ้นซ้ำรอยเลยกระมัง
ฉินหลิวซีเอ่ย “ใช่ โชคดีที่ฝ่าบาทมีพลังมังกรคอยคุ้มครอง สิ่งชั่วร้ายเลยไม่กล้าเข้ามาใกล้ แต่เดิมทีเลือดของทารกในครรภ์เป็นของไม่ดี อีกทั้งเป็นครรภ์ที่มีดวงวิญญาณแล้วด้วย ในเมื่อฝืนเอาออกมาจากครรภ์ของผู้เป็นแม่ นับว่าเป็นการตายที่ฝืนลิขิต ฉะนั้นเลือดย่อมต้องแฝงไปด้วยพลังอาฆาต พอเอามาผสมยาเสวยลงท้อง ย่อมมีพลังหยินแฝงเข้าไปด้วย ฝ่าบาทไม่รู้สึกว่าระยะนี้ท่านกลัวหนาวมากขึ้นกว่าเดิมหรอกหรือ”
ฮ่องเต้คังอู่เงียบไป เพราะเขาเองก็รู้สึกได้เช่นกัน แต่มหาราชครูก็พูดถูก ยิ่งเขาระงับความโกรธไม่ได้ เลือดลมก็ยิ่งไหลขึ้นศีรษะ เกิดเสียงดังในสมองวิ๊งๆ
ฉินหลิวซีคว้าข้อมือของเขามา ใช้แรงบีบตรงง่ามมือพลางเอ่ย “กระหม่อมบอกแล้วว่าพระองค์ไม่เหมาะที่จะเกรี้ยวกราด”
พอเกิดอาการเจ็บที่ง่ามมือ ไฟโทสะของฮ่องเต้คังอู่ก็เหมือนถูกดับลง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเอ่ย “พลังหยินเข้าสู่ร่างกาย ถึงแม้เราจะเป็นโอรสแห่งสวรรค์อย่างแท้จริงก็ยังได้รับผลกระทบนี้ด้วยหรือ”
“คนทั่วไปมีไอเย็นเข้าสู่ร่างกายก็รับไม่ไหวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นเลือดพลังอาฆาตที่แฝงมากับพลังหยิน หากมนุษย์เราได้รับเพียงความหนาวเย็น หยินหยางเสียสมดุล เช่นนี้จะเป็นเรื่องดีได้อย่างไร” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านมีพลังมังกรคอยคุ้มครอง อีกทั้งประทับอยู่ในวังหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีพลังมงคลศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด ยามนี้ถึงไม่เป็นอะไร แต่หากอยู่ด้านนอก คนที่มีพลังหยินเข้าสู่ร่างเฉกเช่นพระองค์ ป่านนี้คงล้มหมอนนอนเสื่อไปแล้ว”
ฮ่องเต้คังอู่ประกายรังสีสังหารพาดผ่านแววตา มองไปทางซุ่นกงกงตรัสว่า “ถ่ายทอดราชโองการลงไปว่าให้องครักษ์ฝ่ายหน้ารีบเข้าล้อมร้านยาตำหนักอายุวัฒนะ แล้วจัดการกุมตัวหมอเหยียนมาหาเรา”
ฉินหลิวซีสะดุ้งเฮือก “ท่านว่าอย่างไรนะ คนที่ปรุงยาให้ท่านคือท่านหมอของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะหรือ”
แย่แล้ว จิ้งจอกเฒ่า เกิดเรื่องวุ่นวายกับฝ่ายของตนเองแล้ว
ฮ่องเต้คังอู่หรี่ตาลง ตรัสขึ้นว่า “มหาราชครูตกใจเหนือคาดเช่นนี้ เจ้าคุ้นเคยกับหมอของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะถึงจะถูก เมื่อก่อนตอนที่เจ้าปรุงยาก็มักไปยืมวัตถุดิบยาที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง”
ฉินหลิวซี “...”
แม่เจ้าโว้ย เจ้ายังกล้าเรียกว่าขอยืมอีกหรือ นั่นเรียกว่าไปเอาของโดยไม่จ่ายอะไรเลยต่างหาก
นางยังพอจำได้ว่าตนอยู่ในสถานะของมหาราชครูจึงเอ่ย “เพราะคุ้นเคยกัน ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะเป็นที่เลื่องชื่อ อีกทั้งสร้างบุญกุศลมาโดยตลอด ตอนภัยพิบัติหิมะเมื่อปีที่แล้ว กรมพระคลังจัดประมูลการกุศล ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะยกเว้นหนี้สินของบ้านเมืองเพื่อใช้เป็นเงินบริจาค ซึ่งก็คือวัตถุดิบยาจำนวนสองแสนที่เราหยิบยืมไป ดังนั้นพวกเขาจะกล้าวางอุบายทำร้ายฮ่องเต้อย่างเหิมเกริมเช่นนี้ได้อย่างไร”
นางยังจงใจเน้นย้ำคำว่ายืมด้วย
ฮ่องเต้คังอู่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกไม่ค่อยพอพระทัยนัก ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะขี้เหนียว ท้องพระคลังยืมก็ส่วนยืม มีหรือจะไม่คืนเงินเลยอย่างนั้นหรือ ทว่าเจ้าของร้านแสร้งทำทีเป็นคนใจกว้างบอกว่าบริจาคเงินเพื่อการกุศล แต่ความจริงเอาเงินจากพวกวัตถุดิบยาเหล่านี้แทน ทำเหมือนพวกข้าจะไม่คืนเงินอย่างไรอย่างนั้น
“ก็ต้องดูเป็นเรื่องๆไป ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะมีจิตกุศล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คิดสังหารเรา ต้องปิดร้านตรวจสอบ แม้แต่เจ้าของร้านด้วย โดยเฉพาะหมอเหยียนอะไรนั่น จับตัวมาทรมานแล้วไต่สวนสาวไปถึงผู้บงการอยู่เบื้องหลัง” ฮ่องเต้คังอู่เห็นร้านยาตำหนักอายุวัฒนะขัดตามานานแล้ว ลำพังแค่ถ้วยยาใบเดียว แต่กลับไม่มีใครแตะต้องได้ออกจะเกินไปหน่อย เมื่อก่อนเห็นว่าไม่มีอำนาจแทรกแซง เขาถึงยอมปิดตาข้างหนึ่งเพิกเฉยไป แต่ตอนนี้หมอของร้านแห่งนี้กลับวางอุบายทำร้ายกษัตริย์ หากไม่ตรวจสอบตอนนี้แล้วจะรอถึงเมื่อไร
ฉินหลิวซียิ้มเหยาะในใจ เหตุใดถึงปิดร้านตรวจสอบ เจตนาของผู้สั่งการคิดเห็นเช่นไรจะไม่มีใครดูออกเลยหรือ
หากสืบสาวไปถึงตัวเจ้าของได้จริงๆ จะถือว่านางแพ้!
แต่หมอเหยียนอะไรนั่นต้องสอบสวนดีๆหน่อย เหตุใดร้านยาตำหนักอายุวัฒนะถึงมีหมอไร้จรรยาบรรณเช่นนี้มาทำงานได้
ฉินหลิวซีเอ่ย “หากคิดจะตรวจสอบร้านยาตำหนักอายุวัฒนะ ยิ่งต้องลากตัวคนที่แนะนำท่านหมอผู้นี้ให้พระองค์มากกว่ากระมัง มิเช่นนั้นลำพังแค่หมอร้านยาข้างนอกจะมาแสดงตัวเบื้องหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทได้อย่างไร”
มาสิ ร้ายมาร้ายกลับไปเลย!
ฮ่องเต้คังอู่จับจ้องฉินหลิวซีแน่นิ่ง ขบคิดในใจว่าเหตุใดบัดนี้มหาราชครูถึงแปรเปลี่ยนดูขัดตาและน่ารังเกียจถึงเพียงนี้นะ
นี่เปลี่ยนสลับคนไปแล้วหรือ
ฉินหลิวซีลูบเคราแสร้งทำเป็นไม่สนใจพลางเอ่ย “กระหม่อมแค่เสนอความคิดเห็น โปรดฝ่าบาททรงอภัยให้ด้วย กระหม่อมรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านก่อนดีกว่า”
ฮ่องเต้คังอู่คิดแตะต้องร้านยาตำหนักอายุวัฒนะ กระทั่งไม่สนใจว่าจะเคยสร้างคุณงามความดีมากี่ครั้ง หรือบริจาควัตถุดิบยาให้มากมายเพียงใด การกระทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากโม่แป้งเสร็จก็ฆ่าลาทิ้งเลย มันช่างสมควรโดนจัดการเสียจริงๆ
นางคันไม้คันมือเหลือเกิน
ตอนที่ 1192: ไฟไหม้ลามไปทั่วลัทธิเต๋า
ฉินหลิวซีบอกว่าจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ ความจริงกลับเป็นเรื่องที่แค่ลงมือทำก็รักษาให้หายได้เลย เดิมทีฮ่องเต้คังอู่หมายพูดบางอย่าง ทว่าจู่ๆเขาก็รู้สึกชาวาบ ราวกับยาที่ป้อนเขาหมดฤทธิ์แล้วก็มิปาน พลันความเหนื่อยล้า อาการไร้เรี่ยวแรง และความเจ็บปวดก็ไหลทะลักเข้ามาดุจสายน้ำ
ในที่สุดฮ่องเต้คังอู่ก็เผยใบหน้าหวาดกลัวขึ้นมา เขาในเวลานี้ยังสู้แม้กระทั่งสตรีอ่อนแอและบัณฑิตที่มีพละกำลังอันน้อยนิดไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาเปรียบดั่งปลาใกล้ตายที่นอนรออยู่บนเขียงเพื่อรอใครสักคนมาเชือดทิ้งก็มิปาน
ความรู้สึกเหนือการควบคุมและถูกบงการเช่นนี้ช่างย่ำแย่เหลือเกิน
“หมอหลวงใหญ่...” ฮ่องเต้คังอู่ทรงเรียกหมองหลวงใหญ่ที่เวลานี้ยังก้มหมอบอยู่บนพื้น เขามีความรู้สึกอันแรงกล้าว่าหากเทียบกับมหาราชครูแล้ว เขาเชื่อใจหมอหลวงใหญ่ได้มากกว่า
“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงใหญ่รีบขานรับก่อนลุกขึ้นจากพื้น ทว่าเพราะหมอบคุกเข่านานเกินไป ความหนาวเย็นจึงแทรกซึมเข้าเข่าจนด้านชา จึงสะดุดล้มก่อนจะโผพุ่งใส่เตียงบรรทมของฮ่องเต้
ฮ่องเต้คังอู่ “...”
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าตาเฒ่านี่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไร
ฉินหลิวซีมองไปทางหมอหลวงใหญ่แล้วเอ่ย “ข้าจะบอกตำรับยา เจ้าเป็นคนเขียนได้หรือไม่ เป็นยาทาเชื่อมต่อกระดูก ต้องประคบบริเวณแผล”
ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะมียาทาที่ดีกว่านี้ แต่ฮ่องเต้เฒ่าที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีผู้นี้ไม่คู่ควร เขาเหมาะจะใช้ของคุณภาพต่ำจำพวกที่ใช้นานเท่าไรก็ไม่หายสักทีมากกว่า
“ฮะ อ้อ” หมอหลวงใหญ่จึงขานรับ
ฉินหลิวซีโพล่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็บอกตำรับยารักษากระดูกขนานหนึ่ง บวกกับอธิบายกรรมวิธีในการต้มด้วย
หมอหลวงใหญ่ถือตำรับยาพลางพินิจพิเคราะห์ตำรับยานี้ตามจิตใต้สำนึก หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เขาอยากจะลากตัวมหาราชครูผู้นี้ไปหารือเรื่องขนานยาตำรับนี้เสียเหลือเกิน เพราะยอดเยี่ยมมากจริงๆ
ฮ่องเต้คังอู่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นจึงตรัสว่า “หมอหลวงใหญ่ ยาตำรับนี้มีสิ่งใดไม่เหมาะสมหรือ”
“นี่หรือ...เปล่าพ่ะย่ะค่ะ ยาตำรับนี้ดีมาก ช่วยเสริมสร้างเอ็นกระดูกให้แข็งแรง เป็นตำรับยาชั้นดีที่หาได้ยาก คิดไม่ถึงว่ามหาราชครูจะรู้ศาสตร์การรักษาลึกซึ้งถึงเพียงนี้” สายตาของหมอหลวงใหญ่ที่ใช้มองฉินหลิวซีเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
เมื่อก่อนเขาคิดว่ามหาราชครูเปรียบดั่งกระบองเทพที่รู้เพียงเรื่องลึกลับบ้าๆบอๆ ปั้นยาลูกกลอนสองเม็ด เหวี่ยงสะบัดแส้ม้าสองที แสร้งทำทีเป็นเทพเซียน จนฝ่าบาททรงเยินยอสรรเสริญดั่งผู้สูงส่ง ชวนให้คนที่เป็นหมอจริงๆอย่างพวกเขารู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
แต่บัดนี้พอมีตำรับยาทาสมานกระดูกวางไว้ตรงหน้า เขาถึงรู้ว่ามหาราชครูก็คือมหาราชครู ไม่ได้อาศัยเพียงคำโอ้อวดโป้ปด แต่มีความสามารถอย่างแท้จริง
ต่อให้เขาเป็นคนเขียนตำรับยาเองก็ยังเขียนได้ไม่ดีขนาดนี้เลย
ฮ่องเต้คังอู่โล่งอกก่อนจะมองไปทางฉินหลิวซี ขณะที่อีกฝ่ายกำลังมองมาทางเขาด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม พลันเขาก็รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมา
ช่างน่าแปลก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเขาให้ความเชื่อใจมหาราชครูมาก ดังนั้นถึงยอมตอบรับคำร้องขอของเขาทุกอย่าง แต่เหตุใดภายหลังเขาถึงค่อยๆเพิกเฉยต่อมหาราชครูเล่า
เป็นผลมาจากเสียงที่ดังแว่วในฝันร้ายกลางดึกอย่างนั้นหรือ
“ฝ่าบาททรงสงสัยในตัวกระหม่อมเช่นนี้ กระหม่อมทำสิ่งใดไปหรือถึงสร้างข้อข้องใจให้พระองค์” ฉินหลิวซีเอ่ยถามเสียงเรียบ “พระองค์มิจำเป็นต้องหวาดระแวงไป นักพรตตรึกตรองเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ วาสนาของพระองค์กับกระหม่อมได้จบสิ้นลงแล้ว กระหม่อมควรไปตามทางของกระหม่อมสักที”
ฮ่องเต้คังอู่กระอักกระอ่วนใจไม่น้อย ตรัสด้วยรอยยิ้มเจื่อน “มหาราชครูกล่าวเรื่องอะไรกัน เราหมายความเช่นนั้นเสียเมื่อไร”
ฉินหลิวซีกลับไม่สนใจว่าเขาจะกระอักกระอ่วนใจหรือไม่ แค่เรียกให้ซุ่นกงกงจับเขาพลิกร่างแล้วเอ่ย “กระหม่อมจะทำการจัดกระดูกให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้คังอู่ยังไม่ทันได้ตรัสอะไร มหาราชครูก็ลงมือแล้ว
ใช่ ลงมือเลย
ฉินหลิวซีจัดกระดูกให้ฮ่องเต้คังอู่โดยไร้ซึ่งความอ่อนโยนที่พึงกระทำต่อกษัตริย์ เดิมทีควรใช้ศาสตร์การรักษาที่ไม่ทำให้ฝ่าบาทรู้สึกเจ็บและใช้ตำรับยาที่ดีที่สุด กล่าวได้ว่ากษัตริย์มิควรต้องรู้สึกทุกข์ทรมานใดก็จบการรักษาแล้ว
แต่พอถึงคราวของฮ่องเต้คังอู่เล่า
หากไม่จัดหนักๆ คงเป็นความเมตตาอันสูงสุดของนาง กลัวก็แต่สวรรค์จะลงโทษ
เสียงร้องโอดครวญของฮ่องเต้คังอู่ดังสะท้อนทั่วทั้งตำหนักบรรทม เหล่าหมอหลวงและขุนนางหลายสิบคนที่รออยู่ด้านนอกได้ยินเช่นนั้นก็ขนลุกซู่ชูชัน
น่ากลัวชะมัด
ฮ่องเต้อู่คังสาบานต่อหน้าฟ้าดินได้เลยว่าตลอดชั่วชีวิตนี้ของเขาไม่เคยต้องประสบกับความทุกข์ทรมานหนักหนาสาหัส เจ็บปวดแทรกถึงหัวใจและรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นเช่นนี้มาก่อน เขาเจ็บปวดกระทั่งหมดสติไปในที่สุด
ขณะที่เขาถูกฉินหลิวซีจัดกระดูกด้วยแรงมหาศาลแล้วหมดสติไปด้วยความเจ็บปวดนั้น ทางฝั่งแท่นบูชาเองก็กำลังช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายอย่างเต็มที่
สำหรับเรื่องแผ่นดินไหวขณะประกอบพิธีบวงสรวงในเมืองหลวง ชาวเมืองไม่น้อยต่างคิดว่าฮ่องเต้ไม่มีความศรัทธามากพอ จึงเป็นเหตุให้เบื้องบนไม่พอใจจนประทานภัยพิบัติให้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเสียงเรียกร้องขอให้ฮ่องเต้ทรงออกราชโองการสำนึกผิดจึงยิ่งมากขึ้นและทวีความรุนแรงจนยากจะควบคุมได้
เพราะปีนี้เกิดหายนะอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีพักจริงๆ
ยิ่งมีคนคิดว่าเพราะหลงเชื่อมหาราชครูมากเกินไป พระองค์จึงทรงสร้างวังอมตะขึ้นมาเพื่อปรุงยา อีกทั้งคร้านต่องานราชกิจถึงเป็นเหตุให้ได้รับโทษจากสวรรค์
ควรรู้ว่าเมื่อก่อนมหาราชครูสร้างความทุกข์ยากผลาญเงินประชาชนเพื่อนำไปใช้ปรุงยา ก่อกรรมทำเข็ญไว้มากมาย แท้จริงแล้วกลับเดินเส้นทางวิถีมาร
ดังนั้นนอกจากจะขอให้ฮ่องเต้ทรงออกราชโองการสำนึกผิดแล้ว ยังมีคนขอให้พระองค์ทรงกำจัดมารนักพรตผู้นี้ทิ้งเสีย เพื่อเลี่ยงไม่ให้แปดเปื้อนเช่นฮ่องเต้ไท่จู่
เสียงเรียกร้องขอให้ฆ่ามารนักพรต กำจัดขุนนางคนสนิทของพระองค์ดังกึกก้องกังวาน ซึ่งนำโดยกลุ่มผู้ศึกษาเล่าเรียน บางคนถึงกับอวดอ้างตนว่ามีความสามารถทางวรรณศิลป์ เขียนบทความยืดยาวว่าด้วยเรื่องความชั่วร้ายของมารนักพรต พร้อมอ้างอิงตามประวัติศาสตร์สมัยฮ่องเต้ไท่จู่ อีกทั้งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าหากไม่กำจัดนักพรตผู้นี้ บ้านเมืองก็จะวอดวาย
นอกจากนี้เรื่องกำจัดคนสนิทของฝ่าบาทอย่างมหาราชครูยังลุกลามไปทั่วลัทธิเต๋า กระทั่งบางคนเอาเจตนาร้ายนี้เพ่งเล็งไปที่อารามเต๋าที่อยู่ในครรลองวิถีที่ถูกต้อง อ้างเหตุผลนี้เพื่อปล้นทุบทำลายอารามเต๋า รวมถึงปิดล้อมเหล่านักพรตด้วย
สำนักพุทธเองก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งเหตุผลก็ช่างน่าขัน เพราะพระสงค์ล้วนมีใบหน้าที่อวบอิ่ม ชาวบ้านโง่ๆพวกนั้นจึงคิดว่าพระภิกษุทั้งหลายอาศัยของทำบุญจากประชาชนถึงได้อิ่มหนำสำราญเช่นนี้
ชั่วเวลานั้น เหล่าประชาชนที่ด้านชาต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานแล้วก็เหมือนไฟโทสะถูกจุดติดอย่างพร้อมเพรียง ระเบิดอารมณ์ขึ้นมา หูเบาฟังความข้างเดียว ก่อให้เกิดความวุ่นวายโกลาหล สถานการณ์ลุกลามใหญ่โตจนทุกคนต่างอกสั่นขวัญแขวน
ฉินหลิวซีอยู่ในวังหลวงจึงไม่รู้ว่าไฟลุกโหมลามมาถึงนางที่ปลอมเป็นมหาราชครู อีกทั้งไม่รู้ว่าตนกลายเป็นมารนักพรตไปแล้ว เฟิงซิวที่ได้รับสารเสียงถ่ายทอดจากนางจึงรีบกลับไปที่ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะก่อนที่องครักษ์ฮ่องเต้จะไปถึง ชิงเก็บพวกยาลูกกลอนราคาสูงลิ่วและวัตถุดิบยาหายากชั้นดีเอาไว้ก่อน
ฮ่องเต้หมาบ้านั่นบทจะปิดร้านตรวจสอบก็ทำเลย วางอุบายเล่ห์กลอย่างไร คิดว่าจะเล็ดลอดผ่านสายตาของจิ้งจอกพันปีอย่างเขาไปได้หรือ
ย่อมเป็นเพราะพระองค์ต้องตาคลังเก็บยาของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะเลยอยากยึดไว้เป็นของตนเอง วันหน้าจะได้ปรุงยาได้สะดวก
ถุย ฮ่องเต้หมาบ้านี่โลกสวยเกินไปแล้ว!
ถึงอย่างไรยาตัวไหนราคาสูงลิ่ว เขาเก็บหมด เหลือเพียงของราคาไม่กี่ตำลึงที่มีเกลื่อนตามท้องตลาด คิดจะปล้นหรือ ฝันไปเถอะ!
พอเก็บวัตถุดิบยาเรียบร้อยแล้ว เขาถึงไปตามหาตัวหมอที่มีนามว่าเหยียนตง
ทว่ารอกระทั่งตามหาตัวเจอ เขาก็ชิงกลายเป็นศพไปก่อน อีกทั้งเป็นร่างแห้งกรัง ไร้ซึ่งเลือดเนื้อ เหลือเพียงผิวหนังใช้ห่อหุ้มกระดูก ราวกับถูกใครสูบร่างจนเหือดแห้งก็มิปาน
พอเขาสำรวจอย่างละเอียดถึงรู้ว่าดวงจิตของเหยียนตงมีดวงจิตอื่นแฝงอยู่ เหมือนถูกคนแย่งสิงร่าง อีกทั้งถูกฝืนใจอย่างไรอย่างนั้น เพราะแม้แต่เลือดเนื้อยังหลอมละลายไปหมดแล้ว
เฟิงซิวเผยสีหน้าไม่สู้ดีนัก มีคนกล้าแตะต้องคนของเขาภายใต้สายตาของเขาหรือ ใครช่างบังอาจนัก ใครกันที่มีความสามารถหลบหลีกสายตาปีศาจน้อยที่ส่งมาจากร้านยาตำหนักอายุวัฒนะเพื่อช่วยเก็บตัวยา
เขายิ่งคิดก็ยิ่งโมโห จบกัน เรื่องนี้คงถูกเทพอสูรน้อยหัวเราะเยาะไปชั่วชีวิตแน่!
ตอนที่ 1193: แต่ละคนในวังมีแต่คนเก่งๆ
เฟิงซิวเก็บศพของเหยียนตงเสร็จถึงกลับไปร้านยาตำหนักอายุวัฒนะ ส่วนทหารองครักษ์ส่วนพระองค์ก็ไล่ตามมาติดๆ พร้อมนำคนจากกรมอาญาและแผ่นคาดปิดร้านมาด้วย หมอของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะวางอุบายคิดทำร้ายฝ่าบาท จึงต้องเอาตัวมาสอบสวนและปิดร้านเพื่อทำการตรวจค้น เรื่องนี้สร้างความตกใจไม่น้อย ชั่วพริบตาเดียวก็เรียกความสนใจจากคนมากมายให้เดินมุงเข้ามารายล้อม
เฟิงซิวหัวเราะด้วยความโมโห ปิดร้านตรวจค้นอย่างนั้นหรือ ได้ ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะปิดร้านตามฤกษ์มงคลพอดี และจะไม่เปิดอีกแล้ว วัตถุดิบยาที่ใช้บริจาคให้ทางค่ายทหารชั้นแนวหน้าก็จะไม่มีอีกต่อไป รวมถึงยาที่บริจาคให้ผู้ประสบเคราะห์ภัยพิบัติก็จะไม่มีอีกต่อไปเช่นกัน
มีใครจะไม่อารมณ์เสียได้บ้างเล่า
กระทั่งเรียกตัวหมอและยาที่จะส่งไปช่วยเหลือชาวบ้านผู้ประสบภัยที่แท่นพิธีบวงสรวงกลับมา เพราะฝ่าบาทปิดร้านทำการตรวจสอบ พวกเขาจึงจำเป็นต้องให้ความร่วมมือ
สิ่งที่ทำให้หัวหน้าองครักษ์เผยสีหน้าโกรธออกมา เพราะซิวเฟิงท้าชนกับพวกเขาต่อหน้าเหล่าชาวบ้านที่แห่เข้ามามุงดูอย่างเปิดเผย
อีกทั้งชาวบ้านเองก็ตกหลุมพราง พลันก็สบถก่นด่า ตำหนิว่าราชสำนักและฝ่าบาทใส่ความคนดี ถึงแม้ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะจะราคาสูงไปบ้าง แต่ด้วยชื่อเสียงที่เห็นอยู่ทนโท่ ที่ใดต้องการยา เขาก็ไม่เคยแสดงท่าทีใจแคบเลยสักครั้ง
พอตอนนี้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเซิ่งจิง เขายังเป็นฝ่ายส่งหมอไปตรวจดูอาการพร้อมให้ยาโดยไม่คิดเงินสักแดงเดียว ลองคิดดูว่าร้านที่มีจิตใจเมตตาดีๆเช่นนี้จะวางอุบายทำร้ายฝ่าบาทได้อย่างไร
ทว่าฝ่าบาทกลับทรงมีรับสั่งตั้งข้อหานี้เพื่อปิดร้าน ตอนนี้ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะบอกว่าจะไม่แจกจ่ายยาแล้ว ผลกระทบนี้กลับเป็นการทำร้ายใครกันเล่า
แน่นอนว่าต้องเป็นชาวบ้านผู้ประสบภัยที่กำลังรอความช่วยเหลือ ในบรรดาคนเหล่านั้นอาจจะมีญาติพี่น้องหรือคนสนิทของตนอยู่ด้วย
ชั่วขณะนั้นประตูร้านยาตำหนักอายุวัฒนะจึงเกิดเสียงดังเซ็งแซ่อื้ออึงเหมือนตลาดสด ก่นด่าได้ไม่น่าฟังแค่ไหนก็ตะโกนออกมาไม่น่าฟังเท่านั้น
สวบ
หัวหน้าองครักษ์ที่สวมชุดเกราะสีแดงดำชักดาบประกายวิบวับแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมา เค้นเสียงขรึมเอ่ยขึ้นว่า “หมอของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะวางอุบายคิดทำร้ายฝ่าบาท แค่ปิดร้ายตรวจค้นเป็นการชั่วคราวเท่านั้น หากหลังจากตรวจสอบแล้วบริสุทธิ์ย่อมให้กลับมาเปิดดำเนินกิจการเหมือนเดิม หากใครกล้าเป็นแกนนำสร้างความวุ่นวาย ทั้งหมดจะถูกพิจารณาความผิดฐานกบฏ ประหารสามชั่วโคตร หากใครยังดึงดันจะเข้ามาขัดขวางก็จะฆ่าทิ้งได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวด้วย”
ครั้นประโยคนี้โพล่งขึ้นมา เสียงด่าทอก็เงียบกริบ เหล่าประชาชนต่างก้าวถอยไปด้านหลังสองก้าวตามสัญชาตญาณ
กฎมณเฑียรบาลไม่อาจเอาผิดกับคนหมู่มากได้ก็จริงอยู่ แต่หากถูกตั้งข้อหากบฏ แถมยังถูกประหารสามชั่วโคตรด้วย นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะรับไหวเลยจริงๆ
เฟิงซิวแสยะยิ้มด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง “ใต้เท้าช่างวางอำนาจบาตรใหญ่นัก ไม่ต้องขู่ราษฎรหรอก หากอยากได้ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะนักก็เอาไปเลย ลำพังแค่ร้านยาซอมซ่อเล็กๆแค่นี้ ข้าเองก็ไม่อยากเปิดต่อไปแล้วเหมือนกัน”
โดยพื้นฐานแล้ววัตถุดิบยาของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะจะได้รับของมาจากตระกูลหวงเซียน ต่อให้ปิดร้านนี้ไปก็เปิดร้านใหม่ได้
เพียงแต่เขาไม่พอใจที่ฮ่องเต้หมาบ้านี่เห็นว่าพอหมดประโยชน์ก็เขี่ยทิ้ง พฤติกรรมเหมือนหมาลังเลใจอยากได้ทุกอย่าง แสร้งว่ามีคุณธรรมแต่กลับทำตัวหน้าไหว้หลังหลอก ช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน
หัวหน้าองครักษ์มองบุรุษที่งดงามยิ่งกว่าสตรีตรงหน้าด้วยสีหน้าขึงขัง “ข้าก็แค่ทำงานตามคำสั่ง หลังจากกรมอาญาตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วไม่มีความเกี่ยวข้องกับร้านยาตำหนักอายุวัฒนะจริงๆ ย่อมปล่อยให้ทางร้านเปิดกิจการต่อ อีกเรื่องก็คือเจ้าของร้านโปรดส่งมอบตัวเหยียนตงมาให้ด้วย”
“เจ้ามั่นใจหรือว่าจะให้ข้าส่งมอบตัวเขาที่นี่” เฟิงซิวเลิกคิ้วถาม
หัวหน้าองครักษ์ใจดิ่งวูบ สัญชาตญาณบอกว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลนัก ทว่าเขายังดึงดันกล่าวออกไปเช่นนั้น “ใช่”
“อ้อ” เฟิงซิวเอ่ย “เช่นนั้นเจ้าก็เอาไปเถิด”
เขาชี้นิ้วไป ทุกคนจึงมองตามไป ไม่ไกลจากปลายเท้าของเขา ไม่รู้ว่าปรากฏผ้าห่อของสีดำห่อหนึ่งโผล่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งรูปร่างดูแปลกพิกลนัก
หัวหน้าองครักษ์มุ่นคิ้วก่อนส่งสายตาไปให้ลูกน้อง คนด้านหลังเดินขึ้นมาก่อนจะคลี่เปิดห่อผ้านั้นออก
จากนั้นศพร่างแห้งกรังที่นั่งอยู่ก็เอียงล้มลงบนพื้น
อ๊าก...
มีคนเปล่งเสียงกรีดร้องขึ้นมา
หัวหน้าองครักษ์ชักดาบออกมาชี้หน้าเฟิงซิว “นี่มันอะไรกัน เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“เจ้าอยากได้ตัวเหยียนตงมิใช่หรือ ข้าเพิ่งไปเก็บศพเขามาให้ พวกเจ้ามาช้าไปหน่อย เพราะเขาตายจนไม่รู้จะตายอย่างไรแล้ว” เฟิงซิวยิ้มเย็นชา ทว่ากลับไม่ได้แสดงท่าทีเย้ยหยันออกมาให้เห็น
สีหน้าของหัวหน้าองครักษ์ย่ำแย่ลงทันที เอ่ย “เช่นนั้นคงทำได้แค่เชิญตัวเจ้าไปกรมอาญากับพวกเราหน่อยแล้ว”
เฟิงซิวกระตุกยิ้มมุมปาก “ได้สิ พวกเจ้าเป็นคนเชิญข้าไปนี่นา”
เป็นปีที่เกิดเรื่องมากมายขึ้นจริงๆ แถมเขายังต้องติดคุกอีกต่างหาก!
...
เวลาล่วงเลยไปทีละนิด
ฮ่องเต้คังอู่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง กระดูกสันหลังช่วงเอวถูกแผ่นไม้ดามไว้พร้อมทายา อีกทั้งถูกฝังเข็มจุดลมปราณสองสามจุด
ฮ่องเต้คังอู่ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ ยามที่สายตามองเห็นทุกอย่างชัดแล้วถึงค้นพบว่าภายในตำหนักจุดไฟสว่างไสว
ฟ้ามืดแล้วนั่นเอง
“ฝ่าบาทฟื้นแล้วหรือเพคะ” ฮองเฮามู่มองมา ใบหน้าของนางซีดเซียว ดูแก่ลงอย่างเห็นได้ชัด
ครั้นฮ่องเต้คังอู่เห็นสีหน้าขาวซีดดุจหิมะเช่นนั้น แววตาก็ประกายความห่วงใยออกมา รู้สึกอบอุ่นในใจ เอ่ย “เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่ตลอดเลยหรือ กลับไปพักผ่อนเถิด มีซุ่นจื่อคอยปรนนิบัติคนเดียวก็พอแล้ว”
ฮองเฮามู่ถอดถอนหายใจ “พระองค์ได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้ หม่อมฉันจะวางใจได้อย่างไรเพคะ”
“ไปพักผ่อนเถิด เรื่องวังหลังยังต้องมีเจ้าคอยดูแล อย่าให้คนอื่นๆเข้ามาสร้างความรำคาญใจให้เราก็พอ” ครั้นฮ่องเต้คังอู่นึกถึงหรูเฟยและคำร้องขอที่นางเสนอขึ้นมา พลันนัยน์ตาก็หม่นลง
เขามองฮองเฮามู่แวบหนึ่ง ครั้นเห็นนางกำชายผ้าห่มด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างปิดไม่มิดเช่นนั้นก็เอ่ย “รุ่ยอ๋องอาสานำกองเสบียงทหารไปยังซีเป่ยด้วยตนเอง นับว่ามีความรับผิดชอบมากกว่าพวกเจ้ารองมากนัก สมควรได้รับตำแหน่งฮ่องเต้ที่เราเป็นคนแต่งตั้งให้เองเสียจริง”
ฮองเฮามู่หันหน้าไปมองพลางเอ่ย “โบราณว่าไว้เรียนรู้ศิลปะทั้งบุ๋นและบู๊ เพื่อทำงานในราชสำนัก ทุกคนล้วนทำงานรับใช้ฝ่าบาท แบ่งเบาภาระของพระองค์ ไม่ถือว่าเป็นภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงแต่อย่างใด เจ้ารองกับเจ้าสามล้วนเป็นลูกหลานมังกรหงส์ ซึ่งต่างก็มีความสามารถเช่นกัน”
“มีความสามารถจนกล้าฆ่าคนเป็นพ่อได้ เช่นนี้ก็ออกจะมีความสามารถเกินไปแล้วกระมัง” ฮ่องเต้คังอู่แค่นเสียงเย็นชาใส่
ฮองเฮามู่เม้มริมฝีปากเอ่ย “พระองค์อยู่ในช่วงพักฟื้นรักษาตัว เดิมทีหม่อมฉันมิควรขัดขวางพระองค์ แต่ขอเอ่ยอย่างเป็นธรรมว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกะทันหันและไม่มีใครคาดคิดถึง ด้วยสถานการณ์ในตอนนั้น อีกทั้งท่ามกลางสายตาของทุกคน เขาจะกล้าทำเรื่องขัดต่อคุณธรรมเช่นนี้เชียวหรือเพคะ”
“บางทีเขาอาจจะกล้าคิดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าคิดก็ได้”
ฮองเฮามู่เอ่ยอย่างไม่พอใจนัก “พระองค์ทรงพานโกรธมากกว่าเพคะ ในเมื่อเป็นโอรสของพระองค์ทั้งสิ้น นิสัยใจคอเป็นเช่นไร พระองค์จะไม่รู้แก่ใจบ้างเลยหรือ หากจะกล่าวว่าจ้าวอ๋องคิดฉวยโอกาสตอนแผ่นดินไหวฆ่าบิดา เขาน่าจะไม่กล้ามากกว่า ในเมื่อบัดนี้ยังไม่ได้แต่งตั้งตำแหน่งองค์รัชทายาทเลย หากเขาทำเรื่องพรรค์นี้ขึ้นมาจริงๆ ใครจะยอมรับเขา คาดว่าคงคิดสร้างความดีความชอบจากการอารักขาฝ่าบาท แต่ดันพยายามจนพลาดท่ามากกว่าเพคะ”
ฮ่องเต้คังอู่แค่นเสียงใส่ที แต่กลับไม่ได้คัดค้านคำพูดของนาง เขาเป็นฮ่องเต้มาหลายสิบปี ใช่ว่าจะไม่มีสมองเลย ย่อมรู้จักใคร่ครวญไตร่ตรองเป็น การกระทำนี้ก็แค่ลองหยั่งเชิงฮองเฮามู่ดูก็เท่านั้น
แต่ด้วยคำตอบและท่าทีของฮองเฮามู่กลับสร้างความพึงพอใจให้เขาอย่างยิ่ง แต่ในเมื่อตนต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ย่อมละเลยต่อความดีความชอบของจ้าวอ๋องไม่ได้ แต่ความผิดก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน
ฉินหลิวซีและหมอหลวงใหญ่กำลังเขียนใบสั่งยาบำรุงพระวรกายฝ่าบาทอยู่ในมุมที่ไม่ไกลนัก คนที่หูตาไวอย่างนางย่อมไม่พลาดคำสนทนาระหว่างฮ่องเต้และฮองเฮา พลางขบคิดในใจว่าแต่ละคนในวังไม่ธรรมดาจริงๆ ฝีมือการแสดงฝังอยู่ในสายเลือด แสดงเก่งกันเหลือเกิน
หากนางไม่ได้ร่วมมือกับฮองเฮามู่อย่างลับๆ และลงเรือลำเดียวกันแล้วละก็ นางคงเชื่อว่าคำพูดของฮองเฮามู่จริงใจและออกมาจากความรู้สึกอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเล่นละครตบตาเช่นนี้
พอมีเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากทางฉินหลิวซี ฮ่องเต้คังอู่จึงมองมาทางนาง พลันความเจ็บปวดตอนถูกจัดกระดูกก็พุ่งขึ้นมาในสมอง ก่อนจะเริ่มรู้สึกปวดระบมไปทั้งร่าง ร้องครางเสียงเบาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
นางเดินเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว เช่นนั้นก็ช่วยคลายปัญหาให้กระหม่อมทีเถิด เหตุใดจู่ๆ พระองค์ถึงเพิกเฉยใส่กระหม่อม อีกทั้งยังรั้นจะเสด็จไปทำพิธีบวงสรวงให้ได้”
ตอนที่ 1194: ไปเถอะ ควรแหกคุกแล้ว
จู่ๆก็ทำตัวห่างเหินโดยไร้ต้นสายปลายเหตุ ในเมื่อเดิมทีฮ่องเต้คังอู่ทรงเลื่อมใสและเชื่อมั่นในตัวมหาราชครูเป็นอย่างมาก แต่ระยะนี้กลับไม่ค่อยเรียกเข้าเฝ้า และถึงแม้เขาจะรั้งไม่ให้ไปทำพิธีบวงสรวง แต่ฮ่องเต้คังอู่กลับทรงรั้นจะไปให้ได้
ฉินหลิวซีรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง สาเหตุใดถึงทำให้พระองค์เป็นเช่นนี้
ฮ่องเต้คังอู่ไม่พอพระทัยอยู่บ้าง เอ่ย “มหาราชครูกำลังซักไซ้เราอยู่หรือ”
“กระหม่อมมิบังอาจ เพียงแต่รู้สึกตงิดใจ อีกอย่างพระองค์ยังเสวยยาสุ่มสี่สุ่มห้าจนพลังหยินไหลเข้าสู่ร่างกาย กระหม่อมมองไม่เห็นวิญญาณร้ายแผ้วพานใกล้พระองค์ เลยสงสัยว่าอาจเป็นเพราะยาตัวนั้นแฝงพลังหยินไว้ก็เป็นได้” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบ “กระหม่อมเคยเตือนพระองค์แล้วว่าอย่าไปบวงสรวง ซึ่งก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลเหตุ แต่พระองค์ก็ยังดึงดันที่จะเสด็จไป”
พลันใบหน้าขาวซีดของฮ่องเต้คังอู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ
ไม่เชื่อคำพูดของมหาราชครูเลยต้องประสบเรื่องร้ายตรงหน้า หมายความว่าอย่างนั้นหรือ
เขาบาดเจ็บอย่างมาก แถมยังต้องทุกข์ทรมานอย่างสาหัส ไม่รู้ว่าวันหน้าจะลุกขึ้นยืนได้อีกหรือไม่!
ได้ไม่คุ้มเสียเอาเสียเลย
ทันใดนั้นฮ่องเต้คังอู่ก็นึกสงสัยว่าตนถูกล้างสมองไปแล้วหรือไร บัดนี้พอได้ฟังฉินหลิวซีกล่าวเช่นนั้น พลันความรู้สึกสะอิดสะเอียนที่มีต่อยานั้นและความรู้สึกขนลุกตั้งชูชันก็ประเดประดังเข้ามา
เขาขบคิดก่อนจะเอ่ย “ความจริงระยะนี้เรามักจะฝันบ่อยๆ ในความฝันเห็นเซียนคนหนึ่งยืนอยู่บนกลีบเมฆ วิงวอนขอให้เราไปทำพิธีบวงสรวงเพื่อแสดงความจริงใจ มิเช่นนั้นจะเกิดมหันตภัยครั้งใหญ่ อีกทั้งเราเอง...ก็จะมีจุดจบที่ไม่ดีนัก!”
ฉินหลิวซีหรี่ตาลงเล็กน้อย “ฝันซ้ำไปซ้ำมาหรือ”
“ใช่แล้ว” ฮ่องเต้คังอู่พยักหน้าแล้วจึงเอ่ย “ปีนี้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง เรากลัวว่าต้าเฟิงจะถูกลากลงโคลนตมเพราะภัยพิบัติ เป็นเหตุทำให้เราอยากไปประกอบพิธีบวงสรวง แต่คิดไม่ถึงว่า...”
แม้ว่าเขาจะพูดแก้ตัวให้ดูสวยหรู แต่สีหน้ากลับปกปิดความอับอายไว้ไม่มิด
ใช่แล้ว อับอาย
หากเทียบกับเรื่องเกิดแผ่นดินไหว เขากลับยืนกรานต่อหน้าฉินหลิวซีว่าจะไปทำพิธีบวงสรวงเพียงเพราะความฝัน ซึ่งทำให้เขารู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก
อีกทั้งเขาเป็นถึงฮ่องเต้แต่กลับเสียเปรียบมหาศาลเพียงเพราะความฝันเดียว
กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจสูงส่งกลับถูกหลอกปั่นหัวครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นความอัปยศที่เขาไม่อยากพูดถึงกับใครในชีวิตของการครองราชย์เลยจริงๆ
กระทั่งฮ่องเต้คังอู่เหลือบมองฮองเฮามู่และซุ่นกงกงแวบหนึ่ง นัยน์ตามีประกายคลื่นซ่อนเร้นบางอย่างพาดผ่านอย่างรวดเร็ว
ฉินหลิวซีรู้แก่ใจดีว่าอาการหวาดระแวงและรักในศักดิ์ศรีของฮ่องเต้เริ่มกำเริบขึ้นมาแล้ว จึงเอ่ยว่า “พระองค์วางใจได้ บทสนทนาของพวกเราเมื่อครู่จะไม่มีทางล่วงรู้ไปถึงบุคคลที่สาม ขณะที่พระองค์ตรัสเมื่อครู่ กระหม่อมได้ร่ายอาคมทำให้พวกเขาฟังไม่ได้ยินแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้คังอู่ผงะไปก่อนจะมองไปทางฮองเฮามู่อีกครั้ง นางจึงเอ่ยถาม “ฝ่าบาทกระหายน้ำหรือเพคะ”
ซุ่นกงกงได้ยินเช่นนั้นก็รีบหยิบน้ำชาไปถวาย อีกทั้งยังหยิบหลอดต้นอ้อยื่นให้พระองค์ดูดด้วยความเอาใจใส่
ฮ่องเต้คังอู่รู้สึกชุ่มในลำคอขึ้นมาบ้าง ครั้นเห็นพวกเขาทั้งสองเผยสีหน้าปกติจึงโล่งอก พลันมองฉินหลิวซีพลางถามว่า “เจ้าว่าเป็นเพราะกินยานั้นเข้าไปเลยฝันร้ายแปลกๆ อย่างนั้นหรือ”
“ก็มีส่วนด้วย ในเมื่อตัวยาในลูกกลอนช่วยกระตุ้นความกระปรี้กระเปร่า พระวรกายต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ทันทีที่บรรทมพระวรกายของพระองค์ก็จะอ่อนล้า มีโอกาสตกสู่ห้วงผีอำหรือฝันร้ายได้อย่างง่ายดาย”
ฮ่องเต้คังอู่สีหน้าย่ำแย่ลงกว่าเดิม เอ่ย “เซียนผู้นั้นคือผีอำหรือ”
เขาถูกปั่นหัวหนักเลยหรือนี่
สิ่งที่เรียกว่าผีอำน่าจะเป็นฝีมือของซื่อหลัว เขาต่ำทรามเกินจะเยียวยาแล้วจริงๆ
“พระองค์ทรงรู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ก็พอแล้ว ท่านเป็นโอรสแห่งสวรรค์ ย่อมมีพลังกษัตริย์คอยปกปักคุ้มครอง ไม่มีสิ่งชั่วร้ายใดกล้าเข้ามาแผ้วพาน” ฉินหลิวซีหลุบตาลงพลางเอ่ย “นอกจากนี้กระหม่อมยังได้ร่วมเขียนใบสั่งยาชั้นดีกับหมอหลวงใหญ่ไว้ด้วย พระองค์แค่เสวยตามเวลา พลังหยินในร่างกายก็จะค่อยๆสลายหายไป ค่อยๆปรับฟื้นฟูร่างกาย ส่วนแผลตรงกระดูกสันหลังช่วงเอวยังต้องให้ความร่วมมือกับหมอหลวงใหญ่ในการฝังเข็ม บำรุงรักษาอย่างพิถีพิถัน ไม่แน่สักวันอาจจะลุกขึ้นมาได้”
แต่ส่วนเรื่องที่ว่าลุกขึ้นยืนได้แล้วจะยังมีชีวิตรอดได้อีกนานแค่ไหนคงพูดยาก
ครั้นฮ่องเต้คังอู่รู้สึกน้ำเสียงของนางฟังดูแปลกๆ จึงมุ่นคิ้วตรัสถาม “มหาราชครูจะไปแล้วหรือ”
ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ย “มีพบย่อมมีจาก วาสนาระหว่างกระหม่อมกับพระองค์ได้สิ้นสุดลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้คังอู่หมายตรัสบางอย่าง ทว่าจู่ๆ ก็มีขันทีคนหนึ่งแวบโผล่มาทางประตูตำหนักบรรทม ซุ่นกงกงเดินเข้าไปหา หลังจากได้ฟังคำกราบทูลก็ซอยเท้าเดินเข้ามา ทูลรายงานว่าองครักษ์รักษาพระองค์ขอเข้าเฝ้า
เวลานี้ฉินหลิวซีเองก็ได้รับสารเป็นเสียงจากเฟิงซิวเช่นกัน หลังจากมุ่นคิ้วแล้วก็หันไปมองฮ่องเต้คังอู่พลางเอ่ย “เรื่องปิดตรวจค้นร้านยาตำหนักอายุวัฒนะมีแต่จะก่อผลเสีย ฝ่าบาทเก็บราชโองการกลับคืนจะดีกว่า เจ้าของที่อยู่เบื้องหลังกลับไม่ใช่คนที่ว่าง่ายยอมคนสักเท่าไร”
ฮ่องเต้คังอู่ทอประกายสายตาคมกริบ
ฉินหลิวซีเดินถอยออกไป ขณะที่เคลื่อนผ่านบุรุษในชุดเกราะสีดำที่เผยใบหน้าเย็นชา ดาบเมี่ยหลัวก็สั่นไหวเล็กน้อย ส่งเสียงร้องวิ้งๆขึ้นมา
ซึ่งก็คืออารมณ์ฮึกเหิมนั่นเอง
หัวหน้าองครักษ์สัมผัสได้ เขาจึงชะงักฝีเท้าตามสัญชาตญาณ ร่างแข็งทื่อเล็กน้อย ประสานสายตากับฉินหลิวซีพลางขมวดคิ้วมุ่น
“เจ้าสร้างบาปกรรมจากการเข่นฆ่าคนมากนัก!” ฉินหลิวซีบอกเขาประโยคหนึ่ง
บาปเข่นฆ่ามหาศาล แม้แต่พลังชั่วร้ายยังแฝงไปด้วยสีโลหิต ร่างกายยิ่งอาบไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ยังหลงเหลือตามตัวราวกลับล้างอย่างไรก็ไม่ออก หากเขาตายไปแล้วไปเกิดใหม่ก็ดีไป แต่หากตายไปแล้วอาฆาตแค้นขึ้นมาคงกลายเป็นผีร้ายที่โหดเหี้ยมอำมหิตมากทีเดียว
มิน่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ถึงเกิดอารมณ์ฮึกเหิม เพราะมันสัมผัสกลิ่นอายในแบบเดียวกันได้ อีกทั้งอยากดูดกลืนพลังดุร้ายนี้เข้าไปด้วย
น่าเสียดาย เพราะเขาเป็นคนตัวเป็นๆที่ยังมีชีวิตอยู่
ฉินหลิวซีเองก็ไม่มีทางฆ่าคนตรงหน้าเพื่อเอามาป้อนหล่อเลี้ยงมันแน่นอน
หัวหน้าองครักษ์ไม่ปริปากพูดสักประโยค รอกระทั่งฉินหลิวซีเดินจากไปแล้ว เขาถึงรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ทรวงอก หลังจากผ่อนเอาลมหายใจออกมาก็ผงะไปเล็กน้อย
เมื่อครู่ตอนอยู่ต่อหน้ามหาราชครูเขารักษาท่าทีนิ่งขรึมจนลืมหายใจ อีกอย่างเขารู้สึกถึงภัยคุกคาม ซึ่งเป็นภัยคุกคามแบบเดียวกับการเผชิญหน้าต่อความเป็นความตายหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา
มหาราชครูช่างอันตรายนัก
หัวหน้าองครักษ์สูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ภายในเวลาหนึ่งวันเขาต้องเผชิญทุกข์ทรมานอย่างต่อเนื่อง ชวนให้อัดอั้นตันใจเสียเหลือเกิน
ก่อนหน้านี้เขาพลาดท่าต่อหน้าบุรุษหล่อเหลาดุจปีศาจนั่นแล้ว ตอนนี้ยังต้องมาทุกข์ทรมานต่อหน้ามหาราชครูอีก คนเหล่านี้ชวนให้เขาอยากเคารพอยู่ห่างๆเสียเหลือเกิน
“มหาราชครู” ขณะที่ฉินหลิวซีเดินออกมานอกตำหนักบรรทม ฮองเฮามู่ก็ร้องเรียกนาง ซึ่งแฝงไปด้วยท่าทีหยั่งเชิงอยู่บ้าง
ฉินหลิวซีมองไปทางนางก่อนพยักหน้าให้เล็กน้อยโดยที่ปากไม่ขยับ ทว่าคำพูดกลับถ่ายทอดผ่านเข้าไปในสมองของฮองเฮามู่
พลันฮองเฮามู่ก็ตัดสินใจได้ในทันที
เป็นนางจริงๆด้วย
ภายในตำหนักบรรทมมีเสียงคำรามทุ้มต่ำของฮ่องเต้คังอู่ดังแว่วมา ฮองเฮามู่แสดงท่าทีกังวลออกทางสีหน้า ถอนหายใจแล้วจึงเอ่ย “อารมณ์ฉุนเฉียวเช่นนี้ บาดแผลบนพระวรกายจะหายได้อย่างไรเพคะ”
ฉินหลิวซีขบคิดในใจ หากสายตาของท่านเติมความห่วงใยเข้าไปบ้าง ข้าคงเชื่อว่าความห่วงใยที่ออกมาจากปากเป็นเรื่องจริง
นางได้ยินคำพูดที่หัวหน้าองครักษ์กราบทูลฮ่องเต้คังอู่แล้ว พลันมุมปากก็กระตุกยกยิ้ม เชิญเข้ามาง่ายแต่คงเอาออกไปยาก พาตัวเฟิงซิวมาที่กรมอาญาเช่นนี้ เขาจะไม่รื้อคุกจนพังเลยหรือ
ไม่นานซุ่นกงกงก็เดินออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเรียกตัวขุนนางใหญ่สำคัญสำคัญไม่กี่คนเข้าไปหารือเรื่องการเมือง
ในเมื่อฮ่องเต้คังอู่ต้องนอนพักรักษาตัว แต่ใช่ว่าจะพักเรื่องบ้านเมืองไปกับเขาได้เสียเมื่อไร โดยเฉพาะในที่สุดตอนนี้เหมันต์ฤดูก็มาเยือนแล้ว บวกกับตอนทำพิธีบวงสรวงเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงอย่างแผ่นดินไหว อย่าว่าแต่เรื่องสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่หลังภัยพิบัติและหาที่พักพิงให้ชาวบ้านผู้ประสบภัยเลย แต่ยังมีเรื่องอีกมากมายที่กองสุมกันอยู่
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือท้องพระคลังอันว่างเปล่า ภายใต้สถานการณ์ไร้เงินทองเช่นนี้ อีกทั้งยังมีภัยพิบัติดันเกิดขึ้นอีก ถือว่าเป็นการซ้ำเติมเงินในท้องพระคลังที่ร่อยหรอเข้าไปใหญ่ ปีนี้อย่าหวังจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอีกเลย
เวลานี้ยังไม่ทันได้แต่งตั้งองค์รัชทายาท ฮ่องเต้ดันมาบาดเจ็บอีก เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งชายแดนยังเกิดศึกสงคราม ยามที่เผชิญทั้งศึกนอกศึกในเช่นนี้ต้องรีบสงบสถานการณ์ลงให้เร็วที่สุด
เหล่าขุนนางใหญ่ต่างทยอยเดินเข้าไป
เสนาบดีลิ่นเดินรั้งท้ายสุด ขณะยืนปะทะหน้าฉินหลิวซี พวกเขาทั้งสองก็สบตากัน
ดีมาก หลังจากยืนยันผ่านสายตาแล้ว นางก็คือนางตัวแสบที่หมายก่อกบฏนั่นเอง!
เสนาบดีลิ่นเดินก้าวขึ้นหน้า เอ่ยว่า “ปีนี้เกิดภัยพิบัติบ่อยครั้ง ประชาชนต่างพากันด่าทอไม่พอใจ บัดนี้เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่แท่นบูชาถือเป็นการลงโทษจากสวรรค์ ด้านนอกโจษจันกันว่าเป็นเพราะมารนักพรตปั่นหัวพระองค์จนลุ่มหลง ขอให้พระองค์สังหารคนสนิทข้างกายขจัดมารชั่วร้ายเพื่อแสดงให้ฟ้าดินเห็น”
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นชี้ไปที่นาง
ฉินหลิวซีขึงตาถลน “?”
เหตุใดข้าถึงกลายเป็นมารนักพรตไปได้เล่า
อ้อ ไม่สิ เวลานี้ข้ามีสถานะเป็นมหาราชครู ซึ่งถือเป็นมารนักพรตชั่วร้ายในสายตาของคนไม่น้อย
เสนาบดีลิ่นยังเอ่ยอีกว่า “หากเทียบกับเสียงเรียกร้องขอให้กำจัดมารชั่วร้ายผู้นี้ทิ้งยังมีเรื่องที่ร้ายแรงกว่านี้อีกนะ เพราะราษฎรไม่มีที่ระบายความแค้น คิดว่าใต้หล้าตกอยู่ในความมืดมิด ต่างถือตั้งว่าลัทธิเต๋าที่อยู่ในครรลองธรรมเป็นอธรรมเสียหมด ทั้งไล่ล้อมและปล้นสะดมสำนักเต๋า แม้แต่สำนักพุทธก็ยังไม่เว้น เพียงแต่โดนเบากว่าสำนักเต๋าเล็กน้อยก็เท่านั้น”
ฉินหลิวซีเผยสีหน้าขรึมลง แววตาทั้งสองข้างมีประกายดุดันพาดผ่าน
“บัดนี้เจ้าดูเหมือนมารนักพรตแล้วจริงๆ” เสนาบดีลิ่นแขวะไปประโยคหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “หากเทียบกับฮ่องเต้องค์ก่อนที่แค่ข่มสำนักเต๋าละก็ เวลานี้ทั้งสำนักพุทธและเต๋าต่างได้รับผลกระทบทั้งสิ้น เหมือนมีใครจงใจสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมา เจ้าว่าใช่ฝีมือของเจ้าผีบ้านั่นหรือไม่”
ฉินหลิวซีฉีกยิ้มพลางเอ่ย “ท่านเสนาบดีแค่จัดการเรื่องภายในให้ดีก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องไปสนใจ”
นางพยักหน้าให้เขาก่อนหมุนตัวเดินจากไป
“เวลานี้เป็นโอกาสอันเหมาะสม ควรกำหนดแต่งตั้งองค์รัชทายาทได้แล้ว”
เสนาบดีลิ่นได้ยินสารที่ถ่ายทอดมาผ่านโสตประสาท ทว่ากลับไม่เผยท่าทีประหลาดใดเลยสักนิด ก่อนจะเดินเข้าตำหนักบรรทมไป
...
ณ คุก กรมอาญา
เฟิงซิวนั่งเอนตัวในห้องขังผ่อนคลายสบายราวกับเป็นคุณชายใหญ่ก็มิปาน ชุดสีแดงที่แสนสะดุดตา เส้นผมสีดำเต็มศีรษะถูกมัดไว้อย่างลวกๆ แต่หากมองอย่างละเอียดก็จะเห็นว่าภายใต้เส้นผมสีดำมีเส้นผมสีทองประกายแดงเก็บซ่อนไว้อยู่ มือข้างหนึ่งใช้เท้าคาง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกำลังม้วนผมเล่น ดวงตาจิ้งจอกเรียวยาวปิดลงเล็กน้อย
หากไม่ใช่เพราะคุกแห่งนี้ทรุดโทรมซอมซ่อ แตกหักไปทั่วทุกที่ อีกทั้งนักโทษภายในคุกล้วนคุกเข่าด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆ สีหน้าเต็มไปด้วยท่าทีหวาดผวา ด้วยใบหน้างดงามเช่นนี้คงชวนให้ละสายตาไม่ได้แน่นอน
แต่เพราะเหลือบมองเขาบ่อยครั้ง พูดจาไม่น่าฟังเล็กน้อย นักโทษทั้งหมดเลยถูกซัดหนักไปยกหนึ่ง อีกทั้งรอยแตกร้าวในคุกก็ล้วนเป็นฝีมือของเขาทั้งสิ้น ส่วนเหตุผลก็คือทะเลาะกัน
เจ้าพนักงานและผู้คุม กระทั่งคนของกรมอาญาต่างปวดเศียรเวียนเกล้า พวกเขาอยากควบคุมตัวหนุ่มหล่อผู้นี้ไว้ แต่กระนั้นความสามารถกลับไม่เอื้ออำนวย ทำให้ประชิดตัวเขาไม่ได้
ทว่าเขาเองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พอซัดเสร็จไปยกหนึ่งก็เลือกห้องขังแล้วนั่งลง จากนั้นก็ปล่อยให้พวกเขารีบสอบสวน กระทั่งศพแห้งกรังนั้นยังส่งมอบให้ด้วยความเต็มใจ
แต่ความตายเช่นไรถึงทำให้สภาพศพแห้งกรังได้ขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้น ถูกสูบเลือดเนื้อไปอย่างนั้นหรือ
อีกอย่างมีนักโทษคนใดที่หยิ่งยโสเท่าเขาบ้าง
เจ้าถิ่นในเมืองหลวงจอมเผด็จการอย่างท่านอ๋องน้อยมู่ยังหยิ่งยโสอวดดีไม่เท่าเขาเลย
ขนตาแพรยาวของเฟิงซิวไหวกระตุก เขาเปิดเปลือกตาขึ้นก่อนจะมองไปทางฉินหลิวซีที่ปรากฏตัวในคุกโดยกะทันหัน จากนั้นก็จิ๊ปากแสดงสีหน้ารังเกียจเต็มที “ท่าทีเช่นนี้ของท่านช่างอัปลักษณ์นัก”
ฉินหลิวซีเอ่ย “นี่เจ้าว่างมากไม่มีอะไรทำหรือไร เล่นสนุกพอแล้วก็กลับไปทำงาน มัวมาเสียเวลาอะไรอยู่ที่นี่”
“ไม่เคยมาเลยลองแวะมาดู” เฟิงซิวแบมือสองข้างทำทีเหมือนช่วยไม่ได้ “เจ้าหมาฮ่องเต้นั่นคิดจะหลอกเอาผลงานความทุ่มเทของพวกเราไป ถ้าไม่หาเรื่องสร้างความลำบากให้เขาบ้าง ใจของข้าคงไม่สงบ!”
“ให้มันน้อยๆ หน่อย” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยเสียงดูแคลน “สองปีนี้เขาคงใช้ชีวิตได้ไม่เป็นสุขนักหรอก ตอนนี้ยิ่งนอนเป็นผักอยู่บนเตียง ไม่มีสิ่งใดทรมานไปมากกว่านี้แล้ว”
ไม่มีฮ่องเต้องค์ใดทนเห็นตัวเองนอนเป็นอัมพาตบนเตียงได้ เปรียบเหมือนเสือแก่ที่ไร้เขี้ยวฟันและเฒ่าชรา มองอำนาจในมือค่อยๆเลือนหายไป ซึ่งนี่ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายไปแล้วเสียอีก
ฮ่องเต้คังอู่เองก็ไม่ต่างกัน
“กลับมาคุยเรื่องจริงจังก่อน เหยียนตงนั่นถูกคนสิงร่างจริงๆหรือ”
เฟิงซิวพยักหน้าเอ่ย “ข้าตรวจดูดวงจิตแล้ว ช่องดวงจิตขอเขามีกลิ่นอายเศษซากดวงจิตสองดวง อันหนึ่งชั่วร้าย อันหนึ่งดี ในเมื่อเขาตายไปแล้วเลยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร”
“คงมีแต่คนที่กลัวว่าใต้หล้านี้จะไม่วุ่นวายนั่นแหละ” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยเสียงเย็นยะเยือก “เริ่มจากใช้ยาทำร้ายพระวรกายของฮ่องเต้คังอู่ก่อน จากนั้นก็ใช้ความฝันปลุกปั่นให้เขาไปทำพิธีบวงสรวง เขาอยากให้ฮ่องเต้หายไป ทำให้ใต้หล้านี้ตกอยู่ในความวุ่นวาย”
“หากเขาอยากฆ่าเจ้าหมาฮ่องเต้นั่นทิ้ง เหตุใดต้องทำให้มันยุ่งยากด้วย ฆ่าทิ้งโต้งๆเลยไม่ได้หรือ”
ฉินหลิวซีส่ายหน้าเบาๆ “เขาเป็นถึงกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ ราชสกุลที่มีมังกรคอยปกปัก พลังมังกรคุ้มครองร่าง หากเขาลงมือโต้งๆ ผลกรรมย่อมมหาศาล ผลสะท้อนกลับเช่นนั้นเขาคงไม่อยากรับไว้ นอกจากนี้การกระทำของเขาอาจจะทำเพื่อถ่วงเวลาของเราด้วยก็ได้ บัดนี้เรื่องที่ชาวบ้านทำลายสำนักพุทธเต๋าได้เกิดขึ้นแล้ว เจ้าเองก็คงพอได้ยินมาบ้างแล้วกระมัง”
เฟิงซิวมุ่นคิ้ว “อืม สองสำนักพุทธเต๋าคงอกสั่นขวัญแขวนอย่างเลี่ยงไม่ได้”
พวกเขามีใจอยากช่วยกู้โลก แต่เหล่าราษฎรกลับไม่รู้เรื่องเลย ซ้ำยังหูเบาคอยกดข่มทำลาย ต่อให้เลือดเดือดพล่านก็เย็นชืดลงได้เหมือนกัน หากอ่อนแอหรือเห็นแก่ตัวสักหน่อยคาดว่าคงสะบัดมือทิ้งไม่ทำต่อแล้วกระมัง
ในเมื่อทุกอย่างที่พวกเขาทำล้วนเพื่อปวงประชาในใต้หล้า ทว่าเหล่าชาวบ้านกลับเพิกเฉยใส่พวกเขา เหมือนหมาป่าลืมคุณก็มิปาน ใครจะชอบใจบ้าง
หากไม่ชอบใจก็คงมองอย่างเย็นชาอยู่เฉยๆ มองผู้ที่อ่อนแอกำลังดิ้นรนอย่างทุกข์ยากในความสิ้นหวัง
พวกเขาสองคนคิดถึงจุดนี้โดยมิได้นัดหมาย พลันก็อดโพล่งขึ้นมาไม่ได้ว่า “บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เขาอยากเห็น”
โจมตีจุดอ่อนของมนุษย์นั่นเอง
คาดว่าตอนนี้เขาคงแอบเย้ยหยันพวกเขาจากมุมลับๆดูสิ ผู้ผดุงความถูกต้องอย่างพวกเจ้าที่คิดอยากช่วยโลก บัดนี้เย็นชาและเฉยเมยเห็นแก่ตัว ยังคู่ควรให้เข้าร่วมด้วยอีกหรือ
“นักฝึกตน มีใครไม่ทุกข์ทรมานบ้าง ขอแค่ทุกการกระทำเป็นไปอย่างถูกต้องแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” เสียงเบาหวิวของฉินหลิวซีดังแว่วมา “ทุกแผนการและกลอุบายล้วนไม่สามารถต้านทานต่อพลังที่แท้จริงได้ พวกเราแค่รับมือไปทีละสถานการณ์ก็พอ”
“เจ้าหมาฮ่องเต้นั่นอยากครอบครองร้านยาตำหนักอายุวัฒนะของพวกเรา ท่านจะให้ไปง่ายๆเช่นนี้หรือ” เฟิงซิวเอ่ย “ให้ข้าไปแสดงต่อหน้าเจ้าหมาฮ่องเต้นั่นหรือไม่ว่าอะไรคือเจตนาฆ่าของจริง ข้าจะทำให้ตกใจตายไปเลย!”
ซึ่งเป็นการบอกเขาด้วยว่าหากคิดจะฆ่าเขาไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม แต่สามารถจัดการได้โดยไม่ต้องให้สุ้มให้เสียงเลยสักนิด
ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “อย่าสร้างความวุ่นวายไปมากกว่านี้เลย ภัยพิบัติก็สร้างความวุ่นวายมากพอแล้ว ขุนนางในราชสำนักใกล้บ้าเต็มที หากใต้หล้าโกลาหลไปมากกว่านี้ คนที่ขมขื่นกลับจะเป็นพวกเรา ไปเถอะ ควรแหกคุกได้แล้ว!”
เฟิงซิวลุกขึ้นยืน ขบคิดพลางเอ่ย “แม้แต่สัตว์มงคลตรงตำหนักบวงสรวงแท่นบูชายังถูกร่ายคาถาชั่วร้าย หากสิ่งที่เหลืออยู่รับมือยากกว่าที่เราเคยหาเจอมา ควรจะทำอย่างไรต่อไปดี”
ซื่อหลัวบ้าคลั่งจนยากจะควบคุม เขาย่อมไม่สนใจประชาชนในใต้หล้า แต่พวกเขาแตกต่างกันออกไป หากสร้างดวงตาค่ายกลวางในจุดที่ยุ่งยากมากกว่านี้เล่า
อย่างเช่นถ้าทำลายดวงตาค่ายกลนี้ต้องฆ่าคนตายมากมาย แล้วพวกเขาจะยังทำลายต่อไปอีกหรือไม่
ฉินหลิวซีบีบกระดูกนิ้วมือข้างซ้ายของตนพลางหลุบตาลงต่ำ เอ่ยออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ยามเข้าตาจนจริงๆ เรื่องที่ไม่ควรทำก็ต้องทำ เจ้ารู้จักข้าดีว่าหากฆ่าคนคนเดียวเพื่อรักษาคนนับหมื่นได้ ข้าก็กล้าทำ”
ทันใดนั้นพวกเขาสองคนก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังแว่วมา พอสบตากันแล้วก็หายวับจากคุกไป
เจ้าพนักงานที่เอาข้าวมาส่ง พลันกล่องข้าวในมือก็ร่วงตกลงพื้นเสียงดังตุ๊บ ก่อนจะกรีดร้องเสียงแหลม “แย่แล้ว นักโทษแหกคุก!”
ตอนที่ 1195: เสาหลัก เจ้าอย่าปอดแหกสิ
ยามฟ้ารุ่งสาง
ขณะที่ฉินหลิวซีและเฟิงซิวยืนอยู่กลางอากาศ กำลังจับจ้องกลุ่มบัณฑิตที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าประตูวัง บวกกับเหล่าประชาชนด้านหลังที่กำลังก่นด่าด้วยอารมณ์เดือดพล่านว่ามารนักพรตใช้อาคมปลุกปั่นกษัตริย์ ขอให้พระองค์ทรงกำจัดขุนนางคนสนิทเพื่อลบล้างมลทินให้บ้านเมือง
“นี่เรียนหนังสือกันจนโง่ไปแล้วหรืออย่างไร อากาศหนาวขนาดนี้ แต่ดันมาประท้วงที่นี่” เฟิงซิวโมโหพลางหลุดขำ เอ่ยขึ้นว่า “หากมีพละกำลังและสติเช่นนี้ สู้ไปช่วยผู้ประสบภัยที่แท่นบูชาจะดีกว่า อาศัยแค่ปากด่าทอจะช่วยให้ใต้หล้าสงบสุขขึ้นหรือไร แต่ดูจากความสามารถของพวกบัณฑิตบ้าๆนี้แล้ว เห็นทีคงร่ำเรียนมาเสียเปล่าจริงๆ”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ขอแค่เกิดภัยพิบัติกับมนุษย์ ประจวบกับมีเป้าหมายโจมตีอย่างมหาราชครูอยู่ด้วย บวกกับมีคนคอยชี้นำด้วยเจตนา การยัดข้อหานี้ให้เขาก็เพื่อสร้างความสบายใจก็เท่านั้น”
เหล่าบัณฑิตมานั่งประท้วงกันอยู่หน้าประตูวังกลับไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในประวัติศาสตร์หากมีสนมโปรดคนใดทำลายบ้านเมือง มักถูกประณามว่าเป็นนางปีศาจที่ทำให้บ้านเมืองล่มจมจึงพร้อมใจพากันคัดค้าน ในเมื่อมีคำพูดสวยหรูของมหาราชครู หากไม่สามารถสร้างยุคทองได้ตามคาดย่อมถูกครหาว่าเป็นมารนักพรตที่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศเป็นธรรมดา
“ดูท่าทางคงเป็นมหาราชครูไม่ได้แล้ว อันตรายเกินไป!” ฉินหลิวซีจิ๊ปากที “โชคดีที่ข้าทูลฝ่าบาทไปว่าวาสนาสิ้นสุดกันแล้ว ชิงหนีเสียก่อน นับว่าข้ามองการณ์ไกลจริงๆ”
เฟิงซิว “...”
อยากรู้จริงๆ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานักพรตเฒ่าชื่อหยวนสอนท่านมาอย่างไร
เขามองบัณฑิตเบื้องล่างด้วยแววตาวาวโรจน์แล้วเอ่ย “จะลงมือหรือไม่”
“ไม่จำเป็นหรอก มีคนจากในวังมาแล้ว”
เฟิงซิวมองไป มีคนเดินมาจริงๆด้วย อีกทั้งคนที่มายังเป็นคนคุ้นเคยกัน เขาก็คือขุนนางหน้าเงินอย่างชุยซื่อเสวีย กรมครัวเรือนนั่นเอง
ชุยซื่อเสวียนำสาสน์พระราชโองการมาด้วย จากนั้นก็เอ่ยว่ามหาราชครูได้รับบาดเจ็บหนักเพราะช่วยฝ่าบาทไว้ขณะที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวจึงล่วงลับไปแล้ว
ฉินหลิวซี “...”
เฟิงซิวหลุดขำพรวด “อ้อ นี่ท่านตายแล้วหรือ!”
น่าสนใจ ในที่สุดก็มีเรื่องขบขันที่ทำให้เขาหัวเราะออกมาได้ในช่วงเวลาที่ชวนให้รู้สึกอัดอั้นตันใจเช่นนี้
ฉินหลิวซีจับจ้องเขาด้วยท่าทีเย็นชา อยากตายหรือ
ชั่วพริบตาเดียวทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ มีคนบอกว่ามหาราชครูตายแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือโกหก บางทีอาจเป็นการปลอบขวัญพวกเขาถึงจงใจสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาก็ได้
“พวกเจ้าบังอาจกล่าวหาว่าพระราชโองการเป็นคำโกหกหรือ ในใจของพวกเจ้าดีแต่ครหากันไปโดยไร้หลักฐาน” ชุยซื่อเสวีย แหวเสียงสูง “บ้านเมืองกำลังเผชิญกับความลำบาก ในฐานะบัณฑิตนอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระบ้านเมืองไม่ได้แล้ว แต่กลับเป็นแกนนำมาประท้วงสร้างความวุ่นวาย ใครสอนพวกเจ้าหรือ หากมีเวลาว่างนัก สู้เอาเวลาไปช่วยแบกอิฐแบกปูนที่แท่นบูชาจะดีกว่า ทำความสะอาดล้างดินโคลน ยกร่างผู้เสียชีวิต นี่ต่างหากถึงจะสร้างคุณงามความดีมหาศาล มัวมานั่งพูดจาไร้สาระเช่นนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ต้าเฟิงดีขึ้นมาหรอก”
เหล่าบัณฑิตใบหน้าร้อนผ่าว พวกเขาจะไปทำเรื่องพวกนั้นได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขามีมือไว้ถือพู่กันเท่านั้น
เฟิงซิวเลิกคิ้วเอ่ย “สกุลชุยนี่ก็ไม่เลว ดุดันปากร้ายพอตัว”
“เกิดในตระกูลใหญ่ ไม่รู้ว่าต้องเสียทรัพยากรมากมายเท่าไรกว่าจะปลูกฝังมาได้ขนาดนี้ หากไม่มีความสามารถจริงๆ ก็คงไม่ได้นั่งตำแหน่งนี้ตอนอายุเท่านี้หรอก” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความชื่นชม
มีคนอ้างขึ้นประโยคหนึ่งอย่างไม่กลัวตายว่าพวกเขาคือเสาหลักบ้านเมืองในวันข้างหน้า บอกว่านี่ไม่ใช่การสร้างความวุ่นวาย แต่ขอพระองค์ทรงให้ความกระจ่างโดยกำจัดคนสนิทข้างกาย
“เอ๊ะ เสาหลักของบ้านเมืองในวันข้างหน้าอย่างเจ้า ขอถามหน่อยเถอะว่าเจ้าอายุเท่าใดหรือ ตอนนี้สร้างความดีความชอบใดบ้าง ดูจากชุดบัณฑิตที่เจ้าสวม ระดับจวี่เหริน ยังสอบไม่ติดเลยกระมัง กล้าบอกว่าตนเป็นเสาหลักด้วยหรือ มาๆ เจ้ามานี่ ข้าจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้า เจ้าไปขอพระองค์ทรงให้ความกระจ่างต่อหน้าพระพักตร์เองเลย อย่าสิ จะหนีไปไหนเล่า เจ้าเสาหลักอย่าเพิ่งปอดแหก ตามข้าไปเข้าเฝ้าพระองค์สิ!”
ชุยซื่อเสวียมองเจ้าเด็กคนนั้นเดินร่นถอยไปด้านหลังเรื่อยๆ ก่อนจะหันไปมองทุกคน “พวกเจ้าเองก็เหมือนกัน หากมีเรื่องใดที่ยังไม่กระจ่างก็คิดตอนนี้เลย ท่องจำให้ขึ้นใจ มิเช่นนั้นข้ากลัวว่าพวกเจ้าจะไปตะกุกตะกักต่อหน้าพระพักตร์ กระทั่งแม้แต่ชื่อตัวเองก็ยังบอกไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ”
พลันก็ตกอยู่ในความเงียบ
เฟิงซิวหัวเราะร่า แสบ ช่างแสบนัก!
ฉินหลิวซีเองก็แฝงรอยยิ้มในแววตา
“มีใครอยากขอความกระจ่างจากพระองค์อีกหรือไม่ เดินมาแจ้งลงชื่อกับข้าได้เลย บัดนี้เซิ่งจิงเกิดแผ่นดินไหว มีชาวบ้านมากมายไม่มีบ้านให้กลับ บ้านเมืองตกอยู่ในความลำบาก เป็นช่วงเวลาที่เสาหลักบ้านเมืองอย่างพวกเจ้าต้องออกแรงแล้ว ไม่สิ คนอ่อนแออย่างพวกเจ้าคงออกแรงไม่ไหว เช่นนั้นออกเงินก็พอแล้ว แค่หมื่นตำลึง ไม่ต้องถึงสองหมื่นสามหมื่นหรอก ขอแค่ช่วยกันออกคนละหมื่นตำลึงก็พอ ข้าจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเลย ให้โอกาสพวกเจ้าได้แสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์! หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไปก็คงไม่มีแล้ว มาเร็วเข้า”
ชุยซื่อเสวียส่งสายตาให้ข้าหลวงข้างกายตนก่อนที่เขาจะรีบหยิบสมุดกับพู่กันขึ้นมาในทันที จากนั้นก็เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ไม่รู้ว่าถูกยกมาวางตั้งแต่เมื่อไร ตะโกนขึ้นว่า “โอกาสมีแค่ครั้งเดียว ใครอยากลงชื่อรีบเร่เข้ามาเลย”
สถานการณ์เงียบกริบราวกับเข็มตกพื้นยังได้ยินเสียงก็มิปาน
สายตาของเหล่าบัณฑิตที่มองไปทางชุยซื่อเสวียราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น น่ากลัว ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
วิธีการหาเงินที่แปลกใหม่และไม่ธรรมดาเช่นนี้ ตกลงใครเป็นคนสอนเขากันหรือ
“สุดยอด!” เฟิงซิวหัวเราะตัวโยน ตบหน้าขาแล้วเอ่ย “ฉายาคนหน้าเงินแห่งกรมครัวเรือน สมกับเขาจริงๆ เขาช่ำชองการหาเงินสุดๆ แม้แต่พระที่เดินผ่านยังต้องถูกเขาดึงผมไปสักเส้นเลย!”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ดูท่าทางกรมครัวเรือนคงไม่มีเงินจริงๆ”
บีบบังคับให้ชุยซื่อเสวียไม่ปล่อยโอกาสในการหาเงินไปแม้แต่วิธีเดียวเช่นนี้ เห็นทีท้องพระคลังคงว่างเปล่า
ครั้นชุยซื่อเสวียเห็นว่าไม่มีใครก้าวขึ้นมาก็อดเอ่ยเสียงเย็นชาไม่ได้ว่า “ทำไมเล่า ไม่มีใครอยากลงชื่อเลยหรือ ขี้ขลาดหรือไม่มีเงินกันแน่ ขอเงินก็ไม่มีให้ ขอแรงพวกเจ้าก็ให้ไม่ได้ ยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นเสาหลักของบ้านเมือง แต่พวกเจ้าดีแต่มานั่งพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลว่ามีความจงรักภักดีต่อบ้านเมืองอยู่ตรงนี้ ถุย ข้าจะบอกพวกเจ้าให้ หากอยากแสดงความจงรักภักดีละก็ มีแค่สามทางเท่านั้น”
เขารุดขึ้นมาหนึ่งก้าว มือทั้งสองข้างไพล่ไว้ด้านหลัง “ทางแรกออกแรง หากที่ใดเกิดภัย พวกเจ้าก็เดินมุ่งหน้าไปทางนั้น ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับความลำบาก ทางที่สอง ออกรบทำศึกสงคราม ถึงแม้จะสู้ไม่ได้ คอยดูแลผู้บาดเจ็บอยู่เบื้องหลังก็ยังดี ทางที่สามมีเงินทองมากมาย กรมครัวเรือนของพวกเราอยากได้เท่าไรก็มีให้เท่านั้น หากพวกเจ้าเลือกสามทางนี้ไม่ได้สักทาง เช่นนั้นมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย อย่ามารวมตัวกันก่อความวุ่นวายดีแต่ใช้ปาก ขุนนางในราชสำนักอย่างพวกข้ามีเรื่องต้องทำอีกมากมาย ไม่มีเวลามาสนใจพวกเจ้าหรอก”
ชุยซื่อเสวียเอ่ย “มีใครไม่พอใจคำพูดของข้าหรือไม่ มาลงชื่อระบายความแค้นกับข้าได้เลย”
หากใครลงชื่อ ข้ารับประกันว่าอนาคตของเจ้าดับมืดแน่!
“อ้อ ผืนดินตรงนี้เมื่อครู่ถูกกรมครัวเรือนกำหนดไว้แล้วว่าจะใช้ทำงาน หรือกล่าวได้ว่าพื้นที่ใต้ก้นของพวกเจ้าก็คือพื้นที่ของกรมครัวเรือน หากบัดนี้พวกเจ้าจะยึดครองก็ย่อมได้ เอาเงินมา คนละสิบตำลึง นั่งเงียบๆ ได้เลยหนึ่งวัน หรือจะนั่งกรรมฐานสำนึกผิดก็ได้เช่นกัน” ชุยซื่อเสวียเอ่ยเสียงเรียบ “ตอนนี้จะให้เวลาพวกเจ้าครึ่งเค่อ ถ้าไม่ไสหัวไปก็เอาเงินมา!”
เงียบ เงียบเป็นเป่าสาก
กา กา กา
ทันใดนั้นก็มีอีกาตัวหนึ่งโฉบลงมาเหนือศีรษะทุกคนจากกลางอากาศ ก่อนจะเปล่งเสียงร้องกาๆ
ฉินหลิวซีเหลือบมองเฟิงซิวแวบหนึ่ง ดีแต่ชอบหาเรื่อง
เฟิงซิวยิ้มตาหยี “ข้าแค่เพิ่มบทให้เขาหน่อยก็เท่านั้น”
บัณฑิตวัยกลางคนหนึ่งในนั้นลุกขึ้นยืน บุคลิกดูซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา แหวเสียงสูงว่า “ใต้เท้าไม่ต้องไล่หรอก ข้าจะไปช่วยผู้ประสบภัยที่แท่นบูชาเดี๋ยวนี้แหละ”
โธ่เอ้ย คนหน้าเงินสกุลชุยกรมครัวเรือนผู้นี้เรียกว่าอันธพาลคงเหมาะกว่า ถ้าไม่ไปแล้วจะรอถึงเมื่อไร ให้เงินหรือ หากมีเงินสิบตำลึง สู้เอาเงินไปซื้อเสื้อผ้าหนาๆ ใช้หน้าหนาวไม่ดีกว่าหรือ
“สหายหลิน รอข้าเดี๋ยว”
มีคนเดินไล่ตามเขาไป
พอมีคนลุกหนึ่งคน คนมากมายก็ทยอยไล่ตามไป ไม่นานหน้าวังก็เหลือเพียงความว่างเปล่า
ชุยซื่อเสวียถอดถอนหายใจด้วยอารมณ์หดหู่อย่างปิดไม่มิด “แม้แต่เงินสิบตำลึงยังหามาไม่ได้ ช่างน่าเศร้าใจนัก!”
ฉินหลิวซีล้วงหยิบถุงเงินขึ้นมาจากกระเป๋าก่อนโยนไปให้ชุยซื่อเสวีย ในเมื่อดูเรื่องสนุกๆแล้ว คงต้องให้เงินตบรางวัลบ้างกระมัง
ชุยซื่อเสวียมองเงินที่ปรากฏขึ้นในมือจากความว่างเปล่า พลันผงะไปครู่หนึ่งก่อนสองดวงตาจะเปล่งประกาย “ท่านอาจารย์ เป็นท่านหรือ”
ตอนที่ 1196: บ่อน้ำพึ่งพาชีวิต
ถึงแม้ชุยซื่อเสวียจะสัมผัสได้ แต่ฉินหลิวซีก็ยังไม่ปรากฏตัว เฟิงซิวเองยังรู้สึกประหลาดใจ
“ข้านึกว่าท่านจะยอมเจอเขาเสียอีก”
“หากเจอ เขาก็คงต้องถามข้าเรื่องวิธีการหาเงิน ข้าไม่มีเวลาขนาดนั้น” ฉินหลิวซีส่ายหน้า “แต่ละคนมีหน้าที่เป็นของตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี นั่นต่างหากถึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง”
นางพูดพลางเหลือบมองมาทางเขาแวบหนึ่ง เอ่ยขึ้นว่า “หากเจ้ามีเงินก็บริจาคบ้าง”
“ทำไมต้องบริจาคด้วย”
“คนเราเกิดมามือเปล่า ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ราชาปีศาจอย่างเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน หลอมเป็นบุญกุศล เพิ่มแรงศรัทธาให้ตัวเองสักหน่อย”
เฟิงซิว “ข้าไม่ทำ ข้าสร้างเรือนทองคำเหลืองอร่ามให้ตัวเองสักห้อง วันหน้าอยู่อาศัยไม่สวยกว่าหรือ”
“อืม สวยบาดตาบอดเชียวล่ะ” ฉินหลิวซีเย้ยหยันที ทันใดนั้นก็ขยับข้อมือ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้น จากนั้นแมลงกู่หนอนไหมทองก็คลานออกมาจากมือของนางแล้วเดินวนไปวนมา
“เจ้าหาดวงตาค่ายกลต่อเถอะ มีเรื่องใดก็ส่งสารเป็นเสียงมา” ฉินหลิวซีก้าวขาก่อนจะหายตัวไปท่ามกลางความว่างเปล่า
เฟิงซิวโมโหไม่น้อย ได้ เขาสู้สตรีนางหนึ่งไม่ได้ด้วยซ้ำ!
ใช้แมลงกู่หนอนไหมทองในการส่งสาร นอกจากแม่มดผู้นั้นแล้วจะเป็นใครไปได้อีก
ฉินหลิวซีได้รับสารจากซือเหลิ่งเย่ว์มาจริงๆ ว่านางพบดวงตาค่ายกล แต่ค่ายกลนั้นกลับเป็นอุปสรรคของนาง กำจัดทิ้งยาก จึงทำได้แค่บอกฉินหลิวซีด้วยความจนใจ
ยามที่ฉินหลิวซีเดินทางมาถึงที่พักของซือเหลิ่งเย่ว์ก็ล่วงเลยเวลาเที่ยงมาแล้ว ท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศเหมือนฝนจะตกอยู่รำไร
“เสี่ยวซี”
ซือเหลิ่งเย่ว์เดินรุดเข้าไปหาฉินหลิวซี กวาดตามองนางรอบหนึ่งถึงเอ่ยพลางขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าผอมลงอีกแล้วหรือ”
ไม่เจอกันหนึ่งปี รูปร่างของฉินหลิวซีผอมบางลงเรื่อยๆ เดิมทียามที่ร่างบางสูงชะรูดของนางยืนอยู่ตรงหน้าก็มีบุคลิกนิ่งสุขุมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ถึงแม้นางจะจงใจซุกซ่อนไว้บ้างแล้ว แต่ซือเหลิ่งเย่ว์ยังต้องผงะกับแรงกดทับมหาศาลจากนาง
นางผอมลงแต่แข็งแกร่งมากกว่าเดิม นางในยามนี้เปรียบดั่งศาสตราวุธเทพที่พร้อมชักออกมาได้ทุกเมื่อ!
ฉินหลิวซีมองชุดผ้าเนื้อบางสีขาวดุจหิมะที่ปักรูปสัญลักษณ์ อีกทั้งบนหน้าผากยังมีลายสัญลักษณ์สีทองแดงเล็กๆ สักไว้ด้วย นางจึงอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ว่า “นี่สักลงไปเลยหรือ”
ซือเหลิ่งเย่ว์ลูบลายสักสัญลักษณ์บนหน้าผากแล้วเอ่ย “นี่เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลซือพ่อมดแม่มดสายขาว ซึ่งจะมีเพียงสายเลือดทางตรงเท่านั้น หลังจากที่ตระหนักได้ถึงพลังแม่มดอย่างแท้จริงแล้วถึงจะได้รับประทานพรจากบรรพบุรุษ จากนั้นถึงจะปรากฏ ซึ่งนี่ก็เป็นสัญลักษณ์ในฐานะเจ้าสำนักนั่นแหละ”
ฉินหลิวซียิ้มด้วยความปลื้มใจ “ยินดีด้วยนะ”
นางสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากร่างของซือเหลิ่งเย่ว์ ซึ่งเป็นพลังวิญญาณที่แตกต่างจากลัทธิเต๋า อีกทั้งแฝงไปด้วยความลึกลับที่ยากจะเดาได้ ประหลาดเล็กน้อย จะบอกว่ามันดำสนิทเลยก็ไม่ได้เพราะแฝงความศักดิ์สิทธิ์ไว้ด้วย
สรุปว่าเป็นมวลพลังของตระกูลพ่อมดแม่มดสายขาวนั่นเอง
“ตัวสัตว์ประหลาดหินที่เจ้าบอกนั่นอยู่ไหนหรือ แล้วเกิดเรื่องใดขึ้น” ฉินหลิวซีเอ่ยถามไปตรงๆ
ซือเหลิ่งเย่ว์เผยสีหน้าจริงจัง พร้อมพานางเดินตรงไปข้างหน้าแล้วเอ่ย “เป็นหินรูปสัตว์ที่ใช้วางทับบ่อน้ำ แถมเป็นแหล่งน้ำของหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งด้วย”
“บ่อน้ำนั้นมีปัญหาหรือ” ฉินหลิวซีคิดเชื่อมโยงได้ในทันที
ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “บ่อน้ำนั้นถูกพวกเขาบูชายกย่องให้เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์”
ในเวลานี้พอฉินหลิวซีได้ยินคำว่าศักดิ์สิทธิ์ นัยน์ตาก็ประกายความชิงชังออกมา เอ่ยเสียงเย็นชาว่า “เป็นเทพชั่วร้ายหรือ”
หากบ่อน้ำจะมีเทพย่อมไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร เนื่องด้วยสภาพภูมิศาสตร์หรือฮวงจุ้ย บ่อน้ำบางแห่งจึงมีเทพศักดิ์สิทธิ์ พอบ่อน้ำมีพลังวิญญาณ หากมีคนศรัทธาและบูชาอยู่เรื่อยๆ นานวันเข้าก็จะมีเทพขึ้นเอง จากนั้นบ่อน้ำแห่งนั้นก็จะมีรสหวาน
และทันทีที่เทพในบ่อน้ำนั้นหายไป รสชาติก็จะจืดชืดกระทั่งขุ่นลงอย่างชัดเจน
แต่หากเทพในบ่อน้ำเป็นเทพชั่วร้ายคงยุ่งยากไม่น้อย โดยเฉพาะบ่อที่เป็นแหล่งน้ำ น้ำที่ทุกคนดื่มใช้ พอสะสมนานวันเข้าจะถูกล้างสมองได้ง่าย กลัวก็แต่จะอยู่ในสมองของพวกเขา น้ำนั้นศักดิ์สิทธิ์กว่าน้ำบนฟากฟ้าและทำลายทิ้งยากกว่ามาก
เผยแพร่ศาสนายังต้องเปลืองน้ำลาย แต่หากดื่มเข้าไปแล้วสามารถทำให้ศรัทธาต่อบ่อศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยความสมัครใจ เช่นนั้นก็ไม่ต้องเปลืองน้ำลายแล้ว
โลกใบนี้จัดการยากกว่าฆ่าผีมากนัก โดยเฉพาะชาวบ้านโง่ๆ หากคิดจะจัดการสิ่งที่ยึดเหนี่ยวในสมองและจิตใจอันหนักแน่นของพวกเขาต่อบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาคงสู้กับเจ้าอย่างสุดกำลังแน่
ฉินหลิวซีหนังศีรษะชาวาบ ตอนนี้นางกำลังสงสัยว่าจิ้งจอกสมควรตายนั่นรู้กลอุบายนี้ตั้งแต่แรกแล้วถึงได้บอกใบ้นางก่อน เอาล่ะ ตอนนี้เกรงว่านางจะต้องเจอกับเรื่องที่ไม่อยากทำเข้าจริงๆแล้ว
นางเอ่ยด้วยสีหน้าขรึม “หากหินรูปสัตว์ประหลาดนั่นเป็นสิ่งชั่วร้าย ต่อให้เป็นเทพ ข้าก็ต้องฆ่าทิ้ง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องเทพผู้ชั่วร้ายเลย”
ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “หากเป็นเพียงเทพชั่วร้ายคงฆ่าทำลายทิ้งได้ง่ายหน่อย แต่เรื่องมันไม่ง่ายดายขนาดนั้น”
“ทำไมหรือ”
“เพราะชาวบ้านผูกบ่อน้ำนั้นไว้กับชีวิตแล้ว”
ฉินหลิวซีรูม่านตาหดลง ในสมองมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา พลันใจเต้นตึกตัก
ดวงหน้างดงามของซือเหลิ่งเย่ว์เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก เอ่ยขึ้นว่า “หากบอกว่าเป็นเทพชั่วร้าย สู้บอกว่าเป็นเทพกู่ยังง่ายกว่า ในบ่อน้ำนั้นหล่อเลี้ยงกู่ตัวเมียกลืนกินพลังหยินไว้ตัวหนึ่ง อีกทั้งบ่อน้ำเหล่านั้นยังมีลูกกู่ พอลูกกู่เข้าสู่ร่างกายแล้วก็ต้องดื่มน้ำในบ่อนั้นเข้าไปถึงจะช่วยให้สงบลงได้ มิเช่นนั้นจะถูกดูดเลือดจนแห้งและตายในที่สุด”
ฉินหลิวซีเข้าใจแล้ว
หรือกล่าวว่านอกจากน้ำในบ่อนี้จะเป็นน้ำที่แย่งชีวิตของชาวบ้านเหล่านี้แล้ว ในทางกลับกันก็เป็นน้ำที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ด้วยเช่นกัน!
ต่อให้ทำลายสิ่งที่อยู่ในบ่อน้ำทิ้ง บ่อถูกทำลายน้ำก็ถูกทำลาย ชาวบ้านที่มีลูกกู่ในร่างกายก็จะตายตามไปด้วย
ฉินหลิวซีอดสบถด่าขึ้นทีไม่ได้ จิ้งจอกสมควรตาย เจ้ามานี่เลยนะ ข้าสัญญาว่าไม่เอาเจ้าถึงตายหรอก!
ปากอัปมงคลเหลือเกิน!
“ชาวบ้านพวกนั้นไม่รู้บ้างเลยหรือ”
ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “เจ้าทายดูสิว่าพวกเขารู้หรือไม่ พวกเขาออกห่างจากที่แห่งนี้ไม่ได้ หากพวกเขาออกจากที่แห่งนี้ไปย่อมต้องพกน้ำไปด้วยมากพอ ทันทีที่ไม่มีน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี่ พวกเขาก็ต้องตาย ไม่มีใครเดาออกเลยหรือ พวกเขาเดาออก กระทั่งทำพิธีบูชากราบไหว้ทุกๆปีด้วยซ้ำ”
“ดื่มน้ำอื่นไม่ได้เลยหรือ”
“ใช่ และต่อต้านด้วย” ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ยด้วยใบหน้านิ่งขรึม “และเพราะแบบนี้ นอกจากชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นจะไม่แบกน้ำไป หรือยามที่ต้องออกไปไหนเพื่อทำธุระชั่วคราว พวกเขาก็จะรีบกลับมาในเวลาอันรวดเร็ว”
ฉินหลิวซีมุ่นคิ้วเอ่ย “กู่กลืนกินพลังหยินนี่เลื่อนไปอยู่ในระดับเทพได้อย่างไรหรือ”
“กู่กลืนกินพลังหยินกำเนิดขึ้นเพราะการดูดซับพลังหยินเข้าไป พอลูกกู่อาศัยอยู่ในร่างก็ต้องใช้เลือดเพื่อหล่อเลี้ยงกู่อยู่ตลอด สิ่งที่เรียกว่าแม่กู่ย่อมมีความเกี่ยวข้องกัน เลือดที่พวกมันกินเป็นอาหารจะส่งไปถึงทางแม่ของมันด้วย ทันทีที่เจ้าของร่างตาย ลูกกู่ก็ต้องตายตามไปด้วย จากนั้นพลังหยินที่กลืนกินเข้าไปก็จะตีกลับไปที่ร่างของกู่ตัวแม่” ซือเหลิ่งเย่ว์กล่าวอธิบาย “กล่าวได้ว่าลูกกู่และเจ้าของร่างที่มันเกาะเป็นกาฝากก็คืออาหารของแม่กู่ตัวนั้นเพื่อใช้หล่อเลี้ยง โดยเฉพาะสตรีคือตัวเลือกที่ดีที่สุด”
ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างไม่เข้าใจอยู่บ้าง “เช่นนั้นไม่ว่าจะไปจากที่นี่หรือไม่ คนเหล่านั้นก็ต้องตายอยู่แล้ว ลำพังแค่จำนวนคนของหมู่บ้านเดียวจะเพียงพอหล่อเลี้ยงมันได้อย่างไร”
หากอยากฝึกหลอมตนเป็นเทพกู่ย่อมต้องใช้คนเป็นจำนวนมาก แต่อายุขัยของมนุษย์มีอย่างจำกัด ประกอบกับมีแมลงเกาะเป็นกาฝากในร่างกาย ในเมื่ออายุขัยไม่ได้อยู่อย่างยาวนานจะมีคนหล่อเลี้ยงมันมากมายได้อย่างไร
ซือเหลิ่งเย่ว์แค่นเสียงหัวเราะ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าชื่อบ่อน้ำนี้มีอีกชื่อว่าอะไร บ่อน้ำประทานบุตร”
ทันใดนั้นฉินหลิวซีก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา
“ตำนานบอกว่าหากดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ในบ่อประทานบุตรนี้เข้าไปก็จะมีบุตร เจ้าว่าสตรีที่รู้เรื่องนี้จะมาขอดื่มสักถ้วยหรือไม่เล่า” ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ยเสียงเย็นชา “แต่หมู่บ้านบ่อน้ำโบราณมีกฎว่ามาขอดื่มน้ำได้ แต่ต้องหาใครมาแต่งงานเกี่ยวดองด้วยคนหนึ่ง ชายหรือหญิงก็ได้ และไม่เกี่ยงเรื่องอายุ นี่จึงทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านบ่อน้ำโบราณไม่มีวันสูญสิ้น อีกทั้งเวลานี้มีคนในหมู่บ้านสองร้อยกว่าคนแล้วด้วย”
พลันแววตาของฉินหลิวซีก็หม่นลง หากเป็นเช่นนี้คนในหมู่บ้านบ่อน้ำโบราณย่อมรู้ความลับในร่างกายของตนดี แต่นอกจากพวกเขาจะไม่ปล่อยให้รั่วไหลออกไปแล้ว ในทางกลับกันพวกเขายังดึงดูดคนจากหมู่บ้านอื่นมาเติมเต็มทดแทนคนที่ตายไป อีกทั้งยังทำร้ายคนอื่นด้วย แบบนี้สมควรตายนัก!
ตอนที่ 1197: ข้ามาเพื่อฆ่าเทพ
เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นบ่อน้ำประทานบุตร หมู่บ้านบ่อน้ำโบราณจึงตั้งชื่อนี้ไปโดยปริยาย บัดนี้ในหมู่บ้านมีประชากรสองร้อยกว่าคน ทว่ามีหญิงชราเพียงน้อยนิด หากไม่ใช่เด็กสาวก็เป็นหญิงวัยเจริญพันธุ์ อีกทั้งพวกนางกลับไม่ได้ดูอ่อนเยาว์สดใสตามวัย แต่กลับดูโรยราทรุดโทรม
ทุกคนในหมู่บ้านนี้ล้วนท้องป่องเล็กน้อย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ หน้าท้องจะยื่นออกมาเหมือนท้องของกบก็มิปาน
ขณะที่ฉินหลิวซีและซือเหลิ่งเย่ว์เดินเข้าหมู่บ้านมาก็สัมผัสได้ถึงพลังหยินอันแรงกล้า นางชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เตะปลายเท้าขึ้นไปกลางอากาศแล้วกวาดตาสำรวจจากมุมบน หลังจากใช้ข้อนิ้วลองตรวจคำนวณดูแล้วถึงแตะปลายเท้าจรดพื้น
“ภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านนี้แบกพลังหยินไว้ ป้ายชื่อหมู่บ้านติดในตำแหน่งตะวันออกเฉียงเหนือ ตามฮวงจุ้ยแล้วเรียกว่าประตูผี ซุ้มประตูตั้งอยู่หน้าประตูผี เปรียบเสมือนการเปิดประตูนรกเพื่อเรียกสิ่งชั่วร้ายเข้ามา ดังนั้นหมู่บ้านนี้จึงรายล้อมไปด้วยพลังหยิน เกิดความไม่สมดุลระหว่างหยินและหยาง และกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพลังหยินเข้มข้น” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “ต่อให้ไม่มีเจ้าตัวกาฝากนั่น แต่หากอาศัยอยู่ที่นี่นานวันเข้า กลับจะมีแต่ความซวยรุมเร้า อายุขัยสั้นลง ส่งผลต่อดวงชะตาบุตร กระทั่งไร้บุตรหรือเป็นบุตรที่มีโรคภัยรุมเร้า ไม่ช้าก็เร็วต้องกลายเป็นผีเฝ้าหมู่บ้านอยู่ดี”
ด้วยพลังหยินเข้มข้นนี้ก็ถือว่าเป็นแหล่งหล่อหลอมพลังชั่วร้ายชั้นยอดแล้ว
ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “แต่ถึงแม้ในหมู่บ้านจะมีพลังหยินหนาแน่น แต่ข้ากลับไม่เห็นสิ่งชั่วร้ายใดเลย”
“หากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวพลังที่เหนือกว่ากลืนกินมันเข้าไป มิเช่นนั้นแหล่งหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณร้ายชั้นดีเช่นนี้ พวกมันไม่มีทางพลาดแน่นอน” ฉินหลิวซีเอ่ย
วิญญาณชั่วร้ายชื่นชอบพลังหยิน และเต็มใจอาศัยเป็นกาฝากอยู่ในวัตถุที่มีคุณสมบัติหยินอย่างไม้หยินมาหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ แต่หากพวกมันเลือกที่จะหลบหลีกก็คงเพราะมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าพวกอยู่
มนุษย์เราแสวงหาโชคลาภ หลีกเลี่ยงโชคร้าย ผีเองก็ไม่ต่างกัน
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ว่าจะอยู่ในห่วงโซ่อาหารใดล้วนมีจุดร่วมกันทั้งสิ้น
พวกนางทั้งสองยืนอยู่ซุ้มประตูหมู่บ้าน ไม่นานก็เรียกความสนใจจากพวกชาวบ้านได้ พวกเขากวาดตามองพวกนางอย่างไร้มารยาท ราวกับประเมินสอดส่องว่าหญิงงามดุจเทพธิดาเช่นนี้มาทำอะไรที่นี่
“พวกเจ้าเป็นใคร มาหมู่บ้านบ่อน้ำโบราณของพวกข้าด้วยเรื่องใดหรือ” บุรุษที่ดูจากกระดูกอายุไม่น่าเกินสามสิบ แต่ใบหน้ากลับปาไปห้าสิบแล้วกำลังใช้สายตาแทะลมนางประเจิดประเจ้อ นัยน์ตาคู่นั้นฉายแววหิวกระหายและหื่นกามอย่างปิดไม่มิด
ฉินหลิวซีกวาดตามองแวบหนึ่ง ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่พุงป่อง โดยเฉพาะสตรีจะมีใบหน้าเหี่ยวย่น ซีดขาวบวมช้ำ แววตาไร้ชีวิตชีวา แต่หากมองอย่างละเอียดจะเห็นเหมือนมีบางสิ่งเคลื่อนไหวผ่านดวงตาของพวกนาง
พวกนางจูงมือเด็กด้วยสีหน้าด้านชา แน่นิ่งไร้อารมณ์ใดราวกับน้ำนิ่ง เหมือนไม่ให้ความสนใจต่อเรื่องใดทั้งสิ้น
“พวกเรามาดูบ่อน้ำโบราณ”
“พวกเจ้ามาขอดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์หรือ” บุรุษผู้นั้นเลิกคิ้วก่อนเลื่อนสายตาไปจับจ้องหน้าท้องของพวกนาง แววตายิ่งแสดงท่าทีหยาบโลน
ซือเหลิ่งเย่ว์เผยสายตาเย็นยะเยือก เพียงพลิกข้อมือ พลังเวทสีขาวเส้นบางราวผลึกใสพลันถูกปล่อยออกมาจากมือของนางแล้วพันรอบตัวบุรุษผู้นั้นไว้
บุรุษเปล่งเสียงร้องโอดครวญ กุมท้องพลางเกลือกกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น
ชาวบ้านบ่อน้ำโบราณเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันเช่นนั้นก็พากันตกใจ
ฉินหลิวซีเอ่ยกับซือเหลิ่งเย่ว์ว่า “หากเอาแมลงกู่ออกมาจากร่างกายของพวกเขาจะเป็นอย่างไรหรือ”
“น่าจะตายเลย” ขณะที่ซือเหลิ่งเย่ว์หมายลงมือ ฉินหลิวซีก็โพล่งขึ้นว่า “อย่าเพิ่ง มีคนมาแล้ว”
ซือเหลิ่งเย่ว์มองไป จากนั้นก็เห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำไร่ทำนาในมือจริงๆ
แกนนำหนึ่งในนั้นเป็นชายผู้เฒ่าเส้นผมขาวโพลน ถึงแม้ท้องของเขาจะป่อง ทว่าสีหน้ากลับไม่ได้ขาวซีดบวมช้ำ แต่กลับแดงมีเลือดฝาด อีกทั้งสองดวงตายังฉายแววเฉลียวฉลาดอีกด้วย
ชาวบ้านเรียกเขาว่าผู้ใหญ่บ้าน
สายตาของฉินหลิวซีเย็นยะเยือก ซือเหลิ่งเย่ว์มุ่นคิ้วทั้งสองข้าง ไอโลหิตบนร่างของคนผู้นี้เข้มข้น กลิ่นอายยุ่งเหยิงและร้ายกาจ เขาแปดเปื้อนบาปจากการเข่นฆ่าไม่น้อย
ผู้ใหญ่บ้านมองบุรุษที่เกลือกกลิ้งดิ้นพล่านไปมาบนพื้นพลางถามว่า “จู้จื่อเป็นอะไรไป”
“ไม่รู้สิ จู่ๆก็เป็นแบบนี้” ถึงแม้จะไม่เข้าใจแต่กลับไม่แสดงทีท่าเป็นกังวลนัก ไม่รู้ว่าชินชาเพราะเห็นเป็นเรื่องปกติหรือนิสัยเย็นยะเยือกจนด้านชาไปหมดแล้ว
“พาเขาออกไปแล้วให้ดื่มน้ำ” ผู้ใหญ่บ้านมุ่นคิ้วพลางเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง ก่อนจะมองพวกฉินหลิวซี เอ่ย “ไม่รู้ว่าแม่นางทั้งสองมาหมู่บ้านบ่อน้ำโบราณด้วยเรื่องใดหรือ”
ฉินหลิวซีมองเขาแล้วเอ่ย “พาพวกเราไปที่บ่อน้ำโบราณ”
“ข้า...ได้ แม่นางทั้งสองตามข้ามา พวกเจ้าแยกย้ายเถิด” ผู้ใหญ่บ้านหมุนตัวเดินนำไปข้างหน้าด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย ทำเอาคนตรงนั้นต่างพากันงงงัน
ซือเหลิ่งเย่ว์มองไปทางฉินหลิวซีพลางเลิกคิ้ว เจ้าทำอะไรลงไป
“เวลามีค่า คร้านจะเสียน้ำลายกับพวกเขา” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเย็นเฉียบ
คนที่มีบาปเข่นฆ่าทั้งร่างเช่นนี้ หากนางร่ายคาถาหุ่นเชิดใส่ก็ไม่รู้สึกละอายใจอะไรเลยสักนิด
ฉินหลิวซีถามผู้ใหญ่บ้าน “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าในบ่อน้ำนั้นมีอะไร”
“เทพ เป็นเทพแห่งบ่อน้ำ” ผู้ใหญ่บ้านตอบกลับด้วยท่าทีตื่นเต้น “เทพในบ่อน้ำของหมู่บ้านพวกเรามีความศักดิ์สิทธิ์ เขาจะช่วยปกปักให้หมู่บ้านเรามีฝนฟ้าต้องตามฤดูกาล ผู้คนเจริญรุ่งเรือง ปราศจากภัยพิบัติและโรคภัยไข้เจ็บก็ไม่มาแผ้วพาน”
“อย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดคนในหมู่บ้านของพวกเจ้าถึงมีไม่กี่คนที่อายุถึงสี่สิบ โดยเฉพาะสตรี ซึ่งมีไม่กี่คนที่มีชีวิตถึงอายุสี่สิบขึ้นไป” ฉินหลิวซียิ้มเย็นชา “แถมการตายของพวกเขาก็เหมือนกัน เจ้ามั่นใจหรือว่าเทพแห่งบ่อน้ำนั่นช่วยปกปักคุ้มครองเจ้าอยู่หรือ”
สองดวงตาของผู้ใหญ่บ้านแดงก่ำ มองนางพร้อมเอ่ย “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร นั่นเป็นเพราะพวกเขาลบหลู่เทพ ไม่ได้เซ่นไหว้บูชาด้วยความจริงใจต่างหาก”
“เซ่นไหว้ด้วยสิ่งใดหรือ” ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ยถาม
ผู้ใหญ่บ้านแววตาวูบไหว อ้ำๆอึ้งๆโดยไม่พูดอะไร
“คงเป็นเด็กสาวที่เพิ่งมีประจำเดือนกระมัง” นางมองเห็นคำด่าทอของเด็กสาวที่ทิ้งร่องรอยไว้บนร่างของผู้ใหญ่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านเอ่ย “ได้อยู่รับใช้เทพแห่งบ่อน้ำ นับว่าเป็นบุญของพวกนาง...อ๊าก”
พลังเวทของซือเหลิ่งเย่ว์พันรอบคอของของ พลังเวทที่คนทั่วไปมองไม่เห็นแปรเปลี่ยนเป็นเส้นด้ายเรียวเล็กบีบรัดคอทีละนิด ทำเอาสองดวงตาของเขาถลนปลิ้นออกมา ลิ้นจุกอยู่ที่ปาก ใบหน้าอมม่วงขึ้นเรื่อยๆ
ดวงหน้าสะสวยงดงามของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา เอ่ยเสียงเย็นเฉียบ “บุญหรือ หากมอบบุญนี้ให้เจ้าจะเป็นอย่างไรเล่า”
“แค่กๆ” ผู้ใหญ่บ้านกุมคอ ทว่าบนคอกลับว่างเปล่า เขาคว้าจับสิ่งใดไม่ได้เลย ในทางกลับกันลำคอกลับมีเลือดไหลซึมออกมา กระทั่งเนื้อยุ่ยไหลออกมาเป็นสาย
ฉินหลิวซีแตะมือของนาง
ซือเหลิ่งเย่ว์ถึงเก็บพลังเวทกลับไป ทว่ายังมองผู้ใหญ่บ้านด้วยสายตาคมกริบเช่นเดิม
หลังจากผู้ใหญ่บ้านเป็นอิสระ เขาก็สูดลมเข้าปอดเฮือกใหญ่ แววตาที่สาดมองมาทางพวกนางแฝงด้วยความหวาดกลัว เอ่ยขึ้นว่า “เทพแห่งบ่อน้ำต้องลงโทษพวกเจ้าแน่นอน”
ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าถามว่าพวกเรามาทำอะไรมิใช่หรือ ข้ามาเพื่อฆ่าเทพ เจ้าว่าหากข้ากำจัดเทพแห่งบ่อน้ำของพวกเจ้าทิ้งแล้ว น้ำในบ่อน้ำจะกลายเป็นเช่นใดหรือ และคนในหมู่บ้านบ่อน้ำโบราณจะเป็นอย่างไรหรือ”
ผู้ใหญ่บ้านรูม่านตาหดลง ร่างสั่นเทาเล็กน้อย “ไม่ ห้ามเด็ดขาด”
ฉินหลิวซีมองเห็นปากบ่อน้ำที่ถูกก่อด้วยอิฐ
ตะวันบนท้องฟ้าเริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึงบริเวณนี้ พื้นที่เว้าต่ำลงทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยพลังหยินหนาแน่น ราวกับก้าวเข้าสู่ดินแดนน้ำแข็งก็มิปาน โดยเฉพาะบริเวณปากบ่อ ในนั้นแผ่ไอหมอกสีดำหนาทึบออกมา พลังหยินชั่วร้ายเข้มข้นถึงขีดสุด
ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ยด้วยท่าทีสะอิดสะเอียน “ดูจากพลังหยินหนาวเหน็บเข้มข้นนี้แล้ว นี่ยังจะเป็นบ่อน้ำประทานบุตรที่มีความศักดิ์สิทธิ์และมีรสชาติหวานได้อย่างไร ดื่มอึกเดียวไอเย็นก็แทรกเข้ากระดูกแล้วกระมัง แม้จะตั้งครรภ์ แต่เด็กที่เกิดมาคงบกพร่องแต่กำเนิด อีกทั้งมีรังสีเคียดแค้นติดตัวมาด้วย”
“เช่นนั้นก็สมปรารถนาของแม่กู่แล้วมิใช่หรือ” ฉินหลิวซีแค่นเสียงเย็นชา
พวกนางเดินรุดหน้าเข้าไปก่อนจะสบตากัน
กู่หนอนไหมทองของฉินหลิวซีกระโดดออกมาพร้อมกลิ่นอายพวยพุ่ง เพราะสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามในแบบเดียวกันนั่นเอง
ซือเหลิ่งเย่ว์ก็เช่นกัน ปลายนิ้วแตะเบาๆที่ตุ่มนูนบนหลังมือ
“หยุดนะ พวกเจ้าห้ามเข้าไปใกล้” สองดวงตาของผู้ใหญ่บ้านแดงดุจโลหิต มีแมลงคล้ายเส้นฝอยทะลักเข้ามา พลางจับจ้องพวกนางหมายเขมือบ
สวบ นัยน์ตาของฉินหลิวซีเย็นยะเยือก สะบัดฝ่ามือก่อนที่จะเหวี่ยงร่างของเขากระเด็นไกลออกไป
ผู้ใหญ่บ้านกระอักเลือดออกมา พอเม้มริมฝีปาก เสียงทุ้มคำรามก็ดังออกมาจากปากของเขา
ฉินหลิวซีจิกปลายเท้าลงพื้น พลางล้วงหยิบยันต์วิญญาณและหินหยกออกมาจากกระเป๋าเฉียนคุน สะบัดมือก่อนโยนยันต์วิญญาณและหินหยกกระจายไปตามตำแหน่งที่เหมาะสม หมุนร่างพร้อมทำมือร่ายคาถาแล้วกระทืบเท้าลงพื้นเอ่ย “สร้างค่าย”
พลังวิญญาณไหลเวียน ประกายแสงสีทองหายวับไป ค่ายอาคมไร้รูปร่างก็ล้อมบริเวณบ่อน้ำโบราณนี้ไว้ ซึ่งทำให้บุกเข้าไปโดยพลการไม่ได้
เวลานี้พวกนางถึงเดินไปทางบ่อน้ำโบราณ ยิ่งขยับเข้าไปใกล้ก็ยิ่งมีไอเย็นพลังหยินแทรกเข้ากระดูก ฉินหลิวซีพกไฟนรกติดตัว ทันทีที่พลังหยินสัมผัสร่างกายนางก็จะถูกปัดเป่าหายไปเอง
ส่วนซือเหลิ่งเย่ว์ ไม่รู้ว่านางใช้เวทอาคมใด เพราะพลังหยินลอยวกอ้อมผ่านร่างของนางไปเลย
ฉินหลิวซีมองไปทางบ่อน้ำแวบหนึ่งแล้วเอ่ย “ไม่สิ นี่มันบ่อน้ำสะกดวิญญาณชัดๆ”
เดิมทีบ่อน้ำก็เต็มไปด้วยพลังหยินอยู่แล้ว อีกทั้งเชื่อมต่อกับโลกมหาอเวจีนรกได้ กระทั่งใช้เวทมนตร์หรือคาถากักขังและกดขี่วิญญาณไว้ในบ่อเพื่อไม่ให้หนีออกไปหรือไปเกิดใหม่ บ่อน้ำตรงหน้านี้เป็นทรงแปดเหลี่ยม ไม่แน่ใจว่าถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกลงไปหรือมีจุดประสงค์อื่นกันแน่ รอบบ่อถูกก่อด้วยอิฐสูงประมาณครึ่งตัวคน และบนหินยังสลักอักขระที่ดูขลังและซับซ้อนไว้ด้วย
“นี่เป็นอักขระศาสตร์พ่อมด นั่นเป็นสัญลักษณ์ใบหน้ามนุษย์ ความจริงดูๆแล้วรู้สึกลึกลับไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาถึงเห็นมันเป็นสัตว์เทพนะ” ซือเหลิ่งเย่ว์เอือมระอาอยู่บ้าง
“มนุษย์มีความศรัทธา เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาศรัทธาเป็นเทพหรือผี หรือกระทั่งแมลงกู่!” ฉินหลิวซีเอ่ย “แล้วหินรูปสัตว์ประหลาดนั่นเล่า”
ซือเหลิ่งเย่ว์ยู่ปาก “อยู่ในบ่อ”
ฉินหลิวซีรุดขึ้นหน้าชะเง้อมอง จากนั้นถึงค้นพบว่าตัวบ่อที่ก่อด้วยอิฐมีบางสิ่งซ่อนอยู่ มันถูกสร้างให้ใหญ่กว่าปากบ่อ พร้อมเอาหินรูปสัตว์ตัวหนึ่งผนึกล้อมไว้ด้านใน
หินรูปสัตว์ตัวนั้นลักษณะคล้ายเสือแต่กลับมีขนยาวเหมือนสิงโต หางสั้นมาก สี่ขาหมอบลงพื้นราวกับกำลังเฝ้าปากบ่อน้ำก็มิปาน อีกทั้งบนร่างของมันยังใช้พลังเต๋าสลักอักขระไว้ด้วย
ฉินหลิวซีวาดเรียวนิ้วไปตามอักขระยันต์นั้นลงกลางอากาศ กระทั่งเกือบเขียนเสร็จนางถึงหยุดมือแล้วเอ่ยว่า “เป็นอาคมเรียกพลังชั่วร้ายมาหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ”
ซือเหลิ่งเย่ว์ตกใจ “แต่นี่เป็นบ่อน้ำสะกดดวงวิญญาณ ทว่าบนร่างของหินรูปสัตว์ประหลาดกลับสลักยันต์หล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ เพื่ออะไรหรือ”
“บ่อนี้น่าจะสะกดดวงวิญญาณของใครไว้ แต่ซื่อหลัวเอามันมาใช้ในทางที่ไม่ดี ลงยันต์หล่อเลี้ยงดวงวิญญาณของมันไว้บนตัวหินรูปสัตว์” ฉินหลิวซีมองกู่หนอนไหมทองที่แสดงท่าทีจิตใจว้าวุ่นพลางเอ่ย “เจ้าแน่ใจนะว่ามีเทพกู่อยู่ด้านใน”
ซือเหลิ่งเย่ว์พยักหน้า “ข้ามั่นใจ เป็นกู่ที่มีพละกำลังแข็งแกร่งมากเชียวล่ะ”
“หรือไม่ใช่บ่อน้ำสะกดวิญญาณ แต่ความจริงเป็นวิญญาณของกู่กันแน่นะ” ฉินหลิวซีเอ่ย “หลังจากแมลงกู่ตายแล้วจะมีวิญญาณหรือไม่”
“หากถือตามกู่ประจำตัวมักจะเชื่อมโยงกับความเป็นความตายของอาจารย์ หากร่างของอาจารย์ตายแล้วพลังแข็งแกร่งมากพอ วิญญาณเดิมก็จะหลอมเข้ากับวิญญาณของกู่แล้วอาศัยการพึ่งพิงกลับมาฟื้นคืนชีพใหม่” ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “แมลงทุกชนิดล้วนเป็นกู่ได้ แมลงทั่วไปที่อยู่ในน้ำ หากวิญญาณกู่เข้าสิงร่างของมัน และแมลงตัวนั้นอาศัยร่างมนุษย์เป็นที่พักพิง วิญญาณกู่ก็จะพบร่างอาศัยที่เหมาะสมที่สุด เมื่อได้รับการเลี้ยงดูจนแข็งแกร่งพอแล้วก็จะสามารถใช้ร่างนั้นฟื้นคืนชีพได้”
ฉินหลิวซีมองกู่หนอนไหมทอง หรือจะฆ่าเจ้าให้ตายดี เพื่อเลี่ยงไม่ให้เป็นภัยถูกเลี้ยงกลายเป็นกู่ร้าย
กู่หนอนไหมทองเองก็มองมาที่นางเช่นกัน พอเหมือนรู้ว่านางกำลังคิดถึงเรื่องใดอยู่ มันก็กระพือปีกบินวนรอบนางอยู่หลายครั้ง พลางส่งเสียงข้างหูนางดังวิ้งๆ
มันโมโหเข้าแล้ว
ไม่สิ ทุกคนต่างสร้างปฏิสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน มนุษย์กับกู่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันบ้างหรือไม่
อีกอย่างมันเองก็ไม่ใช่แมลงกู่แบบนั้น ข้าจะกล้าหยิบยืมเปลือกของเจ้าได้อย่างไร
ใช่ว่าข้าจะไม่อยากมีชีวิตยาวนานเสียหน่อย!
ซือเหลิ่งเย่ว์หลุดหัวเราะออกมาแล้วเอ่ย “เจ้าไม่ต้องจริงจังไป มันไม่ได้เป็นกู่ที่ผูกติดกับชีวิตของเจ้า มันจะกล้าแย่งร่างของเจ้าได้อย่างไร หากกู่คิดแว้งกัดอยากมีพลังแข็งแกร่งกว่าร่างกายตน เช่นนั้นก็เหมือนรนหาที่ตาย มันไม่กล้าหรอก!”
กู่หนอนไหมทอง นั่นสิ ข้าเป็นกู่ที่ดี!
ฉินหลิวซีลูบจมูกปอยๆ พลางเอ่ย “บางทีด้านในอาจจะเป็นหนึ่งอาจารย์กู่กับวิญญาณหยินของกู่ที่หลอมรวมร่างกันอย่างนั้นหรือ”
ขณะที่ซือเหลิ่งเย่ว์หมายพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นรังสีสังหารทรงพลังดุจพายุหมุนก็กราดเข้ามาโจมตีพวกนางทั้งสองอย่างรุนแรง
พวกนางทั้งสองแวบหลบพายุหยินที่เย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งนั่น แล้วมองพลังหยินบริเวณปากบ่อที่กำลังซัดสาดโหมกระหน่ำ
มีบางอย่างปรากฏตัว
พลันก็เกิดเสียงดังจิ๊
สัตว์ชนิดหนึ่งที่มีลำตัวอ่อนยวบสีทองแกมแดงโลหิต ซึ่งปะปนไปด้วยพลังหยินลอยพุ่งออกมาจากปากบ่อ ก่อนจะตรงโผเข้าหาซือเหลิ่งเย่ว์
มันสัมผัสได้ว่านางเองก็เป็นอาจารย์กู่ หากสิงร่างนาง มันจะฟื้นคืนชีพได้
ฉินหลิวซีหนังศีรษะชาวาบ ใครบอกนางได้บ้างว่าเหตุใดปลิงดูดเลือดถึงมีขนาดเท่ากับรองเท้าหนึ่งคู่ นี่มันต้องดูดเลือดไปมากมายเท่าไรหรือถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้
อีกอย่างในปากมีดาบงอกขึ้นมาหรือไรถึงคมปลาบขนาดนั้น ปลิงดูดเลือดชนิดใดมีเขี้ยวแบบนี้บ้าง
ขณะที่ฉินหลิวซีหมายเดินเข้าไปหา ซือเหลิ่งเย่ว์ก็หยิบกู่ประจำตัวนางออกมาแล้ว “กินมันเสีย”
นั่นคือกู่หนอนไหมทองที่นางฝึกฝนมา ซึ่งถือว่าเป็นกู่ที่ผูกติดกับชีวิตของนางด้วย
ยามเผชิญกับกู่ประจำตัวของซือเหลิ่งเย่ว์ วิญญาณภายในกายของปลิงดูดเลือดก็แสยะยิ้มชั่วร้าย “ลำพังแค่อาจารย์กู่ตัวเล็กๆ กู่หนอนไหมทองตัวเดียวกล้าท้าทายอาซ่ากู่จอมเวทอย่างข้าเชียวหรือ”
แม่เจ้าโว้ย ปลิงดูดเลือดบรรลุมีปัญญาแล้ว พูดสนทนาได้ด้วย!
มันอ้าปากกว้าง จากนั้นก็คายแมลงจำนวนนับไม่ถ้วนออกมา ซึ่งแฝงไปด้วยพลังหยินเย็นยะเยือก ราวกับพายุฝนที่ถล่มลงมากระหน่ำ ชวนให้รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ
กู่ประจำตัวของซือเหลิ่งเย่ว์เองก็ว่องไว ปล่อยพลังเวท จากนั้นเหมือนมีพายุหมุนไร้รูปร่างบดบังเบื้องหน้าของนาง ส่วนแมลงเหล่านั้นก็ถูกพายุกลืนกินกลายเป็นผง
ปลิงดูดเลือดสัมผัสได้ถึงพลังเวทนี้ ทันใดนั้นก็แหวเสียงสูงราวกับคลุ้มคลั่งไปแล้ว “เป็นเจ้า เป็นพวกเจ้าอีกแล้ว เจ้าคือทายาทของแม่มดสายขาวตระกูลซือ”
ซือเหลิ่งเย่ว์มองปลิงดูดเลือดที่กระดึ๊บตัวไปมาอย่างน่าขยะแขยงพลางเอ่ย “ใช่ ข้าคือทายาทของตระกูลซือ หรือก็คือเจ้าสำนักรุ่นที่สิบของแม่มดสายขาว อาซ่า คือพ่อมดชั่วร้ายที่ถูกบรรพบุรุษของตระกูลซือที่มีนามว่าซื่อเฉิงสังหารและกดข่มไว้ คิดไม่ถึงว่าดวงวิญญาณของเจ้าจะยังไม่ตาย แถมเจ้ายังหลอมรวมร่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกู่อีกต่างหาก!”
ตอนที่มันรายงานตัว นางก็นึกถึงบันทึกตระกูลที่ตนเคยอ่านขึ้นได้ ซือเฉิงบรรพบุรุษคนสุดท้ายที่มีพลังเวทของตระกูลซือเคยทิ้งการฝึกตนเพื่อตามกำจัดพ่อมดกู่ที่มีนามว่าอาซ่า คิดไม่ถึงว่าจะเป็นมัน
อาซ่าหัวเราะเสียงร้ายกาจ “ตระกูลซือของพวกเจ้าต้องคำสาปร้อยปี พลังเวทย่ำแย่ลงทุกรุ่น นางปีศาจซือเฉิงนั่นสังหารร่างของข้าแล้วสะกดวิญญาณข้าไว้ในบ่อน้ำแห่งนี้ ซึ่งนั่นก็เกินพอแล้ว แต่ยังคิดจะสังหารดวงวิญญาณของข้าด้วยหรือ ถุย พวกเจ้าไม่คู่ควร! เช่นนั้นก็ต้องเอาทายาทรุ่นหลานอย่างเจ้ามาแลกเปลี่ยน ข้าต้องการร่างของเจ้า ฮ่าๆ ซือเฉิงคงคิดไม่ถึงว่าทายาทของนางจะกลายเป็นที่สิงร่างของข้ากระมัง นี่คงเป็นกฎแห่งกรรม...อ๊าก!”
พลั่ก ฉึก
ฉินหลิวซีถือศาสตราวุธเทพในมือก่อนฟาดลงบนร่างของปลิงดูดเลือดจนขาดเป็นสองท่อน “เป็นแค่ปลิงดูดเลือดแต่พล่ามไม่หยุด สะอิดสะเอียนจนใกล้คลื่นไส้เต็มทีแล้ว เจ้าเกะกะลูกตาข้า ไปตายเสียเถอะ!”
ตอนที่ 1198: ผลกรรมนี้ ข้ารับเอง
พอฝีดาบเหวี่ยงฟาดลงไป ปลิงดูดเลือดร่างสีทองแกมแดงก็ถูกบั่นเป็นสองท่อนกระดึ๊บไปมาบนพื้น
วิญญาณกู่อาซ่าที่อาศัยอยู่ในร่างนั้นก็กรีดร้องโหยหวนราวกับเสียงงู เสียงนั้นดังถี่และแหลมสูง เหมือนมีเส้นด้ายเล็กแทรกเข้าเยื่อโสตประสาท แสบระบมและคันหู
เมื่อฉินหลิวซีใช้อาคม พลังหยินอาฆาตที่แทรกซึมเข้าสู่ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า อีกทั้งถูกไอความร้อนจากไฟนรกที่แผ่กระจายตามร่างกายของนางขจัดจนสิ้น ชั่วพริบตาเดียวพลังหยินอาฆาตก็สลายหายไป
“อ๊าก เจ้าโง่ เจ้าคิดว่าข้าตัวขาดแล้วจะตายอย่างนั้นหรือ ขอแค่แมลงกู่เหลือลมหายใจเฮือกสุดท้าย ย่อมฟื้นคืนชีพขึ้นใหม่ได้เสมอ” อาซ่ากรีดร้องเสียงแหลม
ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าลองหันกลับไปดูด้านหลังสิว่าเจ้าจะยังฟื้นคืนชีพได้อีกหรือไม่”
การใช้ศาสตราวุธเทพมาสังหารปลิงดูดเลือดถือว่าใช้งานไม่เหมาะสม แต่ถือว่าให้ผลลัพธ์เกินตัว
พลังดาบเมี่ยหลัวร้องเสียงดังวิ้ง เจ้านายไม่เหมือนคนทั่วไป ดันใช้มันฟาดฟันร่างแมลง ชวนให้สะอิดสะเอียนใจนัก มันยอมสังหารสิ่งชั่วร้ายทั่วแผ่นดินยังดีกว่ายอมแตะต้องของนุ่มนิ่มเช่นนี้
เพราะมันไม่คู่ควร!
อาซ่ามองร่างตนตามสัญชาตญาณ พอเห็นเช่นนั้นมันก็ร้องโอดครวญเสียงแหลม วิญญาณหยินที่เหมือนทั้งคนและแมลงต่างลอยออกไป อีกทั้งปลิงดูดเลือดที่ขาดเป็นสองท่อนยังถูกแผดเผาจนมอดไหม้ด้วย
เศษซากวิญญาณหยินกรีดร้องราวคลุ้มคลั่ง ลมหยินซัดโหม พัดจนเสื้อผ้าปลิวเสียงดังสวบๆ หากไม่ใช่เพราะฉินหลิวซีสร้างม่านอาคมไว้ตรงนี้ พลังหยินคงกระจัดกระจายออกไปนานแล้ว
“ที่แท้วิญญาณก็ได้รับความเสียหาย มิน่าเจ้าถึงใช้กู่บงการคนนอก ใช้เลือดหล่อเลี้ยงร่างกาย ใช้วิญญาณทดแทนวิญญาณ” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเย็นชา “บ่อน้ำสะกดวิญญาณแห่งนี้ ความจริงสะกดเศษซากวิญญาณของเจ้าที่ไม่มีแรงกลับมาฟื้นคืนชีพได้แล้ว แต่ค่ายยันต์ของหินรูปสัตว์เข้ามาพลิกชะตาเจ้า เรียกความชั่วร้ายมาหล่อเลี้ยงดวงวิญญาณ เจ้าถึงกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ”
อาซ่าแสยะยิ้มเย็นชา “ใช่ เพื่อรับมือกับข้า นางปีศาจซือเฉิงถึงขั้นใช้พลังจิตวิญญาณเซ่นไหว้บูชา เพื่อสะกดไม่ให้ข้าไปผุดไปเกิดตราบชั่วนิรันดร์ แต่สวรรค์เห็นใจข้า ขณะที่ข้าคิดว่าดวงวิญญาณใกล้สลายเต็มทีแล้ว หินรูปสัตว์ที่ใช้สะกดบ่อน้ำก็แปรเปลี่ยนเป็นอสูรร้ายเรียกความชั่วร้าย ข้าจึงคว้าโอกาสนี้ไว้ ดุจน้ำที่เติมเต็มบ่อน้ำอันแห้งเหือด พอมีพลังหยิน บวกกับมีปลิงน้ำเข้าไปอยู่อาศัยถึงสามารถแพร่พันธุ์ได้ ทันทีที่ความสามารถที่แท้จริงฟื้นคืนกลับมา อยากให้น้ำในบ่อนี้หวานแค่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น มนุษย์โง่ที่ดื่มเข้าไป ลูกหลานของข้าก็จะเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นอาหารอันโอชะของข้า”
“มนุษย์โง่ๆ หรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยเย้ยหยันที “ดูท่าทางเจ้าคงลืมไปแล้วว่าเจ้าเองก็เป็นมนุษย์ เห็นตนเองเป็นกู่ไปแล้วจริงๆ เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงปรารถนากลับมาฟื้นคืนชีพในร่างมนุษย์เล่า เป็นแมลงเก็บซ่อนตัวอยู่ในที่มืดไปชั่วชีวิตไม่ดีกว่าหรือ”
อาซ่าแปรเปลี่ยนความอับอายเป็นความโกรธ เอ่ยขึ้นว่า “เพราะปฏิเสธความโง่ของพวกเขาไม่ได้ ในเมื่อพวกเขาเลื่อมใสต่อข้า เต็มใจถวายตัวรับใช้เทพเอง กระทั่งยอมเป็นของเซ่นไหว้บูชา พลังหยินจากเลือดและความบริสุทธิ์ของเด็กสาวเหล่านั้น ยิ่งอร่อยและบำรุงร่างกายข้า...อ๊าก”
พลันไฟนรกก็ห่อหุ้มร่างของเขาไว้
อาซ่าหวาดกลัวสุดขีด มันสัมผัสได้ว่าดวงวิญญาณใกล้สลายไปเต็มที จึงคำรามขึ้นว่า “ฆ่าข้าตาย คนอื่นก็ต้องตายเหมือนกัน เจ้าต้องแบกผลกรรมมหาศาลนี้ไว้ ข้าเป็นเทพกู่ เป็นแหล่งพักพิงที่พวกเขาหวังเอาตัวรอด น้ำที่นี่กำเนิดขึ้นเพราะข้า และน้ำมีรสหวานก็เพราะข้า ทันทีที่ดวงวิญญาณของข้าสลาย น้ำในบ่อก็จะรสชาติเปลี่ยนไปและแห้งเหือด พวกเขาก็จะต้องตายในที่สุด สุดท้ายคนที่อยู่ในครรลองที่ถูกต้องอย่างพวกเจ้าก็คือฆาตกรฆ่าคน!”
ซือเหลิ่งเย่ว์แวบมาอยู่ข้างกายฉินหลิวซี พร้อมกุมข้อมือของนางไว้ มองออกไปนอกค่ายกลด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เสี่ยวซี อย่า”
ฉินหลิวซีมองไปทางด้านหลัง ไม่รู้ว่าพวกชาวบ้านมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร แต่พวกเขาเข้ามาไม่ได้เพราะติดค่ายอาคมนี้ บัดนี้อาซ่าได้รับบาดเจ็บ ทุกคนจึงมีอาการเจ็บปวดและทุรนทุรายฉายชัดบนใบหน้า ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนพุ่งตัวเข้ามาชนค่ายอาคมก่อนจะกุมท้องเกลือกกลิ้งไปมา
“เจ้าดูสิ” ซือเหลิ่งเย่ว์มองบุรุษร่างผอมบาง แต่พอเห็นเขาล้มลงกับพื้นก็เหมือนมีอะไรบางอย่างโฉบผ่านใบหน้าเขาไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานร่างของเขาก็แห้งเหี่ยวราวกับถูกสูบร่างไปอย่างไรอย่างนั้น
ดวงวิญญาณของเขาลอยออกจากร่าง ทว่าไร้ซึ่งความงุนงงราวกับถูกบงการ ก่อนเขาจะลอยไปหาอาซ่าที่เดินถอยไปจนถึงปากบ่อน้ำแล้วรวมร่างกันเป็นหนึ่งเดียว
ต่อจากนั้นก็เป็นเด็กคนหนึ่ง
“ให้พวกข้าเข้าไป เอาน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้พวกข้า” ชาวบ้านโผเข้าหาไม่หยุด
ฉินหลิวซีเผยสีหน้าแน่นิ่งแล้วเก็บพลังกลับไป กระทั่งสะเก็ดไฟนรกสุดท้ายที่อยู่บนร่างของอาซ่าก็เก็บกลับมาด้วย
อาซ่ารู้สึกว่าดวงวิญญาณถูกฉีกทึ้ง ลอยละล่องเหนือปากบ่อน้ำก่อนดูดซับพลังหยินเข้มข้นที่ปล่อยออกมาจากบ่อ จากนั้นก็ซ่อมแซมดวงวิญญาณที่เสียหาย หัวเราะเสียงชั่วร้ายพลางเอ่ย “ข้าบอกแล้วว่าถ้าข้าตาย พวกเขาก็ต้องตาย พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของข้า เป็นของข้า”
พวกนางกล้าฆ่าเขาหรือ พวกนางไม่กล้าเพราะพวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา คนที่อยู่ในครรลองย่อมยึดติดกับความถูกต้อง ผลกรรมเช่นนี้ พวกนางไม่กล้ารับไว้แน่นอน
ดวงตาฉินหลิวซีมีประกายสังหารพาดผ่าน ข้าไม่ปล่อยให้ใครมาผยองมากกว่าข้าหรอก!
ขณะที่นางหมายลงมือ ซือเหลิ่งเย่ว์กลับว่องไวกว่านาง พลังเวทหลอมกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลแม่มดสายขาวก่อนจะบิดเป็นเกลียวคลื่นพุ่งเข้าใส่อาซ่า
งูหลามยักษ์ดำทมิฬตัวนั้นพันรอบดอกบัวที่เปล่งแสงบริสุทธิ์ หัวงูผงาดขึ้นพลางอ้าปากกว้างก่อนจะกัดกินเศษซากวิญญาณของอาซ่า
ทั้งดุร้ายและอำมหิต ขณะที่หัวงูขยับเข้ามาใกล้ ฉับพลันนั้นก็มีไฟร้อนรุ่มปล่อยออกมาจากปากของมัน ซึ่งก็คือไฟดำทมิฬ และสิ่งที่วิญญาณหยินกลัวมากที่สุดก็คือไฟโหมลุกโชติช่วงเช่นนี้
อาซ่ากลับไม่ได้รู้สึกแปลกตากับไฟดำทมิฬนั้นเลย เพราะตอนนั้นเขาเองก็ตกอยู่ในมือของนางปีศาจซือเฉิงในลักษณะนี้เช่นกัน
นี่คือสัญลักษณ์ไฟอาคมของตระกูลแม่มดสายขาว มีเพียงทายาทสายเลือดบริสุทธิ์เท่านั้นถึงจะตระหนักรู้ในจุดสูงสุด พลังเวทสมบูรณ์แบบที่สามารถบงการได้ตามใจหวังต่างหากถึงจะสำแดงสัญลักษณ์ไฟอาคมออกมาได้
“เจ้ากล้าหรือ!” อาซ่าเองก็ปล่อยพลังหยินออกมาหมดเช่นกัน กระทั่งท่องบทสวดทำลายกู่ เพื่อให้กู่ในร่างมนุษย์ตาย ใช้วิญญาณหยินขวางไว้เบื้องหน้าจงใจทำให้นางหยุด จนกลายเป็นยันต์คุ้มครองเขา
ชาวบ้านต่างล้มลงพื้นทีละคน ความกลัวแผ่ขยายในใจของทุกคน ยิ่งทำให้พวกเขาหมายพุ่งตัวเข้ามาในค่ายอาคมอย่างบ้าคลั่ง
เกิดเสียงดังตู้ม
ฉินหลิวซีใช้ยันต์ห้าสายฟ้าระเบิดกองหินสูงพะเนินที่ใช้สะกดวิญญาณจนแตกเป็นเสี่ยงๆ พลังรุนแรงจนทำให้ค่ายอาคมพลังหยินชะงักงัน
เดิมทีอาซ่าก็ถูกไฟนรกแผดเผาจนวิญญาณเสียหายแล้ว เขาเป็นเทพกู่ที่ผสมผสานระหว่างวิญญาณคนและกู่ ซึ่งบงการแมลงกู่นับหมื่นนับพันผ่านพลังจิตได้ แต่หากพูดถึงความเก่งกาจอาจยังสู้เพลิงไฟที่แกร่งกล้าและร้อนฉ่าไม่ได้ โดยเฉพาะยามที่เขาเป็นวิญญาณชั่วร้ายที่สิงอยู่ในร่างของกู่
ส่วนอุปสรรคที่ซือเหลิ่งเย่ว์บอกก็เพราะเขาใช้กู่บงการมนุษย์ธรรมดา เขาผูกชะตากับคนเหล่านั้น ความจริงก็เพราะจับจุดของพวกเขาได้ ผู้ที่อยู่ในครรลองถูกต้องนั้นต่างไม่กล้ามองข้ามชีวิตแล้วแบกรับผลกรรมนี้ไว้ จึงให้ลงมือทำอะไรไม่ได้
คนผู้นี้ถือเอาคนมากมายมาเป็นตัวประกัน ดังนั้นตอนแรกถึงยังไม่กล้าทำอะไรวู่ว่าม
แต่ความจริงก็คือพอรู้ความเลวทรามของคนในหมู่บ้านนี้แล้ว ยิ่งรู้ถึงความหยิ่งผยองของเขา พวกนางกลับโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเขาเสียอีก!
เวลานี้เขาถูกสัญลักษณ์ที่แปลงกายเป็นงูไฟดำทมิฬพันรอบกาย ทุกแรงไฟที่โหมกระพือกำลังแผดเผาดวงวิญญาณของเขา ทุกครั้งที่เขาอ่อนแอลงก็จะมีเสียงร้องโอดโอยน่าสงสารดังแว่วมาจากด้านนอก
บ่อน้ำสะกดวิญญาณระเบิดขึ้นเผยให้เห็นหินรูปสัตว์นั้น ฉินหลิวซีถือศาสตราวุธเทพในมือ ขณะที่หมายเหวี่ยงฟาดลงไป ซือเหลิ่งเย่ว์ก็กรีดร้องขึ้นว่า “เสี่ยวซี อย่าเด็ดขาด!”
ใบหน้าของนางซีดเผือด สบโอกาสตอนที่นางชะงักแย่งศาสตราวุธเทพมาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าอย่าทำเลย ข้าจัดการเอง”
ฉินหลิวซีผงะไป
ซือเหลิ่งเย่ว์กำศาสตราวุธเทพที่ไม่ได้อยู่ในโอวาทของนางแน่นพลางแบ่งปล่อยพลังเวทออกมา ฉีกยิ้มส่งให้นาง “เจ้าถอยไปด้านหลัง ผลกรรมนี้ ข้ารับเอง!”
ตอนที่ 1199: กำจัดสิ่งชั่วร้าย
ผลกรรมนี้ ข้ารับเอง!
หลังจากโพล่งประโยคนี้ขึ้นมา นางก็ขยับปลายเท้าแล้วกระโดดขึ้นกลางอากาศ ควงศาสตราวุธเทพในมือรอบหนึ่งก่อนจะฟาดลงบนหินรูปสัตว์นั้น
พลันอาคมพลันถูกทำลาย
อาซ่าที่ถูกงูไฟดำทมิฬรัดแน่นกรีดร้องเสียงโหยหวน พลังหยินชั่วร้ายคิดต่อต้านจึงพุ่งทะลวงใส่งูไฟ ทว่ายิ่งดีดดิ้นมากเท่าไร แรงรัดจากงูก็ยิ่งแน่นมากเท่านั้น
นอกค่ายอาคม คนที่มีแมลงกู่ในร่างกายต่างพากันร้องเสียงโหยหวน แต่ละคนล้มตัวลงพื้น บางคนก็สิ้นใจอย่างรวดเร็ว บางคนก็หายใจรวยริน
วิญญาณหยินพุ่งทะลวงค่ายอาคมเข้ามาก่อนจะล้อมร่างของซือเหลิ่งเย่ว์ไว้ พลังอาฆาตแปรเปลี่ยนเป็นความชั่วร้าย อ้าปากกว้างหมายกัดกินนาง
“สามหาว!” ฉินหลิวซีปล่อยพลังแห่งเต๋าออกจากร่าง หลอมกลายเป็นสีทองสว่างไสวก่อนจะทำลายวิญญาณอาฆาตพวกนั้นจนเป็นเถ้าธุลีอย่างไร้ความปรานี ในขณะเดียวกันนางก็คว้าตัวซือเหลิ่งเย่ว์เข้ามาปกป้องในอ้อมอก
ซือเหลิ่งเย่ว์หยิบกู่ประจำตัวออกมา ขณะที่มันบินไปหาอาซ่า รูปสัญลักษณ์พลันแตกกระจาย สองมือประสานกันผนึกร่ายอาคมซับซ้อน พลางนั่งขัดสมาธิไปด้วย
ครั้นอาซ่าเห็นว่างูไฟสลายไปแล้ว เดิมทีหมายคิดหนีเอาตัวรอด แต่กู่ประจำตัวของซือเหลิ่งเย่ว์ยังพุ่งเข้ามาก่อกวนเขาต่อ ชั่วขณะนั้นเขาก็เข้าใจแล้วว่านางหมายทำสิ่งใด
เขาผนวกรวมร่างกับวิญญาณกู่กลายเป็นเทพกู่ นางอยากให้กู่ประจำตัวของนางกลืนกินตนเข้าไป
ช่างบังอาจนัก!
หลังจากอาซ่ารู้อุบายของซือเหลิ่งเย่ว์แล้ว เขาก็ไม่คิดหนีอีก ในเมื่อนางอยากกลืนกินตนเขาไป ก็ดี จากนั้นตนก็จะได้เป็นวิญญาณกู่ของกู่ประจำตัวนาง สุดท้ายไม่รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ
เขาเป็นฝ่ายรุกเข้าหากู่ประจำตัวของนางเอง
ในเมื่อคนผู้นี้ไม่ปล่อยโอกาสให้ใครมีชีวิตอยู่รอด
ฉินหลิวซีมองจิตใจทะเยอทะยานของเขาออก ในขณะเดียวกันก็มองความคิดของซือเหลิ่งเย่ว์ออกเช่นกัน ยามที่ซือเหลิ่งเย่ว์ผลักดันให้กู่ประจำตัวสังหารอาซ่า ก็ได้สร้างม่านอาคมหนึ่งให้นาง จากนั้นก็เดินออกจากค่ายกลอาคมนั้นไป
เรื่องกลืนกินวิญญาณกู่ นางคงช่วยอะไรไม่ได้และทำได้แค่คอยปกป้อง อีกทั้งนางจะปล่อยให้คนตายไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
“นางปีศาจ เจ้าทำอะไรกับบ่อน้ำโบราณของพวกเรา ปล่อยให้พวกเราเข้าไปนะ” สองดวงตาของผู้ใหญ่บ้านแดงก่ำ พร้อมหนอนเส้นด้ายสีแดงโลหิตที่ไต่ออกมาจากดวงตาของเขา ขณะที่เนื้อหนังของเขาเองก็ยุ่ยเละตามไปด้วย
“นางปีศาจ ฆ่านางปีศาจนี้เสีย!” มีบุรุษคนหนึ่งพุ่งตัวเข้ามา ทว่าถูกฉินหลิวซีเหวี่ยงร่างออกไปในคราวเดียว
ฉินหลิวซีมองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ มือทั้งสองผนึกประสานกัน บทสวดยันต์วิญญาณประกายทองช่วยกดข่มตัวอ่อนกู่ในร่างของพวกเขาได้เป็นการชั่วคราว นางอยากช่วยยื้อเวลาให้ซือเหลิ่งเย่ว์
ทันใดนั้นยันต์วิญญาณประกายทองก็พุ่งเข้าใส่ร่างของเด็กน้อยก่อน รวมถึงสตรีด้วย ส่วนบุรุษ นางกลับหลบหลีกคนที่ใบหน้าดูเหี้ยมโหดและแฝงไปด้วยบาปกรรมเข่นฆ่าคน
เพราะคนแบบนี้ไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
เมื่อมียันต์วิญญาณช่วยกดข่ม ตัวอ่อนกู่ไม่กำเริบขึ้นมาจริงๆ พลันคนพวกนั้นก็ค่อยๆสงบสติลง บ้างก็มึนงง แต่พอเห็นว่าข้างกายมีคนตายก็กรีดร้องเสียงแหลมขึ้นมาอีก
ไม่รู้ว่าใครตะโกนว่านางปีศาจนำพาหายนะมาให้หมู่บ้านบ่อน้ำโบราณ ต้องเผาทิ้งเสีย
ทันใดนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ล้มลงกับพื้น ยื่นมือออกมาหมายคว้าร่างของฉินหลิวซีไว้ เปล่งเสียงงึมงำในลำคอ ทว่าผ่านไปเพียงครู่เดียวก็สิ้นใจแล้ว พลันเลือดเนื้อก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว
ฉินหลิวซีมองไปทางซือเหลิ่งเย่ว์ นางฉุกคิดขึ้นได้ว่าพอมีคนตายมากขึ้น พลังหยินชั่วร้ายที่สะท้อนกลับร่างก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซือเหลิ่งเย่ว์จะสู้ไหวหรือ
“ไม่ต้องสนใจข้า” เสียงของซือเหลิงเย่ว์ดังแว่วมา
ฉินหลิวซีเก็บสายตากลับมา การฝึกตนขึ้นอยู่กับบุคคล ด่านนี้ของซือเหลิ่งเย่ว์คงต้องพึ่งพาตัวเอง ขอแค่ผ่านการเข่นฆ่าแล้ว กู่ประจำตัวของนางถึงจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ วันหน้ายิ่งมีผลต่อการรักษาชีวิตมากขึ้นไปอีก
ทว่าฝั่งนาง ถึงแม้ชาวบ้านเหล่านั้นจะสงบสติลงแล้ว แต่พอเห็นคนในหมู่บ้านตาย ฉับพลันความโกรธก็อาบย้อมดวงตาของพวกเขาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าใครหยิบคบไฟโยนใส่ฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีกลับรับเพลิงไฟนั้นมาด้วยมือเปล่า พลางจับจ้องไปที่คนพวกนั้น เขาก็คือหนุ่มน้อยวัยสิบเอ็ดสิบสองปี ใบหน้าขึงขัง นัยน์ตาวาวโรจน์ดุดัน ทว่าครั้นเห็นนางรับไฟด้วยมือเปล่า เขาก็อดตกตะลึงไม่ได้
ฉินหลิวซีมองเขาแวบหนึ่งด้วยท่าทีเย็นชา หนุ่มน้อยหดร่างอันสั่นเทาหลบไปด้านหลัง
อีกทั้งการรับไฟด้วยมือเปล่าของนางยังสร้างความตกตะลึงให้ทุกคนด้วย
นางปีศาจผู้นี้ไม่กลัวไฟแฮะ!
“คิดจะใช้ไฟเผาข้าหรือ” ฉินหลิวซีมองชาวบ้านที่หลงเหลือเบื้องหน้าพลางเอ่ย “เดิมทีข้าก็เป็นไฟอยู่แล้ว จะเผาตรงไหนดีเล่า”
ครั้นนางพูดจบ จิตใจก็เคลื่อนไหวไปตามความคิด พลันไฟก็ลุกโหมขึ้นใต้เท้าของนางก่อนที่จะอาบไล้ไปทั่วทั้งร่าง จากนั้นก็เดินหน้าเข้าไปหาพวกเขา
ทุกคนต่างส่งเสียงกรีดร้องพลางมองมนุษย์ไฟดุจอยู่ในบัวเพลิงด้วยท่าทีหวาดกลัว ก่อนจะเดินถอยหลังอย่างต่อเนื่อง
ฉินหลิวซีหมดอารมณ์เล่นด้วยจึงดับไฟนรกลง ทว่ากลับไม่มีอาการบาดเจ็บใดเลย
ยิ่งชวนให้ทุกคนตื่นตระหนกหวาดกลัวนาง ร่างบางสูงโปร่งยืนตัวตรงราวต้นสน ดูน่าเกรงขามและมิกล้ารุกราน
ทั้งๆ ที่มีไฟลุกท่วมตัวนางแต่กลับไม่มีร่องรอยบาดแผลใดเลยจึงสร้างความหวาดกลัวให้คนเหล่านี้ ทว่าไม่มีใครกล้าเรียกนางว่านางปีศาจอีก
เพราะพวกเขาเองก็กลัวตายเช่นกัน
วิ้ง
ฉินหลิวซีหันไปมอง จากนั้นก็เห็นซือเหลิ่งเย่ว์ใบหน้าซีดเซียว พลังเวทในร่างกำลังลดฮวบอย่างรวดเร็ว นางมองคนบริเวณนั้นแวบหนึ่ง แต่ไม่มีใครตายเพิ่มแล้ว
ทว่าคนที่มีตัวอ่อนกู่ในร่าง บวกกับหญิงสาวที่เคยมาขอบุตร และไม่รู้ว่ามีคนอีกมากมายเท่าไรที่ดื่มน้ำนั่นเข้าไป
ฉินหลิวซีหายตัวไปหาก่อนจะส่งพลังวิญญาณไปให้
ซือเหลิ่งเย่ว์มุ่งมั่นขึ้นมาบ้าง ตัดสินใจรีบสู้ให้จบโดยเร็วและลงมือสุดกำลัง
นางรู้ว่าหากมีฉินหลิวซีอยู่ นางไม่มีทางเป็นอะไรไปแน่นอน
ซือเหลิ่งเย่ว์ปล่อยพลังเวททั้งหมดไปหาร่างกู่ประจำตัวของนาง เพื่อทำให้วิญญาณกู่ออกจากร่างแล้วโผเข้ากัดอาซ่า
อาซ่า แบบนี้ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!
ทว่าไม่มีใครบอกนี่น่าว่าห้ามทำผิดกฎ
พอมีฉินหลิวซีคอยปกป้อง ไม่นานซือเหลิ่งเย่ว์ก็เป็นฝ่ายได้เปรียบ กู่ประจำตัวของนางเขมือบวิญญาณกู่ของอาซ่าลงท้อง จากนั้นก็กดข่มจนยอมจำนน
นี่ก็เป็นในหนึ่งกระบวนการเช่นกัน
แต่หลังจากค่ายอาคมถูกทำลาย อีกทั้งฉินหลิวซีเองก็กดข่มตัวอ่อนกู่ในร่างของพวกชาวบ้านไม่ให้กำเริบได้แล้ว ซึ่งทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว
พอซือเหลิ่งเย่ว์ลืมตาทั้งสองข้างแล้วลุกขึ้นยืน ดวงหน้าเย็นชากลับขาวซีดดุจหิมะ ถึงแม้จะให้กู่ประจำตัวกลืนกินวิญญาณกู่ของอาซ่าเข้าไปสำเร็จ แต่นางก็ผลาญพลังเวทไปไม่น้อยเช่นกัน นางต้องพักรักษาตัว
ฉินหลิวซีเอายาเม็ดหนึ่งยัดใส่ปากของนาง เอ่ยด้วยสีหน้าเป็นห่วง “เป็นอย่างไรบ้าง”
ซือเหล่งเย่ว์กลืนยาลงคอพลางเอ่ย “ไม่เป็นไร แค่คงต้องลำบากเจ้าส่งข้ากลับเรือนที”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ตัวอ่อนกู่นี่ฆ่าทิ้งตอนหลังไม่ได้หรือ ข้าใช้ยันต์วิญญาณประกายทองกดข่มมันไว้ได้ชั่วคราว ตอนนี้ยังพอรักษาชีวิตของพวกเขาได้อยู่”
ซือเหลิ่งเย่ว์มองไปทางนั้น จากคนกลุ่มใหญ่แน่นขนัด ตอนนี้กลับเหลือเพียงสี่ถึงห้าสิบคน นางเอ่ย “กู่ประจำตัวข้ากลืนกินวิญญาณกู่ใหม่เข้าไปจำเป็นต้องเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ มันคงเข้าสู่สภาวะจำศีล ดังนั้นต้องรีบจัดการโดยเร็ว'"
ขณะที่พูด นางก็หยิบกู่ประจำตัวออกมา พลางท่องบทสวดร่ายเวทอันซับซ้อนออกจากปาก จากนั้นก็เห็นกู่ประจำตัวของนางเปล่งแสงสีทองแวบหนึ่ง เงาแมงป่องสีทองอันแกร่งกล้าก็แวบผ่านไป
ชาวบ้านเหล่านั้นรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน เหมือนมีบางอย่างทะลักขึ้นปาก จากนั้นก็คุกเข่าขย้อนมันออกมา อีกทั้งสิ่งที่อาเจียนออกมามีสิ่งมีชีวิตที่กระดืบยั้วเยี้ยแฝงอยู่ด้วย ทว่าไม่นานก็ไร้ความเคลื่อนไหว
เสียงอาเจียนดังขึ้นไม่หยุด
ซือเหลิ่งเย่ว์ใช้พลังเวทสุดท้ายที่เหลือ กู่ประจำตัวของนางไต่ทะลวงเข้าข้อมือนาง ก่อนที่นางจะร่างอ่อนยวบล้มพับไป
ฉินหลิวซีรับร่างของนางไว้ พอจับชีพจรดูถึงรู้ว่าแค่ใช้แรงหมดจึงแบกร่างนางขึ้นมาแล้วเอ่ยกับพวกขาวบ้านว่า “ถมบ่อนี้แล้วรื้อซุ้มประตูออกไปสร้างทางเข้าหมู่บ้านใหม่ การคงอยู่ของสิ่งเหล่านี้มีแต่จะนำพาภัยพิบัติมาให้พวกเจ้าและไร้ทายาทสืบทอด บัดนี้แมลงกู่ที่อยู่ในร่างของพวกเจ้าได้ถูกกำจัดทิ้งแล้ว ขอให้พวกเจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี”
จากนั้นทุกคนก็เห็นนางหายลับไปท่ามกลางความว่างเปล่า จากนั้นพวกเขาก็โผเข้าหาบ่อน้ำกันอย่างพร้อมเพรียง
บ่อน้ำแห้งแล้ว สิ่งชั่วร้ายถูกกำจัดทิ้งแล้ว!
ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มีหิมะตกโปรยปรายลงมา ไม่รู้ว่าใครปล่อยโฮออกมาก่อน จากนั้นเสียงร่ำไห้ก็ค่อยๆ ขยายเป็นวงกว้าง เสียงร้องอื้ออึงดังเฉียดฟ้า
ตอนที่ 1200: เจอเรื่องที่สะอิดสะเอียนใจ
ฉินหลิวซีพาซือเหลิ่งเย่ว์กลับไปที่บ้านตระกูลซือ ทว่ากลับสร้างความตกใจให้คนในตระกูลไม่น้อย พวกเขาต่างทยอยเข้ามารายล้อมด้วยท่าทีตึงเครียด
ตระกูลซือทำลายคำสาปได้แล้วก็จริง กระทั่งซือเหลิ่งเย่ว์ให้กำเนิดทายาทแล้วด้วย แต่ลูกยังเล็กมาก กว่าจะโตต้องใช้เวลาอีกนาน ตระกูลยังต้องอาศัยเจ้าสำนักอย่างซือเหลิ่งเย่ว์คอยปกครอง ตอนไปยังดีๆ แต่กลับมาด้วยสภาพนี้มีใครไม่ตกใจบ้างเล่า
พอได้ยินว่านางแค่ใช้พลังเวทจนเกลี้ยง บวกกับเพราะกู่ประจำตัวกลืนกินวิญญาณกู่ที่มีพลังแข็งแกร่งเข้าไปเลยสลบไสล เป็นเหตุให้ร่างกายของนางอ่อนล้า เวลานี้ทุกคนถึงค่อยโล่งอก
ตระกูลแม่มดมีทรัพยากรและค่ายอาคมฝึกฝนจิตวิญญาณเป็นของตนเอง พวกเขารับร่างของซือเหลิ่งเย่ว์มาก่อนจะส่งตัวไปพักฟื้นที่ค่ายลับ จากนั้นอูจีที่เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าจากอดีตผู้เฒ่าอาวุโสก็ทำความเคารพต่อฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีพยักหน้าให้เล็กน้อย
“หากท่านปรมาจารย์ไม่รีบกลับก็ค้างที่เรือนสักคืนเถิด พรุ่งนี้เจ้าสำนักคงฟื้นแล้ว” อูจีเอ่ยต่อ “ในตระกูลมีค่ายอาคมที่ช่วยฝึกฝนพลังวิญญาณได้”
ฉินหลิวซีเอ่ย “แม่มดสายขาวตระกูลซือมีผังค่ายอาคมให้ดูหรือไม่ หากให้คนนอกยืมดูได้ ขอข้ายืมดูสักหน่อยได้หรือไม่”
“ย่อมมีอยู่แล้วขอรับ นอกจากคนนอก แม้แต่คนภายในที่ไม่ใช่สายเลือดทางตรงยังห้ามแพร่งพรายออกไป แต่ท่านปรมาจารย์ดูได้”
ฉินหลิวซีตกใจอยู่บ้าง ใจกว้างขนาดนี้เชียวหรือ
เหมือนมองความสงสัยของฉินหลิวซีออก อูจีจึงยิ้มพลางเอ่ย “นับตั้งแต่ท่านช่วยคลายคำสาปเลือดร้อยปีให้ตระกูลซือ พวกเราก็สรรเสริญท่านเป็นแขกกิตติมศักดิ์ของตระกูลซือ ลำพังเรื่องดูรูปค่ายอาคมแค่นี้เหตุใดจะไม่ได้เล่าขอรับ”
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ฉินหลิวซีไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่ฉีกยิ้มเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าก็ขอหน้าหนาสักครั้งเถิด”
ทุกคนล้วนมีศรัทธา หากตระกูลซือจะเลื่อมใสในตัวนางก็ไม่เป็นไร ในเมื่อนางได้ผลประโยชน์ยังจะบอกว่าห้ามเลื่อมใสได้ด้วยหรือ
นางไม่ได้เป็นคนชอบหาเรื่องขนาดนั้น
เพิ่งตามอูจีเดินออกจากประตูมา ซือโหมวบุตรสาวของซือเหลิ่งเย่ว์ก็วิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว นางสวมชุดสีแดงที่มีลายปักรูปดอกไม้เล็กๆ ดวงหน้าวิจิตรงดงามของนางแดงระเรื่อ นางมาพร้อมกับซือถูที่เดินตามมาอยู่ด้านหลังพลางกำชับบ่อยๆว่าหลานตัวน้อยช้าๆสักหน่อย
เมื่อชนกับฉินหลิวซีเข้าอย่างจัง นางก็กุมหน้าผากพลางร้องโอ๊ยออกมา แต่พอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสุกใสที่จ้องมองมาก็ชวนให้หลงใหล “ท่านน้า”
อูจีรีบเอ่ย “เจ้าสำนักน้อย ท่านควรเรียกนางว่าท่านปรมาจารย์”
ซือโหมวส่ายหน้าอย่างแรง “ไม่ ท่านแม่เองก็ให้ข้าเรียกว่าท่านน้า”
ฉินหลิวซีอุ้มนางขึ้นพลางเอ่ย “เรียกอะไรได้หมดเลย อย่าวิ่งเร็วนัก ท่านตาของเจ้าอายุมากแล้ว ไล่ตามเจ้าเช่นนี้จะล้มเอาได้”
ซือโหมวหันไปมองแวบหนึ่ง เอ่ยพลางหัวเราะร่า “ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้าให้เสี่ยวฮวาคอยปกป้องเขาอยู่”
ฉินหลิวซีมองไป เสี่ยวฮวาที่นางเอ่ยถึงน่าจะเป็นนกอินทรีย์ที่มีพลังจิตวิญญาณตัวนั้นกระมัง
จมูกน้อยของซือโหมวขยับฟุตฟิต ก่อนจะไล่ดมอ้อมอกของนางแล้วเอ่ย “บนร่างของท่านน้ามีวิญญาณหยินด้วยหรือ”
อูจีตกใจยกใหญ่ ก่อนร้องเรียกเจ้าสำนักน้อยด้วยท่าทีตึงเครียด จากนั้นก็หันไปเอ่ยขอโทษฉินหลิวซี “ท่านปรมาจารย์ เจ้าสำนักน้อยไม่ได้มีเจตนาล่วงเกิน นางก็แค่...”
“ไม่เป็นไร” ฉินหลิวซีฉีกยิ้มเอ่ยตัดบทเขาแล้วหันไปมองซือโหมวเอ่ยถาม “เจ้าสัมผัสได้ด้วยหรือ”
ซือโหมวก้มหน้าก่อนจะมองหยกน้ำเต้าที่ห้อยอยู่ตรงเอวนาง นิ้วเล็กอวบอ้วนจึงชี้ไป ยู่ปากพลางมุ่นคิ้ว เอ่ยว่า “อยู่นั่นหรือ ข้าสัมผัสได้ มันกำลังร้องไห้ น่ารำคาญชะมัด”
“สร้างความรำคาญให้เสี่ยวโหมวโหมวหรือ ไม่ได้การล่ะ น้าจะเอามันถึงตายเลย” ฉินหลิวซีเอ่ยพลางยิ้มตาหยี
พลันเสียงเศร้าแฝงความแค้นก็หยุดไปทันที
ครั้นได้ยินคำพูดโหดเหี้ยมของฉินหลิวซี อูจีก็ผุดเหงื่อซึมบนหน้าผาก ภายในใจสบถพึมพำว่า ท่านปรมาจารย์คงไม่พาเจ้าสำนักน้อยเสียคนกระมัง
พอซือโหมวเห็นว่าแค่ฉินหลิวซีพูดไปประโยคเดียวก็ทำเอาวิญญาณหยินหยุดร้องไห้แล้ว นางก็ปรบมืออย่างแรง พร้อมสองดวงตาที่เป็นประกาย “ท่านน้าสุดยอดไปเลย นี่พูดจนมันตายเลยหรือ”
วิญญาณหยิน ข้าแค่ตกใจ ยังไม่ตาย
อูจีเห็นเจ้าสำนักน้อยมีท่าทีคลั่งไคล้เช่นนั้นก็รีบยื่นมือออกไปแล้วเอ่ย “เจ้าสำนักน้อย ท่านปรมาจารย์จะต้องไปหอตำราแล้ว ท่านรีบกลับเถิด”
เวลานี้ซือถูถึงเดินเข้ามาพลางหายใจหอบถี่ เอ่ยขึ้นว่า “หลานเอ๋ย เจ้าทำเอาตาวิ่งไล่ตามจนแทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว” ครั้นเขาเห็นฉินหลิวซีก็ผงะไปก่อนเอ่ย “เจ้าเด็กคนนี้ ในที่สุดก็กลับมาสักที”
ฉินหลิวซีทักทายเขาพร้อมรอยยิ้ม
พวกเขาไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบสองประโยค โน้มน้าวทุกหนทางกว่าจะลากตัวซือโหมวออกมาได้ จากนั้นฉินหลิวซีถึงได้ไปหอตำราของตระกูลพ่อมด
อูจีปล่อยนางตามสบาย ส่วนเขาก็ไปตระเตรียมอาหารมื้อเย็น
เวลานี้ฉินหลิวซีถึงปล่อยวิญญาณหยินที่อยู่ในหยกน้ำเต้าออกมาแล้วเอ่ย “ไม่ร้องไห้แล้วหรือ”
วิญญาณหยินนั้นมองนางแวบหนึ่งด้วยท่าทีขลาดกลัว เอ่ยด้วยเสียงเศร้าสร้อย “คนในหมู่บ้านต้องตายไม่น้อยเพราะพวกเจ้า”
“แมวตัวหนึ่งอย่างเจ้า แถมยังถูกคนฆ่าตายจนวิญญาณไม่ไปไหน แบบนี้ก็ไม่ใช่เพราะมีความแค้นหรือ วนเวียนอยู่ตรงบ่อน้ำไม่ไปไหน เห็นทีคนที่ฆ่าเจ้าคงเป็นเทพแห่งบ่อน้ำกระมัง เจ้าไม่โกรธเกลียดพวกเขาแต่เห็นใจแทนอย่างนั้นหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยแดกดันที “ดูท่าทางชาติก่อนเจ้าคงเป็นแม่พระกลับชาติมาเกิด เพราะมีจิตใจเมตตาเกินไป แม้แต่เรื่องที่ใครเห็นแล้วต้องโกรธแค้น ถึงเจ้าจะเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉานก็เถอะ”
นางเจอวิญญาณแมวตัวนี้ที่บ่อน้ำโบราณ ขณะที่ข่มขวัญพวกคนในหมู่บ้าน มันก็มาป้วนเปี้ยนขอให้นางอย่าฆ่าคนในหมู่บ้าน นางรำคาญเลยจับมาใส่ไว้ในขวดขังวิญญาณ
แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้านี่จะร้องไห้ไม่หยุด และยิ่งคิดไม่ถึงว่าประสาทสัมผัสของซือโหมวจะว่องไวขนาดนี้ ในเมื่อสามารถสัมผัสถึงวิญญาณแมวที่อยู่ในขวดขังวิญญาณได้ด้วย
วิญญาณแมวเอ่ยด้วยท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ “แม่พระอะไรกัน ข้าเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาที่สุดในใต้หล้านี้แล้ว ข้าน่าจะไปเกิดในตระกูลเศรษฐีสูงศักดิ์ คิดไม่ถึงว่าจะมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเช่นนี้”
“เมื่อชาติก่อนเจ้าไปทำอะไรมาหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ย “แต่เอาเถอะ เจ้าไม่ต้องบอกหรอก”
วิญญาณแมวผงะไป ทว่าเห็นฉินหลิวซียื่นมือมาบีบหัวของมันไว้
เงามืดแห่งความตายปกคลุมไปทั้งหัวใจ วิญญาณแมวกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่นานมันก็ร้องไม่ออกแล้ว
ฉินหลิวซีกำลังสำรวจวิญญาณของมัน
เพียงครู่เดียวนางก็คลายมือออก โมโหจนหลุดหัวเราะออกมา
“เจ้าก็ช่างจิตใจดีจริงๆ เกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่เจ้ากลับไม่เคียดแค้นเลยสักนิด” ฉินหลิวซียิ้มเย็นชา
ใบหน้าของวิญญาณแมวซึมลง ส่วนลึกของดวงจิตวิญญาณเจ็บจี๊ด เหมือนมีบางอย่างปริแตกแล้วหนีจากมันไป
นางเป็นคนดีที่ใครๆต่างยกย่อง ตามเหตุผลควรเป็นเช่นนั้นนี่นา
ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “สิ่งที่เรียกว่าความเมตตา ไม่ควรถูกสร้างขึ้นบนความทุกข์ทรมานของผู้อื่น แต่ความเมตตาที่เจ้าคิดเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวคิดเอาแต่ผลประโยชน์ เจ้าสละครอบครัว รวมถึงลูกสาวผู้น่าสงสารทั้งสองคนของเจ้า เพียงเพื่อรักษาชื่อเสียงและสนองความต้องการส่วนตนก็เท่านั้น”
วิญญาณแมว หรือควรเรียกนางว่าหลี่ซ่านเอ๋อร์ ชาติก่อนนางเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านบ่อน้ำโบราณ นางแต่งงานกับบุรุษที่ซื่อสัตย์และขี้ขลาดคนหนึ่ง เพราะนางถูกตั้งชื่อว่าซ่านจึงถูกปลูกฝังให้มีความเมตตามาตั้งแต่เด็ก สุดท้ายนางก็เมตตาจนเติบใหญ่ แต่เมตตาถึงขั้นไหนหรือ
นางสามารถบริจาคเสบียงอาหารของครอบครัวในยามอดอยาก สุดท้ายส่งผลให้แม่สามีของนางต้องอดตายไปก่อน พอผ่านพ้นช่วงวิกฤตความอดอยากนั้นไปได้ ครั้งหนึ่งมีคู่สามีภรรยาทะเลาะกัน ด้วยความเมตตานางไม่อาจทนเห็นเหตุการณ์จึงขอให้สามีตนออกไปห้ามปราม แต่สุดท้ายฝ่ายนั้นกลับพลั้งมือฆ่าสามีของนางตาย ทว่าสองสามีคู่นั้นกลับลากลูกๆมาคุกเข่าร้องไห้ ขอให้ยกโทษและเล่าถึงความลำบากของตน นางจึงอภัยให้พวกเขาโดยไม่เรียกร้องค่าเสียหายใดๆ
นางใช้ชีวิตเลี้ยงดูบุตรสาวสองคน จนกระทั่งเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เพราะจู่ๆ บ่อน้ำที่แห้งเหือดมีน้ำทะลักเข้ามา คนในหมู่บ้านคิดว่าบ่อน้ำมีเทพจึงเริ่มบูชาเทพแห่งบ่อน้ำนั้น ผ่านไปไม่กี่ปีน้ำในบ่อก็หมุนเป็นเกลียวคลื่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด คนที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณธรรมในหมู่บ้านกลับได้รับ ‘คำบอกกล่าวผ่านความฝัน’ จากเทพแห่งบ่อน้ำนี้ว่าหมู่บ้านกำลังจะประสบภัยครั้งใหญ่จนถึงขั้นล่มสลาย ทางเดียวที่จะป้องกันได้คือต้องนำตัวเด็กสาวที่เพิ่งมีประจำเดือนมาเซ่นสังเวยรับใช้เทพ เพื่อให้หมู่บ้านอยู่รอดปลอดภัย มีความอุดมสมบูรณ์ และรุ่งเรืองราบรื่นในทุกเรื่อง
ผู้ใหญ่บ้านจึงตัดสินใจเซ่นไหว้สังเวย
ทว่าเทพธิดาคนแรกที่ถูกเลือกดันเป็นบุตรสาวของนาง คนใจดีอย่างนางจึงยอมส่งตัวบุตรสาวคนโตให้วัดเทพแห่งบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นภายใต้สายตาวิงวอน คำร้องขอและคำเยินยอมากมายของชาวบ้าน
วัดเทพนั่นเป็นเพียงห้องเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากบ่อน้ำ
เพราะการเซ่นไหว้สังเวยทำให้ทุกคนทำทุกอย่างราบรื่น ความซาบซึ้งใจที่มีต่อนางจึงเพิ่มขึ้นด้วย กระนั้นหลี่ซ่านเอ๋อร์จึงถูกตั้งฉายาว่าม่ายพรหมจรรย์ที่จิตใจงดงามที่สุด เพราะนางไม่คิดแต่งงานใหม่
ภายหลังถึงคราวที่บุตรสาวของผู้ใหญ่บ้านต้องสังเวยชีวิต แต่เพราะบุตรสาวมีคนในใจ พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวความรักอันน่าสะเทือนใจจนน้ำตาเหล่าภูตผีต้องรินไหล และขอร้องนางอย่าพรากคู่รักออกจากกันเลย โดยเสนอให้นางส่งบุตรสาวคนรองไปแทน
หลี่ซ่านเอ๋อร์มีจิตใจเมตตาเพียงใด นางยอมตกลงโดยเพิกเฉยต่อสายตาเคียดแค้นชิงชังของบุตรสาวคนรองอย่างสิ้นเชิง
บุตรสาวทั้งสองกลายเป็นของเซ่นไหว้บูชา ชื่อเสียงเรื่องความเมตตาของนางถูกสรรเสริญถึงขีดสุด แต่กลับไม่มีใครปล่อยให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เพราะเรื่องสังเวยชีวิตเด็กสาวเป็นเรื่องโหดเหี้ยม หากแพร่งพรายออกไปคงไม่มีใครหาภรรยาได้สักคน
เพื่อปกปิดเรื่องอำมหิตนี้ คนในหมู่บ้านต่างตกลงเป็นเสียงเดียวกันว่าให้เขยที่แต่งเข้ามาจากหมู่บ้านอื่นดื่มน้ำจากบ่อนี้ด้วย ซึ่งทำให้พวกเขาโดนกู่ หลังจากนั้นก็ไม่สามารถออกไปจากหมู่บ้านได้อีก กระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านโดยสมบูรณ์
ใช่ว่าจะไม่มีใครรู้สึกถึงความโหดร้ายนี้จนคิดหนีไป ปีนั้นที่นางตายก็เพราะมีหญิงสาวมาขอร้องนาง วิงวอนต่อความใจดีของหลี่ซ่านเอ๋อร์ให้ช่วยพานางหนี และนางก็ตอบตกลง
สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านส่งคนไปจับตัวพวกนางมาแล้วสังเวยชีวิตให้แก่เทพในบ่อน้ำเพื่อเป็นการลงโทษและเชือดไก่ให้ลิงดู
ใช่แล้ว การสังเวยชีวิตต้องใช้เด็กผู้หญิงก็จริง แต่การสังเวยเสริมก็ใช้หญิงสาวได้เช่นกัน เพราะพวกนางมีพลังหยินมาแต่กำเนิด อีกทั้งเทพแห่งบ่อน้ำก็ชอบพลังหยินด้วย
พอหลี่ซ่านเอ๋อร์ตาย นางจึงต้องมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเพราะทำให้บุตรสาวทั้งสองและสามีต้องตาย กระทั่งเกิดมาเป็นแมว ทว่านางดันกลับมาเกิดใหม่พร้อมความทรงจำในชาติก่อน ทั้งน่าตกใจและน่ายินดีไปพร้อมกัน
นางยังคงจิตใจดีเฉกเช่นวันวาน ทั้งๆที่ผู้ใหญ่บ้านใช้ชีวิตนางสังเวย ถึงแม้นางจะโกรธแค้น แต่พอเห็นผู้ใหญ่บ้านกราบไหว้ตนจากใจจริง นางก็อภัยให้เขาแล้ว
ทุกอย่างก็เพื่อหมู่บ้าน คุ้มค่าแล้ว
หลี่ซ่านเอ๋อร์นึกคิดเช่นนั้น
ถึงแม้คนในหมู่บ้านจะรักษาหมู่บ้านให้อยู่รอดต่อไปได้ และเกิดเหตุการณ์ขึ้นใหม่โดยบอกว่าหากดื่มน้ำในบ่อโบราณนี้เข้าไปจะทำให้ตั้งครรภ์ ใช้โอกาสนี้สลับคู่แต่งงาน แต่นางก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่อย่างใด
แต่นางตายแล้ว อีกทั้งมาเกิดในร่างแมว แมวเป็นหยิน ตอนที่มันเกิดยังเป็นยามที่มีพลังหยินปกคลุม พอมันไปเดินเล่นถึงบ่อน้ำกลับถูกปลิงดูดเลือดสูบเลือดไป
นางอาฆาตจึงทำให้วิญญาณไม่ไปไหนวนเวียนอยู่แถวบ่อน้ำ ทว่านางไม่ได้ถูกเทพกู่กลืนกินวิญญาณ เป็นเพราะบาปกรรมของนาง และมีคนส่งบุญกุศลปกป้องนางด้วย
บุญกุศลนี้ได้ก่อนที่บิดามารดาจะตาย
“บุญกุศลนี้ เจ้าคู่ควรด้วยหรือ” ฉินหลิวซีสะอิดสะเอียนใจ ทำมือร่ายอาคมไล่มันไปทันที
ไม่ว่านางจะคู่ควรหรือไม่ ถึงอย่างไรก็เป็นสิ่งที่บิดามารดาให้ไว้ก่อนตาย นางจะไม่แตะต้องวิญญาณแมวนี้ ส่วนจะอยู่รอดหรือหายไปคงต้องดูที่ดวงชะตาของมันแล้ว
ฉินหลิวซีคิดไม่ถึงว่าเพียงแค่ตนจับวิญญาณแมวตัวหนึ่งมาเพราะความรำคาญ กลับต้องมาพบกับเรื่องน่าสะอิดสะเอียนใจเช่นนี้ ส่วนคนในหมู่บ้านบ่อน้ำโบราณนั่นก็ไม่มีความบริสุทธิ์สักคน ทั้งๆที่พวกเขารู้เรื่องทุกอย่าง แต่เพราะต้องการมีชีวิตรอดถึงกระทำชั่วไม่หยุด หลอกล่อคนหมู่บ้านอื่นมาแล้วใช้เด็กๆเป็นเครื่องเซ่นสังเวย
พวกเขาสมควรตาย
ฉินหลิวซีแววตาหม่นไม่สดใส หลุบสายตาลงแล้วกำนิ้วชี้ข้างซ้ายก่อนสงบอารมณ์ขุ่นเคือง
ผลกรรม...
ครั้นฉินหลิวซีนึกถึงผลกรรมชีวิตที่ซือเหลิ่งเย่ว์ต้องแบกรับ พลันใบหน้าก็เย็นยะเยือก
ไม่คุ้มเลยจริงๆ!
นางนั่งขัดสมาธิพร้อมใช้สองมือผนึกประสาน ก่อนจะเริ่มโคจรลมปราณมหาจักรวาล จากนั้นก็ท่องบทสวดมนต์ในใจ รอกระทั่งจิตใจสงบลงแล้วถึงหมุนตัวเดินเข้าหอตำราตระกูลซือไปแล้วหาตำราที่มีเพียงหนึ่งเดียวมาพลิกเปิดอ่าน
วันต่อมา
ยามที่ซือเหลิ่งเย่ว์มาหา ข้างกายของฉินหลิวซีก็มีกระดาษวางเกลื่อนมากมาย ทุกแผ่นล้วนวาดผังค่ายอาคม นางหยิบขึ้นมาดูแวบหนึ่งก่อนจะมองคนที่กำลังคำนวณอยู่แล้วนั่งลง
ตั้งแต่โบราณมาค่ายอาคมถือเป็นเรื่องที่เปลืองสมาธิและสมองมากที่สุด หากอยากคำนวณอย่างแม่นยำต้องผ่านการตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่าถึงจะสร้างค่ายอาคมที่เอาชนะทุกการต่อสู้และการโจมตีได้อย่างสมบูรณ์
และนี่ต้องมีสมาธิที่สูงมาก รวมถึงพลังบำเพ็ญด้วย
ซือเหลิ่งเย่ว์สัมผัสได้ถึงความร้อนรุ่มในใจของอีกฝ่ายผ่านกระดาษร่างอันยุ่งเหยิงเหล่านี้
ฉินหลิวซีถอนหายใจทีแล้วหันมองมา ครั้นเห็นนางก็เอนกายลงพื้นแล้วเอ่ย “เจ้าดีขึ้นแล้วหรือ”
“อืม” ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “เจ้าคงไม่ได้ทำเจ้านี่มาทั้งคืนกระมัง”
ฉินหลิวซีพักสายตาพลางเอ่ย “ข้าศึกษาค่ายอาคมของตระกูลพ่อมดแม่มดมาน้อยมาก บัดนี้มีโอกาสได้เห็นย่อมหวงแหนเป็นธรรมดา สิ่งที่น่าสนใจของค่ายอาคมก็คือยิ่งเจ้ามีวิวัฒนาการ มันก็จะยิ่งเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ น่าสนใจไม่น้อย”
ขณะที่พูดนางก็หยิบค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้านั่นขึ้นมา
ซือเหลิ่งเย่ว์จับจ้องแน่นิ่ง ขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ย “นี่แท่นบูชาเทพเจ้าหรือ”
“เจ้าเคยเห็นหรือ” ฉินหลิวซีลุกขึ้นนั่ง
ซือเหลิ่งเย่ว์ขบคิดก่อนจะหยิบม้วนผังภาพหนึ่งจากหอตำราคลี่เปิดออกแล้วเอ่ย “นี่เป็นแท่นบูชาที่ตระกูลแม่มดของพวกเราใช้ประกอบพิธียามบวงสรวง เจ้าดูสิว่าคล้ายคลึงกันหรือไม่”
ฉินหลิวซีใช้พลังจิตควบคุมให้มันลอยขึ้นก่อนจะเอามาเปรียบเทียบกับค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้า เอ่ยขึ้นว่า “เหมือนกันจริงๆด้วย เหมือนกันเป๊ะทุกกระเบียดนิ้วเลย”
“แท่นบูชานี้วางค่ายอาคมไว้หรือ”
ฉินหลิวซีจับจ้องภาพค่ายอาคมนั้นพลางเอ่ย “หากอยากบรรลุเป็นเทพ แท่นบูชามีแล้ว ของเซ่นไหว้มีแล้ว ย่อมต้องรอจังหวะด้วย มิเช่นนั้นคงนำพาวิบากสวรรค์มาด้วยไม่ได้ พวกเจ้าใช้มหาบรรพชิตเพื่อจุดประสงค์ใดหรือ”
มหาบรรพชิตในภาพยกสองมือขึ้นสูง บนร่างมีงูไฟดำทมิฬพันรอบ งูไฟแผดเผาเพลิงโชติช่วงลุกโหม ดูท่าทางอาจหาญมากทีเดียว
ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “นี่คือของเซ่นไหว้”
ฉินหลิวซีคว้าข้อมือของนางแล้วเอ่ย “เจ้าว่าอะไรนะ เซ่นไหว้ ใช้ตัวเองนี่นะ”
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าอาซ่าพูดว่าอะไร ตอนนั้นเพื่อสังหารเขา บรรพบุรุษตระกูลซือของพวกเราถึงขั้นสังเวยพลังจิตวิญญาณของตน กว่าจะทำลายเขาทิ้งได้ น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วทำได้แค่สะกดวิญญาณของเขาไว้ ไม่สามารถทำลายวิญญาณให้สิ้นซากได้” ซือเหลิ่งเย่ว์เม้มริมฝีปากเอ่ย “ไม่ว่าพ่อมดหรือเต๋าหรือพุทธ หรือกระทั่งผู้ฝึกตน ไม่มีสิ่งใดมีพลังแรงกล้าไปกว่าการสังเวยตัวเองแล้ว เจ้าเองก็น่าจะรู้ดี”
หลักของการสังเวยก็คือผลแห่งโชคชะตา กฎแห่งสวรรค์เองก็ไม่มีทางทำอะไรได้
มิฉะนั้นพวกช่างที่คลั่งไคล้หลอมอาวุธหลอมยาพวกนั้น เหตุใดพวกเขาถึงยอมสละชีวิตตนในการเซ่นสังเวยเพื่อสร้างศาสตราวุธเทพหรือของล้ำค่าขึ้นมาเล่า เพราะพวกเขาปราศจากความกลัว กฎแห่งสวรรค์จึงทำได้แค่ตกตะลึงและยอมรับในสิ่งนั้น
อีกทั้งเพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้าย พอถึงช่วงสุดท้าย ผู้ฝึกตนยังต้องยอมสังเวยตนเองเพื่อร้องขอพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด กระทั่งวิถีชั่วร้ายก็เช่นกัน
ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ยต่อ “มหาบรรพชิตของตระกูลเราสังเวยตนเอง สิ่งนี้ต้องเป็นดั่งปณิธานที่แกร่งกล้าเหมือนกับคำสาปเลือดของตระกูลซือที่มีมาหนึ่งร้อยปี เพื่อขอโอกาสจากสวรรค์ ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยลองใช้วิธีการเซ่นสังเวยมาก่อน ดังนั้นในเมื่อต้องสังเวย ของเซ่นไหว้ย่อมไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าตนเองแล้ว สำหรับพวกเรา หากตอนนั้นเทพธิดาของพ่อมดดำไม่ใช้ตนเองสังเวย ตระกูลซือคงไม่ต้องคำสาปมาเป็นร้อยปี”
ในสมองของฉินหลิวซีดังวิ้ง เอ่ยขึ้นว่า “ซื่อหลัวไม่ได้สนใจว่าพวกเราจะทำลายค่ายอาคมเล็กๆนี้หรือไม่ เช่นนั้นข้าก็พอเข้าใจแล้วว่าไพ่ไม้ตายของเขาคืออะไร”
จบตอน
Comments
Post a Comment