ตอนที่ 1211: อารามชิงผิงช่างร้ายกาจและร่ำรวย
พลังชั่วร้ายที่เย็นยะเยือกราวกับใบมีดเหล็ก กลายเป็นวัวขุยที่มีเขี้ยวพุ่งเข้าโจมตีเถิงเจา แต่ถูกเครื่องรางหยกคุ้มภัยบนตัวของเขาขวางไว้ พลังล่าช้าลงเล็กน้อยแต่ยังคงไม่เปลี่ยนวิถีโจมตี พยายามจะเอาชนะเขา
อย่างไรก็ตาม เมื่อศาสตราวุธเทพมาถึง
ศาสตราวุธเทพอันแหลมคมระเบิดพลังอย่างไม่มีที่สิ้นสุดออกมา ฟาดลงไป ตัดหัวของวัวขุยที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังดุร้ายอันไร้ที่เปรียบ
วัวขุยส่งเสียงร้องแสบแก้วหู
มีวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากหัววัว มีทั้งคนแก่ เด็กน้อย บุรุษ และสตรี กระทั่งวิญญาณสัตว์ เสียงร้องโหยหวนต่างๆนานาทำให้คนใจสั่นไหว เจ็บปวดดวงวิญญาณ
ความดุร้าย ความชั่วร้าย และความขุ่นเคืองปะปนกัน ปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้า
จู้จื่อตกใจมากจนหายใจไม่ออกก่อนจะล้มลง ดวงวิญญาณออกจากร่าง
เถิงเจารีบดึงดวงวิญญาณของเขากลับคืนมาทันที พยายามดันกลับเข้าไป จากนั้นก็เอายันต์วิญญาณออกมาหลายแผ่นติดไว้ที่หน้าผากกับไหล่ทั้งสองข้างของเขา
เฉิงหยางจื่อเองก็เริ่มมีการตอบสนอง เขาร่ายคาถาด้วยมือทั้งสองข้าง ถือยันต์วิญญาณ วางค่ายอาคมในบริเวณนี้อย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณแค้นเหล่านั้นพุ่งออกไป มิเช่นนั้นหากวิญญาณแค้นพุ่งออกไป เกรงว่าผู้คนทั้งหมู่บ้านจวี่จื่อจะตกอยู่ในอันตราย
ดั่งที่ฉินหลิวซีกล่าว เขาเป็นนักพรตระดับสูงที่ก้าวเข้าสู่การบำเพ็ญขั้นสร้างรากฐานครึ่งหนึ่งแล้ว ค่ายอาคมที่วางนั้นราวกับวาดม่านอาคม มีดวงวิญญาณหนึ่งหรือสองตนต้องการจะพุ่งออกไป แต่ถูกเขาใช้แส้หางม้าเกี่ยวกลับคืนมา
ในค่ายอาคม ลมหนาวกระโชกแรง ผีโหยหวน หมาป่าเห่าหอน ราวกับนรกผีร้าย
ผีดุร้ายเหล่านั้นออกจากค่ายอาคมไม่ได้ จึงทำได้เพียงพุ่งเข้าใส่เฉิงหยางจื่อและคนอื่นๆ
นักพรตก็เป็นคน หากกลืนกินพวกเขา ก็ยิ่งเป็นการเสริมกำลังที่ดี เพราะคนที่ฝึกบำเพ็ญเช่นนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยบุญกุศลและความศรัทธา
ในชั่วขณะหนึ่ง พลังวิญญาณกับพลังผีมากมายปะทะกัน
หลังจากที่ฉินหลิวซีฟันวัวขุยแล้ว เมื่อเห็นว่ามีวิญญาณกระจายออกมา ใบหน้าของนางนิ่งราวกับน้ำ นี่คือการทำให้ตัวเองเป็นภาชนะขนาดใหญ่ที่กลืนกินดวงวิญญาณ เช่นเดียวกันกับเจดีย์ผี ใช้วิญญาณผีจำนวนนับไม่ถ้วนทำให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ หล่อหลอมกลายเป็นความชั่วร้าย เหมือนกับการหล่อหลอมอาวุธสังหารที่มองไม่เห็น
นี่คืออาวุธร้ายแรงที่ทำร้ายลูกศิษย์อันเป็นที่รักของนาง
ฉินหลิวซีเต็มไปด้วยพลังชั่วร้าย โยนศาสตราวุธเทพขึ้นไปข้างบน “ท้องฟ้าทางเหนือ เทพผู้สูงศักดิ์ จักรวาลส่องแสง ขับเคลื่อนสายฟ้าในเมฆ...ปลุกกระแสไฟ ตอบสนองทั้งห้าทิศ ทำลายสิ่งชั่วร้าย สังหารปีศาจ!”
ศาสตราวุธเทพทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หมุนวนอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสีม่วงระเบิดออกมาด้วยพลังแห่งสายฟ้าฟาด แสงสีม่วงปกคลุมท้องฟ้าสว่างจ้า ตาข่ายสายฟ้าร่วงลงมา บีบรัดวิญญาณชั่วร้ายเหล่านั้น
ฉินหลิวซีเขย่งปลายเท้ากระโดดเล็กน้อย คว้าศาสตราวุธเทพไว้ในมือ สายฟ้าสีม่วงและนางประสานเป็นหนึ่งเดียว พุ่งเข้าใส่พลังชั่วร้ายที่มองไม่เห็น
เจ้าดุร้าย เจ้าชั่วร้าย ข้าดุร้ายและชั่วร้ายยิ่งกว่าเจ้า!
คนและอาวุธรวมกันเป็นหนึ่ง
กลืนกินความชั่วร้ายนั้น
เฉิงหยางจื่อและลูกศิษย์อัญเชิญเครื่องรางออกมา กำลังจะต่อกรกับวิญญาณร้ายเหล่านั้น คิดไม่ถึงว่าการลงมือครั้งใหญ่ของฉินหลิวซีจะทำให้วิญญาณร้ายถูกบีบรัดจนแตกสลายเป็นเถ้าถ่านอยู่ในตาข่ายสายฟ้าม่วง
ทั้งสองคน “...”
ข้าไร้ประโยชน์?
เมื่อมองไปยังฉินหลิวซี พวกเขาเห็นเพียงศาสตราวุธเทพที่ทรงพลังไร้เทียมทาน ยิ่งกลืนกินพลังชั่วร้ายที่รุนแรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีพลังมากขึ้นเท่านั้น ทำเอาคนเหงื่อออกบนหน้าผาก
เฉิงหยางจื่อตะโกนเรียกปรมาจารย์ไท่เฉิงอยู่ในใจไม่หยุด พวกเราถูกหลอกแล้ว ศาสตราวุธเทพที่ปรากฏขึ้นในภูเขาเทียนก่อนหน้านี้ ได้ตกอยู่ในมือของนางแล้วจริงๆ
ศาสตราวุธเทพถอยกลับ
ท้องฟ้าแจ่มใส
ฉินหลิวซียังคงยืนอยู่ที่นั่น ทั้งตัวเต็มไปด้วยพลังชั่วร้าย ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าวิญญาณร้ายที่พวกเขาเห็นเมื่อครู่นี้เสียอีก
เฉิงหยางจื่อกับลูกศิษย์กลืนน้ำลาย
ใครจะกล้ายุ่ง
ฉินหลิวซีมองมา สายตาตกไปอยู่ที่เถิงเจา ก่อนจะเดินไปอย่างรวดเร็ว “เป็นอะไรหรือไม่”
เถิงเจาส่ายหน้า
เมื่อเจ้าโสมน้อยเห็นว่าทั้งตัวนางเต็มไปด้วยพลังชั่วร้ายอันเยือกเย็น ก็ไม่กล้าดื้อ ตอบอย่างเชื่อฟังว่า “ข้าให้เจาเจากินโสมแล้ว”
ฉินหลิวซียังคงไม่วางใจ จับมือเขามาจับชีพจร เอ่ย “ยังคงโดนเข้าเต็มๆ”
นางร่ายคาถา ขจัดพลังชั่วร้ายออกจากร่างกายของเขา จากนั้นก็ถ่ายทอดพลังวิญญาณไปให้เล็กน้อย
เถิงเจากล่าวว่า “ข้าสามารถฝึกบำเพ็ญเองได้ ท่านไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณ”
“พลังวิญญาณเล็กน้อย ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง” ฉินหลิวซีเหลือบมองจู้จื่อ กล่าวว่า “เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก เสกยันต์ตรึงวิญญาณให้เขาเถิด”
เถิงเจาตอบรับ
เฉิงหยางจื่อกับลูกศิษย์เดินมา ถามด้วยความกังวลว่า “สหายเต๋าน้อยปู้ฉิว เป็นอะไรหรือไม่ สิ่งชั่วร้ายเมื่อครู่นี้กลายร่างมาจากสัตว์ร้ายตัวนั้นหรือ”
“เช่นเดียวกันกับเจดีย์ผีซีเป่ย แต่มันใช้ความแค้นของวิญญาณเพื่อสร้างผีร้าย หากแพร่กระจายออกไป ผู้คนจำนวนมากจะกลายเป็นของบำรุงของมัน” ฉินหลิวซีกล่าวพลางเดินเข้าไปในห้องโถงบรรพบุรุษ
เฉิงหยางจื่อเดินอยู่ข้างนาง กล่าวว่า “หินสัตว์แกะสลักเหล่านี้กลายเป็นสิ่งชั่วร้าย หากไม่ได้นำมาซึ่งภัยพิบัติ ก็เป็นการหล่อหลอมปีศาจร้ายเหล่านี้ มันเอาไว้ใช้ทำอะไรกันแน่ หากคนตายไปกลายเป็นวิญญาณ กระทั่งกลายเป็นผีชั่วร้ายเช่นนี้ โลกทั้งใบจะไม่กลายเป็นเมืองผีหรือ”
ฉินหลิวซีเอ่ย “การมีอยู่ของโลกใบเล็กๆก็อาศัยทุกสรรพสิ่งไม่ใช่หรือ หากทุกสิ่งยังมีชีวิตอยู่ การมีชีวิตก็จะยิ่งใหญ่ กฎแห่งสวรรค์ย่อมมีอยู่ หากทุกสรรพสิ่งเหี่ยวเฉา ดับสลายสูญสิ้น วิถีแห่งสวรรค์ก็จะ...”
เฉิงหยางจื่อคิดถึงภาพที่ทุกสรรพสิ่งเหี่ยวเฉา ก็ขนลุกซู่ กล่าวว่า “เขามีความสามารถเช่นนี้จริงๆ หรือ”
“หากสวรรค์ต้องการช่วยตัวเอง ย่อมปราบปรามเขา ไม่ต้องพูดถึงว่าเขามีความสามารถนี้หรือไม่ เพียงแค่ทำสิ่งเหล่านี้ออกมา ท่านดูสิว่าโลกในตอนนี้วุ่นวายหรือไม่ คนฝึกบำเพ็ญอย่างพวกเราจะยังคงฝึกบำเพ็ญอย่างสบายใจได้หรือไม่”
เฉิงหยางจื่อส่ายหน้า เพียงแค่ปราบสิ่งชั่วร้ายปกป้องคุณธรรม ก็ต้องสิ้นเปลืองสมาธิกระทั่งตบะของพวกเขาไปไม่น้อย ไหนเลยจะยังฝึกบำเพ็ญอย่างสบายใจได้
ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในลัทธิเต๋าอย่างฉินหลิวซี ตบะล้ำลึก พลังจิตแข็งแกร่ง พลังวิญญาณที่ราวกับไม่มีวันเหือดแห้ง ความจริงแล้วการฝึกบำเพ็ญในโลกที่มีพลังวิญญาณน้อย นักพรตจำนวนมากเพียงแค่วาดยันต์วิญญาณสักแผ่นก็ยังต้องใช้พลังวิญญาณไปไม่น้อย แม้ว่าตัวเองจะสามารถวาดยันต์แคล้วคลาดธรรมดาทั่วไปได้โดยไม่เป็นปัญหา แต่หากเป็นระดับสูง อย่างเช่นยันต์ห้าสายฟ้า วาดเสร็จหนึ่งแผ่น ก็ต้องใช้เวลากักตัวฝึกบำเพ็ญหลายวัน ดังนั้นจึงไม่เอาออกมาใช้อย่างง่ายๆ
ไหนเลยจะเหมือนกับพวกฉินหลิวซี
เฉิงหยางจื่อเหลือบมองยันต์วิญญาณที่ติดอยู่บนตัวของจู้จื่อ แล้วมองดูกองยันต์ที่เถิงเจาเอาออกมา ค้นดูแล้วหยิบยันต์ตรึงวิญญาณออกมาหนึ่งแผ่น เสกลงไปใส่ปากของเขาโดยตรง หางตากระตุก
ยันต์วิญญาณหนึ่งปึก อารามชิงผิงช่างร้ายกาจและร่ำรวย!
ทุกคนล้วนเป็นคนในลัทธิเต๋า เหตุใดนักพรตเต๋าที่มีพรสวรรค์จึงได้ไปตกอยู่ที่อารามอื่น อารามไป๋อวิ๋นของพวกเขาไม่คู่ควรหรือ
เฉิงหยางจื่อเหลือบมองลูกศิษย์ของตังเองด้วยความรังเกียจโดยไม่ปิดบัง
ซู่หมิงก็รู้สึกอิจฉาในความแข็งแกร่งของเถิงเจาเล็กน้อย จากนั้นก็เห็นสายตารังเกียจของอาจารย์ตัวเอง รู้สึกชาอยู่ครู่หนึ่ง
ฉินหลิวซีเอ่ยต่อไปว่า “เพียงแค่จัดการกับปัญหาที่เกิดจากหินสัตว์แกะสลักเหล่านี้ก็ทำให้พวกเราสูญเสียคนและพลังไปไม่น้อยแล้ว มีหินสัตว์แกะสลักบางตัวกระทั่งแบกรับผลกรรมไว้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากำลังลากพวกเราลงไปด้วย”
ทันทีที่นางกล่าวจบก็หยุดไปครู่หนึ่ง
ใช่แล้ว หินสัตว์แกะสลักเหล่านี้จะทำให้การฝึกบำเพ็ญของนักบวชล่าช้า และสิ้นเปลืองพลังวิญญาณและจิตวิญญาณของพวกเขาด้วย เมื่อซื่อหลัวจะใช้ท่าไม้ตาย ต่อให้พวกเขาคิดอยากจะช่วย ก็คงจะมีใจแต่ไม่มีแรงแล้ว
แต่หากเพิกเฉยพวกมัน เช่นนั้นก็จะมีคนตายและทำให้เกิดหายนะขึ้นอีกมากมาย
ผู้ฝึกบำเพ็ญส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องทางโลก นั่นก็คือไม่สนใจสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปดูแลได้ แต่สิ่งที่คนทั่วไปจัดการไม่ได้ อย่างเช่นปีศาจร้ายเหล่านี้ พวกเขาต้องจัดการ
จัดการสิ่งที่คนทั่วไปทำไม่ได้ จึงจะเป็นการปกป้องคุณธรรม!
แต่ซื่อหลัวดันวางตัวเลือกดังกล่าวไว้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคุณธรรม หากจัดการก็จะทำให้ล่าช้า หากไม่จัดการพวกมันก็จะแพร่กระจายเหมือนโรคระบาดหรือสิ่งที่ปะทุออกมา
เส้นทางคุณธรรม กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ฉินหลิวซีลดสายตาลง งอนิ้วชี้ซ้าย เจ้านี่เลวมากจริงๆ!
ตอนที่ 1212: อยู่มานานแล้ว จะตายก็ไม่เป็นไร!
เมื่อเดินเข้าไปในห้องโถงบรรพบุรุษ ฉินหลิวซีเห็นหินสัตว์แกะสลักที่คลุมด้วยผ้าไหมสีแดง เนื่องจากพลังชั่วร้ายถูกกระชากออกไป หัวของหินสัตว์แกะสลักจึงมีรอยแตกร้าว แต่ยังคงมีพลังความชั่วร้ายน่ากลัวบนหินสัตว์แกะสลักตัวนั้น ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
ฉินหลิวซีเดินเข้าไป ยกผ้าไหมสีแดงขึ้น อ่านคาถาชั่วร้ายที่แกะสลักอยู่บนตัวของวัวขุยในใจ ขณะที่พลังชั่วร้ายสีดำมืดพลันแผ่ออกมา
ฉินหลิวซีวางมือลงไปบนนั้น ทันทีที่เกิดความคิด ไฟนรกก็ผุดขึ้นมา หินสัตว์แกะสลักกลายเป็นผุยผงภายใต้มือของนาง พลังชั่วร้ายหายไปในแสงไฟ
เฉิงหยางจื่อใจเต้นเร็ว
และในขณะที่หินสัตว์แกะสลักสลายไป ซื่อหลัวที่อยู่ไกลออกไปได้ลืมตาขึ้น เผยรอยยิ้มบนใบหน้านิ่งด้วยสีหน้าอ่อนโยน
ใกล้แล้ว
หลังจากทำความสะอาดกองฝุ่นนั้นแล้ว ฉินหลิวซีก็เดินออกมาจากห้องโถงบรรพบุรุษ จู้จื่อฟื้นขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ยังคงเหม่อลอยเล็กน้อย
ฉินหลิวซีให้เถิงเจาท่องคาถาสงบดวงจิตให้เขา กลุ่มคนมุ่งหน้าไปที่บ้านของวังเสี่ยวเฉวียน
ที่นั่นมีคนรายล้อมมากมาย พากันเข้าออกวุ่นวายกับการจัดการ
หลังจากที่หลายคนมาถึงแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็เข้ามาต้อนรับทันที ขณะที่กำลังจะกล่าวอะไรบางอย่าง ฉินหลิวซีก็บอกว่าได้ทำลายหินสัตว์แกะสลักไปแล้ว
“ทำลายตัวนี้ไปแล้ว พวกเราก็ยังสามารถให้ช่างหินแกะสลักขึ้นมาใหม่อีกตัวได้หรือไม่” ผู้ใหญ่บ้านรีบเอ่ยถาม “หมู่บ้านของพวกเราก็ได้บูชามาหลายสิบปีแล้ว ตอนนี้ทำลายไปแล้ว ไปอัญเชิญตัวใหม่มาบูชาต่อได้หรือไม่ขอรับ”
ฉินหลิวซีเอ่ยตอบ “การอัญเชิญเทพลงมาต้องมีความจริงใจ เทพสถิตย์ลงมาก็ต้องมีความพิถีพิถัน ขึ้นอยู่กับบุญวาสนา ตั้งแต่ที่สัตว์มงคลในห้องโถงบรรพบุรุษตัวนั้นกลายเป็นสัตว์ร้าย มันก็ได้หมดวาสนากับหมู่บ้านจวี่จื่อของพวกเจ้าแล้ว จะเชิญมาอีกก็ไม่มีแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็น”
เมื่อผู้ใหญ่บ้านได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้าผิดหวังเศร้าใจ เอ่ย “ข้าไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษแล้ว”
ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบว่า “ได้ปกป้องคนทั้งหมู่บ้าน เจ้าสามารถไปพบบรรพบุรุษได้แล้ว หากวันนี้เจ้ายืนกรานไม่ให้พวกเราเข้าไป เช่นนั้นคนในหมู่บ้านของพวกเจ้าเหล่านี้จะไม่เหลือแม้แต่คนเดียว”
ผู้ใหญ่บ้านรูม่านตาหดลง ตัวสั่นสะท้าน
น่า น่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ
ผู้ใหญ้บ้านกลืนน้ำลาย โค้งคำนับฉินหลิวซี กล่าวว่า “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยเหลือ หากไม่รังเกียจชาและอาหารบ้านๆที่นี่ ขอเชิญท่านอาจารย์ทานอาหารเย็นแล้วค่อยไปเถิด”
ฉินหลิวซีส่ายหน้า “หลังจากสวดส่งหญิงเฒ่าผู้นั้นแล้วพวกเราก็จะจากไป”
นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยิบตั๋วเงินสองใบออกมาจากถุงเฉียนคุน ยื่นไปให้ “ซื้อเสบียงอาหารแบ่งปันให้ชาวบ้านสักหน่อยเถิด”
ผู้ใหญ่บ้านตกตะลึง รับมาด้วยมือสั่นเทา คุกเข่าลงให้นางทันที โขกศีรษะคำนับสามครั้ง
เถิงเจากับซู่หมิงได้ช่วยกันสวดส่งหญิงเฒ่าวังที่มีแต่ความขุ่นเคือง ฉินหลิวซีนั่งอยู่ข้างนอกฟังเฉิงหยางจื่อพูดถึงความอยุติธรรมที่เขาได้ประสบในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
ความจริงแล้วฉินหลิวซีรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของลัทธิเต๋ามาจากพวกเถิงเจาแล้ว มีแรงกดทับลัทธิเต๋าเหมือนกับอดีตฮ่องเต้แล้ว หากจะบอกว่าไม่ได้มีเจตนาของฮ่องเต้แฝงอยู่เลย นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
“เขาช่างเป็นสุนัขต่ำช้าเสียจริง ตอนที่อยากจะฝึกบำเพ็ญเป็นอมตะคำก็ท่านเซียนสองคำก็ท่านเซียน ไม่เพียงแต่บูชาอย่างเต็มกำลัง ซ้ำยังสร้างวังลัทธิเต๋า ตอนนี้กลับปราบปรามลัทธิเต๋า เฮ้อ ก็ไม่รู้ว่าเขาไม่รู้สึกเหมือนตบหน้าตัวเองอยู่บ้างหรือ”
ฉินหลิวซีกำหมัดแน่น
เฉิงหยางจื่อกระแอมเบาๆ เอ่ย “และยังมีปีศาจร้ายคอยสร้างปัญหา ไม่สงบสุขมาสองปีติดกัน ราษฎรมีความขุ่นเคืองในใจ ย่อมเชื่อโดยปริยาย”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ลำบากบรรดาสหายเต๋าแล้ว”
เฉิงหยางจื่อกล่าวเตือนว่า “คำพูดนี้ของเจ้าเหยียดหยามคนรุ่นเก่าอย่างข้าแล้ว กอบกู้โลก ไม่เคยเป็นเรื่องของนักพรตคนใดคนหนึ่งหรืออารามใดอารามหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่คนฝึกบำเพ็ญรุ่นข้าไม่อาจมองข้ามได้ หากรักตัวกลัวตาย เช่นนั้นหัวใจเต๋าก็จะไม่ก้าวไปข้างหน้าตลอดไป”
“วางใจเถิด เขาจะไม่สามารถแสดงพลังได้อีกต่อไปแล้ว”
ทันทีที่ฉินหลิวซีกล่าวเช่นนี้ เฉิงหยางจื่อกับนางก็มองหน้ากัน ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
ล้วนเป็นคนที่สังเกตดวงดาวเป็น ย่อมรู้ว่าที่นางกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอะไร
ลมกระโชกแรง นำพาความหนาวเย็นมาด้วย
“ลมพัดแล้ว” เฉิงหยางจื่อสูดหายใจ
ปลายฤดูใบไม้ร่วงเดือนสิบ ลมพัดแล้ว
หลังจากกล่าวลาเฉิงหยางจื่อและลูกศิษย์ ฉินหลิวซีก็ได้พาเถิงเจาเดินทางไปทั่วต้าเฟิงอีกครั้ง พวกเขากลายเป็นแขกประจำของเส้นทางหยิน
ทันทีที่ได้รับข้อความจากเฟิงซิวกับปรมาจารย์ไท่เฉิง นางก็ไปทำลายหินสัตว์แกะสลักเหล่านั้นด้วยตัวเอง พลังของศาสตราวุธเทพก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อำนาจก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
และความรู้ใจของมันกับฉินหลิวซีก็เริ่มเข้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ อาวุธและคนเป็นหนึ่งเดียวกัน ปีศาจร้ายมากมายสั่นสะท้าน
ในฤดูหนาวเดือนสิบสอง ดาวฮ่องเต้มืดมน
ฉินหลิวซีสิ้นสุดการตระเวนสอนนอกสถานที่ ให้พวกเถิงเจากลับอารามชิงผิง ครึ่งปีมานี้พวกเขาได้ปลดปล่อยคนและผีไปไม่น้อย และได้รับบุญกุศลกับพลังศรัทธามากมาย แต่ละคนล้วนได้รับประโยชน์ วิชาเต๋าและวิชาแพทย์ของเถิงเจาก็แข็งแกร่งมานานแล้ว ตบะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ตัวนางเองยิ่งรวบรวมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับอาวุธวิเศษที่กำลังจะหลุดออกจากฝัก รอที่จะแสดงอำนาจ
“เจ้าเป็นศิษย์ของข้า และเป็นเจ้าอาวาสน้อยอารามชิงผิง เจ้าอาวาสคนต่อไป หากข้าไม่อยู่ เจ้าจะเป็นคนตัดสินใจเกี่ยวกับอารามชิงผิงทั้งหมด คอยดูแลรักษาอาราม ดาวฮ่องเต้มืดมนใกล้จะร่วงลงแล้ว ปีต่อไปของต้าเฟิงจะยิ่งยากลำบากกว่าปีนี้ จะรักษาความรุ่งเรืองของอารามชิงผิงได้อย่างไรล้วนขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว สิ่งที่ข้าเคยบอกกับเจ้าเมื่อก่อนหน้านี้ จำได้หมดแล้วใช่หรือไม่ นอกจากนี้ข้าได้ดูดวงชะตาของเจ้า ดวงชะตาของเจ้ากำหนดให้มีศิษย์เพียงคนเดียว ในภายภาคหน้าหากเป็นอาจารย์แล้ว ต้องจำสิ่งที่อาจารย์สอน ใครที่ทรยศอารามข้า ต้องถูกลงโทษประหาร!”
เถิงเจาขมวดคิ้ว “ท่านจะไปไหน”
“ข้าต้องกลับไปกักตัวฝึกจัดวางค่ายอาคมที่สถานที่ตั้งซากอารามชิงผิงเดิม” ฉินหลิวซีก็ไม่ได้ปิดบังเขา เอ่ยอย่างจริงใจว่า “ดังนั้นความรุ่งโรจน์ของอารามชิงผิงต้องพึ่งพาเจ้าให้สืบต่อไปแล้ว จำไว้ อารามชิงผิงต้องจุดธูปที่ใหญ่ที่สุด หล่อหลอมร่างทองที่แวววาวที่สุด”
เจ้าโสมน้อยก้มศีรษะ ยกเปลือกตาเหลือบมองนาง เศร้าใจเป็นอย่างมาก
เถิงเจาสีหน้าเย็นชา “ท่านกำลังจะปล่อยทุกอย่างทิ้งกลางทาง”
“พูดจาเหลวไหล เปล่าเสียหน่อย” ฉินหลิวซีไม่มองเขา “ดาวฮ่องเต้กำลังจะร่วง ข้าก็แค่ไปดูความครึกครื้นเท่านั้น”
เถิงเจาแสยะยิ้ม คนหลอกลวง
เมื่อฉินหลิวซีเห็นท่าทางไม่เชื่อของเขา เอ่ยในใจว่า ‘เด็กน้อยรักสันโดษได้เติบใหญ่แล้ว หลอกเขาไม่ได้แล้ว’
นางจึงมองไปยังเจ้าโสมน้อย กล่าวว่า “เจ้าอยู่เป็นเพื่อนเจาเจาเถิด สหายที่ดี ไม่ทอดทิ้งกัน”
เจ้าโสมน้อยยื่นรากโสมที่ใหญ่เท่าหัวแม่มือให้อย่างเงียบๆ “ไม่ได้บอกว่าจะปรุงยาหรอกหรือ สิ่งที่ดีที่สุดอยู่นี่แล้ว”
ฉินหลิวซีรับมา รับรู้ได้ว่ารากโสมนั้นมีต้นกำเนิดโสมของมันอยู่ด้วยเล็กน้อย กล่าวว่า “ตั้งใจฝึกบำเพ็ญให้ดี”
นางหันหลังแล้วเข้าไปในความว่างเปล่า ก่อนจะหายตัวไป
ทันทีที่นางจากไป ทั้งสองคนก็ทรุดตัวลง ราวกับลูกสุนัขน่าสงสารที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง
หนูทองส่งเสียงแหลม
เจ้าโสมน้อยเอ่ยว่า “พวกเรากลับกันเถิด วันนั้นยังไม่มาถึง”
เถิงเจาเม้มริมฝีปาก กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ข้าจะไม่เชื่อฟังนาง”
เฝ้าอารามอะไรกัน เขาไม่ทำหรอก นางไปไหนเขาก็จะไปด้วย เมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ ต่อให้เขาถูกตีจนตายก็จะตามไป
“หากเจ้าขัดคำสั่ง ไม่กลัวจะถูกนางไล่ออกจากอารามหรือ”
เถิงเจาสีหน้าเย็นชา “ราษฎรเดือดร้อน คนฝึกบำเพ็ญอย่างพวกเราจะมัวดูอยู่เฉยๆได้อย่างไร ข้าแค่ทำตามหัวใจเต๋า ไม่ถือว่าทรยศสำนัก ไม่เชื่อฟังอาจารย์”
เจ้าโสมน้อยฉีกปากยิ้ม “ช่างบังเอิญจริงๆ ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เมื่อถึงเวลาพวกเรามากบฏด้วยกัน”
มีชีวิตอยู่มานานแล้ว จะตายก็ไม่เป็นไร หลังจากนี้อีกพันปีก็ยังจะเป็นโสมที่ดีเหมือนเดิม!
ตอนที่ 1213: ใจคนพังทลาย
หิมะตกหนักมาก
เมืองอันซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงเพียงหนึ่งร้อยลี้ มีสนามประลองสัตว์ที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงของชนชั้นสูง ในอดีตสนามแห่งนี้เพียงแค่ประลองสัตว์ แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ได้กลายเป็นการประลองคน ล้วนเป็นทาสที่ซื้อมาจากพ่อค้าทาส หรือผู้ลี้ภัยที่หมดทางไปเนื่องจากภัยพิบัติจึงเต็มใจที่จะขายตัวเอง
ผู้ที่มาเที่ยวเล่นที่นี่ล้วนเป็นจอมเสเพลในเมืองหลวง นับตั้งแต่ที่ฮ่องเต้ป่วยนอนอยู่บนแท่นบรรทมมังกรจากการประสบเหตุแผ่นดินไหวตอนทำพิธีบวงสรวงเมื่อปีที่แล้ว หลังจากดูแลรักษามาเกือบครึ่งปี ในที่สุดก็สามารถนั่งพิงหัวเตียงได้แล้ว แต่กลับยังไม่สามารถลุกเดินได้ กระทั่งไม่สามารถนั่งนานได้ เมื่อนั่งเป็นเวลานานก็จะปวดเอว
ด้วยเหตุนี้ เขาดูเหมือนยังมีความหวัง แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่เคยลุกขึ้นยืนได้เลย ความจริงแล้ว ได้รู้ข่าวลือภายในว่าฮ่องเต้ไม่เชื่อเรื่องสิ่งชั่วร้าย อยากจะลุกขึ้นมาเดิน ปรากฏว่าเพียงแค่หนึ่งก้าวก็เกือบจะล้มลงคลานอยู่บนพื้น แม้ว่าจะมีคนคอยพยุงอยู่ก็ตาม
หลังจากความอับอายครั้งใหญ่ ฮ่องเต้ก็โกรธจัด ตัดศีรษะหมอหลวงสองคน กระทั่งขันทีกับนางกำนัลที่รับใช้อยู่ต่อหน้าฮ่องเต้ก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปกี่คนแล้ว
และตลอดทั้งปีนี้ เพื่อให้จิตใจของบรรดาข้าราชบริพารและราษฎรสงบลง ฮ่องเต้ได้ปรากฏตัวในราชสำนัก แต่แทบจะนับครั้งได้เลย ซ้ำยังเพียงแค่นั่งลงชั่วครู่เท่านั้น ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็ออกจากราชสำนัก
เรื่องพระวรกายมังกรของฮ่องเต้ แม้ว่าสำนักหมอหลวงจะแก้ไขสูตรยาและทำการฝังเข็ม ซ้ำยังหาท่านหมอมีชื่อเสียงมากมายเข้ามารักษาในวัง แต่ก็ไม่สามารถทนต่อความจริงอันโหดร้ายที่ว่าพระองค์อายุมากขึ้นเรื่อยๆ และพระวรกายมังกรของพระองค์ก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ
ด้วยเหตุนี้อารมณ์ของฮ่องเต้จึงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ชีวิตของหมอหลวงในสำนักหมอหลวงจึงแขวนอยู่บนเส้นด้าย นางกำนัลและขันทีที่ปรนนิบัติอยู่ในห้องบรรทมก็เสียชีวิตทุกวัน และในราชสำนักก็มีขุนนางที่ถูกยึดทรัพย์เนรเทศอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าจะเป็นการกล่าวโทษโดยไม่มีมูลเหตุก็ตาม
อารมณ์ของฮ่องเต้ไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังจากที่แต่งตั้งรัชทายาท
รัชทายาทได้กลายเป็นเสี้ยนหนามในสายตาของฮ่องเต้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อเห็นร่างกายที่แข็งแรงและใบหน้าที่มีชีวิตชีวาของเขา ไม่มีอะไรที่ไม่ขัดหูขัดตา มีความสงสัยอยู่มากกว่าความไว้วางใจในตัวรัชทายาท หากไปมาหาสู่กับขุนนางอยู่บ่อยๆก็จะทำให้ฮ่องเต้สงสัยว่ากำลังจัดตั้งพรรคเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว คิดว่าคนเหล่านี้จะแอบรอการตายของตนหรือไม่
ด้วยเหตุการณ์แต่ล่ะอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางระดับสูงหรือบุคคลตำแหน่งเล็กๆที่ไม่ได้โดดเด่น ล้วนประพฤติตัวความความระมัดระวัง กลัวว่าจะไปพบช่องโหว่จนทำให้กลายเป็นเป้าหมายของดาบ บรรดาผู้มีอำนาจในเมืองหลวงต่างก็พากันควบคุมลูกหลานในตระกูล อย่างไรเสียตอนนี้ฮ่องเต้ก็เป็นบ้าไปแล้ว ส่งขุนนางเนรเทศออกไปเป็นว่าเล่น หากโดนเข้าจะพังพินาศทั้งตระกูล
เมื่อมีข้อจำกัด แหล่งความบันเทิงของคนในเมืองหลวงจึงตกต่ำลง ประการแรกเป็นเพราะภัยพิบัติสองปีติดต่อกัน ถุงเงินของทุกคนขัดสนเล็กน้อย โดยเฉพาะพระคลังหลวงว่างเปล่า มีสงครามเกิดขึ้นที่ชายแดนบ่อยครั้ง กองทัพทหารต้องการเสบียงอาหาร กรมพระคลังกำลังกังวลว่าไม่มีที่ทำเงิน แต่เจ้ากลับเอาเงินไปละเล่นบันเทิงใจ รังเกียจว่ามีจุดอ่อนไม่ใหญ่พออีกหรือ
เพื่อไม่ให้กรมพระคลังมีโอกาสเอาจุดอ่อนไปฟ้อง แต่ละตระกูลจึงตัดค่าใช้จ่ายบุตรชายจอมเสเพลอย่างโหดเหี้ยม เมื่อไม่มีเงินก็มีข้อจำกัด จึงไม่สามารถไปเที่ยวเล่นได้แล้วไม่ใช่หรือ
แต่เมื่อคนหลงระเริงไปแล้ว โดยเฉพาะจอมเสเพลที่รู้จักเที่ยวเล่น จะอดทนเป็นเด็กน้อยเชื่อฟังอยู่แต่ในจวนได้อย่างไร หากเล่นในเมืองหลวงอย่างอิสระไม่ได้ ที่เมืองใกล้เคียงก็ทำไม่ได้หรือ
ดังนั้นสนามประลองสัตว์ในเมืองอันจึงไปเข้าตาพวกเขา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ก่อนหน้านี้ที่นี่คือสนามประลองสัตว์ ตอนนี้เป็นสนามประลองคน นี่จะไม่น่าสนใจกว่าสัตว์อีกหรือ
สำหรับชีวิตคนนั้น ก็แค่คนชั้นต่ำ ไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเขา
ในโลกที่วุ่นวาย สิ่งที่มีค่าน้อยที่สุดคือชีวิตคน
หิมะตกหนักทบกันหนาเตอะ
ฉินหลิวซีมองดูเด็กวัยต่างๆที่อยู่ในกรงด้านล่าง พวกเขาราวกับลูกสัตว์ที่เรียนรู้ที่จะหาอาหารเป็นครั้งแรก เผยเขี้ยวเล็บและวิธีการของตัวเองอย่างดุร้าย โจมตีสิ่งมีชีวิตเดียวกันที่อยู่รอบตัวอย่างต่อเนื่อง
ในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความดุร้าย โจมตีตามสัญชาตญาณ ไม่กล้าหยุดแม้แต่นิด เพราะหากหยุดพวกเขาก็จะล้มลง ราวกับสุนัขตายตัวหนึ่งที่ถูกลากไปทิ้งในหลุมศพหมู่ กลายเป็นอาหารของสัตว์ป่า
พวกเขาต้องมีชีวิตอยู่ และหากอยากมีชีวิตอยู่ ก็ต้องโหดเหี้ยม
ฉินหลิวซีหลับตาลงเบาๆ ข้างหูมีวิญญาณร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด วิญญาณแค้นลอยไปรอบๆ แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าใกล้นาง ล้วนหลบอยู่ไกลๆ
ใช่แล้ว ในที่ที่คนธรรมดามองไม่เห็น สนามประลองแห่งนี้เต็มไปด้วยวิญญาณขุ่นเคืองจำนวนนับไม่ถ้วน รวมถึงเด็กและผีใหม่เหล่านั้น พลังหยินพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า พลังเลือดชั่วร้ายสีแดงราวกับหยดเลือดทะลักออกมา
แต่จอมเสเพลที่แต่งตัวดีเหล่านั้นกลับไม่รู้เรื่องนี้เลย พวกเขาสวมเสื้อคลุมหนาๆ กำหมัดแน่น จ้องมองไปยังสนามประลองด้วยดวงตาแดงก่ำ ร้องตะโกนอย่างตื่นเต้นเมื่อคนของตัวเองโจมตี กำหมัดแยกเขี้ยว
พวกเขาไม่ได้รับรู้ถึงวิญญาณแค้นที่ติดตามอยู่รอบตัวแม้แต่นิด
เลือดเนื้อกระเด็น จิตใจคนพังทลาย
แม้จะเห็นเด็กๆเหล่านั้นสูญเสียความเป็นคน แต่นักพนันที่ตะโกนชื่นชมเสียงดังยังคงรู้สึกว่าไม่เพียงพอ ส่งเสียงคำรามออกมาจากลำคอ แทบจะลงไปต่อสู้ในสนามประลองแทนสัตว์ร้ายที่พวกเขาเลือก ยิ่งกว่านั้นบางคนเสียสติ ต่อยตีดุด่าคนที่อยู่รอบตัว
ฉินหลิวซีสายตาเย็นชา มองไปยังหินสัตว์แกะสลักสีแดงเข้มในสนามประลอง กลิ่นไอความชั่วร้ายที่รุนแรงปะทุออกมาไม่หยุด วิญญาณขุ่นเคืองในสนามประลองสัตว์ก็ดุร้ายเช่นกัน บางตนถึงกับบีบคอคนเป็นที่อยู่รอบตัว
พลังชั่วร้ายสีแดงเลือดหมุนวนอยู่รอบเกล็ดหิมะ ทุกคนราวกับเป็นบ้า ส่งเสียงคำราม กรีดร้อง อารมณ์รุนแรง
นางเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหินสัตว์แกะสลัก ปีศาจเลือดที่มีร่างกายเป็นมนุษย์ หัวสัตว์ที่ก่อตัวจากพลังเลือดพุ่งเข้าหานาง
หวึ่ง
ศาสตราวุธเทพตกลงมาจากท้องฟ้า ส่งเสียงดาบดังกึกก้อง ฟันไปที่ปีศาจเลือด พลังศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นแสงสีทอง ห่อหุ้มมันไว้ กลืนกินทีละน้อย
หินสัตว์แกะสลักกลายเป็นผงภายใต้เงื้อมมือของฉินหลิวซี
ในสนามเกิดความวุ่นวาย
จอมเสเพลเหล่านั้นที่เดิมทีร้องตะโกนให้ฆ่ากันก็ไม่รู้ว่าเห็นอะไร ส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าสังเวช คุกเข่าลงขอความเมตตา ท่าทางบ้าคลั่ง
ฉินหลิวซีถือศาสตราวุธเทพที่กลืนกินพลังเลือดชั่วร้ายทั้งหมดไว้ในมือ มองดูดาบสีแดงทองของมันด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความรังเกียจ
ดาบทำลายล้างรู้สึกน้อยใจเป็นอย่างมาก เดิมทีมันถูกออกแบบมาให้ใช้เช่นนี้ ตอนนี้กลับรังเกียจมัน?
ฉินหลิวซีถือมันไว้ในมือ ใส่พลังวิญญาณกลางอากาศ ใช้วิญญาณดาบวาดยันต์ พลังวิญญาณเข้าสู่ยันต์ ผสมกับพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไร้ขีดจำกัด แสงสีทองอันสุกใสปรากฏขึ้นทั่วทั้งสนามประลอง วิญญาณขุ่นเคืองชั่วร้ายต่างส่งเสียงกรีดร้อง กลายเป็นสะเก็ดดาวหายไปในแสงสีทอง
ในสนามสงบลง มีบางคนได้สติขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
ฉินหลิวซีเปิดกรงที่อยู่กลางสนาม เด็กๆที่อยู่ข้างในนั่งลงอย่างมึนงงราวกับสูญเสียวิญญาณ มือทั้งสองข้างของนางร่ายคาถาเสกไปบนตัวของพวกเขา ไม่นานก็มีเด็กกระโดดลงจากเวทีแล้ววิ่งหนีออกไปข้างนอก
เด็กที่อายุเพียงสี่ห้าขวบเกือบจะถูกชนหล่นจากเวที ฉินหลิวซีรับเขาไว้ ก้มลงมองใบหน้าสกปรกที่เปื้อนเลือด ดวงตาทั้งสองข้างทั้งมืดมนและสดใส
นางจับมือของเขา กล่าวหนึ่งประโยคก่อนจะจากไปอย่างสง่างาม
เด็กคนนั้นมองดูนางหายไปก่อนที่จะก้มศีรษะลง เม้มริมฝีปากแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หากอยากมีชีวิตอยู่ ก็ไปที่ซีเป่ยเถิด
ผู้ที่เหมือนกับเทพเซียนผู้นั้นกล่าวเช่นนี้
1. หนึ่งเค่อ สิบห้านาที
ตอนที่ 1214: ถึงเวลาราชวงศ์ล่มสลายแล้ว
ฉินหลิวซีได้ทำลายสนามประลองสัตว์อันชั่วร้ายนั่นแล้ว และคนชั่วที่อยู่เบื้องหลังก็ถูกนางแขวนคอไว้บนเสาที่ถูกทำลาย ตัวอักษรขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางสายลม
ผู้ที่เหยียบย่ำชีวิตผู้อื่น สวรรค์ไม่ปล่อยไว้
คนเหล่านั้นเสียชีวิตอย่างสยดสยอง ราวกับโดนวิญญาณเอาชีวิตไป แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นฝีมือใคร และไม่กล้าตรวจสอบ เนื่องจากสนามประลองสัตว์ถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดี ขอถามหน่อยว่าใครในใต้หล้านี้ที่สามารถรื้อถอนสนามแห่งหนึ่งจนเหลือแต่ซากได้ในชั่วข้ามคืนโดยไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย
แทนที่จะเชื่อว่าเป็นฝีมือของคน ไม่สู้ว่าเป็นการลงโทษของสวรรค์จะดีกว่า มิเช่นนั้นความสามารถที่คาดเดาได้ยากราวกับภูตผีปีศาจเช่นนี้ จะเป็นฝีมือใคร
เมื่อข่าวเกี่ยวกับสนามประลองสัตว์ในเมืองอันไปถึงเมืองหลวง ฉินหลิวซีก็ได้ปรากฏตัวในห้องตำราของเสนาบดีลิ่นในเมืองหลวง
เมื่อเสนาบดีลิ่นพบนาง ก็รู้ว่าเรื่องสนามประลองสัตว์ในเมืองอันนั้นเป็นฝีมือของใคร
ไม่ใช่นางก็ไม่มีใครอื่นแล้ว
นับตั้งแต่ลงเรือลำเดียวกัน ใบหน้าของเสนาบดีลิ่นก็แก่ชราลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะสองปีนี้ยิ่งกังวลจนผมเปลี่ยนสีขาวไม่น้อย เมื่อเห็นฉินหลิวซีก็รู้สึกเต็มไปด้วยความน้อยใจ
แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้ เขาก็ไม่มีเวลามาน้อยใจ เพียงแต่ขมวดคิ้วพลางถามว่า “เหตุใดท่านจึงได้มาที่เมืองหลวง หรือว่าได้ยินข่าวลือ”
“ข่าวลือที่ว่าหมายถึงฮ่องเต้สุนัขเฒ่าผู้นั้นต้องการอยากจะให้ข้าต่อชีวิตให้เขาหรือ”
อาการของฮ่องเต้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้มานานแล้ว ซ้ำยังรู้สึกว่ารัชทายาทขัดหูขัดตาไปเสียทุกเรื่อง แต่รู้สึกดีกับบุตรชายคนอื่นๆขึ้นมา อย่างเช่น อดีตรัชทายาทที่ถูกปลด เขาถือโอกาสที่ถูกเรียกตัวเข้าไปพบในวังบอกกับฮ่องเต้เกี่ยวกับวิชาแพทย์อันล้ำเลิศของฉินหลิวซี
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ ฮ่องเต้ก็นึกขึ้นมาได้หลายเรื่อง เมื่อตรวจสอบก็พบว่าฉินหลิวซีได้ช่วยคนในเมืองหลวงรักษาโรคและขับไล่วิญญาณชั่วร้ายไปไม่น้อย
ฮ่องเต้รีบส่งคนไปตามหาฉินหลิวซีในเมืองหลีทันที ไม่ว่าวิชาแพทย์ของนางจะทำให้เขาดีขึ้นได้หรือไม่ เขาก็จะลองดูสักตั้ง
กล่าวคือฉินหลิวซีเป็นคนในลัทธิเต๋า ทำงานรับเงิน เมื่อเสร็จธุระก็จากไป ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจเหล่านี้มากนัก มิเช่นนั้นบรรดาผู้มีอำนาจที่เคยได้รับน้ำใจจากนางเหล่านี้ หากจับมัดรวมกัน ก็ไม่รู้ว่าจะทำเรื่องอะไรออกมาได้บ้าง
สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือฉินหลิวซีได้จัดตั้งเรือกบฏลำใหญ่ขึ้นลับหลังเขาจริงๆ ผู้คนที่นางลากขึ้นเรือลำนั้นล้วนเป็นข้าราชบริพารชั้นสูงและผู้มีอำนาจที่เคยได้รับน้ำใจจากนาง
เขายิ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการบาดเจ็บของเขาที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ก็เป็นฝีมืออันชั่วร้ายของฉินหลิวซี
“ในเมื่อท่านรู้ทุกอย่างแล้ว เหตุใดจึงยังมาที่นี่” เสนาบดีลิ่นขมวดคิ้วพลางเอ่ย “พระวรกายของฮ่องเต้ตอนนี้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ อารมณ์ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ท่านอย่าเข้าไปยุ่ง เดี๋ยวจะโดนลูกหลง โดยเฉพาะในปีนี้ที่เขาได้ปราบปรามลัทธิเต๋าไปจำนวนมาก หากจัดการได้ไม่ดีก็จะเดือดร้อนไปถึงอารามชิงผิงที่อยู่ข้างหลังท่าน”
จากที่สืบทอดต่อกันมา เขาเชื่อว่าฮ่องเต้ก็จะเหมือนกับอดีตฮ่องเต้ที่จะปราบปรามลัทธิเต๋าอย่างหน้ามืดตามัวเพราะเอาความโกรธไปลงกับลัทธิเต๋า
“วางใจเถิด เขารอไม่ถึงวันนั้น” ฉินหลิวซีมองออกไปนอกหน้าต่าง ดาวดวงนั้นมีเพียงแสงริบหรี่ แทบจะมองไม่เห็นแล้ว
และที่นางกล่าวเช่นนี้ก็เพราะคนที่ฮ่องเต้ส่งไปตามหานางล้วนถูกนางกลั่นแกล้ง พวกเขาไม่มีทางหาอารามชิงผิงเจอ และยิ่งไม่สามารถเชิญนางไปได้
เขาไม่เพียงแต่ปราบปรามลัทธิเต๋า ซ้ำยังสงสัยในลัทธิเต๋า แล้วต้องการให้คนในลัทธิเต๋ารักษาโรคให้เขา ฝันไปเถิด คิดว่านักพรตโมโหไม่เป็นหรือ
เมื่อเสนาบดีลิ่นได้ฟังคำพูดนี้ของนางก็ใจเต้น เอ่ย “จากที่ท่านกล่าวมา หรือว่าจะเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์แล้ว”
การที่พูดคุยกับฉินหลิวซี เขาไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย เขารู้ว่าคำพูดนี้ไม่มีทางไปถึงหูบุคคลที่สาม
ฉินหลิวซีเอ่ยตอบ “ถึงเวลาแล้ว ผู้ที่อยากจะมีชีวิตอยู่ หากยังมีลมหายใจต่อไป ก็มีแต่จะทำให้มีคนตายมากขึ้น”
ตั้งแต่ขุนนางระดับสูงไปจนถึงนางกำนัลและขันทีที่ต่ำต้อยที่สุดในสายตาของคนผู้นั้น มีใครบ้างไม่ใช่คน แต่เมื่อต้องอยู่ข้างกายฮ่องเต้ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ พวกเขาล้วนหวาดหวั่น ถือว่าทุกวันล้วนเป็นวันที่ได้ใช้ชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อเสนาบดีลิ่นได้ฟังดังนั้นก็สงบลง เขาก็รู้สึกว่าเห็นแก่สมควรแล้ว ความจริงแล้วในปีนี้สิ่งที่พวกเขาแอบทำกันอย่างลับๆ ได้ก่อตัวจากน้ำหยดเล็กๆ กลายเป็นลำธารขนาดย่อม จนน้ำเต็มล้นออกมา
ราชวงศ์ล่มสลาย พวกเขารอมานานแล้ว
ล้วนเป็นคนลงเรือลำเดียวกันทั้งหมด เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้กำลังจะทำเรื่องเลอะเลือน ต้องการจะใช้อดีตรัชทายาท รวมถึงพระองค์กับตระกูลโจวก็มีความคิดไม่ดีที่อยากจะดึงฉินหลิวซีเข้ามา เช่นนั้นก็อย่าโทษที่พวกเขาไม่เกรงใจ
เสนาบดีลิ่นคิดอย่างรวดเร็ว ฮ่องเต้กำลังจะสวรรคต แต่จะสวรรคตอย่างไรนั้นยังเป็นคำถาม รัชทายาทจะต้องสะอาดบริสุทธิ์ ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์มังกรอย่างราบรื่น
“ท่านเสนาบดีขอรับ”
น้ำเสียงเร่งรีบและตื่นตระหนกดังขึ้นจากข้างนอก
เสนาบดีลิ่นกล่าวว่า “มีเรื่องใดจึงได้ตื่นตระหนกเช่นนี้”
“เมื่อครู่นี้วังตะวันออกได้ส่งข้อความมาว่าพระชายาของรัชทายาทสิ้นแล้ว องค์รัชทายาทกำลังคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักรักษาพระวรกายเป็นการขออภัยที่ไปล่วงเกินฮ่องเต้ขอรับ”
ฉินหลิวซีตกตะลึงเล็กน้อย ถอนหายใจ สุดท้ายนางก็ไม่ได้ใช้นกกระเรียนกระดาษตัวนั้น
เมื่อเสนาบดีลิ่นได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้น มองไปยังฉินหลิวซี มีความโกรธอยู่ในแววตา ที่มากไปกว่านั้นคือรู้สึกหมดปัญญา
อำนาจของฮ่องเต้อยู่เหนือสิ่งอื่นใด
ผู้คุมอำนาจต้องการให้ใครตาย นางก็ต้องตาย
“ข้าจะไปดูสักหน่อย” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “พวกท่านก็เริ่มการเคลื่อนไหวเถิด อย่าปล่อยให้สุนัขเฒ่าตัวนั้นมีโอกาสบ้าคลั่งอีก”
เสนาบดีลิ่นพยักหน้า มองดูนางหายตัวไปกลางอากาศ สูดลมหายใจเข้าลึก เรียกคนสนิทให้ไปส่งข่าว
พวกเขาก็ต้องเตรียมการเช่นกัน
วังตะวันออกได้แขวนโคมขาวแล้ว มีเสียงร้องระงม
ฉินหลิวซีปรากฏตัวในวังตะวันออก ใช้คาถาพรางตัวเข้าไปในตำหนักบรรทมโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง
มู่จิ่นได้สวมชุดคนตายแล้ว ใบหน้าได้ถูกตกแต่งเล็กน้อย มือทั้งสองข้างวางบนหน้าท้อง ดูท่าทางสงบ
แต่ดวงวิญญาณของนางไม่ได้อยู่ที่นี่
ฉินหลิวซีร่ายคาถา ออกไปจากวังตะวันออก ไม่นานก็หาตัวนางพบ
นางยืนอยู่ข้างหลังฉีเชียน มองดูเขาคุกเข่าอยู่หน้าประตูตำหนัก
ฉินหลิวซีมายืนอยู่ข้างนาง มู่จิ่นทั้งประหลาดใจทั้งดีใจ กล่าวว่า “ท่านอาจารย์ เหตุใดจึงได้มาอยู่ที่นี่”
“สุดท้ายเจ้าก็เลือกที่จะตายอย่างมีความสุข” ฉินหลิวซีเห็นว่าบนร่างของนางไม่ได้มีพลังขุ่นเคืองหรือความไม่เต็มใจใดๆจึงรู้ว่านางเต็มใจที่จะตาย
มู่จิ่นตกตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ย “ใช้ตัวข้าสนับสนุนเขา และสนับสนุนตระกูลมู่ คุ้มค่าแล้ว”
“แล้วตัวเจ้าล่ะ แล้วบุตรเจ้าล่ะ”
มู่จิ่นกล่าวว่า “คำพูดของท่านอาจารย์ยังนับอยู่หรือไม่ หากไม่นับแล้ว ยาล้ำค่าแก้พิษร้อยชนิดเม็ดนั้น ก็สามารถปกป้องบุตรของข้าได้ นับว่าดีมากแล้ว ส่วนนกกระเรียนกระดาษ หากยังนับอยู่ เช่นนั้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่”
ฉินหลิวซี “ข้าไม่เคยหลอกใคร”
หมายความว่านกกระเรียนกระดาษตัวนั้นสามารถแลกคำสัญญาได้ ยังนับอยู่
มู่จิ่นยิ้มเหมือนครั้งแรกที่ได้พบนาง สดใสบริสุทธิ์ พลางเอ่ย “เช่นนั้นก็ดี ข้าในฐานะที่เป็นมารดา ก็นับว่าได้ให้สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดแก่บุตรของข้าแล้ว”
“แต่เจ้ากลับทำร้ายตัวเอง” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เจ้าตายไปแล้ว บุตรของเจ้ายังอ่อนหัด หากในภายภาคหน้ามีพระชายาคนใหม่ เจ้าไม่กลัวว่าพวกเขาจะตกอยู่ในอันตรายหรือ”
มู่จิ่นส่ายหน้า มองไปยังแผ่นหลังของฉีเชียน กล่าวด้วยความมุ่งมั่นว่า “ไม่มีทาง ไม่ว่าใครเป็นพระชายาคนใหม่ ก็ไม่มีทางเข้าไปในใจของเขาได้ บุตรชายของข้ามีพี่หญิงใหญ่ มีตระกูลมู่ ซ้ำยังมีเขา ข้าเชื่อเขา แล้วก็เชื่อท่านด้วย ในภายภาคหน้าไม่ว่าบุตรชายข้าจะได้สืบทอดบัลลังก์หรือไม่ ขอแค่มั่งคั่งปลอดภัยก็พอ”
“เจ้าไม่เสียใจภายหลังก็ดี ไปเถิด ข้าจะส่งเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย” ฉินหลิวซีเอ่ย “คนตายเร่ร่อนอยู่ในโลกคนเป็นไม่ใช่เรื่องดี”
มู่จิ่นเดินมาอยู่ข้างหลังฉีเชียน อ้าแขนกอดเขา “ข้าไปก่อนนะ”
ข้าไปก่อนนะ หนุ่มน้อยของข้า
ฉีเชียนราวกับรู้สึกได้ เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำมีน้ำตาไหลออกมาหยดลงบนหิมะ
ตอนที่ 1215: ดาวฮ่องเต้ตกลง
พระชายารัชทายาทวังตะวันออกนอนป่วยอยู่บนเตียงมานาน ขุนนางชั้นสูงในเมืองหลวงต่างก็รู้เรื่องนี้มานานแล้ว ตอนนี้เมื่อนางจากไป ก็ไม่ได้มีใครรู้สึกประหลาดใจหรือรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ กลับรู้สึกว่าการที่ทนอยู่มาได้หนึ่งปีนั้นนางได้กำไรแล้ว ตอนนี้นางได้จากไป ทำให้หลายคนเริ่มมีความคิดฟุ้งซ่าน
ตอนแต่งตั้งรัชทายาท มู่ซื่อได้รับแต่งตั้งเป็นพระชายา ฮ่องเต้ยังได้ประทานนางสนมเหลียงตี้กับนางสนมเหลียงย่วนให้แก่รัชทายาท แต่รัชทายาทกลับหักห้ามใจในเรื่องของสตรี ทั้งตำหนักหลังของวังตะวันออก จึงมีสนมเพียงสามคน ตอนนี้พระชายาได้เสียชีวิต ตำแหน่งนี้ก็ไม่มีทางที่จะว่างตลอดไป
ดังนั้นหลังจากที่พระชายารัชทายาทประชวรหนัก การแต่งงานของหญิงสาวในวัยที่เหมาะสมถูกระงับไว้จำนวนมาก ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเป็นเพราะอะไร
ตอนนี้พระชายารัชทายาทจากไปแล้ว รัชทายาทล้มป่วยเนื่องจากโศกเศร้ามากเกินไป เจ้าชายน้อยทั้งสองพระองค์ในวังตะวันออกถูกรับไปดูแลในวังเฟิ่งหยาง และพิธีศพได้จัดการโดยกรมพิธีการ
ฉินหลิวซีก็ได้รู้จากมู่จิ่นว่าการตายของนางนั้นไม่ได้เกี่ยวกับการแก่งแย่งชิงดีกันในหมู่สนม แต่ที่ฮ่องเต้ยังคงต้องการให้นางตายคงเป็นเพราะเห็นว่าตระกูลมู่มีคนสืบทอดต่อจึงได้เกิดความกังวลกระมัง
ใช่แล้ว ปีนี้ตระกูลมู่ได้มีเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาที่เสื่อมถอยลงมาตลอดทันใดนั้นก็อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง ฮูหยินน้อยมู่ไม่มีบุตรมาเป็นเวลาสามปี ทันทีที่ให้กำเนิดก็คลอดบุตรออกมาสองคน ในที่สุดมู่ซีก็ไม่ใช่ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของทั้งสองตระกูลแล้ว
ตอนนี้ตระกูลมู่ทั้งสองจวนได้มีผู้สืบทอดแล้ว แม้ว่าจะพึ่งให้กำเนิด แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี ซึ่งหมายความว่าคำสาปที่ทำให้ตระกูลมู่เสื่อมถอยลงได้ถูกทำลายแล้ว
และตระกูลมู่ก็มีเชื้อสายที่มีตำแหน่งราชวงศ์ถึงสองคน บุตรสาวคนหนึ่งยังคงเป็นฮองเฮาในวังหลวง อีกคนหนึ่งเป็นพระชายารัชทายาท และพระชายารัชทายาทมีบุตรชายสองคน หากในภายภาคหน้าบุตรชายของนางได้เป็นฮ่องเต้ นางก็จะได้เป็นไทเฮา ซ้ำตระกูลมู่ก็มีทายาทสืบทอดเชื้อสายตระกูล รับตำแหน่งไทเฮาติดต่อกันสองคน มีทายาทที่แข็งแกร่ง สำหรับฮ่องเต้นั้นไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้
ฮ่องเต้กระทั่งรู้สึกเสียใจภายหลังที่แต่งตั้งฉีเชียนเป็นรัชทายาท หากตอนนั้นแต่งตั้งเฉิงอ๋องก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นปัญหามักนัก
แต่ฮ่องเต้ไม่มีทางยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง แต่จะทำให้ความผิดนี้กลายเป็นความถูกต้อง
เรื่องดีๆ ไหนเลยจะปล่อยให้หนึ่งตระกูลได้รับไปเต็มๆ ดังนั้นมู่จิ่นจึงต้องตาย และที่สำคัญที่สุดคือยาที่ดื่มเป็นประจำซึ่งทำให้นางถึงแก่ชีวิต ก็เป็นฉีเชียนที่ป้อนให้นางโดยที่ไม่รู้ตัว
“ความจริงแล้วข้าไม่ได้ขุ่นเคือง ตายด้วยน้ำมือเขา ย่อมดีกว่าตายโดยการถูกลอบทำร้าย”
มู่จิ่นเอ่ยเช่นนี้ และก็ได้เอ่ยกับฉีเชียนด้วยเช่นกัน
และที่ฉีเชียนคุกเข่าแสดงความจงรักภักดีหน้าตำหนักก็เพื่อร้องขอหนึ่งชีวิต
ยาแก้พิษนั้นไม่สำคัญ ตราบใดที่ฮ่องเต้พยักหน้าเห็นด้วย มู่จิ่นก็จะสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตรงกันข้าม
นางต้องตาย
คำพูดของฮ่องเต้ราวกับบ่วงรัดอยู่บนศีรษะของเขา
การเป็นฮ่องเต้ ถูกกำหนดให้อยู่อย่างสันโดษ สิ่งที่อยู่ในสายตาเขาควรมีเพียงราษฎร และภาพรวม ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก
ราชวงศ์นั้นโหดเหี้ยมที่สุด
เป็นคำพูดที่มีมายาวนานนับพันปี
ฮ่องเต้ใช้การตายของมู่จิ่นเพื่อใช้ฉีเชียนเป็นตัวแทนสร้างความแตกแยกของราชวงศ์กับตระกูลมู่ ในภายภาคหน้าเมื่อเขาขึ้นครองบัลลังก์ ฮองเฮามู่คนปัจจุบันได้แต่งตั้งเป็นไทเฮา ย่อมคิดถึงมู่จิ่นน้องสาวของนางที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังสาว หรือแม้แต่บุตรชายทั้งสองของเขาก็ล้วนรู้ว่าเหตุใดมู่จิ่นจึงตาย ตายได้อย่างไร
บางทีตระกูลมู่ กระทั่งหลานชายทั้งสองอาจจะรู้ว่านี่เป็นสถานการณ์โดยรวม แต่จะทำใจได้จริงๆหรือ
ฮ่องเต้ใช้ประโยชน์จากความเป็นคน
ตราบใดที่ฝ่ายหนึ่งทำใจไม่ได้ ความแตกแยกนี้ก็จะคงอยู่ตลอดไป
บทบาทของฮ่องเต้ เขาเล่นได้อย่างชัดเจน
“ไม่จำเป็นต้องขุ่นเคือง อีกไม่นานจะมีสองคนมารับเขา คนหนึ่งสวมหมวกสีขาว อีกคนหนึ่งสวมหมวกสีดำ หากเจ้าได้พบระหว่างทางไปยมโลก บอกชื่อของข้า พวกเขาจะช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้า” ฉินหลิวซีเปิดประตูวิญญาณขณะเอ่ยกับมู่จิ่นเช่นนี้
มู่จิ่นจากไปโดยไม่มีความกังวลใดๆ ในความหมายของนาง สิ่งที่นางควรทำและสิ่งที่ควรเสียสละก็ได้ทำทุกอย่างแล้ว ตระกูลมู่กับฉีเชียนจะเป็นอย่างไร กาลเวลาจะเป็นคำตอบ นางแค่สนใจเรื่องไปเกิดใหม่ก็พอ
ฉินหลิวซีส่งมู่จิ่นจากไป เงยหน้าขึ้นมองดาวฮ่องเต้อีกครั้ง ยิ้มเยาะ
การสิ้นพระชนม์ของพระชายารัชทายาทดูเหมือนจะเงียบสงบ แต่ขุนนางที่ไหวตัวเร็วหลายคนรู้สึกถึงกระแสใต้น้ำอย่างลึกลับ ไม่ใช่เรื่องการคัดเลือกพระชายารัชทายาทคนใหม่ แต่เป็นความรู้สึกถึงวิกฤตการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองใหม่
ความรู้สึกอันตรายนี้ได้สืบเนื่องมาจนถึงสิ้นปีที่สามสิบสองของรัชศกคังอู่
หิมะตกหนักในวันส่งท้ายปีเก่า
เนื่องจากการจากไปของพระชายารัชทายาทยังไม่ทันครบสี่สิบเก้าวัน จึงได้ห้ามจัดงานเลี้ยงรื่นเริงและงานแต่ง ดังนั้นแม้จะเป็นวันส่งท้ายปีเก่า แต่ก็มีเพียงไม่กี่ตระกูลที่กล้าเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนาน เพียงแค่รับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างเรียบง่าย แม้แต่ในวังก็ไม่มีการจัดงานเลี้ยง
อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงยามโหย่วสองเค่อ ทุกคนในเมืองหลวงก็รู้สึกถึงแผ่นดินสั่นสะเทือน จึงนึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปีที่แล้ว ต่างก็ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก คิดว่าจะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้ง มีคนหมอบฟังอยู่บนพื้น ยิ่งเหมือนกับทหารม้านับหมื่นมารวมตัวกันมากกว่า
ทุกครัวเรือนต่างพากันปิดประตูตามสัญชาตญาณ โดยเฉพาะขุนนางชั้นสูงในเมืองหลวง ต่างพากันรออย่างเงียบๆ
เสนาบดีลิ่นและขุนนางคนสำคัญอื่นๆในราชสำนักได้เข้าไปในวังนานแล้ว
ฉินหลิวซีเดินออกมาจากห้องส่วนตัวในโรงประมูลจิ่วเสียน กระโดดขึ้นไปบนหลังคา เงยหน้าขึ้นมองดาวฮ่องเต้ จนกระทั่งแสงสลัวสุดท้ายได้หายไป มันตกลงมาอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก
ดาวฮ่องเต้ตกลง
ทุกอย่างจบลงแล้ว
หมดยุคสมัยรัชศกคังอู่แล้ว
ฉินหลิวซีหรี่ตาลง ราวกับได้ยินเสียงฟันดาบต่อสู้และเสียงดังเอะอะมาจากประตูวัง นางหายตัวไปจากบนหลังคา มาที่วังหลวง ได้พบยมทูตขาวดำสองตนกำลังนำดวงวิญญาณของฮ่องเต้คังอู่ไป
ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ ยมทูตขาวดำมานำทางวิญญาณด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องจำเป็น อย่างไรเสียก็เป็นฮ่องเต้ในโลกมนุษย์
ฮ่องเต้คังอู่ยังคงเหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองม่องเท่งแล้ว จนกระทั่งยมทูตสวมหมวกขาวดำที่อยู่ข้างซ้ายและข้างขวาคำนับใครบางคน เขาจึงได้มองไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อฉินหลิวซีเดินเข้าไปใกล้ กลายร่างเป็นราชครู ฮ่องเต้คังอู่ก็กระตือรือร้นขึ้นมาในทันที “ราชครู ราชครูรีบช่วยเราเร็วเข้า”
“เจ้าเบิกตาดูสิว่าข้าคือราชครูหรือ” ฉินหลิวซีค่อยๆ กลับคืนสู่ร่างเดิม
คนกลายร่างได้เช่นนี้ ทำเอาฮ่องเต้คังอู่ร้องด้วยความตกใจ “ปีศาจ พวกเจ้าล้วนเป็นปีศาจ บังอาจนัก เราเป็นถึงมังกรสวรรค์ที่แท้จริง เป็นฮ่องเต้ พวกเจ้ากล้ามากลั่นแกล้งเราได้อย่างไร”
“พูดอะไรกัน ไม่ใช่เจ้าให้คนไปตามข้าให้มารักษาเจ้าหรอกหรือ ข้าก็มาแล้วนี่ไง แต่น่าเสียดาย เจ้าเสียชีวิตแล้ว” ฉินหลิวซีมองไปยังร่างที่นอนเหยียดตรงอยู่ตรงแท่นบรรทมมังกร ยิ้มเย้ยหยัน “ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอะไรเจ้าดี ตอนที่อยากมีชีวิตเป็นอมตะ ก็ได้แต่ตั้งราชครูมาปรุงยา ทำเอาราษฎรในต้าเฟิงทุกข์ยาก ต่อมาจู่ๆ ก็เกิดไม่เชื่อ จึงปราบปรามลัทธิเต๋าอย่างไม่ลืมหูลืมตา เมื่อร่างกายนี้ไม่ดีขึ้น เพียงแค่ฟังบุตรชายเจ้ากล่าวสองสามประโยคก็เชื่อแล้ว ต้องการให้คนลัทธิเต๋ามาช่วยเจ้า ยังมีหน้าอยู่อีกหรือ คนในลัทธิเต๋าอย่างพวกเราไม่มีศักดิ์ศรี เจ้าบอกให้ช่วยก็ต้องช่วยเจ้าหรือ”
“เจ้า เจ้าๆๆ” ฮ่องเต้คังอู่ชี้ไปที่นางด้วยความโกรธจนพูดไม่ออก
ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ข้าทำไมหรือ ข้าก็คือปรมาจารย์ปู้ฉิวแห่งอารามชิงผิงที่เจ้าตามหา เมื่อครู่นี้ข้าไม่ได้กล่าวผิดไปกระมัง ลัทธิเต๋าอย่างพวกข้าไม่ได้มีความอดทนว่าง่ายเหมือนกับศาสนาพุทธ อยากให้ข้าช่วยเจ้า ฝันไปเถอะ! จริงสิ ราชครูที่เจ้าแต่งตั้งถูกข้าฆ่าตายไปตั้งนานแล้ว ราชครูในสองปีมานี้เป็นเพียงแค่หุ่นเชิด ใช่แล้ว เป็นฝีมือข้าเอง!”
ฮ่องเต้คังอู่โกรธจนบุญกุศลแตกกระจาย
ฉินหลิวซีรีบดึงมาทันที บุญกุศลที่มีโชคลาภอาณาจักร ไม่เอาไว้จะเสียเปล่า
ยมทูตขาวดำ “...”
นางจงใจกระมัง
[1]. ยามโหย่วเวลา17.00 น.-19.00 น.
ตอนที่ 1216: เจ้าว่าเจ้าไปยั่วยุนางทำไม
แม้ว่าคนจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังไม่พลาดที่จะซ้ำเติมและคิดบัญชีเสร็จสรรพ นี่เป็นสิ่งที่ฉินหลิวซีทวงคืนความยุติธรรมให้แก่มู่จิ่น
ตอนนี้หรือ เมื่อเห็นบุญกุศลเหล่านี้ นางพลันมีความคิดอื่น
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้คังอู่ใบหน้าบูดเบี้ยวเนื่องจากโมโห จึงเอ่ยอีกว่า “จะบอกเจ้าให้ก็ได้ว่าเดิมทีเจ้าสามารถลุกขึ้นยืนได้ แต่นิสัยของเจ้าขัดหูขัดตาข้าจริงๆ ดังนั้นเจ้าอย่าลุกขึ้นยืนจะดีกว่า อีกอย่างเจ้านั่งตำแหน่งนี้นานเกินไปแล้ว ควรจะให้ฉีเชียนนั่งได้แล้ว”
ขณะที่นางเอ่ยก็มองไปยังหน้าประตูตำหนักบรรทม ฉีเชียนกับฮองเฮามู่และคนอื่นๆพากันเดินเข้ามาแล้ว ซ้ำยังมีข้าราชบริพารคนสำคัญอีกมากมาย
ผู้ดูแลใหญ่ข้างกายฮ่องเต้คังอู่หยิบราชโองการมอบให้เสนาบดีลิ่นแล้วร้องไห้ขึ้นมา
เสนาบดีลิ่นอ่านราชโองการ ระบุว่าอดีตรัชทายาทที่ถูกปลดสมคบคิดกับตระกูลโจวที่เป็นตระกูลของมารดา ใช้ยาลูกกลอนสังหารฮ่องเต้โดยมีจุดประสงค์ยึดครองบัลลังก์ โทษประหารชีวิต และให้รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์
ใช่แล้ว เจ้าคนโง่เขลาที่อยู่ตรงหน้า ตอนนั้นฉินหลิวซีกล่าวอย่างชัดเจนว่าบนร่างกายเขามีพิษไฟที่พร้อมจะลุกลาม ซ้ำเขายังเชื่อคำพูดเหลวไหลของบุตรชายคนโต เริ่มกินยารักษา สุดท้ายจบลงด้วยการกินยาจนตาย!
ฮ่องเต้คังอู่คำรามด้วยความโกรธ “ของเท็จ ราชโองการนั้นเป็นเท็จ เราไม่เคยเอ่ยเช่นนั้น”
“แน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น เจ้ากินยาจนเสียชีวิตเร็วขนาดนั้น ย่อมไม่มีโอกาสมาเขียนคำสั่งเสีย แต่เจ้าลืมไปแล้วว่าเมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ ข้าราชบริพารเก่าก็จะถูกแทนที่ด้วยข้าราชบริพารของราชวงศ์ใหม่ เมื่อได้กำหนดรัชทายาท และมีคนเก่งๆมากมายคอยให้การสนับสนุน ราชโองการนี้ บอกว่ามันเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไหนเลยยังต้องให้เจ้ายืนยันว่าเป็นคำสั่งเสียของเจ้าหรือไม่” ฉินหลิวซีเอ่ยเหน็บแนมว่า “เจ้าดูสิว่าพวกเขามีข้อสงสัยสักนิดหรือไม่”
ฮ่องเต้คังอู่มองไป ไม่ว่าจะเป็นฮองเฮามู่หรือเสนาบดีลิ่น หรือหนิงอ๋องที่เขาคิดว่าเป็นผู้จงรักภักดี เสนาบดีผู้ซื่อสัตย์ซ้ายขวา ไม่มีใครมีความเห็นขัดแย้ง ต่างพากันคุกเข่าลงบนพื้น
ความคิดผ่านเข้ามาในหัว
“เจ้า พวกเขา พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกัน” ใบหน้าอันสง่างามของฮ่องเต้คังอู่ในเวลานี้ได้เต็มไปด้วยความโกรธเคืองเนื่องจากถูกทรยศหักหลัง แต่ไม่มีประโยชน์แล้ว เขาได้ตายไปแล้ว ต่อให้เขาจะโกรธเคืองแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้
ฉินหลิวซียิ้มอย่างร้ายกาจ “ใช่แล้ว เป็นพวกเดียวกัน เดิมทีฉีเชียนไม่ได้มีชะตากรรมนี้ เป็นข้าที่เปลี่ยนให้เขา คนเหล่านี้ก็เป็นข้าที่จัดตั้งขึ้นมาให้เขา ประหลาดใจหรือไม่ เจ้าคิดว่าบุตรชายแห่งรักแท้เป็นเจ้าที่อุ้มชูขึ้นมา ความจริงแล้วไม่ใช่ เป็นพวกเราที่ยืมมือของเจ้าผลักดันขึ้นไป”
ฮ่องเต้คังอู่ “!”
ยมทูตขาวดำ ‘ขอถามหน่อยว่าผีกระอักเลือดได้หรือไม่’
เขาอยากจะอาเจียน
สมแล้วที่ฮ่องเต้คังอู่เป็นฮ่องเต้มาหลายสิบปี ระงับความโกรธ เอ่ย “ท่านอาจารย์ ทำให้เรากลับไป เราจะแต่งตั้งท่านเป็นราชครู แต่งตั้งอารามชิงผิงเป็นอารามหลวงของราชวงศ์ เป็นอารามอันดับหนึ่งในใต้หล้า”
ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม “หากข้าต้องการสิ่งเหล่านี้ เจ้าว่าฉีเชียนให้ข้าได้หรือไม่ ทั้งใต้หล้าข้าก็ได้เอามาถวายตรงหน้าเขาแล้ว แลกกับตำแหน่งราชครูอะไรนั่น เป็นอารามหลวงของราชวงศ์ก็เป็นเรื่องสมควรแล้วกระมัง ในเมื่อสามารถได้มาง่ายๆ เหตุใดข้าจะต้องเสี่ยงอันตรายแก้ไขชะตาชีวิตให้ตาเฒ่าอย่างเจ้า รังเกียจว่าฟ้าผ่าข้าไม่ตายหรือ”
ฮ่องเต้คังอู่ถูกเย้ยหยันจนดวงวิญญาณบิดเบี้ยว มีสัญญาณจางๆ ว่าจะกลายเป็นวิญญาณร้าย
เฮยอู๋ฉังรีบกล่าวว่า “นายท่าน เห็นแก่สมควรแล้ว หากเขากลายเป็นผีร้ายขึ้นมาจริงๆ ท่านก็ต้องรับผลกรรมไปด้วย”
ดวงตาฮ่องเต้คังอู่เป็นประกาย เช่นนี้ก็ได้หรือ
เด็กเมื่อวานซืน คิดว่าเราทำอะไรเจ้าไม่ได้หรือ
ตอนเรายังมีชีวิตอยู่ก็เป็นฮ่องเต้ ตายไปเหตุใดจะกลายเป็นราชาผีไม่ได้
พลังของเขาเกรี้ยวกราดขึ้นมาในทันที เมื่อบุญกุศลและพลังศรัทธาที่ได้สะสมในขณะที่เป็นฮ่องเต้มาหลายปีนี้ได้กลายเป็นพลังผีที่เกรี้ยวกราด ดวงตาสีแดงเลือด เนื่องจากความขุ่นเคืองเพราะไม่เต็มใจที่จะตาย สูญเสียสติไปเกือบทั้งหมดในทันที โจมตีเข้าใส่ฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีสนุกเป็นอย่างมาก ในที่สุดก็มาถึงวันนี้ นางรีบตะโกนห้ามยมทูตขาวดำทันที “พวกเจ้าห้ามเข้ามายุ่ง!”
ฮ่องเต้คังอู่ไม่เข้าใจ เมื่อพลังผีของเขาสำเร็จลุล่วง มือคว้าฉินหลิวซี พลังชั่วร้ายกำเนิดขึ้น
“นี่ เป็นเจ้าที่เริ่มก่อน ข้าแค่ป้องกันตัว!” ฉินหลิวซีเอ่ย
ฮ่องเต้คังอู่ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆกับนาง จึงไม่รู้นิสัยของนาง นางเก่งในการขุดหลุมพราง วางกลอุบายล่อลวงผู้อื่น
เขาลงมือก่อน เพื่อป้องกันตัวเอง นางทำได้เพียงโจมตีกลับ เช่นนี้สวรรค์ก็ว่าอะไรไม่ได้แล้ว
อย่างที่เห็น ทันทีที่เขาลงมือ ฉินหลิวซีก็หยิบหินเก้าตาของมหาเทพออกมาด้วยความรู้สึกสนุก โจมตีไปที่เขา
แรงกดทับตกลงบนร่างของฮ่องเต้คังอู่อย่างรุนแรง เขาส่งเสียงกรีดร้อง พลังผีแตกกระจาย กลายเป็นบุญกุศลและความศรัทธาอีกครั้ง
มือทั้งสองข้างของฉินหลิวซีร่ายคาถาดึงบุญกุศลและความศรัทธาเหล่านั้นมา
ยมทูตขาวดำกลืนน้ำลาย ถอยหลังหนึ่งก้าว
ตอนนี้นาง (ใช้กลอุบายล่อลวงคน) แข็งแกร่งจนหน้ากลัว พวกเราหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก
ฮ่องเต้คังอู่ยังคงไม่รู้ว่าบุญกุศลกับความศรัทธานี้สำคัญกับเขามากแค่ไหน เขารู้สึกเพียงว่าดวงวิญญาณเจ็บปวดอย่างรุนแรง มีบางอย่างลอยออกจากเขาไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองดูนักพรตปีศาจฉินหลิวซีผู้นั้น หลับตาลงลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับกำลังทำพิธีดูดซับอะไรบางอย่าง ประหลาดเป็นอย่างมาก
ฮ่องเต้คังอู่กลับมามีสติอีกครั้ง เขารู้สึกราวกับตกลงไปในรางน้ำเน่า
ฉินหลิวซีขโมยบุญกุศลและความศรัทธาของฮ่องเต้คังอู่จนเหลือเพียงเศษเสี้ยวจึงได้หยุดลง แล้วเอ่ยกับยมทูตขาวดำสองตนว่า “เอาล่ะ พวกเจ้าพาเขาไปเถิด”
ฮ่องเต้คังอู่อ่อนแอเป็นอย่างมาก แต่รู้สึกว่าดวงวิญญาณอ่อนแอยิ่งกว่าตอนพึ่งตายเสียอีก จึงเอ่ย “เจ้าทำอะไรข้า ข้าเป็นถึงผู้นำในใต้หล้า เหตุใดเจ้าจึงได้บังอาจนัก ไม่กลัวถูกสวรรค์ลงโทษหรือ”
ฉินหลิวซียิ้ม “ดังนั้นข้าจึงรอให้เจ้าลงมือก่อน!”
ฮ่องเต้คังอู่ยังจะมีอะไรไม่เข้าใจอีก เขาถูกลอบวางแผนแล้ว
เฮยอู๋ฉังก้าวมาข้างหน้า เอ่ยกับฉินหลิวซีว่า “พวกเราได้พบผู้ทรยศในยมโลกแล้ว มียมทูตสองตนที่ถูกซื่อหลัวควบคุมตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน ใช้โอกาสตอนที่ออกไปจับดวงวิญญาณข้างนอก เชื่อมจิตวิญญาณในวังจิตของพวกเขา และได้ทำการวางแผนขโมยพลังแห่งโชคลาภในโลกมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งเรื่อง ใบเป็นตายมีการเปลี่ยนแปลง ชะตาชีวิตของผู้คนมากมายก็เปลี่ยนไปด้วย”
ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว
เฮยอู่ฉังกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “กล่าวก็คือเขาใกล้จะสำเร็จแล้ว”
เมื่อเขากล่าวจบก็ไม่ได้รีรอคำตอบของฉินหลิวซี รีบพาตัวฮ่องเต้คังอู่กลับไปยังยมโลกพร้อมกับไป๋อู๋ฉังทันที
ฮ่องเต้คังอู่ยังคงไม่เต็มใจ เขาตายไปไม่พอ อยากจะเป็นราชาผี ก็ไม่รู้ว่านักพรตปีศาจผู้นั้นทำอะไรกับเขา จึงอดถามยมทูตขาวดำไม่ได้ว่าเมื่อครู่ฉินหลิวซีทำอะไรกันแน่
ไป๋อู๋ฉังถูกถามจนรำคาญ กล่าวว่า “เจ้าเป็นถึงฮ่องเต้ แม้ว่าจะไปที่ยมโลก เมื่อกลับชาติไปเกิดก็จะได้ถูกจัดให้อยู่ที่อันดับหนึ่ง ด้วยบุญกุศลและความศรัทธาที่เจ้าได้สะสมไว้เมื่อตอนดำรงอยู่ในตำแหน่ง ชาติหน้าเจ้ายังคงได้ไปเกิดในที่ที่ดี จะเป็นองค์ชายก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
ฮ่องเต้คังอู่ใจเต้นรัว “แล้วตอนนี้ล่ะ”
ไป๋อู๋ฉังตำหนิ “ตอนนี้ บุญกุศลและความศรัทธาของเจ้าถูกนางขโมยไปแล้ว เจ้าคิดจะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อให้ได้ไปเกิดใหม่ในที่ที่ดีนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังเหลืออยู่อีกน้อยนิด เป็นชาวนาที่ร่ำรวยยังพอได้”
อะไรนะ
เฮยอู๋ฉังเหลือบมองเขา “เจ้าว่าเจ้าไปยั่วยุนางทำไม ลงมือกับนางก็เท่ากับเปิดโอกาสให้นางจัดการเจ้าไม่ใช่หรือ เรื่องผิดศีลธรรมที่เจ้าทำมาในหลายปีนี้ก็ไม่น้อย ถูกนางด่าสักสองประโยคจะเป็นไรไป ซ้ำเจ้ายังคิดว่าตัวเองเป็นฮ่องเต้ คิดจะลงมือก็ลงมือเลย สูญเสียบุญกุศลไปโดยเปล่าประโยชน์!”
ฮ่องเต้คังอู่ “?”
เดี๋ยวนะ เขาเป็นเหยื่อไม่ใช่หรือ เขาเป็นฮ่องเต้ น้ำเสียงดูถูกของพวกเขาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
ไม่สิ พวกเขาบอกว่าบุญกุศลและความศรัทธาของตัวเองถูกนักพรตปีศาจตนนั้นขโมยไป เขาไม่สามารถไปเกิดในตระกูลที่ดีได้แล้ว!
ฮ่องเต้คังอู่หันหลังแล้ววิ่งหนีไป เขาจะเป็นราชาผี เขาจะไปแก้แค้นนักพรตปีศาจฉินหลิวซีผู้นั้น
“นักพรตปีศาจ เอาบุญกุศลเราคืนมา!” ฮ่องเต้คังอู่ตะโกนร้องอย่างเกรี้ยวกราด
ตอนที่ 1217: นายท่านน้อย ข้าว่าท่านจะโชคร้ายครั้งใหญ่แล้ว
ในวันส่งท้ายปีเก่าในรัชศกคังอู่ที่สามสิบสองไม่มีเสียงดอกไม้ไฟ แต่กลับเป็นเสียงระฆังการสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้ดังขึ้น ราษฎรที่กำลังกินอาหารมื้อเย็นต่างพากันตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง มองหน้ากัน มีความตื่นตระหนกบนใบหน้า
ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์แล้ว
ทั้งเมืองหลวงอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกทันที ประตูเมืองทั้งหมดได้รับการคุ้มกันแน่นหนา ห้ามเข้าออกโดยเด็ดขาด และห่างจากประตูเมืองไปไม่ถึงยี่สิบลี้ มีกองทัพทหารสามหมื่นนายวางกองกำลังอยู่รอบเมือง
สำหรับในเมืองหลวง กองปัญจทิศรักษานครกำลังลาดตระเวนทุกพื้นที่เพื่อค้นหาคนต้องสงสัย องครักษ์มังกรกับองครักษ์ลับที่มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่สามารถออกคำสั่งได้ ได้ไปทั่วเมืองหลวงเพื่อตรวจสอบหาสายลับของอาณาจักรอื่น นกพิราบสื่อสารที่บินกันขวักไขว่ในตอนกลางคืนก็ไม่รู้ว่าถูกยิงลงมากี่ตัวแล้ว
ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ การผลัดเปลี่ยนระหว่างเก่าและใหม่มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายมากที่สุด เป็นเรื่องจริงที่ต้าเฟิงเป็นอาณาจักรใหญ่ แต่หากเกิดการผลัดเปลี่ยนจากสิ่งเก่าไปสู่สิ่งใหม่ เมื่อผู้รุกรานจากอาณาจักรอื่นเข้ามาพร้อมกันก็จะนำไปสู่สารพัดสงคราม
หลายปีมานี้ต้าเฟิงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย โดยเฉพาะสองปีนี้ ภัยพิบัติต่างๆราวกับก้อนหินขนาดใหญ่ที่ลากต้าเฟิงเข้าไปสู่จุดที่ยากลำบาก ไม่สามารถทนการทรมานได้อีกแล้ว
ต้าเฟิงอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่กลับไม่สามารถขวางฉินหลิวซีได้ นางได้รับสารจากปรมาจารย์ไท่เฉิง จึงรีบไปยังเมืองผีที่เขากล่าวถึง ที่แห่งนั้นตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของมณฑลซานชีซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหลายพันคน เหตุใดจึงเรียกว่าเมืองผี เป็นเพราะผู้คนที่นี่ถูกวิญญาณร้ายลุกล้ำเข้าสู่ร่างกายจนเหมือนกับศพเดินได้
และหินสัตว์แกะสลักที่มีอยู่ในที่แห่งนี้ก็ยากต่อการจัดการมากกว่าหินสัตว์แกะสลักที่เคยเจอเมื่อก่อนหน้านี้ พวกมันถูกตั้งอยู่ในถ้ำ ถูกจัดวางค่ายอาคมเป็นพิเศษ และใจกลางของเมืองในค่ายอาคมก็คือดวงตาของค่ายอาคม
ค่ายอาคมเช่นนี้คือค่ายอาคมสิบสองตาข่ายฟ้าทะลวงดิน ก็คือค่ายอาคมสังหาร
สิ่งที่เรียกว่าตาข่ายฟ้าทะลวงดิน ราวกับเป็นตาข่ายกลมที่รวบรวมหยินและหล่อหลอมวิญญาณร้าย ใครก็ตามที่อยู่ในค่ายอาคมก็จะถูกวิญญาณร้ายลุกล้ำเข้าสู่ร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไปนานก็จะกลายเป็นศพผี ก็คือศพเดินได้นั่นเอง
ค่ายอาคมสังหารเช่นนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงความเสียหาย หากพยายามทำลาย วิญญาณร้ายในร่างของผู้คนก็จะส่งผลสะท้อนกลับในทันที กลืนกินดวงวิญญาณ คนก็จะกลายเป็นศพผีที่ไร้ความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อไม่มีดวงวิญญาณแล้วก็จะเหลือเพียงเปลือกว่างเปล่า ต่อให้มีดวงวิญญาณใหม่เข้ามา ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
นี่คือส่วนที่น่ากลัวของค่ายอาคมตาข่ายฟ้าทะลวงดินนี้ หากทำลายค่ายอาคม ก็จะเป็นการฆ่าคนในทันที
ปรมาจารย์ไท่เฉิงย่อมไม่กล้าแบกรับผลกรรมนี้อย่างง่ายๆ และเขาก็ไม่สามารถทำลายค่ายอาคมได้ จึงทำได้เพียงส่งสารถึงฉินหลิวซี
ฉินหลิวซียืนอยู่กลางอากาศ มองดูค่ายอาคมสังหารใหญ่ข้างล่างด้วยสายตาเย็นชา
ค่ายอาคมสังหารนั้น พลังหยินชั่วร้ายหนาทึบราวกับหมึก เย็นยะเยือกอย่างน่าประหลาด ผู้คนที่เดินไปมาอยู่ในค่ายอาคมสูญเสียดวงจิตราวกับคนโง่
“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง” ปรมาจารย์ไท่เฉิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “หินสัตว์แกะสลักที่นี่ อักขระยังใหม่อยู่มาก ไม่เหมือนว่าแกะสลักไว้นานแล้ว ราวกับพึ่งแกะสลักเมื่อเร็วๆนี้ ข้าเคยเข้าไปในเมือง พบว่าอาหารในนั้นยังไม่ได้เน่าเสียมาก ยิ่งกว่านั้นในเรือนหลักก็มีปฏิทิน วันที่แสดงให้เห็นว่าผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว”
ฉินหลิวซีหันไปมอง “ท่านหมายความว่าค่ายอาคมนี้ถูกวางไว้ไม่ถึงครึ่งเดือน”
“ข้าเดาว่าเป็นเช่นนั้น” ปรมาจารย์ไท่เฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “มันไม่เหมือนกับค่ายอาคมที่พวกเราทำลายมาก่อนหน้านี้ ราวกับพึ่งวางเมื่อเร็วๆนี้โดยได้เตรียมการเอาไว้แล้ว และค่ายอาคมสังหารอย่างสิบสองตาข่ายฟ้าทะลวงดินนี้ ข้าก็แค่เคยได้ยินจากที่ท่านอาจารย์เล่าให้ฟัง คนรุ่นข้าคงจะไม่มีใครสามารถวางค่ายอาคมนี้ได้ แน่นอนว่าเป็นเพราะตบะของข้ายังไม่ถึงขั้น”
ฉินหลิวซีเอาลิ้นดันเพดานปาก ครุ่นคิดเล็กน้อย “เตรียมการเอาไว้แล้วหรือ”
นางก้มหน้าลงมองนิ้วชี้ซ้ายอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็มองปรมาจารย์ไท่เฉิง เอ่ย “ท่านปรมาจารย์ช่วยทำนายโชคชะตาให้ข้าได้หรือไม่”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงหางตากระตุก ราวกับได้ยินเรื่องขบขันบางอย่าง กล่าวว่า “เจ้าล้อเล่นแล้ว ตบะข้าไม่สู้เจ้า จะทำนายเจ้าได้อย่างไร”
“เช่นนั้นท่านก็ลองดูโหงวเฮ้ง?”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงมึนงงเล็กน้อย ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องค่ายอาคมสังหารหรอกหรือ เหตุใดจึงให้เขาดูโหงวเฮ้งทำนายดวง
เขามองไปยังฉินหลิวซี “ให้ดูจริงๆหรือ”
ฉินหลิวซีพยักหน้า “ไม่ต้องฝืน หากเปลืองแรงมากเกินไปก็ล้มเลิก”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงจึงได้วางใจ มือทั้งสองข้างร่ายคาถาโชคลาภ นำพลังวิญญาณเคลื่อนย้ายมาที่ดวงตาทั้งสองข้าง จากนั้นก็มองไปยังใบหน้าของฉินหลิวซี
แต่เป็นดั่งที่เขาคิดไว้ มองไม่เห็น
นางราวกับภูเขาอันไกลโพ้น ถูกหมอกควันหนาทึบปกคลุมใบหน้า มองชะตากรรมจากโหงวเฮ้งของนางไม่ออกแม้แต่น้อย
เมื่อนึกถึงความนิ่งขรึมของฉินหลิวซี ปรมาจารย์ไท่เฉิงก็เปลี่ยนคาถา ปัดหมอกควันออกทีละน้อย ในที่สุดก็เห็นใบหน้าของนาง กลับจ้องมองไปยังจมูกสามตาห้าของนาง พึ่งจะมองเห็นจุดแรกก็รู้สึกแสบดวงตา เจ็บปวดราวกับถูกคนทุบดวงวิญญาณอย่างรุนแรง
ปรมาจารย์ไท่เฉิงหยุดตามสัญชาตญาณ ถอยหลังหนึ่งก้าว หลับตาพักผ่อน จากนั้นจึงได้ลืมตาขึ้น
“เป็นอย่างไร”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงขมวดคิ้ว “ข้าว่าเจ้าจะโชคร้ายครั้งใหญ่แล้ว มีภัยพิบัตินองเลือด”
ฉินหลิวซีหัวเราะในลำคอ
ปรมาจารย์ไท่เฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ไม่แน่ข้าอาจจะมองผิดไป อย่างไรเสียก็แค่เหลือบมองครู่เดียว ไม่ได้ดูอย่างละเอียด”
“ไม่เป็นไร พวกเราไปดูหินสัตว์แกะสลักในถ้ำกันดีกว่า”
เมื่อปรมาจารย์ไท่เฉิงเห็นว่านางเอ่ยจบก็เดินไปเลย รู้สึกสับสนเล็กน้อย ค่อนข้างแปลกอยู่บ้าง
เขาพาฉินหลิวซีมาที่หินสัตว์แกะสลักสองตัวในถ้ำ เป็นเสือขาวดุร้ายสองตัว และมีอายุค่อนข้างยาวนานแล้ว แต่อย่างที่ปรมาจารย์ไท่เฉิงกล่าว อักขระที่อยู่บนตัวเสือขาวใหม่เป็นอย่างมาก แต่อักขระเหล่านั้น?
ฉินหลิวซีสัมผัสอักขระเหล่านั้นทีละตัว เอ่ย “นี่ไม่ใช่อักขระยันต์เรียกสิ่งชั่วร้ายทั้งหมด”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงตกตะลึง เข้าไปดูอักขระยันต์เหล่านั้น ก่อนจะเอ่ย “เป็นไปได้อย่างไร”
ฉินหลิวซีถอยหลังสองก้าว มองดูตำแหน่งของถ้ำและหินสัตว์แกะสลักสองตัวนั้น จากนั้นก็มองไปยังค่ายอาคม กล่าวว่า “เป็นคาถาอัญเชิญผีปรภพ เพียงแต่เขาผสมยันต์เรียกวิญญาณร้ายเข้าไปด้วย ใช้สิ่งชั่วร้ายเป็นเครื่องบูชา ใช้คนเป็นเครื่องเซ่นไหว้ อัญเชิญผีร้ายออกสู่โลกมนุษย์”
“นี่มันไม่ใช่ค่ายอาคมสังหารตาข่ายฟ้าทะลวงดินหรอกหรือ”
“ใช่แล้ว” ฉินหลิวซีหรี่ตาลง กล่าวว่า “ดังนั้นคนในค่ายอาคมนี้ล้วนเป็นเครื่องเซ่นไหว้”
“อัญเชิญผีร้ายแบบใดกัน ยังมีคนร้ายกาจกว่าเขาอีกหรือ” ปรมาจารย์ไท่เฉิงขมวดคิ้ว
ฉินหลิวซีหันกลับมา มองดูถ้ำพลางเอ่ย “นี่คงจะเป็นแผนการที่วางไว้สำหรับข้า เชิญวีรบุรุษเข้าสู่หนทางแห่งความตาย”
“หา?”
นางยื่นมือออกไปกดลงบนถ้ำ พลังอันชั่วร้ายจากถ้ำลอยออกมาอย่างน่ากลัว นางเคลื่อนไหวจิตสำนึกตามสัญชาตญาณ ปราบปรามพลังกลับคืนไป
เสียงดังสนั่น
ถ้ำสั่นสะเทือน
ปรมาจารย์ไท่เฉิงตกใจ กล่าวว่า “ข้างใน ข้างในนี้มีบางอย่าง”
ฉินหลิวซีหันกลับไปมองยังค่ายอาคม พลังชั่วร้ายรุนแรง กำลังพุ่งมาทางนี้ ซ้ำยังมีชาวเมืองที่สูญเสียสัญชาตญาณของคนเหล่านั้น
“ท่านปรมาจารย์ ท่านอยู่ขวางทางนี้ หากสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา ไม่ต้องเรียกข้า จัดการมันได้เลย!” ฉินหลิวซีเอ่ยออกมาหนึ่งประโยค จากนั้นก็มุ่งไปทางตำแหน่งใจกลางเมือง
ปรมาจารย์ไท่เฉิง “ข้า...”
ข้าอะไรอีก คนไม่อยู่แล้ว
เดี๋ยวนะ ข้างในมีอะไร นายท่านน้อยช่วยบอกก่อนจะไปได้หรือไม่
มีเสียงดังอึกทึกคึกโครมขึ้นอีกครั้ง
ถ้ำสั่นสะเทือนราวกับมีบางอย่างกำลังจะระเบิดออกมา หินถล่มลงมา หิมะไหลลงมากองบนพื้น
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเคลื่อนตัวหลบหิมะถล่มอย่างรวดเร็ว อันตรายเหลือเกิน เกือบถูกฝังแล้ว
เขาจ้องมองถ้ำเพื่อเตรียมตัว ขมวดคิ้วแน่น วันนี้คงไม่ม่องเท่งอยู่ที่นี่หรอกกระมัง
[1]. จมูกสามตาห้า กล่าวคือ ความยาวของหน้า เท่ากับ ความยาวของจมูกคูณ3 และความกว้างของหน้า เท่ากับ ความยาวของตาคูณ5 โดยจมูกจะอยู่กึ่งกลางใบหน้า สัดส่วนหน้าสมบูรณ์แบบของจีน
ตอนที่ 1218: เข้ามาและทำลาย
ฉินหลิวซีเข้าไปในค่ายอาคม ราวกับเข้าไปในเมืองผี พลังชั่วร้ายแน่นหนาและรุนแรง ลุกล้ำเข้าสู่แขนขาและเส้นลมปราณ ราวกับงูพิษจำนวนนับไม่ถ้วนที่บางเหมือนเส้นไหมชอนไชไปทั่วร่างกาย ปลุกเร้าความแค้นชั่วร้ายที่สุดและความโศกเศร้าอันน่าสลดใจที่สุดในใจคน
ปัง
ไฟนรกอันร้อนแรงปะทุออกมาทั่วร่างกายของนาง พลังชั่วร้ายราวกับได้พบดาวพิฆาตอันน่ากลัว ฉับพลันจึงหายไปในทันที แม้แต่ภายในรัศมีสามก้าวของนางก็ไม่มีร่องรอยของพลังชั่วร้ายแม้แต่นิด
ฉินหลิวซีกลับมองเห็นชาวเมืองที่อยู่ไม่ไกลจากนาง ไม่ว่าจะเป็นบุรุษ สตรี คนชรา เด็ก ต่างก็ถูกพลังชั่วร้ายปกคลุม ทั้งตัวเต็มไปด้วยพลังหยินอันเยือกเย็น ผิวหนังภายนอกล้วนเป็นสีดำมืดผิดปกติ
พลังหยินชั่วร้ายเข้าสู่ร่างกาย มันจะกัดกร่อนร่างกายก่อน พลังหยินอันหนาวเย็นจะทำให้การทำงานของร่างกายอ่อนแอลง และทำให้อวัยวะภายในและหลอดเลือดเสียหายด้วยเช่นกัน ดังนั้นผิวหนังจึงมีสีดำคล้ำ
ชาวเมืองที่อยู่ตรงหน้า มีไม่กี่คนที่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้
ปรมาจารย์ไท่เฉิงกล่าวผิดแล้ว ผู้ที่เป็นฆาตกรไม่ใช่นาง แต่เป็นคนที่วางค่ายอาคม
ฉินหลิวซีลดสายตาลง มาที่ใจกลาง ตรงกลางเป็นสถานที่คล้ายกับจัตุรัสเล็กๆ มีรูปปั้นหินของคนผู้หนึ่งตั้งอยู่ ถือตรีศูลอยู่ในมือ สวมชุดนักรบ ใบหน้าน่าเกรงขาม เต็มไปด้วยพลังชั่วร้าย
รูปปั้นหินรูปคนถูกแกะสลักยันต์รวบรวมหยินเพื่อดึงดูดพลังชั่วร้าย โดยวาดด้วยเลือดของคน ใต้รูปปั้นหินยังมีหินสัตว์แกะสลักชั่วร้ายตัวเล็กๆฝังอยู่ นอกจากนี้ยังมีศพของทารกตัวน้อยวางอยู่ที่ตำแหน่งเท้าของรูปปั้นหินโดยเห็นได้อย่างชัดเจน ดวงตาสีดำสนิทของกะโหลกศีรษะทารกคู่นั้นราวกับเปล่งประกายสีแดง และบนศพของนางก็ยังมีก้านหลิ่วพันอยู่ ก้านหลิ่วนั้นราวกับผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ก้านหลิ่วมีสีแดงเข้ม ประหลาดและดูชั่วร้าย
พลังชั่วร้ายหลั่งไหลออกมาจากสถานที่แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง แพร่กระจายไปยังสถานที่อื่นๆ
ฉินหลิวซีหยิบยันต์วิญญาณแล้วดันหินทองคำดำก้อนเล็กลงไป เสกไปที่ก้านหลิ่วสีแดง
ลมเย็นพัดแรง พลังชั่วร้ายพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง ชาวเมืองส่งเสียงกรีดร้อง วิ่งกรูกันเข้ามาหาฉินหลิวซีอย่างบ้าคลั่ง
ฉินหลิวซีไม่รอช้า หยิบยันต์วิญญาณกับอัญมณีเงินโบราณฝังลงไปในสถานที่ที่นางต้องการทีละชิ้น สุดท้ายก็แปะยันต์แปดทิศหยินหยางไท่จี๋ไว้บนใบหน้าของรูปปั้นหิน
นางไม่ได้ทำลายค่ายอาคมสังหารตาข่ายฟ้าทะลวงดิน แต่วางค่ายอาคมการพลิกผันหยินหยางทั้งห้าธาตุไว้ในนั้น จะมีการเคลื่อนไหวอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล พลังคุณธรรมของธาตุทั้งห้าในใต้หล้าจะไปกำจัดพลังหยินชั่วร้าย แม้ว่าจะมีคนตายก็จะไม่ใช่ความผิดของนาง
นางกำลังช่วยคน
ขณะที่ฉินหลิวซีกำลังวางค่ายอาคม ความเคลื่อนไหวทางด้านถ้ำก็รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับถูกกดดันให้เกิดความร้อนใจ กระแทกส่งเสียงออกมาดังขึ้นเรื่อยๆ
ปรมาจารย์ไท่เฉิงหยิบเครื่องรางของตัวเองออกมา ร่างกายเต็มไปด้วยพลังคุณธรรมที่กำลังหลั่งไหล
ถ้ำกำลังจะถูกทลาย
ในขณะที่ฉินหลิวซีกำลังร่ายคาถาวางค่ายอาคม ก็มีเสียงดังหึ่งๆ ปฐพีเปลี่ยนสีไปในทันที
ถ้ำระเบิดส่งเสียงดัง มีโลงศพหินกระเด็นออกมา พุ่งเข้าชนปรมาจารย์ไท่เฉิงโดยตรง
ปรมาจารย์ไท่เฉิง ‘เป็นหนี้ต้องจ่าย เป็นคนร้ายต้องชดใช้กรรม คำพูดนี้ช่างหลอกลวงจริงๆ!’
เขากำลังจะหลบ กลับเห็นโลงศพระเบิดเสียงดังปัง ศพสวมชุดเกราะของแม่ทัพ ในมือถือตรีศูลพุ่งเข้ามาแทงเขาพร้อมกับพลังชั่วร้ายอันเย็นยะเยือก
ศพกระตุกหรือ!
ไม่ นั่นมันคือผี!
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเหงื่อไหลพลางขุนลุกซู่เมื่อเห็นขนสีขาวทั้งตัวของมันกับตรีศูลแหลมคมอันน่ากลัว ถือแส้หางม้าไว้ในมือ เติมเต็มพลังวิญญาณ แล้วโจมตีไปที่มัน
ปีศาจผีตนนั้นเคลื่อนไหวเร็วมาก ตรีศูลของมันถูกแส้หางม้าฟาดเสียหลัก มันยื่นมือไปทางปรมาจารย์ไท่เฉิง ดูเหมือนว่ากระดูกมือจะมีกลไก ทันใดนั้นก็ยาวขึ้นมา นิ้วทั้งห้าของมันกลายเป็นกรงเล็บกระดูกอันแหลมคมคว้ามาทางนี้
เมื่อปรมาจารย์ไท่เฉิงเห็นกรงเล็บกระดูกนั้นก็สีหน้าเคร่งขรึม รีบดึงแส้หางม้ากลับมาทันที ปากท่องคาถา สะบัดแส้หางม้าออกไป ในขณะที่ขวางกรงเล็บกระดูกไว้ จิตวิญญาณเต๋าก็ได้ปล่อยแสงสีทองแสบตาออกมา ฟาดลงไปที่กรงเล็บกระดูกนั่น
ปีศาจผีเจ็บปวด ดึงกรงเล็บกลับคืน กรงเล็บกระดูกนั้นมีควันสีดำลอยออกมา เขาส่งเสียงคำรามสะท้านแก้วหูด้วยความโกรธ หยิบตรีศูลออกมาแล้วไล่แทงปรมาจารย์ไท่เฉิง
ตรีศูลเต็มไปด้วยพลังอันร้ายกาจ อำนาจนั้นราวกับศาสตราวุธเทพ ไม่สิ มันก็คือศาสตราวุธเทพ ไม่รู้ว่าสังหารคนและปีศาจร้ายไปเท่าไหร่แล้ว พลังไม่ธรรมดา
เป็นครั้งแรกที่ปรมาจารย์ไท่เฉิงรู้สึกถึงความกดดัน รู้สึกทอดถอนใจ เหตุใดปีศาจผีตนนี้จึงได้มีศาสตราวุธเทพเป็นของฝังศพ เหตุผลของสวรรค์อยู่ที่ไหน
ตรีศูลกำลังใกล้เข้ามา ปรมาจารย์ไท่เฉิงอัญเชิญกระจกเฉียนคุนแปดเหลี่ยมออกมา ทันทีที่อักขระสีทองของกระจกออกมา ปีศาจผีกรีดร้องอย่างรุนแรง ยกมือขึ้นมาบัง ทันใดนั้นก็เกิดความคิด ตรีศูลถูกพุ่งไปทางใบหน้าของปรมาจารย์ไท่เฉิง
ปรมาจารย์ไท่เฉิงก้มตัวลงตามสัญชาตญาณ ตรีศูลนั้นเฉียดหนังศีรษะของเขาไป จากนั้นกรงเล็บก็ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา เขายังไม่ทันได้หลบก็ถูกจิกลงที่หัวไหล่ของเขา
แย่แล้ว!
กรงเล็บเจาะเข้าไปในร่างกาย พลังหยินชั่วร้ายราวกับน้ำแข็งหนาวเข้าไปถึงกระดูกพุ่งเข้าสู่ร่างกายทันที
ปรมาจารย์ไท่เฉิงหยิบยันต์ห้าสายฟ้าออกมาหนึ่งแผ่นแปะลงไปบนปีศาจผี จิตวิญญาณเต๋าพุ่งทะยานไปทั่วร่างกาย รีบถอยออกมาอย่างรวดเร็ว
ปัง
ยันต์ห้าสายฟ้าระเบิดเสียงดัง แต่ว่าปีศาจผีตนนั้นได้พุ่งออกมาท่ามกลางแสงสายฟ้าและหมอกควันตรงเข้ามาหาเขา
ข้างหน้ามีปีศาจผี ข้างหลังมีตรีศูล ปรมาจารย์ไท่เฉิงรู้สึกว่าคราวนี้จบเห่จริงๆแล้ว!
ปรมาจารย์ไท่เฉิงสายตาเกรี้ยวกราด แม้ว่าจะตายก็ต้องเอาผีพันปีตนนี้ไปด้วย
เขาอัญเชิญเครื่องรางคุ้มภัยออกมา แผนภาพเคลื่อนย้ายจักรวาลหนึ่งพันลี้ ทันทีที่ปีศาจผีตนนั้นแตะต้องเขา แผนภาพก็จะเคลื่อนย้ายเขาออกไป และตรีศูลที่เกือบจะแทงเข้าไปในร่างของเขาได้แทงเข้าไปในร่างที่ไม่เน่าเปื่อยของปีศาจผี
ยังไม่ทันได้ดีใจ ปรมาจารย์ไท่เฉิงก็เห็นปีศาจผีตนนั้นดึงตรีศูลออกจากร่างกาย ศพของมันได้รับการซ่อมแซมด้วยพลังชั่วร้าย
ปรมาจารย์ไท่เฉิง “!”
นายท่านน้อย ข้ากับศัตรูมีความเหลื่อมล้ำกันเกินไป มาช่วยกันหน่อยสิ!
เมื่อเห็นว่าปีศาจผีพัวพันไม่ลดละ ปรมาจารย์ไท่เฉิงสายตาพร่ามัว เงาสีเขียวปรากฏขึ้นตรงหน้า โจมตีเข้าใส่ปีศาจผีตนนั้น
ศาสตราวุธเทพในมือของฉินหลิวซีสนุกเป็นอย่างมาก พวกเดียวกัน เป็นพวกเดียวกัน หากกลืนกินวิญญาณอาวุธและพลังดุร้ายของตรีศูลนี้ มันก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
แน่นอนว่าอาวุธป้องกันตัวควรจะแข็งแกร่งกว่านี้ ทันทีที่ฉินหลิวซีฟาดลงไป ปีศาจผีตนนั้นก็ใช้ตรีศูลสกัดตามสัญชาตญาณ จากนั้นดูเหมือนว่าคมมีดสามแฉกจะสั่นเทา
มันมองไป เห็นว่าดาบเล่มนั้นกำลังกลืนกินพลังอันดุร้ายจากตรีศูล อาวุธผีกำลังต่อต้านและหวาดกลัว
ปีศาจผีตาแดงก่ำ จ้องมองฉินหลิวซี ใช้กลอุบายเก่าอีกครั้ง กรงเล็บกระดูกคว้าไปที่นาง แต่คนตรงหน้ากลับไม่หลบหลีกเหมือนตาเฒ่าผู้นั้น ซ้ำยังพุ่งเข้าใส่
ปรมาจารย์ไท่เฉิงกลืนยันต์ระงับพลังชั่วร้ายอย่างไม่ต้องคิดพลางตะโกนว่า “ระวังสิ่งนั้น กรงเล็บกระดูกร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง ยันต์ห้าสายฟ้าก็ทำอะไรมันไม่ได้”
ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ยันต์ห้าสายฟ้าทำอะไรไม่ได้ เช่นนั้นก็ดูว่าไฟนรกจะทำได้หรือไม่”
อะไรนะ
ทันทีที่กรงเล็บกระดูกโดนตัวฉินหลิวซี ไฟก็ปะทุขึ้นมาทันที มันส่งเสียงกรีดร้องคำรามอย่างรุนแรง ก้าวถอยหลัง พยายามสะบัดไฟออกจากกรงเล็บ
แต่ไฟกลับพุ่งเข้าใส่แขนของมันอย่างรวดเร็ว มันพยายามจะหักแขนที่ติดไฟ แต่กลับสายเกินไป
เสียงดังสนั่น
ไฟนรกราวกับลิ้นพันรอบตัวมัน ไฟแผดเผาทั่งร่างกาย
ปรมาจารย์ไท่เฉิงมองดูไฟนรกที่ราวกับบงกชแสงสีทองแดงม่วงแล้วกลืนน้ำลาย
ไฟนี้ร้ายกาจยิ่งกว่าสายฟ้าเสียอีก
ที่แท้ก็เป็นข้าคนเดียวที่มีความเหลื่อมล้ำกับศัตรู ไม่ใช่นายท่านน้อยตรงหน้าผู้นี้!
ไฟนรกบงกชแดงสามารถแผดเผาบาปทั้งปวง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงกระดูกแห้งที่ไม่เน่าเปื่อยมานับพันปีของปีศาจผี ต้องใช้ไฟเผา แต่หากสายฟ้าทำอะไรมันไม่ได้ หรือว่ามีคนปกป้องมัน
ฉินหลิวซีมองดูปีศาจผี กลายเป็นขี้เถ้าร่วงหล่นลง นางมองดูถ้ำด้วยดวงตาเกรี้ยวกราด หนึ่งฝ่ามือโจมตีเข้าใส่ “ในเมื่อมาแล้ว เหตุใดจึงเอาแต่ซ่อนหัวโผล่หาง”
ตอนที่ 1219: เผยต้นกำเนิดที่แท้จริงของนาง!
ขณะที่ลมพลังวิญญาณ จากฝ่ามือของฉินหลิวซีพัดถล่มถ้ำ เงาดำหนึ่งก็ถูกนางบังคับให้ออกมา
เมื่อเห็นเงาดำ นางไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่นิดเดียว ไม่พูดอะไรสักคำ โจมตีใส่เขาด้วยความเร็วและแม่นยำ เห็นได้ชัดว่าฝ่ายตรงข้ามคิดไม่ถึงว่านางจะโจมตีโดยไม่พูดอะไรเลย ตอบสนองอย่างรวดเร็ว หลบออกไป
เมื่อเงาดำปรากฏขึ้น ปรมาจารย์ไท่เฉิงก็เกร็งไปทั้งตัว เป็นพลังแข็งแกร่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
เงาดำตรงหน้านี้ซ่อนอยู่ในถ้ำ เขากลับไม่สังเกตเห็นเลยแม้แต่นิด กระทั่งไม่รู้ว่าเขาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ และพลังของเขาก็น่าขนลุก
นี่เป็นการมีอยู่ที่น่ากลัวและรับมือยากกว่าปีศาจผีเสียอีก
หรือว่าจะเป็น...
ปรมาจารย์ไท่เฉิงรูม่านตาหรี่แคบลง คว้าเครื่องรางของตัวเองไว้ เรียกกองกำลังเสริมตอนนี้จะทันหรือไม่
ฉินหลิวซีพลาดการโจมตีครั้งแรกจึงไล่ตามไป ในขณะเดียวกันก็เติมเต็มกระแสจิตลงไปในกระดิ่งสามบริสุทธิ์ที่อยู่ในมือ กระดิ่งสั่นสะเทือน ก่อนจะลอยไปหาเขาราวกับดาบน้ำแข็งที่หนาวเหน็บเข้าไปในกระดูก
การโจมตีของเสียงราวกับดาบ อันตรายถึงชีวิต
ซื่อหลัวหัวเราะเสียงดัง มือทั้งสองข้างร่ายม่านอาคมป้องกันรอบตัว จากนั้นก็ร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว คำว่า ‘ทำลาย’ หลุดออกมาจากปากของเขา
กระดิ่งสามบริสุทธิ์สั่นอยู่ครู่หนึ่ง การโจมตีของเสียงพังทลายลง
ฉินหลิวซีใบหน้าเย็นชา เคลื่อนไหวรวดเร็ว กลายเป็นสายฟ้ามาอยู่ตรงหน้าเขา ฟาดไม้จินกังลงไป
เป๊าะ
ม่านอาคมป้องกันถูกนางทำลาย ซื่อหลัวสกัดไม้จินกังของนางไว้ กล่าวว่า “ไม้กระจอก กระจอกของราชายมโลก เจ้ากลับใช้มันได้อย่างคล่องมือ แต่มันจะมีประโยชน์อะไร”
“มันไม่มีประโยชน์ แล้วสิ่งนี้ล่ะ” ไม่รู้ว่าฉินหลิวซีหยิบเข็มเงินฝังลงไปบนจุดฝังเข็มใหญ่บนร่างกายเขาหลายจุดตั้งแต่เมื่อไหร่
ซื่อหลัวชะงัก กำลังจะใช้กระแสจิตไล่มันออกไป
ฉึก
เข็มบินเหล่านั้นได้เข้าสู่ร่างกายของเขาแล้ว แทงเข้าไปในเส้นลมปราณต่างๆ เข็มนั้นร้อนระอุดั่งงูไฟ ราวกับลุกไหม้มาจากข้างใน
ซื่อหลัวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้โกรธ หลีกเลี่ยงการโจมตีของนางอีกครั้ง ถามด้วยรอยยิ้มว่า “ลูกไม้ของเจ้ามีไม่น้อยเลย เข็มนี้มีชื่อเรียกว่าอะไรหรือ”
เข็มเงินธรรมดาทั่วไปจะไม่เป็นเช่นนี้ หลังจากเข้าสู่ร่างกายก็จะไหลไปทั่วเส้นลมปราณอย่างรวดเร็ว บอกได้เพียงว่าเข็มนี้นางได้หล่อหลอมมาแล้ว
ฉินหลิวซีเอ่ย “มีคำถามย่อมมีคำตอบ เจ้าถามข้าตอบ เจ้าตอบข้าถาม ดีหรือไม่”
“ตกลง”
“ศูนย์กลางของค่ายอาคมที่นี่ไม่ใช่ดวงตาของค่ายอาคม หมากนี้เจ้าตั้งใจวางเพื่อข้าโดยเฉพาะงั้นหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยพลางเสกคาถาใส่
“ถูกต้อง” ซื่อหลัวสกัดกลับคืนมา เขาเสกคาถาสายฟ้า “การรับมาโดยไม่ตอบแทนนั้นไร้มารยาท นี่เป็นสิ่งที่เจ้าสอน พูดคุยกับผู้อาวุโส ให้ความเคารพสักหน่อย อย่าเล่นอุบายสกปรก”
ปัง
ฉินหลิวซีโดนผ่าเข้าเต็มๆ นางสวมเสื้อผ้าอีกชุด เลียเลือดที่มุมปาก เอ่ย “เจ้าอยากจะฆ่าข้าหรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ลงมือโดยตรง”
“เจ้าเคยได้ยินคำพูดที่ว่าการไร้ศัตรูนั้นเหงาเพียงใดหรือไม่ การต่อสู้ที่ไร้คู่ต่อสู้นั้นน่าเบื่อ ก่อนที่ข้าจะเป็นเทพเจ้า ได้เห็นพวกเจ้าดิ้นรนปากกัดตีนถีบ ก็เป็นความบันเทิงเช่นกัน” ซื่อหลัวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ใช้ปีศาจผีเป็นตัวล่อให้เจ้ามาที่นี่ ไม่ได้ต้องการฆ่าเจ้า แค่อยากจะยืนยันอะไรบางอย่าง”
“อะไร” ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว
ซื่อหลัวมองนาง “เรื่องนี้ยากที่จะเอ่ย”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องเอ่ย มาสู้กัน!” ฉินหลิวซีอัญเชิญโซ่ตรวนวิญญาณออกมา
ซื่อหลัวไม่ได้หลบหลีก คว้าโซ่ตรวนวิญญาณไว้ กล่าวว่า “เจ้าช่างร้อนแรงพอๆกับชะตาชีวิตที่ถูกกำหนดให้เป็น ไฟนรกบงกชแดง ช่างร้อนแรงจริงๆ”
ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว ดวงตาทั้งสองข้างลุกเป็นไฟ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“หลายพันปีมานี้ไม่มีใครสามารถโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ได้ เห็นได้ว่าในยุคนี้นั้นขาดพลังวิญญาณ พืชและสัตว์วิญญาณนั้นไม่สู้คนที่ฝึกบำเพ็ญเซียน อาศัยเพียงการฝึกบำเพ็ญธรรมดา จะสามารถไปถึงจุดโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ได้อย่างไร นักพรตในลัทธิเต๋า สามารถฝึกบำเพ็ญได้หลายร้อยปีก็ได้ชื่อว่าเป็นอมตะแล้ว นับว่าเป็นจุดสูงสุด เป็นเซียนน่ะหรือ อย่าหวังเลย”
ฉินหลิวซีหัวเราะเยาะ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเจ้ายังกล้าฝันกลางวันอันยิ่งใหญ่ที่จะโบยบินขึ้นไปเป็นเทพ”
ยากที่จะทำให้ซื่อหลัวสำลักได้ กล่าวว่า “ข้าเป็นข้า ก็แค่มดตัวเล็กๆ จะมาเทียบข้าได้อย่างไร”
“พูดราวกับตัวเจ้าเองเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้” ฉินหลิวซีหัวเราะในลำคอ “ก็จริง หากเจ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป ก็คงไม่ทำเรื่องที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน หากเจ้าเป็นคน ก็จะไม่ปฏิบัติต่อคนเหมือนมดโดยฆ่าฟันตามใจชอบ หากเจ้าเป็นคนก็คงไม่เป็นเช่นนี้ ต้องยืมเปลือกนอกของคนอื่นมาสัมผัสถึงการเต้นของหัวใจ”
ซื่อหลัวสีหน้าเย็นชา “ปากคอเราะราย เจ้าเอ่ยเช่นนี้คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายคุณธรรมอย่างแท้จริง เป็นผู้กอบกู้ที่ช่วยชีวิตคนทุกข์ยากหรือ กล่าวตามตรง เจ้าก็แค่คนที่เหมือนกับข้าเท่านั้น”
“ขอบคุณ แต่ไม่จำเป็นต้องยกย่องเช่นนี้ ข้าไม่ได้เลวทรามเหมือนเจ้า!”
ซื่อหลัวหัวเราะ ชี้ไปที่นางพลางเอ่ย “เลวทราม? คนในใต้หล้าใครก็มีสิทธิ์บอกว่าข้าเลวทราม มีเพียงเจ้าที่ไม่คู่ควร”
ฉินหลิวซีหรี่ตาลง หัวใจเต้นแรง
ซื่อหลัวมองนางพลางเอ่ย “เจ้าสืบทอดในลัทธิเต๋า ในเมื่อรู้จักหงเหมิง เช่นนั้นรู้หรือไม่ว่ามีไฟยักษ์ประหลาดสิบดวงในสมัยโบราณ”
“ตามตำนานกล่าวว่านับตั้งแต่กำเนิดไฟนรกบงกชแดงท่ามกลางไฟยักษ์ประหลาดสิบดวง จิตวิญญาณแห่งไฟนั้นไม่ได้รับการขัดเกลา ซุกซนเกเร แต่กลับฉลาดหลักแหลม เปลวไฟของมันเต็มไปด้วยเปลวเพลิงสังหารที่แข็งแกร่งและเด็ดขาด ซึ่งสามารถเผาบาปทั้งปวงได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยวิญญาณใดๆ ลูกไฟตกลงสู่ยมโลก ไม่ได้ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน เปลวไฟกำเนิดขึ้นโดยควบคุมไม่ได้ ออกมาวิ่งเล่นอย่างซุกซน แผดเผาดวงวิญญาณนับไม่ถ้วน เผาทำลายยมโลก จากนั้นก็พุ่งออกมาจากปรภพ ตกลงสู่โลกมนุษย์ ราษฎรราวกับอยู่ในทะเลเพลิงนรกที่ทอดยาวหลายหมื่นลี้ ทำให้สิ่งมีชีวิตมอดไหม้ กฎแห่งสวรรค์พังทลาย บาปทะยานขึ้นสู่ฟ้า”
ซื่อหลัวมองนางด้วยความสงสาร กล่าวว่า “เทพเจ้าพิโรธ กระชากวิญญาณลูกไฟ พิพากษาให้กลับชาติมาเกิดสิบครั้ง ลิ้มรสความทุกข์ยากของโลกมนุษย์ บำเพ็ญบุญกุศลนับหมื่นพันเพื่อชดใช้บาปแห่งการทำลายล้างโลก”
นี่คือชาติที่เก้า
ห้าพยางค์นี้ผุดขึ้นมาในหัวของฉินหลิวซี ใบหน้าขาวราวหิมะ มีเพียงดวงตาชาญฉลาดทั้งสองข้างเท่านั้นที่สว่างไสวด้วยบงกชแดงสองดวง มองเห็นเหตุการณ์หนึ่ง
ในทะเลเพลิงบงตกแดง เปลวเพลิงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมโลกทั้งใบเป็นสีแดง สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนในทะเลเพลิงกลายเป็นขี้เถ้าโดยไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้อง ก็ได้ถูกทำลายในทะเลเพลิงแล้ว
ไฟนรกเผาผลาญโลก โลกมนุษย์ถูกทำลาย วิถีแห่งสวรรค์ล่มสลาย โลกใบเล็กหายไปในสามพันโลก ราวกับน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร ไม่มีพลังชีวิตอีกต่อไป
ลูกไฟบงกชแดงถูกเทพเจ้าเรียกกลับคืนมา กระชากดวงวิญญาณลูกไฟ โบยตีนับหมื่นครั้ง จากนั้นก็เข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิดสิบชาติ รับผิดชอบในการกอบกู้โลกเพื่อชดใช้บาปการทำลายล้างโลก
ฉินหลิวซีคุกเข่าลงด้วยความมึนงงในความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือก มีคนพูดสิ่งนี้กับนางในความว่างเปล่า
ใคร ใครเป็นคนพูด
ซื่อหลัวกล่าวว่า “จำได้แล้วหรือไม่ เจ้าก็คือลูกไฟบงกชแดงนั่น มิเช่นนั้นแค่นักพรตธรรมดาอย่างเจ้า ไหนเลยจะฝึกฝนจนมีไฟประหลาดในร่างกายได้ ทำลายล้างโลก เจ้าทำได้รวดเร็วและเด็ดขาดกว่าข้า เจ้าจะมีสิทธิ์มาวิจารณ์ข้าได้อย่างไร”
ไม่ ไม่ใช่ข้า
ฉินหลิวซีโกรธ มีเปลวไฟพุ่งออกมาจากใต้เท้า ห่อหุ้มนางไว้ในนั้น
เป็นเปลวไฟบงกชแดงที่ร้อนระอุและร้ายกาจ
ไฟคือนาง นางก็คือไฟ
ปรมาจารย์ไท่เฉิงที่หลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งกำลังเตรียมจะโจมตีซื่อหลัว เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ก็มองนางด้วยความตกใจ แข็งทื่อไปทั้งตัว
เขาได้ยินความลับที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกนี้ คงจะไม่ถูกสองคนนี้ฆ่าปิดปากหรอกกระมัง
[1]. หงเหมิง คือเป็นตำนานการสร้างโลกตามคติความเชื่อของจีน
ตอนที่ 1220: มีแต่คำพูดขัดหู ข้าอยากจะฆ่าเจ้า
ความทรงจำของฉินหลิวซีถอยหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว นางนึกถึงคำเตือนที่อาจารย์บอกอยู่เรื่อยๆ นึกถึงคำที่อาจารย์ฮุ่ยเหนิงเคยชี้แนะ และยังมีผู้คนอีกมากมายอย่างเช่นราชาแห่งยมโลก
พวกเขาเคยกล่าวไว้ว่าอย่าเล่นกับไฟ
ใช่แล้ว อย่าเล่นกับไฟ เพราะหากนางสูญเสียการควบคุม ทุกคนจะต้องทุกข์ทรมาน ผลที่ตามมา บาปกรรมเหล่านั้น นางไม่อาจชดใช้ได้
ฉินหลิวซีรู้สึกอัดอั้นในใจ ราวกับเด็กที่ทำอะไรบางอย่างผิด ได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้น บีบนิ้วมือ ทำตัวไม่ถูก
ไม่ใช่เช่นนั้น
นางเป็นเพียงคนที่มาจากโลกหนึ่ง แล้วก็ค่อนข้างฉลาด ทำได้ทุกอย่าง นางมีความใจอ่อน มีจุดอ่อน จะเป็นคนมีบาปมหันต์ที่ทำลายล้างโลกได้อย่างไร
บุญกุศลที่นางสั่งสม สั่งสมเท่าไหร่ก็ไม่มากพอ เป็นเพราะเหตุนี้หรือ
หากเป็นนาง นางจะมีหน้าไปพบอาจารย์กับผู้คนในโลกนี้ได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ตาเฒ่า...
จิตใจของฉินหลิวซีพังทลายลง ไฟทั่วทั้งร่างกายลุกไหม้ ซื่อหลัวมองดูมัน ดวงตาเป็นประกาย ลุกไหม้ให้มากขึ้นกว่านี้ จงอยู่กับข้า พวกเราก็จะกลายเป็นกฎแห่งสวรรค์ เช่นนั้นก็จะมีความสุขไม่ใช่หรือ
จิตใจของฉินหลิวซีพังทลาย ทันใดนั้นแสงสีทองราวกับดวงอาทิตย์อันอบอุ่นก็สาดส่องเข้ามา ราวกับฝ่ามือยักษ์ โอบอุ้มนางขึ้นมาจากการจมน้ำ
“เจ้าจำไว้ เจ้าคือเจ้า ฉินหลิวซีที่เป็นสายน้ำไหลย้อนกลับทางทิศตะวันตก และเป็นลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจของข้า”
เสียงแก่ชราที่มีเมตตาและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักดังก้องอยู่ในจิตของนางเพื่อปลอบโยนนาง
ชะตากรรมของนางคือลูกไฟที่มีไฟนรกบงกชแดง ลูกไฟยังอยู่ ย่อมเกิดไฟนรก นางเคยทำบาปที่ไม่อาจให้อภัยได้ แล้วอย่างไร ในชาตินี้นางเป็นเพียงแค่ฉินหลิวซี นางมาเพื่อลิ้มรสความทุกข์ยากของคนบนโลก การมีอยู่ของนางเพื่อกอบกู้โลกชดใช้บาป
ชาตินี้นางเป็นนักพรตหญิงฉินหลิวซี นามเต๋าว่าปู้ฉิว
ไม่ขอร้องให้ใครมาสงสาร ไม่ถามถึงความรุ่งโรจน์ในชีวิต ไม่ขออยู่เป็นอมตะ
เพียงแต่ขอมีชีวิตอยู่โดยไม่ละอายใจ
ไฟนรกดับลง ฉินหลิวซีลืมตาขึ้น “เอ่ยมากพอแล้วหรือไม่”
ซื่อหลัวเลิกคิ้ว
“เอ่ยมามากมายขนาดนี้ เพื่ออยากจะบอกว่าข้ามีที่มาที่ไม่ธรรมดาแค่ไหนอย่างนั้นหรือ” ฉินหลิวซีมองเขา “ในเมื่อรู้ว่าข้ามีอยู่เพื่อปกป้องโลก เหตุใดเจ้ายังไม่ลงมือฆ่าข้า ข้าต้องเวียนว่ายตายเกิดสิบชาติเพื่อมาช่วยกอบกู้โลก เป็นดาวพิฆาตที่มาต่อกรกับเจ้าโดยเฉพาะ”
ซื่อหลัวหัวเราะพลางเอ่ย “ที่สวรรค์ยังเป็นสวรรค์ก็เพราะว่ามันเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ เช่นนี้สัตว์ทั้งหลายย่อมเท่าเทียมกันภายใต้กฎเกณฑ์ ข้าถูกปราบปรามกำลัง เจ้าเองก็เช่นกัน ตอนนี้เจ้าเป็นเพียงนักพรตที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ในโลกนี้ก็เท่านั้น จะต่อสู้กับข้า ก็ต้องพึ่งสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้ในชาตินี้เท่านั้น ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะขวางไม่ให้ข้าทำลายโลกได้หรือไม่”
“เจ้าไม่กลัวเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้หรือ”
“หากจะบอกว่ากลัวการเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ มิสู้บอกว่าข้าอยากให้เจ้าเป็นคนของข้า ที่เจ้าต้องเวียนว่ายตายเกิดก็เป็นเพราะมีกฎแห่งสวรรค์ ถูกมันผูกมัดและปราบปราม หากเจ้าติดตามข้า เป็นผู้รับใช้เทพของข้า พวกเราก็จะกลายเป็นกฎแห่งสวรรค์ ถามหน่อยว่าใครจะสามารถทำอะไรพวกเราได้” ซื่อหลัวล่อใจอย่างเป็นขั้นตอน กล่าวว่า “หากเรากลายเป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนี้ เป็นเทพเจ้า ไหนเลยยังต้องกังวลว่าจะถูกผูกมัด ถูกพิพากษา”
ฉินหลิวซีก็หัวเราะเช่นกัน สายตาที่มองเขาราวกับกำลังมองสิ่งที่น่าสมเพช กล่าวว่า “เมื่อเป็นเทพเจ้าแล้วจะไม่ถูกตัดสินหรือ ในสมัยโบราณมีหงเหมิง และยังมีสงครามทำลายเทพเจ้าในสมัยโบราณอีกด้วย เจ้าบำเพ็ญทั้งพระพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า ฉลาดเพียงนี้ แม้แต่ประวัติความเป็นมาของไฟประหลาดสิบดวงก็ยังจำได้อย่างชัดเจน เหตุใดจึงจำไม่ได้ว่าเทพก็เคยถูกประหาร”
ซื่อหลัวแสยะยิ้มอย่างเย็นชา
“หากเทพเจ้าไร้ความเมตตา ย่อมมีคนสังหารเทพ ใครบอกว่าเทพจะมีชีวิตคงอยู่ตลอดไป” ฉินหลิวซีมองเขา “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ ต่อให้เจ้ากลายเป็นเทพ มีชีวิตอยู่เป็นอมตะ เจ้าคิดว่าจะมีความสุขหรือ”
“เจ้าอยากจะเอ่ยอะไรกัแน่”
“ถูกกักขังมาห้าพันปี เจ้าเหงาหรือไม่ แม้ว่าจะไม่มีร่างเนื้อ แต่ดวงวิญญาณของเจ้ายังคงอยู่ ตอนนี้เจ้าหนีออกมาจากมหานรกอเวจี หลบซ่อนตัวเพื่อที่จะเป็นเทพเจ้า ทำไปมากมายขนาดนี้ มีใครเห็นด้วยกับเจ้าบ้างหรือไม่ หลายปีมานี้มีใครพูดคุยกับเจ้าบ้างหรือไม่ เจ้าบอกว่ามองดูพวกข้าที่เป็นมดเหล่านี้ดิ้นรนต่อสู้ เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมรับว่าเจ้าเหงาแค่ไหน ซื่อหลัว ความเหงาก่อนที่เจ้าจะกลายเป็นเทพเจ้านั้นเจ้ายังรับมันไม่ไหว นับประสาอะไรกับการที่ได้มีชีวิตอยู่เป็นอมตะแล้ว คนเราอยู่อย่างมีความสุขไปตลอดชีวิตจะดีกว่า ดื่มสุราสักเหยือกกับสหายรู้ใจสามสี่คน จึงจะคุ้มค่าที่ได้มาเยือนโลกใบนี้”
ซื่อหลัวเงียบไป
หลังจากผ่านไปพักใหญ่เขาก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “เจ้ากำลังใช้ไม้อ่อนกับข้า ใช้กลอุบายเห็นสัจธรรม เกลี้ยกล่อมให้ข้าวางดาบลงแล้วตั้งตนเป็นพุทธะในตอนนี้? เจ้ากำลังจะทรยศลัทธิเต๋าหรือ”
“เปล่า!”
“แล้ว?”
“มีแต่คำพูดขัดหู ข้าอยากจะฆ่าเจ้า!” ฉินหลิวซีเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ศาสตราวุธเทพอยู่ในมือ พุ่งเข้าใส่เขาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
ฉึก
ศาสตราวุธเทพทะลุผ่านร่างกายเขา ดวงวิญญาณซื่อหลัวเจ็บปวด ลอยออกมาจากร่างกายนั้น กล่าวว่า “พูดอย่างทำอย่าง เด็กจอมเจ้าเล่ห์อย่างเจ้า ข้าประเมินเจ้าต่ำไม่ได้จริงๆ”
เขาใช้กระแสจิต พื้นที่นี้ถูกเขาพับโดยทันที ราวกับกรงขัง ภายในจิตวิญญาณมีกระดูกหลายชิ้นที่เปล่งพลังไร้ขีดจำกัด
“เจ้าทำร้ายข้าได้ หรือว่าไม่ได้อาศัยกำลังของข้า? เด็กเจ้าเล่ห์ เป็นคนไม่ควรทำเช่นนี้ เกลียดตัวกินไข่นั้นไม่เหมาะสม”
ซื่อหลัวเข้าใกล้นาง กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายผสมกับความอาฆาตพยาบาทที่ท่วมท้น ห้อมล้อมนางไว้อย่างหนาแน่น พยายามปลุกเร้าความเกเรแต่เดิมที่อยู่ลึกลงไปในใจของนาง
ฉินหลิวซีมองไปยังนิ้วชี้ซ้าย รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของกระดูกนั้น มีบางอย่างผ่านเข้ามาในหัว
“ไร้ยางอาย” นางใช้กระแสจิต พลังของศาสตราวุธเทพทะยานเพิ่มขึ้น พลังแห่งความชั่วร้ายพุ่งเข้าหาเขา
ดวงวิญญาณของซื่อหลัวสั่นคลอนเล็กน้อย แบ่งสมาธิครึ่งหนึ่งมาสกัดพลังของศาสตราวุธเทพพลางกล่าว “ดูเหมือนว่าพวกเราจะถูกกำหนดไว้ว่าไม่มีวันเป็นสหายกันแล้ว เช่นนั้นข้าจึงต้องขอของขวัญของข้าคืน”
ร่างกายของฉินหลิวซีร้อนระอุ อยากจะอัญเชิญไฟนรกออกมา เสียงภาษาสันสกฤตดังขึ้น เหมือนกับการจองจำ และเหมือนกับการผูกมัด ทำให้ดวงจิตของนางเจ็บปวดอย่างรุนแรง
“รู้ว่าเจ้ามีที่มาอย่างไร มีหรือข้าจะไม่เตรียมพร้อม พุทธะก็มีของดีเช่นกัน ไม่ว่าเจ้าจะดื้อรั้นแค่ไหน ก็จะมีเสียงปีศาจที่ปราบปรามเจ้าได้เสมอ ราวกับมนต์สะกดที่รัดแน่น” กระแสจิตของซื่อหลัวเคลื่อนไหว ปากกล่าวพึมพำอะไรบางอย่าง
มือซ้ายของฉินหลิวซีไม่สามารถหยุดการสั่นสะท้านได้ มองไปยังมือซ้ายของตัวเอง ราวกับถูกเขายกขึ้น นิ้วมือซ้ายถูกพลังจิตกรีดเนื้อ เลือดไหลออกมา
กึก
กระดูกนิ้วถูกเขาฝืนดึงออกมา เนื้อห้อยลงอย่างอ่อนนุ่ม
ดึงกระดูกกลืนวิญญาณ
ตอนนางเชื่อมต่อกับกระดูกนี้นั้นเจ็บปวดแค่ไหน ตอนนี้ก็เจ็บปวดแค่นั้น
จิตวิญญาณเต๋าของฉินหลิวซีพุ่งทะยานไปทั้งร่างกาย ไม่สนความเจ็บปวดอย่างรุนแรงของดวงจิต ฝืนทำลายการจองจำของเสียงสันสกฤตนั้น ในขณะที่ไฟลุกโชน ศาสตราวุธเทพก็โจมตีเข้าใส่ซื่อหลัวด้วยพลังอันท่วมท้น
หวึ่ง
ดวงจิตของซื่อหลัวสั่นไหว รีบเอากระดูกนิ้วต่อลงบนนิ้วของตัวเองทันที ต้านทานพลังการโจมตีของศาสตราวุธเทพอีกครั้ง เมื่อกำลังจะโจมตีฉินหลิวซี ทันใดนั้นก็มีกลิ่นอายของราชาปีศาจปรากฏขึ้นกลางอากาศ
สองต่อหนึ่ง ไม่ ยังมีศาสตราวุธเทพด้วย เวลานี้ไม่ใช่โอกาสการทำสงครามอย่างดุเดือด ช่างเถิด
เขาหายตัวไปในท้องฟ้ายามค่ำคืนทันที เหลือไว้เพียงเสียงหัวเราะของเขา “ไม่ว่าจะพังพินาศไปด้วยกัน หรือว่าใครคนใดคนหนึ่งต้องตาย เด็กเจ้าเล่ห์ เจ้ากับข้าจะต้องสู้รบกันอย่างดุเดือดถึงขีดสุด”
ฉินหลิวซีได้รับการสะท้อนกลับอย่างรุนแรง กระอักเลือดออกมาเต็มปาก ตกลงมาจากกลางอากาศ
“หากข้าไม่อยู่ ร่างเล็กๆ ของท่านได้แตกละเอียดแน่!” เฟิงซิวรับนางด้วยความโกรธ เมื่อเห็นนางนิ้วขาด ดวงตาจิ้งจอกก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
สารเลวซื่อหลัว กล้าดีอย่างไรมาดึงกระดูกไป!
[1]. หงเหมิง คือเป็นตำนานการสร้างโลกตามคติความเชื่อของจีน
จบตอน
Comments
Post a Comment