ตอนที่ 171: ไป ไปเสพสุขกับข้า
มู่ซีเป็นลูกหลานชนชั้นสูงอันธพาลไม่ผิด และเพราะเกิดมาสูงส่ง เขาจึงรู้ว่าสิ่งใดไม่ควรเหยียบย่ำ เพียงเหยียบแล้ว ต่อให้เขารับผิดตัวคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์ ไม่แน่อาจทำให้ตระกูลต้องซวยไปด้วย
อย่างหลุมที่อวี้ฉังคงขุด บอกว่าแผ่นดินเป็นของตระกูลมู่ เพียงเขาลืมตัวคล้อยตาม คงมีคนรายงานต่อเบื้องบน เช่นนั้นจวนเฉิงเอินโหวก็จะถูกกล่าวหาว่าคิดกบฏแล้ว หากเรื่องไปถึงฮ่องเต้พี่เขย ต่อให้เชื่อพวกเขา จะไม่เหลือความขุ่นเคืองและความสงสัยเกิดขึ้นในใจจริงหรือ
ความระแวงหากถูกเพาะปลูกเอาไว้ รดน้ำพรวนดินในทุกๆวัน สักวันเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ก็ต้องแตกยอดงอกราก เกิดเป็นต้นไม้เล็กๆ กระทั่งกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ถึงตอนนั้นจวนเฉิงเอินโหวอีกทั้งจวนเว่ยกั๋วโหวคงเป็นอันตรายแล้ว
มู่ซีไม่ได้ฉลาดมากแต่ก็ไม่ได้โง่ แม้รู้ว่าร้ายแรงแต่ก็ไม่ต้องแสดงความกลัวในเวลานี้ อย่างไรก็ต้องมีเหตุผลของการกบฏ ฮองเฮาพี่สาวของเขาจนตอนนี้ เพิ่งมีองค์หญิงหนึ่งคน อายุสี่สิบไปแล้ว จะมีโอรสอีกหรือไม่ ยังบอกได้ยาก
ฮองเฮาไร้โอรส เช่นนั้นตำแหน่งของนาง กลับมั่นคงกว่าเหล่าสนมที่มีโอรสมากมายพวกนั้น ฮ่องเต้ก็จะไม่ถือสาหรือคิดสงสัยในอำนาจของญาติ
ดังนั้นตอนนี้เขามองอวี้ฉังคงจมูกไม่ใช่จมูก ดวงตาไม่ใช่ดวงตา ที่สำคัญก็คือเขาเกิดมาหล่อเหลากว่าตนเองจริงๆ
แต่กับสกุลอวี้นั้น มู่ซีเคยได้ยินความเลื่อมใสและความหวาดกลัวของเฉิงเอินโหวและเว่ยกั๋วโหวเมื่อยามเอ่ยถึงสกุลอวี้ ไม่ระงับความโกรธไม่ได้
“เห็นแก่ใบหน้าที่หล่อเหลาของเจ้า ข้าจะไม่เอาเรื่องคุณชายฉังคง ช่วยหลบไปด้วย ข้าไม่ได้มาหาเจ้า” มู่ซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
อวี้ฉังคงรู้สึกไม่พอใจอยู่ในใจ ใบหน้าเย็นยะเยือก กำลังจะเอ่ยปาก ข้อมือกลับถูกฉินหลิวซีตบลงมาเบาๆ
เขาหันกลับไป เห็นฉินหลิวซีก้าวขึ้นมาด้านหน้า จึงไม่เอ่ยปาก
มู่ซีพุ่งไปอยู่ตรงหน้าฉินหลิวซี ขยับเข้าใกล้ เอ่ย “เป็นเจ้าไม่ผิด แปลกแล้ว เพียงเห็นเจ้าข้าก็รู้ว่าเป็นเจ้า แต่ตอนที่ข้าอยากวาดรูปของเจ้า กระทั่งตอนบรรยายลักษณะของเจ้ากับช่างวาดภาพ ไยจึงวาดออกมาไม่ได้เล่า”
ดวงตาของฉินหลิวซีวาววับ ยกกระดาษในมือขึ้นมา “ดังนั้นนี่คือผลงานของท่านหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิ” มู่ซีคว้ากระดาษ เอ่ย “ข้าตามหาเจ้ามาหลายวัน แต่ก็ตามหาไม่เจอ จึงได้คิดวิธีนี้ขึ้นมา ดูสิ ได้ผลจริงๆด้วย วาดออกมาได้ดีทีเดียว”
วาดออกมาได้ดีหรือ รสนิยมทางสุนทรียภาพของเจ้ามีปัญหาหรือ
ฉินหลิวซีเก็บกลั้นความโกรธ รู้สึกประหลาดใจ ผู้ใดจำนางได้เพราะภาพที่ว่านี้กันนะ
“อาศัยภาพนี้ยังจำข้าได้ ผู้ใดกัน”
องครักษ์คนหนึ่งยกมือขึ้นมาช้าๆ เอ่ย “ผู้ที่รับผิดชอบเฝ้าดูป้ายประกาศในถนนตะวันตกคือข้า เมื่อครู่ที่กระดานประกาศ ข้าก็ส่งสัญญาณไปแล้ว”
ฉินหลิวซีแย่งกระดาษในมือมู่ซีมาคลี่ออก ยกขึ้นเทียบข้างๆใบหน้าของตน “เจ้าดูส่วนใดจึงรู้ว่านี่เป็นข้า ดวงตาพิการหรือ”
องครักษ์ “ยอมสังหารคนผิด ดีกว่าปล่อยไป”
จำผิดก็เล่นลิ้นซะ นี่คือสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้หลังจากติดตามซื่อจื่อมาหลายปี
จะสังหารเขาจริงๆน่ะหรือ
ไม่หรอก อยากมากก็เพียงทรมานกึ่งเป็นกึ่งตาย
และครั้งนี้สวรรค์เบิกตาแล้ว จำไม่ผิด หึ สร้างผลงานแล้ว
มู่ซีพึงพอใจ เอ่ยกับองครักษ์ “เดี๋ยวกลับไปจะตบรางวัลให้เจ้า” จากนั้นหันมามองฉินหลิวซี เอ่ย “ตามหาเจ้าช่างยากยิ่งนัก ไปกันเถิด”
ฉินหลิวซี “ไป ไปที่ใดกัน”
“แน่นอนว่าไปเสพสุขกับข้าอย่างไรเล่า” มู่ซีกอดอกเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ “ก่อนหน้านี้ข้าบอกแล้วมิใช่หรือ อยู่กับข้า สวมทองใส่เงิน กินอยู่สุขสบาย มีความสุข ไปดีๆเสียเถิด”
อวี้ฉังคง บังอาจนัก
เขากำลังคิดออกหน้าช่วยเหลือฉินหลิวซี แต่ว่า
เขาได้ยินเสียงกลืนน้ำลายจากด้านข้าง จากนั้นใครบางคนจึงเอ่ยขึ้นด้วยความเสียดาย
“ข้าก็อยาก แต่ผู้อาวุโสที่บ้านไม่ยอม”
ตอนที่ 172: ทำอย่างไรได้ที่บ้านไม่ยินยอม
อวี้ฉังคงไม่อยากจะเชื่อหูของตนเอง หันมองไปยังฉินหลิวซี เกือบเอ่ยถามออกไปอย่างอดไม่ได้ ท่านจริงจังหรือ
เป็นใครได้ยินน้ำเสียงดูแคลนของมู่ซี เจ้าเด็กเอาแต่ใจผู้นี้คงทนไม่ได้กระมัง แต่ท่าน เสียดายหรือ
นิสัยของปรมาจารย์ปู้ฉิวไม่อาจคาดคะเนได้ เรื่องนี้เขาเคยได้ยินฉีเชียนบอกมา แต่ไม่คิดว่าเขาจะรักสบายแบบนี้
มู่ซีถามกลับ “ผู้อาวุโสที่บ้านไม่ยอม ผู้ใดกัน เขาหรือ” เขาชี้นิ้วไปยังอวี้ฉังคง เอ่ยถาม “เจ้าก็เป็นคนตระกูลอวี้หรือ”
หากเป็นคนสกุลอวี้ เช่นนั้นคงจัดการยาก ชื่อเสียงของสกุลอวี้เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า เขาต้องการเลี้ยงดูเด็กชายจากสกุลอวี้ เกรงว่าพี่สาวฮองเฮาก็ทนสถานการณ์ที่ยากลำบากจากประชาชนไม่ได้
“ไม่ใช่หรอก” ฉินหลิวซีหัวเราะ “ผู้อาวุโสที่บ้านข้า อยู่บนฟ้า”
นางชี้ไปบนท้องฟ้า
มู่ซีเงยหน้า จากนั้นหันมามองฉินหลิวซี นี่คงไม่ได้เป็นบ้าใช่หรือไม่
“ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แล้วจะสนใจเขาทำ…”
ครื้น...
เปรี้ยง
เสียงฟ้าร้องดังขึ้น ตามมาด้วยประกายสีขาวจากสายฟ้าผ่า ทำให้กำแพงที่อยู่ไม่ไกลจากพวกเขาแตกออก เศษหินกระจัดกระจายร่วงลงมา ก้อนหนึ่งในนั้นครูดไปกับใบหน้าของมู่ซี
ทุกคน “!”
ไม่สิ ท้องฟ้ายังสดใสอยู่เลย ไยจึงมีฟ้าผ่าเล่า
มู่ซีนิ่งค้าง เอ่ย “เอ่อ นี่คือ…”
“เด็กน้อย บอกความจริงกับเจ้าแล้ว อย่าได้เอ่ยวาจาสามหาว ผู้อาวุโสที่บ้านข้ามองอยู่ตลอดเวลา” ฉินหลิวซีส่ายศีรษะเอ่ยขึ้น
มู่ซีผลักซวงเฉวียนที่จะเข้ามาดูเขาออก กระโดดขึ้นมาชี้นิ้วด่าอีกฝ่าย “เจ้าไม่อยากไปกับข้าก็บอกตรงๆ ไยต้องหลอกสร้างละครฉากใหญ่ข่มขู่ข้า รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”
“มู่ซื่อจื่อเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าอยากไปอยู่สุขสบายกับท่าน ทำอย่างไรได้ผู้อาวุโสที่บ้านไม่ยินยอม” ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นก่อนที่เขาจะโกรธเกรี้ยว “อ้อ ส่วนไยจึงบอกว่าผู้อาวุโสที่บ้านอยู่ข้างบน ข้าคือคนของเต๋า เข้าสู่เต๋า ท่านปรมาจารย์ลัทธิเต๋าแน่นอนว่าเป็นผู้อาวุโสของข้า หากข้ากล้าทำเรื่องขัดต่อท่านปรมาจารย์ เขาจะไม่ใช้สายฟ้าลงโทษศิษย์ทรยศรักความสบายได้เยี่ยงไร”
มู่ซี “!”
กลุ่มคนที่ตามมาด้านหลังของเขาเองก็ชะงัก คนของลัทธิเต๋าอย่างนั้นหรือ
เดิมทีมู่ซีไม่เชื่อนัก เอ่ย “เจ้าโกหกผู้ใดกัน ลัทธิเต๋าใช่ว่าข้าไม่เคยเห็น ไหนเลยจะมีแบบเจ้า เต๋าไม่เหมือนเต๋า แต่คล้ายเด็กหนุ่มหน้าขาวต่างหาก”
“ทำไมหรือ ไม่ให้ลัทธิเต๋าของข้ามีคนหล่อเหลาซื่อตรงหรืออย่างไร พวกเราเป็นนักพรต ปลูกฝังคุณธรรมสง่างามดุจเซียน ข้าไม่ปิดบังท่าน ข้าคือหน้าตาของอารามชิงผิงของข้า”
มู่ซีตบเข่าหัวเราะ ชี้ไปที่อีกฝ่าย “เจ้าน่ะหรือ สง่างามดุจเซียน ติดเคราสีขาวสักหน่อยเถิด ยังจะเป็นเซียนอีก”
ฉินหลิวซีก้าวขึ้นมาด้านหน้า ยิ้มตาหยี เอ่ย “ไม่เชื่อข้าหรือ บนตัวของท่านแขวนยันต์คุ้มภัย ข้าดึงออกสักอันก็ทำให้ท่านซวยได้ ถูกพี่น้องที่รักที่คอยจับจ้องเข้าสิงร่าง จะลองหรือไม่”
รอยยิ้มมู่ซีแข้งค้าง
องครักษ์ข้างกายเขายิ่งสีหน้าเปลี่ยนสีหนักกว่า ล้อมเข้ามา ในที่ลับยังมีคนง้างธนูขึ้น เล็งไปที่ฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีโบกมือ พลังงานหยินชั่วร้ายที่มองไม่เห็นหันกลับไป “ข้าไม่ชอบให้ใครมาเล็งข้า ลงโทษเล็กๆน้อยๆ ครั้งหน้าอย่าได้มีอีก”
มือธนูที่รอคำสั่งได้ยินพลันชะงัก มือที่จับง้างธนูพลันเจ็บปวด ราวกับมีพลังงานร้ายทะลุกลางฝ่ามือ เจ็บปวดจนไม่อาจหยิบคันธนูขึ้นมาได้
สีหน้าของมือธนูเปลี่ยนไป ไม่รู้คิดอะไรได้ เก็บธนู กระโดดออกมาจากที่ซ่อน ขวางอยู่ตรงหน้ามู่ซี คุกเข่าหนึ่งข้างลงตรงหน้าฉินหลิวซี ยกมือขึ้นประสานเอ่ยขออภัย “ข้าน้อยมีตาทว่าไม่เห็นภูเขาไท่ ขอท่านอาจารย์โปรดปรานี คุณชายของข้าดื้อรั้น ท่านอาจารย์มีเมตตา อย่าได้ถือสาเขาเลยขอรับ”
ตอนที่ 173: กระบวนท่ายิ่งใหญ่มาไม่ทันตั้งตัว
มือยิงธนูปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ทั้งยังคุกเข่าขออภัยต่อหน้าฉินหลิวซี ภาพนี้ทำให้ผู้คนนิ่งอึ้งและตกใจเสียยิ่งกว่าฟ้าผ่า
อวี้ฉังคงยืนมือไพล่หลังอยู่ด้านหลัง ดวงตาฉายแววประหลาด
พลันรู้สึกว่าตนไม่คู่ควรยืนเคียงข้างฉินหลิวซี นางเก่งกาจกว่าที่ตนคิดไปมาก
มู่ซีตั้งสติได้หลังจากตื่นตกใจ จำองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าได้ ชี้หน้าเขา “เจ้า ไยเจ้าต้องคุกเข่าให้นาง”
ยังขออภัยอีก หน้าตาของเขาเล่า
ใบหน้าของมู่ซีแสดงความโกรธ องครักษ์เป็นหน้าเป็นตาของตน ยามนี้คุกเข่าลง นั่นหมายความว่าเขาเสียหน้าไปแล้ว
องครักษ์ไม่มองเขา เพียงเอ่ยเรียกชื่อชื่อหนึ่ง และองครักษ์ที่ถูกเรียกชื่อนั้น เดินเข้ามาด้านหน้าโดยไม่ต่อต้าน สกัดจุดปิดปากมู่ซีก่อน จากนั้นสกัดจุดการเคลื่อนไหวของเขา จับกุมตัวเขาเอาไว้
มู่ซี “!”
บังอาจ ทรยศแล้ว ทรยศไปหมดทุกคนแล้ว
“ท่านอาจารย์” องครักษ์เงามองไปยังฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีเอ่ย “เด็กน้อยไม่รู้ความ ครั้งนี้ช่างเถิด” นางมองไปยังมู่ซี “ข้าไม่ได้โกหกเจ้าจริงๆ กินอยู่สุขสบายเป็นปลาเค็มตัวหนึ่ง นั่นดียิ่งแล้ว น่าเสียดายที่ผู้อาวุโสของข้าไม่ยินยอม น่าเสียดายเป็นที่สุด”
น่าเสียดายบ้าอะไรของเจ้า มีความสามารถก็อย่าหนีสิ
“มู่ซีร้องตะโกนอยู่ในใจ ทว่าทำได้เพียงจ้องมองฉินหลิวซีเดินห่างออกไปไกล
องครักษ์เห็นนางไปแล้ว จึงเอ่ยขึ้น “พาท่านซื่อจื่อกลับไป”
พวกเขาเกือบสร้างเรื่องใหญ่แล้ว
อวี้ฉังคงมองฉินหลิวซีอยู่ตลอด ท่าทางอึกอัก
ฉินหลิวซี “ท่านอยากถามอะไร ถามมาเถิด”
“ฟ้าผ่านั่น เป็นท่านสร้างขึ้นหรือปรมาจารย์ลัทธิเต๋ากำลังมองอยู่อย่างที่ท่านว่า”
ฉินหลิวซีหัวเราะขึ้นมา “ท่านอยากฟังความจริงหรือโกหก”
อวี้ฉังคงเงียบไปชั่วครู่ “ท่านเอ่ยมาข้าก็เชื่อทั้งนั้น”
“ทำไมหรือ ถ้าท่านรู้ว่าข้าคือเทพเจ้าตนหนึ่ง ผู้คนต่างบอกว่า ปากของเทพเจ้าโกหกเก่งที่สุด ต่อให้ไม่มี แปดปีสิบปีก็ต้องมี” ฉินหลิวซีตั้งใจหยอกล้อเขา
อวี้ฉังคงหันกลับมา เอ่ย “พวกเขาต่างก็บอกว่าข้าหล่อเหลา”
ฉินหลิวซี “?”
“นักพรตชิงหย่วนบอกว่าท่านหน้าตาดี” อวี้ฉังคงเอ่ยบางอย่างที่เป็นความหมายแฝงอีกครั้ง “ดังนั้น คงไม่โกหกข้ากระมัง”
ฉินหลิวซีหัวเราะเสียงดังขึ้นมา เอ่ย “บอกได้เพียงว่า บางสิ่งบางอย่างที่ท่านมองไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่าไม่มี และเห็นสิ่งที่ท่านเชื่อนั่นก็พอแล้ว แน่นอน เรียกฟ้าเรื่องเล็กเช่นนี้ข้าก็ทำได้ ใช้ยันต์แผ่นเดียวก็ได้แล้ว”
อวี้ฉังคงเข้าใจแล้ว หมายความว่า เขามีอยู่จริง
“ที่ท่านบอกว่าอยากไปกับมู่ซื่อจื่อก็ไม่ได้ล้อเล่นหรือ”
“หึๆ แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าเป็นคนเห็นแก่ความสุขสบาย เพียงแต่ตัวอยู่ในเต๋า มีคำมั่นสัญญามากมาย” ฉินหลิวซีถอนหายใจ
สวรรค์โหดร้ายกับนาง นางรู้ดี
อวี้ฉังคงครุ่นคิด เอ่ย “มู่ซื่อจื่อดื้อรั้นใช้อำนาจบาตรใหญ่ แม้เป็นน้องชายของฮองเฮา แต่เพราะฐานะเขาสูงส่ง ล่วงเกินคนไม่น้อย จากที่ผ่านมาจึงง่ายที่จะหาเรื่องใส่ตัว”
เขานั่งลงในรถม้า เอ่ยท่าทางจริงจัง “หากเขาเป็นเช่นนี้ไม่ยอมหยุด ต้องมีสักวันที่ความเมตตาของฝ่าบาทจะหมดสิ้น ถึงตอนนั้นฮองเฮายังไม่มีโอรส เช่นนั้นเขาและจวนโหวที่อยู่เบื้องหลังของเขาก็คงกระอักกระอ่วนแล้ว”
คิ้วของฉินหลิวซีเลิกขึ้นเล็กน้อย “ตามหลักแล้ว ฮองเฮาไม่มีโอรส ไม่ใช่ฐานะมั่นคงกว่าใครหรือ ยิ่งทำให้คนรู้สึกวางใจ เป็นกษัตริย์ กลัวที่สุดคือญาติฝั่งภรรยามีอำนาจ”
“เช่นนั้นท่านรู้หรือไม่ ฮองเฮาที่ไร้โอรสข้างกาย เพียงสูญเสียหัวใจของฝ่าบาท ยิ่งง่ายที่จะร่วงลงจากบัลลังก์หงส์” อวี้ฉังคงเอ่ยเสียงเสียงเย็น “ไร้โอรส เพียงหาข้ออ้างง่ายๆ ก็ปลดได้”
เขาไม่ได้รู้สึกว่าฝ่าบาทมีความรักลึกซึ้งต่อฮองเฮา ในสายตาตำแหน่งฮองเฮามั่นคง ทว่าเพราะไร้โอรส ยากที่จะคว้าใจของฝ่าบาทเอาไว้ได้
เกิดฮ่องเต้เป็นบ้าขึ้นมา อยากเปลี่ยนฮองเฮาที่พึงใจกว่าหรือเป็นที่โปรดปรานกว่าเล่า
เช่นนั้นนางที่ไร้โอรส จึงง่ายที่จะถูกปลดลงมา
แน่นอนว่าหากฝ่าบาทไม่โง่เขลา ก็น่าจะรู้ว่าฮองเฮาองค์ปัจจุบันนั้นเป็นญาติฝั่งภรรยาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว อย่างไรครอบครัวของนาง ทายาทไม่มาก มีต้นกล้าเพียงต้นเดียว และยังต้องดูแลต้นกล้าให้เติบโตแข็งแรง อย่างอื่นไม่ต้องเอ่ยถึง
คงต้องดูว่าฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในยามนี้จะฉลาดหรือไม่เท่านั้นแล้ว
ฉินหลิวซีหัวเราะ “คุณชายฉังคงจริงจังเพียงนี้ ราวกับกำลังเกลี้ยกล่อมข้าอย่าให้ตนเองตกต่ำอย่างไรอย่างนั้น”
อวี้ฉังคงสะอึก เอ่ย “เพียงรู้สึกว่าท่านไม่ชอบความวุ่นวาย และมู่ซื่อจื่อผู้นั้นคือความวุ่นวาย”
“เขา เขาเป็นความวุ่นวายจริงๆ แต่ไม่ทำให้ข้าต้องวุ่นวายก็พอ ไม่ต้องเอ่ยถึงจะดีกว่า” ฉินหลิวซีแหวกผ้าม่านรถเปิดมองออกไป ส่งเสียงขึ้นมาพลางเคาะผนังรถ
อวี้ฉังคงเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยบอกหยุดรถ มองตามสายตาของนางไป “ทำไมหรือ”
ฉินหลิวซีมองสตรีที่เดินออกมาจากร้านเครื่องประดับ เอ่ย “แม่นางผู้นี้ เดิมต้องมีชีวิตร่ำรวยสูงส่งอย่างราบรื่น แต่ตอนนี้กำลังโชคร้ายนี่นา”
อวี้ฉังคงมองคนไม่ชัด เห็นเพียงหลายคนที่กำลังล้อมหญิงชุดขาวอยู่ แต่น่าแปลกก็คือ ข้างกายของสตรีชุดขาว คล้ายมีไอสีดำราวกับหมอกปกคลุมอยู่ เพียงแต่หมอกนั้นมีเพียงสีดำ
“โชคร้ายหรือ สีดำหรือ”
ฉินหลิวซีชะงัก หันกลับมามองเขา “ท่านว่าอย่างไรนะ ท่านมองเห็นหรือ”
อวี้ฉังคงมองสบตากับนาง แม้มองท่าทีของนางไม่ชัด แต่ก็ชัดกว่าเมื่อวาน รู้ว่าใบหน้าของนางงดงามหล่อเหลา ยามนี้สีหน้ากลับตกตะลึง
“หากท่านหมายถึงสตรีชุดขาวผู้นั้น ข้าก็เห็นร่างกายของนางปกคลุมไปด้วยหมอกดำ นี่ คือโชคร้ายหรือ” อวี้ฉังคงเอ่ยอย่างระมัดระวัง หัวใจกลับกระวนกระวาย
เขาไม่ได้โง่ กลับกันเขาฉลาดมาก เมื่อก่อนเขามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ แต่ตอนนี้เขามองเห็นแล้ว
และสีหน้าตึงเครียดของฉินหลิวซี นั่นอาจเป็นได้ว่า ร่างกายของเขามีความเปลี่ยนแปลง
ไม่สิ เอ่ยให้ถูก ดวงตาของเขามีการเปลี่ยนแปลง
ฉินหลิวซีตกใจจริงๆ ยกตัวขึ้นเล็กน้อยโน้มเข้าไปใกล้เขา มือตรวจสอบดวงตาทั้งสองข้างของเขา ดวงตาของเขานับวันยิ่งดีขึ้นเข้าใกล้คำว่าปกติ นางมองเห็นกระทั่งเงาของตนเองในแววตาของเขา
แต่จุดสำคัญไม่ใช่สิ่งนี้ นางตรวจดูดวงตาของเขาอย่างละเอียด ลึกเข้าไปในดวงตา มีชั้นสีม่วงจางๆหนึ่งชั้น หากเพ่งมองก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
อวี้ฉังคงไม่ขยับเขยื้อน ไม่เอ่ยปาก ปลายจมูกล้วนเป็นลมหายใจของฉินหลิวซี มือด้านล่างของอีกฝ่ายที่อยู่ใต้แขนเสื้อจับอยู่บนเบาะนั่งในรถ
ฉินหลิวซีตกใจอยู่ในใจ ครุ่นคิดชั่วครู่ กดนิ้วมือ ปลายนิ้วมีพลังหยินรวมอยู่ จ่อมาตรงหน้าเขา “มองเห็นหรือไม่”
อวี้ฉังคงมองหมอกสีดำพันอยู่รอบปลายนิ้วของนางราวกับงู ร่างกายนิ่งเกร็ง รู้สึกว่าสีเทาดำนี้ค่อนข้างอันตราย พยักหน้า “สีเทาดำ มีพลังมาร”
มองเห็นจริงด้วย
ฉินหลิวซีดวงตาเบิกโต ดวงตากลอกไปมา
อวี้ฉังคงว่องไว ไม่ดีแล้ว นางต้องใช้กระบวนท่าใหญ่
ยังไม่ทันทำอะไร พลันเห็นปากของฉินหลิวซีท่องคาถาไม่กี่ประโยค ชายชุดขาวใบหน้าซีดขาวลิ้นยืดยาวปรากฏตัวขึ้นมาในรถ
ก็ ไม่ทันได้ตั้งตัว
อวี้ฉังคง “!”
เขาตัวแข็งทื่อ มองตามลิ้นยาวลงไปข้างล่าง ดวงตาขนาดเท่าระฆังทองแดงมองมาที่เขา คล้ายตื่นตกใจมาก
คิ้วของอวี้ฉังคงไม่ขยับ เอ่ย “ลิ้นยาวของพี่ชายท่านนี้ ยาวเป็นเอกลักษณ์มาก”
อย่าเป็นลม ถ้าเป็นลมหลังจากนี้ต่อไปจะไม่หลงเหลือความหล่อต่อหน้านางอีกแล้ว
ตอนที่ 174: เปิดตาหยิน
อวี้ฉังคงอ่านหนังสือมามากมายตั้งแต่เด็ก ทั้งยังติดตามบิดามารดาท่องไปทุกหนทุกแห่ง มีความรู้กว้างขวาง ภายใต้สิ่งที่ได้เห็นและได้ยินเป็นประจำนี้ แม้ยืนกรานในหลักของขงจื้อไม่สอนเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่อย่างไรก็เคยได้ยินทว่าไม่เคยเห็นมาก่อน คิดเสียว่าเป็นคำเล่าขานกันมาเท่านั้น แต่เมื่ออายุสิบขวบเกิดความเปลี่ยนแปลงกับร่างกาย เขาจึงไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของผีสาง
หากมีอยู่ ไยจึงมองข้ามเรื่องน่าเศร้าเช่นนั้นกัน
นี่คือสิ่งที่เขาผิดหวังต่อเทพเจ้า
แต่ตอนนี้ ใบหน้าซีดขาวลิ้นยามปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้า ต่อให้หักฝ่ามือของเขา ก็ไม่อาจลืมตาโกหกได้ นี่คือวิชาพรางตาใช่หรือไม่
“ใต้เท้า ท่านเรียกข้าน้อยมีเรื่องอันใดหรือ” ผีแขวนคอตายตัวสั่น
“ไม่มีอะไร เพียงเรียกเจ้ามาพิสูจน์อะไรบางอย่าง ยามนี้ทดสอบเสร็จแล้ว ไปเถิด”
ผีแขวนคอตาย “!”
ดังนั้น ท่านเรียกก็มาโบกมือไล่ก็ไปอย่างนั้นสินะ
ผีแขวนคอตายไม่กล้าแม้แต่จะบ่น เพียงมองนางด้วยท่าทางน่าสงสาร หายไปจากตรงหน้าอวี้ฉังคง
อวี้ฉังคง “…”
ลำคอแห้งผาก อยากดื่มชากดข่มความตกใจ
“เห็นหมดแล้ว” ฉินหลิวซีสีหน้ายุ่งยาก
อวี้ฉังคงกลืนน้ำลาย เอ่ย “นี่คืออะไรหรือ”
“ผีแขวนคอตาย ตายมาหลายสิบปีแล้วกระมัง ไม่เคยถาม” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
อวี้ฉังคงมึนงง กัดปลายลิ้น เอ่ย “ข้าแปลกใจ นับตั้งแต่ดวงตามองเห็น ข้าก็มองเห็นร่างเงาอยู่บ่อยๆ ข้านึกว่าเป็นคน แต่กะพริบตาก็ไม่เห็นแล้ว ตอนนี้ดูแล้ว พวกเขาต่างก็เป็นคนตายหรือ”
“น่าจะใช่” ฉินหลิวซีเปิดม่านขึ้น มองเห็นพ่อค้าคนหนึ่ง ขายผักและหัวหมูตุ๋น ผีอ้วนหูใหญ่นอนอยู่ตรงนั้นกำลังแลบลิ้นเลีย จึงเอ่ย “ท่านดูร้านนั้น”
อวี้ฉังคงมองออกไป มองไม่ชัดว่าขายอะไร แต่ได้กลิ่นน้ำแกงตุ๋น ทั้งมองเห็นคนสองคน หนึ่งในนั้นกำลังนอนหรือ
“คนที่อยู่บนแผงนั่นไม่ใช่คน”
“คนขายเป็นคน แต่คนที่นอนอยู่นั่นไม่ใช่ เขากำลังสูดกลิ่นของหัวหมู” ฉินหลิวซีเอ่ย
อวี้ฉังคงมวนท้องขึ้นมา หรี่ตาลง สมองเริ่มแยกแยะด้วยตนเอง อดไม่ได้ที่จะมองตรงๆ
นับจากนี้เขาคงไร้วาสนากับเนื้อหัวหมูอีกแล้ว
“นี่กินได้หรือ”
“ไม่ได้ ต้องถวาย ขอเพียงคนถวายให้เขา เขาถึงจะดูดกลืนอาหารได้ มิเช่นนั้นวิญญาณล่องลอยมากมายบนถนนนี้ วัตถุดิบทั้งหลายก็ไม่ตกเป็นของพวกเขาหรือ” ฉินหลิวซีอธิบาย
“เช่นนั้นผีตนนี้ไยจึงยัง”
ฉินหลิวซีเอ่ย “เป็นผีตะกละตนหนึ่ง ตอนมีชีวิตคงตะกละมาก เนื้อหัวหมูคงทำให้เขาคิดถึงกระมัง คนตายแล้วไม่ยอมกลับไปเกิด ไม่ก็ยึดติด ไม่ก็ไม่ต้องการจริงๆ หรือไม่อาจจะมีเหตุผลอื่น ส่วนเขาคงจะรักเนื้อหัวหมูมาก ดูแล้วคงไปไหนไม่ได้ เพียงมองเพียงสูดกลิ่นก็คงบรรเทาความตะกละได้เท่านั้น”
อวี้ฉังคงนิ่งค้าง “คนตายไปแล้วยังยึดติดอีกหรือ”
ฉินหลิวซีมองไปทางเขา “ไม่เสมอไป ความยึดติดเกิดขึ้นตอนยังมีชีวิต หากตอนมีชีวิตไม่มี ตายไปแล้วก็คงไม่ยึดติด”
อวี้ฉังคงนึกขึ้นได้มองไปรอบๆ
ฉินหลิวซี “ไม่ต้องหา ท่านพ่อท่านแม่ของท่านไม่ได้อยู่ที่นี่”
ดวงตาของอวี้ฉังคงจมลง ไม่นานพลันยิ้ม “ไม่มีความยึดติด นั่นดีมากเลย”
ปากเอ่ยเช่นนี้ แต่น้ำเสียงกลับปิดบังความอ้างว้างไม่ได้
ฉินหลิวซีไม่ได้ตอบ
หากตายโหง ต้องมีความยึดติด สิ่งที่ทำให้พ่อแม่คู่หนึ่งมีความยึดติดได้คงจะมีเพียงลูกเล็กแล้ว
ไม่กล้วความตาย แต่กลัวเขาอ่อนแอไม่มีคนคอยปกป้อง
เพียงไม่รู้ว่าบิดามารดาของเขาไปเกิดแล้ว หรือไปอยู่ที่ใด
อวี้ฉังคงเองก็ไม่พัวพันอยู่กับเรื่องนี้ เพียงเอ่ยถาม “ไยดวงตาของข้าจึงมองเห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อก่อนข้าไม่เคยเห็น”
“ปกติแล้วดวงตาของเด็กนั้นบริสุทธิ์ มักมองเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นบ้าง ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งมองไม่เห็นแล้ว แต่บางคน เกิดมามีดวงตาหยินหยาง ตั้งแต่เด็กจนโตมองเห็นมาโดยตลอด”
อวี้ฉังคงเอ่ย “นั่นน่ากลัวหรือไม่”
“ดูว่าใครจะรับได้มากเพียงใด คนขี้กลัวแน่นอนว่ากลัวมาก อย่างไรก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะปกติอย่างผีแขวนคอตายตนนั้น” ฉินหลิวซียิ้มบาง
อวี้ฉังคง “…”
ลิ้นยาวเพียงนั้น ท่านคิดว่าตายได้ปกติหรือ เข้าใจคำว่าปกติผิดไปแล้วหรือไม่
“คนตายไปแล้วคงเหลือไว้เพียงดวงวิญญาณ บ่อยครั้งที่จะเคลื่อนไหวเหมือนตอนตาย ท่านดูนั่น” ฉินหลิวซีใช้ปากชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
อวี้ฉังคงมองไป คนหัวขาดก็โผล่เข้ามาในสายตา และทางด้านหลังเขาก็มีศีรษะลอยอยู่ ราวกับสัมผัสได้ว่ามีคนมองจึงหันหน้ามา เมื่อมองเห็นเขาก็ลอยมาทางนี้
แต่เมื่อผีนั้นมองเห็นฉินหลิวซีที่ยื่นหน้าออกไปเช่นกันก็ขนลุกซู่ จากนั้นศีรษะก็เชื่อมเข้ากับร่างกาย หายไปอย่างไรร่องรอยทันใด”
อวี้ฉังคง “!”
รังแกคนดีกลัวคนร้ายกาจอย่างนั้นหรือ
อวี้ฉังคงมองไปยังฉินหลิวซี “พวกเขากลัวท่าน”
ผีแขวนคอตายเมื่อครู่ก็ใช่ ผีคอขาดเมื่อครู่ก็ด้วย
“อย่างไรข้าก็เป็นคนของลัทธิเต๋า การฝึกจิต รวมสวรรค์และผืนดินเป็นหนึ่งเดียว” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
เหล่าผี ไม่ใช่หรอก เพราะท่านดุร้ายเกินไป
อวี้ฉังคงเงียบไปชั่วครู่ เอ่ย “ข้าจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดหรือไม่”
“นี่ก็ต้องรอดูว่าตอนที่ดวงตาของท่านหายดีแล้วเป็นอย่างไร บางทีอาจเพราะพลังหยางไม่พอ ดังนั้นจึงเปิดตาหยิน” ฉินหลิวซีเอ่ย “หากต่อไปรู้สึกไม่สะดวก ข้าจะช่วยท่านสะกดเอาไว้ก็ได้”
“สะกดได้ด้วยหรือ”
ฉินหลิวซีถามกลับ “ไยจะไม่ได้เล่า เพียงแต่ของที่ต้องใช้หาค่อนข้างยาก แต่ทุ่มเทสักหน่อย ต้องหาได้อย่างแน่นอน”
อวี้ฉังคงเอ่ยถามอีก “หากไม่สะกดเอาไว้แล้วจะเป็นอย่างไร มองเห็นสิ่งเหล่านี้ตลอดหรือ”
“แน่นอนว่าใช่ หากตาหยินเปิดอยู่ แน่นอนว่ามองเห็นวิญญาณเหล่านี้ แต่ร่างกายอ่อนแอ จิตใจถูกทรมาน โดยทั่วไปแล้วพลังหยางไม่พอร่างกายจะอ่อนแอลง หากอ่อนแอไปนานเข้า เช่นนั้นก็มีผลต่ออายุขัยแล้ว ไม่ดีต่อร่างกายทั้งนั้น ร่างกายอ่อนแอมีหยิน ก็มีมารเข้ามาสิงร่างได้ง่าย”
อวี้ฉังคงนึกถึงสิ่งที่นางเอ่ยกับมู่ซื่อจื่อ หากดึงยันต์ของเขาออกก็ทำให้วิญญาณร้ายมาสิงสู่ได้ จึงเอ่ย “เมื่อครู่ท่านยังเอ่ยเตือนมู่ซื่อจื่อ เขาก็เกิดมามีตาหยินหยางหรือ”
ฉินหลิวซีส่ายศีรษะ “พลังหยินของเขาหนักมาก ข้าไม่รู้ว่าดวงปาจื่อของเขาเป็นเช่นไร แต่ดูหน้าของเขา เป็นเพราะความสูงส่งของบรรพบุรุษเขาส่งผลต่อเขา แต่ขณะเดียวกัน ความชั่วร้ายของบรรพบุรุษก็ส่งผลต่อตัวเขาด้วยเช่นกัน ดังนั้นพลังหยินในร่างกายเขาจึงมีมาก และได้ยินมาว่าจวนทั้งสองที่อยู่เบื้องหลังของเขาพลังหยางกำลังเสื่อมถอย ส่วนเขา คาดเดาว่าดวงปาจื่อของเขาคงเบามาก เรียกสิ่งเหล่านั้นให้เข้ามาสิงร่างกายได้”
“มิน่าเล่า ข้าถึงได้มองเห็นว่าข้างหลังเขามีคนติดตามมามากมาย” ที่แท้ไม่ได้คิดไปเอง เพียงแต่คนเหล่านั้นไม่ใช่คน
“ร่างกายของเขาคือเตาหลอมเดินได้ ดังนั้นจึงดึงดูดสิ่งชั่วร้ายเข้ามาใกล้”
อวี้ฉังคงนวดท้องนิ้ว เอ่ย “เมื่อก่อนรู้ว่าซื่อจื่อตระกูลมู่ดื้อรั้น ดังนั้นจึงถูกประคบประหงม แต่ไม่คิดว่าเป็นเพราะเหตุผลนี้ด้วย เช่นนี้แล้วก็ไม่แปลกใจที่จวนเฉิงเอินโหวและเว่ยกั๋วโหวถึงกังวลเพียงนี้”
ฉินหลิวซีเอนตัวลงบนรถอย่างเกียจคร้าน ยิ้มบางๆ “สิ่งดีและชั่วร้ายแอบอิง ขึ้นอยู่กับดวงชะตาเขาเป็นอย่างไร”
[1] ปาจื่อ เป็นการทำนายโดยใช้วันเดือนปีเกิดและเวลาเกิด
ตอนที่ 175: ซื่อจื่ออย่าหาเรื่องใส่ตัว
ชะตาชีวิตเป็นอย่างไรมู่ซีไม่รู้ เขาในยามนี้กำลังบันดาลโทสะ ชี้นิ้วด่าทอองครักษ์และองครักษ์เงาที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า
“พวกเจ้าทุกคนมีความผิด กลับไปข้าจะให้ท่านพ่อเปลี่ยนพวกเจ้าออกให้หมด แล้วก็เจ้า ซ่อนตัวอยู่ก็ซ่อนไปเถิด เจ้าออกมาทำไม ยังคุกเข่าต่อหน้าเด็กนั่นขออภัยเขา เจ้าทำข้าขายหน้าไปจนสิ้นแล้ว” มู่ซีเพียงนึกถึงตนเองที่สูญเสียความน่าเกรงขามต่อหน้าฉินหลิวซี เกลียดจนแทบมุดดินหนี
เขาเป็นถึงมู่ซื่อจื่อ เดิมทีมีแต่คนมาขอร้องให้เขาปล่อยไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่เขาสูญเสียความน่าเกรงขามต่อหน้าคนอื่น อ๊าก... หากเรื่องนี้ไปถึงเมืองหลวง เขาจะยังเป็นคนอยู่หรือ
โมโหเป็นบ้า
องครักษ์เงาคุกเข่าอยู่บนพื้น เอ่ยเสียงเข้ม “ซื่อจื่อ เสียหน้า ดีกว่าสูญเสียชีวิตอยู่มากขอรับ”
“เจ้าคิดว่าอีกฝ่ายกล้าสังหารข้าจริงหรือ” มู่ซีไม่พอใจ
“เขาเอ่ยถึงจุดอ่อนของซื่อจื่อ” องครักษ์จ้องมองยันต์อยู่เย็นเป็นสุขที่แขวนอยู่ที่เอวรวมไปถึงเครื่องรางคุ้มกันภัยที่แขวนอยู่ตรงหน้าอกของเขา เอ่ย “หากไม่มีความสามารถจะสามารถเอ่ยถึงยันต์อยู่เย็นเป็นสุขและเครื่องรางของซื่อจื่อได้เยี่ยงไร หากอีกฝ่ายสามารถปลดยันต์คุ้มกันออกจากตัวของซื่อจื่อได้จริงๆ เรียกวิญญาณร้ายสิงร่าง ต่อให้พวกข้ามีวรยุทธ์สูงส่งเพียงใด ก็ไม่อาจช่วยท่านได้”
พวกเขามีเพียงวรยุทธ์ ไม่มีเคล็ดวิชา พลังมารสิ่งชั่วร้ายเรื่องเหล่านี้ พวกเขาทำอะไรไม่ได้
มู่ซีสำลัก เอ่ย “เจ้าโง่หรือไม่ เจ้าดูเขาอายุเท่าใดกัน อายุยังไม่โตเท่าข้าด้วยซ้ำกระมัง เขาจะทำอะไรได้”
“คนในลัทธิเต๋า ไม่ใช้อายุเป็นหลักเกณฑ์ความสามารถ ท่านซื่อจื่อน่าจะเข้าใจจึงจะถูก” องครักษ์เงาแสดงสีหน้าหวาดกลัว เอ่ย “อีกทั้ง เขามีความสามารถนี้ ท่านซื่อจื่อคิดว่าข้าน้อยไยจึงออกมาจากที่ซ่อน แน่นอนว่าถูกเขาบีบบังคับให้ออกมา”
เขาไม่รู้ว่าคนผู้นั้นทำอะไรกับตน แต่เขารู้จักคนในลัทธิเต๋า วิธีการแปลกประหลาดอย่างเขา อยู่ๆ มือก็เจ็บปวดและไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา แต่เมื่อเขาออกมาขออภัย คนผู้นั้นจากไป ความเจ็บปวดที่มือก็หายไป
ไม่มีอาวุธลับ ไม่มียาพิษ ลงมืออย่างไร้ร่องรอย เพราะเช่นนี้ อีกฝ่ายลงมือเมื่อใด ทำอะไรกับเขา เขาไม่รู้เลยแม้เพียงนิด
องครักษ์เงาถูกเรียกว่าองครักษ์เงา แน่นอนว่าถูกฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด สามารถติดตามมู่ซื่อจื่อได้ แน่นอนว่าสุดยอดแล้ว เขาคิดว่าตนเองเคลื่อนไหวไปมาไร้ร่องรอย แต่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหันมามองก็รู้ว่าเขาซ่อนอยู่ที่ใด จากนั้นก็ลงมือ
และเขา แม้แต่เขาลงมือเมื่อใดก็ยังไม่รู้ เพราะอีกฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาในเวลาเดียวกัน เพียงช่วงเวลาหายใจ มือของเขาก็เป็นเช่นนั้น หากอีกฝ่ายมีใจคิดเอาชีวิตของเขา ยามนี้คงไปพบยมทูตแล้ว
ดังนั้น ฉินหลิวซีผู้นี้น่ากลัวเป็นที่สุด
ไม่สิ คนลัทธิเต๋า วิชาแปลกประหลาด หากเป็นคนของเต๋าจริงๆ อาศัยฝีมือของอีกฝ่าย ไม่ใช่หมอดูปลอมหลอกเด็กเหล่านั้นอย่างแน่นอน
ทุกคนฟังสิ่งที่องครักษ์เงาเอ่ย ต่างตกใจ องครักษ์เงาผู้นี้ฝีมือยอดเยี่ยม ทว่าถูกฉินหลิวซีบีบออกมาหรือ
เขาลงมือตั้งแต่เมื่อใด
มู่ซีเองก็นิ่งอึ้ง ทว่าถูกความอายยับยั้งอีกครั้ง เอ่ย “แต่พวกเรามีคนมากกว่า ตัวต่อตัวสู้ไม่ได้ เป็นกลุ่มคนสู้ได้กระมัง”
“ท่านซื่อจื่อ ข้าก็ไม่ได้อยากต่อสู้” ซวงเฉวียนเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้
มู่ซี “ข้าไม่สน ไม่ง่ายกว่าจะหาคนเจอ แม้แต่ชื่อข้าก็ยังไม่ได้ถาม พวกเจ้าก็ทำมันเละแล้ว”
“เช่นนั้นท่านซื่อจื่อ อีกฝ่ายก็เอ่ยปากแล้ว ว่าเป็นคนของเต๋า มิใช่โอ้อวดต่อคนเหล่านั้น แต่เพราะไว้หน้าท่าน” องครักษ์อีกคนเอ่ย
มู่ซี “!”
เช่นนั้นเขาต้องทำอย่างไร ไม่ง่ายกว่าจะเจอคนที่น่าสนใจ
“เขาบอกว่าเป็นคนของอารามชิงผิงมิใช่หรือ ไปสกัดเขาที่นั่น ไม่แน่ว่าเขาอาจมีใจจนสึกมาเป็นฆราวาสก็ได้” มู่ซีตบมือ คิดว่าตนเองคิดวิธีเยี่ยมยอดออกมาได้
ทุกคน ทุกคนว่าตีซื่อจื่อสลบแล้วเอาตัวกลับเมืองหลวงวิธีนี้ดีหรือไม่ ล่วงเกินเบื้องสูงคงดีกว่าดูเขารนหาที่ตายสักหน่อยกกระมัง
ตอนที่ 176: มีคนที่บ้านท่านตามา
ฉินหลิวซีเดินเข้าประตูด้านข้างมายังเรือน ฉีหวงที่กำลังนั่งทำชุดชั้นในให้นางรีบลุกขึ้นมา ทำความเคารพ เอ่ย “คุณหนู กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ที่บ้านมีแขกเจ้าค่ะ”
“หืม แขกอะไรหรือ”
“เป็นคนจากบ้านนายหญิงใหญ่เจ้าค่ะ ดูเหมือนจะเป็นสาวใช้ข้างกายมารดาของนายหญิงใหญ่”
ฉินหลิวซีครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ย “แต่งตัวให้ข้าสักหน่อย ข้าจะไปดู”
คนที่บ้านของแม่ใหญ่มา คนที่มายังเป็นคนสนิทของท่านยายในนามของนางด้วย ตนต้องไปปรากฏตัวสักหน่อย
ไม่รู้ว่าเมื่อตระกูลฉินพ่ายแพ้ บ้าน ‘ท่านตา’ ของนางจะเป็นเช่นไร
สะใภ้หวังกำลังคุยกับคนข้างกายของมารดา อายุมากกว่านางไปหลายปี เริ่มมาจากการเป็นสาวใช้ก่อนจะกลายมาเป็นผู้ดูแล แต่งงานกับผู้ดูแลในจวนเดียวกัน รู้จักกันในนาม จังเฉวียนจยา
“เพียงกะพริบตาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว บางทีอาจนานแล้วที่ไม่ได้เจอท่าน เมื่อเจออีกครั้ง…เฮ้อ สรรพสิ่งยังเหมือนเดิมทว่าคนนั้นเปลี่ยนไป” จังเฉวียนจยาม้วนผมมวยต่ำ ปักปิ่นเงินหนึ่งชิ้นและปิ่นทองหนึ่งชิ้น ใบหูสวมต่างหูทองชิ้นเล็กๆสองชิ้น สวมชุดกระโปรงยาวคลุมเท้า ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย
นางอายุมากกว่าสะใภ้หวังหลายปี มองนางเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง ยามนี้เห็นนางลงมาจากปุยเมฆสู่โคลนตม สวมเสื้อผ้าหยาบกระด้าง ศีรษะปักปิ่นหยกธรรมดา ผู้ติดตามข้างกายเหลือเพียงหมัวหมัวชราคนหนึ่ง ไม่รู้สึกปวดใจคงโกหก
ผู้คนบนโลกมองความมั่งคั่งและบรรดาศักดิ์ แต่กลับไม่รู้ว่าความมั่งคั่งและบรรดาศักดิ์นั้นเป็นการรวมตัวของโชคร้าย เป็นเรื่องธรรมดาหากความรุ่งเรืองนั้นจะพังทลายลงในชั่วพริบตา
อย่างเช่นตระกูลฉินในเวลานี้ บอกว่าล้มก็ล้ม ไม่มีเวลาให้เตรียมตัวแม้เพียงนิด
สะใภ้หวังยิ้มบาง “เป็นโชคดีมิใช่โชคร้าย หากโชคร้ายคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นเช่นนี้แล้ว ต่อให้ลำบากเพียงใดก็ต้องยอมรับ”
จังเฉวียนจยาเอ่ย “ฮูหยินได้รับจดหมาย พลันเป็นลมล้มไปทันใด ผู้ใหญ่อดทนก็ช่างเถิด แต่คุณชายใหญ่อายุยังน้อยเพียงนี้ ต้องมาลำบาก ช่างบังเอิญเพียงนั้น”
สะใภ้หวังเจ็บปวดอยู่ในใจ ซับน้ำตาที่หางตา เอ่ย “ทำให้มารดากังวลแล้ว เป็นความผิดของข้า ก่อนที่เจ้ามา ท่านพ่อท่านแม่สบายดีหรือไม่”
“นายท่านและฮูหยินต่างก็ดีเจ้าค่ะ บอกท่านไม่ต้องเป็นห่วง ต้องดูแลตนเองให้ดีจึงจะถูก อย่างไรคุณชายใหญ่ก็มีท่านคนเดียว” จังเฉวียนจยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เรื่องคุณชายใหญ่ท่านก็อย่าได้กังวล นายท่านและฮูหยินได้ส่งคนจากครอบครัวข้าไปช่วยแล้ว อีกไม่นานก็คงมีจดหมายมาแล้ว”
สะใภ้หวังได้ยินรู้สึกปลื้มใจไม่น้อย บ้านมารดาช่วยเหลือเพียงนี้ สำหรับนางแล้วนับว่าเป็นความสบายใจ
แต่ตระกูลหวังก็ไม่ได้มีนางคนเดียว มารดาเป็นห่วงนางจึงทำเช่นนี้ แต่ไม่อาจดูแลแต่นาง อย่างไรก็ยังมีลูกหลานคนอื่นๆ
คิดมาถึงตรงนี้ สะใภ้หวังจึงเอ่ย “ท่านแม่ทำเช่นนี้ ลำบากหรือไม่”
จังเฉวียนจยานิ่งเงียบ สะใภ้หวังเห็นเช่นนั้น จึงเอ่ย “พี่หง ท่านอย่าได้ปิดบังงข้า มิเช่นนั้นในใจข้าคงได้แบกเพิ่มอีกเรื่อง ยิ่งทำให้ข้าเป็นกังวลไม่อาจนอนหลับได้”
ฟังนางเอ่ยเช่นนี้จังเฉวียนจยาจึงถอนหายใจ เอ่ย “เจอเรื่องเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องมีคำพูด สะใภ้หวังตระกูลใหญ่ มีกฏเกณฑ์ ไม่ต้องกลัวอะไร แต่มักมีผู้คนคอยนินทา แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร สตรีตระกูลหวังที่แต่งออกไปมีเจ้าเพียงคนเดียวที่ใดกัน หลายปีมานี้ ไม่เคยมีสตรีที่เจอเรื่องเช่นนี้หรืออย่างไร”
แน่นอนว่ามี สตรีแต่งออกเรือน ผู้ใดรับรองได้ว่าครอบครัวสามีจะร่ำรวยสูงส่งไปจนตาย
โชคดีโชคร้ายเดิมก็อิงแอบอยู่ด้วยกัน วาจานี้เอ่ยไม่ผิด
“บ้านเล็กห้าเอ่ยว่าร้ายไม่กี่ประโยค ทำให้นายท่านผู้เฒ่าใหญ่ได้ยินแล้วไม่พอใจ ไม่พอใจฮูหยินขึ้นมาหลายส่วน ทำให้คนอื่นเองก็ออกห่างจากบ้านของเรา” จังเฉวียนจยาเห็นสีหน้าของน่าไม่น่ามอง จึงเอ่ย “แต่ท่านอย่าได้เก็บมาใส่ใจ การชิงดีที่ใดไม่มีบ้าง เมื่อก่อนพวกเขาอาศัยฮูหยินทำเป็นสนิทสนม นั่นไม่ใช่เพราะตระกูลฉินมีขุนนางขั้นสามหรือ ยามนี้ตระกูลฉินล้ม พวกเขาจึงหนีห่าง แต่พวกนี้ก็เพียงเป็นพวกคนที่ไม่มีความคิดเป็นคนตนเองเท่านั้น”
“ฮูหยินเองก็เอ่ยเช่นนี้ เกิดเรื่องนี้ก็ได้เห็นถึงความจริงใจ ใครสนิทได้ ใครควรออกห่าง” จังเฉวียนจยาเอ่ยต่อ “ดังนั้นท่านก็อย่าได้ใส่ใจ เพียงคนเล็กๆเท่านั้น”
สะใภ้หวังพยักหน้า “บ้านน้อยสี่ของเรา เมื่อก่อนอยู่ต่อหน้านายท่านผู้เฒ่าใหญ่ ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นที่รักมากนัก ต่อมาพ่อสามีข้าเลื่อนขั้นเป็นขั้นสามจึงดีขึ้นมาสักหน่อย ตอนนี้ดูแล้ว หึ”
ก็เท่านั้น
“ก็มิใช่เพราะเหตุผลนี้หรอกหรือ”
“คนเหล่านั้นข้ามิได้สนใจ พื้นที่ตรงนั้นเป็นบ้านของพวกเขาพี่น้องหรือ” สิ่งที่สะใภ้หวังสนใจคือท่าทีของพี่สะใภ้และน้องสามีต่อมารดาของตน
จังเฉวียนจยาเอ่ย “ไม่พอใจอย่างไรก็ต้องมี แต่เรื่องของตระกูลฉิน อย่างไรก็ไม่ได้ทำให้เก้าชั่วโคตรต้องเดือดร้อนไปด้วย สตรีก็เพียงส่งกลับบ้านเดิม ส่วนบุรุษก็ปล่อยออกไป ดังนั้นเอ่ยไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ ทุกคนต่างก็ใช้ชีวิตสงบสุข ท่านวางใจ ฮูหยินแข็งแรงดี และเอาพวกเขาอยู่”
สะใภ้หวังถอนหายใจ “เพราะข้าไม่ดี ทำให้ท่านแม่อายุปูนนี้แล้วยังต้องลำบากเพราะข้า”
“วาจาของท่านไปถึงหูฮูหยิน นางคงเสียใจเจ้าค่ะ ตอนที่ท่านยังไม่ออกเรือนนางรักท่านที่สุด ท่านแต่งออกไปแล้วยังยากจะได้เจอ ยิ่งห่วงหา ยามนี้ชีวิตมาผลันแปรในวัยกลางคน นางเองก็กล่าวโทษตนเองที่ปล่อยให้ท่านแต่งมาไกล ดังนั้นไม่ต้องคุยเรื่องนี้แล้ว เป็นโชคชะตาทั้งนั้น
สะใภ้หวังซับน้ำตา
เสิ่นหมัวหมัวเอ่ยรายงานอยู่หน้าประตู “นายหญิง คุณหนูใหญ่มาคารวะเจ้าค่ะ”
“ซีเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ รีบให้นางเข้ามา” สะใภ้หวังลุกขึ้น
จังเฉวียนจยาเห็นท่าทีของนาง รู้สึกประหลาดใจ ลุกขึ้นยืนตาม คุณหนูใหญ่ เด็กที่ถูกท่านเลี้ยงมาเป็นบุตรีคนโตน่ะหรือ
ฉินหลิวซีเดินเข้ามาโดยมีเสิ่นหมัวหมัวเปิดผ้าม่านออกให้ เห็นสะใภ้หวังยืนอยู่ จึงยอบตัวคารวะ “คารวะท่านแม่”
“เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว บ้านท่านยายเจ้าส่งคนมาถามข่าว นี่คือหมัวหมัวผู้ดูแลข้างกายท่านยายของเจ้า เรียกนางว่าจังมามาเถิด” สะใภ้หวังแนะนำจังเฉวียนจยา
ฉินหลิวซีทำความเคารพ “จังมามา”
จังเฉวียนจยามองรูปร่างสูงโปร่งของนาง ใบหน้าเย็นชา จิตใจดูบริสุทธิ์ ดวงตาสดใสเฉียบคม ราวกับสามารถมองลึกเข้าไปในใจคน
จังเฉวียนจยาโค้งตัวโดยไม่รู้ตัว และไม่กล้ารับการเคารพจากนาง ก้าวเดินไปด้านหน้าสองก้าว คุกเข่าลงทำความเคารพ “คุณหนูใหญ่ให้เกียรติบ่าวเกินไปแล้วบ่าวมิกล้าน้อมรับ บ่าวจังเฉวียนจยาคารวะคุณหนูใหญ่”
“ไม่ต้องมากพิธี ท่านเป็นคนข้างกายท่านยาย นั่งลงคุยกันเถิด” ฉินหลิวซียิ้มพร้อมผายมือ
จังเฉวียนจยาส่งเสียงตอบรับ มองฉินหลิวซีนั่งลงพร้อมสะใภ้หวัง จึงนั่งลงบนเบาะนั่งด้านข้างที่ต่ำลงไปเล็กน้อย มองไปยังทั้งสองคน ลอบตกใจอยู่ในใจ
นางรู้ว่าฉินหลิวซีถูกเลี้ยงในชื่อของสะใภ้หวัง ยังถูกส่งไปเลี้ยงดูที่บ้านเก่า ตามหลักแล้ว ทั้งสองไม่ได้เจอกันมาสิบปีแล้ว ยังไม่ใช่แม่ลูกแท้ๆ แต่เมื่อดู กลับเข้ากันได้ดี ดูเป็นแม่ลูกกันจริงๆ
สะใภ้หวังของตนนิสัยเป็นอย่างไรนางรู้ดี ชอบไม่ชอบ สายตาท่าทางเล็กๆน้อยๆก็ดูออกได้ ตอนนี้ที่เห็น สายตาที่สะใภ้หวังมองฉินหลิวซีเต็มไปด้วยความรัก ไม่เป็นเท็จแน่แท้ เป็นความรักที่แท้จริง นี่มันเรื่องอะไรกัน
ตอนที่ 177: ไม่กล้าทำอะไรผิดต่อหน้าคุณหนูใหญ่
ฉินหลิวซีมองไปที่จังเฉวียนจยา แค่มองแวบเดียวก็โล่งใจได้แล้ว
ใบหน้าของสตรีผู้นี้ราวพระจันทร์เต็มดวง ตำแหน่งเรือนคู่ครองและบุตรธิดาอวบอิ่มแดงระเรื่อ บ่งบอกถึงชีวิตสมรสที่บริบูรณ์กลมเกลียว โหงวเฮ้งของนางสงบ ไม่ใช่คนคดใน เนินใบหูกว้าง ใบหูส่วนล่างหนา บ่งบอกว่านางจะมีอนาคตที่ดีและมีน้ำใจต่อผู้อื่น
นอกจากนี้เรือนบริวารข้ารับใช้ของนางก็ยังอิ่มเต็มแสดงให้เห็นว่านางมีความสามารถในการปกครองคนและได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างเป็นอย่างดี คนเช่นนี้จัดการเรื่องราวต่างๆอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา น้ำเสียงชอบธรรมและและซื่อสัตย์ เรียกได้ว่าเป็นผู้รับใช้ที่ภักดี
นางมองไม่เห็นคนตระกูลหวังก็จริง แต่เมื่อมองจากลักษณะโหงวเฮ้งของคนผู้นี้และการกระทำแล้วก็พบว่าไม่ได้เป็นคนที่ชอบซ้ำเติมคนอื่นยามยากลำบากแต่อย่างใด
จังเฉวียนจยารู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อมีสายตาของฉินหลิวซีมองอยู่ กระทั่งว่ารู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย
มันก็แปลก เมื่อครู่นี้ตอนที่นางคุยกับสะใภ้หวังกลับไม่ได้รู้สึกอึดอัดถึงเพียงนี้ ตอนนี้เมื่อมีฉินหลิวซีอยู่ด้วย นางกลับไม่กล้าหายใจเสียงดังด้วยซ้ำ แถมยังรู้สึกละอายใจเล็กน้อยด้วย
จังเฉวียนจยาตกใจเล็กน้อย รังสีจากคุณหนูใหญ่ผู้นี้ดูเหมือนจะมากเกินไปจนทำให้นางตัวสั่นสะท้าน ไม่กล้าทำอะไรผิดเลย
ฉินหลิวซีมองจังเฉวียนจยา “บ้านท่านตาของข้าก็อยู่ห่างไกลจากที่นี่ ท่านได้รับจดหมายแล้วก็ออกเดินทางมาเลยหรือ สุขภาพของท่านตาและท่านยายเป็นอย่างไรบ้าง”
เมื่อเห็นนางเอ่ยเช่นนั้น จังเฉวียนจยาก็ลุกขึ้นยืนทันทีโดยสัญชาตญาณ “ด้วยบุญวาสนาของท่าน นายท่านและนายหญิงสบายดีทั้งคู่เจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นนางแสดงความเคารพเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร
“ท่านนั่งลงพูดคุยเถิด”
จังเฉวียนจยาจึงนั่งลงอีกครั้ง “หลังจากที่ได้รับจดหมายแจ้งข่าวการเปลี่ยนแปลงของตระกูลฉิน นายหญิงก็กลัวว่าทางฮูหยินใหญ่จะไม่มีคนคอยช่วยเหลือจึงรีบจัดแจงเสื้อผ้าแล้วให้บ่าวออกเดินทางทันที ด้วยกลัวว่าฮูหยินใหญ่จะไม่ถนัดไม้ถนัดมือ ครั้งนี้จึงจัดคนไว้สองขบวน ขบวนหนึ่งให้คนในบ้านบ่าวนำไปที่ซีเป่ย ส่วนอีกขบวนให้บ่าวนำคนอีกจำนวนหนึ่งมาที่เมืองหลีนี้”
ฉินหลิวซีพยักหน้า “ท่านตาท่านยายมีน้ำใจแล้ว ท่านเดินทางมาไกลก็อยู่ที่เมืองหลีนี่สักหลายวันหน่อยสิ จะได้เป็นเพื่อนคุยกับท่านแม่ด้วย”
“บ่าวจะจำไว้เจ้าค่ะ” จังเฉวียนจยาคิดอะไรเล็กน้อย “นายหญิงรู้ว่าคุณหนูใหญ่ถึงวัยปักปิ่นแล้ว จึงได้สั่งให้บ่าวนำของขวัญติดมือมาให้ด้วย ประเดี๋ยวบ่าวจะส่งไปให้คุณหนูใหญ่ทีหลังนะเจ้าคะ”
ฉินหลิวซีประหลาดใจเล็กน้อย “ขอบใจมาก”
มีคนคิดถึงนับว่าเป็นเรื่องดี
เมื่อเห็นความอึดอัดของจังเฉวียนจยา นางเองก็ไม่ได้อยู่นาน เพียงแต่เอ่ยกับสะใภ้หวังว่า “ท่านไม่ได้พบกับคนจากที่บ้านนานแล้วก็ให้ท่านยายจังอยู่ที่นี่หลายวันหน่อยจะได้พูดคุยกัน ข้าจะไปดูน้องห้ากับท่านแม่เล็กน้อย”
สะใภ้หวังเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไปเถิด เดี๋ยวแม่จะส่งของขวัญที่ท่านยายให้เจ้าไปให้”
ฉินหลิวซีรับคำก่อนจะแสดงความเคารพทั้งสองแล้วจากไป
จังเฉวียนจยาเห็นว่านางจากไปแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและเช็ดเหงื่อบนหน้าผากทันที
เมื่อต้องเผชิญหน้ากบคุณหนูใหญ่ผู้นี้นางต้องระมัดระวังตัวมาก ด้วยกลัวว่าจะพูดอะไรไม่เหมาะสมต่อหน้านาง จนทำให้กลายเป็นเรื่องตลกขบขัน
สะใภ้หวังเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา “นางก็แค่เด็กคนหนึ่ง ท่านไม่ต้องระมัดระวังตัวขนาดนี้หรอก”
จังเฉวียนจยาถอนหายใจ “ไม่รู้ทำไม บ่าวเห็นคุณหนูใหญ่แล้วรู้สึกเหมือนเห็นนายหญิงชราของบ้านใหญ่อย่างไรอย่างนั้น ไม่กล้าทำอะไรผิดเลย”
สะใภ้หวังอึ้งไปก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ท่านก็พูดเกินไปแล้ว นางยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น”
จังเฉวียนจยาส่ายศีรษะ “แม้จะเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง แต่รังสีที่ออกมาจากร่างของนางทรงพลังมาก ทั้งๆที่นางพูดจาอบอุ่นนุ่มนวล แต่พอนางนั่งอยู่ตรงนั้นและมองมาด้วยสายตาคู่นั้น กลับทำให้คนไม่กล้ายโสโอหังต่อหน้านาง ฮูหยินใหญ่ บ่าวคิดว่าคุณหนูคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นนายคนจริงๆนะเจ้าคะ”
ตอนที่ 178: มีเรื่องให้บ่นมากมาย
พอสะใภ้หวังได้ยินที่จังเฉวียนจยาเอ่ย นางก็ยิ้มออกมา “นางเกิดมาเพื่อเป็นนายคนอยู่แล้ว แต่โชคชะตาของนางไม่ค่อยดีเท่านั้น ตอนเด็กๆ ร่างกายอ่อนแอจนต้องส่งตัวมาที่บ้านเก่า แถมยังกราบไหว้เป็นศิษย์สำนักเต๋า ตอนนี้เติบใหญ่แล้ว แต่ตระกูลก็กลับมาตกต่ำ”
จังเฉวียนจยาเอ่ย “บ่าวได้ยินจากนายหญิงว่า ชื่อของคุณหนูใหญ่แขวนอยู่กับชื่อของท่าน และถูกส่งตัวมาที่บ้านเดิมนี้ตั้งนานแล้ว แต่บ่าวเห็นว่าพวกท่านกลับเข้ากันได้ดี”
สะใภ้หวังนิ่วหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านก็ดูออกด้วยหรือ อาจจะเป็นวาสนากระมัง บ้านใหญ่ของพวกเรามีนางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวก็เลยต้องบันทึกไว้ในชื่อของข้า ให้เป็นบุตรสาวของข้า แม้จะไม่ได้พบหน้ากันเป็นสิบปี แต่ตอนนี้พอได้พบกันแล้วก็รักใคร่กันดีอยู่”
“บ่าวเห็นว่านางให้ความเคารพท่านอยู่มากทีเดียวเจ้าค่ะ”
“นางเป็นเด็กดี มีความคิดดี เป็นบุตรสาวคนโตของบ้านเราได้ไม่อายใคร” สะใภ้หวังเอ่ยด้วยท่าทางภาคภูมิใจ
ประเมินนางสูงถึงเพียงนี้เลยหรือ
จังเฉวียนจยาอดให้ความสำคัญกับฉินหลิวซีมากขึ้นไม่ได้ นางทำให้สะใภ้หวังชมเช่นนี้ได้ก็แปลว่านางต้องมีความสามารถนั้น
แต่อย่างไรก็ตาม แม้สะใภ้หวังจะไม่ได้ชมนาง จังเฉวียนจยาเองก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรผิดพลาดต่อหน้าฉินหลิวซี อีกฝ่ายมีรัศมีรุนแรงจริงๆ นางจึงต้องระมัดระวังตัว
“ซีเอ๋อร์พูดถูกแล้ว ท่านเดินทางมาไกล เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทาง พักที่นี่สักกี่วันแล้วค่อยไปเถิด เสิ่นหมัวหมัว เจ้าพาพี่หงออกไปพักผ่อนก่อน พักก่อนแล้วค่อยพุดคุยกันก็ยังไม่สาย”
จังเฉวียนจยาที่เร่งรีบเดินทางมาเองก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง เมื่อนางได้ยินเช่นนั้นจึงไม่ปฏิเสธ และติดตามเสิ่นหมัวหมัวออกไป
จากนั้นสะใภ้หวังจึงจัดการสิ่งของที่นางนำมา นางเปิดกล่องเล็กๆ มองดูข้างในก็พบว่ามีตั๋วเงินสองพันตำลึง รวมทั้งปิ่นปักผมทองคำหนักๆแบบโบราณหนักหลายตำลึง
ดวงตาของสะใภ้หวังรื้นน้ำตา ปิ่นปักผมและเครื่องประดับติดผมทองคำโบราณและหนักเช่นนี้คงจะประดับผมออกไปไม่ได้ คิดว่าทางบ้านคงกลัวว่านางจะใช้จ่ายไม่พอมือ จึงได้ให้มาเผื่อยามฉุกเฉิน
ของที่ท่านแม่ชอบใช้มาตลอด นางเข้าใจความคิดของมารดานางเป็นอย่างดี
สะใภ้หวังเช็ดหางตา ก่อนจะเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งพับอยู่ใต้เครื่องประดับติดผม นางจึงหยิบออกมาดูและพบว่าเป็นจดหมายที่มารดาเขียนถึงนาง
นางอ่านมันทีละอักษรกลับไปกลับมาหลายครั้งหลายหน ก่อนจะกดจดหมายนั้นลงกับหัวใจ น้ำตานั้นไหลอาบหน้านางนานแล้ว
นางสงสารท่านแม่ที่สุด ไม่ว่านางจะโตแค่ไหนแล้ว แต่ในสายตาของมารดา นางก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งอยู่เสมอ ตอนนี้บุตรสาวตกระกำลำบาก ในฐานะมารดาจึงทำได้เพียงช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ตั๋วเงินสองพันตำลึงและปิ่นปักผมทองคำจำนวนหนึ่งไม่ได้มีค่าอะไรมากนักสำหรับครอบครัวที่ร่ำรวย แต่บ้านสี่เองก็ไม่ได้ร่ำรวย ที่บ้านยังมีพี่ชายน้องชาย สะใภ้ หลานชาย หลานสาว แม้ว่าท่านแม่เองมีใจอยากจะช่วย แต่ก็ไม่สามารถจะให้นางได้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถจะให้คำอธิบายกับทางพี่น้องและสะใภ้คนอื่นๆได้ แต่แม้ตัวนางเอง ต่อไปก็อาจจะไม่สามารถมองหน้าพวกเขาได้
ดังนั้นนี่เป็นทั้งหมดที่ท่านแม่จะให้นางได้เลย
สะใภ้หวังปลาบปลื้มใจอย่างยิ่งแล้ว
เนื่องจากทางบ้านบิดามารดาของนางไม่ได้ทอดทิ้งนาง เมื่อมีเงินจำนวนนี้แล้ว นางก็สามารถทำกิจการอะไรได้บ้าง พออยู่พอกินไป อย่างไรก็ยังสามารถสร้างรากฐานให้กับลูกๆบ้านใหญ่ได้อยู่แล้ว พอเยี่ยนเอ๋อร์กลับมาก็ไม่ถึงกับยากจนข้นแค้น เมื่อลูกๆต้องการแต่งงานก็ยังพอมีเงินอยู่บ้าง ส่วนเรื่องอื่น ตอนนี้นางยังไม่กล้าคิดอะไรมาก
สะใภ้หวังลูบปิ่นทองคำ ในใจก็ตัดสินใจได้แล้ว
เสิ่นหมัวหมัวกลับมาอีกครั้ง ในมือนางถือกล่องยาวๆ ใบเล็กใบหนึ่งกลับมาด้วย นางคารวะ “นายหญิง นี่เป็นของขวัญวัยปักปิ่นที่นายหญิงชรามอบให้คุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังรับมันมาและเปิดออกดู ก็พบว่าเป็นปิ่นปักผมระย้าแมลงปอมรกตฝังทับทิม ฝีมือประณีต ขี้เล่นน่ารัก นางชื่นชมมันอยู่พักหนึ่งจึงถาม “ยังมีอีกอันหนึ่งใช่ไหม”
“ท่านเดาถูก อีกอันเป็นกำไลข้อมือหินโมรา ไม่ดีเท่าชิ้นนี้” เสิ่นหมัวหมัวเอ่ย
ของขวัญวัยปักปิ่นสองชิ้น ของขวัญที่จังเฉวียนจยามอบให้ชิ้นนั้นมีค่ามากกว่า อาจเป็นคำสั่งของท่านแม่
สะใภ้หวังถอนหายใจ “ท่านแม่คิดมากไปแล้ว”
อยากให้จังเฉวียนจยาดูว่านิสัยของฉินหลิวซีเป็นอย่างไร และปฏิบัติต่อท่านแม่อย่างนางอย่างไรก่อนจะตัดสินใจว่าจะให้ของขวัญอะไรใช่หรือไม่
“ถึงอย่างไรนางก็ไม่เคยพบคุณหนูใหญ่ ในใจก็ต้องคิดถึงท่านไว้ก่อนเป็นเรื่องธรรมดา” เสิ่นหมัวหมัวยิ้ม “รอให้นางได้พบคุณหนูใหญ่ก่อนก็จะไม่คิดเช่นนี้แล้วล่ะเจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังพยักหน้า “จริงของเจ้า ท่านแม่จะต้องชอบเด็กคนนี้แน่ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้พบกัน”
เสิ่นหมัวหมัวปลอบนางด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
สะใภ้หวังหยิบกล่องยาวใบเล็กๆ แล้วไปยังเรือนปีกตะวันออก ฉินหลิวซีกำลังตรวจการบ้านของฉินหมิงฉุน นางกำลังนั่งอยู่ ขณะที่ฉุนเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างๆ สองมือบีบกันท่าทางหวาดหวั่น
อีกด้านหนึ่ง อนุวั่นเองก็ยืนอยู่เช่นกันด้วยสีหน้าประหม่า พอเห็นนางก็เหมือนเห็นตัวช่วย “ฮูหยินมาแล้ว”
นางรีบก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็วและทำความเคารพสะใภ้หวัง ก่อนจะขยับเก้าอี้ให้อย่างขยันขันแข็ง แถมยังรินน้ำให้ด้วย “ฮูหยิน ข้าจะไปทำน้ำแกงหวานให้ท่านดีหรือไม่”
สะใภ้หวังเหลือบมองอย่างขบขัน “ข้าจะกินไปทำไม กินเข้าไปก็เลี่ยนแล้วก็กินข้าวเย็นไม่ลง”
อนุวั่นเขินอาย นางแค่ไม่อยากอยู่ในห้องเดียวกับบุตรสาวคนนี้ นางกลัวบุตรสาวคนนี้ รังสีดุดันเกินไปจนนางลนลานทำตัวไม่ถูกแล้ว
ฉินหลิวซีชี้ไปที่คำอธิบายประกอบในหนังสือแรงๆ “คำอธิบายพวกนี้คืออะไร นี่ความสามารถในการทำความเข้าใจของเจ้าหรือ แล้วเจ้าวาดคนตัวเล็กๆพวกนี้ไว้ทำไม”
บ้างก็นั่งบ้างก็ยืน คุกเข่าบ้างไม่คุกเข่าบ้าง มือบางทั้งสองถูกห่อหุ้มไว้ด้วยบางสิ่ง
“หน้าหนาวต้องให้อุ่น ฤดูร้อนต้องให้เย็น ยามเช้าทักทาย ยามกลางคืนให้สงบ” ฉินหมิงฉุนอ่านและพูดออกมาอย่างอ่อนแรง “นี่ไม่ใช่คำทักทายเยี่ยมบิดามารดาหรือ ที่ข้าวาดก็คือการทักทายบิดามารดาในช่วงเช้าและเย็นเพื่อให้ข้าจำได้ดียิ่งขึ้น”
ฉินหลิวซี “!”
นางเหลือบมองคนตัวเล็กนั้นแล้วพูดเงียบๆ “วาดได้ดีเลย ต่อไปไม่ต้องวาดแล้ว เจ้าจะต้องทำให้อาจารย์สอนวาดภาพอับอายจนตายแน่”
ฉินหมิงฉุนก้มหน้าด้วยความคับข้องใจ “ข้าไม่เคยเรียนมาเสียหน่อย”
ฉินหลิวซีตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองอนุวั่นที่โบกมืออย่างรวดเร็ว “อย่ามองข้า ข้าไม่รู้หนังสือ นอกจากเรื่องสวยๆงามๆแล้ว ข้าไม่รู้อะไรเลย ข้าเขียนชื่อของตัวเองได้เท่านั้น แย่กว่าน้องชายของเจ้าอีก”
ฉินหลิวซี “…”
สะใภ้หวังยิ้ม “เจ้าห้ายังเล็กนัก ยังไม่ได้เรียนศิลปะทั้งหก ยังวาดรูปไม่เป็นเลย ที่บ้านก็มาเป็นแบบนี้ ถือว่าล้าช้าไปแล้วจริงๆ รอปีหน้าค่อยส่งเขาไปให้อาจารย์ที่สำนักศึกษาสอน”
“จ้าวถงจือคงไม่สามารถรักษาตำแหน่งของเขาไว้ได้แล้ว เราไม่ต้องรอถึงปีใหม่ อีกไม่กี่วันข้าจะมองหาคนกลางให้หาสำนักศึกษาให้เขา รีบส่งเขาไปเรียนให้เร็วหน่อยดีกว่า” ฉินหลิวซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ช่วงนี้ให้เขาไปฝึกคัดลายมือที่เรือนของข้าก่อน”
“หา? ไม่ ไม่รบกวนท่านหรือ” ร่างน้อยๆของฉินหมิงฉุนสั่นสะท้าน นั่นไม่ใช่การเอาชีวิตรอดภายใต้สายตาของพี่หญิงใหญ่หรอกหรือ ช่วยด้วย!
ฉินหลิวซียิ้มหยัน “หน้าอย่างเจ้าน่ะหรือจะรบกวนข้าได้”
ฉินหมิงฉุนก้มหน้าลง
ฉินหลิวซีหันไปมองอนุวั่น อีกฝ่ายจึงรีบเอ่ยทันที “ช่วงนี้ข้าช่วยฮูหยินทำชุดชั้นใน ไม่มีเวลาว่างอยู่กับเขาหรอก”
“ไม่ได้บอกให้ท่านไป” ฉินหลิวซีมองมารดาผู้ให้กับเนิดของตน แล้วก็รู้สึกว่ามีเรื่องให้บ่นมากเกินไปจนพูดไม่ออก “คงจะช่วยทำกระเป๋าหนังสือให้เขาสักใบได้กระมัง”
“นั่นต้องได้อยู่แล้ว” อนุวั่นรีบรับคำทันที เมื่อเหลือบมองบุตรชายที่กำลังมองมาที่ตนเพื่อขอความช่วยเหลือตาปริบๆ นางก็หันไปมองทางอื่นทันทีอย่างไร้เยื่อใย
แม่อ่อนแอ รักแต่ช่วยอะไรไม่ได้ เจ้าอธิษฐานให้ตัวเองโชคดีเถิด!
ตอนที่ 179: เสียใจที่แผนไม่เป็นผล
สะใภ้หวังและฉินหลิวซีกลับไปนั่งที่เรือนหลัก นางยื่นกล่องใบยาวให้ฉินหลิวซีก่อน
“เป็นของขวัญวัยปักปิ่นที่ท่านยายเจ้าให้ ลองดูสิว่าชอบหรือไม่ เอาไว้ใส่เล่นๆ”
ฉินหลิวซีเปิดออกดูและเห็นว่าข้างในเป็นปิ่นระย้าแมลงปอสีเขียวอันหนึ่ง นางจึงหยิบมันขึ้นมาเล่น จากนั้นก็ลองปักลงบนศีรษะแล้วเอียงศีรษะดูเป็นพิเศษ “ท่านแม่ว่าสวยหรือไม่เจ้าคะ”
“สวยสิ” สะใภ้หวังชอบมาก เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แต่ปิ่นระย้าอันนี้ไม่ได้ปักกันแบบนี้ เจ้าจะต้องรวบผมขึ้นไปให้หมดก่อนแล้วค่อยปัก ทำแบบนี้จะหล่นหายได้ง่าย”
ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าเคยชินกับการมัดผมเป็นมวย ทำผมซับซ้อนไม่เป็น มันใช้เวลานานเกินไป”
“หญิงสาววัยเจ้าไม่แต่งตัวหน่อยก็น่าเสียดายแล้ว เป็นผู้หญิงจะไม่รักสวยรักงามได้อย่างไร” สะใภ้หวังไม่พอใจ “อีกอย่าง ต่อไปเรื่องดูตัว…”
นางชะงักไปเล็กน้อย ราวกับจะรู้ตัวว่าไม่เหมาะที่จะเอ่ยเรื่องนี้ตอนนี้ จึงหยิบเงินและของที่มารดาของนางส่งมาผลักไปตรงหน้าฉินหลิวซี “นี่คือเงินและสิ่งของที่ท่านยายของเจ้าขอให้จังเฉวียนจยาส่งมาช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน ข้ากำลังคิดอยู่ว่า ที่นาที่บ้านเราซื้อไว้จะน้อยไปหน่อย เด็กๆโตขึ้นก็ต้องใช้เงินเยอะขึ้น แถมยังต้องแต่งงานออกเรือน ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นไปอีก จึงต้องทำกิจการหาเงินเพิ่มขึ้นบ้าง”
สะใภ้หวังวางมือข้างหนึ่งบนโต๊ะเล็กและเหยียดนิ้วออกไปเล่นเครื่องประดับทองคำในกล่อง “ตั๋วเงินสองพันตำลึง ข้าวางแผนจะให้เงินหนึ่งพันสองร้อยตำลึงเป็นเงินส่วนกลาง จะซื้อที่นาก็ดี หรือเช่าร้านทำการค้าก็ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องใช้มันหาเงินเลี้ยงชีพ”
“หนึ่งพันสองร้อยตำลึงหรือเจ้าคะ” ฉินหลิวซีเลิกคิ้วทันที นั่นนับว่าใจกว้างทีเดียว ไม่ใช่แค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น
สะใภ้หวังเอ่ย “แม้ว่านี่จะเป็นเงินที่ทางบ้านบิดามารดาของข้าส่งมา แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการเกี่ยวดองกัน เมื่อเป็นการแต่งงานที่ดี ก็ต้องช่วยเหลือกัน ตอนที่อีกฝ่ายเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือกัน ท่านตาท่านยายเจ้ายังอยู่ ตระกูลฉินเองก็ไม่ได้แยกบ้านกัน เงินพวกนี้จึงไม่สามารถเก็บไว้ในบ้านเราเองได้ทั้งหมด จะต้องเอาออกมารับมือกับความยากลำบากตอนนี้บ้าง นี่ก็เป็นสิ่งที่นายหญิงควรจะต้องคำนึงถึงส่วนรวมและภาพรวมด้วย”
ฉินหลิวซีเข้าใจว่าสะใภ้หวังกำลังสอนหลักการจัดการเรื่องต่างๆในบ้านให้นาง แม้ว่านางจะไม่สนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆในบ้านพวกนี้ แต่นางก็แต่ต้องฟังอย่างเงียบๆในเวลานี้
“เงินหนึ่งพันสองร้อยตำลึงเข้าส่วนกลาง ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้เป็นของบ้านใหญ่และทำกิจการอื่น ข้าคิดว่าตอนนี้เยี่ยนเอ๋อร์ก็ไม่อยู่ บ้านเราก็มีเจ้าโตที่สุด ไม่สู้ให้เอาเงินจำนวนนี้ให้เจ้าไว้ ใช้ชื่อของเจ้าทำการค้าได้หรือไม่ ต่อไปไม่ว่ากิจการจะเป็นอย่างไรก็ถือว่าเป็นสินเดิมเล็กๆน้อยๆได้”
ฉินหลิวซีประหลาดใจ “ให้ข้าหรือ แล้วต่อไปน้องรองกับน้องห้าจะทำอย่างไร พวกเขาต่างหากที่จะต้องเป็นคนดูแลบ้าน”
“ตอนนี้ขอแค่เยี่ยนเอ๋อร์อยู่ที่นั่นได้อย่างสงบสุขก็ดีมากแล้วสำหรับข้า ข้าไม่กล้าคาดหวังอะไร สำหรับเจ้าห้า ถ้าเขาโดดเด่น เจ้าก็สามารถมอบความรับผิดชอบให้เขาได้ ถ้าเขาไม่มีความสามารถก็อย่าให้เขาทำตัวเป็นคนล้างผลาญ พึ่งพาอาศัยคนในครอบครัวเป็นชาวนาที่ร่ำรวยก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร” สะใภ้หวังเอ่ยเรียบๆ “รอให้พวกเขาแต่งงานมีครอบครัว แล้วค่อยดูว่ารุ่นหลานพอจะมีความสามารถบ้างหรือไม่ แล้วค่อยคัดเลือกมาเลี้ยงดูปลูกฝัง ไม่แน่ก็อาจจะลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง”
ฉินหลิวซีได้ยินเช่นนั้นก็รู้ว่านางคิดได้รอบคอบแล้ว และนับถือที่นางกล้าหาญพอที่จะแบกรับและปล่อยวางได้อย่างดี
นางเหลือบมองตั๋วเงินและเครื่องประดับทองในกล่องก่อนจะเอื้อมมืออกมาแตะเล่นเล็กน้อย “หากท่านแม่เชื่อใจข้า เช่นนั้นก็ทำตามท่านแม่ว่า เพียงแต่ข้าเปิดร้านทำการค้าไม่ได้ เพียงใช้ชื่อข้าเท่านั้น เรื่องอื่นๆยังต้องให้ท่านแม่จัดการดูแล เมื่อก่อนท่านก็เคยมีร้านขายกางเกงใช่หรือไม่”
สะใภ้หวังที่เพิ่งจะดีใจที่ไม่ต้องดูแลกิจการเองแล้ว “…”
แผนการไม่เป็นผล?
ตอนที่ 180: ส่วนรวมและความเห็นแก่ตัว
สะใภ้หวังแตะกล่องใบเล็กนั้นแล้วครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ฮูหยิน อยู่ดีๆท่านถอนหายใจทำไมหรือเจ้าคะ” เสิ่นหมัวหมัวยกน้ำชาให้นาง
“ข้าไม่เข้าใจซีเอ๋อร์มากขึ้นทุกที ไม่รู้ว่านางชอบอะไร ดูเหมือนว่านางจะไม่สนใจอะไรเลย หากเปลี่ยนเป็นเด็กสาวคนอื่น ถ้าให้เงินจำนวนนี้ไปทำกิจการก็ต้องดีใจกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ”
เสิ่นหมัวหมัวที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มออกมาทันที “คุณหนูใหญ่คงจะไม่สนใจกระมังเจ้าคะ บ่าวเห็นว่านางชอบวิชาแพทย์และปรุงยา เมื่อครู่นี้นางก็ให้สูตรยาบำรุงบ่าวมานะเจ้าคะ”
“เพิ่งจะถึงวัยปักปิ่นแต่เป็นผู้ใหญ่มากนัก ไม่มีความไร้เดียงสาอย่างที่เด็กสาวควรจะเป็นเลย”
เสิ่นหมัวหมัวกลับไม่เห็นด้วย “ความไร้เดียงสามีอะไรดีหรือเจ้าคะ เหมือนคุณหนูบ้านรองสองคนนั้นที่ไร้เดียงสาเสียจนมองไม่เห็นว่าสถานการณ์ในบ้านตอนนี้เป็นอย่างไรน่ะหรือเจ้าคะ”
ดูเหมือนนางจะรู้สึกว่าคำพูดของนางเป็นการไม่เคารพ จึงคุกเข่าลง “บ่าวเอ่ยมากไปแล้ว”
สะใภ้หวังดุทันที “เจ้าเอ่ยที่นี่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้รองสะใภ้ได้ยินเข้า จะกลายเป็นเรื่องขึ้นมาอีก”
“บ่าวจะจำไว้เจ้าค่ะ”
สะใภ้หวังเล่นเครื่องประดับทองคำในกล่องก่อนจะหยิบตั๋วเงินขึ้นมา “ข้าไม่รู้แล้วว่าควรทำกิจการอะไรดี ของส่วนรวมหนึ่ง ของบ้านเราเองอีกหนึ่ง”
“ท่านไม่ปรึกษากับนายหญิงผู้เฒ่าดูล่ะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้น ทำสองกิจการแล้ว กิจการของบ้านเราทำกำไรได้ ถึงตอนนั้นจะดูไม่ดี” เสิ่นหมัวหมัวเตือน
สะใภ้หวังเงียบไปครู่หนึ่ง ก็เพราะเหตุผลนี้น่ะสิ
ที่บ้านมีการเปลี่ยนแปลง ฮูหยินผู้เฒ่าก็สุขภาพไม่ดี อารมณ์ของนางค่อนข้างฉุนเฉียว ตอนนี้กลับมาอยู่ที่เมืองหลีแล้ว นางก็เป็นกังวลว่าพวกบุรุษจะเดินทางไปถึงซีเป่ยได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ในเวลาเดียวกันนางก็เป็นห่วงบุตรสาวคนเล็กที่อยู่ทางตงเป่ยด้วย เพราะถึงอย่างไรจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีจดหมายส่งข่าวจากทางตงเป่ยกลับมาเลย ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง
ทั้งยังไม่มีข่าวคราวจากทางบ้านบิดามารดาของฮูหยินผู้เฒ่าผู้มาเลย และไม่มีการส่งคนมาด้วย ฮูหยินผู้เฒ่าจึงกำลังไม่พอใจอยู่
“เก็บของที่ท่านแม่ส่งมาให้เรียบร้อย แล้วค่อยไปหาฮูหยินผู้เฒ่ากัน” สะใภ้หวังหยิบตั๋วเงินหนึ่งพันสองร้อยตำลึงขึ้นมาพลางเอ่ย
มีเสียงตะโกนดังที่ข้างนอก เป็นเสี่ยวเสวี่ยที่มารายงานว่าบิดาของนางได้รับคำสั่งจากคุณหนูใหญ่ให้มารับคำสั่งที่นี่
สะใภ้หวังตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง นางหันไปมองหน้าเสิ่นหมัวหมัวก่อนจะเอ่ย “ให้พ่อบ้านหลี่เข้ามา”
เสิ่นหมัวหมัวเดินไปที่ประตูแล้วบอกให้ทั้งสองเข้ามาได้
ทันทีที่พ่อบ้านหลี่เข้ามาแล้ว เขาก็คุกเข่าลงคารวะ จากนั้นสะใภ้หวังจึงบอกให้เขาลุกขึ้นและนั่งลงได้
“ซีเอ๋อร์สั่งให้เจ้ามาหรือ”
“คุณหนูใหญ่บอกว่า ฮูหยินใหญ่ต้องการจะทำกิจการ และไม่คุ้นเคยกับเมืองหลี จึงอาจต้องการถามอะไรบ่าว จึงได้สั่งให้บ่าวมาพูดคุยกับฮูหยินใหญ่ขอรับ” พ่อบ้านหลี่ตอบด้วยความเคารพ
สะใภ้หวังได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกอบอุ่นใจทันที เด็กคนนี้เดินก้าวหนึ่งแต่คิดล่วงหน้าไปสิบก้าวแล้วจริงๆ นางช่างเอาใจใส่นัก
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้ามีเงินอยู่ในมือจึงอยากจะทำอะไรสักหน่อย ซื้อที่นาก็มั่นคงดี แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศด้วย กว่าจะรู้ว่ามีรายรับเท่าใดแต่ละปีก็ต้องรอให้ถึงสิ้นปีก่อน รายรับได้มาช้าไปหน่อย แต่การทำกิจการ ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจเมืองหลีเท่าใดนัก ไม่รู้ว่าควรต้องทำกิจการอะไรจึงจะเหมาะสม” สะใภ้หวังเอ่ยอย่างสงบ
พ่อบ้านหลี่ประสานมือเก็บไว้ใต้แขนเสื้อ เขานั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้าง “เนื่องจากเมืองหลีมีท่าเรือ จึงมีพ่อค้าเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้เป็นจำนวนมาก ที่ท่าเรือมีเรือหลายลำจอดเพื่อขนถ่ายสินค้าทุกวัน ที่ตรงนั้นยังมีคนทำกิจการและค้าขายด้วย พวกเขาขนส่งสิ่งที่เรามีในเมืองหลีไปทางเหนือและตะวันตก และรับสินค้าภาคเหนือมาจากพ่อค้า…”
“ส่วนร้านค้าในท้องถิ่นนั้นมีทุกรูปแบบ ซึ่งกิจการที่จะเลือกทำนั้นก็ขึ้นอยู่กับเงิน เส้นสาย และการจัดหาสินค้า แต่ละกิจการก็ต้องมีคนที่โดดเด่นดีที่สุด สินค้าอย่างเดียวกัน ถ้าราคาสินค้าที่ท่านได้มาถูกกว่าของคนอื่น ถึงแม้จะขายในราคาขายเท่าๆกัน แต่ก็ยังทำกำไรได้มากกว่าคนอื่นไม่ใช่หรือ ถึงจะเปิดร้านซาลาเปา แต่ถ้าท่านทำออกมาได้อร่อยกว่าร้านอื่น ท่านก็ต้องมีลูกค้าแน่นอน ถูกต้องหรือไม่ขอรับ”
สะใภ้หวังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่พ่อบ้านหลี่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างสมเหตุสมผลเช่นนี้ หลังจากคิดดูแล้วนางก็เอ่ยขึ้น “เงินที่มีก็ไม่ได้มากนัก ถ้าเอาไปซื้อร้านก็คงจะไม่มีเงินทุนหมุนเวียน ถ้าซื้อแล้วคงต้องปล่อยเช่าไปเท่านั้น ทำอย่างนี้ก็เหมาะสมอยู่ แต่หากเช่าซื้อไปก่อน รอให้เรามีโอกาส แล้วค่อยซื้อร้านทีหลังก็เป็นวิธีที่สะดวกเช่นกัน”
มีเงินเท่าไรก็ทำเท่านั้นไปก่อน จะละโมบมากไม่ได้ สะใภ้หวังมีใจโอนเอียงไปทางการเช่าซื้อ และแสวงหาโอกาสก่อน แล้วค่อยคิดการอื่นต่อไป
“ฮูหยินใหญ่คิดได้เหมาะสมแล้ว”
“แต่งานสามร้อยหกสิบประเภทนี้ ข้ากลับไม่รู้ว่าควรเลือกอย่างไหน เรื่องชาและข้าวสารเลิกคิดไปได้เลย พวกนี้ต้องใช้ใบอนุญาต ร้านขายของชำอย่างที่เจ้าบอกจะต้องค้นหาพ่อค้าที่เหมาะสมและให้ราคาต่ำจึงจะได้” สะใภ้หวังปวดหัวขึ้นมาทันที หากต้องการทำกิจการจริงๆ สิ่งที่ต้องคิดไม่ได้มีเพียงเท่านี้
พ่อบ้านหลี่เอ่ย “คุณหนูใหญ่บอกว่า ถ้าฮูหยินใหญ่ยังไม่รู้จะทำอะไร นางก็มีสูตรทำขนมและผลไม้แช่อิ่มอยู่บ้าง หากทำได้ดี ก็จะสามารรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆได้ด้วย”
สะใภ้หวังตกตะลึงไปเล็กน้อย “ผลไม้แช่อิ่มหรือ”
พ่อบ้านหลี่พยักหน้า ก่อนจะหยิบสูตรจำนวนหนึ่งออกจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้ เสิ่นหมัวหมัวก้าวเข้าไปรับมาส่งต่อให้สะใภ้หวัง
สะใภ้หวังตั้งใจอ่านและพบว่ามีสูตรอยู่หลายสูตร ซึ่งล้วนเป็นสูตรทำผลไม้แช่อิ่มและของว่าง เช่น ขนมสาลี่สำหรับอาการแก้คอแห้งในฤดูใบไม้ร่วง ขนมโป่งรากสน ขิงแผ่นเคลือบน้ำตาลทรายแดง เปลือกส้มเขียวหวานแช่น้ำผึ้ง เป็นต้น
ในสูตรระบุปริมาณส่วนผสมที่ใช้ ซึ่งล้วนเป็นสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปในราคาไม่แพง และยังเขียนถึงสรรพคุณไว้ด้วย
สะใภ้หวังรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงทักษะทางการแพทย์ของฉินหลิวซี แต่เมื่อนึกถึงกิจการอีกอย่างที่บ้านใหญ่คิดจะทำ นางก็ยิ่งรู้สึกลำบากใจ
คนเราย่อมเห็นแก่ตัว สูตรที่ฉินหลิวซีให้มาพวกนี้ได้มาจากทักษะทางการแพทย์ของนาง หากทำได้ดีก็จะเป็นการเปิดหนทางการค้าขาย เงินที่ได้มานี้ก็จะเป็นของส่วนรวม แล้วบ้านของพวกนางเล่า?
“คุณหนูใหญ่ได้บอกอะไรอีกหรือไม่ เช่นว่าสูตรนี้จะให้ใช้อย่างไร มอบให้ใคร”
พ่อบ้านหลี่เอ่ย “คุณหนูใหญ่บอกว่าให้ฮูหยินใหญ่ตัดสินใจได้เลยขอรับ หากฮูหยินใหญ่ยังไม่แน่ใจก็ให้ใช้กับตระกูลฉิน ส่วนรวมสำคัญที่สุด ส่วนเรื่องอื่นๆ นางจะคิดอีกที”
หากตระกูลฉินสามารถยืนหยัดได้ ฉินหลิวซีก็จะเบาใจไปได้บ้าง ก็แค่สูตรผลไม้แช่อิ่มไม่กี่สูตรเท่านั้น นางไม่ถึงกับต้องสนใจ
สะใภ้หวังได้ยินที่พ่อบ้านหลี่พูดแล้วก็ตัดสินใจได้ “เช่นนั้นก็ได้ ทำอันนี้ก็แล้วกัน เราต้องหาร้านค้าด้วย ถ้าพ่อบ้านหลี่มีนายหน้าที่คุ้นเคยและเชื่อถือได้ก็ให้หามา ให้เขาช่วยหาร้านที่ตั้งอยู่ในทำเลดีๆสักกี่แห่ง เรายังต้องหาแหล่งวัตถุดิบพวกนี้ และต้องคัดเลือกคนทำงานอีก เราค่อยๆทำไปทีละเรื่อง เพียงแต่ไม่ว่าเรื่องไหนก็ต้องรบกวนให้พ่อบ้านหลี่ติดต่อเป็นธุระให้แล้ว”
“ท่านสั่งบ่าวมาก็พอขอรับ” พ่อบ้านหลี่ลุกขึ้นยืน
สะใภ้หวังเอ่ย “ข้ายังต้องไปหารือกับฮูหยินผู้เฒ่าสักหน่อย เดี๋ยวจะสั่งการเจ้าทีหลัง เสิ่นหมัวหมัวไปส่งพ่อบ้านหลี่ออกไปก่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ”
เสิ่นหมัวหมัวส่งพ่อบ้านหลี่ออกไป ขณะที่สะใภ้หวังอ่านสูตรพวกนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ ฉินหลิวซีไม่สนใจสูตรพวกนี้เท่าไรนัก แต่นางกลับต้องระมัดระวังเก็บสูตรนี้ไว้ให้ดี
หากร้านผลไม้แช่อิ่มแห่งนี้ประสบความสำเร็จได้จริงๆ และมีคนไหนในบ้านที่เห็นแก่ตัวขึ้นมาก็อย่าได้โทษว่านางไม่เกรงใจ
จบตอน
Comments
Post a Comment