ตอนที่ 161: ไม่ต้องถามอาจารย์ก็พิถีพิถัน
ฉินหลิวซีมาหาอวี้ฉังคงอีกครั้ง ด้านข้างเขา มีคัมภีร์วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย และคัมภีร์ลัทธิเต๋า
“คุณชายฉังคงสนใจคัมภีร์วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ยด้วยหรือ” ฉินหลิวซีวางกล่องยาลง เอ่ยด้วยด้วยรอบยิ้ม
อวี้ฉังคงยกมือขึ้นประสานหันไปทางนาง เอ่ย “ตอนเด็กๆ พอรู้คัมภีร์วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ยอยู่บ้าง ยามนี้เพียงมีเวลาว่างเบื่อหนายจึงได้หยิบขึ้นมาอ่าน ทำได้เพียงฟังซื่อฟังอ่านให้ฟังเท่านั้น”
“ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันท่านก็ได้อ่านและศึกษาเองแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
วาจานี้กลับทำให้อวี้ฉังคงหัวใจกระตุก
ซื่อฟังเอ่ย “ทั้งหมดเพราะท่านอาจารย์ปู้ฉิวแล้ว เป็นเพราะคุณชายยังอ่านไม่ได้จึงอยากฟังซื่อฟังอ่านเช่นนี้”
หลายปีที่ผ่านมา คุณชายเป็นดั่งน้ำนิ่ง ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ดีดฉินยังทำให้คนรู้สึกถึงความเจ็บปวดและเดียวดาย
“พูดมากน่ะ” อวี้ฉังคงตำหนิเบาๆ
ซื่อฟังแลบลิ้น
“มีคนดึง ก็ต้องยอมเดินออกมาด้วยตนเองด้วยจึงจะเดินออกมาได้” ฉินหลิวซีเอ่ยยิ้มๆ ไม่เอ่ยสิ่งใดให้มากความ เดินเข้าไปใกล้ ปลดผ้าคาดบนดวงตาของเขา ตรวจดูดวงตาของเขาโดยละเอียด ตรวจจับชีพจร เอ่ย “ชีพจรยังดี พักผ่อนได้ไม่เลว วันนี้ยังเป็นการฝังเข็มดังเช่นเมื่อวาน พรุ่งนี้ค่อยเปลี่ยนเป็นอีกแบบ”
ซื่อฟังประคองอวี้ฉังเฟิงมานั่งที่เบาะด้านข้างอย่างคุ้นชิน เห็นฉินหลิวซีล้างมือในน้ำสะอาดด้านข้าง จึงไปยืนอยู่อีกฝั่ง”
“ตอนที่ข้าฝังเข็ม เจ้าไปเตรียมยาก็ได้” ฉินหลิวซีเอ่ย “หลังจากนวดดวงตาแล้วประคบร้อนจะสบายกว่า”
ซื่อฟังมองไปยังอวี้ฉังคง เอ่ย “คุณชาย”
“ไปเถิด เจ้าอยู่ไปก็ช่วยฝังเข็มไม่ได้” อวี้ฉังคงเอ่ย
ซื่อฟังจึงเดินถอยออกไป
ฉินหลิวซีนั่งอยู่เก้าอี้ตัวเตี้ยด้านข้างอวี้ฉังคง เอ่ย “ข้าจะเริ่มแล้วนะ”
“ได้”
ตามตำแหน่งเดิมเมื่อวาน แต่เมื่อยามเข็มปักลง ความเจ็บปวดกลับลดลงไปหลายส่วน อวี้ฉังคงสัมผัสได้ด้วยตนเอง ทว่าไม่ได้เอ่ยปาก เพียงถามว่า “หลายปีมานี้ลัทธิเต๋าตกต่ำ แต่ไม่คิดว่าจะมีคนอย่างท่านอาจารย์ เมืองหลีช่างเป็นเมืองที่มีผู้คนเยี่ยมยอดจริงๆ”
ฉินหลิวซีฝังเข็มลงนิ่งๆ หมุนเบาๆ เอ่ย “คุณชายฉังคงก็รู้ว่าลัทธิเต๋าเสื่อมถอย คิดว่าก่อนหน้านี้คงมิได้เชื่อใจเท่าใดกระมัง”
อวี้ฉังคงเงียบไปชั่วครู่ เอ่ย “ความจริงหลังจากท่านพ่อท่านแม่จากไปอย่างน่าสลด ข้าก็ไม่เลื่อมใสพุทธศาสนา เต๋า อีก หากสวรรค์ยุติธรรม ไยต้องให้ข้ามาพบเจอด้วยเล่า”
ฉินหลิวซีพยักหน้าเห็นด้วย “สวรรค์ไม่ยุติธรรมจริงๆ”
อวี้ฉังคงชะงัก “เจ้าไม่โต้แย้งหรือ”
“ไม่โต้แย้งหรอก ในเมื่อท่านมองลัทธิเต๋าเป็นเช่นนั้นแล้ว คงจะรู้ว่าลัทธิเต๋ามีห้าโทษสามวิบัติกระมัง เช่นตอนนี้ข้าต้องมารับเงินค่ารักษาจากท่าน หากไม่แบ่งบางส่วนไปทำบุญ ห้าโทษสามวิบัตินี้ก็คงตกมาอยู่บนหัวของข้า ท่านว่าสวรรค์ยุติธรรมหรือ”
อวี้ฉังคงจนด้วยคำพูด เช่นนั้นหมายความว่าไม่อยากทำบุญอย่างนั้นหรือ
“รักษาได้ก็ดี แต่หากข้าช่วยคนที่ต้องตายแน่ๆ เช่นนั้นก็จบสิ้นแล้ว ต้องเป็นไปตามเวรตามกรรม”
อวี้ฉังคงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ท่านเคยลำบากเพราะเรื่องนั้นหรือ”
“โหดร้ายใช่หรือไม่” ฉินหลิวซีเอ่ย “ตอนไม่กี่ขวบ สิบขวบ หรือสิบเอ็ดลืมไปแล้ว ตอนนั้นข้าอายุยังน้อย ไม่เชื่อวิชามาร ช่วยคนที่ต้องตาย จากนั้นก็ตาบอด”
อวี้ฉังคงมือสั่น ใบหน้าเผยความงุนงง “ตาบอดหรือ”
“อือหึ” ฉินหลิวซีเอ่ย “แต่เพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น รอรับผลกรรมนั้นแล้วก็ค่อยๆกลับมาดีดังเดิม”
อวี้ฉังคงไม่คิดว่านางที่เป็นหมอรักษาเพื่อช่วยโลกจะต้องรับผลกรรมเช่นนี้ เอ่ย “เช่นนั้นมันก็ไม่ยุติธรรมจริงๆ”
“ก็ใช่น่ะสิ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ มิฉะนั้นข้าคงตอบโต้มันไปแล้ว”
ครื้นนน
อวี้ฉังคงตกใจ “ไยฟ้าจึงร้องเล่า ฝนจะตกหรือ”
ฉินหลิวซีฝังเข็มเล่มสุดท้าย เอ่ย “ไม่ต้องตกใจ มันกำลังเตือนข้าว่าอย่าได้คิดกบฏ”
อวี้ฉังคง “!”
น่าขันอย่างน่าประหลาด
ฉินหลิวซีนั่งอยู่ด้านหลังเขา นวดจุดลมปรานบนศีรษะให้เขาเบาๆ
อวี้ฉังคงเอ่ยถาม “อยู่ๆ มองไม่เห็น ท่านกลัวหรือไม่”
“ไม่กลัว”
“ทำไมหรือ”
“ข้าจำเป็นต้องกลัวหรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ข้าเก่ง ตาบอดแล้วก็ยังใช้ชีวิตได้”
รอยยิ้มของอวี้ฉังคงเลือนหาย “ข้าไม่อาจสู้ท่านได้”
“เพราะข้ารู้ผลกรรม แน่นอนว่าได้เตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่ท่าน กลับต้องเสียบิดามารดา ต้องเจ็บปวด แน่นอนว่าต้องเป็นทุกข์ ท่านมีสิทธิ์ที่จะเจ็บปวด เพราะนั่นคือท่านพ่อท่านแม่ของท่าน ไม่ใช่คนที่ไร้ซึ่งความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง ไม่อยากยอมรับความจริงนี้ ไม่อยากเผชิญหน้า นั่นก็ยากจะเลี่ยงได้”
กระบอกตาของอวี้ฉังคงร้อนขึ้นมา เอ่ย “แต่พวกเขาคิดว่า ลูกหลานสกุลอวี้ไม่ควรเอาความเสียใจมาทำให้เสียเวลาไปกับเรื่องเจ็บปวดเช่นนี้”
“ลูกหลานสกุลอวี้มิใช่คนธรรมดาหรือ” ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ย “เรื่องไม่เกี่ยวข้องกลับให้ความสนใจยิ่ง คนก็เป็นเช่นนี้ ไยท่านต้องบังคับให้พวกเขามารู้สึกเช่นเดียวกับท่านเล่า ไม่มีค่าหรอก”
อวี้ฉังคงเงียบไปชั่วครู่ “ความจริง ก็ไม่แล้ว”
“พวกเขาไม่มีค่า”
ทั้งสองรักษาพลางพูดคุย รอจนการรักษาจบลง ก็เป็นยามบ่ายแล้ว
“คุณชาย ตอนบ่าวซื้อของอยู่ข้างนอก เห็นมีคนจับปูมา ดูอ้วนถ้วน จึงได้ซื้อกลับมาด้วย” ลุงเฉียนมองไปยังฉินหลิวซี เอ่ยถาม “ไม่รู้ว่าคุณชายกินได้หรือไม่ จะมีผลกับยาหรือไม่”
ฉินหลิวซีมองปูสดอ้วนๆที่กำลังปีนป่าย อดที่จะน้ำลายสอไม่ได้ เอ่ย “กินนั้นก็กินได้อยู่ เพียงแต่ปูเป็นธาตุเย็น กินเยอะมากไม่ได้ คุณชายฉังชิมเล็กๆน้อยๆก็พอ”
อวี้ฉังคงกลับได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของอีกฝ่ายเมื่อครู่ มุมปากยกยิ้มอย่างหาได้ยาก เอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้อาจารย์อยู่กินข้าวด้วยกันเถิด อย่างไรข้าก็กินไม่หมด ลุงเฉียนจับจ่ายใช้สอย เดิมทีก็ซื้อจำนวนมาก กินไม่หมดก็คงสิ้นเปลือง”
“จริงขอรับ มีตั้งสามตะกร้า” ลุงเฉียนเองก็เอ่ยขึ้น
ฉินหลิวซีจ้องไปยังปู เอ่ย “จะดีหรือ”
อวี้ฉังคงเอ่ย “ลุงเฉียน ไปนึ่งมาหนึ่งตะกร้า อุ่นเหล้าเหลืองมาหนึ่งไหเถิด”
“ขอรับ คุณชายและท่านอาจารย์รอชั่วครู่นะขอรับ”
ฉินหลิวซีเห็นเช่นนั้น เอ่ย “น้ำใจไม่อาจปฏิเสธ เช่นนั้นคงต้องน้อมรับด้วยใจแล้ว”
ฤดูใบไม้ร่วงใกล้ผ่านพ้นแล้ว ปีนี้นางกลับยุ่งจนปูสักตัวยังไม่ได้กิน ทำได้เพียงโทษอาจารย์ผู้ที่ขโมยเงินน้ำมันตะเกียงแล้ว
หลังจากเคลื่อนย้ายมายังศาลาชมทิวทัศน์ ปูหนึ่งถาดก็ถูกยกเข้ามา พร้อมกับเหล้าอีกหนึ่งไห จอกเหล้าเล็กๆสองจอก ซื่อฟังคอยรับใช้อยู่ด้านข้าง แกะปูออก เตรียมแยกเนื้อ
“เอาให้ท่านอาจารย์ก่อน” อวี้ฉังคงเอ่ย
ฉินหลิวซีเอ่ย “ไม่ต้อง กินปู ต้องแกะด้วยตนเอง”
นางม้วนเก็บแขนเสื้อ ซื่อฟังเหลือบมอง หลุดปากเอ่ยออกมา “มือของท่านอาจารย์ ขาวประดุจหิมะเลยขอรับ” เมื่ออยู่กับปูนึ่งสุกที่กลายเป็นสีแดงก็ยิ่งดูขาว
ฉินหลิวซีหยิบที่ตัดเงินอันเล็กเหมาะมือขึ้นมา ตัดขาปูออก แกะกระดองปูออก มันปูสีเหลืองทองปรากฏสู่สายตา ดวงตาของนางเป็นประกาย เอ่ยชื่นชม “อ้วนจริงๆ ซื่อฟังเมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ”
“เอ่อ ข้าน้อยบอกว่า…”
“ซื่อฟัง แกะเนื้อปูให้ข้า” อวี้ฉังคง ‘มอง’ มา คิ้วคมขมวดขึ้นเล็กน้อย เสียมารยาท จะไปเอ่ยกับคนอื่นเช่นนั้นได้อย่างไร
ซื่อฟังรู้ตัวว่าตนเองพลาดไป รีบเอ่ย “ซื่อฟังเสียมารยาท ขอท่านอาจารย์อย่าได้ถือสาเลยนะขอรับ”
เขาเอ่ยพร้อมมองไปยังฉินหลิวซี ทว่าอีกฝ่ายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเอ่ยสิ่งใด ทว่ากินมันปูและเนื้อปูไปจนหมดแล้ว ยังจิบสุราไปอีกหนึ่งอึก และในมือของนางก็มีปูที่ยังมีชิ้นส่วนครบตัวใหม่
ซื่อฟัง “!”
ไม่ต้องถามรสชาติกับอาจารย์ ไม่ธรรมดาจริงๆ กินปูก็ยังพิถีพิถันเช่นนี้
[1] คัมภีร์ฉีเหมินตุ้นเจี่ย เป็น1ใน3สุดยอดวิชาพยากรณ์ของจีน วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย เป็นวิชาที่บรรพกษัตริย์จีน แม่ทัพสมัยก่อนต้องเรียนรู้ เพื่อใช้ในการทำศึกสงคราม การปกครองบ้านเมือง และดูแลประชาชน
ตอนที่ 162: ไม่กินคนเดียว
ฉินหลิวซีกินปูนึ่งหนึ่งตะกร้าอยู่กับอวี้ฉังคง นั่นเรียกได้ว่าพึงพอใจ อีกฝ่ายก็ยิ่งมือไว มอบปูให้นางนำกลับไปอีกสองตะกร้า เหตุผลก็คือไม่มีใครกิน
ฉินหลิวซีรับเอาไว้เป็นมารยาท นางปลดถุงเล็กๆบนเอวออกมา หยิบขวดกระจกใสออกมาจากในนั้นยัดใส่มืออวี้ฉังคง เอ่ย “ลูกกวาดเมล็ดถั่วนี้ทำให้ชุ่มคอชุ่มปอด ข้าทำด้วยตนเอง มอบให้เจ้า”
ก่อนออกมา ฉีหวงเป็นคนจัดเตรียมให้นาง ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ใช้จริงๆ
อวี้ฉังคงไม่ได้ปฏิเสธ บิดขวดเล็กแวววาวนั่น “ขอรับ ขอบคุณมาก”
ฉินหลิวซีเอ่ย “เช่นนั้นข้าไปแล้ว ยาหยอดตานั่นอย่าลืมหยอดทุกๆสามชั่วยาม เจอกันพรุ่งนี้”
“ข้าจะไปส่งท่าน” อวี้ฉังคงเดินมาสองก้าว นึกอะไรขึ้นมาได้อีก เอ่ย “จริงสิ ฮ่าวหรานมีธุระเร่งด่วนต้องกลับจวนหนิงโจวตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ขอให้ข้ามาบอกท่าน”
“ฮ่าวหรานหรือ”
“ฉีเชียน รุ่ยจวิ้นอ๋อง”
“อ้อ” ฉินหลิวซีประหลาดใจเล็กน้อย “กลับก็กลับเถิด เกี่ยวอะไรกับข้ากัน”
อวี้ฉังคง “…ไปไม่ลาคงไม่ดีกระมัง”
ฉินหลิวซีกลับไม่สนใจ ความสัมพันธ์ระหว่างนางและฉีเชียนก็เป็นเพียงเจ้าของกับแขก ไม่ได้สนิทชิดเชื้อนัก ต่อให้เขาไปไม่ลา นางก็คงไม่มีเหตุผลจะไปกล่าวโทษเขา
“ดวงตาของท่านยังไม่สะดวก ส่งถึงตรงนี้เถิด รอวันที่ท่านถอดผ้าปิดตาออกแล้วจริงๆ ค่อยส่งข้าที่ประตูจริงๆก็พอ” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยี
อวี้ฉังคงยกมือขึ้นประสาน หันไปทางอีกฝ่าย “ได้ขอรับ”
ไม่ว่าเขาจะมองเห็นหรือไม่ ฉินหลิวซีก็โบกมือให้ก่อนจะเดินออกไป
“คุณชาย รีบชิมลูกกวาดเมล็ดถั่วนี่เถิด ดูหลากสีมากเลยขอรับ” ซื่อฟังจ้องมองขวดแก้วใสในมือของอวี้ฉังคง
อวี้ฉังคงลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบแล้วดึงจุกปิดขวดออก กลิ่นหอมหวานของผลไม้จางๆลอยออกมา หอมมาก
เขาเทออกมาอย่างระมัดระวังสองเม็ด ยื่นให้ซื่อฟัง “เจ้าชิมหนึ่งเม็ดเถิด บอกว่าช่วยให้ชุ่มคอ ข้าว่าเสียงของเจ้าแหบสักหน่อย”
ซื่อฟังถูมือ “เอ่อ คุณชายจะมอบให้บ่าวจริงหรือขอรับ ดูค่อนข้างราคาสูงเลยขอรับ”
“กินเถิด”
“ขอบคุณคุณชายขอรับ” ซื่อฟังหยิบหนึ่งเม็ดวางลงบนลิ้น ลูกกวาดรสน้ำผึ้งหวานและกลิ่นลูกท้อฤดูใบไม้ผลิกลบความขมของสมุนไพร เย็นคอ ชุ่มปอด ยิ้มกว้างออกมาจนไปถึงดวงตาอย่างอดไม่ได้ “อร่อยมากเลยขอรับ”
อวี้ฉังคงเองก็กินเข้าไปหนึ่งเม็ด มุมปากยกขึ้นอย่างหาได้ยาก “มีรสหวาน”
เขากำขวดเอาไว้ คลำไปยังถุงเล็กๆ แล้วใส่ขวดแก้วลงไป
…
ฉินหลิวซีนำปูสองตะกร้าส่งให้ฉีหวง เอ่ย “เจ้าอยากกินมากเท่าใด เลือกเอาเอง ส่วนที่เหลือส่งไปให้นายหญิง” เอ่ยจบก็หาวขึ้นมา เอ่ย “เดี๋ยวข้าจะเข้าไปหลับสักตื่น”
ฉีหวงรีบวางตะกร้าลง ประคองนางเข้าไปพักในห้อง รอฉินหลิวซีนอนลงแล้ว นางจึงเก็บปูเอาไว้สองตัว ส่วนที่เหลือส่งไปยังเรือนสะใภ้หวัง
สะใภ้หวังกำลังสอนฉินหมิงฉุนอ่านหนังสือทำความรู้จักตัวอักษร มองเห็นปูอ้วนสองตะกร้า เอ่ย “ปูเหล่านี้เทียบกับปูในเมืองหลวงแล้วก็ดูไม่เลว ไปจับมาจากแม่น้ำหลีด้วยตนเองหรือ”
ฉีหวงยิ้มพลางเอ่ย “เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่รู้เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่นำมาจากข้างนอกเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าเก็บเอาไว้หรือไม่”
“เก็บเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ นายหญิงใหญ่ท่านรับเอาไว้เถิดเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณคุณหนูของเจ้าแล้ว”
ฉีหวงคุกเข่าทำความเคารพ ก่อนจะเดินออกไป
ฉินหมิงฉุนเห็นว่านางไปแล้ว จึงเดินมาดูปูที่อยู่ในตะกร้า นับจำนวน เอ่ย “ท่านแม่ ทั้งหมดมีปูไม่ถึงสิบตัว เกรงว่าคงไม่พอแบ่ง”
“เช่นนั้นเจ้าว่าควรทำอย่างไร” สะใภ้หวังคิดจะทดสอบเขา
ฉินหมิงฉุนเม้มริมฝีปาก เอ่ย “วันนี้คงต้องจัดงานเลี้ยงเล็กๆที่เรือนท่านย่า ปูในตะกร้านี้หนึ่งตัวแบ่งออกเป็นสอง ทุกคนชิมด้วยกันขอรับ”
สะใภ้หวังนึกชื่นชม ไม่คิดจะกินคนเดียว นับว่าจิตใจดี นางลูบศีรษะของเขา “เอาตามที่เจ้าว่าเถิด”
ตอนที่ 163: ท่านปรมาจารย์จะปกป้องพวกเจ้า
นับตั้งแต่กินปูนึ่งกับอวี้ฉังคง หลายวันต่อมา หลังจากที่ฉินหลิวซีรักษาเสร็จแล้ว ก็บังเอิญเจอกับลุงเฉียนที่นำวัตถุดิบสดใหม่เข้ามา ต่อไปก็เป็นมื้อเที่ยง
เข้าสู่การรักษาวันที่เจ็ดแล้ว ฉินหลิวซีรักษาเขาตามขั้นตอน หลังจากหยดยาหยอดตา หยิบผ้าขึ้นมาและกำลังจะพันไว้อีกครั้ง
อวี้ฉังคงลืมตาขึ้น ทว่าต้องชะงักนิ่ง จับมือของอีกฝ่ายเอาไว้
“ทำไมหรือ”
อวี้ฉังคงมองมาที่อีกฝ่าย ดวงตาเป็นเงาลางๆไม่เป็นรูปร่างชัดเจน แต่ดูเหมือนจะสดใสขึ้นมาก ร่างกายราวกับมีแสงสีทองส่องออกมา
จุดสำคัญไม่ใช่สิ่งนี้ เพราะเขาคุ้นชินกับความมืดมาตลอดสิบปี อยู่ๆ พลันมีสีสันขึ้นมา แสงทองสว่างเสียดตา แสงสว่างตรงเข้าไปยังหัวใจ
ร่างกายสั่นระริก
“คุณชาย ไม่สบายที่ใดหรือไม่ขอรับ” ซื่อฟังเห็นเขานิ่งงันไม่เอ่ยวาจา จึงร้อนใจขึ้นมา
ฉินหลิวซีกลับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เลิกคิ้ว กำผ้าเอาไว้ เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ทำไมหรือ ท่านมองเห็นแล้วหรือ”
ตุบ
ด้านนอกมีเสียงบางอย่างหล่นลงบนพื้น ตามมาด้วยร่างของคนสองคนพุ่งเข้ามา คนหนึ่งคือลุงเฉียน อีกคนคือต้าฉยงที่เดิมก็เย็นชาพูดน้อย
ซื่อฟังแข้งขาอ่อน คุกเข่าลงกับพื้น เอ่ยพึมพำกับคุณชายของตน “คุณชาย ท่าน ท่านมองเห็นแล้วหรือขอรับ”
ลุงเฉียนเองก็ถูมือด้วยความตื่นเต้น “คุณชาย มองเห็นแล้ว มองเห็นบ่าวหรือไม่ขอรับ”
อวี้ฉังคงพยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ หลับตาลง ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ตรงหน้ายังเป็นเงาเลือนราง มองไม่ชัดถึงรูปร่าง ทว่าบอกได้ว่ามีกี่คน
“มองเห็นแสงสว่างและเงารางๆแล้วท่านอาจารย์” เขาชี้ไปยังฉินหลิวซี ชี้ไปยังลุงเฉียนและต้าฉยง รวมไปถึงซื่อฟังที่นั่งอยู่บนพื้น
“ถูกแล้วขอรับ เอ่ยถูกแล้ว คุณชาย ท่านมองเห็นแล้ว” ซื่อฟังร้องไห้เสียงดังอย่างตื่นเต้น
ลุงเฉียนเช็ดน้ำตา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม “เยี่ยมไปเลย เยี่ยมที่สุดแล้ว”
ต้าฉยงเก็บกดอารมณ์ยินดีของตนได้ดีที่สุด เพียงเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง หันข้างให้เงียบๆ
ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มองเห็นเป็นเงารางๆได้แสดงว่าดีขึ้น เดี๋ยวก็จะค่อยๆชัดเจนขึ้น ท่านให้ความร่วมมือในการรักษา ยังคิดว่าท่านต้องใช้เวลาสักสิบวันเสียอีก”
“ท่านอาจารย์ นี่เพิ่งเจ็ดวัน ก็มองเห็นได้แล้ว วิชาการแพทย์ของท่านอาจารย์ไม่ธรรมดา บ่าวคำนับท่านแล้ว” ลุงเฉียนคุกเข่าลง โขกศีรษะลงกับพื้นสามครั้ง ซื่อฟังเองก็เช่นกัน ต้าฉยงเองหันมาโค้งคำนับให้ฉินหลิวซี
ปรมาจารย์ปู้ฉิวอายุน้อยผู้นี้ เรียกได้ว่าเป็นมารดาผู้ให้ชีวิตแก่คุณชายอีกครั้ง
ฉินหลิวซีส่งเสียงเกรงใจ โบกมือ เอ่ย “ไม่ต้องทำเช่นนี้ เพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น หากพวกท่านต้องการขอบคุณ อย่าลืมเตรียมสิ่งที่สัญญาเอาไว้ก็พอ”
“ท่านวางใจ รูปปั้นทองของท่านปรมาจารย์ลัทธิเต๋า ให้คนจัดทำขึ้นแล้ว คิดว่าคงอีกไม่นาน” ลุงเฉียนรีบเอ่ยขึ้น
ฉินหลิวซีพยักหน้าพึงพอใจ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
นางมองผ้าในมือ เอ่ย “ในเมื่อมองเห็นเงารางๆแล้ว เช่นนั้นผ้านี้ไม่ต้องพันก็ได้ ทำความคุ้นเคยสักหน่อย ตอนเห็นชัดเจนแล้วเมื่อเจอกับแสงจะได้คุ้นชิน”
อวี้ฉังคงพยักหน้า เอ่ย “จะเที่ยงแล้ว วันนี้อาจารย์อยู่กินข้าวด้วยกันเถิด”
“วันนี้คงมิได้ ใกล้ถึงเทศกาลฉงหยางแล้ว คนขึ้นเขามาขอยันต์กราบไหว้ที่อารามก็มากไปด้วย ยันต์จะหมดแล้ว ข้าต้องไปที่อารามสักหน่อย”
ดวงชะตาเกิดมาเพื่อทำงานหนัก ทำอะไรไม่ได้
อวี้ฉังคงเอ่ยขึ้นทันใด “เช่นนั้นข้าจะไปกับท่านอาจารย์ ข้าเองก็อยากกินอาหารเจที่อารามชิงผิง หลายวันมานี้เอาแต่อยู่ในจวนก็เบื่อหน่าย ได้ฟังนักพรตชิงหย่วนสวดมนต์ก็คงดี”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว พวกเราขึ้นไปเติมน้ำมันตะเกียงกัน” ลุงเฉียนกลัวว่าฉินหลิวซีจะไม่เห็นด้วย จึงเอ่ยเสริมอีกหนึ่งประโยค
เติมน้ำมันตะเกียงหรือ เช่นนั้นก็ได้
ฉินหลิวซียิ้มตาหยี เอ่ย “เทียนจุนมีพรไร้ขีดจำกัด ท่านปรมาจารย์จะปกป้องพวกท่าน”
ทุกคน “…”
[1] เทศกาลฉงหยาง เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในวันที่9 เดือน9 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน หมายถึง ยืนยาว ถือว่าเป็นวันผู้สูงอายุอีกด้วย ในพื้นที่ต่างๆอาจจะมีกิจกรรมที่จัดเพื่อผู้สูงอายุ และเฉลิมฉลองวันนี้ตามประเพณีจีนโบราณ ซึ่งกิจกรรมที่สำคัญที่สืบทอดกันมายาวนานคือ การเดินขึ้นเขาเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ในฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการออกกำลังกายให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บของผู้สูงอายุ อีกทั้งยังเป็นกุศโลบายที่ทำให้ลูกหลานสนใจผู้สูงอายุ พาผู้สูงอายุขึ้นเขา สานสัมพันธ์ในครอบครัว
ตอนที่ 164: หลิวซีอธิบายคำทำนาย
หลายวันมานี้ ธูปเทียนของอารามชิงผิงรุ่งโรจน์ขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่เพราะเหตุอื่นใด ตั้งแต่สองสามวันก่อน ตอนที่มีคนมาจุดธูปเติมน้ำมันตะเกียง ได้ขอยันต์อยู่เย็นเป็นสุขไปไม่น้อยและจุดตะเกียงฉังหมิง นี่เป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ ทำให้เป็นที่กล่าวถึง จึงรู้ว่าเขามาขอพร ว่ากันว่ายันต์คุ้มภัยอยู่เย็นเป็นสุขช่วยชีวิตเขาเอาไว้
ตอนคนผู้นั้นเล่าที่มาที่ไปว่าไปเจอฉินหลิวซีได้อย่างไร หลังจากได้รับคำอนุญาตจากเจ้าตัวแล้ว จึงได้จ่ายเงินร้อยตำลึงเพื่อซื้อยันต์คุ้มภัยนี้ จากนั้นก็รอดภัยอันตรายมาได้อย่างไร มีคนบอกไม่เชื่อออกมาเสียงดัง บอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนของอารามชิงผิง ทำไปเพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้อารามชิงผิงจะได้มีผู้คนมากราบไหว้ขอพร
คนผู้นั้นจึงโกรธมาก เอ่ยคำสาบานเสียงดังต่อหน้าปรมาจารย์ลัทธิเต๋าเสียงดังว่า “ข้าหนิวต้าซาน หากข้าเป็นคนของอารามชิงผิง ขอให้ข้าไม่ได้ตายดี ท่านปรมาจารย์ก็ฟังให้ชัดเจน”
ช่างกล้านัก ตอนนั้นมีคนมาจุดธูป ได้ฟังประสบการณ์ของหนิวต้าซานผู้นี้จึงเล่าว่าตนอยู่ที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง เกิดเหตุสังหารพ่อค้าบนเรือ เขาได้รับประกาศจากเจ้าหน้าที่หยาเหมินว่าคดีถูกปิดลงแล้ว ทำให้เรือทุกลำในพื้นที่นั้นต้องไปลงทะเบียนก่อนถึงจะทำหน้าที่ได้ เพื่อความปลอดภัยของคนโดยสาร เกิดเรื่องก็จะได้ตามตัวคนได้ง่าย
หนิวต้าซานจึงเอ่ย “เป็นข้า ข้าคือพ่อค้าคนนั้นเอง พวกเจ้าเชื่อแล้วหรือไม่”
ทุกคนจึงเริ่มเชื่อ เก่งกาจเพียงนี้เลยหรือ เช่นนั้นต้องขอยันต์แล้ว แพงก็แพงสักหน่อย แต่หากได้ผลก็มีประโยชน์กว่าอะไรใดๆ
เพราะเหตุนี้ ทำให้ยันต์คุ้มภัยอยู่เย็นเป็นสุขหมด ชิงหย่วนส่งจดหมายมาแล้วสามสี่ครั้ง ถึงเชิญฉินหลิวซีผู้นี้มาได้
เห็นว่าอวี้ฉังคงก็ตามมาด้วย จึงเอ่ย “โอ้ คุณชายฉังคงดีขึ้นแล้วหรือ”
อวี้ฉังคงมองเงาเลือนรางของชิงหย่วน แสดงท่าทีคารวะ “ขอบคุณนักพรตชิงหย่วนที่แนะนำ ฉังคงดีขึ้นมากแล้ว”
“ดี เช่นนั้นคุณชายฉังคงท่านเดินเล่นไปก่อน ข้าจะให้ศิษย์…พี่ชายวาดยันต์อยู่เย็นเป็นสุขสักหน่อย มีคนมาทำบุญรออยู่” ชิงหย่วนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้ายังไม่กินข้าวเที่ยง”
“ข้าจะให้อาหลู่ทำขนมเปี๊ยะกรอบ และโจ๊กซื่อหงให้ท่าน” ชิงหย่วนผลักนาง เอ่ยเสียงเบา “เร็ว อารามของเรายังมีพื้นที่ต้องซ่อมอยู่”
อาศัยจังหวะกำลังเป็นที่นิยม รีบตักตวง ไม่ใช่สิ รีบทำความดีเร็วเข้า
ฉินหลิวซี “!”
อวี้ฉังคงเห็นว่าทั้งสองเดินหายไปทางเรือนพัก มุมปากกระตุก ไม่รู้ฟังผิดหรือไม่ เมื่อครู่ตอนนักพรตชิงหย่วนเรียกฉินหลิวซี มีหยุดชะงักไปเล็กน้อย
ศิษย์พี่ชายหรือ
“คุณชาย พวกเราไปกินอาหารเจกันก่อนหรือไม่” ลุงเฉียนเอ่ย
อวี้ฉังคงลูบท้อง เอ่ย “ก็ดี”
ยันต์เต๋านี้คงใช้เวลานาน ทั้งต้องสงบจิตสงบใจ ทั้งต้องแจ้งต่อเทพเจ้า ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงที่ชิงหย่วนบอกว่ามีคนมารออยู่ไม่น้อย เช่นนั้นคงใช้เวลานาน
แต่ที่เขาคิดว่าคงใช้เวลานาน ก็เพียงช่วงเวลากินอาหารเจหนึ่งมื้อเท่านั้น ฉินหลิวซีได้กลับมาอยู่ในสายตาแล้ว
อวี้ฉังคงลุกขึ้น เอ่ยถาม “อาจารย์หิวแล้วหรือ จะกินข้าวก่อนค่อยวาดหรือ”
“วาดเสร็จแล้ว”
“หา” อวี้ฉังคงเอ่ย “แผ่นเดียวหรือ”
“เป็นไปได้อย่างไรกัน ท่านเห็นว่าข้าเป็นเต่าหรืออย่างไร ข้าวาดยันต์ เร็วเป็นอันดับหนึ่งในอาราม ข้าวาดเป็นร้อยๆแผ่น พอใช้ไปจนถึงปีหน้า” ฉินหลิวซีนวดข้อมือ
“เป็น เป็นร้อยแผ่นหรือ” ซื่อฟังตกใจ เอ่ย “ยันต์อยู่เย็นเป็นสุข วาดง่ายเพียงนั้นเลยหรือขอรับ”
“คนอื่นไม่ง่าย แต่ข้าง่ายนี่นา ข้าเก่งมาก” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ยันต์ให้สำเร็จลุล่วงในตำนานก็วาดเป็น”
อวี้ฉังคงหลุบตาลง ปกปิดรอยยิ้มในดวงตา ไม่เพียงครั้งเดียวที่ได้ยินคำนี้
ลุงเฉียนเอ่ย “คุณชาย เช่นนั้นพวกเราก็ขอสักแผ่นสองแผ่นเถิดขอรับ ใกล้จะถึงเทศกาลฉงหยางแล้ว ขอยันต์ขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุขหลายแผ่นเลยขอรับ”
“ได้” อวี้ฉังคงเอ่ยขึ้น “จุดตะเกียงฉังหมิงอีกสองดวง”
ดวงตาฉินหลิวซีเป็นประกาย “จุดตะเกียงหรือ? มาๆ ข้าจะพาพวกท่านไป”
ตะเกียงฉังหมิง ใช้จุดเพื่อขอพรมาอย่างช้านาน แต่เปลืองน้ำมันมาก
คนกลุ่มใหญ่เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ฉินหลิวซีหยิบธูปสามดอกมาจุดไฟ ถือระดับอกโค้งคำนับไปหลายครั้ง จากนั้นปักลงบนกระถางธูปตรงหน้า
นางมองเห็นอวี้ฉังคงถือธูปเอาไว้ จึงเดินเข้าไปพาเขาเคลื่อนมายังตำแหน่งไหว้ “เวลาไหว้ สองมือถือธูประดับอก เรียกว่า “สักการะด้วยใจ”
มือของอีกฝ่ายอบอุ่น ยามจับมือเขาจัดตำแหน่ง ทั้งอ่อนนุ่มทั้งอ่อนโอน
อวี้ฉังคงปัดความคิดฟุ้งซ่าน ถือธูปเอาไว้โค้งสามครั้ง ปักธูปภายใต้การนำของอีกฝ่าย
“บิดามารดาของท่านมีนามว่าอย่างไร” ฉินซีเอ่ย “ข้าจะช่วยท่านจุดตะเกียงฉังหมิง
อวี้ฉังคงชะงัก นางรู้ว่าเขาจุดเพื่อบิดามารดา
อวี้ชิงไป่ อวิ๋นจู๋อิ่ง
ปากของเขาเอ่ยออกมาสองชื่อ
“เงาต้นจู๋ไป่ปกคลุม ค่ำคืนใดไร้จันทร์ ที่แห่งใดไร้ต้นจู๋ไป่” ฉินหลิวซีเอ่ยหนึ่งประโยค เอ่ย “ชื่อของทั้งสองสะท้อนซึ่งกันและกัน พวกเขาต้องเป็นเทพเจ้าคู่รักอย่างแน่นอน”
“อืม” นิ้วมือของอวี้ฉังคงสั่นเบาๆ มองอีกฝ่ายจุดตะเกียงฉังหมิงสองดวง ไหว้ต่อเทพเจ้าตรงหน้า ความคิดถึงไหลทะลักเข้ามารวมกับน้ำท่วม
ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกคิดถึงพวกท่านแล้ว
ฉินหลิวซีวางตะเกียงลง หันกลับมา มองอารมณ์ของเขาที่กำลังเอ่อล้นออกมา ไม่ได้ไปรบกวน เดินมาอยู่ด้านข้างเงียบๆ มองผู้คนเข้ามาคุกเข่าขอพร
สามีภรรยาแต่งตัวธรรมดาคู่หนึ่งจูงมือเดินเข้ามาในโถง ใช้ธูปที่นำติดตัวมาขอพร สิ่งที่ขอก็คือ…
ขอลูกหรือ
ฉินหลิวซีก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว อยากบอกว่าขอลูกต้องย้ายไปขอที่โถงด้านข้าง มีพระแม่ประทานบุตร หลังจากมองทั้งสองชั่วครู่ กลับหยิบเซียมซีขึ้นมา
เห็นพวกเขากำลังคุกเข่ากราบไหว้เสร็จ ชายหนุ่มหญิงสาวลุกขึ้น เอ่ย “ว่ากันว่ายันต์อยู่เย็นเป็นสุขของอารามชิงผิงได้ผลดีมาก เดี๋ยวพวกเราไปตามหามาสักหน่อยเถิด เกิดมียันต์ให้บุตรจะได้ขอมาด้วยสักแผ่น ไม่แน่เราอาจสมปรารถนาในไม่ช้าก็เป็นได้”
หญิงสาวฝืนยิ้มออกมา “ขอให้เป็นเช่นนั้น”
ฉินหลิวซีเดินเข้าไปหา ยื่นเซียมซีให้พร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ทั้งสองท่าน เสี่ยงเซียมซีสักหน่อยเถิด อธิบายคำทำนายให้ไม่คิดเงิน”
ทั้งสองชะงัก มองสบตากัน หญิงสาวมองเซียมซีที่ฉินหลิวซียื่นมาให้ ลังเลอยู่ชั่วครู่จึงรับมา คุกเข่าลงไปอีกครั้ง หลับตาลง อธิษฐานในใจพร้อมเขย่าเซียมซี
แกร๊กๆๆ
ไม้เซียมซีด้านในแกว่งไปมา ไม่นานก็ร่วงลงมาหนึ่งไม้ หญิงสาวกวาดตามอง หยิบเซียมซีขึ้นมา
เซียมซีกวนตี้ลำดับที่ห้าสิบเก้า จี่เหริน จงผิง
ฉินหลิวซีหยิบจากมือของนางมาดู เอ่ย “เติ้งปั๋วเต้าไร้บุตร ครอบครัวยากจนและโดดเดี่ยว น่าเสียดายคำอธิษฐานไม่เป็นผล โชคดีบรรพบุรุษเป็นผู้มีบุญ ลูกหลานไม่ขาดสาย ทั้งสองท่าน คำขอไม่เป็นผล”
ทั้งสองได้ยินคำว่าไร้บุตรสีหน้าพลันเปลี่ยน ยังได้ยินฉินหลิวซีบอกว่าคำอธิษฐานไม่สมปรารถนาอีก หญิงสาวร่างกายสั่นเทา เซไปด้านข้าง กระบอกตาแดงก่ำ
ชายหญิงกรุ่นโกรธขึ้นมา คว้าไหล่ภรรยา เอ่ยตำหนิ “เจ้าเป็นใครกัน ไม่ใช่นักพรตในอาราม จะมาเอ่ยวาจาเหลวไหลเช่นนี้ได้อย่างไร เหนียงจื่อ พวกเราไปกันเถิด อย่าไปฟังเขาเอ่ยเหลวไหลเลย”
ฉินหลิวซีเองก็ไม่โกรธ ยามที่เขาหันหลัง จึงเอ่ยขึ้น “คนดี คนที่ไม่มีบุตรคือเจ้า ไม่ใช่ภรรยาของเจ้าหรอกนะ”
[1] ตะเกียงฉังหมิง ตะเกียงที่สว่างทั้งกลางวันและกลางคืน
ตอนที่ 165: พ่อหม้ายไร้บุตรด้วยกัน
ผู้ที่ไร้บุตรคือเจ้ามิใช่ภรรยาของเจ้า
เท้าของชายหนุ่มชะงัก หันกลับไปอย่างไม่อยากเชื่อ สีหน้ากรุ่นโกรธราวกับอยากพุ่งเข้ามาต่อยใครสักคน
ไม่รู้ว่าอวี้ฉังคงเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด มายืนอยู่ข้างฉินหลิวซี ชายหนุ่มคนนั้นมองทั้งสองเล็กน้อย สะกดอารมณ์เอาไว้ กัดฟันก่นด่า “คนบ้า”
ลุงเฉียนจึงเอ่ย “คุณชายน้อยท่านนี้ ผู้นี้มิใช่คนอื่นใด ทว่าคือปรมาจารย์ปู้ฉิวนักพรตของอารามชิงผิง มีความสามารถอย่างยิ่ง ในเมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้ คิดว่าคงมีเหตุผล ท่านฟังเอาไว้บ้างก็ดี”
ชายหนุ่มผู้นั้นนึกถึงความลำบากของภรรยาหลายปีมานี้ กัดฟัน “ว่ามา ท่านว่ามา ข้าจะลองฟังดู ท่านจะเอ่ยเรื่องเหลวใหลอันใดอีก”
“เซียมซีนี้อยู่ในตำแหน่งเสื่อมถอย นั่นบอกได้ว่าครอบครัวของท่านเสื่อมถอย ทายาทนั้นมีอุปสรรค ก็คือสมาชิกในครอบครัวมีจำนวนน้อย…”
“ท่านเหลวไหล” ชายวัยกลางคนโพล่งขึ้นมา เอ่ย “แม้ครอบครัวของข้าจะเป็นชาวนา แต่ก็มีที่นาสิบกว่าหมู่อยู่ในมือ และข้ามีพี่น้องสามคน จะมีสมาชิกในครอบครัวน้อยคนได้อย่างไร”
ฉินหลิวซีหัวเราะ เอ่ย “พี่น้องสามคนหรือ มั่นใจหรือ”
ชายหนุ่มผู้นั้นไม่ทันได้ทำอะไร หญิงสาวกลับเอ่ยขึ้นมาอย่างอ่อนโยน “ท่านอาจารย์ สามีของข้ามีพี่น้องรวมสามคนจริงๆเจ้าค่ะ”
“พี่น้องแท้ๆเลยหรือ”
ทั้งสองชะงัก สีหน้าพลันเปลี่ยน
“ท่าน ท่านหมายความเช่นไร”
ฉินหลิวซีมองคนที่เดินผ่านไปมา จึงเอ่ย “ที่นี่มีแขกมาจุดธูปจำนวนมาก มิสู้ย้ายไปอยู่วิหารด้านหลังหรือไม่”
ชายหนุ่มมีท่าทีไม่ยินยอม ทว่าถูกภรรยาสะกิด พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ เดินตามฉินหลิวซีไปยังวิหารด้านหลัง
วิหารด้านหลังมีโต๊ะเก้าอี้พู่กันน้ำหมึก อีกทั้งยังมีคัมภีร์ที่ถูกเขียนขึ้นด้วยมือ มีเทพเจ้าสององค์ ธูปก็ยังไม่เหมือนด้านหน้า ทว่ามีกลิ่นหอมจางๆลอยมาด้วย
ฉินหลิวซีนั่งลง มองไปยังชายหนึ่ง เอ่ย “เซียมซีนี้ปรากฏให้เห็น ว่าเทพเจ้าไม่ตอบรับคำอธิษฐานของพวกท่าน นั่นเป็นเพราะมีบุญบารมีไม่มากพอ ทั้งยังเป็นความประสงค์ของสวรรค์ โชคดีก็คือบรรพบุรุษมีบุญกุศล ส่งผลบุญมาถึงรุ่นของท่าน จึงยังไม่สิ้นทายาท”
“เหนียงจื่อเจ้าฟังสิ เดี๋ยวเขาก็บอกว่าข้าไร้บุตร แต่ก็ยังบอกว่าไม่ไร้ทายาท ไม่ขัดแย้งในตนเองไปหน่อยหรือ” ชายหนุ่มหัวเราะหยัน
หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา “ฟังก่อนว่าท่านอาจารย์ว่าอย่างไร” นางมองไปยังฉินหลิวซี เอ่ย “ท่านอาจารย์ ตระกูลของสามีข้าแซ่เถียน สามีของข้ามีนามว่าเถียนเอ้อร์ พวกเราสองสามีภรรยาแต่งงานกันมาสามปีแล้ว ทว่ากลับไร้บุตร วันนี้จึงได้มาขอพรที่อาราม ขอท่านอาจารย์ช่วยไขข้อสงสัยให้เราด้วยเจ้าค่ะ”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ชีวิตของเขาไร้บุตรไม่ผิด ทว่าไม่ขาดทายาท หรืออาจมีลูกเลี้ยงหรือลูกบุญธรรมได้”
สีหน้าเถียนเอ้อร์มืดลง
เหลวไหลสิ้นดี
ยังมาบอกว่าสมาชิกในครอบครัวเขามีน้อยอีก พี่น้องก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ยามนี้ยังมาบอกลูกเลี้ยงลูกบุญธรรม กำลังขุดหลุมในใจคนหรือ
“ข้าตรวจชีพจรให้เจ้าหรือไม่” ฉินหลิวซีเอ่ย
เถียนเอ้อร์กำมือ หันไปมองภรรยาที่กำลังมองตาปริบๆ จึงยื่นมือออกมา
สองนิ้วของฉินหลิวซีกดลงไป มืออีกข้างใช้นิ้วมือกดที่ข้อนิ้วของเขา ท่องวิชาจับชีพจรอยู่ในใจ สีหน้าจริงจังจนผู้คนรอบข้างไม่กล้าหายใจ
เนิ่นนานฉินหลิวซีจึงเก็บมือกลับคืน เอ่ย “บิดามารดาของท่านสิ้นอายุขัยไปแล้ว ข้าหมายถึงบิดามารดาผู้ให้กำเนิดท่าน”
เถียนเอ้อร์ชะงักงัน เถียนเหนียงจื่อจับมือของเขาเอาไว้
“ตัวท่านไม่มีบุตร ทว่ามีทายาทสืบทอด และภรรยาของท่านเห็นได้ว่ามีดวงมีบุตร ท่านลองคิดดูสิ จะมีมาได้อย่างไร”
“ท่านบ้าไปแล้ว” เถียนเอ้อร์โมโหขึ้นมา เอ่ยเสียงดังอย่างโกรธเกรี้ยว “ท่านกำลังสร้างความแตกแยกให้พวกเราสองสามีภรรยา”
นี่กำลังบอกกับเขาว่าภรรยาของเขาลอบมีคนอื่นอย่างนั้นหรือ
ภรรยาของเขาเป็นคนเช่นไร ใจเขารู้ดี จะทำเรื่องน่าละอายแบบนั้นได้อย่างไร ต่อให้ไม่มีบุตร นางก็ไม่ทำ
“พ่อหม้ายไร้บุตรด้วยกัน ท่านฟังความหมายของคำพูดข้าไม่ออกหรือ” ฉินหลิวซียิ้มบาง เอ่ย “ก็ใช่ ความจริงเดิมทีก็ไม่น่าฟัง หากท่านอยากฟัง ข้าจะบอก หากไม่อยากเช่นนั้นก็ไปเถิด ถือเสียว่าข้าเอ่ยเหลวไหล”
เถียนเอ้อร์อยากไป แต่มือของเขากลับถูกกุมเอาไว้แน่น
“ท่านพี่ ข้าไปหาหมอมานับไม่ถ้วน ต่างก็บอกว่าข้าเป็นปัญหา” เถียนเหนียงจื่ออ้อนวอน “ข้ามิได้รังเกียจท่าน ข้าเพียงต้องการความจริง”
ทั้งสองแต่งงานกันมาหลายปีทว่าไม่มีทายาทมาโดยตลอด นางถูกบ้านสามีต่อว่าว่าเป็นแม่ไก่ไม่ออกไข่ สามีก็ไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้ ดังนั้นสิ่งที่ยากลำบากและสิ่งที่เหน็ดเหนื่อยต่างก็ถูกโยนมาให้พวกเขาทั้งสอง
นี่ก็ช่างเถิด พี่สะใภ้น้องสะใภ้ก็ไม่ชอบนาง คิดว่านางไร้ยางอาย มักมากไม่สงวนกิริยา ความจริงแล้ว เป็นพี่และน้องสามีที่ไม่เคารพกฎ
เถียนเหนียงจื่อคิดมาถึงตรงนี้ สันหลังพลันชาวาบ ในหัวพลันสว่างวาบขึ้นมา
“ดูเหมือนเถียนเหนียงจื่อจะนึกออกถึงเรื่องไม่สบายใจนี้แล้ว” ฉินหลิวซีมองใบหน้าของเถียนเหนียงจื่อ
ใบหน้าของเถียนเหนียงจื่อเต็มไปด้วยความละอาย กัดริมฝีปากแน่น ไม่กล้ามองหน้าสามี
เถียนเอ้อร์เอ่ยขึ้น “เหนียงจื่อ หมายความเยี่ยงไร”
เถียงเหนียงจื่อก้มหน้า เนิ่นนานจึงเอ่ยเสียงอู้อี้ “ตอนที่ท่านไม่อยู่ พี่ชายและน้องชายของท่านอาศัยจังหวะที่ไม่มีคน กระทำกับข้า เกาะแกะข้า”
เถียนเอ้อร์ตกใจราวถูกช็อต เอ่ยด้วยความโกรธ “เรื่องเช่นนี้ไยเจ้าจึงไม่รีบเอ่ย”
“ข้าสตรีเพียงคนเดียว จะกล้าเอ่ยเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ท่านเองก็รู้ พี่สะใภ้ใหญ่และน้องสะใภ้สาม อีกทั้งท่านแม่ ต่างควบคุมและต่อว่าข้า หากเอ่ยออกไปแล้ว พวกเขาคงบอกว่าข้าไม่ระมัดระวัง”
เถียนเอ้อร์เห็นนางเอ่ยขึ้นพร้อมร้องไห้ออกมา รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันใด สองมือกุมศีรษะ “เพราะข้าไม่ดี เพราะข้าไร้ความสามารถ”
เถียนเหนียงจื่อจับมือของเขา ร้องไห้พลางเอ่ย “ท่านอย่าเป็นเช่นนี้ ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ไยพวกเขาจึงไม่พอใจเราในทุกๆเรื่อง สิ่งใดสกปรก เหม็น เหนื่อยต่างก็โยนมาให้เรา เกรงว่าคงเพราะท่านมิใช่ลูกแท้ๆกระมัง”
“ได้อย่างไร จะเป็นไปได้อย่างไรกัน” เถียนเอ้อร์ไม่กล้าเชื่อ
ฉินหลิวซีเอ่ย “วิชาจับชีพจรไท่ซู่สามารถกำหนดโชดดีโชคร้ายได้ ข้าเพียงดูโชคดีโชคร้ายตามชีพจรของท่าน ท่านลองคิดดู หากเรื่องท่านไม่มีบุตรถูกส่งไปถึงครอบครัวของท่าน จะมีสิ่งใดรอพวกท่านอยู่ หากไม่ยกหลานเป็นลูกบุญธรรมให้ท่าน ไม่ก็…”
นางเหลือบมองเถียนเหนียงจื่อด้วยสายตาคลุมเครือ นางมีใบหน้าโดดเด่น ผิวขาวผุดผ่อง รูปร่างก็ดี เพียงแต่หลายปีมานี้ไม่มีบุตรจึงถูกกดขี่ไม่อาจโงหัวได้ ทำให้ใบหน้าอมทุกข์
เถียนเหนียงจื่อนึกถึงพี่ชายและน้องชายของสามี เอ่ยเสียงโกรธแค้น “หากพวกเขาไม่รู้จักละอายจริงๆ ยังจะทำเรื่องสกปรกเช่นนั้น ข้าขอยอมตาย”
ยังจะมีสิ่งใดได้อีก เรื่องฉาวโฉ่ในบ้านไม่อาจแพร่งพรายสู่ข้างนอก ตามนิสัยบ้าอำนาจของพ่อแม่สามี เกรงว่าพวกเขาคงยอมให้ทั้งสองทำเช่นนั้นไม่ว่าจะเปิดเผยหรือลักลอบก็ตาม เพื่อให้นางตั้งครรภ์
พ่อหม้ายไร้บุตรด้วยกัน มีที่มาเช่นนี้หรือ
เถียนเอ้อร์รู้สึกราวกับท้องฟ้าถล่มลงมา
ขึ้นมาจุดธูปขอพร ไยจึงกลายเป็นแย่กว่าเดิมเล่า
ท่านพ่อท่านแม่ที่เรียกมายี่สิบกว่าปีกลับไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ชีวิตนี้จะไม่มีบุตร พี่น้องทำไม่ดีต่อภรรยา อนาคตภรรยายังจะตาย เขายังมีชีวิตไปเพื่ออะไร
น่าอนาถยิ่งนัก
ที่เรียกว่าบุญกุศลที่ตกทอดมาจากบรรพบุรษนั้น ความจริงเป็นเรื่องโกหกใช่หรือไม่
“ท่าน ท่านหลอกข้าใช่หรือไม่” เถียนเอ้อร์มองไปยังฉินหลิวซีอย่างน่าสังเวช กุมมือภรรยาของตน เอ่ย “หรือพวกเราจะหย่าร้างหรือไม่ เจ้าคงแต่งไปอยู่กับตระกูลอื่น”
เถียงเหนียงจื่อใช้ฝ่ามือฟาดลงไปโดยไม่คิดแม้เพียงนิด “ข้าไม่หย่า ไม่มีลูกก็ไม่มี พวกเราจะเลี้ยงบุตรบุญธรรมไม่ได้เลยหรือ”
เถียนเอ้อร์รู้สึกสิ้นหวัง
อวี้ฉังคงเอ่ยขึ้นในยามนี้ “หมื่นเรื่องมีที่มาที่ไป โกหกหรือไม่ ท่านลองนึกย้อนกลับไปดูเรื่องราวตลอดหลายปีมานี้ก็จะรู้ได้ หรือไม่ ลองทดสอบก็รู้ได้”
พวกเถียนเอ้อร์มองไปยังคุณชายหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพสวรรค์ตรงหน้า นิ่งงันไปเล็กน้อย ทดลอง ทดลองอย่างไรกัน
ตอนที่ 166: คว้าโอกาส
ทดลอง ทดลองอย่างไรกัน
ในยามเถียนเอ้อร์เดินออกมาจากอารามชิงผิง ยังคงสับสน รู้สึกราวกับกำลังฝันอยู่ ท้องฟ้าถล่มลงมาแล้ว
แต่คำพูดของคุณชายรูปหล่อคนนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เรื่องราวทุกอย่างมีที่มาที่ไป
สามพี่น้องในบ้าน เขาเป็นพี่คนรอง พ่อไม่ห่วงแม่ไม่รักมาตั้งแต่เด็ก ยามที่บ้านมีของอร่อยก็ไม่เคยตกมาถึงเขา พี่ใหญ่และน้องชายแอบกิน แต่งานสกปรกงานหนักล้วนโยนมาให้เขา
แม้แต่แต่งภรรยา เขาก็อยู่ลำดับสุดท้าย พี่ใหญ่อายุสิบหกก็มีภรรยาแล้ว น้องชายคนเล็กเองก็มีตอนอายุสิบเจ็ด แต่เขา กลับยืดเวลาออกไปจนอายุยี่สิบกว่า เป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้านที่ทนดูไม่ได้ จึงเอ่ยกับท่านพ่อท่านแม่จัดการหาคู่แต่งงานให้กับเขา
ฮวาเอ๋อร์ภรรยามาจากหมู่บ้านข้างๆของหมู่บ้านตระกูลเถียน รูปร่างหน้าตาไม่เลว เพียงแต่ชื่อเสียงไม่ได้ดีนัก นางเป็นบุตรีคนโตของหญิงหม้าย เพราะหน้าตางดงามของนาง ชายที่ชื่นชอบนางจึงมีมากมาย
เถียนเอ้อร์เองก็ไม่คิดว่าจะถูกเลือก แต่ฮวาเอ๋อร์กลับเลือกเขา เมื่อครั้งพาภรรยาแต่งเข้าบ้าน เขารู้สึกราวกับฝันไป
หลังจากแต่งงาน จากที่เขาลำบากคนเดียว กลายเป็นลำบากสองคน บิดามารดาคนในบ้านทำราวกับพวกเขาสองคนเป็นวัวเป็นควาย งานหนักงานสกปรกต่างก็โยนมาให้พวกเขา สำหรับเรื่องนี้เขาเป็นห่วงภรรยาไม่น้อย
ที่สำคัญคือหลังจากแต่งงานมาแล้วพวกเขาก็ไม่มีบุตรมาตลอด บิดามารดาก่นด่าอยู่ทุกวันไม่พอ เรียกใช้พวกเขาหนักขึ้นไปอีก
เป็นบุตรชายเหมือนกัน ไยจึงต่างกันเพียงนี้
อยู่ที่บ้าน ฐานะของพวกเขายังไม่สู้บ่าวรับใช้พวกนั้น ราวกับคนใช้แรงงาน ที่ไม่มีเงินค่าจ้าง
ไม่ใช้ลูกแท้ๆ จึงปฏิบัติต่างกันเช่นนี้กระมัง
“ภรรยา หากข้าไม่ใช่ลูกแท้ๆของพวกเขาจริงๆ พวกเราควรทำอย่างไรต่อไป”
เถียนเหนียงจื่อถามกลับ “ท่านพี่ ข้าต้องถามท่าน ในเมื่อเป็นญาติ หากสิ่งที่ท่านอาจารย์เอ่ยเป็นความจริง ท่านจะทำอย่างไร”
เถียนเอ้อร์ชะงัก “โบราณว่าพี่น้องมีหนี้ยังต้องชำระบัญชี ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังทำอัปยศกับเจ้าเพียงนี้มิใช่หรือ ต่อให้เป็นญาติ ข้ายังทน เช่นนั้นข้ายังเป็นบุรุษอยู่หรือไม่”
“เช่นนั้นก็พอแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ” เถียงเหนียงจื่อเอ่ย “ข้ากลับคาดหวังว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์เอ่ยจะเป็นความจริง อยู่บ้านตระกูลเถียน พวกเราใช้ชีวิตอย่างไร ทำงานใช้แรงงานเหมือนบ่าวรับใช้ทำงานแลกเงินเดือน พวกเรามีอะไร แม้แต่จะไปหาหมอยังต้องขอเศษเงินถึงจะได้มาเพียงเล็กน้อย มากกว่านั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว หรือพวกเราต้องเป็นวัวเป็นควายให้พวกเขาไปตลอด ไม่เห็นหัวกันเลยหรือ”
“ยังไม่พูดถึงสิ่งที่อาจารย์บอก พวกเขาทำเรื่องเหล่านั้นหรือไม่ คือยกเด็กให้กับเรา ก็จะเป็นใจเดียวกันแล้วอย่างนั้นหรือ ใช่ว่าท่านจะไม่เห็นหลานของคนเหล่านั้น แต่ละคนถูกเลี้ยงมาราวกับลูกหมาป่า ข้ายอมตายแล้วเน่าเปื่อยก็ไม่มีทางทนเลี้ยงหมาป่าเจ้าเล่ห์พวกนั้นแน่นอน”
เถียนเอ้อร์โอบกอดนางเอาไว้ “ข้าเข้าใจแล้ว”
ทำตามที่ปู่เฉียนบอกแล้วกัน
…
“ท่านเอ่ยกับแขกที่มาจุดธูปตรงๆ ไม่อ้อมค้อมเช่นนี้หรือ” อวี้ฉังคงหันมาถามฉินหลิวซีที่อยู่ด้านข้าง
ฉินหลิวซีเอ่ย “แน่นอน อยากฟังก็ฟัง”
“เช่นนั้นให้คำชี้แนะกับทุกคนเช่นนี้หรือไม่”
“แน่นอนว่าไม่ ขึ้นอยู่กับโชคชะตา ข้าน่ะการเผชิญหน้าก็รู้อยู่บ้าง ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นหม้ายไร้บุตรด้วยกัน ดวงของเขาถูกกำหนดให้ภรรยาและลูกตาย แต่เขาเป็นคนเปิดกว้าง มีจิตใจเที่ยงธรรม ข้าใช้วิชาไท่ซู่จับชีพจรของเขา เขาจะมีบุตรบุญธรรมไว้สืบทอดในอนาคต เด็กคนนี้หากเลี้ยงให้เติบใหญ่ จะต้องเป็นคนมีโชคลาภอย่างแน่นอน และภรรยาของเขา เป็นคนมีคุณธรรม คิดว่าที่ผ่านมาคงทำความดีมาไม่น้อย” ฉินหลิวซีเอ่ย “คนเช่นนี้ ข้ายินดีให้พวกเขาได้คว้าโอกาส แน่นอนจะคว้าเอาไว้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาของพวกเขาแล้ว”
คุณความดีหรือ
อวี้ฉังคงประหลาดใจอยู่ในใจ คือแสงสว่างจางๆที่ปรากฏอยู่บนตัวของสตรีผู้นั้นหรือ
หรือเป็นแสงกระทบจากแสงสีทองบนร่างของฉินหลิวซีหรือ
“คุณความดีเป็นสีอะไร”
ฉินหลิวซีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ว่ากันว่าคุณความดีแสงสีทอง แน่นอนว่าเป็นสีทอง แต่หากมีไม่มาก ก็จางมาก หากคุณความดีมีมาก ทั่วทั้งร่างก็จะโอบอุ้มไปด้วยแสงสีทอง คนเช่นนี้เป็นคนมีเมตตามาแต่ไหนแต่ไร”
“เหมือนกับท่านหรือ”
“หืม” ฉินหลิวซีมองกลับมา “ท่านเอ่ยอะไรกัน”
อวี้ฉังคงกดความสงสัยเอาไว้ กำมือ “ไม่มีอะไร”
แปลกแล้ว เมื่อก่อนเขาไม่เคยมองเห็นแสงบนร่างของคน ยามนี้ไยจึงมองเห็นแล้วเล่า
หรือเพราะดวงตายังไม่กลับมาหายดี ก็เลยเป็นเช่นนี้
“ท่านก็ไม่เลวนะ ท่านยังให้ลุงเฉียนวางแผนช่วยให้พวกเขาหลุดออกจากความทุกข์นี้อีกด้วย” ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา “คุณชายฉังคงกำลังส่งเสริมหลักการสกุลอวี้ ช่วยเหลือผู้คนให้หลุดพ้นจากความทุกข์หรือ”
ดวงตาของอวี้ฉังคงราบเรียบ “สกุลอวี้เลือกเพียงสถานการณ์ใหญ่ๆที่ไม่มีความชอบธรรม เพื่องานใหญ่สามารถเสียสละได้มาก ว่ากันว่าสกุลอวี้ได้ใจใต้หล้า เพียงการคุยโม้ของผู้คนเท่านั้น ยกยอขึ้นไปไว้บนแท่นบูชา”
เรื่องนี้มีความหมายแฝงในประโยคนี่นา
“ส่วนข้า ชาวเมืองว่ากันว่าคุณชายฉังคงฉลาดไร้ผู้เปรียบได้ แต่ข้ากลับคิดว่า ร่างกายพิการไร้ความอดทนของข้า เกี่ยวอะไรกับคนอื่นทั่วไป” อวี้ฉังคงเย้ยหยันตนเอง “คนพิการอย่างข้า ไม่มีความสามารถไปช่วยไฟไหม้ได้หรอกนะ”
ฉินหลิวซีหัวเราะขึ้นมา “มีคำที่เหมาะสมกับความคิดของท่านในตอนนี้”
“หืม”
“ตัวข้าพิการ อย่าแตะต้องข้า”
อวี้ฉังคง “!”
คล้ายว่าจะเหมาะสมหรือไม่
ดวงตาของเขามีรอยยิ้ม หลุบตาลง เอ่ย “ข้ายินดีช่วยพวกเขา เพียงเพราะเห็นความรักระหว่างพวกเขา นึกถึงท่านพ่อท่านแม่ที่จากไป วันนี้ข้าได้จุดตะเกียงเพื่อท่านพ่อท่านแม่ ทั้งยังมาเจอพวกเขาสองสามีภรรยาที่นี่ หากเป็นดังที่ท่านว่า เป็นโชคชะตา ข้าก็ยอมทำความดีเพื่อท่านพ่อท่านแม่ เพียงไม่รู้ว่าพวกเขาจะกลับมาเกิดใหม่หรือไม่”
ฉินหลิวซีเงียบ
“ดังนั้น สวรรค์ถึงไม่ยุติธรรม แต่อย่างไรเขาก็ยังเหลือพื้นที่เอาไว้ ให้โอกาสผู้คน จะคว้าเอาไว้ได้หรือไม่ คงต้องดูโชคชะตาแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง
อวี้ฉังคงหันมามองนางเล็กน้อย ไม่โต้แย้ง
เพราะเขาคว้าโอกาสที่เป็นของตนเองได้แล้ว
เถียนเอ้อร์มีหรือไม่
เถียนเอ้อร์ได้ตื่นมาจากความผิดหวังแล้ว มองพ่อแม่คู่นั้นที่เป็นครอบครัวโชคร้ายของเขา ยิ้มหยัน “มีคนบอกว่า ท่านพ่อท่านแม่ไม่ใช่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของข้า ที่แท้ก็เป็นความจริง เพียงสามสิบตำลึง พวกท่านยังไม่ยอมให้ข้า”
สองสามีเถียนหลบสายตา
เถียนต้าโพล่งออกมา เอ่ย “ในเมื่อเจ้ารู้แล้วยังไม่รู้จักสำนึกบุญคุณอีก พวกเจ้าสองคนทำให้ผู้สูงศักดิ์ไม่พอใจ ยังกล้ามาเอาเงินที่บ้านไปไถ่ตัวภรรยาที่ไม่มีทายาทของเจ้าอีกอย่างนั้นหรือ ถุย เลี้ยงเจ้ามาโตเพียงนี้ ไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณก็ช่างเถิด ยังคิดจะมาทำตระกูลอับจนอีก”
เถียนเอ้อร์มองใบหน้าเย็นชาของพวกเขานิ่ง เนิ่นนานกว่าจะเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา เอ่ย “ท่านวางใจ ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านเดือดร้อน นับจากนี้ไป ข้าคงไม่ใช่คนตระกูลเถียนแล้ว”
เขาโขกคำนับให้สองสามีเถียนสามครั้ง ลุกขึ้นก่อนจะเอ่ย “คำนับสามครั้งนี้ ตอบแทนบุญคุณการเลี้ยงดูของพวกท่าน ลุงเฉียน พวกเราจะลงนามในสัญญาขายกับท่าน เงินค่าขายตัวจ่ายชดใช้ให้พวกท่าน”
ลุงเฉียนยืนมองอยู่ด้านข้างนิ่งๆ แสร้งทำท่าทีเย็นชา พยักหน้า “สัญญาขายตัว พวกเจ้าก็เป็นคนของบ้านเราแล้ว เป็นตายขึ้นอยู่กับเจ้านาย พวกเจ้าว่าอย่างไร”
สองสามีภรรยาเถียนนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา
ทว่าเถียนต้ากลับกลอกดวงตาไปมา เอ่ย “พวกเขาขายตัว เงินต้องให้ตระกูลเถียนของเรา ส่วนที่พวกเขาติดพวกท่าน แน่นอนว่าพวกเขาต้องทำงานชดใช้หลังจากนี้แล้ว”
ตอนที่ 167: ความปรารถนาของนาง ความช่วยเหลือของฉังคง
เถียนเอ้อร์สองสามีภรรยาปรากฏตัวต่อหน้าฉินหลิวซีอีกครั้ง เป็นสองวันต่อมาแล้ว ทั้งสองคุกเข่าอยู่ตรงหน้านาง
“นี่คือการเลือกที่จะจากไปนี่นา” ฉินหลิวซีมองคู่รักสองคนตรงหน้า อีกหมู่บ้านมีอนาคตที่สดใสขึ้น ดวงชะตาไม่คลุมเครือเหมือนเมื่อวานแล้ว
เถียนเอ้อร์ยิ้มเจื่อน เอ่ย “ท่านอาจารย์ทำนายถูกแล้ว ข้ามิใช่ลูกแท้ๆของตระกูลเถียนจริงๆขอรับ”
“มิใช่ลูกแท้ๆ แต่นับว่ามีบุญคุณเลี้ยงดูต่อท่าน นับว่าเป็นหนึ่งเหตุผล เหตุผลนี้จบสิ้นไปแล้ว จากนี้ไปท่านก็ไม่ต้องติดค้างอีกแล้ว นับจากนี้ไปจะจนจะรวย ล้วนเป็นชีวิตของท่านเอง” ฉินหลิวซีเอ่ยเสียงเรียบ
เถียนเหนียงจื่อ เอ่ย “ท่านอาจารย์ เงินค่าขายตัวของพวกเรามอบให้ตระกูลเถียนแล้ว นับว่าจบสิ้นแล้วหรือไม่เจ้าคะ”
“แน่นอน”
เถียนเหนียงจื่อได้ยินเช่นนั้น จึงมองไปยังเถียนเอ้อร์ เอ่ย “ท่านได้ยินแล้ว เงินนี้มอบให้พวกเขาไปแล้ว ท่านก็ไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อตระกูลเถียนอีกแล้ว”
แม้จะเป็นการจัดฉากแสดงละคร แต่ตระกูลเถียนนั้นจิตใจโหดร้ายไร้เมตตา ไม่เพียงไม่ยอมออกเงินช่วยเหลือ แม้แต่เงินขายตัวของพวกเขายังยึดไปด้วย จิตใจเลวร้ายอย่างแท้จริงแน่นอน
แต่ยามนี้ได้ยินว่าใช้เงินทดแทนเลิกแล้วต่อกัน ทั้งสองฝ่ายไม่ติดค้างกัน เช่นนั้นถือว่าถอนตัวออกมาได้แล้ว
“ทั้งสองฝ่ายไม่ติดค้าง ดี” เถียนเอ้อร์ลูบจมูก เม้มริมฝีปาก
อวี้ฉังคงโบกมือ เอ่ย “ลุงเฉียน คืนสารกรมธรรม์ให้พวกเขาเถิด”
สองสามีชะงัก ไม่นานใบหน้าก็แดงขึ้นมา เอ่ย “คุณชาย สารกรมธรรม์นี้ลงนามไปแล้ว พวกเรายินดียกท่านเป็นเจ้านาย ทำงานเพื่อคุณชาย”
เถียนเหนียงจื่อมองออกแล้ว เทพเซียนอย่างอวี้ฉังคง พวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นบ่าวรับใช้ เพียงเสนอตัวติดตามเขาเท่านั้น
อวี้ฉังคงเอ่ย “ข้างกายข้าไม่ขาดบ่าวรับใช้”
เถียนเอ้อร์ใบหน้าแดงระเรื่อยิ่งขึ้น เอ่ย “แต่ แต่ว่า พวกเราไม่มีเงินมาคืนคุณชายนะขอรับ”
ขายตัวไปตั้งสามสิบตำลึง เป็นเงินจริงๆที่ลุงเฉียนออกให้ แม่แต่สารกรมธรรม์ก็มีพยานรู้เห็นในการลงนาม เรียกได้ว่าเป็นความจริง ยามนี้อวี้ฉังคงไม่ต้องการพวกเขา เงินขายตัวนั้นพวกเขาคืนไม่ไหวนะ
ตอนพวกเขาออกมาจากบ้านตระกูลเถียนก็มีเพียงห่อผ้าเล็กๆสองห่อ เรียกได้ว่าออกมาตัวเปล่า เงินแม้เพียงนิดก็ไม่ได้หยิบติดตัวมา คนตระกูลเถียนย่อมไม่มีทางให้พวกเขานำออกมาด้วยอย่างแน่นอน
“เงินนั้น ถือเสียว่าข้าให้พวกท่านยืม ยังมอบอีกยี่สิบตำลึงให้อีก” อวี้ฉังคงส่งสัญญาณให้ลุงเฉียน อีกคนหยิบสารกรมธรรม์ออกมาและเงินย่อยจำนวนกว่ายี่สิบตำลึงออกมา เก็บเอาไว้ในห่อผ้ายื่นไปให้
“สามสิบตำลึง ดึงพวกท่านออกมาจากโคลนตม ยี่สิบตำลึง ให้พวกท่านได้ตั้งตัว จะตั้งตัวได้หรือไม่ คงต้องดูจากตัวพวกท่านเองแล้ว” อวี้ฉังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เดินออกจากประตูนี้ไป พวกท่านจำเอาไว้ หากไม่สำเร็จอย่าได้กล่าวโทษคำชี้แนะของอาจารย์ เพราะล้วนเป็นการตัดสินใจของพวกเจ้า เช่นเดียวกัน อนาคตจะทุกข์ทนหรือมีอุปสรรคก็เป็นปัญหาของพวกท่านเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น”
ฉินหลิวซีเป็นเพียงนักพรตเต๋า เปิดกว้าง อาจไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้ แต่เขารู้ว่านิสัยของคนนั้นเห็นแก่ตัว วาจาเหล่านี้เพียงเอ่ยดักเอาไว้ก่อนเท่านั้น
ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว เหลือบมองอวี้ฉังคงเล็กน้อย
“คุณชายและท่านอาจารย์วางใจ แม้พวกเราจะเกิดในตระกูลชาวนา แต่ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้ว่าคนไม่ควรจิตใจเหี้ยมโหด อนาคตเป็นอย่างไรมิกล้าโทษท่านทั้งสอง” ทั้งสองคุกเข่าลง เอ่ยขึ้น “คุณชาย ตอนนี้ท่านยังไม่ทวงเงินคืนจากพวกเรา พวกเราก็รู้สึกขอบคุณแล้ว จะกล้ารับเงินจากคุณชายอีกได้อย่างไร”
ยี่สิบตำลึง ต่อให้เป็นตระกูลเถียนของพวกเขา หนึ่งปียังไม่อาจหายี่สิบตำลึงได้ แต่คุณชายกลับให้พวกเขายืม
บอกว่ายืม ความจริงไม่ต่างกับมอบให้ อย่างไรเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงที่อยู่ อีกฝ่ายไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะคืนหรือไม่
“พวกท่านออกมาตัวเปล่า อีกทั้งต้องเดินทางไปไกลจากพื้นที่เดิม ไม่มีเงินติดตัวจะลำบาก อีกอย่างก็ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว” อวี้ฉังคงเอ่ยต่อ “ทั้งหมดห้าสิบตำลึง อนาคตหากพวกท่านสำเร็จแล้ว เช่นนั้นขอให้พวกท่านคืนให้เป็นค่าน้ำมันตะเกียงอารามชิงผิงสิบเท่าหรือร้อยเท่า แน่นอนมิได้เป็นการบีบบังคับ แล้วแต่น้ำใจของพวกท่าน”
เขาครุ่นคิดตามสิ่งที่ฉินหลิวซีเอ่ย พวกเขาจะมีบุตรชายหนึ่งคน หากเลี้ยงดูเติบใหญ่ จะกลายเป็นมีโชคลาภ
ความปรารถนาของนาง เขาเต็มใจช่วยเหลือ
ยี่สิบตำลึง หากประหยัดสักหน่อย ครอบครัวสามคนย่อมต้องเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน มากกว่านี้ก็ไม่ได้ เขารู้ว่าจิตใจคนยากจะเติมเต็ม ให้มากกว่านี้อีกฝ่ายจะรู้สึกว่าได้มาง่ายดาย มองไม่เห็นคุณค่า
นิสัยเช่นนี้ของคน เขาไม่อยากลอง
เถียนเหนียงจื่อรีบเอ่ย “ข้าเฉินฟังกล้าตั้งปณิธาน หากอนาคตสำเร็จลุล่วง มีกำลัง จะต้องคืนค่าน้ำมันตะเกียงร้อยเท่าอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นคงทำให้ข้าไม่…”
“นี่ๆๆ ไม่ต้องทำเยี่ยงนี้” ฉินหลิวซีเอ่ยขัดนาง เอ่ย “ไม่จำเป็นต้องคืนให้อารามชิงผิง หลังจากนี้ต่อไปพวกท่านเดินในทางที่ดี จิตใจเมตตา แน่นอนว่าหากศรัทธาต่ออารามชิงผิงของข้า นั่นก็คือการทำความดีเพื่ออารามชิงผิง”
เถียนเหนียงจื่อและเถียนเอ้อร์มองสบตากัน เอ่ย “พวกเราจะปฏิบัติตามคำของท่านอาจารย์อย่างแน่นอน”
“โชคลาภอยู่ทางตะวันออก พวกท่านเดินทางมุ่งหน้าไปทางตะวันออกดวงอาทิตย์ขึ้น ความปรารถนาจะสำเร็จได้”
เถียนเหนียงจื่อหัวใจกระตุก “ท่านอาจารย์หมายความว่าพวกเราสองคนจะ…”
“ดวงชะตาไม่อาจเปิดเผย” ฉินหลิวซียิ้มบาง เอ่ยเสริมอีกหนึ่งประโยค “แต่การทำดี ไม่จำเป็นต้องถามถึงอนาคต”
นางมอบยันต์อยู่เย็นเป็นสุขให้ทั้งสอง “ท่านปรมาจารย์จะปกปักรักษาพาพวกท่านราบรื่น ออกเดินทางเถิด”
ทั้งสองรับมา โขกศีรษะคำนับพวกเขาเหล่านั้นอีกครั้ง เอ่ย “บุญคุณของท่านอาจารย์และคุณชาย พวกเราสองสามีภรรยาจะจดจำเอาไว้ในใจ อนาคตหากมีรากฐานมั่นคง จะต้องเป็นกำลังสำคัญให้พวกท่านอย่างแน่นอน”
เอ่ยประโยคนี้จบ พวกเขาก็ออกเดินทางแล้ว
เมื่อออกจากเมืองหลี ทั้งสองมุ่งหน้าไปทางตะวันออก หลังจากผ่านไปสิบวัน พวกเขาเดินทางผ่านป่าที่เรียกว่าเนินเขาหมื่นลี้ ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กทารกจึงตามเสียงนั้นไป กลับพบว่าใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งมีเด็กทารกชายแรกคลอดยังไม่ทันตัดสายสะดือ บนร่างกายมีกางเกงสตรีพันเอาไว้ หนาวจนร่างกายเป็นสีม่วงไปทั้งตัว ร้องไห้จนหายใจไม่ทัน
ข้างกายของเขาเป็นสตรีผมเผ้ารุงรังสวมเสื้อผ้าขาดรุ่ย ล่างกายท่อนล่างเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยเลือด ตายไปหลายชั่วยามแล้ว
คิดว่าคลอดเด็กออกมานางก็จากไปแล้ว
“สวรรค์ ช่างน่าสงสารนัก” เถียนเหนียงจื่ออุ้มเด็กขึ้นมา มองไปยังสตรีผู้นั้น ร่ำไห้อยู่ในใจ นางไม่แม้แต่จะคิดกัดสายสะดือให้ขาดทันใด หยิบสิ่งที่จะให้ความอบอุ่นกับทารกน้อยออกมา ยื่นให้เถียนเอ้อร์อุ้มเอาไว้ จากนั้นนำเสื้อผ้าของตน สวมให้กับสตรีผู้นั้น
“ท่านพี่ ขุดหลุมให้นางเถิด” เถียนเหนียงจื่อให้เถียนเอ้อร์ขุดหลุมฝังร่างนางเอาไว้ ตั้งป้ายวิญญาณไร้นาม
“แม้ไม่รู้ว่าเจ้าชื่อแซ่อันใด แต่วางใจเถิด พวกเราจะมองว่าเขาเป็นลูกแท้ๆ เลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่” เถียนเหนียงจื่อและเถียนเอ้อร์อุ้มเด็กคำนับให้หนึ่งครั้ง
ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นทางตะวันออก แสงสว่างสาดส่องเข้ามาในป่า ให้ความรู้สึกอบอุ่น
ทั้งสองมองสบตา จากนั้นมองทารกน้อยตัวผอมในอ้อมแขน เถียนเหนียงจื่อวางยันต์อยู่เย็นเป็นสุขที่ฉินหลิวซีให้มาวางในบนอกของเด็ก เอ่ย “ท่านอาจารย์เก่งกาจแล้ว ท่านพี่ เราเรียกเขาว่าตงหลินเป็นอย่างไร เถียนตงหลิน”
“ได้”
ดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก มีบุตรชายมาหา กำเนิดมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดินน้ำ
[1] สารกรมธรรม์ คือ หนังสือขายตนเองเป็นทาส หรือขายตนเองให้แก่นายเงินหรือเจ้าของเงิน
ตอนที่ 168: ติดฉินหลิวซีไว้บนกำแพง
จบเรื่องของเถียนเอ้อร์ ฉินหลิวซีรู้สึกมีความสุข นางที่เดิมไม่ให้ความสนิทสนมกับคนไข้พึงพอใจอวี้ฉังคงขึ้นเรื่อยๆ
คนผู้นี้หน้าตาดีใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล จิตใจยังดีด้วย
อวี้ฉังคงสัมผัสได้ถึงความยินดีของฉินหลิวซี ในใจก็มีความสุขตามไปด้วย เอ่ย “ท่านอาจารย์ดีใจมากเลยหรือ”
“ใช่” ฉินหลิวซีเอ่ย “ท่านคงยังไม่คุ้นเคยกับเมืองหลีกระมัง ข้ารู้จักร้านทำเกี๊ยวอร่อยมาก ข้าเลี้ยงท่านดีหรือไม่”
เฉินผีที่อยู่ด้านข้างเงยหน้าขึ้นมามองสำรวจนาง หาได้ยากจริงๆ คนตระหนี่จะเลี้ยงข้าวคนด้วย
อวี้ฉังคง “จะให้ท่านออกเงินได้เยี่ยงไร ท่านช่วยรักษาข้าต้องทุ่มเทกำลังความสามารถไปมาก หากจะเลี้ยง ต้องเป็นฉังคงเลี้ยงถึงจะถูก”
“ท่านจ่ายค่ารักษาแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าอย่างอื่นหรอก” ฉินหลิวซีโบกมือ “ไปกันเถิด เรารีบไปตอนนี้ ไปช้ากลัวไส้กุ้งจะหมดเสียก่อน”
อวี้ฉังคงเห็นเช่นนั้นก็ไม่ลังเล มององครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างเสา ออกคำสั่ง “ต้าฉยง ไปเตรียมรถ”
ร้านเกี๊ยวที่ฉินหลิวซีบอกอยู่ในตรอกถนนทางทิศตะวันตก เป็นเพียงร้านเล็กๆ คนเฝ้าร้านคือคนแก่สองคนกับหลานสาวยังเด็กคนหนึ่ง ระหว่างทางไปร้านเกี๊ยว มีผู้คนเอ่ยทักทายฉินหลิวซีไม่น้อย มีกระทั่งคนเดินเข้ามาถามว่าช่วงนี้ตนเองไม่สบายที่ใดหรือไม่ ขอให้นางตรวจชีพจรและเขียนใบจ่ายยา
ฉินหลิวซีเองก็อารมณ์ดี มีบางคนเพียงมองก็บอกว่าเขาเป็นไข้ ใช้ขิงอาบน้ำกำจัดความร้อนก็พอ บางคนไม่ต้องตรวจชีพจรด้วยซ้ำก็บอกว่าเขาไม่เป็นอะไร เพียงบอกว่าไฟในใจกำลังเพิ่มขึ้น กินอะไรที่เอาชนะไฟนั้นก็พอแล้ว
กระทั่งมาถึงร้านเกี๊ยว มีคนนั่งอยู่ไม่น้อย ด้านหลังเตามีชายชราผู้หนึ่งกำลังยุ่งกับการต้มเกี๊ยว หญิงชราคนหนึ่งกำลังยกเกี๊ยวสดใหม่ออกมาจากด้านใน
นอกจากนี้ยังมีเด็กสาวม้วนมวยผมอายุยังไม่เกินสิบสองกำลังเก็บจานเก็บโต๊ะ มองเห็นฉินหลิวซี ดวงตาวาววับขึ้นมา “พี่เสี่ยวฉิน พี่มาแล้วหรือ รีบมานั่งเร็วเจ้าค่ะ”
“ไม่เจอกันหลายวัน เจวียนเอ๋อร์สวยขึ้นอีกแล้ว” ฉินหลิวซีตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม ลูบมวยผมบนศีรษะของเด็กน้อยเบาๆ
นางหน้าแดงขึ้น เอ่ยไม่พอใจ “ท่านหยอกล้อข้าอีกแล้ว”
“ข้าเอ่ยความจริง เจ้ายังไม่เชื่ออีกหรือ” ฉินหลิวซีแสร้งทำเป็นเสียใจ
หลีเสี่ยวเจวียนรีบเอ่ย “ข้าเชื่อเจ้าค่ะ”
ท่านลุงหลี่หัวเราะขึ้น เอ่ย “คุณชายเสี่ยวฉินมาแล้ว เหมือนเดิมหรือไม่”
“ขอรับ สองถ้วย เฉินผีพวกเจ้าจะเอาไส้อะไร บอกกับลุงหลี่” ฉินหลิวซีเดินไปยังโต๊ะที่หลีเสี่ยวเจวียนชี้ ยังดึงแขนเสื้อของอวี้ฉังคงไปด้วย “ไป พวกเราไปนั่งรอ”
อวี้ฉังคงมองไปยังโต๊ะตัวนั้น ยังมีคนนั่งอยู่ตรงนั้นหนึ่งคน แต่เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ คนผู้นั้นก็หายไปแล้ว
เอ๋
ตาฝาดหรือ
ทั้งสองนั่งลง หลีเสี่ยวเจวียนจึงยกชาเข้ามา ยกถั่วลิสงทอดมาอีกจาน เอ่ย “พี่เสี่ยวฉินทานเถิด ข้าไปทำงานแล้ว”
“เจ้าไปเถิด” ฉินหลิวซีหยิบตะเกียบขึ้นมาจากกล่องตะเกียบ ชูขึ้น “ร้านลุงหลี่เป็นร้านเล็กๆ แต่อาหารสดใหม่ สะอาดสะอ้าน ตะเกียบก็ยังถูกต้มด้วยน้ำร้อน ไม่สกปรก หากท่านรังเกียจ…”
“ข้าไม่รังเกียจ” อวี้ฉังคงรีบเอ่ย “อีกอย่าง กินไปแล้วไม่สบายตรงไหน ท่านก็คงไม่มองเฉย”
“ก็จริง”
ลุงหลี่ยกเกี๊ยวไส้กุ้งสดๆออกมาด้วยตนเอง ในน้ำแกงใสมีเกี๊ยวแป้งบางยี่สิบกว่าชิ้น ยังใส่ต้นหอมสับตกแต่ง สีเขียวขจี กลิ่นหอมเตะจมูก
ฉินหลิวซีมองลุงหลี่เล็กน้อย เอ่ย “ลุงหลี่ปวดเอวหรือ”
“ท่านดูออกด้วยหรือ” ลุงหลี่ค้อมตัวลง เอ่ย “กางเกงนี้ไม่สบายเท่าใด ปวดเอวและหนาวมาก
“ท่านก้มหน้าก้มตาทำเกี๊ยวมานานหลายปี แน่นอนว่าต้องเจ็บ เดี๋ยวข้าฝังเข็มให้ท่าน เขียนใบจ่ายยาช่วยขับความหนาว” ฉินหลิวซีเอ่ย”
“โอ้ เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว”
“เรื่องเล็กน้อย ท่านทำงานก่อนเถิด”
“ได้ คุณชายเสี่ยวฉินทานให้อร่อย คุณชายท่านนี้ก็ด้วย ไม่เค็มปรุงเพิ่มอีกได้” ลุงหลี่ยิ้มให้อวี้ฉังคงเช่นกัน
อวี้ฉังคงพยักหน้าน้อยๆเพื่อขอบคุณ
ฉินหลิวซีเอ่ย “กินตอนร้อนๆ เกี๊ยวของลุงหลี่แป้งบาง ไส้สดใหม่ น้ำแกงยิ่งตุ๋นด้วยกระดูกและเห็ด ทั้งเปลือกกุ้งหัวกุ้งเปลือกหอยและเนื้อสัตว์อีกด้วย อร่อยมาก ท่านลองชิม”
นางหยิบตะเกียบออกมาจากกล่องตะเกียบ หยิบช้อนขึ้นมาวางไว้บนถ้วยของเขา
อวี้ฉังคงชิมน้ำแกงก่อน ชะงัก น้ำแกงรสชาติติดหวานมีความหอมของเห็ด จึงเอ่ย “อร่อยจริงๆ”
ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอน หากไม่ดี ข้าก็ไม่บอกว่าดีหรอก มาๆ กินกันเถิด”
นางซดน้ำแกงไปสองอึก จากนั้นคีบชิ้นเกี๊ยวเข้าปาก รสชาติกระจายอยู่ในปาก ความอร่อยยิ่งทำให้ดวงตาของนางเป็นประกายโค้งขึ้นมา
อวี้ฉังคงมองอีกฝ่ายในระยะใกล้ ถูกความสุขนั้นครอบงำ ความอยากอาหารมีมากขึ้น ก้มหน้าก้มตากิน
เพียงแต่เขามองไปจุดหนึ่ง เหมือนมีคนมองมาฝั่งนี้ เมื่อมองให้ดีก็ไม่มีคนแล้ว
เรือนพักแห่งหนึ่งฝั่งตะวันออก มู่ซีมององครักษ์รอบข้างด้วยความโกรธ
“ไม่ได้เรื่อง ไม่ได้เรื่องทั้งหมด เมืองหลีใหญ่เพียงใดกัน หลายวันแล้ว ยังหาตัวไม่เจอ พวกเจ้ามีประโยชน์อะไร อ่า ไม่ได้เรื่อง เจ้าก็เหมือนกัน” มู่ซีโกรธจนจะพ่นควันแล้ว
เขาได้ดั่งใจมาตั้งแต่เด็ก ไม่คิดว่าจะตามหาคนในเมืองหลีแห่งนี้ไม่เจอ ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก
“ท่านซื่อจื่อ เมืองหลีไม่ใหญ่ แต่เพราะมีท่าเรือแม่น้ำหลี พ่อค้าก็เดินทางเข้าออกจำนวนมาก เมืองหลียังเป็นเมืองที่ร่ำรวยเมื่อเทียบกับเมืองโดยรอบ ไหนจะคนที่ทำการค้าที่นี่ ทั้งยังมีชาวเมืองมากมาย พวกเราวาดรูปยังวาดออกมาไม่ได้ด้วยซ้ำ การตามหาคนอย่างไร้ร่องรอยก็ราวกับงมเข็มในมหาสมุทร” องครักษ์อธิบายอย่างน่าสงสาร
“เจ้ายังมาแก้ตัว ข้าไม่ฟัง ไม่ได้เรื่องก็คือไม่ได้เรื่อง” มู่ซีส่งเสียงหยันหนักๆ
ทุกคนขมขื่นจนจะกลายเป็นมะระ
พวกเขาจะทำอย่างไร พวกเขาเองก็สิ้นหวังนะ อยากไปวาดภาพเหมือนทว่ากลับนึกไม่ออก วาดอย่างไรก็ไม่ถูก แม้แต่มู่ซีเองก็เหมือนกัน ยามลงพู่กันราวกับหนักหลายสิบจิน ไม่อาจเคลื่อนไหววาดออกมาได้
วิชามารชัดๆ
พวกเขาต่างสงสัย คนผู้นั้นมีอยู่จริงหรือไม่
“ท่านซื่อจื่อ เราลองตั้งค่าหัวดีหรือไม่” บ่าวรับใช้ผู้รู้ใจเอ่ยขึ้น
ตั้งค่าหัวหรือ
มู่ซีรู้สึกสนใจขึ้นมา “เจ้าลองว่ามา ตั้งอย่างไร”
“วาดรูปเหมือนสักรูป ติดเอาไว้ในสถานที่ที่คนเดินผ่านไปมาเยอะๆ ให้รางวัลกับคนที่ตามหาเจอ” ซวงเฉวียนเอ่ย “พวกเราเป็นคนมาจากข้างนอกตามหาไม่เจอ คนที่นี่ต้องมีคนรู้จักบ้างกระมัง”
มู่ซีนึกถึงภาพเหมือนก็โมโห “วาดออกมาไม่ได้ จะวาดอย่างไรเล่า”
“ก็วาดแบบคล้ายๆ ที่สำคัญต้องบอกชัดเจนว่ามาชมความสนุกของตระกูลจ้าว ส่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่แน่อาจตามหาเจอก็เป็นได้”
ดูเหมือนจะมีเหตุผล
มู่ซีรู้สึกสนใจขึ้นมา เอ่ย “เอากระดาษกับพู่กันมา ข้าจะวาดเอง ติดเขาเอาไว้บนกำแพง”
[1] เตรียมรถ หมายถึง ผูกม้าเข้ากับรถเทียมม้า
ตอนที่ 169: ข้าออกหมายจับนักโทษหรือ
ฉินหลิวซีฝังเข็มให้ลุงหลี่ จากนั้นให้ใบสั่งยา จึงหยิบเงินค่าเกี๊ยวมาวางเอาไว้
“ท่านดูท่านสิ เห็นลุงหลี่เป็นคนอื่นคนไกลแล้ว ท่านฝังเข็มให้ข้าไม่พอยังออกใบสั่งยาให้ด้วย เงินสักแปะเดียวข้าก็ไม่ได้จ่ายค่ารักษาของท่าน ท่านกลับจ่ายเงินค่าข้าวกับข้า เช่นนั้นข้าจ่ายเงินค่ารักษาให้ท่านด้วยดีหรือไม่” ลุงหลี่ตั้งมั่นว่าจะไม่เอา เอ่ย “ข้ารู้ว่าท่านผู้นี้มีเหตุและผล วันอื่นท่านกินแล้วจ่ายเงินก็ช่างเถิด ยามนี้ท่านยังมาจ่ายเงิน เช่นนั้นข้าก็ต้องจ่ายค่ารักษา”
ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้ว่าท่านจะต้องเอ่ยอย่างนี้ ดังนั้นส่วนที่ข้าจ่ายคือส่วนของสหายข้า”
นางวางเงินสิบอีแปะเอาไว้ เอ่ย “ร้านเล็กๆกำไรไม่มาก จะให้พวกท่านเสียเปรียบได้อย่างไร”
อวี้ฉังคงได้ยินคำว่าสหาย จึงหันมามองนาง
ลุงหลี่เก็บเงินสิบอีแปะขึ้นมา วางเงินไว้ในตะกร้า เอ่ย “ได้ เช่นนั้นข้ารับเอาไว้แล้ว”
ฉินหลิวซีพยักหน้า เอ่ย “เช่นนั้นข้าไปแล้ว วันหน้าค่อยมาใหม่”
“ได้ๆ มาบ่อยๆนะ”
อวี้ฉังคงเดินออกมาจากร้านเล็กๆพร้อมอีกฝ่าย เอ่ย “ท่านสนิทกับพวกเขามากทีเดียว”
“ใช่ ข้าเองก็เป็นลูกค้าประจำแล้ว กินมาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ จะไม่คุ้นเคยได้อย่างไร” ฉินหลิวซีเอ่ย “เด็กที่ชื่อเจวียนเอ๋อร์นั่น ตอนที่ข้าเจอนาง ยังพูดไม่ได้เลย เพียงกะพริบตาก็โตเป็นสาวแล้ว”
“ท่านเอ่ยเช่นนี้ ดูราวกับอายุมากแล้ว” อวี้ฉังคงรอยยิ้มจืดเจื่อน เอ่ย “ข้าได้ยินลุงหลี่เรียกท่านว่าคุณชายเสี่ยวฉิน แม่นางหลี่ก็เรียกท่านว่าพี่ชายฉิน พวกเขาไม่รู้ว่าท่านคือปรมาจารย์ปู้ฉิวแห่งอารามเต๋าหรือ”
“ข้าแตกต่างจากนักพรตเต๋าทั่วไป ปกติไม่อยู่ในอาราม เดินไปเดินมาอยู่ในเมือง ดังนั้นจึงน้อยนักที่จะอยู่ในฐานะนักพรต นอกจากจำเป็นต้องทำ ลุงหลี่เองก็รู้ว่าข้าคือนักพรตอารามชิงผิง เพียงแต่ข้าไม่ชอบได้ยินที่พวกเขาเรียกท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ ปกติแล้วให้พวกเขาเรียกแซ่ แซ่ของข้าคือแซ่ฉิน พวกเขายกย่องจึงได้เรียกว่าคุณชาย”
อวี้ฉังคงเอ่ยขึ้นอีก “ปกติพวกข้าก็เรียกท่านว่าท่านอาจารย์ ไม่รู้ว่าท่านไม่สะดวกใจหรือไม่”
“คำเรียกขานเท่านั้น อาจารย์ก็เพียงชื่อเสียงจอมปลอม คนมาทำบุญใช้เรียกกันเท่านั้น” ฉินหลิวซีไม่ใส่ใจ
อวี้ฉังคงเงียบไปชั่วครู่ “ท่านเป็นนักพรตในลัทธิเต๋า ข้าไม่รู้ว่าท่านต้องตั้งฉายา หรือใช้ฉายาทางเต๋าเป็นชื่อ เช่นนั้นข้าเรียกท่านว่าเสี่ยวฉินได้หรือไม่ หรือปู้ฉิวดีกว่า”
หรือชื่อจริงๆ
ฉินหลิวซีมองเขา มองความสงสัยในดวงตาของเขา ครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เอ่ย “เป็นเพียงการเรียกขานเท่านั้น เรียกเสี่ยวฉินเถิด ข้าอายุน้อยกว่าท่านคุณชายฉังคง”
“ได้” คิ้วของอวี้ฉังคงคลายออก “เช่นนั้นท่านก็ใช้คุณชายมาเรียกข้ามิได้ ต้องเรียกชื่อของข้า ชื่อจริงๆของข้าคืออวี้ลิ่งสือ”
ทั้งสองเดินออกมาจากตรอกสือชุ่น เดินมาถึงเขตเมืองถนนตะวันตก ที่กระดานป้ายประกาศ มีผู้คนรุมล้อมกำลังชี้ไม่ชี้มือพูดคุยกัน ท่าทางตื่นเต้น
“รางวัลร้อยตำลึง โอ้ ข้ายังจะขายข้าวไปทำไม ตามหาคนผู้นี้ให้เจอ ไม่ยากที่ครอบครัวจะมีชีวิตที่ดี”
“นั่นน่ะสิ เงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึง ถ้าได้มาแล้ว ซื้อที่ดินไม่กี่หมู่ก็เรียกว่ารวยที่ดินแล้ว”
“หากข้ามีหนึ่งร้อยตำลึง สตรีสองหมู่บ้านจะไม่มาต่อแถวให้ข้าเลือกเป็นภรรยาหรอกหรือ”
“ใช่แล้ว ไม่แน่ยังมีครอบครัวรองได้ข้าอีกด้วย”
“ยังช้าอยู่ไย รีบไปตามหาสิ ผู้ใดหาเจอก็เป็นของผู้นั้น เงินตั้งร้อยตำลึงเชียวนะ”
อวี้ฉังคงฟังคำเหล่านี้ จึงเอ่ย “คงเป็นประกาศจับนักโทษของหยาเหมิน คนเยอะ พวกเราเปลี่ยนเส้นทางหรือไม่ จะได้ไม่เดินชน”
“ประกาศจับนักโทษ เงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึง ยังมีเรื่องดีแบบนี้ด้วยหรือ ข้าต้องเอาด้วยสิ” ฉินหลิวซีตั้งมั่นว่าจะไม่พลาดโอกาสหาเงิน เอ่ยอย่างตื่นเต้น “ไป พวกเราไปดูสักหน่อย ข้าเพียงดูหน้าตาของคนผู้นั้น ทำนายดูสักหน่อย เงินนี้จะต้องเป็นของข้าอย่างแน่นอน”
อวี้ฉังคง “…”
ไยจึงบ้าเงินถึงเพียงนี้
อวี้ฉังคงมองฉินหลิวซีเดินเบียดเข้าไป หันไปเอ่ย “ต้าฉยง พวกเจ้าระวังสักหน่อย อย่าให้คนไม่มีตาชนท่านอาจารย์”
“ขอรับ”
อวี้ฉังคงเดินตามเข้าไป หางตามองคนที่เข้ามาใกล้ คิ้วขมวดมุ่น สะบัดแขนเสื้อเลี่ยงออกสักหน่อย แต่เมื่อเขามองดู อีกฝ่ายกลับหายไปแล้ว
เท้าของอวี้ฉังคงหยุดชะงักเล็กน้อย ขยี้หางตาเบาๆ ดวงตาหายดี ต้องตาฝาดเช่นนี้หรือ
เขาไม่ได้คิดอะไรมาก หรี่ตาลง เดินตรงไปหาฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีใกล้เข้าไปถึงประกาศแล้ว
“โอ้ ทำอะไร อย่าเบียดสิ อยาก…” มีคนถูกนางเบียดออก รู้สึกกรุ่นโกรธขึ้นมา เมื่อหันมาด่าหนึ่งประโยคพลางจ้องมองนาง จากนั้นจึงหันไปมองป้ายประกาศ ดวงตาฉายแววสงสัย
ฉินหลิวซียิ้มตาหยี เอ่ย “พี่ชาย ประกาศจับนักโทษเป็นเรื่องดีๆที่ประชาชนทำเพื่อแผ่นดินได้ พวกเราต้องเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นมิใช่หรือ ไม่ใช่เพราะเงิน ท่านหลบสักหน่อย ข้าเพียงอยากดูว่าคนผู้นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร”
อีกฝ่าย “!”
มุมปากเขากระตุก ชี้มาที่นาง “เจ้า กินเมล็ดแตงหรือไม่”
ระหว่างที่เอ่ย ก็ควักเมล็ดแตงออกมาจากกระเป๋ายื่นไปให้
ฉินหลิวซีคิดในใจจะรับน้ำใจคนฝั่งถนนตะวันตกนี้ดีหรือไม่ ผู้คนที่นี่ช่างเป็นมิตร
นางยังไม่รับ แขนเสื้อก็ถูกดึง
“ทำไมหรือ”
“คุณชาย ท่านรีบดูสิ” เฉินผียื่นปากไปทางรูปภาพ เอ่ย “ไม่ถูกสิ ข้าดูรูปนี้ ไยจึงคล้ายท่านเล่า”
ฉินหลิวซี “…”
เล่นอะไรกัน
นางเดินเข้าไปเงยหน้ามองใกล้ๆ เอ๋
ภาพหน้าประตูจวนตระกูลจ้าว คนไม่กี่คนกำลังฉุดยื้อ อีกฝั่งเป็นกลุ่มคนที่มาดู หนึ่งในนั้นเป็นภาพบุคคลขนาดใหญ่อยู่ในชุดสีคราม มัดผมหางม้าสูง มีเมล็ดแตงจำนวนหนึ่งอยู่ในมือ คนในภาพยังแทะอยู่หนึ่งเมล็ด ยิ้มตาหยีมองคนเหล่านั้นฉุดยื้อกัน
ภาพกินเมล็ดแตงช่างวาดออกมาได้ละเอียดงดงาม
เพียงแต่ใบหน้านี้ นั่นเรียกว่าใบหน้าได้หรือ จมูกไม่ใช่จมูก ดวงตาไม่ใช่ดวงตา กระจุกรวมอยู่ด้วยกัน ขี้เหร่เป็นบ้า
“เป็นเจ้าหรือไม่” มีคนเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
ฉินหลิวซีเอ่ย “นี่หากบอกว่าเป็นข้า ดูถูกข้าเกินไปหรือไม่ ข้าหน้าตาเช่นนี้หรือ ช่างผู้ใดวาดกัน มือพิการก็บอก ข้ารักษาได้”
เฉินผีปวดหัว
จุดสำคัญคือภาพเหมือนนี้ คือนางถูกคนเอามาแขวนไว้แล้วตั้งค่าหัวต่างหาก
“เป็นเจ้านี่นา เจ้าแยกแยะดูสิ ดวงตานี่ก็เหมือน อีกทั้งรูปร่างนี้ แม้แต่แถบชายชุดก็ยังเหมือนกัน อีกทั้งผมหางม้านี้ ดวงตาที่ดูเย่อหยิ่ง เป็นเจ้าไม่ผิดแล้ว”
ฉินหลิวซีมองชุดในภาพ จากนั้นมองการแต่งกายในวันนี้ เหมือนกันจริงด้วย
“ใช่ เป็นเจ้า เป็นเจ้าแน่ๆ”
“สวรรค์ นี่คือเงินร้อยตำลึงหรือ”
“ข้าบอกแล้วว่าข้ามีโชค เร็ว จับตัวไปรับเงินรางวัล”
คนรอบข้างมองฉินหลิวซีให้ชัด จากนั้นค่อยๆล้อมเข้ามา
ฉินหลิวซี “?”
นางเข้ามาทำอะไร จริงสิ จับนักโทษเอาเงินรางวัล
เช่นนั้นผู้ใดบอกนางได้บ้างว่าเมื่อนางจะจับนักโทษไยจึงกลายมาเป็นตนเองแล้วเล่า ยังถูกติดเอาไว้บนกำแพงนี้ด้วย
ไม่ใช่สิ นางมีค่าเพียงเงินหนึ่งร้อยตำลึงหรือ
คนตาพิการผู้ใดทำกัน ไสหัวออกมา มาคุยกันดีๆ
อวี้ฉังคง “!!!”
ตอนนางออกจากบ้านวันนี้ ได้ทำนายดวงให้ตนเองหรือไม่
ตอนที่ 170: สัตว์ร้าย เจ้ากล้าหรือ
เห็นฉินหลิวซีถูกล้อม อวี้ฉังคงตัดสินใจทันใด “ต้าฉยง”
ต้าฉยงถีบตัวขึ้น ลอยขึ้นมาเหยียบศีรษะของคนที่ล้อมเอาไว้ไม่กี่คน ลอยตัวมาหยุดยืนตรงหน้าฉินหลิวซี เสียงดังชิ้ง
กระบี่ออกจากฝัก
“ผู้ใดกล้าเข้ามา สังหารให้สิ้น”
เอ่อ
ชาวบ้านรีบหยุดเท้า มองกระบี่เงินสะท้อนกับแสงแดดเงาวับ ใบหน้าซีดขาว
ดาบกระบี่ไร้ดวงตา นี่ ใครจะกล้าขยับเล่า
อยากได้เงินก็รักชีวิตมิใช่หรือ
ซื่อฟังคุ้มกันอวี้ฉังคงแหวกผู้คนเข้ามา มายืนอยู่ข้างกายฉินหลิวซี
“ไม่เป็นไรใช่หรือไม่” อวี้ฉังคงถามฉินหลิวซี
ฉินหลิวซี “ไม่เป็นไร เรื่องใหญ่ ข้าถูกคนเอามาติดไว้บนกำแพงแล้ว”
นางฉีกภาพบนกำแพงลงมา เอ่ย “ที่สำคัญก็คือวาดน่าเกลียดมาก ไหนเลยข้าจะหน้าตาเยี่ยงนี้ ท่านดูสิ” นางนำภาพยื่นมาตรงหน้าอวี้ฉังคง มองเห็นสายตาของเขา พลันนึกขึ้นมาได้ “อ้อ ดวงตาท่านยังไม่หายดีนี่ คงจะดูไม่ออก”
อวี้ฉังคงจนคำพูด มองผู้คนเบียดเสียดตรงหน้า เอ่ย “ออกไปจากที่นี่ก่อน”
คนมาก ชุลมุนง่าย
เขาส่งสัญญาณให้ต้าฉยงเปิดทาง ให้ซื่อฟังตามหลัง เขาเดินอยู่ด้านข้างฉินหลิวซี พวกเขาเดินออกมาจากกลุ่มคนพร้อมกัน
“ท่านไปล่วงเกินผู้ใดแล้ว” อวี้ฉังคงถอนหายใจพลางถาม ชี้ไปยังภาพในมือของอีกฝ่าย เอ่ย “มิเช่นนั้น จะตามจับท่านเช่นนี้หรือ”
ฉินหลิวซีส่งเสียงอ้อขึ้นมา เอ่ย “ได้อย่างไร ข้าผู้นี้มีไหวพริบที่สุดแล้ว”
ซื่อฟังเดินเข้ามา เอ่ย “ท่านอาจารย์ไม่ทำนายดวงให้ตนเองสักหน่อยหรือ”
ฉินหลิวซีส่ายศีรษะ “นักพรตเต๋า ทำนายดวงให้ผู้อื่นไม่ทำนายให้ตนเอง แต่ข้าสัมผัสได้ ว่าปัญหากำลังพุ่งมาหาข้า”
ความรู้สึกเช่นนั้นเป็นอย่างไร ก็คือหมาหนึ่งตัว เจ้าไปแย่งกระดูกมัน มันมีความแค้นในใจ เมื่อเห็นเจ้าก็จะพุ่งเข้ามาราวกับหมาบ้า
ความรู้สึกนี้นับวันยิ่งรุนแรง นับวันยิ่งใกล้เข้ามา
“คนเล่า อยู่ที่ใด ดูไม่ผิดใช่หรือไม่ ไม่ได้ปล่อยให้หนีไปกระมัง” น้ำเสียงตื่นเต้นดังขึ้น ดังมาจากมุมหนึ่งของถนน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ชุดสีแดงเพลิง ผมประดับอัญมณี สวมกวนสีม่วงทอง ทั่วทั้งร่างมียันต์คุ้มภัยแขวนอยู่
มู่ซี ลูกหลานชนชั้นสูงคนพาลผู้นั้น นำมาอยู่ด้านหน้า
เขามาแล้ว เขามาแล้ว ขี่ม้าตัวใหญ่ นำกำลังคนมามากมาย
แม้อวี้ฉังคงจะมองไม่ชัด แต่หูได้ยินชัดเจน อีกทั้งเห็นกลุ่มคนที่เคลื่อนตัวเข้ามาโดยเร็ว ขมวดคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้
คนมากมาย
เขาควรเรียกองครักษ์เงาที่ติดตามมาด้วยออกมาหรือไม่
มิเช่นนั้นหากต่อสู้ กลัวฝ่ายตนเองจะเสียเปรียบ
“เป็นเจ้าจริงด้วย ฮ่าๆ ตามหาจนทั่วแผ่นฟ้า ยามจะมาก็ไม่ต้องเสียแรง ดูสิว่าเจ้าจะหนีไปที่ใดได้อีก” สายตามู่ซีดี มองเห็นฉินหลิวซีมาแต่ไกล ทั้งยังดูออกทันที รีบควบม้าเข้ามาใกล้
ม้าของเขาเป็นม้าชั้นดี ฝีเท้าเร็วและยังเป็นม้าที่มู่ซีเลี้ยง นิสัยบ้าเหมือนเขายิ่ง สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นของเจ้านาย ชั่วพริบตาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินหลิวซี มันยกข้าหน้าขึ้น
เหยียบลงข้างๆนาง
ต้าฉยงก้าวเข้าไปขวางหน้า ทว่าถูกฝ่ามือของฉินหลิวซี คลื่นพลังที่มองไม่เห็นผลักเขากระเด็นออกไป กระทั่งดันให้เหล่าเจ้านายต้องก้าวถอยหลังไปสองก้าว
ต้าฉยงตกใจไม่น้อย
อวี้ฉังคงมองเห็นม้าเหยียบลงมา ระเบิดความโกรธ เอ่ยเสียงดัง “สัตว์ร้าย เจ้ากล้าหรือ”
เขากำลังจะพุ่งตัวเข้าไป ฉินหลิวซีพลันยกมือตีเข้าไปที่ขาของม้าที่กำลังเหยียบลงมา ไม่รู้ทำไม เท้าของม้าพลันโค้งงอ เปลี่ยนทิศทาง ล้มลงไปด้านข้าง
ม้าล้ม มู่ซีไม่ทันตั้งตัวจึงร่วงตามลงมาด้วย
องครักษ์ต่างพากันตื่นตกใจ “ท่านซื่อจื่อ”
แย่แล้ว ชีวิตของพวกเขาจะจบแล้ว
ผู้คนรีบกรูกันเข้าไปช่วยทว่าไม่ทันเงาสีดำที่ลอยเข้ามา คว้ามู่ซีที่กำลังร่วงลงพื้นขึ้นมา วางลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง กระทั่งทุกคนได้สติกลับมา เงาสีดำนั้นก็ไม่เห็นแล้ว
ฉินหลิวซีหันมองไปยังทิศทางหนึ่ง
สติของทุกคนยังไม่ทันนิ่ง หนุ่มน้อยรับใช้ข้างกายและซวงเฉวียนเดินเข้ามาอยู่ข้างกายมู่ซีด้วยใบหน้าซีดขาว เอ่ยถามรัวเร็ว “ท่านซื่อจื่อ ท่านเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ”
“ไม่เป็นไร” มู่ซีผลักเขาออก เดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉินหลิวซี ยังไม่ทันเอ่ยปาก ตรงหน้าอีกฝ่ายก็มีคนเดินเข้ามาขวางไว้
มู่ซีชะงัก เยหน้าขึ้นไปมอง ชายผู้นี้หล่อเหลา เพียงแต่สีหน้าไม่ดีเท่าใดนัก ดูเจ็บป่วยและอ่อนแอ อืม ไม่ใช่รสนิยมของเขา
“เจ้าเป็นใคร หลีกไปเสีย”
อวี้ฉังคงยกมือประสาน เอ่ยเสียงเรียบ “ควบม้าไปในถนน ท่านไม่สนใจความเป็นตายของผู้คน”
มู่ซีไม่พอใจที่ถูกสั่งสอน อารมณ์เด็กๆพุ่งทะยานขึ้นมา เอ่ยด้วยใบหน้าทะมึน “เจ้าเป็นใครกัน ข้าเป็นอย่างไร เกี่ยวอะไรกับเจ้า เจ้าแส่หาเรื่องเกินไปแล้วกระมัง รีบไสหัวไป”
อวี้ฉังคงไม่สนใจเขา เพียงหันไปเอ่ยถาม “ไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินหลิวซีเห็นเขายืนอยู่ด้านหน้า ดวงตาโค้งลง “ไม่เป็นไร”
นางเดินออกมา มองมู่ซีพองขน เอ่ย “มู่ซื่อจื่อหรือ”
อวี้ฉังคงได้ยินชื่อนี้ หัวคิ้วขมวดขึ้น มองไปยังมู่ซี เอ่ย “มู่ซื่อจื่อหรือ จวนเฉิงเอินโหวนั่นน่ะหรือ”
“เป็นข้าเอง ยังไม่หลบไปอีกหรือ”
อวี้ฉังคงยิ้มเย็น “ได้ยินมานานว่าซื่อจื่อเพียงหนึ่งเดียวในจวนเฉิงเอินโหวนิสัยดื้อรั้น ไม่เห็นกฏหมายอยู่ในสายตา ยามนี้ได้เห็น ไม่ผิดไปเลยจริงๆ ควบม้าบนถนน ไม่สนใจชีวิตความปลอดภัยของผู้คน นี่คือนิสัยของคนจวนเฉินอันโหว หรือจวนของท่านคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของตระกูลมู่กัน”
น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือก กระทั่งแฝงความหงุดหงิดทำให้มู่ซีนิ่งค้าง
แต่ไม่นาน มู่ซีก็ได้สติ กระทืบเท้าชี้หน้าเขา “เจ้า เจ้าเป็นใคร กล้าเอ่ยไร้สาระต่อหน้าข้า”
“สกุลอวี้ ฉังคง” อวี้ฉังคงเอ่ยบอกฐานะของตนเสียงเรียบ
มู่ซีไม่ตอบสนองชั่วขณะ ทว่าซวงเฉวียนกลับนึกขึ้นมาได้ เขาก็ว่าคนตรงหน้านั้นคุ้นตา เหมือนเคยเจอที่ไหน ยามนี้อีกฝ่ายเอ่ยขึ้น เขาจึงนึกขึ้นมาได้แล้ว
เมืองหลวงมีกิจการชื่อร้านซวงเจวี๋ย ด้านในมีศิลปะสี่แขนงยอดเยี่ยมครบครัน ทุกอย่างล้วนเป็นของดี และร้านซวงเจวี๋ยแห่งนี้ ยังมีการจัดอันดับผู้มีความสามารถฝั่งบุรุษและสตรี ต้าเฟิงห้าสิบอันดับแรกต่างก็อยู่ในนั้น
อันดับฝั่งบุรุษ สกุลอวี้ ฉังคงอยู่อันดับสอง ไยจึงไม่เป็นอันดับหนึ่ง ก็เพราะอวี้ฉังคงเป็นคนตาบอด
เนื่องด้วยความชอบของคุณชายของตน ซวงเฉวียนก็ติดตามมู่ซีไปด้วย เคยเห็นภาพวาดของอวี้ฉังคงอยู่ในการจัดอันดับ ตอนนั้นเขาเพิ่งสิบห้ากระมัง หล่อเหลามีความสามารถ ทว่าน่าเสียดายพิการ ร่างกายอ่อนแอ และตาบอดทั้งสองข้าง
ยามนี้ได้เห็น อวี้ฉังคงผ่านวัยสวมกวนมาแล้ว ความคมถูกสกัดเอาไว้ ใบหน้าเย็นชา กระบี่อยู่ในฝัก ทว่ากลับทำให้คนไม่กล้าสบตาตรงๆ
ซวงเฉวียนรีบเอ่ยรายงานกับมู่ซีเสียงเบา
มู่ซีเลิกคิ้ว มองไปยังอวี้ฉังคง “ที่แท้เจ้าก็คือคุณชายฉังคนตาบอดผู้นั้น มิน่าเพียงอ้าปากก็ขุดหลุมให้ข้าเสียแล้ว”
อะไรคือแผ่นดินเป็นของตระกูลมู่ นี่กำลังขุดหลุมให้เขาหรือ
คนงามมีพิษไม่โกหก คนรูปงามอ่อนแอผู้นี้เห็นได้ชัดว่ากำลังใส่ร้ายเขา
[1] กวน หรือกวาน คือเครื่องหัวที่ใช้บอกชนชั้น
จบตอน
Comments
Post a Comment