ตอนที่ 1241: สังหารเทพพิสูจน์หนทางแห่งเต๋า
สำหรับศาสตราวุธ ซื่อหลัวเองก็ยังรู้สึกเกรงกลัวอยู่บ้าง เขาขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะหัวเราะเยาะ ใช้สองนิ้ววาดอักขระกลางอากาศ ปากร่ายคาถา “หยุด”
กระบี่เมี่ยหลัวชะงักลงทันที เกิดเสียงสั่นฮัมเบาๆ
ฉินหลิวซีแววตาเย็นเยียบ ปล่อยอาคมออกไปเช่นกัน “ทำลาย”
กระบี่เมี่ยหลัวทะลุผ่านเกราะป้องกันออกไปด้วยอานุภาพอันทรงพลัง กระบี่เปล่งรัศมีเจิดจ้าประหนึ่งมหาเทพพิโรธ ปลดปล่อยแสงกระบี่นับพันสายเข้าโจมตีซื่อหลัวอย่างพร้อมเพรียง ล้อมเขาไว้แน่นหนา
ทว่าองค์พระพุทธรูปที่ดูสง่างามพลันปรากฏขึ้นจากแสงกระบี่ พระพุทธองค์ยกมือขึ้น หลับตาลงเล็กน้อย “อมิตาภพุทธ”
ตูม
แสงกระบี่ถูกทำลายลง กลายเป็นเศษเสี้ยวแสงระยิบระยับ พลังของศาสตราวุธเริ่มหม่นหมองลงเล็กน้อย
ฉินหลิวซีรู้สึกถึงรสคาวเลือดในลำคอ เลือดซึมออกมาจากมุมปากเล็กน้อย นางเลียเลือดที่มุมปากก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าช่างจัดการยากจริงๆ”
น่ารำคาญสมกับที่คิดไว้
องค์พระพุทธรูปเปิดตาขึ้นเล็กน้อย สายตาแฝงความเมตตามองมายังนาง “อย่าต่อสู้ไปโดยเปล่าประโยชน์เลย”
“เจ้าก็อย่าแสร้งทำเป็นอวดดีเลย” พลังแห่งเต๋าของฉินหลิวซีพลันทวีความรุนแรงขึ้น นางเรียกศาสตราวุธกลับมาในมือ เติมพลังวิญญาณเข้าไปในกระบี่ จากนั้นร่างของนางหายวับไป เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง นางยืนอยู่เหนือองค์พระพุทธรูป ร่างกายและกระบี่รวมเป็นหนึ่งเดียว พุ่งลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
ต่อให้เป็นพระพุทธ ข้าก็สังหารได้
ด้วยความเร็วและพลังเต๋าอันมหาศาล ร่างกายนางและกระบี่รวมกันฟาดฟันพระพุทธรูปออกเป็นสองส่วน
ซื่อหลัวถอยหลังสองก้าว กำลังจะเอ่ยบางอย่าง แต่ฉินหลิวซีที่โจมตีสำเร็จโดยไม่มีการหยุดพัก พลันจู่โจมเข้าใส่อีกครั้ง
ซื่อหลัวหัวเราะเสียงต่ำ นี่สินะความหมายของ ‘ผู้ร้ายตายเพราะพูดมาก’
พอเถอะ อย่าเสียเวลา สู้กันดีกว่า
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาจะสุภาพเกินไป
สีหน้าของซื่อหลัวเปลี่ยนเป็นจริงจัง ปากพึมพำภาวนา อากาศโดยรอบเหมือนถูกแช่แข็ง พลังพระพุทธส่องแสงทองเปล่งประกายปกคลุมพื้นที่ ต่อต้านพลังเต๋าในตัวฉินหลิวซี
พุทธและเต๋าเป็นหนึ่งเดียว แต่ก็สามารถเป็นคู่ต่อสู้ได้เช่นกัน
โดยเฉพาะในโลกมนุษย์ พุทธและเต๋าล้วนดำรงอยู่ด้วยพลังศรัทธาและการมีอยู่ของควันธูป เคยมีเหตุการณ์ยกย่องเต๋าและทำลายพุทธศาสนา และในยุคที่ตระกูลฉีครองราชย์ ก็เคยมีการยกย่องพุทธศาสนาและทำลายเต๋าเช่นกัน นี่คือผลพวงของความขัดแย้งทางศาสนา
การต่อสู้ระหว่างพุทธและเต๋าเกิดขึ้นเสมอ การปะทะกันนั้นเป็นเรื่องปกติ
เช่นในตอนนี้ การต่อสู้ระหว่างพุทธกับเต๋าเป็นการต่อสู้ด้วยพลัง
ดังคำที่ว่า เมื่อเทพต่อสู้กัน เหล่าปีศาจเล็กย่อมรับเคราะห์หนัก เมื่อผู้แข็งแกร่งเผชิญหน้ากัน ผู้ที่ต้องทนทุกข์ก็คือเหล่าผู้ฝึกตนที่ยังอ่อนด้อย
พลังวิญญาณของพวกเขากำลังสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว
เถิงเจาพาเจ้าโสมน้อยและหนูทองคำวิ่งพล่านไปทั่ว กลายเป็นทีมเหล็กสามประสาน ส่วนผู้ที่มีพลังสูงอย่างปรมาจารย์ไท่เฉิงต่อสู้กับมนุษย์โครงกระดูก พร้อมปกป้องพวกเขาไปด้วย
มนุษย์โครงกระดูกพลันเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ชิงหย่วนพร้อมกับซานหยวนขว้างยันต์ห้าสายฟ้าใส่มนุษย์โครงกระดูกทีละใบทีละใบ จนทำให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ข้างๆถึงกับรู้สึกเสียดาย
แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องการสูญเสียยันต์ห้าสายฟ้า แต่ควรคิดว่าจะฝ่าออกไปจากค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้านี้และเอาชีวิตรอดได้อย่างไร
ใช่แล้ว ฉินหลิวซีส่งเสียงแจ้งเตือนพวกเขาไว้ตั้งแต่ตกหลุมพรางของซื่อหลัว ให้รักษาชีวิตและออกจากค่ายอาคมนี้ไปให้ได้ อย่าได้กลายเป็นพลังงานเลี้ยงค่ายอาคมนี้เด็ดขาด
ซือหลิ่งเย่ว์เอ่ยกับเหมิงหลู่แห่งหมอผีเผ่าเหมียว “มนุษย์โครงกระดูกใต้ดินนั้นดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าสู้ต่อไปแบบนี้ พลังวิญญาณของเราจะสูญเสียไปมาก”
ทั้งสองสบตากัน “ใช้กู่”
เผ่าแม่มดย่อมไม่มีผู้ใดไม่ชำนาญการเลี้ยงกู่ เหล่าแมลงใต้หล้าล้วนสามารถกลายเป็นกู่ได้ แม้แต่โครงกระดูกขาวยังมีแมลง และพวกมันก็อาจกลายเป็นกู่ได้เช่นกัน
สองคนต่างปฏิบัติหน้าที่ของตน อัญเชิญราชากู่เพื่อเรียกฝูงกู่ ไม่นานแมลงกู่มากมายดุจเมฆครึ้มก็ปรากฏขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าของทั้งสอง แม้แต่โครงกระดูกขาวก็มีแมลง ฝูงแมลงเหล่านั้นราวกับได้รับคำสั่ง จึงพากันคลานขึ้นไปยังมนุษย์โครงกระดูก
เสียงซู่ซ่าก้องดังไปทั่ว พร้อมเสียงกัดกร่อนแทะกระดูก มนุษย์โครงกระดูกกลับกลายเป็นเศษกระดูกกระจายอยู่บนพื้นดิน
ผู้คนโดยรอบต่างรู้สึกขนลุกชันขึ้นมา
แมลงกู่ น่ากลัวยิ่งนัก
.....
บนแท่นบูชา เฟิงซิวใช้ร่างแยกพุ่งไปยังเสามังกรเขียว พลังปีศาจแหวกฟาดโซ่พันวิญญาณ โซ่พันวิญญาณเปล่งแสงทองเจิดจ้า กลายเป็นสายแสงสีทองพุ่งเข้าหาเพื่อฟาดฟันร่างแยกของเขา
สายแสงทองรวดเร็วและคมกริบ
ร่างแยกของเฟิงซิวยังไม่ทันหลบหนี ก็ถูกแสงสายนั้นบดขยี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ร่างจริงของเฟิงซิวกระอักเลือดสีแดงออกมา สีหน้าเคร่งขรึมจับจ้องไปยังแท่นบูชาแห่งนั้น มันเป็นแท่นบูชา แน่นอนว่าไม่ปล่อยให้เขาทำลายได้ง่ายๆ ส่วนสำคัญของค่ายอาคมอยู่ตรงนั้น ฉะนั้นการป้องกันย่อมแน่นหนา
เขาเหลือบมองฉินหลิวซีเพียงครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันแน่น ขณะกำลังจะเคลื่อนไหว ทว่าเสียงกระซิบผ่านจิตของฉินหลิวซีพลันดังแทรกเข้ามา
ร่างเฟิงซิวชะงักไปชั่วขณะ ดวงหน้าปรากฏแววลังเล เพียงครู่หนึ่งเขาก็หันไปยังทิศทางอื่น
ซื่อหลัวรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง ฝ่ามือแห่งพุทธะเงื้อขึ้นแล้วฟาดไปยังฉินหลิวซีหนักๆ
“อมิตาภพุทธ” เสียงหนึ่งดังก้องขึ้น ฟ่านคงไม่รู้ว่าปรากฏตัวขึ้นข้างฉินหลิวซีตั้งแต่เมื่อใด เขาใช้คทาศักดิ์สิทธิ์ขวางฝ่ามือหนักหน่วงนั้น เสียงกระดิ่งดังระรัวก้องสะท้าน
ฟ่านคงเปล่งเสียงภาวนาบทสวดพุทธมนต์ พลังพุทธะหลั่งไหลสู่คทาศักดิ์สิทธิ์ กระดิ่งที่ปลายคทาสั่นไหว กังวานประดุจบทเพลงปราบมาร ท่วงทำนองแหลมคมแปรเปลี่ยนเป็นคาถาแสงทองโจมตีไปยังซื่อหลัว
ฝ่ามือพุทธะของซื่อหลัวถูกทำลายจนสิ้น เขาเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ทุกคนเป็นพระเหมือนกัน จะทำร้ายข้าได้มากเพียงใดกันเชียว”
สิ้นคำ เขาสวดอาคมก้องฟ้า รูปยักษ์ทองคำตระหง่านปรากฏขึ้น แสงสีทองแพรวพราว เพียงปลายนิ้วสะบัด ฟ่านคงก็ถูกยักษ์ทองพุ่งชน ร่างปลิวลอยราวกับว่าวที่สายป่านขาด
ซื่อหลัวหันมองไปยังฉินหลิวซีที่ยืนอยู่บนเสามังกร ริมฝีปากเขาแย้มรอยยิ้มเย็นชาราวกับมีดอันคมกล้า กำลังจะก้าวไปขัดขวาง ทว่าเหล่าเณรน้อยและไต้ซือฮุ่ยเหนิง ฮุ่ยเฉวียนต่างล้อมเขาเอาไว้ ทั้งหมดนั่งขัดสมาธิ หลับตาแน่น สวดมนต์อาคมเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งพุทธะ พลังอันสง่างามศักดิ์สิทธิ์แผ่ขยายออกมา
เมื่อเห็นแสงพุทธะเหล่านั้น ซื่อหลัวนัยน์ตาแดงฉาน นึกถึงภาพบางอย่าง ใบหน้าบิดเบี้ยว ปากของพวกเขาร่ายบทสวด แปรเปลี่ยนเป็นตัวอักษรสีทอง ผนึกเขาเอาไว้
มารร้าย ต้องดับสูญ
สิ่งใดคือชั่ว สิ่งใดคือดี เขาเกิดมาพร้อมดูดกลืนเลือดมารดาเพื่อมีชีวิตรอด เช่นนี้นับว่าชั่วร้ายกระนั้นหรือ
เขาเห็นสิ่งต่ำช้าโสมมบนโลกเหล่านั้น ไม่ตัดสิน ไม่สนใจ นี่เป็นความชั่วร้ายหรือ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาขอสร้างกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินขึ้นใหม่ เมื่อเขากลายเป็นเทพผู้พิทักษ์สรรพสิ่งบนสวรรค์ คงไม่อาจเรียกข้าว่าชั่วร้ายได้แล้วกระมัง
แต่ในสายตาของเหล่าผู้ตั้งตนเป็นธรรม กลับตัดสินเป็นมารร้าย
นี่ไม่ได้ นั่นไม่ได้ ทำตามใจตนเสียเถิด
เขาอยากทำสิ่งใดก็จะทำ เขากลายเป็นเทพแห่งสวรรค์ เบื้องบนขึ้นสรรค์ เบื้องล่างทำลายล้างโลกได้
เมฆลมเคลื่อนไหว เมฆดำหนาทึบก้อนใหญ่ ปกคลุมไปทั่วบริเวณนี้ แผ่นดินสั่นไหว พลังวิญญาณแห้งเหือด
ในศูนย์กลางค่ายอาคม พลังวิญญาณของสรรพชีวิตภายในค่ายถูกสูบออกดั่งมีบางสิ่งดึงดูดไป ผู้ที่มีวรยุทธ์ตื้นเขินถึงขั้นถูกดึงเอาดวงจิตวิญญาณ สูญสิ้นลมหายใจทีละคน ล้มลงกับพื้น
ในค่าย พลังวิญญาณโหมกระหน่ำ ไม่อาจควบคุมได้
ฉินหลิวซีเผยสีหน้าตระหนก นางหันมองไปยังซื่อหลัว เขาบ้าไปแล้ว
นางเร่งรุดไปยังเสาหลักมังกร ใช้กระบี่เมี่ยหลัวฟันโซ่ล่ามวิญญาณจนขาดออก ปลดปล่อยฉีเชียนออกมา ก่อนจะจับมือเขาไว้อย่างรวดเร็ว หยิบยาจากถุงเฉียนคุนยัดเข้าปากเขา
ทว่าซื่อหลัวมาถึงในชั่วพริบตา ฝ่ามือตวัดผลักนางออก ชิงตัวฉีเชียนกลับคืนไป สูบกลืนเลือดบริสุทธิ์จากร่างของเขา จากนั้นก็ดึงเอาเส้นผม เล็บและเลือดเนื้อ
ร่างฉีเชียนถูกโยนลงแท่นบูชาราวกับตุ๊กตาที่พังทลาย
ฉินหลิวซีสะบัดกายพุ่งไปข้างหน้า ส่งพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างของเขา จากนั้นเงยหน้ามองซื่อหลัวซึ่งบัดนี้ร่างลอยอยู่เหนือแท่นบูชา พลังวิญญาณในค่ายอาคมหลั่งไหลสู่ร่างเขาอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมด้วยพลังชีวิตไม่สิ้นสุด
เสาธงใหญ่หลายต้นในแท่นบูชาเปล่งเสียง “ฮึ่ม” ออกมา
การสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงสะท้านทั่วทั้งค่ายอาคม
ดวงตาฉินหลิวซีหดแคบ สะท้อนประกายเยียบเย็นวูบหนึ่ง
ค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้า บัดนี้ได้เริ่มต้นแล้ว
.....
ร่างกายซื่อหลัวได้รับการปฏิรูปใหม่ ทั้งโครงกระดูก เส้นลมปราณ และเนื้อหนัง พลังวิญญาณในค่ายอาคมถูกดูดซับเข้าสู่ร่างอย่างไม่ขาดสาย เพียงชั่วพริบตา เขาก็มิใช่วิญญาณอีกต่อไป หากแต่เป็นมนุษย์
คนที่มีกระดูกพุทธะและเลือดของฮ่องเต้ เขาลืมตาขึ้น ดวงตาสีม่วงดำจับจ้องฉินหลิวซีด้วยแววตาเย้ยหยันยิ่งกว่าเดิม “เจ้า ขัดขวางข้าไม่ได้”
เพียงแค่เขาขยับความคิด พระพุทธรูปที่ยิ่งใหญ่สง่างามและรูปปั้นของผู้นำลัทธิเต๋าก็ผสานรวมกันกลายเป็นเทพสูงสุดเหนือสิ่งใด
เพียงคิด ก็ทำลายล้างโลก
พลังวิญญาณของเหล่าผู้ฝึกตนถูกดูดออกทีละน้อย ทำให้โชคลาภภายในค่ายอาคมทะยานขึ้นฟ้าราวกับเมฆ หากแต่ยังไม่เพียงพอ
ซื่อหลัวลอยขึ้นกลางอากาศ มองไปยังภูเขาที่ไร้เส้นเลือดมังกร เขาเงื้อแขนเรียกด้วยเสียงดังกึกก้อง “ข้าขอสั่งด้วยนามฮ่องเต้มนุษย์ ใช้ชีวิตชาวโลกบูชา ถามถึงเส้นทางสวรรค์”
ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม
เสียงดังก้อง โชคลาภพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงม
วิญญาณของซื่อหลัวทะลุผ่านท้องฟ้า มายังเขาหลังวัดอวี้ฝอ ก่อนจะยกฝ่ามือฟาดลงอย่างรุนแรง
นี่เป็นพลังสุดท้าย เขามาเอาแล้ว
เสียงกัมปนาทดังกึกก้อง ทำให้วัดอวี้ฝอสั่นสะเทือนไม่น้อย แม้แต่ชาวเมืองใกล้เคียงยังแตกตื่น วิ่งออกมาจากบ้านเรือน มองไปทางนั้นอย่างตกตะลึง แผ่นดินไหวอีกแล้วหรือ
ฝ่ามือมหึมาชักเอาเส้นเลือดมังกรขึ้นมา ทันใดนั้นแผ่นดินก็ไหวสะเทือน ภูเขาสั่นคลอน ทั่วทั้งเมืองเซิ่งจิงโยกไหวไม่หยุด
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นไม่ขาดสาย
ฟ้าราวกับจะถล่มลงมา เมฆดำม้วนตัวปั่นป่วนราวกับคลื่นทะเลกลางพายุ กลางวันดุจดั่งกำลังจะสูญสลาย
“อมิตาภพุทธ” ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือเอ่ยขึ้น ปรากฏพระพุทธรูปทรงอำนาจและเมตตา กดลงบนฝ่ามือมหึมาที่กำลังยื่นไปยังเส้นเลือดมังกรและกระดูกแห่งบาป
ถ้อยคำเก้าศักดิ์สิทธิ์แปรเปลี่ยนเป็นแสงทองนับหมื่นพัน กดทับฝ่ามือนั้นไว้ ก่อนเกิดเสียงระเบิดกึกก้อง
แสงทองแปรเปลี่ยนเป็นไฟแท้แห่งจันทรา ลุกโชนล้อมฝ่ามือมหึมาในทันใด
ไฟแท้แห่งจันทรา เป็นพลังสามารถเผาผลาญวิญญาณแท้และจิตลวง ทว่าผู้ฝึกตนโดยทั่วไปยากนักจะหลอมไฟชนิดนี้สำเร็จ จำต้องเป็นผู้บรรลุธรรมสมบูรณ์ เปี่ยมด้วยความดีงาม จึงจะสามารถสละกายตนเพื่ออัญเชิญไฟนี้ออกมาได้
ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือยอมเสียสละ ใช้ไฟแท้แห่งจันทราผลาญร่างกายตนเอง กลายเป็นมนุษย์เพลิง
วิญญาณซื่อหลัวถูกเผาด้วยไฟแท้แห่งจันทรา เกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส จนต้องดึงดวงจิตกลับมาตามสัญชาตญาณ แต่เพียงชั่วขณะ เขาก็เสียโอกาสสำคัญไป
ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือค่อยๆลอยลงสู่เส้นเลือดมังกร นั่งลงบนกระดูกแห่งบาป ใช้ไฟแท้แห่งจันทราเผาผลาญ ใช้วิญญาณกดเส้นเลือดมังกรกลับสู่ใจกลางผืนดินด้วยกุศลนับหมื่นพันของเขาเพื่อสะกดเส้นเลือดมังกร ให้โลกกลับคืนสู่ความสงบ
ผู้เฒ่าอาวุโสจิ้งฉือประสานมือ ปล่อยจิตสงบลง ศีรษะก้มต่ำ ไฟแท้แห่งจันทราดับสิ้น ทิ้งไว้เพียงอัฐิเจ็ดสีซึ่งแทรกซึมสู่เส้นเลือดมังกร
การสั่นไหวของแผ่นดินหยุดลง เจดีย์พุทธะเอนตัวเอียง ทว่าพื้นดินมีเพียงหลุมเล็กๆ ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความเงียบสงบ หากแต่วัดอวี้ฝอกลับกลายเป็นซากปรักหักพังราวกับถูกพายุถล่ม
บนฟากฟ้า เมฆดำสงบนิ่ง ในหมู่เมฆปรากฏแสงพุทธะเจ็ดสีส่องประกาย ฝนปรอยๆ ซึ่งแฝงด้วยพลังวิญญาณโปรยปรายราวกับกำลังส่งผู้จากไป
ทั่วทั้งเมืองเซิ่งจิงล้วนตกอยู่ในความมึนงง แผ่นดินไหวอีกแล้วหรือ
“ดูนั่น แสงพุทธะ” ไม่รู้ผู้ใดชี้ไปยังแสงพุทธะในหมู่เมฆแล้วร้องตะโกนออกมา
แสงเจ็ดสีอันเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดช่างสะดุดตา
ผู้คนบางส่วนหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะพยายามเช็ดแล้ว น้ำตาก็ยังไหลไม่หยุด สร้างความรู้สึกประหลาดใจแก่พวกเขาอย่างยิ่ง
.....
“เจ้าเฒ่าหัวโล้นสมควรตาย”
ซื่อหลัวกระอักเลือดสดออกมา ร่างวิญญาณเจ็บปวดราวกับแหลกสลาย พลังวิญญาณในกายราวกับสูญเสียการควบคุมระเบิดออก ปัง ปัง ปัง ภูเขาทั้งลูกถล่มลงมา
เวลานี้เอง
ฉินหลิวซีกับเฟิงซิว รวมทั้งฟ่านคง เข้าล้อมเขาไว้เป็นมุมสามเหลี่ยม
พลังราชาปีศาจของเฟิงซิวพลุ่งพล่าน เขากางเขตแดนกว้างใหญ่ดึงทุกคนเข้าไปในพื้นที่นั้น ฟ่านคงเผยร่างพุทธะ บังเกิดรัศมีทองพวยพุ่งจากกาย ทะลวงตรงไปยังซื่อหลัว
ซื่อหลัวลืมตาโพลง พลันยกนิ้วข้างหนึ่งขึ้น ตัวอักษร ‘ห้าม’ ปรากฏขึ้นขวางเบื้องหน้า ทันใดนั้นรัศมีทองก็มลายหายไป
ขณะเดียวกัน ฉินหลิวซีเรียกแท่นค่ายอาคมออกมา
เวิง
เมื่อกระดานปรากฏ ฉินหลิวซีใช้พลังสะท้อนเฟิงซิวกับฟ่านคงออกไป เหลือเพียงซื่อหลัวถูกขังอยู่ภายใน
เฟิงซิวและฟ่านคงต่างนิ่งงันชั่วครู่ คนแรกดูเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้ รีบพุ่งกลับเข้ามาโดยไม่ลังเล ทว่า ค่ายอาคมกักเทพไม่ได้มีไว้เพื่อเขา
ซื่อหลัวเองก็ชะงักไปชั่วครู่ มองไปยังแท่นค่ายอาคมนี้ ลวดลายอาคมงดงามแปลกตา แผ่กลิ่นอายอำนาจเทพเจ้าออกมาอย่างเข้มข้น ทรงพลังยิ่งกว่ากระบี่เล่มนั้นเสียอีก เขาพลันคิดจะทะลวงออก ทว่าไม่อาจทำได้
เขาหรี่ตาลง เอ่ย “นี่คืออาวุธสังหารของเจ้าหรือ เรียกว่าอะไร”
“ค่ายอาคมกักเทพ”
ซื่อหลัวเลิกคิ้ว “ข้าเคยได้ยินแต่ค่ายอาคมขังเซียน เป็นสมบัติล้ำค่าของลัทธิเต๋า เจ้านี่...
“ก็ดัดแปลงมาจากมันนั่นแหละ” ฉินหลิวซีสะบัดแขนเสื้อเอ่ยอย่างสบายใจ เอ่ย “เพื่อหลอมค่ายอาคมนี้ ข้าลำบากแทบศีรษะล้าน ไม่รู้ว่าเปลืองสมองไปเท่าใด”
ซื่อหลัวหัวเราะเสียงดัง “ลำบากเจ้าลงแรงสร้างสิ่งน่าทึ่งนี้มาเพื่อข้า ถือเป็นโชคดีของข้าจริงๆ กักเทพ ข้าชอบชื่อนี้ แต่เจ้าคิดว่ามันจะกักข้าได้จริงหรือ”
“จะกักได้หรือไม่ เจ้าก็ลองดูเถิด” ฉินหลิวซีคลี่ยิ้ม เอ่ย “ข้าเองจะได้ทดสอบว่าพลังบำเพ็ญของข้าถึงไหนแล้ว”
รอยยิ้มของซื่อหลัวค่อยๆเลือนหาย เขาเคลื่อนกายหายวับไป เพียงชั่วพริบตาก็ปรากฏตัวอีกครั้ง จ้องมองด้วยแววตาลึกล้ำ “เจ้าช่างน่าทึ่งนัก”
เพื่อกักขังเขา นางถึงกับวางจุดกำเนิดพลังชีวิตไว้เป็นแกนกลางของค่ายอาคม และตัวนางในฐานะนักพรตผู้ลงอาคม ก็กลายเป็นทั้งจุดกำเนิดพลังและแกนกลางค่าย หากค่ายถูกทำลาย นางต้องดับสูญ หากนางดับสูญ ค่ายนี้ก็แตกสลาย ไร้หนทางแก้ไข
นางไม่ได้เปิดเผยแท่นค่ายอาคมนี้ตั้งแต่แรก เป้าหมายก็เพื่อนให้เขาสร้างกายเนื้อสำเร็จ อีกทั้งรอให้เขาดึงกระดูกพุทธะชิ้นสุดท้ายไม่สำเร็จ มองดูพลังของเขาที่ถดถอยถึงที่สุด จึงอัญเชิญแท่นค่ายอาคมนี้ที่ใช้ตัวนางเองเป็นศูนย์กลางของค่ายอาคม
นางไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตอบโต้แม้เพียงนิด
ช่างมีความอดทนอดกลั้นยิ่งนัก
อายุยังน้อย แต่ความคิดลึกซึ้งรอบคอบ ไม่แปลกใจทางรอดเดียวที่เขาคำนวณออกมาได้ นางคือทั้งโชควาสนาและเคราะห์ภัยชีวิตของเขา ที่แท้ความจริงก็อยู่ที่นี่เอง
“เจ้าชมเกินไปแล้ว”
“เพื่อรักษาแผ่นดินนี้ เจ้าถึงกับยอมสังเวยชีวิตตน เพื่อจะดับสูญพร้อมข้าเลยอย่างนั้นหรือ” ซื่อหลัวเอ่ยเย้ยหยัน “คุ้มค่าหรือ”
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก”
ฉินหลิวซีมองออกไปด้านนอก เฟิงซิวยังคงพยายามที่จะฝ่าเข้ามา ถูกนางส่งสายตาขับไล่
ยังมีด้านล่าง ยามนี้มีผู้คนล้มตายไม่น้อย พลังวิญญาณของพวกเขาค่อยๆเลือนหาย ซือเหลิ่งเย่ว์รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ จึงหันมองมาทางนี้ ประสานสายตาเข้ากับนาง หัวใจสั่นสะท้าน
เถิงเจาและเจ้าโสมน้อยสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ตรงดิ่งมาทางนี้
พวกเขาต่างใบหน้าซีดขาวเพราะสูญเสียพลังวิญญาณ ความคล่องแคล่วไม่เหมือนก่อนหน้า แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความร้อนใจนั้นกลับไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย
เขาไม่เข้าใจ เพราะความไม่อยากสูญเสีย จึงต้องปกป้องสุดชีวิต
ซื่อหลัวถูกสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของนางแทงใจอย่างแรง เขาส่งเสียงหึอย่างเย็นชา เอ่ย “เช่นนั้นลองดูว่าเจ้าจะกักข้าเอาไว้ได้หรือไม่”
สีหน้าของเขาเยือกเย็น ทันใดนั้นร่างกายพลันเปล่งประกายสีทองออกมา
ดวงตาฉินหลิวซีสะท้อนความเย็ยเยียบออกมา
ในที่สุด ทุกอย่างก็มาถึงขั้นนี้
ใช้ร่างกายบูชายัญ ใช้ชีวิตของประชาชนทั่วหล้าเป็นเครื่องบูชา เขาต้องการเป็นเทพ
ในค่ายอาคม พลังวิญญาณพลันหลั่งไหลเข้าสู่แท่นบูชา เฟิงซิวและฉินหลิวซีสบตากัน ก่อนจะไปยืนยังลานกว้างเล็กๆบนค่ายกักวิญญาณที่เถิงเจาและพวกเขาวางไว้ เฟิงซิวใช้พลังปีศาจสร้างพื้นที่ว่างขึ้นมา และพาผู้บำเพ็ญเพียรที่ยังมีชีวิตอยู่เข้าไปในพื้นที่นั้น เพื่อป้องกันไม่ให้พลังวิญญาณของพวกเขาถูกดูดกลืน
นี่เป็นคำสั่งที่ฉินหลิวซีได้วางไว้ก่อนหน้า
ฟ่านคงและไต้ซือฮุ่ยเหนิงสวดมนต์ภาวนาอยู่ในมิติ ใช้พุทธานุภาพก่อกำแพงคุ้มกันขึ้นอีกชั้น ปกป้องสรรพชีวิตในมิตินั้น
ภายในค่ายอาคม ซื่อหลัวเร่งเร้าพลังเต็มกำลัง ขณะนี้เขากำลังบูชายัญ ใช้ร่างตนบูชา เพื่อช่วงชิงพลังชีวิตแห่งเหล่าสรรพชีพทั่วหล้า
.....
ในเขตต้าเฟิง ภัยพิบัติเกิดขึ้นทุกหนแห่ง ร่องรอยแห่งหายนะปรากฏ
ทิศตะวันออก มหาสมุทรโหมกระหน่ำ คลื่นยักษ์คำรามพัดโถมเข้ามา พายุฝนกระหน่ำซัดอย่างเกรี้ยวกราด
บางคนสูญหายไปในกระแสน้ำที่ล้นทะลัก
ในขณะนั้นเอง จิ้งจอกยักษ์ตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางมหาสมุทร มันอ้าปากกว้างประดุจมังกร ดูดกลืนกระแสน้ำที่กำลังไหลทะลักกลับไป
ผู้คนที่ได้เห็นต่างพากันตกตะลึง
คลื่นน้ำสูงหลายเมตรที่ใกล้เข้ามา กลับเหมือนถูกพลังลึกลับขวางกั้นไว้ มิอาจขยับไปข้างหน้าได้ กระแสน้ำค่อยๆถอยหลังไป ห่างออกไปเรื่อยๆจนหายลับไป
ตอนกลาง แผ่นดินสั่นสะเทือน ภูเขาทรุดตัว ทางเชื่อมระหว่างเหนือใต้บางส่วนถูกปิดกั้น บางพื้นที่เกิดหิมะถล่ม
ทิศตะวันตก พื้นดินที่เงียบสงบอยู่ดีๆ กลับแยกออกเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ ผู้คนจำนวนมากตกลงไปในรอยแยกนั้น ภูเขาบางลูกถูกสายฟ้าจากสวรรค์ฟาดจนระเบิดไฟลุกโชน สิ่งมีชีวิตท่ามกลางเปลวไฟส่งเสียงกรีดร้องอย่างน่าสะพรึงกลัว
ทิศใต้ สัตว์ป่านับไม่ถ้วนกรูกันเข้าไปในตัวเมือง อาละวาดสร้างความเสียหาย ทำร้ายประชาชนและบางตัวยังฆ่าตัวตายอีกด้วย
เซิ่งจิง ชาวเมืองยังไม่ทันคลายความสะพรึงจากแผ่นดินไหวก่อนหน้านี้ ก็มองเห็นท้องฟ้าที่เดิมยังสว่างกลายเป็นมืดมิดในพริบตา
โลกหล้าถูกกลืนสู่ความมืด เสียงกรีดร้องดังขึ้นไม่ขาดสาย
ในอากาศที่คนทั่วไปมองไม่เห็น วิญญาณอาฆาตลอยล่อง ประหนึ่งว่าประตูภูตผีได้เปิดออก วิญญาณร้ายเหล่านั้นพุ่งทะยานออกมา ทว่ากลับถูกอำนาจที่น่าเกรงขามข่มขวัญไว้และถูกจับดึงกลับคืน
หมื่นผีออกมา สรรพสิ่งย่อมต้องพินาศ พวกมันออกมาไม่ได้
จิตใจนิ่งสงบของฉินหลิวซีเคลื่อนไหว ค่ายสังหารเคลื่อนไหว เกิดร่างมากมายนับไม่ถ้วนของนางพร้อมพลังเต๋าอันแรงกล้าพุ่งเข้าหาซื่อหลัว ขัดขวางการบูชายันต์ของเขา
ซื่อหลัวแค่นหัวเราะ พลันดีดนิ้ว ดึงนางเข้าสู่ค่ายอาคมภาพลวงตา
ฉินหลิวซีคุกเข่าอยู่ในความเวิ้งว้าง มองเห็นวั่งชวนกำลังร้องเรียกนาง มองเห็นนางนั่งขัดสมาธิอยู่ในที่อันมืดมิดไร้แสงสว่าง เผชิญหน้ากับสิ่งที่เปรียบเสมือนหลุมดำแห่งความสิ้นหวัง ต่อสู้กับความมืดเวิ้งว้างนั้นไม่มีที่สิ้นสุด หมอกมืดดำถาโถมเข้าใส่นาง ราวกับมารปีศาจ รุมล้อมตัวนางและพร้อมจะกลืนกิน
นางเห็นเด็กคนนั้นวิงวอนต่อปรมาจารย์ ให้อาจารย์มาพานางออกไป นางโหยหาแสงสว่าง ปรารถนาให้แสงสว่างนั้นหวนกลับมา
แต่วันแล้ววันเล่า ความหวังนั้นมิอาจกลายเป็นจริง แสงที่เคยปรากฏในชีวิตกลับไม่มีวันหวนคืน โชคดีของนาง ใช้หมดตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว
นางนั่งอยู่ในหลุมมืดมิดนั้น ค่อยๆสูญเสียความรู้สึก สูญเสียความเป็นมนุษย์ จิตใจอาฆาตนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น นับวันยิ่งหนักหน่วง
ในนั้นมีความแค้น และมีความชิงชัง
นางกลายเป็นอู๋ฉิงไร้หัวใจ คล้ายดั่งคนผู้นั้น ผู้คนทอดทิ้งข้า ข้าจึงห่มเกราะไร้หัวใจเอง
ข้ายอมทิ้งคนทั้งโลก ทว่าผู้คนทั้งโลกจะทอดทิ้งข้าไม่ได้
ปีแล้วปีเล่า นางเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง ทว่าไม่เคยมีแม้รอยยิ้มสว่างไสว นางสังหารคน ช่วงชิงวิญญาณหยิน นางสังหารผี หลอมและกลืนกินผี สุดท้ายระเบิดตนเองจนสูญสิ้น
วั่งชวนเอ๋ย
ดวงตาทั้งสองของฉินหลิวซีแดงฉาน
สายลมแห่งความตายหอบพัดมา รัศมีดำมืดเริ่มคืบคลานคล้ายอสรพิษพันเลื้อย กัดกร่อนซึมสู่จิตใจ
ทว่าฉินหลิวซีกลับไม่ไหวติง ราวกับถูกชักพาให้ย้อนคืนสู่ภาพอดีต บ้านหลังเล็กในเขตเส้นลมปราณน้อยที่ซีเป่ย นางเห็นอาจารย์ผู้สูงส่งนอนแน่นิ่งบนผืนดินเย็นเยียบ ลมหายใจขาดห้วง ร่างกายไร้ไออุ่น
แม้นางพยายามปรุงยาขั้นสูงหวังคืนชีวิต ทว่าทุกสิ่งกลับไร้ผล นางช่วยอาจารย์ไม่ได้
เป็นความผิดของนาง นางควรเพียรพยายามมากกว่านี้ ไม่ควรประมาท
ภาพตรงหน้า ภาพเหตุการณ์น่าสยดสยองเกิดขึ้นอีกครั้ง นักบวชจากลัทธิเต๋าล้มตายเรียงรายอยู่ตรงหน้า ลมหายใจของพวกเขาสูญสิ้น
พลังชีวิตดับสูญ
นางยืนอยู่ท่ามกลางดินแดนรกร้างไร้สรรพชีวิตเพียงคนเดียว นางทำอะไรไมได้แล้ว นางช่วยผู้ใดไม่ได้ นางช่วยโลกไม่ได้
มีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไร้ความหมาย
มิสู้ตายจากไป มิสู้ตายจากไป
ฉินหลิวซีล้มตัวนอนลงบนพื้นที่เย็นเยียบ ปล่อยให้ความมืดกล้ำกราย ปกคลุมนางเอาไว้ กลืนกินนาง
“เจ้าจำเอาไว้ เจ้าก็เป็นคนที่มีบ้านให้กลับ บ้านหลังนี้เป็นที่พักพิงให้เจ้าเสมอ”
“ท่านอาจารย์ รอข้าฝึกฝนสำเร็จ ท่านจะได้ดื่มกินได้เต็มที่”
“เสี่ยวซีซีเอ๋ย เจ้าจะยอมตายด้วยความยินดีได้เช่นไร แต่จิ้งจอกเฒ่าอย่างข้าตายไม่ได้หรอก ต่อสู้กับสวรรค์ มันช่างสนุกสิ้นดี”
“เหล่านี้รอเจ้ากลับมา ข้าจะร่วมดื่มกับเจ้า ดีหรือไม่”
“เด็กน้อย หากข้าไม่ใช่ข้าอีกต่อไป เจ้าจงสังหารเทพ”
พลังเทพในจิตวิญญาณของฉินหลิวซีพลันเคลื่อนไหว นางลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือดวงตาของซื่อหลัว อีกฝ่ายยังคงเอ่ยว่า “ตายเสียยังจะดีกว่า”
ฉินหลิวซีตอบอย่างไร้ความรู้สึก “ตกลง”
นางเย้ยหยันต่อซื่อหลัว เอ่ย “กระดูกพุทธะใช้ดีหรือไม่”
“หืม?”
ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “รู้จักลูกไฟที่เผาผลาญทั้งปฐพีหรือไม่”
ซื่อหลัว “?”
ฉินหลิวซียิ้มพลางส่งจูบหยอกเย้า
ซื่อหลัวดวงตาหดเกร็ง ไม่รอให้เขาได้สติ กระดูกในกายเขาพลันมีไฟลุกขึ้นมา กลืนกินทั้งร่างและจิตวิญญาณ
เจ้าบ้าไปแล้ว
เขาจ้องมองฉินหลิวซีอย่างไม่อยากเชื่อ นางเผาทำลายกระดูกนั้น
ฉินหลิวซีหัวเราะอย่างงดงามดุจบงกชแดงผลิบาน “เจ้าปรารถนาจะเป็นเทพ ข้ากลับปรารถนาจะสังหารเทพ”
ซื่อหลัวเผยความหวาดหวั่นออกมาในที่สุด
การกระทำของฉินหลิวซีครั้งนี้ หาได้ต่างจากเขาไม่ นางใช้วิญญาณแห่งเทพเป็นเครื่องสังเวย แต่กระนั้น วิญญาณแห่งเทพของนางก็คือเชื้อไฟนี้เอง
เมื่อเชื้อไฟดับสูญ นางย่อมสูญสลาย
ซื่อหลัวคิดจะหนี แต่นางคือประตูแห่งชีวิตและความตาย เข้าออกไม่ได้
ฉินหลิวซีพลิกมือขึ้นสองข้าง จิตแห่งเต๋าแผ่กระจายไปทั่วร่าง แผ่นภาพแปดเหลี่ยมแห่งเต๋าปรากฏขึ้นเบื้องหลังนาง นางร่ายมนต์เสียงแผ่วเบา “ด้วยโลหิตและเนื้อข้าเป็นเครื่องนำ ด้วยวิญญาณข้าเป็นเครื่องบูชา ด้วยแรงปรารถนาแห่งข้า ขอยอมเป็นเปลวเพลิงเผาผลาญร่างกาย สังหารเทพ พิสูจน์หนทางแห่งเต๋า พิทักษ์ปวงชน”
สังหารเทพ พิสูจน์หนทางแห่งเต๋า นี่คือจุดจบสุดท้ายของนาง
ไฟนรกบนกายของซื่อหลัวโหมกระพือยิ่งขึ้น เขาแหงนมองเมฆหนาทึบที่มิได้ทอดบันไดสวรรค์ลงมา จ้องดูเมฆที่ค่อยๆแยกตัวเผยแสงสีขาวเพียงเล็กน้อยจนสว่างไสว ความโกรธของเขาพลุ่งพล่านขึ้น
ค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้าคำรามสนั่น
มันถูกค่ายอาคมกักเทพพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา ใกล้จะพังทลาย
“มุมตะวันออกเฉียงใต้ มีประตูกำเนิด รีบไปเดี๋ยวนี้” ฉินหลิวซีส่งเสียงเข้าหูของเฟิงซิวและคนอื่นๆ
เฟิงซิวตาแดงก่ำด้วยความโกรธ “ท่านอย่าได้หวัง”
“ไม่ฟังคำข้า ข้าจะตีเจ้าให้ตาย”
“มีปัญญาท่านก็ออกมาสิ” เฟิงซิวตะโกน เขาจ้องมองไฟนรกที่ค่อยๆมอดดับลง ดวงตาแดงฉาน
เถิงเจาอยากพุ่งตัวเข้าไป ถูกเจ้าโสมน้อยดึงเอาไว้
“มีปัญญาออกมาเผชิญหน้าข้าสิ!” เฟิงซิวตะโกนเสียงดัง เขาจ้องมองไฟนรกที่ค่อยๆมอดลงเรื่อยๆ ดวงตาแดงฉาน
เถิงเจาตั้งใจจะพุ่งไป แต่กลับถูกโสมน้อยยึดตัวไว้แน่น
ฉินหลิวซีเอ่ย “เสวียนอี นำพาพวกเขาออกไป นี่คือคำสั่งของอาจารย์”
เถิงเจาชะงักงัน ดวงตาแดงรื้น
นางเรียกฉายาทางเต๋า นี่เป็นคำสั่งที่ไม่อาจขัดขืน
เถิงเจาพาทุกคนเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ซื่อหลัวเห็นแล้ว ยิ้มเย็น “เจ้านี่มันโง่เขลาเสียจริง”
“ข้าจะตายไปพร้อมกับเจ้า เจ้ามีวาสนาแล้ว อย่าได้พูดมาก” ฉินหลิวซีควบคุมเปลวไฟ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
วิญญาณของซื่อหลัวค่อยๆสลายไป ไฟแห่งชีวิตเริ่มมืดลง เอ่ย “ก็จริง หากมีเจ้าอยู่เป็นเพื่อน ย่อมไม่ขาดทุนแล้ว”
ด้วยลมหายใจแห่งวิญญาณที่เหลืออยู่ เขาโอบพันธนาการนางแน่น เจ้าเอ่ยถูกแล้ว ตายพร้อมกัน ใครก็อย่าคิดหนีรอดไปได้
ฉินหลิวซีรวบรวมพลังวิญญาณที่เหลือทั้งหมด ฉีกเปิดประตูแห่งชีวิตที่มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ เถิงเจาจับจ้องพวกเขาออกจากค่ายอาคมด้วยแรงกดมหาศาล
ตำแหน่งชีวิตเดิมขึ้นอยู่กับพลังจิตของนาง แต่ยามนี้พลังทั้งหมดของนางถูกใช้ไปกับไฟแห่งชีวิต ตราบใดที่วิญญาณของซื่อหลัวยังไม่ดับ นางไม่อาจขยับเขยื้อนได้
อย่างไรก็ตาม แท่นค่ายอาคมนั้นมีไว้เพื่อกักขังเทพ ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังซ่อนชีวิตไว้ด้วย
ครื้น...
ค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้าพลังทลายลงโดยสมบูรณ์ จมลึกลงไปในดิน ทันใดนั้นแท่นค่ายอาคมพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน ภูเขาปลดปล่อยวิญญาณภูเขาอ่อนจางหนึ่งสาย รวมเข้ากับศิลาเทพของเผ่าพันธุ์พ่อมดแม่มดที่ฝังอยู่ในแท่นค่ายอาคม
แท่นค่ายอาคมพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า แสงสีทองหลากสีเจิดจ้าแผ่กระจายออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพลังงานจากศิลาเทพหมดสิ้น จึงระเบิดกลางอากาศ
หยาดฝนแห่งชีวิตร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า
นั่นคือ ชีวิตใหม่
ทุกคนยืนตะลึงมองดูพื้นดิน ดูกระแสทรายไหลทะลักสู่ใต้พิภพ ก่อนจะกลับกลายเป็นทะเลทรายอีกครั้ง เสียงหนึ่งดังแว่วขึ้นเลือนราง จากนั้นดับสูญไปในชั่วพริบตา
นางบอกว่า “นำสุราหนึ่งไหมา ข้าจะดื่มคารวะแด่มวลมนุษย์ ไม่เสียแรงที่เคยมาเยือนโลกนี้”
ตอนที่ 1242: ไฟนรกบงกชแดง มอดดับ
ตลอดระยะเวลาสามวันสามคืน เฟิงซิวและพวกพ้องลุยขุดทรายในทะเลทรายดำอย่างไม่ลดละ แต่สิ่งที่พบเจอมีเพียงทรายไหล ไม่ปรากฏเค้าโครงใดของเขตแดนลับค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้าราวกับมันไม่เคยมีอยู่ นั่นคือผืนทรายข้างทะเลสาบลวี่หู ปราศจากกลิ่นอายวิญญาณใด ไม่เจอแม้แต่เงาของฉินหลิวซี
ไม่สิ อย่าว่าแต่เงาของนาง แม้แต่ดวงวิญญาณของนาง แม้ทุกคนจะรวมพลังกันเรียกหาก็ยังไร้วี่แวว
เถิงเจาราวกับคนเสียสติ ไม่สนเสียงคัดค้านของผู้ใด บุกฝ่าเปิดประตูผีด้วยกำลังรุนแรง เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อเลยว่าท่านอาจารย์ของเขาได้จากไปแล้ว
เขาไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้
เจ้าโสมน้อยร้องไห้จนแทบไม่เป็นตัวเอง กอดเขาแน่นพลางร่ำไห้ เอ่ย “หากวิญญาณของนางยังอยู่ในปรโลก เหตุใดจึงเรียกหาไม่ได้ นางช่วยเหลือใต้หล้า ช่วยเหลือสรรพชีวิต แม้นางจะตาย วิญญาณนางควรได้กลับสู่สรวงสวรรค์ หาใช่จมสู่ใต้พิภพ”
ดวงตาเถิงเจาแดงก่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “หากนางเพียงแค่สูญเสียเศษเสี้ยววิญญาณ ไม่ได้ยินเสียงเรียกวิญญาณเล่า หากนางหลงทางจะทำอย่างไรเล่า”
เจ้าโสมน้อยชะงักงัน หัวใจเจ็บปวด มันเองก็ไม่เชื่อว่าจอมอสูรจะจากไปโดยไม่หวนกลับ แต่ความจริงก็เป็นเช่นนั้น นางใช้ดวงวิญญาณบูชาสวรรค์ อุทิศชีวิตเพื่อแลกความอยู่รอดของใต้หล้า
ยามนี้ใต้หล้าเขียวชอุ่ม นั่นหมายความว่า…
เจ้าโสมน้อยส่งเสียงร้องโฮ ร่างเล็กนั่งยองๆ ร่ำไห้สะอึกสะอื้น
หนูทองคำโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ทรายไหลปกคลุมทั่วตัว มันนั่งข้างเจ้าโสมน้อยอย่างเงียบงัน
มันเองก็ไม่พบร่องรอยของนางแม้แต่น้อย ทั้งร่างกายหรือกลิ่นวิญญาณ
นางราวกับไม่เคยมีตัวตน
ทว่ามันได้รับพรแห่งโชคลาภจากนางชัดเจน
หนูทองคำกอดอุ้งเท้าตัวเองไว้ ซบหน้าลง น้ำตาสีทองหยดหนึ่งร่วงหล่น ซึมหายไปในทราย
เถิงเจาหมุนกายมุ่งหน้าสู่ประตูผีอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันก้าวเข้าไป ลมเย็นยะเยือกพลันพัดออกมา เว่ยเสียเดินออกมาจากประตูผี
เขายังคงสวมชุดยาวสีหม่น มีหัววัวอยู่บนศีรษะและปักดอกไม้เพียงดอกเดียว แต่ดอกไม้นั้นหาใช่โบตั๋นสีชมพูเหมือนเคย ทว่าเป็นดอกชาภูเขาสีขาวเล็กๆ
สายตาทุกคู่หันมามอง หัววัวผู้นี้ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่
เว่ยเสียคืนสภาพเป็นชายหนุ่มเช่นเดิม จ้องมองเถิงเจา เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ต้องไปแล้ว”
หัวใจเถิงเจาหนักอึ้งลงทันใด
เว่ยเสียกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ น้ำเสียงหม่นหมอง “ไฟนรกบงกชแดงในปรโลก ดับลงแล้ว”
เขาไปเห็นด้วยตาตัวเอง ย่างกรายถึงขุมนรกโลกันต์ แม้กระทั่งชิงสมุดบันทึกความตายจากมือพญายมเพื่อตามหานาง แต่ไร้ผล ไม่มีนางอยู่ในรายชื่อใด
นางไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกต่อไป
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที
ไฟนรกบงกชแดงดับลง หมายความว่าอะไร หมายความว่าเปลวไฟนั้นสูญสิ้นแล้วจริงๆ
ความเศร้าสลดปกคลุมไปทั่ว รุนแรงยิ่งกว่าการเห็นฉินหลิวซีอุทิศตนเสียอีก ตลอดสามวันที่ผ่านมา ทุกคนยังมีความหวังเล็กๆ แต่ไฟดับไปแล้วก็เท่ากับสิ้นหวัง
เถิงเจาเหมือนวิญญาณหลุดลอย ทรุดลงคุกเข่ามองผืนทรายด้วยใบหน้าซีดขาว
ชิงหย่วนปาดน้ำตา เขาก้าวมาข้างหน้า โค้งคำนับเหล่าผู้บำเพ็ญที่ยังมีชีวิต เอ่ย “สหายเต๋าทุกท่าน เชิญกลับเถิด อสูรร้ายมลายสิ้นแล้ว ใต้หล้าสงบสุข สหายเต๋าทุกท่าน รวมถึงผู้ที่พลีชีพ ถือว่ามีคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ใต้หล้าอยู่รอด จิตมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง อาจมีปีศาจชั่วเกิดขึ้นอีก โลกนี้ยังคงต้องพึ่งพาท่านทั้งหลายกำจัดอธรรมและรักษาคุณความดี ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน”
“สหายเต๋าชิงหย่วน ปู้ฉิวเจินจวินสละตนเองเพื่อโลกหล้า พวกเราต้องส่งนางเป็นครั้งสุดท้าย ไม่รู้ว่าจะจัดพิธีขึ้นยามใด พวกเราจะต้องมาร่วมอย่างแน่นอน” มีคนเอ่ยถาม
ชิงหย่วนส่ายศีรษะ “แม้ธรรมะเป็นฝ่ายชนะ แต่ใต้หล้าผ่านภัยพิบัติใหญ่ ต้องได้รับการฟื้นฟู ประชาชนทั่วไปประสบภัยมากมาย จำต้องได้รับความช่วยเหลือ งานศพที่มากพิธีจึงไม่จำเป็น หากทุกท่านมีใจ ก็เพียงจุดธูปหอมแก่ท่านเจินจวินเถิด”
ไม่ใช่ไม่จัด แต่เป็นเพราะไม่ปรารถนาจะจัดต่างหาก
พวกเขายอมเชื่อว่า นางกำลังปิดด่านฝึกตน ไม่ใช่เชื่อว่านางถึงแก่ความตาย วิญญาณสูญสิ้น
“เอ่อ...ช่างเถิด”
ศึกครั้งนี้ แม้พวกเขาจะชนะและรอดชีวิตมาได้ แต่เพราะถูกดูดพลังวิญญาณในค่ายอาคมเส้นทางเทพเจ้า ทำให้จิตวิญญาณบอบช้ำ พลังบำเพ็ญถดถอยอย่างหนัก
ซื่อหลัวเป็นวิญญาณร้ายที่ดำรงอยู่มาหลายพันปี ผ่านยุคสมัยที่โลกเต็มไปด้วยพลังปราณอันมั่งคั่ง รู้แจ้งเห็นจริงเหนือกว่าคนทั้งหมดรวมกัน ทว่าเมื่อมาถึงยุคที่พลังปราณขาดแคลนเช่นนี้ แม้แต่พลังของพวกเขาก็ยังดูอ่อนด้อยนัก
พวกเขาอ่อนแอยิ่งกว่า แม้กระทั่งเผชิญหน้ากองทัพโครงกระดูก ยังพ่ายแพ้จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ในค่ายอาคมนั้น แม้แต่พลังวิญญาณก็ยังรักษาไว้ไม่ได้
นี่ไม่ใช่ยุคบำเพ็ญเซียน หากเป็นเพียงโลกมนุษย์ธรรมดา
พวกเขาไม่อาจเทียบเขาได้ แม้แต่พลังแฝงในกระดูกเหล่านั้นที่ผ่านพ้นกาลเวลามาหลายพันปีก็ยังล้ำลึกยิ่งกว่ามนุษย์ในยุคนี้
หากไม่ใช่เพราะฉินหลิวซีสละชีพตนเอง ใช้พลังแห่งธาตุไฟเผาผลาญร่าง บูชาตนจนวิญญาณดับสูญ ไม่เช่นนั้นแล้ว สรรพชีวิตทั้งหลายในโลกคงดับสิ้น
ไม่ขอคารวะต่อเจินจวิน จะคารวะผู้ใดเล่า
ผู้คนทั้งปวงล้วนคำนับต่อผืนทรายแห่งนั้นด้วยความจริงใจ ก่อนจะทยอยจากไป
“อมิตาภพุทธ” ไต้ซือฮุ่ยเหนิงเอ่ยขึ้น ไขว้ขานั่งขัดสมาธิ หลับตาลงและเริ่มสวดบทพระสูตรแห่งนิพพาน
ฟ่านคงเองก็นั่งลงเคียงข้าง เณรน้อยจิ้งหนิงเขยิบเข้ามานั่งใกล้ๆ
ใบหน้าของฮุ่ยเฉวียนเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เอ่ยกับชิงหย่วน “ผู้อาวุโสจิ้งฉือเข้าสู่นิพพาน วัดอวี้ฝอก็เสียหายยับเยิน ข้าคงต้องลาท่านเพียงเท่านี้แล้ว”
ชิงหย่วนพยักหน้าช้าๆ เอ่ย “ผู้อาวุโสจิ้งฉือประกอบกรรมดีจนสำเร็จสมบูรณ์ นับเป็นผู้มีเมตตาธรรมยิ่งใหญ่”
เขามองไปยังฉีเชียนซึ่งยังไม่ฟื้นสติ เอ่ย “ฝ่าบาทคงต้องรบกวนท่านส่งกลับวังหลวง แม้พระองค์จะบาดเจ็บหนัก แต่มีพลังวิญญาณที่เจินจวินฝากไว้คุ้มครองเส้นชีพจรไว้ ย่อมไม่ถึงตาย เพียงแต่ว่าอายุขัยของเขา...”
ฮุ่ยเฉวียนถอนหายใจยาว “นี่ล้วนเป็นชะตากรรม ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
ชิงหย่วนมองดูเขาแบกร่างฉีเชียนเข้าไปในมิติ ก่อนจะหันกลับมา ปรมาจารย์ไท่เฉิง เฉิงหยางจื่อ และ ซือเหลิ่งเย่ว์ต่างยังอยู่ ส่วนอารามชิงหลานเหลือเพียงเหอหมิง ส่วนเจ้าอาวาสอารามชิงหลาน เพราะปกป้องเหล่าผู้บำเพ็ญตนจึงสละชีพ วิญญาณสูญสลายเช่นกัน
ส่วนอารามที่เหมือนบ้านของตน แม้จะตายไปเพียงหนึ่ง แต่หนึ่งคนนั้น กลับเทียบได้กับหนึ่งล้านชีวิต
ชิงหย่วนกลืนน้ำลายฝืดๆ กลั้นเลือดที่กำลังจะพุ่งออกมา เงยหน้ามองผืนดินเบื้องหน้า
เฟิงซิวนั่งนิ่งอยู่ตรงที่ที่ฉินหลิวซีสูญสลายไป พลังปีศาจของเขาถูกใช้จนเหือดแห้ง
แก่นปีศาจของเขา เดิมทีก็แตกหักไปส่วนหนึ่งจากการทิ้งไว้เป็นสัตว์พิทักษ์ทะเลตะวันออก ครั้งนี้เขาหยุดยั้งคลื่นยักษ์ แก่นปีศาจส่วนที่เหลือก็แตกสลายจนหมดสิ้น เขาได้รับพลังสะท้อนกลับอย่างหนัก อีกทั้งยังใช้พลังราชาปีศาจในค่ายอาคม ทำให้จิ้งจอกเก้าหางเหลือเพียงสามหาง สีขนแห้งกรัง ไร้ความเงางามดังเคย
แต่เขาไม่ใส่ใจ ขอเพียงนางตอบรับ ต่อให้ต้องสูญเสียหางทั้งหมด เขาก็ยอม
แต่นางอสูรน้อยไร้หัวใจกลับไม่มีแม้แต่สัญญาณตอบกลับ นางช่างสมควรตายนัก บอกไว้แล้วว่าจะร่วมกันต่อสู้ นางกลับแย่งเก็บของใหญ่ไปเสียคนเดียว ช่างน่ารังเกียจจริงๆ
คารวะต่อมนุษย์โลก ไม่เสียชาติเกิดหรือ
ข้าขอคารวะเจ้าด้วยเถิด
ตลอดสามวันสามคืน พลังปีศาจในร่างสูญสิ้น วิญญาณของเขาแตกร้าว ร่างทรุดลงกับพื้น
ในขณะเดียวกัน ซือเหลิ่งเย่ว์ใบหน้าซีดขาวนั่งอยู่บนพื้น กระอักเลือดลงบนผืนทราย ราชากู่คลานขึ้นมาจากใต้ดินอย่างยากลำบาก มาสิ้นลมหายใจอยู่แทบเท้าของนาง ไม่นานก็ไร้ความเคลื่อนไหว
แม้แต่ราชากู่ก็ไม่อาจสัมผัสถึงพลังใดๆของหนอนไหมทองที่ฝังอยู่ในร่างของนาง
คนผู้นั้น นางจากไปแล้ว
ตอนที่ 1243: รอคอยท่านหวนคืน
ประวัติศาสตร์ต้าเฟิงมีบันทึก รัชศกคังผิงปีที่หนึ่งเดือนสิบสอง มีปีศาจร้ายก่อความปั่นป่วน ฟ้าดินเปลี่ยนสี ภูเขาทลายแยก พื้นดินสะท้านสะเทือน คลื่นทะเลพิโรธ ทำให้สรรพชีวิตต้องประสบเคราะห์ภัยไม่สิ้นสุด พุทธเต๋าสองสำนักพร้อมใจกันออกมาปกปักษ์รักษาโลก พลีชีพนักพรตและนักบวชนับไม่ถ้วนเพื่อปราบสิ่งชั่วร้าย ฟื้นคืนความสงบสุขคืนสู่แผ่นดิน
ประวัติศาสตร์บันทึกไว้เพียงภาพรวมของเหตุการณ์ครั้งใหญ่ แต่สองสำนักกลับมีบันทึกอย่างละเอียด โดยเฉพาะการรบอันยิ่งใหญ่ครั้งนั้น ได้บันทึกถึงผู้ที่พลีแรงกายแรงใจและแม้กระทั่งดวงจิตและชีวิตเพื่อปกป้องสรรพชีวิตเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเข้าใจถึงความเสียสละ
บันทึกของสำนักเต๋ายิ่งละเอียด ตั้งแต่ต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์ไปจนถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วิธีการรบจนถึงยันต์และศาสตราวุธ ระบุชัดว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างหรือใช้ และมีอานุภาพเช่นไร ละเอียดเป็นที่สุด
ในบรรดาบันทึกทั้งหมด บันทึกของอารามชิงผิงแห่งเมืองหลีนับว่าครบถ้วนที่สุด เหตุการณ์ก่อนและหลังสงครามถูกจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของอาราม
บันทึกนี้เขียนขึ้นโดยเจ้าอาวาสเสวียนอี เจ้าอาวาสคนปัจจุบันด้วยตนเอง
บันทึกในประวัติศาสตร์อารามกล่าวถึงเจ้าอาวาสรุ่นที่สี่ของอารามชิงผิง นามว่าปู๋ฉิวเจินจวินที่เผชิญหน้ากับมารร้ายซื่อหลัวซึ่งกำลังครองโลก เจินจวินผู้นี้ได้หลอมสร้างค่ายอาคมระดับเทพโดยใช้ตนเองเป็นจุดศูนย์กลางค่าย พลีชีพเพื่อบูชา พิทักษ์ฟ้าดินและสรรพชีวิตโดยไม่หวาดหวั่น
วันนั้น นางฝังลูกไฟนรกบงกชแดงลงบนร่างอสูรร้าย กระตุ้นให้ลุกไหม้เพื่อเผาผลาญปีศาจร้าย
วันนั้น นางเผชิญการตอบโต้จากมารร้ายจนร่างสูญสลาย ดวงจิตพลันดับสูญ แต่ไม่ได้ยำเกรง ดึงอสูรร้ายลงสู่ความเวิ้งว้างตลอดกาล
วันนั้น นางใช้เสี้ยวดวงจิตสุดท้ายปลุกค่ายอาคมแห่งชีวิตให้ฟื้นคืนพลังของโลก ก่อนจะลับหายไปจากหมู่มนุษย์
วันนั้น เหมือนสวรรค์และปฐพีโศกเศร้าและซาบซึ้งในความเสียสละของนาง จนส่งฝนแห่งจิตวิญญาณลงมาฟื้นฟูแผ่นดิน พลิกฟื้นพลังวิญญาณให้รุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม
เพื่อรำลึกถึงปู้ฉิวเจินจวินผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ ฮ่องเต้คังผิงได้พระราชทานฉายาทางเต๋าแต่งตั้งขึ้นเป็นเจินจวิน สร้างรูปหล่อทองคำประดิษฐาน ณ อารามชิงผิง พร้อมทั้งเรียกขานตนเองว่าเป็นศิษย์อารามชิงผิง
สงครามครั้งนี้นอกจากปู้ฉิวเจินจวินแห่งอารามชิงผิงที่พลีชีพอย่างกล้าหาญ ยังมีปรมาจารย์และนักบวชผู้บรรลุธรรมอีกมากมายที่ได้สละชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้
ในเหตุการณ์นั้น ไต้ซือจิ้งฉือแห่งวัดอวี้ฝอพลีชีพตนเองเพื่อปกป้องเส้นเลือดมังกรเพื่อโชคชะตาของแผ่นดิน ทำให้เส้นเลือดมังกรนั้นยังคงอยู่ แม้วัดวาถูกพังจนสิ้นก็ไม่มีคำคร่ำครวญใดๆ
สงครามทำลายล้างโลกครั้งนั้นช่างโหดร้ายเกินพรรณนา เพื่อไว้อาลัยแด่ผู้พลีชีพในสงคราม อารามชิงผิงได้ตั้งอนุสรณ์วีรชนขึ้นหน้าประตูอาราม สลักนามของนักพรตและนักบวชทุกท่านที่เคยร่วมปราบมารร้าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ล่วงลับหรือผู้ที่มีส่วนช่วย
จนถึงวันนี้ เวลาผ่านไปสามปี เมื่อใดที่หวนรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ผู้คนยังคงรู้สึกหวาดกลัวและสะเทือนใจไม่จางหาย
ครั้นรำลึกถึงวันนั้น ภัยพิบัตินานัปการพร้อมใจเกิดขึ้น ทั้งแผ่นดินไหวภูเขาถล่ม น้ำท่วมใหญ่ในฤดูหนาว คลื่นยักษ์และลมพายุโหมกระหน่ำชายฝั่ง ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ในเวลากลางวันพลันมืดมิดดุจต้องมนต์ เงียบงันจนไร้แสงอรุณ ราวกับหลงอยู่ในนรกมืดมิด ยื่นมือออกมาไม่อาจมองเห็น ทว่ากลับได้ยินแต่เสียงกรีดร้อง เสียงคำราม และเสียงโหยหวนดุจอสูรกาย จะไม่หวาดกลัวได้อย่างไร
หลังจากวันนั้น แผ่นดินต้าเฟิงตกอยู่ในสภาพพังทลายและทุกข์ระทม เป็นเพราะราชสำนักที่เตรียมเงินอาหารเพียบพร้อม เบื้องบนเบื้องล่างต่างร่วมแรงร่วมใจบรรเทาความเสียหาย ปลอบประโลมจิตใจที่ว้าวุ่นของผู้คน
แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ ยังใช้เวลากว่าสามปี ถึงกลับมาสงบลงและมั่นคงได้ ไม่อาจเทียบความยุ่งเหยิงในรัชศกคังผิงที่สอง ช่วงที่ภัยพิบัติถาโถม ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ภายในและภายนอกยิ่งกว่ายุคปลายรัชสมัยฮ่องเต้พระองค์ก่อน การปกครองยิ่งยากมากกว่า
โชคดีที่ฮ่องเต้คังผิงปรีชาสามารถมีความมุ่งมั่นไม่เกรงกลัวอุปสรรค แม้เขาไม่มีประสบการณ์การปกครองบ้านเมือง ทว่าเขาไม่เคยยอมแพ้ แต่กลับกล้าตัดสินใจมีความเป็นผู้นำ เขาไม่กลัวว่าจะมีชื่อเสียงโหดร้าย ขอเพียงสามารถจัดการแก้ปัญหาได้รวดเร็ว มั่นคง สำหรับขุนนางใต้บัญชา เขาให้ความสำคัญกับผู้มีความสามารถที่แท้จริง กระบวนการไม่สำคัญ ผลลัพธ์สำคัญกว่า สำหรับผู้มากด้วยวาจาทว่าไร้ผลงานรู้จักเพียงความริษยา เขายิ่งไม่เกรงกลัวที่จะล่วงเกิน ตำหนิเย็นชาตรงไปตรงมา
ดังนั้น เหล่าขุนนางที่พระองค์โปรดปรานล้วนเป็นผู้มีความสามารถ เขากล้าปล่อยอำนาจและกล้าไว้วางใจ ไม่นานการปฏิรูปครั้งใหญ่ในระบบราชการต้าเฟิงก็เกิดขึ้น
แม้ฮ่องเต้คังผิงจะกล้าใช้คน แต่เครือข่ายความสัมพันธ์ของเหล่าขุนนางหยั่งรากลึก ขุนนางเหล่านี้ทุ่มเทไปไม่น้อยเพื่อรักษาเส้นสายของตนเอง เช่นนี้ ใช้เวลายาวนานกว่าสามปี การเมืองของต้าเฟิงจึงมั่นคงได้ ผ่านอุปสรรคหนักๆมามากมาย ในที่สุดบ้านเมืองก็ค่อยๆสงบสุขขึ้นในช่วงปลายรัชศกคังผิงที่สี่
และฮ่องเต้คังผิงใช้เวลาปกครองกว่าสี่ปี ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับจากประชาชน
สำหรับราษฎรแล้ว เพียงมีกินมีใช้และชีวิตอันสงบสุข ความจริงไม่สนว่าผู้ใดจะเป็นฮ่องเต้ ฮ่องเต้คังผิงเป็นฮ่องเต้ที่ดี พวกเขาจึงเคารพรัก
หิมะมงคลโปรยปรายลงมา
บ่งบอกการมาถึงของเดือนสิบสองอีกครา
ยอดทองคำแห่งอารามชิงผิงปกคลุมด้วยหิมะขาวบริสุทธิ์ ประกายสีทองแวววับจับแสงตะวัน หมอกควันธูปลอยคลุ้งในลานอันกว้างขวาง บรรยากาศสงบเยือกเย็น ทำให้อารามชิงผิงเป็นราวกับวิมานแห่งเซียน
วันแรกของเดือนสิบสอง คือวันรำลึกถึงปู้ฉิวเจินจวินผู้พลีชีพเพื่อธรรมะ เหล่าผู้แสวงบุญมาสักการะมากกว่าทุกวัน ที่หน้าประตูเขา อนุสรณ์วีรชนเด่นสง่า รายล้อมด้วยควันธูปอบอวล ผู้คนยืนเคารพแน่นขนัด
เหล่าผู้แสวงบุญยากจะจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของการปราบมารร้าย ทว่าทุกคนล้วนมีประสบการณ์กับความสิ้นหวัง ไม่สิ นั่นคือวันสิ้นโลก
เพราะผ่านประสบการณ์ความสิ้นหวัง จึงมีความสุขกับชีวิตที่เหลืออยู่
และความสุขนี้ เป็นสิ่งที่เหล่านักพรตผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้มอบให้
พวกเขาจึงเคารพกราบไหว้
ไม่ใช่ความเชื่อ ทว่าเป็นความรู้สึกขอบคุณจากหัวใจ
ยามนั้นที่จู่ๆ พวกเขาเห็นว่าอารามและวัดต่างๆล้วนไร้เงาผู้คน ที่แท้ก็เพื่อเข้าต่อกรกับมารร้ายนั่นเอง
ผู้คนเหล่านี้ ก็เป็นดั่งนักรบผู้ปกป้องแผ่นดิน ต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง ฝ่าฟันอุปสรรคอันยากลำบาก เพื่อแลกมาซึ่งความสงบสุขของแผ่นดิน
อารามชิงผิงมีเหล่าผู้คนมากมายมาเยือนไม่ขาดสาย
ชิงหย่วนมองอวี้ฉังคงที่มาอำลา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านไปครั้งนี้ เหล่าสตรีผู้ศรัทธาคงเศร้าสลดนัก คงไปร่ำไห้ใกล้สำนักศึกษาเป็นแน่ แต่ก็ดี หากไม่ถ่ายทอดการเล่าเรียนศึกษาของท่านออกไปคงสูญเปล่าแล้ว สร้างสำนักศึกษา สั่งสอนผู้คน ย่อมเป็นมหากุศลยิ่งใหญ่”
อวี้ฉังคงในอาภรณ์เรียบง่ายสีสุภาพ ยิ้มบางก่อนจะเอ่ย “เมื่อพวกท่านเหล่านักบวชออกจากการปิดด่านแล้ว ข้ายังอยู่ต่อ ก็ไม่มีประโยชน์มากนัก มิสู้ไปทำเรื่องที่มีประโยชน์มากกว่า”
หลังฉินหลิวซีดับสูญ ผู้คนในอารามชิงผิงได้รับความเสียหายอย่างหนัก ศิษย์หลายคนจึงต้องปิดด่านฝึกฝนตน ทว่าอารามยังคงเปิดให้ผู้ศรัทธาเข้ามากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง ควันธูปเทียนไม่ขาด เป็นอวี้ฉังคงที่คอยเฝ้าดูแล ดั่งคำมั่นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้กับฉินหลิวซี
แต่ว่าเขาทำตามคำสัญญาแล้ว นางกลับไม่กลับมา
ยามนี้ชิงหย่วนออกจากการปิดด่านแล้ว อวี้ฉังคงจึงลาจาก แต่เขาหาได้ไปไหนไกล ทว่าอยู่เขาข้างๆติดกับอารามชิงผิง เปิดสำนักศึกษาไท่ผิง รับเฉพาะผู้มีความรู้เป็นซิ่วไฉขึ้นไป อบรมสั่งสอนด้วยความมุ่งมั่น
อวี้ฉังคงเอ่ยกับชิงหย่วน “ในสำนักศึกษาจะมีวิชาสอนเนื้อหาทางเต๋าด้วย หากเป็นไปได้ อยากเชิญท่านนักพรตชิงหย่วนหรือศิษย์ในอารามมาช่วยบรรยายในทุกๆสิบวัน ข้าเองจะเชิญนักพรตผู้สูงส่งท่านอื่นมาด้วย”
ชิงหย่วนนิ่งไปชั่วครู่ เอ่ย “ท่านตั้งใจเผยแพร่คำสอนแห่งเต๋าใช่หรือไม่”
“ปรัชญาแห่งเต๋า ย่อมเป็นสิ่งที่นักเรียนทุกคนสมควรศึกษา” อวี้ฉังคงแย้มยิ้มเอ่ย “ทั้งเหล่าปราชญ์เล่าจื่อและจวงจื่อล้วนเป็นรากฐานสำคัญแห่งปรัชญาเต๋า หลักคำสอนของพวกเขา ‘วิถีแห่งธรรมชาติ’ ‘อ่อนน้อมเพื่อพิชิตแข็งกร้าว’ และ ‘ความสมดุลของความเข้มแข็งและความอ่อนโยน’ ต่างเป็นกลยุทธ์ในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ การทหาร ที่ทุกคนควรจะเข้าใจ”
ชิงหย่วนเอ่ย “ท่านทำเช่นนี้ จะทำให้ฝ่ายขงจื๊อไม่พอใจ”
อวี้ฉังคงเอ่ย “สำนักศึกษาที่ข้าก่อตั้ง ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดมาชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ ข้าไม่ได้เผยแพร่เฉพาะปรัชญาเต๋า เพราะสำนักนี้เน้นศึกษาทุกศาสตร์แห่งปราชญ์ หากผู้ใดไม่พอใจวิธีการสอนของข้า แน่นอนว่าสามารถลาออกไปได้”
สิ่งที่เขาถ่ายทอด ยังคงเป็นวิถีแห่งฉินหลิวซีเสมอ
ชิงหย่วนถอนหายใจยาว เป็นคนที่เกิดมาด้วยความดื้อดึงผู้หนึ่ง จึงเอ่ย “สำนักศึกษาไท่ผิงไม่ไกล ท่านไม่รังเกียจ ข้าต้องรับคำเชิญของท่านอย่างแน่นอน”
อวี้ฉังคงประสานมือคำนับเขา หลังจากสนทนากันอีกสองสามประโยค เขาก็ลาจากไป
ชิงหย่วนเอ่ยตามหลัง “ได้ยินว่าสำนักศึกษา จะตั้งรูปหล่อเจินจวินขนาดเท่าตัวจริงด้วยหรือ”
อวี้ฉังคงหยุดเท้าก่อนจะหันกลับมาเอ่ยตอบ “ศรัทธาและพลังแห่งความตั้งใจเป็นสิ่งล้ำค่า หากเป็นศรัทธาของเหล่าผู้มีปัญญาเล่า แม้นางไม่อยู่...แต่บางทีนางจำเป็นต้องมีมันเล่า ข้าทำได้เพียงเท่านี้แล้ว”
ใช้ความศรัทธาของผู้มีปัญญาความรู้ หวังว่าสักวันนางจะหวนคืน
ชิงหย่วนมองเขาเดินจากไปจนลับตา ส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนเดินกลับเข้าอาราม เขาเห็นเจ้าโสมน้อยนั่งคุกเข่ากุมแก้มอยู่หน้าประตู จึงเอ่ยถาม “ท่านเจ้าอาวาสยังไม่กลับมาหรือ”
เจ้าโสมน้อยตอบด้วยใบหน้าเศร้าหมอง “คงใกล้แล้วกระมัง”
ชิงหย่วนนั่งลงข้างๆเขา เอ่ย “ครั้งนี้ ดูเหมือนจะกลับมาด้วยความผิดหวังเช่นเคยสินะ”
เจ้าโสมน้อยก้มหน้าตอบเบาๆ “คงจะเป็นเช่นนั้น”
ดินแดนนรกภูมิ
ทหารผีเฝ้าประตูสองคนกำลังซุกหัวซุบซิบอยู่ด้วยกัน
“เทพอสูรใหญ่ไม่มา แต่คนเล็กมา นี่มันอะไรกัน นรกของเรา สำหรับพวกเขาศิษย์อาจารย์แล้ว มีไว้แค่ในนามเท่านั้นกระมัง อยากมาก็มา”
“ช่างเถิด อย่างมากก็มาวันที่หนึ่งเดือนสิบสองหนึ่งครั้ง เพียงดูก็ไป”
สองผีพูดคุยแล้วหยุดลงชั่วครู่ เอ่ย “สามปีแล้ว ตั้งแต่ไฟนรกในขุมนรกโลกันต์ดับลงก็ปิดไปสามปีแล้ว เดิมคนชั่วที่ต้องลงสู่นรกโลกันต์ล้วนต้องไปลงกระทะเดือดนั้นแทน เจ้าว่ามันจะปิดตลอดไปหรือไม่”
“ไฟนรกบงกชแดงไม่ลุกโชน จะเรียกว่าขุมนรกโลกันต์ได้อย่างไรกัน เฮ้อ”
สองผีเสียงเบาลงไปอีก เอ่ย “แม้เทพอสูรใหญ่จะยโสโอหัง แต่ข้าอดคิดถึงนางไม่ได้ นางมือไว และก้อนทองหยวนเป่าที่นางมอบให้ล้วนเป็นทองบริสุทธิ์ล้ำค่า ตอนนี้นางไม่อยู่ ก็ไม่มีคนให้รางวัลแล้ว ต่อให้มี คุณภาพนั้นก็ธรรมดา”
“ผู้ใดจะไม่เล่า แต่ข้าได้ยินเหล่ายมทูตว่ากันว่า ยามนี้บนโลกมนุษย์พลังวิญญาณฟื้นคืน คงจะมีผู้บำเพ็ญที่มีพลังสูงส่งมากขึ้น ถึงตอนนั้นบางทีอาจมีรางวัลก็เป็นได้”
“แต่ผู้ใดจะเทียบเทพอสูรใหญ่ได้เล่า”
เงียบลงอีกครั้ง
“คิดถึงนางแล้ว”
“อืม ข้าก็คิดถึง”
ขุมนรกโลกันต์
เฟ่ยไฉพาเถิงเจามองความมืดมิดรอบด้าน เอ่ย “ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว หากเปลวไฟแห่งกรรมลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ข้าจะบอกเจ้าเอง เจ้าไม่จำเป็นต้องมาทุกปีเช่นนี้”
“ข้ามาด้วยหน้าที่ทางการงาน ผ่านมาทางนี้จึงแวะดู”
เฟ่ยไฉหัวเราะเย็น เอ่ย “ใช่ ปีแรก เจ้าส่งผู้มีบุญใหญ่เข้าประตูผีมาด้วยตนเอง ส่วนไยต้องมาส่งด้วยตนเองนั้น เจ้าบอกว่าคนผู้นั้นสมควรได้รับ ปีที่สอง เจ้าบอกว่ากลัวผีจะหนี คุมตัวมาด้วยตนเอง ปีนี้ เจ้าเยี่ยมยอดขึ้นไปอีก บอกว่ามาเยี่ยมบรรพบุรุษเช่นข้า เจ้าว่าเจ้านี่นะ จะหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่”
บ้านใดมาเยี่ยมบรรพบุรุษจะมาด้วยมือที่ว่างเปล่า อีกทั้งยังมาเยี่ยมในนรกด้วยอย่างนั้นหรือ
ตอนจะใช้เขาก็เป็นบรรพบุรุษ พอหมดประโยชน์ก้ไม่เหลือค่าใด
เถิงเจาเอ่ย “เช่นนั้นต่อไปข้าจะมาตรงๆเลยแล้วกัน”
“ไม่ใช่ เจ้าฟังที่ข้าบอกเข้าใจหรือไม่ ไม่ต้องมา...เฮ้อ คนโง่เช่นเจ้า รอให้ข้าเอ่ยจบแล้วค่อยไปไม่ได้หรือ”
เถิงเจาไม่สนใจคำพูดของเขา เขาจะยังคงมาเสมอ จนกระทั่งมันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง จนกว่าเขาจะมาไม่ได้
เฟ่ยไฉมองท่าทางเย็นชาของเถิงเจา ดุร้ายเสียยิ่งกว่าผีน้อยข้างกายนัก อดปวดหัวขึ้นมาไม่ได้ ไยศิษย์ลูกศิษย์หลานของเขา แต่ละคนจึงได้ดื้อด้านนัก บอกยากจริงๆ
เขาตามเถิงเจาไป เอ่ย “ฟังข้าเถิด ต่อไปไม่ต้องมาแล้ว เดิมหยินหยางก็แยกส่วน เจ้าเข้าออกนรกตามใจชอบ เช่นนี้ผู้คุมกฎสวรรค์อาจไม่พอใจเอาได้”
“เช่นนั้นท่านให้มันคืนอาจารย์มาให้ข้า” เถิงเจาเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นยะเยือก “ขอเพียงไฟนรกลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ข้ารับรองได้ว่าหากไม่จำเป็นจะไม่มาเหยียบนรกอีก”
เฟ่ยไฉ “...”
เช่นนั้นเจ้าก็ดื้อด้านต่อไปเถิด บรรพบุรุษอย่างข้าทำไม่ได้
เขามองความเยือกเย็นบนใบหน้าเถิงเจา ทว่าในแววตาแก่ก่อนวัยและลึกล้ำคู่นั้น กลับแฝงไปด้วยความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง ถอนหายใจยาวอย่างอดไม่ได้ เอ่ย “นี่เป็นโชคชะตาของนาง เจ้าอย่าได้ยึดมั่นมากเกินไป อาจส่งผลต่อจิตใจเจ้า”
“ข้ารู้ จะช้าจะเร็วข้าต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่” ถึงตอนนั้นข้าจะทำตามใจปรารถนา
เถิงเจาประสานมือเคารพเขา หมุนตัวเดินจากไป
เฟ่ยไฉอ้าปาก รอยยิ้มเลือนหาย ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย
ราชาเทพเฟิงตูและกษิติครรภโพธิสัตว์ลอบมองอยู่เงียบๆ พวกเขาเงียบงันตลอดเส้นทาง ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังนรกโลกันต์ มองดูความมืดที่ว่างเปล่าไร้การลงทัณฑ์ ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
“ผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้ว”
เปลวไฟนรกยังคงมอดดับ ไม่อาจจุดขึ้นมาได้อีก
.....
ทะเลทรายดำ
เฟิงซิวหยิบสุราดีออกมาหนึ่งไห พิงอยู่ข้างป้ายหยกขาวป้ายหนึ่ง เทเหล้าลงหน้าสุสาน ก่อนยกดื่มเองหนึ่งอึก
สุสานตรงหน้านี้ ความจริงมีสุราดีมากมายกองเรียงราย เป็นสุราที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรหรือภูตพรายผู้มีจิตวิญญาณนำมาเซ่นไหว้ทุกปีในต้นเดือนสิบสอง
ทุกสรรพชีวิตล้วนจดจำคำพูดสุดท้ายที่นางฝากไว้บนโลก สุราหนึ่งไห เคารพแด่โลกมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ เบื้องหน้าสุสานจึงเต็มไปด้วยสุราดี
ตามที่นางปรารถนา
เฟิงซิวยืนมองเกล็ดหิมะหกเหลี่ยวโปรยปรายลงมา งดงามราวกับอัญมณี เอ่ย “หลังพลังวิญญาณฟื้นกลับคืนมา เกล็ดหิมะยังงดงามขึ้นไปด้วย นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านนำพา แต่สวรรค์ นับว่ายังมีตาบ้าง”
เกล็ดหิมะดูเหมือนชะงักไปเล็กน้อย
เฟิงซิวแค่นเสียงหนัก เอ่ย “แต่ว่าน่าเสียดาย ทุกคนต่างสุขสบาย ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ เห็นฤดูกาลที่ผันเปลี่ยน มีเพียงท่านที่ไม่มีโอกาส ความเป็นธรรมมีบ้างหรือไม่”
ใช้นางเพียงคนเดียวทำให้ผู้คนนับหมื่นสมหวัง คนอื่นรู้สึกคุ้มค่า มีเพียงเขาที่รู้สึกเสียเปรียบ
เฟิงซิวยกสุราดื่มอีกไห สุรานี้รสชาติธรรมดา ไม่ทำให้เมาง่าย
เขาพึมพำไม่หยุดจนกระทั่งไหสุราที่เคยเต็มกองอยู่เบื้องหน้ากลายเป็นไหว่างเปล่า เขาจึงเอนกายนอนลงบนพื้น ใบหน้าหล่อเหลาพร้อมดวงตาจิ้งจอกเรียวยาวดูยั่วยวนยิ่งเมื่อเมาสุรา เขาเอื้อมมือออกไปสัมผัสเกล็ดหิมะที่โปรยปราย ใช้คาถาสร้างภาพลวงตา เกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นถูกบรรจงจัดเรียงทีละแผ่น ทีละแผ่น...
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาใช้เกล็ดน้ำแข็งก่อเป็นรูปหญิงสาวตัวน้อย มีชีวิตชีวาราวกับมีเลือดเนื้อ เขาวางไว้ข้างกาย หันไปมอง เอ่ย “โลกใบนี้ ไม่มีท่าน ช่างน่าเบื่อเสียจริง”
เขาค่อยๆหลับตาลง ปล่อยให้เกล็ดหิมะที่หนาขึ้นเรื่อยๆ คลุมร่างกายของเขาจนมิด
กลางหิมะหนา ปรากฏเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ร่างในอาภรณ์สีทองแดงย่างกรายมาถึงสุสาน นำสุรามาเซ่นอีกหนึ่งรอบ วางไหสุราไว้หน้าป้าย ก่อนขุดร่างจิ้งจอกที่ถูกหิมะกลบออกมาเหมือนเช่นปีก่อนๆ แล้วนำกลับไป
สิ่งที่ออกมาพร้อมกับจิ้งจอกตัวนั้นยังมีตุ๊กตาหิมะเล็กๆ ตกลงออกจากอ้อมอกของเขา ฟ่านคงชะงักไป หยิบตุ๊กตาหิมะขึ้นมาพร้อมถอนหายใจ
เสียงถอนหายใจนั้นถูกสายลมและเกล็ดหิมะพัดพาไปทั่วทุกมุมของทะเลทราย
หวังว่าจะกลับมา หวังว่าท่านจะกลับมา
ตอนที่ 1244: ก้าวสู่หนทางกลับ
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้น ดวงจันทร์ลาลับ กาลเวลาผ่านไปดุจสายน้ำ
รัชศกคังผิงปีที่ยี่สิบ ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้คังผิง ดินแดนต้าเฟิงที่เคยถูกสงครามทำลายล้างจนย่อยยับ บัดนี้กลับกลายเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ ราษฎรอยู่ดีกินดี
เมื่อเอ่ยถึงฮ่องเต้คังผิง ความคิดเห็นของผู้คนที่มีต่อพระองค์ล้วนซับซ้อน เหล่าตระกูลขุนนางเกรงกลัวพระองค์มากกว่านับถือ เพราะตลอดยี่สิบปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ทรงกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อชนชั้นกลางและผู้ยากไร้เป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ผลประโยชน์ของเหล่าตระกูลขุนนางถูกบั่นทอน แน่นอนว่าในใจพวกเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง แต่ฮ่องเต้คังผิงไม่ใช่ผู้ที่ใช้การประนีประนอม พระองค์ทรงกล้าลดอำนาจของตระกูลขุนนาง และกล้าต่อกรกับพวกเขาโดยตรง
ความมั่นคงของเขาเกิดจากกองทัพแกร่งกล้ากว่าล้านนายที่คอยสนับสนุน ฮ่องเต้คังผิงคือฮ่องเต้องค์แรกตั้งแต่ก่อตั้งต้าเฟิงที่แม้ไม่ได้ถือครองอำนาจทหารทั้งหมด แต่ก็สามารถบังคับบัญชากองทัพทั่วทั้งอาณาจักรได้ดั่งใจ เหล่าตระกูลขุนนางแม้ยิ่งใหญ่ แต่ผู้ใดเล่าจะกล้าต่อต้านกองกำลังนับล้าน
ด้วยเหตุนี้แม้เหล่าขุนนางจะไม่พอใจเพียงใด แต่ก็ไม่กล้าต่อกรกับอำนาจฮ่องเต้โดยตรง ฮ่องเต้คังผิงจึงสามารถใช้อำนาจบริหารประเทศให้เป็นระเบียบรุ่งเรือง กลายเป็นมหาอาณาจักรที่ต่างชาติต่างเมืองต้องยอมรับ
เขาบริหารอย่างเข้มแข็ง แน่นอนว่าได้รับความเคารพรักจากราษฎร ชาวเมืองต่างภาวนาให้ฮ่องเต้ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน
แต่ธรรมชาติของโลกย่อมมีสิ่งที่ไม่อาจสมหวัง
รัชศกคังผิงที่ยี่สิบ เดือนสิบ ฤดูใบไม้ร่วง ฮ่องเต้คังผิงประชวรหนัก ดินแดนต้าเฟิงต้องเผชิญการผลัดแผ่นดินอีกครั้ง
แท้จริงแล้ว เหล่าตระกูลขุนนางไม่น้อยต่างแอบคาดหวังให้ถึงวันนี้ เพราะหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ ฮ่องเต้คังผิงทรงอ้างการไว้ทุกข์ ไม่ทรงเลือกสนมสักราย ครั้นพ้นช่วงไว้ทุกข์ พระองค์ทรงให้เหตุผลว่าทรงงานหนัก สุขภาพไม่แข็งแรง จึงไม่อาจทรงเลือกสตรีใดเข้าวัง
จนเมื่อรัชทายาทมีอายุครบสิบห้าปี เขากลับทรงเลือกพระชายาและพระสนมอีกสองรายให้รัชทายาทในคราวเดียว ครั้นรัชทายาทอภิเษกสมรสเมื่ออายุสิบหก ฮ่องเต้คังผิงก็ประกาศว่าจะไม่เลือกสนมอีกต่อไป ดังนั้นวังหลังของพระองค์จึงมีเพียงจิ้งหมิ่น ฮองเฮาผู้ล่วงลับ และสนมอีกสองนางที่ไม่มีพระโอรสธิดาใดๆ
เหล่าขุนนางต่างคาดการณ์ได้ว่า ฮ่องเต้คังผิงทรงมุ่งมั่นแต่การปกครองบ้านเมือง ไม่เสียเวลากับเรื่องในกำแพงวัง จึงเร่งทำให้ครอบครัวตนมีบุตรีเพื่ออนาคต
ฮ่องเต้คังผิงไม่สร้างวังหลัง แต่รัชทายาทย่อมสร้างกระมัง เมื่อรัชทายาทอภิเษกสมรส พระชายาและพระสนมเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีหวงซุนกำเนิด มีคนใหม่เข้าวังตะวันออก พวกเขาจึงวางใจ
รัชทายาทไม่เลียนแบบบิดาของเขาก็พอแล้ว
บัดนี้ฮ่องเต้คังผิงใกล้เสด็จสวรรคต ผู้คนภายนอกล้วนแสดงความโศกเศร้า แต่ภายในใจกลับไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่แอบยินดี
เถิงเจาปรากฏตัวในวังหลวง เขามาเพื่อส่งฮ่องเต้คังผิงเป็นครั้งสุดท้าย และรับศิษย์ลิขิตสวรรค์ของเขากลับไปด้วย
แม้ฮ่องเต้คังผิงจะครองบัลลังก์มายี่สิบปี อายุยังไม่ถึงครึ่งร้อย แต่นับแต่ศึกอสูรครั้งนั้นก็ได้รับบาดเจ็บถึงพลังชีวิต แม้จะรักษาอย่างดีแต่ก็ทำงานหนักจนส่งผลต่ออายุขัย แน่นอนว่าไม่ยืนยาว
ในเรื่องนี้ฮ่องเต้คังผิงเองก็ตระหนักดีสำหรับอนาคต เขาแสดงออกอย่างสงบ มองเห็นเถิงเจา ยังยิ้มออกมาได้
“ท่านมาส่งข้าเป็นครั้งสุดท้ายได้ นับว่าเป็นวาสนาของข้าแล้ว” ฮ่องเต้คังผิงผู้ดูชรากว่าอายุจริงเอ่ยด้วยความอิ่มเอมใจ
เถิงเจายื่นขวดหยกหนึ่งขวดออกมา เอ่ย “ยาเม็ดนี้ ปรุงขึ้นมาจากโสมพันปี สามารถต่ออายุของท่านได้อีกหนึ่งปี”
ฮ่องเต้คังผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่จำเป็น ร่างกายของข้าข้ารู้ดี ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าครองบัลลังก์มาได้ยี่สิบปี บัดนี้ต้าเฟิงเจริญรุ่งเรือง สงบสุขทั่วแคว้น ถือว่าได้ตอบแทนสิ่งที่อาจารย์ของท่านเคยฝากฝังไว้ ไม่ให้เสียความตั้งใจของนางที่รวบรวมผู้คนมีความรู้ความสามารถมาร่วมสร้าง”
ในปีนั้นฉินหลิวซีเดินทางมาหาเขา มอบโชคอันยิ่งใหญ่ให้หนึ่งครา เขารับไว้โดยไร้ความลังเล เพียงไม่กี่ปีก็ก้าวขึ้นครองแผ่นดินกลายเป็นเจ้าผู้ครองแคว้น นับว่าเป็นโชคลาภอันยิ่งใหญ่ แต่เช่นเดียวกัน นางได้กล่าวไว้ ว่าโชคอันยิ่งใหญ่นี้แท้จริงมีรูรั่วใหญ่ เพราะมันเป็นมรดกตกทอดที่เต็มไปด้วยปัญหา
เป็นดังคำที่นางกล่าว โชคยิ่งใหญ่นี้มีรูรั่ว แรกเริ่มในปีนั้น เขาต้องดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง ทั้งต้องเรียนการปกครอง ทั้งยังต้องคิดว่าจะหาวิธีฟื้นฟูแผ่นดินที่ทรุดโทรมได้อย่างไร เรียกได้ว่าเหน็ดเหนื่อย หัวใจแทบแหลกสลาย
ไม่มีอื่นใด เพียงไม่ให้ทำลายความหวังของฉินหลิวซี
ใช่แล้ว ต่อมาเขาเข้าใจแล้ว โชคอันยิ่งใหญ่นั้นที่นางส่งมายังมือของเขา แท้จริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่การมอบอำนาจหรือบัลลังก์ให้เขา แต่คือการฝากฝังบ้านเมืองไว้กับเขา ไม่เช่นนั้นมีผู้คนมากมายให้นางเลือก ไยนางต้องเลือกเขาเล่า
สิ่งที่แน่นอนก็คือ เขาจะไม่ทำให้นางผิดหวัง
เขาจากไปอย่างสบายใจได้แล้ว
แม้เขาไม่รับ แต่เถิงเจายังคงวางเม็ดยาโสมนั้นไว้ข้างหมอนให้เขา เอ่ย “ได้ยินว่า ฮ่องเต้ทุกพระองค์ไม่ยอมตาย ท่านไม่กลัวตายหรือ อีกทั้งแผ่นดินนี้ ไม่กลัวว่าลูกหลานของท่านจะรักษาเอาไว้ไม่ได้หรือ”
“ข้าเหนื่อยแล้ว” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยับย่นของฉีเชียนส่งยิ้มจางๆ “ความจริงตั้งแต่แรกจนจบข้าไม่เคยคิดอยากเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน อาจารย์ของท่านมาหาข้า จึงต้องยอมรับ โชคดีไม่ตายไปก่อน ส่วนแผ่นดินนี้ ฮ่องเต้อายุยืนหมื่นปีหมื่นหมื่นปี จะอายุยืนหมื่นปีจริงหรือ เป็นไปไม่ได้ ดังเช่นฮ่องเต้ไม่มีทางมีอายุจนถึงหมื่นปีได้ แผ่นดินนี้จะมีผู้ปกครองแซ่ฉีตลอดไปได้อย่างไร”
ฉีเชียนมองไปยังแท่นบรรทมมังกรสลักลวดลายดอกไม้ เอ่ย “แผ่นดินนี้ เป็นตระกูลฉีได้ แน่นอนว่าเป็นแซ่อื่นได้เช่นกัน ข้ารักษาเอาไว้แล้ว ชีวิตของข้าสำเร็จแล้ว ลูกหลานของข้าจะรักษาเอาไว้ได้หรือไม่ ไหนจะเป็นสิ่งที่ข้าควบคุมได้กันเล่า นั่นเป็นโชคชะตา หากวาสนาตระกูลฉีต้องสิ้นสุด เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องให้เขามาตั้งกฎเกณฑ์ สิ่งที่ข้าควรสั่งสอนข้าก็สอนไปหมดแล้ว แผ่นดินในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ต้องอาศัยคนรุ่นหลังแล้ว”
“ท่านเข้าใจสิ่งต่างๆได้ลึกซึ้งนัก”
ฉีเชียนเอ่ย “หากบอกไม่มีความเสียดายก็เป็นเรื่องโกหก สิ่งเดียวที่ข้าเสียดาย ก็คือไม่อาจรอจนถึงวันที่อาจารย์ท่านกลับมาได้ หากนางมาส่งข้าได้ ชีวิตนี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องเสียดายอีกแล้ว”
เถิงเจานิ่งเงียบ ยี่สิบปีแล้ว เปลวไฟนรกจนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นแม้เพียงเงา
“ท่านทำเพื่อนางมาเพียงพอแล้ว วิญญาณอาจารย์บนสวรรค์คงปลื้มปิติ”
ฉีเชียนดำเนินชีวิตอย่างมัธยัสถ์ วังหลังของเขาเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายไม่มาก ไร้การสิ้นเปลืองใดๆ มีเพียงเรื่องเดียวที่ใช้จ่ายมาก ก็คือสร้างวิหารอันโอ่อ่าเพื่อฉินหลิวซี สร้างรูปหล่อทองคำ ขนานนามว่าเซียนจวิน เพื่อให้ผู้คนได้สักการะและระลึกถึง ควันธูปอบอวลไม่ขาด
“รอนางกลับมา ท่านอย่าลืมบอกแทนข้า ข้าไม่ทำให้นางผิดหวัง” เมื่อยาหมดฤทธิ์ ฉีเชียนค่อยๆ อ่อนแรงลง
เถิงเจาตอบรับ อดไม่ได้ที่จะส่งพลังวิญญาณบางส่วนเข้าไปช่วยอย่างลับๆ
ฉีเชียนสัมผัสได้แล้ว ส่ายศีรษะเบาๆ อยากบอกว่าไม่ต้องสิ้นเปลือง
“ฝ่าบาท องค์ชายสี่ถูกพามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้ามา”
เถิงเจานั่งตัวตรง จ้องเข้าไปในห้องนอน เด็กชายตัวอ้วนกลมหน้าตาท่าทางดูเซ่อซ่าผู้หนึ่งถูกขันทีน้อยพาเข้ามา
เด็กคนนั้นอายุราวห้าหรือหกขวบ แต่กลับอ้วนจนตาแทบปิด เสื้อผ้าที่สวมใกล้จะปริแตก ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยล้มลุกคลุกคลานจนดูน่าเวทนา
อ้วนเกินไป
เถิงเจาขมวดคิ้ว
ความอ้วนนั้นหาใช่อ้วนด้วยสุขภาพดี แต่เป็นอาการบวมเทียมจากการรับสารพัดยาบำรุงที่มากเกินควร
อีกทั้งดวงชะตาของเขายังอ่อนแอถึงที่สุด ทั้งเคราะห์ร้ายทั้งโชคร้ายดาหน้าเข้ามาไม่หยุดหย่อน ในวันที่เด็กชายลืมตาดูโลก เขาต้องเผชิญเคราะห์อันยิ่งใหญ่ มารดาต้องทุกข์ทรมานจากการคลอดยาก เด็กน้อยเกือบขาดอากาศหายใจเสียชีวิตในครรภ์ พอลืมตาดูโลกได้ก็แทบไร้ลมหายใจ ต้องใช้ทั้งคนและยาไม่น้อยเพื่อประคองชีวิตเอาไว้แม้จะรอดมาได้ แต่ร่างกายเขาก็เต็มไปด้วยโรคภัย ต้องอาศัยยาไม่เว้นแต่ละวัน
เด็กชายผ่านพ้นอุปสรรคด้วยความทุลักทุเลจนมีชีวิตรอดมาถึงวัยห้าขวบ ทั้งนี้ก็เพราะได้รับการคุ้มครองจากบารมีของฝ่าบาท แต่ทันทีที่ย่างเข้าสู่วัยห้าปี เคราะห์ร้ายสารพัดก็เริ่มรุมเร้า ไม่ว่าจะเดินก็ล้ม ตอนอาบน้ำทั้งที่มีคนดูแลอยู่ข้างๆ ก็เกือบจมน้ำเสียชีวิต หรือเมื่อพี่น้องทะเลาะกัน คนที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจนต้องบาดเจ็บก็คือเขา เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่โชคร้ายโดยแท้
ในวังหลวงสถานที่กินคนเช่นนี้ เด็กที่ไม่มีมารดาคอยปกป้องดูแลย่อมเสียเปรียบที่สุด เด็กที่มีร่างกายเช่นฉีหมิงอวิ่น หลังฉีเชียนรู้เรื่องจึงมีรับสั่งเป็นพิเศษ ทำให้มีชีวิตอยู่มาได้จนอายุป่านนี้ มิเช่นนั้นหากวันใดขาดยาบำรุง วันนั้นอาจเป็นจุดสิ้นสุดของชีวิตเขาก็เป็นได้ ไหนเลยจะกินจนอ้วนฉุได้เพียงนี้
เถิงเจารู้สึกปวดหัวและไม่ชอบใจอย่างยิ่ง เขาเปลี่ยนลูกศิษย์ได้หรือไม่ เจ้าเด็กนี่เป็นปัญหาใหญ่ และเขาเกลียดปัญหา
แต่ว่าอาจารย์เคยบอก ชีวิตของเขามีศิษย์เพียงคนเดียว ปีนี้ดูเหมือนจะมีสายสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์เกิดขึ้นจึงได้คำนวณดู พบว่าคนผู้นั้นอยู่ในวังหลวง เขาเลยถือโอกาสมาตรวจอาการและปรับยาให้ฉีเชียน พร้อมทั้งมาสำรวจเด็กคนนั้นไปด้วย
นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะอ้วนกว่าที่เจอครั้งก่อนอีก
ฉีหมิงอวิ่นคุกเข่าถวายพระพรแก่ฉีเชียน มองด้วยความหวาดกลัว เอ่ยถามอึกอัก “เสด็จปู่ ท่านดีขึ้นบ้างหรือไม่ ไม่รู้เรียกหลานมาด้วยเหตุใดพ่ะย่ะค่ะ”
เขาถวายพระพรพร้อมเอ่ยจบสองประโยค พลันหอบหายใจ ท่าทางเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก
เถิงเจาเห็นแล้วรู้สึกปวดขมับขึ้นมาทันใด ปวดหัวหนักกว่าเดิม
แต่ว่าที่บอกว่าชีวิตนี้มีศิษย์เพียงคนเดียว หลังจากเจอหน้าสายสัมพันธ์ของทั้งสองก็เชื่อมเข้าด้วยกัน เขาไม่เชื่อไม่ได้
ฉีเชียนชี้ไปยังเถิงเจา เอ่ย “หมิงอวิ่น เจ้าเข้าสู่เต๋าไปกับท่านเซียนผู้นี้เป็นอย่างไร”
เขาเองไม่คาดคิดว่าเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาจะเข้าสู่เต๋า อีกทั้งยังเป็นศิษย์ของเถิงเจา ในตอนที่เขาเอ่ยว่าจะรับศิษย์เป็นเด็กที่ดูเลี้ยงไม่โตผู้นี้ เขาคิดว่าตนเองฟังผิดไปหรือไม่
เด็กคนนี้มีสิ่งใดเหนือผู้อื่นหรือ
ฉีหมิงอวิ่นกะพริบตา เอ่ยถาม “เข้าสู่เต๋าคือสิ่งใดกัน”
“คือการไปยังอารามเต๋าเพื่อศึกษาวิชาเกี่ยวกับเต๋า ใช่ เป็นนักบวช”
ฉีหมิงอวิ่นนิ่งงัน ออกบวช กินเนื้อไม่ได้เช่นนั้นน่ะหรือ
เขาก้มหน้า ดังนั้นหมายความว่าเขาเกิดมาเป็นเด็กที่ไม่มีผู้ใดต้องการอย่างนั้นหรือ
เถิงเจามองเสื้อผ้าบนตัวเด็กที่ดูไม่พอดีตัวและดูเก่า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เด็กน้อย เจ้าจะยินยอมรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่”
ฉีหมิงอวิ่นจับชายเสื้อแน่น ไม่กล่าวสิ่งใด เงยหน้าขึ้นลอบมองเถิงเจา
บุรุษตรงหน้าผู้นี้เป็นนักพรตจริงหรือ แต่เขาไม่ได้ศีรษะโล้น เสื้อคลุมที่สวมอยู่แม้เรียบง่าย แต่ก็ปักลวดลายแปลกประหลาด เส้นผมมัดไว้ด้วยปิ่นไม้
เขามีใบหน้าที่อ่อนเยาว์ ดูสง่างาม ทว่าท่าทางกลับเยือกเย็น เคร่งขรึม เขาดูไม่เหมือนนักบวช ให้ความรู้สึกมีอำนาจ เขาดูยิ่งใหญ่กว่าท่านปู่เสียอีก
เขาดูดุมากด้วย
เถิงเจามองดูเขาแต่ไม่ปริปากพูดอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ย “เจ้าต้องเข้าสู่หนทางแห่งเต๋าเท่านั้นจึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ มิเช่นนั้นด้วยดวงชะตาของเจ้า เจ้าจะอยู่ไม่ถึงสิบปี”
ฉีเชียนยังมีชีวิตอยู่ ผู้ใต้บังคับบัญชาต่างเกรงว่าเขาอาจนึกถึงหลานชายคนนี้เมื่อใดก็ได้ จึงยังไม่กล้าลงมือทำอะไรต่อเด็กผู้นี้ แต่หากฉีเชียนสิ้นลม เด็กน้อยผู้น่าสงสารนี้ ด้วยดวงชะตาที่อาภัพของเขา ย่อมไม่อาจมีชีวิตยืนยาวได้
ฉีหมิงอวิ่นหน้าซีดเผือด แม้เขาจะอายุน้อย แต่ก็เข้าใจความหมายของคำว่าความเป็นความตาย
เขาหันไปมองฉีเชียน หวังจะขอคำปลอบโยน
ฉีเชียนจ้องมองเขาด้วยสายตาเมตตา เอ่ย “ปรมาจารย์เสวียนอีเป็นผู้มีความสามารถยิ่งใหญ่ อาจารย์ของเขาคือ ปู้ฉิวเซียนจวินแห่งวิหารบงกชแดง เจ้าเป็นคนมีวาสนา ถึงมีโอกาสเช่นนี้ มีวาสนาเป็นศิษย์ของเขา ไปกราบอาจารย์เถิด เข้าสู่เต๋า จากนี้ต่อไปเจ้าจะไม่ใช่คนในราชวงศ์ จงติดตามอาจารย์ตั้งใจฝึกฝนและแสวงหาหนทางแห่งเต๋าให้ดี อย่าได้ข้องแวะในทางโลก โดยเฉพาะเรื่องราชวงศ์ อย่ายุ่ง อย่าฟัง อย่าสนใจ นั่นไม่เป็นประโยชน์ต่อเจ้า เมื่อเจ้าบรรลุทางเต๋าแล้ว นับแต่นั้นไป หนทางของเจ้า เจ้าจะเป็นผู้กำหนดเอง”
ฉีหมิงอวิ่นฟังจบ เม้มริมฝีปากซีดเล็กน้อย ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าเขา โขกศีรษะสามครั้ง “เช่นนั้นหลานหมิงอวิ่นขอลาเสด็จปู่ ขอให้เสด็จปู่มีพระพลานามัยแข็งแรง อายุยืนหมื่นปีหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
การโขกศีรษะทั้งสามครั้ง ทำให้หน้าผากของเขาแดงไปหมด หลังจากลุกขึ้น เขาก็ทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเถิงเจาทันที “ศิษย์ขอคารวะท่านอาจารย์”
“ดี ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะมีนามในทางแห่งเต๋าว่าฉังตู้ ช่วยเหลือผู้อื่น ตนเอง และสรรพชีวิตทั้งปวง” เถิงเจาลูบศีรษะเขา เอ่ย “เจ้าคือศิษย์สายตรงรุ่นที่หกของอารามชิงผิง ศิษย์ใหญ่แห่งสำนักของข้า กฎของสำนักมีว่า ผู้ใดคิดทรยศต่อสำนัก จักต้องถูกกำจัด เจ้าจงจำไว้ให้ดี”
ฉีหมิงอวิ่น ไม่สิ ตั้งแต่นี้ไปต้องเรียกว่าฉังตู้ รู้สึกถึงความอบอุ่นตรงหน้าผาก ราวกับบางสิ่งเข้าสู่ร่างผ่านศีรษะ แผ่ซ่านไปทั่วกาย สบายยิ่งนัก
นี่หรือคือการลูบศีรษะอวยพรหรือ หากเป็นเช่นนี้การเข้าสู่หนทางแห่งเต๋าก็คงไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก ไม่กินเนื้อก็ไม่กินเนื้อสิ
ต่อมาเขาจึงได้รู้ว่าสิ่ นั่นเรียกว่าพลังวิญญาณ และยังเรียกได้อีกว่าบุญกุศล
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่อาจารย์ของอาจารย์เขารับศิษย์ เมื่อครั้งตั้งชื่อให้ศิษย์ยังส่งพลังวิญญาณให้ด้วย นี่คือคำอวยพร และเป็นเครื่องป้องกันภัย และต่อไปเขาก็จะทำเช่นนี้ นี่เป็นการสืบทอด
เถิงเจาทอดสายตามองใบหน้ากลมป้อมอ่อนนุ่มของศิษย์ น้ำตาคลอเบ้า ราวกับเห็นตัวเขาในอดีตผ่านใบหน้าของศิษย์ผู้นี้
อาจารย์ ยี่สิบปีแล้ว ศิษย์เองก็มีผู้สืบทอดสายแล้ว การกลับมาของท่าน เกิดขึ้นได้แล้วหรือไม่
รัชศกคังผิงปีที่ยี่สิบ เดือนสิบเอ็ด ฮ่องเต้คังผิงเสด็จสวรรคต ฤดูหนาวปีเดียวกัน องค์ชายสี่ในองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ด้วยโรคร้ายปีถัดมา รัชทายาทขึ้นครองราชย์ เปลี่ยนเป็นรัชศกหย่งเหยียน
วันที่หนึ่งเดือนสิบสอง เถิงเจากลับขึ้นจากปรโลกด้วยความผิดหวังอีกครั้ง พาศิษย์ที่รับมาใหม่ไปยังสุสานของฉินหลิวซี
เฟิงซิวยังคงเอนตัวพิงอยู่หน้าป้ายซึ่งผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ได้ยินเสียงฝีเท้า เปิดเปลือกตาขึ้นมองแวบหนึ่ง สายตามองไล่ผ่านเด็กน้อยข้างเถิงเจาด้วยสายตาดูแคลน
เถิงเจาก้าวขึ้นมา ถวายสุราแก่อาจารย์ จากนั้นให้ฉังตู้คุกเข่าโขกศีรษะ บอกเด็กน้อยว่าป้ายนี้ตั้งขึ้นเพื่อผู้ใด
ฉังตู้หน้าซีดเผือด เขาไม่เข้าใจ ไยเพียงชั่วพริบตาก็จากอารามชิงผิงมายังสถานที่ประหลาดเช่นนี้ได้ ตอนอาจารย์ให้เขาหลับตา เขาก็หลับตาอย่างเชื่อฟัง รู้สึกถึงความเย็นยะเยือก เหมือนมีผีมาสัมผัสเขา
แต่เดิมเขาก็เป็นเด็กเชื่อฟัง เถิงเจาให้เขาคุกเข่า เขาก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างว่าง่าย ไหว้บรรพบุรุษเลียนแบบท่าทางของเถิงเจา ถวายเหล้า เมื่อถวายเหล้าเสร็จหนึ่งรอบ เขาก็ ปัง ล้มลงกับพื้นสลบไป
เฟิงซิวมุมปากกระตุก “ศิษย์หรือ อ่อนแอยิ่งนัก”
เถิงเจาเอ่ยอย่างจนหนทาง “ท่านอาจารย์บอกเอาไว้ ในชีวิตมีศิษย์เพียงคนเดียว ก็คือเขาแล้ว”
เฟิงซิวหัวเราะเยาะ “กลัวแต่ว่าจะรอไม่ถึงวันที่อาจารย์เจ้ากลับมา เขาคงไปหายมบาลเสียก่อน จะได้พบหน้าหรือไม่ยังยากที่จะเอ่ย”
เถิงเจาชินกับคำเหน็บแนมของเขาแล้ว จึงไม่ได้โต้เถียง เพียงหมุนกายไปพยุงศิษย์
ทว่าฉังตู้กลับฟื้นขึ้นมาเอง พลางจ้องเฟิงซิวด้วยความไม่พอใจ เอ่ย “ข้าได้เห็น”
“อะไรนะ”
ฉังตู้กำหมัดแน่น เอ่ย “ข้าบอกว่า ข้าเห็นบรรพบุรุษ”
นางยังบอกอีกว่าตนอายุยืนยาว
เฟิงซิวชะงัก สบตากับเถิงเจา ทั้งสองหันไปมองแผ่นป้ายจารึกพร้อมกัน
“นี่ ตัวอักษรนี้หายไปหนึ่งขีดใช่หรือไม่”
เฟิงซิวชี้ไปยังตัวอักษรบนป้าย ตัวอักษรฉิน หายไปหนึ่งขีด
หากไม่ใช่ผี เช่นนั้นก็คือ นาง ก้าวสู่หนทางหวนกลับแล้วอย่างนั้นหรือ
[1] ตู้ (渡) การช่วยให้หลุดพ้น การช่วยเหลือ
[2] นวคิดในลัทธิเต๋า ช่วยเหลือผู้อื่น คือการช่วยเหลือผู้อื่นให้ข้ามผ่านความทุกข์ ความลำบาก หรืออุปสรรคในชีวิต ช่วยเหลือตนเอง คือ การช่วยเหลือตนเองให้พ้นจากความทุกข์ การพัฒนาตนเอง และการบรรลุความสงบทางจิตใจ ช่วยเหลือสรรพชีวิตทั้งปวง คือการช่วยเหลือสรรพชีวิตทั้งปวงให้หลุดพ้นจากความทุกข์ โดยมุ่งเน้นความเมตตาและปณิธานที่กว้างไกล
[3] ไหว้อาจารย์ของเถิงเจา คือ ฉินหลิวซี
ตอนที่ 1245: โลกมนุษย์นั้นคู่ควร
วันที่หนึ่งเดือนสิบสองในปีแรกของรัชศกคังผิง เพราะอสูรร้ายซื่อหลัวใช้ตนเซ่นบูชา ทำให้เกิดหายนะแก่ปวงชน ใต้หล้าเกิดการสูญเสีย และในตอนที่ฉินหลิวซีลากซื่อหลัวตกลงสู่ความว่างเปล่าไปชั่วนิรันดร์ด้วยกัน ค่ายอาคมแห่งชีวิตที่นางซ่อนเอาไว้ในค่ายอาคมกักเทพเมื่อครั้งที่หลอมค่ายมีความเคลื่อนไหว อีกทั้งมีดวงวิญญาณภูเขาหนึ่งดวงเข้ามาเป็นจิตวิญญาณค่าย ฟื้นฟูความมีชีวิตชีวา ฟ้าพลันโปรยสายฝนแห่งพลัง คืนชีวิตให้แก่สรรพชีวิต
ด้วยเหตุนี้หลังจากศึกครั้งนั้น พลังวิญญาณกลับคืนสู่โลก มีมากกว่าเมื่อครั้งก่อนศึกครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น นับเป็นโชคท่ามกลางเคราะห์
เพียงแต่โชคนี้จะต้องแลกมาด้วยการสังเวยทุกสิ่งของฉินหลิวซี
พลังวิญญาณที่ฟื้นฟูไม่ได้เพียงทำให้ปวงชนกลับมามีชีวิตชีวาอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้บำเพ็ญทุกคนสัมผัสได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของพลังวิญญาณ ตั้งแต่ฟื้นฟูพลังที่เสียไปในศึกใหญ่ จนกระทั่งการบำเพ็ญที่ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ทุกคนต่างสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณแห่งโลกได้ฟื้นคืนแล้วจริงๆ
และสถานที่ซึ่งพลังวิญญาณมากที่สุด ยังคงเป็นทะเลทรายดำ นั่นก็คือดินแดนแห่งความว่างเปล่า ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายหลั่งไหลมาเพื่อซ่อนตัวจากทางโลก
กี่สิบปีผ่านไป ดินแดนแห่งความว่างเปล่ากลายเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกบำเพ็ญตบะ สำนักน้อยใหญ่ต่างมุ่งหน้ามาตั้งถิ่นฐาน แบ่งปันขุนเขา ก่อเกิดการช่วงชิงแข่งขัน ทว่าแต่ละที่ยังคงอยู่ร่วมกันได้โดยไม่รบกวนกัน
และมีเพียงสถานที่เดียวที่ไม่มีผู้ใดกล้าตั้งสำนัก นั่นคือส่วนที่ลึกที่สุดของดินแดนแห่งความว่างเปล่า หรือที่เรียกว่าดินแดนเทพตกสวรรค์
ใช่แล้ว เมื่อครั้งมารเอ้อฝูสำเร็จกลายเป็นเทพ เขาถูกฉินหลิวซีทำลายจนตกลงสู่ความว่างเปล่าไปด้วยกัน ผู้คนจึงเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าดินแดนเทพตกสวรรค์ แต่ผู้ใดเป็นเทพจริงๆ ล้วนมีนิยามอยู่ในใจ
ไม่ว่าเป็นเพราะไม่กล้ารบกวนเซียนจวินผู้เสียสละตนเองบูชาเพื่อช่วยเหลือทุกชีวิตบนโลก หรือเกรงกลัวว่าดินแดนเทพตกสวรรค์จะกลืนกินพลังวิญญาณ นอกจากจะตั้งใจมาฝึกฝนและเรียนรู้เส้นทางแห่งเต๋า หากคิดปักหลักบำเพ็ญตนอยู่ที่นี่ เช่นนั้นต้องเตรียมตัวที่พลังวิญญาณจะถูกกลืนกิน
ใช่แล้ว หลังจากค้นพบว่าดินแดนเทพตกสวรรค์เป็นแหล่งกำเนิดพลังวิญญาณ ผู้คนจำนวนหนึ่งลองบำเพ็ญที่นี่ แต่เมื่อเกินสิบวันก็ไม่สามารถดูดซับพลังวิญญาณได้อีก ซ้ำพลังวิญญาณในตัวยังถูกกลืนกิน
มีผู้คนคิดว่า หากผ่านไปสิบวันแล้วกลับมาใหม่ คงสามารถดูดซับพลังวิญญาณและเข้าถึงวิถีแห่งเต๋าได้อีก ทว่าหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ดินแดนเทพตกสวรรค์ประหนึ่งมีความจำ ไม่อนุญาตก็คือไม่อนุญาต จวบจนมีผู้ลองครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายสามปีให้หลังจึงสามารถกลับมาดูดซับพลังวิญญาณฝึกฝนในเส้นทางเต๋าได้
กฎเกณฑ์นี้ ถูกจดบันทึกไว้เช่นกัน ผู้มาบำเพ็ญเพียรที่ดินแดนเทพตกสวรรค์ สามปีมีโอกาสหนึ่งครั้ง ครั้งหนึ่งได้ไม่เกินสิบวัน หากเกินกว่านั้น ตบะยิ่งสูง การถูกดูดกลืนพลังวิญญาณก็ยิ่งสูง
มีผู้กล่าวว่า นั่นเพราะเซียนจวินยังคงปกป้องสรรพชีวิต มิเช่นนั้นใครๆก็จะมายังจุดกำเนิดเพื่อดูดซับพลังวิญญาณ พลังวิญญาณคงถูกพวกเจ้าเอาไปจนหมด ที่อื่นยังจะมีพลังวิญญาณใดอีกเล่า ผู้บำเพ็ญอื่นจะได้ดูดซับสิ่งใด
ผู้บำเพ็ญเพียร ไม่เพียงมนุษย์เท่านั้น ยังมีสรรพชีวิตอีกมากมาย บ้างเป็นปีศาจ บ้างเป็นวิญญาณ บ้างเป็นภูติ ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกฝนบำเพ็ญ
เพียงแต่จะสามารถเข้าถึงวิถีของตนเองได้หรือไม่นั้น ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับปัญญาและความสามารถของแต่ละคน
นานวันเข้าดินแดนเทพตกสวรรค์กลายเป็นสถานที่ฝังร่างและดวงวิญญาณของฉินหลิวซี อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่เหล่าผู้บำเพ็ญจำนวนมากนับถือเป็นดั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้ได้โอกาสอยู่เพียงสิบวัน พวกเขาก็ยินดีเฝ้ารอคอยถึงสามปีเพื่อมาเยือนสักครั้ง
เพราะการเข้าถึงวิถีแห่งเต๋าในสถานที่นี้ ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย
ชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไปห้าสิบปี ดินแดนเทพตกสวรรค์ถูกผู้บำเพ็ญเพียรขนานนามว่าเป็นดินแดนลี้ลับศักดิ์สิทธิ์ จากที่เคยเข้าได้เพียงสามปีครั้ง กลับกลายเป็นต้องอาศัยวาสนา มีคนไม่น้อยเรียกว่าปาฏิหาริย์
แม้ไม่มีผู้บำเพ็ญขั้นสูงใดเข้ามาแบ่งแยกครอบครอง แต่ดินแดนลี้ลับแห่งนี้ราวกับมีจิตวิญญาณของตัวเอง คล้ายมีม่านพลังไร้รูปร่างขวางกั้นไว้ ผู้ที่เป็นผู้มีวาสนาต่อเต๋าอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าสู่ดินแดนนี้เพื่อแสวงธรรมได้ และเมื่อครบสิบวัน จะถูกส่งออกไปราวกับเป็นกลไกที่ตั้งไว้
หลังจากดินแดนลี้ลับนี้ถือกำเนิดขึ้น เพราะมีผู้เข้าถึงน้อยครั้ง ส่งผลให้พืชพันธุ์วิญญาณอันล้ำค่าภายในเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากพืชวิญญาณแล้ว ยังสามารถพบวัสดุหายากสำหรับการสร้างค่ายอาคม เช่น ทองคำดำ หินสีน้ำเงิน และไม้เหลยจีที่เป็นของวิเศษ
เมื่อข่าวลือนี้แพร่สะพัด ผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายต่างหลั่งไหลเข้ามา แต่ดินแดนลี้ลับไม่ใช่ที่ที่ใครก็เข้าได้ ต้องอาศัยวาสนาเท่านั้น ผู้ที่สามารถเข้าไปได้ หากพบสมบัติล้ำค่า เมื่อออกมาภายนอก ย่อมถูกผู้คนประมูลแข่งขันอย่างบ้าคลั่ง
ในที่ที่มีผู้คน ย่อมมีความวุ่นวาย การซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยทั่วไปนั้นไม่เป็นปัญหา แต่ก็มีผู้กล้าฆ่าชิงสมบัติ ด้วยเหตุนี้โรงประมูลจิ่วเสียนที่ปิดตัวไปเนิ่นนานจึงกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อเป็นสถานที่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรและให้ชาวเมืองใช้แลกเปลี่ยนซื้อขาย
หากต้องการสิ่งของใด สามารถตั้งรางวัลในจิ่วเสียน หรือหากต้องการขายสมบัติ ก็สามารถนำมาประมูลได้ แม้ค่าธรรมเนียมจะสูงลิบ แต่จิ่วเสียนรับประกันความลับของผู้ซื้อและผู้ขายอย่างเคร่งครัด
ด้วยเหตุนี้ จิ่วเสียนจึงกลายเป็นโรงประมูลอันดับหนึ่งของใต้หล้า ขอเพียงจ่ายได้ตามราคา หรือแลกเปลี่ยนด้วยสมบัติล้ำค่า ก็สามารถแลกสิ่งที่ต้องการได้
การมีอยู่ของจิ่วเสียนย่อมสร้างความหวาดระแวงและความโลภในหมู่ราชวงศ์ ทว่าจิ่วเสียนกลับคล้ายกับร้านยาตำหนักอายุวัฒนะแห่งยุคสมัยราชวงศ์คังอู่ ลึกลับและทรงพลัง เบื้องหลังของมันมีผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยเข้าร่วมสงครามสังหารเทพคอยสนับสนุน ผู้ใดจะกล้าหาเรื่อง
ราชวงศ์เองก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของดินแดนลี้ลับเทพตกสวรรค์นี้ ทว่าอย่าว่าแต่จะหาทางเข้าเจอเลย แม้แต่จะย่างกรายเข้าไปในดินแดนแห่งความว่างเปล่า คนทั่วไปเข้าไปใกล้ยังถูกแรงกดดันจนแทบหายใจไม่ได้ ไม่ต้องเอ่ยถึงการบุกรุกแล้ว
เพราะเหตุนี้ สถานที่แห่งนี้แม้ตั้งอยู่บนโลกมนุษย์ แต่สำหรับประชาชนผู้ไร้พลังบำเพ็ญธรรมแล้ว กลับเป็นดินแดนที่ตัดขาดจากโลกภายนอก ราวกับสรวงสวรรค์ จนผู้คนรู้สึกว่าเป็นเหมือนโลกสองใบที่ไม่อาจบรรจบกัน
แม้แต่ราชวงศ์เองก็รู้สึกเช่นนี้ ยิ่งเมื่อจำนวนผู้ฝึกบำเพ็ญเพิ่มมากขึ้น นับวันพลังก็ยิ่งแข็งแกร่ง พวกเราเริ่มรู้สึกว่าพลังอำนาจของตนกำลังสั่นคลอนแล้ว
ยิ่งผู้คนหวาดกลัวการสูญเสีย ยิ่งต้องการไขว่คว้าอำนาจในมือไว้แน่น เผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่ง ฮ่องเต้จึงมีประสงค์จะดึงอำนาจการควบคุมกองทัพกลับคืนมา
ต่างจากฮ่องเต้คังผิงผู้เป็นพระบิดา ฮ่องเต้หย่งเหยียนทรงได้รับการสั่งสอนจากท่านอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นผู้มีจิตใจดีงาม ทว่าโลกนี้กลับแปรเปลี่ยนไปได้เสมอ เมื่อขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ จิตใจที่เคยบริสุทธิ์ก็เปลี่ยนเป็นแบบฮ่องเต้ทั่วไป มีความหวาดระแวงและระมัดระวังรุนแรง
เขากลับชื่นชอบในสตรี ไม่เหมือนฮ่องเต้คังผิงผู้โดดเดี่ยวและเปล่าเปลี่ยว สนมในวังได้รับการคัดเลือกครั้งแล้วครั้งเล่า โอรสธิดากำเนิดมาราวกับสายน้ำ หากไม่รวมผู้ที่จากไปแล้ว โอรสธิดาที่เหลืออยู่มีกว่ายี่สิบพระองค์ เมื่อมีลูกมาก แน่นอนว่าการแย่งชิงยิ่งมากขึ้น ฮ่องเต้หย่งเหยียนครองบัลลังก์ได้เพียงสิบแปดปี เพราะพระวรกายทรุดโทรมจึงสิ้นพระชนม์ในที่สุด และผู้สืบทอดราชบัลลังก์กลับไม่ใช่องค์ชายเชื้อสายหลัก แต่เป็นโอรสองค์ที่สาม เปลี่ยนรัชศกเป็นเฉียนหนิง
ดั่งคำกล่าวของฮ่องเต้คังผิงฉีเชียนในอดีต ราชวงศ์ใดๆ ล้วนไม่อาจยืนยาวพันปี จะรักษาไว้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับบุญวาสนา ราชวงศ์ฉีนี้ นับตั้งแต่ยุคสมัยหย่งเหยียนก็เริ่มเสื่อมถอยลงแล้ว
ฮ่องเต้คังผิงทรงบากบั่นนำพาแผ่นดินต้าเฟิงสู่ความรุ่งเรือง มาถึงยุคฮ่องเต้หย่งเหยียน วังหลังโอ่อ่า สิ้นเปลืองทรัพยากรมหาศาล ต่อมาถึงเวลาการแย่งชิงอำนาจของทายาท เพื่อรวบรวมอำนาจทางการทหารกลับคืนจึงมีความหมาดหมางกับตระกูลเฉวียนและตระกูลเย่ว์ที่ถือครองกำลังทหารกองทัพใหญ่ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าฮ่องเต้หย่งเหยียนไม่มัธยัสถ์เหมือนบิดา ทว่าหรูหราฟุ่มเฟือย โชคดีที่พลังวิญญาณกลับมาเฟื่องฟู ภัยพิบัติมีน้อย การเก็บเกี่ยวยังคงอยู่ดี ไม่เช่นนั้นแผ่นดินคงล่มสลายไปนานแล้ว
แต่แม้จะมีภูเขาเงินภูเขาทอง หากไร้การผลิตในระยะยาว ทรัพย์สมบัติย่อมไม่เพียงพอ และเมื่อถึงยุคฮ่องเต้เฉียนหนิง ที่ทรงสิ้นเปลืองยิ่งกว่าบิดา อีกทั้งยังดื้อรั้นและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ใช้กำลังรวบรวมอำนาจการทหารและมองตระกูลขุนนางที่ครองอำนาจกองทัพเสมือนหนามยอกอก จึงเกิดความบาดหมางรุนแรงไม่อาจประสานได้
“...เจ้าแซ่ฉีนี่นะ ชะตากำลังจะสิ้นสุดแล้ว มั่งคั่งมาห้าสิบปีก็นับว่าเป็นผลแห่งบุญเก่าที่พวกเขาได้รับมามากพอแล้ว” เฟิงซิวเอนกายอยู่หน้าป้ายหิน เอ่ยรำพึงรำพันถึงเรื่องราวในโลกภายนอก มือหนึ่งลูบร่องรอยอันว่างเปล่าของอักษร ฉินหลิวซี ที่เคยสลักอยู่ เอ่ย “ต่อให้หนึ่งปีหายไปหนึ่งขีด ก็ยังมีเวลาอีกยี่สิบหกปี ยังมากไปหลายปี ท่านยังไม่กลับมาอีก คงไม่ใช่ว่าปีนขึ้นมาไม่ได้กระมัง หรือว่าหลงทาง ต้องให้ข้าไปรับหรือไม่ หรืออย่างน้อยให้ชี้ทางสักหน่อย”
นับตั้งแต่เถิงเจาพาฉังตู้ ศิษย์เพียงคนเดียวของเขามากราบอาจารย์ แล้วเจ้าเด็กนั่นบอกว่าเห็นนาง ชื่อบนป้ายนี้ก็ลดลงไปปีละขีด พวกเขาจึงคาดเดาว่าเมื่อตัวอักษรทั้งหมดนี้ลบไปแล้ว นางจะปรากฏตัวขึ้น
แต่ชื่อของฉินหลิวซีบนป้ายนี้หายไปแล้วหลายปี นางก็ยังไม่ปรากฏตัว ไฟนรกในนรกโลกันต์ก็ยังไม่ลุกโชนกลับมา
ยุคสมัยผันเปลี่ยน จากวันที่นางลาจากไปจนถึงบัดนี้ เวลาก็ล่วงเลยมาห้าสิบปีแล้ว
เฟิงซิวไม่ได้รับคำตอบ เขาถอนหายใจหนึ่งครั้ง จิบสุราก่อนเปลี่ยนร่างเป็นสภาพเดิมของเขาแล้วขดตัวอยู่หน้าป้ายศิลา
การปรากฏของดินแดนลับหาใช่เรื่องบังเอิญ
แม้นักบำเพ็ญคนอื่นไม่อาจอยู่ในสถานที่นั้นได้นาน แต่เขากลับสามารถอยู่ได้โดยปราศจากอุปสรรค นั่นย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ ต้องเป็นความลำเอียงที่มาจากใจลึกๆเป็นแน่
นางย่อมต้องหาหนทางกลับมาได้ เพียงแต่เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นเอง
.....
รัชศกเฉียนหนิงปีที่สิบสอง เดือนสิบสอง ศาลเทพเจ้าประจำเมืองในอำเภอหนานได้จัดงานเทศกาลยิ่งใหญ่ เพราะในปีนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านเทพเจ้าประจำเมือง เหล่าชนชั้นสูงในท้องถิ่นจึงร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่
ความจริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีท่านเทพประจำเมืองคอยปกปักรักษา อำเภอหนานจึงร่มเย็นเป็นสุข ฟ้าฝนสมบูรณ์พูนสุข ยังมีผู้คนมีสติปัญญาเฉียบแหลม นักปราชญ์บัณฑิตสอบผ่านเป็นขุนนางมากมายนับไม่ถ้วน ชาวเมืองต่างเชื่อว่าเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าประจำเมือง จึงแสดงความศรัทธาเลื่อมใสต่อเทพเจ้าประจำเมืองอย่างสูง
แต่มีคนต่างถิ่นเข้ามาร่วมงานเทศกาล กลับเห็นว่าศาลเจ้าแห่งนี้เรียบง่ายเก่าแก่ไม่พอ รูปเคารพของเทพเจ้ายังเป็นเพียงรูปหล่อสำริดธรรมดา ยังมีผ้าคลุมลวดลายยันต์ที่ดูเก่าแก่จนเหมือนของโบราณไร้ค่า
จึงรู้สึกไม่เข้าใจ
ทั้งๆที่มีผู้ศรัทธาล้วนมีใจเลื่อมใสที่แท้จริง เครื่องสักการะและควันธูปก็รุ่งเรือง ในอำเภอหนานนี้ยังมีบุคคลสำคัญมากมาย ย่อมต้องมีผู้ที่ต้องการตอบแทนพระคุณเทพเจ้าด้วยการสร้างรูปหล่อทองคำบูชามิใช่หรือ
ไยจึงยังเป็นสำริดเก่าๆ แม้แต่ผ้าคลุมยังเป็นผืนเก่าแก่ดูทรุดโทรม
มองดูฐานรูปเคารพ ก็มีผ้าคลุมใหม่ผูกไว้ไม่น้อย แต่ผืนที่อยู่บนตัวกลับเป็นผ้าผืนเก่าๆ
เมื่อไม่เข้าใจก็เอ่ยปากถาม บางทีผู้ศรัทธาเหล่านี้อาจเพียงเสแสร้งหรือไม่
“เจ้าจะรู้อะไร นี่เป็นเพราะตัวเทพเจ้าประจำเมืองเองไม่เอารูปหล่อทองคำ และไม่เอาผ้าคลุมผืนใหม่ด้วย ท่านบอกเอาไว้แล้ว ผ้าคลุมผืนนั้น เป็นสิ่งที่ศิษย์ของท่านถวายให้ก่อนจากไป การคงรูปเคารพเดิมไว้ ก็เพื่อไม่ให้ศิษย์ผู้จากไปจำท่านไม่ได้เมื่อกลับมา นี่คือเหตุผลที่ไม่ต้องการเปลี่ยนเป็นรูปทองคำ” มีชาวเมืองเอ่ยขึ้นเสียงหนัก “เทพเจ้าประจำเมืองของเรา เจ้าถวายสุราดีกับไก่ย่าง ท่านก็ดีใจมากแล้ว เรื่องเปลี่ยนรูปเคารพไม่จำเป็นหรอก”
“นี่ ชาวเมืองอย่างพวกเจ้าแต่งเรื่องเองกระมัง เทพประจำเมืองพูดได้ด้วยหรือ”
“ไยจะไม่ได้เล่า ดูแล้วเจ้าคงไม่ได้ศรัทธาอย่างแท้จริง เทพเจ้าเข้าฝันได้ หากเป็นเพียงคนเดียวที่เล่าว่าได้ยิน อาจจะเป็นเรื่องที่ข้าแต่งขึ้น แต่หลายคนที่คิดจะถวายรูปทองคำ ต่างก็ฝันถึงเรื่องเดียวกัน ยังจะเป็นเรื่องโกหกได้อีกหรือ เห็นผู้ดูแลศาลชรานั่นหรือไม่ อย่ามองว่าเขาแก่ ดวงตายังพร่ามัว แต่การทำนายของเขาแม่นยำนัก ได้ยินว่าอายุเกินแปดสิบแล้ว หลายสิบปีมานี้เป็นเขาที่คอยเฝ้าดูแลศาสเทพเจ้านี้อยู่ตลอด ยังไม่ยอมให้ผู้ใดเปลี่ยนเป็นรูปหล่อทองคำด้วย”
“จริงหรือ เช่นนั้นข้าเองก็จะขอคำทำนายด้วย”
“ไปเถิด ไปเถิด ต้องถวายเงินบริจาคเล็กๆน้อยๆด้วย ได้ยินว่าปีนี้เทพเจ้าประจำเมืองจะออกตรวจตราและประทานพรให้ เจ้าเห็นนักพรตเหล่านั้นหรือไม่ พวกเขามาเพราะท่านเทพเจ้าจะออกตรวจตรา”
บุรุษต่างถิ่นผู้สวมชุดบัณฑิต ดูท่าทางจะเป็นนักศึกษาที่ออกเดินทางแสวงหาประสบการณ์ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ถามด้วยความสนใจใคร่รู้ “เทพเจ้าประจำเมืองอออกตรวจตราหมายความว่าอย่างไรหรือ”
ชาวเมืองมองพิจารณาเขาอยู่ชั่วครู่ เอ่ย “เจ้าเป็นบัณฑิตสินะ ได้ยินมาว่าบัณฑิตอย่างพวกเจ้าไม่กล่าวถึงเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ สิ่งที่ข้าบอกไป เจ้าอาจจะไม่เชื่อ”
บัณฑิตจันเมิงรีบเอ่ยทันใด “ข้าไม่ใช่พวกบัณฑิตโง่เขลาที่เอาแต่นั่งอ่านตำราโดยไม่ออกไปดูโลกกว้าง ข้าอ่านตำราหมื่นเล่มยังไม่เท่าเดินทางหมื่นลี้ สิ่งที่ข้าพบเจอและได้ยินมาล้วนบันทึกไว้ เพื่อเตรียมเรียบเรียงเป็นบันทึกการเดินทาง ข้าผู้นี้ยังมีสมญานามอีกด้วย”
“เอ๋?”
“อำเภอหนานมีร้านหนังสือหรือไม่ เคยได้ยินตำราชุดประวัติศาสตร์นอกตำราเขียนโดยปราชญ์เหนือเมฆที่ขายดีหรือไม่ ข้าไม่ถือตัว ปราชญ์เหนือเมฆก็คือข้าเอง” จันเมิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดังนั้นท่านเพียงเอ่ยเล่าออกมา ข้าฟังแล้วก็จะนำเอาไปเขียนลงบันทึก”
“โอ้ เช่นนั้นก็ยินดีนัก” ชาวพื้นเมืองดึงเขาไปยังบริเวณที่นักพรตตั้งแผงขาย เอ่ย “หากเจ้ารู้ มนุษย์มีชนชั้นที่หลากหลายระดับ เหมือนดั่งชนชั้นสูงและชาวบ้านธรรมดา ก็มีความแตกต่างกัน นักพรตก็เช่นเดียวกัน ผู้มีวิชาแก่กล้ากับผู้ที่มีวิชาตื้นเขินย่อมแตกต่างกัน ใช่หรือไม่”
“เป็นความจริงอย่างยิ่ง”
“เจ้าอย่าเพิ่งไม่เชื่อ ในโลกนี้มีผี ข้าเองเคยเห็นกับตาว่าวัวหัวใหญ่จากศาลเทพเจ้าประจำเมืองออกไปจับผีตัวน้อย โอ้โห วัวหัวใหญ่นั้นเหน็บดอกบัวขนาดเท่าปากถ้วยไว้บนหัว พอจับผีน้อยตนนั้นได้ ก็ตีเสียจนร้องโหยหวนอย่างน่าสยดสยอง”
จันเมิง ”...”
เหอๆ วัวหัวเหน็บดอกบัว ข้าเชื่อท่านตายล่ะ
“มีผี ก็ย่อมมีนรกภูมิ ท่านแม่ข้าเองมีสหายสนิทคนหนึ่งพักอยู่ในอารามเต๋า ได้ยินว่าเมื่อเหล่านักพรตจับผีได้แล้ว ไม่ใช่บอกว่าจะส่งไปก็ส่งไป...”
“เอ่ยถึงผีไม่ใช่ตีให้ตายหรือ ยังต้องรอให้ส่งอีกหรือ” เป็นผีนี่มันยิ่งใหญ่มากเลยหรือ
“หนุ่มน้อย กำลังเล่าเรื่องอยู่มิควรขัดคอนะ” ชาวบ้านถลึงตาใส่ เอ่ย “ผู้ใดบอกว่านักพรตจับผีแล้วต้องฆ่าให้ตายเล่า เอ่ยตามความเป็นจริง ผีก่อนจะมาเป็นผี ล้วนเป็นคน คนตายไปแล้วก็กลายเป็นผี บางคนเพิ่งตายไปไม่เชื่อว่าตนเองตายแล้ว ล่องลอยไปมาอยู่บนโลกโดยไม่เคยทำร้ายคนนั่นเป็นผีที่ดี ในเมื่อเป็นผีที่ดี แน่นอนว่าต้องได้รับการปลดปล่อยใช่หรือไม่ มีเพียงผีร้ายเหล่านั้น เหล่านักพรตต้องทำลายวิญญาณจนสูญสิ้น”
“พี่ท่านรู้เรื่องไม่น้อยเลยจริงๆ” จันเมิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มพร้อมยกมือประสาน
ชาวบ้านโบกมือเอ่ย “ข้าเองมีเวลาก็แวะเวียนไปอารามเต๋าบ้าง เรื่องไกลๆไม่เอ่ยถึง เอ่ยถึงเมืองข้างๆอารามชิงผิง อารามอันดับหนึ่งในใต้หล้า พวกเขาไม่ได้ปลดปล่อยวิญญาณในทุกๆวัน จะรวบรวมวิญญาณเอาไว้จนถึงเทศกาลเชงเม้งและเทศกาลผี จึงจะทำพิธีเปิดประตูผีเพื่อส่งวิญญาณเหล่านั้นไป หากเจ้าไม่รีบเดินทาง รอถึงเชงเม้งแล้วค่อยไปที่อารามชิงผิง นั่นเป็นงานพิธีใหญ่ประจำปี มีผู้ศรัทธามากมายมารวมตัวกัน”
จันเมิงเอ่ยรำพึงถึงอารามชิงผิงเบาๆ เอ่ย “ไม่ปิดบังพี่ชาย ข้ามาเพราะอารามชิงผิง ได้ยินว่าที่นั่นคือสำนักของปู้ฉิวเซียนจวิน”
“ใช่แล้ว นั่นเป็นเทพธิดาท่านหนึ่งเชียวนะ คนเฒ่าคนแก่มักบอกว่า หากไร้เทพเซียนผู้นี้คอยช่วยเหลือ พวกเราคงไม่อาจรอดมาได้แล้ว” ชาวบ้านเอ่ยพร้อมยกมือไหว้หันไปทางทิศของอารามชิงผิงอยู่ เอ่ย “ออกไปไกลแล้ว เมื่อครู่เราเอ่ยถึงการเปิดประตูผี ไม่ใช่นักพรตทุกคนจะมีความสามารถนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรต่ำ ย่อมต้องอาศัยพลังงานจากภายนอก เช่นการเชิญเทพเจ้าประจำเมืองไปตรวจตรา หรือร่วมพิธีของอารามอื่นเพื่อส่งวิญญาณที่ตนดูแล อ้อ หากเจ้าจะถามว่าไยพวกเขาจึงต้องยุ่งยากเช่นนี้ นั่นก็เพื่อบุญกุศลแล้ว”
ชาวบ้านมองไปทางนักพรตแล้วเอ่ย “ผู้บำเพ็ญเพียร ล้วนบำเพ็ญเพื่อตนเองและผู้อื่น รวมถึงสรรพวิญญาณทั้งปวง บำเพ็ญเพราะมุ่งมั่นในวิถีแห่งเต๋า และค้นหาสัจธรรมแห่งเต๋า จิตแห่งเต๋าตั้งมั่น ย่อมเกิดเป็นบุญกุศล บุญกุศลคืออะไร ข้าไม่ต้องอธิบายใช่หรือไม่”
จันเมิงพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพนับถือ “ท่านรู้มากยิ่งนัก”
ชาวบ้านยิ้มพลางเอ่ย "ก็เพียงได้ยินมา พวกเขามา หนึ่งเพื่อรับพรจากเทพเจ้าประจำเมือง สองเพื่ออาศัยเทพเจ้าประจำเมืองช่วยนำทางผีเข้าสู่ประตูผี เจ้าเห็นเครื่องเซ่นพวกนั้นหรือไม่ เมื่อจะขอยืมทาง ก็ต้องแสดงความเคารพ ของเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องบูชาแด่เทพเจ้าประจำเมืองและเทพผีทุกทิศ"
จันเมิงมองดูเครื่องหอมและเทียนไข ภาพในหัวพลันกระจ่างขึ้น ยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น เอ่ย "ขอบคุณพี่ท่านที่ช่วยไขปัญหา งานพิธีอันยิ่งใหญ่นี้ ข้าจะไม่พลาดมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งเด็ดขาด"
“เจ้าไปกับข้าก็ได้ เทพเจ้าประจำเมืองออกตรวจตรา ประทานพรหาใช่ให้แต่คนเท่านั้น ยังให้ผีด้วย อย่าได้วุ่นวายเชียว อย่างไรคนมีประตูคน ผีมีเส้นทางของผี ชนกันเข้าจะไม่ดีเอา”
จันเมิงกล่าวคำขอบคุณอย่างจริงใจ
เขาติดตามชาวบ้านไป ระหว่างทางมีผู้คนเดินสวนผ่านร่าง เขาเหลียวมองเห็นเพียงเงาของชุดแดงเพลิงแวบผ่านไป ชั่วพริบตาก็ไม่เจอแล้ว เขาเอียงศีรษะด้วยความสงสัยอย่างอดไม่ได้
.....
นรกโลกันต์
ท่ามกลางการตรวจตราของทหารผีในนรก จู่ๆ พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งกาย วิญญาณสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว
ความหวาดกลัวเช่นนั้น ราวกับมีสิ่งน่ากลัวเข้ามาใกล้ ล้อมเขาเอาไว้ คล้ายว่าหากขาดสติไปแม้เพียงเสี้ยวเดียว จะถูกแผดเผาจนสิ้นสูญ
ใต้ฝ่าเท้าเริ่มรู้สึกถึงความร้อนแผ่ขึ้นมา
ทหารผีหยุดนิ่งร่างแข็งทื่อ ก้มหน้ามองลงไป
ประกายไฟเล็กจุดหนึ่งสว่างขึ้นแล้วดับลง เขากะพริบตา นี่ข้าตาฝาดหรือ
ประกายไฟจุดขึ้นมาอีกครั้ง ใหญ่กว่าเมื่อครู่เล็กน้อย
ทหารผีเริ่มรู้สึกผิดปกติ ร่างกายตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ อยากจะถอยออกไป ทว่ามีวิญญาณหนึ่งเห็นเขาแล้วตะโกนเสียงดัง "ผีตนนั้น เจ้ายืนอยู่ที่นั่นทำไมกัน รีบกลับมา นั่นเป็นจุดกำเนิดไฟ อยากตายหรือ”
“ข้า ข้า...” ทหารผีตัวสั่นระริก ข้าเองก็อยากไป ปัญหาคือ ข้าขยับไม่ได้
เขาจ้องมองพื้นดินใต้เท้า ประกายไฟจุดขึ้นอีกครั้ง จิตวิญญาณแทบหลุดออกจากร่างแล้ว
ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าที
วิญญาณอีกตนที่เห็นเหตุการณ์ก็รู้สึกผิดปกติ รีบลอยเข้ามา ทันใดนั้นประกายไฟปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทำให้วิญญาณนั้นหยุดนิ่งด้วยความตกใจ
เป็นไปไม่ได้ ไฟต้นกำเนิดดับไปตั้งห้าสิบปีแล้ว เป็นไปไม่ได้กระมัง
เขาคุกเข่าลง จ้องมองจุดกำเนิดไฟนั่น หากเป็นท่าน ช่วยออกแรงอีกสักนิด ท่านแผดเผาขึ้นมาสิ
พรึ่บ
ประกายไฟจุดขึ้นมาแล้วดับลงไป
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า
กระทั่งเสียง ฟู่ ดังขึ้น เปลวเพลิงสีแดงดั่งบงกชแดงสด พุ่งขึ้นจากกลางพื้นดิน
สองผีส่งเสียงร้องหวาดผวา ยังไม่ทันที่จะทำสิ่งใดต่อไป ความกดดันอันมหาศาลก็เข้าปกคลุม พริบตาเดียว พวกเขาถูกโยนออกไปยังขอบนรกโลกันต์
ด้านข้าง ราชาเทพเฟิงตู พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ อีกทั้งเหล่ายมบาล ยมราชจากสิบสองตำหนักต่างก็มาจนครบแล้ว ทุกคนต่างจดจ้องอยู่ที่จุดไฟนั้น ตื่นเต้นไม่น้อย
ห้าสิบปีแล้ว ไฟนรกบงกชแดงที่สามารถเผาผลาญบาปทุกชนิดได้กลับมาจุดติดอีกครั้ง
ภายใต้สายตาของทุกคน เปลวเพลิงเล็กๆนั้นพลันระเบิดออกด้วยเสียงดัง "ปึง" จากก้นบึ้งของพื้นดิน ไฟต้นกำเนิดพุ่งพรวดขึ้นมา
โครม
พร้อมกับไฟต้นกำเนิดที่ลุกโชนขึ้น ทันใดนั้น นรกโลกันต์อันกว้างใหญ่ก็ถูกเปลวเพลิงบงกชแดงอันร้อนแรงแผ่กระจายปกคลุม
อำนาจแรงกล้า ดุจดั่งเพลิงพิโรธ ที่สามารถเผาผลาญบาปกรรมทุกชนิด
มีเงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเปลวเพลิงทีละก้าว เปล่งประกายเจิดจ้าดุจบงกชแดง ร้อนแรงดั่งเปลวไฟที่แผดเผา
ไฟนรกบงกชแดง หวนกลับมาอีกครั้ง
.....
ค่ำคืนแห่งรัตติกาล
เทพเจ้าประจำเมืองออกตรวจตราในอำเภอหนาน มีการประดับประดาดั่งเทศกาลปีใหม่ โคมไฟหลากสีถูกจุดสว่าง และคำสั่งห้ามออกนอกบ้านในยามวิกาลก็ถูกเลื่อนออกไปจนถึงปลายยามไฮ่
บอกว่าเป็นการออกตรวจตรา แท้จริงแล้วเป็นนักพรตเชิญเทพเจ้าประจำเมืองออกมา รูปเคารพแน่นอนว่าไม่ใช่รูปสำริดจริงๆ แต่เป็นกระดาษสร้างขึ้นมาแทน จุดธูปเผากระดาษเชิญเทพสถิตย์ในรูปเคารพกระดาษ ให้นั่งอยู่บนเกี้ยว โดยมีนักพรตแบกเดินไปตามท้องถนน นอกจากเทพเจ้าประจำเมือง ยังมีเหล่าเทพบริวารของเขา เช่นหัววัวหัวม้า ผู้พิพากษาน้อย เหล่านี้ก็เชิญออกมาเช่นกัน
ขณะเดินขบวนอยู่บนท้องถนน มีกลิ่นควันหอมศักดิ์สิทธิ์นำทาง มีดอกไม้และผลไม้สดถวายบูชา ชาวบ้านต่างถือธูปคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความเคารพ ขอพรจากเทพ
และในที่ซึ่งสายตาพวกเขาไม่อาจมองเห็น เทพเจ้าประจำเมืองหนานแท้จริงพร้อมบริวารผู้ติดตาม ถือตราเทพเจ้าประจำเมือง ประทานพรให้กับชาวเมือง รอจนเหล่านักพรตเปิดประตูหยินฝั่งนั้น จากนั้นก็อาศัยเครื่องเซ่นที่ประชาชนถวายให้เป็นอาหารและสุราเลี้ยงผีทุกดวงให้กินอิ่มดื่มพอ ก่อนที่จะเปิดประตูผีส่งพวกเขาเข้าสู่แดนนรก
เมื่อวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่แดนนรก นักพรตรู้สึกได้ถึงบุญกุศลที่เข้าสู่ร่าง และยังได้รับพรจากเทพเจ้าประจำเมือง จึงสวดมนต์ด้วยความมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม
เทพเจ้าประจำเมืองเหลือบมองเถิงเจา เห็นเขานำเหล่าศิษย์น้องศิษย์หลานมาด้วย เอ่ย “พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่”
เถิงเจานั้นได้บรรลุธรรมขั้นสูงตั้งนานแล้ว พลังปราณสมบูรณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะเกือบถึงขั้นสร้างแก่นทองแล้วก็ตาม แม้อายุเกือบเจ็ดสิบปี แต่ด้วยพลังขั้นสูงทำให้รูปลักษณ์ยังคงดูเหมือนหนุ่มยี่สิบต้นๆ
ด้วยพลังปราณของเขา แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังภายนอก เขาสามารถเปิดประตูผีและส่งวิญญาณเร่ร่อนได้ด้วยตนเอง
เถิงเจานำศิษย์น้องศิษย์หลานคำนับเทพเจ้าประจำเมือง จากนั้นเหลือบมองหนึ่งโสมหนึ่งหนูที่กลับมาพร้อมกับขนมตุ๊กตาน้ำตาลในมือ เอ่ย “นานๆ ศาลจะมีเทศกาล พวกเขาอยากมาเที่ยว ก็เลยมา”
อีกทั้ง เขาเองรู้สึกถึงความแปลกประหลาด รู้สึกว่าควรมา ความรู้สึกเช่นนี้ ตอนนี้ก็ยังรู้สึกประหลาดใจ
ทั้งตื่นเต้นและเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
เทพเจ้าประจำเมืองเอ่ย “ในเมื่อมาแล้ว ก็สนุกให้เต็มที่เถิด”
เขามองเหล่าศิษย์หลาน ถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก
เจ้าตัวแสบ ใจร้ายมากจริงๆ
เขามองไปยังงานเทศกาลศาลเจ้า พ่อค้าส่งยิ้มรับแขก พนักงานร้องตะโกนเรียกลูกค้า ทุกคนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เด็กขี่อยู่บนบ่าของบิดา มือถือตุ๊กตาน้ำตาลและกังหันลมเทพเจ้า เสียงหัวเราะอบอวลไปทั่ว
โลกมนุษย์สุขสงบ สำราญเปรมปรีดิ์
เป็นสิ่งที่เด็กคนนั้นรักและชื่นชม ไยนางจึงไม่กลับมาดูสักครั้ง
เทพเจ้าประจำเมืองหนานกำตราประจำเทพเจ้าเอาไว้ ถ่ายทอดพลังศักดิ์สิทธิ์จากธูปเทียนและคำอธิษฐานเข้าสู่รูปแกะสลักขนาดเล็กที่อยู่ข้างกาย นั่นเป็นรูปปั้นเล็กๆของฉินหลิวซี สร้างจากดินเหนียวและกระดูกคน เป็นนิ้วส่วนที่นางหักและฝากเอาไว้ก่อนจากลา โดยให้ซาหยวนจื่อทำเป็นรูปคนเหมือน
หน้าประตูศาลเทพเจ้า ไม่รู้ผู้ใดผลักเหยือกน้ำเหยือกหนึ่งหก ไหลไปทางทิศตะวันตก
เขาลูบรูปปั้นเบาๆ เอ่ยพึมพำ “ธารน้ำหน้าประตูไหลมุ่งสู่ทิศตะวันตก ศิษย์ข้ามาถึงแล้ว เจ้ารอถึงเมื่อใด”
ปังๆๆ
เสียงประทัดดังสั่นด้านนอก สว่างไสวเจิดจรัส
ทันใดนั้น บนฟากฟ้าพลันมีดอกไม้ไฟลุกโชน ส่องประกายราวกับเปลวเพลิงดอกบัวแดงฉาน สะท้อนบนใบหน้าของผู้คน
เถิงเจาเงยหน้าขึ้นมอง รีบก้าวเท้ามุ่งสู่ศาลเทพเจ้าประจำเมืองทันที
เทพเจ้าประจำเมืองหนานมองหญิงสาวในชุดผ้าแพรบางสีครามเดินมาจากด้านนอก ยืนอยู่หน้าประตู ส่งยิ้มให้เขา “น้ำหน้าประตูไหลมุ่งสู่ทิศตะวันตก ศิษย์มาถึง อาจารย์เทพเจ้าประจำเมือง หลิวซีมาชดเชยงานเลี้ยงสุรานั้นของท่าน สุราร้อยปีไหนั้น เปิดฝาออกได้แล้ว”
แม้ช้าแต่มาถึง
เทพเจ้าประจำเมืองหนานน้ำตานอง “ได้”
“ท่านอาจารย์”
ฉินหลิวซีหันกลับไป เห็นเถิงเจายืนอยู่ด้านหลังนาง ด้านข้างเขายังมีคนยืนอยู่ไม่น้อย เจ้าโสมน้อย หนูทองคำ ยังมีลูกศิษย์ ศิษย์หลาน มองตรงมายังนาง น้ำตาไหลนองหน้า
ร่างเงาสีแดงปรากฏขึ้น เฟิงซิวในอาภรณ์ยาวสีแดงเพลิง ผมรวบด้วยผ้าผูกผมก้าวเดินมาข้างหน้า ดวงตาจิ้งจอกเรียวยาวทว่าเป็นประกายสะท้อนเพียงภาพนาง ยื่นมือออกมา “ไม่ได้เจอกันนาน ขอบคุณที่กลับมา”
ฉินหลิวซียิ้มร่า สัมผัสมือของเขา “โลกมนุษย์นั้นคู่ควร”
เมืองแสนคึกคัก รวมกันมาเป็นดอกไม้ไฟ แผ่ออกเป็นโลกมนุษย์ มันคุ้มค่า ให้หวนกลับ
...จบบริบูรณ์...
Comments
Post a Comment