ตอนที่ 141: หนามของตระกูลฉินคือพี่หญิงใหญ่
กล้ามาหาเรื่องหรือก็ลองดู!
ท่าทางดูถูกและแข็งกร้าวนี้ทำให้คนที่เห็นตกใจ
“เจ้า เจ้าช่างกล้ายิ่งนัก!” สะใภ้เซี่ยถูกนางเหลือบมอง ในใจรู้สึกหวาดกลัว
“เกรงว่าท่านอาสะใภ้รองจะลืมสิ่งที่ข้าพึ่งเอ่ยไปว่าข้าเป็นคนเสวียนเหมิน ท่านอาสะใภ้รอง ข้าขอแนะนำท่านว่าล่วงเกินคนต่ำช้าหรือขุนนางชั้นสูงยังดีกว่าไปล่วงเกินนักพรตเต๋า โดยเฉพาะผู้ที่มีคาถาอาคมขั้นสูง มิเช่นนั้นนักพรตเต๋ามีหลายวิธีที่จะนำโชคร้ายมาสู่ท่าน หรือกระทั่งนำโชคร้ายมาสู่บรรพบุรุษและลูกหลานของท่าน ถึงท่านจะตรวจสอบดูก็จะไม่พบอะไร!”
หากทำให้นักพรตเต๋าขุ่นเคือง พวกเขาจะไปที่หลุมศพบรรพชนของเจ้าเพื่อทำสิ่งมืดดำ เช่นนั้นทั้งตระกูลของเจ้าก็จะพบแต่ความโชคร้าย!
แน่นอนว่านางจะไม่ทำสิ่งไร้คุณธรรมเช่นนี้ แต่หากตระกูลจ้าวลงมือก่อน นางจะลงโทษเพื่อเป็นคำเตือนเล็กๆน้อยๆ สวรรค์ก็จะไม่ลงโทษนาง อย่างไรเสียก็สมเหตุสมผล!
ตึกๆ
หัวใจของสะใภ้เซี่ยเต้นรัว เมื่อมองย้อนกลับไป ทันใดนั้นก็นึกถึงความโชคร้ายของตัวเองที่เกิดขึ้นในช่วงนี้
หรือว่านางจะทำอะไรบางอย่างแล้วตัวเองไม่รู้
ฉินหลิวซีใบหน้ายิ้มแย้มดูไม่เป็นอันตราย ดวงตาลุ่มลึก หากคิดว่าข้าเป็นคนทำ ท่านก็ไปหาหลักฐานมาสิ!
นางฉินผู้เฒ่ากลับคิดถึงสิ่งที่นางเอ่ยเมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบว่า “หมายความว่าเจ้าคิดว่าหลายปีที่ผ่านมาตระกูลฉินไม่ได้คุ้มกันภัยให้เจ้าอย่างนั้นหรือ”
“ท่านแม่ ซีเอ๋อร์ไม่ได้หมายความเช่นนั้น…” สะใภ้หวังรีบแย้งขึ้นมา
นางฉินผู้เฒ่าเหลือบมอง “ข้าถามนาง”
สะใภ้หวังเม้มริมฝีปากมองฉินหลิวซีด้วยความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ สะใภ้เซี่ยมองดูความทุกข์ร้อนของผู้อื่นด้วยความยินดี
ฉินหลิวซีกลับไม่กลัวความโกรธของฮูหยินผู้เฒ่าเลยแม้แต่น้อย เอ่ยว่า “ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้าแซ่ฉิน แน่นอนว่าได้รับความสะดวกสบายและสงบสุขเพราะใช้แซ่นี้ หากท่านย่าถามข้าเช่นนี้ เช่นนั้นข้าขอถามท่านย่ากลับว่าท่านคิดอย่างไร ข้าพึ่งพาการคุ้มครองจากตระกูลฉินทั้งหมดจนได้ใช้ชีวิตเช่นนี้อย่างนั้นหรือ ท่านย่ารู้หรือไม่ว่าเด็กอายุห้าขวบจากบ้าน จากบิดามารดาไปใช้ชีวิตคนเดียว หากนักพรตเฒ่าชื่อหยวนเชื่อถือไม่ได้ เป็นเพียงคนต้มตุ๋นหลอกลวง จะเกิดอะไรขึ้นกับข้าเจ้าคะ”
นักพรตเฒ่าชื่อหยวน ‘ช่างเป็นศิษย์ที่ดีของข้าเสียจริง อะไรไม่ดีก็โยนมาที่ข้าหมด!’
บรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียดทันที
“ซีเอ๋อร์ เจ้าเป็นเด็ก เหตุใดจึงพูดกับท่านย่าเช่นนี้ ยังไม่รีบขอโทษอีก” สะใภ้หวังยืนขึ้นหลบหลีกสายตาของนางฉินผู้เฒ่า ส่งสัญญาณให้ฉินหลิวซีอย่างร้อนรน
เจ้าเด็กคนนี้ อย่าเอาน้ำมันไปราดบนกองไฟ หากฮูหยินผู้เฒ่าถือสาเอาความ นางก็จะได้ชื่อว่าเด็กอกตัญญูแล้ว
ฉินหลิวซีเห็นดังนั้นก็รู้รำคาญเล็กน้อย ลุกขึ้นแล้วย่อเข่าโค้งคำนับ เอ่ยว่า “หลานรู้ผิดแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อนางฉินผู้เฒ่าเห็นท่าทางของนางก็ยิ่งรู้สึกโกรธมากขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเล็กน้อย “เกรงว่าพวกเราจะรับไว้ไม่ได้ อย่างไรเสียตระกูลฉินก็เป็นหนี้เจ้า”
“ที่ท่านเอ่ยมาก็ไม่ผิดเจ้าค่ะ” จะบอกว่าเป็นหนี้นั้นก็ถูกแล้ว ภายใต้สถานการณ์ที่พวกเขาไม่รู้อะไรเลย เจ้าเด็กคนนี้ได้แก้ปัญหาไว้นานแล้ว
“เจ้า!” นานฉินผู้เฒ่าหายใจไม่ทันด้วยความโกรธ
“ซีเอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อน! ” สะใภ้หวังเอ่ยเสียงดังแล้วรีบคุกเข่าลงทันที “ท่านแม่ เด็กคนนี้ไม่เคยได้รับการสั่งสอนจากพวกเรามาตั้งแต่เด็ก ล้วนเป็นความผิดของลูกสะใภ้อย่างข้า กลับไปข้าจะสั่งสอนนางให้ดี ท่านอย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซีตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าสะใภ้หวังคุกเข่าเพื่อพูดแทนนาง
“ออกไป” นางฉินผู้เฒ่าชี้ไปที่นาง
ฉินหลิวซีคุกเข่าลงแล้วเงยหน้ามองฮูหยินผู้เฒ่าที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เอ่ยว่า “เป็นข้าเองที่พูดจาอวดดี ท่านย่าอย่าโกรธไปเลย พวกท่านไม่จำเป็นต้องคิดที่จะส่งของขวัญขอโทษตระกูลจ้าว หากตระกูลจ้าวกล้าใช้วิธีสกปรกกับตระกูลฉิน เช่นนั้นพวกเขาก็จะได้รับความโชคร้าย แต่ข้าคิดว่าพวกเขายุ่งเกินกว่าที่จะมาสนใจเรื่องนี้เจ้าค่ะ”
สตรีผู้นั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นใครในตระกูลจ้าว แต่ดูจากโหงวเฮ้ง จะต้องสร้างปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน หากนางอยู่ในตระกูลจ้าวจริงๆ เช่นนั้นก็จะมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว
เมื่อฉินหลิวซีพูดจบก็ถอยออกไป
สะใภ้หวังไม่มีเวลามาสนใจอะไรมาก ลุกขึ้นรินชาให้นางฉินผู้เฒ่า สะใภ้เซี่ยเข้ามาปลอบใจฮูหยินผู้เฒ่าพลางเอ่ยว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ต้องสั่งสอนซีเอ๋อร์ให้ดี ก้าวร้าวเช่นนี้ แม้แต่ท่านย่าก็ยังกล้าที่จะไม่เชื่อฟัง หากเผยแพร่ออกไป เขาจะว่าสตรีตระกูลเราไม่กตัญญูนะเจ้าคะ”
สะใภ้หวังเหลือบมองนาง เอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าว่า “ท่านแม่ เกรงว่าซีเอ๋อร์จะมีข้อสรุปบางอย่างแล้ว ท่านก็รู้ว่าเจ้าอาวาสชื่อหยวนค่อนข้างแม่นยำ วิชาเต๋าแกร่งกล้า เจ้าเด็กคนนี้ติดตามเขามาแล้วสิบปี ก็คงได้เรียนรู้ทักษะบางอย่าง เกรงว่าจะทำนายได้ว่ามีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับตระกูลจ้าวจริงๆ”
นางฉินผู้เฒ่าสบถเบาๆ “ไม่ต้องพูดถึงว่าเรียนรู้อะไรมาบ้าง แต่นิสัยเย่อหยิ่งนั้นกลับได้มาเต็มๆ แข็งกร้าวเป็นอย่างมาก ข้าคิดว่าคงไม่มีใครเอานางอยู่ได้”
สะใภ้หวังรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
นางฉินผู้เฒ่าก็ไม่อยากทำให้นางลำบากใจ เอ่ยว่า “ตระกูลจ้าวเป็นสุนัขรับใช้ตระกูลเหมิง แม้ว่าพวกเราจะไปขอโทษถึงจวน เกรงว่าก็จะกดดันพวกเราเพื่อเอาใจพระสนมเหมิงกุ้ยเฟย ช่างเถิด ช่วงนี้พวกเราก็ไม่ต้องออกไปเดินเล่นที่ไหน หลบไปก่อน เพียงแต่ว่าเรื่องในวันนี้ได้เตือนข้าว่าเมื่อออกไปข้างนอกจะต้องควบคุมกิริยาและอารมณ์ของตนไว้ อย่าทำให้ผู้อื่นขุ่นเคืองง่ายๆ”
นางเอ่ยพลางส่งสายตาให้สะใภ้เซี่ยเป็นการเตือน
สะใภ้เซี่ย “!”
“วันนี้ต่างจากเมื่อก่อน หากเรายังทำตัวเหมือนเมื่อก่อน ผู้ที่เสียเปรียบก็จะมีแต่ตัวเราเอง ดังนั้นยอมถอยดีกว่าเผชิญหน้า บอกต่อๆไปให้เด็กๆเข้าใจเหตุผลนี้” สีหน้าของนางฉินผู้เฒ่าดูหดหู่เล็กน้อย
นี่คือช่องโหว่ใหญ่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสถานะลำดับขั้น
“เจ้าค่ะ” สะใภ้หวังและสะใภ้เซี่ยต่างก็รับคำ
นางฉินผู้เฒ่าโบกมือให้พวกนางออกไป “ไม่ต้องอยู่ทานข้าวกับข้าแล้ว กลับไปที่เรือนของพวกเจ้าเถิด”
ทั้งสองย่อเข่าคำนับแล้วถอยออกไป
นางฉินผู้เฒ่าพิงหมอนอิงใบใหญ่ เอ่ยกับติงหมัวหมัวว่า “เจ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่านางไม่ได้มีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลฉิน มีความแค้นอยู่ในใจ อารมณ์รุนแรงจะตายไป”
ติงหมัวหมัวสีหน้าลำบากใจ ทำได้เพียงเอ่ยปลอบใจว่า “บ่าวเคยได้ยินคำพูดที่ว่าผู้ที่มีความถือตนจะมีความสามารถที่ยอดเยี่ยม บ่าวคิดว่าคุณหนูใหญ่ก็เป็นคนที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ตราบใดที่ไม่ไปก้าวข้ามขีดจำกัดของนางเจ้าค่ะ”
นางฉินผู้เฒ่าสูดลมหายใจแล้วถอนหายใจยาว “คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าอายุปูนนี้แล้วยังต้องมาเจอเรื่องทุกข์ร้อนใจ หากต้องทำทุกอย่างตามความต้องการของคนตระกูลจ้าวผู้ต่ำช้านั่น พระเจ้าช่าง…แค่ก แค่ก”
“ท่านไม่ต้องเอ่ยอะไรแล้ว อย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ” ติงหมัวหมัวช่วยนางสงบสติอารมณ์ เอ่ยว่า “ทุกตระกูลย่อมมีหนาม ท่านก็ถือเสียว่าหนามของตระกูลเราคือคุณหนูใหญ่ก็ได้เจ้าค่ะ!”
นางฉินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็ไอจนน้ำตาไหลออกมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือมีเหตุผลอื่น
ด้านนอกที่ลานบ้าน ฉินหลิวซีใช้ปลายเท้าแตะพื้น หางตาเห็นสะใภ้หวังและคนอื่นๆเดินออกมาจึงหันไปมอง
สะใภ้เซี่ยสบถเบาๆ แล้วเดินจากไป
สะใภ้หวังถามว่า “ลมพัดแรงเช่นนี้ เหตุใดเจ้ายังยืนอยู่ที่นี่”
“รอท่านเจ้าค่ะ” ฉินหลิวซีเอ่ย
“ไปกันเถิด”
สะใภ้หวังเดินไปข้างหน้า ฉินหลิวซีลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามไป ถามเรื่องที่ตนเองสงสัย “เมื่อครู่เหตุใดท่านแม่จึงคุกเข่าลงบนพื้นขอโทษท่านย่าแทนข้า ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น”
สะใภ้หวังหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมา เมื่อเห็นท่าทางสับสนของฉินหลิวซีจึงเอ่ยว่า “แม้ว่าข้าจะไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิดของเจ้า แต่ก็เป็นแม่ใหญ่ของเจ้า ในเมื่อเจ้าอยู่ภายใต้ชื่อของข้า ก็คือบุตรสาวของข้า ดั่งคำเอ่ยที่ว่าหากไม่ให้การอบรมสั่งสอนก็นับว่าเป็นความผิดของบิดา พวกเราไม่ได้อบรมสั่งสอนเจ้าให้ดี เช่นนั้นก็เป็นความผิดของคนเป็นบิดามารดาอย่างพวกเรา แน่นอนว่าต้องรับผิดชอบแทนเจ้า”
ตอนที่ 142: สมควรแล้วที่จะปกป้องเจ้า
“พวกเราต้องรับผิดชอบแทนเจ้า!”
ฉินหลิวซีมองสะใภ้หวังด้วยท่าทางเหม่อลอยเล็กน้อย มีความรู้สึกแปลกๆในอก บอกไม่ถูกว่าคืออะไร วูบๆวาบๆ เป็นความรู้สึกที่แปลกมาก
“ท่านแม่จะบอกว่าข้าผิดหรือ” นางถามพลางเม้มริมฝีปาก ผิดตรงไหน พูดความจริงก็ผิดหรือ
เมื่อสะใภ้หวังเห็นว่านางเหมือนสุนัขตัวน้อยที่สับสนทำตัวไม่ถูก ก็ตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นก็ถอนหายใจ
ฉินหลิวซีจากบ้านไปตั้งแต่อายุห้าขวบ ตอนที่ทั้งสองคนพบกันคือก่อนที่นางจะอายุห้าขวบ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตัวเองเคยสูญเสียบุตรชายไปหนึ่งคนตั้งแต่ยังเด็ก หัวใจรู้สึกห่อเหี่ยว โชคดีที่มีบุตรชายอีกคน กลัวว่าเขาจะจากไปเหมือนบุตรชายคนโต จึงเอาแต่กังวลทั้งวันทั้งคืน จึงให้ความสนใจเขามากเกินไปจนละเลยฉินหลิวซีซึ่งมีอายุมากกว่าบุตรชายคนรองเพียงสามปีเท่านั้น
จะว่าไปแล้วพวกนางก็ไม่ได้มีช่วงเวลาและความรักต่อกันมากนัก ฉินหลิวซีไม่เข้าใจความรู้สึก ตัวเองจะเข้าใจสักเท่าไหร่กันเชียว
ไม่ว่าเด็กคนนี้จะสงบเยือกเย็นมากเพียงใด ก็เป็นเพียงเด็กที่พึ่งจะอายุครบสิบห้าปีและเติบโตขึ้นมาด้วยตัวเอง
สะใภ้หวังก้าวเข้าไปจับมือฉินหลิวซี เดินมุ่งไปที่ลานของเรือนตัวเองพร้อมกับนางพลางเอ่ย “จะว่าเจ้าผิดก็ไม่ใช่ทั้งหมด เจ้าเพียงแค่ใช้ชีวิตอย่างอิสระจนเคยชิน ไม่มีใครมาสอนเจ้าเกี่ยวกับกฎมารยาททางโลกเช่นนี้”
สะใภ้หวังก้าวเข้าไปจับมือฉินหลิวซี เดินมุ่งไปที่ลานของเรือนตัวเองพร้อมกับนางพลางเอ่ย “จะว่าเจ้าผิดก็ไม่ใช่ทั้งหมด เจ้าเพียงแค่ใช้ชีวิตอย่างอิสระจนเคยชิน ไม่มีใครมาสอนเจ้าเกี่ยวกับกฎมารยาททางโลกเช่นนี้”
“ซีเอ๋อร์ ข้าเห็นว่าเจ้าประพฤติตนอย่างไรในชีวิตประจำวัน คนของเสวียนเหมินไม่ควรถูกทางโลกควบคุมจนเกินไป ควรเป็นอิสระ ไม่มีการผูกมัด แต่ในต้าเฟิงผู้ปกครองดูแลอาณาจักรด้วยความกตัญญู ในทางโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตระกูลชนชั้นสูง ความกตัญญูและมารยาทเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เช่นเดียวกันกับที่เจ้าล่วงเกินท่านย่าเมื่อครู่ หากเผยแพร่ออกไปจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ขึ้นชื่อว่าอกตัญญูไม่ว่าใครก็ไม่อาจรับได้ ต่อให้อยู่ในตำแหน่งสูงแต่ก็ไม่มีใครกล้าแบกรับชื่อเสียงอกตัญญูได้”
ฉินหลิวซีเงียบไป นางอกตัญญูอย่างนั้นหรือ
“สิ่งที่เจ้าพูดกับท่านย่าเมื่อครู่อาจจะถูก แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าท่านย่าอายุมากแล้ว ร่างกายไม่แข็งแรง หากถูกเจ้าทำให้โกรธจัดจนเป็นอะไรขึ้นมา ร่างกายท่านย่ายังพอให้หมอช่วยรักษาได้ แต่เจ้าจะสามารถกำจัดความอัปยศที่ได้ชื่อว่าอกตัญญูได้หรือ”
ฉินหลิวซีรีบเอ่ยว่า “ท่านแม่วางใจได้ ข้าเป็นหมอนักพรตเต๋ามีวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าท่านย่าจะโกรธจนเป็นอะไรขึ้นมา ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านย่าเป็นอะไรไปแน่ๆเจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังสำลัก “…”
เจ้าพูดออกมาทำเอาข้าไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว
ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ยว่า “แต่ท่านแม่ยอมปกป้องข้าเช่นนี้ หลิวซียอมรับน้ำใจจากท่านเจ้าค่ะ”
นางถอยหลังหนึ่งก้าว ย่อเข่าคำนับสะใภ้หวังอย่างเคร่งขรึม
สะใภ้หวังเอ่ย “ซีเอ๋อร์ เจ้าไม่จำเป็นต้องสุภาพกับข้ามากนัก เจ้าจำไว้ว่าเจ้าคือบุตรสาวคนโตของบ้านเรา เป็นหน้าที่ของแม่ใหญ่อย่างข้าที่ควรจะปกป้องเจ้า เจ้าเป็นคนดีมาก หลายปีมานี้พวกเราเป็นหนี้เจ้าแล้ว”
ช่างเถิด บางอารมณ์ย่อมบังคับกันไม่ได้ วันเวลายังอีกยาวนาน ค่อยๆเป็นค่อยๆไปเถิด
“คือว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องตระกูลจ้าวแล้วจริงๆหรือ” สะใภ้หวังคิดถึงสิ่งที่นางพูด เอ่ยว่า “หนอนงอลำตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อยึดตัวไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด มังกรและงูจำศีลในหน้าหนาวเพื่อรักษาชีวิตไว้ จริงๆแล้วการก้มศีรษะนั้นก็ไม่ได้มีอะไรหน้าอาย รู้จักแข็งรู้จักอ่อนเท่านั้นจึงจะสามารถเป็นผู้สำเร็จได้”
สถานการณ์ไม่ได้ดีไปกว่าผู้อื่น จะก้มศีรษะก็ไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องคนในตระกูล รอแสงในภายภาคหน้าส่องมาถึง
“ตระกูลจ้าวไม่คู่ควร!” ฉินหลิวซีสบถอย่างเย็นชา เอ่ย “ท่านแม่ฟังข้าก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องกลัวเขา ท่านอยากไปที่ไหนก็ไปได้ทุกที่ หากมีคนรังแกก็ให้มาหาข้า”
สะใภ้หวังหัวเราะ “คำพูดของเจ้าราวกับเจ้าแห่งขุนเขาเสียจริง”
ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว “ข้าหมายความเช่นนั้นจริงๆนะเจ้าคะ”
“ก็ได้” สะใภ้หวังเอ่ยว่า “เช่นนั้นคืนนี้ทานอาหารเย็นด้วยกันเถิด สองสามวันนี้ฉุนเอ๋อร์เอาแต่คิดถึงเจ้า”
“เจ้าค่ะ จะได้ดูด้วยว่าเขาเขียนอักษรเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินหมิงฉุนที่พึ่งวางพู่กันลงยืดตัวบิดขี้เกียจ ทันใดนั้นก็รู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง แย่แล้ว มีลางร้าย!
ตอนที่ 143: บุตรสาวคนโตตระกูลฉินรูปโฉมอัปลักษณ์
ยามกลางคืน บ้านเรือนหลายหมื่นหลังสว่างไสวด้วยแสงไฟ เรือนหลังหนึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำหลี เป็นหนึ่งในจวนที่มีประตูสามชั้น โคมไฟสว่างไสว แต่กลับเงียบสงบ
“ฉังคง เจ้าแน่ใจหรือว่าจะอยู่ที่นี่” ฉีเชียนมองไปยังบุรุษที่แทบจะกลมกลืนกับสีท้องฟ้ายามค่ำคืน ถามว่า “แม้ว่าสภาพแวดล้อมที่นี่จะเงียบสงบ แต่ก็แคบอยู่เล็กน้อย”
อวี้ฉังคงไม่ได้หันกลับมา เอ่ยว่า “เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยชั่วคราว ข้าเองก็ไม่ชอบให้มีคนมากมายคอยปรนนิบัติ แค่จวนเล็กๆก็เพียงพอแล้ว”
“แต่ว่า…”
“อีกอย่างข้าก็เป็นแค่คนตาบอด อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน” เสียงของอวี้ฉังคงเบาและเย็นชา
ฉีเชียนสำลัก เอ่ยว่า “อาจารย์ปู้ฉิวจะต้องรักษาโรคตาของเจ้าหายอย่างแน่นอน”
อวี้ฉังคงไม่ตอบราวกับว่าไม่ได้คาดหวังอะไรมาก
“อย่างไรเสียข้าก็ขี้เกียจไปอยู่เรือนรับรองที่ตระกูลอวี๋เตรียมไว้ ดังนั้นข้าจะอยู่ที่นี่กับเจ้า พรุ่งนี้จะได้ไปอารามชิงผิงพร้อมกับเจ้า” ฉีเชียนเอ่ย
ในที่สุดอวี้ฉังคงก็หันกลับมา เปลือกตากระตุกเล็กน้อย ก้มหน้าลง เอ่ยว่า “แน่ใจหรือว่าเจ้ามาที่นี่เพื่อทำงาน”
หมายความว่าเหตุใดจึงมีเวลาว่างพอที่จะพาเขาไปรักษาที่อารามเต๋า
ฉีเชียนใบหน้าร้อนผ่าว เอ่ยว่า “แค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง”
อวี้ฉังคงไม่ได้เอ่ยอะไร
ในขณะเดียวกันฉีเชียนถูกอิงเป่ยเรียกตัวออกไป
ซื่อฟังหยิบเสื้อคลุมออกมาสวมให้อวี้ฉังคง เอ่ยว่า “คุณชาย ลมพัดแรงแล้ว เข้าไปในห้องเถิดขอรับ”
อวี้ฉังคงเอ่ย “เสียงเสียดสีของไผ่ข้างนอกจะคงอยู่ทั้งคืนหรือไม่”
ซื่อฟังมองไปตามสายตาของเขา มีเสียงไผ่เสียดสีกันดังขึ้นเป็นพักๆ เอ่ยว่า “ข้างหน้ามีบ้านเรือแพอยู่สองลำ คงจะจอดอยู่ที่นี่ทั้งคืนกระมัง หากคุณชายคิดว่าเสียงดัง ข้าจะให้ลุงเฉียนไปหาที่พักใหม่ดีหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้องหรอก เสียงดังเช่นนี้ก็ดี มิเช่นนั้นค่ำคืนอันยาวนานเช่นนี้ไม่รู้ว่าจะผ่านไปได้อย่างไร”
“คุณชาย…” ซื่อฟังรู้สึกเศร้าเล็กน้อย
อวี้ฉังคงหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้อง เอ่ยว่า “อีกอย่าง คิดว่าคงพักที่นี่ไม่นาน”
ซื่อฟังรู้สึกหดหู่ก่อนจะเดินตามเขาเข้าไป
…
ฉีเชียนกำลังฟังหั่วหลางรายงานข่าวสารที่ได้รับจากการสอบสวน
“…ช่างบังเอิญเสียจริง ตอนที่พวกเรากำลังเข้าเมือง คนตระกูลฉินเกิดมีเรื่องขัดแย้งกับคนตระกูลจ้าวพ่ะย่ะค่ะ”
“ตระกูลจ้าว?” ฉีเชียนหยุดชะงักขณะที่กำลังยกถ้วยชา
“คือจ้าวผิง รองนายอำเภอเมืองหลี เขาเป็นพี่ชายของลูกพี่ลูกน้องนายหญิงสามตระกูลเหมิง ตระกูลจ้าวถือว่าเข้ากับตระกูลเหมิงแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นตระกูลจ้าวที่ไร้เหตุผลก่อนพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของหั่วหลางแฝงไว้ด้วยความดูหมิ่น
“หมายความว่าอย่างไร”
“วันนี้ตอนเข้าเมือง นายหญิงใหญ่ฉินซึ่งเป็นภรรยาเอกของฉินปั๋วหง ได้ยินว่านางกับนายหญิงรองฉินไปไว้พระที่วัดอู๋เซียงด้วยกัน ตอนขากลับเข้าเมืองก็ต่อแถวเข้าเมืองตามปกติ แล้วรถม้าของตระกูลจ้าวก็มาชน คนที่อยู่ข้างในรถม้าตระกูลจ้าวไม่ใช่คนตระกูลจ้าว แต่เป็นสะใภ้เจิ้งคนน้อง น้องสาวของภรรยารองนายอำเภอจ้าว ซึ่งมาเยี่ยมฮูหยินจ้าวพ่ะย่ะค่ะ”
“สะใภ้เจิ้งคนน้องผู้นั้นเป็นคนหยิ่งยโส เมื่อได้รู้สถานะของพวกนายหญิงใหญ่ฉินจากคนรับใช้ตระกูลจ้าว ต่อให้นายหญิงตระกูลฉินยอมถอยให้ ก็ยังคงไม่ลดละ จะให้พวกนางก้มหัวขอโทษให้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฉีเชียนได้ฟังเช่นนี้ก็เผยสีหน้ารังเกียจออกมา เอ่ย “ก็แค่สุนัขที่อาศัยบารมีผู้อื่นรังแกชาวบ้าน รองนายอำเภอจ้าวเป็นเพียงพี่ชายของลูกพี่ลูกน้องของนายหญิงสามตระกูลเหมิง เมื่อมีความสัมพันธ์กับตระกูลเหมิง แม้แต่คนในตระกูลภรรยาของเขาก็หยิ่งผยองตามกันไปด้วย ตระกูลเหมิงได้ดี หมูหมากาไก่รอบตัวก็พลอยได้ดีไปด้วย”
“ใช่แล้ว ทุกคนในใต้หล้านี้ต่างก็เอาชีวิตรอดโดยการหาผลประโยชน์จากสิ่งต่างๆทั้งนั้น แต่เป็นเพียงแค่น้องสาวภรรยารองนายอำเภอจ้าวก็ยังรังแกคนเช่นนี้ หากเป็นคนของตระกูลที่มีฐานะสูงศักดิ์กว่านี้ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเบ่งอำนาจแค่ไหนพ่ะย่ะค่ะ” หั่วหลางเองก็ทอดถอนใจ
รองนายอำเภอจ้าวเป็นเพียงแค่ขุนางระดับห้า น้องสาวภรรยาของเขาก็อาศัยอำนาจเขามารังแกผู้อื่นเช่นนี้แล้ว หากเป็นขุนนางคนอื่นที่มีตำแหน่งสูงกว่าเล่า
ฉีเชียนลูบลวดลายบนถ้วยชา คิดว่านี่อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่โผล่ออกมาให้เห็น พระสนมเหมิงกุ้ยเฟยได้รับความโปรดปราน ตระกูลเหมิงมีหน้ามีตาขึ้นมา เกรงว่าพวกเขาคงจะเป็นเช่นนั้นแล้ว
ในใจฉีเชียนรู้สึกรังเกียจ ยกชาขึ้นมาจิบ แม้ว่าเขาจะดูถูกตระกูลเหมิงที่ใช้สตรีเพื่อให้ได้รับความโปรดปราน แต่กลับไม่กล้าบอกว่าฮ่องเต้เลอะเลือน
“แล้วตระกูลฉินล่ะ”
“เมื่อตระกูลฉินกลับมาที่เมืองหลีก็แทบจะไม่ออกไปไหน ถ่อมตนเป็นอย่างมาก วันนี้เป็นครั้งแรกที่ออกจากเมืองไปจุดธูปไหว้พระ คิดไม่ถึงว่าจะได้พบกับตระกูลจ้าวที่ไม่ลงรอยกับตระกูลฉิน ตระกูลฉินมีแต่เด็ก สตรี คนชรา หากไปทำให้ตระกูลจ้าวขุ่นเคืองเข้า เกรงว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะตั้งหลักในเมืองหลีในภายภาคหน้าพ่ะย่ะค่ะ” หั่วหลางตอบ “นอกจากนี้ดูเหมือนว่าตระกูลฉินอยากจะไปเยี่ยมนางติงผู้เฒ่า ซึ่งบังเอิญเป็นช่วงเวลาที่พวกเราพบกับคนตระกูลติงที่จุดพักม้าก่อนถึงเทศกาลโคมไฟพ่ะย่ะค่ะ”
ฉีเชียนเข้าใจทันทีว่าตระกูลติงจงใจหลบ มิเช่นนั้นเหตุใดนางติงผู้เฒ่าจึงต้องไปฉลองเทศกาลโคมไฟที่เมืองหลวง คงกลัวว่าหากไปมาหาสู่กับตระกูลฉินจะทำให้ตระกูลเหมิงไม่พอใจกระมัง
เมื่อบุคคลสูญเสียอำนาจ มักจะถูกคนอื่นๆใช้โอกาสนี้โจมตีให้ล่มจมลงโดยสิ้นเชิง
“ตระกูลฉินถูกยึดทรัพย์ไม่เหลือ ตอนนี้ที่บ้านเดิมก็มีเพียงสตรีและคนชรา พวกเขาจะเอาอะไรมาประทังชีวิต” ฉีเชียนถาม
หั่วหลางเอ่ยว่า “แม้ว่าการยึดทรัพย์ตระกูลฉินจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะหลีกเลี่ยงไม่ทัน ตอนที่พวกเขาออกจากเมืองหลวงก็มีคนคอยช่วยเหลือพวกเขาลับๆเสมอ เพียงแต่ในแต่ละวันต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเท่านั้น พวกหั่วอิงและคนอื่นๆพบว่าตระกูลฉินซื้อที่ดินในอำเภอถัดไปภายใต้ชื่อของผู้ดูแลจวนเก่า นอกจากนี้ท่านอาหญิงใหญ่ตระกูลฉินที่ถูกตระกูลซ่งทอดทิ้งกลับมาก็ได้หางานทำในร้านอาหาร สตรีในบ้านส่วนใหญ่ก็ทำงานฝีมือแลกเงินขอรับ”
ฉีเชียนเอ่ย “นอกจากบุรุษที่ถูกเนรเทศแล้ว ตอนนี้ในตระกูลฉินมีใครอีกบ้าง”
“บ้านใหญ่ฉินปั๋วหงมีบุตรชายสองคนและบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายคนโตพึ่งอายุได้สิบสองปีเต็มจึงถูกเนรเทศด้วย แต่บุตรสาวคนโตผู้นี้…” หั่วหลางหยุดพูดไปครู่หนึ่ง
ฉีเชียนหันไปมอง “มีอะไรหรือ”
มีบางอย่างแวบเข้ามาในหัวของหั่วหลางอย่างรวดเร็วจนเขาจับมันไว้ไม่ทัน จึงส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “บุตรสาวคนโตของบ้านใหญ่แปลกเล็กน้อย ได้ยินว่านางถูกเลี้ยงดูที่บ้านเก่าเพราะสุขภาพไม่ดีตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก่อนที่คนตระกูลฉินจะกลับมา นางอาศัยอยู่บ้านเก่ากับคนรับใช้อย่างสันโดษ ไม่เคยถูกพากลับเมืองหลวงและไม่ค่อยปรากฏตัวต่อหน้าผู้อื่นพ่ะย่ะค่ะ”
“อยู่คนเดียวหรือ” ฉีเชียนก็รู้สึกแปลกๆเล็กน้อยเช่นกัน
หั่วหลางพยักหน้า “หั่วอิงตรวจสอบไม่พบอะไร รู้เพียงว่าตระกูลฉินมีบุตรสาวคนหนึ่งที่เลี้ยงดูในบ้านเก่า สุขภาพและเวลาตกฟากของนางไม่ค่อยดีนัก”
ฉีเชียนเอ่ยเสียดสี “เช่นนั้นตระกูลฉินก็โหดร้ายเกินไปแล้ว ทิ้งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆให้อาศัยอยู่บ้านเดิม แล้วยังบอกว่าเพื่อดูแลร่างกายของนาง เป็นการกดดันให้นางตายมากกว่ากระมัง”
“อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องในครอบครัว หั่วอิงก็ไม่ได้ตามสืบไปมากกว่านี้ อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร ใช่ว่าตระกูลขุนนางอื่นๆจะไม่มีเรื่องเช่นนี้ เด็กสาวตระกูลฉินผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นบุตรสาวอนุ หากนางไม่ได้มีปัญหาเรื่องร่างกายหรือเวลาตกฟาก เช่นนั้นก็อาจจะมีรูปโฉมอัปลักษณ์หรือมีข้อบกพร่องบางประการ แต่ก็เป็นเรื่องดีที่นางถูกส่งมาตั้งแต่อายุยังน้อย หากถูกส่งมาตอนเกือบจะเป็นสาวแล้ว ก็จะยิ่งถูกคนวิพากษ์วิจารณ์จนเป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่วพ่ะย่ะค่ะ” หั่วหลางเอ่ยด้วยความเห็นใจ
อาจารย์ปู้ฉิวที่รูปโฉมอัปลักษณ์ลูปใบหน้าอันงดงามแล้วสบถเบาๆ ดวงตาฝ้าฟางเป็นโรคอย่างหนึ่งต้องรักษา
ฉีเชียนเงียบไปครู่หนึ่ง เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร หากเด็กหญิงที่เกือบโตเป็นสาวแล้วถูกส่งไป เกรงว่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นทำให้ชื่อเสียงเสียหายกระมัง
สายตาของผู้คนช่างน่ากลัว ตระกูลชนชั้นสูงที่มีกฎที่เข้มงวดยิ่งให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของสตรี
มีแสงสว่างผ่านวาบเข้ามาในหัวของฉีเชียน เขาถามว่า “บุตรสาวคนโตของฉินปั๋วหงผู้นั้นมีชื่อเล่นว่าอะไร”
ตอนที่ 144: ท่าทีโอนอ่อน
เมื่อได้ยินฉีเชียนถามถึงชื่อเล่นของนาง หั่วหลางมุมปากกระตุกเล็กน้อย รู้สึกพูดไม่ออก แต่ก็ไม่สามารถตำหนิเจ้านายของตัวเองที่มีความเป็นบุรุษมากเกินไป มีที่ไหนที่ถามถึงชื่อเล่นของสตรีเช่นนี้
“จวิ้นอ๋อง ชื่อเล่นของสตรีจะบอกคนอื่นไปทั่วเช่นนี้ได้อย่างไร ส่วนใหญ่เป็นชื่อเล่นที่คนในครอบครัวตั้งให้ แต่ว่าคนรุ่นเล็กของตระกูลฉินไม่ว่าจะหญิงหรือชายล้วนใช้คำว่า ‘หมิง’ ตั้งชื่อพ่ะย่ะค่ะ”
ฉีเชียนเข้าใจในทันที หมดความสนใจโดยสิ้นเชิง
หั่วหลางเล่าเกี่ยวกับเรื่องของอีกสองบ้าน เอ่ยว่า “ภรรยาของฉินปั๋วชิงคลอดก่อนกำหนด ให้กำเนิดลูกแฝด แม่และเด็กปลอดภัยดี แต่ตระกูลฉินเรียกได้ว่ากำลังประสบปัญหาจริงๆ จวิ้นอ๋อง ท่านว่าฉินหยวนซานดำรงตำแหน่งเสนาบดีสำนักกวงลู่มาหลายปีแล้ว เขาไม่ได้ทำผิดพลาดใดๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเขาระมัดระวังในการทำงาน แต่เขากลับทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในพิธีกรรมบวงสรวงใหญ่ในปีนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
หากบอกว่าฉินหยวนซานทำผิดพลาดครั้งใหญ่เมื่อพึ่งเข้ารับตำแหน่งก็ไม่เป็นไร ยังไม่ได้มีความคุ้นเคยกับงานนี้ก็สามารถเข้าใจได้ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารับผิดชอบจัดพิธีกรรม เขานั่งตำแหน่งนี้มาหลายปีแล้วยังทำผิดพลาดนับว่าไม่ใช่เรื่องปกติ
ฉีเชียนเอ่ยว่า “ไม่ว่าจะเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อหรือถูกใส่ร้าย หากความผิดนี้ตกอยู่ที่เขา ก็ล้วนเป็นความผิดของเขา ฝ่าบาทจะไม่พิจารณาว่าเขาบริสุทธิ์หรือไม่ พระองค์ดูเพียงผลลัทธ์เท่านั้น”
ทันทีที่คำพูดหลุดออกจากปาก เขาก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำพูดของฉินหลิวซี
‘หากฝ่าบาทเชื่อในตัวท่าน ถึงจะผิดก็ไม่ผิด แต่หากฝ่าบาทไม่เชื่อในตัวท่าน ถึงไม่ผิดก็ยังผิด’
หั่วหลางเอ่ยว่า “จวิ้นอ๋อง เช่นนั้นจะยังสืบเรื่องตระกูลฉินหรือไม่ กระหม่อมว่าพวกเขามีแต่คนแก่ สตรีและเด็ก เกรงว่าจะไม่มีแรงไปสร้างปัญหาอะไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่พวกเขาทำให้ตระกูลจ้าวขุ่นเคือง เกรงว่าหลังจากนี้จะลำบากกว่าเดิมพ่ะย่ะค่ะ”
“จัดการข่าวสารให้เรียบร้อย กลับไปข้าจะรายงานตามความจริง” ฉีเชียนกำชับว่า “ถ่ายทอดคำสั่งออกไป ให้สังเกตผู้คนที่ไปมาหาสู่กับตระกูลฉิน”
“ขอรับ”
ทันทีที่พวกเขาทั้งสองพูดจบ เป่ยอิงก็มารายงานว่ารองนายอำเภอจ้าวผู้นั้นมาขอพบ บอกว่าได้รับข่าวว่าฉีเชียนมาเมืองหลีจึงได้เตรียมเหล้าและอาหารมาต้อนรับ ขอจวิ้นอ๋องโปรดชิมดู
ฉีเชียนไม่ได้มีความประทับใจที่ดีต่อตระกูลเหมิง จึงปฏิเสธอย่างเย็นชา “ไม่พบ” หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยต่อว่า “บอกเขาว่ามีคนเข้าออกประตูเมืองมากมาย หากมีรถม้ากีดขวางจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ให้เขาดูแลคนในตระกูลให้ดี ประตูเมืองนี้ไม่ได้เปิดสำหรับตระกูลจ้าว”
นี่เป็นคำเตือน
อิงเป่ยถอยออกไป
หลังจากที่รองนายอำเภอจ้าวได้ยินคำพูดจากฉีเชียนก็มีสีหน้ามึนงง กลับจวนด้วยความรู้สึกที่เหมือนมีเหงื่อเย็นออกไปทั่วทั้งตัว รีบเรียกผู้ดูแลมาสอบถาม ทันได้นั้นดวงตาของเขาก็มืดลง
นังจิ้งจอกช่างหาเรื่องให้ข้าเสียจริง!
เขารีบไปที่ห้องของภรรยา แต่เห็นน้องสาวภรรยาคนสวยกำลังฟ้องฮูหยินด้วยความน้อยใจ เมื่อเห็นว่าเขามาจึงได้ลุกขึ้น ย่อเคารพด้วยท่าทางอ่อนแอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “พี่เขยกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
หากเป็นเมื่อก่อนน้ำเสียงอันไพเราะนี้คงทำให้รองนายอำเภอจ้าวรู้สึกดี แต่หลังจากได้รับคำเตือนจากรุ่ยจวิ้นอ๋อง ทั้งยังอยู่ต่อหน้าภรรยา จึงทำได้เพียงเอ่ยตอบรับเสียงเรียบ “อืม”
“พี่เขย ท่านต้องทวงความเป็นธรรมให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ” สะใภ้เล็กเจิ้งเหลือบมองด้วยสีหน้าบูดบึ้งเล็กน้อย เอ่ยด้วยความน้อยใจ “ยากนักที่ข้าจะได้มาเยี่ยมท่านกับพี่หญิง แต่กลับถูกชนแล้วก็โดนรังแกด้วยเจ้าค่ะ”
สะใภ้เจิ้งคนโตเหลือบมองนาง ขมวดคิ้วพลางถามว่า “เจ้าอย่าพึ่งพูดถึงเรื่องนั้น เจ้ายังไม่ได้บอกเลยว่าเหตุใดจู่ๆจึงมาที่นี่ หรือว่าทะเลาะกับน้องเขยอีกแล้วหรือ”
สะใภ้เจิ้งคนน้องหลบสายตา เอ่ยว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น เป็นเพราะข้าคิดถึงพวกท่าน จึงอยากมาพูดคุยกับพี่หญิง ใครจะไปรู้ว่าจะเจอกับคนไม่ดีตอนเข้าเมือง ช่างโชคร้ายเสียจริง พี่เขย ท่านต้องทวงความเป็นธรรมให้กับข้า ก็แค่ตระกูลขุนนางที่ทำความผิด แต่กล้าเพิกเฉยต่อตระกูลจ้าว ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่เห็นท่านอยู่ในสายตานะเจ้าคะ”
หากเป็นเมื่อก่อนไม่แน่รองนายอำเภอจ้าวอาจจะตกลงทันที แต่เขาพึ่งได้รับคำเตือนจากฉีเชียน มีหรือจะกล้ารับปาก เอ่ยด้วยสีหน้าอึมครึมว่า “ไม่ต้องพูดแล้ว สิ่งที่เจ้าทำที่ประตูเมือง ทำให้ข้าถูกคนชั้นสูงตำหนิแล้ว”
สะใภ้เจิ้งคนโตตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง กวาดสายตามอง คนที่ปรนนิบัติในห้องต่างพากันถอยออกไป รีบถามว่า “นายท่าน หมายความว่าอย่างไร ตำหนิอะไรหรือเจ้าคะ”
“ก็เป็นเพราะลี่เหนียง” รองนายอำเภอจ้าวมองไปที่สะใภ้เจิ้งคนน้องด้วยสีหน้าค่อนข้างไม่พอใจ
สะใภ้เจิ้งคนน้อง “!”
ไม่สิ เห็นได้ชัดว่านางน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ ไยพี่เขยถึงตำหนินาง
“รุ่ยจวิ้นอ๋องมาเมืองหลีวันนี้พอดี ความขัดแย้งระหว่างลี่เหนียงกับคนตระกูลฉินถูกรุ่ยจวิ้นอ๋องพบเข้า เมื่อครู่ข้าอยากจะไปต้อนรับเขา ไม่ได้เห็นแม้แต่เงา ซ้ำยังถูกเอ่ยตักเตือน” รองนายอำเภอจ้าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “บอกว่าประตูเมืองหลีไม่ได้เปิดสำหรับตระกูลจ้าว พวกเจ้าฟังสิ นี่คือคำชมหรือ”
สะใภ้เจิ้งคนน้องอุทานด้วยความตกใจ “รุ่ยจวิ้นอ๋องหรือ พี่เขยหมายถึงคนจวนหนิงอ๋องผู้นั้นหรือ เขามาที่เมืองหลี ตามอยู่ข้างหลังรถม้าของข้างั้นหรือ”
สวรรค์ นางทำผิดพลาดกับชนชั้นสูงเข้าแล้ว!
“ลี่เหนียงเจ้าหุบปากซะ” สะใภ้เจิ้งคนโตโกรธเป็นอย่างมาก ถามรองนายอำเภอจ้าวด้วยใบหน้าซีดเซียว
“นายท่าน รุ่ยจวิ้นอ๋องคงไม่โกรธเคืองท่านด้วยเรื่องนี้หรอกกระมัง”
“คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง” รองนายอำเภอจ้าวก็กังวลเล็กน้อย
สะใภ้เจิ้งคนโตขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นายท่านควรกระทำการใดๆอย่างระมัดระวังจะดีกว่า อย่าอวดเบ่งเกินไป อย่างไรเสียเมืองหลีก็อยู่ภายใต้เขตอำนาจศักดินาของหนิงอ๋อง อีกอย่าง เหตุใดรุ่ยจวิ้นอ๋องจึงได้มาเมืองหลี นายท่านควรสืบดูสักหน่อย หวังว่าจะไม่ได้มาจับผิดอะไรพวกเราหรอกนะเจ้าคะ”
รองนายอำเภอจ้าวรู้สึกหนาวจนขนลุกชัน เอ่ย “ข้าจะวางแผนกับที่ปรึกษาสักสองสามคนเอง”
เมื่อเห็นรองนายอำเภอจ้าวจากไปเช่นนี้ สะใภ้เจิ้งคนน้องก็มึนงง เอ่ยว่า “พี่เขย แล้วข้าจะทำอย่างไร ตระกูลฉินทำให้ข้าอับอายขนาดนี้ จะปล่อยไปเช่นนี้หรือเจ้าคะ”
สีหน้าของสะใภ้เจิ้งคนโตมืดครึ้ม กวาดสายตาไปอย่างเย็นชา “หากไม่ใช่เพราะเจ้าไม่รู้จักขอบเขต พี่เขยของเจ้าคงไม่ถูกรุ่ยจิ้นอ๋องจับจ้อง เจ้ายังกล้าจะเอาเรื่องอีกหรือ หรือเจ้าคิดว่าตำแหน่งของพี่เขยเจ้ามั่นคงเกินไปหรือ”
สะใภ้เจิ้งคนน้องหดคอ เอ่ยอย่างน้อยใจ “ข้าแค่เห็นว่าตระกูลฉินเย่อหยิ่ง หากไม่สั่งสอนบทเรียนพวกเขาสักหน่อย เดี๋ยวจะคิดว่าตัวเองนั่งบนหัวพี่เขยของข้าได้!”
“ตระกูลฉินล้มลงแล้ว ตอนนี้คนที่เหลือในเมืองหลีก็เป็นเพียงสตรี เด็กและคนชรา พวกเขาจะยังสร้างปัญหาอะไรได้อีก” สะใภ้เจิ้งคนโตตะคอก “ในภายหน้ายังมีเวลาอีกมากในการจัดการกับพวกเขา ตอนนี้เราต้องอยู่อย่างสงบเสงี่ยมภายใต้สายตาของรุ่ยจวิ้นอ๋อง”
รองนายอำเภอจ้าวยังเอ่ยอีกว่า “ใช่ เมื่อรุ่ยจวิ้นอ๋องไปแล้ว ทุกอย่างจะง่ายขึ้น”
ตราบใดที่ตำแหน่งยังอยู่ การระบายความโกรธย่อมไม่ใช่เรื่องยาก อย่างไรเสียบ้านเดิมของตระกูลฉินก็อยู่ในเมืองหลีใต้จมูกของเขา แต่ถ้าเสียตำแหน่งไปทุกอย่างก็จะจบลง !
ความสำคัญของสิ่งต่างๆ เขาเข้าใจดี
สะใภ้เจิ้งคนน้องรู้สึกไม่พอใจที่ถูกทั้งสองคนขัดขวาง แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยอะไร เพียงแค่สะบัดผ้าเช็ดหน้าแล้วออกไปด้วยความโกรธ
สะใภ้เจิ้งคนโตส่ายหน้า น้องหญิงผู้นี้ถูกท่านพ่อท่านแม่ตามใจจนเสียนิสัย ไม่รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร แต่กลับสั่งสอนไม่ได้
“นายท่านรีบไปจัดการเถิดเจ้าค่ะ”
รองนายอำเภอจ้าวพยักหน้าแล้วรีบออกจากเรือนหลัก แต่ระหว่างทางไปห้องหนังสือ เขาก็ถูกมือหนึ่งลากไปหลังต้นกล้วย เขาตกใจมากจนแทบจะเสียสติไป
“ลี่เหนียง? เจ้ามาหลบอยู่ตรงนี้ทำไม จะทำให้พี่เขยเจ้าตกใจตายหรือ”
“พี่เขย ท่านทนเห็นลี่เหนียงได้รับความน้อยใจได้จริงๆหรือเจ้าคะ” สะใภ้เจิ้งคนโตทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ซ้ำมือที่อ่อนนุ่มเหมือนไม่มีกระดูกของนางยังคงเกี่ยวอยู่บนสายคาดเอวของเขา
รองนายอำเภอจ้าวหน้ามืดตามัว ในไม่ช้าก็มีท่าทีโอนอ่อน เอ่ยว่า “ไม่อย่างแน่นอน เจ้ารอก่อน พี่เขยจะระบายความโกรธให้เจ้าอย่างแน่นอน”
จากนั้นสะใภ้เจิ้งคนน้องก็ยิ้มและขยิบตาให้เขา รู้สึกพอใจมาก นางแค่รอดูว่านายหญิงฉินผู้นั้นจะร้องไห้อย่างขมขื่นแค่ไหน แล้วก็เด็กเมื่อวานซือนั่น เหอะ!
ตอนที่ 145: วิธีการสื่อสารของอารามเต๋าช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเสียจริง
เมื่ออารามชิงผิงเปิดประตูต้อนรับผู้ศรัทธา ก็ได้ต้อนรับผู้สูงศักดิ์สองท่าน
หลังจากที่ฉีเชียนจุดธูปบูชาเจ้าลัทธิเต๋าแล้ว เขาก็มองไปที่นักพรตเต๋าวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง เอ่ยถามว่า “นักพรตชิงหย่วน ขอถามได้หรือไม่ว่านักพรตชื่อหยวนอยู่ที่นี่หรือเปล่า”
ชิงหย่วนยกมือขึ้นแล้วโค้งคำนับ ตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริง เจ้าอาวาสของเราเพิ่งจะออกเดินทางไป”
ฉีเชียนถามอีกว่า “เจ้าอาวาสไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร จริงๆแล้วพวกเรามาที่นี่เพื่อขอรับการรักษา ขอนักพรตช่วยแนะนำข้าให้ได้พบกับอาจารย์ปู้ฉิวด้วยเถิด”
ชิงหย่วนมองไปที่อวี้ฉังคงซึ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ต่อหน้าเจ้าลัทธิเต๋า ดวงตาของเขาไม่เคยมองมา เพียงแต่เปลือกตาของเขากระตุกเป็นครั้งคราว ดวงตาของเขาดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็น
เมื่อนึกถึงตอนที่เขาเดินเข้ามาในอาราม มักจะมีบ่าวรับใช้พยุงแขนอยู่เสมอ จึงรู้ได้ว่าเขาเป็นโรคเกี่ยวกับตา
อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับโรคตาของเขา ใบหน้าของชายผู้นี้ดูเยือกเย็น แม้ว่าเขาจะเกิดในตระกูลขุนนาง แต่ก็สูญเสียบิดามารดาไปทั้งคู่ ซ้ำยังเป็นการถูกฆ่าตาย รัศมีรอบตัวเขามีทั้งดีและชั่ว ซับซ้อนเป็นอย่างมาก
ชิงหย่วนเหลือบมองยศศักดิ์ของฉีเชียน ลดสายตาลง แอบพึมพำอยู่ในใจ ‘คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำอย่างนั้นหรือ’
คนตาบอดมีประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เฉียบแหลม อวี้ฉังคงหันมา สีหน้าของเขาเย็นชาราวกับตระหนักได้ถึงการจ้องมองของชิงหย่วน
“ท่านนักพรต พวกเราเดินทางมาไกล ตั้งใจมาขอการรักษา ขอให้ท่านช่วยแนะนำให้ด้วยเถิดขอรับ” ลุงเฉียนเดินเข้ามาคำนับชิงหย่วน เอ่ยอย่างจริงใจว่า “หากอาจารย์ปู้ฉิวสามารถรักษาโรคตาของคุณชายพวกเราได้ พวกเรายินดีที่จะสร้างรูปปั้นเจ้าลัทธิเต๋าสีทองขอรับ”
“ท่านนักพรต พวกเราเดินทางมาไกล ตั้งใจมาขอการรักษา ขอให้ท่านช่วยแนะนำให้ด้วยเถิดขอรับ” ลุงเฉียนเดินเข้ามาคำนับชิงหย่วน เอ่ยอย่างจริงใจว่า “หากอาจารย์ปู้ฉิวสามารถรักษาโรคตาของคุณชายพวกเราได้ พวกเรายินดีที่จะสร้างรูปปั้นเจ้าลัทธิเต๋าสีทองขอรับ”
ดวงตาของชิงหย่วนเป็นประกาย ‘สร้างรูปปั้นทองหรือ’
เขามองไปที่รูปปั้นเจ้าลัทธิเต๋า มีภาพลวงตาเหมือนว่าปากของท่านกำลังยิ้ม ดูสิ ธูปบนกระถางธูปก็ไหม้เร็วขึ้น ไม่ใช่เพราะความดีใจหรอกหรือ
เขาละสายตาไป กระแอมเบาๆ เอ่ยว่า “วาสนานั้นไร้ขอบเขต อาจารย์ปู้ฉิว…อยู่ในการฝึกฝน ไม่รู้ว่าจะออกมาเมื่อใด อาตมาไม่กล้าตัดสินใจแทนเขา ผู้ศรัทธาไปพักผ่อนที่เรือนรับแขกก่อนเถิด อาตมาจะส่งจดหมายไปถามให้”
ฉีเชียนเอ่ย “เขาไม่อยู่ที่อารามหรือ”
“ใช่แล้ว”
“ส่งจดหมายช้าเกินไป ไม่สู้นักพรตชิงหย่วนบอกพวกเราว่าเขาอยู่ที่ไหน ข้าจะส่งม้าเร็วไปรับมา” ฉีเชียนเอ่ย
ชิงหย่วนยิ้มพลางเอ่ยว่า “ไม่ช้า”
เขาดึงกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมาเขียนสองสามคำ แล้วพับเป็นนกกระเรียนหนึ่งตัว ปากสวดมนต์คาถาแล้วแตะมันด้วยนิ้ว นกกระเรียนกระดาษกระพือปีกเคลื่อนไหวรอบรูปปั้นเจ้าลัทธิเต๋าแล้วบินออกไปต่อหน้าทุกคน
“มี มีชีวิต?” ซื่อฟังอ้าปากค้าง เอ่ยตะกุกตะกักว่า “นายท่าน นกกระเรียนกระดาษมีชีวิตบินออกไปแล้วขอรับ”
พระเจ้า ช่างน่าทึ่งเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าเป็นนกกระเรียนที่ทำจากกระดาษ แต่ไม่รู้ว่านักพรตผู้นั้นท่องคาถาอะไรถึงได้มีชีวิตขึ้นมาอย่างที่พวกเขาเห็น ซ้ำยังบินออกไปแล้ว!
ฉีเชียนและคนอื่นรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ช่างเป็นเรื่องลึกลับที่คาดไม่ถึง
เมื่อชิงหย่วนเห็นความประหลาดใจและความนับถือของทุกคนก็รู้สึกภูมิใจเล็กน้อย เขาแสดงกลยุทธ์นี้เพื่อดึงดูดผู้ศรัทธาให้เข้ามาอารามเต๋า เพื่อความศรัทธาในการบูชา
ลุงเฉียนสีหน้าเคร่งขรึม ยกมือคำนับชิงหย่วนพลางเอ่ยว่า “คาถาของท่านนักพรตลึกล้ำจริงๆขอรับ”
นี่ขนาดไม่ใช่เจ้าอาวาส เช่นนั้นวิชาเต๋าของเจ้าอาวาสอารามชิงผิงจะลึกล้ำแค่ไหน ซ้ำยังมีอาจารย์ปู้ฉิวผู้นั้นอีก
ทันใดนั้นเขาก็มีความหวังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย หลายปีก่อนพระภิกษุผู้สูงส่งนามว่าฮุ่ยอวิ๋นได้ทำนายไว้ว่าโรคตาของคุณชายจะดีขึ้นเมื่อเขาอายุย่างเข้ายี่สิบปี หรือว่าจะเป็นครั้งนี้
ชิงหย่วนส่ายหน้าอย่างถ่อมตน “เพียงแค่คาถาเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ข้าใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเรียนรู้สิ่งนี้ได้”
ซึ่งไม่เหมือนคนประหลาดบางคนที่เกิดมาก็ทำได้เลย จนทำให้เขามักจะถูกเจ้าอาวาสบ่นอยู่เสมอ ลองดูเขา แล้วดูเจ้าสิ ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง
เขาสามารถเทียบกับคนประหลาดเช่นนั้นได้ด้วยหรือ
ไม่มีทาง!
เมื่อนึกถึงช่วงหลายปีที่การฝึกฝนอาคมของเขาถูกบดขยี้โดยคนประหลาดคู่นั้น ชิงหย่วนก็อยากจะร้องไห้ออกมาอย่างขมขื่น
“แค่นี้เองหรือ อาจารย์ปู้ฉิวจะได้รับหรือไม่”
“แค่รอก็พอแล้ว ไม่นานจะมีการตอบกลับ” ชิงหย่วนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่สู้พวกเราเดินไปรอที่เรือนรับรองแขกดีหรือไม่”
รูปปั้นทองเชียวนะ เจ้าลัทธิเต๋าก็ได้ยินแล้ว นางจะไม่ทำก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นเจ้าลัทธิเต๋าจะโกรธ
ฉินหลิวซีจามหลายครั้งตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ฉีหวงตื่นตระหนกมากจึงตามใส่เสื้อคลุมเพิ่มให้นาง ซ้ำยังช่วยจับชีพจร
“ไม่ต้องตื่นตระหนก ข้าไม่ได้เป็นหวัด” ฉินหลิวซีโบกมือ จู่ๆก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เมื่อเปิดหน้าต่างก็มีนกกระเรียนกระดาษตกอยู่บนผ้าม่าน นางหยิบขึ้นมาเปิดดู
‘มีคนมาขอรับการรักษา สัญญาว่าจะสร้างรูปปั้นทองเจ้าลัทธิเต๋า รีบมา’
นี่คือสารจากชิงหย่วน
รูปปั้นทอง ค่าตอบแทนไม่น้อยเลย!
ฉินหลิวซีดูเหมือนจะเห็นรูปปั้นทองแวววาวขนาดเท่าตัวจริงอยู่ตรงหน้า ตายแล้ว แสบตาเหลือเกินเพราะแสงทองสว่างเกินไป
“ให้พี่เฉิงเตรียมรถไปอารามเต๋า”
ฉีหวงอุทานด้วยความสงสัย “ตอนนี้หรือเจ้าคะ”
“ใช่ ตอนนี้ เจ้าลัทธิเต๋าคงจะรอไม่ไหวแล้ว!” ฉินหลิวซีหยิบกระดาษสีเหลืองอีกแผ่นออกมาตัดเป็นรูปคนเล็กๆ แล้วเขียนลงไปสองคำ
รอข้า
ตุ๊กตากระดาษตัวน้อยถูกตัดอย่างเรียบง่าย ศีรษะยังถูกตัดแต่งเป็นรูปผมทรงไม้กวาด ใช้พู่กันจุดลูกตาทั้งสองข้าง จากนั้นนางก็ท่องคาถา นิ้วยาวของนางจิ้มที่ตุ๊กตากระดาษตัวน้อยเพื่อลงอาคม
ตุ๊กตากระดาษตัวน้อยที่นอนอยู่บนโต๊ะ ยกมือทั้งสองข้างคำนับฉินหลิวซีแล้วหมุนตัวเป็นวงกลม
“ไปเถิด” ฉินหลิวซีดีดไปที่หัวไม้กวาดของมัน
ตุ๊กตากระดาษตัวน้อยกระโดดลงจากโต๊ะ เดินไปด้วยท่าทางที่ไม่อยากจากไป แต่เมื่อออกนอกประตูก็หายไปอย่างรวดเร็ว
อารามชิงผิง
ชิงหย่วนนำชากุหลาบแดงกับติ่มซำมังสวิรัติมาให้ฉีเชียนและคนอื่นๆ เอ่ยแนะนำว่า “เราขอให้แม่ครัวจากหมู่บ้านตรงเชิงเขามาช่วยทำอาหาร รสชาติพอใช้ได้”
ลุงเฉียนถามว่า “ดูเหมือนจะไม่มีนักพรตเต๋าในอารามมากนัก”
“ความจริงแล้วอารามชิงผิงของพวกเราพึ่งเปิดใหม่อีกครั้งเมื่อสิบปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นถูกทิ้งร้าง ผู้คนที่อยู่ที่นี่นอกเหนือจากเจ้าอาวาสแล้วก็มีศิษย์พี่ปู้ฉิว และข้า ยังมีนักพรตเต๋าน้อยอีกสองคน แล้วก็นักพรตเฒ่าที่อยู่ประจำในอารามอีกหนึ่งท่าน นักพรตเต๋าประจำอารามมีไม่มาก พวกเรายังคงรับคนอยู่ แต่ก็ยังมีฆราวาสอีกไม่น้อย แต่ไม่ได้อยู่ในอาราม”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ซื่อฟังวางชาและติ่มซำมังสวิรัติไว้ข้างหน้าอวี้ฉังคง เอ่ยว่า “คุณชาย ซาลาเปานี้ไม่เลวเลย ท่านกินสักหน่อยเถิดขอรับ”
“อืม”
ฉีเชียนค่อนข้างใจร้อนเล็กน้อย ถามว่า “ไม่ทราบว่าอาจารย์ปู้ฉิวจะตอบกลับเมื่อใด”
“คาดว่าใกล้แล้ว” ชิงหย่วนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็เลิกคิ้วแล้วเอ่ยว่า “มาแล้ว”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าทันที อยู่ไหน
ไม่เห็นมีเงาของนกกระเรียนกระดาษเลย
อวี้ฉังคงที่พึ่งหยิบซาลาเปาขึ้นมากัด จู่ๆก็ตัวแข็งทื่อ
มือของเขากวาดไปตามขา สัมผัสเข้ากับบางสิ่งบางอย่าง มือของเขาชา รีบดึงกลับมาทันที ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปทั้งตัว “ตัวอะไรกัน!”
ทุกคนหันไปมอง
ตุ้บ
ซาลาเปาในมองของซื่อฟังหล่นลงบนโต๊ะ
เห็นว่าที่ขาของอวี้ฉังคงที่สวมกางเกงขายาวผ้าไหมสีดำมีตุ๊กตากระดาษตัวเล็กๆ กำลังดึงขากางเกงของเขาด้วยมือทั้งสองข้าง ตะเกียกตะกายปีนขึ้น ซ้ำยังสะบัดหัวไม้กวาดไปมา
ปีนขึ้นมายากลำบากขนาดนี้ เขายังปัดข้าตกลงมาเสียได้ เหอะ!
“จดหมายตอบกลับของศิษย์พี่ปู้ฉิว” ชิงหย่วนชี้ไปที่ตุ๊กตากระดาษตัวน้อยแล้วอธิบายด้วยรอยยิ้ม
ลุงเฉียนหัวเราะเบาๆด้วยสีหน้าเจื่อน ปาดเหงื่อที่หน้าผากแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “วิธีการส่งสารของอารามนี้ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆขอรับ”
หากก่อนหน้านี้มีคนบอกเขาว่าตุ๊กตากระดาษสามารถขยับได้ เขาคงจะถ่มน้ำลายใส่หน้า แต่ตอนนี้…
ใช้ชีวิตมายาวนานจริงๆด้วย อะไรๆก็ได้เห็น!
ตอนที่ 146: ให้ปู้ฉิวหยอกล้อสักหน่อย
“คุณชาย มันกำลังปีนขึ้นไปบนเอวของท่านขอรับ”
“คุณชาย มันปีนขึ้นไปบนหน้าอกของท่านแล้ว ไอ้หยา มันกระโดดลงมาบนแขนท่านแล้วขอรับ”
“คุณชาย มัน…”
เสียงร้องด้วยความตกใจของซื่อฟังดังอยู่ข้างหูอวี้ฉังคงไม่หยุด ดังเกินไปแล้ว
“หยุด” อวี้ฉังคงอดตะโกนไม่ได้
ซื่อฟังปิดปากทันที จ้องมองไปที่ตุ๊กตากระดาษตัวน้อย เอ่ยเสียงเบาว่า “บ่าวอยากจะบอกกับคุณชายว่าเจ้าตุ๊กตากระดาษตัวน้อยนี้เหมือนกับของจริงเลย น่าสนุกมากขอรับ”
ลุงเฉียนเขม่นตาใส่เขา อะไรที่ไม่ควรพูดก็อย่าพูด กำลังตอกย้ำความเจ็บปวดจากโรคตาของคุณชายอยู่หรือ
ซื่อฟังเองก็ตระหนักได้เช่นกัน รีบเอ่ยว่า “คุณชาย บ่าวจะไม่พูดแล้ว ท่านอย่าได้อารมณ์เสียไปเลยขอรับ”
อวี้ฉังคงสบถเบาๆ รู้สึกรำคาญเล็กน้อย
ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เขาได้ฝึกฝนนิสัยไม่ให้ตนเองแปลกใจเมื่อเจอสิ่งต่างๆมานานแล้ว และไม่มีอะไรสามารถกระตุ้นความสนใจของเขาได้ แต่ตอนนี้รู้ว่ามีตุ๊กตากระดาษเล็กๆกำลังปีนป่ายไปมาบนร่างกายของตัวเอง ทำให้นึกจินตนาการถึงความมหัศจรรย์ของมัน แต่กลับไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาของตัวเอง
เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่อวี้ฉังคงรู้สึกหดหู่และโกรธเคืองดวงตาของตัวเอง ทำไมต้องเป็นเขา
ทันใดนั้นหลังมือก็รู้สึกเย็นๆ อวี้ฉังคงก้มศีรษะลง ราวกับมองเห็นว่าตุ๊กตากระดาษตัวน้อยกำลังนอนหมอบอยู่บนหลังมือ ใช้มือเกี่ยวนิ้วของเขาไว้
อวี้ฉังคงอดพลิกมือไม่ได้ ตุ๊กตากระดาษตัวน้อยก็พลิกตัวนอนกางแขนกางขาบนฝ่ามือของเขาด้วยเช่นกัน เขาอดยกมุมปากไม่ได้ รีบเก็บสีหน้าทันที
ฉีเชียนจ้องไปที่ตุ๊กตากระดาษตัวน้อย บนพุงใหญ่ๆของมันเขียนตัวอักษรไว้สองคำว่า ‘รอข้า’ หันไปมองชิงหย่วน เอ่ยว่า “เหตุใดเจ้าตุ๊กตากระดาษตัวนี้ถึงเล่นแต่กับอวี้ฉังคง”
แม้ว่าตัวเองจะยื่นมือออกไป มันก็ไม่กระโดดมา
ชิงหย่วนถือไม้ปัดไว้ในมือพลางเอ่ยว่า “ท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าศิษย์พี่ปู้ฉิวชอบสิ่งของสวยงาม เขาชอบสีสัน ชอบสิ่งของที่ดูดีทุกอย่าง รวมถึงผู้คน เจ้าตุ๊กตากระดาษนี้ถูกตัดด้วยมือของเขาจึงมีการถ่ายทอดพลังวิญญาณ คาดว่าคงติดนิสัยความชอบของเขามา”
ฉีเชียนมองไปใบหน้าของอวี้ฉังคง “!”
เป็นเพราะเขาไม่ได้รูปงามเท่าอวี้ฉังคงอย่างนั้นหรือ
ช่างเป็นความชอบที่ผิวเผินเสียจริง!
อวี้ฉังคง “…”
ทันใดนั้นก็สงสัยเล็กน้อยว่านักพรตผู้นั้นเป็นคนอย่างไร
“อาจารย์มาแล้วขอรับ” นักพรตเต๋าน้อยตะโกนอยู่ที่หน้าประตูอารามเต๋า
ทุกคนหันไปมองทันที
เห็นฉินหลิวซีสวมเสื้อชุดสีเขียวล้วน คลุมด้วยเสื้อคลุมขนเพียงพอนสีไผ่เขียวปักลายสีขาว เดินเอามือไขว้หลังเข้ามาจากด้านนอก สีหน้าเรียบเฉย มุมปากแฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม…
ยิ้มค่อนข้างกว้างเลย!
เป็นเพราะสัญญาว่าจะสร้างรูปปั้นร่างทองคำแก่เจ้าลัทธิเต๋าอย่างนั้นหรือ!
“ทุกท่าน ศิษย์พี่มาแล้ว” ชิงหย่วนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ฉีเชียนและคนอื่นๆรู้สึกเฉยๆ แต่ผู้ที่ได้เห็นฉินหลิวซีเป็นครั้งแรกอย่างลุงเฉียนกับซื่อฟัง แม้กระทั่งองครักษ์ต้าฉยงที่ยืนอยู่ด้านข้างเหมือนเสา พวกเขาต่างก็ตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าของฉินหลิวซีอย่างชัดเจน
“ท่านนักพรต นี่คือ ศิษย์พี่ของท่านหรือขอรับ” ลุงเฉียนถามด้วยความไม่อยากจะเชื่ออยู่เล็กน้อย
หากจะบอกว่ารุ่นเดียวกับบุตรชายของเขาก็ไม่เกินจริงหรอกกระมัง เป็นศิษย์พี่อย่างนั้นหรือ
ชิงหย่วนลูบหน้าตัวเอง เอ่ยว่า “ในเสวียนเหมินไม่ได้ตัดสินผู้คนตามอายุ แต่เรียงตามลำดับการเข้ามา ศิษย์พี่กราบฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ก่อนข้า ดังนั้นจึงได้เป็นศิษย์พี่ อีกอย่าง วิชาเต๋าของศิษย์พี่ก็ก้าวหน้ากว่าข้า”
ทุกคน “…”
เมื่อฉินหลิวซีเดินมาถึง มองไปที่ฉีเชียนพลางเอ่ยว่า “รุ่ยจวิ้นอ๋องช่างมีเวลาว่างเสียจริง เราได้พบกันอีกแล้ว”
ฉีเชียนเอ่ยว่า “ข้ามาทำธุระที่เมืองหลี จึงได้พาสหายสนิทมารับการรักษาด้วย”
“อาจารย์ปู้ฉิว” ลุงเฉียนกับซื่อฟังยกมือโค้งคำนับฉินหลิวซี
แม้ว่าจะดูอายุน้อยแต่กลับมีความสามารถ ดูเจ้าตุ๊กตากระดาษตัวน้อยนั่นสิว่าเก่งแค่ไหน มันกระโดดจากมือของคุณชายไปหาฉินหลิวซีแล้ว
ฉินหลิวซีประคองตุ๊กตากระดาษไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง มายืนอยู่ตรงหน้าอวี้ฉังคง มองดูใบหน้าและดวงตาของเขา แววตาลุ่มลึก “กลิ่นหอมของดอกไม้ได้หอบคนมาอยู่ตรงหน้า แซ่อวี้นามฉางคงหรือ รูปงามจริงๆ!”
ไหนๆก็มาแล้ว ให้ปู้ฉิวหยอกล้อเล่นสักหน่อย!
อวี้ฉังคงสูดลมหายใจ สายตาสงบ พยายามจ้องมองดูราวกับว่ามีแสงรอดเข้ามา ภาพในจินตนาการขยับเคลื่อนไหว
ตอนที่ 147: โรคตานี้นางรักษาได้!
ฉินหลิวซีจ้องมองใบหน้าอวี้ฉังคงโดยไม่ละสายตา มองดูอย่างละเอียด ซ้ำยังใช้มือวาดตาม ทำเอาลุงเฉียนและคนอื่นๆพากันคาดเดา
วิธีการรักษาของอาจารย์ปู้ฉิวท่านนี้ วินิจฉัยโรคด้วยวิธีนี้อย่างนั้นหรือ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเห็นหมอท่านไหนทำเช่นนี้ ล้วนแต่ถามอาการก่อนแล้วจับชีพจร เหตุใดท่านนี้เอาแต่มองหน้า
ฉีเชียนนึกถึงคำพูดของชิงหย่วน ในใจรู้สึกเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก เอ่ยว่า “ท่านหมอฉิน ใบหน้าของอวี้ฉังคงมีอะไรหรือ”
ถึงได้ดูหลงใหลขนาดนี้!
“แน่นอนว่ามีความงดงาม! ” ฉินหลิวซีตอบอย่างส่งๆกลับไป
ฉีเชียน “…”
อวี้ฉังคงและคนอื่นๆ “!”
ชิงหย่วนกระแอมเบาๆ รู้สึกเคอะเขินเล็กน้อย มองไปที่ฉินหลิวซีพลางขยับมุมปาก ‘ค่าตอนแทนคือรูปปั้นทองเชียวนะ!’
ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ยว่า “ใบหน้าของคุณชายฉังคงช่างงดงามจริงๆ หากท่านนำผ้าสีเดียวกับชุดที่ใส่อยู่มาพันตา บอกตามตรง สตรีจำนวนไม่ถ้วนในใต้หล้านี้ต้องยอมสยบแทบเท้าท่าน”
ฟังสิ นี่คือสิ่งที่หมอควรพูดหรือ
ปลายนิ้วอวี้ฉังคงงอเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้ากำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือ”
หยอกล้อไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คงทนไม่ไหวแล้วกระมัง!
“หืม ล้อเล่นหรือ ข้าพูดความจริงต่างหาก!” ดูเหมือนว่าฉินหลิวซีจะฟังไม่ออกถึงความโกรธในน้ำเสียงนั้น เอ่ย “ดวงตาของท่านบอดมาเป็นเวลานานกลับยังใสอยู่ แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าลูกตาของท่านเริ่มหดตัวและจมลง หนังตาเริ่มตก ในตามีสีแดง ลูกตากลอกไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ซ้ำยังไม่นิ่ง ส่งผลต่อรูปลักษณ์ของท่าน ดังนั้นหากท่านพันผ้าไว้ย่อมดูงดงามยิ่งขึ้นแน่นอน”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ทุกคนก็หันไปมอง พวกเขาไม่เคยสังเกตมาก่อน เพราะอวี้ฉังคงไม่ชอบให้คนอื่นจ้องมองเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จ้องมองอวี้ฉังคงโดยปริยาย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น
อวี้ฉังคงรู้สึกได้ว่าสายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ดวงตาของเขา จึงอยากจะหลีกเลี่ยงตามสัญชาตญาณ
“ท่านอาจารย์ เช่นนั้นดวงตาของคุณชายพวกเรายังสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ขอรับ” ลุงเฉียนถามอย่างระมัดระวัง
อวี้ฉังคงมองไปทางอื่น สีหน้าเรียบเฉย ซ่อนนิ้วที่ดูเป็นกังวลไว้ใต้แขนเสื้อของเขา ในใจตื่นเต้นเล็กน้อย
“นั่นสิ โรคตาของอวี้ฉังคงนี้เป็นมาสิบปีแล้ว”
“สิบปีหรือ ก็นานพอสมควร”
อวี้ฉังคงตัดใจ หัวเราะหยันตัวเอง เป็นอย่างที่คาดไว้ เขาลุกขึ้น อยากจะเดินจากไป
“มันเป็นเพียงโรคต้อหินที่เกิดจากผลกระทบของอารมณ์ แต่ถูกพวกท่านปล่อยไว้เป็นเวลาสิบปี ไม่อยากให้คุณชายอวี้รักษาหายหรือ ไปหาหมอที่ไหนมาวินิจฉัยก็ไม่รู้” ฉินหลิวซีหยิบลูกวอลนัทโยนเข้าปากเคี้ยว ตาบอดมาเป็นสิบปี ช่างน่าเสียดายจริงๆ
ทุกคนตกตะลึง
อวี้ฉังคงหันกลับมาเผชิญหน้ากับฉินหลิวซี เอ่ยว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
หมายความว่าโรคตาของเขาไม่สามารถรักษาให้หายได้เพราะความล่าช้าใช่หรือไม่
หรือจะบอกว่านางรักษาได้!
“อาจารย์ ท่านกำลังจะบอกว่าท่านสามารถรักษาโรคตาของคุณชายพวกเราได้อย่างนั้นหรือขอรับ” ลุงเฉียนถามด้วยความตื่นเต้น
กรอบแกรบ กรอบแกรบ
ฉินหลิวซีเคี้ยววอลนัทคั่วเกลือคำใหญ่ เอ่ยว่า “ก็แค่โรคต้อหิน เหตุใดจะรักษาไม่ได้ รักษาง่ายจะตายไป สิ่งที่รักษายากคือโรคทางจิตใจ หากคุณชายฉังคงถูกฝันร้ายตามหลอกหลอนทั้งกลางวันและกลางคืนจนไม่สามารถหลับได้ ข้าไม่ได้สาปแช่งท่าน แต่ท่านจะตายไม่ช้าก็เร็ว”
ทุกคน “!”
อวี้ฉังคงตกตะลึง ในหัวของเขาเหมือนมีฟ้าผ่าลงมา รู้สึกมึนๆ ไม่รู้ว่าฉินหลิวซีพูดอะไรไปบ้าง ยกเว้นประโยคที่เอ่ยว่า ‘รักษาง่ายจะตายไป’
เขารักษาได้ เขารักษามันได้!
ซ้ำฉินหลิวซียังรู้เรื่องที่เขานอนไม่หลับด้วย
ลุงเฉียนกับซื่อฟังได้สติกลับมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “โรคนี้รักษาได้จริงๆหรือ ท่านอาจารย์ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมขอรับ”
ฉีเชียนตบไหล่อวี้ฉังคงอย่างแรง เม้มริมฝีปากเพื่อระงับความตื่นเต้น
“เรื่องรักษามันได้อยู่แล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “แต่ไม่ใช่ว่าวันเดียวจะรักษาหายได้ อีกอย่างเราตกลงกันไว้แล้วว่าจะสร้างรูปปั้นทองคำให้เจ้าลัทธิเต๋าของพวกเรา…”
“สร้าง สร้างแน่นอน ข้าจะให้คนไปเตรียมเดี๋ยวนี้ พวกเราจะสร้างรูปปั้นทั้งหมดในอารามขอรับ” ลุงเฉียนปรบมือด้วยความดีใจ เทียบกับดวงตาของคุณชายแล้ว เงินก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ตอนที่ 148: ปู้ฉิวบอกว่า ‘เชื่อข้า’
ฉินหลิวซีบอกว่ารักษาได้ แม้ว่าลุงเฉียนและคนอื่นๆจะตื่นเต้น แต่หลังจากสงบลงแล้วก็ยังถามอย่างละเอียดว่าจะรักษาอย่างไร ต้องใช้ยาชนิดใดบ้าง ต้องตรวจดูอาการก่อนหรือไม่
เมื่อชิงหย่วนเห็นว่าฉินหลิวซีรับคนไข้แล้ว เขาจึงไปจุดธูปบอกกล่าวกับเจ้าลัทธิเต๋าด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ที่เหลือก็แค่รอ รูปปั้นทองคำจะถูกสร้างขึ้นในไม่ช้าแล้ว
ฉินหลิวซีใช้เรือนรับรองแขกเป็นห้องรักษา ไม่ให้ฉีเชียนและคนอื่นๆอยู่รบกวน เหลือไว้เพียงคนปรนนิบัติรับใช้อย่างลุงเฉียนกับซื่อฟัง
นางหยิบหมอนรองใบเล็กขึ้นมา ให้อวี้ฉังคงยื่นมือมาแล้วเริ่มจับชีพจร หลังจากนั้นไม่นานก็ส่ายหน้า “ตับและถุงน้ำดีนั้นถูกธาตุไฟเข้าแทรกอย่างรุนแรง ส่วนหยินของตับและไตก็บกพร่อง”
อวี้ฉังคง “!”
ฉินหลิวซีให้เขาเปลี่ยนข้าง จับชีพจรแล้วเอ่ยว่า “ม้ามและกระเพาะค่อนข้างเย็น คุณชายฉังคง ท่านไม่รักตัวเองเอาเสียเลย เอาแต่ใจเสียจริง”
ลุงเฉียนรีบถาม “ท่านอาจารย์ ท่านเอ่ยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ”
“เขาไม่ได้นอนเต็มอิ่มมานานเท่าไหร่แล้ว ตับร้อนเป็นไฟ หมอที่ตรวจดูอาการไม่ได้เขียนใบสั่งยารักษาให้ท่านหรือ ตับเป็นไฟไม่พอ แม้แต่อาหารการกินก็ไม่ตรงเวลา ปริมาณไม่เพียงพอ ไม่สมดุล ดูสีหน้าดี ร่างกายภายนอกแข็งแรง แต่ภายในอ่อนแอ”
เอ่ยอีกนัยหนึ่งก็คือข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพลง
ด้วยร่างกายเช่นนี้บวกกับอาการนอนไม่หลับเรื้อรังของเขา ที่นางบอกว่าเขาจะตายไม่ช้าก็เร็วนั้นไม่ผิดเลย
อวี้ฉังคงแทบจะอดกลั้นไม่ไหว มือของเขากำหมัดแน่น
ซื่อฟังจึงอธิบายว่า “ตั้งแต่เป็นโรคตามาและไม่ได้รักษาเป็นเวลานาน คุณชายจึงไม่ค่อยอยากอาหาร การนอนก็ไม่ค่อยดีนักขอรับ”
เมื่อบอกว่าไม่ทานก็คือไม่ทาน โดยเฉพาะช่วงสองปีแรก ผอมจนเหมือนกิ่งไม้ไผ่
บ่าวรับใช้อย่างพวกเขาทั้งเป็นกังวล แต่ก็ไม่กล้าบังคับเขา
“โรคตาของท่านเดิมมีสาเหตุมาจากผลกระทบทางอารมณ์ คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการตายของท่านพ่อและท่านแม่ของท่าน ความโกรธ ความเศร้า ความกลัว อารมณ์ทั้งเจ็ดประการพุ่งสูงขึ้นทำให้เกิดแรงกดดันต่อดวงตาสูง เส้นเลือดอุดตันไม่ไหลเวียน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มองไม่ชัด แล้วท่านยังทรมานร่างกายเช่นนี้อีก น่าเวทนานัก”
ทุกคนตกใจในทันที สิ่งนี้ สิ่งนี้ก็สามารถมองเห็นได้จากการจับชีพจรด้วยหรือ
อวี้ฉังคงสีหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไร
“อา อาจารย์ นี่มัน…” ซื่อฟังเหลือบมองคุณชายของเขาด้วยท่าทางหวาดกลัว อย่าได้พูดถึงเรื่องนั้นโดยเด็ดขาด
“คุณชาย บ่าวล่วงเกินท่านแล้ว” ลุงเฉียนกัดฟัน มองไปทางฉินหลิวซีแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์เอ่ยมาไม่ผิด นายท่านกับฮูหยินของพวกเราถูกฆ่าตายตอนคุณชายอายุได้สิบปี คุณชายเห็นกับตาตัวเองจนเป็นลมหมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นโรคตานี้แล้วขอรับ”
อวี้ฉังคงหลับตา เม้มริมฝีปากบางจนเป็นเส้นตรง ราวกับว่าเขากลับไปอยู่ในค่ำคืนนั้น เสียงร้องอย่างทรมานทะลุแก้วหู เลือดสาดกระเซ็นเข้าดวงตา พื้นเต็มไปด้วยสีแดง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โลกของเขาก็กลายเป็นเลือดสีดำ ไม่มีแสงสว่างอีกต่อไป
“ในตอนแรก ความจริงแล้วเพียงแค่ท่านปรับอารมณ์ให้สงบลง แล้วเสริมด้วยการฝังเข็มและทานยาก็จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ถึงขั้นต้องตาบอดมาเป็นสิบปี และไม่ต้องปล่อยให้ร่างกายดีๆ ต้องกลายเป็นเช่นนี้” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “แต่ว่าตอนนั้นท่านยังเด็ก และยังสูญเสียท่านพ่อกับท่านแม่ไป หากจะโศกเศร้าจนควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”
“เจ้าบอกว่าโรคตาของข้าสามารถรักษาให้หายได้ตั้งแต่แรกอย่างนั้นหรือ” เสียงของอวี้ฉังคงเย็นชาและแผ่วเบา
ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ใช่แล้ว โรคต้อหินที่เกิดจากผลกระทบของอารมณ์ทั้งเจ็ด สามารถรักษาให้หายได้อย่างรวดเร็วด้วยการฝังเข็ม ทานยาและการนวด แต่อันดับแรกคือท่านเองก็ต้องให้ความร่วมมือ อย่างเช่นหากก้นบึ้งหัวใจของท่านไม่ต้องการเห็นโลกใบนี้อีกต่อไป ไม่ต้องการเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น เช่นนั้นก็ไม่มียาวิเศษใดช่วยรักษาได้”
อวี้ฉังคงตกตะลึง
ฉินหลิวซีเข้าใจชีพจรของเขาแล้ว จึงดึงมือกลับคืนมาแล้วล้างมือให้สะอาด ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินกลับมาหาพลางยื่นมือออกไปหาเขาด้วย
อวี้ฉังคงเอนตัวไปข้างหลังตามประสาทสัมผัสของเขา ค่อนข้างตื่นตัวและระมัดระวัง
“ไม่ต้องตกใจ ข้าแค่จะตรวจดูตาของท่านเท่านั้น”
อวี้ฉังคงจึงได้นั่งตัวตรง รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาใกล้แล้วโน้มตัวลงมา ดูเหมือนว่าลมหายใจก็ใกล้เข้ามามากขึ้น กลิ่นของยาลอยเข้ามา แล้วยังมีกลิ่นหอมจางๆแฝงอยู่ในกลิ่นของยาด้วย
อวี้ฉังคงตกใจเล็กน้อย เป็นไปได้อย่างไร
มืออันอบอุ่นคู่หนึ่งแตะลงบนเปลือกตาของเขา อวี้ฉังคงตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียว
เขารู้สึกว่าเปลือกตาของเขาถูกเปิด ลมหายใจของอีกฝ่ายใกล้เข้ามามากขึ้น
“รูม่านตาขยาย ลูกตาแข็งและบวม ลืมตาไว้ไม่หลับไม่นอนจริงๆด้วย” ฉินหลิวซีปล่อยมือ “เดิมทีดวงตาก็ไม่ดีอยู่แล้ว ท่านยังไม่ให้มันพักผ่อนอีก ตายังบอดไม่พอหรืออย่างไร”
ลุงเฉียนกับซื่อฟังเหงื่อออกเต็มหน้าผาก อดพูดแทรกขึ้นมาไม่ได้ “อาจารย์ คุณชายนอนไม่หลับ แล้วก็นอนไม่นาน มักจะ…”
“ลุงเฉียน” อวี้ฉังคงไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้อื่น
“ข้าดูออก มีอาการนอนไม่หลับอย่างรุนแรง หลับยาก เมื่อหลับก็จะติดอยู่กับฝันร้าย” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบว่า “แต่คนเราก็ต้องนอนหลับ ต่อให้เป็นคนแกร่งเหมือนเหล็กแค่ไหนก็ทนไม่ได้หากอดนอน น่าแปลกจริง พวกท่านแต่ละคนก็นอนไม่หลับกันทั้งนั้น”
พระชายาผู้เฒ่าคนหนึ่ง และก็มีเขาอีกคนหนึ่ง
อวี้ฉังคงถามว่า “ท่านอาจารย์ไม่เคยติดอยู่ในฝันร้ายหรือ”
“ฝันร้ายเกิดจากเรื่องร้ายตามมาเข้าฝัน ข้าเป็นถึงนักพรตเต๋า หากมันกล้ามาข้าก็ยอมรับในความเก่งกาจ!”
ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
อวี้ฉังคง “…”
ฝันร้าย ‘ข้าเป็นฝันร้ายที่ไม่เอาไหน พอใจหรือยัง’
ฉินหลิวซีเอ่ยเสริมว่า “โรคตาของท่านข้าจะรักษาด้วยการฝังเข็มและนวดทุกวัน จากนั้นเสริมด้วยยาลดความดันในลูกตา ซึ่งจะต้องใช้เวลานาน”
“นานแค่ไหนหรือขอรับ” ลุงเฉียนเอ่ยถามทันที
“ต้องดูว่าการฟื้นตัวของเขาเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่เกินสิบวัน”
“แค่สิบวันหรือขอรับ” ลุงเฉียนอุทานด้วยความตกใจ นี่เป็นการโกหกแบบซึ่งๆหน้า หรือว่าเขามีความสามารถจริงๆ
“หากคุณชายฉังคงให้ความร่วมมือ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึงสิบวัน” ฉินหลิวซีเอ่ยเสริมว่า “ดังนั้นก่อนอื่นคุณชายฉังคงต้องให้ดวงตาของท่านได้พักผ่อน รวมถึงอวัยวะภายในทั้งห้าของท่านก็ต้องได้รับการล้างพิษ ดังนั้นข้าจะฝังเข็มและนวดตามจุดให้ท่าน ท่านหลับสักงีบดีหรือไม่”
อวี้ฉังคงเอ่ย “ท่านบอกว่าข้าหลับยากไม่ใช่หรือ”
“สำหรับข้าแล้วไม่มีปัญหาเช่นนี้แน่นอน นอนลงเถิด”
อวี้ฉังคงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า ซื่อฟังรีบพยุงคุณชายของเขานอนหงายบนเตียงไม้ในเรือนรับรองแขกทันที เมื่อหันกลับมาก็เห็นฉินหลิวซีเดินมาพร้อมกับเข็มเงิน
“คุณชายฉังคง ข้าจะฝังเข็มตามจุดให้ท่าน”
“ตกลง” อวี้ฉังคงหลับตา
ฉินหลิวซีเอื้อมมือไปนวดบนจุดฝังเข็มที่จุดเฟิงฉือบริเวณใต้ฐานกะโหลกศีรษะ จากนั้นก็ฝังเข็มในแนวทแยงมุมองศาปลายจมูก เมื่อเห็นอีกฝ่ายตัวสั่นจึงเอ่ยว่า “ไม่ต้องกลัว”
ขณะที่เอ่ยก็ฝังเข็มเข้าไปในจุดฝังเข็มหลายแห่งรวมถึงจุดเน่ยเจียว จุดเสินเหมิน จุดซีเหมิน และจุดซานหยินเจียวทั้งสองด้านซ้ายขวา
“การฝังเข็มของท่านอาจารย์เร็วมากขอรับ” ลุงเฉียนเฝ้าดูอยู่ข้างๆตลอด เขาเองก็มีวรยุทธ์ แต่กลับมองไม่เห็นเงาของเข็ม เพียงแค่พริบตาเดียวเข็มก็ถูกฝังลงไปแล้ว
“การฝังเข็มตามจุดเหล่านี้จะช่วยปรับลมและเลือดในอวัยวะภายในของท่าน ปรับสมดุลหยินหยาง บรรเทาจิตใจทำให้สงบลง” ฉินหลิวซีดึงเข็มขึ้นมาแล้วปักลงไปใหม่พลางหมุนเบาๆ เมื่อได้ที่ก็ปล่อยเข็มไว้ หันหลังกลับไปหยิบธูปหอมกล่อมนอนส่งให้ซื่อฟังเอาไปจุด
สิบห้านาทีผ่านไปนางดึงเข็มออกแล้วนวดที่จุดฝังเข็ม จากนั้นใช้มือทั้งสองข้างนวดเบาๆ รอบดวงตาทั้งสองข้างที่จุดไท่หยาง จุดหยางไป๋ จุดเจี่ยวซุน ด้วยแรงหนักเบาต่างกัน ในขณะเดียวกันก็มีเสียงบทพระสูตรถูกท่องออกมาจากปากของนางราวกับมาจากฟ้า
อวี้ฉังคงรู้สึกเพียงว่าปลายจมูกของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นของยาและเครื่องหอม ข้างหูมีคนกระซิบเบาๆอย่างนุ่มนวล เปลือกตาของเขาค่อยๆหนักขึ้น เริ่มรู้สึกเลือนราง
ไม่ นอนไม่ได้
เขาสั่นอย่างรุนแรง เปลือกตาสั่นเทา พยายามจะลืมตา
“ไม่ต้องกลัว ในความฝันไม่มีอะไรทั้งนั้น เชื่อข้า”
ทันใดนั้นก็มีคำพูดดังเข้ามาในหูของเขา อวี้ฉังคงหมดสติและหลับใหลไปในที่สุด
ตอนที่ 149: มีชีวิตอีกครั้ง
ฉินหลิวซีเดินออกมาจากเรือนรับรองแขก เมื่อเห็นฉีเชียนรออยู่ข้างนอกก็เลิกคิ้วเล็กน้อย
“จวิ้นอ๋องกับคุณชายอวี้ฉังคงช่างเป็นสหายที่ดีต่อกันจริงๆ เพราะกลัวว่าข้าจะรักษาเขาได้ไม่ดีจึงตั้งใจรออยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ”
ฉีเชียนยกมือขึ้นประสาน เอ่ยว่า “ข้าและฉังคงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก หากตาของเขาไม่ผิดปกติ เขาควรจะเป็นคนที่มีความสามารถ น่าทึ่ง และรูปงามที่สุดในตระกูลอวี้”
“อืม เป็นเพราะพระเจ้าอิจฉาในพรสวรรค์ของเขาจึงทำให้เขากลายเป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจ”
ฉีเชียนกระแอมขึ้น มองเข้าไปในห้อง ถามว่า “ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“นอนหลับไปแล้ว การรักษาโรคตาไม่สามารถทำได้ในคราวเดียว ต้องมีขั้นตอนการรักษา หลังจากนี้ข้าจะไปฝังเข็มรักษาที่ที่พักของเขาทุกวัน” ฉินหลิวซีโค้งคำนับ เอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวก่อน!”
ฉีเชียนหยุดอีกฝ่ายไว้ เอ่ย “วันนี้รักษาเสร็จแล้วหรือ”
“เสร็จแล้ว เกรงว่าเขาจะนอนจนถึงพรุ่งนี้ ดังนั้นจวิ้นอ๋องไม่ต้องรอแล้ว”
“พรุ่งนี้?” ตอนนี้พึ่งจะเป็นเวลากลางวัน จะนอนได้นานขนาดนั้นเชียวหรือ
ฉินหลิวซีเอ่ย “เขามีอาการนอนไม่หลับอย่างรุนแรง นอนจนถึงพรุ่งนี้ก็ยังนับว่าเป็นเพียงเวลาสั้นๆ”
“ท่านบอกว่าจะไปรักษาที่ที่พักของเขาทุกวัน ไม่ได้จะรักษาในอารามเต๋าหรอกหรือ”
“อากาศหนาวแล้ว อารามเต๋าบนภูเขาก็หนาวเช่นกัน ข้าร่างกายอ่อนแอ ทนความหนาวไม่ได้” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อว่า “ในเมื่อเขาพักอยู่ในเมือง เช่นนั้นไปรักษาในเมืองก็สะดวกเช่นกัน”
ฉีเชียนถามอีกว่า “ไม่ทราบว่าท่านหมอฉินพักอยู่ที่ไหน ให้ข้าส่งคนไปรับหรือไม่”
ฉินหลิวซีจ้องมองเขา
ฉีเชียนถูกจ้องมองจนใบหน้ารู้สึกร้อนผ่าว “มีอะไรหรือ”
“จวิ้นอ๋องเพียงแค่อยากมารับข้าเพื่อให้ไปรักษาอวี้ฉังคง หรืออยากรู้ว่าข้าพักอยู่ที่ไหน” สีหน้าของฉินหลิวซีแฝงไว้ซึ่งความหยอกล้อเล็กน้อย
ฉีเชียนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เชิดหน้าขึ้นพลางเอ่ยว่า “แน่นอนว่าต้องเพื่ออวี้ฉังคง หากท่านหมอฉินล้มเลิกรักษากลางคันขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“ในเมื่อรับคนไข้มาแล้วจะล้มเลิกรักษากลางคันได้อย่างไร จะไม่เป็นการขัดต่อจรรยาบรรณแพทย์หรอกหรือ เช่นนี้ดีหรือไม่ หากข้ารักษาเขาหายดีแล้ว ในฐานะสหายรักเขาอย่างจวิ้นอ๋อง ก็ช่วยตอบแทนน้ำใจข้าเป็นอย่างไร”
“ตกลง” ทันทีที่ฉีเชียนเอ่ยคำนั้น เขาก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไป
ความจริงแล้วเขาไม่ได้หมายความเช่นนั้น
“หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าก็ไม่ขอรบกวนการชมทิวทัศน์ของจวิ้นอ๋องแล้ว”
“คือว่า เสด็จย่าของข้าให้ข้ามาขอบคุณท่านสำหรับของขวัญตอบแทน ปิ่นไม้อันนั้นเสด็จย่าชอบมันมาก ตอนนี้เสด็จย่าปักปิ่นไม้อันนั้นทั้งกลางวันกลางคืน” ฉีเชียนเอ่ยอีกว่า “ข้าเองก็เคยเห็น ฝีมือการแกะสลักประณีตกว่ายันต์ของข้ามาก”
น้ำเสียงประชดประชันเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก มันเป็นเพียงของขวัญตอบแทนสำหรับสิ่งที่พระชายาผู้เฒ่าประทานให้ พระชายาผู้เฒ่าชอบก็ดีแล้ว สำหรับงานแกะสลัก สิ่งของที่มอบให้กับผู้อาวุโสย่อมต้องใส่ใจอยู่แล้ว” ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ “ข้าดูจากจุดสมรสกลางหว่างคิ้วของจวิ้นอ๋อง คาดว่าในเร็วๆนี้จะมีสาวงามทำสิ่งที่ประณีตมาให้ท่าน”
ฉีเชียนตกตะลึง จุด จุดสมรส?
เขาเม้มริมฝีปาก เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้ง เห็นว่าฉินหลิวซีเดินพ้นจากสายตาเขาไปแล้ว หันหลังพลางโบกมือให้เขา
ฉีเชียนยืนอยู่กับที่ด้วยอาการซึมๆเล็กน้อย
…
เมื่ออวี้ฉังคงตื่นขึ้นก็รู้สึกสับสนเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง เขาอยู่ที่ไหน
ที่ปลายจมูกมีกลิ่นอ่อนๆของยา มีเสียงสวดมนต์ดังมาจากนอกเรือนไม่ไกลนัก
“ซื่อฟัง?”
ซื่อฟังที่เอนตัวพิงปลายเตียง กอดผ้าห่มบางๆนอนหลับสนิท เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเจ้านายก็ดีดตัวขึ้นอย่างกระตือรือร้น ถามด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข “คุณชาย ท่านตื่นแล้วหรือขอรับ”
อวี้ฉังคงลุกขึ้นนั่ง “ข้าหลับไปหรือ หลับไปนานแค่ไหนแล้ว”
ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกอะไรเลย คิดว่าคงจะไม่นานนัก
ซื่อฟังเหลือบมองดูนาฬิกาทรายน้ำในห้อง เอ่ยว่า “คุณชาย ท่านหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ตอนนี้เป็นต้นยามเหม่าของวันที่สองแล้วขอรับ”
อวี้ฉังคงตกใจ ต้นยามเหม่าของอีกวัน เขาหลับไปนานเพียงนั้นแต่กลับไม่ฝันอย่างนั้นหรือ
“ท่านอาจารย์ปู้ฉิวผู้นี้เก่งเกินไปแล้ว สามารถทำให้ท่านหลับได้นานขนาดนี้ แล้วท่านก็ไม่ได้ตกใจตื่นเพราะความฝัน หลับดีตลอดคืน คุณชาย…”
อวี้ฉังคงได้สติกลับมา ได้ยินเสียงกลั้นร้องไห้สะอึกสะอื้นของบ่าวรับใช้ รู้สึกอยากหัวเราะเล็กน้อย “เจ้าร้องไห้ทำไม”
“บ่าวคิดว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยาก หาได้ยากมากๆ คุณชายไม่ได้หลับอย่างสงบโดยที่ไม่ฝันร้ายมานานมากแล้ว บ่าวก็เลยตื้นตันใจขอรับ” ซื่อฟังทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ เช็ดน้ำตาที่หางตา เขาตัดสินใจแล้วว่าต่อไปนี้ท่านอาจารย์ปู้ฉิวคือบิดาแท้ๆของเขา!
อวี้ฉังคงลุกขึ้น เหยียดแขนขา ดวงตาของเขายังคงมืดมน แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขารู้สึกว่าร่างกายของเขาผ่อนคลายและมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก
ท่านอาจารย์เพียงแค่ใช้การฝังเข็ม การนวดและการสวดมนต์ ใช่ว่าไม่เคยมีหมอคนไหนเคยฝังเข็มให้เขามาก่อน แต่กลับไม่ได้ผลดีเช่นนี้
“เชื่อข้า ในความฝันไม่มีอะไรทั้งนั้น”
จู่ๆ อวี้ฉังคงก็จำสิ่งที่อีกฝ่ายได้พูดก่อนที่สติของเขาจะดับลง
เป็นเช่นนั้นในความฝันไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่มีเลือดสีแดงสดที่เคยเห็นเมื่อหลับฝันเหมือนเมื่อก่อน ไม่มีเสียงกรีดร้องอย่างทรมาน ไม่มีภาพโหดร้ายที่ติดตา
อวี้ฉังคงถามว่า “ท่านอาจารย์ปู้ฉิวอยู่ที่ไหน”
“อ้อ เมื่อวานท่านอาจารย์บอกว่าอารามเต๋าอากาศหนาว พอคุณชายตื่นแล้วสามารถลงเขากลับจวนได้เลย เขาจะไปรักษาคุณชายที่จวนด้วยตัวเองจนกว่าคุณชายจะหายดีขอรับ” ซื่อฟังเดินเข้าไปจัดเสื้อผ้าให้พลางเอ่ยว่า “ลุงเฉียนไปขออาหารมังสวิรัติที่ห้องครัวแล้ว หลังจากทานอาหารเช้าแล้วพวกเราจะลงจากเขาขอรับ”
“อืม”
ในเวลานี้ลุงเฉียนกลับมาจากครัวอารามเต๋าพร้อมกับซาลาเปามังสวิรัติสองสามจานและโจ๊กเปล่าสองสามชามในมือ เมื่อเห็นว่าอวี้ฉังคงตื่นแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก คำพูดยกยอปอปั้นฉินหลิวซีเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ
ต่อให้ฉินหลิวซีไม่สามารถรักษาโรคตาของคุณชายได้ แต่เพียงแค่ทำให้เขานอนหลับได้อย่างสนิทก็นับว่าดีมากแล้ว
“ท่านอาจารย์ปู้ฉิวดูๆแล้วอายุยังน้อย แต่วิชาแพทย์กลับเก่งกาจเช่นนี้ คุณชาย บ่าวรู้สึกว่าครั้งนี้แตกต่างจากหมอชื่อดังอย่างเมื่อก่อนจริงๆขอรับ” ลุงเฉียนเอ่ยอย่างตื่นเต้น “บางทีดวงตาของท่านอาจรักษาได้หายขาดจริงๆขอรับ”
อวี้ฉังคงกัดซาลาเปามังสวิรัติหนึ่งคำแล้วกลืนลงไป เอ่ยว่า “ลุงเฉียน เรื่องที่ข้าขอรับการรักษาโรคตากับท่านอาจารย์ปู้ฉิวให้ปิดเป็นความลับ อย่าให้แพร่กระจายออกไป”
ลุงเฉียนกับซื่อฟังต่างตกตะลึงทั้งคู่
“หมายความว่าคุณชายไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ แล้วทางด้านผู้อาวุโสล่ะขอรับ”
อวี้ฉังคงพยักหน้า “ก็ปิดบังด้วยเช่นกัน”
“คุณชาย…”
“ตระกูลอวี้ไม่ใช่ตระกูลอวี้ในเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว” อวี้ฉังคงเอ่ยด้วยความเย็นชา “นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อข้าพูดตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้รับการยกย่องจากใต้หล้ามากเกินไปจนบางคนไม่รู้ถึงสถานะของตัวเอง คิดว่าตระกูลอวี้เป็นเทพเจ้าจากสวรรค์ เกรงว่าเป็นเพราะท่านพ่อข้าเห็นความผุพังข้างในจึงอยากจะหนี ข้าสงสัยว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่จึงทำให้ถูกฆ่าเช่นนั้น เทพเจ้าไม่มีทางปล่อยให้ผู้คนหลุดพ้นจากพันธนาการโดยง่ายหรอก”
ลุงเฉียนตกตะลึง เอ่ย “คุณชาย หรือว่าท่านสงสัยในตระกูล…”
“หลังจากตาบอดมาสิบปี ข้าได้ ‘มองเห็น’ ผู้คนรอบตัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น” คำพูดของอวี้ฉังคงแฝงไว้ซึ่งความเสียดสี เอ่ยว่า “ข้าอยากจะหาคนผู้นั้นให้เจอแล้วบอกกับวิญญาณของท่านพ่อและท่านแม่ของข้าบนสวรรค์ เมื่อดวงตาของข้ากลับมามองเห็นได้เหมือนเดิมก็คงสะดวกขึ้นบ้าง”
ลุงเฉียนพยักหน้าด้วยสีหน้าชื่นชม เอ่ย “คุณชายคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้วขอรับ”
ซื่อฟังเช็ดน้ำตาที่หางตา ในที่สุดคุณชายของเขาก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ได้ไร้ชีวิตชีวาเหมือนแต่ก่อน
อวี้ฉังคงคลำหาถ้วยโจ๊ก ยกขึ้นมาดื่มหมดในคราวเดียว สายตาว่างเปล่า หากดวงตาคู่นี้สามารถมองเห็นแสงสว่างได้อีกครั้ง เช่นนั้น…
ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
[1] ยามเหม่า คือ ช่วงเวลาระหว่าง 05:00น. – 07:00น.
ตอนที่ 150: อยากจะเชยชมความงามของอวี้ฉังคง
“คุณชาย อาจารย์ปู้ฉิวมาแล้วขอรับ” ลุงเฉียนเชิญฉินหลิวซีเข้าไปในห้องด้วยตัวเอง
อวี้ฉังคงยืนอยู่กลางห้อง หันมาโค้งคำนับฉินหลิวซีตามทิศทางของกลิ่นยา “ท่านอาจารย์”
เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่าเขาแม่นยำในการแยกแยะตำแหน่งเช่นนี้ จึงเอ่ยว่า “คนตาบอดนอกจากตาแล้ว ประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เหลือค่อนข้างไวมาก คำพูดนี้ดูเหมือนจะไม่ผิด คุณชายฉังคงแยกแยะตำแหน่งได้ถูกต้อง อาศัยการฟังในการแยกแยะตำแหน่งหรือ”
“แล้วก็ยังมีประสาทสัมผัสด้านกลิ่น” อวี้ฉังคงเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านอาจารย์มีกลิ่นยาติดมาด้วย”
ที่จริงแล้วนอกจากกลิ่นของยา ยังมีกลิ่นหอมของสตรีด้วย เพียงแต่เขาตาบอดจึงไม่กล้าคาดเดาไปมากกว่านี้
ฉินหลิวซียกมือตัวเองขึ้นมาดม เอ่ยหยอกล้อว่า “โชคดีที่เป็นกลิ่นยา หากเป็นกลิ่นอื่นคงจะขายหน้าคุณชายฉังคงแย่”
ซื่อฟังยกชามาวาง ยื่นให้ฉินหลิวซีด้วยมือทั้งสองข้าง เอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ ท่านยอดเยี่ยมมาก หลังจากที่ท่านฝังเข็มแล้ว คุณชายของเราก็หลับไปตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้จริงๆ อายุของท่านอาจารย์คงยังไม่ถึงยี่สิบปีกระมัง แต่วิชาแพทย์กลับเก่งกาจเช่นนี้”
อวี้ฉังคงเอ็ดเขาเบาๆ “ซื่อฟัง อย่าเสียมารยาท นักพรตเต๋ามีสามอย่างที่ห้ามถามคือเรื่องอายุ เรื่องทางโลก และถิ่นกำเนิด”
เมื่อซื่อฟังได้ฟังดังนั้นก็รีบยกมือประสานคำนับฉินหลิวซี “เป็นซื่อฟังที่ล่วงเกินท่าน ไม่เข้าใจธรรมเนียมเต๋าเหล่านี้ ขอท่านอาจารย์โปรดอย่าโกรธเคืองเลยขอรับ”
ลุงเฉียนรีบเอ่ยว่า “พวกเราคนธรรมดาทั่วไปไม่ค่อยรู้เรื่องเหล่านี้มากนัก ขออภัยที่ล่วงเกินท่านอาจารย์ขอรับ”
ฉินหลิวซีโบกมือ “ผู้ที่ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังเช่นนี้ ว่าแต่คุณชายฉังคงรู้เรื่องสามสิ่งที่ห้ามถามนี้ได้อย่างไรหรือ”
“ก่อนที่จะตาบอด ฉังคงก็นับว่าเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ตอนที่ติดตามบิดามารดาออกไปผจญภัยข้างนอก ก็ได้เข้าใจเกี่ยวกับธรรมเนียมของลัทธิเต๋ามาบ้างเล็กน้อย” อวี้ฉังคงอธิบาย
“คนรูปงามซ้ำยังเต็มไปด้วยพรสวรรค์ ทำให้คนอิจฉาจริงๆ” ฉินหลิวซีหัวเราะ
อวี้ฉังคง “?”
ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าคุณชายฉังคงจะหลับสบาย เช่นนั้นเริ่มการรักษาเลยดีหรือไม่”
“รบกวนท่านอาจารย์แล้ว” อวี้ฉังคงนั่งลง
ฉินหลิวซีนั่งลงก่อนที่จะหยิบพู่กันกับกระดาษมาเขียนใบสั่งยาพลางเอ่ย “ดังที่เอ่ยไปข้างต้น ข้าจะรักษาด้วยการฝังเข็ม การนวดและการใช้ยา ยานี้แบ่งออกเป็นยาภายในและภายนอก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้จะช่วยลดความดันในลูกตา”
“บ่าวขอถามอาจารย์ได้หรือไม่ ความดันลูกตาคืออะไรหรือขอรับ” ลุงเฉียนและคนอื่นๆ อยู่กับอวี้ฉังคงมาหลายปี ตอนที่ท่านหมอคนก่อนๆ วินิจฉัยพวกเขาก็อยู่ด้วย แต่กลับไม่เคยได้ยินเรื่องความดันลูกตาเลย
ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “อธิบายเช่นนี้ก็แล้วกัน เดิมทีฟองอากาศจะนิ่ม แต่ถ้าพองลม ความกดอากาศภายในจะค่อยๆเพิ่มขึ้นจนทำให้แตกใช่หรือไม่ ดวงตาก็สามารถเข้าใจด้วยหลักการนี้ หากความดันสูงเกินไปลูกตาจะบวมมองไม่ชัดเจน หากเกิดจากผลกระทบของอารมณ์ เมื่อโกรธมากเกินไปจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของแรงดัน เมื่อแรงดันเพิ่มสูงขึ้น แต่การไหลเวียนของเลือดในตาลดลง ส่งผลให้การมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว โรคตาของคุณชายฉังคงเกิดจากความโศกเศร้ามากเกินไปและเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน”
“หากตอนนั้นท่านสามารถปรับอารมณ์ได้ บวกกับการกินยาและฝังเข็มก็จะค่อยๆฟื้นตัว แต่ท่านไม่ได้ทำเช่นนั้น แม้แต่จิตใต้สำนึกของท่านก็ไม่อยากเห็นโลกที่โหดร้ายเช่นนี้อีกต่อไป เมื่อคนป่วยต่อสู้กับโรคร้ายโดยปราศจากหัวใจที่มองโลกในแง่ดีก็ยากที่จะต่อกรกับโรคร้ายได้ หากท่านสะกดจิตใจตัวเองไม่อยากเห็นแสงอีกครั้ง แล้วจะดีขึ้นได้อย่างไร”
อวี้ฉังคงรู้สึกประหลาดใจ นางพูดถูกแล้ว
“ท่านกำลังบอกว่าหากตอนนั้นคุณชายสามารถสงบอารมณ์ทั้งเจ็ดนี้ได้ก็จะดีขึ้นอย่างนั้นหรือขอรับ”
“แน่นอนว่าต้องได้พบหมอที่ดีด้วย” ฉินหลิวซีเลิกคิ้วพลางเอ่ยว่า “หากได้พบผู้ที่ไม่อยากให้เขาเห็นแสงสว่างอีกครั้ง เช่นนั้นต่อให้สงบอารมณ์ได้เพียงใดก็ยากที่จะหาย”
นอกจากอวี้ฉังคงแล้ว ลุงเฉียนกับซื่อฟังต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
ฉินหลิวซีไม่ได้มองสีหน้าของพวกเขา เอาแต่ก้มหน้าเขียนใบสั่งยา เอ่ยว่า “ใบสั่งยานี้เป็นยาใช้ภายนอกเพื่อลดความดันในลูกตาและช่วยในการมองเห็น ส่วนยาใช้ภายในนี้ก็ให้ผลเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังช่วยปรับอวัยวะภายในทั้งห้า ช่วยสร้างเม็ดเลือด ปรับสมดุลหยินหยาง”
นางลงมือเขียนอย่างรวดเร็ว เริ่มเขียนยาใช้ภายนอกส่งให้ไปก่อน ลุงเฉียนรับมาดู บนกระดาษล้วนเป็นส่วนประกอบยาที่หาได้ทั่วไป เช่น โสมตังกุย โปร่งรากสน โกโบ หนีเจินจื่อ เป็นต้น
ฉินหลิวซีเขียนใบสั่งยาอีกแผ่นส่งให้ “ยาประคบภายนอกบริเวณดวงตาก่อนนอน ส่วนนี่คือยาต้มบำรุงตา ทานทั้งเช้าเย็นเพียงแค่หนึ่งช้อนก็พอ”
“ผงเขาละมั่งยี่ห้าเฉียน เอี้ยงเซียมสามเฉียน โป่งรากสนสามเฉียน ผักกาดน้ำสามเฉียน ต้าหวง…” ลุงเฉียนเอ่ยพึมพำ เงยหน้าขึ้นแล้วถามว่า “ยาเหล่านี้ไม่แพงเลย จะได้ผลหรือขอรับ”
ฉินหลิวซีหันมามอง ยิ้มพลางเอ่ยว่า “ยานั้นไม่แพง แต่ยาหยอดตามีราคาแพงมาก หากพวกท่านต้องการ พรุ่งนี้ข้าจะเอามาด้วย”
“ยาหยอดตาคืออะไรหรือขอรับ”
“แน่นอนว่าเป็นยาน้ำสำหรับรักษาโรคตาของคุณชายฉังคง มีกระบวนการเตรียมการที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาก ดังนั้นจึงมีราคาแพง เดิมทีข้าก็ไม่ได้อยากเขียนใบสั่งยานี้…” อย่างไรเสียของสิ่งนั้นต้องใช้เวลากลั่น เหนื่อยจะตายไป!
ลุงเฉียนรีบเอ่ยว่า “ตราบใดที่มันได้ผล ไม่ว่าจะแพงแค่ไหนก็จ่ายได้ทั้งนั้น อาจารย์จ่ายใบสั่งยาเถิดขอรับ”
“ได้” ฉินหลิวซีเอ่ยกับเฉินผีว่า “เฉินผี เจ้าพาลุงเฉียนออกไป บอกเขาว่าต้องเตรียมยาใช้ภายนอกอย่างไร และต้มยาอย่างไร”
“ขอรับ”
ลุงเฉียนเดินออกไปพร้อมกับเฉินผี
ฉินหลิวซีเอ่ยกับอวี้ฉังคงว่า “เช่นนั้นพวกเรามาเริ่มฝังเข็มกันเลยดีหรือไม่”
อวี้ฉังคง “รบกวนแล้ว”
ฉินหลิวซีให้เขานอนลง เปิดห่อเข็มหนังแกะซึ่งมีเข็มเงินแวววาวเรียงกันเป็นแถว เอ่ยว่า “คุณชายอวี้ฉังคงหลับตาลงได้ อีกสักครู่ข้าจะฝังเข็มบริเวณรอบดวงตาเป็นหลัก นั่นก็คือจุดจิงหมิง จุดไท่หยาง จุดเฟิงฉือ จุดไท่ชง และจุดฝังเข็มอื่นๆ ทั้งหมดหกจุด ข้าลงเข็มแม่นยำ ท่านไม่ต้องตื่นตระหนก”
“เข้าใจแล้ว”
ฉินหลิวซีฆ่าเชื้อก่อน หยิบเข็มขึ้นมาพลางเอ่ยว่า “เริ่มแล้วนะ”
ก่อนอื่นนางแทงเข็มที่จุดจิงหมิง บีบเข็มแล้วปั่นเล็กน้อย ถามว่า “รู้สึกเจ็บหรือไม่”
“อืม” บริเวณดวงตาล้วนไวต่อความรู้สึก แต่หลังจากการรักษาเมื่อวานนี้อวี้ฉังคงก็เชื่อใจนางมากขึ้น ไม่ได้มีการหลบหลีกหรือตื่นตระหนกใดๆ
เมื่อเห็นว่าเขาให้ความร่วมมือเช่นนี้ ฉินหลิวซีจึงฝังเข็มที่จุดเฟิงฉือหลังดวงตาและจุดอื่นๆทั้งหมดหกจุดอย่างรวดเร็ว หลังจากฝังเข็มบนจุดหลักทั้งหมดแล้ว นางก็ไปนั่งทางด้านที่ติดกับศีรษะของเขา ค่อยๆนวดที่ศีรษะของเขาด้วยปลายนิ้ว
อวี้ฉังคงงอนิ้วเล็กน้อย ผ่อนคลายตัวเอง ถามว่า “ครั้งนี้ไม่ต้องท่องคาถาเหมือนเมื่อวานหรือ”
“ท่านอยากฟังหรือ”
“ได้หรือไม่”
“ย่อมได้ แต่ว่าเหนื่อย”
จู่ๆ อวี้ฉังคงก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำให้ผู้อื่นลำบาก อยากจะเอ่ยขอโทษ แต่กลับได้ยินเสียงของนางดังมาจากเหนือศีรษะของเขา
“ช่างเถิด คนอย่างข้าทนไม่ได้ที่จะปฏิเสธคนหน้าตาดี จะท่องให้ท่านฟังสักบทหนึ่งก็แล้วกัน”
อวี้ฉังคง “!”
ฉินหลิวซีท่องพระสูตรหัวใจของปรมาจารย์แห่งเต๋า “เส้นทางไร้รูปธรรม กำเนิดโลก เส้นทางไร้ปรานี เคลื่อนย้ายดวงอาทิตย์และดวงจันทร์…”
จิตใจของอวี้ฉังคงปล่อยว่าง ไหลไปตามพระสูตร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายถอนเข็มออกเมื่อใด เริ่มได้สติกลับมาตอนที่นางนวดลูกตา
ทักษะการนวดของฉินหลิวซีพิถีพิถันมาก ลงแรงกำลังพอเหมาะ ตั้งแต่ดวงตาลงมาตามจุดต่างๆ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เฉินผีและคนอื่นๆที่ไปเอาผ้าฝ้ายก็กลับมาแล้ว
นำผ้าฝ้ายชุบยาแล้วบิดจนเกือบหมาด ประคบที่ดวงตาของอวี้ฉังคง
“ทุกครั้งให้ประคบเปียกเช่นนี้เป็นเวลาสิบห้านาที นอกจากนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกตาได้รับบาดเจ็บในช่วงนี้ คุณชายควรใช้ผ้าพันไว้จะดีกว่า” ฉินหลิวซีเอ่ย
อวี้ฉังคงไม่รู้ว่าทำไมถึงได้คิดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายพูดว่าหากใช้ผ้าพันดวงตาไว้เขาจะงดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ นางคงไม่ได้ตั้งใจจะเชยชมความงามของเขาหรอกกระมัง
ฉินหลิวซี ‘เดาแม่นเกินไปแล้ว!’
[1] โกโบ เป็นส่วนของรากไม้ตระกูลหญ้าเจ้าชู้ชนิดดี ซึ่งสามารถรับประทานได้
[2] หนีเจินจื่อ เป็นพันธุ์ไม้ดอกชนิดหนึ่งในวงศ์มะกอก มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของประเทศจีน
[3] เฉียน หน่วยวัดจีน เท่ากับ5กรัม
[4] เอี้ยงเซียม เป็นพืชที่ใช้เป็นยาสมุนไพรในแพทย์แผนจีน รากแห้งด้านนอกเป็นสีเทาเหลือง ข้างในเป็นสีน้ำตาลดำ
[5] โป่งรากสน เห็ดแห้ง
จบตอน
Comments
Post a Comment