ตอนที่ 1221: ต่อกระดูกขจัดพลังชั่วร้าย
ฉินหลิวซีถูกเฟิงซิวอุ้มไว้ในอ้อมแขน นางฝืนยิ้ม “มาแล้วหรือ”
น้ำเสียงฟังดูสบายๆ พอๆกับถามเขาว่ากินข้าวหรือยัง
เฟิงซิวกล่าวด้วยใบหน้ามืดครึ้มว่า “หากข้าไม่มา เกรงว่าท่านจะถูกปีศาจเฒ่าตนนั้นขย้ำแล้ว ดูสภาพท่านตอนนี้สิ”
ไม่เป็นไร ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม
จู่ๆ เฟิงซิวก็ได้ยินคำพูดนี้ จึงมองไปที่นางพลางขมวดคิ้ว
ฉินหลิวซีกระอักเลือดอีกครั้ง หยิบยาลูกกลอนออกมาจากถุงเฉียนคุนหนึ่งเม็ดด้วยความสั่นเทาแล้วกลืนลงไป
ปรมาจารย์ไท่เฉิงวิ่งมาหา เมื่อเห็นฉินหลิวซีกระอักเลือดก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เอ่ยขึ้นว่า “ปะเป็น เป็นอะไรหรือไม่”
เขาลดสายตาลง เห็นนิ้วที่ถูกตัดขาดแล้วเอากระดูกไปห้อยต่องแต่งอยู่ เลือดเนื้อปะปนกันจนแยกไม่ออก อดใบหน้ากระตุกไม่ได้ เขาย่อตัวลง เอายารักษาแผลออกมาจากถุงใบใหญ่ที่เอวของเขา สายตาเจ็บปวด
“ไม่เป็นไร” ฉินหลิวซีนั่งตัวตรง หยิบกล่องหยกน้ำแข็งออกมาจากถุงเฉียนคุน กล่องเล็กๆใบนั้นวาดอักขระยันต์ นางเปิดมันออก มีลมเย็นพัดออกมา
เฟิงซิวกับปรมาจารย์ไท่เฉิงมองไป ข้างในนั้นคือกระดูกนิ้วหนึ่งชิ้น
นี่คือกระดูกนิ้วของฉินหลิวซี นางยิ้มให้ทั้งสองคน เอ่ย “ข้าป้องกันว่าเขาจะหักนิ้วของข้าไว้นานแล้ว”
ขณะที่นางเอ่ยก็หยิบกระดูกที่รักษาไว้ออกมา ต่อกลับเข้ากับนิ้วที่หัก
คาถาและพลังจิตออกมาจากมือของนาง ทั้งๆที่เจ็บปวดจนสั่นไปทั้งตัว แต่นางกลับไม่ร้องออกมาสักคำ
เฟิงซิวหันหน้าหนี เม้มริมฝีปาก พลังปีศาจพุ่งทะยาน ทำให้ปีศาจที่มีสติปัญญาทุกตัวในระยะหนึ่งร้อยลี้สั่นสะท้านด้วยความกลัว
ปรมาจารย์ไท่เฉิงก็ทนไม่ไหว แต่ก็ไม่กล้ารบกวนนางต่อกระดูก
เนื้อและกระดูก ฉินหลิวซีถนัดในการทำเรื่องเช่นนี้ แต่ตอนนี้นางได้รับผลสะท้อนกลับ เมื่อใช้พลังวิญญาณจำนวนมากอีกครั้งจึงเปลืองแรงเป็นอย่างมาก เมื่อนางเชื่อมต่อกระดูกเสร็จ เนื้อที่ปะติดก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย
ฉินหลิวซีหมดแรง ร่างกายโซเซ ล้มหงายหลัง ปรมาจารย์ไท่เฉิงถอนหายใจแล้วรีบเข้าไปพยุง แต่กลับถูกเฟิงซิวสะบัดออก
เมื่อเฟิงซิวเห็นใบหน้าที่ซีดขาวของฉินหลิวซี ก็อดด่าไม่ได้ “ผีในยมโลกยังไม่หน้าขาวเท่าท่านเลย”
เขาดุพลางถ่ายโอนพลังวิญญาณไปให้
ฉินหลิวซีมุมปากกระตุก ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่ปรับลมหายใจอย่างเงียบๆ
เมื่อปรมาจารย์ไท่เฉิงเห็นว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้ และเห็นว่าวิกฤตที่นี่คลี่คลายแล้วจึงไปที่ในเมือง
ในเมืองได้ถูกฉินหลิวซีใช้ค่ายอาคมห้าธาตุปราบปรามค่ายอาคมสังหารแล้ว แต่เมื่อค่ายอาคมในถ้ำพังทลายลง เมืองก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย ราษฎรจำนวนไม่น้อยที่ถูกพลังชั่วร้ายกล้ำกลายล้มลงบนพื้น ดวงวิญญาณลอยออกไป กลายเป็นศพผี
และมีบางคนที่พลังชั่วร้ายในร่างกายถูกกำจัดจากที่ฉินหลิวซีวางค่ายอาคมห้าธาตุปราบปรามไว้ได้มีสติกลับคืนมา ยังไม่ทันได้มีการตอบสนอง ก็ถูกศพผีโจมตี วิ่งหนีพลางกรีดร้อง
“กำจัดศพผี” น้ำเสียงเย็นชาของฉินหลิวซีดังมา
ปรมาจารย์ไท่เฉิงหันกลับไปมองฉินหลิวซีก่อนจะพยักหน้าลง เขาเข้าไปในค่ายอาคม หยิบยันต์กับเครื่องรางออกมากำจัดผีทีละตัว
ขณะที่ฉินหลิวซีกำลังจะขยับ เฟิงซิวก็กดนางไว้ ตะคอกว่า “ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ อยู่นิ่งๆเดี๋ยวนี้ อย่าขยับไปไหน”
หลังจากที่เอ่ยจบ เขาก็หายตัวไปในทันที ปรากฏตัวอยู่ในเมืองภายในพริบตา พลังปีศาจพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
เฟิงซิวยืนอยู่กลางอากาศ กระแสจิตของเขาปกคลุมทั่วทั้งเมือง คนที่ยังไม่ได้กลายเป็นศพผีถูกเขาจับเข้าไปในดินแดนปีศาจกลางอากาศ แม้แต่ทารกน้อยที่นอนหลับอยู่ในเรือนก็ไม่เว้น
เมื่อแน่ใจแล้วว่าทุกคนได้รับการช่วยเหลือแล้ว ก็ไม่รอช้า กระแสไฟปีศาจสีน้ำเงินปรากฏขึ้นในเมือง สัมผัสโดนศพผีเหล่านั้น เผาไหม้อย่างรวดเร็ว
ส่วนดวงตาค่ายอาคมในใจกลางเมือง ในขณะที่เฟิงซิวกำลังจะระเบิดพลังกำจัดมัน ศาสตราวุธเทพก็ปรากฏตรงหน้าเขา คำพูดของฉินหลิวซีก็ลอยมาด้วย
“เดิมทีศาสตราวุธเทพก็เป็นอาวุธวิเศษ มีความร้ายกาจ มันมีพลังที่กำจัดปีศาจได้ ในเมื่อจะกำจัด ก็ใช้มันเถิด ปีศาจร้ายไม่อาจหลบซ่อนได้”
เฟิงซิวยกมือขึ้น ศาสตราวุธเทพตกอยู่ในมือของเขาอย่างไม่เต็มใจ ดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง ราวกับรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของฉินหลิวซี ก่อนจะถูกเขาหยิบมันแทงลงไป
รูปปั้นหินถูกฟันแตกพังทลาย ร่วงลงไปที่พื้น
เสียงดังสนั่น
อิฐเขียวที่ปูไว้แต่เดิมผุพังทลาย ศาสตราวุธเทพแทงทะลุลงไปจนกระทั่งทำลายดวงตาค่ายอาคม พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงผีกรีดร้องแหลมสูงดังออกมาจากพื้นดิน ราวกับควบม้านับหมื่นตัว พลังชั่วร้ายและความขุ่นเคืองโหมกระหน่ำออกมา
เฟิงซิวใบหน้าเย็นชา ไฟปีศาจระเบิดลงไป ลอยขึ้นมากลางอากาศ มองดูพลังชั่วร้ายและความขุ่นเคืองเหล่านั้นหายไปท่ามกลางแสงไฟอย่างเย็นชา
ได้ยินเสียงร้องคำรามของผีอย่างไม่สิ้นสุด จากนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป
หลังจากความเงียบสงบเกิดขึ้น
เมื่อไฟปีศาจดับลง ทั้งเมืองราวกับถูกไฟจากสวรรค์ชำระล้าง พังทลายไปเสียทุกที่ มีควันดำลอยอบอวล
ฉินหลิวซีเดินเข้ามา เมื่อเห็นหลุมยักษ์ที่ถูกระเบิดก็ขมวดคิ้ว
ปรมาจารย์ไท่เฉิงก็เห็นเช่นกัน อุทานด้วยความตกใจว่า “เหตุใดจึงได้มีกระดูกคนตายมากมายขนาดนี้”
“ปีศาจตนนั้นถือตรีศูลอยู่ในมือ ทำให้ข้านึกถึงคนผู้หนึ่ง เทพสังหารเหมิงเจียง เขาเกิดในลัทธิเต๋า เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุคของเขา เขาจึงได้กลับไปใช้ชีวิตแบบฆราวาสและเข้าร่วมกองทัพ อาวุธที่เขาใช้คือตรีศูล เป็นคนดุร้ายมาก” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อ “สถานที่แห่งนี้คงจะเป็นป้อมปราการชายแดน เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นบนหลุมศพ”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเอ่ย “หลุมศพนี้พลังชั่วร้ายรุนแรงมาก พวกเขากลับยังมีชีวิตอยู่ โชคดีเกินไปแล้วกระมัง”
“ก็ไม่ได้เป็นโชคดีทั้งหมด แต่เป็นเพราะการปราบปรามของปีศาจผีตนนั้น โลงศพหินของเขาก็ถูกซ่อนอยู่ในถ้ำ คิดว่าตอนที่เขาตายคงจะถูกคนที่รู้วิชาเต๋าทำอะไรบางอย่าง มิเช่นนั้นไม่มีทางที่ร่างกายจะไม่เน่าเปื่อยมานานนับพันปี ถูกหล่อเลี้ยงกลายเป็นปีศาจผี พลังชั่วร้ายในหลุมศพนี้ย่อมหวาดกลัวเขาอยู่บ้าง”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงกล่าวว่า “แล้วซื่อหลัวรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มีหลุมศพ”
ฉินหลิวซีเหลือบมองไป กล่าวว่า “เขาอยู่มานานกว่าท่านและข้า ย่อมมีบางเรื่องที่เขารู้ดีกว่าท่านและข้า”
เอาล่ะ นี่เป็นการเตือนข้า อยากจะหูหนวกหรือไม่
ปรมาจารย์ไท่เฉิงรีบกล่าวว่า “เจ้าอย่าคิดว่าข้าได้เข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานแล้ว ดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่ได้นาน ความจริงแล้วหูของข้าไม่ค่อยดีมาตลอด ก่อนหน้านี้เขาพูดอะไรกับเจ้าหรือ ข้าฟังไม่ค่อยชัด”
ฉินหลิวซีหัวเราะพลางเอ่ย“พลังชั่วร้ายในเมืองได้ถูกกำจัดแล้ว แต่ดวงวิญญาณขุ่นเคืองเหล่านี้ยังอยู่ รบกวนท่านปรมาจารย์ช่วยสวดส่งพวกเขาด้วย”
“ได้ ข้าเอง ข้าเอง เจ้าไปพักผ่อนเถิด” ปรมาจารย์ไท่เฉิงตอบรับอย่างมีความสุข
ฉินหลิวซีพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงได้เข้าสู่แดนปีศาจของเฟิงซิว ผู้คนเต็มไปหมด ทุกคนล้วนเหม่อลอยเล็กน้อย พลังหยินบนร่างกายของพวกเขายังไม่สลายไปจนหมด
“ยังเหลืออีกกี่คน”
เฟิงซิวชำเลืองมองผ่านทางกระแสจิต ตอบว่า “ไม่ถึงห้าร้อยคน”
หมายความว่าแม้ว่านางจะวางค่ายอาคมธาตุทั้งห้า ใช้พลังธาตุทั้งห้ากำจัดพลังชั่วร้ายเพื่อช่วยคน แต่เวลากระชั้นชิดมากเกินไป ไม่สามารถช่วยกลับมาได้ทั้งหมด
นี่ล้วนเป็นชะตากรรม
ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าจะทำพิธีกำจัดพลังชั่วร้ายที่เหลืออยู่ให้พวกเขา อีกสักครู่เจ้าลบความทรงจำเหล่านั้นให้พวกเขา แล้วใส่ความรู้สึกว่าเมืองได้ถูกไฟเผาไหม้ไปแล้วค่อยปล่อยพวกเขาออกไปก็พอ”
เมืองดีๆ กลายเป็นเช่นนี้ ซ้ำยังมีคนตายไปจำนวนไม่น้อย ย่อมต้องสร้างคำอธิบายขึ้นมา สิ่งที่เหมาะสมที่สุดคือไฟที่ลงมาจากฟ้าอย่างกะทันหัน อย่างไรเสียเมื่อสองปีมานี้ต้าเฟิงก็เกิดภัยพิบัติขึ้นบ่อยครั้ง ชาวเมืองประสบภัย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกจนเกินไป
“ท่านอย่าฝืนจนเกินไป”
ฉินหลิวซีอัญเชิญไม้จินกังออกมา ยกริมฝีปากยิ้ม “ฮ่องเต้เฒ่าตายแล้ว บุญกุศลและความศรัทธาบนตัวเขาถูกข้าขโมยมาไม่น้อย ได้รับการบำรุงครั้งใหญ่ วางใจเถิด ไม่ตายหรอก”
เฟิงซิวขมวดคิ้ว เลิกยิ้มได้แล้ว รอยยิ้มดูฝืนเช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าพยายามซ่อนอะไรไว้
ตอนที่ 1222: สักวันหนึ่งข้าจะสังหารเทพ
หลังจากจัดการเรื่องต่างๆในเมืองแล้ว ปรมาจารย์ไท่เฉิงก็กล่าวลา ฉินหลิวซีมองไปยังเฟิงซิว เขาสบถเล็กน้อย
“หากไม่ใช่เพราะจิตวิญญาณที่ข้าผนึกไว้ในตัวท่านเกิดความเคลื่อนไหว ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านจะสู้ตายกับเขา เกิดอะไรขึ้น ดวงตาค่ายอาคมที่นี่ไม่เหมือนที่เคยทำลายเมื่อก่อนหน้านี้หรือ เหตุใดจึงได้ไปเผชิญหน้ากับเขา”
“เป็นหมากที่วางไว้ให้ข้า” ฉินหลิวซีมาที่ร่างของชายที่ถูกซื่อหลัวยึดครอง มองดูอย่างละเอียด คนผู้นี้ดูคุ้นเคยอยู่เล็กน้อย
“หมากอะไร” เฟิงซิวมองดูนางดึงศพนั้น ขมวดคิ้วพลางเอ่ย “ท่านจะทำอะไรกับศพนี้ ไม่รังเกียจว่าสกปรกหรือ”
“คนผู้นี้ดูคุ้นเคย ข้าดูว่าจะสามารถหาเบาะแสเกี่ยวกับตัวตนของเขาได้หรือไม่” ฉินหลิวซีถอดถุงเงินของเขา ลุกขึ้นยืน มองเฟิงซิวพลางกล่าวว่า “ซื่อหลัวบอกว่าข้าเป็นลูกไฟแห่งไฟนรกบงกชแดง มีบาปทำลายล้างโลก”
เฟิงซิวรูม่านตาหดลงในทันที “อะไรนะ”
ฉินหลิวซีเปิดถุงเงินพลางอธิบายสิ่งที่ซื่อหลัวเปิดเผยให้ฟังอย่างคร่าวๆ กล่าวว่า “เขาวางแผนการนี้เพื่อที่จะดูว่าข้าใช่อย่างที่เขาคิดหรือไม่ เป็นไฟบงกชแดงกลับชาติมาเกิด”
“เดี๋ยวนะ แค่นี้ท่านก็เชื่อแล้วหรือ” เฟิงซิวกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ว่ากันว่าการโจมตีจิตใจนั้นสำคัญที่สุด เขาก็แค่อยากจะให้ท่านสับสนในตัวเอง สงสัยในตัวเอง ท่านคงไม่เชื่อคำหลอกลวงของเขาหรอกกระมัง”
ทันทีที่ฉินหลิวซีเกิดความคิด ไฟก็ลุกขึ้นมา นางกลายเป็นคนไฟ พลังเปลวไฟที่ดุดันและน่าสะพรึงกลัวทำให้เฟิงซิวอดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ จิตสั่นสะท้าน
เขาเป็นปีศาจ ย่อมยำเกรงพลังอันชอบธรรมเหล่านั้น ไม่ต้องเอ่ยถึงว่านี่คือไฟนรกที่สามารถแผดเผากระดูกกลืนกินวิญญาณได้ หากเขาสัมผัสมัน แม้แต่ราชาปีศาจก็ยังต้องทุกข์ทรมาน
“เจ้าว่ามีผู้ฝึกบำเพ็ญเต๋าคนไหนบ้างที่เป็นเหมือนกับข้า”
เฟิงซิวอ้าปาก กล่าวว่า “เอาล่ะ รู้ว่าท่านเก่งกาจ รีบหยุดอภินิหารของท่านได้แล้ว”
ฉินหลิวซีหยุดไฟนรก ก่อนจะเอ่ย “ดังนั้นกล่าวได้ว่าหากข้าเป็นลูกไฟกับชาติมาเกิดเป็นคนจริงๆ เฟิงซิว ข้าก็ไม่ใช่คนดีอะไร ข้าแบกรับบาปอันใหญ่หลวง”
“เดิมทีท่านก็ไม่ใช่คนดีอะไรอยู่แล้ว...เอ่อ ข้าหมายถึง ท่านไม่ใช่คนดี ไม่สิ เอาเป็นว่าท่านไม่ใช่คนที่ควรไปยั่วยุ ท่านก็คือเทพแห่งความชั่วร้ายที่เป็นปฏิปักษ์กับใต้หล้า จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ ที่สามารถทำเรื่องเช่นนั้นได้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร!” เฟิงซิวลูบคางพลางกล่าวว่า “ท่านอย่าลืมว่าลูกไฟแห่งไฟประหลาดเกิดจากปัญญาทางจิตวิญญาณ หากปราศจากการศึกษา ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะยับยั้งได้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเทพเซียน หรือเป็นปีศาจในโลกใบนี้ หากไม่มีการควบคุมก็จะเกิดความวุ่นวาย”
ฉินหลิวซีกอดอกมองเขา “เจ้ากำลังปลอบใจข้าหรือ รู้จักพูดก็พูดให้มากๆหน่อย”
“ไม่ว่าท่านจะเป็นลูกไฟหรือไม่ มันก็อยู่ห่างไกลเกินไป ไฟประหลาดนี้มีมานานนับหมื่นปี แต่ว่าเสี่ยวซี อย่าว่าแต่หมื่นปีเลย แม้แต่ยุคสมัยของปีศาจเฒ่าตนนั้นท่านก็ยังนึกภาพไม่ออก นับประสาอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้ท่านก็แค่นักพรตที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ในโลกมนุษย์เท่านั้น” เฟิงซิวเม้มริมฝีปาก “หากเป็นอย่างที่เขากล่าวว่า ท่านกลับชาติมาเกิดก็เพื่อกอบกู้โลกชดใช้บาป เช่นนั้นท่านก็มาที่นี่เพื่อฝ่าด่านเคราะห์กรรมในโลกมนุษย์เท่านั้น”
“ใช่ ข้าก็แค่มาฝ่าด่านเคราะห์กรรมในโลกมนุษย์” ฉินหลิวซีลดสายตาลง เปิดถุงเงิน เทเศษเงินออกมา แล้วยังมีเครื่องรางหยกเล็กๆที่พันด้วยเงื่อนสมปรารถนา
นางหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
เฟิงซิวเหลือบมองเครื่องรางหยกนั้น หยิบมันมา “เอ๋ ยันต์คุ้มภัยนี้ท่านเป็นคนทำไม่ใช่หรือ”
ด้านบนมีลวดลายเต๋าที่คุ้นเคยอยู่บ้าง รู้จักกับนางมาเป็นเวลานาน เขายังพอจำสิ่งที่ฉินหลิวซีเป็นคนทำได้
ฉินหลิวซีพยักหน้าตอบรับ จากนั้นก็มองดูศพนั้นอีกครั้ง กล่าวว่า “ข้ารู้แล้วว่าเหตุใดเขาถึงคุ้นหน้าคุ้นตา เขาคือคนตระกูลเหยียน”
เขาดูคล้ายกับเหยียนฉีซานอยู่บ้าง คิดว่าอาจไม่ใช่ลูกหลานของเหยียนฉีซาน แต่ก็เกี่ยวข้องกับเขาทางสายเลือดอยู่บ้าง เกรงว่าจะเป็นเชื้อสายเดียวกัน
ฉินหลิวซีก็ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นได้ สายตาเย็นชา
นางจุดไฟเผาศพ เก็บของต่างๆแล้วจากไปพร้อมกับเฟิงซิว ตรงไปยังหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลเหยียน
เฟิงซิวเห็นพลังโชคลาภสีทองของหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลเหยียน เบิกตาโต กล่าวว่า “โชคลาภของตระกูลเหยียนแข็งแกร่งเกินไปแล้วกระมัง เพียงแค่พลังงานมงคลสีทองนี้ ก็แทบจะร่ำรวยมีเกียรติไปได้ไม่ต่ำกว่าร้อยปี พวกเขาไปทำความดีอะไรไว้”
ฉินหลิวซีกลับสีหน้าดูแย่เป็นอย่างมาก
เดิมทีตระกูลเหยียนก็เต็มไปด้วยพลังงานโชคลาภสีทอง บรรพบุรุษของพวกเขากลายเป็นกึ่งเทพ โชคลาภตระกูลพวกเขาจะแข็งแกร่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่นี่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว นางมาเมื่อครั้งที่แล้ว โชคลาภนี้ยังไม่สูงทะลุท้องฟ้าเหมือนตอนนี้ มีเกียรติไปร้อยปี เฟิงซิวกล่าวน้อยไป ด้วยความแข็งแกร่งเช่นนี้ หากดำเนินต่อไป ตระกูลเหยียนก็จะผลิดอกออกไปเป็นหลายร้อยปี
แต่ว่าโชคลาภที่มากเกินไปนี้กลับดูไม่ปกตินัก
โดยเฉพาะด้วยโชคลาภเช่นนี้ คนในตระกูลเหยียนจะตายเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร
นอกเสียจากว่า...
ฉินหลิวซีหันหลังแล้วไปที่เมืองอวี๋หัง แต่กลับพบว่าแม้ว่าในเมืองจะแขวนโคมขาวและธงขาวไว้ทั่วเมืองเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้คังอู่ แต่ราษฎรในเมืองกลับมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
นั่นคือทิศทางของทะเลสาบลวี่หู
นางจึงมุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบลวี่หู มาที่ศาลเทพเจ้าน้ำ ศาลเล็กๆในอดีตกลายเป็นศาลเทพเจ้าที่มีความงดงามอลังการ มีกระถางธูปขนาดใหญ่อยู่หน้าศาล เผาธูปขนาดใหญ่ ผู้คนคุกเข่ากราบไหว้อยู่หน้าศาลไม่ขาดสาย ปากกล่าวพึมพำ จริงจังเป็นอย่างมาก
ฉินหลิวซีรูม่านตาหดลง มือกำไม้จินกังในมือไว้แน่น
เฟิงซิวก็ตกตะลึงเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น เทพเจ้าน้ำไม่ใช่คนของพวกเราหรอกหรือ”
แต่เมื่อเห็นสิ่งที่ราษฎรที่มากราบไหว้กำลังทำอยู่นั้น ทุกครั้งที่พวกเขาหมอบกราบ จุดธูปบูชา โชคลาภและพลังชีวิตของพวกเขาก็ถูกดึงไปส่วนหนึ่ง ลอยเข้าไปในศาลของเทพเจ้าน้ำ
นอกจากนี้ยังมีพลังแห่งความศรัทธาที่ไม่สิ้นสุด
ต่อให้เฟิงซิวไม่เข้าใจก็รู้ว่าความศรัทธาคือความศรัทธา แต่ไม่มีทางเหมือนกับตอนนี้ พลังชีวิตและโชคลาภถูกพรากไป นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ดีนัก
ไม่แปลกใจเลยที่พลังโชคลาภมงคลสีทองในหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลเหยียนเจริญรุ่งเรืองและแข็งแกร่งขนาดนี้ มีการเซ่นไหว้ของราษฎรเหล่านี้ ไหนเลยจะไม่เจริญรุ่งเรือง
โชคลาภของพวกเขาตกอยู่กับเทพเจ้าน้ำ และเทพเจ้าน้ำก็ป้อนให้แก่หลุมศพบรรพบุรุษ หากไม่เจริญรุ่งเรืองจึงจะเป็นเรื่องแปลก
ทันใดนั้นเฟิงซิวก็คิดถึงด้านที่เลวร้ายที่สุด
เทพเจ้าน้ำคงไม่ได้กลายเป็นเทพชั่วร้ายไปแล้วกระมัง
แต่เฟิงปั๋วอาศัยกระดูกพุทธะของซื่อหลัวจึงได้กลายเป็นกึ่งเทพ
เฟิงซิวมองไปยังฉินหลิวซีตามสัญชาตญาณ เห็นร่องรอยของความโศกเศร้าและความโกรธในดวงตาของนาง ใจเต้นแรง ทันใดนั้นก็นึกถึงสิ่งที่นางเคยเอ่ยกับเขาเมื่อก่อนหน้านี้
วันหนึ่งเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่
หรือว่าตอนนั้นนางก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนไปของเฟิงปั๋วแล้ว
ฉินหลิวซีเดินจากความว่างเปล่าก้าวเข้าสู่โลกมนุษย์ รอบตัวเต็มไปด้วยราษฎรที่เดินไปมา สิ่งที่ออกจากปากของพวกเขาล้วนเป็นความยำเกรงและความเคารพที่มีต่อเทพเจ้าน้ำ ควันจากไม้จันทน์ทำให้นางตาพร่ามัว แต่นางยังคงมองผ่านควันหนาทึบไปยังรูปปั้นเทพเจ้าที่ปกคลุมด้วยทองคำเปลวในศาล
เป็นเฟิงปั๋ว แต่ก็ไม่ใช่เฟิงปั๋ว เขาอ่อนโยน เขาสูงส่ง มองลงมาข้างล่างราวกับเทพเจ้า
ควันปกคลุมใบหน้าของเขา ทำให้ดูเลือนรางเล็กน้อย ราวกับมองผ่านผู้คนแน่นหนามาที่นาง เผยให้เห็นรอยยิ้ม
แต่แล้ว เทพเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่
ฉินหลิวซีรู้สึกโกรธแค้นในใจ ผู้คนรอบตัวราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ต่างพากันหลีกทางด้วยความกลัว พวกเขามองนางอย่างระมัดระวัง
นางมองดูเทวรูปนั้นอยู่นาน กล่าวลอดไรฟันว่า “สักวันหนึ่งข้าจะสังหารเทพ”
ตอนที่ 1223: สังหารเทพไม่ได้ ข้าก็จะเหยียดหยามเทพ!
ฉินหลิวซีอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก ความกดอากาศต่ำราวกับท้องฟ้าจะถล่มลงมา เฟิงซิวไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นราษฎรจำนวนมากไปสักการะบูชาที่ศาลเทพเจ้าน้ำ เขาก็อดกล่าวขึ้นมาไม่ได้ว่า “เทพเจ้าน้ำเฟิงปั๋วทรยศหรือ ตอนนี้โชคลาภของคนเหล่านี้ลอยไปทางเขาหมดแล้ว เขาใช้กำลังยึดมาหรือ”
ฉินหลิวซีกล่าวด้วยใบหน้าเย็นชา “จะบอกว่าใช้กำลังก็ไม่ถูกทั้งหมด นั่นคือความศรัทธาของผู้ศรัทธาที่อุทิศให้โดยไม่รู้ตัว เทวรูปนั้นค่อนข้างชั่วร้าย ส่วนเฟิงปั๋ว ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในศาลอีกต่อไป”
“เขาไม่อยู่ แล้วเหตุใดพลังโชคลาภและศรัทธาเหล่านี้จึงได้ถูกดูดเข้าไปในศาลอย่างต่อเนื่อง”
“เพราะว่าพวกเขาตั้งเทวรูปขึ้นมา เทพเจ้าก็อยู่ในใจของพวกเขา” ฉินหลิวซีกล่าวว่า “เหตุผลที่เทพเจ้าดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีคนศรัทธา แม้ว่าเขาจะไม่ได้ปรากฏตัวที่นี่ ก็สามารถได้รับความศรัทธา”
“เจ้าบอกว่ามีพลังชั่วร้าย เขากลายเป็นเทพชั่วร้ายจริงๆหรือ”
ฉินหลิวซีส่ายหน้า “ยากที่จะบอกได้ ตอนนั้นที่เฟิงปั๋วสามารถเป็นกึ่งเทพได้ก็เพราะอาศัยพลังจากกระดูกพุทธะชิ้นนั้น เจ้าว่าเขาเป็นฝ่ายอธรรมหรือคุณธรรม”
เฟิงซิวเงียบไปสักพัก กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้บางทีเขาอาจเป็นฝ่ายคุณธรรม แต่ตอนนี้เพียงแค่การดึงโชคลาภและพลังชีวิตเหล่านี้ เขาก็ไม่ใช่เทพเจ้าน้ำเฟิงปั๋วในตอนนั้นอีกต่อไป”
ดวงตาของฉินหลิวซีเศร้าเล็กน้อย กล่าวว่า “เดิมทีเขาก็อาศัยความศรัทธาและพลังนั้นจึงได้กลายเป็นกึ่งเทพ ยังไม่ทันถึงหนึ่งร้อยปี พลังเทพย่อมไม่แข็งแกร่งมากนัก หากไม่สามารถควบคุมพลังของกระดูกพุทธะนั้นได้ เขาก็จะถูกมันควบคุม”
นางมองไปยังนิ้วชี้ กล่าวว่า “ตอนที่ข้ามีกระดูกพุทธะ ก็จะมีความคิดที่รุนแรงและเจตนาร้าย”
“การดูดซับ” เฟิงซิวกล่าวขึ้นมา
เฟิงปั๋วไม่สามารถปราบปรามพลังนั้นได้ ก็จะถูกมันควบคุมแทน สุดท้ายก็ถูกดูดซับกลายเป็นทาสของมัน
สิ่งนี้ก็เหมือนกับการสูบยา คนเราไม่สามารถควบคุมสิ่งล่อใจที่มาจากการสูบยาได้ และในที่สุดก็จะถูกมันควบคุม
“เมื่อได้พบไถ่ชิงในดินแดนแห่งความว่างเปล่า นางได้เตือนข้า คาดว่าตอนนั้นนางได้พบว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับเฟิงปั๋วแล้ว ไม่สามารถควบคุมกระดูกพุทธะได้ ต่อมาได้มีเหตุการณ์ของเหยียนฉีซาน เขาท่าทีเฉยเมยเป็นอย่างยิ่ง ข้าก็รู้ว่าเขาไม่สามารถควบคุมได้แล้ว เขากลัวว่าตัวเองจะทำอะไรลงไปบ้างก็ไม่รู้”
เหมือนกับหนึ่งคนเล่นสองบทบาท หากตัวเขาอีกคนปรากฏขึ้นแล้วทำอะไรบางอย่าง เขาก็จะไม่รู้ หรือรู้แต่ทำอะไรไม่ได้
หนึ่งร่างสองดวงวิญญาณก็เป็นเช่นนี้ ฝ่ายที่อ่อนแอก็จะถูกปราบปรามโดยสิ้นเชิง
“ต่อมาข้าก็ได้หยั่งเชิงเขา ตอนนั้นจิตสำนึกของซื่อหลัวได้อยู่ในร่างของเขาแล้ว มิเช่นนั้นเขาไม่มีทางตั้งใจชี้นำให้ข้าสังหารเทพ” ฉินหลิวซีนึกถึงสิ่งที่นางเคยพูดคุยกับเฟิงปั๋ว ความตั้งใจที่น่ากลัวนั้น
ตอนนั้นเขาให้นางสังหารเทพ
สังหารเทพ พูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่กลับไม่ได้ง่ายเช่นนั้น โดยเฉพาะการสังหารเทพที่มีคุณธรรม ผลกรรมและผลสะท้อนกลับมหาศาล หากตอนนั้นนางสังหารเทพ แม้ว่าจะกำจัดเฟิงปั๋วได้ แต่ซื่อหลัวมีเพียงจิตสำนึกในร่างของเขาเพียงเล็กน้อย ความเสียหายไม่มากนัก อย่างมากก็แค่มีผลสะท้อนกลับเล็กน้อย
ส่วนนางซึ่งเป็นผู้สังหารเทพ แม้ว่าจะไม่ตายก็ต้องพิการอย่างรุนแรง หากนางถดถอยลงด้วยเหตุนี้ เช่นนั้นเมื่อได้เผชิญหน้ากับซื่อหลัวในสงครามใหญ่ เกรงว่าฝ่ายคุณธรรมจะไม่มีโอกาสชนะแล้วจริงๆ
นางไม่กลัวผลสะท้อนกลับจากการสังหารเทพ แต่สิ่งที่กลัวคือกองกำลังของฝ่ายคุณธรรมที่ไม่เคยเต็มจะล้มลง
ตอนนี้ก็เหมือนกัน
เฟิงซิวขมวดคิ้ว เอ่ย “เช่นนั้นตอนนี้เฟิงปั๋วถูกหลอมรวมอย่างสมบูรณ์แบบแล้วหรือ”
“ข้าหวังว่าเขาจะยังมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง” ฉินหลิวซีสูดลมหายใจ หลับตาลงเล็กน้อย ตั้งแต่แรกเริ่มนางเคยเสกผนึกลงบนดวงวิญญาณของเขา แต่กลับไม่เคยถูกแตะต้อง ไม่รู้ว่าเขาหลบซ่อนอย่างไรจึงไม่ถูกค้นพบ
เฟิงปั๋ว เฟิงปั๋ว เจ้าต้องเป็นเฟิงปั๋วที่ช่วยข้าต่อสู้กับปีศาจ!
เฟิงซิวมองไปยังราษฎรที่มาบูชาเทพเจ้าน้ำอย่างไม่ขาดสาย เอ่ยพึมพำว่า “ความศรัทธาในเทพเจ้าผู้มีคุณธรรม สิ่งนี้มีประโยชน์มากกว่าวิธีชั่วร้ายที่เขาเคยใช้ส่งเสริมพวกนักพรตมารหรือเทพชั่วร้ายเหล่านั้นเสียอีกไม่ใช่หรือ”
“ไม่เพียงเท่านี้”
เฟิงซิวหันไปมองนาง
ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าว่าเหตุใดเฟิงปั๋วจึงเป็นได้เพียงกึ่งเทพ เป็นเทพในระยะเวลาอันสั้น อาศัยพลังมหาศาลของกระดูกพุทธะชิ้นนั้นจึงสามารถช่วยเหลือคน สั่งสมบุญกุศล จากนั้นจึงได้มีความศรัทธา แต่กึ่งเทพก็นับว่าเป็นเทพ หากเจ้าเป็นซื่อหลัวจะใช้ประโยชน์อย่างไร”
เฟิงซิวขนลุกซู่
จะใช้ประโยชน์อย่างไร แน่นอนว่าแทนที่เขา กลายเป็นเขา
“ท่านหมายถึงเขาต้องการใช้ความเป็นเทพของเฟิงปั๋ว”
ใช่แล้ว หากใช้ความเป็นเทพของเฟิงปั๋วแล้วค่อยสังเวยสวรรค์ในช่วงพิธีใหญ่ของการกลายเป็นเทพ ไม่เพียงแต่การลงโทษของสวรรค์จะเบาลง การฝ่าด่านเคราะห์กรรมก็จะง่ายขึ้น เพราะเดิมทีเขาก็เป็นเทพอยู่แล้ว
ใบหน้าของเฟิงซิวดูย่ำแย่เป็นอย่างมาก สมองของคนผู้นั้นทำจากอะไร แผนการนี้ หรือว่าจะเป็นตอนที่เหงาไม่มีอะไรทำในมหานรกอเวจี ดังนั้นจึงได้คิดหมากใหญ่นี้ขึ้นมา
“หากข้าเป็นเขา ก็จะใช้มัน อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเส้นทางลัดขึ้นสู่สวรรค์ที่รวดเร็วราบรื่นที่สุด” ฉินหลิวซีใบหน้าเย็นชา
เฟิงซิวสูดหายใจเข้าลึกๆ ชี้ไปยังราษฎรเหล่านั้น กล่าวว่า “เช่นนั้นหากพวกเขายังจุดธูปบูชากราบไหว้ จะไม่เป็นของบำรุงเขาหรือ เขา เขาคำนวณเก่งเกินไปแล้วกระมัง”
ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม “นั่นเป็นถึงปีศาจเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มาหลายพันปี ซ้ำยังหนีรอดออกมาได้ ข้าไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าในยุคสมัยของเขานั้น เขาอยู่ห่างจากการเป็นเทพเพียงก้าวเดียว เจ้าลองคิดดู กระดูกพุทธะของเขายังคงมีพลังหลังจากที่เวลาผ่านไปนานมากขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าในยุคของพวกเขานั้นมีพลังวิญญาณมากมาย และศาสนาพุทธกับลัทธิเต๋าสองสำนักนี้ก็มีบุคคลเก่งกาจที่สามารถโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ได้มากมายแค่ไหน”
หากกล่าวอย่างไม่น่าฟัง ถ้าเขายังเป็นเขาในตอนนั้น หากไม่ใช่เพราะพลังวิญญาณในตอนนี้ขาดแคลน เขาไม่ใช่พุทธะที่ฝึกบำเพ็ญอย่างพุทธะอีกต่อไป อีกทั้งถูกกักขังเป็นเวลาหลายพันปี ซ้ำยังมีการปราบปรามของสวรรค์ ในโลกนี้เดิมทีไม่มีอะไรให้เขาทำด้วยซ้ำ
ถึงกระนั้นฉินหลิวซีก็ไม่กล้าดูถูกเขา เพราะเรือที่ผุพังยังคงมีตะปู ยิ่งไปกว่านั้นนั่นไม่ใช่เรือที่ผุพังมากนัก
เฟิงซิวเหลือบมองนางอย่างระมัดระวัง กล่าวอย่างไม่มั่นใจว่า “เช่นนี้ดูเหมือนจะมีความเหลื่อมล้ำในความแข็งแกร่งของศัตรูกับข้า ทำอย่างไรดี”
“ช่างมัน” ฉินหลิวซีลดสายตาลง “หากทำอะไรไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นก็ปล่อยไปตามธรรมชาติเถิด!”
เฟิงซิวรีบกล่าวทันทีว่า “ไม่เป็นไร ดั่งคำกล่าวที่ว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม พวกเราจะต้องเป็นฝ่ายที่ชนะอย่างแน่นอน ท่านเป็นถึงผู้กอบกู้โลกที่สวรรค์ส่งมาเชียวนะ”
ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว “หากที่เขากล่าวมาเป็นเรื่องจริง เจ้าคิดว่าเหตุใดข้าจึงต้องกลับชาติมาเกิดสิบชาติเพื่อกอบกู้โลก”
รอยยิ้มของเฟิงซิวแข็งทื่อ
ฉินหลิวซีไม่ได้กล่าวถึงหัวข้อนี้อีก กล่าวว่า “ข้าจะกักตัวสร้างแผนภาพค่ายอาคม ดวงตาค่ายอาคมที่เหลือ หากทำลายได้เจ้าก็ทำลาย ทำลายไม่ได้ก็ปล่อยไว้ก่อน รักษาพลังไว้”
“แล้วทางด้านนี้ล่ะ ก็แค่ดูอยู่เฉยๆหรือ”
“ได้อย่างไร!” ฉินหลิวซีสบถ “ตอนนี้สังหารเทพไม่ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเหยียดหยามไม่ได้”
เฟิงซิวเหลือบมองนาง บอกมาซิว่าจะเหยียดหยามเทพอย่างไร
เมื่อพระจันทร์มืดลมแรง เกล็ดหิมะลอยอยู่บนท้องฟ้า ไม่มีใครเดินอยู่ริมทะเลสาบลวี่หูได้ เฟิงซิวก็รู้ว่านางกำลังจะทำเรื่องดีอะไร
นางทำตุ๊กตากระดาษขึ้นมาจำนวนมาก จากนั้นก็ทำลายอาณาเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เอาถังสิ่งปฏิกูลสีเหลืองสาดใส่เทวรูปในศาล รวมถึงทั้งศาล ซ้ำยังสาดไปทั่วทั้งบริเวณของศาล
กลิ่นเหม็นพุ่งทะยานขึ้นฟ้า
เท่านั้นยังไม่พอ หลังจากทำสิ่งเหล่านี้แล้ว นางก็นำสายฟ้าผ่าลงบนศาล ไอที่กระจายออกมาจากสิ่งปฏิกูลสีเหลือง ทำให้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้ง ทำเอาได้ยินกันทั้งอวี๋หัง
เมื่อมองดูศาลเทพเจ้าที่ผุพัง ฉินหลิวซีก็รู้สึกพึงพอใจ นางปรบมือแล้ววิ่งหนีไป ตอนนี้สังหารเจ้าไม่ได้ ทำให้เจ้ารู้สึกขยะแขยงจะเป็นไรไป
เฟิงซิว “...”
นางคิดสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าคิดจริงๆ
ตอนที่ 1224: ฮ่องเต้ กลับคืนสู่บัลลังก์
ข่าวลือว่าศาลเทพเจ้าน้ำในอวี๋หังถูกสวรรค์ลงโทษได้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง คนจำนวนมากที่เห็นฉากหน้าสังเวชนี้ต่างพากันอาเจียน รีบบอกต่อๆกัน ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อเทพเจ้าน้ำ ก็มีข่าวลือแพร่กระจายอย่างเงียบๆ สาเหตุที่ศาลเทพเจ้าถูกสวรรค์ลงโทษ เป็นเพราะเทพเจ้าน้ำมีคุณธรรมที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง
และผู้ดำเนินการอย่างฉินหลิวซีก็วิ่งหนีไปหลังจากที่ทำสิ่งนี้แล้ว
ซื่อหลัวมองดูความสกปรกยุ่งเหยิงข้างล่าง รู้สึกถึงการหยุดชะงักของโชคลาภ หัวเราะด้วยความโกรธ เอ่ยว่า “สมแล้วที่เป็นคนที่สามารถทำสิ่งยิ่งใหญ่อย่างการทำลายล้างโลกได้ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางฉลาดเสียจริง”
สังหารเทพไม่ได้ แต่เหยียดหยามได้ แม้ว่าก็จะได้รับผลกรรมเช่นกัน แต่บทลงโทษนั้น สำหรับนางแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
ว่าแต่นางคิดเรื่องสกปรกหยาบคายเช่นนี้ได้อย่างไร
นำสายฟ้าฟาดลงมาไม่พอ ยังต้องสาดสิ่งปฏิกูลก่อนแล้วค่อยใช้สายฟ้าฟาด น่าขยะแขยงเกินไปแล้ว
ซื่อหลัวอดร่ายคาถาชำระสิ่งสกปรกไม่ได้ คนที่สงบนิ่งอย่างเขาก็ยังรู้สึกถึงกลิ่นเหม็นบนร่างกาย
คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ก็ไม่เอ่ยอะไรสักคำ ราวกับไร้ตัวตน
ซื่อหลัวราวกับชินแล้วจึงไม่ได้ใส่ใจ หากเอาแต่รับมาไม่ตอบแทนก็จะไร้มารยาท นางเหยียดหยามเทพ เช่นนั้นเขาก็จะแย่งคนของนาง เทพต้องการขึ้นสู่สวรรค์ก็ต้องหาคนมาขวางสิ่งที่ไม่เป็นมิตรเหล่านั้น มดจำนวนมากเกินไปก็เป็นปัญหาได้
ฉินหลิวซีขโมยคลังสมบัติของเฟิงซิวมาก่อน ไม่ได้บอกกับใครก็มุ่งหน้าไปที่ซากปรักหักพังทางด้านเขาคุนหลุน ฝึกบำเพ็ญพลางสร้างแผนภาพค่ายอาคมขังเซียนของนางให้สมบูรณ์แบบ
สำหรับต้นกำเนิดชาติที่ผ่านมาของนาง นางไม่ได้ไปขอให้ใครตรวจสอบด้วยซ้ำ เพราะว่าไม่ได้ใส่ใจ
เมื่อฉินหลิวซีเข้าสู่การกักตัวในเขาคุนหลุนโดยไม่ออกไปไหน ทางฟ่านคงแห่งภูเขาเทียนก็กราบไหว้อยู่หน้าพระพุทธรูป จากนั้นก็เข้าไปในเจดีย์เทียนฉือ ส่วนอาจารย์จิ้งสือแห่งวัดอวี้ฝอก็ถอนหายใจเล็กน้อย แทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเจดีย์ขาวที่อยู่ด้านหลัง บทสวดพระคัมภีร์ออกมาจากปาก กลายเป็นแสงพระสูตรสีทองเข้าสู่เจดีย์ขาว ระงับกระดูกชั่วร้ายที่พร้อมจะเคลื่อนไหว
กระดูกพุทธะเก้าชิ้น ถูกทำลายไปสองชิ้น เขาได้มาหกชิ้น นี่คือชิ้นสุดท้าย
มัน ห้ามเคลื่อนไหว
...
ฮ่องเต้คังอู่สิ้นพระชนม์ในคืนสุดท้ายของการครองราชย์ปีที่สามสิบสอง แม้ว่าจะมีความวุ่นวายเล็กน้อยจากการเปลี่ยนแปลงระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ แต่เนื่องจากการเตรียมการแต่เนิ่นๆ จึงไม่ได้เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ นับว่าการเปลี่ยนแปลงผ่านไปอย่างราบรื่น
องค์ชายใหญ่กับตระกูลโจวซึ่งเป็นตระกูลมารดาของเขาได้ถูกโทษประหารชีวิตและยึดทรัพย์ด้วยข้อหาสังหารอดีตฮ่องเต้ และจ้าวอ๋องก็ถูกตัดศีรษะเนื่องจากมีเจตนาก่อกบฏ คนอื่นๆในตระกูลถูกปลดให้เป็นสามัญชน หลังจากที่อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์เป็นเวลาสี่สิบเก้าวัน ก็มีขบวนแห่โลงศพของฮ่องเต้ไปยังสุสานของจักรพรรดิเพื่อฝัง
หลังจากการไว้ทุกข์ทั่วทั้งราชอาณาจักร บรรดาข้าราชบริพารได้ขอให้รัชทายาทขึ้นครองราชย์ เพราะบ้านเมืองไม่อาจอยู่ได้หากปราศจากผู้ปกครองแม้แต่วันเดียว
หลังจากบรรดาข้าราชบริพารร้องขอสองครั้ง รัชทายาทรุ่ยฉีเชียนจึงได้ขึ้นครองราชย์ในเดือนสาม เปลี่ยนชื่อเป็นคังผิง ซึ่งหมายถึงสันติภาพและความสงบ
หลังจากที่ฉีเชียนขึ้นครองบัลลังก์ ได้แต่งตั้งฮองเฮามู่เป็นไทเฮา แต่งตั้งพระชายาเอกผู้ล่วงลับไปแล้วเป็นอี้หมิ่นฮองเฮา แต่งตั้งบุตรชายคนโตเป็นรัชทายาท และแต่งตั้งบิดาของไทเฮามู่เป็นเฉิงเอินกง
ใช่แล้ว ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ ฮ่องเต้คังผิงก็ได้แต่งตั้งรัชทายาทเป็นอันดับแรก นอกจากนี้เขายังได้ระบุว่าจะไม่มีการคัดเลือกพระสนมเป็นเวลาห้าปี เนื่องจากต้องไว้อาลัยอดีตฮ่องเต้เพื่อความกตัญญูและเพื่อไว้อาลัยฮองเฮาผู้ล่วงลับ ทำให้ความปรารถนาของขุนนางผู้มีอำนาจที่อยากจะเป็นเครือญาติของราชวงศ์ต้องจบลง
ตอนนี้รัชทายาทมีพระชนม์มายุห้าพรรษา ห้าปีต่อจากนี้ก็จะมีพระชนม์มายุสิบพรรษา เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้ต้องคัดเลือกพระสนม แล้วให้กำเนิดองค์ชาย ก็จะไม่เป็นอันตรายมากนัก
ด้วยเหตุนี้ฉีเชียนจึงได้แต่งตั้งเสนาบดีกรมมหาดไทอวี๋เหมี่ยวเป็นอาจารย์ของรัชทายาท
การไม่คัดเลือกพระสนมเป็นเวลาห้าปี ทำให้ผู้ที่จับจ้องตำแหน่งพระสนมไว้นานแล้วไม่พอใจเป็นอย่างมาก พากันยื่นฎีกาว่าหากวังหลังว่างเปล่าจะขัดต่อคำสอนของบรรพบุรุษ จึงจำเป็นต้องคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถมาแผ่กิ่งก้านใบของราชวงศ์
ฉีเชียนได้ปฏิเสธกลับไปโดยอ้างว่ามีการแต่งตั้งรัชทายาทขึ้นแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือใช่ว่าราชวงศ์จะไร้ผู้สืบทอด นอกจากนี้เขายังมีพระสนมอีกสองคน วังหลังไม่ได้ว่างเปล่า
และตอนนี้ราชวงศ์ใหม่พึ่งได้รับการสถาปนา ไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นติดต่อกัน คลังสมบัติหลวงว่างเปล่า ตอนนี้ก็ประสบกับการจากไปของอดีตฮ่องเต้ ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ คลังสมบัติหลวงก็ยิ่งวางเปล่าจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มหล่น หากคัดเลือกพระสนมแล้วใครจะเป็นคนออกเงิน
พระสนมของอดีตฮ่องเต้ ผู้ที่มีบุตรก็ออกจากวังไปใช้ชีวิตกับบุตร ผู้ที่ไม่มีบุตรก็ย้ายไปเลี้ยงดูที่วังประทับชั่วคราวทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เงิน หากเพิ่มคนในวังหลัง เงินสำหรับเลี้ยงดูคนเหล่านี้พวกเขาจะออกเองหรือไม่
ในทางกลับกัน คนในกรมคลังที่รับหน้าที่ทวงเงินก็ไม่กลัวความตายเสนอความคิดชั่วร้ายกับรองเจ้ากรมคลังชุยเป็นการส่วนตัว ใช่ว่าจะไม่สามารถรับพระสนมเพิ่มได้ หากตระกูลไหนสามารถออกเงินให้จำนวนมากได้ก็จะอำนวยความสะดวกสำหรับทางเข้าวัง
ขาดเพียงไม่ได้บอกว่าให้ฉีเชียนขายตัว
เขาเองก็หมดปัญญา ดั่งที่ฮ่องเต้องค์ใหม่กล่าว คลังสมบัติหลวงว่างเปล่า ต้องฟื้นฟูครั้งใหญ่หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไหนเลยจะไม่ต้องใช้เงิน
ใช้ตำแหน่งพระสนมมาหาเงินก็ไม่เลวเลย หากใครให้มาก ตำแหน่งก็จะสูงหน่อย ไม่ใช่ปัญหาอะไร
ทำเอารองเจ้ากรมคลังชุยโกรธจนคนผู้นั้นแทบจะถูกลดตำแหน่งในทันที หากเขาทำได้ก็ให้เขาเป็นคนทำ ตัวเองยังอยากมีชีวิตอยู่ไปอีกหลายปี
ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ได้ออกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อราษฎร อย่างเช่นการอภัยโทษ ลดหย่อนภาษี เปิดรับข้าราชการ การสรรหาผู้มีความสามารถจากทั่วทุกมุม สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขาได้แต่งตั้งแม่ทัพในราชสำนัก กำจัดโจร ปราบกบฏ คืนความสงบสุข
เมื่อกฎเกณฑ์จากฮ่องเต้องค์ใหม่แพร่ออกไปนอกวัง ทุกคนจึงได้มีความรู้สึกที่แท้จริงว่าราชวงศ์ได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
แต่นี่มันเร็วเกินไปแล้ว
ใครจะไปคิดว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังเป็นเพียงจวิ้นอ๋อง ตอนนั้นยังไม่ใช่โอรสมังกร เพียงระยะเวลาสั้นๆสองสามปีก็เปลี่ยนสถานะกลายเป็นฮ่องเต้
ราวกับเนื้อก้อนโตตกลงมาจากท้องฟ้า ร่วงลงมาใส่เขาพอดี แม้ว่าเนื้อจะไหม้ไปหน่อย แต่มันก็คือเนื้อ!
แม้แต่ตัวฉีเชียนเองก็ยังคิดว่าฝันไป
ไม่ถึงสามปีหลังจากที่ฉินหลิวซีมาหาเขาเพื่อมอบความมั่งคั่งอันเหลือเชื่อนี้ให้กับเขา เขาก็ได้นั่งบนบังลังก์มังกรแล้ว รวดเร็วและราบรื่น ราวกับไม่ใช่เรื่องจริง
แต่ในความเป็นจริง เขาได้เป็นฮ่องเต้จริงๆแล้ว
ฉีเชียนสวมชุดคลุมมังกร มองไปยังอวี้ฉังคงที่อยู่ตรงข้าม เอ่ย “เจ้าจะไปจริงๆหรือ หากเจ้าเต็มใจอยู่ต่อ ตำแหน่งราชครูก็จะเป็นของเจ้า”
อวี้ฉังคงยิ้มเล็กน้อย “หน้าที่ของข้าเสร็จสิ้นแล้ว เส้นทางของฮ่องเต้นั้นอีกยาวไกล บททดสอบที่แท้จริงของท่านพึ่งจะเริ่มต้นขึ้น การจะเป็นฮ่องเต้ผู้ชาญฉลาด เป็นผู้รับช่วงต่อที่ไม่ทำให้นางผิดหวัง ก็ต้องพึ่งพาตัวของท่านเอง”
“ดังนั้น อยู่ต่อไม่ได้หรือ” ฉีเชียนเอ่ย“ฉังคง เรายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องปรึกษาเจ้า อีกอย่าง โลกในปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้สงบสุขอย่างที่นางต้องการ เจ้าช่วยอยู่ต่ออีกสักหน่อยได้หรือไม่”
อวี้ฉังคงส่ายหน้า “ท่านมีบรรดาขุนนางหลายร้อยคนคอยช่วยเหลือ จะควบคุมพวกเขาได้อย่างไร ตั้งแต่ที่ข้ามาอยู่ข้างกายท่านก็ได้สอนท่านไปแล้ว ท่านมีอำนาจของฮ่องเต้แล้ว”
ภูมิหลังที่แท้จริงของฉีเชียนเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง เขาคือลูกหลานมังกร สิ่งนี้เป็นเรื่องจริง ดังนั้นอุปนิสัยของเขาจึงเป็นไปตามธรรมชาติ
เขาได้กลายเป็นฮ่องเต้อย่างรวดเร็วก็จริง แต่หลายปีที่ผ่านมานี้ จากการฝึกฝนประสบการณ์ของเขา ก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน ตอนนี้ได้สวมชุดคลุมมังกร ความสง่างามของฮ่องเต้ได้ปรากฏแล้ว
เมื่อฉีเชียนเห็นว่าเขาได้ตัดสินใจจะไปแล้ว จึงเอ่ย “เจ้าจะไปไหน”
อวี้ฉังคงกล่าวว่า “ไปในที่ที่ข้าควรจะไป”
เขาหันหลังขึ้นรถม้า โบกมือให้อีกฝ่าย จากไปโดยไม่อาลัยอาวรณ์
ฉีเชียนเม้มริมฝีปาก ขึ้นไปบนที่สูงของกำแพงเมือง สายลมในเดือนสามยังคงหนาวเหน็บ ลมพัดชายเสื้อส่งเสียงดัง
ที่สูงนั้นหนาวเหน็บ
เขาได้กลายเป็นคนที่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง
ท้องฟ้ายามค่ำคืนค่อยๆมืดลง ดวงดาวจักรพรรดิส่องแสงสว่างพร่างพราว
ซื่อหลัวยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขามองดูดาวดวงนั้น สายตารู้สึกสนุก
ฮ่องเต้ กลับคืนสู่บัลลังก์แล้ว
ตอนที่ 1225: ขโมยความศรัทธาก่อปัญหา
หลังจากสถาปนาราชวงศ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามโจรหรือลงโทษขุนนางทุจริต ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ได้ดำเนินการแก้ไขครั้งใหญ่ การปราบปรามโจรในพื้นที่ต่างๆก็ได้บรรลุผลในไม่ช้า ซึ่งทำให้พ่อค้าและราษฎรจำนวนมากที่เดินทางเข้าออกวางใจไม่น้อย เมื่อโจรขโมยน้อยลง ไม่ว่าพวกเขาจะทำกิจการหรือใช้ชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นกังวลหรือหวาดระแวง
ส่วนผู้ลี้ภัยที่หนีจากบ้านเกิด เนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเวลาสองปี ซ้ำราชสำนักยังมีคำสั่งให้แจกจ่ายเสบียงอาหารในปีนี้ คนจำนวนมากล้วนเต็มใจที่จะกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิด เมื่อชีวิตมีความหวัง ใครบ้างอยากจะละทิ้งบ้านเกิดตัวเอง
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเต็มใจกลับบ้านเกิด บางคนเกียจคร้านจนเคยชิน ในสถานที่อย่างเมืองหลวงซึ่งมีคนรวยอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพียงแค่ทำตัวเป็นขอทานน่าสงสารก็สามารถแลกของกินได้แล้ว ไหนเลยจะต้องไปทุกข์ทรมานระหว่างทาง และราชวงศ์ใหม่พึ่งได้รับการสถาปนา แลดูมั่นคง แต่ความจริงแล้วคลังสมบัติหลวงว่างเปล่า และสงครามที่ชายแดนก็ไม่เคยหยุดลง หากลุกลามจนไปเกิดสงครามครั้งใหญ่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ทำไมน่ะหรือ
ย่อมเป็นเพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าต้าเฟิงได้เปลี่ยนฮ่องเต้ อยากจะอาศัยโอกาสก่อนที่ภายในจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ ยึดครองอาณาจักร สตรี ทาส และสมบัติ
ใครจะไปรู้ว่าสงครามใหญ่จะเกิดขึ้นจนไม่มีที่ให้หลบซ่อนหรือไม่ อยู่ในเมืองหลวงก็ไม่ได้แย่ อย่างน้อยหากถูกรุกราน ทางนี้มีขุนนางชั้นสูงมากมาย ยังพอยืนหยัดได้บ้าง
สรุปก็คือแม้จะมีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อราษฎร แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมั่นใจในสถานการณ์ในตอนนี้ของแคว้น หากต้องการสร้างราชวงศ์ที่รุ่งเรือง ฮ่องเต้องค์ใหม่ยังต้องเดินทางอีกยาวไกล
การรักษาเสถียรภาพของแคว้นเป็นหน้าที่รับผิดชอบของขุนนางทุกคนที่สวมเครื่องแบบ ขุนนางพลเรือนและขุนนางทหารหลายร้อยคน ขุนนางพลเรือนสามารถเขียนและตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย ส่วนขุนนางทหารก็ถือดาบปกป้องอาณาจักร แต่ใครจะบอกพวกเขาได้ล่ะว่าเมื่อราชวงศ์ใหม่ได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว เหตุใดจู่ๆจึงได้มีภูตผีปีศาจปรากฏตัวขึ้นเพื่อแสดงอำนาจและสร้างความโกลาหล
สิ่งนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตของสิ่งที่พวกเขารู้โดยสิ้นเชิง
ใช่แล้ว เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ได้นำขุนนางพลเรือนและขุนนางทหารทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างความมั่นคงให้กับอาณาจักร ในขณะที่กำลังดูแลบ้านเมือง นักพรตเต๋าในอารามบางแห่งในต้าเฟิง จู่ๆก็ไม่บูชาเจ้าลัทธิเต๋าแล้ว แต่กลับไปบูชาเทพแทน
หากเจ้าจะบอกว่าพวกเขาเป็นนักพรตมารก็ไม่ใช่เช่นนั้น นั่นเป็นนักบวชที่ได้รับเอกสารรับรองอย่างถูกต้อง กล่าวก็คือพวกเขาได้รับการยอมรับจากทางการ เพียงแต่ทรยศเจ้าลัทธิเต๋าของตัวเอง เปลี่ยนมาศรัทธาเทพองค์อื่นก็เท่านั้น
เจ้าก็ไม่สามารถไปตำหนิที่เขาเปลี่ยนใจกลางคันได้ ความศรัทธา เจ้าคงไม่สามารถศรัทธาได้เพียงหนึ่งอย่างหรอกกระมัง
ศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าก็มีองค์เทพอยู่จำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับบางคนที่นับถือพระโพธิสัตว์กวนอิม บางคนนับถือพระตถาคต บางคนนับถือมหาเทพไท่ซ่าง พวกเขาบูชาเทพองค์อื่นก็ถือเป็นเรื่องปกติ
บอกได้เพียงว่าเจ้าลัทธิเต๋าหรือพระโพธิสัตว์บางองค์ได้ถูกเทพองค์นี้ขโมยความศรัทธาไป
และเทพองค์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นมา แต่มีอยู่จริง เขาคือเทพเจ้าน้ำแห่งทะเลสาบลวี่หูในอวี๋หังผู้ซึ่งช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน ได้ปกป้องราษฎรในอวี๋หังมาตลอดร้อยปี และได้รับความเคารพบูชาจากราษฎร มีตำนานท้องถิ่นมากมายเกี่ยวกับเทพเจ้าน้ำ บางคนบอกว่าจริงๆแล้วเขาเป็นมังกรน้ำที่ซ่อนอยู่ในทะเลสาบลวี่หู เชี่ยวชาญด้านการควบคุมน้ำโดยเฉพาะ บางคนก็บอกว่าความจริงแล้วเขาเป็นนางเงือกที่อ่อนโยน บางคนก็บอกว่าเขามีหน้าตาดุร้าย ทั้งยังทรงพลัง
ยิ่งมีคนแพร่กระจายออกไปเท่าไหร่ ซ้ำยังมีนักบวชเผยแพร่คำสอน ทำให้มีคนศรัทธาเทพเจ้าน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณที่ไม่เป็นผลดีต่ออาณาจักรสำหรับบรรดาขุนนางในราชสำนัก
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าขงจื้อไม่สอนเรื่องอำนาจลี้ลับ ในใจของทุกคนล้วนมีการชั่งใจเรื่องผีสางนางไม้ หากเชื่อก็จะมี หากไม่เชื่อก็ไม่มี เคารพอยู่ในใจก็พอแล้ว
แต่ปรากฏการณ์โดยรวมในตอนนี้คือราษฎรเชื่อในเทพเจ้ามากกว่าราชสำนักกับฮ่องเต้ นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะในระยะยาว ราษฎรอาจจะถูกล้างสมอง หากศาสนาพุทธและลัทธิเต๋ามีเจตนาก่อกบฏ ยุยงให้ราษฎรสร้างปัญหาโดยอาศัยความบ้าคลั่งในความเชื่อของพวกเขา เช่นนั้นก็จะน่ากลัวเป็นอย่างมาก
ในประวัติศาสตร์ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ราชครูควบคุมราชสำนัก เมื่อพระและนักพรตมารเข้ายึดครอง เช่นนั้นก็จะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่
การป้องกันก่อนที่จะเกิดขึ้น ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เป็นความรู้สึกที่ขุนนางทุกคนมี
มีรายงานอย่างต่อเนื่องจากขุนนางท้องถิ่นที่ขอให้ปิดวัดวาอารามบางแห่ง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธหรือลัทธิเต๋าหรือลัทธิอิสระ ล้วนไม่อนุญาตให้เผยแพร่คำสอน
แต่จะให้ฮ่องเต้องค์ใหม่เหมือนกับเสด็จปู่ของเขาที่ปราบปรามลัทธิเต๋าอย่างเคร่งครัด ไม่ ตอนนี้ร้ายกาจยิ่งกว่านั้น ครั้งนี้แม้แต่ศาสนาพุทธก็ยังได้รับผลกระทบไปด้วย
มีขุนนางอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าจะตัดสินทั้งหมดไม่ได้ ใช่ว่าพระภิกษุและนักพรตจะเหมือนกันหมด หากปราบปรามทั่วทั้งต้าเฟิง เกรงว่าจะกระตุ้นจิตใจที่ต่อต้านของราษฎร
ความจริงแล้วไม่รวมราษฎรธรรมดาทั่วไป แม้แต่ขุนนางในราชสำนักอย่างพวกเขาเหล่านี้ มีตระกูลใดบ้างที่ไม่มีนายหญิงผู้เฒ่าหรือภรรยาและบรรดาสตรีที่นับถือศาสนาพุทธหรือลัทธิเต๋า หากพวกเขาสนับสนุนการปราบปรามและปิดวัดวาอารามขึ้นมาจริงๆ เกรงว่านับจากนี้ไปจะไม่มีวันสงบสุข หากไม่ถูกด่าว่าอกตัญญูก็คงถูกฮูหยินให้นอนนอกห้อง
ฝ่ายที่สนับสนุนชี้ให้เห็นประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าที่พระหรือนักพรตมารผู้นั้นเข้ามามีอำนาจทำลายอาณาจักรจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสลดใจ
ฝ่ายค้านกลับอ้างว่าทุกคนในใต้หล้ามีความเชื่อมากกว่าหนึ่งความเชื่อ หากปราบปรามทั้งหมด ราษฎรไร้ที่เคารพบูชา ก็จะเกิดการกบฎ
ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันในราชสำนักอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ใบหน้าของฉีเชียนดำคล้ำราวกับก้นหม้อ เขาคิดไม่ถึงว่าเป็นฮ่องเต้ก็ยังต้องมาตัดสินว่าควรจะทำลายความศรัทธาหรือไม่ ซ้ำยังถูกบรรดาขุนนางเอามาถกเถียงกันในราชสำนัก
สิ่งที่เขาควรทำคือการหาวิธีเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย บำรุงฟื้นฟูบ้านเมือง ให้ราษฎรสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีความสุขไม่ใช่หรือ
เป็นไปไม่ได้ที่จะปราบปรามและปิดวัดวาอารามทั้งหมดอย่างเคร่งครัด ในฐานะกษัตริย์ ฉีเชียนก็มีความศรัทธาเช่นกัน
เขาศรัทธาฉินหลิวซี!
กล่าวคือเขาพึ่งขึ้นครองบัลลังก์และคลังสมบัติก็ว่างเปล่า มิเช่นนั้นเขาก็อยากจะหล่อร่างทองสร้างอารามทองคำให้ฉินหลิวซี แต่งตั้งเป็นเทพีแห่งอาณาจักร ไม่ใช่แค่ตั้งแท่นบูชาเล็กๆในตำหนักไท่ผิง เอาแต่จุดธูปบูชารูปปั้นทองคำขนาดเล็กทั้งวันทั้งคืน
หากเห็นด้วยกับฝ่านสนับสนุน เช่นนั้นอารามชิงผิงจะไม่ประสบกับหายนะหรือ
ฉีเชียนหงุดหงิดเป็นอย่างมาก ตบบัลลังก์มังกรอย่างแรง กล่าวว่า “เหตุใดราษฎรจึงได้ศรัทธาในเทพเจ้าน้ำองค์นั้น พวกเจ้าไม่ได้ไปหาคำตอบจากต้นเหตุ เอาแต่บอกให้ปราบปรามจะไปมีประโยชน์อะไร ความศรัทธาใช่ว่าจะอาศัยการปราบปรามก็จะหายไป คนคนหนึ่งหากไม่มีความศรัทธา จะเกิดความวุ่นวายแบบใด ความศรัทธาไม่เพียงแต่เป็นความคิดทางจิตวิญญาณของราษฎร ซ้ำยังเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ตั้งแต่สมัยโบราณ ศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าคงอยู่มาตลอดก็เพราะอาศัยความศรัทธาไม่ใช่หรือ หากพวกเจ้าปราบปรามเช่นนี้ ต้องการจะทำลายวัฒนธรรมของบรรพบุรุษหรือคิดอยากจะแข่งขันกับสวรรค์ว่าใครสูงกว่ากัน”
“ฝ่าบาท อย่าทรงพิโรธพ่ะย่ะค่ะ” บรรดาขุนนางพากันคุกเข่าลง
“ความศรัทธาเป็นพลังอย่างหนึ่ง ไม่มีทางที่จะหายไปได้จากการปราบปราม แทนที่จะคิดว่าจะปราบปรามอย่างไร ไม่สู้ไปคิดหาวิธีว่าจะชี้นำราษฎรอย่างไร คนเรามีความศรัทธาได้ แต่ไม่ควรถูกครอบงำกลายเป็นทาสของมัน ถูกล่อลวงจนสูญเสียสติ”
ฉีเชียนลุกขึ้นยืน เอ่ย “การแก้ปัญหาไม่ควรตัดสินทั้งหมด และไม่ควรเป็นการชี้ขาดของใครคนใดคนหนึ่ง มิเช่นนั้นพฤติกรรมนี้จะแตกต่างอะไรจากการเผาหนังสือของขงจื้อ เราไม่อยากเห็นนักบวชในศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าต้องหลบหนีไม่มีที่อยู่”
ทุกคนตกตะลึง คุกเข่าลงบนพื้น ตะโกนพร้อมกันว่า “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”
“เลิกประชุม” ฉีเชียนสะบัดแขนเสื้อแล้วจากไป
จนกระทั่งเสื้อคลุมมังกรหายไป บรรดาขุนนางจึงได้ลุกขึ้น มองหน้ากัน แม้ว่าฮ่องเต้องค์ใหม่จะทรงพระเยาว์ ขึ้นครองบัลลังก์เร็ว แต่ก็หลอกไม่ง่ายเลย
มหาเสนาบดีลิ่นกับผู้เฒ่าอวี๋มองหน้ากัน สายตามีความโล่งใจ
เด็กน้อยฝึกฝนได้ แคว้นจึงมีความหวัง
ตอนที่ 1226: ใจดำเหมือนนายท่านน้อย
ณ ราชสำนัก
ฉีเชียนนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร โดยมีมหาเสนาบดีลิ่นกับผู้เฒ่าอวี๋และข้าราชบริพารคนสำคัญอื่นๆอยู่ข้างล่าง นอกจากนี้ยังมีอีกสองคนคือปรมาจารย์ไท่เฉิงแห่งอารามจินหัวกับท่านอาจารย์ฮุ่ยเฉวียนแห่งวัดอวี้ฝอ
เมื่อพิจารณาความจริงที่ว่าพระและนักพรตมารเหล่านั้นที่จู่ๆก็ ‘กบฏ’ กลางคัน ได้สร้างความสับสนแก่ราษฎรด้วยคำพูดหลอกลวง ซึ่งทำให้ผู้คนเชื่อในเทพเจ้าน้ำมากขึ้น พวกเขาเองก็มึนงงเล็กน้อย เมื่อนึกถึงสิ่งที่ฉินหลิวซีเคยกล่าวไว้ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชิญทั้งสองท่านมาร่วมประชุมราชสำนักเช้า ฟังเสียงของบรรดาขุนนาง
ฉีเชียนกับมหาเสนาบดีลิ่นก็อยากจะเชิญฉินหลิวซี แต่นางราวกับหายตัวไป ได้ยินว่ากำลังกักตัวฝึกบำเพ็ญ จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชิญสองท่านนี้ อย่างไรเสียอารามจินหัวกับวัดอวี้ฝอต่างก็อยู่ในอันดับหนึ่ง วัดอวี้ฝอยิ่งเป็นวัดที่มีอายุพันปี ทุกปีจะมีสาวกจำนวนนับไม่ถ้วนมาเข้าร่วมปฏิบัติธรรม
และปรมาจารย์ไท่เฉิงกับฮุ่ยเฉวียนก็ล้วนเป็นผู้ปฏิบัติขั้นสูง วัดวาอารามที่อยู่เบื้องหลังก็เป็นตัวแทนที่ดี ให้พวกเขามาปรึกษาพูดคุยเรื่องนี้ก็ดีเช่นกัน
“ท่านเจ้าอาวาสกับท่านปรมาจารย์ก็ได้ยินเรื่องนี้จากหลังม่านแล้ว ตอนนี้ราษฎรที่บูชาเทพเจ้าน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นลัทธิใหม่แล้ว พึ่งจะสถาปนาราชวงศ์ใหม่ สิ่งที่ต้าเฟิงต้องการคือการพักฟื้น ไม่ใช่ความวุ่นวาย ใช่ว่าเราเห็นว่าศาสนาพุทธกับลัทธิเต๋าขัดหูขัดตา ต้องการกำจัดด้วยเหตุผลส่วนตัว แต่เป็นเพราะสาวกในลัทธินี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ เมื่อมีคนมีเจตนายุยงราษฎร ย่อมนำไปสู่หายนะใหญ่”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงกับฮุ่ยเฉวียนมองหน้ากัน กล่าวว่า “ไม่ขอปิดบังฮ่องเต้ พวกเราเข้าใจมานานแล้ว เทพเจ้าน้ำนั้นมีอยู่เมื่อร้อยปีก่อนจริงๆ แต่เทพเจ้าน้ำในปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นเทพชั่วร้าย”
ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนไป
ทันใดนั้นมหาเสนาบดีลิ่นนึกถึงสิ่งที่ฉินหลิวซีเอ่ยเกี่ยวกับการมีอยู่อันน่าสะพรึงกลัวที่ต้องการจะทำลายล้าง
ฉีเชียนขมวดคิ้ว กล่าวว่า “เทพชั่วร้าย กำจัดได้หรือไม่”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงยิ้มอย่างขมขื่น เอ่ย “มีเพียงท่านเซียนปู้ฉิวแห่งอารามชิงผิงเท่านั้นที่สามารถกำจัดได้ แต่ตอนนี้นางกำลังกักตัวฝึกบำเพ็ญ ไม่อาจรบกวนได้”
มหาเสนาบดีลิ่นกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ทำอะไรเขาไม่ได้แล้วหรือ”
อาจารย์ฮุ่ยเฉวียนประนมมือทั้งสองข้าง กล่าวว่า “อมิตาภพุทธ ลัทธิของเทพเจ้านั้นสามารถดูดซับสาวกได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ เป็นเพราะผู้คนในศาสนาพุทธและลัทธิเต๋ามีใจแน่วแน่ที่จะสั่งสอนและนำทาง”
ใต้เท้าจั่วกล่าวขึ้นมาหนึ่งประโยคว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ หากไม่ใช่เพราะการเผยแพร่ของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า ทุกคนก็คงไม่ศรัทธาเทพเจ้าน้ำองค์นี้ในทันที”
“ใช่แล้ว ศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าของพวกเจ้ามีส่วนที่ต้องรับผิดชอบที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ควรจะชำระล้างสำนักอย่างเคร่งครัด” มีคนกล่าวขึ้นมา
อาจารย์ฮุ่ยเฉวียนกล่าวว่า “นี่ก็คือสิ่งที่อาตมากับปรมาจารย์อยากจะกล่าว ใครก็ตามที่กบฏจะถูกนำทางกลับไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง”
พระภิกษุและนักพรตที่ช่วยเผยแพร่ความศรัทธาในเทพเจ้าน้ำล้วนถูกอาคมของซื่อหลัวล่อลวง การพากลับไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาควรทำ
“ใช่แล้ว พวกเราจะไม่นั่งดูอยู่เฉยๆอย่างแน่นอน” ปรมาจารย์ไท่เฉิงก็กล่าวอย่างแน่วแน่เช่นกัน
เขาจะไม่พูดไปมากกว่านี้ ในยุคที่แสวงหาอำนาจทางการเมือง ขุนนางเหล่านี้จะคิดว่าบรรดาสาวกจะนำไปสู่การกบฏจนเกิดความวุ่นวาย และสิ่งที่พวกเขาคิดก็คือยิ่งมีผู้ศรัทธามากขึ้นเท่าไหร่ แรงปรารถนาก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น เมื่อถึงเวลาก็จะรับมือได้ยาก
“พากลับเข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พูดฟังดูเหมือนง่าย หากพวกเขาดึงดันที่จะเดินในทางที่ผิดล่ะ”
น้ำเสียงของประโยคคำถามนี้ทำเอาปรมาจารย์ไท่เฉิงขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ก็มีความเคลื่อนไหวในความว่างเปล่า และน้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่ไม่มีความยำเกรงก็ได้ดังขึ้น
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่านั้นเป็นเส้นทางสู่ความตาย เช่นนั้นก็ส่งพวกเขาไปตามทาง จะยากอะไร”
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันนี้ทำให้ทุกคนตกใจ
แม้ว่าฉีเชียนจะตกใจเช่นกัน แต่ไม่ช้าก็จำได้ว่านั้นเป็นเสียงของใคร สงบนิ่งอย่างรวดเร็ว ยกมือขึ้นหยุดไม่ให้องครักษ์ลับเคลื่อนไหวอย่างหุนหันพลันแล่น
เมื่อเฟิงซิวเห็นท่าทางของฉีเชียนก็เบะมุมปาก ปรากฏกายขึ้น
“อ้าก ป้องกัน ป้องกันฮ่องเต้” ข้าราชบริพารที่ซักถามผู้นั้นเกือบจะหงายหลังล้มด้วยความตกใจ ก่อนจะเป็นลมก็ไม่ลืมที่จะแสดงความจงรักภักดี รีบเดินโซเซไปหาฉีเชียน
ข้าราชบริพารคนอื่นๆ ก็ขวางอยู่ข้างหน้าฉีเชียนเช่นกัน
เทพชั่วร้ายอะไรกัน ไหนเลยจะเป็นบุรุษผู้งดงามราวกับปีศาจที่ล่อลวงผู้คนปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศได้
ฉีเชียนเอ่ย “ขุนนางทั้งหลายไม่ต้องตื่นตระหนก ท่านนี้คือเจ้าของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะ และเป็นคนในลัทธิเต๋า”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงกับอาจารย์ฮุ่ยเฉวียนคำนับเฟิงซิว
เฟิงซิวพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย จากนั้นก็มองไปยังคนผู้นั้น เอ่ย “ตื่นตระหนกอะไรกัน ไม่ได้จะกินเจ้าเสียหน่อย”
ทุกคน “...”
เขามองปรมาจารย์ไท่เฉิงพลางเอ่ย “เจ้าไม่ควรกล่าวกับพวกเขาอย่างคลุมเครือเช่นนี้ หากคนทรยศเหล่านั้นเป็นอย่างที่เขากล่าวมาจริงๆ ดึงดันจะเดินในเส้นทางที่ผิด เช่นนั้นก็สู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง มิเช่นนั้นจะเก็บพวกเขาไว้ให้ไปช่วยคนทำชั่วหรือ”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงยิ้มอย่างลำบากใจ
อาจารย์ฮุ่ยเฉวียนไม่ได้กล่าวอะไรอย่างรู้ความ ไม่รู้ว่าจิ้งจอกตัวนี้มาจากไหน พลังชั่วร้ายปกคลุมไปทั่วร่างกาย อย่าไปล่วงเกินจะดีกว่า
เฟิงซิวมองฉีเชียนพลางเอ่ย “พระภิกษุและนักพรตเหล่านั้น คนฝึกบำเพ็ญเต๋าอย่างพวกเราย่อมจัดการเอง ส่วนผู้ศรัทธาเหล่านั้น คนในราชสำนักอย่างพวกท่านต้องเป็นคนจัดการ คนเราย่อมมีความเห็นแก่ตัว ตราบใดที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่ว่าจะเป็นเทพองค์ใดก็ล้วนเป็นของปลอม ออกราชโองการ เทพเจ้าน้ำเป็นเทพชั่วร้ายที่กลืนกินดวงวิญญาณ ผู้ที่บูชาจะพบกับความโชคร้าย ไม่อนุญาตให้บูชา ให้ทำลายเทวรูปหลังจากที่เห็นประกาศภายในสามวัน ส่วนผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม หากตรวจพบจะถูกตีด้วยไม้กระดานสามสิบที หรือถูกโบยยี่สิบไม้พร้อมกับปรับเงินห้าสิบตำลึง หากไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ หลังจากที่ถูกลงโทษจะถูกส่งให้ไปใช้แรงงาน นอกจากนี้รางวัลและบทลงโทษแบ่งแยกชัดเจน ให้มีการตบรางวัลหากมีคนมารายงานว่าตระกูลใดบูชาเทพเจ้าน้ำ ให้รางวัลเป็นเงินสิบตำลึง ท่านว่าหากราชโองการนี้ประกาศออกไป ใครจะกล้าบูชา”
ทุกคนพิจารณาดู กลอุบายนี้ใช้ได้
ธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความเห็นแก่ตัว เมื่อเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง ย่อมนึกถึงตัวเองก่อน ดูว่าบทลงโทษนั้นรุนแรงแค่ไหน ถูกตีไม่พอซ้ำยังต้องจ่ายค่าปรับอีก มีเงินไม่ดีหรืออย่างไร
นอกจากนี้ยังมีการรายงาน เจ้าเล่ห์เป็นอย่างมาก เงินรางวัลสิบตำลึง ตราบใดที่มารายงานเรื่องการบูชาเทพเจ้าน้ำก็จะได้รับไป หากใช้อย่างประหยัด ทั้งครอบครัวก็จะมีกินไปอีกหนึ่งปี
“ขอบคุณเถ้าแก่ที่ให้คำแนะนำ” ฉีเชียนคำนับ
เฟิงซิวโบกมือ เอ่ย “ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า นี่เป็นแผนการสูญเสียที่เป็นความคิดของอวี้ฉังคง ข้าเพียงแค่ได้พบเขาระหว่างทาง จึงนำข้อความมาบอก”
ฉีเชียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ในใจรู้สึกอบอุ่น
“หากมีผู้ที่ต้องการเงินรางวัลโดยการใส่ร้ายผู้อื่นจะทำอย่างไร อีกอย่างอวี๋หังในเจียงหนานก็อุดมสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรือง คนส่วนใหญ่ที่ศรัทธาสิ่งนี้คือตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวย และยังได้รับการคุ้มครองจากขุนนาง หากพวกเขาปลุกปั่นราษฎร จะไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือ” ขุนนางที่ตั้งคำถามในตอนแรกกล่าวขึ้น
เฟิงซิวแสยะยิ้มเบาๆ “โง่หรืออย่างไร ไม่กลัวว่าพวกเขาจะเคลื่อนไหว กลัวพวกเขาจะไม่เคลื่อนไหวมากกว่า คลังสมบัติหลวงของพวกเจ้ายากจนจนคนจนก็ยังรังเกียจ หากขุนนางผู้มั่งคั่งในอวี๋หังแห่งเจียงหนานต้องการปลุกปั่นให้ราษฎรก่อปัญหา ไม่สู้ยึดทรัพย์ของพวกเขาในข้อหาก่อตั้งพรรคกบฏเพื่อแก้ไขปัญหาคลังสมบัติหลวงที่ว่างเปล่า ยึดทรัพย์หลายตระกูลหน่อย คลังสมบัติหลวงก็มีเงินแล้ว ฉีเชียน ท่านเป็นฮ่องเต้แล้ว บอกว่าใครมีความผิด เขาก็มีความผิด จะเกรงใจทำไม”
ฉีเชียน “...”
นี่เกรงว่ากำลังสอนข้าให้เป็นราชาผู้เลอะเลือนอยู่กระมัง
เสนาบดีเฉียนรีบดีดตัวออกมาทันที “ฝ่าบาท กระหม่อมสนับสนุนข้อเสนอนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
การเคลื่อนไหวนี้ดีกว่าการขายตำแหน่งพระสนมวังหลังของฮ่องเต้เป็นอย่างมาก
ทุกคนสีหน้าสับสน แต่ก็ยกมือขึ้นคำนับด้วยเช่นกัน “กระหม่อม สนับสนุนข้อเสนอนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ปรมาจารย์ไท่เฉิงเหลือบมองเฟิงซิว กล่าวในใจว่า ‘คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล คำนี้ข้าเชื่อแล้ว ช่างใจดำพอๆกันกับนายท่านน้อยผู้นั้น!’
ตอนที่ 1227: เอาแผ่นค่ายอาคม กลับคืนสู่เจ้าของเดิม
เฟิงซิวมาที่วังหลวงเพราะการไหว้วานของฉินหลิวซีให้มาเอาของบางอย่างจากฉีเชียน
หลังจากให้ข้าราชบริพารชั้นสูงถอยออกไป เขาก็กล่าวกับฉีเชียนอย่างตรงไปตรงมา
ในคลังของวังหลวงมีเครื่องรางลัทธิเต๋าอยู่อย่างหนึ่ง คือแผ่นค่ายอาคมทำนายหยินหยางไท่จี๋ เขามาเพื่อสิ่งนี้
ฉีเชียนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “ในคลังมีของเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ ข้าไม่เคยสังเกตเลย คงเพราะมีสมบัติล้ำค่ามากมาย”
ก่อนหน้านี้ผู้ดูแลคลังเคยมอบสมุดคลังให้เขา เขาตรวจดูอย่างคร่าวๆ ไม่ได้อ่านอย่างละเอียด อย่างไรเสียก็เพิ่งเป็นฮ่องเต้ได้ไม่นาน ไหนเลยจะมีเวลาว่างเพียงนั้น
“ท่านพึ่งเป็นฮ่องเต้ได้ไม่เท่าไหร่ ย่อมไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง นอกจากแผ่นค่ายอาคมนี้แล้ว ยังมีตำราโบราณอันล้ำค่าของลัทธิเต๋ากับเครื่องรางอีกมากมาย” เฟิงซิวยิ้มใบหน้านิ่งพลางมองเขา กล่าวว่า “ท่านลองเดาดูว่าได้มาอย่างไร”
ฉีเชียนมองดูรอยยิ้มขี้เล่นและค่อนข้างประชดประชันนี้ ไม่รู้ว่านึกอะไรได้ ใบหน้าร้อนระอุ อ้าปากพะงาบ แต่กลับไม่กล้าเอ่ยถาม
“ใช่แล้ว เป็นเสด็จพ่อของอดีตฮ่องเต้ ก็คือฮ่องเต้เจี้ยนซิ่งที่เป็นเสด็จปู่ของท่าน เมื่อแก้แค้นให้กับบรรพบุรุษของเขาเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญู ก็ได้แย่งชิงมาตอนที่ปราบปรามลัทธิเต๋า” เฟิงซิวหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ย “ท่านคงไม่คิดว่าสิ่งที่เรียกว่าการปราบปรามนั้นคือไม่ให้อารามเหล่านั้นปิดตัวลง เพียงแค่ไล่นักพรตไปก็พอแล้วอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก”
เขาเล่นแหวนจิ้งจอกในมือพลางเอ่ย “การปราบปรามที่แท้จริงไม่เพียงแต่ขับไล่นักพรต รื้อถอนอาราม แต่สิ่งทีสำคัญที่สุดคือการทำลายความศรัทธาและมรดกสืบทอดของพวกเขา แต่ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเห็นแก่ตัว เมื่อได้เห็นของดีก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความโลภ”
เมื่อฉีเชียนได้ฟังดังนั้นก็ใบหน้าร้อนระอุ กลายเป็นสีม่วงบวมเหมือนสีตับหมู
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น ลัทธิเต๋าประสบปัญหาการปราบปรามและความเสื่อมถอย นักพรตจำนวนไม่น้อยถูกบีบบังคับให้ซ่อนตัวฝึกบำเพ็ญในภูเขาลึก หากมีเวลาก็ซ่อนของดีเหล่านั้นไว้ หากไม่มีเวลาก็ทำได้เพียงแย่งตำราโบราณแล้วหนีไป แต่เครื่องรางอันล้ำค่าและตำราพื้นฐานจำนวนมากกลับตกอยู่ในมือของตระกูลฉี หลังจากสามชั่วอายุคน ก็ไม่รู้ว่าเหลือจำนวนเท่าไหร่ แต่แผ่นค่ายอาคมนี้ ในเมื่อนางบอกว่ายังอยู่ เช่นนั้นก็ยังอยู่”
ฉีเชียนปากเต็มไปด้วยรสชาติสนิม ไม่รู้ว่าเขากัดริมฝีปากตัวเองเป็นแผลตั้งแต่เมื่อไหร่ กลิ่นเลือดฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งปาก
“เจ้าตามข้ามาเถิด” เขามุมปากกระตุกพลางฝืนยิ้ม
หลังจากผ่านประตูวังหลายแห่ง ฉีเชียนก็พาเฟิงซิวเข้าไปในคลังที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ห้องพระคลังขนาดใหญ่มีสมบัติล้ำค่ามากมายให้เชยชม มีตำราและภาพวาดโบราณจำนวนนับไม่ถ้วน และสิ่งของบางอย่างก็เต็มไปด้วยฝุ่น
เฟิงซิวไม่ได้มองสิ่งเหล่านั้นด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ฉีเชียนรู้สึกละอายใจมากยิ่งขึ้น สิ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งของล้ำค่าอย่างไร้ที่เปรียบในสายตาของคน แต่ในสายตาของผู้ที่ฝึกบำเพ็ญอย่างพวกเขากลับเหมือนกับของไร้สาระ
“ข้าไม่รู้เลยว่าแผ่นอาคมนั้นรูปร่างเป็นอย่างไร ข้าจะให้ขุนนางกรมคลังเอาสมุดคลังมาตรวจสอบดีหรือไม่”
เฟิงซิวส่ายหน้า “ไม่จำเป็น”
เขากระจายพลังกระแสจิตออกไป ปกคลุมไปทั่วทั้งพระคลัง ค้นหาที่อยู่ของพลังวิญญาณทุกแห่ง
ความจริงแล้ว คลังของฮ่องเต้มีสมบัติล้ำค่าจำนวนไม่น้อยจริงๆ สิ่งที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณไม่ได้มีเพียงสิ่งของของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า ตำราและภาพวาดโบราณหรือแม้กระทั่งหินหมึกเหล่านั้นก็มีพลังวิญญาณเช่นกัน แม้แต่ต้นฉยงไถหยกก็ยังมีจิตวิญญาณของช่างฝีมือ
เจอแล้ว
เฟิงซิวเดินไปในทิศทางนั้น ฉีเชียนเดินตามเขาไป มันเป็นมุมที่ลึกที่สุดของคลัง มีชั้นวางหลายชั้นซึ่งวางสิ่งของของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าเอาไว้มากมาย ศาสนาพุทธมีคัมภีร์พระไตรปิฎก พระพุทธรูปพระโพธิสัตว์ ซ้ำยังมีทังกา กระทั่งมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง ซ้ำยังมีไม้เคาะกับลูกประคำ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาได้สะสมพระบรมสารีริกธาตุของจริง
และลัทธิเต๋าก็มีกระบี่ทองกระบี่เงิน ตำรายันต์โบราณ พระสูตรยาเต๋าโบราณ ซ้ำยังมีแส้หางม้า รูปปั้นซานชิง ของเลียนแบบระฆังตงหวง แต่ล้วนแกะสลักอักขระเหมือนกัน เป็นเครื่องราง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นทุกชิ้น
เฟิงซิวเหลือบมองสิ่งของบนชั้นวาง หันไปหาฉีเชียนโดยไม่ได้กล่าวอะไร
แต่ฉีเชียนรู้สึกถึงการประชดอย่างชัดเจน ใบหน้าแทบจะลุกเป็นไฟ กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ข้าไม่รู้จริงๆ เจ้าวางใจได้ ข้าจะให้พวกมันกลับคืนสู่ที่ที่ควรอยู่”
แทนที่จะวางไว้เป็นไข่มุกโดนฝุ่นกลบที่นี่ มิสู้ส่งพวกมันคืนสู่วัดวาอาราม เก็บไว้เป็นสมบัติล้ำค่าต่อๆไป
เฟิงซิวเอ่ย “ท่านต้องเป็นราชาผู้ชาญฉลาด โอรสของท่านก็ต้องเป็นราชาผู้ชาญฉลาด เช่นนี้ใต้หล้าก็จะยังมีตระกูลฉีไปอีกหลายสิบปี แต่หากพวกท่านรักษาไว้ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องขุ่นเคือง ผลกรรมอยู่ที่นี่แล้ว!”
เขาชี้ไปยังสิ่งของเหล่านี้ บาปที่ราชวงศ์กระทำไว้ล้วนต้องชดใช้ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อใด
ฉีเชียนรูม่านตาหดลงเล็กน้อย นี่หมายความว่าผู้ปกครองใต้หล้าจะเปลี่ยนไปหรือ
เฟิงซิวไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงแต่หยิบแผ่นค่ายอาคมที่มีขนาดเท่าฝ่ามือของสตรีออกมาจากกองพระสูตรยุ่งเหยิง ทันทีที่พลังปีศาจกระจายออกไป ฝุ่นที่ปกคลุมอยู่ก็หายไปในทันที เผยให้เห็นรูปร่างที่แท้จริงของมัน
แผ่นค่ายอาคมขนาดเล็กละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก แต่ด้านบนมีสีสันของแปดประตูดาวนพเก้าของฟ้าดินและแปดเทพอสูร ดินแดนแห่งพื้นดวงชะตา ล้วนอยู่ในจิ่วกาน เมื่อดูลิ่วอี๋ ทั้งหมดตกอยู่ในตำแหน่งที่สอดคล้องกันในเรือนทั้งเก้า นี่คือแผ่นค่ายอาคมที่สมบูรณ์แบบซึ่งไม่ได้รับความเสียหาย จิตวิญญาณเครื่องรางก็ยังอยู่
อย่างไรก็ตามหากฉินหลิวซีต้องการมัน เกรงว่าจะเหมือนกับศาสตราวุธเทพในมือนาง ต้องทำการหล่อหลอมใหม่อีกครั้ง
หล่อหลอมแผนภาพค่ายอาคมนั้นสิ้นเปลืองพลังวิญญาณและใช้สมาธิยิ่งกว่าการหล่อหลอมศาสตราวุธเทพ อย่างไรเสียค่ายอาคมจำเป็นต้องมีการคำนวณที่แม่นยำ ห้ามพลาดแม้แต่ก้าวเดียว หากเป็นค่ายอาคมใหญ่ที่ทรงพลังกว่านี้ก็จะยิ่งซับซ้อน สิ้นเปลืองจิตวิญญาณเป็นอย่างมาก
นี่เป็นการทดสอบอันยิ่งใหญ่
เฟิงซิวเก็บแผ่นค่ายอาคมแล้วหันหลังกำลังจะจากไป ฉีเชียนเรียกเขาไว้ “เจ้าดูว่าในพระคลังนี้ยังมีอะไรที่พวกเจ้าใช้ได้อีกหรือไม่ เอาไปได้เลย”
เฟิงซิวเลิกคิ้ว “นี่เป็นพระคลังในของราชวงศ์ ในเมื่อท่านเป็นฮ่องเต้ก็เป็นของท่านแล้ว ในฐานะฮ่องเต้ ต้องประทานให้กับพระสนมและผู้ที่มีความจงรักภักดี หากไม่มีอะไรมอบให้จะน่าเกลียด”
ฉีเชียนกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นของข้าแล้ว เช่นนั้นข้าอยากให้ใครก็จะให้คนนั้น นางเป็นผู้มีผลงานที่ทำให้ข้าได้นั่งตำแหน่งใหญ่นี้ ประทานให้นางจะเป็นไรไป ส่วนคนนอก ถวายของดีเป็นเครื่องราชบรรณาการแก่ฮ่องเต้จึงจะเป็นสิ่งที่พวกเขาควรทำ ส่วนข้า ประทานหมึกล้ำค่าให้พวกเขาดีกว่าประทานของสิ่งอื่นเสียอีก”
เอาเถิด จะเป็นคนขี้เหนียวให้ได้เลย
เฟิงซิวไม่เกรงใจ ปลดปล่อยกระแสจิตอีกครั้ง นำสิ่งของที่มีประโยชน์ซึ่งเต็มไปด้วยพลังวิญญาณไปทั้งหมด ไม่เอาไปจะเสียเปล่า
เมื่อเอาไปหมดแล้วเขาก็โบกมือ จากนั้นก็หายตัวไปต่อหน้าฉีเชียน
ฉีเชียนยืนอยู่ในพระคลังเป็นเวลานาน เห็นเฟิงซิวไปมาอย่างอิสระ แอบทอดถอนใจระหว่างตัวเองกับพวกเขา อย่างไรก็ไม่ใช่ประเภทเดียวกัน
“ผู้ที่เป็นฮ่องเต้ ต้องไม่ใจอ่อน”
ทันใดนั้นเสียงของฮ่องเต้คังอู่ก็ดังขึ้นในหัว
ฉีเชียนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงสิ่งที่เขาเคยพูดตอนที่อยู่กับฮ่องเต้คังอู่ตามลำพัง ในฐานะฮ่องเต้ไม่ควรให้ผู้อื่นนอนหลับสนิท ยิ่งไม่ควรเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ ลัทธิเต๋ามีความสามารถด้านอภินิหารจริงๆ หากพวกเขากบฏต่อราชสำนัก สามารถพลิกแพลงสถานการณ์ได้ สิ่งนี้เห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่าเฟิงซิวได้ทำให้กรมอาญาวุ่นวายไปหมด ดังนั้นจะปล่อยไว้ไม่ได้
ฮ่องเต้คังอู่ต้องการสังหารลัทธิเต๋าและผู้ฝึกบำเพ็ญทุกคนที่มีฝีมือไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะพวกเขาจะเป็นคนหรือเป็นปีศาจ
ช่างน่าขัน เขาก็ไม่คิดดูสักหน่อย หากคนเหล่านี้ต้องการครอบครองใต้หล้าจริงๆ ตรงนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่อะไรของตระกูลฉีแล้ว
“ใครก็ได้” ฉีเชียนเรียกผู้ดูแลคลังมา ให้คนจัดการสิ่งของของศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า ทำรายการทรัพย์สินทั้งหมดของลัทธิเต๋าส่งคืนให้กับอารามชิงผิง
นำทรัพย์สินคืนสู่เจ้าของเดิม
[1]. ทังกา เป็นคำเรียกจิตรกรรมพุทธทิเบตที่ทำลงบนผ้าฝ้าย ผ้าไหม หรือ ผ้าเย็บประดับ
ตอนที่ 1228: ไม่กะจะเป็นฝ่ายถูกกระทำแล้ว
แม้ว่าเฟิงซิวจะหายตัวไปแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้จากไปในทันที กลับซ่อนอยู่ในความว่างเปล่า มองดูฉีเชียนให้คนจัดการสิ่งของเหล่านั้น แล้วสั่งให้นำไปส่งที่อารามชิงผิง จากนั้นจึงได้กลับไปที่จิ่วเสียน เรียกเถ้าแก่มากำชับ
บอกทุกสิ่งที่ควรทำ เมื่อกำชับเรื่องทั่วไปเรียบร้อยแล้ว เขาก็ควรจะไปกักตัวฝึกบำเพ็ญด้วยแล้ว
เขาเอาทุกสิ่งที่สามารถใช้ได้ไปด้วย เข้าสู่ความว่างเปล่าโดยไม่อาลัยอาวรณ์ใดๆ
โลกใบนี้มีนางจึงจะเป็นโลก จึงจะมีสีสัน จึงจะคุ้มค่าที่อยู่ต่อ
หากไม่มี เช่นนั้นก็เป็นสถานที่รกร้าง ไม่อยู่แล้วก็ช่าง
ภูเขาคุนหลุนในเดือนหก ในส่วนลึกของหุบเขาที่ไร้กลิ่นอายของมนุษย์ มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มากมายบนภูเขา ไม่รู้ว่ามีการสร้างเรือนไม้อย่างเรียบง่ายบนซากปรักหักพังของอารามชิงผิงเก่าตั้งแต่เมื่อใด รูปปั้นซานชิงราวกับถูกคนทำการปรับปรุงใหม่ เทวรูปที่เสียหายก็ถูกครอบด้วยโคลนใหม่ ซ้ำยังใช้ชาดแดงวาดใบหน้า ด้านหน้าของสิ่งเหล่านี้มีธูปสูงครึ่งศอกกำลังลุกไหม้ ก็ไม่รู้ว่าบริเวณโดยรอบมีการวางค่ายอาคมหรือไม่ ทำเอาพื้นที่นี้เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ แม้แต่สัตว์ตัวเล็กๆมากมายก็มาที่นี่อย่างเงียบๆ
ฉินหลิวซีนั่งขัดสมาธิอยู่หน้ารูปปั้นซานชิง ผนึกมือทั้งสองข้างวางบนหัวเข่า หลับตาลงเล็กน้อย ข้างหลังนางมีแผนภาพแปดเหลี่ยมไท่จี๋ปรากฏอยู่ มีแสงสีทองสองกลุ่มลอยอยู่บนมือทั้งสองข้าง ราวกับเม็ดไข่มุกสีทองสองเม็ด เรืองแสงเชื่อมต่อกับแผนภาพแปดเหลี่ยมไท่จี๋ สะท้อนซึ่งกันและกัน
เมื่อเฟิงซิวก้าวออกมาจากความว่างเปล่า สิ่งที่เห็นคือภาพที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ทำให้จิตใจสงบลง เผยให้เห็นรอยยิ้ม กลับคืนสู่ร่างเดิม เขากระโดดลงไป นอนหมอบอยู่ไม่ไกลจากนางแล้วหลับตาลง
ปราณปีศาจลอยขึ้นมาจากร่างของมัน ปราณปีศาจสีแดงเพลิง แต่หากมองดูอย่างละเอียดจะพบว่าบนปราณปีศาจนั้นดูเหมือนจะมีมุมหนึ่งหายไป ทำให้พลังปีศาจของปราณปีศาจอ่อนแอลงกว่าเมื่อก่อน
เดิมทีเฟิงซิวไม่ได้อยากจะรบกวนนาง แต่มีร่องรอยของพลังวิญญาณกับแสงสีทองส่งมาห่อหุ้มตัวมันและปราณปีศาจไว้ด้วยกัน แทรกซึมเข้าไปในกระแสจิตของมัน
“เหอะ” เฟิงซิวสบถ น้ำเสียงมีความโกรธเล็กน้อย แต่ที่มากไปกว่านั้นคือความประทับใจและความสุข
เขาก็ไม่ได้ต่อต้าน เคลื่อนย้ายปราณปีศาจ เริ่มฝึกบำเพ็ญไปด้วย
หนึ่งคนหนึ่งจิ้งจอกตกอยู่ในห้วงของการฝึกบำเพ็ญ ฉินหลิวซีถอยออกมาจากการตระหนักรู้ก่อน จากนั้นจึงหันไปมองเฟิงซิว เห็นว่าปราณปีศาจของเขาหายไปมุมหนึ่ง อดขมวดคิ้วไม่ได้
เมื่อเห็นว่าเขายังอยู่ในการตระหนักรู้ นางจึงไม่ได้รบกวน เพียงแต่เมื่อมองไปยังสิ่งของที่วางอยู่ด้านข้างก็ขมวดคิ้ว
อะไรกัน เขาไปปล้นคลังของราชวงศ์มาหรือ
ฉินหลิวซีหยิบแผ่นค่ายอาคมนั้นขึ้นมา มองดูอย่างละเอียด ในหัวมีความคิดบางอย่าง จึงนำมันเข้าไปในบ้านไม้
บ้านไม้ทั้งหลังไม่มีอะไรเลย นอกจากกระดาษที่อยู่บนพื้นเต็มไปหมด ล้วนเป็นขั้นตอนค่ายอาคมที่นางคำนวณไว้ บนโต๊ะที่ทำจากหินมีภาพวาดที่ซับซ้อนเป็นอย่างมากซึ่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ฉินหลิวซีหยิบแผ่นค่ายอาคมออกมา ทันทีที่ปล่อยกระแสจิต ลำดับขั้นตอนของแผ่นค่ายอาคมนั้นก็ปรากฏอยู่ในหัว นางสูดหายใจเข้าลึก เริ่มลองใส่ค่ายอาคมที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์เข้าไปข้างใน มืออีกข้างหนึ่งถือพู่กันอาคมวาดลงบนกระดาษ
ทำสองสิ่งพร้อมกันในเวลาเดียวนั้นสิ้นเปลืองสมาธิและพลังวิญญาณเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อจมลงไปในนั้น ฉินหลิวซีราวกับถูกมารเข้าสิง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
จนกระทั่งพลังวิญญาณจะหมดลง จิตก็เจ็บปวด
นางหมดแรงหงายหลัง นอนอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยกระดาษ ไม่มีแม้แต่แรงจะหายใจ
หลังจากผ่านไปนาน เสียงฝีเท้าเบาๆของสัตว์ก็ดังขึ้น เดินเข้ามาในห้อง
ฉินหลิวซีไม่ได้ลืมตา กล่าวว่า “เจ้าว่าชาติที่แล้วเกรงว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ในยุคแห่งการฝึกบำเพ็ญ ซ้ำยังเป็นนักพรตเต๋าที่มีความสามารถเก่งกาจเป็นอย่างยิ่งงั้นหรือ มิเช่นนั้นข้าจะเชี่ยวชาญในการทำค่ายอาคมต่างๆได้ดีเช่นนี้ได้อย่างไร”
เฟิงซิวยัดผลหลิงกั่วใส่ปากนาง หัวเราะพลางเอ่ย “มีความสามารถมากหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่ท่านได้เรียนรู้แก่นแท้ของการหลงตัวเองไปแล้ว”
“ข้าพูดตามความจริง เจ้าก็เห็นว่าข้าเก่งแค่ไหน” ฉินหลิวซียกมือ เดิมทีอยากจะดีดนิ้ว ใช้พลังวิญญาณแสดงแผนภาพที่วาดออกมา
ช่วยไม่ได้ พลังวิญญาณของนางไม่เหลือแม้แต่น้อย
ฉินหลิวซีลำบากใจเล็กน้อย เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “สวรรค์ไม่ค่อยมีคุณธรรมมากนัก ในเมื่อต้องการลงโทษให้ข้ากอบกู้โลก ก็ควรจะมอบสิทธิพิเศษให้ข้ากลับชาติมาเกิดพร้อมกับความทรงจำ ซ้ำยังมีพลังวิญญาณที่ไม่สิ้นสุดจึงจะถูก มิเช่นนั้นจะต่อกรกับซื่อหลัวได้อย่างไร”
เฟิงซิวสบถเบาๆ “หากให้ท่านทุกอย่าง ไหนเลยจะเป็นการลิ้มรสความทุกข์ยากของโลกใบนี้ ให้ท่านเป็นคนฉลาดเรียนรู้เร็ว สามารถเชื่อมต่อจิตวิญญาณได้ในระยะเวลาอันสั้น ก็นับว่าเป็นสิทธิพิเศษสุดแล้ว ในโลกใบนี้ นอกจากซื่อหลัวแล้ว ยังจะมีใครเทียบได้อีก”
แม้แต่ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาที่ฝึกบำเพ็ญ ต่อสู้อาคมก็ยังมีช่วงที่พลังวิญญาณหมดลง ไหนเลยจะมีสิ่งของที่ไม่มีวันหมดสิ้น
“ก็จริง บางครั้งเทพก็ไม่เอาไหน เห็นแก่ที่ข้าแข็งแกร่งจนน่ากลัวอย่างในตอนนี้ ข้าจะไม่ถือสาเขา” ฉินหลิวซีหันไปมองเขา กลับมาที่หัวข้อเดิม ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับปราณปีศาจของเจ้า เหตุใดจึงได้แตกไปหนึ่งมุม”
เฟิงซิวกล่าวว่า “ทางทะเลตะวันออกมีรูปปั้นเทพธิดาที่มีรูปปั้นหินแกะสลักราชามังกรพันอยู่ มันเคยเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์ในท้องถิ่น”
ฉินหลิวซีเข้าใจแล้ว เอ่ย “เป็นสัตว์ร้ายตนนั้นหรือไม่”
เฟิงซิวพยักหน้า “มังกรตัวนั้นอยู่ในมหาสมุทร ข้าใช้ยันต์แผ่นสุดท้ายของท่าน เปลืองพลังไปไม่น้อยกว่าจะทำลายได้ แต่เกือบจะทำให้เกิดคลื่นยักษ์ ข้าจึงทำได้เพียงเอาส่วนเล็กของปราณปีศาจไปเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์”
“ข้าบอกแล้วว่าหากทำลายไม่ได้จริงๆ ก็ปล่อยไว้ก่อน รักษาพลังไว้”
“ถึงจะกล่าวเช่นนี้ แต่หากไม่ทำลายสิ่งนั้น เมื่อถึงเวลาหากมันเคลื่อนไหวขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าพื้นที่แห่งนั้นจะเกิดคลื่นยักษ์ เมื่อมันเกิดขึ้นน้ำก็จะท่วมทั้งเมือง ท่านก็รู้ว่าเดิมทีน้ำนั้นเป็นหยิน หินสัตว์แกะสลักตนนั้นอยู่ใต้น้ำ พลังหยินยิ่งชั่วร้ายมากขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้จะต้องเกิดหายนะใหญ่อย่างแน่นอน”
ฉินหลิวซีสีหน้าดูแย่ ลุกขึ้นนั่งพลางกล่าวว่า “ดังนั้นข้าจึงไม่อยากรอแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
นางจิ้มไปที่แผนภาพค่ายอาคม กล่าวว่า “หลายวันมานี้ข้าได้คิดไว้แล้ว หากศัตรูไม่เคลื่อนไหวข้าก็ไม่เคลื่อนไหว มันไม่ค่อยเหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้ของพวกเรา เป็นผู้ถูกกระทำมากเกินไปแล้ว ที่เขาไม่เคลื่อนไหวก็เป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดข้าต้องรอให้เขาเคลื่อนไหวก่อน การเป็นฝ่ายเริ่มก่อนยังสามารถทำให้แผนการของเขายุ่งเหยิงได้ อย่างน้อยก็ทำลายฤกษ์งามยามดีได้”
เพื่อให้ทุกอย่างประสบความสำเร็จ จะต้องถูกที่ถูกเวลาและถูกคน ทั้งๆที่ซื่อหลัวมีความแข็งแกร่ง แต่ยังคงอดทนไม่เคลื่อนไหว เพราะเหตุใดนะหรือ ย่อมเป็นเพราะรอให้ทุกอย่างเพียบพร้อม
เมื่อเริ่มงานแล้ว โอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จก็จะเพิ่มมากขึ้น
แล้วทำไมนางต้องรอให้ฤกษ์งามยามดีของเขามาถึง
เมื่อเฟิงซิวได้ฟังการวิเคราะห์นี้ก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่เขาลองคิดเพิ่มเติมแล้วกล่าวว่า “แต่หากท่านเคลื่อนไหวก่อน ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้คน หากท่านต้องแบกรับผลกรรมอีก เช่นนั้น...”
“เขาบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าข้าเป็นคนที่มีบาปอันใหญ่หลวงจากการทำลายล้างโลก แบกรับอีกสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ดั่งคำที่ว่าเมื่อสิ่งต่างๆมาถึงจุดที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเราจึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ” ฉินหลิวซีแสร้งทำเป็นแบมือไม่สนใจ กล่าวว่า “อย่างไรเสียก็ต้องชดใช้ เช่นนั้นก็ชดใช้ ก็แค่การกลับชาติมาเกิดไม่ใช่หรือ”
เฟิงซิวอ้าปาก จากนั้นก็หุบปากแล้วลดสายตาลง รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
กลับชาติมาเกิดเพื่อไถ่บาป นางเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าในทุกชาติของนางจะจบลงอย่างไร
คงจะไม่ตายดีกระมัง!
เฟิงซิวกำหมัดแน่น เอ่ยว่า “เช่นนั้นท่านวางแผนจะทำอย่างไร”
ฉินหลิวซีหยิบแผ่นค่ายอาคมขึ้นมา กล่าวว่า “ได้เวลาสร้างค่ายอาคมกักเทพแล้ว”
การลับมีดทำให้ผ่าฟืนได้ดี การต่อสู้ก็ต้องใช้อาวุธ เมื่อสร้างแผนค่ายอาคมสำเร็จ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นการสังหารเทพของนาง!
ตอนที่ 1229: พายุฝนกำลังจะมา
ตั้งแต่เดือนหก ในวังได้มีราชโองการออกมา พระและนักพรตบางส่วนเดินเส้นทางสายมารโดยได้ยืมชื่อของเทพเจ้าน้ำทะเลสาบลวี่หูจัดตั้งและเผยแพร่นิกายเพื่อหลอกลวงราษฎรให้เคารพบูชา ความจริงแล้วเป็นฝีมือของเทพชั่วร้าย เทพชั่วร้ายจะล่อลวงจิตใจผู้คนให้ทำผิดศีลธรรม ไม่อนุญาตให้ราษฎรเคารพกราบไหว้เป็นการส่วนตัว หากพบจะถูกลงโทษปรับเงินและถูกส่งตัวไปใช้แรงงาน หากไปรายงานแก่ที่ว่าการว่าใครเคารพบูชาก็จะมอบเงินรางวัลให้สิบตำลึง
การกระทำนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเจียงหนาน ราษฎรย่อมไม่เชื่อ โดยเฉพาะอวี๋หัง ทั้งๆที่เป็นเทพผู้ปกป้องราษฎร จะกลายเป็นเทพชั่วร้ายได้อย่างไร
แต่ปรมาจารย์ไท่เฉิงแห่งอารามจินหัวกับอาจารย์ฮุ่ยเหนิงแห่งวัดอวี้ฝอได้ไปปรากฏตัวอธิบายที่เจียงหนานด้วยตัวเอง ซ้ำยังปราบสิ่งชั่วร้ายปกป้องคุณธรรม พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าเทพเจ้าน้ำทะเลสาบลวี่หูให้กำเนิดสิ่งชั่วร้าย กราบไหว้บูชาสิ่งชั่วร้ายก็ไม่ต่างอะไรกันกับรับใช้คนชั่ว ไม่มีทางที่จะมีชีวิตที่ดีได้
ปราบสิ่งชั่วร้ายย่อมเป็นการปราบพระและนักพรตที่บูชาเทพเจ้าน้ำเหล่านั้น หากมีใครดึงดันที่จะเดินไปในทางที่ผิดก็จะถูกทำลายตบะ ถูกจำคุก ส่วนผู้ที่ต่อต้านอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็จะถูกส่งไปในภพหน้าทันที
ใช่แล้ว เมื่อเข้าสู่นิกายเทพชั่วร้าย ผู้ที่ไม่สามารถดึงกลับมาสู่เส้นทางคุณธรรมได้ หากไม่ถูกทำลายตบะก็ต้องตาย ใช้วิธีปราบปรามที่โหดร้าย
นักพรตและพระภิกษุระดับสูงทั้งสองเป็นผู้นำร่วมปราบสิ่งชั่วร้ายปกป้องคุณธรรม และยังมีผู้ที่อยู่ในเส้นทางเดียวกันจำนวนมากให้ความร่วมมือ และในนั้นก็มีคนอายุน้อยจำนวนมาก อย่างเช่นนักพรตน้อยเสวียนอี เจ้าอาวาสน้อยอารามชิงผิงในเมืองหลีที่พึ่งได้รับพระราชทานตำราพระสูตรอันล้ำค่าและเครื่องรางมากมายจากฮ่องเต้องค์ใหม่
เขาเป็นลูกศิษย์คนโตของปรมาจารย์ปู้ฉิว ฉลาดหลักแหลม เข้าสู่ลัทธิเต๋าได้ยังไม่ถึงสิบปี แต่กลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่น่าทึ่ง อย่างที่ปรมาจารย์ไท่เฉิงกล่าว เขาเหมือนกับอาจารย์ของเขา เป็นต้นกล้าของลัทธิเต๋าแต่กำเนิด มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในศาสตร์ทั้งห้าของเสวียนเหมิน
เขามีนิสัยเย็นชาและการกระทำที่เด็ดขาด เมื่อต่อสู้อาคมกับผู้อื่น กระบวนท่าที่ใช้ครั้งเดียวได้จะไม่มีทางใช้สองครั้ง คนอื่นใช้ยันต์อย่างประหยัด แต่เขากลับโปรยเล่นราวกับไม่ต้องใช้เงิน หมายความว่าอย่างไร
เพราะเมื่อเผชิญหน้ากับนักพรตมารที่เจ้าเล่ห์และรับมือได้อยาก เขาก็จะต่อสู้พลางแอบวางค่ายอาคม จากนั้นก็ขังคนไว้ข้างใน โปรยยันต์ห้าสายฟ้าลงไปสองสามแผ่น พายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำ ไม่อาจหลบหนีได้
การกระทำนี้ชาญฉลาด และทำให้ผู้คนรู้สึกว่าอารามชิงผิงนั้นมั่งคั่งร่ำรวย
สิ่งที่สำคัญคือยันต์ห้าสายฟ้าที่มีค่าดั่งทองขนาดนั้นไม่เพียงแต่โปรยเป็นว่าเล่น เครื่องรางที่เขาหยิบออกมาล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่สามารถเก็บไว้ในหอสมบัติได้ แต่ละอย่างที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เขาเอาออกมาตีรันฟันแทงราวกับถือมีดทำครัว
ได้ยินมาว่าเครื่องรางที่นักพรตน้อยใช้ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องรางที่อาจารย์เขาหล่อหลอมให้แก่เขา ก็ไม่รู้ว่าท่านนั้นยังรับลูกศิษย์อยู่หรือไม่ พวกเขาก็อยากได้อาจารย์ที่ใจใหญ่เช่นนี้เหมือนกัน
แม้ว่าอาจารย์จะไม่รับลูกศิษย์ แต่นักพรตน้อยผู้นี้ก็ต้องรับลูกศิษย์เพื่อสืบทอดสำนักกระมัง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่
การฝึกบำเพ็ญเต๋า จะฝึกที่ไหนก็ได้ แต่เจ้าลัทธิเต๋าอารามชิงผิงก็นับว่าเป็นนิกายใหญ่เช่นกัน พวกเขาอยากจะสืบทอดนิกายที่แท้จริง ไม่ใช่เพราะภูมิหลังอันมั่งคั่งของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน
“เจาเจา เจ้ารู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอหรือไม่” เจ้าโสมน้อยสะกิดเถิงเจา บุ้ยปากพลางกล่าวว่า “เจ้าดูคนเหล่านั้นสิ สายตาที่มองเจ้าราวกับเห็นเนื้อชิ้นโต แทบอยากจะกลืนเจ้าลงไปในคำเดียว”
เถิงเจามองไปตามสายตาของเขา เอ่ย “รู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอ ประโยคนี้ไม่ได้ใช้เช่นนี้ ควรจะบอกว่ารู้สึกกระสับกระส่ายมากกว่า ในวันธรรมดาเจ้าก็อย่าเอาแต่เที่ยวเล่น ต้องอ่านตำราให้มากหน่อย”
เจ้าโสมน้อยสำลัก “เจ้ากำลังเยาะเย้ยที่ข้าไม่รู้ตำราหรือ”
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะมีจุดอ่อนให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะต่างหาก ขายหน้า” เถิงเจากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “การอ่านหนังสือจะทำให้ฉลาดและมีไหวพริบ มีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย”
เจ้าโสมน้อยเอ่ยพึมพำเสียงเบาว่า “เจ้าดูสิว่าใต้หล้านี้มีโสมตนไหนต้องศึกษาตำราบ้าง”
“โสมที่เป็นคนได้ จะมีสักกี่ตนเชียว” เถิงเจาย้อนกลับ
เจ้าโสมน้อย ‘ใช่ๆๆ เจ้าพูดถูกทุกอย่าง!’
เขามองไปยังคนตรงข้าม กล่าวว่า “พวกเราไปกันเถิด หากยังไม่ไปอีกข้าว่าพวกเขาจะอยากเรียกพวกเราว่าท่านพ่อแล้ว!”
เถิงเจาพยักหน้า เขาก็ยังต้องฆ่านักพรตมารอีกหลายคน เช่นนี้จึงจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าใจข้อบกพร่องของตัวเองได้จากการต่อสู้ จึงจะสามารถปรับปรุงตนเองได้
“ก็ไม่รู้ว่าจอมมารซีซีตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้ามักจะรู้สึกเหมือนพายุฝนกำลังจะมา” เจ้าโสมน้อยเหลือบมองดวงอาทิตย์ที่แผดเผาพลางถอนหายใจ
เถิงเจาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย กล่าวว่า “ทำสิ่งที่พวกเราควรทำก็พอแล้ว”
“ก็จริง”
หนึ่งคนหนึ่งโสมกล่าวลาสหายเต๋าท่านอื่น มุ่งหน้าไปยังสถานที่ต่อไป ปราบสิ่งชั่วร้ายปกป้องคุณธรรม
วันเวลาผ่านไป เนื่องจากความเคลื่อนไหวในการปราบสิ่งชั่วร้าย สถานการณ์ในเจียงหนานจึงตึงเครียดเป็นอย่างมาก ราชสำนักได้เข้าแทรกแซงการปกป้องคุณธรรมครั้งนี้ด้วยท่าทีที่เข้มงวด ปรับเปลี่ยนระบบราชการขุนนางในเจียงหนานครั้งใหญ่ อาศัยโอกาสนี้ยึดทรัพย์ตระกูลเก่าแก่และขุนนางระดับสูงที่มีอำนาจราวกับพญาเสือและกองกำลังที่ซับซ้อนภายใต้อำนาจของพวกเขา ทำให้คลังหลวงได้รับการเติมเต็มอย่างมหาศาล และอำนาจทางการเมืองของฮ่องเต้องค์ใหม่ก็เข้มงวดมากขึ้นเช่นกัน
มีหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าคลังหลวงยากจนไม่เหลืออะไรแล้วหรือไม่ ดังนั้นฮ่องเต้จึงได้จงใจปราบสิ่งชั่วร้ายและนักพรตมาร ซึ่งความจริงแล้วมันเป็นการทำลายระบบราชการเก่าในเจียงหนานซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุด เพื่อมาสะสมเงินในคลังหลวง ส่วนทางด้านเจียงหนานนั้นก็ได้ถูกแทนที่ด้วยขุนนางที่เขาไว้วางใจ ยืมโอกาสนี้รวบรวมพระราชอำนาจของฮ่องเต้
หากเป็นเช่นนี้จริงๆ ฮ่องเต้อายุยังน้อยแต่กลับมีความคิดที่คาดเดาไม่ได้เลย
ฉีเชียน ‘ข้าเพียงแค่อยากจะกำจัดสิ่งชั่วร้ายปราบนักพรตมารจริงๆ!’
แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าจะมีผลเช่นนี้ เป็นดั่งที่เฟิงซิวกล่าวจริงๆ หลังจากจัดการสิ่งที่รับมือได้ยากแล้วดึงเสี้ยนหนามเหล่านั้น ก็จะสามารถเติมเต็มคลังหลวงได้ เขาก็จะไม่ต้องรู้สึกอึดอัดเวลาเจอเสนาบดีเฒ่าเฉียนกลัวว่าจะมาทวงเงินกับตัวเองแล้ว
เพียงแต่แม้ว่าจะพอหายใจได้บ้างแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ยังมีสิ่งที่ต้องใช้เงินอีกมากมาย
ในชั่วพริบตาก็มาถึงเดือนเก้า ด้วยความร่วมมือกันของราชสำนักกับเหล่าพระนักพรต ราษฎรที่นับถือเทพเจ้าน้ำค่อยๆน้อยลงแล้ว และได้ทำลายเทวรูปไปจำนวนไม่น้อย แม้แต่ศาลเทพทางด้านทะเลสาบลวี่หูก็ถูกถล่ม อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่กล้าบูชาอย่างเปิดเผย มิเช่นนั้นหากมีคนนำเรื่องพวกเขาไปรายงานก็จะจบเห่กันทั้งตระกูล
โดยเฉพาะพวกอันธพาลในหมู่บ้านเหล่านั้น ให้ความสนใจสิ่งนี้โดยเฉพาะ อย่างไรเสียทันทีที่รายงานก็จะได้เงินรางวัล สิ่งนี้ดีกว่าการไปลักขโมยหลอกลวงมาไม่ใช่หรือ
แน่นอนว่าก็ยังมีคนที่จงใจสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกเอาเงินรางวัล แต่ที่ว่าการที่ต้องจัดการเรื่องนี้ก็ไม่ใช่คนโง่ เมื่อตรวจสอบพบก็จะลงโทษรุนแรงยิ่งกว่าผู้ที่บูชาเทพชั่วร้ายเสียอีก จึงไม่มีใครกล้าลองแล้ว
วิธีการเข้มงวดพอ แม้ว่าราษฎรจะมีความขุ่นเคือง แต่ก็ไม่กล้าเอาชีวิตไปแลกกับทางการ หากมีคนทำเช่นนี้ก็จะถูกทางการเอามาเป็นตัวอย่าง หากไม่ใช่เพราะถูกสิ่งชั่วร้ายครอบงำจะเป็นบ้าเช่นนี้ได้อย่างไร
แน่นอนว่าทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การทำเช่นนี้ไม่ดีต่อความประทับใจที่ราษฎรมีต่อฮ่องเต้องค์ใหม่ คิดว่าเขาใช้อำนาจมากเกินไปและไร้มนุษยธรรม แม้แต่เรื่องการกราบไหว้บูชาเทพก็ยังใช้ประโยชน์และเข้ามาแทรกแซง เบ่งอำนาจเกินไปแล้ว
เสียงเหล่านี้ได้ถูกสะท้อนกลับไปยังฉีเชียน เขาไม่สนใจ ชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตราบใดที่สามารถจัดการความยุ่งเหยิงนี้ได้ เขาสามารถเบ่งอำนาจได้มากกว่านี้อีก
อีกอย่างราษฎรไม่รู้ถึงความอันตรายที่มีอยู่ เขาเองก็ไม่รู้ด้วยหรือ
ตราบใดที่เขาไม่ทำผิดต่อการฝากฝังของฉินหลิวซี ไม่ได้ทำผิดต่อราษฎร ไม่รู้สึกผิดในใจก็พอแล้ว
บรรดาข้าราชบริพารขุนนางชั้นสูงที่ฉลาดพอๆกันกลับชื่นชมฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่น้อยเลยทีเดียว พวกเขาไม่กลัวว่าฮ่องเต้จะไม่ฉลาด แต่สิ่งที่กลัวที่สุดคือไม้ผุจะไม่อาจแกะสลักได้ หากฮ่องเต้มีความเด็ดขาดไม่เป็นตัวถ่วง กระทำการอย่างเคร่งครัดมากพอ เช่นนั้นพวกเขาจึงจะสามารถขับเคลื่อนเรือออกไปได้ไม่ใช่หรือ
เสนาบดีลิ่นรู้สึกทอดถอนใจเป็นที่สุด นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้คนผู้นั้นเห็นชอบในตัวของฉีเชียน
ตอนที่ 1230: หล่อหลอมแผ่นชะตาชีวิต
มีการรบกวนจากโลกภายนอกมากมาย แต่ ณ ซากปรักหักพังอารามชิงผิงในภูเขาคุนหลุนกลับเงียบสงบ
เฟิงซิวมองดูฉินหลิวซีปรากฏตัวออกมาจากการกักตัวครั้งใหญ่ เห็นว่าพลังและความสง่างามทั่วทั้งร่างกายของนางล้ำลึกมากขึ้น ใบหน้าสงบและทรงพลัง รัศมีแข็งแกร่งจนทำให้ผู้คนยอมจำนน
เขามองไปยังสัตว์ตัวเล็กๆที่สั่นหมอบอยู่บนพื้นบริเวณโดยรอบ จากนั้นก็มองไปยังพลังอันน่าเกรงขามรอบตัวของฉินหลิวซี ยิ้มพลางเอ่ย “มีความมั่นใจมากขึ้นแล้วหรือไม่”
ฉินหลิวซีแสร้งทำเป็นกล่าวท้าทายเขา “ตอนนี้ข้าแข็งแกร่งจนน่ากลัว...”
“หวังว่าท่านจะทนต่อการโจมตีของสายฟ้าได้” เฟิงซิวเอ่ยประชดประชันโดยตาไม่กะพริบ “สร้างแผ่นอาคมกักเทพจะต้องถูกสายฟ้าฟาดเช่นเดียวกันกับการหล่อหลอมศาสตราวุธเทพ หึๆ!”
ฉินหลิวซีจ้องเขา จากนั้นก็มองไปยังทิศทางหนึ่ง “ข้าจะดูว่ายมบาลจะกล้ามาเอาวิญญาณข้าไปหรือไม่ อย่างไรเสียข้าก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว อย่างไรเสียก็ยังเหลืออีกหนึ่งชาติ”
ที่ไหนสักแห่งในความว่างเปล่า “!”
เข้าใจแล้ว ให้ข้าเป็นคนใจร้าย คิดจะข่มขู่กันหรือ!
เฟิงซิวส่ายหน้าเบาๆ
ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ช่วยข้าวางค่ายอาคม”
ปากร้ายก็ส่วนปากร้าย นางเพียงแค่หล่อหลอมอาวุธ ไม่ได้จะไปตาย หากประสบความสำเร็จ ย่อมต้องเตรียมการบางอย่าง หากแผ่นค่ายอาคมนี้สำเร็จ ย่อมนำมาซึ่งด่านเคราะห์สวรรค์ มันเผชิญด่านเคราะห์สวรรค์ ก็เท่ากับตัวเองเผชิญด่านเคราะห์ หากผ่านไปไม่ได้ เช่นนั้นก็จบเห่
ก่อนหล่อหลอมเครื่องราง วางม่านอาคมป้องกันก่อน ภายในม่านอาคมต้องสามารถรวบรวมวิญญาณได้ หากไม่มีพลังวิญญาณที่เพียงพอ จิตก็ยากที่จะยืนหยัดได้ อย่างไรเสียการสร้างแผ่นค่ายอาคมระดับเทพใช่ว่าจะสำเร็จภายในวันเดียว
ฉินหลิวซีวางค่ายอาคมรวบรวมวิญญาณก่อน ใช้ตำแหน่งที่มีพลังวิญญาณมากที่สุดในปฐพีนี้เป็นดวงตาค่ายอาคม สิ่งที่บังเอิญก็คือมันอยู่ไม่ไกลจากรูปปั้นซานชิง และสิ่งที่นางนำมาวางค่ายอาคม ก็คือเส้นเลือดหยกเล็กที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ
เฟิงซิวประหลาดใจเล็กน้อยที่นางมีของดีเช่นนี้
“ไม่ต้องอิจฉา เป็นคนดี มีเส้นสาย ย่อมไม่ขาดแคลนของดี” ฉินหลิวซีสบถอย่างภาคภูมิใจ เส้นเลือดหยกเล็กมากมายเหล่านี้ได้มากจากซือเหลิงเย่ว์
นางฝังเส้นเลือดหยกไว้ที่ดวงตาค่ายอาคม จากนั้นก็นำไม้หนานทองพันปีหนึ่งท่อน อัญมณีเจ็ดสี ซ้ำยังมียันต์วิญญาณประกายแสงสีทองและอื่นๆ ฝังลงไปในค่ายอาคมที่สอดคล้องกันทีละอย่าง
ฉินหลิวซีไม่เคยเคร่งเครียดขนาดนี้มาก่อน สิ่งของที่เอาออกมาแต่ละอย่างล้วนเป็นของดีที่หาได้ยากจากภายนอก และนี่ก็เพียงเพื่อวางค่ายอาคมรวบรวมวิญญาณ
เฟิงซิวถอนหายใจ หากไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ไหนเลยจะเคร่งเครียดขนาดนี้
ทั้งสองคนวางค่ายอาคมรวบรวมพลังวิญญาณด้วยกัน ค่ายอาคมป้องกันเป็นผลงานที่ออกมาจากจิตวิญญาณเต๋ากับพลังปีศาจของทั้งสอง ตามที่เฟิงซิวกล่าว เขาสามารถสร้างค่ายอาคมเองได้
ฉินหลิวซีกลับส่ายหน้า “ด่านเคราะห์ที่ข้าต้องเผชิญ ต้องเผชิญด้วยตัวเองเท่านั้น ให้ผู้อื่นแบกรับแทนไม่ได้ อย่างไรเสียการฝึกบำเพ็ญก็ล้วนต้องฝึกบำเพ็ญด้วยตัวเอง”
เฟิงซิวไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะเอ่ย “ท่านวางใจเถิด ข้าจะคอยดูแลอยู่ข้างนอก”
การหล่อหลอมแผ่นค่ายอาคม หากผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็จะสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล สมาธิในวังจิตจะต้องแน่วแน่ อย่างไรเสียค่ายอาคมแต่ละชั้นจะต้องตกอยู่ในตำแหน่งวังทั้งเก้าที่สอดคล้องกัน ต้องห้ามพลาดแม้แต่ขั้นตอนเดียว
ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ไม่ควรปล่อยให้ใครมารบกวน เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนสะท้อนกลับจนทำลายสมาธิ
“ตกลง”
ฉินหลิวซีนำสิ่งของที่ใช้ในการหล่อหลอมแผ่นค่ายอาคมออกมาอีก แผ่นค่ายอาคมใบนั้น รวมถึงสัตว์มงคลทองคำดำจากฟ่านคง ไม้ทองคำดำที่ซือเหลิ่งเย่ว์มอบให้ พระธาตุที่อาจารย์จิ้งสือมอบให้ หินศักดิ์สิทธิ์ที่เหมียวอูมอบให้และอื่นๆ สิ่งต่างๆถูกวางไว้ด้านข้าง รัศมีอันทรงพลังและบริสุทธิ์ต่างๆนานาถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน
เฟิงซิวสีหน้าจริงจัง ปลดปล่อยกระแสจิต จดจ่อรัศมีระยะร้อยลี้อย่างระมัดระวัง พลังของราชาปีศาจพลันกระจายออกไป ทำเอาปีศาจและพืชที่มีวิญญาณเหล่านั้นสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณศักดิ์สิทธิ์รู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
สิ่งของแต่ละอย่างนี้ล้วนใช้เป็นเครื่องรางได้ แต่วัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถทำให้ตัวเองมีพลังได้ เลี่ยงไม่ได้ที่นำพามาซึ่งความโลภ ย่อมต้องป้องกัน
หนึ่งคืนผ่านไป ท้องฟ้ากลายเป็นสีขาว ฉินหลิวซีตั้งแท่นบูชา จุดธูปศักดิ์สิทธิ์สามดอกเพื่อบูชาเทพเจ้าและบอกกล่าวแก่ฟ้าดิน นางต้องการยืมพลังของฟ้าดินมาหล่อหลอมแผ่นกักเทพ ปราบสิ่งชั่วร้ายปกป้องคุณธรรม ช่วยเหลือผู้คน คาดหวังคำสัญญาจากองค์เทพ
ปักธูปลงไป นางเผายันต์เพื่อเป็นการสังเวยแก่เทพแห่งฟ้าดิน จากนั้นจึงได้พยักหน้าให้เฟิงซิว เข้าสู่ค่ายอาคม
ค่ายอาคมกักเทพจะต้องมีพลังกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน เช่นนี้จึงจะสามารถปราบปรามค่ายอาคมใหญ่ กลายเป็นเทพเจ้าได้ เพียงแค่การปราบปรามนั้นไม่พอ ต้องการกักเทพ ไม่ให้เขาออกมาได้ ก็ต้องมีค่ายอาคมสังหาร ฆ่าเขาให้ตายในค่ายอาคม
ฉินหลิวซีเหลือบมองเฟิงซิว มือทั้งสองข้างร่ายคาถา จิตวิญญาณเต๋ากระจายไปบริเวณโดยรอบ เอาแผ่นค่ายอาคมออกมา
แผ่นค่ายอาคมนี้ทำมาจากไม้อู นางกะจะนำเอาวิญญาณออกจากแผ่นค่ายอาคมนี้ ใช้ของเหลวที่หล่อหลอมออกมาจากสัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ทองคำดำมาหล่อหลอมแผ่นค่ายอาคมอีกครั้ง แกะสลักอาคมฉีเหมิน และจานทั้งสี่แห่งฟ้า ดิน คน เทพ ใช้พระธาตุกับหินศักดิ์สิทธิ์และสิ่งของอื่นๆปลุกเสกลงไป ทำให้กลายเป็นแผ่นค่ายอาคมฉีเหมินอย่างแท้จริง ในค่ายอาคมกักเทพ นางวางหมากสี่สิบเก้าขั้น
เส้นทางอันยิ่งใหญ่ห้าสิบ สวรรค์กำหนดสี่สิบเก้า นางจะแย่งชิงฟางเส้นสุดท้าย
หมากสังหาร
เฟิงซิวรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย มีความรู้สึกอยู่ไม่สุข ก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร อดมองขึ้นไปบนท้องฟ้าไม่ได้ ท้องฟ้าสดใสและเงียบสงบ
ฉินหลิวซีอยู่ในม่านอาคม ลืมตัวเองไปโดยสิ้นเชิง
หากคนเราตรัสรู้ การตระหนักรู้ก็จะยิ่งเบ่งบาน ไฟนรกหล่อหลอมของเหลวของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ทองคำดำ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับแผ่นค่ายอาคม พลังวิญญาณห่อหุ้มแผ่นค่ายอาคม หล่อหลอมรูปร่างใหม่ ในไม่ช้าก็กลับคืนสู่ขนาดเท่าฝ่ามืออย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงได้เริ่มใช้กระแสจิตแกะสลักลวดลายค่ายอาคม
การแกะสลักเริ่มต้นขึ้น ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการวางโครง กระบวนการนี้ไม่สามารถหยุดลงได้ ต้องใช้กระแสจิตและสมาธิที่แข็งแกร่งจึงจะสามารถแกะสลักลงไปด้านบนได้ทีละขั้น
ค่ายอาคมสังหารทั่วไปทำอะไรซื่อหลัวไม่ได้ ตั้งแต่แรกเริ่มฉินหลิวซีก็ได้ทำการตัดสินใจแล้ว หากต้องการจะสังหารเทพเจ้าในกับดักกักเทพ จะต้องไม่เหลือทางรอด เมื่อกักขังไว้แล้วก็จะเป็นทางตัน ดังนั้นนางจึงไม่ต้องการวางทางรอดไว้ในดวงตาค่ายอาคม ซึ่งเป็นแผ่นค่ายอาคมมนุษย์สังหารแปดทิศ และแผ่นค่ายอาคมมนุษย์นี้นางจะเป็นคนรับผิดชอบ
ดวงตาค่ายอาคมคือทางรอด
นี่คือเหตุผลที่นางบอกว่าเมื่อแผ่นค่ายอาคมฝ่าด่านเคราะห์สวรรค์ นางก็ต้องฝ่าด่านเคราะห์สวรรค์ เนื่องจากนางต้องการจะหล่อหลอมแผ่นค่ายอาคมนี้เป็นแผ่นชะตาชีวิต ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่ ก็จะไม่มีทางรอด หากนางตาย ทางรอดถูกทำลาย เขาก็ต้องตาย
ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วตก ตกแล้วขึ้น ผ่านไปเป็นเวลาสิบวันแล้ว
หมากขั้นที่สี่สิบเก้า ฉินหลิวซีไม่เคยหยุดลงเลยแม้แต่นิด จิตวิญญาณค่อยๆอ่อนแอลง กระแสจิตเหนื่อยล้า แต่นางกลับไม่กล้าผ่อนคลาย เนื่องจากเมื่อผ่อนคลาย ทุกอย่างที่พยายามมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
นางไม่มีเวลาเตรียมตัวสำหรับครั้งต่อไปแล้ว
เมื่อพลังวิญญาณในค่ายวิญญาณค่อยๆจางลง สีหน้าของนางก็ขาวราวกับผี อ่อนแอเป็นอย่างมาก
เฟิงซิวอยู่ข้างนอก เดิมทียังคงมองเห็นสถานการณ์ภายในค่ายอาคม แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เขามองเห็นเพียงชั้นหมอกบางๆเท่านั้น คนในหมอกราวกับอยู่ในภาพลวงตา กระทั่งไม่เหมือนของจริง ราวกับหายไปตามกาลเวลา
เวลาผ่านไปอีกสิบวัน เฟิงซิวสังเกตเห็นความหนาวเย็นบนใบหน้า เขาเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่าท้องฟ้ามืดลงตั้งแต่เมื่อไหร่ มีเกล็ดหิมะตกลงมา
เขามองไปรอบๆป่าที่แต่เดิมมีสีเหลืองอ่อนได้กลายเป็นสีเหลืองเหี่ยวเฉา ใบไม้ร่วงหล่น และพลังวิญญาณ...
พลังวิญญาณหลั่งไหลเข้าไปในม่านอาคมไม่ขาดสาย
เฟิงซิวนั่งตัวตรง สีหน้าเคร่งขรึม ทั้งมีความสุขและเป็นกังวลในเวลาเดียวกัน
สวบ สวบ สวบ
ทันทีที่กระแสจิตของเขาเคลื่อนไหว ระยะนอกหนึ่งร้อยลี้ มีบางอย่างกำลังพุ่งมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
พลังปีศาจของเฟิงซิวพุ่งทะยาน “ไสหัวไป!”
สิ่งนั้นหยุดชะงักไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า แต่ยังคงมีกลุ่มเงาสีดำเข้ามาอย่างเงียบๆ
[1]. ฉีเหมิน หนึ่งในโหราศาสตร์จีนโบราณ ที่เป็นตัวกลางในการอธิบาย ลักษณะพลังงานของจักรวาล ที่ส่งผลต่อทุกสรรพสิ่ง ณ ขณะเวลานั้นๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment