ตอนที่ 131: ผู้เชี่ยวชาญออกโรง
ในช่วงชีวิตที่เหลือของอวี๋ชิวไฉ คงไม่ได้โชคดีเหมือนในวันนี้ เขาได้พบกับฉินหลิวซีที่มาเสนอการรักษาด้วยตัวเอง จึงพาอีกฝ่ายเข้าจวน
ใครจะคิดว่าเด็กที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ซ้ำยังอายุน้อยพอที่จะเป็นบุตรชายของเขา จะสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่ให้กับเขาได้
“เจ้าว่าอะไรนะ” อวี๋ชิวไฉคิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคประสาทหลอนเหมือนกับบุตรสาว มิเช่นนั้นเขาจะได้ยินว่าเด็กคนนี้พูดว่าเขากำลังจะได้เป็นพ่อคนอีกครั้งได้อย่างไร
ฉินหลิวซียิ้มพลางยกมือคำนับ “ข้าแสดงความยินดีกับใต้เท้าไปตั้งนานแล้ว”
อวี๋ชิวไฉกะพริบตาปริบๆ มองไปที่ฮูหยินอวี๋ที่อยู่บนเตียงไม้ เหม่อลอยอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่แม่นมกับสาวใช้ข้างกายฮูหยินทั้งสองกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ “ยินดีด้วยเจ้าค่ะนายท่าน ยินดีด้วยเจ้าค่ะนายท่าน”
พระเจ้า ที่แท้ฮูหยินก็มีครรภ์อีกแล้ว สิบเอ็ดปีแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็มีนายน้อยคนใหม่เพิ่มขึ้นมาในจวนแล้ว
“ข้าจะได้เป็นพ่อ ข้าอยากเป็นพ่ออย่างนั้นหรือ” สมองของอวิ๋ชิวไฉมึนงงไปหมด ทันใดนั้นเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา กระโดดโลดเต้นอยู่กับที่ แล้วรีบวิ่งไปที่เตียงไม้ราวกับหมาป่าผู้หิวโหย
แม่นมกับสาวใช้หน้าซีดด้วยความตกใจ รีบเข้าไปห้ามพลางเอ่ยด้วยความกลัว “นายท่าน ไม่ได้นะเจ้าคะ ไม่ได้นะเจ้าคะ ร่างกายฮูหยินมีสองคน อยู่ในช่วงที่กำลังอ่อนแอเจ้าค่ะ!”
“อา ใช่ๆ ดูข้าสิ ลืมไปเสียได้” อวี๋ชิวไฉยิ้มพลางเกาศีรษะ จากนั้นก็หันไปมองฉินหลิวซี เอ่ยว่า “เจ้าหนู ไม่ใช่ ท่านอาจารย์? ท่านบอกว่าท่านเป็นนักพรตเต๋าไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงวินิจฉัยโรคเป็นด้วย หรือว่าที่ท่านรู้ว่าฮูหยินของข้ามีครรภ์ เพราะท่านทำนายไว้แล้ว”
“ใต้เท้า สิบเต๋าเก้าวิชาแพทย์ เสวียนเหมินก็มีคนที่รู้วิชาแพทย์ หากไม่มีความสามารถนี้ มีหรือข้าจะกล้าแนะนำตัวเองต่อหน้าท่าน แต่เมื่อดูจากโหงวเฮ้งของใต้เท้า ถุงใต้ตาดูอวบอิ่มแดงระเรื่อเป็นสัญญาณของการมีบุตรจริงๆ ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าข้าดูไม่ผิด ฮูหยินอวี๋ตั้งครรภ์ได้มากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว เพียงแต่อายุครรภ์ยังน้อยก็เท่านั้น”
“ตายแล้ว อ่างอาบน้ำของฮูหยินเลยกำหนดเปลี่ยนมาหลายวันแล้ว คุณหนูไม่สบาย บรรดาสาวใช้จึงไม่ทันได้สังเกต ขอนายท่านโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ” แม่นมทำท่าทางคุกเข่าลงกับพื้น
อวี๋ชิวไฉเอ่ยว่า “ช่างเถิด หลายวันมานี้ฮูหยินเองก็ไม่ได้ใส่ใจเช่นกัน ในจวนก็วุ่นวาย จะละเว้นโทษประมาทเลินเล่อของพวกเจ้าให้ แต่หลังจากนี้จะต้องปรนนิบัติฮูหยินอย่างละเอียดรอบคอบ หากปรนนิบัติไม่เพียบพร้อม ข้าจะขายพวกเจ้าทิ้งให้หมด”
“เจ้าค่ะ นายท่าน”
จากนั้นอวี๋ชิวไฉก็มองไปที่ฉินหลิวซี ยกมือประสานพลางเอ่ยว่า “คือว่า ท่านอาจารย์ ท่านก็เห็นว่าฮูหยินของข้าเป็นลมไป เช่นนั้นร่างกาย…?”
ฉินหลิวซีโบกมือ จากนั้นก็กดที่ตัวของฮูหยินอวี๋เล็กน้อย อีกฝ่ายค่อยๆตื่นขึ้น ถามด้วยความมืนงงว่า “ข้า ข้าเป็นอะไรไปหรือ”
“ฮูหยิน ยินดีด้วยเจ้าค่ะฮูหยิน ท่านมีเรื่องมงคลเจ้าค่ะ” แม่นมเอ่ยด้วยความดีใจ
ฮูหยินอวี๋ตกใจ มีเรื่องมงคล?
นางมองท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว มีเรื่องมงคล หมายความว่านางตั้งครรภ์อีกแล้วหรือ
ฮูหยินอวี๋กำลังจะลุกขึ้นนั่ง แต่รู้สึกวิงเวียนศีรษะไปหมดจึงส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ
“ฮูหยิน เจ้าไม่ต้องรีบร้อน ระวังหน่อย” อวี๋ชิวไฉเข้าไปพยุงนางด้วยตัวเอง เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์บอกแล้วว่าอายุครรภ์ของเจ้ายังน้อย อย่าทำอะไรหักโหม”
ท่านอาจารย์?
ฮูหยินอวี๋พึ่งเห็นว่าในห้องมีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคนเป็นเด็กหนุ่มที่อายุน้อยมาก นี่คือท่านอาจารย์หรือ
“ฮูหยิน ท่านนี้เป็นนักพรตเต๋าแห่งอารามชิงผิง ข้าพบกับเขาตอนที่ออกจากจวน…” อวี๋ชิวไฉเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น
มือทั้งสองข้างของฮูหยินจับที่หน้าท้อง มองไปที่ฉินหลิวซี ขยับริมฝีปากเอ่ยถามว่า “ข้า ข้ามีครรภ์จริงๆหรือ”
ฉินหลิวซีพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “หนึ่งเดือนกว่าแล้ว อายุครรภ์ยังน้อย หากฮูหยินไม่เชื่อข้า รอให้ผ่านไปสักหน่อย พออายุครรภ์มากขึ้นค่อยเชิญหมอมาตรวจชีพจรอีกที”
“รออะไรอีก ไปตอนนี้เลย เจี๋ยเกิ่ง เจ้าไปบอกให้ผู้ดูแลอวี๋ไปเชิญหมอที่ตำหนักอายุวัฒนะมาตรวจชีพจรให้ฮูหยิน” อวี๋ชิวไฉเอ่ยเสียงดัง
ฮูหยินอวี๋โกรธมาก ตีมือเขาพลางเอ่ยว่า “รีบร้อนทำไม ท่านอาจารย์ก็บอกอยู่ว่าอายุครรภ์ยังน้อย รอให้ผ่านไปสักหน่อยค่อยตรวจก็ได้”
ช่างไร้มารยาทเสียจริง ฉินหลิวซียังยืนอยู่ตรงนี้ เจ้าก็ไปเชิญหมออีกคนมา คิดจะตบหน้าเขาอย่างนั้นหรือ
นางมองไปที่ฉินหลิวซี เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ท่านอาจารย์โปรดอย่าได้ถือสา นายท่านของพวกเราไม่ใช่คนพิธีรีตอง ไม่เข้าใจความยืดหยุ่น เขาเพียงแค่เป็นห่วงร่างกายของข้า ไม่ได้มีเจตนาสงสัยความสามารถของท่าน”
“ไม่เป็นไร ใต้เท้าอวี๋เพียงแค่เป็นห่วงฮูหยิน” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “หลายปีก่อนหน้านี้ฮูหยินเคยแท้งมาก่อน แล้วก็ไม่ได้ตั้งครรภ์มานานแล้ว ตอนนี้มีครรภ์อีกครั้งนับว่าเป็นเรื่องดี แต่ช่วงนี้ฮูหยินมีอาการซึมเศร้า กระสับกระส่ายไม่เป็นสุข ส่งผลเสียต่อการดูแลครรภ์ ขอให้ฮูหยินผ่อนคลายด้วยจึงจะดี”
ฮูหยินอวี๋ตกใจที่เขารู้เรื่องทั้งหมด นางมองไปที่แม่นมคนสนิท เมื่อเห็นว่าแม่นมส่ายหน้า ในใจก็เริ่มเชื่อฉินหลิวซีไม่น้อย เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ คิดว่าท่านคงได้ยินที่นายท่านเอ่ยแล้ว อาการป่วยของบุตรสาวข้า…ข้าที่เป็นแม่ทั้งปวดใจและตกใจ ไร้หนทางจะช่วยได้ ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยบุตรสาวของข้าด้วย หากนางเป็นอะไรไป เกรงว่าข้าคงไม่มีกระจิตกระใจดูแลครรภ์นี้ให้ดีแล้ว”
นางพูดพลางน้ำตาไหลด้วยความกังวล
“ฮูหยิน เจ้าอย่าร้องไปเลย ในเมื่อท่านอาจารย์มาแล้ว ย่อมมีวิธีแน่นอน” เมื่ออวี๋ชิวไฉเห็นนางร้องไห้ก็เป็นกังวลจนทำอะไรไม่ถูก มองฉินหลิวซีแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ เมื่อครู่ข้ามีตาหามีแววไม่ ขอท่านอย่าได้ถือโทษ บุตรสาวของข้า…”
ฉินหลิวซียิ้มพลางตัดบทสนทนาของเขา “นำทางไปเถิด”
หมายความว่าให้พาไปพบคุณหนูอวี๋
อวี๋ชิวไฉรีบพยุงฮูหยินลุกขึ้น ทั้งสองคนเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องปีกด้านข้าง นั่นคือห้องส่วนตัวของบุตรสาวพวกเขา
ปรากฏว่ายังไม่ทันได้เดินเข้าไปก็มีเสียงตะโกนคล้ายอาการคลุ้มคลั่ง ราวกับลมกระโชกแรงพุ่งออกมา
“เตี๋ยเอ๋อร์” ฮูหยินอวี๋เข่าอ่อนทรุดอยู่ในอ้อมอกของสามี นางย่อมจำเสียงนั้นได้ ลูกสาวของนางอาการกำเริบอีกแล้ว
คนผู้นั้นวิ่งออกมาด้วยสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ฉินหลิวซียื่นมือไปจับแขนของอีกฝ่ายไว้ได้แล้วใช้แรงดึงนางเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน
คุณหนูอวี๋กรีดร้องและดิ้นไปมาไม่หยุด น้ำลายไหลออกมาตลอด
“เตี๋ยเอ๋อร์” ฮูหยินอวี๋เรียกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เสียดายที่อีกฝ่ายไม่ได้ฟังเลยแม้แต่น้อย
ฉินหลิวซีกดจุดที่ข้อศอกคุณหนูอวี๋ อีกฝ่ายก็ตัวอ่อนจนจะล้มลง ไม่ได้ดิ้นไปมาอีก
บ่าวรับใช้หญิงที่ร่างกายแข็งแรงเดินเข้าไปรับคุณหนูอวี๋
ฉินหลิวซีเห็นว่าเด็กสาวผู้นี้สีหน้าล่องลอยน้ำลายฟูมปากก็เอ่ยว่า “อุ้มเข้าไปเถิด”
เมื่อผู้เชี่ยวชาญออกโรง ก็จะรู้เองว่ามีหรือไม่มี
เมื่อเห็นว่าฉินหลิวซีสามารถทำให้บุตรสาวที่บ้าคลั่งของตัวเองสงบลงได้ อวี๋ชิวไฉกับฮูหยินจึงเริ่มมีความหวังเลือนรางขึ้นมา ก่อนจะเดินตามเข้าไปในห้อง
คุณหนูอวี๋ถูกวางลงบนเตียงไม้ มองเพดานอย่างเหม่อลอย ไม่ขยับเขยื้อน
“ท่านอาจารย์ นี่?” ฮูหยินอวี๋เป็นกังวลเล็กน้อย
ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ข้าขอตรวจดูชีพจรก่อน”
เมื่อเห็นว่าท่าทางน่าเกียจของคุณหนูอวี๋ถูกฉินหลิวซีเห็นหมดแล้ว เวลานี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีฉากกั้นป้องกันระหว่างชายหญิงแล้ว
สาวใช้เพียงแค่เอาผ้าเช็ดหน้ามาคลุมไว้บนข้อมือคุณหนูอวี๋
ฉินหลิวซีเหลือบมองนาง ไม่คิดถือสา ยังคงจับชีพจรต่อไปพลางมองดวงตาของนางอย่างละเอียด ก่อนจะถามถึงเวลาตกฟากแปดตัวอักษร
อวี๋ชิวไฉสงสัยเล็กน้อย เอ่ยว่า “ยังต้องถามเวลาตกฟากอีกหรือ หรือว่าบุตรสาวข้าจะถูกมนต์ดำจนวิญญาณร้ายครอบงำจริงๆ”
ฮูหยินอวี๋ถลึงตาใส่เขา แล้วบอกเวลาตกฟากของบุตรสาว
ฉินหลิวซีนับข้อนิ้วคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ยว่า “ถูกมนต์ดำ ก็นับว่ามีส่วนอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ได้ถูกวิญญาณร้ายครอบงำ”
ตอนที่ 132: สิบสามเข็มประตูวิญญาณ
อวี๋ชิวไฉกับภรรยาของเขาต่างก็มึนงงอยู่เล็กน้อย หากไม่ได้ถูกครอบงำ แล้วจะเรียกว่าถูกมนต์ดำได้อย่างไร
“เวลาตกฟากของคุณหนูอวี๋เป็นหยิน จึงง่ายต่อการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ดูเหมือนว่าตอนที่นางยังเด็กพวกท่านได้ไปขอเครื่องรางแคล้วคลาดมาให้นางพกติดตัวใช่หรือไม่”
“ถูกต้องแล้ว มีเรื่องเช่นนั้นจริงๆ” ฮูหยินอวี๋ก้าวไปข้างหน้า หยิบเชือกสีแดงจากคอบุตรสาวของนาง เชือกเส้นนั้นแขวนเครื่องรางหยกพระจันทร์เสี้ยว เอ่ยว่า “หลังจากเตี๋ยเอ๋อร์คลอดได้ไม่นานนางก็เอาแต่ร้องทั้งวันทั้งคืนจึงได้รับจี้หยกนี้มา พวกเราสองสามีภรรยาพานางไปไหว้สักการะพระพุทธรูปที่วัดแล้วได้รับมาจากพระภิกษุที่เป็นเจ้าอาวาส บอกว่าเด็กอายุยังน้อย การสวมเครื่องรางหยกจะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ที่น่าแปลกก็คือหลังจากที่นางสวมหยกพระจันทร์เสี้ยวนี้ก็หยุดร้องไห้จึงได้ใส่มาตลอด หลายปีมานี้ก็เลี้ยงดูมาอย่างราบรื่น ตัวนางเองก็ชอบ จึงไม่ได้ถอดมันออก”
ฉินหลิวซีมองดูหยกพระจันทร์เสี้ยวนั้น ด้านบนแกะสลักตัวอักษรสันสกฤต พยักหน้าพลางเอ่ยว่า “เป็นภาษาสันสกฤต ดูเหมือนว่าอาจารย์ท่านนั้นจะมีวิชาพอสมควร เขาลงมนต์ด้วยตัวเอง มีพุทธภาวะอยู่บ้าง”
เมื่อพวกเขาทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ แต่แล้วก็ขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “แต่ว่าท่านอาจารย์ ทั้งๆที่มีเครื่องรางหยกอยู่ เหตุใดบุตรสาวข้าจึงต้องมนต์ดำ”
“ไม่ใช่ต้องมนต์ดำ แต่ไปชนเข้ากับมนต์ดำต่างหาก” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “เวลาตกฟากนางของอ่อนแอ เดิมทีก็มักจะมองเห็นสิ่งไม่ดีได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เกรงว่านางจะไปเจอกับสิ่งไม่ดีเข้าแล้วตกใจจนเสียขวัญ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว”
ฮูหยินอวี๋ตัวสั่น “จิตหลุดหรือ”
“มนุษย์มีสามจิตเจ็ดวิญญาณ มีจิตฟ้า จิตดิน จิตชีวิต จิตดินเป็นหลักเรื่องสติ เป็นหยาง จิตดินของนางหายไปนางจึงตกอยู่ในภวังค์แล้วก่อเกิดเป็นสิ่งที่พวกท่านคิดว่าเป็นโรคประสาทหลอน นางมีดวงชะตาอ่อนแอ จิตดินยังหายไป หากไม่มีเครื่องรางหยกนี้คุ้มครองไว้ เกรงว่าจะถูกวิญญาณร้ายครอบงำไปตั้งนานแล้ว”
อย่าว่าแต่ฮูหยินอวี๋เลย อวี๋ชิวไฉที่เป็นบุรุษอกสามศอกได้ยินคำพูดนี้ก็ยังเหงื่อซึมขมับ กลืนน้ำลายแล้วมองไปยังบุตรสาวที่กำลังเหม่อลอยอยู่บนเตียง เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ เช่นนั้นท่านต้องช่วยบุตรสาวของพวกเราให้ได้ ช่วยตามเอาจิตของนางกลับมาด้วยเถิด”
“ไม่ต้องห่วง”
ฉินหลิวซีหันกลับมา ให้ฉีหวงซึ่งแต่งกายเป็นชายไปเตรียมการ ไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ตั้งกระถางธูปและแท่นบูชา เผาเครื่องหอมลงยันต์
“ไปเอาเสื้อผ้าของคุณหนูมา” ฉินหลิวซีเอ่ยกับฮูหยินอวี๋ว่า “อีกสักครู่เจ้าต้องไปเรียกดวงจิตด้วยตัวเอง”
“อ่า อ้อๆ”
ฮูหยินอวี๋ถือเสื้อผ้าของบุตรสาวที่ไปหยิบมาด้วยตัวเอง เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ ไม่ต้องรอตอนกลางคืนหรือ แม่หมอที่พวกเราเชิญมาก่อนหน้านี้นางทำวิธีเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น”
“ไม่จำเป็น จิตนี้คงจะยังไปได้ไม่ไกล” ฉินหลิวซีปลอบด้วยรอยยิ้มพลางติดยันต์วิญญาณไว้บนหัวเตียงของคุณหนูอวี๋
ฮูหยินอวี๋กับสามีมองหน้ากันด้วยความกังวลเป็นอย่างมาก เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว ฉินหลิวซีก็พาพวกเขาออกไปนอกห้อง จุดไฟเผายันต์เรียกวิญญาณ ยกธูปสามดอกขึ้นมาโค้งคำนับสามครั้ง ท่องคาถาว่า “วิญญาณเร่ร่อนอยู่แห่งหนใด วิญญาณทั้งสามลงมา ทวารทั้งเจ็ดยังไม่มา…ประตูสวรรค์เปิด ประตูโลกเปิด เด็กที่ได้รับคำสั่งให้นำวิญญาณมาส่ง ขอผู้เป็นเจ้าโปรดจัดการโดยพลัน!”
นางมองไปที่ฮูหยินอวี๋ “เรียกชื่อนาง”
ฮูหยินอวี๋หัวใจเต้นแรง นางถือเสื้อผ้าแล้วเริ่มเรียกชื่อคุณหนูอวี๋ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็นอย่างที่ฉินหลิวซีเอ่ย ดวงจิตของคุณหนูอวี๋ยังไปไม่ไกล ไม่นานก็กลับมาตามเสียงเรียกด้วยความมึนงง
“มาแล้ว” เมื่อฉินหลิวซีเห็นแล้วก็หยิบธูปล่อวิญญาณเพื่อนำจิตดินกลับไปยังที่ของตัวเอง
ทันทีที่จิตดินคืนสู่ที่เดิม คุณหนูอวี๋ก็พลันมีท่าทีมึนงงก่อนจะเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก นางโบกมือทั้งสองข้างพลางกรีดร้อง “ท่านแม่ มีผี มีผีเต็มไปหมด!”
“มาสยอาจารย์ นี่มัน!” ฮูหยินอวี๋กังวลเล็กน้อย
ฉินหลิวซีโบกมือ กดไปที่จุดข้อศอกคุณหนูอวี๋ จากนั้นก็โน้มตัวไปท่องคาถาที่ข้างหูของนางเบาๆ เมื่อเห็นนางสงบลงจึงได้จับชีพจรใหม่ เลือกจุดฝังเข็ม จับเข็มเงินแทงลงไปที่จุดกุ่ยกงซึ่งก็คือร่องจมูก ปักเข็มลงไปสามส่วน ตามด้วยจุดกุ่ยซิ่น (นิ้วโป้ง) จุดกุ่ยเหล่ย (นิ้วเท้า) ทักษะการฝังเข็มรวดเร็วและแม่นยำ
อวี๋ชิวไฉกับฮูหยินอวี๋มองดูด้วยความมึนงง เรียกจิตกลับมาได้แล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดยังต้องฝังเข็ม
แต่ก็กลัวไปรบกวนฉินหลิวซี ทั้งสองคนจึงไม่กล้าถามอะไร เพียงแต่ยืนจับตาดูอยู่ข้างๆอย่างตั้งใจ
ฉินหลิวซีใช้เข็มอย่างรวดเร็วราวกับว่าเข็มบินได้ เมื่อเข็มเหล่านี้แทงลงบนจุดฝังเข็มที่สำคัญ นางก็ยกเข็มขึ้นอีกครั้งแล้วฝังลงไปใหม่ จากนั้นจึงปล่อยมือ
เป็นเพราะอวี๋ชิวไฉกับภรรยาของเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจึงไม่รู้ ทว่าหากเป็นผู้เชี่ยวชาญ อย่างเช่นหมอเทพชื่อดังตู้เหรินผู้นั้น ย่อมรู้ได้ว่าวิธีการฝังเข็มของฉินหลิวซีคือการฝังเข็มสิบสามเข็มประตูวิญญาณในตำนาน
เมื่อเห็นฉินหลิวซีวางมือ ฮูหยินอวี๋ก็ถามอย่างระมัดระวังว่า “อาจารย์ ดวงจิตกลับมาแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงต้องใช้เข็มล่ะเจ้าคะ”
ฉินหลิวซีหันกลับมา ยิ้มพลางเอ่ย “โรคที่เกิดจากการถูกมนต์ดำจนคลุ้มคลั่ง ในเมื่อป่วยก็ย่อมต้องได้รับการรักษา เรียกดวงจิตกลับมาแล้ว แต่ดวงจิตยังไม่มั่นคงสมบูรณ์ ที่ข้าฝังเข็มให้นางก็เพื่อทำให้ดวงจิตมั่นคงและรวบรวมพลังหยาง อย่างไรเสียนางก็สูญเสียดวงจิตไปสองสามวันแล้ว พลังหยางไม่เพียงพอจึงมีอาการคล้ายประสาทหลอน หากต้องการให้ดวงจิตนี้เข้ากับอีกสองจิตกับเจ็ดวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์ นางต้องมีพลังหยางเพียงพอ แล้วโรคประสาทหลอนก็จะหายขาด”
ทั้งสองคนดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ว่าทั้งหมดเป็นสิ่งที่ดี และเชื่อถือได้มากกว่าหมอที่เชิญมาก่อนหน้านี้ ทันใดนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา
ขณะรอฝังเข็ม ฉินหลิวซีก็นั่งลงบนโต๊ะเขียนใบสั่งยาสองสามแผ่น หลังจากเขียนใบสั่งยาเสร็จนางก็ปั่นเข็มเบาๆ ก่อนดึงเข็มออกอย่างนุ่มนวล หลังจากนั้นไม่นานคุณหนูอวี๋ก็ค่อยๆฟื้นขึ้น
“เตี๋ยเอ๋อร์?”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เหตุใดพวกท่านมาอยู่ที่นี่”
อวี๋ชิวไฉดีใจขึ้นมาทันที เอ่ยว่า “เตี๋ยเอ๋อร์ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ลูกเป็นอะไรหรือเจ้าคะ ” คุณหนูอวี๋มีนิสัยขี้อาย แต่ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ จู่ๆ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปในทันที เอ่ยว่า “ผี มีผีเต็มไปหมด ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกพบผีเยอะแยะเลย”
“ท่านอาจารย์…” เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้
ฉินหลิวซียกมือห้าม เอ่ยถามว่า “คนที่เจ้าเห็น พวกเขาเป็นอย่างไร ได้พูดอะไรหรือไม่ ไม่ต้องกลัว บอกข้ามา ไม่เป็นไร”
เสียงของอีกฝ่ายน่าฟังมาก คุณหนูอวี๋จึงสงบลง เอียงศีรษะพลางเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีอะไร ตอนนั้นข้ากำลังชมจันทร์อยู่ที่ลาน ก็เห็นพวกเขาลอยไปทางทิศตะวันออกอย่างพร้อมเพรียงกันราวกับว่ามีคนนำทางไป ข้าร้องด้วยความตกใจ พวกเขาต่างก็หันมามอง ใบหน้าซีดเผือก จากนั้นข้าก็เป็นลมไป พอฟื้นขึ้นก็เห็นพวกท่านแล้วเจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซีเข้าใจทันที เกรงว่าวิญญาณที่หายไปเหล่านั้นจะถูกเรียกตัวผ่านมาทางนี้ แล้วบังเอิญนางก็ไปเห็นพวกเขาเข้าจึงได้ตกใจกลัวจนสูญเสียดวงจิตไปหนึ่งดวง โชคดีที่มีเครื่องรางหยก มิเช่นนั้นเกรงว่าคงถูกวิญญาณเร่ร่อนเข้าสิงแล้ว
ฮูหยินอวี๋หน้าซีด
“ไม่มีอะไรแล้ว พวกเขาแค่เดินทางผ่านไปเพื่อจะไปเกิด ไม่ได้มีเจตนาทำร้ายคน เจ้าไม่ต้องกลัว ดูสิ เจ้าก็นั่งอยู่ตรงนี้อย่างปลอดภัยไม่ใช่หรือ” ฉินหลิวซีโกหกด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็ให้ยันต์แคล้วคลาดแก่นาง “เก็บยันต์ป้องกันตัวเอาไว้ในกระเป๋าเงินแล้วพกติดตัวไว้”
คุณหนูอวี๋มองไปที่ใบหน้าของฉินหลิวซี กะพริบตาปริบๆ รับยันต์ป้องกันตัวมาด้วยสีหน้าแดงก่ำ ถามอย่างเขินอายว่า “แล้ว แล้วท่านเป็นใคร เหตุใดท่านจึงมาอยู่ในห้องส่วนตัวข้าได้”
ฮูหยินอวี๋เห็นสีหน้าของบุตรสาว “!”
ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ข้าเป็นนักพรตเต๋าแห่งอารามชิงผิง”
“นักพรตเต๋า รูปงามเช่นนี้กันหมดเลยหรือ”
อวี๋ชิวไฉที่พึ่งสังเกตเห็น “…”
เดี๋ยวสิ ทำไมบรรยากาศถึงได้เปลี่ยนไปรวดเร็วเช่นนี้
[1]ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
[2] พุทธภาวะ มีสองความหมาย ประการแรกหมายถึง คุณลักษณะของพระพุทธเจ้า ประการที่สองหมายถึง ภาวะ หรือ ความสามารถในการตรัสรู้ธรรมที่มีอยู่ในสรรพสัตว์
ตอนที่ 133: อย่าได้ล่วงเกินนักพรตเต๋า
“อาจารย์ ขอบคุณท่านมากที่ช่วยบุตรสาวของเราไว้” อวี๋ชิวไฉรินน้ำชาให้ฉินหลิวซีด้วยตัวเองเพื่อเป็นการขอบคุณ
ฮูหยินอวี๋เพียงแค่โค้งคารวะเล็กน้อยด้วยท่าทีขอบคุณ
ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ไม่ต้องขอบคุณ แค่ให้สิ่งตอบแทนอย่างเพียงพอก็พอแล้ว”
อวี๋ชิวไฉกับฮูหยินอวี๋ “!”
พวกเขาตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้สติกลับมา เอ่ยว่า “อาจารย์วางใจได้ ค่าตอบแทนไม่น้อยอย่างแน่นอน”
ฉินหลิวซีจิบชาแล้วหยิบใบสั่งยาออกมา นี่เป็นยาเพื่อบำรุงสงบจิตของคุณหนูอวี๋ แล้วหยิบใบสั่งยาอีกใบยื่นให้ฮูหยินอวี๋ “ช่วงนี่ฮูหยินเหนื่อยล้าทางกายและจิตใจทำให้ครรภ์ไม่เสถียร ตอนนี้ความกังวลหมดไปแล้วแต่ก็ยังต้องดูแลอย่างดี ยานี้มีไว้เพื่อสงบจิตและส่งเสริมให้ครรภ์แข็งแรง ฮูหยินทานแล้วจะดีขึ้น”
นางไม่พูดถึงก็แล้วไป ทันทีที่นางพูดอวี๋ฮูหยินก็รู้สึกเมื่อยล้าเป็นอย่างมาก สีหน้าซีดเซียว อวี๋ชิวไฉรีบพยุงนางนั่งลง ถามด้วยความกังวลว่า “เป็นอะไรหรือไม่
ฮูหยินอวี๋ส่ายหน้ารับใบสั่งยาบำรุงครรภ์ของฉินหลิวซีมา ลูบที่หน้าท้องพลางถามว่า “อาจารย์เป็นคนเสวียนเหมิน ข้าเห็นว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม บุตรสาวของข้าก็ดีขึ้น เห็นได้ว่าทักษะวิชาแพทย์ของท่านน่าทึ่งเป็นอย่างมาก ซ้ำยังรู้ด้วยว่าข้าเคยแท้งมาก่อน ช่วยบอกข้าทีว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้จะยากลำบากหรือไม่”
ฉินหลิวซียิ้มมุมปากพลางเอ่ยว่า “ฮูหยินอวี๋กับใต้เท้า ทั้งคู่มีดวงอ้วนท้วนสมบูรณ์ ผิวพรรณเรียบเนียนแดงระเรื่อ หางตาของฮูหยินไม่มีรอยเหี่ยวย่น งานแต่งสุขสมดังปรารถนา ทั้งสองท่านวางใจได้ พวกเจ้ามีดวงที่จะมีบุตรคู่ชายหญิง”
เมื่อทั้งสองคนได้ฟังก็ดีใจขึ้นมาทันที
สามีภรรยารักใคร่ปรองดอง ในเรือนสงบสุข สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือหลังจากที่ฮูหยินแท้งบุตร หลายปีมานี้ก็มีบุตรสาวเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้ฉินหลิวซีทำนายว่าพวกเขาจะมีบุตรคู่ชายหญิง หรือว่าครรภ์ครั้งนี้ของฮูหยินอวี๋จะเป็นบุตรชาย
ฮูหยินอวี๋ยิ่งตื่นเต้นมากกว่าเดิม เอ่ยว่า “อาจารย์หมายความว่าข้าจะได้บุตรชายหรือ”
“เมื่อคลอดออกมาเจ้าจะรู้เอง”
“เมื่อคลอดออกมาเจ้าจะรู้เอง”
อวี๋ชิวไฉหัวเราะอย่างไร้เดียงสา “ไม่เป็นไร หากครั้งนี้ไม่ใช่ พวกเราก็ยังมีอีกได้ อาจารย์บอกแล้วว่าพวกเรามีดวงได้ทั้งบุตรชายและบุตรสาว จะต้องมีบุตรชายอย่างแน่นอน ฮูหยินวางใจเถิด แล้วก็ไม่ต้องหาสาวใช้อุ่นเตียงมาปรนนิบัติข้าแล้ว”
“ท่าน! อยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์ก็ยังปิดปากตัวเองไม่อยู่นะเจ้าคะ” ฮูหยินอวี๋ตำหนิเขาทางสายตา แต่หางตากลับแดงก่ำ หลายปีมานี้นางมีบุตรสาวเพียงคนเดียว ในใจก็เป็นกังวล แม้ว่าสามีจะไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจนางกลับไม่มีความสุข มีความคิดที่จะรับอนุให้สามีแต่เขาไม่ยินยอม คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมีข่าวดี
ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ใต้เท้า ยังมีอีกเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากใต้เท้า”
อวี๋ชิวไฉรีบเอ่ยว่า “อาจารย์อย่าได้เกรงใจข้าเด็ดขาด ท่านมีเรื่องอะไรหรือ”
“ความจริงแล้วมีหลายคนในเมืองนี้ที่ดวงจิตหล่นหายหรือสลบไปเหมือนกับคุณหนูอวี๋ ข้าสงสัยว่ามีนักพรตสายดำกำลังทำเรื่องไม่ดี จึงอยากจะสืบดูสักหน่อยเพื่อขจัดให้หมดจด” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “หากข้าบุ่มบ่ามไปเอง เกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่เชื่อถือข้าเหมือนเช่นใต้เท้า จะทำให้เสียเวลา จึงอยากให้ใต้เท้าพาข้าไป อย่างไรเสียสถานะของท่านก็ง่ายต่อการทำเช่นนี้”
อวี๋ชิวไฉตกตะลึง “นี่เป็นเพราะนักพรตสายดำกำลังทำสิ่งไม่ดีหรือ นักพรตเต๋ามีเช่นนี้ด้วยหรือ”
“ความดีและความชั่วไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ ก็เหมือนคนที่มีทั้งดีและชั่ว เสวียนเหมินก็มีทั้งสายขาวและสายดำ สายดำสามารถทำได้หลายอย่าง ทำร้ายชีวิตคน แม้กระทั่งสามารถทำร้ายลูกหลานของของท่านได้ หากเก่งกว่านั้นก็จะทำลายชาวบ้าน สายดำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สายขาวอย่างพวกข้าต้องเผชิญหน้าอย่างจริงจัง”
อวี๋ชิวไฉกับฮูหยินอวี๋ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเป็นสายขาวหรือสายดำก็ไม่ควรไปล่วงเกินนักพรตเต๋า มิเช่นนั้นหากถูกเขาจัดการขึ้นมาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น!
“อา อาจารย์ ท่านดูสิ ฮูหยินของข้ากำลังมีครรภ์จะทำให้ตกใจไม่ได้ ท่านช่วยมอบยันต์ป้องกันให้พวกข้าทั้งสองได้หรือไม่” อวี๋ชิวไฉเอ่ยพลางกลืนน้ำลาย
ฉินหลิวซีหยิบยันต์แคล้วคลาดสองใบส่งให้เขา “ถือว่าเป็นของตอบแทนที่ใต้เท้าให้ความช่วยเหลือแล้ว”
ตอนที่ 134: นางคืออาจารย์ปู้ฉิวเชียวนะ
ทำลายความชั่วเดินในทางที่ดี ช่วยคนเหมือนช่วยดับไฟ ฉินหลิวซีไม่รอช้า ถือธงใหญ่อย่างอวี๋ชิวไฉเข้าไปในเรือนของหลายครอบครัวที่ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกับคุณหนูอวี๋ได้อย่างราบรื่น แก้ไขไปทีละเรือน และได้รับข่าวสารมาบ้าง
หนึ่งในนั้นมีเด็กคนหนึ่งเดินตามเสียงขลุ่ยออกจากเมืองหลีไปแล้ว เขามาถึงสถานที่ที่เรียกว่าเขาปากั้ว เพียงแต่ว่าเด็กคนนี้อายุไม่มากนักจึงไม่ค่อยรู้อะไร ได้ยินเพียงวิญญาณเร่ร่อนบอกว่าเป็นเขาปากั้ว
แต่ว่านั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับฉินหลิวซี
หลังจากออกมาจากบ้านหลังสุดท้าย อวี๋ชิวไฉก็ลองถามนางว่า “ท่านอาจารย์รู้ได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้ต่างก็สูญเสียจิตทั้งๆที่ไม่ได้มีข่าวลือออกมา”
ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา “คิดเสียว่าข้าทำนายเอาก็แล้วกัน”
แต่อวี๋ชิวไฉกลับเชื่อ เขาเชื่อมั่นในความน่าเกรงขามของอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ เอ่ยว่า “อาจารย์ช่างมีจิตใจที่เป็นห่วงราษฎรจริงๆ”
“ก็ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก แค่กลัวว่าหากเป็นเรื่องใหญ่จะส่งผลกระทบต่อข้า” นางไม่สามารถเลี่ยงได้หากมันส่งผลกระทบต่อตนเอง ดังนั้นจึงอาศัยตอนที่เจ้าหมอนั่นยังทำไม่สำเร็จ ให้นักพรตสายขาวคนอื่นๆเข้ามาขจัดภัยคุกคามออกไป
หึ นางช่างเป็นคนที่ฉลาดเสียจริง!
อวี๋ชิวไฉนึกถึงบุตรสาว เอ่ยถามว่า “คือว่า ท่านอาจารย์ นักพรตเต๋าอย่างพวกท่านก็นับว่าออกบวชใช่หรือไม่”
“หืม?”
“คือว่าพวกท่านเหมือนกับชาวพุทธที่ออกบวชเพื่อปล่อยวางทางโลกใช่หรือไม่”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร!” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “เสวียนเหมินถูกแบ่งออกเป็นนิกาย บางนิกายไม่แต่งงาน แต่บางนิกายก็ไม่ได้เคร่งครัด สามารถแต่งงานกับผู้ที่นับถือเต๋าเช่นกันได้”
บำเพ็ญคู่ เป็นสิ่งที่พูดขึ้นมาลอยๆเท่านั้นหรือ
แน่นอนว่าไม่ใช่!
อวี๋ชิวไฉจ้องหน้านาง ลองถามว่า “แล้วท่านอาจารย์เล่า”
ฉินหลิวซีเบือนหน้าหนี เอ่ยว่า “แน่นอนว่าข้าไม่ได้เคร่งครัด”
“เช่นนั้น…”
“ข้าจะไม่เป็นลูกเขยของใครทั้งนั้น” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม นางเป็นหญิงจะทำอะไรได้
เมื่ออวี๋ชิวไฉได้ยินเช่นนั้นก็อธิบายไม่ถูกว่าในใจรู้สึกผิดหวังหรือโล่งใจกันแน่ ทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ
ฉินหลิวซีบอกลาแล้วจากไป
หลังจากอวี๋ชิวไฉส่งอีกฝ่ายไปแล้วก็กลับจวนเช่นกัน ระหว่างทางได้แวะไปที่ตำหนักอายุวัฒนะเพื่อนำหมอกลับไปตรวจชีพจรให้ฮูหยิน เป็นอย่างที่ฉินหลิวซีบอก ฮูหยินอวี๋ตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว เพียงแต่ว่าครรภ์ยังไม่ค่อยเสถียร
หลังจากที่ทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก นำใบสั่งยาที่ฉินหลิวซีมอบให้ยื่นไป “เช่นนั้นท่านหมอซ่งช่วยดูให้หน่อยว่าใบสั่งยาบำรุงครรภ์นี้ใช้ได้หรือไม่”
หมอซ่งรับมาดู เหตุใดลายมือช่างคล้ายกับคนผู้นั้นเช่นนี้
“ใบสั่งยานี้คือ?”
“นี่คือใบสั่งยาที่นักพรตเต๋าจากอารามชิงผิงเขียนให้” อวี๋ชิวไฉไม่ได้ปิดบัง
หมอซ่งอุทานออกมา “มิน่าข้าจึงได้รู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก” เขาดันใบสั่งยากลับคืนไป
อวี๋ชิวไฉสงสัยขึ้นมา เอ่ยว่า “ท่านหมอซ่ง หรือว่านี่ยังไม่เหมาะสม”
“เหมาะสม เหมาะสมเป็นอย่างมาก!” ท่านหมอซ่งลุกขึ้น เก็บกระเป๋ายา เอ่ยว่า “ในใต้หล้านี้หากใบสั่งยาของเขาไม่เหมาะสม เช่นนั้นก็ไม่มีใครเหมาะสมแล้ว”
อวี๋ชิวไฉกับฮูหยินอวี๋มองหน้ากัน เอ่ยว่า “ขอท่านหมอซ่ง โปรดไขข้อข้องใจด้วยเถิด”
หมอซ่งมองพวกเขาอย่างแปลกๆ ถามว่า “พวกท่านไม่รู้หรือว่าเขาคือใคร”
“เป็นนักพรตเต๋าไม่ใช่หรือ”
ท่านหมอซ่งหัวเราะ “ใช่ แต่เขามีนามแฝงว่าหมอลัทธิเต๋าปู้ฉิว รักษาคนตายให้ฟื้นคืน รักษาโรคได้ทุกชนิดด้วยเข็มวิเศษ ตราบใดที่เขาเป็นคนออกโรงเอง ไม่มีทางเกิดเรื่องผิดพลาดกับคนไข้”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อว่า “แน่นอนว่าต้องให้เงินตอบแทนที่เพียงพอ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึง”
หัวใจของอวี๋ชิวไฉเต้นรัว พวกเขาให้ค่ารักษาไปห้าร้อยตำลึง นี่มันน้อยเกินไปหรือไม่
“ในเมื่อมีใบสั่งยาของอาจารย์ปู้ฉิว ข้าก็จะไม่ขออวดความน่าละอายของตัวเองแล้ว ฮูหยินทำตามใบสั่งยาบำรุงครรภ์ก็พอแล้ว สามารถคลอดบุตรได้อย่างราบรื่นแน่นอน เมื่อฮูหยินคลอดแล้วค่อยไปที่อารามชิงผิงเพื่อจุดธูปบูชาและเติมน้ำมันตะเกียงก็พอแล้ว” ท่านหมอซ่งเก็บของเสร็จแล้วจากไป
อวี๋ชิวไฉส่งหมอซ่งกลับไปแล้วก็มานั่งที่โต๊ะมองหน้ากันกับภรรยา เงียบอยู่นานก่อนจะเอ่ยว่า “ฮูหยิน พรุ่งนี้ข้าจะเอาเงินค่าน้ำมันตะเกียงไปเพิ่มให้อีกดีหรือไม่”
ฮูหยินอวี๋พยักหน้า “เพิ่มอีกห้าร้อยไปเลยเจ้าค่ะ!”
ตอนที่ 135: ต้องเข้าใจว่าผีก็มีความทุกข์
ฉินหลิวซีพึ่งจะกลับมาถึงจวนก็ไปที่เรือนด้านข้าง ขณะที่กำลังถึงหน้าประตูก็ได้ยินเสียงตะโกนดังๆ แทบสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
“หยุดเดี๋ยวนี้ เจ้าเป็นใคร”
เสียงแหบเหมือนเป็ดนี้ค่อนข้างคุ้นๆ
ฉินหลิวซีหันกลับไป เห็นฉินหมิงฉีถือหนังสือม้วนหนึ่งพลางวิ่งพุ่งมาหานางราวกับลูกวัว ตะโกนด้วยความโกรธว่า “เจ้าโจรชั่ว กล้าดีอย่างไรบุกเข้ามาในเรือนพี่หญิงใหญ่ข้า เจ้า…”
เขาวิ่งมาอยู่ตรงหน้าแล้วหยุดอย่างกะทันหัน มองฉินหลิวซีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประหลาดใจ “พี่หญิงใหญ่หรือ”
ฉินหลิวซีเอามือไขว้หลัง โน้มตัวลงมาหาเขา “เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่”
“เป็นท่านจริงๆหรือ” ฉินหมิงฉีมองดูนางในชุดของบุรุษ เป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะได้ว่านางเป็นบุรุษหรือสตรี อดขมวดคิ้วไม่ได้ เอ่ยว่า “เหตุใดพี่หญิงใหญ่จึงได้แต่งกายเช่นนี้ แล้วท่านเพิ่งกลับมาจากข้างนอกหรือ”
“เจ้าคิดจะยุ่งเรื่องของข้าหรือ ลืมไปแล้วหรือว่าก่อนหน้านี้ข้าบอกเจ้าว่าอย่างไร” คำพูดของฉินหลิวซีแฝงไว้ซึ่งคำเตือน
ฉินหมิงฉีสำลัก เอ่ยว่า “พี่หญิงใหญ่เป็นสตรี แล้วก็เป็นคุณหนูตระกูลฉิน จะแต่งตัวเช่นนี้ได้อย่างไร นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ”
ฉินหลิวซีกระตุกมุมปาก สบตากับเขาราวกับว่ากำลังมองคนปัญญาอ่อน หรือว่าจะอ่านหนังสือจนโง่ไปแล้ว?
ใบหน้าของฉินหมิงฉีแดงเล็กน้อยแต่กลับยืดอกไว้ เขาไม่ผิด พี่หญิงใหญ่เป็นสตรี จะทำลายชื่อเสียงของตัวเองได้อย่างไร
“มาจากทางไหนก็กลับไปทางนั้นเดี๋ยวนี้” ฉินหลิวซีหันหลังกลับไปที่เรือน
“พี่หญิงใหญ่ทำเช่นนี้ ข้าจะไปฟ้องท่านย่า ให้ท่านย่าใช้กฎตระกูลลงโทษ” ฉินหมิงฉีเอ่ยเสียงดัง
ฉินหลิวซีหยุดฝีเท้า หันกลับมาจ้องเขาพลางเอ่ย “หนังสือปราชญ์เล่มนี้ได้บอกเจ้าหรือไม่ว่าผู้ที่รู้เวลาใดควรไม่ควรคือวีรบุรุษ แล้วได้บอกด้วยหรือไม่ว่าอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น”
“ข้า ข้า…” ฉินหมิงฉีก้าวถอยหลังขณะถูกนางจ้องมองมา เอ่ยตะกุกตะกักว่า “ที่ข้าทำก็เพื่อพี่หญิงใหญ่…นะขอรับ”
เมื่อเขาเห็นว่าฉินหลิวซีแกว่งหมัดมาทางเขา เขาก็เอามือกุมหัวแล้วหมอบลงตามสัญชาตญาณทันที
น่ากลัว พี่หญิงใหญ่เป็นสตรีแท้ๆ แต่กลับใช้ความรุนแรง อยู่ยากแล้ว!
แต่หมัดที่คิดไว้ไม่ได้หล่นลงมา เมื่อฉินหมิงฉีเงยหน้าขึ้น ฉินหลิวซีก็เข้าเรือนไปแล้ว เสียงของนางลอยออกมาว่า “ก่อนจะไปฟ้องคิดดูให้ดีก่อนว่าตัวเองเป็นสุภาพบุรุษหรือไม่ หากเป็นสุภาพบุรุษก็อย่าทำตัวเป็นคนขี้ฟ้อง และก่อนที่จะยุ่งเรื่องของคนอื่นก็ควรจัดการเรื่องของตัวเองให้ดีเสียก่อน อ่านหนังสือแล้วหรือยัง ได้แบ่งเบาภาระในเรือนหรือไม่ ทบทวนตัวเองให้ดี นี่คือคำเตือนที่ข้ามีให้เจ้า!”
ทบทวนตัวเอง
ฉินหมิงฉีใบหน้าร้อนจัด ลุกขึ้น กำหมัดแน่นแล้วเดินจากไป
“คุณหนู ท่านสั่งสอนใครก็ไม่เบามือแม้แต่นิดเลยนะเจ้าคะ” ฉีหวงหัวเราะเบาๆ
ฉินหลิวซีสบถเล็กน้อย “ข้าว่าเขาอ่านหนังสือจนโง่ไปแล้ว คำก็ชื่อเสียงของสตรี สองคำก็ชื่อเสียงของสตรี อวดรู้เกินไปแล้ว สตรีจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่สิ่งที่บุรุษอย่างเขาสามารถวิจารณ์ได้ แล้วยังคิดอยากจะมายุ่งเรื่องของข้าก็ต้องโดนสั่งสอนเช่นนี้!”
นางหยิบยันต์เรียกวิญญาณออกมาหนึ่งแผ่น จุดธูปเรียกชื่อเขา แล้วเดินไปรอที่หน้าประตูห้อง
ไม่นานวิญญาณผีแขวนคอก็ปรากฏขึ้นที่ลานเรือน คำนับนางด้วยความเคารพ “นายท่าน เรียกข้าน้อยมามีสิ่งใดให้รับใช้หรือขอรับ”
อืม รู้ประสาขึ้นแล้ว ดีนะที่ไม่ได้เอาลิ้นยาวๆนั่นออกมา
ฉินหลิวซีจ้องมองที่ปากของเขา ทำเอาผีแขวนคอเหงื่อไหลลงหลัง เขาอยากจะเอามือปิดปากโดยไม่รู้ตัว ไม่อยากได้ปมรูปโบว์นั่นอีกแล้ว
เมื่อเห็นว่าเขาระมัดระวังเช่นนี้ ฉินหลิวซีจึงรู้สึกว่าน่าเบื่อขึ้นมาทันที เอ่ย “ไปบอกผีชายหญิงสองตนนั้นว่านักพรตสายดำผู้นั้นอาจอยู่บนยอดเขาที่มีชื่อว่าปากั้ว ให้พวกเขาแพร่กระจายข่าว”
ผีแขวนคอไม่กล้าไม่เชื่อฟัง แล้วยังถามอีกว่ามีอะไรจะกำชับอีกหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่มีแล้วจึงได้หายตัวไปในทันที ราวกับว่าเขากลัวว่าฉินหลิวซีจะจัดการกับลิ้นยาวๆของเขาเป็นอย่างมาก
ฉินหลิวซีแสยะยิ้ม เอ่ยว่า “ขี้ขลาดถึงเพียงนี้เลยหรือ ก็ไม่ได้จะดึงลิ้นเสียหน่อย ชิ!”
ฉีหวง ‘ต้องเข้าใจว่าผีก็มีความทุกข์นะเจ้าคะ’
ตอนที่ 136: พี่หญิงใหญ่เป็นคนเอาใจใส่
ฉินหลิวซีรู้สึกเหนื่อยกับธรรมเนียมที่ต้องไปคารวะเช้าเย็นเช่นนี้ มาหนึ่งครั้งก็ถอนหายใจหนึ่งครั้ง เมื่อก่อนตอนที่เป็นอิสระนั้นดีแค่ไหน แล้วยังคิดอีกว่าจะหาข้อแก้ตัวเพื่อย้ายออกดีหรือไม่ จะได้หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ที่ยุ่งยากเช่นนี้
แต่ว่าความคิดนี้พึ่งจะมีขึ้นมาก็ต้องดับลง ไม่จำเป็นต้องคิด นางไม่มีทางได้รับอนุญาต
ฉินหลิวซีหาวหวอด สังเกตเห็นสายตาที่มองมา เมื่อหันไปตามสายตานั้นก็เห็นว่าเจ้าเด็กฉินหมิงฉีผู้นั้นกำลังจ้องนางอยู่ อดเลิกคิ้วไม่ได้
ฉินหมิงฉีรีบหลบสายตาทันที
น่าเบื่อ
แต่ว่าเจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้ฟ้องจริงๆด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เอ่ยถึงกฎเกณฑ์ใดๆกับนาง
“ทุกคนกลับไปเถิด” นางฉินผู้เฒ่าให้ทุกคนถอยออกไป สีหน้าเผยให้เห็นความเหนื่อยล้า
ฉินหลิวซีลุกขึ้น ย่อเข่าคารวะแล้วหันหลังเดินออกไป
“ซีเอ๋อร์”
ฉินหลิวซีหยุดฝีเท้า เมื่อหันกลับไปก็เห็นสะใภ้หวังกับสะใภ้เซี่ยเดินออกมาด้วยกัน สะใภ้เซี่ยเหลือบมองนางแล้วจึงพาเด็กๆเดินออกไป
“ท่านแม่มีอะไรหรือเจ้าคะ” สะใภ้หวังกับนางเดินออกมาพร้อมกัน เอ่ยว่า “ท่านป้าสะใภ้รองเจ้าชวนข้าไปไหว้พระที่วัดในวันพรุ่งนี้ เพื่อขอพรให้ท่านปู่ของเจ้าและคนอื่นๆด้วย”
ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้ออ้าง สะใภ้เซี่ยรู้สึกว่าช่วงนี้สิ่งต่างๆไม่ราบรื่น สัญชาตญาณบอกว่าสิ่งที่ฉินหลิวซีเอ่ยนั้นถูกต้องจึงอยากไปไหว้พระ
ฉินหลิวซีเข้าประเด็นสำคัญได้ในทันที ยิ้มพลางเอ่ยว่า “เรื่องเหล่านี้ท่านแม่จัดการเองได้เลย ให้ลุงหลี่จัดการเตรียมรถม้าได้เลยเจ้าค่ะ”
“จริงๆ แล้วข้าอยากไปอารามชิงผิง” สะใภ้หวังเอ่ยต่อ “แต่ท่านป้าสะใภ้รองของเจ้าเชื่อในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น…”
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ธูปในวัดอู๋เซียงก็ส่องสว่าง มีผู้แสวงบุญมากมาย พวกท่านไปที่นั่นก็ได้เช่นกันเจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังเอ่ยว่า “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้สตรีในเรือนได้เย็บกระเป๋าผ้า ข้าอยากให้พ่อบ้านหลี่นำไปฝากขายตามร้านค้าเพื่อหาเงินเล็กๆน้อยๆ”
ฉินหลิวซีพยักหน้า “ให้เขาไปฝากขายที่ร้านเฉียนจี้ เมื่อก่อนผ้าและสิ่งของอื่นๆในเรือนก็ซื้อมาจากที่นั่น เถ้าแก่เคยได้รับความกรุณาจากข้า เขาจะไม่เก็บค่าฝากขายแพงเกินไปเจ้าค่ะ”
“เจ้าเคยรักษาครอบครัวของเขาหรือ”
“เจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังเข้าใจแล้ว ก่อนจะเอ่ยว่า “ปีนี้คงจะยากลำบากเล็กน้อย ตอนนี้ตระกูลเราได้ซื้อที่ดินผืนเล็กๆ ปีหน้าพวกเราก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แล้วยังมีท่านอาหญิงใหญ่ของเจ้า วันนี้บอกว่านางหางานเป็นผู้ช่วยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งได้แล้ว จะเริ่มงานวันพรุ่งนี้”
“ผู้ช่วยหรือ นี่เป็นงานหนัก นางถูกเลี้ยงดูอย่างดีมาตลอด จะทำได้หรือเจ้าคะ” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “ต่อให้นางไม่ทำ ที่บ้านก็ยังคงเลี้ยงดูพวกนางได้”
“ท่านอาหญิงใหญ่เจ้าเป็นบุตรสาวอนุ ท่านแม่ของนางเสียไปตั้งแต่นางยังเด็ก นางเป็นเด็กสอนง่าย ฮูหยินผู้เฒ่าสงสารนางจึงได้เลี้ยงนางไว้ข้างกายมาหลายปี เมื่อถึงอายุที่เหมาะสมก็ได้แต่งกับบุตรอนุคนโตของตระกูลซ่ง” สะใภ้หวังเอ่ยเสียงเรียบ “นางแต่งงานไปอยู่ตระกูลซ่งมานานสิบกว่าปี แต่ให้กำเนิดบุตรสาวเพียงสองคน แม่สามีนางมีความคิดนี้มานานแล้ว แต่ด้วยกลัวท่านปู่ของเจ้าที่เป็นขุนนางระดับสามจึงไม่กล้าเอาอกเอาใจอนุแล้วเมินภรรยาเอก นับว่ายังพอปรามคนในตระกูลซ่งได้ แต่ก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้เขารับอนุเพื่อมีบุตรได้ ดังนั้นพวกบุตรชายอนุเหล่านั้นจึงไม่เคารพนาง นางก็ทำได้เพียงแค่กัดฟันแล้วกลืนเลือดลงไป แต่ก็นึกไม่ถึงว่าตระกูลซ่งจะใจร้ายเช่นนี้ พอตระกูลเราล้มลงก็ไล่พวกนางสามคนแม่ลูกออกจากจวนทันที”
“การกลับตระกูลฉินเป็นทางเลือกสุดท้าย การเลี้ยงดูพวกนางแม่ลูกไม่ใช่เรื่องลำบาก แต่ในอนาคตน้องสาวลูกพี่ลูกน้องเจ้าทั้งสองคนต้องแต่งงาน ต่อให้ท่านย่าของเจ้ารับปากว่าจะเตรียมสินสอดให้ แต่ตระกูลเราก็ยังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ไม่รู้ว่าจะฟื้นตัวได้อีกเมื่อไหร่ แม้ว่าจะให้คำมั่นสัญญา แล้วจะให้ได้เท่าไหร่กัน อย่างไรเสียพวกนางก็แซ่ซ่ง ท่านป้าของเจ้ากล้าออกไปเสี่ยงก็เพราะคิดถึงเรื่องตรงนี้ เก็บทีละเล็กทีละน้อยก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย”
สตรีที่แต่งงานแล้วก็เหมือนน้ำที่ถูกสาดออกไป การที่ตระกูลฉินสามารถรับได้หลังจากที่นางหย่าร้างแล้วกลับมาก็เพราะตระกูลฉินมีน้ำใจ หากเป็นตระกูลที่ใจไม้ไส้ระกำจริงๆ มีหรือจะสนว่าเจ้าจะเป็นหรือตาย
ในใจของฉินเหมยเหนียงย่อมรู้เรื่องนี้ดีจึงไม่กล้าหวังพึ่งตระกูลฉินทั้งหมด ดังนั้นนางจึงเก็บเงินส่วนตัวไว้เล็กน้อย ในอนาคตจะได้พอยืนหยัดได้บ้าง
“นับว่าแข็งแกร่งกว่าท่านป้าสะใภ้รองนะเจ้าคะ”
สะใภ้หวังขมวดคิ้วมุ่นใส่นาง
“ยังมีท่านป้าเล็กอีกไม่ใช่หรือ”
“ท่านป้าเล็กของเจ้าเป็นบุตรสาวที่ท่านย่าของเจ้าพึ่งมีตอนแก่แล้ว แต่นางกลับได้แต่งงานกับตระกูลหลิวซึ่งเป็นตระกูลที่ร่ำรวยทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตระกูลฉินล้มลงอย่างกะทันหัน ข่าวแพร่สะพัดออกไป ไม่รู้ว่าได้รับข่าวหรือไม่ หากได้รับแล้วก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ของนางจะเป็นอย่างไร” สะใภ้หวังถอนหายใจพลางเอ่ย “ท่านป้าเล็กเจ้านามว่าฉินอิง แม้ว่าจะเกิดตอนที่ท่านย่าเจ้าแก่แล้ว แต่ก็ถูกเอาอกเอาใจมาจนโต มีนิสัยแข็งกร้าว ตอนนี้อายุเพียงสิบเก้าปี พึ่งแต่งงานไปได้เพียงสองปียังไม่มีทายาท ตอนนี้ตระกูลฉินล้มลง ไม่รู้ว่าตระกูลหลิวปฏิบัติกับนางอย่างไร”
เมื่อนางพูดถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจแล้วยิ้มพลางเอ่ย “เจ้าดูข้าสิ เจ้าก็ยังอายุไม่เท่าไหร่ แต่ข้ากลับคุยเรื่องน่ารำคาญใจเหล่านี้กับเจ้า ช่างน่าแปลก เวลาคุยกับเจ้ามักจะรู้สึกโล่งใจเสมอ”
ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กับฉินหลิวซีมากนัก แต่เมื่อบทสนทนาเกิดขึ้น นางมักจะรู้สึกว่านางไม่ได้พูดกับเด็กรุ่นเล็ก แต่เป็นคนรุ่นเดียวกัน ช่างน่าแปลก
“ท่านแม่อยากจะพูดอะไร ข้าก็จะรับฟังเจ้าค่ะ” ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย
ลมหนาวพัดมา สะใภ้หวังตัวสั่น เอ่ยว่า “ไม่มีอะไรแล้ว เจ้ากลับเรือนเถิด”
ฉินหลิวซีย่อเข่าทำความเคารพ เมื่อเห็นว่านางสวมเพียงเสื้อผ้าบางๆไม่กี่ชิ้นจึงเอ่ยว่า “เมืองหลีล้อมรอบด้วยภูเขา ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวจะยิ่งหนาวขึ้นมาก ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ท่านแม่ทำเสื้อคลุมกันลมหนาวอีกสักสองผืนเถิด จะได้ไม่เป็นไข้ หากผ้าไม่เพียงพอก็ให้พ่อบ้านหลี่เบิกเงินไปซื้อมาได้เจ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
ฉินหลิวซีพยักหน้าเล็กน้อย หันหลังแล้วเดินจากไป
สะใภ้หวังยืนส่งนางจนจากไป ริมฝีปากยิ้มกว้าง
“นายหญิง คุณหนูใหญ่ดูเป็นคนเย็นชาแต่กลับเป็นคนใส่ใจ คุณหนูเคารพและห่วงใยท่านมากเจ้าค่ะ” เสิ่นหมัวหมัวเข้ามาพยุงนาง เมื่อจับมือเย็นๆของนางก็เอ่ยขึ้นมาว่า “บ่าวบอกแล้วว่าให้ใช้ผ้าฝ้ายปักลายทำเสื้อคลุมอีกสองตัว ท่านก็เอาแต่ให้พวกนางก่อน เฮ้อ ท่านก็ไม่ลองคิดดูสักนิด ตัวท่านเองก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดานะเจ้าคะ”
“เป็นผู้ดูแลเรือนไม่ง่ายหรอกนะ ทุกอย่างต้องเข้มงวดตัวเองให้ดี ไม่ให้ใครมาเอาไปนินทาได้ ข้าก็เบื่อที่จะเถียงกับนาง เหนื่อยจะตาย ถ้ามีเวลาว่างขนาดนั้น ไม่สู้เอาไปนั่งจิบชาดีกว่าหรือ”
‘นาง’ ที่ว่านั้นคือใคร ไม่บอกก็รู้
เสิ่นหมัวหมัวเอ่ย “แต่จะปล่อยไว้เช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”
“เอาล่ะ กลับไปก็นำผ้าฝ้ายมาทำดีกว่า อย่างไรก็ไม่ได้ออกไปไหน ไม่จำเป็นต้องทำให้มันหรูหรา แค่บังลมหนาวได้ก็พอแล้ว” สะใภ้หวังเอ่ย
ตอนนี้คนในจวนมีไม่มากนัก บุรุษก็ไม่อยู่ สาวใช้ก็มีไม่กี่คน สะใภ้หวังจึงพาอนุวั่นกับฉินหมิงฉุนมาอยู่เรือนเดียวกัน นางอยู่ห้องหลัก อนุวั่นอยู่ห้องปีกตะวันออก ส่วนฉินหมิงฉุนอยู่ห้องปีกตะวันตก
เพียงแต่ว่าสะใภ้หวังและคนอื่นๆคิดไม่ถึง ทั้งที่พึ่งจะกลับมาถึงเรือนแล้วตรวจการบ้านของฉินหมิงฉุน แต่จู่ๆ ฉีหวงก็มาพร้อมกับกระเป๋าห่อของใบใหญ่
“นายหญิงใหญ่” ฉีหวงย่อคารวะ วางห่อของไว้บนโต๊ะ มือทั้งสองประสานกันไว้ที่หน้าท้อง เอ่ยว่า “คุณหนูของพวกเราสั่งให้บ่าวนำเสื้อผ้าและสิ่งของที่ไว้ทำเสื้อผ้ามาส่งเจ้าค่ะ ล้วนเป็นลายดอกไม้สีฉูดฉาดที่คุณหนูไม่ชอบเท่าไหร่จึงเก็บไว้ในหีบมาตลอด ดังนั้นจึงนำมาให้นายหญิงใหญ่ดูว่าจะจัดการอย่างไรเจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังตกตะลึง
“บ่าวขอตัวเจ้าค่ะ”
หลังจากที่ฉีหวงไปแล้ว เสิ่นหมัวหมัวก็ก้าวไปข้างหน้าแกะห่อเปิดออก กางเสื้อผ้าด้านบนที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย ก่อนจะมองไปที่สะใภ้หวัง
นี่มันเสื้อผ้าธรรมดาที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นเสื้อคลุมขนเพียงพอนสีน้ำเงิน แล้วยังมีเสื้อคลุมกันลม ด้านล่างสุดเป็นเสื้อคลุมอย่างดีอีกสองตัวฃด้วย
ดวงตาของสะใภ้หวังรื้นน้ำตาเล็กน้อย “เจ้าเด็กคนนี้…”
ตอนที่ 137: เอาใจ
เช้าวันรุ่งขึ้น สะใภ้เซี่ยเดินออกมาพร้อมสวมเสื้อคลุมตัวใหม่ เมื่อเห็นสะใภ้หวังสวมเสื้อคลุมขนเพียงพอนตัวใหม่ยืนอยู่หน้ารถม้า สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป
“เสื้อคลุมของพี่สะใภ้ใหญ่ตัวนี้…”
ทันทีที่สะใภ้หวังเห็นสีหน้าของนางก็รู้ทันทีว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ ยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า “ซีเอ๋อร์ให้สาวใช้นำมาส่งให้เมื่อคืนนี้ อาจเป็นเพราะนางเห็นข้าสวมใส่เสื้อผ้าบางๆ นางจึงมีใจกตัญญูส่งเสื้อคลุมมาให้”
ฉินหลิวซีมอบให้อีกแล้วหรือ
สะใภ้เซี่ยเหลือบมองปิ่นหยกบนศีรษะนาง เอ่ยด้วยท่าทางอิจฉา “พี่สะใภ้ใหญ่ช่างมีโชคเสียจริง เจ้าหนูหลิวซีผู้นี้ถูกส่งไปบ้านหลังเก่าตั้งแต่อายุยังน้อย ตามหลักแล้วนางแทบไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับท่าน แต่กลับกตัญญูต่อท่าน ให้ความเคารพท่านในทุกๆด้าน แม้แต่มารดาผู้ให้กำเนิดของนางก็ยังไม่มีวาสนาเช่นนี้”
ไม่เพียงแต่อิจฉา ซ้ำยังประชดประชันอีกด้วย! สะใภ้หวังเอ่ยว่า “ในแง่ของความโชคดี ข้าไหนเลยจะเปรียบเจ้าได้ เจ้ามีลูกๆคอยดูแลอยู่ข้างกาย”
สะใภ้เซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่นานก็ดีใจขึ้นมา แต่ไม่กล้าแสดงออกด้วยคำพูด เพียงแต่เอ่ยว่า “พี่สะใภ้ใหญ่อย่าได้เศร้าไปเลย เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
ใช่แล้ว แม้ว่าจะได้รับความกตัญญูมากแค่ไหน แต่บุตรชายแท้ๆก็ไม่ได้คอยดูแลอยู่ข้างกาย
“อืม ไปกันเถิด เดี๋ยวจะสายแล้ว” สะใภ้หวังเหยียบบันไดก้าวขึ้นไปบนรถม้า
สะใภ้เซี่ยรีบตามขึ้นไปทันที
ในบ้าน ฉินหลิวซีพึ่งจะฝึกฝนเสร็จก็ได้ยินว่าซ่งอวี่เยียนมาถึงแล้ว
“พี่หญิงหลิวซี ข้าก็ไม่ได้มีของมีค่าอะไรมากนัก มีเพียงแค่รองเท้าปักคู่นี้ที่ข้าทำเองมอบให้ท่าน ไม่รู้ว่าขนาดพอดีหรือไม่เจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซีก้มหน้ามองไปที่รองเท้าปักคู่ที่นางถือไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง รองเท้าผ้ามันสีน้ำเงินปักด้วยดอกทับทิมสองดอกเหมือนกับดอกทับทิมที่อยู่บนต้นในลาน ฝีมือประณีตเป็นอย่างมาก
นางรู้สึกแปลกๆเล็กน้อย ละสายตาแล้วหันไปมองซ่งอวี่ฉิง เอ่ยว่า “เหตุใดเจ้าจึงทำสิ่งนี้ให้ข้า พวกเราก็ไม่ได้สนิทกัน”
เมื่อซ่งอวี่เยียนเห็นว่านางไม่รับ แล้วยังบอกว่าไม่สนิทกันจึงทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าของนางรู้สึกร้อนเล็กน้อย บีบรองเท้าปักในมือพลางเอ่ยว่า “พวก พวกเราไม่มีอะไรจะตอบแทนที่ให้เราอาศัยอยู่บ้านหลังเก่า ทำได้เพียงงานฝีมือ พี่หญิงรังเกียจหรือไม่เจ้าคะ”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้ข้า” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “ในเมื่อท่านย่าสามารถพาพวกเจ้ากลับมา ก็อยู่อย่างสบายใจเถิด ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้มาเอาใจข้า”
ซ่งอวี่เยียนหน้าแดง “ข้าไม่ได้…”
“หากเจ้าอยากจะตอบแทนจริงๆ ก็ทำให้ท่านย่า หรือท่านแม่ ไม่ต้องทำให้ข้า ไม่ใช่เพราะข้ารังเกียจ แต่เป็นเพราะเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ของข้ามีคนทำส่งมาให้อยู่แล้ว ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้”
ความเย็นชานี้ทำเอาซ่งอวี่เยียนแทบจะร้องไห้แล้ว
“รองเท้าคู่นี้ข้าจะรับไว้ ขอบใจมาก” ฉินหลิวซีรับรองเท้ามา “ต่อไปไม่ต้องทำแล้ว มันลำบากเกินไป ท่านป้าใหญ่ออกไปทำงานข้างนอกเป็นเพราะคิดถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของพวกเจ้า จึงอยากจะเก็บเงินส่วนตัว เจ้าควรจะลองคิดเรื่องนี้ดู ข้าเห็นว่าฝีมืองานปักรองเท้าของเจ้าไม่เลวเลย ได้รับการฝึกฝนจากอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาหรือ”
ซ่งอวี่เยียนพยักหน้า “เมื่อก่อนข้าเคยเรียนกับอนุท่านหนึ่งในจวนเจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซีตกตะลึง นางเป็นถึงบุตรสาวภรรยาเอกคนโตแต่กลับไปมาหาสู่กับอนุหรือ
ซ่งอวี่เยียนดูลำบากใจ ก้มหน้าพลางเอ่ยว่า “เดิมทีนางเป็นสาวใช้ท่านแม่ของข้า ฝีมือเย็บปักถักร้อยยอดเยี่ยม ข้ายังปักสองด้านได้ด้วยเจ้าค่ะ”
“งานปักสองด้านหาได้ยาก เจ้าทำได้ ไม่สู้ปักลวดลายสวยๆมาทำเป็นพัดหรือฉากกั้น ร้านเย็บปักหลายแห่งต้องรับอย่างแน่นอน เมื่อปักเสร็จก็มอบให้ท่านแม่ นางจะให้พ่อบ้านหลี่เอาไปฝากขาย เงินที่ได้มาก็จะให้เป็นเงินเก็บของเจ้า ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกโกง” พึ่งพาตัวเองดีกว่าพึ่งพาผู้อื่น งานปักนั้นลำบากแต่สามารถแลกเงินได้ เหตุใดจึงไม่ทำเล่า
ซ่งอวี่เยียนรู้สึกสนใจขึ้นมาอยู่บ้าง แต่นางไม่มีผ้ามันสวยงามเหล่านั้น
“ฉีหวง ไปเอาผ้ามันครึ่งม้วนมาให้นาง” ฉินหลิวซีสั่งฉีหวง จากนั้นก็ยกรองเท้าปักในมือพลางเอ่ยกับซ่งอวี่เยียน “ถือเสียว่าเป็นของตอบแทนสำหรับรองเท้าคู่นี้ก็แล้วกัน”
…
เมื่อซ่งอวี่เยียนเดินออกจากเรือนของฉินหลิวซีมาพร้อมกับถือผ้ามันสีฤดูใบไม้ร่วงชั้นดีครึ่งม้วน นางยังคงสับสนอยู่เล็กน้อย ความจริงแล้วที่นางให้รองเท้าหนึ่งคู่ก็เพื่อเอาใจฉินหลิวซี เพราะนางได้ยินมาว่าบ้านหลังนี้อยู่ภายใต้ชื่อของฉินหลิวซี
นางรู้ว่าเมื่อตนอาศัยอยู่ใต้หลังคาของผู้อื่น นางย่อมต้องอ่อนน้อมถ่อมตน จากการประเมินสถานการณ์ ในช่วงเวลาสั้นๆที่นางมาถึงเมืองหลี นางเห็นว่าท่านป้าสะใภ้รองที่นิสัยดุร้ายก็ยังพ่ายแพ้ให้ฉินหลิวซี แล้วยังมีฉินหมิงฉีที่ขัดแย้งกับนางแต่ก็ไม่สามารถเอาเปรียบนางได้ ซ่งอวี่เยียนจึงรู้ว่าไม่ควรล่วงเกินฉินหลิวซีผู้นี้
ดังนั้นนางจึงเต็มใจที่จะยอมจำนน เอาอกเอาใจฉินหลิวซีก็ดีกว่าหากวันหนึ่งทำให้นางโมโหแล้วถูกขับไล่ออกไป
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมอบผ้ามันให้นางเป็นการตอบแทน
ซ่งอวี่เยียนลูบผ้ามันที่ถูกทออย่างประณีตและเรียบเนียน รู้สึกมีความสุขเล็กน้อยในใจ
แม้ว่านางจะเป็นบุตรสาวภรรยาเอกคนโต แต่บิดาของนางเป็นบุตรชายอนุคนโต เพียงเพราะฉลาดหลักแหลมจึงได้รับความสำคัญจากท่านปู่ แต่คนที่ท่านปู่และท่านย่าให้ความสำคัญมากกว่าคือบุตรชายภรรยาเอกอย่างท่านอารอง รวมถึงคนในเรือนของท่านอารองเหล่านั้น
นอกจากนี้มารดาของนางซึ่งให้กำเนิดนางและน้องสาวมากว่าสิบปี แม้ว่าจะเป็นภรรยาเอก แต่ก็ไม่ได้รับความโปรดปรานเท่ากับอนุเฉิงที่ให้กำเนิดบุตรชายสองคน ดังนั้นข้าวของเครื่องใช้ประจำวันที่พวกนางได้รับจึงไม่ใช่ของชั้นดีที่สุด
แต่ผ้ามันชั้นดีเช่นนี้นางเคยเห็นมันตอนอายุแปดขวบ ปีนั้นท่านตาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นขุนนางระดับสาม ข้าวของเครื่องใช้ของพวกนางจึงดีขึ้นไม่น้อยเช่นกัน
ซ่งอวี่เยียนน้ำตาคลอสะอื้นออกมาเบาๆ
“พี่หญิง?”
ซ่งอวี่เยียนตัวแข็งเล็กน้อย หันกลับมาพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “น้องหญิงหมิงเย่ว์”
นางเกิดปีเดียวกันกับฉินหมิงเย่ว์ นางเกิดในเดือนสอง ส่วนฉินหมิงเย่ว์เกิดเดือนหก แต่ตามสถานะแล้วพวกนางกลับห่างกันคนละโลก
สายตาของฉินหมิงเย่ว์จ้องมองไปที่ผ้ามันที่นางถืออยู่ ดวงตาเป็นประกาย “ผ้ามันนี้มาจากไหนหรือ สวยจริงๆ”
ซ่งอวี่เยียนกำไว้แน่น เอ่ยว่า “ปีนี้พี่หญิงหลิวซีครบสิบห้าปีแล้ว ข้าจึงปักรองเท้าให้นางหนึ่งคู่ แต่นางกลับให้ผ้ามันผืนนี้เป็นสิ่งตอบแทน เอาไว้ปักลายทำพัด”
ฉินหมิงเย่ว์ชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยเสียงเบาว่า “พี่หญิงใหญ่ช่างดีกับท่านจริงๆ พวกเราที่เป็นน้องสาวแท้ๆก็ยังไม่เคยให้ผ้ามันที่งามเช่นนี้ เกรงว่าพี่หญิงใหญ่จะไม่ชอบพวกเรากระมัง”
ซ่งอวี่เยียนฝืนยิ้มพลางเอ่ยว่า “น้องหญิงคิดมากไปแล้ว”
“พี่หญิง ข้ามีกระโปรงอยู่ตัวหนึ่ง ขาดก็แค่เสื้อสีนี้ที่ใช้ใส่คู่กัน ท่านช่วยแบ่งผ้ามันให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ในวันข้างหน้าหากข้ามีผ้ามันอื่นค่อยคืนให้ท่าน” ฉินหมิงเย่ว์เดินเข้าไปจับมือนาง เอ่ยออดอ้อนว่า “พี่หญิงให้ข้าได้หรือไม่”
ริมฝีปากของซ่งอวี่เยียนขยับเล็กน้อย นิ้วของนางบีบผ้ามันไว้แน่น เงียบอยู่นานก่อนจะเอ่ยว่า “ย่อมได้”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
ฉีหวงที่อยู่หลังประตูลานมองดูทั้งสองคนออกไปด้วยกัน หันหลังเดินกลับไปรายงานฉินหลิวซี เมื่อเห็นว่านางไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ก็อดถามไม่ได้ “คุณหนูไม่คิดจะทำอะไรเลยหรือเจ้าคะ”
ฉินหลิวซีกำลังวาดยันต์ ไม่แม้แต่จะเงยหน้า เอ่ยว่า “ข้าทำอะไรได้ ในเมื่อให้นางไปแล้ว ก็เป็นของนาง นางจะปกป้องไว้ได้หรือไม่ จะมอบให้ใครก็เป็นเรื่องของนาง ไม่เกี่ยวกับข้า คนเราหากต้องการอยู่รอดก็ต้องพึ่งตัวเอง จะให้คนอื่นปกป้องไปตลอดชีวิต เป็นไปได้หรือ”
ก็ได้ นี่แหละวิถีของคุณหนูใหญ่!
ฉีหวงเอ่ยว่า “คุณหนูใหญ่ แล้วรองเท้าคู่นี้ล่ะเจ้าคะ”
ฉินหลิวซีเหลือบมองรองเท้าปักที่วางอยู่ข้างๆ เอ่ยว่า “เอาไปเก็บเถิด อากาศหนาวแล้ว ไม่ได้ใช้หรอก”
เมื่อฉีหวงได้ฟังดังนั้นก็เอารองเท้าไปเก็บ
ไม่ใช่ว่าไม่ได้ใช้ แต่ทุกอย่างที่นางใช้ ช่างปักที่คุ้นเคยกับขนาดและความชอบของนางได้จัดเตรียมส่งมาให้นางแล้ว
ตอนที่ 138: เมื่อเดือดร้อน ฉินหลิวซีจึงต้องเคลื่อนไหว
พระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก
สะใภ้หวังกับสะใภ้เซี่ยยังไม่กลับถึงบ้าน นางฉินผู้เฒ่าส่งคนไปถาม ฉินหลิวซีจึงต้องขอให้พ่อบ้านหลี่พาเฉินผีเช่ารถไปรอที่ประตูเมือง หลังจากนั้นไม่นานเฉินผีก็กลับมารายงานว่านายหญิงใหญ่และคนอื่นๆ มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้คนที่ประตูเมือง
“เป็นคนของรองนายอำเภอจ้าว ดูเหมือนว่าทุกคนไม่ยอมหลีกให้กันตอนจะเข้าเมือง นายหญิงรองระงับอารมณ์ไม่อยู่จึงเกิดทะเลาะกัน ตอนนี้คนจากตระกูลจ้าวที่มารับขวางพวกนางไว้ และต้องการให้นายหญิงทั้งสองคุกเข่าขอโทษ มิเช่นนั้นจะจับพวกนางในโทษฐานทำผิดต่อคนของขุนนางขอรับ” เฉินผีเอ่ยพลางเหลือบมองสีหน้าของฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนว่านางจะได้ยินเกี่ยวกับรองนายอำเภอจ้าวมาเลือนรางอยู่บ้าง รองนายอำเภอจ้าวดองกับตระกูลเหมิง แต่ว่าเป็นคนไหนนั้นนางไม่รู้ชัดเจน
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงประตูเมืองฉินหลิวซีจึงให้เฉินผีไปเชิญใต้เท้าอวี๋เจ้าเมืองมา “เจ้าแค่บอกเขาว่านักพรตปู้ฉิวจากอารามชิงผิงมาขอความช่วยเหลือจากเขา นายหญิงเป็นคนของข้า”
“ขอรับ”
เฉินผีลงจากรถม้า ร่างของเขาหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มองไม่เห็นแล้ว
ส่วนฉินหลิวซีก็ขอให้คนขับรถม้ามุ่งหน้าไปต่อยังประตูเมือง ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ผู้คนที่ประตูเมืองต่างมารวมตัวกันเพื่อดูความครึกครื้น มีรถม้าหนึ่งคันจอดรออยู่ที่ประตูเมือง ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสะใภ้หวัง หากไม่ใช่หลี่เฉิงแล้วจะเป็นใครได้
อีกด้านหนึ่งมีสตรีสวมชุดผู้ดูแลหญิงคนหนึ่งยืนจ้องมองสะใภ้เซี่ยอย่างเย่อหยิ่ง ปากของนางขยับไม่หยุด ท่าทางยโส ด้านหลังผู้ดูแลหญิงมีรถม้าที่มีสัญลักษณ์ของตระกูลจ้าว โดดเด่นเป็นอย่างมาก
ฉินหลิวซีให้รถม้าเข้าไปใกล้ ได้ยินเสียงแหลมๆของผู้ดูแลหญิงผู้นั้น นางชี้ไปที่สะใภ้เซี่ยพลางเอ่ยว่า “…ก็แค่คนในตระกูลขุนนางทรยศ ยังกล้ามาแย่งทางฮูหยินของข้า คิดว่าตัวเองยังเป็นตระกูลขุนนางระดับสามเหมือนเมื่อก่อนอย่างนั้นหรือ ไม่รู้จักเจียมตัวเสียจริง!”
สะใภ้เซี่ยโกรธจนหน้าแดง กำลังจะอ้าปากตอบโต้ก็ถูกสะใภ้หวังดึงนางไปไว้ข้างหลัง มองผู้ดูแลหญิงผู้นั้น เอ่ยอย่างสงบนิ่งว่า “พวกเราไม่ได้แย่งทาง แต่ต่อแถวเข้าเมืองตามกฎ เป็นรถม้าจวนท่านที่เข้ามาชนก่อน เดิมทีพวกเราไม่ได้มีเจตนาจะเอาความ แต่จวนท่านกลับแสดงท่าทีก้าวร้าว ถือว่าตัวเองเป็นตระกูลขุนนางก็สามารถใช้อำนาจรังแกผู้อื่นได้อย่างนั้นหรือ”
ฉินหลิวซีมองไปที่สะใภ้หวัง เห็นว่านางสวมชุดผ้าฝ้าย คลุมด้วยเสื้อคลุมขนเพียงพอนที่ตัวเองให้ ผมสีดำคลับถูกเกล้าขึ้นด้วยปิ่นหยก ยืนหลังตรง มองดูผู้ดูแลหญิงที่กำลังพูดโดยไม่ได้มีความน้อยใจหรือถูกกดขี่เลยแม้แต่นิด
สำหรับบางคนที่ได้รับการปลูกฝังอย่างดีมาตั้งแต่ยังเล็ก เกรงว่าแม้ตอนตกอับก็ยังไม่ลดตัวลง
สะใภ้หวังที่มาจากตระกูลใหญ่ย่อมเป็นเช่นนี้ ตอนนี้อาจเรียกได้ว่านางเป็นเพียงแค่คนธรรมดาสามัญ แม้แต่ผู้ดูแลหญิงของตระกูลขุนนางก็ยังกล้ารังแกนาง แต่นางกลับไม่ได้มีความตื่นตระหนกหรือน้อยใจเลยแม้แต่นิด
ผู้ดูแลหญิงผู้นั้นถูกมองจนหายใจไม่สะดวก ในใจตื่นตระหนกเล็กน้อย มองไปข้างหลังโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็คิดว่าตัวเองตื่นตระหนกอะไร อีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ภรรยานักโทษ
“สตรีเจ้าเล่ห์ กล้าดีอย่างไรมาใส่ร้ายตระกูลขุนนาง”
“นี่ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่หากว่าไปตามเรื่อง พวกเจ้าชน พวกข้าก็ไม่ได้เอาความ กระทั่งยอมหลีกให้ เป็นพวกเจ้าที่ไม่ยอมยุติเรื่องนี้” สะใภ้หวังมองไปที่รถม้าคันนั้น เอ่ยว่า “อีกอย่าง เจ้าบอกว่าข้าเป็นภรรยานักโทษ แต่ฝ่าบาทได้เมตตาต่อตระกูลฉินแล้ว ยึดทรัพย์สินตระกูล เนรเทศบุรุษอายุเกินสิบสองปี ส่วนสตรีให้กลับบ้านเดิมได้โดยไม่มีความผิดใดๆ จวนท่านกำลังสงสัยในการตัดสินของฝ่าบาทอย่างนั้นหรือ หรือว่าจวนท่านสามารถตราโทษสตรีตระกูลฉินอย่างข้าแทนฝ่าบาทได้?”
ผู้ดูแลหญิงก็ไม่ใช่คนโง่เขลา เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็หน้าซีด เรื่องนี้ เรื่องนี้ใครจะกล้ายอมรับล่ะ
“เจ้า เจ้าอย่ามาใส่ร้ายผู้อื่น” ผู้ดูแลหญิงเอ่ยตะกุกตะกักด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
สะใภ้หวังมองรถม้าพลางเอ่ยอย่างใจเย็น “สิ่งใดที่ยอมได้ก็ยอมไป ข้าเชื่อว่าจวนท่านกระทำการใดๆอย่างเปิดเผย ใต้เท้าจ้าวเป็นขุนนางที่ดีที่รักราษฎรดั่งบุตร ใช่ว่าจะตามใจคนในตระกูลให้จงใจสร้างเรื่องลำบากให้ราษฎร”
คำพูดเสียดสีนี้ทำเอาคนฟังใจร้อนรน!
ท่านแม่ช่างน่าสนใจจริงๆ
ฉินหลิวซียิ้มมุมปาก สวมหมวกคลุมหน้า ลงจากรถม้าแล้วเดินไป “ท่านแม่”
เมื่อสะใภ้หวังเห็นนาง สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยว่า “เจ้ามาได้อย่างไร”
“พอพระอาทิตย์ตกถึงยามพลบค่ำ ท่านย่าเห็นว่าท่านแม่และท่านอาสะใภ้รองยังไม่กลับ เป็นห่วงพวกท่านจึงได้มารับเจ้าค่ะ” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “อีกสักพักจะมีลมแรง ท่านแม่ขึ้นไปบนรถม้าก่อนเถิด จะได้ไม่เป็นหวัด หลี่เฉิง ขับรถม้ากลับจวนเถิด”
“ขอรับ คุณหนู”
เมื่อสะใภ้เซี่ยเห็นว่านางไม่ได้ใส่ใจกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้เลย จึงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกปวดหัว เจ้าเด็กคนนี้ ไม่รู้หรือว่าสถานการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างไร บอกให้ไปก็ไปได้เลยหรือ!
สะใภ้หวังก็คิดเช่นนั้น อีกฝ่ายตั้งใจจะสร้างปัญหา ทำให้เป็นเรื่องยากลำบาก หากไปเลยเกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย
แน่นอนว่าผู้ดูแลหญิงได้ยินคำพูดที่มาจากรถม้าฝั่งตรงข้าม เอ่ยว่า “พวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปโดยไม่ขอโทษ มิเช่นนั้นจะถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานดูหมิ่นตระกูลขุนนาง”
ฉินหลิวซีสีหน้าเย็นชา ยกชายผ้าคลุมขึ้น มองผู้ดูแลหญิงผู้นั้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ต้องโทษฐานดูหมิ่นตระกูลขุนนาง เจ้ามีเอกสารทางการ มีหลักฐาน หรือว่าใช้มาตรฐานของกฎหมายต้าเฟิงมาตราโทษว่าพวกนางดูหมิ่นหรือ”
“ข้า พวกเจ้า…”
“เพียงแค่คนสามัญทั่วไป ช่างพูดจาโอหังยิ่งนัก” เสียงหยิ่งยโสของสตรีดังออกมาจากในรถม้า จากนั้นผ้าม่านก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าเล็กของสาวงามที่มีเครื่องประดับสีชาดบนศีรษะ หันไปมองสะใภ้หวังที่แต่งตัวเรียบๆด้วยสายตาดูถูก ก่อนที่สายตาจะไปตกอยู่ที่ฉินหลิวซี นางถึงกลับตาโต
ฉินหลิวซีมองเห็นใบหน้าของสาวงามผู้นี้ในทันที ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม
หางตาแคบปูดมีไฝ ซ้ำยังมีรอยตีนกา สตรีผู้นี้ไม่ซื่อสัตย์กับคู่แต่งงาน มีนิสัยชอบควบคุม เป็นคนใจแคบและสุดโต่ง เห็นแก่ตัว ขาดความอดทน ไม่สนใจผู้อื่น คนที่หมายปองนางล้วนเป็นคนชั่วร้ายเสื่อมทราม ในตาแฝงไว้ด้วยความหมองหม่น สตรีผู้นี้จะโดนผู้ที่หมายปองทำร้ายในไม่ช้า
เมื่อสาวงามผู้นั้นเห็นดวงตาของฉินหลิวซีก็รู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างอธิบายไม่ถูก รู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อยราวกับว่าถูกอีกฝ่ายสอดแนมความลับบางอย่าง ไม่มีอะไรต้องซ่อนแต่กลับอยากหลบโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อสังเกตเห็นสิ่งนี้ นางก็โกรธเล็กน้อย อีกฝ่ายเป็นใครกัน ก็แค่เด็กเมื่อวานซืน แต่ตัวเองกลับถูกทำให้ตกใจ!
สาวงามตะโกนบอกองครักษ์ข้างรถม้าว่า “มัวยืนทำอะไรอยู่ ยังไม่รีบไปเอาป้ายคำสั่งของใต้เท้าอีก”
สะใภ้หวังเริ่มกังวลเล็กน้อย เอ่ยว่ากับฉินหลิวซีว่า “ซีเอ๋อร์ ช่างเถิด ข้าจะไปขอโทษ เจ้ากลับไปก่อน”
มิเช่นนั้นเกรงว่าอีกสักครู่จะไปไม่ได้แล้ว
ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย “ท่านแม่อย่ากังวล พวกเราไปได้แน่เจ้าค่ะ”
ทันทีที่นางพูดจบก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบมาทางประตูเมือง ผู้ที่นำมาคือใต้เท้าอวี๋เจ้าเมือง
“มาอยู่กันทำไมตรงนี้ ประตูเมืองกำลังจะปิดแล้ว รีบเข้าเมือง มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องเข้าแล้ว” อวี๋ชิวไฉเอ่ยเสียงดัง
เมื่อคนตระกูลจ้าวเห็นอวี๋ชิวไฉแต่งกายด้วยเครื่องแบบราชการ ก็รู้ว่าเขาคือผู้ปกครองเมืองหลี จึงรีบเข้าไปคำนับ “ใต้เท้าอวี๋ พวกเราเป็นคนในตระกูลของใต้เท้าจ้าว…”
อวี๋ชิวไฉเป็นขุนนางฝ่ายทหาร ตำแหน่งทางการของเขาสูงกว่ารองนายอำเภอจ้าว ที่สำคัญกว่านั้น เบื้องหลังของเขาคือจวนเจิ้นเป่ยโหว เขาเป็นบุตรชายคนที่สามของแม่ทัพเจิ้นเป่ยโหวผู้โด่งดัง สถานะสูงศักดิ์
“ไม่ว่าจะเป็นใครก็ให้รีบเข้าเมือง อีกสักครู่จะมีขุนนางชั้นสูงเข้าเมือง เดี๋ยวจะไปขวางทางเอาได้ ทหาร ให้พวกเขาไป” อวี๋ชิวไฉเรียกองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังให้ไปไล่คนออก
ใบหน้าของคนตระกูลจ้าวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเล็กน้อยด้วยความโกรธ
อวี๋ชิวไฉผู้นี้ไม่เห็นแก่หน้าตระกูลจ้าวอย่างพวกเขามากเกินไปแล้ว
ตอนที่ 139: ได้เจอแต่ไม่รู้จัก
อวี๋ชิวไฉไม่สนใจว่าเขาจะเป็นคนตระกูลจ้าวหรือคนตระกูลฉิน สิ่งสำคัญคืออาจารย์ปู้ฉิวมาขอความช่วยเหลือจากเขา เช่นนั้นไม่ว่าใครก็ไม่สามารถล่วงเกินท่านอาจารย์ได้
เมื่อเห็นว่าคนของตนเองเชิญรถม้าตระกูลจ้าวเข้ามาแล้ว อวี๋ชิวไฉจึงได้มองไปทางฝั่งพวกของฉินหลิวซีแต่กลับไม่ได้ไปหา อย่างไรเสียก่อนจะมาที่นี่เขาก็ได้ยินแล้วว่าบุคคลที่ขัดแย้งกับตระกูลจ้าวคือใคร
พวกเขาคือคนในตระกูลของฉินหยวนซานอดีตเสนาบดีสำนักกวงลู่ที่ถูกส่งกลับเมืองหลี ส่วนตระกูลจ้าวเป็นสุนัขที่ได้รับความโปรดปรานจากตระกูลเหมิง ตระกูลเหมิงกับตระกูลฉินขัดแย้งกันมาตลอด คาดว่าคงมาหาเรื่องเพราะเหตุนี้
สายตาของอวี๋ชิวไฉมองข้ามสตรีที่สวมหมวกคลุมหน้าไปตกอยู่ที่ใบหน้าของสะใภ้หวัง เขาเคยพบกับสะใภ้หวังเมื่อหลายปีก่อน แต่ตอนนี้เมื่อหลายปีผ่านไปสิ่งต่างๆก็แปรเปลี่ยน
“ฮูหยินฉิน ท่านเองก็เข้าเมืองเถิด อย่าอยู่ที่นี่เลย เดี๋ยวจะไปชนกับขุนนางชั้นสูงเข้าจริงๆ” อวี๋ชิวไฉมองพลางกล่าวกับสะใภ้หวังที่อยู่บนหลังม้า
สะใภ้หวังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ท่านรู้จักข้าหรือ”
“ข้าเป็นคุณชายสามตระกูลอวี๋ จวนเจิ้นเป่ยโหว ตอนนี้เป็นผู้ครองเมืองหลี หลายปีก่อนเคยได้พบฮูหยินกับสหายฉินอยู่เคียงข้างกันบนที่นั่งชมลานประลองเซิ่งจิง เคยได้ทักทายกันอยู่”
สะใภ้หวังเองก็นึกขึ้นได้แล้วเช่นกัน ก้าวไปข้างหน้าพลางคารวะ “ที่แท้ก็คือใต้เท้าอวี๋ ขอบคุณที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้พวกเรา”
อวี๋ชิวไฉโบกมือ กล่าวว่า “ข้าเพียงแค่ตอบรับคำขอจากอาจารย์ปู้ฉิวก็เท่านั้น”
เอ๋ ไม่ใช่สิ เจ้าเด็กนั้นบอกว่านี่คือคนของอาจารย์ปู้ฉิว แต่บรรดาบุรุษตระกูลฉินที่อายุเกินสิบสองปีต่างถูกเนรเทศ แล้วนี่เป็นคนในครอบครัวเขาได้อย่างไรกัน
อวี๋ชิวไฉชำนาญศิลปะการต่อสู้แต่ไม่ใช่คนละเอียด เขาไม่คิดว่าฉินหลิวซีจะเป็นสตรีด้วยซ้ำ และยิ่งไม่คิดว่าคนที่เขารู้จักอย่างอาจารย์ปู้ฉิวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา
เขากำลังจะถามก็เห็นว่าข้างหน้ามีฝุ่นตลบอบอวล เห็นได้ชัดว่ามีรถม้ากำลังมาทางนี้ และผู้ที่นำอยู่ด้านหน้าเป็นคนของเขาเอง เขารู้ในทันทีว่าคนในรถม้านั้นคือใคร รีบกล่าวว่า “พวกท่านรีบเข้าเมืองเถิด ข้าขอตัวก่อน”
ไม่ทันรอให้สะใภ้หวังเอ่ยอะไร เขาก็ควบม้าไปต้อนรับขบวนรถม้านั้นแล้ว
แม้ว่าสะใภ้หวังจะมีความสงสัยในใจ อาจารย์ปู้ฉิวคือใคร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายจากไปแล้วจึงทำได้เพียงปล่อยไป
“ท่านแม่ ขึ้นรถเถิด” ฉินหลิวซีกล่าว
สะใภ้หวังพยักหน้า เอ่ยกับสะใภ้เซี่ยว่า “พวกเรากลับบ้านกันเถิด”
ทั้งสองขึ้นรถม้าแต่ยังไม่ได้ออกรถ เพราะอวี๋ชิวไฉได้นำรถม้าทั้งสองคันนั้นมาแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดการชนกันจึงหยุดรอก่อน
เสียงรถม้าวิ่งผ่านไปตามถนนกรวด ประตูเมืองได้เปิดเส้นทางใหญ่ไร้คนขวางรอนานแล้ว เพื่อให้ขบวนรถม้าผ่านไปได้อย่างสะดวก
ฉินหลิวซีหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง มองเห็นองครักษ์ขี่ม้าผู้นั้นอย่างชัดเจน แล้วมองรถม้าที่อยู่ข้างๆ นางแทบจะกรอกตาด้วยความระอา พึ่งจะไม่กี่วัน คนแซ่ฉีมาอีกแล้ว ซ้ำยังนำปัญหามาให้นางด้วย
แต่สายตาของนางกลับจ้องมองไปยังรถม้าที่อยู่ด้านหลังรถม้าของฉีเชียน เป็นรถม้าที่เรียบง่ายแต่กว้างขวางมาก ล้อรถวิ่งอยู่บนพื้นกรวดแต่รถม้ากลับไม่สั่นสะเทือน เกรงว่าจะประกอบด้วยชิ้นส่วนลดการสั่นสะเทือนอย่างดี นอกจากนี้ยังมีคนขับรถม้าที่จริงจังและซื่อสัตย์ คาดว่าจะได้รับการฝึกมา
รถม้าของฉีเชียนผ่านฉินหลิวซีไปโดยไม่หยุดเลยแม้แต่ชั่วครู่ รวมถึงหั่วหลางและองครักษ์คนอื่นๆที่อยู่บนหลังม้า เห็นว่าฉินหลิวซียืนอยู่ข้างรถม้าแต่ไม่แม้แต่จะชายตามอง
ช่วยไม่ได้ ฉินหลิวซีแต่งกายด้วยชุดของสตรีซ้ำยังสวมหมวกคลุมหน้า ใครจะจำนางได้
ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ มองดูรถม้าธรรมดา ธรรมดาที่ผ่านไป ลมพัดแรงจนมุมผ้าคลุมหน้าปลิวก่อนจะตกลงมา แต่นางกลับมองเห็นคนที่นั่งอยู่ในรถม้า
เป็นชายหนุ่มรูปงามในชุดสีดำนั่งตัวตรง
“หนุ่มรูปงาม” นางแสดงความคิดเห็นด้วยรอยยิ้ม
ในรถม้า หูของอวี้ฉังคงขยับเล็กน้อย หันไปตามเสียง ได้ยินผิดไปหรือ
ตอนที่ 140: กล้ามารุกรานก็ลองดู!
เมื่อฉินหลิวซีกับสะใภ้หวังและคนอื่นๆ กลับมาถึงบ้านฉินก็ไปคารวะที่เรือนของนางฉินผู้เฒ่าก่อน อย่างไรเสียฮูหยินผู้เฒ่าก็กำลังเป็นกังวล
ไม่ต้องให้สะใภ้หวังเอ่ยปาก สะใภ้เซี่ยที่อัดอั้นตันใจได้บ่นกับนางฉินผู้เฒ่าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองว่าคนตระกูลจ้าวนั้นหยิ่งยโสโอหังเพียงใด แล้วพวกนางน้อยเนื้อต่ำใจเพียงใด
“รองนายอำเภอจ้าวเป็นเพียงขุนนางระดับห้าตัวเล็กๆ เขาเข้าร่วมกับตระกูลเหมิงแล้วกลายเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลเหมิงจึงได้หยิ่งยโสจนสามารถเหยียบหน้าและบดขยี้เราได้ เป็นสุนัขรับใช้ที่อาศัยบารมีผู้อื่น จิ้งจอกแอบอ้างเป็นเสือ น่ารังเกียจ ถุ้ย!” สะใภ้เซี่ยสบถออกมาอย่างหยาบคาย
เมื่อเห็นว่าเป็นเช่นนี้สะใภ้หวังจึงกล่าวว่า “น้องสะใภ้รอง แม้ว่าเขาจะเป็นขุนนางระดับห้า แต่ก็เป็นตระกูลขุนนาง แต่ตระกูลฉินเป็นเพียงตระกูลของขุนนางประพฤติมิชอบ พวกเราก็เป็นคนของขุนนางที่ประพฤติมิชอบ ฝ่าบาทมีเมตตาไม่ถือสาเอาความสตรีอย่างพวกเรา ไม่ได้หมายความว่าพวกเรายังมือยศถาบรรดาศักดิ์อย่างเช่นเมื่อก่อน เจ้าอย่าลืมว่าสถานะในตอนนี้ของพวกเราเป็นเพียงสามัญชนทั่วไปเท่านั้น”
สะใภ้เซี่ยบ่นพึมพำ “เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทำผิดก่อน”
สะใภ้หวังถอนหายใจเบาๆ “น้องสะใภ้รอง ต้าเฟิงมีชนชั้นที่แบ่งแยกชัดเจน ที่เมืองเซิ่งจิงเจ้าก็เห็นมาไม่น้อยไม่ใช่หรือ ในบรรดาสามัญชนธรรมดาทั่วไปของที่นี่ ขุนนางไม่มีความผิดแม้ว่าพวกเขาจะทำผิด แต่ชีวิตของราษฎรธรรมดาก็เป็นเหมือนผักปลา สู้อย่างไรก็ไม่ชนะ”
ตอนที่ตระกูลฉินยังไม่ล้มลง สตรีของตระกูลฉินเดินไปไหนมาไหน สามัญชนทั่วไปก็มองพวกนางด้วยสายตาที่เคารพยำเกรง
“พวกเขามาชนเรา แต่เราไม่เป็นไร ยอมถอยให้หนึ่งก้าวก็พอแล้ว เจ้ายังไปเปิดม่านถกเถียงกับพวกเขา ไปยั่วโมโหพวกเขาแท้ๆเลย ดีนะที่เป็นคนของรองนายอำเภอขุนนางระดับห้าที่ให้เราคุกเข่าขอโทษ ถ้าเป็นขุนนางชั้นสูงท่านอื่นเจ้ากับข้าจะยังนั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” น้ำเสียงของสะใภ้หวังแสดงถึงความไม่พอใจกับความมุทะลุของสะใภ้เซี่ย
สีหน้าของสะใภ้เซี่ยเปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า เงียบอยู่นานก่อนจะเถียงขึ้นมาว่า “พี่สะใภ้ใหญ่บอกว่าพวกเราต่ำต้อย แต่ตอนที่อยู่หน้าประตูเมือง ท่านก็ไม่ได้ลดละศักดิ์ศรีใดๆ เข้าไปเผชิญหน้าตรงๆไม่ใช่หรือ”
“ตอนแรกข้าก็ยอมขอโทษไม่ใช่หรือ แต่คนตระกูลจ้าวก้าวร้าวและปฏิเสธที่จะให้อภัย ข้าจึงได้ยกรองนายอำเภอจ้าวขึ้นมาพูดต่อหน้าทุกคน หากจะบอกว่าไม่ได้ลดละศักดิ์ศรี ความจริงแล้วข้าเพียงแค่ลองดู พวกเขาเองก็ให้ความสำคัญเรื่องชื่อเสียงเช่นกัน” สะใภ้หวังยิ้มเจื่อนๆ “แต่ข้าคิดว่าเราอาจทำให้รองนายอำเภอจ้าวขุ่นเคืองเข้าแล้วจริงๆ เมื่อครู่นี้หากใต้เท้าอวี๋ไม่ได้มาช่วย เกรงว่าพวกเราจะไม่สามารถถอยออกมาได้ แม้ว่าจะถอยออกมาแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าตระกูลจ้าวจะคิดบัญชีทีหลังอย่างไร”
หลังจากที่นางฉินผู้เฒ่าได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็มีสีหน้าหม่นหมอง กำลังจะอ้าปากพูดก็ไอพร้อมคายเสมหะออกมา ชี้ไปที่สะใภ้เซี่ยก่อนจะเอ่ยตักเตือนว่า “เจ้าเป็นคนมุทะลุ ไม่ใช้สมองแม้แต่น้อย เหตุใดไม่คิดดูว่าสถานการณ์ของเราในตอนนี้เป็นอย่างไร เพียงแค่ออกไปจุดธูปขอพรก็ยังไปทำให้ผู้อื่นขุ่นเคืองกลับมาได้”
สะใภ้เซี่ยน้อยใจเป็นอย่างมาก กล่าวว่า “ท่านแม่ ก็ข้าอดไม่ได้นี่เจ้าคะ”
“หากอดกลั้นไม่ได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก็จะนำปัญหาใหญ่มาสู่ตระกูลฉินของพวกเรา ตอนนี้พวกเราอยู่ที่บ้านเดิม ล้วนเป็นคนแก่ เด็กและสตรี หากตระกูลจ้าวกดดันเราขึ้นมาจริงๆ จะต้านทานได้อย่างไร” นางฉินผู้เฒ่ายิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ ไอสองสามทีแล้วเอ่ยต่อ “พี่สะใภ้ใหญ่เจ้ากล่าวถูกแล้ว ตอนนี้พวกเราเป็นเพียงแค่สามัญชนเท่านั้น จะเอาอะไรไปสู้กับขุนนางได้”
ราษฎรไม่ต่อกรกับขุนนาง แม้แต่เด็กอายุสามขวบก็รู้ แต่คนงี่เง่าผู้นี้แค่อยากจะมีช่วงเวลาแห่งความสุขโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา
สะใภ้หวังกล่าวว่า “ท่านแม่ หรือว่าพวกเราจะเตรียมของขวัญส่งไปขอโทษตระกูลจ้าวดีเจ้าคะ”
“หา? เช่นนั้นไม่เป็นการตบหน้าตัวเองหรือ เกรงว่าพวกเขาจะหัวเราะจนฟันหลุด!” สะใภ้เซี่ยกล่าวเสียงดัง
นางฉินผู้เฒ่าก็กังวลมากเช่นกัน ก้มหัวให้เช่นนี้ตระกูลจ้าวจะหยิ่งผยองขนาดไหน
สะใภ้หวังกล่าวอย่างใจเย็นว่า “ก็ยังดีกว่าให้พวกเราต้องอยู่อย่างลำบากในเมืองนะเจ้าคะ”
สิ่งที่ควรทำก็ต้องทำ!
ทั้งสองคนตัวแข็งทื่อ
อย่าพูดถึงเลย ยิ่งพูดยิ่งกังวล!
ตอนนี้พวกนางเป็นคนธรรมดา หากตระกูลจ้าวต้องการจะกดดันจริงๆ อย่าว่าแต่การผูกมิตรข้างนอกเลยจะทำอะไรสักอย่างก็คงยาก อย่างไรเสียพวกเขาก็ไร้ที่พึ่ง
สะใภ้เซี่ยเอ่ยอย่างไม่เต็มใจ “คงไม่ต้องถึงขึ้นนั้นหรอกกระมัง พวกเราก็ไม่ค่อยได้ไปไหนบ่อยนัก พวกเขาคงไม่แม้กระทั่งไม่ยอมให้ออกนอกประตูหรอกกระมัง”
สะใภ้หวังหัวเราะหยัน “จากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้เรารู้แล้วว่าตระกูลจ้าวเป็นคนใจแคบ ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาเป็นสุนัขรับใช้ของตระกูลเหมิง เพื่อเอาใจตระกูลเหมิงมีอะไรบ้างที่จะไม่กล้าทำ น้องสะใภ้รองบอกว่าพวกเราไม่ค่อยออกไปไหนมาไหนก็ถูก สตรีสามารถอยู่เรือนได้ตลอดทั้งวันไม่ออกไปไหนก็ได้ แต่เจ้าอย่าลืมว่าฉีเอ๋อร์กับฉุนเอ๋อร์ต้องไปสำนักศึกษา พวกเขาไม่สามารถปิดประตูอยู่ในเรือนไม่ออกไปไหนอย่างสตรีได้หรอกกระมัง”
เมื่อพูดถึงอนาคตของบุตรชาย สีหน้าของสะใภ้เซี่ยก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่นางฉินผู้เฒ่าก็สีหน้าหมองหม่นเช่นกัน
ตระกูลฉินเป็นตระกูลที่สืบทอดบทกวีและหนังสือ สตรีสามารถทำงานเย็บปักถักร้อยที่จวนได้ แต่บรรดาบุรุษไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ พวกเขาต้องศึกษาเล่าเรียนเพื่อชื่อเสียง
“เช่น เช่นนั้นพวกเราก็ต้องก้มหัวแล้ว” สะใภ้เซี่ยเอ่ยพลางถอนหายใจ
สะใภ้หวังเหลือบมองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
สะใภ้เซี่ยหน้าแดง หางตาของนางเหลือบเห็นฉินหลิวซีที่ไม่ได้กล่าวอะไรเลยตั้งแต่เข้าเรือนมา ซ้ำตอนนี้ยังคงยกถ้วยชาขึ้นมาดูรูปแบบลวดลายเหมือนคนที่ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบรรดาผู้อาวุโสกำลังกังวลอะไร ท่าทางไม่สนใจทำเอาในใจนางโกรธเป็นอย่างมาก
นางไม่กล้าโมโหใส่สะใภ้หวัง แต่กลับฉินหลิวซีที่อายุน้อยกว่ามีหรือที่นางจะไม่กล้า
สะใภ้เซี่ยพูดจาคลุมเครือ “แม่หนูซียังเป็นเด็กไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่กลัวเลยแม้แต่นิด”
นางฉินผู้เฒ่ากับสะใภ้หวังต่างก็มองข้ามไป
ฉินหลิวซีถูกเรียกชื่อโดยไร้สาเหตุ ละสายตาจากลวดลายบนถ้วยน้ำชาแล้วจึงเอ่ย “ท่านอาสะใภ้รองกล่าวอะไรหรือเจ้าคะ”
“ข้ากำลังพูดถึงเจ้า ตอนที่อยู่ที่ประตูเมือง เจ้าบอกให้พวกเขาหาหลักฐานซ้ำยังพูดถึงกฎหมายของต้าเฟิงอย่างไม่ยำเกรง เจ้าไม่ได้ยินที่ท่านแม่เจ้าพึ่งพูดไปเมื่อครู่นี้หรือ พวกเราเป็นสามัญชน ไม่มีอำนาจไปต่อกรกับขุนนางได้! ” สะใภ้เซี่ยระบายความโกรธใส่นาง เอ่ยว่า “ไม่แน่ตอนนี้ตระกูลจ้าวคงกำลังคิดว่าจะจัดการกับเราอย่างไรดี”
ตระกูลจ้าว ‘เจ้าเดาถูกแล้ว! แต่ไม่มีรางวัล!’
ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ย “พวกท่านเป็นสามัญชนธรรมดาแต่ข้าเป็นคนของเสวียนเหมิน ไม่เคยกลัวสิ่งที่เรียกว่าขุนนางเจ้าค่ะ”
หลายคนตกใจ
สะใภ้เซี่ยถูกนางเยาะเย้ย แทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ “เจ้าไปเอาความกล้านี้มาจากไหนจึงได้พูดจาอวดดีเช่นนี้!”
ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบว่า “ท่านอาสะใภ้รองอย่าลืมว่าข้าอาศัยอยู่ที่เมืองหลีมาสิบปีในสถานะที่เกือบจะเหมือนเด็กกำพร้าก็ไม่เคยที่จะไม่มีความสุขหรือถูกใครรังแกได้เจ้าค่ะ”
สะใภ้เซี่ยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “นั่นเป็นเพราะตระกูลฉินของพวกเราเป็นตระกูลขุนนาง ท่านปู่ของเจ้าก็เป็นถึงขุนนางระดับสาม ผู้อื่นจึงไม่กล้าดูถูกเจ้า”
ฉินหลิวซียิ้มอีกครั้ง “ดั่งคำที่กล่าวว่าน้ำที่อยู่ห่างไกลไม่สามารถช่วยดับไฟที่อยู่ใกล้ได้ หากข้าถูกใครทำร้ายจริงๆ เกรงว่าจนกระดูกของข้าเย็นแล้ว พวกท่านก็ยังไม่รู้ ส่วนเรื่องดูถูกคนอย่างข้าที่ถูกส่งกลับมาบ้านเดิมตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นดูราวกับว่าเป็นคนที่ถูกตระกูลใหญ่ทอดทิ้งไม่ใช่หรือ เด็กที่ถูกทอดทิ้งจะไม่ได้รับการให้เกียรติ หากมีสมองสักหน่อยก็คงจะคิดได้ใช่หรือไม่ ท่านอาสะใภ้รองคิดว่าพวกเขาจะคิดว่าข้าถูกส่งกลับบ้านเดิมตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะได้รับความสำคัญอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
เจ้าเด็กเมื่อวานซืนผู้นี้มีความหมายแอบแฝงอะไรกัน
สะใภ้เซี่ยมองไปที่นางฉินผู้เฒ่าโดยไม่รู้ตัว แต่เห็นว่านางโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เม้มริมฝีปากแน่น
สะใภ้หวังกังวลเล็กน้อย มองไปที่ฉินหลิวซี ส่งสายตาว่าไม่ให้พูดอะไรอีก
ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย “พวกท่านดูสิ ในสถานการณ์เช่นนี้ข้ายังสามารถอยู่อย่างสงบสุขได้มาเป็นสิบปี เป็นเพราะข้าพึ่งพาการคุ้มครองของตระกูลฉิน หรือพึ่งพาตัวเองกันแน่ หากตระกูลจ้าวกล้ามารุกราน หึ ก็ลองดูเถิด”
[1] สำนักกวงลู่ ดูแลเรื่องการบวงสรวง การประชุม งานเลี้ยง รับผิดชอบอาหารและเครื่องดื่มของราชวงศ์
จบตอน
Comments
Post a Comment