tao ep151-160

 ตอนที่ 151: ความเก่งกาจของอาจารย์ปู้ฉิว


การรักษาวันแรกผ่านไปด้วยดีหลังจากที่อวี้ฉังคงล้างหน้าและทานยาแล้ว ซื่อฟางกับลุงเฉียนก็แทบรอไม่ไหวที่จะถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง


อวี้ฉังคงเงียบไปครู่หนึ่ง “บอกไม่ถูก”


“หา?”


“รู้สึกดวงตาอุ่นขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีน้ำตาอะไร” อวี้ฉังคงยกมือขึ้นมากดที่เปลือกตาเบาๆ เอ่ยว่า “มันไม่ปวดและบวมเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”


ลุงเฉียนดีใจ “แสดงว่าได้ผลนะขอรับ”


หลังจากที่ฉินหลิวซีล้างมือเสร็จ เมื่อได้ยินเช่นนี้จึงเอ่ยว่า “แม้ว่าข้าจะเป็นหมอ แต่ก็ไม่ได้มีมือวิเศษ ใช่ว่าฝังเข็มรอบเดียวแล้วจะทำให้เขาหายดีได้ อย่างไรเสียก็ตาบอดมาเป็นเวลาสิบปี หากอยากจะกลับมาปกติเหมือนเดิม ย่อมต้องใช้เวลา”


ลุงเฉียนยกมือขึ้นคำนับแล้วยิ้มพลางเอ่ยว่า “เป็นบ่าวที่ใจร้อน ไม่ได้มีเจตนาจะตั้งคำถามกับท่านอาจารย์ขอรับ”


ฉินหลิวซีมองไปที่ผ้ามันในมือของซื่อฟาง เอ่ย “ผ้ามันเหล่านี้สามารถนำไปแช่ยา ตากให้แห้งแล้วค่อยใช้พันตา ยาที่ติดอยู่บนผ้าจะช่วยทำให้ดวงตาสบายขึ้น”


ซื่อฟางรีบรับปากทันที เอ่ยว่า “คุณชาย ใช้ผ้าเส้นนี้พันตาก่อนเถิดขอรับ”


เขาก้าวเข้าไปช่วยพันตาให้อวี้ฉังคง ผูกปมไว้ด้านหลังแล้วปล่อยให้ผ้าที่เหลือห้อยลงมา


ฉินหลิวซีมองไปที่ใบหน้างดงามของอวี้ฉังคง ผ้าสีดำที่พันอยู่รอบดวงตาของเขาทำให้เขาดูมีความสง่างามขึ้นมาไม่น้อย


“คุณชายฉังคงช่างดูดีจริงๆ”


ฉินหลิวซีเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม


อวี้ฉังคง “!”


ทันใดนั้นเขาก็เริ่มอยากรู้ขึ้นมาเล็กน้อยว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าอย่างไรเมื่อพูดเช่นนี้


ซื่อฟางถามอีกว่า “อาจารย์ คืนนี้คุณชายของพวกเราจะยังสามารถนอนหลับดีๆได้หรือไม่ขอรับ”


นิ้วของอวี้ฉังคงขยับเล็กน้อย ‘มอง’ ไปทางฉินหลิวซี


“ตอนที่ข้าฝังเข็มเมื่อครู่ได้ฝังเข็มในจุดที่ช่วยควบคุมอาการนอนไม่หลับของเขา ตอนกลางคืนเมื่อทานยาเสร็จแล้วก็สามารถหลับได้ หากนอนไม่หลับจริงๆ เจ้าก็ท่องพระสูตรหัวใจบริสุทธิ์ของปรมาจารย์เต๋าให้เขาฟัง” ฉินหลิวซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง หยิบกล่องธูปสงบจิตในกล่องยาขึ้นมา “ธูปนี้ข้าเป็นคนทำเอง หากนอนไม่หลับก็จุดสักหนึ่งดอก แต่ข้ารู้สึกว่าคงไม่ดีนักที่จะพึ่งแต่ยานอนหลับ คุณชายฉังคงไม่อยากหลับหรือกลัวการนอนหลับ ในใจท่านย่อมรู้ดี หากไม่สามารถเอาชนะปีศาจในใจได้ ไม่ว่าจะกินยาไปมากแค่ไหน มันก็ไร้ผล”


อวี้ฉังคงเม้มริมฝีปาก ยกมือขึ้นคำนับอีกฝ่าย “ฉังคงเข้าใจแล้ว”


“เช่นนั้นข้าจะกลับมาอีกพรุ่งนี้”


อวี้ฉังคงลุกขึ้นยืน


ลุงเฉียนเอ่ย “ไม่สู้อาจารย์อยู่กินอาหารกลางวันที่จวนเราก่อนแล้วค่อยไปดีหรือไม่ขอรับ”


ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ยปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ข้ายังมีที่ต้องไป”


“ลุงเฉียน ไปส่งอาจารย์” อวี้ฉังคงกำชับ


“ขอรับ”



ตำหนักอายุวัฒนะ


ทันทีที่ฉินหลิวซีปรากฏตัวที่หน้าประตู ผู้ดูแลที่กำลังดีดลูกคิดคำนวณอยู่ที่โต๊ะยาวก็เงยหน้าขึ้นมอง รีบโยนลูกคิดทิ้งแล้วเดินออกมา


“ไอ้หยา เหตุใดท่านจึงมาด้วยตัวเองล่ะขอรับ”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้ามีคนไข้ อยากได้วัตถุดิบไปทำยาน้ำ”


ทันใดนั้นดวงตาของผู้ดูแลก็เป็นประกาย “ดูท่านสิ หากต้องการวัตถุดิบอะไรก็แค่ส่งคนมาบอกก็ได้ ข้าจะให้คนนำไปจัดส่งถึงที่บ้าน ท่านไม่เห็นต้องมาด้วยตัวเองเลย จริงสิ ท่านต้องการทำยาน้ำอะไรหรือ ใช้กับคนทั่วไปได้หรือไม่ขอรับ”


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขาอย่างรู้ทันว่าเขาคิดจะหาผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ จึงเอ่ย “เฟิงเฮยซังหาคนฉลาดเช่นเจ้าได้อย่างไร คำนวณลูกคิดมากไป แม้แต่สมองก็กลายเป็นลูกคิดแล้วหรือ”


ผู้ดูแลไหลหัวเราะ “ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับ ที่ถามก็เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับชาวบ้านเท่านั้น ตำหนักอายุวัฒนะของเราไม่มียาใหม่มานานแล้ว หากท่านศึกษาพัฒนาได้จริง และเหมาะสำหรับคนไข้ ก็ไม่สู้ทำเยอะๆสักหน่อย เพื่อประโยชน์ต่อชาวบ้าน นับว่าเป็นบุญกุศลไม่ใช่หรือขอรับ”


“หึๆ ผู้ดูแลไหลช่างใส่ใจชาวบ้านเสียจริง ไม่สู้มาเป็นนักพรตอารามชิงผิงของข้าดีหรือไม่”


“อย่าเลย อย่าเลย ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา ฝึกบำเพ็ญไม่ไหวหรอก เป็นฆราวาสก็นับว่าพอแล้วขอรับ” ผู้ดูแลไหลถูมือพลางเอ่ยว่า “จริงสิ เสบียงอาหารและเสื้อผ้ากันหนาวที่จัดเตรียมสำหรับฤดูหนาวของอารามเต๋าปีนี้กำลังเดินทางมาแล้ว คาดว่าคงจะมาถึงอย่างช้าที่สุดไม่เกินปลายเดือนเก้าขอรับ”


ฉินหลิวซีสีหน้าผ่อนคลาย เอ่ย “ใช้จ่ายไปเท่าไหร่ นำบัญชีให้ชิงหย่วน ให้เขาเป็นคนชำระ”


“ปีนี้ไม่ต้องหรอกขอรับ นายท่านบอกว่าปีนี้ท่านอายุครบสิบห้าปี สำหรับสิ่งของเหล่านั้นก็ให้ถือเสียว่าเป็นการสั่งสมบุญในนามของเขาขอรับ” ผู้ดูแลไหลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


เขามองสำรวจฉินหลิวซี ใครจะไปคิดว่าคนตรงหน้าเมื่อสวมชุดบุรุษนั้นยากที่จะแยกออกได้ว่าเป็นชายหรือหญิง แท้จริงแล้วเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ


เขายังจำเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนได้ที่ฉินหลิวซียืนอยู่ต่อหน้านายท่านของเขาเพื่อหารือเรื่องความร่วมมือ ตอนนั้นนางอายุเพียงสิบปี แต่กลับควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดจนทำให้นายท่านเชื่อถือนาง


ตอนนี้เวลาผ่านไปห้าปีแล้ว ตำหนักอายุวัฒนะได้กลายเป็นร้านขายยาที่ดีที่สุดในต้าเฟิง ซ้ำยังโด่งดังนอกต้าเฟิงอีกด้วย แน่นอนว่าไม่ได้อาศัยแค่วัตถุดิบยามีมากพอ แต่ต้องมียาราคาแพงที่ตระกูลขุนนางจำนวนมากอยากได้ และต้องมีขายแค่ในตำหนักอายุวัฒนะเท่านั้น


และทั้งหมดนี้ก็เป็นฝีมือของฉินหลิวซี


ไม่ว่าใครก็คิดไม่ถึงว่ายาหายากที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินแต่ต้องพึ่งความมีคุณธรรมและโชคชะตานั้น แท้จริงแล้วทำขึ้นโดยเด็กสาวที่ยังอายุไม่ถึงสิบห้าปี


ความเก่งกาจของนางไม่มีใครเทียบได้


ฉินหลิวซีรู้สึกสงสัย เอ่ยว่า “สั่งสมบุญหรือ ที่เขาให้มากก็เพราะคงต้องการให้ข้าทำงานหนักขึ้นกระมัง”


ผู้ดูแลไหลเพียงแต่ยิ้มไม่ได้เอ่ยอะไร สายตาราวกับว่า ‘ท่านย่อมเข้าใจอยู่แล้ว’


“นำพู่กันกับกระดาษมา ยาที่จดไว้ส่งไปให้ข้าอย่างละห้าสิบชั่ง” เป็นหนี้บุญคุณก็ต้องเกรงใจ


ผู้ดูแลไหลถอนหายใจ หยิบธนบัตรออกมาจากตู้ทันที เอ่ยว่า “ห้าสิบชั่งน้อยไปหรือไม่ หรือจะเพิ่มเป็นสองเท่าดีขอรับ”


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา เอ่ย “ผู้ดูแลไหล เจ้าช่างเป็นคนที่โชคดี อย่าได้เรียนรู้นิสัยไม่ดีของเจ้านายเจ้าเด็ดขาด ความโลภไม่มีประโยชน์”


ผู้ดูแลไหลหัวเราะ เป็นเพราะกลัวว่าท่านจะขี้เกียจนานต่างหาก


“คุณชาย ไอ้หยา ข้าได้ยินเสียงของท่านจากด้านในขอรับ” ท่านหมอซ่งเดินออกมาจากห้องโถงด้านในโดยยังคงสวมเสื้อคลุมสีขาว เมื่อเห็นฉินหลิวซีก็รีบเดินเข้ามาหา ในมือยังถือใบสั่งยาสองใบ ขอให้อีกฝ่ายช่วยวิเคราะห์


“สตรีผู้นั้นอายุสามสิบปีแล้ว ประจำเดือนนางไหลไม่หยุด เป็นเช่นนี้มาหลายเดือนแต่พึ่งจะมาตรวจ ข้าไม่สามารถตรวจโรคของสตรีผู้นั้นได้ จึงทำได้เพียงจ่ายยาเท่านั้นขอรับ”


ฉินหลิวซีรับมาดู ถามว่า “เมื่อก่อนเคยมีปัญหาเช่นนี้หรือไม่ หรือว่าเพิ่งเกิดขึ้น”


“เดิมทีนางไม่ยอมบอก แต่ข้าก็อดถามไม่ได้ จึงรู้ว่านางให้กำเนิดบุตรได้ยังไม่ทันครบหนึ่งเดือน สามีของนางก็เอาแต่ขอร่วมเตียงกับนาง…”


“แค่กๆๆ ” ผู้ดูแลไหลที่อยู่ข้างๆไอขึ้นมา จ้องมองไปที่ท่านหมอซ่ง ตาเฒ่าผู้นี้ช่วยพูดอ้อมๆ หน่อยไม่ได้หรือ


ท่านหมอซ่ง “?”


ฉินหลิวซีตบโต๊ะ “คนระยำเช่นนี้ ท่านไม่ได้ด่าเขาสักคำเลยหรือ หากไม่ได้ทำเรื่องเช่นนั้นจะตายหรืออย่างไร ไม่เป็นห่วงชีวิตของภรรยาเลยหรือ คนสารเลว! ”


ผู้ดูแลไหล “!”


ช่างเถิด เขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น!


ฉินหลิวซีระเบิดโทสะ จากนั้นก็ถามอาการอย่างละเอียด แก้ไขใบสั่งยาเล็กน้อยก่อนจะส่งกลับไป แล้วเขียนแผ่นใหม่อีกแผ่นซึ่งลดส่วนผสมของยาลงหนึ่งอย่าง


หมอซ่งมองดู พยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าจะเหมาะสมกว่าขอรับ”


“ยาที่ท่านสั่งให้ก็เหมาะสมกับอาการเช่นกันแต่เห็นผลช้ากว่า พวกเขาล้วนยากจน ใบสั่งยาสองใบนี้จะเห็นผลเร็วกว่า”


ท่านหมอซ่งรู้สึกละอายใจ โค้งคำนับให้ฉินหลิวซี นี่จึงจะเป็นคุณธรรมของคนเป็นหมอที่แท้จริง


“ท่านหมออยู่ไหน มากับข้าเร็วเข้า!” เสียงร้อนรนดังขึ้นที่ประตูทางเข้าร้าน


ตอนที่ 152: แทะเมล็ดแตงโมกินกัน!


รองนายอำเภอจ้าวรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคร้ายจริงๆ อย่างแรกคือเขาได้รับคำเตือนจากรุ่ยจวิ้นอ๋อง จึงรู้สึกว่าตำแหน่งกำลังสั่นคลอน กลัวว่าอีกฝ่ายจะหาความผิดแล้วปลดตำแหน่งตัวเอง จึงส่งลูกน้องไปสืบว่าคนผู้นั้นมาทำอะไรที่เมืองหลี


“ใต้เท้า รุ่ยจวิ้นอ๋องไปจุดธูปที่อารามชิงผิง เข้าไปนานไม่ออกมาสักที ข้าน้อยกลัวว่ารุ่ยจวิ้นอ๋องจะสังเกตเห็นทำให้ใต้เท้าต้องเสียหาย จึงไม่กล้าจับตาดูอยู่ใกล้ๆ จริงสิ ที่พักที่จวิ้นอ๋องอยู่ดูเหมือนว่าจะมีคนอื่นอาศัยอยู่ด้วยขอรับ”


“ไปอารามชิงผิงแค่นั้นหรือ” รองนายอำเภอจ้าวรู้สึกประหลาดใจ


“ขอรับ”


“เดี๋ยวก่อนนะ รุ่ยจวิ้นอ๋องนับถือเต๋าหรือ”


“ข้าน้อยไม่ทราบ แต่ว่าหลังจากที่อารามชิงผิงเปิดต้อนรับผู้ศรัทธาอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็มักจะแจกโจ๊กและยารักษาโรคในช่วงฤดูหนาวเพื่อบรรเทาความอดอยาก แม้ว่าจะไม่เป็นที่นิยมเท่าวัดอู๋เซียง แต่ก็นับว่าดีมากแล้ว ซ้ำยังได้ยินว่ายันต์แคล้วคลาดของพวกเขาศักดิ์สิทธิ์มากขอรับ”


รองนายอำเภอจ้าวไม่คิดเช่นนั้น หัวเราะเบาๆ “ต่อให้ดีแค่ไหนจะเทียบกับยันต์แคล้วคลาดวัดอู๋เซียงได้หรือ นั่นเป็นวัดที่ก่อตั้งมาร้อยปีแล้ว และเป็นวัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหลายอำเภอของเมืองหลวง”


“ใต้เท้าเอ่ยถูกต้องแล้วขอรับ”


ปากของผู้ใต้บังคับบัญชาเอ่ยคล้อยตาม แต่ในใจกลับบ่นพึมพำ หากพูดถึงเรื่องสถานที่ทางศาสนา อาศรมของอารามชิงผิงก็ไม่ได้แย่ไปกว่าวัดอู๋เซียง


รองนายอำเภอจ้าวงอนิ้ว เคาะบนโต๊ะเบาๆ ครุ่นคิดในใจ จวิ้นอ๋องผู้นั้นมาถึงเมืองหลีคงไม่ได้มาเพียงเพื่อจุดธูปบูชาหรอกกระมัง ชื่อเสียงของอารามชิงผิงเผยแพร่ไปไกลขนาดนั้นเชียวหรือ ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น


เขาอยากจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรุ่ยจวิ้นอ๋อง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ใช่คนที่เข้าหาได้ง่ายๆ


ขณะที่กำลังครุ่นคิด จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก รองนายอำเภอจ้าวรู้สึกไม่พอใจ ตะโกนเสียงดังว่า “ใครทำเสียงดังโวยวายอยู่ข้างนอก ไม่รู้จักกฎเกณฑ์หรืออย่างไร”


“ใต้เท้า ใต้เท้า แย่แล้วขอรับ มีคนกลุ่มหนึ่งมาตะโกนด่าที่หน้าประตู บอกว่าให้พวกเรามอบตัวสะใภ้เจิ้งคนน้อง ผู้ดูแลประตูเกรงว่าอีกฝ่ายจะมาผิดจวน จึงบอกชื่อจวนของพวกเราไป แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ ตอนนี้แทบจะพังประตูเข้ามาแล้วขอรับ”


“อะไรนะ ใครกล้ามาอวดดีที่ตระกูลจ้าวของข้า อยากตายหรืออย่างไร” รองนายอำเภอจ้าวตบโต๊ะพลางยืนขึ้น


เขากำลังจะออกไปด้วยความโกรธ แต่ระหว่างทางได้พบกับสะใภ้เจิ้งคนโต อีกฝ่ายก็มีสีหน้าตกใจเช่นกัน ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนกล้ามาก่อปัญหาที่จวน


พูดตามตรง รองนายอำเภอเจ้าเป็นขุนนางระดับห้า ซึ่งถือว่าอยู่ในตำแหน่งระดับห้าขึ้นไป กฎเกณฑ์ของราชวงศ์ได้กำหนดว่าให้ขุนนางระดับห้าขึ้นไปต้องส่งหญิงงามเข้าวังเพื่อคัดเลือกพระสนม เขาเองก็ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้อย่างเคร่งครัด


นอกจากนี้รองนายอำเภอจ้าวยังเป็นพรรคพวกของฝ่ายพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยที่ได้รับความโปรดปราน ในตอนนี้จะมีใครกล้ามากระตุกหนวดเสือได้อีกเล่า


ดังนั้นรองนายอำเภอจ้าวจึงได้อาศัยความสัมพันธ์ที่มีต่อน้องสาวของลูกพี่ลูกน้องที่ได้เป็นนายหญิงสามตระกูลเหมิง ทำให้เขามีชีวิตที่รุ่งเรือง มีตำแหน่งราชการที่มีหน้ามีตา แต่สุดท้ายก็ยังมีพวกที่ไม่ดูตาม้าตาเรือมายั่วยุเขา?


“นายท่าน”


“เกิดอะไรขึ้น” รองนายอำเภอจ้าวถามขณะเดินไปด้วย “ทำไมข้าได้ยินว่ามีคนกลุ่มหนึ่งมาก่อปัญหาอยู่ข้างนอก ซ้ำยังบอกว่าต้องการพบลี่เหนียง”


“ข้าก็ไม่รู้เช่นกันเจ้าค่ะ” สะใภ้เจิ้งเองก็มึนงงเช่นกัน


“แล้วลี่เหนียงล่ะ ทำไมเจ้าไม่เรียกนางมาถาม”


สะใภ้เจิ้งเอ่ยว่า “นางกินอาหารเช้าเสร็จก็ออกไปแล้ว บอกว่าจะไปเดินซื้อของเจ้าค่ะ”


รองนายอำเภอจ้าวได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดเล็กน้อย เขาลืมไปว่าตอนที่สะใภ้เจิ้งคนน้องมาฟ้องเขาให้เขาทวงความเป็นธรรมให้ เขาได้ให้ตั๋วเงินไปหนึ่งพันตำลึง ซ้ำเรื่องนี้ยังปิดบังฮูหยินไว้ด้วย


ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปด้านนอก ยังไม่ทันเดินไปถึงประตูใหญ่ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องมาแต่ไกล จากนั้นก็มีร่างหนึ่งกระเด็นมา


ตุบ


ผู้ดูแลประตูที่ถูกเตะกระเด็นล้มลงที่เท้าของรองนายอำเภอจ้าวพอดี ฝุ่นตลบอบอวล


พรวด


เมื่อผู้ดูแลประตูเห็นรองนายอำเภอจ้าวเขาก็อ้าปากเรียก แต่ก่อนที่เขาจะเรียกก็มีเลือดพุ่งออกมาเต็มปาก กระเด็นโดนรองเท้าใหม่ของรองนายอำเภอจ้าวพอดี


รองนายอำเภอจ้าว “!”


ผู้ดูแลประตู ‘ชีวิตของข้าคงหาไม่แล้ว!’


เขาหลับตาลงหมดสติไป


“สารเลว” เท้าของรองนายอำเภอจ้าวถูกับเลือดของเขา ก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว มากเกินไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นจ้าวผิงผู้นี้อยู่ในสายตา!


สะใภ้เจิ้งมองไปที่ผู้ดูแลประตู รีบกำชับคนรับใช้ “เร็ว ไปเชิญหมอตำหนักอายุวัฒนะมา” อย่าได้บุกเข้ามาทำร้ายคนในบ้านจะดีกว่า


รองนายอำเภอจ้าวเดินออกไป เห็นความวุ่นวายอยู่ตรงหน้า คนรับใช้กำลังป้องกันไม่ให้กลุ่มองครักษ์เกราะดำบุกเข้าไปในจวน เสียงดังเอะอะโวยวาย รายล้อมไปด้วยชาวบ้านมายืนมุงดูจำนวนไม่น้อย


รองนายอำเภอจ้าวโกรธมากจนเกือบจะเป็นลม เขาถอดป้ายคำสั่งที่เอวแล้วกำชับกับลูกน้องที่อยู่ด้านข้าง “รีบเอาป้ายคำสั่งของข้าไปที่ศาลปกครองนำทหารรักษาเมืองมา”


ลูกน้องรีบรับคำ


จากนั้นรองนายอำเภอจ้าวก็ยืนเท้าเอวพลางตะโกนด้วยความโกรธ “ทุกคนหยุดเดี๋ยวนี้”


สถานการณ์ที่วุ่นวายถึงได้เงียบลงชั่วขณะหนึ่ง


รองนายอำเภอจ้าวเหลือบมองคนรับใช้ของเขา เห็นได้ชัดว่าอยู่ในสภาพอนาถหลังจากพ่ายแพ้ในการต่อสู้ จ้องมองไปที่คนเหล่านั้น “พวกเจ้าทำอะไร รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหน กล้าดีอย่างไรมาทำอวดดีที่หน้าประตูจวนข้า ใครสั่งให้พวกเจ้าทำเช่นนี้!”


“ใต้เท้าจ้าวช่างสง่างามเสียจริง! ”


เสียงที่เย่อหยิ่งดังมาจากรถม้าอันงดงามที่หน้าประตู


รองนายอำเภอจ้าวมองดูรถม้าที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามตรงหน้าเขา หรูหราแวววาว รู้สึกคุ้นเคยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน


เขาจ้องมองไปที่รถม้า เห็นม่านอันหนาทึบถูกเปิดออก ชายหนุ่มผู้มีผิวขาวอมชมพูสวมชุดคลุมสีแดงเพลิงปักลายสีทอง มีเข็มขัดทองฝังอัญมณีสีแดงและสีฟ้าคาดที่เอว รวบผมขึ้นเพียงครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือปล่อยยาวคลุมบ่า ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า


รองนายอำเภอจ้าวเบิกตากว้าง ใบหน้างดงามนี้ดูคุ้นเคย อีกทั้งพฤติกรรมเช่นนั้น…


เขามองดูคนรับใช้ปูพรมแดงตรงทางเดินจากรถม้ามายังประตูจวน ในขณะที่คนรับใช้อีกคนนั่งย่อตัวอยู่ข้างรถม้าแล้วโน้มตัวลง คุณชายน้อยผู้สูงส่งก็ก้าวขาลงมาเหยียบเขาเพื่อลงจากรถม้า แล้วเดินไปบนพรมแดง


ฮือฮา!


มีเสียงดังขึ้นอยู่รอบๆ


ฉินหลิวซีบังเอิญเห็นเหตุการณ์นี้ตอนที่เดินมาจากถนนที่อยู่ถัดจากตำหนักอายุวัฒนะสองเส้น อดเอ่ยชมไม่ได้ “ช่างเป็นคนพิถีพิถัน ทั้งเย่อหยิ่ง ทั้งเสเพล ควรเป็นต้นแบบคนเสเพลอันดับต้นๆ!”


คนที่อยู่รอบตัวนาง “!”


น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความนับถืออยู่ไม่น้อย หมายความว่าอย่างไร


เฉินผีเบียดตัวเข้ามาดูอยู่ด้านข้างนางเช่นกัน เมื่อเห็นคุณชายน้อยผู้นั้นก็เบิกตากว้าง เอ่ยว่า “คุณชาย เจ้าเด็กหน้าขาวผู้นี้คือคนที่เป็นหยินทั้งตัวใช่หรือไม่ขอรับ”


ฉินหลิวซีมองดูใบหน้าของคุณชายน้อยผู้นั้น เกิดในตระกูลขุนนาง เอ่ยว่า “ความมั่งคั่งทั้งหมดของบรรพบุรุษหล่นทับที่เขาหมดแล้ว มีดวงที่ค่อนข้างอ่อนแอ แต่มีพลังหยินแรงมาก เขาอาจมีดวงเช่นเดียวกันกับพี่สาวของเจ้า”


“เกิดในปีหยิน เดือนหยิน เวลาหยินหรือขอรับ” เฉินผีเอ่ยเสียงเบามาก เอ่ยเสริมว่า “หากเป็นเช่นนั้น ก็ไม่น่าแปลกที่บนตัวคุณชายน้อยผู้นั้นจะมีเครื่องรางของขลังมากมายห้อยอยู่ขอรับ”


คนที่เป็นหยินโดยสมบูรณ์นั้นเกิดมาเพื่อถูกภูตผีวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิง หากเป็นสตรีก็จะเปรียบเป็นเตาที่ใช้ปลูกฝังสิ่งชั่วร้าย แต่ก็มีคนที่ไม่แบ่งแยกชายหญิง ต่อให้ไม่ถูกใช้เป็นเตาหลอมสิ่งไม่ดี ก็จะถูกนำมาฝึกวิชาสายมืด


แต่นักพรตเต๋าสายดำกลับเทียบไม่ได้กับวิญญาณเร่ร่อน ผู้ที่สามารถฝึกฝนได้จริงๆย่อมหาได้ยาก แต่วิญญาณเร่ร่อนสามารถพบได้ทุกที่ อย่างเช่นตอนนี้ ไม่ไกลจากตัวคุณชายน้อยผู้นั้นก็มีวิญญาณไม่น้อยคอยจ้องมองเขาอยู่


ไม่สามารถตำหนิได้ที่เขาจะใส่เครื่องรางทั้งหมดติดตัวตลอดเวลา มิเช่นนั้นไม่รู้ว่าจะมีวิญญาณกี่ดวงมาติดอยู่กับร่างเล็กๆนี้


“คุณชายท่านว่า…” เฉินผีหยุดถามไป เมื่อหันไปมองสีหน้าเจ้านายเขาก็พูดไม่ออก


ฉินหลิวซีขานรับอย่างไม่ได้ใส่ใจ หยิบเมล็ดแตงโมออกมาหนึ่งกำมือ ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน ยื่นให้เขา “มา แทะเมล็ดแตงโมกินกัน!”


ตอนที่ 153: ตระกูลจ้าวทำบาปทำกรรมอะไรมา


แม้ว่าเขาจะเย่อหยิ่ง แต่คุณชายน้อยผู้นั้นมีริมฝีปากแดงฟันขาว คิ้วที่งดงาม ผิวละเอียดอ่อนและเรียบเนียน รวมถึงสวมใส่เสื้อผ้าที่หรูหราราคาแพง ราวกับเหมืองทองเดินได้ ไม่รู้ว่าเป็นบุตรชายที่ถูกเลี้ยงดูอย่างประคมประหงมจากตระกูลสูงศักดิ์ไหน ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าดูถูก


รองนายอำเภอจ้าวก็เป็นคนในแวดวงขุนนาง เมื่อเห็นความเย่อหยิ่งของเด็กหนุ่มหน้าขาวผู้นี้ย่อมไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้า เจ้ามาจากตระกูลไหน ไม่รู้หรือว่านี่คือที่ไหนถึงได้กล้ามาก่อความวุ่นวาย เห็นแก่เจ้าที่อายุยังน้อย ข้าจะไม่ถือสาเจ้า มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น”


“ถือสา? เป็นคำพูดที่ตลกที่สุดที่ข้าได้ฟังตั้งแต่เกิดมา เจ้าลองถือสาข้าดูสิ มาเลย” คุณชายน้อยเดินไปข้างหน้าด้วยท่าทางทะเล้น จนมาอยู่ตรงหน้ารองนายอำเภอจ้าว เขาหรี่ตา ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าอกรองนายอำเภอจ้าว “หากข้าไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน ข้าก็ไม่มาหรอก นังเจิ้งหลี่เหนียงผู้นั้นหนีมาหาเจ้าที่นี่ มอบตัวนางมา ข้ารับรองได้ว่าเจ้าจะไม่ตาย มิเช่นนั้นก็อย่าโทษที่ข้าทำตัวป่าเถื่อนที่จวนของเจ้า”


เป๊าะ


ฉินหลิวซีแทะเมล็ดแตงโม เอ่ยว่า “ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าสตรีผู้นั้นจะสร้างปัญหา มีดวงคนตามรังควาน เหอะ เร็วเสียจริง”


เฉินผี “!”


ท่านแทะเมล็ดแตงโมเบาๆหน่อย ข้ากลัวว่าเขาจะมาตีท่านแทน


ทางด้านหน้าประตู เมื่อรองนายอำเภอจ้าวได้ยินสิ่งที่คุณชายน้อยเอ่ยก็ใจเต้นรัว มีลางสังหรณ์ไม่ดีเอามากๆ อีกฝ่ายมุ่งมาที่น้องสาวภรรยาของเขาจริงๆด้วย


นังจิ้งจอก ไปดึงดูดจอมมารร้ายเช่นนี้มาจากไหน


“เจ้า ข้าเป็นขุนนางราชสำนักที่ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้โดยตรง เจ้ากล้าดีอย่างไรมาก่อปัญหา!” รองนายอำเภอจ้าวกลืนน้ำลาย แสร้งทำเป็นสงบนิ่ง


คุณชายน้อยผู้นั้นหัวเราะจนตัวงอ กุมท้องพลางชี้ไปที่เขาแล้วเอ่ยว่า “เจ้า เจ้าเป็นเรื่องตลกที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมา ฝ่าบาทแต่งตั้งเจ้าด้วยตัวพระองค์เองหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นอะไรกับฝ่าบาท”


แย่แล้ว สังหรณ์ว่าเป็นลางร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ!


“เจ้าคนโง่ ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าฝ่าบาทเป็นพี่เขยของข้า รู้หรือยัง” คุณชายน้อยเอ่ยอย่างเย่อหยิ่งพลางจิ้มไปที่หน้าผากของรองนายอำเภอจ้าว


พี่ พี่เขย?


มีกี่คนในใต้หล้านี้ที่กล้าเรียกฮ่องเต้ว่าพี่เขย


แน่นอนว่าเป็นน้องชายทางสายเลือดของฮองเฮา


แต่คนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้?


รองนายอำเภอจ้าวคิดได้ว่าเหตุใดรถม้าคันนี้จึงดูคุ้นตา ซ้ำยังมีเจ้าเด็กหน้าขาวผู้นี้ และอาภรณ์ที่เขาสวม…


จบเห่แล้ว!


ขาของรองนายอำเภอจ้าวอ่อนแรง คุกเข่าลงตรงหน้าคุณชายน้อย “ท่านซื่อจื่อเฉิงเอินโหว?”


“เป็นข้าเอง” คุณชายน้อยผู้นั้นเชิดคางขึ้นอยางภาคภูมิใจ


ดวงตาของรองนายอำเภอจ้าวมืดมนทันที


ฮองเฮาแห่งต้าเฟิงคนปัจจุบันแซ่มู่ กำเนิดในตระกูลขุนนางระดับสูง บรรพบุรุษล้วนเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จอย่างมากในสงคราม ส่วนใหญ่สละชีพเพื่อชาติ ไม่ใช่เรื่องเกินจริงหากจะบอกว่าทรัพย์สมบัติที่บรรพบุรุษสะสมไว้ให้มีล้นฟ้า


อย่างไรก็ตามไม่รู้ว่าเป็นเพราะตระกูลมู่ฆ่าคนมากเกินไปหรือไม่ ทำให้เสื่อมเสียคุณธรรม เป็นเรื่องยากที่จะให้กำเนิดผู้สืบทอดในแต่ละรุ่น จนกระทั่งรุ่นบิดาของฮองเฮามู่ เขากับพี่ชายทั้งสองคนมีอนุรวมทั้งหมดหากไม่ถึงร้อยก็เกือบร้อย แต่ทั้งหมดสองบ้านรวมกันแล้วให้กำเนิดบุตรสาวทั้งหมดสิบหกคน และมีบุตรชายเพียงคนเดียวเท่านั้น นามว่ามู่ซี


มู่ซีคือคนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ เป็นน้องชายเพียงคนเดียวของฮองเฮา และยังเป็นบุคคลสูงศักดิ์ที่สำคัญของเฉิงเอินโหวกับเว่ยกั๋วโหวทั้งสองจวนนี้ เป็นคนที่พวกเขาประคองไว้เหนือหัวก็กลัวจะทำหล่น อมไว้ในปากก็กลัวจะละลายหายไป


เพื่อปกป้องต้นอ่อนเพียงหนึ่งเดียวนี้ ทั้งสองจวนจึงได้ส่งทหารองครักษ์เกราะดำอันดับต้นๆ มาคอยคุ้มกัน นอกจากที่ทำอย่างเปิดเผยแล้ว ในด้านที่คนมองไม่เห็นก็ไม่รู้ว่ามีองครักษ์ลับคอยตามคุ้มกันไม่รู้เท่าไหร่ แม้แต่ตัวมู่ซีเองก็พกยาพิษแปลกๆไว้มากมาย


ใช่แล้ว ยาพิษนั้นได้มาจากมารดาผู้ให้กำเนิดของเขาที่เป็นคนในยุทธภพ รู้จักในนาม ‘เหนียงจื่อผู้มีพิษ’ ได้มีความสัมพันธ์กับบิดาของเขาในชั่วข้ามคืนจนมีเขากำเนิดมา นางไม่ชอบการถูกควบคุม ดังนั้นหลังจากให้กำเนิดมู่ซีก็ไม่กลับจวนอีกเลย มอบเขาให้ฮูหยินเฉิงเอินโหว ถูกบันทึกไว้ภายใต้ชื่อของภรรยาเอก


แต่ไม่ได้หมายความว่าเหนียงจื่อผู้มีพิษจะลืมบุตรชายผู้นี้ นางมาเยี่ยมเขาเป็นครั้งคราวและให้ยาพิษแก่เขาไว้ อย่างไรก็ตามเหนียงจื่อผู้มีพิษยังอาศัยอยู่ในป่าลึก และนี่ก็คือคนที่อยู่เบื้องหลังของมู่ซีเช่นกัน


ดังนั้นแม้ว่ามู่ซีจะเป็นเพียงผู้สืบทอดจวนโหว แต่เพราะเขาเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวจึงทั้งสูงส่งและไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยไม่แพ้องค์ชาย ไม่สิ เขามีค่ามากกว่าองค์ชายที่ไม่เป็นที่โปรดปราน ยิ่งกว่าทองคำด้วยซ้ำ อย่างไรเสียแตะต้ององค์ชายที่ไม่มีเกียรติเหล่านั้นก็ยังมีชีวิตอยู่รอด แต่หากไปแตะต้องมู่ซี ก็รอถูกจวนเฉิงเอินโหวกับจวนเว่ยกั๋วโหวไล่ฆ่าจนตายได้เลย


นอกจากนี้ยังมีผู้ที่อาฆาตแค้นเหนียงจื่อผู้มีพิษต้องการแก้แค้น แต่เพียงแค่นางวางยาพิษก็สามารถฆ่าเจ้าได้ทั้งตระกูล


เมื่อรองนายอำเภอจ้าวรู้ถึงความร้ายกาจ ร่างกายของเขาก็สั่นเทาด้วยความกลัว


ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยความเวทนา “ไม่แปลกใจเลยที่เขาเย่อหยิ่งและร่ำรวยเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นน้องชายแท้ๆของฮองเฮามู่นี่เอง”


ซ้ำยังเต็มไปด้วยพลังหยิน เกรงว่าคงเป็นเพราะหยินในจวนแข็งแรงและหยางกำลังถดถอยลง


รองนายอำเภอจ้าวสิ้นหวังมากกว่าใครๆ เดิมทีคิดว่าถูกรุ่ยจวิ้นอ๋องผู้นั้นตำหนิก็นับว่าโชคร้ายแล้ว แต่สุดท้ายไม่ได้มีคำว่า ‘โชคร้ายที่สุด’ มีแต่คำว่า ‘โชคร้ายกว่า’ จอมมารร้ายที่อันตรายยิ่งกว่ารออยู่ที่นี่แล้ว!


สวรรค์ เขาไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้!


ไม่สิ นางแพศยาเจิ้งหลี่เหนียงผู้นั้นไปทำให้จอมมารร้ายนี้ขุ่นเคืองได้อย่างไร ซ้ำยังเอาไฟมาใส่จวนเขาอีก นางบ้าไปแล้วหรือ


“ท่านซื่อจื่อ เป็นข้าที่มีตาหามีแววไม่ ไม่รู้ว่าท่านซื่อจื่อมาที่นี่ ต้องโทษที่เมื่อคืนข้าจัดการเอกสารราชการจนดึกดื่น ทำให้ตาลายจนจำท่านไม่ได้” รองนายอำเภอจ้าวคุกเข่าต่อหน้ามู่ซี ใช้แขนเสื้อเช็ดรองเท้าของเขา “ดูสิ ฝุ่นติดรองเท้าของท่านไปหมดแล้ว”


ดูสิ ขุนนางผู้สูงส่งที่อยู่เหนือมาโดยตลอด เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่แข็งแกร่งและสูงศักดิ์กว่าก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ สลัดศักดิ์ศรีออกแทบไม่เหลือ ราวกับลูกสุนัขที่กำลังมองเจ้านายพลางกระดิกหางอย่างระริกระรี้


“หลบไป” มู่ซีสะบัดเท้าเตะรองนายอำเภอจ้าวแล้วเอ่ยด้วยสีหน้ารังเกียจว่า “ไม่ต้องมาพูดจาชื่นชมข้า ข้าไม่สนิทกับเจ้า ข้าจะพูดอีกครั้งหนึ่ง ส่งตัวนังเจิ้งหลี่เหนียงมาให้ข้า”


“ท่านซื่อจื่อ คารวะท่านซื่อจื่อเจ้าค่ะ” สะใภ้เจิ้งรีบเดินออกมาจากจวน ไม่กี่ก้าวก็มาถึงตรงหน้ามู่ซี ย่อเข่าคำนับพลางเอ่ยว่า “ท่านซื่อจื่อเดินทางมาไกล ในจวนได้เตรียมอาหารต้อนรับไว้บ้างแล้ว ขอท่านซื่อจื่อโปรดเข้าไปพักผ่อนรอข้างใน ข้าจะไปเรียกน้องหญิงมาคารวะท่านซื่อจื่อเจ้าค่ะ”


มู่ซีเหวี่ยงลูกบอลทองในมือ ในขณะที่เขาเหวี่ยงมัน ลูกปัดเล็กๆที่อยู่ข้างในก็ส่งเสียงดัง ‘กริ๊งๆ’ ชัดเจน


เมื่อได้ยินคำพูดของสะใภ้เจิ้ง เขาก็ถ่มน้ำลาย เอ่ยด้วยรอยยิ้มดูถูก “จวนที่เหมือนห้องส้วมของพวกเจ้าก็ยังอยากให้ข้าเข้าไปอย่างนั้นหรือ ถุย ข้ารังเกียจว่าเท้าข้าจะสกปรก ทหาร พังประตู”


“ขอรับ”


พังประตู พังประตูอะไรกัน


ก่อนที่รองนายอำเภอจ้าวกับสะใภ้เจิ้งจะได้ทำอะไรก็เห็นทหารองครักษ์เกราะดำหลายคนเดินไปข้างหน้าอย่างสง่าผ่าเผย คนมีดาบก็ถือดาบ คนมีกระบี่ก็ถือกระบี่ นอกจากนี้ยังมีผู้หนึ่งมีมีดเชือดหมูอยู่ที่เอวด้วย


เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ ดวงตารองนายอำเภอจ้าวก็มืดมน ร้องตะโกน “ท่านซื่อจื่อ ไม่ได้นะ ไม่ได้นะขอรับ”


สะใภ้เจิ้งสีหน้าซีด เอนตัวพิงสามีตัวเอง ขาอ่อนแรง แทบจะเป็นลม ตระกูลจ้าวของพวกเขาทำบาปทำกรรมอันใดถึงต้องมาเผชิญเคราะห์ร้ายเช่นนี้!


เห็นเพียงทหารองครักษ์เกราะดำหลายคนยืนอยู่ตรงหน้าประตูหลักสีแดง ชักอาวุธออกมา ดาบและกระบี่แวววาว


ชิ้ง!


ตอนที่ 154: กะเทาะเมล็ดแตงโมเม็ดใหญ่อย่างเมามัน


ฉินหลิวซีมองดูประตูใหญ่สีแดงเข้มของตระกูลจ้าวถูกดาบฟันเป็นชิ้นๆ จากนั้นก็ถูกถีบพังลงมา ฝุ่นหนาฟุ้งกระจายจนอดใช้มือปัดไม่ได้ ดวงตานางเป็นประกายขึ้น


มู่ซีผู้นี้แสดงท่าทีราชาจอมมารร้ายได้อย่างเต็มที่จริงๆ เขารื้อถอนประตูจวนขุนนางระดับห้าในคราวเดียวโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่นิด


มีคนคอยให้ท้ายทำให้ไม่เกรงกลัวสิ่งใดจริงๆด้วย


ไม่เสียแรงแทะเปลือกเมล็ดแตง อร่อย!


ฉินหลิวซีคว้าเมล็ดแตงโมมาอีกหนึ่งกำมือ ดูชมอย่างเพลิดเพลิน


รองนายอำเภอจ้าวร้อนรน “หยุด หยุดเดี๋ยวนี้ ท่านซื่อจื่อ ข้ากับนายหญิงสามตระกูลเหมิงเป็น…อุ้บ”


สะใภ้เจิ้งปิดปากเขา


บังอาจ สตรีผู้นี้กล้ามาปิดปากเขาได้อย่างไร!


รองนายอำเภอจ้าวจ้องสะใภ้เจิ้ง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ


สะใภ้เจิ้งแทบเป็นลม นี่มันใช่เวลามาพูดว่าเป็นดองกับตระกูลไหนหรือ ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาไม่กลัวตระกูลจ้าวหรือตระกูลเหมิงทั้งนั้น ภรรยาและอนุเป็นศัตรูโดยกำเนิด ฮองเฮามู่เป็นฮองเฮามาหลายปี มีองค์หญิงเพียงองค์เดียว ไม่มีองค์ชาย หากนางรู้สึกดีกับพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยที่ได้รับความโปรดปรานเพราะให้กำเนิดองค์ชายน้อยสิถึงจะแปลก


รักเขาก็ย่อมรักคนของเขาด้วย ตำแหน่งของฮองเฮามู่เป็นที่น่าอึดอัดใจ ตระกูลแม่ที่อยู่เบื้องหลังนางจะปฏิบัติต่อตระกูลเหมิงราวกับเป็นครอบครัวอย่างนั้นหรือ


ถุย แน่นอนว่าแทบจะฉีกเลือดฉีกเนื้อ


ดังนั้นหากเขาพูดถึงนายหญิงสามตระกูลเหมิงต่อหน้าจวนเฉิงเอินโหวที่เป็นฝ่ายตรงข้ามตระกูลเหมิง จะไม่เป็นการเร่งมอบชีวิตให้จอมมารร้ายที่อยู่ตรงหน้านี้หรอกหรือ


แม้ว่าสะใภ้เจิ้งจะมือไว แต่ก็ไม่สามารถรั้งสหายร่วมชะตากรรมผู้โง่เขลาไว้ได้ ปากของเขารวดเร็วและเสียงดัง ทำให้มู่ซีได้ยินเข้าแล้ว


“ตระกูลเหมิงหรือ”


มู่ซีหยุดชะงักไปชั่วคราว โยนลูกบอลทองใส่รองนายอำเภอจ้าว “ตระกูลเหมิงทำไมหรือ เจ้านายคนเดียวได้ดี สุนัขไก่กาก็ได้ดีไปด้วยเพราะแค่อาศัยตำแหน่งพระสนมเหมิงกุ้ยเฟยหรือ ทำไม คิดว่าเพียงแค่พระสนมเหมิงกุ้ยเฟยให้กำเนิดองค์ชายแล้วจะสามารถบังคับให้พี่สาวข้ายกตำแหน่งให้นางได้หรือ”


รองนายอำเภอจ้าวหน้าซีด คุกเข่าลงด้วยความสั่นเทา “ท่านซื่อจื่อเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่กล้ามีความคิดทรยศเช่นนั้น ท่านเข้าใจผิดแล้วขอรับ”


ให้ตายเถอะ หากคำพูดเหล่านี้แพร่กระจายไปยังในวัง เกรงว่าถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรก็ยังน้อยไป


มู่ซีหัวเราะเยาะ “แน่นอนว่าเจ้าไม่กล้า ขอแค่เจ้านายของเจ้ากล้าก็พอแล้ว ต่อให้กินเนื้อแล้วโยนกระดูกให้เจ้า เจ้าก็ยังกระดิกหางให้อย่างระริกระรี้”


ดูถูก นี่มันดูถูกกันชัดๆ !


ใบหน้าของรองนายอำเภอจ้าวเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู แม้แต่เอ่ยคำเยินยอก็ยังไม่กล้า


มู่ซีสบถเบาๆ เงยหน้ามองประตูที่พังแล้ว ส่งสัญญาณมือ “ไป ไปลากนังนั่นมาให้ข้า”


จะบุกเข้าไปแล้ว!


สะใภ้เจิ้งคุกเข่าลงบนพื้น เอ่ยว่า “ท่านซื่อจื่อ ตอนนี้น้องหญิงไม่ได้อยู่ที่จวน ท่านโปรดรอสักครู่ ข้าจะส่งคนไปรับนางกลับมาเจ้าค่ะ”


มู่ซียังไม่ทันได้เอ่ยอะไร


ทันใดนั้นมีคนลงมาจากข้างบน ในมือลากสตรีที่สวมเสื้อผ้างดงามและผมเผ้ายุ่งเหยิง เหวี่ยงนางไปตกอยู่ห่างจากเท้ามู่ซีสองก้าว


“ท่านซื่อจื่อ ข้าน้อยพบว่ามีคนพยายามหลบหนีจึงได้จับตัวไว้ขอรับ” องครักษ์เกราะดำเหลือบมองสตรีบนพื้นอย่างเย็นชา “เป็นสะใภ้เจิ้งคนน้องขอรับ”


สะใภ้เจิ้งคนโตย่อมจำการแต่งตัวของคนที่อยู่บนพื้นได้ทันที รูม่านตาของนางเล็กลง ใบหน้าดูหวาดกลัว


แต่หากพูดเรื่องความกลัวนั้น ไม่มีใครเทียบกับสะใภ้เจิ้งคนน้องที่นอนตัวสั่นอยู่บนพื้นได้ นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น แทบอยากจะแทรกตัวลงไปในรอยแยกของพื้นดิน


ไม่ใช่เพราะอาย แต่เป็นเพราะกลัว


มู่ซีก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เอามือไขว้หลังแล้วเหยียดเท้าไปข้างหน้าหนึ่งข้าง ใช้ปลายเท้าเขี่ยใบหน้าสะใภ้เจิ้งคนน้องให้เงยขึ้น เห็นว่าอีกฝ่ายใบหน้าเลอะเปรอะเปื้อน สีหน้าซีดเซียว ราวกับถูกทรมานอย่างอนาถ


“ความงามก็เพียงเท่านี้ ไม่มีรูปร่างเหมือนจิ้งจอกแต่กลับมีความยั่วยวนอย่างจิ้งจอก จึงได้หลอกล้อสัตว์เลี้ยงที่รักของข้าไปอย่างนั้นหรือ” มู่ซีเหลือบมองสะใภ้เจิ้งคนน้อง เท้าเหยียบไปที่คางของนาง เอ่ยว่า “ตอนที่เจ้าจะยั่วยวน ทำไมไม่ดูให้ดีก่อนว่าคนผู้นั้นเป็นคนของใครก่อนที่จะยกหางจิ้งจอกของเจ้า”


“ฮ่าๆๆ”


มีเสียงหัวเราะดังมาจากฝูงชน


นี่มันซื่อจื่ออะไรกัน ดูถูกกันมากเกินไปแล้ว


สะใภ้เจิ้งคนน้องขยับริมฝีปากของนางเพื่อขอความเมตตา แต่ปรากฏว่าลำคอของนางเหมือนถูกรัดไว้ ไม่สามารถพูดอะไรได้


“หรือว่าเจ้ารู้อยู่แล้วว่าเป็นคนของข้า อยากจะลองดีจึงได้ตั้งใจไปยั่วยวนเขา?” มู่ซียิ้มอย่างไร้เดียงสา แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความเย็นชา เอ่ยว่า “ไปเอาตัวมันมา”


“ขอรับ”


ฉินหลิวซีที่กำลังแทะเมล็ดแตงโมอย่างเพลิดเพลิน มองไปตามสายตาของผู้คนในเหตุการณ์ เห็นองครักษ์สองคนกำลังยกกรงหมูออกมาจากด้านหลังรถม้า และสิ่งที่อยู่ข้างในคือ…


บุรุษคนหนึ่ง?


กร่อบแกร่บ


ฉินหลิวซีใช้ฟันกะเทาะเมล็ดแตงโม เกือบจะกัดโดนลิ้นตัวเอง นับว่าได้กะเทาะเมล็ดใหญ่เลยทีเดียว น่าตื่นเต้นจริงๆ !


ดังนั้นสรุปว่าเคราะห์ร้ายที่สะใภ้เจิ้งคนน้องดึงดูดไม่ใช่เพราะตัวเองไปมีความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนกับบุรุษอื่นแล้วถูกอีกฝ่ายแก้แค้น แต่เป็นเพราะคนที่นางไปพัวพันด้วยเป็นคนของซื่อจื่ออย่างนั้นหรือ


จริงสิ ดูเหมือนว่าฉินหลิวซีก็เคยได้ยินมาจากพ่อค้าคนหนึ่ง บอกว่าเจ้าคนเสเพลที่ได้รับความรักและการทะนุถนอมล้นฟ้าผู้นี้เหมือนจะเป็นคนผิดเพศ?


เขาไม่เคยสุภาพกับสตรีเลย แต่เวลาปฏิบัติกับบุรุษ โดยเฉพาะบุรุษที่หน้าตาดีมีความเป็นชายชาตรี ใครที่สามารถรับไว้ในอ้อมแขนได้ก็จะรับไว้ ได้ยินว่าเขาเลี้ยงบุรุษไว้หลายคนที่เรือนส่วนตัว เหมือนจะเรียกว่าสิบสองบุรุษ


และคนที่อยู่ในกรงหมูตอนนี้ก็มีความเป็นชายชาตรี ซึ่งเป็นแบบที่เจ้าเด็กคนนี้ชอบพอดี แต่กลับถูกสะใภ้เจิ้งคนน้องสวมเขา!


สวมเขา!


ฉินหลิวซีหรี่ตามองด้านบนศีรษะของมู่ซี ราวกับเห็นว่ามีคนกำลังควบม้าพลางหัวเราะเฮฮาบนทุ่งหญ้าสีเขียวอยู่


สะใภ้เจิ้งคนน้องไม่ธรรมดาเสียจริง!


“ท่านซื่อจื่อ ข้าน้อยถูกใส่ร้าย เป็นเพราะสตรีผู้นี้วางยาข้า ทำให้ข้าตกหลุมพรางของนาง ท่านซื่อจื่อ ข้าน้อยจงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อท่านจริงๆ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนขอรับ! ” ทันทีที่ผ้าสกปรกถูกดึงออกจากปากชายผู้นั้น เขาก็กลิ้งมาพร้อมกับกรงหมูและร้องโหยหวนทันที


“ไม่ใช่นะ เป็นเจ้าที่บอกว่าเขาเป็นคุณชายผิดเพศ อาศัยอำนาจตำแหน่งของตระกูลบังคับเจ้า…”


“เจิ้งหลี่เหนียง บังอาจ!” รองนายอำเภอจ้าวตวาดด้วยความโกรธ สีหน้าซีดเผือกกว่าเดิม


จบแล้ว จบแล้ว ทั้งตระกูลของเขาจะถูกลากไปตายเพราะคนโง่เง่าผู้นี้!


“คุณชายผิดเพศ…” มู่ซียิ้ม แต่สายตากลับไม่เป็นเช่นนั้น


ชายผู้นั้นตะโกนด้วยความกลัว “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น เจ้าเหลวไหล! เจ้าบอกว่าเจ้ารังเกียจที่คนของเจ้าไม่ได้เรื่อง ไม่สามารถทำให้เจ้าพอใจได้ เมื่อเห็นว่าข้าแข็งแกร่งเจ้าจึงมีความสัมพันธ์กับข้า แต่ข้าบอกแล้วว่าข้านั้นชอบบุรุษเท่านั้น ข้ารักเพียงท่านซื่อจื่อของข้า! ท่านซื่อจื่อ ท่านเชื่อข้าเถิด ท่านอย่าปล่อยให้สตรีผู้นี้ปิดตาของท่านนะขอรับ!”


ทุกคนมองอย่างเพลิดเพลิน ปกติการจับผู้ที่ผิดประเวณีเป็นชายกับหญิง แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นเรื่องใหม่ คือชายกับชาย


หนังสือซุบซิบนินทาใหม่ในตลาดจะเขียนเช่นนี้หรือไม่ ‘น่าประหลาดใจ! จิ้งจอกสาวล่อลวงราชาแห่งขุนเขาให้สวมเขาคุณชายกระต่ายน้อย!’


“เจ้าสิเหลวไหล ตอนที่กอดข้าเจ้ายังบอกข้าอยู่เลยว่ายามที่มันควรอ่อนก็ไม่อ่อน ยามที่มันควรแข็งก็ไม่แข็ง…อึก” เจิ้งหลี่เหนียงยังไม่ทันพูดจบก็ถูกคนตบเข้าที่หูอย่างแรง


เอือก!


ดวงตาเจิ้งหลี่เหนียงพร่าเบลอ ขณะที่นางกระอักเลือดออกมาเต็มปาก มีฟันขาวสองสามซี่หลุดออกมาด้วย!


“ท่านซื่อจื่อ” องครักษ์ประจำตัวสะบัดมือรอสัญญาณจากมู่ซี


มู่ซียิ้มพลางเอ่ยว่า “พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเถียงกัน ข้ามียาจับเท็จอยู่สองเม็ด ใครจริงใครเท็จ แค่เม็ดเดียวก็ได้ผล ทหาร เอาให้พวกเขากิน”


อะไรนะ ยาจับเท็จหรือ


ตอนที่ 155: เมล็ดแตงโมอร่อยหรือไม่


ยาจับเท็จคืออะไรกันแน่ ไม่จำเป็นต้องถาม เพียงถามเปิดประเด็นเท่านั้น ความลับอะไรก็หลั่งไหลออกมาจนหมด


อย่างเช่นบุรุษที่ชื่อจูกังเฉียงผู้นี้ ตอนเขาห้าขวบก็แอบดูอาสะใภ้อาบน้ำ ตอนแปดขวบก็มือปลาหมึกกับหน้าอกของเสี่ยวฮวาข้างบ้าน อ้อ เสี่ยวฮวาคือใครน่ะหรือ


แม่หมูผิวพรรณสะสวย มีความสามารถในการสืบพันธุ์ที่ดีเยี่ยมตัวหนึ่งอย่างไรเล่า


เมื่อเขาอายุสิบสองก็ถูกหญิงม่ายในหมู่บ้านล่อลวงจนเสียความบริสุทธิ์ ครอบครัวลำบากยากแค้น จึงไปเป็นคนจัดหาคณิกาที่หอนางโลม ร่ำเรียนงิ้วบ้าง จากนั้นก็ย้ายไปเป็นตัวนางที่คณะงิ้ว


ยามร้องงิ้ว เขาอาศัยใบหน้าและร่างกาย บางครั้งถูกตาผู้สูงศักดิ์คอยเลี้ยงดู ร้องงิ้วให้ท่านซื่อจื่อ คอยดื่มกินเป็นเพื่อน


ธรรมดาคนแบบนี้เรียกได้ว่าบินขึ้นยอดกิ่งไม้กลายเป็นหงส์แล้ว ได้รับความเมตตาจากผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ควรจับเอาไว้ให้มั่น ต้องระมัดระวังทั้งคำพูดและการกระทำถึงจะถูก โดยเฉพาะหากคนเลี้ยงดูมีตำแหน่งไม่ธรรมดา เขาย่อมจะทำอะไรก็ได้


แต่เมื่อจูกังเฉียงร่ำรวยขึ้นมาแล้วหางกลับชี้ขึ้นฟ้า ท่าทางราวกับสุนัข วันหนึ่งเจอเข้ากับสะใภ้เจิ้งคนน้องอยู่ข้างถนน เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง ไฟแห่งการหลอกหลวงลุกโหมกระพืออย่างดุเดือด


อาศัยจังหวะที่มู่ซีไม่อยู่ จูกังเฉียงและสะใภ้เจิ้งคนน้องทำให้การหลอกลวงนี้รุนแรงยิ่งใหญ่ไปคับฟ้า จนกระทั่งมู่ซีกลับมา สะใภ้เจิ้งคนน้องได้รับข่าวก่อนจึงรีบไปหลบอยู่กับพี่สาว


สะใภ้เจิ้งคนโตทั้งโกรธทั้งจะเป็นลม แต่นางก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นลมล้มพับไป ได้ยินคำพูด ‘จริงใจ’ จากปากสะใภ้เจิ้งคนน้อง ดวงตาพลันเบิกโต


“…ข้าไม่เพียงนอกใจบุรุษโง่เขลาของข้าผู้นั้น แม้แต่ลูกยังมิใช่ของเขา แต่เป็นของพี่เขยของข้า” ใบหน้าของสะใภ้เจิ้งคนน้องหวาดหวั่น อยากจะอุดปากที่กำลังพ่นวาจาออกมาอย่างบ้าคลั่ง มองสองแขนของนางที่ถูกองครักษ์คนหนึ่งจับไพล่ไปด้านหลัง


กร๊อบ กระดูกหักแล้ว


สะใภ้เจิ้งคนน้องเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก ร้องเสียงดังขึ้นมา


ภายใต้สายตามาดร้ายที่อยากฆ่าให้ตายของฮูหยิน รองนายอำเภอจ้าวแข้งขาอ่อน ทรุดนั่งลงไปบนพื้นแล้วหลุบตาลง


เขาอยากบอกว่า ความจริงนั่นเป็นเพียงความไม่ตั้งใจ ฮูหยินจะเชื่อหรือไม่


ทั้งยังคิด เขาที่เป็นบุรุษผู้หนึ่งมีหญิงชู้แล้วอย่างไรเล่า


สะใภ้เจิ้งคนโต ไม่มีหน้าจะอยู่ต่อไปแล้ว เป็นลมได้แล้ว


ตึง


สะใภ้เจิ้งคนโตเป็นลมล้มไปทันใด


แปะ แปะ แปะ


“งิ้วเรื่องนี้สนุกมากทีเดียว สนุกกว่าเรื่องที่แต่งเสียอีก พลิกผันขึ้นลง ยอดเยี่ยม” มู่ซีปรบมือ มองไปยังรองนายอำเภอจ้าว เอ่ย “ใต้เท้าจ้าวผิดต่อศีลธรรมจรรยา ซื่อจื่อข้าจะกราบทูลความกล้าหาญนี้ของใต้เท้าจ้าวต่อเบื้องบนอย่างแน่นอน”


เหอะ รองนายอำเภอเมืองหลี เปลี่ยนคนใหม่มานั่งแทนก็ได้


รองนายอำเภอจ้าว “!”


หา นี่ไม่ได้กำลังบอกเขาว่ากำลังจะปลดเขา เขาต้องสิ้นสุดการทำหน้าที่แล้วหรอกหรือ


เขาเองก็อยากเป็นลมบ้างแต่เป็นลมไม่ได้


“ท่านซื่อจื่อ ข้าน้อย ข้าน้อยทำความผิดเพียงเล็กน้อย นั่นเป็นเรื่องมิได้ตั้งใจนะขอรับ…” เขาคุกเข่าลงตรงหน้า


มู่ซีกลับคร้านจะฟังคำแก้ตัวของเขา โบกมือส่งสัญญาณให้กับองครักษ์ของตน “จับสตรีมากสามีผู้นี้ โยนเข้าไปในกรงหมู แห่รอบเมืองหลีหนึ่งรอบ”


“ขอรับ”


สะใภ้เจิ้งคนน้องร้องห่มร้องไห้ “ข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นพวกเขาที่เสพสมกับความงามของข้า…”


“หนวกหูเสียจริง”


มู่ซีแสดงท่าทีไม่พอใจ องครักษ์จับผ้ายัดปากสะใภ้เจิ้งคนน้องในทันใด อุดปากของนางเอาไว้


มู่ซีจึงรู้สึกพอใจขึ้นมา เขาหมุนตัวเดินไปทางรถม้า พลันรู้สึกว่าในกลุ่มคนมีอะไรแปลกๆอยู่ มองไปตามที่มาของความรู้สึกนั้น พลันมองเห็นคุณชายหนุ่มที่ดูไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย และอีกฝ่ายกำลังทำอะไรน่ะหรือ


แทะเมล็ดแตงโม ท่าทางราวกับกำลังชมละครที่กำลังสนุกอย่างไรอย่างนั้น


มู่ซี “!”


จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนเองกลายเป็นละครฉากใหญ่ให้คนอื่นรับชมความสนุกเป็นความรู้สึกอย่างไร


แต่ใบหน้านั้นดูดี


เท้าของมู่ซีเปลี่ยนทิศทาง เดินตรงไปหาฉินหลิวซี หยุดยืนอยู่ตรงหน้า มองเมล็ดแตงในมือของอีกฝ่าย“อร่อยหรือไม่”


ตอนที่ 156: คำเตือนไม่ให้เล่นลูกไม้


กินเมล็ดแตงของตระกูลจ้าว ฉินหลิวซีแสดงท่าทีออกมาว่าอิ่มเล็กน้อย เห็นว่าเรื่องของรองนายอำเภอจ้าวใกล้จะจบ นางก็พอใจแล้ว กำลังจะเดินหนี กลับมีราชาจอมมารร้ายมายืนอยู่ตรงหน้า


“อร่อยหรือไม่”


“อร่อย” ฉินหลิวซีตอบด้วยรอยยิ้มตาหยี “น้ำฟักหวานสดชื่นดี และก็ใช่ว่าจะไร้สาระทั้งหมด”


หญิงหลอกลวงและชายหลอกลวงสวมหมวกเขียวลงบนศีรษะของคนชั้นสูง ทว่าเรื่องกลับพลิกผันไป


มู่ซีมองฉินหลิวซีด้วยความรังเกียจ อะไรกัน เสียดายหน้าตาดี สมองกลับมีปัญหาหรอกหรือ


เฉินผีเองก็พูดไม่ออก คนเขาถามท่านว่าเมล็ดแตงอร่อยหรือไม่มิใช่หรือ


มู่ซีมองเมล็ดแตงที่ฉินหลิวซียังกินไม่หมด เอ่ย “ข้าถามเจ้าว่าเมล็ดแตงนี้หอมหรือไม่ ข้าเห็นว่าเจ้าแทะไม่หยุด”


“หอม ตำหนักอายุวัฒนะถัดไปสองเส้นถนนมีขาย ผัดด้วยผงเครื่องเทศห้าชนิดบวกกับสมุนไพรดับร้อนนิดหน่อย เมล็ดแตงโมยังมีกลิ่นหอมของสมุนไพรอีกด้วย อร่อยกินแล้วไม่ร้อนใน” ฉินหลิวซีส่งเสียง อ่า เบาๆยื่นไปให้ “ชิมหรือไม่ ไม่คิดเงิน เลี้ยง”


ดูเจ้าร่วมแสดงในละครเรื่องนี้ พี่ซี ข้าดูอย่างสนุกสนานทีเดียว เมล็ดแตงนี้ข้าจะเลี้ยงเจ้า


มู่ซี “!”


ทุกคน “!”


ร้ายกาจแล้ว มิน่าเล่าถึงได้ยืนควักเมล็ดแตงออกมากินไปพลางชมละครไปพลาง ตอนนี้ยังบอกว่าจะเลี้ยงเมล็ดแตงด้วย นี่เป็นการตอบแทนเพราะความพึงพอใจใช่หรือไม่ กำลังเยาะเย้ยราชาจอมมารร้ายผู้นี้หรอกหรือ


มู่ซีเองก็คิดเช่นนั้น


เพียะ


มู่ซียื่นมือไปปัดเมล็ดแตงที่เหลืออยู่ในมือฉินหลิวซีไม่มาก “ใครจะกินเมล็ดแตง เจ้าดูละครก็ดูอย่างสบายใจเสียเหลือเกิน ยังนำเมล็ดแตงมากินด้วย”


“เจ้าไปชมละครไม่ดื่มชาไม่แทะเมล็ดแตงไม่กินอาหารว่างเลยหรือ เป็นของกินยามดูละครมิใช่หรือ” ฉินหลิวซีเหลือบมองเมล็ดแตงบนพื้น “น่าเสียดายแล้ว ยังกินไม่หมดเลย”


มู่ซีหัวเราะด้วยความโกรธ ส่งเสียงหึพร้อมหันหน้าหนีเด็กหนุ่มคนนี้ดึงความสนใจเขาได้สำเร็จ


เขาหันมาอีกครั้ง กลับเห็นว่าฉินหลิวซีกำลังจะพาเด็กข้างๆ เดินหนีไปแล้ว พลันโมโหขึ้นมา “หยุดเดี๋ยวนี้ ใครให้เจ้าไป”


ฉินหลิวซีหันกลับมา “เจ้ามีละครเรื่องอื่นจะเล่นอีกหรือ ข้าไม่มีเมล็ดแตงแล้วนะ”


ช่างเมล็ดแตงเจ้าเถิด อย่างได้เอ่ยถึงมันอีก ไม่เห็นหรือว่าคิ้วของราชาน้อยผู้นี้แทบผูกเป็นปมอยู่แล้ว


ชาวเมืองรอบข้างต่างพากันเช็ดเหงื่อแทนฉินหลิวซี หน้าตาดีเพียงนี้ คนเขายังเป็นบุรุษเจ้าชู้อีก จับตัวเจ้ากลับไป เจ้าก็จบสิ้นแล้ว


มู่ซีมองด้วยสายตาเหยียดหยาม “เจ้ามีนามว่าอย่างไร บ้านอยู่ที่ใด ดูหน้าตาของเจ้าที่พอดูดีอยู่บ้าง ติดตามข้า รับรองว่าเจ้ามีอาหารเลิศรส มีเสื้อผ้าดีๆสวมใส่”


ชาวบ้านโดยรอบ เห็นหรือไม่ เอ่ยไม่ผิด กลัวแล้วใช่หรือไม่


ฉินหลิวซีกลับดวงตาวาววับ “ไม่ต้องทำอะไรก็ได้อยู่สบายหรือ ให้เงินมากเพียงใด วันเวลาถึงเมื่อใด ตกลงกันก่อน สัญญาเป็นปีข้าไม่ทำ”


มู่ซี “?”


ผู้คนรอบข้าง “?”


เนื้อเรื่องเขียนเอาไว้แบบนี้มิใช่หรือ ไม่ใช่ว่าต้องต่อว่าอีกฝ่ายเรื่องคุณธรรม มีทรัพย์สินเงินทองก็ไม่อาจมาล่วงเกินได้ ต้องโต้แย้งจนถึงที่สุดมิใช่หรือ


แต่ความกระตือรือร้นนี้ มันกลับตรงข้ามมิใช่หรือ


เฉินผีสีหน้าเข้มขึ้น ไม่ต้องดิ้นรนก็ได้เงินเป็นเรื่องที่ดี เจ้านายจะพลาดได้เยี่ยงไร แต่ว่าใจนางไม่ได้สมปรารถนาอย่างแน่นอน


มู่ซีที่ไปต่อไม่เป็นพลันรู้สึกสนอกสนใจขึ้นมา “เจ้าลองเสนอราคามาเป็นอย่างไร”


ฉินหลิวซี “เช่นนั้นข้า…”


เปรี้ยง


ทันใดนั้นเสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้นเหนือศีรษะโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทำให้ผู้คนมึนงง หูอื้นอึง


ไม่ใช่สิ วันที่แสงแดดสาดส่องกลางวันแสกๆแบบนี้ จะมีฟ้าผ่าได้เยี่ยงไร


แน่นอนว่านี่เป็นคำเตือนไม่ให้คนเจ้าเล่ห์แซ่ฉินเล่นลูกไม้อะไร


ฉินซีกำหมัดแน่น สีหน้าโกรธขึ้นมา “ข้าไม่มีอิสระสักนิดเลยหรือ”


เปรี้ยง เปรี้ยง


ได้ได้ เจ้าควบคุมได้เยี่ยมยอด ท้าทายไม่ได้หลบไม่ได้


ฉินหลิวซีพาเฉินผีหมุนตัวเดินหนี


หลังจากมู่ซีได้สติ ร่างของอีกฝ่ายก็ไม่อยู่แล้ว ดวงตากลับฉายแววสนอกสนใจขึ้นมา เรียกองครักษ์ “ภายในครึ่งชั่วยาม ข้าต้องการข้อมูลโดยละเอียดของเขา”


[1] บินขึ้นยอดกิ่งไม้กลายเป็นหงส์ มักหมายถึงผู้หญิงที่เดิมมีพื้นเพไม่ได้ดีมาก แต่เพราะได้อาศัยฐานะของผู้ชายจึงกลายเป็นคนที่สูงส่งยิ่งขึ้น


[2] กินเมล็ดแตงของตระกูลจ้าว ความหมายอีกนัยหนึ่งคือ สอดรู้สอดเห็นเรื่องของตระกูลจ้าว


ตอนที่ 157: เชิญคุณหนูใหญ่ทำนาย


ตระกูลจ้าวสร้างเรื่องใหญ่ให้มู่ซีปีศาจร้ายผู้นี้ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่สุดแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความคิดอยู่บ้าง ต้องขีดเส้นแบ่งกับตระกูลจ้าวอย่างชัดเจน ตัดเขาออกไป ก็ใครใช้ให้เขาล่วงเกินมู่ซีลูกหลานชนชั้นสูงผู้ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งเล่า


มู่ซีไม่ได้สนใจว่ารองนายอำเภอจ้าวร่วมด้วยหรือไม่ ในเมื่อเขาเกี่ยวพันกับสะใภ้เจิ้งคนน้องผู้นั้น ก็ถูกกำหนดแล้วว่าต้องสูญเสีย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงฝั่งที่เขาเข้าร่วมอยู่ในตอนนี้ ก็คือฝั่งตรงข้ามกับมู่ซี


ไม่ว่าจะเป็นส่วนรวมหรือส่วนตัว มู่ซีต่างสามารถลากเขาลงมาได้ ต่อให้เปลี่ยนรองนายอำเภอก็ไม่ใช่ปัญหา เขายินดีที่จะได้เห็นความสูญเสียของพระสนมเหมิง


ดังนั้น ตระกูลจ้าวจึงต้องพ่ายแพ้


ตระกูลฉินย่อมได้รับข่าวเช่นกัน ในตอนที่ฉินเหมยเหนียงกลับมาจากที่ทำงาน นางก็บอกเล่าเรื่องนี้ต่อหน้านางฉินผู้เฒ่า พวกสะใภ้หวังเองก็อยู่ด้วย


“เร็วเพียงนี้เลยหรือ” สะใภ้หวังตกใจ


นับตั้งแต่ตอนที่พวกเขาล่วงเกินตระกูลจ้าวจนมาถึงตอนนี้ เพิ่งผ่านไปสองวันเอง แม้ฉินหลิวซีจะบอกไว้แล้วว่าตระกูลจ้าวเอาตัวไม่รอด แต่อย่างไรก็ยังไม่เห็น ดังนั้นพวกเขาจึงกังวลว่าตระกูลจ้าวจะวางแผนร้ายอะไรต่อตระกูลฉิน


แต่ตอนนี้ตระกูลจ้าวกลับล่วงเกินมู่ซีผู้มีอำนาจผู้นั้นแล้ว


มู่ซีเป็นใครกัน พวกนางที่มาจากเมืองหลวงรู้ดีกว่าใครทั้งนั้นว่านั่นเป็นผู้ใด แน่นอนว่าไม่ถึงกับขืนใจปล้นสะดมภ์ แต่ไม่ว่าเรื่องชั่วร้ายหรือเรื่องดีต่างก็เคยทำมาหมดแล้ว อีกทั้งยังทำได้ดีทีเดียว ในเมืองไม่รู้มีคนพลั้งพลาดให้เขามากเท่าใดก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทนเท่านั้น


ทำไมน่ะหรือ นั่นคือซื่อจื่อเพียงหนึ่งเดียวจากจวนโหวทั้งสอง น้องชายแท้ๆของฮองเฮา น้องภรรยาของฝ่าบาท โดยเฉพาะคำว่าหนึ่งเดียวนั้น ใครจะกล้าทำให้เขาขุ่นเคือง หากมู่ซีปวดหัวตัวร้อนขึ้นมา ต่อให้พวกเขาตายก็คงไม่เพียงพอที่จะชดใช้ได้


ดังนั้น ไม่ต้องสนใจว่ามู่ซีทำอะไร ก็ทำได้เพียงอดทนเอาไว้ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ่งทำให้มู่ซีนับวันยิ่งโอหังมากขึ้น เหล่าคนในเมืองเมื่อได้ยินชื่อของมู่ซีสีหน้าพลันเปลี่ยนทันใด


นั่นคือผู้ที่ไม่อาจล่วงเกินทำได้เพียงหลีกเลี่ยงเท่านั้น


แต่ตอนนี้ ตระกูลจ้าวกลับล่วงเกินมู่ซีเช่นนี้ เพื่อน้องสาวภรรยาเพียงคนเดียว


“นั่นน่ะสิ ตอนข้าได้ยินยังตกใจมากทีเดียว” ฉินเหมยเหนียงเอ่ย “ไม่คิดว่ามู่ซีจะตามมาถึงเมืองหลีเพราะสตรีเพียงคนเดียว ตระกูลจ้าวนั่นได้รับความเสียหายโดยไม่ทันตั้งตัวเลยจริงๆ”


สะใภ้เซี่ยเอ่ยด้วยความสะใจเมื่อเห็นผู้อื่นเป็นทุก “นับว่าเสียหายโดยไม่ทันตั้งตัวจริงๆ รองนายอำเภอจ้าวคนนั้นยังมีลูกกับสะใภ้เจิ้งคนน้องผู้นั้นด้วยมิใช่หรือ ไหนเลยจะเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ ข้ารู้ เพียงมองก็รู้ว่าสตรีนางนั้นไม่ใช่ผู้ที่จะอยู่อย่างสงบ ไม่คิดว่านางจะยุ่งเกี่ยวกับพี่เขยของตนเองได้ เปิดโลกแล้วจริงๆ เฮ้อ น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คงน่าสนุกอย่างแน่นอน”


สะใภ้หวังกระแอมไอหนึ่งครั้ง มองไปยังนางฉินผู้เฒ่า เอ่ย “ท่านแม่ ซีเอ๋อร์ทำนายถูกต้องอีกแล้วเจ้าค่ะ”


นางฉินผู้เฒ่าและสะใภ้เซี่ยนิ่งเงียบไปชั่วครู่ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีเพียงฉินเหมยเหนียงที่มีท่าทางไม่เข้าใจ เอ่ยถาม “พี่สะใภ้ใหญ่บอกว่าซีเอ๋อร์ทำนายถูกแล้ว หมายความอย่างไรหรือเจ้าคะ”


“เจ้าคงไม่รู้ สองวันก่อน ซีเอ๋อร์ได้ทำนายเอาไว้ว่าตระกูลจ้าวจะโชคร้าย ข้าว่านี่มากกว่าโชคร้ายเสียอีก ใกล้บ้านแตกไม่ไกลแล้ว” สะใภ้หวังยิ้มมุมปาก


รองนายอำเภอจ้าวนั้นไม่ซื่อสัตย์ ลักลอบคบชู้กับน้องสาวภรรยา อีกทั้งยังให้กำเนิดเด็กขึ้นมา เดิมทีนี่ก็เป็นเรื่องเสียหาย ยังไปล่วงเกินคนของฮองเฮาเข้า มู่ซีจะต้องสืบสาวสิ่งที่รองนายอำเภอลักลอบทำในยามดำรงตำแหน่งให้กระจ่างชัดอย่างแน่นอน


เช่นนี้ ตระกูลจ้าวจะไม่ล้มได้เยี่ยงไร


ฉินเหมยเหนียงตื่นตกใจ “ซีเอ๋อร์มีความสามารถเช่นนี้ด้วยหรือเจ้าคะ”


สะใภ้หวังยิ้มบาง “บอกว่าเล่าเรียนจากนักพรตชื่อหยวนมาเล็กๆน้อยๆ”


นางไม่ได้ชื่นชมฉินหลิวซีต่อหน้านางฉินผู้เฒ่าเกินไปนัก เกรงว่านางฉินผู้เฒ่าจะไม่พอใจที่สตรีผู้หนึ่งกลับไปเล่าเรียนวิชาเหล่านี้


นางฉินผู้เฒ่าปรายตามองสะใภ้หวังเล็กน้อย เอ่ย “ท่านซื่อจื่อมู่มิได้มาเมืองหลีเพราะสตรีผู้นั้น ทว่ารู้สึกว่าตนถูกท้าทาย ถูกตบหน้า ด้วยนิสัยของเขานั้นคงไม่อาจทนได้ ถึงได้ตามหาตัวคนเพื่อเอาคืน”


“ท่านแม่เอ่ยถูกแล้วเจ้าค่ะ” สะใภ้หวังเอ่ยสนับสนุน


นางฉินผู้เฒ่าเอ่ย “รองนายอำเภอจ้าวเป็นพวกเดียวกับสกุลเหมิง เป็นศัตรูกับฝั่งของฮองเฮา ดูเหมือนตำแหน่งนี้ของเขาจะรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว พวกเราหลุดพ้นจากเรื่องทั้งหมดแล้วจริงๆ”


สะใภ้เซี่ยเอ่ย “นี่นับว่าเรายังมีโชคดีอยู่บ้าง”


นางฉินผู้เฒ่ามองด้วยสายตาไม่พอใจ เอ่ยเตือน “ครั้งนี้โชคดี ไม่ใช่ว่าครั้งต่อๆไปจะโชคดีเสมอไป หากล่วงเกินคนอย่างท่านซื่อจื่อมู่ขึ้นมา พวกเราก็คงเป็นเหมือนตระกูลจ้าวแล้ว”


สะใภ้เซี่ยรีบลุกขึ้น เอ่ย “ท่านแม่ ลูกสำนึกผิดแล้ว มิกล้าอีกแล้วเจ้าค่ะ”


นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “แต่ครั้งนี้พวกเราพ่ายแพ้แล้วจริงๆ”


ทุกคนเงียบลง


“ท่านแม่เฒ่า คุณหนูใหญ่มาคารวะเจ้าค่ะ” ติงหมัวหมัวเลิกผ้าม่านขึ้น


ในยามที่ฉินหลิวซีก้าวเข้ามาความรู้สึกเย็นยะเยือกก็แผ่ซ่าน ทำให้ผู้คนที่อยู่ในห้องสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย


“ท่านย่า” ฉินหลิวซีคารวะแก่นางฉินผู้เฒ่าก่อน จากนั้นจึงหันมาคารวะเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ


สะใภ้หวังเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ซีเอ๋อร์รู้เรื่องของตระกูลจ้าวหรือไม่”


ฉินซีเอ๋อร์กะพริบตาปริบ แน่นอนว่ารู้ นางยังแทะเมล็ดแตงโมดูชมสถานการณ์ทั้งหมดอีกด้วย จึงเอ่ย “วันนี้ข้าไปยังร้านขายยาตำหนักอายุวัฒนะ ห่างจากจวนตระกูลจ้าวเพียงสองเส้นถนน เห็นแล้วเจ้าค่ะ”


สะใภ้หวังชะงัก “เจ้าเห็นท่านซื่อจื่อมู่ไปเอาเรื่องตระกูลจ้าวด้วยหรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้า “ท่านแม่วางใจ ยามนี้ตระกูลจ้าวกำลังชุลมุนวุ่นวาย ไม่มีเวลาว่างมาหาเรื่องตระกูลฉินหรอก”


ยามนี้ฉินเหมยเหนียงเอ่ยถามขึ้นมา “พี่สะใภ้ใหญ่บอกว่าก่อนหน้านี้เจ้าทำนายว่าตระกูลจ้าวจะเจอกับความยากลำบาก ซีเอ๋อร์เจ้าทำนายได้เก่งกาจเพียงนี้เลยหรือ”


ฉินหลิวซีมองนางเล็กน้อย เอียงคอ “ท่านอาหญิงใหญ่อยากดูดวงหรือเจ้าคะ”


ฉินเหมยเหนียงชะงักไปเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ หยิบแผ่นทองแดงออกมาจากถุงเล็กข้างเอวยื่นไปให้ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าช่วยทำนายให้อาหญิงใหญ่สักหน่อยได้หรือไม่”


ฉินหลิวซีรับแผ่นทองแดงจากมือนางมาสามแผ่น เอ่ย “อาหญิงใหญ่จะมีโชคลาภเล็กๆน้อยๆ ในอนาคตอันใกล้นี้”


โชคลาภหรือ


ฉินเหมยเหนียงยังไม่ทำอะไร ดวงตาของสะใภ้เซี่ยพลันเปล่งประกายขึ้นมา


“นี่ เช่นนั้นก็ขอให้เจ้าสมพรปากแล้ว” นี่เป็นคำดี ต่อให้ไม่แม่นก็ไม่มีอะไรเสียกาย ฉินเหมยเหนียงยิ้มรับ


ฉินหลิวซีหันกลับไปหานางฉินผู้เฒ่าและสะใภ้หวัง เอ่ย “ข้ามีธุระค่อนข้างยุ่ง คงไม่อาจปลีกตัวมาได้ ยามเย็นคงไม่ได้มาคารวะท่านย่าและท่านแม่แล้วเจ้าค่ะ”


สมุนไพรจากร้านขายยาตำหนักอายุวัฒนะคงมาถึงแล้ว นางต้องไปปรุงยาหยอดตานั่นสักหน่อย


สะใภ้หวังเอ่ย “มีธุระก็ไปทำเถิด”


ฉินหลิวซีขอตัวถอยออกไป


รอจนนางออกไปแล้ว สะใภ้เซี่ยจึงเบ้ปาก เอ่ย “นางสตรีคนหนึ่งเท่านั้น ยังยุ่งกว่านายท่านเสียอีก ไม่รู้ยุ่งอะไร”


นางฉินผู้เฒ่าเงียบไม่เอ่ยวาจา


สะใภ้หวังจึงเอ่ย “นางเป็นเด็กมีความคิดเป็นของตนเอง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็พอแล้ว”


สะใภ้เซี่ยคิดอยากตอบโต้ แต่เมื่อนึกถึงความสามารถของฉินหลิวซี จึงพูดไม่ออกขึ้นมา


สะใภ้หวังเห็นว่านางสงบนิ่งแล้ว จึงมองไปยังฉินเหมยเหนียง เอ่ย “เหมยเหนียง เจ้าทำงานที่ร้านอาหารคุ้นชินแล้วหรือไม่ หากไม่คุ้นชินก็ให้ครอบครัวดูแลก็ได้ ยามนี้ที่บ้านก็ใช่ว่าจะยากจน อย่างไรก็มีข้าวพอกิน”


“เริ่มแรกยังไม่ชิน ตอนนี้ดีแล้วเจ้าค่ะ” ฉินเหมยเหนียงส่ายศีรษะ เอ่ย “พี่สะใภ้ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าหรอกเจ้าค่ะ รอข้าได้รับเงินเดือน ไม่แน่ว่าอาจซื้อที่ดินส่วนตัวได้บ้าง เช่นนี้แล้วต่อไปแม่ลูกไม่กี่คนนี้ก็จะมีทรัพย์สินติดตัวแล้ว”


สะใภ้หวังมองสายตาของอีกฝ่าย นางกำลังดูถูกตนเอง ทว่ากลับไม่ใช่สายตาเศร้าสลดทั้งหมด จึงพยักหน้าปลอบใจ “คนลุกขึ้นได้ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง”


ตอนที่ 158: ข้าคือลูกเนรคุณที่สวรรค์ลิขิต


วัตถุดิบจากร้านยาตำหนักอายุวัฒนะส่งมาถูกขนเข้ามาทางประตูด้านข้างทีละรถ ส่งตรงมายังเรือนของฉินหลิวซี


ฉินหมิงเย่ว์และซ่งอวี่ฉิงเดินผ่านมาแถวนี้พอดี ยืนมองเฉินผีและคนงานในชุดยาวสีขาวทั้งสองขนย้ายสมุนไพรไปทางฉินหลิวซี


“นี่ นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่พี่หญิงใหญ่ต้องการพักในเรือนด้านข้างหรอกหรือ” ฉินหมิงเย่ว์เอ่ยขึ้นพร้อมนิ่งอึ้งไป


ความจริงก็คือง่ายต่อการเข้าออกของนาง ง่ายต่อการเข้าออกของคนอื่น


ซ่งอวี่ฉิงเอ่ยเสียงเบา “นี่เป็นเพียงงานอดิเรกของพี่หลิวซีเท่านั้น”


ฉินหมิงเย่ว์ปรายตามองนาง แสร้งทำเป็นเศร้าใจ “นับตั้งแต่พี่หญิงใหญ่มอบผ้ามันให้กับเจ้า เจ้าก็เข้าข้างนางแล้ว ไม่สนิทสนมกับข้าอีกแล้ว”


“ที่ใดกันเล่า”


ซ่งอวี่ฉิงก้มหน้าลง นึกไปถึงผ้ามันผืนนั้น เจ้าแบ่งมันไปแล้วมิใช่หรือ


ฉินหมิงเย่ว์รู้สึกน่าเบื่อขึ้นมา มองคนเหล่านั้นที่ในที่สุดก็ขนย้ายเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะจูงมือของนาง “ไป พวกเราไปคุยกับพี่หญิงใหญ่กัน”


ซ่งอวี่ฉิงขืนตัวเอาไว้เล็กน้อย ดูสถานการณ์ตอนนี้ ฉินหลิวซีคงจะกำลังยุ่ง ไม่ไปรบกวนจะดีกว่า ทว่ากลับไม่อาจต้านกำลังของอีกฝ่ายได้ ถูกลากเข้าไป


เมื่อทั้งสองเดินมาถึงประตูเรือน ก็ถูกฉีหวงขวางเอาไว้


“พวกเรามาคุยกับพี่หญิงใหญ่” ฉินหมิงเย่ว์เลิกคิ้วสวยขึ้น


ฉีหวงเอ่ย “คุณหนูใหญ่มีธุระเจ้าค่ะ เกรงว่าคงไม่อาจรับรองทั้งสองท่านได้ เชิญกลับไปเถิดเจ้าค่ะ”


ฉินหมิงเย่ว์รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา ฉินหลิวซีก็ช่างเถิด สาวใช้ของนางยังไม่เกรงใจเพียงนี้ อาศัยบารมีเจ้านายข่มเหงคนอื่นเสียจริง


ซ่งอวี่ฉิงรีบเอ่ย “ในเมื่อพี่หลิวซีไม่ว่าง หมิงเย่ว์ พวกเราไปกันเถิด”


นางพยายามดึงฉินหมิงเย่ว์ ออกแรงสุดกำลังมากกว่าฉินหมิงเย่ว์ที่กำลังดึงนางเอาไว้ พาอีกฝ่ายออกมาจากตรงนั้น


ฉีหวงเห็นเช่นนั้นจึงส่ายศีรษะ เสียงประตูเรือนถูกปิดลงดังปัง พวกนางไม่มีเวลาว่างไปคุยเล่นตามประสาหญิงสาว


ฉินหลิวซีตรวจสอบยาที่ถูกส่งมาจากร้านยาตำหนักอายุวัฒนะทีละอย่าง ในมือยังถือพู่กันและกระดาษเอาไว้ ขีดๆเขียนๆลงบนกระดาษ


ฉีหวงบอกเล่าถึงการมาของฉินหมิงเย่ว์ ฉินหลิวซีไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ เพียงตอบรับ อืม เบาๆ


เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใส่ใจ


ฉีหวงเห็นเช่นนั้นก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีก มองดูสมุนไพรที่เบียดอัดเต็มเรือน เอ่ย “สมุนไพรมากมายเพียงนี้ เกรงว่าคงต้องจัดเก็บอีกเจ้าค่ะ”


“ใช่แล้ว น่าเศร้าทีเดียว” ฉินหลิวซีท่าทางหดหู่ แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า “เจ้าไม่รู้ เคยมีโอกาสที่ไม่ต้องทำอะไรก็มีเงินมากองอยู่ตรงหน้าข้า ข้ากลับไม่คว้าเอาไว้ หากมีโอกาสอีกครั้ง ข้า…”


ครื้น...


เสียงฟ้าร้องเหนือศีรษะดังขึ้น


ฉินหลิวซีกัดฟัน “…ข้าก็ยังคงไม่อาจคว้าเอาไว้ได้”


เฉินผีที่นั่งยองๆอยู่ข้างกองสมุนไพรหัวเราะเสียงดังขึ้นมา


ฉีหวงเองก็หัวเราะ เอ่ย “ท่านตั้งใจทำไปเถิดเจ้าค่ะ ไม่ต้องไปคิดถึงสิ่งที่ไม่มีแล้วเลย หากมีเรื่องที่ดีแบบนั้นจริงๆ ก็คงเป็นเรื่องดี ห้าโทษสามวิบัติ นี้ไม่แต่ว่าอย่างหนึ่งอย่างใดอาจกำลังรอท่านอยู่ก็เป็นได้ เกิดพิการขึ้นมาเล่า”


ฉินหลิวซีมองไปที่นางช้าๆ “ชีวิตข้าช่างขมขื่น”


“กินลูกกวาดถั่วสักหน่อย จะได้หวานขึ้นเจ้าค่ะ” ฉีหวงควักขวดออกมาจากถุงเล็กๆที่เหน็บไว้บนเอว หยิบออกมาหนึ่งเม็ดยัดเข้าไปในปากของนาง


นี่ก็เป็นลูกกวาดถั่วที่ฉินหลิวซีทำขึ้นมาเอง ทำมาจากน้ำผึ้งดอกเบญจมาศเสฉวนบวกกับลูกแพร์และยาสมุนไพรให้ความชุ่มคอ ใช้กินในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อความชุ่มคอ


ฉินหลิวซีถอนหายใจ ออกคำสั่งกับเฉินผี “ไปเอากระดาษสีเหลืองในกล่องแดงบนชั้นในห้องของข้ามา เอาที่ตัดมาด้วย”


“ขอรับ”


เฉินผีลุกขึ้นยืน วิ่งเข้าไปในห้อง ไม่นานก็ได้กระดาษสีเหลืองพร้อมทั้งที่ตัดยื่นส่งให้นาง


ฉินหลิวซีนั่งลงบนพื้น ตัดกระดาษเป็นรูปคนชิ้นเล็กๆออกมาอย่างชำนาญ จัดเรียงเอาไว้ จากนั้นใช้นิ้ววาด ปากร่ายคาถาไปยังกระดาษคนเล็กๆ ตุ๊กตากระดาษร่างคนราวกับมีชีวิตขึ้นมา ลุกขึ้นยืนแล้วคำนับให้กับฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีเอ่ย “ฉีหวง เจ้าพาตุ๊กตากระดาษพวกนี้ไปจัดการกับสมุนไพรเถิด แบ่งไปตามน้ำหนัก แบ่งส่วนหนึ่งเอาไว้ให้ข้าทดลองปรุงยาด้วย”


นางยื่นส่งกระดาษที่ถูกเขียนเอาไว้เมื่อครู่ไปให้


การต้มยาต้องใช้ในปริมาณที่แม่นยำ โดยเฉพาะยาจีน มากหรือน้อยแม้เพียงเฉียนเดียว ประสิทธิภาพจะลดลงอย่างมาก หนักกว่านั้นอาจมีผลถึงการบาดเจ็บล้มตาย


ดังนั้นจึงต้องเข้มงวดกับเรื่องเหล่านี้ ตัวฉินหลิวซีให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ชีวิตคนเป็นเรื่องใหญ่ นางไม่กล้ารับผลลัพธ์ที่จะตามมาได้


ฉีหวงเองก็เข้าใจ ชั่งน้ำหนักสมุนไพรไม่นานก็ได้ออกมาหนึ่งชุด ส่งเข้าไปในห้องเก็บยา


ยามนี้ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมืดลง แต่ในห้องเก็บยากลับยังคงสว่างไสว ผนังที่ถูกปกคลุมไปด้วยหินเรืองแสง แม้แต่ยามค่ำคืนก็ยังมีแสงสว่างในตนเอง นอกจากนี้ยังมีไข่มุกราตรี ล้วนเป็นสิ่งที่ให้ความสว่างได้ ส่วนไฟน่ะหรือ


สิ่งที่ต้องจุดไฟปกติแล้วกลัวเกิดไฟไหม้จึงไม่จุดไฟ มีเพียงยามที่ต้องใช้ไฟจึงใช้หินเหล็กไฟ ฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือนั่นมีเตาไฟอยู่หนึ่งเตา ด้านข้างมีถ่านหินที่ถูกเรียงซ้อนกันเอาไว้พร้อมทั้งแผ่นไม้ไผ่ที่เอาไว้จุดไฟ


ในห้องเก็บสมุนไพร ตรงกลางยังมีห้องเล็กๆหลายห้อง หนึ่งในนั้นยังสามารถปรุงยาสมุนไพรอีกด้วยแม้แต่เตาด้านนอก ส่วนด้านข้างในนั้น ยังมีอันหนึ่งทำมาจากกระจกใส นี่คือสิ่งที่ฉินหลิวซีให้เจ้าของร้านยาตำหนักอายุวัฒนะจัดทำขึ้นมาจากต่างเมืองตามรูปแบบที่ร่างเอาไว้แล้วส่งกลับมา


อีกด้านเป็นอุปกรณ์ปรุงยาตามแบบฉบับโบราณ มีหม้อต้มยา ค้อนทุบยาเป็นต้น


นี่คือห้องปรุงยา


กำแพงห้องปรุงยาคือห้องเก็บวัตถุดิบยา ฉินหลิวซีลงอาคมสะกดรวมวิญญาณไว้ ดังนั้นสมุนไพรที่ถูกส่งเข้ามาด้านในจะมีฤทธิ์มากกว่าสมุนไพรทั่วไป มีสมุนไพรหลายชนิดที่ถูกฉินหลิวซีเก็บเอาไว้บนชั้นสูง หนึ่งในนั้น ก็คือดอกเฟิงหลิงที่เพิ่งได้มา ต่างก็ถูกจัดเก็บอยู่ด้านใน เพียงมีคนไปสัมผัสนางก็จะรับรู้ในทันใด


และห้องเล็กลงไปอีกห้องก็ลงอาคมสะกดรวมวิญญาณเช่นกัน วางชั้นเป็นแถวเป็นแนว ด้านบนคือยาบางส่วนที่ถูกปรุงเสร็จแล้ว แยกชนิดและประเภทอย่างชัดเจน ราคามีสูงมีต่ำ แต่ขวดยาที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นยาง่ายๆอย่างยาจินชวง ก็ยังใช้ได้ดีกว่ายาจินชวงที่อยู่ตามท้องตลาดทั่วไปมาก


ยาบนชั้น หากปล่อยขายตามตลาดง่ายๆ ก็ยังถูกจัดอยู่ในราคาสูง เพียงแค่ฉินหลิวซีนำออกไปขาย ก็ไม่ต้องลำบากลำบนเพราะความจนแล้ว


แต่นางทำใจไม่ได้นี่นา ยาเหล่านี้ ถูกทำขึ้นมาทีละนิดด้วยความสนอกสนใจของนางตลอดสิบปีที่ผ่านมา เก็บเอาไว้ใช้ในยามแก่ชรา รอนางขายออกไปแล้ว เพียงขาย เฮ้ย ก็มีเงินใช้ยามแก่เฒ่าแล้วมิใช่หรือ


อีกทั้ง บางครั้งหากนางพบเจอคนป่วย ก็จะหยิบยาเหล่านี้ออกไป ครั้งละเล็กละน้อย ก็มีประโยชน์ไม่น้อย ดังนั้นนางจึงไม่ขาย


ฉินหลิวซียืนอยู่หน้าประตูห้องปรุงยา จ้องมองขวดแก้วใสเหล่านั้นอย่างเหม่อลอย


“คุณหนู ท่านมายืนอยู่ที่นี่ทำไมหรือเจ้าคะ” ฉีหวงถือสมุนไพรเดินเข้ามา มองเห็นฉินหลิวซีกำลังเหม่อลอย อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้


ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าว่าไยข้าจึงทำสิ่งเหล่านี้ได้”


นางหมายถึงเครื่องมือต่างๆด้านใน


นับตั้งแต่ตอนที่ข้ามเวลามา นอกจากรู้ว่าตนเองชื่อฉินหลิวซี รู้สิ่งต่างๆมากมาย หลายสิ่งหลายอย่างเพียงเรียนก็รู้ทันใด แล้วนางเป็นใครกันแน่


ไม่รอฉีหวงตอบ นางก็ชื่นชมตนเองขึ้นมา “ข้ารู้แล้ว ข้าเกิดมามีพรสวรรค์ ลูกเนรคุณที่สวรรค์ลิขิต ดังนั้นข้าจึงทำได้ทุกอย่าง จากนั้น หากไม่ทำอะไรเลยก็จะถูกลงโทษข้าในทางเลวร้าย ต้องวิ่งต่อไปเรื่อยๆอย่างนี้”


ฉีหวง “…”


กฏแห่งสวรรค์ ลูกเนรคุณ ทำงานต่อไปเถิด


5โทษคือ: 1. ชายเป็นโสดหรือเป็นหม้ายเพราะภรรยาเสียชีวิต, 2. หญิงเป็นโสดหรือเป็นหม้ายเพราะสามีเสียชีวิตก่อนวัยอันควร, 3. กำพร้าโดดเดี่ยวไร้ญาติมิตร, 4. ไร้ที่พึ่งเพราะไม่มีลูกหลานสืบสกุล, 5. พิการหรือบกพร่องด้านใดด้านหนึ่ง, 


3วิบัติคือ: 1. ไร้ทรัพย์สิน ยากจน, 2. ไร้อำนาจ ไร้บริวาร, 3. อายุสั้น มีโรคภัย


ตอนที่ 159: คลาดจากฉินหลิวซี


สวนดอกเหมยเมืองหลี มู่ซีนั่งอยู่ในเรือนที่มีทิวทัศน์งดงาม สองขาพาดอยู่บนโต๊ะ มีคณิกาชายหน้าตางดงามคอยปรนนิบัติรับใช้ เล่นลูกกลมสีทองชั้นดีที่อยู่ในมือ ด้านข้าง องครักษ์คนหนึ่งกำลังรายงานถึงโลกที่โหดร้ายของตระกูลจ้าว อีกทั้งความยโสโอหังของสะใภ้เจิ้งคนน้องเมื่อครั้งเข้ามาในเมืองใหม่ๆเองก็ถูกสืบโดยละเอียด


“ดูเหมือนจ้าวผิงผู้นี้จะคิดว่าเมืองหลีแห่งนี้เป็นบ้านของเขาจริงๆ ไม่ใช่สิ คิดว่าเป็นของสกุลเหมิงหรือไม่” มู่ซีแสยะยิ้มร้าย เอ่ย “เพียงรองนายอำเภอเล็กๆ หากไม่ใช่เพราะมีอำนาจ สกุลเหมิงให้เขาเป็นผู้ควบคุม เขาจะกล้าหนุนหลังให้สะใภ้เจิ้งคนน้องผู้นั้นยโสเพียงนี้หรือ”


เขาไม่สนใจว่าตระกูลฉินที่ถูกย้ายกลับมาเมืองหลีจะเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ เขาแค่สืบดูว่าปกติแล้วตระกูลจ้าวใช้ชีวิตอย่างไร


องครักษ์เอ่ย “นายอำเภอติงคือเจ้าหน้าที่ในเมืองหลีผู้มีอำนาจสูงสุด แต่ว่านายอำเภอติงอยู่ที่จวนในหนิงโจว แม้ครอบครัวเดิมจะอยู่เมืองหลี แต่พื้นที่ที่สำคัญที่สุดคือหนิงโจว ทำให้จ้าวผิงยิ่งมีอำนาจยิ่งใหญ่แล้ว”


นายอำเภอติงไม่อยู่ ตามลำดับขั้นแล้วจ้าวผิงนับว่ามีขั้นสูงที่สุด


มู่ซียิ้มเย็น “ในป่าไร้เสือ เรียกลิงว่าราชาสินะ เพียงเขาวิ่งเต้นเป็นตัวตลกก็เหมาะสมดี สืบอีก จัดการทั้งหมดให้ข้า ข้าจะกำจัดคนชั่วเพื่อราษฎร”


“ขอรับ”


“ซื่อจื่อ รุ่ยจวิ้นอ๋องมาขอรับ” เด็กหนุ่มซวงเฉวียนเอ่ยรายงาน


“เอ๋?” มู่ซีลุกขึ้น มองไปยังทางเข้า มองเห็นฉีเชียนเดินเข้ามาจริงๆ เข้าก้าวไปข้างหน้า มองขึ้นลงสำรวจฉีเชียน เอ่ยปากทักทายหนึ่งประโยค “มาได้เวลาพอดี ข้าจะได้ไม่ต้องไปตามหาเจ้า ซวงเฉวียนไปตามหยวนเหมิงมาสู้กับรุ่ยจวิ้นอ๋องสักสองสามกระบวนท่าเถิด”


ฉีเชียนขมวดคิ้ว ทุกคนรู้ดีว่ามู่ซีเป็นลูกหลานชนชั้นสูงที่ถือดี แต่ไม่รู้ว่าเขาจะไร้มารยาทเพียงนี้ เจอหน้าไม่ทักทายทำความเคารพแม้เพียงนิด


“ไยท่านซื่อจื่อมู่จึงมาเมืองหลี ยังก่อเรื่องกับตระกูลจ้าวอีก”


หัวคิ้วของมู่ซีขมวดขึ้น ปรายตามองเขา เอ่ยถาม “ทำไมหรือ จ้าวผิงเจ้าขี้ขลาดนั่นเป็นคนในปกครองของท่านหรือ”


ฉีเชียนส่ายศีรษะ “มิใช่ เพียงได้ยินว่าท่านซื่อจื่อก่อเรื่องใหญ่ หากจ้าวผิงคิดกล่าวโทษเรื่องไปถึงเบื้องบน…”


มู่ซีแสยะยิ้มหยัน เอ่ย “เขาจะฟ้องก็ฟ้องไปเสียสิ ชีวิตข้าหลายปีมานี้ เมื่อเทียบกันแล้วสูงกว่าศาลานี้เสียอีก ท่านว่าข้าจะมีเรื่องได้หรือไม่”


“ท่านไม่กลัวฮองเฮาจะลำบากใจหรือ”


“พี่หญิงใหญ่ของข้าเอ่ยแล้ว ปล่อยข้าทำไป ต่อให้ฟ้าถล่มก็มีนางที่คอยแบกเอาไว้” มู่ซียืดอกท่าทางภาคภูมิใจ


ฉีเชียน “!”


ไม่สนอะไรเลยจริงๆ


มู่ซีมองไปยังองครักษ์สูงใหญ่หน้าประตูทางเข้า ดวงตาวาวขึ้น โบกมือ “หยวนเหมิงมาเร็วเข้า สู้กับรุ่ยจวิ้นอ๋องสักสองกระบวนท่า”


“ท่านซื่อจื่อ ข้าไม่ได้มาเพื่อฝึกวรยุทธ์” ฉีเชียนย่นคิ้ว


เขาเพียงได้ยินว่ามู่ซีมา กลัวว่าเจ้าเด็กโอหังผู้นี้จะสร้างเรื่องในพื้นที่ของจวนหนิงอ๋อง ทำให้จวนหนิงอ๋องต้องเดือดร้อนจึงมาดูสักหน่อย ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะให้องครักษ์มาต่อสู้กับเขาอย่างนั้นหรือ


บ้าบออะไรกัน


มู่ซีเอ่ย “ใครจะฝึกวรยุทธ์กับท่านกันเล่า ท่านคือคนที่จะมาเป็นพี่เขยของข้าในอนาคต ข้าก็ต้องดูว่าท่านจะต่อสู้ได้หรือไม่”


ฉีเชียนชะงัก นึกว่าตนเองฟังผิดไป พี่เขยอันใดกัน


“ท่านเอ่ยอันใด”


มู่ซีมองเขานิ่งงัน เอ่ย “ท่านยังไม่รู้หรือ อ้อ เบื้องบนคงยังไม่มีรับสั่งลงมา คงจะรอท่านกลับเมืองหลวงก่อนกระมัง พี่หญิงสิบห้าของข้าถึงวัยออกเรือน ท่านแม่ของข้าเอ่ยกับพี่หญิงใหญ่แล้ว ขอฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้พี่หญิงสิบหน้ากับท่านแต่งงานกัน”


เสียงระเบิดเกิดขึ้นในหัวของฉีเชียน


จุดอิ้นถังจวิ้นอ๋องมีดวงแห่งความรัก ไม่นานก็มีดวงเคียงคู่


คำพูดของฉินหลิวซีในวันนั้นดังขึ้นในหัวของเขา


สิ่งที่อีกฝ่ายบอก หมายถึงสิ่งนี้หรือ


“ได้อย่างไรกัน ข้ากับพี่หญิงสิบห้าของเจ้าไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ” หัวคิ้วทั้งสองของฉีเชียนขมวดขึ้น เกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นมาในใจ


เขาไม่ต้องการสมรสพระราชทาน และไม่เคยต้องการ โดยเฉพาะตอนนี้เขายิ่งไม่ต้องการ


ส่วนเพราะอะไร เขากลับไม่อาจรู้ได้อย่างชัดเจนว่าเพราะอะไร


มู่ซีมองเขาราวกับมองคนโง่ เอ่ย “จะไม่เคยเจอได้อย่างไร สองปีก่อนท่านไปอวยพรในวันพระราชสมภพของฝ่าบาทแล้วมิใช่หรือ พี่หญิงสิบห้าของข้าก็เข้าวัง แน่นอนว่าได้เจอท่าน อีกอย่าง ไม่เคยเจอแล้วอย่างไร พี่หญิงสิบห้าของข้าเองก็เป็นสตรีสูงศักดิ์เชื้อสายหลัก ชาติกำเนิดดี นิสัยอ่อนโยนอ่อนหวาน เป็นที่รักของพี่หญิงใหญ่ หรือไม่คู่ควรกับท่าน ข้ายังกลัวว่าท่านจะอ่อนแอ ไม่คู่ควรกับพี่หญิงสิบห้าของข้า”


ฉีเชียน “…มิใช่ความต้องการของข้า”


“ท่านไม่ต้องการนั่นคงเป็นเรื่องของท่านแล้ว หากเบื้องบนมีรับสั่ง ท่านยังจะปฏิเสธได้หรือ” มู่ซีปรายตามองเขา “แม้ว่าท่านเองก็เป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ไม่ใช่องค์ชายแต่เป็นหวงซุน อย่างไรพี่เขยของข้าก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของเสด็จพ่อของท่าน นับว่าเป็นกษัติรย์กับราษฎร ท่านที่เป็นหลานจะขัดต่อราชโองการได้หรือ”


คิ้วของฉีเชียนขมวดมุ่น เขาไม่รู้ข่าวนี้เลยแม้เพียงนิด ไยจึงกะทันหันเพียงนี้


“ท่านซื่อจื่อ” องครักษ์คนหนึ่งเดินเข้ามา คุกเข่าลงตรงหน้ามู่ซี


มู่ซีมองเขาด้วยความสนอกสนใจ เอ่ยถาม “ทำไมหรือ สืบเรื่องเจ้าเด็กนั่นได้แล้วหรือ”


“ข้าน้อยไร้ความสามารถขอรับ” องครักษ์ก้มหน้า


มู่ซีชะงัก “สืบไม่ได้หรือ”


“ข้าน้อย…คลาดจากเขาขอรับ” องครักษ์เอ่ยตอบอย่างระอายใจ


มู่ซีเงียบไปชั่วครู่ เอ่ยด้วยความตื่นเต้นขึ้นมา “เจ้าบอกว่าเจ้าคลาดกับเขาอย่างนั้นหรือ”


“ขอรับ”


องครักษ์เองก็รู้สึกประหลาดใจ เดิมไม่ว่าจะเป็นการสืบข่าวหรือสะกดรอยตามเขาก็มีฝีมือชั้นหนึ่ง ได้รับคำสั่งให้ตามฉินหลิวซี ตามไปเรื่อยๆ ไม่คาดคิดว่าคนผู้นี้จะหายไปแล้ว


เขาเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายเดินเข้าไปในตรอกแคบๆเส้นหนึ่ง เมื่อตามเข้าไป ตรอกนั้นกลับเป็นทางตัน กลางวันแสกๆเจอผีแล้วหรือ


มู่ซีเองก็รู้ฝีมือของเขา เห็นว่าเขาพลาดก็ไม่โกรธ ตรงกันข้ามดวงตากลับเปล่งประกายความสนุกขึ้นมา เอ่ย “งั้นก็ตามหาอีก ข้าไม่เชื่อว่าพลิกเมืองหลีแล้วจะหาไม่เจอ ตามหาให้ข้า”


“แต่ว่าท่านซื่อจื่อ พวกเรายังไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายเลยนะขอรับ”


มู่ซีรู้สึกโมโหขึ้นมา ยกเท้าถีบออกไป “โง่เขลาเสียจริง เจ้าไม่รู้จักภาพเหมือนหรืออย่างไร”


“ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ”


“รีบไป หาไม่เจอก็อย่าได้กลับมาให้ข้าเห็นหน้า ที่ไหนสบายก็อยู่ไป” มู่ซีข่มขู่


องครักษ์รู้สึกขมขื่นอยู่ในใจทว่าไม่กล้าต่อต้าน ทำได้เพียงตอบรับ


เวลานี้ฉีเชียนเองก็ได้สติ ถาม “ท่านซื่อจื่อจะตามหาผู้ใดหรือ”


“บังเอิญเจอเด็กคนหนึ่งข้างถนน รู้สึกน่าสนใจ แต่ทำให้ข้าขายหน้า” มู่ซีกำมือ “ข้าก็อยากรู้ เขาจะหลบหนีไปที่ใดได้”


ฉีเชียนใจกระตุก “คนหน้าตาอย่างไรกัน”


“ก็…” เอ๋ จะอธิบายอย่างไรกัน รูปร่างหน้าตาแบบนั้น


มู่ซีครุ่นคิด หั่วหลางเดินเข้ามา ในมือมีจดหมายหนึ่งฉบับ เอ่ยกับฉีเชียน “จวิ้นอ๋อง นี่คือจดหมายพี่พระชายาผู้เฒ่าส่งมากับนกพิราบพ่ะย่ะค่ะ ให้จวิ้นอ๋องรีบกลับไป”


ฉีเชียนคาดเดาว่าข่าวทางเมืองหลวงคงไปถึงท่านย่า เรื่องสำคัญในชีวิตเขาเองก็ไม่กล้าชักช้า เอ่ยกับมู่ซี “ท่านซื่อจื่อ ข้าจะกลับจวนหนิงโจวก่อน”


มู่ซีกำลังนึกภาพของฉินหลิวซี ท่าทางเหม่อลอย โบกมือให้อย่างไม่ใส่ใจ


ฉีเชียนเดินออกไปอย่างรวดเร็ว


มู่ซีหันไปเห็นใบหน้าด้านข้างของฉีเชียน แปลกใจอยู่ชั่วครู่ ใบหน้าด้านข้างแบบนี้ช่างคุ้นตา เคยเจอที่ใดกันนะ


ทว่าเพียงชั่วครู่ สมองของเขาพลันนึกถึงฉินหลิวซี “อ่า เจ้าเด็กนั่นไยข้าจึงนึกหน้าเขาไม่ออก”


ตอนที่ 160: มารเอ้อฝูปรากฏตัว ให้ผู้มีความสามารถปวดหัวไป


ในยามที่ฉีเชียนออกมาจากประตูเมืองหลีพลันดึงบังเหียนเอาไว้ มองกลับไปด้านหลังขณะที่อยู่บนหลังม้า


“นายท่าน”


ฉีเชียนไม่ได้เอ่ยถึงความรู้สึกในใจ ลางสังหรณ์บอกกับเขา เขาไม่ควรไปไม่ลา การไปครั้งนี้ มีบางอย่างอาจไม่สามารถเอ่ยถึงได้อีกต่อไป


เงียบไปชั่วครู่ เขายกแส้ขึ้น เสียงม้าดังขึ้น วิ่งตรงไปข้างหน้า ไม่นานก็หายไปท่ามกลางความมืด


เวลาเดียวกัน ฉินหลิวซีเดินหาวออกมาจากห้องเก็บยา ยืดเส้นยืดสาย คล้ายสัมผัสถึงบางอย่าง หันกลับไป มองเห็นผีชายหญิงคู่หนึ่งเกาะอยู่บนผนังกำลังดูดปราณวิญญาณภายในเรือน


มองเห็นฉินหลิวซี ผีสองตนก็ลอยเข้ามาอยู่ตรงหน้านาง ทำความเคารพอย่างนอบน้อม “ใต้เท้า”


“กลับมาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง”


ผีผู้หญิงเอ่ย “ตามความต้องการของใต้เท้า นำข่าวที่เรารู้ทั้งหมดรายงานต่อเจ้าอาวาสอารามชิงหลาน”


“ตาเฒ่านิสัยไม่ดีจากบ้านข้าคนนั้นเล่า เขาอยู่ด้วยหรือไม่”


ผีผู้ชายเอ่ย “เจ้าอาวาสชื่อหยวนอยู่ด้วยกันกับเจ้าอาวาสชิงหลาน ตอนพวกเราไปถึง ทั้งสองกำลังนั่งย่างเนื้อร่ำสุรากันอยู่ขอรับ”


ผีผู้หญิงเหลือบมองเขาเล็กน้อย เจ้ารายงานเรื่องเล็กเรื่องน้อยนี้ไม่กลัวทั้งสองท่านนั้นจะมาคิดบัญชีกับเจ้าหรือ


ฉินหลิวซีหัวเราะด้วยความโกรธ “…ย่างเนื้อ หึหึ”


นางทำงานเหน็ดเหนื่อย ตาเฒ่านั่นกลับกินดีอยู่ดี น่าโมโห


เห็นรอยยิ้มทะมึนของนาง ผีทั้งสองตนก็ก้าวถอยหลัง รักษาระยะปลอดภัย


ฉินหลิวซีกัดฟัน เอ่ยถาม “หลังจากนั้นเล่า”


“หลังได้รับข่าว เจ้าอาวาสชิงหลานก็ทำนายอยู่ชั่วครู่ ตรงดิ่งไปยังสุสานกับเจ้าอาวาสชื่อหยวน เกิดการต่อสู้ขึ้น จากนั้นจับมารร้ายตนหนึ่งมีนามว่าเทียนอี เขาต้องการฝึกผีให้ไปสู่เส้นทางของผีร้าย”


“เทียนอีหรือ”


ผีชายหญิงทั้งสองเอ่ย “เขาเคยเป็นคนในอารามซังเซิงที่รุ่งเรืองเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว ไม่รู้ไยจึงมาเดินในเส้นทางสายมารเอาได้”


อารามซังเซิงเมื่อห้าสิบปีก่อน


นิ้วมือของฉินหลิวซีเคาะน้ำเต้าหยกที่เอวเบาๆ ในหัวนึกย้อนไปถึงลัทธิต่างๆที่เคยได้ยินตลอดหลายปีมานี้ ได้ยินมาว่าอารามซังเซิงเป็นอารามอันดับหนึ่งในใต้หล้า เชี่ยวชาญเบญจศาสตร์ อู่ซูของเสวียนเหมิน รุ่งเรืองถึงขีดสุด แม้แต่บรรพกษัตรย์เหลียนยังไว้วางใจอย่างยิ่ง กระทั่งขอร้องให้อารามซังเซิงปรุงยาอายุวัฒนะ ยังแต่งตั้งเจ้าอาวาสในตอนนั้นเป็นไท่อี่ เจินเหริน เป็นพระภิกษุชั้นสูงคอยปัดเป่าภัยร้ายให้แผ่นดิน


เพียงได้ยินว่าหลังจากไท่อี่ เจินเหรินจ่ายยาอายุวัฒนะ บรรพกษัตรย์ก็สลบไสลไม่ฟื้นขึ้นมาอีก อดีตฮ่องเต้ที่เป็นองค์รัชทายาทในตอนนั้นได้นำกำลังทหารไปปิดล้อมอารามซังเซิงเอาไว้ สังหารนักพรตเต๋าที่อยู่ในอารามทั้งหมด ได้ฉายาว่าอารามอัปมงคล พังทลายลง


ตอนนั้นนักพรตในอารามซังเซิงมีอยู่กว่าห้าสิบคน ไม่ว่าจะอยู่ในอารามหรือคนที่ท่องไปทั่วยุทธภพ ทั้งหมดต่างถูกจับและสังหาร แม้แต่นักพรตน้อยที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบก็ไม่ปล่อยเอาไว้


หลังจากนั้นบรรพกษัตรย์ก็สิ้นพระชนม์ อดีตฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ต่อ ประณามลัทธิเต๋ามัวเมาผู้คน ทำให้คนไม่กล้าเอ่ยถามถึงอีก และอารามซังเซิงที่อยู่แนวหน้าก็เปลี่ยนไป แต่เป็นตอนนั้นเอง ปรมาจารย์ต่างๆก็เข้าสู่จุดตกต่ำ นักพรตไม่สลายตัวก็ออกจากอารามกลับมาใช้ชีวิตฆราวาส ตกต่ำกว่าพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง


เพราะอดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองบัลลังก์ แม้ไม่ได้กำจัดลัทธิเต๋าจนสิ้น แต่ก็ไม่ได้กลับมารุ่งเรืองดังเดิม ประชาชนมากมายนับถือศาสนาพุทธมากกว่าลัทธิเต๋า


อารามชิงผิงค่อยๆตกต่ำลงหลังจากอารามซังเซิงเกิดความวุ่นวายในครานั้น จากนั้นจึงปิดอารามไปกว่ายี่สิบปี กระทั่งสิบปีก่อน นักพรตชื่อหยวนพาฉินหลิวซีกลับมาอาศัยอยู่ในอารามชิงผิง


ดังนั้นเอ่ยได้ว่า เหตุที่ชื่อเสียงของอารามชิงผิงจึงไม่เป็นที่รู้จัก ทั้งฉินหลิวซีที่มีความสามารถนั้นไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ และเพราะลัทธิเต๋าไม่อาจสู้พระพุทธศาสนาได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงอารามชิงผิงที่อยู่ในสภาพปรักหักพังรอการฟื้นฟู มิเช่นนั้นร่างทองของท่านปรมาจารย์จะยังไม่ปรากฏออกมาหรือ


และเพราะนอกจากจะนำเงินทำบุญมาปรับปรุงอาราม ก็ยังนำไปทำการกุศล จึงดูมีความรุ่งเรืองขึ้นมาบ้าง


เอ่ยถึงความยากลำบากของอารามเต๋าตลอดสิบปีที่ผ่านมา ฉินหลิวซีก็อดไม่ได้ที่จะน้ำตาตก ช่างยากลำบากเสียจริง


“ชีวิตยากเข็ญนี้นำเข้าสู่วิถีชั่วร้าย ก็ไม่ใช่เพราะอยากยืนยันถึงอารามซังเซิงหรืออย่างไร” ฉินหลิวซีเอ่ย


เดิมอารามซังเซิงเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง แต่กลับฝึกวิชามารแล้วเรียกตนเองว่าเป็นนักพรตเต๋า นั่นคือการทำลายตนเอง ยืนยันถึงชื่อเสียงของอารามซังเซิงในทางชั่วร้ายไม่ใช่หรือ


“พวกข้าน้อยเองก็ซุ่มดูอยู่ไกลๆ มารตนนี้บอกว่าเป็นชาวบ้านหรือเชื้อพระวงศ์ก็บอกไม่ได้ สีขาวกลายเป็นสีดำ ตอนนั้นอาจารย์ของเขาปรุงยาอายุวัฒนะแม้ไม่อาจมีอายุวัฒนะได้ แต่การมีอายุยืนยาวหลายปีแน่นอนว่ามีผล เป็นเชื้อพระวงศ์ที่ทำผิดเอง ยังมาทำให้อารามซังเซิงกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย เช่นนั้นเขาจึงทำให้ตนเองเข้าสู่เส้นทางมาร ก่อกวนแผ่นดินแห่งนี้”


ฉินหลิวซีส่งเสียงตอบรับ “เจ้าอาวาสทั้งสองตอบไปอย่างไร”


“เจ้าอาวาสชิงหลานต้องการเกลี้ยกล่อม แต่เจิ้งอีผู้นั้นเซ่นวิญญาณของตนในยามพระจันทร์เต็มดวงพอดี”


ฉินหลิวซีขมวดคิ้ว พอดีอย่างนี้ เซ่นไหว้ผู้ใดกัน


นางมีลางสังหรณ์แปลกๆขึ้นมา


โอ๊ย ปวดหัว


ช่างเถิด นางไม่รู้อะไรทั้งนั้น ปล่อยให้เจ้าอาวาสทั้งสองปวดหัวไปเถิด อย่างไรก็ได้กินเนื้อแล้ว เหล้าก็ดื่มแล้ว


ฉินหลิวซีโบกมือ “เอาล่ะ นักพรตมารผู้นี้ตายก็ช่างเถิด ก็ให้หายไปเถิด”


“ขอรับ” ผีผู้ชายก้าวถอยหลัง เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ใต้เท้า เจ้าอาวาสชื่อหยวนฝากข้อความมาให้ท่านขอรับ”


“ว่ามา”


ผีผู้ชายกระแอมไอ ชี้ไปยังฉินหลิวซี เอ่ย “ศิษย์เนรคุณ อาจารย์ท่องกำจัดมารอยู่ข้างนอก เจ้ามีชีวิตดีสกัดน้ำหอม ห้ามขี้เกียจ มิเช่นนั้นอาจารย์จะ จะไม่กลับมาอีก”


ฉินหลิวซีสีหน้าทะมึน


ผีผู้ชายเอ่ยจบ ก็เก็บมือแล้วหายวับไปทันใด


ใต้เท้าโมโห จะทำให้เขาร้อนจนตัวอ่อนระทวย


ฉินหลิวซีส่งเสียงหยันหนักๆ สะบัดแขนเสื้อกลับเข้าไปในห้องเก็บยา


ณ อารามชิงหลานที่ไกลออกไป นักพรตชราชื่อหยวนจามสองครั้ง แคะหู ดีดนิ้ว ขี้หูหนึ่งก้อนก็ลอยออกไป


เจ้าอาวาสชิงหลานทนดูไม่ได้ เอ่ย “ไยเจ้าจึงหยาบคายเยี่ยงนี้ เสี่ยวซีตุ๊กตาตัวน้อย ทนเจ้ามากว่าสิบปีได้อย่างไร”


นักพรตชราชื่อหยวนยิ้มพลางเอ่ย “แน่นอนว่าใช้ความรักความเมตตาของข้าหล่อหลอมนางมา”


เจ้าอาวาสชิงหลานกรอกตาอย่างอดไม่ได้ เอ่ย “กลับมาเข้าเรื่อง หาวิญญาณของเจิ้งอีไม่เจอแล้ว เขาเซ่นไหว้อีกฝ่าย ยิ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร”


นักพรมชราชื่อหยวนเอ่ย “ข้าจะถามดู”


เจ้าอาวาสชิงหลานย่นคิ้ว “เดี๋ยวข้าเอง ข้ามีความอดทนกว่าสักหน่อย”


นักพรตชราชื่อหยวนลุกขึ้นยืนแล้ว ท่องบทสวดต่อหน้าปรมาจารย์ลัทธิ ลุกจากแท่นบูชาและเดินสวดไปรอบๆ กัดปลายนิ้ววาดยันต์ขึ้นมาหนึ่งแผ่น จากนั้นนั่งลง ดวงตาสองข้างปิดลง สองมือเคลื่อนไหวพัลวันเป็นวิชาซับซ้อน


“หลิงเป่าเทียนจุน ผ่อนคลายร่างกาย จิตวิญญาณของศิษย์ อวัยวะทั้งห้า…”


บทสวดดังออกมาจากปากของเขา สายลมพัดมาหมุนวนอยู่ตรงหน้า


เมื่อเทียนดับลง นักพรตชราชื่อหยวนจึงลืมตาขึ้น อ้าปาก กระอักเลืดออกมา ร่างกายล้มลงไปด้านข้าง


เจ้าอาวาสชิงหลานรีบเข้าไปประคองเขา ยัดยาหนึ่งเม็ดเข้าปากเขาไป สีหน้ากังวล “เป็นอย่างไร บอกแล้วว่าอย่าดื้อดึง”


นักพรตชราชื่อหยวนกลับกุมมือเขาเอาไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำ “เป็นเขา”


ซื่อหลัว


ผีร้ายที่หนีออกมาจากนรกทั้งเก้า กลับชาติมาเกิดเป็นมารเอ้อฝู


เจ้าอาวาสชิงหลานเม้มริมฝีปาก


เคร้ง เสียงระฆังหนักๆดังขึ้น


ห่างออกไปในวัดพันปีบนเขาเทียน พระภิกษุหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินออกมาจากวัดโบราณ มองไปยังท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแม้ดวงดาวสักครึ่งดวงทางทิศเหนือ มารเอ้อฝูปรากฏตัวขึ้นบนโลก ใต้หล้านี้จะไม่ใสสะอาดอีกแล้วหรือ


[1] เบญจศาสตร์ อู่ซู มี5แขนงวิชา คือ: ภูเขา (เซียน), การแพทย์, ชีวิต, การทำนาย, การดู. ในแต่ละแขนงวิชาประกอบด้วย หลักวิชาสาขาต่างๆ มีประเภทและวิธีการมากมายหลายอย่าง ทั้งอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้



จบตอน

Comments