ตอนที่ 121: เจ้ากำลังสอนมารยาทข้าหรือ
หลายปีที่ผ่านมา ทุกๆเทศกาลไหว้พระจันทร์ฉินหลิวซีฉลองเทศกาลกับบ่าวรับใช้ทั้งหมดที่บ้านเก่านี้ หรือไม่ก็ไปบำเพ็ญตนที่อาราม ไม่อย่างนั้นก็ออกไปรักษาคน แต่ไม่เหมือนปีนี้ที่คนทั้งบ้านอยู่ฉลองเทศกาลด้วยกัน
ฉินหลิวซีตื่นขึ้นนั่งสมาธิตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง หลังจากเดินทางเป็นสัปดาห์ นางจึงค่อยๆเปลี่ยนเสื้อผ้าและซักผ้า แล้วไปทักทายคารวะสะใภ้หวังตามธรรมเนียมมารยาท
ตอนที่นางไปถึง สะใภ้หวังก็ตื่นแล้วและกำลังถามอะไรอนุวั่นอยู่ ฉินหมิงฉุนกำลังนั่งหลังตรง สองตาดำขลับของเขามองไปที่ประตูเป็นระยะ เมื่อเห็นฉินหลิวซี เขาก็ลุกขึ้นโดยสัญชาตญาณ
ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา ก่อนจะเข้าไปคารวะทักทายสะใภ้หวังและอนุวั่น
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก” สะใภ้หวังยิ้มพลางยกมือขึ้น
เมื่อฉินหมิงฉุนเห็นว่าฉินหลิวซีคารวะเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินมาตรงหน้านาง ประสานมือคารวะ “คารวะพี่หญิงใหญ่”
“อืม” ฉินหลิวซีพยักหน้า “ไปเอาสมุดคัดลายมือของเจ้ามา”
ร่างเล็กๆของฉินหมิงฉุนสั่นเทาทันที เขาหันไปมองสะใภ้หวัง แล้วก็มองอนุวั่น ช่วยลูกด้วย!
อนุวั่นหลบสายตาเขา ก้มหน้ามองมือของตนพลางถอนหายใจด้วยความสงสารตนเอง มือที่อ่อนนุ่มงดงามของนางแต่เดิมหยาบกระด้างขึ้นมาก น่าสงสารจริงๆ
สะใภ้หวังกลับยิ้ม “รีบไปเอามาให้พี่หญิงใหญ่ของเจ้าชี้แนะสิ”
ฉินหมิงฉุนก้มหน้างุด เฮ้อ ไม่มีทางหลบหนีได้เลย
เขาขยับก้าวสั้นๆนั้นมาที่โต๊ะของตน หยิบสมุดคัดลายมือที่เพิ่งจะเขียนในช่วงนี้ออกมา แล้วค่อยๆเดินเข้าไปช้าๆก่อนจะยื่นให้ เขาเอ่ยเตือนขึ้น “พี่หญิงใหญ่ ปีนี้ข้าอายุห้าขวบ”
หรืออีกนัยหนึ่งคือ ประเดี๋ยวตอนลงไม้ลงมือก็ให้เบาๆหน่อย
ฉินหลิวซีคว้าสมุดมาจากมือเขาทันทีก่อนจะกวาดตามอง “โบราณว่าไว้ เห็นลายมือก็เหมือนเห็นคน ตัวอักษรของเจ้าน่าเกลียดเช่นนี้ คิดว่ามันเข้ากับใบหน้าอันหล่อเหลาของเจ้าหรือไม่”
นางหยิกแก้มยุ้ยๆของเขา
ฉินหมิงฉุนเบ้ปากท่าทางราวจะร้องไห้ “ข้าเขียนทุกวัน เขียนจนมือจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว ไม่เคยเขียนเยอะเท่านี้มาก่อนเลย”
“เหนื่อยหรือ” ฉินหลิวซีเยาะออกมาทันที “พี่ชายใหญ่ของเจ้าอยากจะนั่งเขียนหนังสือแบบเจ้ายังทำไม่ได้ เจ้ายังกล้าน้อยเนื้อต่ำใจอีกหรือ”
ฉินหมิงฉุนรู้สึกชาไปทั้งตัว เขาเงยหน้ามองท่านแม่ใหญ่ เมื่อเห็นนางตกตะลึงและปวดใจ จึงเอ่ย “ข้า ข้า…”
“ตัวอักษรของเจ้ายังน่าเกลียด ลายมือไก่เขี่ย แต่ก็มองออกกว่าก่อนหน้านี้ว่าเป็นตัวอันใด ฝึกอีก หากรู้สึกว่าลำบากก็ให้นึกถึงคำพูดเมื่อครู่นี้ของข้า” ฉินหลิวซียัดสมุดกลับลงไปในมือเขา
ฉินหมิงฉุนดีใจขึ้นมาในชั่วขณะ “เช่นนั้นท่านชมข้าแล้ว จะไม่ตีข้าแล้วใช่หรือไม่”
ความประหลาดใจเกิดขึ้นกะทันหัน จนเขารู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง
“ก้าวหน้าไปมาก ทั้งยังเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ จะยังไม่ตีเจ้าตอนนี้” ฉินหลิวซีเหล่มองเขา “แต่ถ้าต่อไปเขียนแบบนี้อีก เจ้าลองดูสิ”
นางกำหมัดแน่น กระดูกนิ้วดังลั่น
ฉินหมิงฉุนหน้าซีดลงทันที “ฮือๆ พี่หญิงใหญ่น่ากลัวจัง”
สะใภ้หวังยิ้มจางๆ “เอาล่ะ ซีเอ๋อร์เจ้าก็อย่าไปขู่เขาเลย อ่านเขียนหนังสือไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้ในชั่วข้ามคืน ค่อยเป็นค่อยไปเถิด”
“ข้าเข้าใจ หากท่านแม่ว่างๆไม่มีอันใดทำและยินดีสอนเขาก็จะเป็นวาสนาของเขา หากไม่มีเวลาจริงๆ เราก็คอยระวังไม่ให้เขากลายเป็นคนพิการไปแล้วกัน หากไม่มีความสามารถ ใบหน้านี้ก็เป็นทางออกเดียวของเขาแล้ว”
น้ำเสียงของนางแสดงความรังเกียจมาก คำพูดพวกนี้ช่างโหดร้ายเสียนี่กระไร
สะใภ้หวังเอ่ย “เด็กผู้ชายจะให้โตมากับสตรีก็ไม่ไหว หลังปีใหม่คราวนี้ เราส่งเขาไปเรียนที่สำนักศึกษาในเมืองหลีดีกว่า”
พอถึงเวลานั้น คนตระกูลฉินออกไปข้างนอกก็อาจจะไม่สะดุดตาเท่าไรแล้ว
ฉินหลิวซีไม่มีความเห็น จะไปเรียนที่สำนักศึกษา หรือจะหาอาจารย์มาสอนที่บ้าน นางได้ทั้งนั้น
“ไปคารวะทักทายท่านย่าด้วยกันเถิด” สะใภ้หวังยืนขึ้น
…
เรือนของฮูหยินฉินผู้เฒ่าครึกครื้นมาก แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากมายตั้งแต่เช้า หลานๆกำลังคุกเข่าคารวะนางกัน
เมื่อกลุ่มของฉินหลิวซีปรากฏตัวขึ้น สายตาทุกคู่ก็หันไปมอง
สะใภ้เซี่ยเห็นนางแล้วก็หลบสายตาทันที นางลูบจมูกตนเอง รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีกแล้ว
ผู้ใหญ่ที่เหลือเห็นนางแล้ว ก็นึกเปรียบเทียบกับเด็กๆที่อยู่ข้างกาย แล้วก็รู้สึกผิดหวังและสับสน
ตระกูลฉินล้มลงแล้ว ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ราวหล่นจากเมฆสู่โคลนตม จากหญิงสูงศักดิ์กลายเป็นหญิงยากจน จากเด็กสาวสูงศักดิ์กลายเป็นสาวชาวบ้าน
แต่เมื่อเห็นฉินหลิวซี พวกนางกลับรู้สึกเหมือนว่าตระกูลฉินไม่ได้พ่ายแพ้ ใบหน้าของนางไม่เคยมีความตื่นตระหนกโดยไม่มีเหตุผลมาก่อนเลย ไม่มีสีหน้าหวาดกลัวขี้ขลาดเหมือนเด็ก หลังของนางตั้งตรงมีสง่า สีหน้าสงบและผ่อนคลาย ท่าทางเหลือบมองคนด้วยหางตาทำให้คนไม่กล้าสบตานาง
ราวกับว่าแค่มองปราดเดียวก็รู้เช่นเห็นชาติหมดแล้ว
พวกนางไม่กล้าสบตาจึงได้แต่แอบมอง วันนี้นางสวมชุดสีเขียวอมฟ้าแบบสีน้ำทะเลสาบชุดใหม่ที่พวกนางไม่เคยเห็นมาก่อน ชายกระโปรงปักลวดลายเมฆมงคล ผมของนางมวยขึ้นกลางศีรษะแบบง่ายๆ ปักด้วยปิ่นหยกอันหนึ่ง หูทั้งสองข้าห้อยต่างหูคู่หนึ่ง บริสุทธิ์เรียบง่าย
ทั้งๆ ที่พวกนางต่างก็สวมใส่ชุดใหม่ แต่งตัวอย่างเหมาะสมเข้ามาคารวะทักทาย แต่เมื่อเทียบกับฉินหลิวซีแล้ว เหตุใดจึงรู้สึกเหมือนพวกนางเป็นเพียงใบไม้ประดับไปได้
สะใภ้หวังมองนางฉินผู้เฒ่าและทักทายคารวะก่อนจะเอ่ยคำอวยพรอันเป็นมงคลให้นาง
อนุวั่นเองก็ยอบกายลงคารวะเช่นกัน ท่าทางนางราวนกกระจอกตัวน้อย ยืนอยู่ข้างๆฉินเหมยเหนียง
ฉินหมิงฉุนก็คุกเข่าลงโขกศีรษะทำความเคารพ ท่าทางของเขาถูกต้องเหมาะสม เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับการฝึกมารยาทเล็กๆน้อยๆเช่นนี้มาจากสะใภ้หวังเป็นการส่วนตัว
นางฉินผู้เฒ่าเห็นแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดและเศร้าใจ บ้านใหญ่มีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคนเท่านั้น บุตรชายคนโตของบ้านใหญ่กำลังอยู่ระหว่างถูกเนรเทศ สะใภ้หวังเกรงว่าบุตรชายคนโตของนางจะเป็นอะไรไปที่ซีเป่ย จึงเอาความรักความเอาใจใส่มอบให้กับบุตรบ้านเล็กตัวน้อยคนนี้แทน? หรืออาจเป็นเพียงการป้องกันไว้ก่อนเพื่อให้บ้านใหญ่มั่นคงเผื่อว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใด สะใภ้หวังก็ทำได้ดีไร้ที่ติ
“ลุกขึ้นเถิด”
พอถึงตาฉินหลิวซี นางก็วางมือไว้ที่เอว ย่อเข่าลงคารวะ แล้วจึงยืดตัวตรง ส่วนการโขกศีรษะน่ะหรือ
ไม่มีหรอก!
“พี่หญิงใหญ่ ตามหลักแล้วท่านควรจะคุกเข่าโขกศีรษะให้ท่านย่าสิ” เสียงทุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
ฉินหลิวซีหันไปมอง ก่อนจะเลิกคิ้ว โอ้ วันนี้ผู้คุมมารยาทของทุกคนกลายเป็นหน้าที่บุรุษแล้ว
นางเห็นฉินหมิงฉีขมวดคิ้วจนแทบจะมากองรวมกัน สายตาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางราวกับนางทำอะไรที่เป็นการทำลายชื่อเสียง ตลกจริงๆ
ฉินหลิวซียังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร ฉินหมิงเย่ว์ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเสียก่อน “น้องสาม พี่หญิงใหญ่อาจไม่รู้มารยาทพวกนี้ เจ้าก็อย่าได้ตำหนินางเลย พี่หญิงใหญ่เองก็สุขภาพไม่ดีด้วย”
ดูสิ ข้าส่งปลายมีดไปให้อย่างเอาใจใส่ ข้าใจดีหรือไม่
ฉินหลิวซีเอ่ย “เป็นน้องหญิงรองที่เข้าใจและเอาใจใส่ข้า รู้ว่าร่างกายของข้าไม่แข็งแรง ขอบคุณมาก ถ้าเจ้าสามารถโขกศีรษะคำนับท่านย่าแทนข้าได้ ข้าจะยิ่งซาบซึ้งใจ”
เอาสิ พี่สาวให้โอกาสเจ้าแสดงตนเป็นแม่พระให้เต็มที่ไปเลย!
ฉินหมิงเย่ว์อึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “พี่หญิงใหญ่ นี่ไม่ถูกต้องตามมารยาท”
“ก็จริง ไหนเลยจะมีการโขกศีรษะแทนได้ พี่หญิงใหญ่ไม่เข้าใจ เรียนรู้ตอนนี้เสียก็ได้ ตระกูลฉินของเราเป็นตระกูลบัณฑิตเปี่ยมมารยาท ท่านเป็นหญิงสาวตระกูลฉิน ทั้งยังเป็นบุตรสาวคนโตของบ้านใหญ่ หากท่านไม่รู้มารยาทเช่นนี้ ท่านป้าใหญ่จะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสอนท่านไม่ดีเอาได้หรือ” ฉินหมิงฉีเชิดหน้าพลางเอามือไพล่หลังยามที่เอ่ยเช่นนั้น
ฉินหลิวซีรู้สึกรำคาญเล็กน้อย
นางยิ้มและเหล่มองฉินหมิงฉี “เจ้ากำลังสอนมารยาทข้าอยู่หรือ”
ฉินหมิงฉีกำลังจะอ้าปากเอ่ยอะไร แต่นางกลับเอ่ยออกมาเสียก่อน “เจ้าจะนับเป็นอันใดได้”
ตอนที่ 122: ไม่ควรยั่วโมโหพี่หญิงใหญ่จริงๆ
เจ้ากำลังสอนมารยาทข้าอยู่หรือ
น้ำเสียงฉินหลิวซีเย็นชาลงทันที รังสีที่แผ่ออกมาจากตัวนางรุนแรงขึ้น นางเหลือบตามองเด็กชายที่กำลังเป็นหนุ่มด้านข้างด้วยสายตาคาดคั้น
อย่าว่าแต่เขาเลย ตระกูลฉินนี้ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะสอนมารยาทนางได้ด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มคนนี้ ถ้านางยอมรับก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง แต่ถ้านางไม่ยอมรับก็เป็นแค่เด็กอมมือคนหนึ่ง
ตอนนี้เขายืนวิพากษ์วิจารณ์นางอยู่ที่นี่ คิดว่าตนเองวิเศษวิโสจริงๆหรือ
ฉินหมิงฉีเองก็นึกไม่ถึงว่าฉินหลิวซีบทจะโกรธก็โกรธขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขายืนนิ่งตอบสนองไม่ทันไปสักพัก
สะใภ้เซี่ยกลับโมโหขึ้นมา นี่คือบุตรชายที่รักของนางเชียวนะ ใช่ว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอย่างฉินหลิวซีจะเทียบได้
“ท่านแม่ ฉีเอ๋อร์ก็เพียงแค่แนะนำนังหนูซี ท่านดูสิว่านางเอ่ยอันใดออกมา”
ฉินหมิงฉีได้สติกลับมา สีหน้าเขาคาดไม่ถึง
บัดนี้บุรุษตระกูลฉินทั้งหมด นอกจากพวกท่านปู่ท่านพ่อท่านลุงท่านอาและพี่ใหญ่ที่ถูกเนรเทศแล้ว เขาก็นับได้ว่าเป็นคนที่อายุมากที่สุด หากพวกเขาไม่กลับมา เขาก็จะกลายเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบบ้านนี้ เขาก็แค่ตักเตือนพี่น้องผู้หญิงเรื่องกฎเกณฑ์มารยาทเล็กน้อยเท่านั้น นี่คือท่าทีของนางหรือ
สตรีอยู่บ้านเชื่อฟังบิดา บิดาไม่อยู่ต้องเชื่อฟังพี่น้องผู้ชาย ออกเรือนแต่งงานไปแล้ว พี่น้องบ้านเดิมของนางก็คือที่พึ่ง นางเข้าใจความจริงข้อนี้หรือไม่
สะใภ้หวังเอ่ยเรียบๆ “น้องสะใภ้รอง หากจะเอ่ยเรื่องชี้แนะ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็อยู่ที่นี่กันทั้งนั้น” นางหันไปมองฉินหมิงฉี “ฉีเอ๋อร์ พี่หญิงใหญ่ของเจ้าเข้ามาก็ทำความเคารพท่านย่าไปแล้ว ยังมีอันใดไม่เหมาะสมอีกหรือ จะเอ่ยว่าไม่มีมารยาทได้อย่างไร กลับเป็นพวกเจ้าที่ตั้งแต่นางเดินเข้ามาก็ยังไม่เห็นมีใครทำความเคารพนางสักคน”
ในบรรดาลูกหลานรุ่นถัดไป ฉินหลิวซีเป็นคนที่มีอายุมากที่สุด แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่งไหนก็ไม่เห็นมีใครคารวะนางเลยสักคน
มารยาทหรือ
ทำตนให้ดีก่อนแล้วค่อยพูดเถิด
สีหน้าของฉินหมิงฉีเปลี่ยนไปทันควัน เขาหันไปประสานมือคารวะฉินหลิวซี “น้องสามคารวะพี่หญิงใหญ่ ขออภัยพี่หญิงใหญ่ด้วย”
คนที่เหลือก็ยอบกายลงคารวะอย่างไม่เต็มใจ
โทสะของฉินหลิวซีคลายลงบ้างแล้วเพราะสะใภ้หวัง “เรื่องให้อภัยคงจะทำไม่ได้ ข้าเป็นคนจิตใจคับแคบ เมื่อครู่นี้น้องสามยังคิดที่จะสอนมารยาทข้าอยู่เลย ข้ายังไม่หายโกรธ ยกโทษให้ไม่ได้หรอก”
สะใภ้เซี่ยเอ่ย “นังหนูซี เจ้าเป็นพี่สาวคนโต…”
“พี่สาวคนโตหรือ อาสะใภ้รองเตือนข้าพอดีเลย ข้าเป็นพี่สาวคนโต ข้าเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ ข้าก็คือกฎ เช่นนี้แล้วน้องสามคงไม่สามารถจะสอนมารยาทข้าได้กระมัง ข้าเป็นพี่หญิงใหญ่ของเขา!” ฉินหลิวซีเหล่มองพวกเขา “แน่นอนว่า หากท่านไม่พอใจกับกฎเกณฑ์นี้ก็สามารถย้ายออกไปได้”
ย้ายออกไปงั้นหรือ
นางเอ่ยอะไรออกมา
“เจ้ากำลังเอ่ยอันใดออกมา ย้ายออกไปอันใดกัน” ฉินหมิงซินโวยวายเสียงดัง “บ้านเก่านี้เป็นของท่านหรือ ท่านบอกว่าย้ายก็ต้องย้าย!”
ไม่ได้การ!
สะใภ้เซี่ยแทบอยากจะปิดปากบุตรสาวตนเอง แต่ไม่ทันแล้ว!
“ใช่ บ้านเก่าหลังนี้เป็นของข้า ข้าให้พวกเจ้าออกไป พวกเจ้าก็ต้องออกไป”! ฉินหลิวซีเย็นชา “อาสะใภ้รองไม่ได้บอกพวกเจ้าหรือว่าโฉนดของบ้านหลังนี้เป็นชื่อของข้าแล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าทำไมมันถึงไม่ถูกยึดไป ก็เพราะคนอื่นมอบให้ข้าแล้วอย่างไรเล่า หรือจะเอ่ยว่าตอนนี้พวกเจ้าอยู่ในบ้านของข้า กินของของข้า ใส่เสื้อผ้าของข้าด้วย!”
นางชี้ไปที่เสื้อผ้าใหม่ๆบนตัวพวกเขา “เสื้อผ้าใหม่ๆพวกนี้เป็นของที่ข้าสั่งให้คนนำกลับมา เงินที่จ่ายไปก็เป็นเงินของข้า ไม่ใช่เงินส่วนกลาง ดังนั้นอย่าได้มาเอ่ยเรื่องกฎเกณฑ์มารยาทกับข้า พวกเจ้ายังไม่มีสิทธิ์มาสอนมารยาทข้า!”
สะใภ้หวังกระแอมออกมาหนึ่งทีพลางส่งสายตาให้ฉินหลิวซี ท่านย่ายังอยู่นี่นะ!
ฉินหลิวซีไม่กลัว นางหันไปหาท่านย่าที่มีสีหน้าย่ำแย่แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักคำ “ท่านย่า ใช่ว่าหลานต้องการที่จะวางท่าใหญ่โตแสดงอำนาจต่อหน้าท่าน หลานทำไปก็เพื่อความสมานฉันท์ในครอบครัวในภายภาคหน้า จึงต้องเอ่ยออกมาให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้งกันภายหลัง คราวนี้จึงทำเรื่องน่าอายต่อหน้าท่านแล้ว นี่ก็เป็นเวลาพอสมควร ข้าคงไม่กินข้าวเช้าเป็นเพื่อนท่านย่า ข้าจะไปตรวจชีพจรให้อาสะใภ้สามและน้องชายทั้งสอง ขอตัว!”
ทุกคน “…”
เมื่อเห็นว่าฉินหลิวซีจากไปโดยไม่ได้ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศภายในห้องนั้นก็อ่อนไหวเล็กน้อย
พวกเด็กๆหันไปมองฮูหยินชราที่นั่งอยู่พลางกลืนน้ำลาย นางชักสีหน้าต่อหน้าฮูหยินชรา บอกว่าจะไปก็ไปเลย ช่างใจกล้าจริงๆ!
ฉินหมิงฉุนที่หลบอยู่ข้างๆ แสร้งทำเป็นตาย ไม่ควรยั่วโมโหพี่หญิงใหญ่จริงๆ!
นางฉินผู้เฒ่ามีสีหน้าไม่คาดคิด “แยกย้ายกันไปก่อนเถิด ตอนเย็นค่อยกลับมากินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ข้าไม่อยากเห็นใครทำตัวไม่รู้ความอีก”
ขณะที่นางเอ่ยก็มองไปที่สะใภ้เซี่ยและคนอื่นๆเป็นเชิงเตือน
สะใภ้เซี่ย “!”
เข้าใจอะไรผิดหรือไม่ ทั้งที่คนที่ชักสีหน้าคือฉินหลิวซีต่างหาก ดูนางวางท่าใหญ่โตจนจะลอยขึ้นสวรรค์อยู่แล้ว แต่ฮูหยินผู้เฒ่ากลับโยนคำพูดมาที่พวกนาง นี่กำลังโทษว่าพวกนางสร้างเรื่องอย่างนั้นหรือ
ไม่ใช่สิ ใครกันแน่ที่ไม่มีมารยาท เด็กคนหนึ่งกล้ายโสโอหังเช่นนี้ ใครจะไปทนได้
ฮูหยินผู้เฒ่ากลับไม่ตำหนินาง แต่มาโทษพวกเขา คงไม่ได้แก่ชราจนเลอะเลือนไปแล้วหรอกนะ?
“น้องสะใภ้รองพาเด็กๆออกไปก่อนเถิด ข้าจะพูดคุยกับท่านแม่ก่อน” สะใภ้หวังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
สะใภ้เซี่ยอยากจะเอ่ยอะไรอีก แต่เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหลับตาลงแล้วจึงจำต้องย่อกายทำความเคารพด้วยท่าทางฮึดฮัดขัดใจแล้วจากไป
พอออกไปข้างนอกแล้ว ฉินหมิงฉีก็อดถามสะใภ้เซี่ยไม่ได้ “ท่านแม่ เรื่องบ้านเก่านี้หมายความว่าอย่างไร ทำไมมันถึงกลายเป็นของพี่หญิงใหญ่ไปได้ นี่เป็นบ้านเก่าบ้านเดิมนะ แถมยังเป็นบ้านบรรพบุรุษด้วย”
บ้านบรรพบุรุษจะมอบให้หญิงสาวคนหนึ่งได้อย่างไร หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ตระกูลฉินจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“ไม่ควรพูดกันตรงนี้ พวกเรากลับไปพูดกันที่เรือน” สะใภ้เซี่ยเอ่ย “จะได้ไม่ถูกท่านย่าตำหนิเอาได้”
คนบ้านรองทั้งหมดจากไปอย่างรวดเร็ว
ฉินเหมยเหนียงถอนหายใจ และพาบุตรสาวทั้งสองจากไปเช่นกัน
อนุวั่นจับมือของฉินหมิงฉุนแล้วกระซิบ “เจ้าห้า เจ้าเห็นแล้วหรือไม่ว่า ในบ้านนี้เจ้าจะไปยั่วโมโหใคร แม่รองก็ปกป้องเจ้าได้ทั้งนั้น แต่อย่าได้ยั่วโมโหพี่หญิงใหญ่ของเจ้าเป็นอันขาด ต่อหน่าท่านย่านางยังกล้าทำถึงเพียงนี้ คำพูดข้าเบาหวิวเช่นนี้ย่อมช่วยเจ้าไม่ได้แน่”
ใครยั่วยุคนเช่นนี้ก็ต้องเจ็บตัวไป
ฉินหมิงฉุน “แม่รอง ต้องเป็นคนตัวเล็กคำพูดไม่มีน้ำหนัก”
“โอ้ อะไรก็ช่างเถิด แม่รองไม่เคยเรียนหนังสือนี่! เอาเป็นว่าอย่าไปยั่วโมโหนางเลยก็แล้วกัน” อนุวั่นลูบศีรษะเขาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างมีความหมาย “อีกอย่าง ต่อไปเจ้าก็อย่าได้เกเร ข้าเห็นว่าพี่หญิงใหญ่ของเจ้ามีศักดิ์ศรีอยู่บ้าง หากเจ้าหน้าตาดีตั้งแต่เด็กจนโต นางจะต้องเห็นแก่หน้าตาหล่อเหลาของเจ้าให้สิ่งใดที่เหมาะสมแก่เจ้าบ้างแน่ๆ”
ฉินหมิงฉุน “…”
ดังนั้นพูดไปพูดมาเขาก็ต้องพึ่งใบหน้านี่สินะ
ภายในห้อง
นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยโดยไม่ทราบอารมณ์ “อารมณ์ของนังหนูซีค่อนข้างจะรุนแรงไปหน่อย”
สะใภ้หวังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แม้จะไม่น่าฟังนัก แต่ท่านแม่ เราต้องปรับตัวตามสถานการณ์ สถานการณ์ปัจจุบันของบ้านเรา ข้าหวังจะเห็นพวกเขามีอารมณ์บ้าง ต้องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ตระกูลฉินจึงจะมีความหวัง”
ตระกูลฉินพ่ายแพ้ แต่หากพวกเขาขี้ขวาดหวาดกลัวกลับยิ่งจะถูกดูหมิ่น
ฉินหลิวซีเป็นเช่นนี้ไม่มีอะไรไม่ดี
ครั้งนี้นางปกป้องจนเห็นได้ชัด
ฮูหยินฉินผู้เฒ่าเหลือบมองนาง “ไม่รู้ว่าท่านพี่และคนอื่นๆเดินทางถึงไหนกันแล้ว ได้รับจดหมายจากเราบ้างหรือไม่ ยังมีเยี่ยนเอ๋อร์ ข้าเป็นห่วงเขาที่สุดแล้ว เขายังเด็กนัก”
เมื่อเอ่ยถึงบุตรชาย สะใภ้หวังก็เม้มปากเล็กน้อย “ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ในเมื่อเจ้าอาวาสชื่อหยวนบอกแล้วว่าพวกเขาจะเดินทางถึงอย่างปลอดภัย ก็ต้องปลอดภัยแน่ ท่านวางใจเถิด”
“ก็ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด” นางฉินผู้เฒ่าหลับตาลงอีกครั้ง
ตอนที่ 123: วาดยันต์ราวเขียนอักษรขวงเฉ่า
“ท่านแม่ พี่หญิงใหญ่มาแล้ว” ฉินหมิงเป่าเห็นฉินหลิวซีมาก็ตะโกนเข้าไปในห้องทันที จากนั้นก็รีบเดินออกมาหาฉินหลิวซี มือน้อยๆของนางแตะไว้ที่เอวย่อกายลงคารวะนาง จากนั้นก็เอ่ยทักทายด้วยเสียงเด็กน้อยน่ารัก “เป่าเอ๋อร์คารวะพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซียิ้มพลางลูบมวยผมของนาง “ไม่ต้องมากพิธีหรอก เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไม่ไปอยู่กับท่านแม่หรือ”
“ข้าไปเยี่ยมคารวะท่านย่าตั้งแต่เช้าแล้ว หลังจากทักทายเสร็จข้าก็กลับมา ท่านแม่บอกว่าพี่หญิงใหญ่จะต้องมาที่นี่แน่ ท่านแม่ไม่ได้โกหกข้าจริงๆด้วย” ฉินหมิงเป่าเงยหน้าขึ้นมองฉินหลิวซีพลางเอ่ยอย่างทอดถอน “พี่หญิงใหญ่สูงจัง เป่าเอ๋อร์เอื้อมไม่ถึงเลย”
ฉินหลิวซีจึงได้โน้มตัวลงอุ้มนางขึ้นมา “แบบนี้ก็เอื้อมถึงแล้ว”
ฉินหมิงเป่าอุทานออกมาทันที ยิ้มอย่างเขินอาย และลอบมองนางพลางเอ่ย “พี่หญิงใหญ่สวยจริงๆ หอมด้วย”
“ปากเล็กๆของเจ้านี่เคลือบไปด้วยน้ำผึ้งหรือไร ถึงได้หวานเช่นนี้” ฉินหลิวซีอุ้มนางเดินเข้าไปข้างใน
แม่นมโจวและจวี๋เอ๋อร์ทยอยกันก้าวเข้ามาคารวะนางทีละคน ส่วนสะใภ้กู้ก็คลุมศีรษะไว้ เดินตามพวกนางมาข้างหลัง เมื่อเห็นฉินหลิวซีเข้า นางก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที
“อาสะใภ้สาม” ฉินหลิวซีวางฉินหมิงเป่าลง ก่อนจะคารวะสะใภ้กู้ “ท่านลุกขึ้นมาทำไมหรือ”
“ช่วงนี้ข้าดีขึ้นมาแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะออกจากอยู่ไฟได้แล้ว ก็เลยเดินไปเดินมาในห้องบ้าง ไม่เป็นไรหรอก” แล้วสะใภ้กู้ก็หันไปมองบุตรสาว เอ่ยดุๆ “เจ้านี่ ทำไมไปวุ่นวายให้พี่หญิงใหญ่อุ้มอย่างนั้นเล่า ไม่กลัวพี่หญิงใหญ่เจ้าจะเหนื่อยบ้างหรือ”
“ไม่ต้องตำหนินางหรอกเจ้าค่ะ ข้าอุ้มนางเอง นางก็ไม่ได้หนักอันใดด้วย” ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้ามาตรวจชีพจรท่าน”
สะใภ้กู้ยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะ จวี๋เอ๋อร์เองก็นำผ้าเช็ดหน้ามาพับแล้วรองไว้ใต้ข้อมือนาง
ฉินหลิวซีวางนิ้วทั้งสองลงไปตรวจชีพจรอย่างละเอียด หลังจากนั้นสักพักก็เปลี่ยนเป็นมืออีกข้าง “ชีพจรของอาสะใภ้สามแข็งแรงขึ้นมาก ดูท่าท่านจะปฏิบัติตามคำแนะนำของข้าเป็นอย่างดี ดูแลตัวเองได้ดีทีเดียว”
“เจ้าเอ่ยถึงอย่างนั้นแล้ว ถ้าข้าไม่เชื่อฟังอีก ก็แปลว่าไม่รู้จักดีชั่วแล้ว”
“เจ้าเอ่ยถึงอย่างนั้นแล้ว ถ้าข้าไม่เชื่อฟังอีก ก็แปลว่าไม่รู้จักดีชั่วแล้ว”
ฉินหลิวซีดึงมือกลับ “แม้ว่าจะดูแลตัวเองได้ดี แต่ปราณในกระเพาะของท่านยังไม่พอ เป็นสาเหตุมาจากเลือดลมพร่อง หยินมากหยางน้อย ดังนั้นแม้ว่าท่านใกล้จะได้ออกจากอยู่ไฟแล้ว ท่านก็ต้องบำรุงต่อไปอีกสักเดือน ถึงอย่างไรตอนที่ท่านคลอดก็เป็นการคลอดก่อนกำหนด และยังค่อนข้างคลอดยากด้วย”
“พี่หญิงใหญ่ เหตุใดหยินมากหยางน้อย แล้วหยางคือสิ่งใด” ฉินหมิงเป่าข้างๆ ถามขึ้นด้วยความสงสัย
ฉินหลิวซีตอบ “สิ่งที่เรียกว่าหยางหมายถึงหยางในลิ้นปี่ หยางในกระเพาะอาหาร และหมายถึงการรวมกันของหยางในช่องท้องและในกระเพาะอาหาร”
เมื่อเห็นใบหน้าที่งุนงงอันน่าสงสารของของเด็กหญิงตัวน้อย ฉินหลิวซีก็อดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มเล็กๆของนาง “หยางหมายถึงท้อง เส้นลมปราณท้องหยางหมิงคือเส้นลมปราณที่มีพลังหยางแข็งแกร่งที่สุด”
นางชี้ไปที่ท้องของฉินหมิงเป่าแล้วเอ่ย “ที่ตรงนี้ของเรามีพลังหยางอยู่ซึ่งก็คือปราณในช่องท้อง และคนที่มีเลือดลมเพียงพอก็จะมีปราณช่องท้องที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม เมื่อร่างกายอ่อนแอ เลือดลมพร่อง ปราณในช่องท้องก็จะไม่เพียงพอเช่นกัน คนที่มีพลังหยางไม่เพียงพอจะมีมือเท้าเย็นและชา ทั้งยังกลัวความหนาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสตรีหลังคลอดฟื้นตัวได้ไม่ดี ก็จะได้รับผลกระทบร้ายแรงในอนาคต หากปราณในช่องท้องไม่มี คนผู้นั้นก็จะไม่สบาย ตอนนี้อาสะใภ้สามก็มีหยินมากหยางน้อย”
ฉินหมิงเป่าเหมือนจะเข้าใจ นางสัมผัสมือตนเอง ก่อนจะไปแตะมือของสะใภ้กู้เพื่อเปรียบเทียบ และเห็นได้ชัดว่ามือของนางอุ่นกว่า
นางเข้าใจแล้ว ท่านแม่ยังไม่หายดี จึงเอ่ยอย่างเคร่งเครียด “ท่านแม่ ท่านจะต้องเชื่อฟังพี่หญิงใหญ่นะเจ้าคะ ต้องบำรุงดีๆ มือของข้ายังอุ่นกว่าท่านแม่เยอะเลย”
“ตกลง” แววตาสะใภ้กู้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“เอาพู่กันมา ข้าจะเปลี่ยนตำรับยาให้ท่านใหม่”
ฉินหมิงเป่ารีบไปวิ่งไปหยิบพู่กันและกระดาษที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะนำมายื่นให้นางด้วยท่าทางนอบน้อมทันที
ฉินหลิวซีกลับมองตัวอักษรจำนวนหนึ่งที่อยู่บนกระดาษนั้นก่อนจะหันไปมองสะใภ้กู้
สะใภ้กู้มองตามสายตาของนาง แล้วก็ต้องหน้าแดง นางหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาไว้กับตัว “ข้าอยากจะเขียนจดหมายถึงท่านอาสามของเจ้าหน่อยน่ะ เพิ่งจะเริ่มเขียนได้ไม่คำ เป่าเอ๋อร์ รีบไปหยิบกระดาษแผ่นใหม่มาเร็ว”
ฉินหลิวซีเห็นว่านางเขียนตัวอักษรเสี่ยวข่ายบนกระดาษนั้นอย่างเหม่อลอย “อาสะใภ้สามคิดถึงท่านอาสามหรือ”
สะใภ้กู้ตารื้นแดงเล็กน้อยพลางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จะให้ไม่คิดถึงได้อย่างไรเล่า ก่อนหน้านี้ข้าส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปให้เขาหลังคลอดได้ไม่นาน หวังว่าเขาจะสบายใจเมื่อรู้ว่าลูกๆคลอดออกมาแล้ว ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาได้รับมันหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับมาเลย จึงคิดจะเขียนไปอีกฉบับ”
“แม้ว่าอากาศจะเริ่มหนาวแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ถึงฤดูหนาวจริงๆ ระหว่างทางยังไม่มีหิมะสะสม เดินไม่ยาก ท่านอาสามก็น่าจะได้รับจดหมายจากท่านแล้ว” ฉินหลิวซียิ้มพลางปลอบโยนนางแล้ว รับกระดาษที่ฉินหมิงเป่าส่งมาให้ ตวัดพู่กันอย่างรวดเร็วก็เขียนใบสั่งยาใหม่เสร็จเรียบร้อย
สะใภ้กู้มองแล้วก็ชมนาง “อักษรของเจ้าเป็นแบบโซ่วจิน ฝีพู่กันบางเรียวและแข็งแรง ดูอิสระและสง่างามอย่างยิ่ง ไม่เหมือนสตรีทั่วไปที่ชอบเขียนตัวบรรจงขนาดเล็ก นี่เป็นตัวอักษรแบบที่เจ้าเขียนได้ดีที่สุดหรือ”
“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ ตัวอักษรที่ข้าเขียนได้ดีที่สุดน่าจะเป็นขวงเฉ่า” ฉินหลิวซียื่นใบสั่งยาให้นาง
สะใภ้กู้ประหลาดใจ “ขวงเฉ่า?”
สตรีเขียนตัวอักษรแบบขวงเฉ่าหรือ
“ข้าวาดยันต์ชินแล้ว!”
สะใภ้กู้ “…”
ฉินหมิงเป่าหัวเราะออกมาทันที “พี่หญิงใหญ่ ท่านวาดยันต์เป็นจริงหรือ มันเป็นอย่างไรหรือ”
“อยากเห็นหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ย “เช่นนั้นก็ไปหยิบกระดาษมาอีกแผ่น”
ฉินหมิงเป่ารีบวิ่งไปหยิบกระดาษมาอีกแผ่นทันที นางเป็นเด็กฉลาดจึงหยิบกล่องหมึกตราประทับสีแดงมาด้วย
ฉินหลิวซีเลิกคิ้วทันที นางไม่ได้ใช้พู่กัน เพียงใช้นิ้วเรียวยาวแตะสีแดงจากแท่นหมึกแดงแล้ววาดยันต์ลงบนกระดาษสีเหลือง
นางวาดยันต์ไม่เหมือนนักพรตทั่วไปที่ต้องจุดธูปเพื่อสักการะเทพเจ้า แต่ขยับมือไปตามอำเภอใจ ยามปลายนิ้วจรดกระดาษอักษรยันต์ พลังวิญญาณก็แนบติดไปด้วย ราวกับมีแสงสีทองส่องประกาย เพียงผ่านไปสองสามลมหายใจ ยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยก็เสร็จเรียบร้อย
อักษรยันต์ที่เหมือนหนังสือจากสวรรค์นั้นไม่อาจเข้าใจได้เลย แต่มันก็เหมือนอักษรขวงเฉ่าพวกนั้นที่จรดพู่กันครั้งเดียวออกมาเป็นตัวอักษรทั้งหมด เปลี่ยนแปลงไม่อาจคาดเดาได้ คมกริบและทรงพลัง
สะใภ้กู้ไม่สามารถเอ่ยอะไรได้ “นี่ เป็นอักษรขวงเฉ่าจริงๆ”
ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อยก่อนจะพับยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยนั้นให้กลายเป็นผีเสื้อสีเหลืองอ่อนอย่างช่ำชอง แล้วส่งให้ฉินหมิงเป่า “ยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัย ข้าให้เจ้า เอาไปใส่ไว้ในถุงเงินพกติดตัวไว้”
“ให้ข้าหรือ ผีเสื้อตัวนี้พับได้สวยมาก ขอบคุณพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ” ฉินหมิงเป่าใช้สองมือโอบอุ้มผีเสื้อนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความสุข
สะใภ้กู้ซาบซึ้งใจ “ซีเอ๋อร์ ยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยนี้ ต้องวาดด้วยกระดาษสีเหลืองและชาดมิใช่หรือ ใช้กระดาษนี้ได้เหมือนกันหรือ”
“หมึกในกล่องนี้มีชาดผสมอยู่ด้วย ส่วนกระดาษ กระดาษชนิดนี้เป็นกระดาษหมาซาที่มีสีเหลือง ใช้ได้เช่นกัน” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ความจริงแล้ว กระดาษและชาดเป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออักษรยันต์นั้นมีพลังทางวิญญาณหรือไม่ ถ้าอักษรยันต์มีพลังวิญญาณก็จะเป็นยันต์ที่มีประโยชน์ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นอักษรยันต์ที่ไม่มีพลังวิญญาณ ต่อให้ใช้กระดาษเหลืองและชาดที่ดีแค่ไหนก็ตาม ยันต์นั้นก็จะไร้ประโยชน์ ใช้การไม่ได้”
พลังวิญญาณเล็กน้อยก็เป็นยันต์ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องทรงพลัง เพียงใช้ได้ก็พอแล้ว ไม่คิดสนใจว่าเป็นชาดหรือกระดาษเหลืองหรือไม่
แม้กระดาษเหลืองย่อมดีกว่ากระดาษทั่วธรรมดาไปอยู่แล้ว แต่ยันต์วิญญาณก็มีพลังของมันเอง ได้ผลเหมือนกัน
ฉินหมิงเป่ามองนางด้วยสีหน้าชื่นชม “ก็หมายความว่ายันต์ที่พี่หญิงใหญ่วาดก็ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันหมด”
สะใภ้กู้รู้สึกทึ่งเล็กน้อย “สิ่งที่เจ้าได้เรียนตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เหมือนกับพี่น้องผู้หญิงคนอื่นๆในบ้านเลย”
ฉินหลิวซีสีหน้าสงวนิ่ง “ชะตากรรมของข้าแตกต่างจากพวกนาง”
โชคชะตาแตกต่าง การเรียนรู้ก็ต้องแตกต่างเช่นกัน
ตอนที่ 124: อย่าเปิดเผยความมั่งคั่ง
ฉินหลิวซีกลับมากจากเรือนของสะใภ้กู้แล้ว นางก็สั่งให้ฉีหวงนำกล่องใส่สิ่งของต่างๆที่ราชาผีตงฟางให้นางเมื่อคืนออกมา
“คุณหนู ท่านจะหาอันใดหรือเจ้าคะ” ฉีหวงมองดูกล่องที่นางยัดเครื่องประดับใส่ลงไปอย่างง่ายๆใบนั้น ซึ่งมีของเก่าล้ำค่าบรรจุอยู่ด้วย รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมา
“ราชาผีตงฟางให้ของขวัญที่มีเด็กเกิดในบ้าน เลยว่าจะลองหาสักสองชิ้นไปให้ผิงอาน เมื่อคืนข้าดูเหมือนจะเห็นลูกปัดผีเสื้อคู่หนึ่งสวยดี” ฉินหลิวซีหาไม่พบจึงคว่ำกล่องใบนั้นลงกับพื้นเสียเลย
ฉีหวง “…”
ดีที่คนพวกนั้นไม่อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขาเห็นพฤติกรรมของนางเข้าคงจะเสียสติไปเลยกระมัง
ของพวกนี้เป็นของล้ำค่า ไม่ใช่เศษโลหะ!
“หาเจอแล้ว” ฉินหลิวซีผลักกองสิ่งของออกไป และหยิบลูกปัดผีเสื้อไพลินเล็กๆคู่หนึ่งออกมา
ฉีหวงเตือนนาง “คุณหนู พวกผิงอานเป็นคุณชายน้อย เป็นเด็กผู้ชาย มอบลูกปัดพวกนี้ให้ คงไม่ค่อยเหมาะกระมังเจ้าคะ”
“ไม่ได้ให้พวกเขา ให้น้องหญิงสี่ใช้” ฉินหลิวซีหยิบเครื่องประดับขึ้นมามอง “ข้าเห็นว่ามวยของนางใช้เชือกสีแดงมัดไว้ ไม่มีเครื่องประดับประดับใดเลย ให้ลูกปัดดอกไม้คู่หนึ่งแก่นาง เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆใส่แล้วดูดี”
ฉีหวงยิ้ม “ท่านให้ความสำคัญกับเด็กน้อยคนนั้นเป็นพิเศษเลยนะเจ้าคะ”
“เด็กน้อยเป็นเด็กดี สะอาดสะอ้าน”
ฉีหวงรู้อยู่แล้วว่าฉินหลิวซีมองคนไม่ผิด ปกติในยามที่นางพบเจอฉินหมิงเป่า นางก็รู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้มีนิสัยน่ารักน่าเอ็นดูกว่าพี่สาวคนอื่นๆของนางมาก ดังนั้นนางเองก็ยัดขนมและผลไม้ให้นางอยู่เป็นครั้งคราวเหมือนกัน
“แต่นายท่าน ท่านให้ลูกปัดนางคู่หนึ่งเช่นนี้ ไม่กลัวว่าคนอื่นจะว่าท่านเลือกปฏิบัติบ้างหรือ”
ฉินหลิวซีไม่สนใจอยู่แล้ว “เจ้าเคยเห็นข้ากลัวคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ด้วยหรือ เลือกปฏิบัติแล้วอย่างไร จิตใจคนเรามีความลำเอียงอยู่แล้ว จะไม่อนุญาตให้ข้ามีความชอบใดๆหรือไร อีกอย่าง ของของข้า ข้าเต็มใจให้ก็ให้ ใครจะกล้าชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ข้า”
นางวางลูกปัดดอกไม้ลง หยิบพู่กันและกระดาษขึ้นมาวาดยันต์กำจัดพลังชั่วร้าย แล้วละลายมันลงในชามน้ำ จากนั้นก็นำลูกปัดดอกไม้ใส่ลงไป
เครื่องประดับนั้นล้วนเป็นของดี แต่ราชาผีตงฟางเป็นคนเก็บสะสมไว้ มันจึงแปดเปื้อนไปด้วยพลังชั่วร้าย ไม่สามารถมอบให้คนอื่นใช้ส่งเดชได้ โดยเฉพาะเด็กน้อยอย่างฉินหมิงเป่า ยิ่งไม่ควรแปดเปื้อนด้วยพลังไม่ดี นางจึงต้องจัดการกำจัดพลังนั้นก่อนแล้วค่อยให้
ฉินหลิวซีหยิบปิ่นหยกอีกชิ้นหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะหยิบแม่กุญแจผิงอานสองชิ้นวางลงไปด้วย มือหนึ่งเท้าคาง มืออีกข้างก็จับของพวกนั้นเล่น
“ซีเอ๋อร์”
เสียงของสะใภ้หวังดังขึ้นที่ประตู “ข้าเข้าไปได้…”
เสียงของนางค้างอยู่ในลำคอ สายตาก็จ้องมองกองเศษขยะด้วยความอึ้งงัน ไม่ใช่สิ เครื่องประดับอย่างนั้นหรือ
ฉินหลิวซียืนขึ้น “ท่านแม่มาหรือ” แล้วมองตามสายตาของนาง ก่อนจะจูงนางเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “เหตุใดท่านแม่ถึงมาด้วยตัวเองเล่าเจ้าคะ หากมีเรื่องใด ท่านให้สาวใช้มาเรียกข้าไปก็ได้”
“ข้าอยากจะถามเจ้าหน่อย วันนี้อาจารย์ของเจ้าจะกลับมาที่อารามหรือไม่ จะต้องเชิญเขามาร่วมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับพวกเราด้วยหรือไม่” สะใภ้หวังได้สติกลับมา และชี้ไปที่กองของบนพื้นนั่น “แต่ว่า ของพวกนี้ เจ้ากำลังยุ่งอยู่หรือ”
“อ้อ คนอื่นให้มาน่ะเจ้าค่ะ ท่านแม่ดูแล้วชอบชิ้นไหน จะเอาไปใช้สักสองชิ้นก็ได้”
สะใภ้หวังเดินเข้าไปและก้มหน้ามอง แม้ว่าเครื่องประดับจะดูยุ่งเหยิงและเป็นแบบที่ดูเก่าโบราณไปบ้าง แต่ฝีมือก็ละเอียดอ่อนมาก มันเก่าก็จริง แต่ก็มีกลิ่นอายของความโบราณเรียบง่าย คุณภาพของวัสดุที่ใช้ก็ยังยอดเยี่ยมอีกด้วย
ฉินหลิวซีเห็นนางโน้มตัวลงไปหยิบปิ่นระย้ารูปหงส์ฝังอัญมณี แล้วมองดูอย่างพินิจพิจารณา คิ้วของนางเลิกขึ้นเล็กน้อย
หลังจากที่สะใภ้หวังพินิจพิจารณาแล้ว นางก็รู้ว่าปิ่นระย้ารูปหงส์ชิ้นนี้ยังล้ำค่ากว่าชิ้นที่ฮองเฮาประดับอยู่เสียอีก
คำถามคือ มีคนอื่นมอบให้นาง คนผู้นั้นคือใครกัน
สะใภ้หวังวางปิ่นระย้าชิ้นนั้นกลับลงไป แล้วหันมามองฉินหลิวซี นิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “เจ้าเป็นคนรู้ว่าอันใดควรไม่ควร ข้าจะไม่ถามเจ้าว่าใครเป็นคนมอบของล้ำค่าพวกนี้ให้เจ้า แต่ซีเอ๋อร์ ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสตรี ชายหญิงจะให้หรือรับของกันเป็นการส่วนตัวไม่ได้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ผู้ชายนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่ผู้หญิงเราต่างหากที่จะต้องทนทุกข์ หากคนที่มอบของพวกนี้มาให้เป็นคนที่เจ้าพึงใจ และอีกฝ่ายมีความจริงใจ ก็ให้เขามาสู่ขอเจ้าได้”
ฉินหลิวซีตะลึงไป
ฉีหวงก้มหน้าลงและใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดบังมุมปากไว้ ราชาผีตงฟางอาจต้องย้ายถ้ำออกไปให้ไกลหน่อยแล้ว
ราชาผีตงฟาง ข้าไม่ใช่ ข้าไม่มีเจตนา ข้าไม่กล้าหวังในตัวใต้เท้า ข้าตายไปแล้ว!
สะใภ้หวังให้ความสนใจกับสีหน้าของฉินหลิวซี เมื่อเห็นนางนิ่งงันไปก็คิดว่าตนเองอาจพูดจาตรงเกินไปหรือไม่ แต่นางกับฉินหลิวซีก็ไม่ได้รู้จักกันมานาน หากเอ่ยอะไรอ้อมๆ นางอาจจะฟังไม่เข้าใจก็ได้ แทนที่จะต้องมาเดาใจกัน ไม่สู้เอ่ยออกไปตรงๆตอนนี้เลยดีกว่า
นางมองสีหน้าของฉินหลิวซี เอ่ยอย่างระมัดระวัง “หากเจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดไม่น่าฟัง ก็อย่าได้ใส่ใจ…”
แปลกจริง เหตุใดนางจึงได้ถ่อมตัวกับผู้เยาว์ได้ถึงเพียงนี้
ฉินหลิวซียิ้ม “ท่านแม่คิดมากไปแล้ว มันไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด ของพวกนี้ไม่ใช่ของแทนใจอันใดหรอก แต่เป็นของขวัญที่คนรู้จักข้าตั้งใจมอบให้เพื่อแสดงความยินดีที่ข้ามีน้องชายเพิ่มอีกสองคน ไม่ต้องกังวลว่าของพวกนี้จะทำให้ชื่อเสียงของข้าแปดเปื้อน ถ้าเอาของออกไปก็หาที่มาไม่ได้ คนผู้นั้นตายไปหลายร้อยปีแล้ว”
สะใภ้หวังขมวดคิ้ว “ตายไปหลายร้อยปีหรือ”
เพราะอยู่ด้วยกันได้ไม่นาน ดังนั้นบทสนทนาของทุกคนจึงมีช่องว่างใช่หรือไม่ ทำไมนางถึงไม่เข้าใจว่าฉินหลิวซีหมายถึงอะไร ตายแล้วมาส่งของขวัญได้อย่างไร
ฉินหลิวซีลูบจมูกของเขานาง “ก็คือให้ถือว่าไม่มีคนผู้นั้นอยู่แล้วก็ได้”
ราชาผีตงฟางคนรู้จักที่ไปไม่ถึงขั้นเพื่อนเก่าด้วยซ้ำหลั่งน้ำตาแห่งความขมขื่นออกมาเงียบๆ
สะใภ้หวังเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก นางถามเรื่องเจ้าอาวาสชื่อหยวนอีกครั้ง
“อาจารย์ออกไปได้ไม่นาน ไม่ทราบว่าจะกลับอารามเมื่อไหร่ คนสำนักเต๋าไม่ค่อยจะสนใจเทศกาลทางโลกพวกนี้เท่าใดนักหรอก ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”
“เช่นนั้นก็ดี ข้าเพียงอยากถามเจ้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ทำงานของเจ้าไปเถิด” สะใภ้หวังลุกขึ้นยืนเตรียมจะจากไป
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะท่านแม่” ฉินหลิวซีหยิบปิ่นระย้ารูปหงส์ส่งให้นาง “ท่านแม่ชอบก็เอาไปเถิด”
สะใภ้หวังส่ายหน้า “ไม่ถึงกับชอบหรอก แค่คิดว่าฝีมือค่อนข้างดีและมีราคากว่าปิ่นหงส์ระย้าที่ฮองเฮาใส่ตอนนี้เสียอีก ในเมื่อมีคนให้เจ้ามา เจ้าก็เก็บไว้เองเถิด เก็บไว้เป็นสมบัติติดตัว เป็นสินสอดออกเรือนในวันข้างหน้า แต่มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญ อย่าได้เปิดเผยความมั่งคั่งของเจ้า เจ้าเองก็น่าจะรู้ดี”
โชคดีที่ฉีหวงห้ามสะใภ้เซี่ยไว้ได้ หากนางบุกเข้ามาแล้วหาของพวกนี้พบ จะไม่แย่หรือ
สะใภ้เซี่ยเอ่ย “อาสะใภ้รองของเจ้าชอบเอาเปรียบคนอื่น ต่อหน้านาง เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องอวดร่ำอวดรวย จะได้ไม่เป็นการสร้างปัญหาให้ตัวเองด้วย อีกอย่างมารดาผู้ให้กำเนิดของเจ้าก็ชอบของพวกนี้ หากเจ้ามีใจ จะมอบให้นางสักชิ้นก็ได้ ถึงอย่างไรนางก็เป็นมารดาแท้ๆของเจ้า ตอนที่คลอดเจ้าออกมาก็ต้องทุกข์ทรมานเช่นกัน นางเป็นคนไม่ค่อยใส่ใจอะไรและออกจะซื่อๆอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่ได้เป็นคนจิตใจชั่วร้ายอันใด”
ฉินหลิวซีไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ นางมองสะใภ้หวังเดินออกไป ก่อนจะก้มหน้ามองปิ่นระย้าในมือ แล้ววางมันลงในชามปากกว้าง
คนบ้านนี้ใครดีหรือไม่ นางย่อมรู้ดีอยู่แล้ว
[1] เสี่ยวข่าย: ตัวอักษรบรรจงขนาดเล็ก
[2] โซ่วจิน: ลักษณะตัวอักษรบางเรียวแต่แข็งแรง
[3] ขวงเฉ่า: ตัวอักษรหวัดมาก ลักษณะตัวอักษรที่ใช้การลากเส้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันไป
ตอนที่ 125: เรียกวิญญาณไล่ผี เรื่องนี้ข้าถนัดนัก!
คืนพระจันทร์เต็มดวงกลางฤดูใบไม้ร่วง โคมไฟสีแดงแขวนอยู่สูง บ้านบรรพบุรุษของตระกูลฉินได้เฉลิมฉลองอย่างมีชีวิตชีวาเช่นนี้เป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปี แม้แต่พวกหลี่ต้ากุ้ยก็พากันถอนหายใจ คนอยู่เยอะครึกครื้นก็จริง แต่ดูเหมือนว่าความครึกครื้นนี้จะไม่ค่อยน่ายินดีสักเท่าไหร่ เนื่องจากเคยเงียบสงบมาก่อน
หากเป็นงานฉลองเทศกาลที่มีเจ้านายอย่างฉินหลิวซีเพียงคนเดียว พวกเขาก็จะแขวนโคมไฟในเทศกาลไหว้พระจันทร์ แต่จะไม่ได้แขวนโคมไฟทายปริศนาสีฉูดฉาด แต่หากฉินหลิวซีไม่อยู่ พวกเขาก็ไม่แม้แต่จุดโคมไฟ ทว่ายามนี้กลับมีโคมไฟสีแดงแขวนอยู่ทุกหนแห่ง เต็มไปด้วยบรรยากาศของเทศกาล
และที่เรือนของนางฉินผู้เฒ่าก็มีโคมไฟทายปริศนามากมายแขวนอยู่บนยอดไม้เตี้ยๆ รอให้คนไปทายปริศนา มีเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานดังขึ้นเป็นครั้งคราว
เมื่อฉินหลิวซีพาฉีหวงมาถึง มองดูสวนที่เต็มไปด้วยสีแดง ทั้งยังได้ยินเสียงหัวเราะขบขัน ก็รู้สึกมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปในห้องก็ยิ่งรู้สึกประหลาด
“พี่หญิงใหญ่” ฉินหมิงเป่าสายตาว่องไว เมื่อเห็นนางก็กระโจนเข้ามาหาทันที
เมื่อฉินหมิงฉุนเห็นนางพุ่งเข้าไปกอดขาฉินหลิวซีก็รู้สึกไม่ยอมขึ้นมาทันที เหมือนบ่อเงินบ่อทองกำลังถูกคนปล้นไป
ไม่ได้นะ!
เขารีบเข้าไปยกมือคำนับฉินหลิวซี ”คำนับพี่หญิงใหญ่ขอรับ”
“อืม”
ทุกคนมองดู คล้ายกับมีบางอย่างแปลกๆ
ส่วนคนรุ่นเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด ทั้งที่ไม่อยากนักแต่ก็จำใจลุกขึ้นยืนทั้งหมด
ก็ต้องยอม เพราะเมื่อเช้านี้เพิ่งจะถูกใครบางคนสั่งสอนเรื่องกฎไปนี่!
ฉินหลิวซีจูงมือฉินหมิงเป่าไปหานางฉินผู้เฒ่า หลังจากคำนับนางฉินผู้เฒ่าแล้ว ก็หันไปคำนับสะใภ้หวังและคนอื่นๆ
“หากท่านป้าสามรู้สึกหนาว ก็สวมเสื้อคลุมอีกสักตัวเถิดเจ้าค่ะ” ฉินหลิวซีมองพลางเอ่ยเตือนสะใภ้กู่
แม้สะใภ้กู้ยังไม่ครบกำหนดอยู่ไฟ แต่วันนี้เป็นวันเทศกาลโคมไฟ นางถามฉินหลิวซีก่อนแล้วและได้คำตอบว่าสามารถออกจากเรือนได้ จึงพาบุตรสาวมาด้วย ตอนนี้ได้ยินถ้อยคำห่วงใยจากฉินหลิวซี นางก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน เอ่ย “ในห้องมีคนมากมายทำให้อุ่นดี ไม่หนาวเลย”
“หากท่านป้าสามรู้สึกหนาว ก็สวมเสื้อคลุมอีกสักตัวเถิดเจ้าค่ะ” ฉินหลิวซีมองพลางเอ่ยเตือนสะใภ้กู่
แม้สะใภ้กู้ยังไม่ครบกำหนดอยู่ไฟ แต่วันนี้เป็นวันเทศกาลโคมไฟ นางถามฉินหลิวซีก่อนแล้วและได้คำตอบว่าสามารถออกจากเรือนได้ จึงพาบุตรสาวมาด้วย ตอนนี้ได้ยินถ้อยคำห่วงใยจากฉินหลิวซี นางก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน เอ่ย “ในห้องมีคนมากมายทำให้อุ่นดี ไม่หนาวเลย”
ฉินหลิวซีพยักหน้า
สะใภ้เซี่ยเหลือบมองใบหน้าสะใภ้กู้ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อกว่าตนเสียอีก แม้จะรู้ดีว่านางทุกข์ทรมานกับการตั้งครรภ์ครั้งนี้ แต่ระหว่างช่วงอยู่ไฟก็บำรุงไปไม่น้อย บรรดาสาวใช้และแม่บ้านก็ดูแลไม่ห่าง แม้จะเทียบไม่ได้กับตอนก่อนถูกยึดทรัพย์ แต่ก็ไม่ได้แย่อะไรมากมาย อย่างน้อยก็มีอาหารบำรุงอยู่ไม่ขาด
ด้วยเหตุนี้ทำให้ในใจเกิดความอิจฉาขึ้น ยามนี้เห็นฉินหลิวซีอ่อนโยนและใส่ใจอีกฝ่ายเช่นนั้น แต่กลับไม่สนใจตน นี่ช่างไม่เท่าเทียมกันเอาเสียเลย
สะใภ้เซี่ยมองพลางเอ่ยประชดประชัดสะใภ้กู้ “น้องสะใภ้สามช่างมีหน้ามีตาเสียจริง แม่หนูซีเคารพและห่วงใยเจ้ามากกว่าใครเสียอีก”
สะใภ้กู้พอจะรู้อยู่บ้างผ่านคำบอกเล่าของบุตรสาว ได้ยินเช่นนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่สะใภ้รองล้อเล่นแล้ว ซีเอ๋อร์รู้ความ ย่อมดีกับทุกคน”
“คงจะไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ทำกับข้าที่เป็นป้าสะใภ้รองราวกับคนแปลกหน้า แม้แต่กับเด็กๆเหล่านี้ก็ด้วย ก็ไม่ได้เอ็นดูเหมือนกับเป่าเอ๋อร์” สะใภ้เซี่ยกล่าวเสียดสี
ฉินหลิวซีเอ่ย “ท่านป้าสะใภ้รองกล่าวถูกแล้ว บางทีข้ากับท่านป้าสะใภ้รองอาจไม่มีวาสนาต่อกันกระมัง นานๆ ทีท่านถึงจะไปเรือนข้าสักครั้งแต่ไยกลับหกล้มเสียได้ เฮ้อ ช่างไม่มีวาสนาต่อกันเสียเลย ไม่สามารถเข้าใกล้ท่านป้าสะใภ้รองได้ ช่างน่าเสียดายแล้ว”
สะใภ้เซี่ย “…”
ช่างรู้จักพูดจาเสียจริง
นางกำลังจะเอ่ยต่ออีก แต่ฉินหลิวซีก็หันไปเอ่ยตัดบทกับนางฉินผู้เฒ่าว่า ”ท่านย่า ในเมื่อคนมากันครบแล้ว เริ่มรับประทานอาหารเลยดีหรือไม่”
นางฉินผู้เฒ่าก็ไม่อยากเห็นพวกนางเอ่ยเสียดสีกันไปมาจึงพยักหน้าเล็กน้อย
สะใภ้หวังจึงให้เสี่ยวเสวี่ยไปยกอาหารมา ด้วยจำนวนคนในห้องนี้จึงต้องแบ่งออกเป็นสองโต๊ะ นางฉินผู้เฒ่าพาบรรดาลูกสะใภ้กับกับอนุไปนั่งด้วยกัน รวมถึงเรียกฉินหมิงฉีมานั่งด้วย
หากนับตามลำดับก่อนถูกยึดทรัพย์ มีหรือที่อนุจะมีสิทธิ์นั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับนางฉินผู้เฒ่าผู้เป็นใหญ่ในเรือน มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะก็นับว่าเป็นพระคุณยิ่งใหญ่แล้ว หากเป็นตระกูลที่ปฏิบัติตามกฎจริงๆ ไม่มีทางให้อนุร่วมฉลองเทศกาลด้วยกัน
บุรุษตระกูลฉินถูกเนรเทศไปหมดแล้ว บ้านใหญ่มีภรรยาหนึ่งคน อนุหนึ่งคน บ้านสามไม่มีอนุ บ้านรองเดิมทีมีภรรยาหนึ่งคน อนุสองคน สาวใช้อุ่นเตียงหนึ่งคน แต่ก็มีเพียงอนุพานที่ให้กำเนิดบุตรชายคนโต ส่วนคนที่เหลือไม่มีบุตร สะใภ้เซี่ยถือโอกาสตอนถูกยึดทรัพย์สินเขียนหนังสือปลดปล่อยอนุหรือคืนสถานะให้
ดังนั้นตอนนี้อนุที่ตามกลับมาบ้านเดิมของตระกูลฉินจึงมีเพียงอนุวั่นของบ้านใหญ่ และอนุพานบ้านรอง พวกนางให้กำเนิดบุตรชายทั้งคู่
ฉินหมิงฉีเป็นบุตรชายคนโตจากภรรยาเอกของบ้านรอง ย่อมได้นั่งร่วมโต๊ะกับนางฉินผู้เฒ่า เขามองไปยังฉินหลิวซีด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง
ฉินหลิวซีเหลือบมองก่อนจะหรี่ตาลง ยั่วยุนางอย่างนั้นหรือ
สายตานางแฝงไว้ด้วยความเย็นชา มุ่งตรงไปที่ฉินหมิงฉี ผู้ที่ถูกนางจ้องมองค่อยๆก้มศีรษะลง
สะใภ้หวังกวักมือเรียกฉินหมิงฉุนพลางเอ่ย “ฉุนเอ๋อร์ เจ้ายังเล็ก มานั่งด้วยกันเถิด”
ปลายนิ้วของนางฉินผู้เฒ่าขยับเล็กน้อย นางมองลูกสะใภ้คนโตแล้วจึงเอ่ย “ฉุนเอ๋อร์ก็มานั่งด้วยกันเถิด”
เมื่อฉินหมิงฉุนเห็นฉินหมิงเป่านั่งอยู่ข้างฉินหลิวซีราวกับเทพน้อยเฝ้าประตู ในใจคิดว่าจะปล่อยให้บ่อทองถูกแย่งไปไม่ได้ จึงลุกขึ้นเอ่ยว่า “ข้าอยากนั่งกับพี่หญิงใหญ่”
เขาเอ่ยพลางมองฉินหลิวซีอย่างระมัดระวัง แล้วถามเสียงอ่อนว่า “ได้หรือไม่ขอรับ”
ฉินหลิวซีมองเข้าไปในดวงตาดำขลับของเขา เห็นถึงความระวังตัวรวมถึงความคาดหวัง จึงเอ่ยตอบว่า “เจ้าอยากนั่งตรงไหนก็นั่ง อายุห้าขวบแล้ว เรื่องแค่นี้ตัดสินใจเองไม่ได้หรือ”
“เช่นนั้นท่านย่า ท่านแม่ ข้าจะนั่งตรงนี้” ฉินหมิงฉุนนั่งลงติดกับฉินหลิวซี
สะใภ้หวังยิ้มมุมปาก “แล้วแต่เจ้า”
ฉินหมิงฉีมองดูบรรดาคนรุ่นเยาว์นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน มีเพียงตัวเองที่นั่งโต๊ะเดียวกันกับนางฉินผู้เฒ่า ในโต๊ะยังเป็นสตรีทั้งหมด เขารู้สึกเหมือนนั่งบนพรมเข็มอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
หรือเขาควรกลับไปนั่งโต๊ะเดียวกันกับคนรุ่นเยาว์ดี
แต่อาหารถูกยกมาแล้ว
ฉินหลิวซีไม่เคยร่วมฉลองเทศกาลกับคนในครอบครัว เดิมทีนางคิดว่าตามกฎตระกูลฉินแล้วคือทานไม่เอ่ย นอนไม่พูด หรือนางคิดมากไป
อาหารและเหล้ายกมาวางแล้ว เมื่อนางฉินผู้เฒ่าขยับตะเกียบ ก็เห็นฉินหมิงฉียกจอกเหล้าผลไม้ขึ้นมาแล้วยืนขึ้นคำนับนางฉินผู้เฒ่า ปากก็กล่าวคำมงคล แล้วยังมอบบทกวีอีกหนึ่งบทด้วย เรียกเสียงปรบมือไม่ขาดสายทันที
สะใภ้เซี่ยยิ่งเชิดหน้าชูตากว่าเดิม จะดูดีกว่านี้หากไม่เผยให้เห็นจมูกใหญ่สองรูที่สามารถเสียบต้นหอมเข้าไปได้
หลังจากฉินหมิงฉีแต่งกลอนแล้ว ที่โต๊ะของฉินหลิวซี พวกฉินหมิงเย่ว์และเด็กสาวคนอื่นๆ ก็ยกเหล้าผลไม้หรือน้ำผลไม้คำนับนางฉินผู้เฒ่า เอ่ยคำมงคลพร้อมแต่งบทกวีให้ด้วย
ฉินหมิงฉุนกับฉินหมิงเป่าที่อายุน้อย ยังแต่งบทกวีไม่เป็น จึงท่องบทกวีให้ฟัง
“ไม่สู้พี่หญิงใหญ่แต่งบทกวีด้วยสักหนึ่งบทเล่า” ฉินหมิงเย่ว์ยิ้มพลางมองฉินหลิวซี
ทุกคนต่างก็มองมาเช่นกัน
การแสดงความกตัญญูต่อผู้อาวุโส เหลือเจ้าเพียงคนเดียวแล้ว!
ฉินหลิวซีที่เพิ่งจะคีบซี่โครงผัดซอสเปรี้ยวหวาน “!”
สรุปว่านี่เป็นวิธีแสดงความกตัญญูของคนรุ่นเยาว์ในตระกูลใหญ่อย่างนั้นหรือ
เมื่อฉินหมิงเย่ว์เห็นว่าฉินหลิวซีไม่ตอบ ก็รู้สึกมีความสุขในความทุกข์ของผู้อื่นขึ้นมาทันใด พี่หญิงใหญ่ผู้นี้ไม่เคยร่ำเรียนกับอาจารย์ นางจะแต่งบทกวีได้อย่างไรกัน
“พี่หญิงใหญ่แต่งกวีไม่เป็นหรือ” ฉินหมิงซินทำท่าทางเหมือนกำลังรอดูเรื่องสนุก
“หมิงเย่ว์ พวกเจ้าเลิกทำให้พี่สาวลำบากใจได้แล้ว” ซ่งอวี่ฉิงเอ่ยเตือนเบาๆ “พี่หลิวซีคงจะไม่ชอบเรื่องพวกนี้”
ฉินหลิวซีวางตะเกียบลง หยิบผ้ามาเช็ดมุมปาก กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ความสนใจในการแต่งบทกวีอย่างทุกท่านเช่นนี้ข้ายอมรับว่าไม่ถนัด แต่ข้าถนัดสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ อย่างเช่น ท่องคาถาเรียกวิญญาณไล่ผี เรื่องนี้ข้าถนัดนัก น้องสาวอยากจะลองดูหรือไม่”
ทุกคน “?”
อะไรนะ เรียกวิญญาณไล่ผี? ใช่ผีแบบที่พวกนางคิดหรือไม่
ฉินหมิงเย่ว์และคนอื่นๆหน้าซีด
บรรยากาศเงียบเชียบ
ฉินหมิงฉุนที่นั่งอยู่ข้างนางเพิ่งจะคีบลูกชิ้นซื่อสี่มาหนึ่งลูก ตกใจจนมือสั่น ทำลูกชิ้นร่วงลงบนโต๊ะกลิ้งมาหาตัวเอง
เมื่อเห็นว่าลูกชิ้นกำลังจะตกลงไปก็มีตะเกียบคู่หนึ่งยื่นออกมาจากด้านข้างแล้วคีบลูกชิ้นนั้นอย่างแม่นยำ แล้วใส่ลงในชามเขา
ฉินหมิงฉุนอ้าปากค้าง มองดูลูกชิ้น แล้วมองคนที่ถือตะเกียบ
พี่หญิงใหญ่คงเคยฝึกมากระมัง การเคลื่อนไหวรวดเร็วแม่นยำดั่งเมฆลอยสายน้ำไหลเช่นนี้
ฉินหมิงเป่ามีสีหน้าชื่นชม ดูเหมือนว่านางจะรู้ความสามารถอีกอย่างหนึ่งของพี่หญิงใหญ่แล้ว
“ครอบครัวยากจน สิ้นเปลืองอาหารเป็นเรื่องน่าละอาย กินไปเถิด โต๊ะสะอาดอยู่แล้ว” ฉินหลิวซีบุ้ยปากไปยังชามของเขา
ฉินหมิงฉุน “!”
ภายใต้สายตา ‘ห่วงใย’ ของฉินหลิวซี เขาหยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างเงียบๆ
ผู้คนบนโต๊ะ “…”
ทั้งๆที่หล่นลงบนโต๊ะแล้วยังจะกินเข้าไปจริงๆอีก น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวกว่าคือฉินหลิวซี
เดี๋ยวนะ ไม่ใช่สิ จุดสนใจของพวกนางอยู่ที่ลูกชิ้นอย่างนั้นหรือ ต้องเป็นประโยคที่เอ่ยว่า ‘เรียกวิญญาณไล่ผี’ ของฉินหลิวซีต่างหาก
ฉินหมิงซินลุกขึ้นเป็นคนแรก ทำหน้ามุ่ยพลางเอ่ยว่า “ท่านย่า พี่หญิงใหญ่จงใจทำให้พวกเรากลัว”
นางฉินผู้เฒ่ามองไปที่ฉินหลิวซี ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ย “ท่านย่า ข้าถูกใส่ร้าย ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นคนของเสวียนเหมิน นับว่าโตมาในลัทธิเต๋า ก็ไม่แปลกที่จะทำเรื่องพวกนี้นี่เจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังเห็นนางฉินผู้เฒ่าสีหน้าดำคล้ำ จึงกล่าวตัดสินเอง “เช่นนั้นก็ไม่ควรทำให้คนกลัว อย่าว่าแต่น้องสาวของเจ้าขี้ขลาดเลย แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็กลัวกันหมดแล้ว”
ใครจะไม่กลัวกันเล่า ผีเชียวนะ!
“เอาล่ะ” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยท่าทางเสียใจ “ข้าเพียงอยากให้พวกท่านได้เห็นว่าข้าถนัดสิ่งนี้ก็เท่านั้นเอง”
รู้ว่าเจ้าถนัด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ดูหรอก!
เมื่อฉินหลิวซีมาไม้นี้ก็ไม่มีใครกล้าให้นางแต่งบทกวีอีก หากไปกระตุ้นให้นางท่องคาถาขึ้นมาจะทำอย่างไร
แม้มีแนวโน้มว่านางแค่ขู่ แต่หากเป็นจริงขึ้นมาย่อมน่ากลัว เรื่องผีเรื่องเจ้า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!
ด้วยวิธีนี้ทุกคนจึงยอมสงบลง ควรทานก็ทาน ควรดื่มก็ดื่ม เมื่อทานเสร็จแล้วก็ได้เวลาไปทายปริศนาบนโคมไฟข้างนอก
เดิมทีนางฉินผู้เฒ่ามองดูเด็กๆเอะอะโวยวาย ใบหน้าแฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม แต่พอดูไปดูมา สีหน้าก็กลับแย่ลง นัยน์ตามีน้ำตาคลอ
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” ติงหมัวหมัวสังเกตเห็นสีหน้าของนาง ก่อนจะยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งให้
บรรดาลูกสะใภ้ต่างก็มองด้วยความเป็นห่วง
“ก็แค่นึกถึงนายท่านใหญ่กับคนอื่นๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาไปถึงจุดพักม้ากันหรือยัง ได้ทานข้าวหรือไม่ วันนี้เทศกาลโคมไฟ จะมีขนมไหว้พระจันทร์ทานหรือเปล่า” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยเสียงสั่น “ข้าเพียงคิดถึงพวกเขา”
รอยยิ้มของทุกคนจางลง บรรยากาศเงียบสงบ
ฉินหลิวซีหูไว หลังจากฟังที่นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยก็เงยหน้ามองท้องฟ้า “มีคนปล่อยโคมลอยแล้ว พวกเราก็ปล่อยโคมลอยกันเถิดเจ้าค่ะ”
ทุกคนถูกนางขัดจังหวะ ต่างก็เงยหน้าขึ้นไปมอง จริงด้วย มีโคมลอยสีขาวกำลังลอยขึ้นฟ้า
ฉินหลิวซีรับพู่กันและหมึกที่ฉีหวงยื่นให้ กางโคมลอยลงบนพื้นแล้วเริ่มวาดสัญลักษณ์
“พี่หญิงใหญ่ ท่านวาดยันต์อีกแล้วหรือเจ้าคะ” ฉินหมิงเป่านั่งยองๆ มองนางอยู่ด้านข้าง
ฉินหมิงฉุนไม่ยอมอ่อนข้อให้ จึงนั่งยองๆจ้องมองตาโต นี่คือยันต์หรือ ทำไมดูยุ่งเหยิงไปหมด เหมือนภาพวาดผีจริงๆด้วย
“นี่คือคำอธิษฐาน” ฉินหลิวซีวาดรูปสัญลักษณ์ไม่กี่ตัว แล้วเขียนตัวอักษรอีกสี่ห้าตัว ‘เติบโตอย่างราบรื่น’ แล้วลงนามอักษร ‘ฉิน’
สะใภ้หวังพยุงนางฉินผู้เฒ่าเดินมาดู เอ่ย “เขียนได้ดีจริงๆ” เมื่อนางฉินผู้เฒ่าเห็นตัวอักษรกับสัญลักษณ์เหล่านั้นก็รู้สึกสบายใจ
ฉินหลิวซีกางโคมลอยออก วางให้ตรงก่อนจะจุดไฟ มือทั้งสองข้างประคองไว้แผ่วเบา เมื่อรู้สึกว่าอากาศในโคมเพียงพอแล้วจึงปล่อยมือออก
โคมค่อยๆลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับคำอธิษฐานและความหวัง
[1] ลูกชิ้นซื่อสี่ เป็นของอาหารซานตงและเป็นหนึ่งในอาหารจีนดั้งเดิม ประกอบด้วยลูกชิ้นสี่ลูกที่มีสี กลิ่น และรสชาติที่ดี สื่อถึงเหตุการณ์สำคัญสี่ประการของชีวิต ได้แก่ ความสุข ความมั่งคั่ง อายุยืนยาว และความมงคล
[2] เสวียนเหมิน ศาสตร์แห่งความลี้ลับ ลึกลับ ต่อมา “เสวียนเหมิน” ถูกนำมาใช้เพื่อหมายถึงลัทธิเต๋า
ตอนที่ 126: จุดเปลี่ยนของตระกูลฉินอยู่ที่…
พระจันทร์เต็มดวงกลางฤดูใบไม้ผลิ
ใกล้ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ
ฉินปั๋วหงและคงอื่นๆนั่งกอดเข่าเบียดกันเงยหน้ามองโคมลอยบนท้องฟ้าที่ประตูห้องเก็บฟืน
“เข้าสู่เทศกาลโคมไฟแล้ว”
เทศกาลโคมไฟและเทศกาลตรุษจีนของต้าเฟิง ผู้คนจะจุดโคมลอยเพื่อขอพรและระลึกถึง
พวกเขาเดินทางมาถึงจุดพักม้า เมื่อเห็นนักเดินทางที่จุดพักม้าคนอื่นๆจึงนึกขึ้นได้ว่าถึงช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หลังจากหาที่พักพิงได้พวกเขาก็ใช้เงินที่เหลืออยู่น้อยนิดแลกกับซาลาเปาเนื้อสองสามลูก นับว่าได้ฉลองเทศกาลแล้ว
“ท่านพ่อ ข้าคิดถึงท่านแม่ขอรับ” ฉินหมิงเยี่ยนซุกอยู่ในอ้อมแขนของฉินปั๋วหง สองพ่อลูกให้ความอบอุ่นซึ่งกันและกัน
ฉินปั๋วหงกอดเข่าพลางเอ่ย “พ่อรู้ ลำบากเจ้าแล้ว”
เขาลูบแขนบุตรชายที่อยู่ใต้เสื้อฝ้าย ผอมจนเหลือแต่กระดูก ยิ่งมองดูใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายก็เห็นว่าเต็มไปด้วยฝุ่นสกปรก ในใจอดนึกสงสารไม่ได้
“ลูกไม่ลำบากเลยขอรับ” ฉินหมิงเยี่ยนรีบเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นสายตาของบิดาก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง “ก็แค่คิดถึงบ้านนิดหน่อยขอรับ” บ้าน พวกเขายังมีบ้านอยู่อีกหรือ
หากนับบ้านหลังเก่าด้วยก็นับว่ายังมีบ้านอยู่หนึ่งหลัง แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสได้กลับไปหรือไม่
ฉินหมิงมู่ที่นั่งอยู่ด้านข้างไม่ไกลจากพวกเขาเห็นความอบอุ่นของท่านลุงและน้องชายลูกพี่ลูกน้องของเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปที่ฉินปั๋วกวงที่นอนตะแคงอยู่จึงอดขยับเข้าไปใกล้ไม่ได้
ฉินปั๋วกวงถูกทำให้ตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นบุตรชายคนโตจากอนุ จึงถามว่า “มีอะไรหรือ”
ฉินหมิงมู่กล่าว “หากท่านพ่ออ่อนเพลีย ไม่สู้เข้าไปนอนในห้องเก็บฟืนจะดีกว่า ที่นี่ลมแรงขอรับ”
ฉินปั๋วกวงอ่อนเพลียเล็กน้อย หลายวันมานี้พวกเขาที่เป็นผู้ใหญ่ต้องคอยดูแลนายท่านผู้เฒ่า ดูแลเด็กน้อยอีกสองคน แล้วยังต้องรับมือกับนักโทษที่ถูกเนรเทศมาด้วยกันที่เอาแต่จ้องมองพวกเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับเสื้อผ้าฝ้ายหนาสำหรับกันหนาว จึงดึงดูดคนที่อยากได้เข้ามาปล้นพวกเขา หลายคนจำต้องลุกขึ้นต่อสู้ ตีกันไปหนึ่งยก ตอนนี้ใบหน้าของพวกเขายังปูดบวมอยู่เลย
ความระแวดระวังและความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นทำให้ฉินปั๋วกวงเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เพียงแต่ท่านพ่ออยากดูโคมลอยจึงอยู่เป็นเพื่อน
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ มีจดหมายมาจากทางบ้านขอรับ” ฉินปั๋วชิงถือห่อกระดาษมันกับน้ำเต้าหนึ่งลูกวิ่งมาอย่างรวดเร็ว ในมือยังกำจดหมายหนาๆมาด้วย
เมื่อทุกคนได้ยินพลันลุกขึ้นทันที
“ท่านพ่อ” ฉินปั๋วหงพยุงมือนายท่านผู้เฒ่า
“เข้าไปในห้องก่อน” นายท่านผู้เฒ่าห้ามใจไว้แล้วหันหลังเดินเข้าไปในห้องเก็บฟืน
ภายในห้องเก็บฟืนมีเพียงโคมไฟหนึ่งดวงส่องสว่างอยู่ อย่างน้อยก็ยังขอโคมไฟมาได้ แต่พอถึงเวลานอนก็ต้องเป่าให้ดับก่อนเพื่อไม่ให้เกิดไฟไหม้
ทั้งหกคนเดินเข้าไปในห้องเก็บฟืน
ฉินปั๋วชิงวางของในมือลงแล้วจึงเอ่ย “ท่านพ่อ เมื่อครู่ข้าอยู่ข้างนอกช่วยกลุ่มพ่อค้าขนสินค้า พวกเขาจึงให้เหล้าหนึ่งเหยือกเป็นรางวัลแก่ข้า แล้วยังมีขนมไหว้พระจันทร์อีกหนึ่งห่อด้วย”
ฉินหยวนซานอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วหันมองฉินปั๋วกวงเปิดกระดาษห่อนั้น ขนมไหว้พระจันทร์ที่มีกลิ่นหอม เนื้อแวววาวสะท้อนกับแสงไฟปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา อดรู้สึกดีใจไม่ได้
เขาหันไปมองหลานชายทั้งสองคนที่กำลังกลืนน้ำลายอยู่ เอ่ยว่า “วันนี้เป็นเทศกาลโคมไฟ แบ่งให้ทุกคนคนละชิ้น พวกเราก็นับว่าได้ฉลองเทศกาลแล้ว”
ฉินปั๋วกวงยิ้มพลางแบ่งขนมไหว้พระจันทร์เป็นสองซีกคนละครึ่งชิ้น เมื่อเปิดเหยือกเหล้าก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งขึ้นมา ลองจิบดูหนึ่งอึก ดวงตาเป็นประกายพลางกล่าวว่า “นี่คือเหล้าเซาเตาจื่อ ท่านพ่อ ท่านลองจิบดูจะได้อุ่นท้อง ร่างกายจะได้อุ่นขึ้นขอรับ”
ฉินหยวนซานรับมาดื่มแล้วส่งต่อให้บุตรชายคนโต ก่อนจะกล่าวกับฉินปั๋วชิงว่า “รีบดูเถิดว่าทางบ้านเขียนจดหมายอะไรมา”
ฉินปั๋วชิงรอไม่ไหวตั้งนานแล้ว เขากัดขนมไหว้พระจันทร์ไปหนึ่งคำแล้ววางไว้บนขา ก่อนจะแกะจดหมายออกอ่าน อ่านไปอ่านมาเขาก็สะอึกสะอื้น อีกทั้งยังมือสั่น
ฉินหยวนซานเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ ดึงจดหมายมาอย่างไม่คิดแล้วอ่านอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อ จดหมายว่าอย่างไรหรือขอรับ” ฉินปั๋วกวงยื่นหน้าเข้าไปดู
ฉินหยวนซานกลับยิ้มขึ้นก่อนจะเอ่ย “เป็นข่าวดี” เขาส่งจดหมายให้ฉินปั๋วหง ชี้ไปที่ฉินปั๋วชิงพลางกล่าวว่า “คนเป็นพ่ออย่างเจ้ากลับเอาแต่ตกใจอยู่ได้”
“ท่านพ่อ ข้า ข้าเป็นพ่อคนอีกแล้ว ภรรยาข้าคลอดบุตรชายฝาแฝดให้ข้า ข้ามีบุตรชายแล้วขอรับ” ฉินปั๋วชิงกระโดดโลดเต้น วิ่งไปรอบๆห้องเก็บฟืน ตะโกนหัวเราะเสียงดัง ทันใดนั้นก็นั่งยองๆ แล้วร้องไห้เสียงดัง “บุตรชายข้าเกิดในเดือนเจ็ดยังไม่ทันครบเดือน ซ้ำยังเป็นฝาแฝด ในจดหมายนางไม่ได้เอ่ยถึงความลำบากในการคลอดลูกแฝด แต่ข้ารู้ว่ามันเป็นเรื่องอันตราย ข้าเองที่ไร้ประโยชน์ ไม่ได้อยู่ข้างกายพวกนาง เป็นข้าที่ผิดต่อนาง”
เขานั่งก้มตัวแล้วตบหัวตัวเองอย่างแรงหลายครั้ง
ฉินหมิงมู่รีบดึงมือเขาไว้ เอ่ย “ท่านอาสาม ท่านก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ ท่านอาสะใภ้สามคลอดน้องชายทั้งสองคน ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนสุดท้ายทั้งแม่และเด็กก็ปลอดภัย ต้องดีใจจึงจะถูก และท่านยิ่งต้องดูแลตัวเองด้วย”
ฉินปั๋วชิงเงยหน้าขึ้น เช็ดน้ำมูกน้ำตาก่อนจะยิ้มพลางเอ่ย “ดีใจสิ ในใจข้ามีความสุขจะตาย”
ฉินปั๋วหงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น้องสาม ยินดีกับเจ้าด้วยที่ได้บุตรชายฝาแฝด นี่นับเป็นพรที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลฉินเรา”
ฉินปั๋วชิงเกาหัวอย่างตื่นเต้น กล่าวว่า “จริงสิ สะใภ้กู้บอกว่าเป็นซีเอ๋อร์บุตรสาวคนโตของพี่ชายใหญ่ที่ช่วยนางทำคลอดจึงได้ช่วยชีวิตพวกนางสามคนแม่ลูกไว้ได้ พี่ชายใหญ่ ซีเอ๋อร์เป็นวิชาแพทย์ด้วยหรือขอรับ”
ฉินปั๋วหงก็รู้สึกมึนงงเล็กน้อย บุตรสาวคนโตไม่ค่อยออกจากบ้าน เขาเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับบุตรสาว ฮูหยินเป็นคนคอยดูแลเรือนหลังมาโดยตลอด เขามัวแต่ยุ่งงานราชการ ย่อมไม่ค่อยรู้เรื่องของนางมากนัก จึงมีสีหน้าอึดอัดพลางกล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่รู้อะไรมาก”
ทันใดนั้นฉินหยวนซานกล่าวขึ้นมาว่า “น่าจะเรียนกับนักพรตชื่อหยวน”
สองสามคนหันไปมอง ถามด้วยความประหลาดใจว่า “ไม่เพียงแต่เป็นนักพรต ซ้ำยังรู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ”
“สิบเต๋าเก้าวิชาแพทย์ ศิลปะห้าแขนงของเสวียนเหมิน วิชาแพทย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาจะรู้วิชาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ตอนที่เขาพาแม่หนูผู้นั้นไปในตอนนั้น ได้กล่าวว่าชะตาชีวิตของนางแปลกประหลาดแต่กลับมีจิตใจเป็นเต๋า เป็นคนเสวียนเหมินแต่กำเนิด” ฉินหยวนซานนึกถึงอดีตก่อนจะเอ่ยต่อ “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็จะไม่ปิดบังพวกเจ้า ความจริงแล้วตอนนั้นเขาเคยทำนายว่าตระกูลฉินเราจะเผชิญเคราะห์ภายในสิบปี มีเพียงแม่หนูซีเท่านั้นที่เป็นจุดเปลี่ยน”
ทุกคนพากันตกใจ พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เรื่องการทำนายนั้นเลื่อนลอยเกินไป แม้ว่าข้ากับเขาจะเป็นสหายเก่ากัน แต่ก็ไม่กล้าเชื่อทั้งหมด ตอนนั้นร่างกายแม่หนูซีก็ไม่แข็งแรง สามวันดีสี่วันไข้ เมื่อนักพรตชื่อหยวนเอ่ยเช่นนั้น ข้าจึงปล่อยให้เขาพาแม่หนูซีกลับไปเลี้ยงที่บ้านเกิด” ฉินหยวนซานเล่าเรื่องราวในปีนั้น กล่าวต่อว่า “เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปสิบปีแล้ว เคราะห์กรรมที่พูดถึงยังไม่มา ข้าจึงถือว่าเขาทำนายไม่แม่นจึงได้ผ่อนคลายความระมัดระวัง ใครจะไปคิด…เฮ้อ เมื่อเคราะห์กรรมมาถึงจะหลีกอย่างไรก็หลีกไม่พ้น เป็นข้าที่ทำให้ตระกูลฉินเดือดร้อน ทำให้พวกเจ้าติดร่างแหไปด้วย”
“ท่านพ่อ ท่านเอ่ยอะไรกันขอรับ” ฉินปั๋วหงเอ่ย “ทำให้เดือดร้อนอะไรกัน ทุกคนต่างก็เป็นคนตระกูลฉิน รุ่งเรืองก็รุ่งเรืองด้วยกัน สูญเสียก็สูญเสียด้วยกัน ท่านอย่าได้เอ่ยเช่นนี้เด็ดขาดนะขอรับ”
“ใช่แล้ว ท่านปู่ โชคดีแค่ไหนที่ผู้ที่ถูกเนรเทศเป็นบุรุษอย่างพวกเรา บรรดาสตรียังสามารถกลับบ้านเก่าได้ มีที่ให้พักพิง แม้ว่าชีวิตจะขมขื่นบ้าง แต่อย่างน้อยครอบครัวก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา” ในเวลานี้จู่ๆ ฉินหมิงมู่ก็กล่าวขึ้นมา
ฉินหยวนซานรู้สึกซึ้งใจอย่างมาก เอ่ยชื่นชม “เจ้ารู้ความแล้ว”
เมื่อฉินหมิงมู่ได้รับคำชมก็แอบบีบกำปั้นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
ฉินหยวนซานกล่าวต่อว่า “เคราะห์กรรมสิบปีมาถึง ตระกูลฉินของพวกเราล้มลงจริงๆ ซ้ำสะใภ้กู้ตกใจจนกระทบกระเทือนทำให้คลอดก่อนกำหนด เป็นแม่หนูซีที่คอยประคองไว้ ตรงกับคำทำนายของนักพรตเฒ่าผู้นั้นทั้งหมด ตอนนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นตามที่เขาพูด จุดเปลี่ยนของตระกูลฉินเราคงขึ้นอยู่กับแม่หนูซีเอ๋อร์ผู้นี้แล้ว!”
ฉินหมิงเยี่ยนกัดขนมไหว้พระจันทร์คำเล็กๆ เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็ประหลาดใจเล็กน้อย หากพี่หญิงใหญ่ของเขาเป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ เช่นนั้นนางก็คือผู้นำความโชคดีมาให้แก่ตระกูลฉิน ไม่รู้ว่านางหน้าตาและนิสัยเป็นอย่างไร
ฉินปั๋วหงกลับเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพ่อ ซีเอ๋อร์ก็เป็นแค่เด็กผู้หญิง หากจะบอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของตระกูลเรา เกรงว่าคงค่อนข้างฝืนใจผู้อื่น ไม่แน่นักพรตเฒ่าชื่อหยวนอาจจะแค่ปลอบท่านก็ได้”
“ข้าย่อมยอมให้เขาปลอบข้า” ฉินหยวนซานกัดขนมไหว้พระจันทร์ เคี้ยวอย่างละเอียดแล้วกลืนลงไปก่อนจะเอ่ยต่อ “เจ้าดูสิตลอดทางที่พวกเราถูกเนรเทศ แม้ว่าจะลำบาก แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ก็นับว่าดีกว่า ได้รับความช่วยเหลือจากผู้สูงศักดิ์ถึงสองครั้ง ราวกับว่ามีคนแอบขอให้ทำเช่นนั้น พวกเจ้าว่าเป็นใครกัน”
“หรือว่าเป็นญาติฝ่ายสะใภ้ของพวกเรา” ฉินปั๋วกวงกล่าว
“หากเป็นญาติฝ่ายสะใภ้ก็คงเผยตัวตนไปนานแล้ว” ฉินหยวนซานถอนหายใจพลางเอ่ย “ตอนนี้จะถึงตะวันตกเฉียงเหนือแล้ว ยังไม่เห็นญาติฝ่ายสะใภ้ผู้นั้นปรากฏตัวเลย เกรงว่าพวกเขาคงไม่อยากถูกสงสัยไปด้วย”
ทุกคนพากันเงียบ
ฉินปั๋วกวงกัดฟันอย่างโกรธแค้น เอ่ยว่า “ต้องเป็นนางสนมปีศาจผู้นั้นที่คอยชักลมฝนในเมืองหลวงแน่ๆ ข้าล่ะอยากสังหารทิ้งให้หมด”
“เจ้ารอง!” ฉินหยวนซานกล่าวเตือน “เจ้าสงบเสงี่ยมคำพูดคำจาไว้บ้าง ตอนนี้พวกเราตกอับ หากให้คนจับจุดอ่อนอีก เกรงว่าเมื่อไปถึงตะวันตกเฉียงเหนือจะยิ่งลำบาก ข้าที่เป็นพ่อของเจ้าก็เสียเพราะปาก แค่ก แค่ก…”
เมื่อเห็นว่านายท่านผู้เฒ่าสำลัก ฉินปั๋วหงจึงรีบลูบหลังเขาในทันที ไม่ทันได้สนใจอะไรนักยกเหยือกเหล้าขึ้นมาให้เขาจิบหนึ่งอึก
ฉินหยวนซานผ่อนคลายลง ทอดถอนใจว่า “สรุปแล้ว จากนี้ไปเราต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำ ในวันข้างหน้าหากสวรรค์มองเห็นย่อมได้กลับไปยังราชสำนักอีกครั้ง”
เขาเอ่ยอย่างปล่อยวาง แต่หลายคนกลับคิดไม่ตกอยู่บ้าง มันง่ายเพียงนั้นเลยหรือ แม้จะได้รับอภัยโทษก็คงจะได้กลับบ้านเดิมเท่านั้นกระมัง
กลับคืนสู่ราชสำนัก เรื่องไกลตัวเช่นนี้ ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
ทุกคนเงียบไปอยู่พักหนึ่ง กินขนมไหว้พระจันทร์ก็ไม่มีรสชาติแล้ว
เรือนเดี่ยวขนาดเล็กในจุดพักม้า
ผู้ดูแลคนหนึ่งยกถ้วยชามาให้เจ้านายของตนพร้อมรายงานเรื่องราวต่างๆอย่างนอบน้อม
“นายท่าน อีกไม่กี่วันก็จะถึงด่านหยางแล้ว เช่นนั้นเมื่อตระกูลฉินเดินทางเข้าสู่ด่านแล้วก็ต้องหาที่พักเอง ข้าเห็นว่าพวกเขาทั้งผู้ใหญ่และเด็กเจ็บป่วยกันจนเหลือเงินไม่มากเท่าไหร่แล้ว พวกเราไม่ต้องดูแลแล้วหรือขอรับ” จ้าวชางส่งชาให้ จากนั้นจึงยืนกุมมืออยู่ด้านข้าง มองไปยังชายผู้มีจมูกโค้งงุ้ม
หากตระกูลฉินอยู่ที่นี่ด้วยคงจำได้ว่า เคยมีวาสนาได้เจอกับคนผู้นี้หนึ่งครั้งที่จุดพักม้าก่อนหน้านี้
กงปั๋วเฉิง หัวหน้าสมาคมค้าขายของต้าเฟิง เขาขยายกิจการไปทั่วต้าเฟิง แม้กระทั่งแคว้นเล็กๆบริเวณรอบๆก็ร่วมลงทุนด้วย เรียกได้ว่าเป็นบุรุษที่ร่ำรวยที่สุดในต้าเฟิงแล้ว
“นางบอกว่าไม่ต้องเตรียมให้เพียบพร้อม เช่นนั้นก็ไม่ต้องแล้ว รักษาชีวิตไว้ได้ก็พอ เมื่อถึงด่านหยางค่อยดูว่าพวกเขาจะทำอย่างไร” กงปั๋วเฉิงยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ ใบหน้าแข็งกระด้างแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น เอ่ย “ไปซินจิงหลี่ ให้เสวี่ยอิงแสดงตัว ได้เวลาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแล้ว จะปล่อยให้คนเดียวครองตำแหน่งไม่ได้ เมื่อตระกูลเหมิงมีปัญหาก็จะไม่สนใจฝั่งตระกูลฉิน”
“ขอรับ” จ้าวชางยกมือขึ้นคำนับ คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “นายท่าน เกรงว่าคุณหนูใหญ่จะไม่ได้เกลียดชังตระกูลฉิน มิเช่นนั้นไยจึงได้ทำถึงเช่นนี้”
“ความเกลียดชังเป็นสิ่งที่สมควร ตระกูลฉินก็ไม่ได้ดีกับนางเท่าไหร่ แต่ข้าคิดว่าคนอย่างนางคงจะไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น จึงไม่ได้ใส่ใจความเคียดแค้น หรือไม่ก็ไม่เคียดแค้นเพราะมันเปลืองแรง” กงปั๋วเฉิงนั่งเล่นหยกอุ่นในมือ หัวเราะเบาๆ พลางเอ่ย “นางเพียงไม่ได้สนใจ”
สิ่งที่ไม่ได้สนใจ หรือแม้กระทั่งคน ย่อมทิ้งได้ทุกเมื่อ
[1] เซาเตาจื่อ: ชื่อเหล้าจีนที่มีความเข้นข้นของแอลกอฮอลล์อยู่ที่65% แปลว่าเผาไหม้ หรื่อแปลว่ามีด ชื่อนี้ได้มาเพราะ เวลาดื่มแล้วร้อนแสบคอเหมือนกลืนมีดร้อนๆลงไป
ตอนที่ 127: วิชาแพทย์และการทำนายของนางเป็นเลิศ
ณ ตำหนักรับรองชางหลาน
ฉีเชียนกำลังถามไถ่สารทุกสุกดิบอยู่ในตำหนักของพระชายาผู้เฒ่า เมื่อเห็นใบหน้าเสด็จย่ามีเลือดฝาดขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกสบายใจมากขึ้น เอ่ย “เดิมทีอยากจะถามเสด็จย่าว่าสุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่ ตอนนี้เห็นสีหน้าท่านมีเลือดฝาด ข้าก็วางใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หากเป็นเวลานี้ในปีที่แล้ว พระชายาผู้เฒ่าไม่แม้แต่จะออกจากห้อง ทำได้เพียงแต่ซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม มีหรือจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าบางๆเช่นนี้ได้
พระชายาผู้เฒ่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วิชาแพทย์ของเสี่ยวฉินไม่ธรรมดา นับว่าร่างกายของย่าแข็งแรงขึ้นมาก เจ้าสบายใจได้”
ฉีเชียนพยักหน้า
ในขณะเดียวกัน อิงเป่ยรายงานข่าวว่าหั่วหลางกลับมาแล้วรออยู่ด้านนอก มีเรื่องจะรายงาน ฉีเชียนบอกให้เข้ามาทันที
หั่วหลางเดินเข้ามาแล้วคารวะ
“ตลอดทางมานี้ราบรื่นหรือไม่ ได้ส่งอาจารย์ปู้ฉิวอย่างปลอดภัยหรือไม่” ฉีเชียนเอ่ยถาม
หั่วหลางยกมือขึ้นประสานพลางกล่าวว่า “รายงานนายท่าน ตลอดทางราบรื่นไปได้ด้วยดี อาจารย์ได้กลับไปที่อารามเต๋าแล้ว จริงสิ อาจารย์ยังกล่าวขอบคุณสำหรับของขวัญจากพระชายา และฝากให้กระหม่อมนำของขวัญกลับมาถวายด้วย ขอองค์พระชายาโปรดทอดพระเนตรพ่ะย่ะค่ะ”
เขาหยิบกล่องยาวเล็กๆที่ฉินหลิวซีให้ออกมาจากแขนเสื้อของเขา นำส่งให้พระชายา จ้าวหมัวหมัวเข้าไปรับมาเปิดดู เห็นปิ่นไม้อันหนึ่งก็อดแปลกใจไม่ได้
“เชิญพระชายาทอดพระเนตรเพคะ”
พระชายาผู้เฒ่ารับมา หยิบปิ่นไม้ออกมาพลางกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “นี่คือปิ่นไม้หรือ”
หั่วหลางตอบว่า “กราบทูลพระชายา อาจารย์บอกว่านี่คือปิ่นลายท้อมงคล แกะสลักจากไม้เหลยจี อวยพรให้พระชายาประสบความสำเร็จทุกประการสมดังใจ ร้อยพันเรื่องร้ายไม่อาจรุกรานพ่ะย่ะค่ะ”
พระชายาผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นก็ชื่นใจ มองปิ่นไม้นี้อย่างละเอียด ปลายด้ามบางและเรียวยาว ตรงกลางด้ามแกะสลักลายลูกท้อ ใบท้อ และน้ำเต้าหนึ่งลูก ช่วงบรรจบกับหัวปิ่นแกะสลักตัวอักษร ‘สมปรารถนา’ หัวปิ่นเรียวยาว แกะสลักอย่างประณีตและแวววาวเป็นประกาย
“นางยังมีฝีมือด้านนี้อีกด้วย แกะสลักได้ไม่เลวเลย” พระชายาผู้เฒ่าจับพลิกดูไปมา ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้ม
ไม่ต้องพูดถึงงานแกะสลัก แค่ความหมายแฝงของปิ่นนี้ก็ทำให้คนรู้สึกปลื้มใจแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านางทำเองกับมือ ซ้ำไม้เหลยจียังสามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้ ของขวัญตอบแทนนี้มีค่ามากกว่าเงินทองเครื่องประดับหลายร้อยเท่า
“นางทำด้วยใจจริงๆ ทำเอาของขวัญของข้าดูเล็กน้อยไปเลย”
ฉีเชียนรับปิ่นไม้จากมืออีกฝ่ายมาดู แกะสลักจากไม้เหลยจีจริงๆด้วย แต่งานแกะสลักเช่นนี้?
ทันใดนั้นเขาก็กดแผ่นยันต์ที่เก็บไว้ติดหน้าอกโดยไม่รู้ตัว รู้สึกปวดใจ
หากไม่เปรียบเทียบก็ไม่เจ็บปวด เดิมทีเขาคิดว่าแผ่นยันต์ของเขาลวดลายละเอียดพอจะเทียบชั้นกับปิ่นนี้ได้ แต่ช่างแตกต่างกันราวกับนรกและสวรรค์จริงๆ
ปิ่นมงคลนี้นับว่าเป็นเครื่องรางชั้นเลิศกระมัง!
ส่วนของเขาคงจะแค่ทำส่งๆไปก็เท่านั้น?
เมื่อฉีเชียนคิดได้เช่นนี้ก็พูดไม่ออกว่าในใจรู้สึกอย่างไร ทั้งตัวรู้สึกอ่อนแรงไปหมด
เมื่อพระชายาผู้เฒ่าเห็นเขายืนเหม่อก็หยิบปิ่นกลับมา นางเอามาปักไว้ที่มวยผมพลางกล่าวว่า “ปิ่นปักผมของสตรี ให้เจ้าไม่ได้หรอก”
ฉีเชียนกระตุกมุมปาก กล่าวว่า “เสด็จย่าพูดเล่นแล้ว ข้าแค่รู้สึกว่าปิ่นนี้ยอดเยี่ยมมาก”
คำว่า ‘ยอดเยี่ยม’ สองพยางค์นี้ถูกเค้นออกมาจากไรฟัน
“ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่” เขาถามหั่วหลาง
หั่วหลางได้เล่าถึงเรื่องที่ได้ยินที่จุดพักม้า “…คนผู้นั้นกล้าซื้อยันต์แคล้วคลาดในราคาร้อยตำลึงจริงๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขายังรอดปลอดภัยหรือไม่”
รอดปลอดภัย?
บุรุษที่ซื้อยันต์แคล้วคลาดจากฉินหลิวซีในวันนั้นตอนนี้นั่งอยู่บนเรืออย่างสติหลุดลอย ในมือบีบยันต์แคล้วคลาดที่กลายเป็นสีเทาไปแล้ว เขามองดูศพทั้งที่อยู่บนเรือและลอยอยู่ในน้ำ สั่นสะท้านไปทั้งตัว
ในตอนเช้าตรู่ หากไม่ใช่เพราะยันต์แคล้วคลาดนี้ที่จู่ๆก็ร้อนจนปลุกเขาให้ตื่นจากความฝัน เกรงว่าเขาคงจะตายด้วยคมดาบกลายเป็นศพลอยอยู่ในน้ำแล้วกระมัง
ใครจะไปคิดว่าพวกเขาที่เดินทางทางน้ำยังจะต้องประสบกับโจรสลัดดักปล้นเรือ
“หนิวเกอ พวกเราไปกันเถิด” คนผู้หนึ่งหอบสัมภาระออกมาจากห้องโดยสารด้วยสีหน้าซีดเผือก
หนิวเกอเงยหน้าขึ้นอย่างเหม่อลอย เอ่ย “เมื่อไม่กี่วันก่อนองครักษ์ผู้นั้นบอกว่าอารามเต๋าในเมืองหลีชื่อว่าอะไรนะ”
อารามชิงผิงใช่หรือไม่
ถูกต้อง เขาต้องไปเติมน้ำมันตะเกียงให้พระพุทธองค์ที่อารามชิงผิง แม่เจ้า เขาเกือบกลายเป็นศพลอยน้ำแล้ว
หั่วหลางไม่รู้ว่าเขาถูกดักปล้นทำร้าย แล้วยังเล่าเรื่องที่ฉินหลิวซีทำนายว่าตระกูลของหูจื่อจะสูญเสียบิดา พึ่งจะพูดจบ อิงเป่ยก็เข้ามารายงานว่า ‘พึ่งได้รับข่าวว่าบิดาของหูจื่อเสียแล้ว ต้องการลางานเพื่อจัดพิธีศพ’
หั่วหลาง “! ”
ฉีเชียนถามอิงเป่ยว่า “เสียเมื่อไหร่”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นเมื่อวานตอนเย็น บอกว่าหูจื่อพึ่งจะกลับบ้านมา กล่าวได้สองประโยคเขาก็เสียแล้ว นายท่านวางใจได้ พ่อของหูจื่อก็อายุเจ็ดสิบเอ็ดปีแล้วขอรับ”
ฉีเชียนพยักหน้า “ไม่ต้องให้เขารีบกลับมา จัดการเรื่องที่บ้านเสร็จแล้วค่อยกลับมา เจ้าส่งของแสดงความเสียใจไปด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หั่วหลางนับถือความสามารถของฉินหลิวซีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งรู้สึกว่ายันต์แคล้วคลาดที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขาหลายแผ่นนั้นมีค่ามาก ต่อไปนี้ครอบครัวของพวกเขาคือผู้ศรัทธาของอารามชิงผิง
พระชายาผู้เฒ่ากับจ้าวหมัวหมัวได้ยินเช่นนั้นถึงกลับพูดไม่ออก กล่าวว่า “วิชาทำนายของนางแปลกประหลาด คิดไม่ถึงว่าจะทำนายได้แม่นยำเช่นนี้”
นางนึกถึงสิ่งที่ฉินหลิวซีเคยทำนายให้ จึงให้คนรอบกายถอยออกไปก่อนแล้วคุยกับฉีเชียนตามลำพัง
“ความจริงแล้วนางก็เคยทำนายให้ข้าว่าถ้าปีนี้ขึ้นเหนือ คำอธิษฐานของข้าจะไม่เป็นไปตามหวัง”
ฉีเชียนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “เสด็จย่าหมายความว่าอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าอยากจะถวายฎีกาต่อฝ่าบาทให้เจ้าเป็นผู้สืบทอดตระกูล หากเป็นเช่นนั้น…” พระชายาผู้เฒ่าขมวดคิ้ว
ฉีเชียนเม้มปาก กล่าวว่า “เสด็จย่าไม่ต้องเป็นกังวล บุรุษย่อมมีอุดมการณ์รอบด้าน หากฝ่าบาทไม่มีพระประสงค์จะแต่งตั้งข้าเป็นผู้สืบทอดตระกูล เช่นนั้นข้าก็จะต่อสู้ด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”
พระชายาผู้เฒ่าถอนหายใจพลางกล่าวว่า “เจ้าเป็นบุตรชายคนโต เดิมทีก็ควรเป็นเจ้าที่ได้สืบทอดตำแหน่งต่อ หากไม่ใช่เพราะเสด็จแม่ของเจ้าขัดขวาง ข้าคงถวายฎีกาไปตั้งนานแล้ว”
ฉีเชียนยิ้มหยัน “วันนั้นขัดขวาง ต่อไปก็จะขัดขวาง นางรักใคร่น้องรองมากกว่า”
พระชายาผู้เฒ่าสบถเล็กน้อย สีหน้าไม่พอใจ
ฉีเชียนเห็นเช่นนั้นก็กล่าวปลอบใจ “เสด็จย่าอย่าได้กลุ้มใจเพราะเรื่องนี้เลย ปล่อยไปตามโชคชะตาเถิด ต่อให้ไม่ได้รับสืบทอดตระกูล ข้าจะไม่สามารถแย่งชิงมาได้อย่างนั้นหรือ”
พระชายาผู้เฒ่าถอนหายใจ “รอดูไปก่อน เช่นนั้นพวกเรากลับเมืองหลวงดีหรือไม่”
ฉีเชียนกล่าว “มีพระราชสาส์นรับสั่งจากฝ่าบาทให้ข้าตรวจสอบคนของตระกูลฉิน รอให้รวบรวมข่าวของตระกูลฉินเรียบร้อยแล้ว หลานค่อยกลับเมืองหลวงกับเสด็จย่า”
ตระกูลฉินหรือ
พระชายาผู้เฒ่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถามว่า “ตระกูลฉิน หมายถึงตระกูลฉินไหน เหตุใดจึงให้เจ้าไปตรวจสอบ”
“หมายถึงฉินหยวนซาน อดีตเสนาบดีสำนักกวงลู่ บ้านเกิดของเขาอยู่ที่เมืองหลี ถือว่าเป็นเขตปกครองของหนิงอ๋อง เพียงเพราะเกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ในพิธีเซ่นไหว้ที่วัดไท่เมี่ยวทำให้ฝ่าบาททรงพิโรธ ไม่เพียงถูกยึดทรัพย์ ซ้ำบุรุษมากกว่าสิบสองคนถูกเนรเทศ ส่วนสตรีของตระกูลฉินถูกส่งกลับบ้านเกิด เจตนาของฝ่าบาทหากไม่ใช่เพราะดูว่าตระกูลฉินสมคบคิดกับใครเพื่อดูหมิ่นราชวงศ์ ก็คงเป็นฝีมือตระกูลเหมิงที่หาฉวยโอกาสซ้ำเติมกระมัง”
เมืองหลี ตระกูลฉิน แล้วฉินหลิวซีเองก็บอกว่าตนเป็นบุตรสาวของขุนนางต้องโทษ นางก็อยู่ที่เมืองหลี เป็นเรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ
พระชายาผู้เฒ่าเหลือบมองฉีเชียน กล่าวว่า “เช่นนั้นสตรีตระกูลฉินล้วนมีใครบ้าง เจ้ารู้หรือไม่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีเชียนหายไป “สตรีส่วนใหญ่อยู่เรือนหลัง หลานย่อมไม่รู้ แต่ทั้งหมดนี้สามารถตรวจสอบได้พ่ะย่ะค่ะ”
พระชายาผู้เฒ่ายกถ้วยชาขึ้นมาจิบ เอนกายพิงหมอนอิง กล่าวว่า “ตระกูลฉิน ช่างบังเอิญเสียจริง อาจารย์เสี่ยวฉินที่พึ่งช่วยเสด็จย่าของเจ้า ก็แซ่ฉินเช่นกัน!”
ฉีเชียนได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกแปลกๆ จากนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นอีกครั้ง
“เสด็จย่าหมายความว่า…”
“พระชายา เรือนรับรองฤดูร้อนที่อยู่ด้านข้างให้คนนำของขวัญมาถวาย บอกว่าเป็นตัวแทนคุณชายของพวกเขามาถวายพระพรพระชายาเพคะ” จ้าวหมัวหมัวแหวกผ้าม่านพลางกล่าวทูล
พระชายาผู้เฒ่าประหลาดใจ เรือนรับรองฤดูร้อนหรือ
ฉีเชียนกลับยืนขึ้น “หรือว่าอวี้ฉังคงมาแล้ว”
[1] ไม้เหลยจี แปลว่า “ไม้ฟ้าผ่า” หมายถึง ไม้ที่เหลือจากต้นไม้ที่ปลูกตามปกติซึ่งถูกฟ้าผ่า
ตอนที่ 128: ตระกูลอวี้มีฉังคง
ตระกูลอวี้แห่งต้าเฟิง ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่ว่าผู้ปกครองแผ่นดินจะเปลี่ยนเป็นใคร พวกเขาก็เป็นตระกูลซ่อนเร้นที่ไร้ความเคลื่อนไหว ตระกูลอวี้ไม่มีใครรับราชการในราชสำนัก แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อฐานะของพวกเขา ไม่ว่าจะในต้าเฟิงหรือแม้กระทั่งอาณาจักรเพื่อนบ้านเพราะตระกูลอวี้ได้วางแผนไว้อย่างดี หากได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลอวี้ย่อมประสบความสำเร็จด้วยดี
ทุกคนต่างให้ความเคารพต่อตระกูลอวี้ คนในราชวงศ์ล้วนอยากได้ตระกูลอวี้เป็นที่ปรึกษา แต่บรรพบุรุษของตระกูลอวี้มีกฎเกณฑ์ว่าจะเลือกคนมีคุณธรรมด้วยตนเอง
ตระกูลอวี้ยังมีฉังคง ร้อยปีถึงจะมีผู้มีความสามารถที่หาได้ยากเช่นนี้สักคน ได้รับการปลูกฝังเป็นทายาทตระกูลอวี้รุ่นที่ยี่สิบเอ็ดมาตั้งแต่เด็ก แต่น่าเสียดายที่เขาตาบอดตอนอายุสิบขวบ
ใต้หล้าเสียดายที่อวี้ฉังคงตาบอดแต่ก็อดยกย่องไม่ได้ คุณชายอวี้ฉังคงรูปงามราวกับหยก ความฉลาดเป็นเลิศไร้ผู้เปรียบ เป็นผู้นำตระกูลอวี้
ฉีเชียนก็คิดเช่นนั้น
หากดวงตาที่ใสสะอาดลุ่มลึกคู่นั้นสามารถมองเห็นได้ เขาก็คงเป็นบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งของต้าเฟิง
“รุ่ยจวิ้นอ๋อง”
เสียงเอ่ยถึงตำแหน่ง ‘รุ่ยจวิ้นอ๋อง’ ดึงสติฉีเชียนกลับคืนมา เสียงนั้นเยือกเย็นราวกับหิมะบนหุบเขา
ฉีเชียนได้สติกลับคืนมา มองไปเห็นบุรุษรูปงามตรงหน้า เขาสวมเสื้อคลุมสีม่วงดำปักลายทองกำลังยกมือประสาน เขาจึงเดินก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วโค้งคารวะแม้ว่าอีกฝ่ายจะมองไม่เห็นก็ตาม
“ฉังคงเห็นข้าเป็นคนอื่นแล้ว จึงไม่เรียกชื่อข้าอย่างนั้นหรือ หรือว่าข้าก็ต้องเรียกเจ้าว่าคุณชายฉังคงเหมือนคนทั่วไป”
อวี้ฉังคงมีชื่อเล่นว่าอวี้ลิ่งสือ นามทางการคือฉังคง ใครๆก็เรียกนามทางการของเขาว่าคุณชายฉังคง
เมื่อได้ยินคำบ่นคล้ายหยอกล้อของฉีเชียน อวี้ฉังคงก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ฮ่าวหราน”
ฉีเชียนเดินไปหาเขา แล้วพาเดินเข้ามาในห้อง เอ่ยว่า “ข้าคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมาเรือนรับรองฤดูร้อน เจ้าไม่ได้มาหลายปีแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าจะอยู่ที่ตระกูลอวี้ไม่ไปไหนแล้ว”
คนตระกูลอวี้อาศัยอยู่ในอำเภอหลานของชิงโจวซึ่งติดกับเมืองหนิงโจว เป็นสถานที่ที่มีภูเขาสวยน้ำใส เรียกได้ว่าที่นั่นเป็นอาณาเขตของตระกูลอวี้
“สามปีแล้ว”
อวี้ฉังคงกับฉีเชียนเข้ามานั่งด้านในห้อง ซื่อฟังบ่าวรับใช้ยกถ้วยชามาให้ จากนั้นก็กลับไปยืนรอฟังคำสั่งอยู่ที่หน้าประตู
“เจ้าควรจะออกไปเดินให้มาก” ฉีเชียนกล่าวพลางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ
อวี้ฉังคงฟังจากน้ำเสียง ใช้นิ้วเรียวยาวลูบขอบถ้วยชา กล่าวอย่างใจเย็น “อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน”
ฉีเชียนเข้าใจความหมายคำพูดนี้ เอ่ย “ฉังคง เจ้ารู้จักหมอลัทธิเต๋านามว่าปู้ฉิวหรือไม่”
“หืม?”
“ที่อารามชิงผิงในเมืองหลี มีหมอนักพรตเต๋านามว่าปู้ฉิว มีทักษะการรักษาที่น่าทึ่ง ข้าคิดว่า…”
อวี้ฉังคงขัดจังหวะเขา เอ่ย “ฮ่าวหราน ข้าไม่ได้มีความคิดจะรักษาอีกต่อไป”
“ทำไมหรือ หรือว่าเจ้าไม่อยากมองเห็นอีกต่อไปแล้ว” ฉีเชียนกังวลเล็กน้อย
“ข้าตาบอดมาสิบปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชินกับมัน หากจะต้องทำความคุ้นชินใหม่ก็ค่อนข้างน่ารำคาญ” เสียงของอวี้ฉังคงแผ่วเบาและเย็นชา กล่าวว่า “อีกอย่าง จะมองเห็นหรือไม่แล้วสำคัญอย่างไร โลกใบนี้ไม่ได้สว่างไสวเหมือนเมื่อก่อนที่ข้าเคยเห็น ในเมื่อมันมืดมิด แล้วจะต่างจากความมืดมิดในดวงตาข้าอย่างไร มองเห็นไปก็เท่านั้น!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ความเฉยเมยและดูหมิ่นโลกใบนี้ราวกับว่าเป็นคนนอก
ฉีเชียนเม้มริมฝีปาก “หรือว่าเจ้าเต็มใจให้เป็นเช่นนี้”
อวี้ฉังคงเงียบไป
“ฉังคง บนโลกใบนี้ยังมีสถานที่ที่สดใสที่เจ้าอยากจะไปอยู่เสมอ คงน่าเสียดายหากเจ้ามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้”
อวี้ฉังคง ‘มอง’ เขาด้วยสายตาว่างเปล่า “มีหรือ”
โลกของเขามืดลงตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้ว
“เจ้ามองไม่เห็น ไม่ได้หมายความมันไม่มีอยู่จริง” ฉีเชียนเม้มริมฝีปาก เอ่ยต่อว่า “อีกอย่าง หรือว่าเจ้าไม่อยากค้นหาคนผู้นั้น”
เมื่ออวี้ฉังคงได้ยินเช่นนั้นทั้งตัวของเขาก็เต็มไปด้วยไอเย็น ลุกขึ้นพลางเอ่ย “ดวงตาข้ามองไม่เห็น ไม่ขอไปส่งเจ้า”
…
หลังจากที่ฉีเชียนไปแล้ว อวี้ฉังคงยืนมือไขว้หลังอยู่หน้าหน้าต่างเป็นเวลานานราวกับว่าเวลาถูกหยุดไว้ ซื่อฟังบ่าวรับใช้เดินเข้ามาเอ่ยเสียงเบาว่า “คุณชาย ให้บ่าวเปลี่ยนกาน้ำชาให้ท่านหรือไม่ขอรับ”
“ลุงเฉียนล่ะ ให้เขามาหาข้าหน่อย”
“ขอรับ” ซื่อฟังตอบรับอย่างรวดเร็ว โค้งคำนับแล้วถอยออกไป
ไม่นานเขาก็พาชายวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบปีซึ่งมีผมหงอกเล็กน้อยตรงขมับทั้งสองข้างเดินเข้ามา
“ไยคุณชายมายืนตากลมที่หน้าต่าง ซื่อฟังเจ้าก็ไม่รู้จักปิดหน้าต่าง หากเป็นหวัดขึ้นมาจะทำอย่างไร” ลุงเฉียนเดินเข้าไป ต้องการจะปิดหน้าต่างที่แง้มอยู่
“ไม่ต้องแล้ว ดอกจินกุ้ยนี้กลิ่นหอมมาก มองไม่เห็น ได้ดมกลิ่นสักหน่อยก็ยังดี” อวี้ฉังคงหันกลับมา แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็น แต่ในใจกลับคำนวณระยะห่างระหว่างวัตถุในห้องได้ เขานั่งลงอย่างแม่นยำพลางถามว่า “ลุงเฉียนได้เข้าเฝ้าพระชายาผู้เฒ่าหนิงแล้วหรือ”
ลุงเฉียนมาอยู่ตรงหน้าเขา เอ่ยด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “เข้าเฝ้าแล้วขอรับ อาการหนาวสั่นของพระชายาผู้เฒ่าหนิงดีขึ้นมากแล้ว บ่าวได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้รุ่ยจวิ้นอ๋องได้เชิญหมอนักพรตเต๋าจากเมืองหลีมารักษา”
เมื่อซื่อฟังได้ยินเช่นนั้นก็ถามแทรกขึ้นมาว่า “พระชายาผู้เฒ่าหนิงเจ็บป่วยด้วยโรคหนาวสั่นมาหลายปีแล้ว หมอชื่อดังที่เชิญมาก็ไม่ได้น้อยไปกว่าคุณชายของเรา รักษาหายแล้วจริงๆหรือ”
“พระชายาผู้เฒ่าหนิงให้ข้าเข้าเฝ้า แล้วยังถามถึงคุณชายอีกด้วย คุณชายก็รู้ เมื่อก่อนในวันเช่นนี้พระชายาเอาแต่อยู่ในตำหนักไม่ออกไปไหน สวมเสื้อคลุมที่ทั้งหนาและหนักซ้ำยังจุดเตามังกรดินให้ความอบอุ่น แต่ตอนนี้พระชายาสวมใส่เสื้อผ้าบาง ใบหน้าแดงระเรื่อ ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก จากที่พระชายาทรงเอ่ย โรคหนาวสั่นได้รับการรักษาหายขาดแล้ว หมอนักพรตเต๋านามว่าปู้ฉิวผู้นั้นมีทักษะการรักษาที่ยอดเยี่ยมจริงๆขอรับ”
ลุงเฉียนกล่าวอย่างตื่นเต้น “พระชายาผู้เฒ่ายังบอกว่าเราสามารถไปรับการรักษาได้ คุณชาย พวกเราไปเมืองหลีกันเถอะขอรับ”
อวี้ฉังคงเอ่ย “ลุงเฉียน หลายปีมานี้ข้าถอดใจไปตั้งนานแล้ว หากรักษาให้หายได้จริง เวลาที่ดีที่สุดที่จะรักษาโรคตานี้คือตอนที่มันพึ่งเกิดขึ้น ตอนนี้ก็ผ่านมาสิบปีแล้ว”
“นั่นเป็นเพราะท่านยังไม่เคยได้พบหมอที่มีชื่อเสียงจริงๆขอรับ” ลุงเฉียนเอ่ยต่อว่า “บ่าวถามพระชายาผู้เฒ่ามาอย่างละเอียดแล้ว พระชายาตรัสว่าหมอนักพรตเต๋าผู้นั้นมีทักษะการรักษาแปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ได้ยินมาว่าเป็นวิธีของเต๋าขอรับ”
อวี้ฉังคงเงียบไป ใช้ปลายนิ้วเคาะฝาถ้วยชาเบาๆ ฟังเสียงกระทบกันที่คมชัด เอ่ย “สิบเต๋าเก้าวิชาแพทย์ เสวียนเหมินมีวิชาการรักษา แต่ลุงเฉียนอย่าลืมสิว่าตอนนั้นท่านปู่ก็เคยพาข้าไปเยี่ยมอาจารย์ของเสวียนเหมิน แม้แต่พระภิกษุของสำนักพุทธก็ยังเคยดูให้ ลองมาแล้วทุกวิธีก็ยังทำอะไรไม่ได้ไม่ใช่หรือ”
เขาหลุบตาลง ใบหน้าแฝงไว้ด้วยความเย็นชาเล็กน้อย
ตอนที่พึ่งสูญเสียการมองเห็น แน่นอนว่าเขาตื่นตระหนกและไม่เต็มใจ กระตือรือร้นที่จะหาแพทย์หรือยามารักษา เพียงแต่ว่าความหวังของเขากลายเป็นความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า นานวันเข้าเขาก็สูญเสียความมั่นใจ
หลังจากเคยชินกับการสูญเสียแสงสว่าง เขาก็สงบลงกว่าเดิม ในเมื่อคุ้นชินแล้ว ยังมีอะไรที่เขาจะรับไม่ได้อีก
เพียงแต่ว่าเสียงตีบอกเวลาในยามค่ำคืนนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน
“คุณชาย ไม่ว่าจะมุ่งหวังสิ่งใด ตราบใดที่เชื่อมั่นในสิ่งนั้นก็จะสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมได้ หมอเมื่อก่อนทำไม่ได้ เป็นเพราะคุณชายยังไม่ได้เจอหมอที่เก่งที่สุดผู้นั้น เป็นดั่งที่รุ่ยจวิ้นอ๋องกล่าว ไม่เคยพบเจอ ไม่ได้แปลว่าไม่มีอยู่จริง บ่าวคุกเข่าขอร้องคุณชายอีกสักครั้งขอรับ” ซื่อฟังคุกเข่าลงกับพื้น
ลุงเฉียนมีสีหน้าอ้อนวอนเช่นกัน “คุณชาย ซื่อฟังกล่าวถูกแล้ว หากไม่ลองจะรู้ได้อย่างไรว่ารักษาไม่ได้ เราลองสักครั้งเถิด แม้แต่โรคที่พระชายาผู้เฒ่าเป็นมาตลอดยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ บ่าวเชื่อว่าคนผู้นั้นต้องมีความสามารถอยู่พอตัวแน่นอนขอรับ!”
อวี้ฉังคง ‘มอง’ ออกไปนอกหน้าต่าง กล่าวด้วยน้ำเสียงห่างเหิน “ข้าแค่ไม่อยากผิดหวังอีกแล้ว”
ลุงเฉียนกลับเอ่ยขึ้นมาว่า “แต่ที่คุณชายเรียกหาบ่าวก็ไม่ใช่เพื่ออยากถามเรื่องสุขภาพและความคิดของพระชายาผู้เฒ่าหรอกหรือ หากคุณชายไม่กล้าลอง อีกร้อยปีข้างหน้าท่านจะกล้าไปพบท่านแม่ของท่านหรือขอรับ”
[1] ดอกจินกุ้ย ดอกหอมหมื่นลี้สีทอง
[2] เตามังกรดิน วิธีการให้ความร้อนแบบโบราณ มีอุโมงค์ไฟอยู่ใต้ดินในพระราชวังหลายแห่ง อุโมงค์ไฟมีรูอยู่ที่พื้นดิน ไฟจะถูกเผาภายนอกและความร้อนจะถูกส่งเข้าไปในบ้านผ่านอุโมงค์ไฟ
[3] เสวียนเหมิน เป็นอีกชื่อหนึ่งของลัทธิเต๋า
ตอนที่ 129: พี่หญิงใหญ่ชำนาญในการหลบหลีก
“ฮัดชิ่ว ฮัดชิ่ว”
ฉินหลิวซีจามสองครั้ง ถูจมูกพลางเอ่ยว่า “ใครกำลังแอบคิดถึงข้ากันนะ”
“ไม่ใช่ว่ามีใครคิดถึงท่านหรอก” ฉีหวงถือเสื้อคลุมเดินไปสวมให้นาง เอ่ยเตือนว่า “หลังจากเทศกาลโคมไฟแล้วอากาศจะเย็นลง หากท่านสวมเสื้อผ้าบางเพราะชอบอากาศหนาวจะเป็นหวัดได้นะเจ้าคะ”
“ไม่สิ ต้องมีคนเอ่ยถึงข้าแน่ๆ” ฉินหลิวซีเดินเข้าไปในห้อง หยิบเหรียญทองแดงสองสามเหรียญจากกระถางสามขาเล็กๆบนชั้นวาง แล้วนั่งลงคำนวณบนโต๊ะ
ฉีหวงส่ายหน้า ยืนมองอยู่ข้างๆ
นิ้วของฉินหลิวซีจิ้มบนข้อนิ้วเพื่อนับคำนวณ ไม่นานใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
“คุณหนู ทำนายออกมาไม่ดีหรือเจ้าคะ” เมื่อเห็นสีหน้านางไม่ดีฉีหวงจึงรีบถาม
ฉินหลิวซีปัดเหรียญทองแดงออกด้วยมือทั้งสองข้างแล้วหมอบลงบนโต๊ะ เอ่ยว่า “ไม่ดี ไม่ดีเอามากๆ!”
เมื่อฉีหวงได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าเคร่งขรึมทันที เอ่ย “เป็นเรื่องร้ายแรงหรือเจ้าคะ”
“อ่า เรื่องร้ายแรงหรือ ก็ไม่ขนาดนั้น” ฉินหลิวซีส่ายหน้า เอ่ยว่า “ก็แค่จะมีคนมาขอรับการรักษา ซึ่งหมายความว่าคุณหนูของเจ้าต้องทำงานหนักอีกแล้ว แค่คิดก็เหนื่อย”
ฉีหวง “…”
ทันใดนั้นก็มีลมพัดไอดำเข้ามาจากข้างนอก
ฉินหลิวซียืนขึ้นแล้วเดินออกไป ปรากฏว่าเห็นผีชายหญิงสองคนยืนอยู่ข้างนอก ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยความกังวล
“นายท่าน” ผีทั้งสองเห็นนางราวกับเป็นเสาหลักของพวกเขา แต่ก็ไม่กล้าจะบุกเข้าไปในเรือนของนาง
“มีเรื่องอะไรจึงได้กังวลเช่นนี้”
ผีชายหญิงทั้งสองตนเอ่ยว่า “พวกเราทำตามที่นายท่านกำชับ ไปตามหาวิญญาณเร่ร่อนตนอื่นในเมืองหลี ปรากฏว่ามีผีกว่ายี่สิบห้าตนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โดยมีห้าตนที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของพวกเราขอรับ/เจ้าค่ะ”
ผีก็มีอาณาเขตเป็นของตนเอง ผีสองตนนี้มีพลังมากที่สุดในบริเวณนี้ โดยปกติแล้วจะมีผีเล็กๆรวมตัวกันอยู่มากมาย แต่ตอนนี้พวกเขากลับหายไป
“นายท่าน พวกเราไม่พบร่องรอยของพวกเขาเลย เคยถามวิญญาณเร่ร่อนตนอื่นๆ แต่พวกเขาทั้งหมดบอกว่าไม่เคยเห็นผีร้ายมาก่อกวนแถวนี้ พวกเขาหายไปอย่างเงียบๆ ขอรับ” ผีผู้ชายเอ่ยพลางขมวดคิ้ว
“ใช่เจ้าค่ะ แต่พวกเราได้ข้อมูลจากผีน้อยอีกหนึ่งตนมาด้วย ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์กับนายท่านหรือไม่” ผีผู้หญิงก็เอ่ยด้วยเช่นกัน
“เขาอยู่ไหน”
ผีทั้งสองปรบมือไปทางกำแพง ทันใดนั้นผีร่างผอมบางลิ้นห้อยลงไปถึงเข่าก็ลอยมาจากบนผนัง หน้าแดงราวกับเมาเหล้า
เขาคือผีแขวนคอ
เมื่อเขาลอยมา ลิ้นยาวก็แกว่งไปมา ทนมองแทบไม่ได้
“เจ้าเก็บลิ้นสักหน่อยไม่ได้หรือ” ฉินหลิวซีหันหน้าหนีพลางเอ่ยอย่างรังเกียจ “อย่างน้อยก็ผูกเป็นปมไว้ดีกว่า ดูแลภาพลักษณ์บ้าง แกว่งไปแกว่งมา ช่างน่าเกลียด”
ผีแขวนคอ “…”
อะไรนะ ผูกลิ้นเก็บหรือ
“นาย นายท่าน…” ผีแขวนคอเลอออกมา พลังวิญญาณที่เรือนแห่งนี้รุนแรงมาก เขาดูดซับจนเริ่มมึนงง
ก็ได้ ไม่ต้องผูกลิ้นเก็บ แค่พูดลิ้นก็พันกันแล้ว
ฉินหลิวซีอดไม่ได้ ขยับนิ้วเล็กน้อย เจ้าหมอนี่ ลิ้นยาวของอีกฝ่ายถูกนางรวบขึ้นมาแล้วผูกอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจเดียวลิ้นยาวนั้นก็กลายเป็นปมรูปโบว์
ฉินหลินซีพอใจเป็นอย่างมาก “ดูดีกว่าเดิมเยอะเลย”
ผีแขวนคอแทบจะร้องไห้แล้ว ช่วยด้วย!
ผีชายหญิงมองไปที่ปมแล้วมองไปที่ฉินหลิวซี พวกเขาถอยหลังสองก้าวอย่างไม่รู้ตัว นายท่านช่างน่ากลัวจริงๆ
ผีผู้ชายตบไหล่ผีแขวนคอ “บอกให้เจ้าเก็บเจ้าก็ไม่ยอมเก็บ ต้องรบกวนให้นายท่านผูกปมให้เจ้า ยังไม่รีบขอบคุณนายท่านอีก เร็วเข้าสิ”
“อ้อ” ผีแขวนคอท่าทางกังวล สูดหายใจพยายามเก็บลิ้นยาวกลับเข้าไป แต่เมื่อดึงขึ้นมาถึงปากกลับติดปม
เขายิ่งกังวลกว่าเดิม ลิ้นยาวๆของเขาที่เป็นที่รู้จักในโลกของผีแขวนคอ ไม่สามารถเก็บเข้าได้ตามอำเภอใจแล้ว
“เจ้าบอกนายท่านไปสิว่ารู้อะไรบ้าง” ผีผู้หญิงแทบไม่อยากหันไปมอง
ผีแขวนคอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “อ่อนอ้าอี๊…”
“นายท่าน เขาพูดไม่ชัดเลย ท่านว่าหรือไม่” ผีผู้ชายเป็นคนใจร้อน เมื่อเห็นว่าผีแขวนคอไม่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนก็หันไปมองฉินหลิวซี
ท่านได้โปรดแก้ปมเถิด!
ฉินหลิวซีได้รับสายตาอ้อนวอนจากผีทั้งสามตน เช่นนี้ก็ดูดีไม่ใช่หรือ แต่เรื่องนี้สำคัญจึงยอมใช่คาถาแก้ปมให้
ทันทีที่ปมถูกแก้ ผีแขวนคอก็รีบเก็บลิ้นกลับเข้าไปทันที เอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าน้อยได้ครองพื้นที่หลุมฝังศพใกล้ๆกับยอดเขา มีอยู่คืนหนึ่งได้ยินเสียงขลุ่ยแปลกๆ ทำให้ข้ารู้สึกมึนงงเดินตามทิศทางของเสียงขลุ่ยไปพร้อมกับผีตนอื่นๆที่หลุทฝังศพ”
“ทางไหน” ฉินหลิวซีถามทันที
“ไปทางอำเภอทงเมืองชิงโจวขอรับ”
“แล้วทำไมเจ้าถึงหยุดล่ะ”
ผีแขวนคอรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย เอ่ยว่า “ข้าน้อยเดินผ่านบ้านไร่แห่งหนึ่ง บังเอิญเห็นหมูสองตัวของบ้านหลังนั้นกำลังปล้ำกัน จึงยืนดูพวกมันอยู่พักหนึ่ง”
ฉินหลิวซี “?”
ผีผู้หญิงตีหัวเขาไปหนึ่งที ทำเอาลิ้นของผีแขวนคอหลุดออกมาอีกครั้งด้วยความตกใจ “เจ้าเพ้อเจ้ออะไร เป็นเสนียดหูหมด อยากตายหรืออย่างไร!”
ผีแขวนคอรู้สึกน้อยใจเป็นอย่างมาก “ก็ข้าอยากรู้”
เป็นหมูแล้วทำเช่นนั้นไม่ได้หรือ หมูก็ต้องสืบพันธุ์เช่นกันนะ
ฉินหลิวซีถามต่อว่า “หลังจากนั้นล่ะ”
ผีแขวนคอเอ่ยว่า “จากนั้นหรือขอรับ เสียงขลุ่ยก็ดังห่างออกไป ข้าก็ฟื้นคืนสติแล้วลอยกลับมาที่หลุมศพ ตอนนั้นข้ายังสับสนว่าไปที่นั่นได้อย่างไร เมื่อพี่ชายมาถามหาจึงได้พบว่ามีผีหายไปจำนวนมาก นายท่าน ต้องเป็นเพราะเสียงขลุ่ยนั้นมีอะไรบางอย่างไม่ดีแน่ๆ เกรงว่าจะเป็นพวกนักพรตเต๋า…เอ่อ ข้าน้อยไม่ได้ว่านายท่าน ข้าหมายถึงพวกนักพรตเต๋าสายดำเหล่านั้น”
“มีอะไรอีกหรือไม่”
ผีแขวนคอส่ายหน้า
“ไปเถิด” ฉินหลิวซีถามชื่อของเขาแล้วให้ฉีหวงเผาเงินกับเทียนไปให้ ผีแขวนคอดีใจโค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทันทีที่ผีแขวนคอกลับไป ผีผู้ชายก็เอ่ยว่า “นายท่าน เสียงขลุ่ยนั้นแปลกๆที่ผีแขวนคอคิดก็มีเหตุผล เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีนักพรตสายดำคอยจับวิญญาณและทำสิ่งชั่วร้ายบางอย่าง”
“ใช่เจ้าค่ะ นายท่าน ข้าได้ยินมาว่ามีเด็กสาวในเมืองนี้จู่ๆก็เป็นลมสลบไป บางคนก็ดูเหมือนจิตหลุดเป็นบ้าไปแล้ว นายท่านขอให้ท่านมอบความเป็นธรรมด้วย” ผีผู้หญิงยังระบุอีกด้วยว่าบุตรสาวบ้านไหนเกิดเรื่องบ้าง
ฉินหลิวซีโบกมือ “ข้าอายุยังน้อย สุขภาพก็ไม่ดี วิชาไม่เก่งกาจพอ หากมีนักพรตสายดำจริงๆ จะหวังพึ่งข้าได้อย่างไร ต้องให้ศิษย์พี่เป็นคนจัดการ”
“เช่นนั้นพวกเจ้าไปอารามชิงหลานในเมืองชิงโจวเพื่อขอพบเจ้าอาวาส แจ้งข่าวนี้ให้เขาทราบ เขาจะส่งศิษย์พี่หรือไม่ก็ไปปราบนักพรตสายดำด้วยตัวเองแน่นอน และหากพวกเจ้าได้พบอาจารย์ข้าก็แจ้งให้เขาทราบด้วย”
ผีชายหญิงทั้งสองตน “?”
นี่หมายความว่าต้องการผลักเรื่องให้พ้นตัวใช่หรือไม่
“นายท่านให้พวกเราไปหรือ” ผีชายหญิงสองตนเป็นกังวลมาก พวกเขาคงไม่ถูกจับไปขัดเกลาหรือถูกส่งไปเกิดหรอกกระมัง
อารามชิงหลานมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในด้านความเที่ยงตรง
“ระยะทางไกลเป็นพันลี้ หรือว่าข้าต้องเดินไปด้วยสองขาของข้าเอง แล้วข้าก็ไม่ใช่คนของอารามนั้น อีกอย่างพวกเจ้าลอยไปลอยมาก็ไม่เหนื่อย รีบไปสิ เลี้ยงผีมาเป็นพันวัน ใช่เพียงแค่หนึ่งชั่วยาม ได้เวลาที่พวกเจ้าต้องทำงานแล้ว! หากไม่ไป ดูเหมือนว่ากำแพงนี้ต้องเปลี่ยนผีเฝ้ากำแพงแล้ว!”
อะไรนะ เปลี่ยนผีหรือ
ได้อย่างไรกัน
ผีชายหญิงสองตนรีบเอ่ยทันที “นายท่าน ไม่จำเป็นต้องรบกวนผีตนอื่น พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้”
ฉินหลิวซีพอใจเป็นอย่างมาก แยังวาดยันต์อีกหนึ่งแผ่นบนตัวพวกเขา เอ่ยว่า “เมื่อมียันต์นี้ แม้ว่านักพรตสายดำต้องการสะกดพวกเจ้า เขาจะมีอันเป็นไป”
ผีทั้งสองรู้สึกโล่งใจ หลังจากที่ยกมือขึ้นประสานก็หายไปในทันที
จากนั้นฉินหลิวซีก็กลับเข้าห้อง ฉีหวงถาม “คุณหนู ท่านจะไม่สนใจจริงๆหรือเจ้าคะ”
“ต้องสนใจอะไรอีก ข้าเป็นเพียงแค่นักพรตหญิง ร่างกายก็อ่อนแอ ไม่ไปแข่งขันเรื่องเหล่านี้กับศิษย์พี่หรอก เตรียมตัวให้พร้อม พวกเราจะออกไปเดินเล่นกัน”
ฉีหวงไม่ได้ว่าอะไร บางทีทักษะการหลบเลี่ยงคงเป็นทักษะเฉพาะตัวของอีกฝ่าย
ตอนที่ 130: ข้าเป็นนักพรตเต๋า แบบที่มีใบรับรองด้วย
อวี๋ชิวไฉเจ้าเมืองหลีดูเศร้าใจมากในชั่วไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุเป็นเพราะอวี๋อวิ๋นเตี๋ยบุตรสาวสุดที่รักของอวี๋ชิวไฉหมดสติล้มลงกับพื้น เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งดูเหมือนกับว่านางเสียสติไปแล้ว เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะแม้กระทั่งถอดเสื้อผ้าวิ่งอยู่ที่ลานอย่างบ้าคลั่งทำเอาทุกคนตกใจ ต่างก็เอ่ยกันว่าคุณหนูถูกวิญญาณร้ายครอบงำ
ฮูหยินอวี๋โกรธมาก ระงับข่าวไม่ให้คนในจวนเผยแพร่ออกไป อีกทั้งยังไปเชิญหมอมาวินิจฉัย เปลี่ยนหมอไปแล้วสามคนแต่ก็ตรวจไม่พบอะไร อย่างไรเสียคุณหนูอวี๋ผู้นี้สุขภาพแข็งแรงดี จึงพูดได้เพียงว่าสตรีร่างกายอ่อนแอจึงสั่งยากล่อมจิตและบำรุงร่างกายให้ทานแล้วจากไป
ได้ใบสั่งยาแล้ว ยาก็กินแล้ว แต่คุณหนูอวี๋ก็ไม่ดีขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งนางหยิบกรรไกรมาตัดผมตัวเอง อวี๋ชิวไฉและภรรยาต่างตกใจมาก แอบไปวัดอย่างเงียบๆ เพื่อไปขอยันต์วิญญาณมาแขวนให้นาง แล้วอาศัยตอนกลางคืนไปอารามจิ้งอันเพื่อเชิญแม่หมอมารำอัญเชิญเทพ
อย่างไรเสียคนที่เกิดเรื่องก็เป็นเด็กสาว การเชิญแม่หมอเข้าจวนนั้นย่อมไม่ดีต่อชื่อเสียงสตรี หากข่าวแพร่ออกไปจะเป็นอุปสรรคต่อการแต่งงาน ทั้งสองจึงไม่กล้าทำเป็นเรื่องใหญ่
ทำมาขนาดนี้ คุณหนูอวี๋ก็ยังไม่ดีขึ้นเลย นางผอมแห้งอย่างรวดเร็ว ฮูหยินอวี๋เป็นกังวลจนน้ำตานองหน้า เซ้าซี้ให้อวี๋ชิวไฉไปหาหมอเทวดามาทั้งวันทั้งคืน
อวี๋ชิวไฉผู้น่าสงสาร หนวดหลุดร่วงเป็นกระจุก ออกจากจวนด้วยใบหน้าอึมครึม ได้ยินมาว่าหมอหลวงตำหนักอายุวัฒนะฝีมือไม่เลวจึงไปเชิญมารักษา
“ใต้เท้า”
ทันทีที่อวี๋ชิวไฉขึ้นหลังม้ากำลังจะออกไปก็มีคนมาขวางอยู่ด้านหน้า เป็นชายหนุ่มรูปงามในชุดสีเขียว
หากเป็นเวลาปกติแล้วอวี๋ชิวไฉอาจจะหันมามองสักครู่หนึ่ง แต่บุตรสาวของเขายังคงทรมานอยู่ที่เรือน เด็กคนนี้กล้าดีอย่างไรมาหยุดเขาไว้
“เจ้าจะทำอะไร กล้าดีอย่างไรมาขวางข้า ไปให้พ้น” อวี๋ชิวไฉหยิบแส้ต้องการจะควบม้าออกไป
“บุตรสาวสุดที่รักของใต้เท้าป่วยหรือ” ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ยว่า “ข้าสามารถคลายความทุกข์ร้อนของใต้เท้าได้”
อวี๋ชิวไฉตกตะลึง หรือว่าข่าวที่ว่าบุตรสาวของเขาถูกวิญญาณชั่วร้ายครอบงำได้แพร่กระจายออกไปแล้ว
สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึม ใบหน้าที่เดิมทีแข็งกร้าวยิ่งดูมีอำนาจขึ้นกว่าเดิม ตะโกนด้วยความโกรธว่า “เจ้าเด็กสารเลวที่ไหนกล้าเอ่ยเรื่องไร้สาระต่อหน้าข้า ข้าเห็นแก่ที่เจ้ายังเด็กอยู่ ดังนั้นรีบถอยออกไปซะ มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
ฉินหลิวซีกลับไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย เอ่ยว่า “นายท่าน ชีวิตของคุณหนูอวี๋ตกอยู่ในอันตราย ไม่ว่าท่านจะปกปิดอย่างไรก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่สู้ให้ข้าลองตรวจดู อ้อ จริงสิ ข้าเป็นนักพรตเต๋าแห่งอารามชิงผิงที่ผ่านการรับรองแล้ว”
ทุกวันนี้การเป็นนักพรตเต๋าไม่ใช่ว่าแค่เข้าสำนักก็เป็นได้ ผู้ที่มีความสามารถจริงๆ เท่านั้นจึงจะได้การรับรองจากอารามเต๋า
อวี๋ชิวไฉชะงักไปครู่หนึ่ง นักพรตเต๋าหรือ
เหอะ ก่อนหน้านี้แม่หมอจากอารามจิ้งอันผู้นั้นก็เต้นรำอะไรไม่รู้มั่วไปหมด ก็ไม่เห็นว่าบุตรสาวจะดีขึ้น เห็นได้ชัดว่าสำนักเต๋าเป็นแค่พวกหลอกเอาเงิน
ไม่รอให้เขาเอ่ยค้าน ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “ใต้เท้ากำลังออกไปเชิญหมอไม่ใช่หรือ ข้าสามารถรักษาอาการป่วยของคุณหนูอวี๋ได้ เหตุใดไม่ให้ข้าลองล่ะ นอกจากนี้ใต้เท้าอย่าได้ไปเลย เกรงว่าฮูหยินของท่านคงเป็นลมอยู่” นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อว่า “แต่ว่าก็เป็นเรื่องดี ยินดีกับใต้เท้าด้วย”
น่ารำคาญ!
เจ้าเด็กผู้นี้ไม่เพียงแต่พูดจาไร้สาระ ซ้ำยังสาปแช่งฮูหยินของเขา แล้วยังมาบอกว่าเป็นเรื่องดีพร้อมทั้งแสดงความยินดีอีกด้วย?
อวี๋ชิวไฉยกแส้ขึ้นกำลังจะฟาด มีบ่าวรับใช้วิ่งออกมาจากประตูจวน เมื่อเห็นว่าเขายังอยู่หน้าประตูจวนก็ประหลาดใจและดีใจในขณะเดียวกัน วิ่งมาตรงหน้าม้าพลางเอ่ยว่า “ใต้เท้า ท่านกำลังจะออกไปหรือกลับมาแล้ว ได้เชิญหมอมาหรือไม่ขอรับ ใต้เท้ารีบเข้าจวนเถิด ฮูหยินเป็นลมไปแล้วขอรับ!”
อวี๋ชิวไฉพลันหน้าเปลี่ยนสี มองไปที่ฉินหลิวซี เจ้าเด็กผู้นั้นยิ้มกว้างราวกับดอกเบญจมาศ!
จบตอน
Comments
Post a Comment