tao ep1201-1210

ตอนที่ 1201: ซือเหลิ่งเย่ว์ให้ของล้ำค่า


ตอนทำลายเจดีย์ผีที่ซีเป่ย ฉินหลิวซีเคยปะทะฝีมือกับซื่อหลัวไปครั้งหนึ่ง สำหรับเรื่องที่เจดีย์ผีถูกทำลาย เขากลับไม่สนใจเรื่องนี้เลย นางจึงคาดเดาว่าเขาคงมีไพ่ไม้ตายอยู่ในมือ ในเมื่อเขาคิดจะเอาประชาชนในใต้หล้าสังเวยชีวิต หากถูกทำลายทุกอย่างก็คงจบเห่ แต่นี่เขากลับมีท่าทีไม่สนใจ ย่อมต้องมีทางหนีทีไล่แน่นอน


ครั้นพอซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ยขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจเช่นนี้ นางก็เข้าใจในทันที


ถึงแม้พวกเขาจะกดข่มหรือคลี่คลายดวงตาค่ายอาคมที่อาจนำพาหายนะมา ช่วยประชาชนรอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆได้ แต่กระนั้นเขาก็ยังเหลือตนเอง


หากใช้ตัวเขาสังเวย ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนะ


ฉินหลิวซีหัวเราะคิกคัก “ที่แท้ก็เป็นคนบ้าจริงๆ!”


แววตาของนางเคร่งขรึมไร้ซึ่งความสดใส ซือเหลิ่งเย่ว์ถามขึ้นมาบ้าง ครั้นรู้จุดประสงค์ของคนที่มีนามว่าซื่อหลัว นางก็ตกใจไปชั่วขณะก่อนเอ่ย “เจ้าทายผิดแล้วกระมัง”


“อาจจะกระมัง แต่เจ้าก็บอกเองว่าไม่มีสิ่งใดมีพลังยิ่งใหญ่ไปกว่าการสังเวยตัวเองแล้ว หากดวงตาค่ายอาคมเล็กๆทั้งหมดเหล่านี้ไร้ประสิทธิภาพ เขาก็ยังเหลือตัวเอง ใช้ตนเป็นค่ายอาคม ใช้ตนในการสังเวย” ฉินหลิวซีมองค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้าพลางหรี่ตาลง


ใช้ตนเป็นค่ายอาคมหรือ...


ทันใดนั้นซือเหลิ่งเย่ว์ก็ใจเต้นระรัว รู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง นางยื่นมือออกไปแตะแขนเสื้อของฉินหลิวซีอย่างเบามือ ขณะที่สัมผัสกับอักขระยันต์บนเสื้อผ้าของนาง พลันก็เม้มริมฝีปาก ดวงหน้างดงามของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นขึ้น


ฉินหลิวซีหันมองมาแล้วเอ่ย “เลิกเอ่ยถึงเขาดีกว่า เสี่ยวโหมวโหมวประสาทสัมผัสทั้งห้าช่างว่องไวนัก ตระกูลแม่มดของพวกเจ้าเองก็มีมรดกสืบทอดกันมา ต้องชี้แนะเด็กคนนี้เป็นอย่างดี”


นางเบี่ยงเข้าประเด็นนี้รวดเร็วดีจริงๆ


ครั้นฉินหลิวซีเห็นท่าทีราวกับไม่เข้าใจของซือเหลิ่งเย่ว์ นางก็ยิ้มร่าก่อนจะเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟัง รวมถึงเรื่องวิญญาณแมวและหมู่บ้านบ่อน้ำโบราณนั้นด้วย


ฉับพลันเหลิ่งเย่ว์ก็รู้สึกคลื่นไส้สะอิดสะเอียนใจ ใบหน้าแฝงไปด้วยไอทะมึนและความชิงชัง “บนโลกนี้มีคนน่าขยะแขยงเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ ช่างเป็นแม่ที่เลวทรามจริงๆ”


จิตใจดีอะไรกัน นี่ใช้สิ่งที่เรียกว่าความเมตตากระทำเรื่องชั่วช้าต่างหาก


คนผู้นั้นไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยุติธรรมแล้ว เพราะนางต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก


ฉินหลิวซีเอ่ย “ในสังคมมีคนดีเลวปะปนกันไป บนโลกนี้มีคนทุกรูปแบบ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพียงแต่พอเห็นการกกระทำของผู้คนในหมู่บ้านและบาปกรรมที่เคยทำผ่านดวงจิตของนางแล้ว คนพวกนั้นไม่มีใครบริสุทธิ์สักคน เพื่อไม่ให้แบกรับผลกรรมมากเกินไป พวกเรายังต้องไปช่วย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย”


รู้ว่าชั่วก็ยังทำชั่ว ช่างน่าชิงชังนัก


ซือเหลิ่งเย่ว์กลับส่ายหน้า “เจ้าจะคิดเช่นนี้ไม่ได้ ในนั้นยังมีเด็กๆที่ยังบริสุทธิ์ อีกอย่างการที่ข้ากำจัดตัวอ่อนกู่ในร่างกายของพวกเขาได้ใช่ว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี”


“หมายความว่าอย่างไรหรือ”


“ถึงแม้จะเป็นปลิงดูดเลือด แต่วิญญาณกู่ตัวนั้นกลืนกินกู่หยินเข้าไป ตัวอ่อนกู่ที่มันให้กำเนิดย่อมแฝงพลังหยินมาด้วย พอกู่อาศัยอยู่ในร่างนานวันเข้า ย่อมต้องทำลายสมดุลหยินหยางในร่างกายของพวกเขาจนย่ำแย่ บัดนี้ต่อให้จะกำจัดมันทิ้งได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังหลงเหลือพิษค้างอยู่ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงร่างกายอ่อนแอ ถือว่าเป็นการชดใช้ต่อความผิดแล้ว หากคิดจะกลับมาร่ายกายแข็งแรง คงต้องฝากความหวังไว้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน”


ฉินหลิวซีหยิบเครื่องรางหยกขึ้นมาห้อยคอนางพลางเอ่ย “ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแบกรับกรรมแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีผลสะท้อนกลับมาอย่างไรบ้าง ช่วงนี้อย่าเพิ่งใช้พลังวิญญาณมากจะดีกว่า”


“อืม คนและเรื่องราวที่เป็นดั่งกาลกิณีพวกนี้อย่าเอ่ยถึงกันอีกเลย” ซือเหลิ่งเย่ว์เปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว “เห็นเจ้าศึกษาผังภาพค่ายอาคมเช่นนี้ ดูท่าทางคงอยากสร้างค่าย เรื่องความรู้ข้าคงสู้เจ้าไม่ได้ และช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ด้วย แต่ตระกูลข้าพอจะสะสมข้อมูลไว้บ้าง เจ้าลองดูถ้ามีที่เหมาะสมก็เอาไปเถิด”


ฉินหลิวซีหมายกล่าวปฏิเสธ แต่ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ยเสียงขรึม “อย่าคิดว่าเอาเปรียบเลย สำหรับตระกูลซือแล้วของพวกนี้ไม่ได้มีค่าอะไร เครื่องรางหยกที่เจ้ามอบให้ข้าก็ไม่ใช่หยกทั่วไป ข้าเองก็ไม่ได้ไม่รับ เจ้าเองก็อย่าเกรงใจข้าเลย”


ครั้นเห็นนางกล่าวเช่นนั้น ฉินหลิวซีจึงไม่ได้ปฏิเสธ ความจริงนางต้องการตำราไม่น้อย หากอาศัยตัวเองเสาะแสวงหาคงเสียเวลามากเช่นกัน


หลังจากเก็บผังภาพคำนวณที่ใช้ประโยชน์ได้แล้ว ฉินหลิวซีก็เดินตามนางไปเลือกหินสีน้ำเงินที่ใช้กับค่ายอาคมได้ในคลังเก็บของ นางคิดไม่ถึงว่าตระกูลซือจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาขนาดนี้ อีกทั้งพวกเขายังมีหินทองคำดำ ซึ่งเป็นมรดกที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษด้วย


ซือเหลิ่งเย่ว์หยิบกล่องยาวใบหนึ่งออกมาแล้วส่งให้นาง “ของสิ่งนี้เจ้าน่าจะได้ใช้”


ฉินหลิวซีเปิดกล่องออก จากนั้นไม้ทองคำดำชิ้นหนึ่งก็สะท้อนเข้าดวงตานาง พลังวิญญาณอันเข้มข้นปะทะเข้าใบหน้า กลิ่นหอมจางๆของไม้ชวนให้จิตใจสงบลงไม่น้อย


“นี่เป็นไม้ทองคำดำที่บรรพบุรุษได้มาโดยบังเอิญ ได้ยินว่าเป็นต้นไม้อายุราวหมื่นปี เป็นวัสดุล้ำค่าที่ใช้หลอมฐานและสร้างค่ายอาคมขึ้นได้” ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “ข้ามีความรู้เรื่องค่ายอาคมระดับกลางๆ หากไม้ทองคำดำนี้อยู่ในมือเจ้า หวังว่าคงเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด”


ฉินหลิวซีรับมา “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจเจ้าแล้วนะ”


“ไม่ต้องการความเกรงใจของเจ้าเลย ขอแค่เจ้าปกป้องตนให้รอดปลอดภัยก็พอ” ซือเหลิ่งเย่ว์จับจ้องนางแน่นิ่ง


ฉินหลิวซีส่งยิ้มให้นาง


พอเดินออกจากคลังเก็บของ ท้องฟ้าก็มีหิมะโปรยปรายลงมา เกล็ดหิมะแผ่นใหญ่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ปกคลุมเรือนตระกูลซือจนเป็นชั้นสีขาวบางๆ


ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ยเสียงขรึม “ปีนี้อากาศหนาวอีกแล้ว ลำบากยิ่งกว่าปีก่อนเสียอีก ความโกลาหลปรากฏให้เห็นลางๆ ประชาชนคงต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแล้ว”


ฉินหลิวซียืนอยู่ข้างนาง เอ่ยขึ้นว่า “ไม่มีความสุขสงบใดที่จะยืนหยัดตราบนาน แต่ก็ไม่มีความวุ่นวายใดคงอยู่ตลอดไปเช่นกัน”


ยุคสมัยจะสร้างบุคคลผู้กล้าหาญไปโดยปริยาย


นางมองไปทางซือเหลิ่งเย่ว์แล้วเอ่ย “ข้าต้องไปแล้ว”


“ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่ยิ่งใจร้อนก็จะยิ่งทำเรื่องผิดพลาดได้ง่าย หากสงบสติอารมณ์ลง อุดมการณ์ของเจ้าถึงจะสำเร็จ” ซือเหลิ่งเย่ว์เอ่ย “เจ้าในอดีตมักผ่อนคลายสบาย แต่เจ้าในเวลานี้ถูกสิ่งมากมายพันธนาการจนแน่นเกินไป เสี่ยวซี เส้นที่ตึงเกินไปย่อมขาดง่าย”


“ข้าเข้าใจ”


ซือเหลิ่งเย่ว์ส่งนางที่เดินหายไปกับความว่างเปล่าด้วยสายตา แววตาหม่นลงก่อนที่หางตาจะค่อยๆแดงก่ำ


ก่อนที่ฉินหลิวซีจะกลับอารามเต๋า นางแวะไปที่วัดอวี้ฝอสนทนาเรื่องลับกับผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉืออย่างเงียบๆ จากนั้นถึงเดินออกมาจากเขตหวงห้ามที่ใช้เก็บตัวฝึกตนของเขา


พอออกจากลานในเขตต้องห้ามมา เดิมทีนางคิดจะกลับเลย ทว่ากลับชะงักฝีเท้า


“เห็นว่าวันดีๆใกล้เข้ามาแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าจะป่วยถึงขนาดนั้น พระชายารุ่ยอ๋องช่างชะตาสั้นนัก”


“นั่นสิ แม้แต่ลูกชายเจ็ดขวบของข้ายังรู้เลยว่าถ้ารุ่ยอ๋องกลับราชวงศ์มาต้องสืบทอดบัลลังก์ต่อแน่นอน ทันทีที่เขาถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นองค์รัชทายาท พระชายารุ่ยอ๋องก็คง...น่าเสียดายนัก”


“ว่าแต่ รุ่ยอ๋องเป็นโอรสของพระสนมเอกผู้ล่วงลับไปแล้วจริงหรือ”


“ใครจะไปรู้ ฝ่าบาททรงตรัสว่าใช่ เขาก็คงใช่”


“ข้ามักรู้สึกว่าแค่เป็นคำพูดที่เล่าลือกันภายนอก เพื่อช่วยลบล้างมลทินให้เขา ได้ยินมาว่าเขาเป็น...”


“เรื่องในราชวงศ์ พวกเจ้าก็กล้าวิพากษ์วิจารณ์ด้วยหรือ” หญิงสาวอ่อนวัยในชุดเสื้อคลุมขนหนูสีสะอาดตาตวาดใส่พวกนางสองคนที่กำลังสนทนาอยู่ ใบหน้าของนางแฝงไปด้วยความดุดันและเย็นชา น้ำเสียงของนางเย็นยะเยือกดุจหิมะ ทำเอาหญิงสาวทั้งสองตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้นพลางร้องขอความเมตตาด้วยร่างอันสั่นเทา


ก้าวออกเรือนไม่ดูฤกษ์ดูยาม พวกนางก็แค่เล่าขวัญเรื่องที่ทุกคนต่างพูดถึง ทว่าดันเจอกับน้องสะใภ้ของเขาเสียได้


มู่ซื่อจื่อเป็นจอมเผด็จการที่ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น หากเรื่องนี้ถึงหูของเขาละก็ ตระกูลพวกนางไม่แย่เลยหรือ


ฮูหยินน้อยมู่เอ่ยเสียงเย็นเชียบ “มาวิงวอนกับข้าก็ไร้ประโยชน์ หากอยากชดใช้ความผิดก็คัดพระสูตรจินกังมาสิบจบเพื่อเป็นการอวยพรให้พระชายารุ่ย มิเช่นนั้นหากเล่าลือกันออกไปคงไม่ใช่เรื่องดีต่อพวกเจ้าแน่”


“เจ้าค่ะ” พวกนางกล่าวขอบคุณ รีบช่วยกันประคองร่างลุกขึ้นแล้วสับเท้าเดินจากไป


พอฮูหยินน้อยมู่เห็นพวกนางเดินลับตาไปแล้ว ขณะที่กำลังจะหมุนตัวหางตาก็เหลือบเห็นร่างของฉินหลิวซี จึงเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาเอ่ยถามว่า “ท่านเซียนใช่เจ้าอาวาสปู้ฉิวแห่งอารามชิงผิงเมืองหลีหรือไม่”


ตอนที่ 1202: โดนพิษแมลงกู่อีกคนแล้ว


ฉินหลิวซีกำลังนั่งตัวตรงขัดสมาธิอยู่ในรถม้าจวนเฉิงเอินโหว รับรู้ความเคลื่อนไหวของเมืองหลวงในระยะนี้จากปากฮูหยินของมู่ซี


หลังจากเกิดแผ่นดินไหวที่แท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ ฮ่องเต้ได้รับบาดเจ็ดกำลังพักรักษาพระวรกาย จ้าวอ๋องถูกกักบริเวณอยู่ในจวน เฉิงอ๋องร่วมมือกับมหาเสนาบดีลิ่นและขุนนางแม่ทัพใหญ่อีกหลายคน เมื่อเฉิงอ๋องคิดว่าความมั่งคั่งได้ตกอยู่ในมือของตัวเองในที่สุด ราชวงศ์ก็ได้เผยออกมาทันทีว่าน้องสี่ของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง


น้องสี่ผู้นั้นไม่ใช่ใคร เป็นรุ่ยอ๋องบุตรชายคนโตของหนิงอ๋อง ตอนที่พระชายาหนิงอ๋องตั้งครรภ์ ได้เสด็จไปเยี่ยมพี่สาวลูกพี่ลูกน้องในวังที่พึ่งให้กำเนิดบุตร ก็คือพระสนมเต๋อเฟยของฮ่องเต้ ทั้งสองคนได้คลอดบุตรพร้อมกัน พระชายาหนิงอ๋องให้กำเนิดทารกที่เสียชีวิตในครรภ์ออกมาก่อน เพื่อรักษาตำแหน่งพระชายาของตัวเอง จึงได้อาศัยความโกลาหลขโมยองค์ชายสี่ที่พระสนมเต๋อเฟยให้กำเนิดอย่างยากลำบากจนทำให้พระนางเสียชีวิตไป


ดังนั้นรุ่ยอ๋องในปัจจุบัน ความจริงแล้วเป็นบุตรชายของพระสนมเต๋อเฟยที่ถูกลักพาตัวไปในตอนนั้น เป็นโอรสมังกรโดยแท้จริง สิ่งนี่ถูกเปิดเผยจากปากของเสด็จแม่พระชายาหนิงอ๋อง ฮ่องเต้ได้ให้คนสืบสวนอย่างถี่ถ้วนจึงได้รู้ความจริง


ฮ่องเต้โปรดปรานพระสนมเต๋อเฟยเป็นอย่างมาก มิเช่นนั้นหลังจากที่นางเสียชีวิตจากการคลอดบุตรก็คงไม่แต่งตั้งตำแหน่งเป็นพระสนมหวงกุ้ยเฟย เมื่อได้รับบาดเจ็บหมดสติไป เนื่องจากฝันเห็นพระสนมหวงกุ้ยเฟยกำลังร้องไห้ จึงได้เปลี่ยนสถานะของรุ่ยอ๋องให้ถูกต้องในทันที


กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือบุตรชายคนโตของหนิงอ๋องเสียชีวิตแล้ว ตอนนี้รุ่ยอ๋องเป็นบุตรชายของฮ่องเต้ที่ให้กำเนิดโดยพระสนมหวงกุ้ยเฟย และได้ประกาศแก่ใต้หล้า


ส่วนความจริงเป็นตามที่ประกาศหรือไม่นั้น ความจริงแล้วไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือฮ่องเต้บอกว่าเขาใช่ เขาก็ต้องใช่ ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบพยานหรือคำสารภาพใดๆ เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ ‘เสียชีวิต’ ไปแล้วสามคน


และสิ่งที่น่าสนใจก็คือหลังจากที่นางสนมหรูเฟยในวังได้ฟังข่าวนี้ก็ได้สะเทือนจิตใจจนเป็นลมหมดสติไป หลังจากฟื้นขึ้นมาก็พูดไม่ออก


ฉินหลิวซีหรี่ตาลงเพื่อปกปิดความเย้ยหยันในสายตา เมื่อข้องเกี่ยวกับผลประโยชน์และสถานการณ์โดยรวมของตัวเอง ‘รักแท้’ ของฮ่องเต้ก็ถูกละทิ้ง ก็ไม่รู้ว่า ‘นางสนมหรูเฟย’ ท่านนั้นจะรู้สึกอย่างไร


สถานะที่แท้จริงของนางก็ได้ ‘ตาย’ ไปแล้ว นางในตอนนี้เป็นเพียงนางสนมหรูเฟยที่สูญเสียความโปรดปราน ไม่มีบุตร ไม่ได้รับความรัก


และเมื่อรุ่ยอ๋องได้สลัดคราบกลายเป็นโอรสมังกรอย่างแท้จริง แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้อยู่ในวังหลวง แต่ในจวนอ๋องก็ได้เต็มไปด้วยผู้คนที่มาหาหน้าประตู ก่อนจะปิดประตูขอบคุณแขกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพระชายารุ่ยอ๋องป่วยหนัก


ทุกคนในเมืองหลวงที่ได้ยินเรื่องนี้ต่างก็บอกว่าพระชายารุ่ยอ๋องวาสนาไม่ถึงจึงแบกรับความมั่งคั่งเช่นนี้ไม่ได้ อย่างไรเสียการชี้แจง ‘สถานะ’ ของรุ่ยอ๋องในขณะนี้ยังได้แสดงถึงสัญญาณที่ฮ่องเต้ส่งออกไปถึงภายนอก


ไม่นานตำหนักตะวันออกคงจะได้ต้อนรับเจ้าของใหม่ในไม่ช้า


สำหรับรุ่ยอ๋อง ในปีนี้เขาได้ประสบความสำเร็จมากมาย รวมถึงการบรรเทาภัยพิบัติและการสังหารกลุ่มกบฏ ตอนนี้เขาก็ได้ขออาสาไปลาดตระเวนทหารทางซีเป่ย ซึ่งมีสงครามเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากเขาได้ทำผลงานที่นั่น ทั้งยังมีภูมิหลังที่ดี ตำแหน่งรัชทายาท คาดว่าจะตกอยู่ในมือเขาแล้ว


แต่พระชายารุ่ยอ๋องกลับป่วยจนไม่สามารถลุกจากเตียงได้ หากไม่ใช่เพราะวาสนาน้อยแล้วจะเป็นอะไร


ฮูหยินน้อยมู่มาที่วัดอวี้ฝอเพื่ออธิษฐานขอพรให้พระชายารุ่ยอ๋อง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะโชคดีได้พบกับฉินหลิวซี นางได้รู้ถึงความสามารถของฉินหลิวซีจากปากของมู่ซีนานแล้ว หากนางเป็นคนออกโรง พี่หญิงสิบห้าก็จะมีโอกาสรอดแล้ว


ฉินหลิวซีเห็นความกังวลบนใบหน้าของฮูหยินน้อยมู่ จึงกล่าวว่า “เจ้ากำลังตั้งครรภ์ ดังนั้นควรผ่อนคลายจะดีกว่า อารมณ์หดหู่นั้นไม่ดีต่อครรภ์ของเจ้า”


“อ้อ อะไรนะ” ฮูหยินน้อยมู่เบิกตาโตด้วยความตกใจ “เมื่อครู่ท่านบอกข้าว่าอะไรนะ”


ฉินหลิวซีมองไปยังบริเวณท้องของนาง เอ่ย “เจ้าตั้งครรภ์แล้ว”


ฮูหยินน้อยมู่ก้มลงมองท้องตัวเองอย่างมึนงง นางตั้งครรภ์แล้ว?


นางกับมู่ซีแต่งงานกันมาเกือบสามปีแล้ว แต่ท้องของนางก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเดิมหรือเป็นเฉิงเอินโหวกับเว่ยปั๋วหงต่างก็เป็นกังวลอย่างมาก อย่างไรเสียมู่ซีก็เป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของทั้งสองตระกูล หน้าที่สำคัญในการสืบทอดเชื้อสายตกอยู่ที่เขาเพียงผู้เดียว


ภูมิหลังตระกูลเดิมของนางไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก นางเป็นเพียงบุตรสาวคนโตของตระกูลผู้ตรวจการระดับห้า การที่ได้แต่งงานกับญาติของเชื้อพระวงศ์เป็นเพราะเห็นว่านางมีร่างกายแข็งแรง นิสัยอดทนแข็งแกร่ง และรูปร่างที่ดีต่อการให้กำเนิดบุตร


แต่อายุของนางนั้นมากกว่ามู่ซีสามปี การที่ยอมแต่งเข้ามาล้วนเป็นเพราะร่างกายของท่านแม่ต้องกินโสมเป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกาย ตระกูลกู้นั้นยากจน หากกินอาหารเสริมราคาแพงเป็นเวลานาน เช่นนั้นก็จะไม่เหลืออะไรเลย ดังนั้นนางจึงได้แต่งงาน


เนื่องจากสินสอดของตระกูลมู่นั้นมากพอ แม้ว่าครอบครัวจะไม่เหมาะสมกัน ซ้ำยังมีความกดดันอย่างมากที่จะต้องมีบุตร กระทั่งเพื่อที่จะสืบเชื้อสายตระกูลต่อไปในภายภาคหน้า มู่ซีอาจจะต้องรับอนุมากมาย นางก็ยอมแต่ง


แต่เป็นเวลาสามปีแล้วที่นางไม่มีข่าวใดๆเลย ทั้งสองตระกูลได้เตรียมเลือกอนุแล้ว แต่ตอนนี้ฉินหลิวซีบอกว่านางตั้งครรภ์แล้ว


นางไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย


แต่สาวใช้ข้างกายกลับดีใจออกนอกหน้า นับนิ้วคำนวณ กล่าวว่า “ฮูหยินน้อย เดิมทีวันนี้เป็นวันครบรอบระดูของท่านแล้วเจ้าค่ะ”


ฮูหยินน้อยมู่ใจเต้น ครบรอบระดูแต่นางกลับไม่มีระดู


ความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตา ฮูหยินน้อยมู่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ถามว่า “ท่านเจ้าอาวาสมองออกจริงๆหรือ”


ฉินหลิวซีให้นางยื่นมือออกมา วางสองนิ้วลงไป ชีพจรราวกับมีลูกปัดกลิ้งอยู่ ชีพจรเต้นแรง จึงกล่าวว่า “เป็นชีพจรมงคลจริงๆ เป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว พื้นฐานร่างกายของเจ้าไม่เลวเลย คิดว่าตอนเด็กๆคงจะออกกำลังกายมามาก ร่างกายมารดาแข็งแรง ชีพจรมงคลจึงได้แข็งแรง เพียงแต่ไม่ควรมีอารมณ์หดหู่ ร่างกายของมารดากับอารมณ์นั้นส่งผลกระทบต่อบุตรในครรภ์ แม่ลูกจิตผูกกันนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก”


“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว” ฮูหยินน้อยมู่ใช้มือทั้งสองลูบที่หน้าท้อง ถามข้ามลำดับขั้นมาว่า “ข้าต้องกินยารักษาครรภ์หรือไม่”


“หากไม่ได้รู้สึกไม่สบายก็ไม่จำเป็นต้องกิน ในช่วงสามเดือนแรกให้ระวังอากาศหนาวและการลื่นล้ม เวลาเดินต้องระมัดระวัง” ฉินหลิวซีเอ่ยเตือน


ฮูหยินน้อยมู่กล่าวขอบคุณอีกครั้ง จากนั้นก็ดึงกระเป๋าเงินออกมา มอบให้นางด้วยมือทั้งสองข้าง “ข้าเคยได้ยินกฎของท่าน การจับชีพจรจะมีเก็บค่ารักษา หากทำนายก็ต้องจ่ายหมื่นตำลึงทอง บนตัวข้าไม่ได้มีตำลึงเงินมากนัก เมื่อกลับไปถึงที่จวนจะส่งไปให้”


ฉินหลิวซีรับมา รู้สึกถึงน้ำหนักของกระเป๋าเงิน เห็นแก่เจ้าสุนัขขนปุยมู่ซี จึงมอบเครื่องรางแคล้วคลาดให้นางหนึ่งอัน


ฮูหยินน้อยมู่รู้สึกเหมือนได้สมบัติล้ำค่า


เมื่อมาถึงจวนรุ่ยอ๋อง สาวใช้เดินนำลงจากรถก่อน ให้คนไปส่งข้อความที่จวนเฉิงเอินโหว จากนั้นก็เรียกสตรีร่างกายบึกบึนมาอุ้มฮูหยินน้อยมู่ลงจากรถม้า แม้ว่าจะมีเพียงฉินหลิวซีที่ได้จับชีพจร แต่นางท่าทางดูน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก และระดูของฮูหยินน้อยก็ไม่มาจริงๆ ย่อมต้องระมัดระวัง


ฮูหยินน้อยมู่ได้ส่งคนมาบอกกับจวนอ๋องแต่เนิ่นๆแล้ว ผู้ที่รออยู่มุมประตูตะวันออกคือแม่นมแซ่หวางของพระชายารุ่ยอ๋อง เมื่อเห็นว่าคนมาถึงแล้ว ก็ก้าวเข้าไปคำนับอย่างเป็นทางการ


ฉินหลิวซีเป็นแขกผู้มีเกียรติ ฮูหยินน้อยมู่ให้นางอยู่ข้างหน้า ตัวเองเดินตามหลังหนึ่งก้าว กลุ่มคนเปลี่ยนไปนั่งรถลากมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลัก


เรือนหลักในจวนอ๋องอยู่กลางจวนรุ่ยอ๋อง เนื่องจากมีหิมะตกหนักติดต่อกันในเมืองหลวง เรือนต่างๆจึงถูกปกคลุมไปด้วยชั้นหิมะ กำแพงสีแดงดูงดงามเป็นอย่างมาก


น่าเสียดายบรรยากาศด้านบนที่มีทั้งสีแดงและสีเทา กระดานแปดเหลี่ยมตำแหน่งตะวันตกเฉียงใต้ไร้สีสัน ซ้ำยังขาดไปหนึ่งมุม เจ้าบ้านที่เป็นสตรีจะล้มป่วยและเป็นผลเสีย


ฉินหลิวซีเหลือบมองจากนั้นก็ละสายตา นางมีหลายอย่างที่ต้องทำ หากฉีเชียนไม่ใช่คนที่นางเลือกมาจัดการเรื่องวุ่นวาย นางไม่มีทางมา ในเมื่อขุดหลุมให้เขาลงไป อย่างไรเสียก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง


เมื่อเข้ามาในเรือน ฉินหลิวซีก็โดนคลื่นความร้อนแผดเผา จึงบังฮูหยินน้อยมู่ที่อยู่ข้างหลังนางตามสัญชาตญาณ ผลกระทบของความหนาวและความร้อนจะทำให้นางป่วยได้ง่าย


นางเงยหน้าขึ้น เห็นสตรีที่เคยพบกันมาก่อนหนึ่งครั้งสวมเสื้อคลุมหนา เอนตัวพิงหัวเตียงอย่างอ่อนแอ มองนางอย่างเงียบๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มภายใต้สายตาที่ซับซ้อน “ท่านอาจารย์ ไม่ได้เจอกันนานเลย”


ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว กดแมลงกู่ไหมทองที่กำลังกระสับกระส่ายอยู่บนข้อมือ เอ่ย “เจ้าถูกพิษแมลงกู่แล้ว”


ตอนที่ 1203: มีคนไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่


อาการป่วยเข้าขั้นวิกฤต มีชีวิตได้อีกไม่นาน


นี่คือความคิดของฉินหลิวซีเมื่อได้เห็นมู่จิ่นพระชายารุ่ยอ๋อง นางแตะแมลงกู่ไหมทองที่รู้สึกกระสับกระส่ายเมื่อสัมผัสได้ถึงแมลงกู่ ก่อนจะเดินไปหา


และคำพูดของนางทำให้แม่นมหวังกับฮูหยินน้อยมู่ต่างพากันตกใจ ถูกพิษแมลงกู่?


ฮูหยินน้อยมู่เหลือบมองแม่นมหวัง แม่นมหวังค่อยๆเดินออกไป ให้สาวใช้คนสนิทเฝ้าอยู่หน้าประตู หากพระชายาถูกพิษแมลงกู่ เช่นนั้นก็ไม่ใช่อาการป่วยธรรมดา แต่ถูกคนลอบทำร้าย


เมื่อมู่จิ่นได้ฟังคำพูดของฉินหลิวซีนั้นรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้ตกใจมากนัก ราวกับเดาไว้ในใจอยู่แล้ว


ฉินหลิวซีรู้สึกแปลกเล็กน้อย


การแสดงออกของมู่จิ่นนั้นแปลกๆ เมื่อคนทั่วไปรู้ว่าตัวเองถูกพิษแมลงกู่ การตอบสนองแรกคือความตกใจและโกรธอย่างแน่นอน จากนั้นก็จะไม่สบายใจ โศกเศร้า หวาดกลัว


แต่นางกลับสงบเกินไป แม้ว่าจะประหลาดใจเล็กน้อย แต่สิ่งที่มากไปกว่านั้นกลับเป็นความรู้สึกโล่งใจ ราวกับแน่ใจแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง


หัวใจเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง


คำนี้เข้ามาในหัวใจของฉินหลิวซีอีกครั้ง


เมื่อไม่กี่ปีก่อนนางเคยได้พบคนผู้นี้หนึ่งครั้ง ตอนนั้นนางยังมีความไร้เดียงสาและขี้อายเล็กน้อย สายตาที่มองฉีเชียนเต็มไปด้วยความรักและความคาดหวัง ตอนนี้น่ะหรือ ความสง่างามยิ่งใหญ่ของพระชายายังไม่ได้จางหายไป แต่กลับดูเหมือนถูกขัดเกลาด้วยวันเวลาจนความไร้เดียงสาในตอนนั้นถูกเก็บไว้ เหลือเพียงคุณธรรมและท่าทางอันสง่างามที่ภรรยาและมารดาควรมี รวมถึงรัศมีอันสูงส่งของพระชายา


ตอนนั้นที่ตัวเองได้พบนาง ก็ได้มองออกถึงความรู้สึกลึกซึ้งแต่ไม่ยืนยาว


ฮูหยินน้อยมู่ทำลายความเงียบสงบ ถามด้วยความตกใจว่า “ท่านเจ้าอาวาส ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร พิษแมลงกู่คืออะไรหรือ”


“ในร่างกายของเจ้ามีพิษแมลงกู่ก่อกวน” ฉินหลิวซีมองมู่จิ่นพลางกล่าวว่า “ข้ากล่าวเช่นนี้ แต่เจ้ากลับไม่ได้ประหลาดใจมากนัก หรือว่าจะรู้อยู่แล้ว”


มู่จิ่นยิ้มอย่างอ่อนแอ ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าก็เป็นเพียงสตรีธรรมดา ไหนเลยจะรู้เรื่องเหล่านี้ เพียงแต่จู่ๆก็เริ่มอ่อนแอแย่ลงทุกวัน จึงได้คาดเดาไว้ในใจแล้วก็เท่านั้น เดิมทีข้าคิดว่าเป็นยาพิษ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเป็นพิษแมลงกู่”


นางลดสายตาลง แต่ฉินหลิวซียังคงเห็นความโศกเศร้าในดวงตาของนาง จึงอดขมวดคิ้วไม่ได้


ฉินหลิวซีนั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นจึงเอ่ย “ข้าจะจับชีพจรให้เจ้า”


มู่จิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือออกมา มองดูสองนิ้วเรียวยาวขาวเนียนของนางวางลงบนข้อมือ สายตาเคลื่อนย้ายจากมือของนางขึ้นไปจนถึงใบหน้า


ฉินหลิวซีเกิดมาพร้อมกับผิวขาว รูปร่างหน้าตาไม่ได้นุ่มนวล แต่มีใบหน้าที่งดงาม ดูชาญฉลาด แต่กลับไม่ได้ดูเจ้าเล่ห์ ตาหูจมูกปากโดดเด่น จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง แต่ดวงตาทั้งสองข้างลุ่มลึก ชัดเจนว่องไว ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปในหัวใจคนได้ ทำให้ไม่กล้าจ้องมองโดยตรง


นางเพียงแค่เกล้าผมขึ้น ผูกผ้าแล้วปักปิ่นปักผมไม้ แม้ว่าข้างนอกจะหนาว แต่นางก็ยังคงสวมเพียงชุดเต๋าบางๆที่ปักด้วยอักขระ ไม่มีเครื่องประดับมากกว่านี้ แต่กลับดูลึกลับและเป็นกันเอง


คนตรงหน้าผู้นี้ต่างจากสตรีที่อยู่หลังจวนอย่างพวกนาง ไม่สิ นางแตกต่างจากคนธรรมดามากราวฟ้ากับดิน


อาจเป็นเพราะเหตุนี้ คนผู้นั้นจึงได้มองอยู่แต่ไกลๆ ไม่กล้าดูหมิ่นกระมัง


“พระชายาคิดมากเกินไปแล้ว” ฉินหลิวซีมองด้วยสายตาเรียบเฉยแล้วดึงมือกลับ ก่อนจะขมวดคิ้ว


ไม่แปลกใจเลยที่ห้องนอนแห่งนี้จุดเตาถ่านมากมายขนาดนี้ ซ้ำนางยังสวมเสื้อคลุมและห่มผ้าหนาๆ เพราะร่างกายของมู่จินมีพลังหยินมากเกินไป เมื่อครู่สองนิ้วของนางวางลงไป พลังหยินอันหนาวเย็นในร่างกายของนางได้ส่งผ่านมาทางปลายนิ้ว


อีกอย่างนอกจากแมลงกู่แล้ว ร่างกายของนางยังถูกคนวางยาพิษฤทธิ์ช้าอีกชนิดหนึ่ง จะไม่ทำให้นางตายในทันที แต่ก็ทำให้นางไม่สามารถดีขึ้นได้เช่นกัน จะอ่อนแอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิต


แมลงกู่กับพิษได้กลืนกินพลังชีวิตนางไปมากกว่าครึ่งแล้ว


มู่จิ่นยังคงอดทนได้ขนาดนี้ ความอดทนของนางไม่ใช่คนธรรมดาจะสามารถเทียบได้จริงๆ


ซ้ำนางยังกังวลมากเกินไป ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อการบำรุงรักษาร่างกาย


ฉินหลิวซีมองมู่จิ่น นางผอมลงมากเนื่องจากการทรมานของแมลงกู่และยาพิษ แต่ก็ไม่รู้ว่าเหตุใด แม้ว่านางจะแต่งหน้า แต่ก็ไม่อาจซ่อนความซีดเซียวของนางได้


ฉินหลิวซีเหลือบมองเล็กน้อย ถูกเส้นผมขาวสองสามเส้นที่ขมับของนางดึงดูดสายตา อดถอนหายใจไม่ได้


“ในร่างกายของเจ้ามีทั้งแมลงกู่และพิษฤทธิ์ช้าชนิดหนึ่ง เดิมทีพวกมันก็กลืนกินพลังชีวิตของเจ้า ซ้ำเจ้ายังมีอาการหดหู่และเป็นกังวลมากเกินไป กล่าวตามความเป็นจริง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้เจ้าดื่มยามากแค่ไหนก็ไม่เกิดผล”


ฮูหยินน้อยมู่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจมาก มองไปยังมู่จิ่น สายตาถูกผมขาวที่นางซ่อนไว้ข้างขมับทำให้ตกใจ พี่หญิงสิบห้ามีผมหงอกตั้งแต่เมื่อไหร่


ขอบตาของนางค่อยๆแดงขึ้น อดก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ อยากจะดึงมือของนางมาจับไว้


“เจ้าอย่าเข้ามา แล้วก็อย่าแตะต้องนาง มิเช่นนั้นจะถูกพลังหยินอันเยือกเย็นในร่างกายของนางแช่แข็ง ไม่ดีต่อร่างกายของเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพึ่งตั้งครรภ์ เจ้าไม่ควรถูกความเย็น” ฉินหลิวซีขวางนางไว้


มือของฮูหยินน้อยมู่ข้างอยู่กลางอากาศ แต่มู่จิ่นที่ได้ฟังคำพูดนี้ ดวงตาทั้งสองข้างก็เป็นประกาย กล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “อวิ๋นซิ่ว เจ้าตั้งครรภ์แล้วหรือ”


ฮูหยินน้อยมู่ท่าทางเขินอาย กล่าวว่า “ยังไม่ได้เชิญหมอหลวงมาจับชีพจร แต่ท่านเจ้าอาวาสได้จับชีพจรให้แล้ว บอกว่าตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว ดังนั้นพี่หญิงสิบห้าต้องดูแลรักษาร่างกายให้ดี ในภายภาคหน้าท่านที่เป็นท่านป้าจะต้องมาร่วมพิธีสรงสามลูกของข้า”


มู่จิ่นกล่าวว่า “จวนอ๋องมีหมอหลวง ไปเชิญ...ไม่สิ ท่านเจ้าอาวาสวิชาแพทย์ล้ำเลิศ นางบอกว่าใช่ ย่อมใช่อย่างแน่นอน เจ้าก็อย่าอยู่ที่นี่เลย ไปรออยู่ข้างนอกเถิด เดี๋ยวจะถูกข้าทำให้ป่วยเอาได้”


“พี่หญิงสิบห้า ไม่เป็นไร ข้าพื้นฐานร่างกายดี...”


มู่จิ่นส่ายหน้า “เชื่อฟังเถิด นี่เป็นครรภ์แรกของเจ้า และเป็นบุตรคนแรกของน้องชายข้า เป็นสมบัติล้ำค่าของพวกเราทั้งสองจวน ออกไปรอข้างนอกเถิด อยู่ที่นี่เจ้าก็ช่วยอะไรข้าไม่ได้”


นางกล่าวพลางมองไปยังแม่นมหวังที่ยืนอยู่ปลายเตียง กล่าวกำชับว่า “ส่งฮูหยินน้อยออกไป จัดเตรียมรถม้าส่งกลับจวนอย่างสวัสดิภาพ จากนั้นก็ไปเอาตราของข้าส่งขันทีน้อยไปเชิญหมอเหอซึ่งเป็นหมอเกี่ยวกับโรคสตรีที่สำนักหมอหลวงไปจับชีพจรที่จวนโหว”


แม่นมหวังเป็นบ่าวรับใช้ที่เกิดในจวนเฉิงเอินโหว แม้ว่าจะเป็นกังวลเกี่ยวกับร่างกายของพระชายาตัวเอง แต่เมื่อได้ยินข่าวดีนี้ก็ย่อมดีใจเป็นอย่างมาก รีบเข้าไปพยุงฮูหยินน้อยมู่ พยายามเกลี้ยกล่อมให้นางออกไป


ในห้องนอนเหลือเพียงฉินหลิวซีกับมู่จิ่น นางเห็นว่ามู่จิ่นหมดเรี่ยวแรง ร่างกายสั่นเทา ปากก็เริ่มสั่น มีเสียงกระทบกันเบาๆ จึงกุมมือของนางไว้ ส่งพลังอันร้อนระอุไปให้ ขับไล่ความหนาวเย็นในร่างกายของนาง


ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของนาง มู่จิ่นอดถอนหายใจไม่ได้ น้ำตาก็ไหลออกมา นางไม่ได้รู้สึกถึงความอบอุ่นมานานแล้ว


ฉินหลิวซีเอ่ย “นอนลงเถิด ข้าจะช่วยกำจัดแมลงกู่ให้เจ้าเอง จากนั้นค่อยปรับสภาพ ก็จะไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไป”


ฉินหลิวซีลุกขึ้น อยากจะให้นางนอนลง


มู่จิ่นกลับยิ้มอย่างขมขื่นพลางกล่าวว่า “ไม่มีประโยชน์”


ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว “ก็แค่กำจัดพิษกู่ เจ้าไม่เชื่อข้าหรือ”


“ข้าเชื่อท่าน” มู่จิ่นยิ้มอย่างขมขื่นพลางส่ายหน้า น้ำตาไหลเอ่อออกมา “แต่มันไม่มีประโยชน์ แม้ว่าจะกำจัดพิษกู่แล้ว ข้าก็ไม่ดีขึ้น”


ฉินหลิวซีตกตะลึงเล็กน้อย มีบางอย่างผ่านเข้ามาในหัว สีหน้ามืดมนในทันที


“ท่านก็บอกเองว่านอกจากพิษแมลงกู่แล้ว ร่างกายของข้ายังมียาพิษฤทธิ์ช้าอยู่ด้วย ดังนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะมีคนไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่” น้ำตาของมู่จิ่นไหลออกมาจากหางตา


1. พิธีสรงสาม เป็นหนึ่งในพิธีกรรมเก่าแก่ที่สำคัญมากของคนจีน จะให้คนในครอบครัวอาบน้ำเด็กทารกในวันที่สามหลังจากคลอดออกมา


ตอนที่ 1204: สิ่งที่นางติดค้าง ย่อมชดใช้คืน!


มีคนไม่อยากให้ข้ามีชีวิตอยู่


คนผู้นั้นเป็นใคร มีร่างหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของฉินหลิวซีอย่างรวดเร็ว สีหน้ามืดมนราวกับสายน้ำ


“ฮ่องเต้หรือ” นางเอ่ยถึงคนผู้นั้นออกมาอย่างไม่หลบเลี่ยง คำพูด ณ ที่นี่ไม่มีใครได้ยิน


ร่องรอยของความกลัวผ่านเข้ามาในดวงตาของมู่จิ่น ทันใดนั้นก็กลับมาสงบอย่างรวดเร็ว กล่าวว่า “ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว”


ฉินหลิวซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เจ้ายอมแพ้แล้วหรือ ตราบใดที่เจ้าต้องการ ข้ากล้ารับรองได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นแมลงกู่หรือเป็นพิษฤทธิ์ช้าล้วนไม่ใช่ปัญหา ข้าจะช่วยเจ้า ให้เจ้ามีอายุยืนยาวกว่าเขา”


มู่จิ่นยิ้มพลางน้ำตาไหลออกมา เอ่ย “ท่านเจ้าอาวาสเป็นคนนอก เติบโตมาในลัทธิเต๋า ไม่เหมือนกับพวกเรา ท่านคงจะไม่รู้ถึงความน่ากลัวของอำนาจราชวงศ์ ข้าเชื่อว่าการรักษาของท่านจะทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่ท่านเจ้าอาวาส หากเขาอยากให้ใครสักคนตาย ย่อมไม่มีทางปล่อยไว้ สิ่งที่เขาอยากทำ แม้ว่าเขากำลังจะจากไป ก็จะให้คนเหล่านั้นจากไปก่อน”


“เหตุใดจึงได้กล่าวเช่นนี้”


มู่จิ่นกล่าวว่า “มีพ่อแม่บางคนเพื่อที่จะปูทางให้ลูกๆ พวกเขาจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อกำจัดอุปสรรคที่ขวางอยู่ตรงหน้า” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เอ่ย “ชื่อเสียงของราชวงศ์ต้องไม่เสื่อมเสีย ก็แค่สตรีกับภรรยาเท่านั้น ไม่มีสิ่งนี้ก็ยังมีสิ่งอื่น แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์ ชื่อเสียงของราชวงศ์แปดเปื้อน สุดท้ายก็ไม่เหลือความสวยงาม”


นางมองออกไปนอกหน้าต่าง ข้างนอกหิมะกำลังตกหนัก กล่าวเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน “หลานชายของข้าเป็นสามีของน้องหญิง น้องสาวของสามีน้องหญิงเป็นภรรยาของบุตรชาย ผู้คนไม่กล้ากล่าวอย่างเปิดเผย แต่พวกเขาย่อมพูดเรื่องจริยธรรมของมนุษย์ลับหลังอย่างแน่นอน โดยเฉพาะพวกปัญญาชนผู้อวดรู้บางคนย่อมวิพากย์วิจารณ์อย่างไม่ลดละ และหากต้องการยุติเสียงเหล่านั้น เช่นนั้นก็ทำได้เพียงลบน้องสาวผู้นั้นทิ้ง เมื่อคนได้ตายไปก็จะไม่มีใครพูดอะไรได้อีก”


ฉินหลิวซีกำหมัดเบาๆ “ฮองเฮามู่ก็รู้ทุกอย่าง บันทึกประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล”


มู่จิ่นยิ้มเล็กน้อย “ที่กล่าวมาก็ถูก แต่พี่หญิงใหญ่กลับลืมความเห็นแก่ตัวของคนที่นอนเคียงหมอน หากเขาต้องการเลือกผู้สืบทอด จะต้องเป็นผู้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ต่อให้ไม่สมบูรณ์แบบ ก็จะทำให้เขาสมบูรณ์แบบ ในภายภาคหน้าหากกลายเป็นฮ่องเต้ผู้ปรีชา ผู้คนก็จะชมว่าอดีตฮ่องเต้เลือกได้ดี ท่านดูเถิด นี่ก็คือความเห็นแก่ตัวของฮ้องเต้”


นางลดสายตาลง กล่าวว่า “หนึ่งตระกูลมีคนรุ่นเดียวกันได้เป็นฮองเฮาถึงสองคน ซ้ำยังเป็นฮองเฮาของผู้เป็นพ่อกับลูก ไม่มีทางเป็นไปได้ เพียงแค่ลำดับความอาวุโสก็ยากที่จะอธิบายได้แล้ว ในท้ายที่สุดได้มีฮองเฮามู่ถึงสองคน อำนาจของญาติเป็นสิ่งที่ไม่มีฮ่องเต้คนใดอยากจะเห็น ดังนั้นข้าจึงต้องตาย”


ฉินหลิวซีเม้มริมฝีปาก ดังนั้นที่ตัวเองเลือกฉีเชียนก็เป็นการผลักให้คนที่อยู่ตรงหน้าเข้าสู่เส้นทางแห่งความตายหรือ


นางมองมู่จิ่น หลีกเลี่ยงสายตาสงบนิ่งของนาง รู้สึกผิดเล็กน้อย


ราวกับมู่จิ่นรับรู้ถึงอารมณ์ของนาง กล่าวว่า “ข้าไม่มีทางเลือกอื่น ความจริงแล้วข้าไม่ได้กลัว เพียงแต่เป็นห่วงบุตรชายข้า เขายังไม่ทันได้เติบโตมั่นคงเลย”


“ข้าจะปกป้องเจ้า” ฉินหลิวซีกล่าว


“ท่านเจ้าอาวาส ชะตาชีวิตไม่อาจฝ่าฝืนได้ หากข้าไม่ตาย คนที่ตายอาจเป็นบุตรของข้าหรือคนในตระกูลมู่ ตระกูลสวรรค์ไร้ความปรานี” มู่จิ่นจ้องมองนาง กล่าวว่า “ความจริงแล้วข้าอยากจะพบท่านเจ้าอาวาสอีกครั้งมานานแล้ว วันนี้ได้พบ นับว่าได้คลายปมในใจแล้ว”


คนอย่างนาง ราวกับแสงสว่างดึงดูดให้คนติดตาม แต่สุดท้ายนางก็เป็นเพียงแสงสว่าง ทำได้เพียงติดตาม ไม่อาจเข้าใกล้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเคียงบ่าเคียงไหล่


บางทีฉีเชียนก็อาจคิดเช่นนี้เหมือนกันกระมัง ดังนั้นภาพวาดม้วนนั้นจึงทำได้เพียงวางไว้ในสถานที่ลับที่สุด


ฉินหลิวซีไม่ค่อยเข้าใจว่านางกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร รู้สึกมึนงงเล็กน้อย


มู่จิ่นกล่าวว่า “หากท่านเจ้าอาวาสไม่ได้เข้าสู่ลัทธิเต๋า ก็คงเป็นหนึ่งในสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวง ไม่รู้ว่าจะมีชายหมายปองกี่คน แล้วก็ไม่รู้ว่าใครที่จะเหมาะสมกับท่าน”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ไม่มีคำว่าสมมติ ชีวิตข้าเป็นเช่นนี้ ถูกลิขิตให้อยู่คนเดียว”


เมื่อนางเห็นว่ามู่จิ่นเริ่มตัวสั่นอีกครั้ง จึงเอ่ย “ข้าจะกำจัดพิษแมลงกู่ให้เจ้าก่อน ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความตาย บุตรอายุยังน้อย จะทำใจได้อย่างไร หากไม่กำจัดแมลงกู่นี้ เจ้าคงไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้พวกเขาด้วยซ้ำ”


พลังหยินนี้ทำร้ายคนจริงๆ


มู่จิ่นรู้สึกชาที่ปลายจมูก เบือนหน้าไปทางอื่น


ร่างกายของฉินหลิวซีมีราชินีแมลงกู่ หากต้องการกำจัดแมลงกู่นั้นเป็นเรื่องง่าย นางวาดยันต์วิญญาณปกป้องชีพจรของมู่จิ่นบนหน้าผากของนาง จากนั้นก็จุดธูปหนึ่งดอก กล่าวว่า “กำจัดแมลงกู่อาจจะทรมานเป็นอย่างมาก เจ้ากัดไว้เถิด”


นางหยิบผ้าสะอาดหนึ่งผืนมาให้มู่จิ่นกัดไว้เพื่อไม่ให้กัดลิ้นตัวเองเมื่อรู้สึกเจ็บมากเกินไป จากนั้นก็กรีดที่ปลายนิ้วของนาง เรียกแมลงกู่ไหมทองออกมา มันมุดเข้าไปในบาดแผลทันที เริ่มเดินไปทั่ว


มู่จิ่นแข็งทื่อไปทั้งตัว


พลังอันแข็งแกร่งเดินผ่านเส้นลมปราณในร่างกายของนาง พลังงานความร้อนรุนแรงผสมกับความเย็นเดิมในร่างกายของนางร้อนๆหนาวๆเช่นนี้ ราวกับมีน้ำแข็งและไฟ เส้นลมปราณขยายและหดตัว ความเจ็บปวดทำให้นางส่งเสียงร้อง ร่างกายสั่นอย่างรุนแรง บนหน้าผากของนางมีเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา


ความเจ็บปวดแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย


ไม่นานมู่จิ่นก็ราวกับคนจมน้ำ ล้มลงบนเตียงอย่างอ่อนแรง เปียกไปทั้งร่างกาย ลมหายใจอ่อนแรง


ฉินหลิวซีเอากระดิ่งสามบริสุทธิ์ออกมา หมุนข้อมือแล้วเขย่า เสียงกระดิ่งที่คมชัดดังขึ้นในเรือน จิตวิญญาณเต๋าที่แฝงอยู่ในเสียงกระดิ่งนั้นมีพลังอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ขับไล่ความเจ็บปวดทั้งหมด


มู่จิ่นหลับตาลง น้ำตาหยดลงบนหมอน


นางค่อยๆ รู้สึกว่าความหนาวเย็นที่กัดกร่อนกระดูกได้ออกไปจากร่างกาย และมีบางสิ่งคืบคลานออกมาจากปลายนิ้ว ในไม่ช้าความอบอุ่นที่อ่อนโยนก็ได้พุ่งขึ้นมาจากฝ่าเท้า แผ่ซ่านไปยังแขนขา


มู่จิ่นลืมตาขึ้น ใบหน้าของคนผู้นั้นค่อยๆชัดเจนขึ้นตรงหน้า


ฉินหลิวซีแตะแมลงกู่ไหมทองตัวอ้วน แต่ไม่ได้ให้มันกลับคืนสู่ร่างกาย ถือมันไว้ในมือ หลับตาลงเล็กน้อย มืออีกข้างหนึ่งร่ายคาถา ปากท่องคาถาแมลงกู่ เชื่อมจิตกับมัน


หากยาพิษฤทธิ์ช้าเป็นฝีมือของฮ่องเต้ แล้วแมลงกู่เป็นฝีมือของใคร


แมลงกู่ไหมทองกลืนกินแมลงกู่ตัวนั้น เมื่อวิญญาณแมลงกู่และสายกรรมของมัน เชื่อมจิตกับแมลงกู่ไหมทองก็จะทำให้มองเห็นได้ แน่นอนว่าการเชื่อมจิตนี้ก็คล้ายกับการค้นวิญญาณ เปลืองสมาธิเป็นอย่างมาก


หากไม่ใช่เพราะฉินหลิวซีรู้สึกติดค้างนาง นางก็จะให้พวกเขาไปตรวจสอบเอง


จิตสำนึกทางวิญญาณเชื่อมโยงกับจิตสำนึกของแมลงกู่ไหมทอง ในไม่ช้านางก็ได้รู้ว่าแมลงกู่นั้นคืออะไร คือแมลงกู่งูหยิน ตอนวางพิษเพียงแค่เอาผงกู่ซ่อนไว้ในเล็บ ละลายใส่น้ำหรืออาหารก็จะสามารถวางพิษกู่ได้อย่างเงียบๆ


พิษแมลงกู่งูหยินเป็นพิษหยินร้ายแรง ราวกับงูหยินเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้ร่างกายหนาวเย็นไปถึงกระดูก พลังหยินรวมตัวกัน หากอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน คนธรรมดาทั่วไปก็จะถูกกัดกร่อนด้วยพลังหยิน


ฉินหลิวซีตามหาคนด้วยแมลงกู่นี้ สาวใช้นามว่าหลิงหลงผู้หนึ่งได้รับคำสั่ง ซึ่งคนผู้นั้นก็คือ...


นางลืมตาขึ้น ความรู้สึกผิดยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ


เป็นพวกจ้าวอ๋อง เพียงเพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างตระกูลมู่กับฉีเชียน ไม่ให้มีวาสนาได้ครองบัลลังก์ พวกเขาคำนวณแผนการทั้งหมด เป็นความจริงที่ความพยายามทั้งหมดนั้นสูญเปล่า แต่พวกเขาลงมือกับมู่จิ่น หวังจะให้ฉีเชียนกลายเป็นพ่อหม้าย ซึ่งก็ทำสำเร็จกัน


ฉินหลิวซีมองไปยังมู่จิ่น อย่างไรเสียก็เป็นนางที่ติดค้างคนผู้นี้ หากไม่ใช่เพราะนางผลักดันฉีเชียนไปอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้ มู่จิ่นก็จะไม่ได้ประสบพบเจอกับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หรือ


แต่นางได้ทำลงไปแล้ว ผลกรรมได้เกิดขึ้นแล้ว


นางหยิบกระดาษยันต์ออกมาหนึ่งแผ่น สองมือพับนกกระเรียนกระดาษออกมาอย่างรวดเร็ว มอบให้มู่จิ่น “ด้วยนกกระเรียนกระดาษนี้ เจ้าสามารถขอข้าได้หนึ่งเรื่องจากความสามารถของข้า หรือจะเป็นลูกศิษย์ของข้าก็ได้ เพียงแค่เผามันก็พอแล้ว”


สิ่งที่นางติดค้าง ย่อมชดใช้คืน!


ตอนที่ 1205: แว้งกัดคืน ประเมินนางต่ำไป


มู่จิ่นรับนกกระเรียนกระดาษเหมือนจริงที่ฉินหลิวซียื่นให้ นางรู้สึกสับสนเล็กน้อย ราวกับไม่เข้าใจ


ฉินหลิวซีไม่ได้อธิบายอะไรมาก นางเห็นความตั้งใจที่จะตายของมู่จิ่น จึงไม่ได้พยายามเกลี้ยกล่อม เพียงแต่หยิบยาถอนพิษออกมาจากถุงเฉียนคุนหนึ่งเม็ด ใส่ไว้ในขวดหยก ยื่นไปให้ด้วยเช่นกัน


“ข้าไม่ค่อยเข้าใจความคิดของผู้คนที่กำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดภายใต้อิทธิพลอำนาจของราชวงศ์ แต่ข้าเข้าใจได้ ข้ารู้ว่ามีคนในตระกูลขุนนางที่เสียสละตัวเองเพื่อประโยชน์ของทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือสตรีที่แต่งออกมา ย่อมมีคนเช่นนี้ เนื่องจากไม่สามารถทำตามใจตนเองได้” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “เช่นเดียวกันกับธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสวงหาโชคลาภและหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสวงหาผลกำไรเช่นกัน เจ้าจะเลือกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง ยาแก้พิษเม็ดนี้สามารถแก้พิษได้ร้อยชนิด หากเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่กลืนมันลงไป พิษชนิดนั้นจะเอาชีวิตของเจ้าไปไม่ได้”


มู่จิ่นขอบตาแดงก่ำ ไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ นางรู้อยู่แล้วว่าความจริงแล้วตัวเองไม่มีทางเลือก


“นกกระเรียนกระดาษนี้ หากเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ เจ้าก็มีชีวิตอยู่ได้ เพียงแต่ต้องปล่อยวางทุกสิ่ง เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่” ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ทางเลือกขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง”


มู่จิ่นสูดลมหายใจ กล่าวว่า “เหตุใดท่านเจ้าอาวาสจึงได้ใจดีกับข้าเช่นนี้”


ฉินหลิวซีเงียบไปครู่หนึ่ง “เป็นเพราะผลกรรม”


มู่จิ่นตกตะลึง


ฉินหลิวซีป้อนยาให้นางหนึ่งเม็ด กล่าวว่า “แม้ว่าจะกำจัดแมลงกู่ไปแล้ว แต่ยังคงมีร่องรอยของพิษกู่อยู่ ข้าจะฝังเข็มให้เจ้า ฉีเชียนไม่อยู่ หากหลังจวนขาดแม่เรือน เด็กสูญเสียมารดา ไม่ใช่เรื่องดี”


คำพูดปฏิเสธของมู่จิ่นถูกกลืนลงคอ ปล่อยให้ฉินหลิวซีทำการฝังเข็มบนร่างกายของนาง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งร่างกาย ก่อนที่นางจะเผลอหลับไป


ฉินหลิวซีท่องบทสวดสงบจิตชำระใจให้นาง จากนั้นก็เขียนใบสั่งยา มอบให้แม่นมหวัง แล้วก็จากไปอย่างเงียบๆ


หลังจากที่มู่จิ่นตื่นขึ้นมา ภายในเรือนก็จุดโคมไฟสว่างไสว ทว่าคนผู้นั้นไม่อยู่แล้ว มีเพียงนกกระเรียนกระดาษกับขวดหยกถูกวางไว้อยู่ข้างหมอนโดยไม่มีใครแตะต้อง พิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายเคยมาที่นี่


นางนั่งลงก่อนจะหยิบนกกระเรียนกระดาษขึ้นมาจ้องมองอยู่พักหนึ่ง น้ำตาไหลอาบแก้ม


หิมะตกหนัก


ฉินหลิวซีปรากฏตัวอย่างเงียบๆ ในจวนจ้าวอ๋อง พบจ้าวอ๋องซึ่งอยู่ในอาการเมามายไม่เรียบร้อย ไม่ครอบถุงกระสอบแล้ว ร่ายคาถาสกัดคำพูดแล้วลงมือจัดการ


หมัดหนักกระทบลงร่างกายของเขาดังตุบตับ เขาไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาได้ บนใบหน้าไม่มีบาดแผลแม้แต่นิด แต่กระดูกในร่างกายราวกับถูกบดขยี้ เขาเจ็บปวดจนใบหน้าบูดเบี้ยว อ้าปากร้องตะโกน แต่กลับต้องตกใจเมื่อพบว่าตัวเองตะโกนไม่มีเสียง และคนที่เขาเห็นนั้นก็ไม่มีใบหน้า


ผี มีผี!


จ้าวอ๋องทั้งตื่นตระหนกทั้งหวาดกลัว จนกระทั่งถูกนางหักกระดูกขาขวาและมือขวาของเขา เขากลอกตาเป็นลมหมดสติ


ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม ลูบบนกระดูกที่หักแล้วเชื่อมต่อใหม่อีกครั้ง เพียงแต่หลังจากที่เชื่อมต่อใหม่ได้หักไปอีกหนึ่งท่อน แต่ยังคงทำให้คนมองไม่ออก


สวรรค์จงประทานพรไม่มีที่สิ้นสุด ข้าไม่ฆ่าเขา ข้าแค่ทุบตีระบายความโกรธ


หลังจากทุบตีจ้าวอ๋อง ฉินหลิวซีก็ไปหาอวี้ลิ่งหลาน หากไม่ใช่เพราะที่ปรึกษาของเขาผู้นี้มีความคิดนี้ขึ้นมา มู่จิ่นไหนเลยจะต้องทุกข์ทรมานเช่นนี้


ดังนั้นเขาก็เป็นคนที่ต้องถูกทุบตีด้วย


ในขณะนี้อวี้ลิ่งหลานกำลังเปิดตำรา ทันใดนั้นก็ร่างกายแข็งทื่อ มองไปยังคนที่ปรากฏตัวกลางอากาศ


ฉินหลิวซีหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง เป็นไปไม่ได้ คนธรรมดายังสามารถตระหนึกถึงการมาถึงของตัวเองได้ ผิดปกติ


นางเข้าโจมตีอวี้ลิ่งหลานโดยไม่ต้องคิด


เสียงดังสนั่น


ห้องถูกพังทลายลงครึ่งหนึ่ง ความโกลาหลใหญ่โตจนดึงดูดองครักษ์มาจำนวนนับไม่ถ้วน


อวี้ลิ่งหลานกลับถือโอกาสหายตัวไปในยามค่ำคืน


ผิดปกติจริงๆด้วย


ฉินหลิวซีเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไล่ตามไปก็ได้เสกคาถาใส่


เปรี้ยง


สายฟ้าสีม่วงโจมตีเข้าใส่อวี้ลิ่งหลานเต็มๆ ตกลงมากลางอากาศ ร่วงลงไปในตรอกแห่งหนึ่ง


สายฟ้าผ่าเสียงดัง ควันลอยออกมาจากร่างกายของเขา อวี้ลิ่งหลานกระอักเลือดออกมาเต็มปาก ผมถูกระเบิดจนชี้ตั้ง ใบหน้าก็ดำเป็นถ่าน


เขาวางมือข้างหนึ่งลงบนพื้น อีกข้างหนึ่งเช็ดเลือดที่มุมปาก แสยะยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นถึงฝ่ายคุณธรรม ก็ยังใช้วิชาเต๋ากับคนธรรมดา? เจ้าไม่กลัวถูกสวรรค์ลงโทษหรือ”


“เจ้าว่าเขากล้าลงโทษข้าหรือไม่” ฉินหลิวซีเหลือบมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างเย่อหยิ่ง จากนั้นก็มองเขา “แล้วก็เจ้า คนธรรมดา? ก็แค่ปีศาจ เพียงแค่ขโมยเปลือกนอกมาก็คิดว่าตัวเองเป็นคนแล้วหรือ”


อวี้ลิ่งหลานตกตะลึง “ปีศาจอะไรกัน ข้าเป็นบุตรชายตระกูลอวี้ตระกูลลึกลับ คุณชายปั๋วอิน”


ฟิ้ว...


ฉินหลิวซีย้ายมาอยู่ตรงหน้าเขาภายในพริบตาเดียว เมื่อบีบคอของเขา พลังงานที่คุ้นเคยออกมาจากร่างกายของเขา นางออกแรงตามสัญชาตญาณ


ดวงตาของอวี้ลิ่งหลานเปลี่ยนเป็นสีแดง เอ่ยตะกุกตะกักว่า “เจ้ากล้าฆ่าคนหรือ”


ขณะที่เขากล่าว สายตาได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวหวาดกลัว เดี๋ยวเย้ยหยัน ราวกับมีสองดวงวิญญาณกำลังยื้อแย้ง


“ผียึดร่าง เหตุใดจะไม่กล้าฆ่า” ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม หยิบหินเก้าตาออกมาจากที่คอ พันไว้บนคอของเขา รัดแน่น


อวี้ลิ่งหลานเบิกตาโต แต่ดวงวิญญาณยังคงไม่ลอยออกจากร่าง


ฉินหลิวซีร่ายคาถาลงบนหินเก้าตา หินเก้าตาส่องแสงสีทองแวววาว กลายเป็นตะขอแห่งความหนาวเย็น อำนาจปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของอวี้ลิ่งหลาน วิญญาณผีค่อยๆลอยออกมาจากแท่นวิญญาณของเขา


เป็นบุรุษอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับอวี้ลิ่งหลาน พยายามดิ้นรนภายใต้หินเก้าตา และผีตนนั้นก็มีผนึกจิตวิญญาณที่นางคุ้นเคย


มันเป็นของศัตรูเก่าอย่างซื่อหลัว


ก่อนหน้านี้นางก็รู้สึกว่าอวี้ลิ่งหลานมีบางอย่างผิดปกติ แต่กระจกดูดวิญญาณเฉียนคุนกลับตรวจสอบไม่พบอะไร เป็นเพราะผนึกจิตวิญญาณของเขาประทับอยู่บนผีตัวนี้หรือ และตอนนั้นตบะของนางก็ไม่สู้ตอนนี้ จึงไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน


ก็ไม่รู้ว่าวิญญาณตนนี้ยึดร่างมานานแค่ไหนแล้ว เข้ากันได้ดีกับร่างกายของอวี้ลิ่งหลาน ไม่มีความแตกต่างใดๆให้เห็นเลย ฉินหลิวซีเอื้อมมือออกไปคว้าดวงวิญญาณไว้


ไม่สิ เขายึดร่างมานานขนาดนี้ ซ้ำยังไม่ได้เปิดเผยเมื่ออยู่ต่อหน้าตัวเองหลายครั้งแล้ว แต่ตอนนี้กลับถูกเปิดเผย


มีกับดัก!


แทบจะในเวลาเดียวกัน เมื่อจิตวิญญาณนั้นแทรกซึมเข้าไปในเส้นลมปราณตามมือของนาง ความคิดของนางเคลื่อนไหวในทันที ไฟนรกพุ่งออกมาจากเส้นลมปราณ ห่อหุ้มจิตวิญญาณนั้นโดยตรง


คิดจะกัดข้า ข้าก็จะแว้งกัดคืน!


ไฟนรกราวกับบงกช ร้อนระอุและรุนแรง ไม่มีที่ให้หลบและไม่มีที่ให้หนี


ผีตนนั้นส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน แล้วได้สลายกลายเป็นเถ้าถ่าน จิตวิญญาณนั้นก็ถูกเผาไหม้ไปด้วย ไร้ร่องรอย


จิตวิญญาณถูกเผา ซื่อหลัวที่เป็นคนเสกผนึกนั้นได้รับผลสะท้อนกลับเป็นคนแรก จิตวิญญาณของเขาได้รับแรงกระแทกรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดวงวิญญาณสั่นสะท้าน แทบจะแยกออกจากร่างของเขาอย่างแรง


เขาประหลาดใจมาก เป็นไปได้อย่างไร


แต่เขายังไม่ทันได้ทำอะไรเลย เนื่องจากดวงวิญญาณที่อยู่ในส่วนลึกของดวงจิตได้อาศัยโอกาสโจมตีกลับ


มือทั้งสองข้างของซื่อหลัวร่ายวิชาไม่หยุด เสกไปที่แท่นวิญญาณของตัวเอง มีลมกรดหมุนวนอยู่รอบตัวเขา ดูดพลังวิญญาณที่อยู่รอบตัว ถูกเขานำทางเข้าสู่กระดูกพุทธะในแต่ละตำแหน่งของร่างกาย จากนั้นค่อยหล่อหลอมเข้ากับดวงวิญญาณที่ได้รับความเสียหาย ระงับความปรารถนาที่จะตอบโต้กลับของดวงวิญญาณเจ้าของร่าง


พลังทั้งสองยื้อแย่งกันในภวังค์จิต และลมกรดที่อยู่รอบตัวเขายังได้หมุนขึ้นไปด้านบน มีคนมาเห็นโดยบังเอิญจึงตกตะลึง


พายุน้ำวนยักษ์ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก แต่นี่คืออะไร พายุหิมะวน?


ซื่อหลัวสัมผัสแท่นวิญญาณ เลียริมฝีปากซีด หัวเราะในลำคอ ไฟนรกบงกชแดง?


ประเมินนางต่ำไปจริงๆ!


สีหน้าของเขาค่อยๆสงบนิ่ง ดวงตาอันอบอุ่นเปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับทะเลเลือดที่ไร้ขอบเขต


ตอนที่ 1206: เจตนาฆ่าของตระกูลสวรรค์


ฉินหลิวซีระงับความคิด ไฟนรกที่รุนแรงพลันหายไปด้วย นางงอปลายนิ้ว นิ้วชี้มือซ้ายดีดออกไป


“คิดจะลอบวางแผนข้า ข้าจะเผาเจ้าให้ตาย” นางตะคอกอย่างรุนแรง


เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แย่แล้ว การตอบสนองในการป้องกันตัวเร็วเกินไป ทันทีที่แผดเผาก็ได้แผดเผาดวงวิญญาณตนนั้นไปด้วย ยังไม่ทันรู้เลยว่าเขาเป็นใคร ยึดร่างมาตั้งแต่เมื่อไหร่


ฉินหลิวซีหันหน้ามองไปยังอวี้ลิ่งหลานที่ล้มลงบนพื้น ก่อนจะเดินไปหา มือสำรวจไปที่จิตในแท่นวิญญาณของเขา จากนั้นก็ดึงกลับคืนมา มองไปรอบๆ


ตอนนี้ไม่มีใคร เช่นนั้นก็ชนแล้วหนี?


สามจิตเจ็ดวิญญาณของเด็กโชคร้ายผู้นี้ถูกกลืนกินไปมากกว่าครึ่งแล้ว กลายเป็นคนโง่แล้ว หากนางค้นดวงวิญญาณของเขาอีก คาดว่าคงจะดวงวิญญาณแตกสลาย กลายเป็นคนตาย


ฉินหลิวซีมองดูโหงวเฮ้งของเขา ถอนหายใจ เกิดในตระกูลอวี้ ด้อยกว่าอวี้ฉังคงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กลับมีจิตใจที่อยากจะแข่งขันเพื่อความโดดเด่นและมีความอิจฉาริษยา มิเช่นนั้นด้วยโชคลาภและฮวงจุ้ยของตระกูลอวี้ อย่างน้อยก็ต้องได้รับความคุ้มครองอยู่บ้างกระมัง


เดิมทีอยากจะจากไป เมื่อนึกถึงอวี้ฉังคง ฉินหลิวซีจึงอุ้มคนผู้นี้ขึ้นมา ก้าวเข้าไปในความว่างเปล่า ไม่นานก็มาถึงตระกูลอวี้ โยนเขาเข้าไปในลานแห่งหนึ่ง ส่วนนางก็ไปที่หลุมศพบรรพบุรุษตระกูลอวี้


ตอนนั้นตระกูลอวี้ถูกขโมยโชคลาภ ดวงวิญญาณขโมยร่างตนนั้นเป็นผลงานของซื่อหลัว ใครจะไปรู้ว่าเขามีแผนสำรองหรือไม่


ดวงจันทร์บดบังส่วนลึกของเมฆหมอก


ฉินหลิวซียืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า มองหลุมศพบรรพบุรุษด้านล่าง หยิบของที่ได้มาจากซือเหลิ่งเย่ว์ กระโดดหลายครั้งติดต่อกัน วางค่ายอาคมสะท้อนกลับดวงชะตาในบริเวณนี้


ไม่ว่าใครมาลงมือทำสิ่งไม่ดี ก็จะถูกค่ายอาคมสะท้อนกลับ


นางป้องกันปีศาจร้าย และยิ่งป้องกันซื่อหลัว


อย่างไรเสียโชคลาภของตระกูลอวี้นั้นก็รุ่มรวยกว่าตระกูลขุนนางหลายตระกูล หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นถูกขโมยไปไม่น้อย ก็จะเจริญรุ่งเรืองมากกว่านี้


เพื่อไม่ให้ถูกขโมยไปทั้งหมด ควรจะระมัดระวังไว้ดีกว่า


หลังจากทำทั้งหมดนี้แล้ว ฉินหลิวซีก็ใช้กระดาษยันต์ฉีกเป็นร่างตุ๊กตากระดาษ เสกมนต์ส่งสารลงไปบนตุ๊กตากระดาษ จากนั้นก็ปล่อยมันไป


ตุ๊กตากระดาษส่ายหน้าโบกมือให้นาง เดินขากะเผลกจากไป


ฉินหลิวซี “...”


นางไม่คุ้นเคยกับการทำสิ่งนี้แล้วหรือ ดูเหมือนว่าตุ๊กตากระดาษจะขาสั้นข้างยาวข้าง นางทำข้อผิดพลาดโง่ๆเช่นนี้ได้อย่างไร


จะต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ไปทำร้ายหายนะอย่างจ้าวอ๋องแน่ๆ


ไม่สนใจแล้ว


“รากฐานของตระกูลตัวเองก็เฝ้าเอง รักษาไว้ไม่ได้ เช่นนั้นก็โทษใครไม่ได้” ฉินหลิวซีทิ้งไว้หนึ่งประโยคแล้วหายตัวไปในความว่างเปล่า


หลังจากที่นางจากไปก็มีเงาปรากฏขึ้นที่หลุมศพใหญ่ในสุสานบรรพบุรุษ รับรู้ถึงค่ายอาคมในสุสานบรรพบุรุษแห่งนี้ อดรู้สึกสบายใจไม่ได้


เจ้าเด็กฉังคงผู้นั้นเก่งไม่เบาเลย เส้นสายไม่เลวเลยทีเดียว!


อวี้ฉังคงที่ติดตามฉีเชียนมาซีเป่ยได้จามขึ้นมา ไม่สนใจสายตาเป็นกังวลของฉีเชียนที่มองมา ชี้ที่แผนภาพพลางกล่าวว่า “ซีเป่ยเป็นอาณาเขตของตระกูลเฉวียน ท่านไม่ต้องคิดถึงกำลังทหาร แต่จำเป็นต้องพยายามสร้างความประทับใจที่ดี ข้าได้ดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่สามารถจ่ายเงินค่าจ้างทหารได้ ทหารก็ค่อนข้างคิดลบ ท่านควักเงินส่วนตัวออกมาใช้เถิด ยิ่งระดับต่ำเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการค่าจ้างทหารมากขึ้นเท่านั้น”


ฉีเชียนพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนี้ เพียงแต่กลัวว่าเฉวียนจิ่งจะคิดว่าข้ากำลังซื้อใจคน”


อวี้ฉังคงหัวเราะ “ท่านคิดมากไปแล้ว หากทหารตระกูลเฉวียนติดสินบนได้ง่ายขนาดนั้น เช่นนั้นชื่อเสียงของตระกูลเฉวียนก็คงไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้”


ฉีเชียนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “เป็นข้าที่ตื้นเขินเอง”


“ท่านเป็นคนในราชวงศ์ มีความคิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากพวกจ้าวอ๋องอยู่ที่นี่ ก็ใช่ว่าจะไม่มีความคิดเช่นนี้” อวี้ฉังคงเอ่ยเสียงเรียบ


หลังจากที่เขากล่าวจบ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอยู่ข้างนอก


เฉวียนจิ่งมาแล้ว


เพียงแต่ผู้ที่มากับเขาเป็นกงกงประกาศราชโองการจากเมืองหลวง และเนื้อหาในราชโองการล้วนทำให้พวกเขาประหลาดใจและตกใจเล็กน้อย


“รุ่ยอ๋อง รีบรับราชโองการเถิด” กงกงใบหน้าขาวไร้หนวดยิ้มแย้มแจ่มใส


ฉีเชียนกล่าวสรรเสริญ หลังจากรับราชโองการมาก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ให้คนตบรางวัลแก่เขาแล้วส่งออกไป


เฉวียนจิ่งกับอวี้ฉังคงมองหน้ากัน กล่าวว่า “รุ่ยอ๋อง ท่านเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่”


ให้ภูมิหลังอย่างเป็นทางการแก่เขา นี่หมายความว่าอย่างไร ทุกคนที่นี่ต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ


ฉีเชียนได้สติกลับมา โค้งคำนับทั้งสอง “ขอทั้งสองท่านโปรดช่วยข้าด้วย”


ตำแหน่งใหญ่นั้น เขาต้องขึ้นไปนั่งอย่างปลอดภัย


เฉวียนจิ่งเดินออกมาจากกระโจมทหาร มองดูเกล็ดหิมะที่ตกลงมา พ่นลมหายใจแล้วก้าวยาวเดินจากไป


ฉีเชียนมองไปยังอวี้ฉังคง กล่าวว่า “ฉังคง ท่านคิดว่าสิ่งที่กล่าวในราชโองการเป็นจริงหรือไม่”


อวี้ฉังคงสีหน้าเรียบเฉย “จริงหรือไม่นั้นสำคัญด้วยหรือ ท่านคือรุ่ยอ๋อง บุตรชายของพระสนมหวงกุ้ยเฟยที่จากไปแล้ว ย่อมดีกว่าบุตรที่อยู่ภายใต้ชื่อของนางสนมหรูเฟยไม่ใช่หรือ”


ฉีเชียนนึกถึงสตรีผู้นั้น สีหน้าเย็นชา หลังจากเงียบไปนานก็กล่าวเพียง “อืม”


อวี้ฉังคงคุยกับเขาอยู่สักพัก จากนั้นก็กลับไปที่กระโจมของตัวเอง ทบทวนการจัดวางกำลังครั้งถัดไป ขณะที่กำลังจะนอนลง ก็ได้ยินเสียงดังก๊อกแก๊ก


เขาหันไปมอง ตุ๊กตากระดาษขาสั้นข้างยาวข้างตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในความว่างเปล่า เดินวนรอบตัวเขาหนึ่งรอบ จากนั้นก็เผาไหม้ตัวเอง เสียงของฉินหลิวซีดังเข้าไปในหูของเขา


เมื่อได้ยินสิ่งที่นางพูด อวี้ฉังคงก็ขมวดคิ้ว มีความรู้สึกเย้ยหยันและเย็นชาเล็กน้อย ตระกูลสวรรค์ไร้ความปรานี สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องจริง หากฉีเชียนรู้เข้าจะทำอย่างไร


และเรื่องที่เกิดขึ้นกับอวี้ลิ่งหลานกลับทำให้เขากังวลใจอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าน้องรองไม่ใช่น้องรองคนเดิมมาตั้งนานแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ เมื่อก่อนน้องรองไม่ได้เสแสร้งขนาดนี้


โง่แล้ว ก็ดี


รักษาชีวิตไว้ อยู่ในตระกูลก็จะปลอดภัยไปจนแก่เฒ่า


อวี้ฉังคงถอนหายใจยาว


ในวังหลวง


ได้ยินมาว่าจวนจ้าวอ๋องถูกฟ้าผ่าอย่างอธิบายไม่ได้ ครึ่งหนึ่งของห้องถล่มลงมา คุณชายตระกูลอวี้ผู้นั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนจ้าวอ๋องก็เอาแต่บอกว่ามีผี ขาของเขาก็สั้นข้างยาวข้างอย่างอธิบายไม่ได้ เอาแต่ร้องตะโกนว่าจะหาปรมาจารย์มาไล่วิญญาณร้ายจับผี ทำให้ฮ่องเต้ที่ยังคงรักษาอาการบาดเจ็บรำคาญเป็นอย่างมาก


ไม่ต้องพูดว่าเป็นปีที่มีเรื่องมากมาย ร่างกายมังกรของตัวเองล้มป่วย ทำได้เพียงนอนรักษาอยู่บนเตียง ส่วนมหาราชครูจู่ๆก็หนีไป หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกลั่นแกล้งทอดทิ้ง


นอกจากนี้ ข่าวที่กรมอาญาส่งมาก็ทำให้เขากังวลใจ


ร้านยาตำหนักอายุวัฒนะถูกปิดตรวจสอบ เจ้าของร้านถูกจับ แต่คนเมื่อมาถึงกรมอาญาก็ทำลายกรมอาญาจนเละแล้วหลบหนีออกจากคุกไปอย่างเงียบๆ ทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคามครั้งใหญ่


ได้ยินผู้บังคับบัญชาบอกว่าเจ้าของร้านผู้นั้นประหลาดเล็กน้อย ไม่ค่อยเหมือนพ่อค้าธรรมดาทั่วไป ราวกับนักพรตที่มีฝีมือไม่ธรรมดา


ฝีมือไม่ธรรมดา


มหาราชครูก็เป็นเช่นนี้ เจ้าของร้านขายยาก็เป็นเช่นนี้ ซ้ำยังมีความเคลื่อนไหวของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า ล้วนทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวและถูกคุกคาม


อาณาจักรของเขาดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมั่นคงอย่างที่เขาคิดไว้ แต่มีอันตรายที่เขามองไม่เห็นมากมาย เขาไม่ใช่ผู้สูงส่งในสายตาของราษฎร มีคนบางคนที่อยู่เหนือเขา


ความคิดเช่นนี้ ทำให้เขาไม่มีความสุขเป็นอย่างมาก


ด้วยเหตุนี้อารมณ์ของฮ่องเต้จึงคาดเดาได้ยากและฉุนเฉียวมากขึ้นเรื่อยๆ มองทุกคนด้วยสายตาสงสัยและพิจารณา


อย่าปล่อยให้ผู้อื่นล่วงล้ำขอบเขตอำนาจของตัวเอง


ภัยคุกคามจะต้องจับกดหมอนให้ตาย นักพรตที่ฝีมือไม่ธรรมดาก็ไม่มีข้อยกเว้น


เสนาบดีลิ่นสังเกตเห็นเจตนาสังหารอันแปลกประหลาดของฮ่องเต้ เขารู้สึกกังวลเล็กน้อย ล่าช้าไม่ได้แล้ว จะต้องรีบตัดสินใจเรื่องรัชทายาทโดยเร็วที่สุด จากนั้นก็จัดพิธีพระบรมศพ!


ตอนที่ 1207: เห้อ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากจะเอาชนะนี้!


ตกดึกกลางคืน


ทันทีที่ฉินหลิวซีปรากฏตัวที่ศาลประจำเมืองในอำเภอหนาน ซาหยวนจื่อก็พุ่งออกมา ยกตะเกียงขึ้น มองเห็นนางผ่านแสงตะเกียงสลัว ดวงตาเป็นประกาย และเห็นว่าใบหน้าของนางเต็มไปด้วยฝุ่นและความเหนื่อยล้า เม้มริมฝีปากแล้วถอยออกไป


“นับว่าเจ้ารู้ความ ไม่ถามนั่นถามนี่” ฉินหลิวซีกล่าวพึมพำ กระโดดขึ้นไปบนแท่นเทวรูป พิงรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของเทพประจำเมือง


“บังอาจนัก แท่นเทวรูปเจ้าก็กล้ากระโดดขึ้นมาตามอำเภอใจ ตำแหน่งของข้าก็ให้เจ้านั่งไปเลยเถิด...ตายจริง สุรานี่ช่างส่งกลิ่นหอมนัก!”


เทพประจำเมืองหนานได้กลิ่นไหสุราที่ฉินหลิวซีหยิบออกมา กลิ่นหอมหวานของสุราพลันลอยออกมาหลังจากกระเทาะผนึกโคลนออก แมลงสุราตื่นในทันที


จากนั้นเขาก็เห็นเป็ดย่างอีกหนึ่งจาน ติ่มซำหน้าตาน่ากิน และธูปบูชาเทพเจ้า


ช่างเถิด เห็นแก่ของเซ่นไหว้เหล่านี้ แท่นเทวรูปนี้จะให้เด็กทรพีกระโดดเล่นสักสองสามทีก็ไม่เป็นไร


ฉินหลิวซีเห็นเขาทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ก็ยิ้มมุมปาก


โชคดีที่ตอนที่นางไปจัดการจ้าวอ๋อง เขากำลังดื่มสุรา สุราดียังไม่ได้เปิดผนึก ก็เลยขโมยมา ส่วนกับแกล้มก็มีควันร้อนระอุ เห็นว่ายังไม่ได้กินก็เลยห่อมาด้วย มิเช่นนั้นหากมามือเปล่าก็จะอกตัญญูเล็กน้อย


ฉินหลิวซีวางจอกหยกสองใบที่ขโมยมาด้วย เอาสุรามาเทใส่เหยือกสุรา เทให้คนละหนึ่งจอก


เทพประจำเมืองหนานเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ หรูหรา อลังการ ไม่เหมือนกับนิสัยขี้เหนียวของเด็กทรพีคนนี้


“เจ้าไปปล้นบ้านใครมา”


ฉินหลิวซีดื่มก่อนหนึ่งจอก จากนั้นก็โน้มตัวไปหาเขาอย่างไร้อย่างอาย กล่าวว่า “อืม ไปปล้นคนรวยมาให้คนจน นี่เป็นสุราหลวง ตั้งใจเอามาให้ท่านได้ชิมโดยเฉพาะ”


เทพประจำเมืองหนานกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าในเมืองหลวงเกิดแผ่นดินไหว เจ้าคงไม่ได้ไปขโมยมาจากในวังหรอกกระมัง”


“ไม่ใช่ เด็กเหลือขอในวังท่านนั้นไม่ใช่คนดีอะไร”


เทพประจำเมืองหนานเหลือบมองนาง กล่าวว่า “ความขุ่นเคืองรุนแรงเล็กน้อย ฮ่องเต้ทำให้เจ้าขุ่นเคืองหรือ”


“ว่ากันว่าตระกูลราชวงศ์นั้นไร้ความปรานีที่สุดนั้นเป็นเรื่องจริง ราชวงศ์นั้นโหดเหี้ยมไร้ความปรานีมากกว่าใครๆ” ฉินหลิวซีกล่าวเหน็บแนมว่า “มีบางคนเอาแต่คิดอยากจะฆ่าลูกสะใภ้เพื่อสถานการณ์โดยรวม แต่ความจริงแล้ว เพียงเพื่อตอบสนองความเห็นแก่ตัวของตัวเองเท่านั้น”


“ธรรมชาติของมนุษย์ย่อมเห็นแก่ตัว นี่เป็นเรื่องปกติที่สุด หากเจ้ายังหงุดหงิดเพราะเรื่องนี้ เช่นนั้นก็เป็นเพราะการฝึกบำเพ็ญยังไม่ถึงขั้น ไม่คุ้มค่า” เทพประจำเมืองหนานจิบสุรา เอ่ยต่อ “และตระกูลสวรรค์ไร้ความปรานีนั้นเป็นเรื่องที่รู้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในบรรดาฮ่องเต้ ใครๆก็อยากทิ้งชื่อเสียงที่ดีให้คงอยู่ตลอดไป”


แม้จะเอ่ยเช่นนี้ แต่ในใจก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย


“เรื่องไม่ยุติธรรมในโลกนี้มีแปดเก้าในสิบส่วน ทุกคนล้วนมีชะตาชีวิตเป็นของตัวเอง หากเจ้าจะร้องเรียนทุกความไม่ยุติธรรม ไม่ช้าก็จะผมขาวตั้งแต่อายุยังน้อย” เทพประจำเมืองหนานเหลือบมองบนศีรษะนาง กล่าวอีกหนึ่งประโยคว่า “ไม่แน่อาจจะหัวล้านด้วยซ้ำ”


ฉินหลิวซี ‘จบกัน สุราขาวนี้เซ่นไหว้โดยเสียเปล่าแล้ว’


นางหยิบเหยือกสุราขึ้นมาราวกับจะระบายความโกรธ เทลงไปในปาก แล้วนอนลงข้างๆเขา


สุราดีๆถูกนางกลอกปากดื่ม เทพประจำเมืองหนานปวดใจเป็นอย่างมาก เอาไหสุราซ่อนไว้ข้างหลัง อยากจะกล่าวสักสองประโยค เหลือบไปเห็นขอบตาคล้ำของนาง จึงกลืนคำพูดกลับคืนไป


ฉินหลิวซีหลับตาลง เอ่ย “ตาเฒ่า ท่านว่าบางคนรู้ว่าการตายเป็นเรื่องที่โง่เขลาไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง แต่ก็ยังดึงดันจะทำเช่นนั้น โง่มากใช่หรือไม่”


“ก็ต้องดูว่าเพราะอะไร มีคนมากมายที่เสียสละตัวเองเพื่อสถานการณ์โดยรวม อย่างเช่นท่านแม่ทัพในสนามรบ มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าหากลงสนามรบย่อมเป็นการสูญเสียชีวิต โง่หรือ ก็โง่ แต่เขาไม่มีทางเลือก เพราะหากเขาถอย คนที่อยู่ข้างหลังก็คือราษฎรผู้บริสุทธิ์ที่จะถูกสังหาร” เทพประจำเมืองหนานกล่าวว่า “หากยังคงทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าดี เช่นนั้นก็แสดงว่าเป็นการเลือกเส้นทางอันยิ่งใหญ่”


“เสียสละเรื่องเล็กๆน้อยๆ เพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่” ฉินหลิวซีลืมตาครึ่งหนึ่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านพูดถูก ในโลกนี้ย่อมมีคนที่ทำเรื่องโง่ๆอยู่เสมอ”


เทพประจำเมืองหนานอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน รู้สึกราวกับว่ากลิ่นสุราไม่หอมอีกต่อไป


เขานิ่งเงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงหายใจดังมาจากข้างๆเขาหันไปมอง เห็นว่าเด็กที่กำลังพูดอยู่เมื่อครู่นี้กำลังนอนหลับสนิทอย่างสงบ


นางขดตัวอยู่ข้างๆ มือข้างหนึ่งหนุนศีรษะ อีกข้างหนึ่งวางไว้บนหน้าอก ภาพนี้ราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน


ในหัวของเทพประจำเมืองหนาน มีภาพหนึ่งผ่านเข้ามาแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว


ก่อนที่เขาจะคว้ามันได้ ก็เห็นว่าฉินหลิวซีขมวดคิ้ว และนิ้วของนางก็สั่นเล็กน้อย


มีแสงสีทองผ่านเข้ามาในดวงตาของเทพประจำเมือง มองไปยังนิ้วชี้มือซ้ายของนาง สีหน้าเย็นชาเล็กน้อย อันเชิญผนึกเทพประจำเมืองออกมา กดลงไปที่นิ้วชี้


คิ้วที่ขมวดแน่นของฉินหลิวซีผ่อนคลายลง


เทพประจำเมืองหนานรู้สึกโล่งใจ คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่รู้ว่านึกอะไรได้ เขาเอาผนึกเทพประจำเมืองกดลงบนแท่นวิญญาณของนาง แสงสีทองของผนึกเทพทะลุเข้าไปในส่วนลึกของดวงจิตนาง


ฉินหลิวซีราวกับต่อต้านเล็กน้อย เปลือกตาขยับเบาๆอยากจะลืมตาขึ้น


“เส้นทางใหญ่นั้นไร้รูปร่าง กำเนิดสวรรค์และผืนดิน เส้นทางใหญ่ไร้ความปรานี เคลื่อนตะวันและจันทรา” คำพูดของเทพประจำเมืองหนานราวกับมาจากฟากฟ้า นำทางนางเข้าสู่การทำสมาธิ


เด็กคนนี้แบกภาระมากมายเกินไปแล้ว


ฟ้าใกล้จะรุ่งสาง


ฉินหลิวซีตื่นจากภวังค์ รู้สึกถึงแสงศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากดวงจิตในแท่นวิญญาณของตัวเอง และพลังวิญญาณบนร่างของเทพประจำเมืองหนานกลับมืดมนลงเล็กน้อย อดรู้สึกหมดปัญญาไม่ได้


“กว่าจะสะสมพลังแห่งความศรัทธาได้ไม่ง่ายเลย ให้ข้ามาแล้ว ตำแหน่งเทพของท่านก็จะยิ่งอยู่ห่างไกลจากความยิ่งใหญ่และความแข็งแกร่งมากขึ้น”


เทพประจำเมืองหนานแสร้งทำเป็นเย็นชา กล่าวว่า “ให้เจ้าเปล่าๆที่ไหนกัน หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่เครื่องเซ่นนี้ ข้าจะให้เจ้าหรือ ฝันไปเถอะ ส่วนตำแหน่งเทพ เจ้าวางใจเถิด ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้ไปอีกนานแสนนาน”


“ได้” ฉินหลิวซีกลอกตา กล่าวว่า “ข้าจะรอดู”


เทพประจำเมืองหนานมองไปยังหน้าประตูอย่างไร้เหตุผล


สามีภรรยาวัยกลางคนพยุงกันเดินฝ่าหมอกยามเช้ามา ข้างหลังตามมาด้วยบ่าวรับใช้หนึ่งคน ในมือถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยเครื่องบูชา


ฉินหลิวซีเหลือบมองทั้งสองคน เมื่อพวกเขาเข้ามา หยิบธูปออกมาจุด คำนับสามครั้ง จึงกล่าวว่า “เทพประจำเมืองที่นี่บอกว่าตราบใดที่ทั้งสองท่านบริจาคเสื้อผ้ากันหนาวหนึ่งหมื่นชิ้นให้กับคนยากจนทั้งหมดด้วยตัวเอง เมื่อบริจาคชิ้นที่หนึ่งหมื่น ก็จะได้รับพรสมดั่งปรารถนา พบกับบุตรอีกครั้ง”


สามีภรรยาที่สวมผ้าแพรหนาต่างพากันตกใจ กล่าวว่า “ท่านรู้ว่าเราต้องการขออะไรหรือ”


พวกเขายังไม่ทันได้กล่าวอะไรเลย นางก็บอกว่าจะได้พบกับบุตรอีกครั้ง


ราวกับมองออกถึงความประหลาดใจของพวกเขา ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เทพประจำเมืองท่านนี้ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก ทันทีที่พวกเจ้าเข้าประตูศาลมาก็รู้ว่าพวกเจ้ามาขอเรื่องใด เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ขอให้พวกเจ้าถวายหมูทองย่างหนึ่งตัว กับสุราชั้นดีสามไหเป็นการขอบคุณเทพ”


ทั้งสองคนมองหน้ากัน สายตามีความตื่นเต้น ดึงกระเป๋าเงินออกจากเอวด้วยมือที่สั่นเทา แล้วโยนใส่กล่องบุญกุศล จากนั้นก็หันไปคำนับเทพประจำเมือง กล่าวว่า “หากหาตัวบุตรชายของข้าพบ ย่อมทำตามคำกล่าวของท่านเซียน ขอบคุณความเมตตาของท่านเทพ”


จากนั้นพวกเขาก็คำนับฉินหลิวซี วางเครื่องบูชาแล้วจากไป


เทพประจำเมืองหนานมองดูฉินหลิวซีเสกคาถา รู้สึกหมดปัญญาเล็กน้อย กล่าวว่า “ทั้งๆที่พวกเขาถูกกำหนดว่าไม่มีบุตรคอยส่งยามจากไป เหตุใดเจ้าจึงได้ทำสิ่งที่ขัดต่อเจตจำนงค์สวรรค์ ยืนกรานที่จะให้วาสนานี้”


“ดูท่านตระหนี่เข้าสิ การเริ่มต้นของวันนี้ คนแรกที่มาไหว้เทพประจำเมือง ย่อมต้องได้รับความเมตตาจากเทพเจ้า” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ส่วนเรื่องที่ขัดต่อเจตจำนงค์ของสวรรค์ ข้าขัดอะไรหรือ ก็พูดกันว่าเส้นทางห้าสิบ สวรรค์กำหนดไว้สี่สิบเก้า เช่นนั้นก็โทษข้าไม่ได้ ข้าไปดีกว่า”


นางโบกมือให้เขา เดินไปถึงหน้าประตูศาล พระอาทิตย์กำลังขึ้นพอดี แสงสีทองสาดส่องบนร่างกายของนาง ห้อมล้อมนางไว้ตรงกลาง


“แม้ว่าจะขัดต่อเจตจำนงค์สวรรค์ แต่ก็เป็นเพราะไม่เต็มใจ” ฉินหลิวซีหยุดอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง มีเสียงดังมา “หากไม่เต็มใจก็ต่อสู้กับมันสักตั้ง เห้อ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่อยากจะเอาชนะนี้...”


เทพประจำเมืองหนานตกอยู่ในภวังค์ เด็กทรพีคนนี้หยิ่งผยอง ราวกับเคยรู้จักมาก่อน เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เด็กคนนั้นก็ได้หายตัวไปในแสงสีทอง


ตอนที่ 1208: จะสอนพวกเจ้าให้ว่าอะไรคือวิถีของโลกมนุษย์


ฤดูหนาวปีรัชศกที่สามสิบเอ็ดของคังอู่ ดั่งที่ฉินหลิวซีกล่าว เป็นฤดูหนาวที่หนาวเย็นกว่าปีที่แล้ว ดูเหมือนว่าทั่วทั้งต้าเฟิงจะถูกกระแสน้ำที่หนาวเย็นพัดพาไป ผู้คนจำนวนมากและสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอก็แข็งตายในฤดูหนาวนี้ ทางเหนือสุดถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหลายพันลี้ หิมะตกหนักปกคลุมภูเขา ราวกับโลกนี้ถูกปกคลุมไปด้วยผ้าสีขาวหนาเตอะ แสงขาวเงินประกายแสบตา


พายุหิมะรุนแรง สงครามทางด้านซีเป่ยและชายแดนอื่นๆยังคงดำเนินต่อไป พระคลังหลวงว่างเปล่า เสบียงอาหารขาดแคลน ไม่สามารถส่งกองทัพออกไปได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมกำลังใจ รุ่ยอ๋องได้ควักกระเป๋าเงินส่วนตัวออกมาเติมเต็ม ซ้ำยังมีกงซุนเฉิงผู้ร่ำรวยในต้าเฟิงทำการบริจาคอย่างใจกว้าง ซีเป่ยไม่เพียงแต่ไม่สูญเสียเมือง แต่ยังได้เมืองที่สูญหายกลับคืนมาตามที่หวังอีกด้วย


ผลงานในสงครามครั้งนี้มีส่วนของรุ่ยอ๋องด้วย


เมื่อม้าเร็วส่งข่าวมาถึง ฮ่องเต้ยินดีเป็นอย่างมาก


เมื่อถึงตรุษจีนของรัชศกคังอู่ปีที่สามสิบสอง สิ่งแรกที่ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ทำตั้งแต่ต้นปีใหม่คือการขอให้แต่งตั้งรัชทายาทเนื่องจากวังตะวันออกโชคไม่ดีนัก เพื่อราษฎรจะได้สบายใจ และเพื่อกำหนดสถานการณ์ของแคว้น


และหลังจากที่ฮ่องเต้อาเจียนออกมาเป็นเลือดอีกครั้ง ในที่สุดก็ได้มีรับสั่งราชโองการ รุ่ยอ๋ององค์ชายสามประสบความสำเร็จในระหว่างดำรงตำแหน่ง มีคุณธรรมและความอดทน เหมาะสมที่จะเป็นมกุฏราชกุมาร แต่งตั้งเป็นรัชทายาท และรีบกลับเมืองหลวงเพื่อมาดูแลแคว้นในทันที


ใช่แล้ว หลังจากที่รุ่ยอ๋องกลายเป็นบุตรชายของพระสนมหวงกุ้ยเฟยที่เสียชีวิตไป เฉิงอ๋องที่เดิมทีอยู่อันดับสามได้ถูกลดลำดับมาอยู่ที่ลำดับสี่


ได้ยินว่าหลังจากที่มีราชโองการแต่งตั้งรัชทายาท จ้าวอ๋องแทบจะกระอักเลือด ตะโกนด่าสาปแช่งว่าฮ่องเต้โง่เขลา จากนั้นก็ถูกโบยสามสิบที จนขาใช้การไม่ได้กลายเป็นพิการไปอย่างสิ้นเชิง


ปลายเดือนสองปีที่สามสิบสอง หลังจากทำพิธีแต่งตั้งรัชทายาทอย่างเรียบง่าย นักโทษทุกคนยกเว้นผู้ต้องโทษประหารชีวิตก็ได้รับการอภัยโทษ


รัชทายาทได้รับการแต่งตั้งแล้ว แต่ราษฎรกลับไม่ได้ดีใจมากนัก เนื่องจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วรุนแรงเกินไป เมื่อถึงช่วงเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิในเดือนสาม น้ำแข็งและหิมะยังไม่ละลาย ไม่มีความหวังที่จะเพาะปลูกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ยิ่งทำให้ราษฎรแต่ละพื้นที่ได้รับความทุกข์ยาก กลุ่มกบฏพึ่งพาตนเองได้ปรากฏขึ้นร้องเรียนให้ฮ่องเต้ออกจากตำแหน่งและสารภาพผิด


รัชทายาทรุ่ยรับอำนาจเข้ามาดูแลแคว้น ภายใต้การช่วยเหลือจากบรรดาข้าราชบริพารชั้นสูง พยายามเรียนรู้การปกครอง ปลอบโยนราษฎรที่ตกทุกข์ได้ยาก ขจัดความรุนแรง และแน่นอนว่าเขาก็จะปรึกษากับฮ่องเต้อย่างถ่อมตนสำหรับการตัดสินใจทุกครั้ง


อวี้ฉังคงเคยกล่าวว่าเมื่อเป็นรัชทายาทแล้วไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะราบรื่น การทดสอบที่แท้จริงพึ่งเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากรัชทายาทเป็นนามทางการของผู้สืบทอด และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นเสี้ยนหนามอันดับหนึ่งในสายตาของฮ่องเต้อีกด้วย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฮ่องเต้นอนป่วยอยู่บนเตียง ในขณะที่รัชทายาทยังร่างกายแข็งแรงและเยาว์วัย สิ่งนี้มีแต่จะทำให้ฮ่องเต้หวาดระแวงมากขึ้น การแสดงความอ่อนแอคือหนทางที่จะป้องกันไว้ได้


ฉีเชียนจดจำคำพูดของอวี้ฉังคงไว้ในใจ ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลางแห่งอำนาจมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเข้าใจว่าคนผู้นั้นไม่เคยวางอำนาจในมือลงอย่างแท้จริง แม้ว่าเขาจะดูอ่อนแอขณะนอนอยู่บนแท่นบรรทมมังกรหลังใหญ่ก็ตาม


เมื่อนึกถึงภรรยาที่กำลังป่วย หัวใจของเขาก็สั่นสะท้าน และตระหนักว่าสิ่งที่ฉินหลิวซีกล่าวดูเหมือนจะเกี่ยวกับความมั่งคั่ง แต่ความจริงแล้วถูกรายล้อมไปด้วยอันตรายและกับดักทุกสี่ทิศ กระทั่งเขาอาจจะไม่สามารถปกป้องภรรยาและบุตรไว้ได้


ฉีเชียนทั้งรู้สึกเศร้าและโกรธ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ ท่าทางของเขานั้นถ่อมตนเป็นที่สุด ภายใต้การชี้แนะของอวี้ฉังคง เขาก็ได้เรียนรู้ที่จะแสดงละครแล้ว


เส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยขวากหนาม มันไม่ง่ายเลยที่จะเดินไปนั่งบนบัลลังก์มังกรทองอย่างปลอดภัย


โดยเฉพาะในปีที่แต่งตั้งรัชทายาท ช่างน่าสังเวชเป็นอย่างยิ่ง มีภัยพิบัติทางธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นมากมายไม่หยุดหย่อน พระคลังหลวงก็ว่างเปล่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ราวกับเข้ามาจัดการเรื่องยุ่งๆด้วยมือเปล่า ตลอดทั้งวันฉีเชียนยุ่งจนหัวหมุน


ราษฎรก็รู้สึกประหลาดเล็กน้อยเช่นกัน ราวกับว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นมาพร้อมกันโดยนัดไว้แล้ว ‘เจ้าร้องเพลงข้าขึ้นแสดงละคร’ ไม่จบไม่สิ้น ทำให้คนเหน็ดเหนื่อยใจ


เนื่องจากมีนักพรตและพระภิกษุเดินทางในโลกฆราวาสบ่อยครั้ง ราษฎรจำนวนมากจึงคิดว่าในโลกใบนี้มีปีศาจร้ายปรากฏขึ้น จึงได้มีภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง


ข่าวลือแพร่กระจาย


ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนสังหารปีศาจร้าย สิ่งที่เรียกว่าปีศาจร้ายก็คือนักพรตและพระภิกษุเหล่านั้น บางคนก็คิดว่าเป็นพวกปีศาจและผีที่มองไม่เห็น ข่าวลือต่างๆมีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าสูญเสียผู้ศรัทธาไปจำนวนไม่น้อย และได้มีการปรากฏตัวขึ้นของลัทธิเทพแห่งสวรรค์มาต่อกรกับศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า


ความวุ่นวายมาถึง ราษฎรเดือดร้อน


จนกระทั่งมาถึงเดือนหก


ฉินหลิวซีเดินออกมาจากห้องลับของอารามชิงผิง เป็นเวลากว่าครึ่งปีนับตั้งแต่ที่นางกักตัวฝึกบำเพ็ญ ในช่วงเวลานี้นางแยกตัวเองออกมาจากความวุ่นวายภายนอก มุ่งเน้นไปที่การฝึกบำเพ็ญและการคำนวณแผนภาพค่ายอาคมขังเซียนอยู่ในห้องลับ สำหรับเรื่องภายนอกนางมอบหมายเรื่องทั้งหมดให้แก่เฟิงซิว ได้รับข้อความจากเขาอยู่เรื่อยๆ จัดการดวงตาค่ายอาคมเป็นครั้งคราว


ดวงจันทร์สว่างไสวดวงดาวส่องแสง นางเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย กระโดดขึ้นไปบนหลังคา เงยหน้ามองเส้นทางดวงดาว นับข้อนิ้วทำนายไปเรื่อยๆ สีหน้าเย็นชาราวกับดวงจันทร์


เถิงเจามองคนที่อยู่บนหลังคาอยู่ข้างล่าง ลมภูเขาพัดเสียดสีกับเสื้อคลุมของนางจนเกิดเสียง ราวกับจะบินขึ้นไปบนอากาศ


เขารู้สึกตื่นตระหนกและไม่สบายใจเล็กน้อย กระโดดขึ้นไปตามสัญชาตญาณ


ฉินหลิวซีหันมา โบกมือให้เขา กล่าวว่า “เหตุใดจึงได้ขึ้นมาที่นี่”


เถิงเจาเดินมายืนอยู่ข้างนาง


ฉินหลิวซีมองดูชายหนุ่มที่เย่อหยิ่งและเด็ดเดี่ยว ทำท่าทางวัดขนาด เลิกคิ้วพลางยิ้มแล้วเอ่ย “สูงพอๆกับอาจารย์แล้ว แต่ตบะยังห่างไกลอยู่มาก ดูเหมือนว่าสอนลูกศิษย์ได้ดีจนอาจารย์ต้องอดตาย คงจะไม่เกิดขึ้นกับพวกเรา”


“เป็นอาจารย์หนึ่งวันถือเป็นบิดาตลอดชีวิต ผู้ที่เห็นแก่ตัวไม่ใช่อาจารย์ที่ดี ท่านต้องสอนทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดชีวิตแก่ข้า” เถิงเจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายว่า “เส้นทางการฝึกบำเพ็ญนั้นยาวไกล มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในการฝึกบำเพ็ญ ข้ารู้สึกว่าต่อให้ข้าเรียนจนแก่ตายก็เรียนไม่หมด”


“นี่ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว สำนักของพวกเราให้ความสำคัญในการฝึกบำเพ็ญอย่างอิสระมาโดยตลอด กล่าวก็คืออาจารย์นำเจ้าเข้าสู่สำนัก ส่วนการฝึกบำเพ็ญขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง” ฉินหลิวซีรู้สึกผิดเล็กน้อยภายใต้การจ้องมองของเขา เกาจมูกพลางเอ่ย “เอาล่ะ ยังมีเวลาอยู่ อาจารย์จะสอนวิธีปล้นคนรวยมาให้คนจนแก่เจ้า”


เถิงเจา “?”


อะไรนะ


“จะไปปล้นบ้านคนหรือ เรื่องนี้ข้าถนัด พาข้าไปด้วย” เจ้าโสมน้อยค่อยๆโผล่ออกมาจากแผ่นกระเบื้องที่อยู่ตรงเท้าของพวกเขา


ฉินหลิวซีสีหน้ามืดครึ้มด้วยความรังเกียจ “ทำลายกระเบื้องหลังคา เจ้ากล้าไม่เบาเลย ทำหลังคารั่ว ข้าจะจับเจ้ามาปรุงยา”


นางยกมือขึ้น ไม่ต้องโค้งตัวลงก็คว้ามันมาอยู่ในมือได้แล้ว มือขโมยผลบนศีรษะมันมาอย่างรวดเร็วแล้วใส่เข้าไปในปาก มืออีกข้างหนึ่งจับขาของมันไว้ แกล้งทำเป็นจะหักขา


“เจาเจาช่วยข้าด้วย” เจ้าโสมน้อยตกใจกลัว คนบางคนไม่มายุ่งก็แล้วไป พอมายุ่งก็ทำตัวดุร้าย มันจะรักษารากโสมไว้ไม่ได้แล้ว


เถิงเจาใบหน้าเย็นชา “ช่วงนี้เจ้ามีน้ำมีนวลมากขึ้น มิเช่นนั้นก็คงไม่สามารถทะลุหลังคาขึ้นมาได้ จะให้อาจารย์สักหนึ่งเส้นก็ไม่เป็นไร”


เจ้าโสมน้อยส่งเสียงกรีดร้อง นี่เป็นสิ่งที่คนควรพูดรือ


เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ลูกศิษย์คู่นี้กำลังแก้แค้นที่ข้าแอบฟัง ก็แค่ไปปล้นเอง มีอะไรที่ข้าต้องให้เงินแล้วถึงจะฟังได้


ฉินหลิวซีหยอกล้อเจ้าโสมน้อยอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ย “เอาล่ะ เมื่อถึงเวลาก็ให้ข้ามาสักหนึ่งเส้น ข้าจะเอาไปปรุงยา”


เมื่อต้องการสร้างแผ่นค่ายอาคม นางจะต้องมียาพลังวิญญาณมาเสริม มิเช่นนั้นจะไม่สามารถผ่านไปได้


ฉินหลิวซีมองไปทิศทางหนึ่ง “หนูตัวนั้น มานี่ ไม่ต้องหลบ เจ้านั่นแหละ”


หนูทองร้องเสียงแหลม วิ่งเข้ามาหาราวกับลมกระโชกแรง นั่งลงบนไหล่ของนางอย่างกล้าหาญ


“ไปกันเถิด ข้าจะสอนพวกเจ้าว่าอะไรคือวิถีของโลกมนุษย์” ฉินหลิวซีโยนเจ้าโสมน้อยให้เถิงเจาแล้วกระโดดลงไป


เถิงเจารีบยัดเจ้าโสมน้อยไว้ในอ้อมแขนแล้วหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน


ชิงหย่วนที่ยืนอยู่ข้างล่างมองดูพวกเขาหายตัวไป เขายกมือขึ้นเช็ดหางตา อายุมากแล้วจริงๆ เหตุใดจึงได้หลั่งน้ำตาเมื่อเห็นเด็กเหล่านี้สร้างปัญหา


ตอนที่ 1209: ผู้คนตะโกนทุบตีนักพรตปีศาจ


ฉินหลิวซีพาเถิงเจากับเจ้าโสมน้อยกลับมาที่เมืองหลีก่อน พักอยู่ที่เรือนโอสถในบ้านเป็นเวลาหนึ่งคืน ปรุงยาลูกกลอนออกมาจำนวนไม่น้อย จากนั้นจึงได้เตรียมออกไปช่วยโลก


การเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นพิเศษหลังจากเกิดภัยพิบัติ มีเพียงการสังเกตสิ่งมีชีวิต สังเกตท้องฟ้าและพื้นดิน จึงจะสังเกตเห็นตนเองได้


ใครบอกว่าฝึกบำเพ็ญเต๋าจะต้องอยู่ในส่วนลึกของภูเขาป่าทึบและวัดวาอารามเก่าๆ จึงจะสามารถฝึกบำเพ็ญได้ ในโลกฆราวาสก็สามารถฝึกบำเพ็ญได้ เมื่อได้เห็นการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้มากขึ้น จึงจะมั่นใจได้ว่าเส้นทางในหัวใจของตัวเองนั้นคือสิ่งใด


วิถีแห่งโลกมนุษย์ก็เป็นวีถีเช่นกัน


เพียงแต่ก่อนออกไปข้างนอก ฉินหลิวซีหันกลับมา มองไปยังฉีหวงที่เกาะขอบประตูส่งพวกเขา เอ่ยว่า “ฉีหวง เจ้าควรแต่งงานได้แล้ว”


ฉีหวงตกตะลึง


“ขอให้แม่สื่อของทางการดูเรื่องการดูตัวให้กับเจ้าเถิด” ฉินหลิวซียิ้มพลางแตะไปที่บริเวณหัวใจของนาง กล่าวว่า “ตอนดูตัว คนที่ทำให้หัวใจของเจ้าเต้นแรงเหมือนกลองคือคนที่จะมาเป็นคนรักของเจ้า”


ฉีหวงตกตะลึง อ้าปากค้าง คำพูดทั้งหมดกลายเป็นคำเดียว “เจ้าค่ะ”


ฉินหลิวซีโบกมือให้นาง พาเถิงเจากับเจ้าโสมน้อยออกนอกประตูไป เริ่มออกเดินทางจากเมืองหลีไปข้างนอก ปล้นคนรวยมาให้คนจน


แน่นอนว่าคนรวยที่นางปล้นนั้นไม่ใช่พ่อค้าร่ำรวยธรรมดาทั่วไปที่ทำงานรับจ้างแสวงหาผลกำไร แต่เลือกคนที่จะลงมือ คนชั่วที่บนตัวมีบาปกรรม โดยเฉพาะบาปชีวิต ก็คือเป้าหมายที่จะลงมือจัดการ


วิธีการเลือกคนคือปล่อยให้เถิงเจาสังเกตโหงวเฮ้งด้วยตัวเอง กระทั่งดูฮวงจุ้ยของบ้านเรือน นับว่าเป็นการทดสอบสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในตลอดหลายปีที่เข้าลัทธิเต๋ามา


หากสังเกตผิดพลาด ฉินหลิวซีก็จะแก้ไขข้อผิดพลาดในทันที และชี้แนะว่าเขาผิดพลาดตรงไหน จากนั้นก็ให้คำแนะนำ


เป็นเช่นนี้ไปตลอดทางจากเมืองหลีไปยังเมืองฝู่ แล้วออกจากเมืองโจว พวกเขาได้ปลดปล่อยผู้คนและผีไปตลอดทาง


ในขณะที่ภัยพิบัติยังคงดำเนินต่อไป ราษฎรที่สิ้นหวังจำนวนมากกลายเป็นโจร ราษฎรที่ไม่ได้กลายเป็นโจรก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างเหน็ดเหนื่อย แม้ว่ารอบตัวจะมีคนตายอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกเศร้าแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็จะต้องสิ้นหวังเช่นนี้


ในเวลานี้จู่ๆก็มีเสบียงอาหารและเศษเงินปรากฏในเรือนหรือในมือ กลายเป็นการปลอบใจ ไม่ว่าชีวิตจะลำบากเพียงใด บางทีหากกัดฟันอดทนก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ นี่คือการปลดปล่อยคน


บางคนตายไปแล้ว ในใจมีความขุ่นเคือง ยังคงวนเวียนไม่ไปไหน กลายเป็นผีแค้น บางตนก็ไม่รู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ทั้งหมดนี้ต้องถูกสวดส่งวิญญาณ


เรื่องสวดส่งวิญญาณ ฉินหลิวซีให้เถิงเจาเป็นคนทำ นางจะเป็นคนเปิดประตูวิญญาณเอง สิ่งนี้คือการปลดปล่อยผี


ตั้งแต่ฤดูร้อนเดินทางมาจนปลายฤดูใบไม้ร่วง อาจารย์และลูกศิษย์ โสมตนหนึ่ง หนูตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่าปลดปล่อยคนและผีไปแล้วเท่าไหร่ ได้เห็นความรักอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ และได้เห็นความน่าเกลียดของมันเช่นกัน


เถิงเจาเริ่มสงบมากขึ้นเรื่อยๆ การตระหนักรู้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ การนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญในทุกๆวัน ล้วนตระหนักได้ถึงความหมายใหม่ๆของเต๋า ประกอบกับตอนที่ได้ปลดปล่อยคนและผีได้พบกับคนชั่วและผีชั่ว ผ่านการต่อสู้จริงจังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตบะของเขามั่นคงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทักษะการวาดยันต์ก็ล้ำลึกขึ้นเรื่อยๆ ทักษะวิชาแพทย์ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ


“ตอนนี้เจ้าสามารถเผชิญหน้าด้วยตัวคนเดียวได้แล้ว” ฉินหลิวซีชื่นชมเป็นอย่างมาก นางมีโชคจริงๆ ได้ลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม นางก็จะเหมือนกับปรมาจารย์ไท่เฉิง ทำตัวเป็นคนที่หาตัวพบได้ยากได้แล้ว


ปรมาจารย์ไท่เฉิงที่กำลังทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยจามขึ้นมา มองดูปีศาจร้ายตรงหน้าด้วยใบหน้าจริงจัง ค่อยๆยกธงอาคมออกมา


สบาย?


หลังจากที่ฉินหลิวซีมาหาเขา พื้นที่สะดวกสบายก็ห่างไกลจากเขามากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เขาเรียกได้ว่าเป็นคนทำงานแล้ว


เถิงเจาเอ่ย “ข้าวต้องกินทีละคำ ถนนต้องเดินทีละก้าว ไม่ควรมีพฤติกรรมเร่งรีบฝึกฝนมากเกินไป อาจารย์ที่เข้มงวดจึงจะมีลูกศิษย์ที่เก่งกาจ ท่านจะละทิ้งกลางคันไม่ได้”


ฉินหลิวซีเอาแขนคล้องคอเขาราวกับเป็นสหายกัน กล่าวว่า “อาจารย์อย่างข้าควรจะเกษียณอายุได้แล้ว ข้าไม่อยากเป็นเจ้าอาวาสคนแรกที่เหนื่อยตายเพราะทำงานหนัก เข้าใจหรือไม่”


คนวัยยี่สิบต้นๆ บอกว่าอยากจะเกษียณ?


เถิงเจายังอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง


ข้างหน้าเกิดความโกลาหล


แต่เมื่อเห็นคนธรรมดารูปร่างผอมกลุ่มหนึ่งท่าทางขี้โมโห ถือจอบเสียมและเคียวเกี่ยวข้าว สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไล่ตามนักพรตสองคนที่สวมชุดเต๋าพลางตะโกนว่านักพรตปีศาจอย่างคิดหนี


ฉินหลิวซีกับเถิงเจามองหน้ากัน เถิงเจาถอนหายใจก่อนจะเข้าไปทักทาย


การสอนรวมถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดทางนี้ พวกเขาไม่ได้พบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักพรตเพียงแค่ครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ก็มีคนมากมายโจมตีพวกเขาอย่างรุนแรง


ดูสองอาจารย์ลูกศิษย์ที่อยู่ตรงหน้า ก็โดนทุกคนโจมตีไม่ใช่หรือ


เพียงแต่พวกเขาเป็นฝ่ายที่โจมตีเสียมากกว่า


ฉินหลิวซีเดินไปหาอย่างช้าๆ มองดูนักพรตเต๋าที่ถูกดึงมวยผมเละเทะ ชุดเต๋าขาดยับเยิน ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “สหายเต๋าเฉิงหยางจื่อ อย่างไรเสียท่านก็เป็นนักพรตระดับสูงที่ก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานครึ่งหนึ่งแล้ว เหตุใดจึงต้องมาถูกผู้คนทำให้ต้องอับอายเช่นนี้”


เมื่อเฉิงหยางจื่อเห็นนางก็เหมือนกับเห็นผู้ช่วยชีวิต แทบจะร้องไห้แล้ว เขารีบวิ่งไปหานาง กล่าวว่า “สหายเต๋าน้อย ดีจริงๆที่เจ้าอยู่ที่นี่ รีบมาช่วยเร็วเข้า”


ฉินหลิวซีพยุงเขา กล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล”


นางมองไปยังเถิงเจา เขาได้ดึงซู่หมิงลูกศิษย์ของเฉิงหยางจื่อกลับมาแล้ว และได้ห้ามปรามราษฎรเลวทรามเหล่านั้น เจ้าโสมน้อยกำหมัดแน่นพลางร้องตะโกนบอกชื่อเสียงเรียงนามอย่างหยิ่งผยอง


“ไม่ว่าจะเป็นอารามเต๋าแบบไหน ก็ล้วนเป็นปีศาจร้ายที่หลอกลวงราษฎร หากไม่ใช่เพราะคนที่ออกบวชอย่างพวกเจ้า พวกเราไหนเลยจะต้องมีชีวิตที่ยากลำบาก มีภัยพิบัติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้” ชายร่างผอมที่มีผิวสีเหลืองซีดเป็นผู้นำตะโกนด้วยความโกรธ


เถิงเจาสีหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชา กล่าวว่า “ช่างน่าขันสิ้นดี ในเมื่อเป็นภัยพิบัติธรรมชาติ เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะโทษเทพเจ้า โทษขุนนางที่ดำรงตำแหน่งโดยไม่ทำอะไรเลย โทษฮ่องเต้ที่โง่เขลา เหตุใดจึงได้มาโทษนักพรตกับพระภิกษุ พวกเราไปทำลายบ้านเรือนของพวกเจ้า ขโมยเสบียงอาหารของเจ้า ทำร้ายภรรยาและบุตรของเจ้าหรือ”


ชายผู้นั้นพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง


“ในเมื่อไม่ใช่ แล้วเหตุใดจึงต้องขับไล่ทุบตีนักบวช พวกเขาทำให้เจ้าลำบากหรือ ตามที่ข้ารู้มา ตอนนี้นักบวชที่ต้องอยู่ในโลกฆราวาส ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือนักพรต กระทั่งพ่อมด ล้วนพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ตกทุกข์ได้ยาก”


มีคนตะโกนว่า “ถุย ก็มีหมอผีนักต้มตุ๋นที่หลอกคน ทำเอาครอบครัวแตกแยกจนเสียชีวิตก็มี”


“ในยามยากลำบากก็มีคนทุกชนิด เช่นราษฎรอย่างพวกเจ้าก็เป็นคนดีที่เป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งหมดหรือ ก็มีคนที่กลายเป็นโจร และมีคนที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย ไม่ต้องเอ่ยถึงใคร เพียงแค่เจ้า แอบลักเล็กขโมยน้อยมาก็เยอะ ช่วงนี้เจ้าก็ได้ขโมยทรัพย์สินของคนอื่นนี่” เถิงเจามองชายผู้มีดวงตาเจ้าเล่ห์ที่ทำตัวเหมือนเป็นคนซื่อสัตย์ด้วยความรังเกียจ กล่าวว่า “เจ้าไม่เพียงแต่ขโมยเก่ง ซ้ำยังล่วงประเวณีเป็นชู้กับภรรยาคนอื่น”


ฉินหลิวซีกระแอม เฉิงหยางจื่อที่ตาโตอ้าปากค้างด้วยความอึดอัดหัวเราะเบาๆ “ลูกศิษย์ของเจ้าช่างชอบพูดความจริงเหลือเกิน”


เฉิงหยางจื่อกระตุกมุมปาก


ส่วนคนผู้นั้นที่ถูกเถิงเจาเรียกสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้าเอ่ยเหลวไหล พวกเขาเป็นพวกเดียวกันจริงๆด้วย นักพรตปีศาจใช้คำพูดหลอกลวงผู้คน ตีพวกเขาให้ตาย”


“ท่านป้าผู้นี้ เป็นท่านที่ทำเงินหายกระมัง” เถิงเจามองไปยังป้าที่ถือมีดทำครัว เหลือบมองสตรีที่อยู่ข้างๆ นางอย่างมีนัยยะ เอ่ย “พวกท่านชักศึกเข้าบ้านแล้ว”


ท่านป้าผู้นั้นตกตะลึง จ้องมองลูกสะใภ้ที่อยู่ข้างๆ “เป็นเจ้าหรือไม่ ข้าว่าแล้วว่าเงินครึ่งหนึ่งของข้าที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นหินในห้องน้ำมันจะหายไปได้อย่างไร นางแพศยาอย่างเจ้า ข้ารู้ตั้งนานแล้วว่าเจ้าไม่ใช่คนดีอะไร ข้าจะตีเจ้าให้ตาย”


สตรีผู้นั้นที่ตกใจกับคำพูดของเถิงเจากรีดร้องแล้วกุมหัววิ่งหนีไป


ตอนที่ 1210: ทำร้ายคนของข้า รนหาที่ตาย!


หลังจากเรื่องวุ่นวาย ในที่สุดฉินหลิวซีก็ได้รู้ว่าเหตุใดพวกเฉิงหยางจื่อจึงได้ถูกผู้คนในหมู่บ้านไล่ล่าทุบตี เป็นเพราะพวกเขาอยากรื้อถอนห้องโถงบรรพบุรุษของอีกฝ่าย


อ้อ ไม่ใช่รื้อถอนห้องโถงบรรพบุรุษ แต่เป็นการรื้อถอนสัตว์ผู้พิทักษ์ที่ประดิษฐานอยู่ในห้องโถงบรรพบุรุษ มันคือวัวขุยที่ได้รับการบูชามาหลายชั่วอายุคนในหมู่บ้านจวี่จื่อเป็นเวลาห้าสิบปีแล้ว


ตอนนี้พวกเฉิงหยางจื่อต้องการจะทำลายมัน ก็ไม่แปลกที่ชาวบ้านเหล่านี้จะสู้ตายอย่างบ้าคลั่ง แม้ว่าเฉิงหยางจื่อจะบอกว่าสัตว์มงคลตนนั้นได้กลายเป็นสัตว์ดุร้าย เป็นอันตรายต่อหมู่บ้าน ชาวบ้านก็เพียงแต่คิดว่าพวกเขาเป็นนักพรตปีศาจที่หลอกลวงคนด้วยคำพูดชั่วร้าย


ฉินหลิวซีจึงเอ่ยกับผู้ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านว่า “ในโลกใบนี้มีปีศาจร้ายก็จริง แต่ไม่ใช่คนมีคุณธรรมอย่างพวกเรา เป็นสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีวันได้เห็น และข้าก็หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ได้พบเจอ มองไม่เห็น ตอนนี้คนของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าได้เดินทางอยู่ในโลกฆราวาส ก็เพื่อปราบสิ่งชั่วร้ายรักษาสิ่งที่ถูกต้อง เขาแกะสลักอักขระไว้บนสัตว์หินแกะสลักบางตัวซึ่งอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติ พวกเราต้องค้นหาแล้วทำลาย”


เฉิงหยางจื่อคิดไม่ถึงว่าฉินหลิวซีจะเอ่ยออกมาตามตรง ไม่กลัวจะทำให้เกิดความตื่นตระหนกหรือ อย่างที่ทุกคนรู้ดี โลกก็เป็นเช่นนี้ ความตื่นตระหนกจะมากน้อยนั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เมื่อคำพูดนี้เผยแพร่ออกไปก็ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อ พวกเขายินดีที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็นมากกว่า อย่างเช่นนักพรตเป็นปีศาจร้ายที่ว่า


ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้ว “เหตุใดพวกเราต้องเชื่อเจ้าด้วย”


“พวกเจ้าจะไม่เชื่อก็ได้ แต่หากมีสิ่งนั้นอยู่ โชคร้ายก็จะอยู่ในหมู่บ้านตลอดไป ทำให้พวกเจ้าทุกคนล้วนมีโชคร้ายพัวพัน ตายไปอย่างโชคร้าย แพร่กระจายเป็นวงกว้างเหมือนกับโรคระบาด” ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “เจ้าลองคิดดู หมู่บ้านของพวกเจ้าเริ่มเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อก่อนหน้านี้ที่มีสัตว์ผู้พิทักษ์ ตอนนั้นไม่ราบรื่นไปเสียทุกเรื่องเหมือนตอนนี้หรือไม่ ผู้คนตายไปทีละคน ซ้ำยังตายอย่างแปลกประหลาด”


ทุกคนหัวใจเต้นรัว


“เป็นเพราะสัตว์มงคลได้กลายเป็นสัตว์ชั่วร้าย จึงทำให้ฮวงจุ้ยของหมู่บ้านถูกทำลาย ชาวบ้านประสบพบเจอกับความลำบาก ข้าอยากจะบอกแค่นี้ จะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ช่าง อย่างไรเสียคนที่ตายก็ไม่ใช่ข้า เจาเจา กลับมา พวกเราไปกันเถิด” ฉินหลิวซีเรียกเถิงเจา


พวกเถิงเจาเดินมาทันที พวกเขาหันหลังแล้วจากไป


“สหายเต๋าเฉิงหยางจื่อ ไปได้แล้ว ไม่ไปแสดงว่าอยากถูกทุบตีหรือ”


เฉิงหยางจื่อกับลูกศิษย์สับสนเล็กน้อย จะไปจริงๆหรือ


“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์อยู่ก่อน เข้าใจผิดกันทั้งนั้น อธิบายชัดเจนแล้วก็ดี” เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นฉินหลิวซีคิดจะไปก็ไป จึงรีบตะโกนเรียกพลางวิ่งมาหา “ท่านอาจารย์ ผู้ที่ออกบวชมีความเมตตา ท่านต้องช่วยพวกเราด้วยเถิด”


“ไม่เรียกนักพรตปีศาจแล้วหรือ” ฉินหลิวซีแค่นเสียงเบาๆ มองผู้ใหญ่บ้านพลางเอ่ยว่า “นำทางไปเถิด”


“ได้ๆ เชิญทางนี้” ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าพลางโค้งคำนับ เอ่ยกับชาวบ้านที่ยังคงสับสนว่า “แยกย้ายกันไปเถิด”


ความแตกต่างนี้ เฉิงหยางจื่อรู้สึกสับสนในใจเป็นอย่างมาก


เขาลืมแก่นแท้ของลัทธิเต๋าไป ควรจะเป็นเหมือนกับฉินหลิวซี เอ่ยอย่างตรงประเด็น!


ที่ชื่อว่าหมู่บ้านจวี่จื่อ เนื่องจากมีจวี่จื่อนามว่าวังชวนในหมู่บ้านของเขาเมื่อห้าสิบปีก่อน ได้ยินมาว่าตอนที่เขาสอบจวี่จื่อ เนื่องจากประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำเอาเกือบตาย ตอนที่เขาสะลึมสะลือ ได้ถูกวัวขุยตัวหนึ่งช่วยไว้ อุ้มเขาขึ้นฝั่ง ซ้ำยังพูดภาษาคนกับเขา บอกว่าชาติที่แล้วเขาได้สะสมบุญกุศลอันใหญ่หลวง จึงได้รอดพ้นจากภัยพิบัติ ซ้ำยังบอกว่าเขาจะสอบติดจวี่เหริน แต่เขาจะเป็นได้เพียงจวี่เหริน จากนี้ไปต้องคงอยู่ในคุณธรรมสะสมความดี จึงจะปกป้องคนรุ่นต่อไปได้


หลังจากที่วังชวนตื่นขึ้น ยังคงไม่อยากจะเชื่อเล็กน้อย เพียงแต่รู้สึกว่าตัวเองฝันไปโดยสัญชาตญาณ แต่ความฝันนั้นชัดเจนมาก มากจนเขาจำรายละเอียดทั้งหมดได้ ต่อมาเขาได้สอบติดจวี่เหรินจริงๆ แล้วก็หยุดอยู่ที่ขั้นจวี่เหริน จึงตัดสินว่าวัวขุยตัวนั้นตั้งใจมาคุ้มครองเขาโดยเฉพาะ ดังนั้นเขาจึงวาดภาพวัวขุยจากความทรงจำ ขอให้ช่างหินแกะสลักหินเป็นวัวขุยเพื่อบูชาเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์


เมื่อมีสัตว์ผู้พิทักษ์แล้ว หมู่บ้านก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น ต่อมาได้มีจวี่เหรินเพิ่มมาอีกสองสามคน หมู่บ้านจึงเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านจวี่จื่อ ตั้งห้องโถงบรรพบุรุษ และสัตว์ผู้พิทักษ์ก็ได้ถูกอัญเชิญไปสักการะบูชาในห้องโถงบรรพบุรุษ


แต่ในช่วงสิบปีมานี้ มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นบ่อยครั้งในหมู่บ้าน ผลผลิตพืชผลก็ลดลงเรื่อยๆ พวกเขาไม่มีจวี่เหรินเพิ่มขึ้นอีกเลย แม้แต่ซิ่วไฉก็ไม่มี มีคนตายจากไปเรื่อยๆด้วยการตายแปลกๆ


ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้หมู่บ้านจวี่จื่อของพวกเราก็มีสวนต้นสาลี่ขนาดใหญ่ เมื่อถึงฤดูออกดอกก็สวยงามเป็นอย่างมาก แต่หลายปีมานี้ไม่ออกดอกแล้ว ไม่มีผลเลยสักผล”


เจ้าโสมน้อยเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “ต้นไม้และสิ่งอื่นๆล้วนให้ความสำคัญกับวันเวลา ปีหนึ่งมีผลมากมาย อีกปีหนึ่งเก็บเกี่ยวได้ไม่ดี แต่ต้องไม่ใช่ทุกปีที่ไม่มีผลเพราะภัยพิบัติ เช่นนี้พวกเจ้ายังไม่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับฮวงจุ้ยอีกหรือ”


ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยด้วยความโมโหว่า “ก็ใช่ว่าพวกเราไม่เคยเชิญนักพรตมาดูฮวงจุ้ย แต่ให้เงินไปแล้ว ก็แค่เผากระดาษยันต์ไม่กี่แผ่นก็จบเรื่องแล้ว หิ้งดอกไม้ก็มีการจัดวาง แต่ดูแล้วน่ากลัวมากกว่า ไม่ได้มีประโยชน์ใดๆเลย ก็ยังคงไม่ออกผล คนก็ตายไปเช่นเดิม”


ทันทีที่เขาเอ่ย ก็รู้สึกว่าตัวเองล่วงเกินแล้ว จึงรีบเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้หมายถึงพวกท่าน ข้าแค่พูดถึงบางคนที่ชอบหลอกลวงผู้คน ดังนั้นพวกนักพรตเฒ่าบอกว่าหมู่บ้านของข้ามีสิ่งผิดปกติ ซ้ำยังบอกว่าสัตว์ผู้พิทักษ์เป็นอันตรายต่อพวกเรา พวกเราย่อมโกรธเป็นธรรมดา เป็นเพราะถูกหลอกจนกลัวไปหมดแล้ว”


ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ลองคิดดูสักหน่อย ก่อนหน้านี้เคยมีใครชี้ให้เห็นถึงปัญหาของสัตว์หินแกะสลักในห้องโถงบรรพบุรุษมาก่อนหรือไม่ แล้วพวกเขารู้ได้อย่างไรว่าในห้องโถงบรรพบุรุษของพวกเจ้าได้บูชาสัตว์หินแกะสลักตนนี้อยู่”


“จริงด้วย ห้องโถงบรรพบุรุษไม่ได้เปิดตลอดเวลา พวกท่านรู้ได้อย่างไร” ผู้ใหญ่บ้านมึนงงเล็กน้อย


ซู่หมิงเอ่ย “ข้าบอกไปแล้วว่าเป็นคนในหมู่บ้านของพวกเจ้าที่เป็นคนบอก ผีที่ตายไปแล้วนามว่าวังเสี่ยวเฉวียน”


“วังเสี่ยวเฉวียนตายแล้ว?” ผู้ใหญ่บ้านมึนงง เอ่ยว่า “ไม่ใช่แล้ว เมื่อสองวันก่อนแม่ของเขายังบอกว่าเขากลับมาอยู่เลย”


เฉิงหยางจื่อถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “เขาเป็นผีใหม่ วันที่กลับมาคือเจ็ดวันแรกที่เขาตายไป คนตายในต่างแดนก็จะเร่ร่อนกลับมาบ้าน หากไม่มีคนมาส่งก็กลับมาไม่ได้”


ผู้ใหญ่บ้านหน้าซีด


ในเวลานี้มีคนผู้หนึ่งวิ่งล้มลุกคุกคลานมาพลางเอ่ยว่า “ผู้ใหญ่บ้าน แย่แล้ว แม่ตาบอดของพี่เสี่ยวเฉวียนจากไปแล้ว”


ผู้ใหญ่บ้านตกใจ รีบเดินตามไป จากนั้นก็มองไปยังฉินหลิวซี เอ่ยกับคนผู้นั้นว่า “จู้จื่อ เจ้าพาพวกเขาไปที่ห้องโถงบรรพบุรุษก่อน ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวกลับมา”


เขารีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


เจ้าโสมน้อยถามคนที่ชื่อว่าจู้จื่อผู้นั้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของวังเสี่ยวเฉวียน หลังจากได้ยินสิ่งที่เขาเอ่ยทุกคนต่างก็พากันเงียบ


เดิมทีเป็นครอบครัวที่สงบสุข แต่ภายในสิบปี พ่อก็เสียชีวิตก่อน จากนั้นก็เป็นบุตรชายคนโต ตามมาด้วยลูกสะใภ้คนโตที่ตายทั้งกลม ต่อมาก็ถึงตาบุตรชายนามว่าเสี่ยวเฉวียน ตอนนี้คนสุดท้ายก็ได้จากไปแล้ว


เสียชีวิตทั้งครอบครัวอย่างแท้จริง


หลายคนรู้สึกไม่สบายใจ


“ส่วนที่บางที่สุดของเชือกป่านขาด โชคร้ายตามหาแต่คนทุกข์ยาก” เฉิงหยางจื่อถอนหายใจยาว


ฉินหลิวซีสายตาเย็นชา เอ่ยว่า “สังหารสัตว์ร้ายก่อน แล้วค่อยไปสวดส่งวิญญาณทางด้านนั้นสักหน่อย”


จู้จื่อที่นำทางรู้สึกเย็นที่สันหลัง เหลือบมองนางอย่างระมัดระวัง ช่างแปลกจริงๆ ในบรรดานักพรตเหล่านี้ ทั้งๆที่นักพรตเฒ่าผู้นั้นอายุเยอะที่สุด แต่หากพูดถึงความน่ากลัว ยังคงเป็นนักพรตหญิงผู้นี้ที่น่ากลัวที่สุด


เขาเร่งฝีเท้า ในไม่ช้าก็พาผู้คนมาถึงห้องโถงบรรพบุรุษ ซ้ำยังตัวสั่น


จู่ๆท้องฟ้าก็มืดลง มีลมเย็นพัดมา


เสียงคำรามอันดุเดือดพุ่งออกมาจากห้องโถงบรรพบุรุษตรงไปยังจู้จื่อที่อยู่ด้านหน้าสุด


เถิงเจาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดึงจู้จื่อมาไว้ข้างหลังแล้วผลักออกไปตามสัญชาตญาณ พลังอันดุร้ายนั้นกระแทกบนร่างของเขา ยันต์หยกบนร่างของเขาแตกกระจาย เขาอาเจียนออกมาเป็นเลือด


เจ้าโสมน้อยตะโกนร้อง “เจาเจา!”


“ทำร้ายคนของข้า เจ้ารนหาที่ตาย!” ฉินหลิวซีโกรธจัด เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นางฟาดศาสตราวุธเทพในมือลงไป


1. วัวขุย ตามตำนานของจีนแล้ว ขุย คือสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง มีลักษณะตัวเป็นวัว มีเทา แต่มีเพียงขาเดียว

2. จวี่เหริน เป็นการสอบคัดเลือกระดับภูมิภาค

3. ซิ่วไฉ เป็นการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น



จบตอน

Comments