tao ep181-190

 ตอนที่ 181: ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ


ตอนที่สะใภ้หวังมาถึงห้องของนางฉินผู้เฒ่า นางกำลังหยอกล้อเด็กผิงอันทั้งสองที่สะใภ้กู้อุ้มเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มมีความสุข


“พี่สะใภ้ใหญ่” สะใภ้กู้เข้ามาทักทายต้อนรับและย่อเข่าลงคารวะ


สะใภ้หวังยิ้มรับพลางเอ่ย “เจ้าก็มาด้วยหรือ”


“วันนี้อากาศดี ขาก็เลยพาพี่ผิงพี่อันมาเยี่ยมคารวะท่านแม่น่ะ” สะใภ้กู้ถือโอกาสจับมือนางพาไปยืนอยู่ตรงหน้านางฉินผู้เฒ่า


สะใภ้หวังคารวะก่อนจะมองดูเด็กน้อยทั้งสอง พอเห็นใบหน้าแดงระเรื่อเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และมองไม่ออกแล้วว่าเป็นเด็กอ่อนแอที่คลอดก่อนกำหนดมาก่อน นางก็เอ่ยขึ้น “ไม่เจอพักเดียว พี่ผิงพี่อันมีเนื้อขึ้นมาแล้วนะ สีหน้าก็ไม่เลวเลย น้องสะใภ้สามคงเหนื่อยมาก”


สะใภ้กู้เอ่ย “ใช่ความดีความชอบของข้าคนเดียวเมื่อไหร่กันล่ะเจ้าคะ เป็นเพราะที่บ้านทุ่มเทเรื่องของกินของใช้ของพวกเขา ซีเอ๋อร์เองก็ให้พวกเขาอาบน้ำสมุนไพรเสริมสร้างกระดูก จึงแข็งแรงขึ้นมาได้ทั้งนั้น”


คำพูดของนางเจือไปด้วยความซาบซึ้งและรู้สึกโชคดี


สะใภ้เซี่ยที่กำลังกะเทาะเมล็ดแตงโมอยู่ข้างๆ “ก็ใช่น่ะสิ ห้องของน้องสะใภ้สามน่ะสบายที่สุดแล้ว ของใช้อะไรก็ไม่ขาด แถมยังมีบ่าวคอยปรนนิบัติรับใช้อีก น้องสะใภ้สามช่างโชคดีจริงๆ”


รอยยิ้มสะใภ้กู้ดูอักอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย นางหันไปมองนางฉินผู้เฒ่า “ก็ได้อาศัยบุญบารมีของท่านแม่ทั้งนั้นเจ้าค่ะ”


สะใภ้เซี่ยยังอยากเอ่ยอะไรอีก สะใภ้หวังกลับชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน “แม้จะบอกว่าเลี้ยงดูอย่างดี แต่เจ้าก็ยังคลอดก่อนกำหนดอยู่ดี แถมยังเป็นการคลอดยากอีก คนที่เคยเกือบจะผ่านประตูนรกมาแล้วอย่างเจ้าจะประมาทไม่ได้ ยังต้องบำรุงเลี้ยงดูให้ดี เด็กๆยังเล็กนัก ตอนนี้คงต้องฝากความหวังไว้กับเจ้าแล้ว”


สะใภ้กู้มองบุตรชายทั้งสองด้วยความสงสาร “ข้าจะดูแลอย่างดี แต่ตอนนี้ข้าก็ดีขึ้นมากแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ลองดูเถิดเจ้าคะว่าในบ้านมีอะไรที่ข้าพอจะหยิบจับช่วยทำอะไรได้บ้าง ท่านบอกสั่งข้ามาได้เลย”


สะใภ้หวังตบหลังมือนาง “ในบ้านมีบ่าวรับใช้ไม่มาก เจ้าดูแลเด็กๆทั้งสองก็เป็นงานหนักแล้ว”


สะใภ้กู้ยังอึกอักลังเลเล็กน้อย หลังจากที่นางคลอดบุตรแล้ว แม้ว่าจะไม่ได้มีคนคอยปรนนิบัติรับพร้อมพรักเหมือนตอนที่อยู่บ้านตระกูลฉิน แต่ก็ยังดีที่มีบ่าวรับใช้สองคนคอยช่วยเหลือ นางเองก็อยู่ไฟมาครบเดือนแล้ว อาหารการกินก็ถือว่าประณีตไม่ขาดตกบกพร่อง ดังนั้นร่างกายของนางจึงฟื้นตัวได้ดี


ด้วยเหตุนี้ พอนางได้ยินคำพูดอิจฉาของสะใภ้เซี่ย จึงรู้สึกกระสับกระส่ายด้วยกลัวว่าสะใภ้รองจะหยิบเอาเรื่องอื่นขึ้นมาพูดอีกว่านางเอาเปรียบ จึงได้คิดจะช่วยทำอะไรในบ้านบ้าง? บ้านสามเองก็นับได้ว่ามีความมั่นใจอยู่บ้าง


“น้องสะใภ้สามจะพูดอย่างนั้นได้อย่างไร เจ้าดูแลเด็กทั้งสองไป ส่งสาวใช้จวี๋เอ๋อร์กลับมาเถิด เจ้าดูมือของข้าสิ ซักชุดชั้นในจนหยาบกระด้างไปหมดแล้ว” สะใภ้เซี่ยยื่นมือทั้งสองออกไป สีหน้าแสดงความไม่พอใจ


สะใภ้หวังเอ่ย “น้องสะใภ้รอง ชุดชั้นในของเจ้า อนุพานเป็นคนซักให้ไม่ใช่หรือ”


สะใภ้เซี่ยหงุดหงิดไม่พอใจเล็กน้อย


เหตุใดพี่สะใภ้ใหญ่จึงรู้เรื่องนี้ด้วย


บ่าวรับใช้ทำงานหยาบกระด้างที่บ้านของพวกนางจ้างมาก็มีคนทำงานซักผ้า แต่ชุดชั้นในของพวกสตรี พวกนางไม่กล้าที่จะให้บ่าวทำงานซักล้างเหล่านั้นซักรวมกัน จึงต้องซักด้วยตนเอง


น่าเสียดายที่สะใภ้เซี่ยคุ้นเคยกับการมีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ ตอนนี้อากาศก็เริ่มหนาวแล้ว จะซักชุดชั้นในได้ที่ไหน ดังนั้นพวกนางจึงขอให้อนุพานซักให้ แต่กลับไม่นึกว่าสะใภ้หวังจะเอามาเปิดโปงเช่นนี้


อย่างไรก็ตาม สะใภ้เซี่ยเองก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด นางเอ่ย “นั่นก็เป็นเพราะอนุพานรู้ความ รู้ตัวไม่ควรจะกินอยู่โดยไม่ทำอะไร จึงได้แย่งงานนี้ไปทำ ข้าจะไปห้ามนางได้อย่างไร”


สะใภ้หวังยิ้มแฝงความหมาย อย่างนั้นหรือ


นางฉินผู้เฒ่าเห็นอย่างนั้นแล้วก็กระแอมออกมาเล็กน้อย นางมองหน้าสะใภ้หวังพลางเอ่ย “เจ้าจัดการที่ทางให้คนที่ทางบ้านมารดาเจ้าส่งมาเรียบร้อยแล้วหรือ”


สะใภ้หวังนั่งลง “ข้ากำลังจะพูดเรื่องนี้กับท่านแม่อยู่พอดีเจ้าค่ะ จัดการเรียบร้อยแล้ว อยู่ไม่กี่วันก็กลับ”


สะใภ้เซี่ยได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ยืนหลังตรงขึ้นทันที ทางบ้านสะใภ้หวังส่งคนมาแล้วก็แปลว่าจะต้องส่งของมาด้วยแน่


แล้วก็เป็นอย่างที่นางคิด สะใภ้หวังเอ่ยต่อ “ท่านแม่ส่งคนมามอบเงินไว้ใช้ยามฉุกเฉินเล็กน้อย ก็ไม่ได้มากอะไร แต่น่าจะมีพันตำลึงเป็นอย่างน้อย ข้ากำลังคิดว่าจะทำกิจการอะไรในบ้านสักเล็กน้อย ท่านแม่คิดเห็นประการใดเจ้าคะ ถึงอย่างไรค่าใช้จ่ายในบ้านก็มาก เด็กๆยังต้องเรียนหนังสืออีก ทางด้านซีเป่ยก็ต้องใช้เงินเบิกทาง อะไรก็ต้องใช้เงินไปหมด แค่ดอกเบี้ยจากที่ดินเลี้ยงคนในบ้านก็พออยู่ แต่ดูแลเรื่องอื่นคงไม่พอ ข้ากำลังคิดที่จะทำกิจการอะไรสักอย่างเพื่อหาเงินเพิ่ม เมื่อในมือมีเสบียง เราถึงจะมีความมั่นใจได้บ้าง”


นางฉินผู้เฒ่าพยักหน้า “เจ้าคิดอ่านได้รอบคอบมาก”


“พี่สะใภ้ใหญ่ เงินพันตำลึงนี้จะทำกิจการอะไรได้หรือ” สะใภ้เซี่ยถาม “บ้านเราก็มีเด็กผู้ชายวัยเหมาะสมจะออกไปข้างนอก กิจการที่ว่าจะทำอย่างไรหรือ”


เมื่อก่อนตอนที่ตระกูลฉินยังไม่ตกต่ำพ่ายแพ้ กิจการของตระกูลมีฉินปั๋วชิงที่ไม่มีตำแหน่งทางการคอยดูแล บัดนี้บุรุษทุกคนในตระกูลฉินที่มีอายุมากกว่าสิบสองปีขึ้นไปถูกเนรเทศไปหมดแล้ว ส่วนบุรุษก็มีเพียงฉินหมิงฉีของบ้านรองที่เกิดในช่วงปลายฤดูหนาวและจะอายุสิบสองปีในปีนี้


สะใภ้หวังจิบชาและเม้มปากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “น้องสะใภ้รองมีอะไรจะเสนอหรือ”


สะใภ้เซี่ยกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “พวกท่านพ่อก็อยู่ที่ซีเป่ย บุรุษในบ้านเราที่มีตอนนี้ ถ้านับเรื่องอายุก็ต้องเป็นพี่ฉีของบ้านรองที่โตที่สุด เราหาผู้ดูแลและคนทำบัญชีที่พอไว้ใจได้ ให้เขาติดตามออกหน้าเรื่องนี้ดีหรือไม่ ไม่อย่างนั้น จะให้พวกเราสตรีออกหน้าออกตาก็คงไม่เหมาะกระมัง”


สะใภ้หวังแทบจะหลุดหัวเราะออกมา แม้ว่าเด็กในครอบครัวยากจนที่เป็นผู้นำครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เด็กที่บ้านประสบกับความเปลี่ยนแปลงและเคราะห์ภัยกะทันหันก็ควรที่จะเติบโตและรู้ความได้อย่างรวดเร็ว แต่นางไม่พูดเรื่องจะทำกิจการอะไร ทำอย่างไร ใช้เงินเท่าใด หรือว่ามีกฎระเบียบอย่างไรบ้างทั้งสิ้น สะใภ้เซี่ยกลับผลักดันบุตรชายของตัวเองให้รับผิดชอบเรื่องนี้ก่อนโดยไม่กลัวเลยว่าเงินหนึ่งพันตำลึงนี้จะสูญเปล่า


หากเป็นเมื่อก่อนจะใช้เงินพันกว่าตำลึงเพื่อให้เด็กๆได้ฝึกฝนก็ไม่เป็นไรหรอก ถึงอย่างไรก็เป็นการใช้เงินซื้อบทเรียน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลฉินกลับไม่สามารถใช้เงินจำนวนนี้ไปซื้อบทเรียนได้อีกแล้ว


สะใภ้เซี่ยไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียแล้ว


สะใภ้กู้เองก็รู้สึกว่านางไม่มีเหตุผล สะใภ้รองกล้าพูดจาอุกอาจเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร แถมเงินจำนวนนี้ก็เป็นเงินที่ทางบ้านมารดาของพี่สะใภ้ใหญ่ส่งมาด้วย


สะใภ้หวังวางถ้วยชาลง “เด็กๆโตแล้วก็ควรที่จะช่วยดูแลงานในบ้านแล้ว ซีเอ๋อร์บอกแล้วว่า จ้าวถงจือคงจะทำงานต่อไปไม่ได้แล้ว จะต้องมีคนมาทำแทนแน่ ข้าคิดว่าไม่ต้องรอให้ขึ้นปีใหม่ ไม่กี่วันนี้ว่าจะหาสำนักศึกษาสักแห่งส่งพี่ฉีและพี่ฉุนไปเรียนหนังสือ ในเมื่อน้องสะใภ้รองคิดว่าพี่ฉีดูแลงานบ้านได้ดีกว่าเรียนหนังสือ เช่นนั้นก็ให้เขาติดตามข้าเรียนรู้ว่าจะทำงานอย่างไรก็ได้”


อะไรนะ ไปเรียนหนังสือ?


สะใภ้เซี่ยหน้างอง้ำทันที


ล้อเล่นน่า ถ้าได้เรียนหนังสือสอบเข้าเป็นขุนนางได้ ใครจะยอมมาดูแลงานบ้านทำงานต่ำๆกัน แบบนั้นจะมีหน้ามีตาได้อย่างไร


“เหลวไหล!”


ขณะที่สะใภ้เซี่ยอักอ่วนไม่รู้จะทำอย่างไรดีนั้นเองที่นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นในที่สุด นางขึงตาใส่สะใภ้เซี่ยดุด่าอย่างไม่พอใจ “พี่ฉีอายุเท่าไรเอง เวลาที่เขาควรล่ำเรียนหนังสือ เจ้าจะให้เขาไปวุ่นวายเรื่องทำกิจการหาเลี้ยงชีพทำไม เขารู้แล้วหรือว่าจะเข้าสังคม จะจัดการกับพวกพ่อค้าอย่างไร ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็จะถูกคนหลอกเอาน่ะสิ ให้เขาตั้งใจเรียนหนังสือนั่นเป็นหน้าที่ของเขา”


สะใภ้เซี่ยเอ่ยอย่างอายๆ “ท่านแม่ ข้าก็แต่เห็นว่าที่บ้านไม่มีบุรุษที่อายุเหมาะสม ถึงได้ให้พี่ฉีออกไปรับหน้า ข้าไม่ได้อยากให้เขาทำกิจการจริงๆสักหน่อย”


นางฉินผู้เฒ่าพูดกับสะใภ้หวัง “เจ้ามีความคิดหรือกฎเกณฑ์อย่างไรก็พูดออกมาเถิด”


ตอนที่ 182: เสือลำบากถูกสุนัขรังแก


หากถามเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ สะใภ้หวังก็ยังตอบไม่ได้เช่นกัน ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็แค่มีเงินอยู่ในมือบ้างเท่านั้นและมีความคิดคร่าวๆว่าต้องการทำอะไร การจะขยายกิจการยังต้องคิดให้รอบคอบ


นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดกับนางฉินผู้เฒ่า “ท่านแม่ เงินจำนวนนี้ข้าก็เพิ่งได้มา เพิ่งเริ่มมีความคิดเล็กๆน้อยๆ แต่กลับยังไม่ได้คิดให้รอบคอบสมบูรณ์ หากจะต้องนำไปทำจริงๆ ยังต้องใช้เวลาพิจารณาชั่งน้ำหนักให้รอบคอบ”


สะใภ้เซี่ยเป็นคนใจร้อน นางได้ยินเช่นนั้นก็พูดขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านมีความคิดอย่างไรก็พูดออกมาเถิด ที่นี่ก็ไม่ได้มีคนนอก หรือว่าท่านอยากจะปิดบังเก็บเป็นความลับ?”


สะใภ้หวังไม่พอใจเล็กน้อย “หากข้าคิดจะปิดบังเก็บเป็นความลับก็คงไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ข้ากำเงินไว้ไปแอบทำลับๆไม่ดีกว่าหรือ จะมาเสียเวลาพูดให้เปลืองน้ำลายอยู่ตรงนี้ทำไมกัน”


สะใภ้เซี่ยเห็นว่านางเริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาก็รู้สึกอาย ไม่กล้าเอ่ยอะไรแล้ว


สะใภ้หวังไม่หันไปมองนางอีก เพียงหันไปพูดกับนางฉินผู้เฒ่าว่า “ถ้าจะพูดเรื่องการทำกิจการ เงินพันกว่าตำลึงก็คงเปิดร้านใหญ่โตไม่ได้ แค่เช่าร้านก็ต้องใช้เงินมากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าต้องมีลูกจ้าง เสี่ยวเอ้อร์ ผู้ดูแลอะไรอีก เราเพิ่งมาที่เมืองหลีไม่คุ้นเคยกับเมืองนี้ จะให้ทำอะไรข้าเองก็ไม่มีความคิดหรอก แต่ซีเอ๋อร์ให้สูตรทำผลไม้แช่อิ่มข้ามาส่วนหนึ่ง ผลไม้แช่อิ่มพวกนี้ไม่เหมือนกับผลไม้แช่อิ่มทั่วไป สูตรของมันมีสมุนไพรบางชนิดผสมอยู่ด้วย สามารถรักษาโรคเล็กๆน้อยๆได้ ข้าคิดว่าถ้าทำออกมาไม่เหมือนกับผลไม้แช่อิ่มของคนอื่น แถมยังสามารถช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นได้ด้วย อาจจะเป็นหนทางใหม่ๆ”


“สูตรผลไม้แช่อิ่มหรือ” นางฉินผู้มองหน้านาง “นังหนูนั่นไปเอามาจากไหน”


“ท่านลืมไปแล้วหรือว่านางมีวิชาแพทย์ติดตัว นางต้องคิดออกมาเองอยู่แล้ว พวกยาอมหวานทำให้ชุ่มคอที่ท่านอมอยู่บ่อยๆ ก็นางทำให้ท่านไม่ใช่หรือเจ้าคะ” สะใภ้หวังเอ่ยยิ้มๆ


นางฉินผู้เฒ่าเงียบไปเล็กน้อย “ยาอมนั่นไม่เลวจริงๆ เวลาอมไว้ในปากทำให้ชุ่มคอดี”


“ท่านเห็นหรือยัง นั่นก็เป็นหนึ่งในนั้น หากเอาไปขายในร้าน เป็นขนมก็ได้ แถมมีประโยชน์ต่อร่างกาย ท่านว่าจะมีคนซื้อหรือไม่”


“ยากจะบอกได้ ต้องลองทำแล้วดูผลลัพธ์ การเปิดร้านไม่ยาก การทำให้มันอยู่ต่อไปได้ต่างหากที่ยาก การจะทำกำไรให้ได้ก็ต้องใช้กระบวนการและเวลา”


“ท่านพูดถูก ข้าคิดว่าบ้านเรามีสูตรเอง ทำดีๆก็เป็นสูตรลับที่มีเพียงหนึ่งเดียว ถึงแม้คนอื่นจะอยากขโมยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สูตรลับอยู่ที่มือเราเอง แบบนี้กิจการก็เกิดขึ้นได้” สะใภ้หวังยิ้มบางๆ “ทำกิจการ ใครบ้างจะไม่อยากทำกิจการที่มีเอกลักษณ์”


สะใภ้เซี่ยถาม “พี่สะใภ้ใหญ่ อย่างที่ท่านพูด หากกิจการนี้สำเร็จก็จับนับว่าเป็นกิจการของส่วนรวมใช่หรือไม่”


“ย่อมเป็นกิจการส่วนรวม แต่สูตรนี้เป็นของซีเอ๋อร์” สะใภ้หวังเอ่ยเรียบๆ “หากทำสำเร็จ แต่ละปีข้าจะต้องแบ่งกำไรให้นางด้วย”


สะใภ้เซี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที “เป็นคนบ้านเดียวกับทั้งนั้น ยังจะต้องแบ่งแยกว่าเป็นของใครของใครด้วยหรือ”


สะใภ้หวังเหน็บกลับ “เช่นนั้นน้องสะใภ้ก็เอาสูตรออกมาสิ หากทำสำเร็จก็จะได้แบ่งกำไรให้เจ้าด้วยเหมือนกัน”


สะใภ้เซี่ยสะอึกทันที นางเม้มปาก ถ้านางมีสูตรที่ทำเงินได้จริง นางจะจ้างคนรับใช้สักคนคงไม่ใช่ปัญหาอย่างนี้หรอก


นางฉินผู้เฒ่าลูบประคำพุทธ “เจ้าเป็นนายหญิงของบ้าน เรื่องทำกิจการให้เจ้าตัดสินใจเองเถิด คิดอย่างไรก็ทำไป เพียงแต่ในบ้านยังต้องใช้เงินเบิกทาง ต้องใช้เงินอย่างประหยัด”


“เจ้าค่ะ ท่านแม่”


นางฉินผู้เฒ่าเห็นว่าตั้งแต่ต้นจนจบนางก็ไม่ได้หยิบสูตรออกมาดูเลย จึงลดสายตาลงพลางเอ่ย “นี่ก็ใกล้จะเดือนเก้าแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาเดินทางถึงกันแล้วหรือยัง อิงเหนียงก็ไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาเลย สะใภ้หวังส่งจดหมายไปทางตงเป่ยอีกครั้งเถิด ข้าเป็นห่วงจริงๆ”


สะใภ้หวังรับคำด้วยท่าทางนอบน้อม


หลังจากคุยกับหญิงชราอีกสักพัก สะใภ้หวังก็จากไป สะใภ้กู้ก็จากไปพร้อมลูกแฝดของนางด้วย


สะใภ้หวังและสะใภ้กู้เดินเคียงกันไป “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะทำกิจการจะต้องดูแลด้วยตัวเองนะเจ้าคะ หากในบ้านมีเรื่องไหนที่ล้นมือ ท่านสั่งข้ามาก็ได้ พี่ผิงและพี่อันมีเป่าเอ๋อร์ช่วยข้าดูแลอยู่แล้ว”


สะใภ้หวังพูด้วยรอยยิ้ม “เจ้าพูดถูก ข้าต้องดูแลกิจการนี้ด้วยตัวเองให้ดี จะให้สูตรดีๆเสียเปล่าไม่ได้ ข้าก็ยังยืนยันคำเดิม บ่าวรับใช้ในบ้านไม่ได้มีมากมาย แต่เจ้านายก็นับว่ามีไม่มาก แถมยังมีคนไปมาหาสู่น้อย เรื่องอาหารจัดเลี้ยงกลับประหยัดไปได้มาก ช่วงนี้ก็นับว่าไม่ได้ล้นมืออะไร เจ้าน่ะคอยดูแลหลานทั้งสองของข้าให้ดีก็แล้วกัน พวกเขาขาดเจ้าไม่ได้”


“แต่ว่า…”


“พี่สะใภ้รองของเจ้าชอบเอาเปรียบคนอื่น เป็นพวกอารมณ์ร้อนแถมไม่ยอมคน ปากร้าย แต่นางไม่ได้มีจิตใจชั่วร้ายขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นบ้านนี้ก็คงเก็บนางไว้ไม่ได้แล้ว แม้นางจะพูดจาไม่น่าฟัง พวกเราก็ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาไปเสีย หากทนฟังไม่ได้จริงๆ ข้าจะจัดการนางเอง”


สะใภ้หวังเอ่ยอีก “ตระกูลฉินประสบภัยเช่นนี้ ผิงอันถือว่าเกิดมาผิดเวลา แต่ข้าเชื่อว่าต่อไปเราจะดีขึ้นแน่นอน”


“อืม ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้พวกท่านพ่อเดินทางถึงไหนแล้วนะเจ้าคะ”


สะใภ้หวังเงียบไป นั่นน่ะสิ เดินทางถึงอย่างปลอดภัยแล้วหรือยัง?


ซีเป่ย เมืองอู่


คนตระกูลฉินทั้งหมดผ่านด่านหยางกวนเข้าสู่เมืองอู่ และถูกผู้คุมพาตัวเข้าไปศาลาว่าการเพื่อทำตามขั้นตอนการส่งมอบและลงทะเบียน พวกนักโทษที่ต้องทำงานหนักพวกเขาพาไปเอง ส่วนคนตระกูลฉินถูกนำตัวไปที่ค่ายเนรเทศในเมืองอู่ หลังจากปลดโซ่ตรวนออกแล้ว พวกเขาก็ต้องหาเลี้ยงชีพในเมืองที่ยากจนและป่าเถื่อนแห่งนี้


“พวกท่านมีความสามารถ ก็หาที่ลงหลักปักฐานด้วยตัวเองเถิด ขอให้โชคดี” เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการท้องถิ่นถอดโซ่ตรวนออกให้พวกเขา ก่อนจะพูดอย่างเย็นชาแล้วจากไป


สีหน้าของคนตระกูลฉินดูสับสนงุนงง


ทันใดนั้นลมหนาวพัดมาพัด เอาทรายสีเหลืองเข้าตาจนพวกเขาไม่สามารถลืมตาได้ ทรายเข้าตากระทั่งน้ำตาไหลออกมาด้วยความเจ็บปวด


สุขภาพร่างกายของฉินหยวนซานอ่อนแอ การเดินทางก็ยากลำบาก เมื่อลมหนาวพัดมา ร่างกายซึ่งสุขภาพไม่ดีก็เริ่มสั่นไหวโงนเงน


“ท่านพ่อ ท่านไม่เป็นไรนะ”


“ไม่เป็นไร พวกเรายังต้องหาที่พักกัน” ฉินหยวนซานไอออกมาเล็กน้อย เขาพูดด้วยใบหน้าชราอ่อนแรง “ที่นี่ลมแรง มีฝุ่นมาก แถมยังเป็นช่วงต่อฤดูอีกครั้ง พวกเราล้มลุกคลุกคลานไม่มีอะไรติดตัวมาเลย หากไม่มีที่หลบลมหนาว คงจะทานไม่ไหว”


“ท่านพ่อ เช่นนั้นข้ากับพี่รองจะไปหาที่พักกันก่อน พวกท่านหาที่นั่งรอกันก่อนดีไหม” ฉินปั๋วชิงที่ใบหน้ารกรุงรังไปด้วยหนวดเคราเอ่ยขึ้น


“คงได้แต่ต้องทำเช่นนี้แล้ว”


พวกเขาเพิ่งพูดจบ ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวไปไหนก็มีคนพุ่งเข้ามา “พวกเขานี่แหละ เอามาเลย”


พวกเขามองตามไปยังเสียงนั้น และพบว่าเป็นชายฉกรรจ์สองสามคนในขบวนเนรเทศที่คอยจับจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาโลภมาตลอดทาง


พวกเขาพุ่งเข้ามา “เอาเงินที่พวกเจ้ามีอยู่ทั้งหมดออกมา จะได้ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าขาไม่เกรงใจนะ”


“ไม่เกรงใจหรือ ข้าก็อยากรู้ว่าพวกเจ้าจะไม่หยาบคายได้แต่ไหน มาสิ พวกขี้ขลาด” ฉินปั๋วกวงพับแขนเสื้อขึ้นแล้วก้าวเข้าไปรับหน้า


ฉินหมิงเยี่ยนและฉินหมิงมู่รีบพยุงผู้เฒ่าถอยไปด้านหลัง แต่กลับถูกเด็กคนหนึ่งที่อายุน้อยกว่าเขาถึงครึ่งหนึ่งพุ่งเข้ามาและกระแทกพวกเขาล้มลงกับพื้นทันที ก่อนจะวุ่นวายค้นตัวผู้เฒ่า


ฉินหยวนซานกังวลร้อนใจจนหายใจไม่ออกและเป็นลมไปทันที ช่างเป็นเสือลำบากที่ถูกสุนัขรังแกจริงๆ


ตอนที่ 183: ความทุกข์ทรมานเพิ่งเริ่มต้น


ตอนที่คนตระกูลฉินหาที่พัก พวกเขาทุกคนต่างก็ได้รับบาดเจ็บกันแล้ว แต่สถานการณ์ที่วิกฤติที่สุดคือฉินหยวนซานที่อายุมากแล้ว ร่างกายของเขายังไม่หายดี ไฟโทสะโจมตีหัวใจ ยิ่งไปกว่านั้นสภาพอากาศในเมืองอู่ตอนกลางคืนก็ยังหนาวมาก ความเจ็บป่วยของเขาก็ยิ่งแย่ลงไปอีกกระทั่งเริ่มมีไข้


“โจรพวกนั้น ถ้าข้าพบเจอพวกมันอีก ข้าจะฆ่ามันให้หมดเลย” ฉินปั๋วกวงแยกเขี้ยวยิงฟันตะโกนออกมาด้วยตาบวมแดง


ฉินปั๋วชิงเอ่ย “พี่รองหยุดด่าก่อน ไปตามท่านหมอมาดูอาการท่านพ่อก่อนดีกว่า”


ฉิวปั๋วกวงหยุดชะงักไปทันทีก่อนจะมองบิดาชราที่นอนหลับตาสนิทอยู่บนกองฟาง เขากลืนน้ำลายขณะที่ในใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว “เงินที่เรามีก็ถูกเอาไปแล้ว”


ไม่เพียงแต่ถูกปล้นเงินเท่านั้น แต่ผ้าฝ้ายผืนใหญ่ที่ผู้มีพระคุณให้มาเพื่อป้องกันความหนาวเย็นก็ถูกฉกชิงไปด้วย ตอนนี้ทุกคนต่างก็ตัวสั่นด้วยความหนาวเย็น เด็กทั้งสองเอนกายพิงชายชรา พวกเขาหนาวจนใบหน้ากลายเป็นสีเขียว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชายชราที่หมดสติไปแล้วเลย


ที่พวกเขาหยุดพักอยู่ตอนนี้เป็นวัดร้างแห่งหนึ่งในค่ายเนรเทศ ที่นี่ยังเป็นที่ที่ขอทานไร้บ้านอาศัยอยู่ สกปรกเลอะเทอะ และมีกลิ่นเหม็นไปหมดทุกหนทุกแห่ง


แต่ฟ้ามืดแล้ว และนี่เป็นสถานที่แห่งเดียวที่พวกเขาสามารถหลบความหนาวเย็นได้ ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามฝืนทนและเข้าครอบครองพื้นที่บางส่วนด้วยความระมัดระวัง


ฉินปั๋วหงมองกลุ่มคนที่ขดตัวอยู่เป็นก้อนไม่ไกลก่อนจะลดเสียงลง “เยี่ยนเอ๋อร์ยังพอมีเงินย่อยที่ซ่อนไว้อยู่บ้าง”


หลังจากที่ผู้คุมเตือนพวกเขาตอนที่เพิ่งจะได้รับเงินมา จู่ๆ พวกเขาก็นึกขึ้นมาได้และกลัวว่ามันจะถูกคนอื่นขโมยไป เพื่อความปลอดภัย พวกเขาจึงไม่ได้เก็บเงินไว้ที่เดียวกันทั้งหมด แต่กลับเก็บซ่อนไว้ที่ฉินหมิงเยี่ยนที่อายุน้อยที่สุดไว้บางส่วน


แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้ พวกเขาขโมยมันไปจากผู้ใหญ่จริงๆ แต่ไม่ได้แตะต้องเด็ก


ฉินปั๋วชิงดีใจทันที “ข้าจะไปตามท่านหมอ พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านคอยดูแลท่านพ่อกับหลานทั้งสองให้ดีนะ”


“ให้ข้าไปด้วยดีกว่า” ฉินปั๋วกวงเอ่ย


“ไม่ได้ ที่นี่มีคนมาก ท่านพ่อก็ป่วยอยู่ด้วย พี่ใหญ่คนเดียวจะดูแลทั้งเด็กและคนแก่ได้อย่างไร” ฉินปั๋วชิงส่ายหน้า “แค่ไปตามหมอเอง ข้าทำได้”


“อาสาม ให้ข้าไปกับท่านเถิด มีคนติดตามไปด้วยก็ดี ไม่อย่างนั้นถ้าท่านเกิดเรื่องข้างนอก ถ้าแม้แต่คนส่งข่าวสักคนก็ไม่มีจะได้อย่างไร” ฉินหมิงมู่ยืนขึ้น


“ถูกต้อง ให้หมิงมู่ไปกับเจ้าด้วย” ฉินปั๋วหวงเองก็เห็นด้วย


ฉินปั๋วหงหยิบเงินย่อยออกมาจากฉินหมิงเยี่ยนสองชิ้น “ให้หมิงมู่ไปกับเจ้า ซื้อซาลาเปามาเติมท้องกันก่อนสักสองลูก” เขาเหลือบมองคนที่มองมาทางด้านนี้ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “พวกเจ้ากินให้เสร็จข้างนอกแล้วค่อยกลับมา”


ในวัดเล็กๆ ใช่ว่าจะมีแต่คนดีๆ พวกเขาต่างก็เป็นคนไร้บ้านที่มือเปล่าเท้าเปล่า ไม่มีใครดีไปกว่าใคร ใครแย่งชิงได้ก็ถือว่ามีความสามารถ หากต้องการหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวให้ดี


ฉินปั๋วชิงกำเงินไว้ “พี่ใหญ่พวกท่านรอหน่อย พวกเราจะรีบไปรีบกลับ”


เขาและฉินหมิงมู่หายตัวไปในความมืดอย่างรวดเร็ว


ฉินปั๋วหงเอ่ยกับฉินปั๋วกวง “ท่านดูไว้นะ ข้าจะไปขอยืมหม้อดินจากพวกเขามาต้มน้ำร้อนหน่อย”


ฉินปั๋วกวงพยักหน้า เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฉินหมิงเยี่ยนที่อยู่ข้างๆ ชายชราซีดเซียวลงเรื่อยๆ เขาก็เก็บหญ้าแห้งมาคลุมให้เพิ่ม พอเห็นท่าทางป่วยไข้ของทั้งเด็กและคนชรา เขาก็รู้สึกถึงไฟโทสะที่สุมอยู่ในอกไม่มีทางระบายออก


สวรรค์ใจร้ายมากจริงๆ


ในเวลานั้น โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองอู่ถูกกองคาราวานหนึ่งเหมาไปหมด คนที่เข้าพักในห้องส่วนตัวระดับสูงกว่าคือกงปั๋วเฉิงซึ่งเข้ามาในเมืองพร้อมๆกับคนตระกูลฉิน เขากำลังเล่นหมากรุกกับตัวเอง และแม่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆเขากำลังเดินหมากกับตัวเอง และฟังสถานการณ์ของตระกูลฉินที่พ่อบ้านยืนรายงานอยู่ข้างๆ


“เงินทั้งหมดที่พวกเขามีถูกปล้นชิงไปแล้ว เสื้อผ้าสำหรับกันหนาวก็ถูกแย่งไปด้วย แต่พวกเขาโชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บไม่ได้ร้ายแรงนัก ฉินหยวนซานอายุมากและอ่อนแอ ยังมาล้มลงอีก ตอนนี้พวกเขาอยู่ในวัดเล็กๆในค่ายเนรเทศ”


ปั๋งกงเฉิงหัวเราะออกมาเสียงดังหลังจากที่ได้ยิน “ผู้ใหญ่สามคนยังคงถูกปล้นได้ บุรุษตระกูลฉินไม่มีความสามารถกันเลยหรือ คุณชายรองของตระกูลฉินมีตำแหน่งเป็นถึงผู้คุ้มกันเมืองไม่ใช่หรือ”


พ่อบ้านรวบมือไว้ในแขนเสื้อ เขาค้อมตัวลงน้อยๆก่อนจะเอ่ย “ตระกูลฉินเป็นพวกบัณฑิต ตำแหน่งของคุณชายรองตระกูลฉินก็เป็นแค่ตำแหน่งลอยๆ คนที่ปล้นเงินพวกเขาคือพวกอันธพาลที่ไปเข้าพวกกับพวกอันธพาลสองคนที่อยู่ในเมืองอู่มานานแล้วด้วย คนตระกูลฉินจะเป็นคู่มือของพวกเขาได้อย่างไรเล่าขอรับ อีกอย่างพวกเขาก็มีคนอ่อนแออยู่ด้วย”


กงปั๋วเฉิงหนีบหมากขาวไว้ด้วยมือทั้งสอง หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้น “คนมีจุดอ่อนโจมตีได้ง่ายจริงๆ”


จุดอ่อนของคนตระกูลฉินก็คือคนชราและเด็กที่ชายฉกรรจ์อย่างพวกเขาไม่สามารถละทิ้งได้ และอีกฝ่ายก็จับจุดนี้ได้อย่างเห็นได้ชัด


คนที่เดินเท้าเปล่าไม่กลัวคนสวมรองเท้า นี่คือสัจธรรม


“นายท่าน ท่านคิดว่าถึงเวลาลงมือแล้วหรือยังขอรับ”


“ยังไม่ต้อง เพิ่งมาถึงเมืองอู่เอง ความทุกข์ทรมานเล็กน้อยแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น คนฉลาดมักจะคิดหาทางออกได้เสมอ” กงปั๋วเฉิงเอ่ย “ข้าว่าคุณชายสามนั่นฉลาดไหวพริบดี ดูว่าเขาจะหางานได้ไหม ถ้าเขาหางาน เจ้าค่อยจ้างเขา ให้เขาหาที่ลงหลักปักฐานได้จริงๆก่อนเถิด”


“ขอรับ”


ในอีกสองวันต่อมา คนตระกูลฉินก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเก่าทรุดโทรมแห่งหนึ่งซึ่งมีห้องนอนเพียงสามห้องในค่ายเนรเทศ จึงรู้สึกเหมือนรอดชีวิตจากภัยพิบัติมาได้บ้าง


ฉินปั๋วชิงแตะเงินรางวัลหนึ่งตำลึงที่เอวของเขาและรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แม้ว่าการเดินทางจะยากลำบาก แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ได้ที่ลงหลักปักฐานเรียบร้อยแล้ว พวกเขาหางานได้ แถมยังได้เงินรางวัลมาอย่างง่ายดาย จึงรู้สึกเหมือนมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ข้างหลังอย่างเงียบๆอย่างไรอย่างนั้น


เขารู้สึกไปเองหรือ


แม้จะเป็นอย่างนั้น ในที่สุดพวกเขาก็มีที่พักชั่วคราวและสามารถเขียนจดหมายถึงครอบครัวเพื่อแจ้งข่าวว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว ยังมีน้องสาวคนเล็กของพวกเขาด้วยที่ไม่รู้ว่าได้รับผลกระทบจากเรื่องของตระกูลฉินและได้รับความลำบากใจจากครอบครัวสามีบ้างหรือไม่


ในเวลานี้ ฉินอิงเหนียงซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปในตงเป่ยที่ฉินปั๋วชิงกำลังนึกถึงอยู่ก็ทุบถ้วยซุปน้ำแกงจนแตกและหยิบเศษกระเบื้องออกมาจ่อคอไว้


“ชุยต๋า ถ้าท่านไม่ส่งจดหมายและของไปให้ท่านแม่ของข้า ท่านก็เอาโลงมาใส่ศพของพวกข้าสองแม่ลูกส่งกลับไปเถิด” ฉินอิงเหนียงเอ่ยอย่างเย็นชา “ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านก็จะได้ทำตามที่ครอบครัวต้องการ แต่งงานใหม่ได้เลย”


“เจ้าวางลงก่อน พวกเราตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือ รอให้ลูกคลอดออกมาก่อน แล้วเราค่อยหาทางหลับไปเมืองหลีกัน” ชุยต๋ากระทืบเท้า “แต่ดูเจ้าทำสิ เจ้าไม่สนใจตัวเอง แล้วยังจะไม่สนใจลูกด้วยหรือ”


ฉินอิงเหนียงแตะท้องของนางซึ่งยังไม่เห็นว่าตั้งครรภ์ ก่อนจะเยาะ “เช่นนั้นก็ต้องขอโทษด้วย ต้องโทษที่เขามาผิดเวลา”


“ดู ดูสิว่าเจ้าพูดอะไรออกมา เหตุใดลูกของเราถึงมาผิดเวลาไปเสียแล้วเล่า ฟังข้า วางเศษกระเบื้องลง แล้วข้าจะส่งไปให้ตามที่เจ้าต้องการ”


“อย่ามาหลอกข้าเลย ก่อนหน้านี้ของที่ข้าส่งออกไปก็ถูกท่านแม่กักไว้ไม่ใช่หรือ ชุยต๋า บ้านบิดามารดาของข้าทำผิด ถูกยึดทรัพย์ค้นบ้าน แต่ก็ไม่ใช่โทษตาย ไม่อย่างนั้นฝ่าบาทคงบั่นคอพวกเราทั้งตระกูลไปแล้ว ไม่ใช่เนรเทศออกไปเช่นนี้ มันเป็นเช่นนี้ แลวท่านแม่กลับยึดของที่ข้าส่งไปให้บ้านบิดามารดาก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะข้าไม่เห็นจดหมายตอบกลับมาทั้งที่นานขนาดนี้แล้วก็คงยังไม่รู้เรื่องรู้ราว ตระกูลชุยเองก็เป็นตระกูลมั่งมีเงินทองแต่กลับหวาดกลัวถึงเพียงนี้ ไม่เช่นนั้นก็เอาอย่างนี้ ท่านเขียนหนังสือหย่าข้าเสีย ให้ข้าเอาสินสอดจากไปดีหรือไม่” ฉินอิงเหนียงน้ำตาพร่างพรู


“ถ้าข้าโกหกเจ้าขอให้ฟ้าผ่าให้ตายเลย อย่างนี้ได้หรือไม่” ชุยต๋าก้าวเข้าไปแย่งเศษกระเบื้องในมือนางก่อนจะกอดนางไว้ “ข้าไปจะไปเอะอะโวยวายเอากับท่านแม่ ถ้านางไม่ส่งของออกไป ข้าจะตายให้นางดู เจ้าจะเชื่อข้าได้หรือยัง”


ฉินอิงเหนียงซบอกเขาร้องไห้เสียงดังออกมาทันที


ตอนที่ 184: พบหลิวซีเหมือนได้พบอสุรเทพ


เดือนเก้า เข้าสู่บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงมากขึ้นทุกที


อวี้ฉังคงที่มีชีวิตอยู่มายี่สิบปียังไม่มีวันไหนที่เขาตื่นเต้นมากเท่าวันนี้ เพราะวันนี้เป็นวันที่เขาได้เห็นแสงสว่างอีกครั้งอย่างแท้จริง และมันก็เป็นวันที่ฉินหลิวซีบอกไว้ว่าเป็นวันสุดท้ายของการรักษาด้วย


เมื่อเอาผ้าฝ้ายที่ปิดตาออก ดวงตาของเขาก็ซึมซับยาหยอดตาที่ฉินหลิวซีปรุงไว้เป็นพิเศษ เขารู้สึกว่าดวงตาของเขาเย็นและชื้น อวี้ฉังคงไม่กล้าลืมตาอยู่ครู่หนึ่ง


“คุณชาย?” ซื่อฟังเอ่ยอย่างระมัดระวัง


เปลือกตาของอวี้ฉังคงสั่นไหว เขาค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะปิดลงอีกครั้ง และลืมตาขึ้นอีก หลังจากทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง เปลือกตาของเขาก็ค่อยสั่นกระพือราวปีกแมลงและเปิดกว้างในที่สุด


สิ่งที่เขาเห็นคือใบหน้าที่ภาคภูมิใจแต้มรอยยิ้ม แก้มบางๆ ผิวขาวเย็น มันไม่ได้อ่อนโยนอย่างที่หญิงสาวควรจะเป็น แต่ค่อนข้างเย็นชาห่างเหินเหมือนตัวเขา


แปลกมาก ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเหมือนตัวเขาเองล่ะ?


แต่เขาก็รู้สึกว่าใบหน้านี้และนิสัยของอีกฝ่ายเข้ากันได้อย่างลงตัว


ฉินหลิวซีเห็นว่าดวงตาของอวี้ฉังคงสามารถจดจ่อได้แล้ว เธอก็อดยื่นมือออกไปประสานขึ้นมาไม่ได้ซึ่งถือเป็นการทักทาย “นี่คือดวงตาที่คุณชายฉังคงควรจะมี ชัดเจนและสดใสราวกับดวงดาวยามค่ำคืน”


อวี้ฉังคงแย้มยิ้มทันที


ฉินหลิวซีตกตะลึงไปเล็กน้อย


คนงามยิ้มเมื่อใด โลกสว่างสดใสทันที


คุณชายฉังคงตระกูลอวี้หน้าตาดีจริงๆ


เฉินผีเห็นเจ้านายของตนน้ำลายแทบจะไหลออกมาอย่างนั้น ก็อดกุมหน้าผาก กำหมัดแน่นและกระแอมไอเบาๆไม่ได้


อวี้ฉังคงได้สติกลับมาและลุกขึ้นจากเก้าอี้ยืนขึ้น ก่อนจะเดินไปตรงหน้าฉินหลิวซีและประสานมือคารวะ “ปรมาจารย์ปู้ฉิวทักษะการแพทย์เป็นเลิศ ฉังคงขอกราบขอบคุณ”


ฉินหลิวซีโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เป็นเพราะเจ้าออกเงิน ข้าจึงแสดงฝีมือ ไม่มีค่าอะไรพูดถึงๆ”


บรู๊ว


ซื่อฟังกอดต้าฉยงทันทีและซับน้ำหูน้ำตากับตัวเขา ต้าฉยงรู้สึกรังเกียจและผลักเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับจับเขาไว้แน่นเหมือนปลาหมึกยักษ์จนเขาผลักไม่ออก เขาจึงปล่อยมันไป ดวงตาแดงก่ำขณะหันไปมองอวี้ฉังคง


ในที่สุดคุณชายก็มองเห็นแสงสว่างอีกครั้งแล้ว


“คุณชาย ท่านมองเห็นได้ชัดเจนแล้วจริงๆหรือขอรับ” ลุงเฉียนถามด้วยเสียงสะอึกสะอื้น


อวี้ฉังคงหันไปมองเขา “ลุงเฉียนแก่ลงไปมาก หลายปีนี้ข้าทำให้ท่านต้องเป็นห่วงกังวลแล้ว”


ลุงเฉียนก้าวเข้าไปกอดเขาไว้ เขาส่ายศีรษะทั้งยิ้มทั้งร้องไห้ “คุณชายสวมกวานแล้ว บ่าวจะไม่แก่ได้อย่างไรขอรับ ท่านมองเห็นก็ดีแล้ว ดีมากๆเลย ถ้าคุณหนูที่อยู่ในปรโลกรับรู้เข้าก็สบายใจได้แล้ว”


“ข้าจะไปแจ้งให้ทราบที่หน้าหลุมศพทีหลัง” อวี้ฉังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น


ลุงเฉียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม


อวี้ฉังคงหันไปมองฉินหลิวซี เขานิ่งไปพักหนึ่ง


“เสี่ยวฉินจะไปแล้วหรือ”


พวกฉินหลิวซีกำลังเก็บกล่องยา พอได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้า “ท่านหายดีแล้ว ข้าก็ต้องไปสิ”


หายดีแล้วก็หมายความว่านางไม่ต้องกลับมารักษาเขาอีกแล้ว


จู่ๆ อวี้ฉังคงก็รู้สึกในใจว่างเปล่า “ร่างกายของข้าไม่ต้องรักษาต่อให้หายขาดแล้วหรือ ตาหายดีแล้ว แล้วพวกอวัยวะภายในเล่า?”


“ตอนที่ข้ารักษาดวงตาให้ท่าน ตอนที่ฝังเข็มข้าก็ถือโอกาสปรับอวัยวะภายในให้ท่าน ปรับสมดุลหยินหยางไปด้วยเลย ไม่อย่างนั้นหลายวันมานี้ท่านจะมีสีหน้าดีอย่างนี้ได้หรือ ท่านจะไม่มีปัญหาในการนอนหลับอีกต่อไป และท่านก็ไม่ตื่นเพราะความฝันน่ากลัวอีกแล้วมิใช่หรือ”


อวี้ฉังคงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง


“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ช่วงนี้คุณชายนอนหลับดีมาก ข้าคิดว่าเป็นเพราะยาต้มที่คุณชายดื่มเสียอีก” ซื่อฟังเอ่ย


อวี้ฉังคงเหลือบมองซื่อฟัง ใครให้เจ้าพูดมากกัน


ฉินหลิวซีเอ่ยขึ้นอีก “การฝังเข็มมีประโยชน์ เช่นเดียวกับยาต้ม ไม่ใช่แค่การรักษาโรคตาของเท่านั้น แต่ยังมีผลส่งเสริมในด้านอื่นๆด้วย การปรับสมดุลหยินหยางเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”


“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” อวี้ฉังคงคิดเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปที่ดวงตาตนเอง “ตอนนี้ข้าเห็นได้ชัดเจนแล้วก็จริง แต่ข้ายังจะเห็นของพวกนั้นอยู่อีกหรือไม่”


“ถ้าท่านไม่มีเรื่องอะไรก็ไปเดินเล่นกับข้าดีหรือไม่ หากทนไม่ได้จริงๆ ข้าจะปิดผนึกให้ท่าน”


อวี้ฉังคงรอประโยคนี้อยู่แล้ว “ตกลง”


ขณะที่คนทั้งกลุ่มกำลังจะเดินออกไป ฉินหลิวซีก็ส่งเสียงออกมาก่อนจะยืนนิ่งอยู่ใต้ชายคา มองดูนกกระเรียนกระดาษบินมาหา


“คุณชาย คุณชาย มันคือข้อความจากอารามชิงผิง” ดวงตาที่เฉียบคมของซื่อฟังจำนกกระเรียนกระดาษได้ในทันที


นกกระเรียนกระดาษบินได้เหมือนจริง มีเพียงอารามชิงผิงเท่านั้นที่ทำได้


อวี้ฉังคงมองออกไปทันที ปลายนิ้วเขาขยับเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะเคยจินตนาการถึงวิธีการส่งข้อความเช่นนี้มาก่อน แต่เมื่อเขาเห็นนกกระเรียนกระดาษสีเหลืองบินเข้ามาหาเขาจริงๆก็ยังตกใจมาก


มันเปิดโลกเขามาก


วิชาอาคมช่างลึกลับน่าทึ่งจริงๆ


ฉินหลิวซียื่นมือออกไป นกกระเรียนกระดาษก็ตกลงใจกลางฝ่ามือและหยุดเคลื่อนไหว นางคลี่นกกระเรียนกระดาษออกทันทีและพบกว่าชิงหย่วนกำลังต้องการความช่วยเหลือ


รีบกลับอารามโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นอารามชิงผิงจะราบเป็นหน้ากลองเพราะอันธพาลน้อยที่ท่านเชิญมาแล้ว


นอกจากอักษรแล้วยังมีภาพวาดคนตัวเล็กร้องไห้อีกด้วย


อันธพาลน้อย?


ฉินหลิวซีนิ่งไปพักหนึ่ง แต่จู่ๆก็ราวกับนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางเอ่ยกับอวี้ฉังคง “เจ้าอันธพาลน้อยมู่ซีไปที่อารามชิงผิงแล้ว ชิงหย่วนกำลังตกที่นั่งลำบาก ข้าต้องไปที่นั่น ดวงตาของท่าน…”


“ไปด้วยกันเถอะ” อวี้ฉังกงพูดทันที “ถึงอย่างไรข้าก็เห็นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบนถนนหรือไม่ เดินทางไปกับท่านสักครั้งก็ได้”


“ก็จริง ไม่ไปก็ได้ ข้าเรียกมาให้ท่านเปิดหูเปิดตาสักกี่คนก็ได้เหมือนกัน” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


อวี้ฉังเอ่ยทันที “ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า”


“ท่านจะพบว่าข้าเรียกมาเป็นวิธีที่ดีกว่าค่อยเป็นค่อยไป” ฉินหลิวซีเอ่ยแฝงความหมายบางอย่าง


อวี้ฉังคงสั่งให้ต้าฉยงไปเตรียมรถม้า แต่ทันทีที่พวกเขาออกไป ก่อนที่เขาจะขึ้นรถม้า เขาก็ถูกผีน้อยสองตนชนเข้าโดยไม่คาดคิด เขาคิดจะหลบโดยสัญชาตญาณ แต่เด็กทั้งสองก็ทะลุร่างเขาไปทันที ร่างวิญญาณแตกสลายกระจัดกระจาย


อวี้ฉังคงชะงักและเงยหน้าขึ้น ที่มุมห้องตรงข้ามมีผีผู้ชายคนที่มีลำไส้โผล่ออกมา หัวศีรษะแข็งทื่อมองมาทางเขาราวกับว่าเห็นเนื้อชิ้นงามด้วยดวงตาเป็นประกาย


เป็นผิวหนังที่งดงามมาก


ผีผู้ชายลากลำไส้ของเขาลอยมาทันที แต่ก่อนที่เขาจะเข้าใกล้รถม้า ฉินหลิวซีที่อยู่ในรถม้าแล้วก็กระแอมไอและยื่นหน้าออกมา


ผีชาย “!”


ฟิ้ว


การเห็นหลิวซีก็เหมือนกับการเห็นอสุรเทพ มันหายวับไปในทันที


ฉวี้ฉังคงกลืนน้ำลายและมองไปที่ฉินหลิวซี ซึ่งมองเขาด้วยใบหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง “ขึ้นมาสิ ถ้าข้าอยู่ด้วย พวกเขาไม่กล้าเข้าใกล้หรอก”


อวี้ฉังคงก้าวขาขึ้นรถม้าก่อนจะนั่งลงอย่างสง่างามและจัดเสื้อคลุมของเขาอย่างเรียบร้อย แล้วเอ่ยว่า “พวกเขาเข้าสิงร่างได้ข้าด้วยหรือไม่”


“กลัวแล้วหรือ”


อวี้ฉังคงส่ายหน้า “ไม่กลัว แต่ไม่ชอบ”


“คนที่มีพลังปราณกังอยู่ในร่าง วิญญาณชั่วร้ายจะไม่กล้าเข้าใกล้ ผู้ที่มีพลังปราณจักรพรรดิคอยปกป้องร่างกาย วิญญาณชั่วร้ายจะไม่กล้ารุกราน และผู้ที่มีบุญจะมีลำแสงสีทองปกป้อง ไม่มีภัยร้ายใดๆกล้ำกราย และยังมีหลายสิ่งที่น่ากลัวกว่าผี เช่น ปีศาจร้าย ผีจะหลีกเลี่ยงเมื่อเห็นพวกมัน ส่วนท่านน่ะหรือ…” ฉินหลิวซีเอ่ย “ร่างกายท่านอ่อนแอและตาบอดมาสิบปีแล้ว ตามหลักท่านจะถูกครอบครองร่างได้ง่าย แต่ข้าเห็นว่าท่านสะอาดและไม่ถูกวิญญาณชั่วรุกราน ถ้าท่านไม่ได้มีของวิเศษติดตัวก็ต้องเป็นเพราะดวงชะตาของท่าน”


“ดวงชะตาของข้าหรือ” อวี้ฉังคงเอ่ย “ท่านไม่ได้ใช้วิธีจับชีพจรไท่ซู่หรือ”


ฉินหลิวซีพยักหน้า “ไม่ได้ใช้ และไม่ได้คิดจะใช้ เพราะข้าเองก็ไม่สามารถมองเห็นทุกสิ่งได้”


ดังนั้นนางจึงสงสัยมากจริงๆ ทั้งที่นางฉลาดมากเพียงนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้ ดวงชะตาของเขาซ่อนอะไรไว้กันแน่!


ตอนที่ 185: บรรพบุรุษตัวน้อยก็เอาออกมาขาย


อารามชิงผิง


นักพรตชิงหย่วนรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังจะทึ้งผมตัวเองจนร่วงหมดทั้งศีรษะ เขาไม่เข้าใจว่าบรรพบุรุษตัวน้อยของเขาไปเอาตัวซวยอย่างมู่ซีมาจากไหน ถึงได้เอาใจยากขนาดนี้


วันหนึ่งก็อย่างหนี่ง แม้แต่นกบนภูเขาด้านหลังก็ยังกระพือปีกบินหนีไปเมื่อเห็นเขา เพราะกลัวว่าจะถูกจับไปย่าง ต้นว่านสิบแสนที่เขาดูแลอย่างระมัดระวังก็ใบร่วงไปหมดแล้ว


ถ้าบรรพบุรุษตัวน้อยฉินหลิวซียังไม่เชิญตัวซวยคนนี้ไปอีก เขา เขาจะหนีจากอารามเอาอย่างอาจารย์แล้วนะ!


“นักพรต นักพรต…”


ปัง!


ชิงหย่วนเหลือบมองประตูที่จะพังมิพังแหล่ที่กำลังสั่นสะเทือนเพราะถูกเตะไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งพลางท่องคำเต๋าเงียบๆ ข้าขอแต่เทพเจ้าสูงสุด หากถ้ามีเวรกรรมใดก็ให้มันเกิดขึ้นเสียเถิด อย่าได้ให้ประตูของข้าต้องรับกรรมแทนเลย


ประตู : รอยเท้านับไม่ถ้วน ประตูเองก็เหนื่อยใจ


มู่ซีปรากฏตัวที่หน้าประตู เมื่อเห็นชิงหย่วนคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะเล็ก เขาก็ส่งเสียงเฮ้อออกมาทันที “ข้ารู้ว่าท่านกำลังหลบหน้าข้า รีบบอกเร็วว่านักพรตหลอกหลวงนั่นอยู่ที่ไหน จะกลับมาเมื่อใด”


ชิงหย่วนยืนขึ้น เขาประสานมือโค้งคำนับ “ท่านผู้มีบุญ ท่านเป็นถึงซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์ เป็นสุภาพบุรุษ จะปล่อยประตูนี้ไปได้หรือไม่ อย่าได้เตะมันอีกเลย มันทนรับฝ่าเท้าของอันสูงส่งของท่านไม่ไหวแล้ว”


มู่ซีเหลือบมองที่ประตู เขาเชิดหน้าขึ้นพล่างเอย “มันก็แค่ประตู มีค่าแค่ไม่กี่ตังค์ ถ้าพังไป ข้าจะชดใช้ให้ ท่านบอกข้ามาว่านักพรตหลอกลวงนั่นอยู่ที่ไหน ข้าจะเปลี่ยนประตูทุกบานในอารามนี้ให้ท่านก็ได้”


เปลือกตาชิงหย่วนเต้นกระตุกทันที “ข้าไม่ใช่นักพรตเช่นนั้น…”


“ข้าเห็นว่าโถงข้างของพวกท่านเก่าชำรุดมากแล้ว ทำขึ้นใหม่ดีหรือไม่ จะเอาเป็นทองคำหรือทองแดงดี?” มู่ซีพูดพลางเอามือไพล่หลัง


ชิงหย่วนเอามือกุมหัวใจที่กำลังเต้นอย่างบ้าคลั่ง เสแสร้งสงวนท่าที “โบราณว่าไว้วิญญูชนไม่พึงรับอาหารจากผู้อื่นเพียงเพราะความหิวโหย ท่านยังพูดจาไร้หลักฐานเลื่อนลอย…”


มู่ซีได้ยินเช่นนั้น “ซวงเฉวียน ไปเอาเงินมา”


ซวงเฉวียนหยิบตั๋วเงินร้อยตำลึงจำนวนห้าใบออกมาจากแขนเสื้อของเขาแล้วยื่นให้ทันที


ชิงหย่วนยื่นมือออกมาไปหยิบตั๋วเงินแล้วยิ้มออกมาทันที “ผู้มีบุญต้องการบริจาคน้ำมันหรือไม่ เชิญที่ห้องโถงใหญ่เถิด”


ซวงเฉวียนไม่ยอมปล่อย “ข้าเติมน้ำมันไปแล้ว นักพรตน้อยอยู่ที่ไหน ท่านนักพรตจะบอกซื่อจื่อของพวกเราได้แล้วหรือยัง”


ชิงหย่วนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านอย่าได้กังวลไป เทพบูรพาจารย์จะดลบันดาลให้ท่านผู้มีบุญสมปรารถนา ท่านผู้มีบุญจะสมความปรารถนาในไม่ช้า”


บรรพบุรุษตัวน้อยอะไรก็มีไว้ขายทั้งนั้น


มู่ซีแค่นเสียงเยาะออกมาทันที “อย่าได้หลอกข้าก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นข้าจะรื้ออารามชิงผิงให้ราบ”


ชิงหย่วนยิ้มให้เขา ในใจก็คิดว่า ทั้งที่ตัวเขายังพกยันต์และอาวุธวิเศษไว้ทั่วร่างเพื่อคุ้มครองตนเองให้ปลอดภัย แต่กลับยังกล้าพูดคำพูดไร้สาระพวกนั้นที่นี่อีก ไม่กลัวว่าจะสูญเสียพลังวิญญาณต่อหน้าเทพบูรพาจารย์บ้างหรือ


แต่เห็นแก่ที่เขาเพิ่งเติมน้ำมันไปเยอะมาก ทั้งหมดนี้เพราะน้ำมัน และอารามชิงผิงจะได้เป็นอารามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาจะต้องอดทนไว้


รอให้บรรพบุรุษตัวน้อยมาก่อน แล้วคอยดูกันว่าเขาจะยังดุดันได้ไหม!


นั่นมันอสุรเทพที่แท้จริง!


ชิงหย่วนยิ้มอย่างมีเลศนัย หนวดทั้งสองข้างของเขาสั่นระริก


มู่ซีบังเอิญเหลือบไปเห็นพอดี และรู้สึกแผ่นหลังหนาวยะเยือกขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล


ให้ตายเถอะ อารามเต๋าร้ายๆนี้มีผีด้วยหรือ?



ฉินหลิวซียื่นหน้าออกไปมองยังทิศทางอารามบนเขา นางหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง และรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติราวกับว่ากำลังถูกหลอก


อวี้ฉังคงเองก็มองออกไปเช่นกัน ตอนนี้ดวงตาของเขามองเห็นได้แล้ว มองอะไรก็เห็นว่าเป็นเรื่องสดใหม่ไปหมด แม้แต่แสงที่เข้าตาก็ยังไม่รู้สึกว่าแยงตาแต่อย่างใด


ดูเหมือนว่าการได้เห็นแสงสว่างอีกครั้งจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด


เขามองฉินหลิวซี สีทองอันนุ่มนวลที่ส่องสะท้อนอยู่บนร่างของอีกฝ่ายนั้นพราวตา แม้แต่ใบหน้าของอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะอาบไล้ไปด้วยแสง


ไม่ปิดผนึกดวงตาคู่นี้ก็ดีเหมือนกัน


“หืม?” ฉินหลิวซีมองมาและถามเขาว่า “ท่านว่าอะไรนะ”


อวี้ฉังคงนิ่งไป เขาพูดอะไรออกไปหรือ


“ข้าคิดว่า ดวงตาคู่นี้มองเห็นสิ่งที่คนปกติมองไม่เห็น ไม่ปิดผนึกก็ไม่เป็นไรหรอก”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว “ตลอดทางมานี้ ท่านก็ได้เห็นวิญญาณมาไม่น้อย ไม่กลัวหรือ”


อวี้ฉังคงส่ายศีรษะ “ยังน่ากลัวน้อยกว่าจิตใจคนมาก”


ฉินหลิวซียิ้ม นางเห็นด้วยกับคำพูดนี้


“ความจริงแล้ว ภาพที่น่ากลัวที่สุดคือการเห็นบิดามารดาตายอย่างอนาถต่อหน้าตนเอง แต่ตนเองกลับไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ มันน่ากลัวยิ่งกว่าการเห็นวิญญาณแค้นนับพันตัวเสียอีก” อวี้ฉังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก


ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าจะไม่พูดว่าเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วไป ถ้าท่านมีความแค้นก็แก้แค้นเถิด”


“โชคดีที่ท่านไม่เหมือนชาวพุทธที่ชอบเอ่ยว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ควรปล่อยวางความแค้น”


ฉินหลิวซีเยาะ “ข้าเป็นคนยึดหลักเวรกรรม และเป็นพวกที่มีแค้นต้องชำระ นิสัยของข้าเป็นเช่นนี้ จะมีหน้าไปบอกให้คนอื่นปล่อยวางได้ที่ไหน ไม่เคยประสบความยากลำบากอย่างคนอื่น ก็อย่าไปบอกให้เขาทำตัวเป็นคนดี ทำตัวเองให้ดีก็พอ”


อวี้ฉังคงยิ้มน้อยๆ “นั่นดีมาก”


“ในเมื่อท่านไม่คิดจะปิดผนึกดวงตาคู่นี้ เช่นนั้นท่านก็ต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ดี อย่าให้ผีพวกนั้นรู้ว่าท่านมองเห็นพวกมันได้ ไม่อย่างนั้นถึงแม้พวกมันไม่สามารถเข้าร่างท่านได้ พวกมันก็จะตามหลอกหลอน ก็จะเป็นปัญหาเหมือนกัน” ผีบางตัวก็ไม่ได้คิดจะสิงร่าง แต่อาจจะมองหาความช่วยเหลืออยู่


คิ้วของอวี้ฉังคงขยับเล็กน้อย “ข้าตาบอดมาสิบปีแล้ว วิธีแกล้งทำเป็นตาบอด ข้าทำเป็นอยู่บ้าง แต่อย่างที่ท่านพูด ถ้าพวกมันรู้เข้าและเข้ามาติดตามหลอกหลอนก็จะเป็นปัญหา เช่นนั้นแล้วท่านพอจะมีคาถาอะไรพอที่จะให้พวกเขาไปได้บ้างหรือไม่”


“อยากเรียนหรือ”


อวี้ฉังคงประสานมือคารวะ “ขอให้เสี่ยวฉินชี้แนะด้วย”


“สอนแล้ว ท่านก็จะกลายเป็นคฤหัสถ์ของอารามชิงผิง”


อวี้ฉังคงยิ้มพลางพยักหน้า “อารามเต๋าที่มีของจริง เป็นคฤหัสถ์ก็ไม่มีอะไรเสียหาย”


ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างจริงจัง “ท่านตาถึง ไม่ต้องกังวล เมื่อใดที่ท่านกลายเป็นคฤหัสถ์ของอารามชิงผิง อารามชิงผิงจะปกป้องท่าน”


“ตกลง”


“ตอนนี้เรามาแก้ไขปัญหานี้กันก่อน” ฉินหลิวซีเห็นประตูขึ้นเขาอารามชิงผิงแล้ว และนางก็สามารถเห็นได้ในทันทีว่า องครักษ์เงาของมู่ซีซุ่มซ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง


ส่วนอวี้ฉังคงก็มองอารามชิงผิงที่อยู่บนภูเขา แล้วมองไปรอบๆ และคำนวณทิศทางในใจของเขาอย่างเงียบๆ แผนภาพห้าธาตุและผังแปดทิศปรากฏขึ้นในใจของเขา


“ข้าขอถามสักหน่อย อารามชิงผิงมีค่ายอาคมใช่หรือไม่”


ฉินหลิวซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ท่านมองออก” นางหยุดไปเล็กน้อย “คุณชายฉังคงตระกูลอวี้มากความสามารถ คงจะมีความรู้เรื่องค่ายอาคมมาบ้าง”


อวี้ฉังคงเอ่ย “ข้ารู้ บิดาของข้าเคยสอนตอนเด็กๆ แต่ข้ายังไม่เก่ง ข้าแค่ว่าเห็นตำแหน่งของอารามและทิวทัศน์โดยรอบดูคล้ายกับแผนภาพห้าธาตุและผังแปดทิศ แต่บางทีข้าอาจจะดูผิดก็ได้”


“ท่านไม่ได้ดูผิดหรอก นี่เป็นแผนภาพห้าธาตุและผังแปดทิศจริงๆ ในแผนภาพนี้ยังมีค่ายอาคมป้องภูเขา ค่ายอาคมเก้าดารา ซึ่งนอกจากจะงดงามแก่สายตาแล้วยังปกน้ำป้องดินด้วย”


“ค่ายอาคมเก้าดารา มันวิเศษตรงไหนหรือ”


“หากมีภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือสงคราม หากกระตุ้นให้ค่ายอาคมทำงาน มันจะสามารถปกป้องอารามและคนที่อยู่ในค่ายอาคมได้เป็นเวลาสามเดือน” ฉินหลิวซีตอบอย่างภาคภูมิใจ


นัยน์ตาของอวี้ฉังคงสั่นสะท้าน สามารถปกป้องไว้ได้สามเดือน ทรงพลังถึงเพียงนั้นเชียวหรือ


หากสิ่งที่ฉินหลิวซีเอ่ยเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นแล้วการสร้างค่ายกลของอารามนี้ก็ร้ายกาจกว่าเขาจินตนาการไว้เสียอีก ไม่สิ อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางโกหกแน่นอน


แววตาของอวี้ฉังคงเจือความตื่นเต้น ขณะที่เขากำลังจะถามให้ชัดเจน เงาร่างสีแดงเพลิงก็กระโดดออกมาทันที


“ฮ่า ชิงหย่วนนักพรตหลอกลวงคนนั้นไม่ได้เอาเงินของข้าไปโดยเปล่าจริงๆด้วย นักพรตน้อยมาแล้วจริงๆ”


ฉินหลิวซี “…”


ลางสังหรณ์เป็นจริง นางถูกขายแล้ว!


ตอนที่ 186: สหายตายไปเถอะ แต่ข้าต้องรอด


มู่ซีอยู่มานานขนาดนี้ยังไม่เคยพบเจออะไรที่ยากลำบากเท่ากับการตามหาคนผู้นี้มาก่อนเลย ไม่ต้องเอ่ยถึงการทำตัวบ้าๆบอๆ แต่ยังต้องเปลืองเงินด้วย เมื่อก่อนคนของเขาเชื่อฟังแต่เขาเท่านั้น แต่เมื่อมาพบฉินหลิวซี คนของเขาทุกคนกลับห้ามเขา โดยบอกว่าคนมีวิชาไม่ควรล่วงเกิน


มันน่าโมโหนัก!


ตอนนี้อย่างไรเล่า หลังจากใช้เงินทุ่มไป ในที่สุดเขาก็ได้พบฉินหลิวซีอีกครั้งแล้ว


เปลือกตาของฉินหลิวซีกระตุก นางไม่สนใจมู่ซีที่แต่งตัวเหมือนไก่งวงแดงเพลิงไปทั้งตัว คำพูดของเขาที่ว่า ชิงหย่วนนักพรตหลอกลวงคนนั้นไม่ได้เอาเงินของข้าไปโดยเปล่าสะท้อนไปมาอยู่ในสมองของนาง


ไม่ได้เอาเงินไปเปล่า!


เจ้าเด็กเฒ่าชิงหย่วนสมควรโดนนัก


ฮัดชิ่ว ฮัดชิ่ว


ชิงหย่วนคลายมวยผมของตนออก นอนลงบนตั่ง ห่มผ้าแล้วแกล้งตาย


ฉินหลิวซีมองมู่ซี “ชิงหย่วนได้เงินจากท่านไปเท่าไร”


“ข้าเติมน้ำมันตะเกียงไปหนึ่งพันตำลึง เขาถึงได้บอกว่าท่านจะมา” มู่ซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “นักพรตน้อยจอมหลอกลวง สูงส่งจริงนะ ข้ายังต้องมาตามหาท่านถึงที่นี่โดยเฉพาะ แต่ก็นับว่าท่านยังรู้ความบ้างที่ไม่ได้หลอกข้า ท่านเป็นนักพรตอยู่ที่อารามพังๆนี่จริงๆ”


“อารามพังๆ?” ฉินหลิวซีหรี่ตาลงทันที


มู่ซีชี้ไปที่อารามชิงผิง “ข้าพูดผิดตรงไหน มันทั้งเล็ก เก่า และโทรม สรุปว่าเก่าเล็กทรุดโทรมนั่นแหละ นักพรตก็มีแค่ไม่กี่คนด้วยซ้ำ แค่เห็นก็ดูไม่มีอนาคตแล้ว หรือว่าท่านจะกลับไปเป็นฆราวาสเหมือนเดิม ติดตามข้า แล้วข้าจะสร้างอารามใหญ่โตให้ท่านเอง”


ฉินหลิวซีเหล่มองเขา “ทำไม ท่านจะถูกสับเป็นสองท่อนอยู่แล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก ท่านกล้าแย่งตัวคนหน้าอารามชิงผิง ซื่อจื่อน้อยท่านไม่รู้จักความตาย หรือว่าท่านกินดีหมีหัวใจเสือมาถึงได้กล้าดีอย่างนี้ ท่านกล้าพูดอย่างนี้ต่อหน้าบูรพาจารย์ในโถงใหญ่หรือไม่!”


“เรื่องนั้น…” มู่ซีกำลังจะเอ่ยอะไรไร้ยางอายออกมาตอนที่มีเสียงกระแอมไอดังมาจากด้านหลังเขา เขาจึงหยุดไปสักพัก “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าสร้างอารามใหญ่โตให้ แล้วชุบรูปปั้นบูรพาจารย์ของเจ้าด้วยทองคำก่อนจะอัญเชิญไปอยู่อารามให้ แบบนี้ได้แล้วใช่ไหม”


ร่างทองนะ


น้ำเสียงของฉินหลิวซีอ่อนลง “ไยต้องทำถึงขนาดนั้นด้วย ซื่อจื่อใจบุญสุนทาน อาจจะบริจาคน้ำมันตะเกียงเพื่อซ่อมแซมอารามชิงผิงของเรา แล้วค่อยบูรณะองค์บูรพเทพเป็นร่างทองก็ได้ เช่นนี้แล้วบูรพาจารย์ก็จะปกป้องท่านจากเภทภัยความชั่วร้ายทั้งปวง”


“ข้าเชื่อเรื่องเภทภัยพวกนั้นด้วยหรือ” มู่ซีเด้งตัวขึ้นมา “ใครๆก็บอกว่าคำพูดของนักพรตหลอกลวงไม่น่าไว้วางใจที่สุด ตายแล้วก็พูดให้มีชีวิตขึ้นมาได้ ถ้าข้าทำตามที่เจ้าบอกจริงๆ แล้วเจ้าหลอกข้า ข้าจะไม่ขาดทุนหรือ”


“ไม่ขาดทุนสิ ปกป้องท่านจากเภทภัยความชั่วร้ายทั้งปวง จะขาดทุนได้อย่างไร ร่างกายของซื่อจื่อล้ำค่าอย่างไร ท่านไม่รู้หรือ” ฉินหลิวซีพูดด้วยใบหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง “หรือท่านต้องการให้ข้าช่วยเตือนความจำ”


นางก้าวไปข้างหน้าและเอื้อมมือไปหยิบยันต์บนร่างของเขาออก


ร่างหนึ่งแวบเข้ามาและยื่นมือมาห้ามไว้ เป็นองครักษ์ในชุดดำคนหนึ่งที่มองฉินหลินซีด้วยรอยยิ้ม “นักพรตน้อย ได้โปรดยั้งมือด้วย”


ฉินหลิวซีเบ้ปาก “น่าเบื่อ”


นางเดินเข้าไปในอาราม อวี้ฉังคงก็ตามไปด้วย


เมื่อมู่ซีเห็นว่าฉินหลิวซีจะไปแล้ว เขาก็รีบผลักองครักษ์และตามไปทันที


อวี้ฉังคงเอ่ย “มู่ซื่อจื่อ อย่าได้บีบบังคับใจคน”


“คนแซ่อวี้อีกแล้วหรือ นี่ ท่านเป็นอะไรกับนักพรตน้อยหรือ ทำไมข้าไปที่ไหนก็เจอท่านอยู่ตลอดเลย” มู่ซีเหล่มองเขาพลางเอ่ยถาม


อวี้ฉังคงตอบอย่างเย็นชา “ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน”


“เช่นนั้นข้าจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับท่านเหมือนกัน” มู่ซีแค่นเสียงออกมาทันที


อวี้ฉังคงหยุดฝีเท้าทันที เขาหันหน้าไปมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า “มู่ซื่อจื่อได้รับความรักมากมาย ท่านทะนุถนอมสิ่งที่มีไว้ดีกว่า บางคนก็ไม่ใช่คนที่ท่านจะสามารถหยอกล้อและยั่วยุได้”


มู่ซีตะลึง พอเขาเห็นว่าอวี้ฉังคงเดินจากไปไกลแล้ว เขาก็กระโดดขึ้นคว้าซวงเฉวียนแล้วตบศีรษะเขาทันที “ข้าเกือบจะถูกเขาขู่แล้ว เจ้าไม่เตือนข้าบ้างเลย แล้วข้าจะมีเจ้าไว้ทำไมนี่”


ซวงเฉวียน “บ่าวไร้ประโยชน์ ซื่อจื่อโปรดลงโทษข้าด้วย”


“ไปให้พ้น!” มู่ซีเตะเขาแล้วรีบตามไป


ปัง


ฉินหลิวซีเตะประตูห้องของชิงหย่วนให้เปิดออก ประตูที่ไม่มั่นคงอยู่ก่อนแล้วพังยับเยิน ลมหนาวพัดเข้ามาทันที


ชิงหย่วนตัวสั่นทันที เขาเปิดผ้าห่มและเผยให้เห็นดวงตาเพียงคู่เดียวและสบตากับดวงตาที่เหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิงของฉินหลิวซี เขาลุกขึ้นนั่งเผยให้เห็นใบหน้าที่เหนื่อยล้าเล็กน้อย “ศิษย์พี่กลับมาได้สักที”


เขามองไปยังประตูที่อยู่บนพื้น เอาล่ะ มีเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว


ฉินหลิวซีไม่ใส่ใจประตูที่ถูกตนเองเตะจนพัง และก้าวเข้าไปข้างในด้วยฝีเท้ายาวๆ “เจ้าทรยศข้าแล้ว ข้าจะไม่มาได้หรือ ทำไมหรือ ตอนนี้ไม่เสแสร้งแล้วล่ะ โอ๊ะ ยังแปะแผ่นปิดแผลหลอกด้วย ลงทุนหนักมากเลยนะ? มาๆๆ ข้าจะฝังเข็มให้เจ้าสักสองสามเข็ม รับประกันเลยว่าเจ้าจะได้นอนจนกระดูกนิ่มไปเลย”


ชิงหย่วนยิ้มแหยและแตะแผ่นปิดแผลหลอกๆที่ขมับตนเอง “ท่านจะโทษข้าได้อย่างไร ตัวซวยข้างนอกนั้นท่านเป็นคนชักจูงมาไม่ใช่หรือ เขาทำแต่เรื่องประหลาด ประหลาด ทุกวันในอารามและยังคุกคามรังควานผู้แสวงบุญชาย ข้าจะปล่อยให้คนอื่นคิดว่าอารามของเราไม่เคร่งครัดจริงจังได้อย่างไร!”


“เจ้าก็เลยขายข้า!”


ชิงหย่วนเอ่ย “จะเอ่ยว่าขายไม่ได้หรอก ข้าก็แค่เรียกท่านมาช่วย สัตว์ประหลาดตัวน้อยที่ไม่มีใครแตะต้องได้อย่างนั้น ต้องให้ท่านออกหน้าเท่านั้นแล้ว”


“ใช่สิ สหายเจ้าตายไปเถอะ แต่ข้าต้องรอดสินะ ถ้าข้าทำเขาตาย อำนาจเบื้องหลังเขาก็ต้องมาหาข้าเท่านั้นสิ” ฉินหลิวซียิ้มเย็นชา


“ท่านต้องไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ข้าไม่เหมือนท่าน ท่านไม่เห็นหรือว่าสองวันมานี้ข้ากลัดกลุ้มจนมีริ้วรอยเพิ่มขึ้นมาอีกกี่รอยแล้ว”


“เลิกเล่นลิ้นกับข้าได้แล้ว เจ้ามันก็รีบร้อนเกิดจนหน้าตาขี้เหร่แบบนี้อยู่แล้วนี่”


ชิงหย่วนน้อยอกน้อยใจ “…”


นี่มันโจมตีเรื่องส่วนตัวของเขานี่


ฉินหลิวซีหันกลับไปมองเล็กน้อย “อย่าแสร้งตายอยู่เลย รีบลุกขึ้นต้อนรับผู้แสวงบุญ”


ชิงหย่วนเห็นว่านางจะไม่ถือสาหาความแล้ว ก็ดีใจทันทีและเลิกผ้าห่มขึ้น “มาแล้ว”


“ข้าจะมาคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง!”


ชิงหย่วน “!”


ไม่รู้ว่าเขาจะหนีไปจากอารามได้หรือไม่!



“คุณหนู ระวังบันไดด้วย” หญิงชราคนหนึ่งพยุงหญิงสาวในชุดฤดูใบไม้ร่วงเข้าไปในโถงด้านหน้าพลางพึมพำ “ถ้าท่านอยากไหว้พระ เราไปที่วัดอู๋เซียงกันก็ได้ ทำไมท่านถึงต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่ด้วยเจ้าคะ”


รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากของเด็กสาวอ่อนเยาว์ที่มีลักษณะนิสัยอ่อนโยนและสง่างาม นางเอ่ย “แม่นมอย่าพูดอย่างนั้นสิ ใครๆก็บอกว่ายันต์ที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มากไม่ใช่หรือ ข้าก็จะมาขอให้ท่านแม่บ้างเผื่อท่านจะดีขึ้น”


แววตาของหญิงชราหรี่แสงลง “บ่าวปากมากไปเอง คุณหนูมีใจกตัญญูจะไปที่ไหนก็ศักดิ์สิทธิ์ได้ผลเหมือนกันนะเจ้าคะ”


“ความจริงใจนำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น” สีหน้าเจาชิงม่านดูเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย “มาอยู่ต่อหน้าเทพเจ้าแล้ว แม่นมก็ไม่ต้องเอ่ยเรื่องพวกนั้นแล้ว”


“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคุณหนูขอไปสักสองชิ้นสิเจ้าคะ ท่านจะได้พกไว้ขับไล่ความโชคร้ายของตัวเองในช่วงนี้ด้วย”


เจาชิงม่านมาถึงตรงหน้าบูรพาจารย์ นางนำบ่าวรับใช้มาถวายแตงและผลไม้ก่อน จากนั้นจึงไปหยิบธูปจากตะกร้า แล้วธูปจำนวนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า


หญิงชราและสาวใช้สองคนรีบล้อมคุณหนูของตน และมองดูชายหนุ่มรูปงามที่อยู่ตรงกันข้ามด้วยความระแวดระวัง คนคนนี้ปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อไหร่และเขามีเจตนาอะไร


“ท่านเป็นใคร ที่นี่คืออารามเต๋า อย่ามาทำอะไรวุ่นวายที่นี่นะ” หญิงชรายืนขวางอยู่ข้างหน้าเจาชิงม่าน ท่าทางราวแม่ไก่แก่ที่คอยปกป้องลูกไก่


นางมองไปรอบๆ อีกครั้งและเห็นว่าอารามชิงผิงนั้นเล็กมาก แม้แต่นักพรตที่คอยต้อนรับผู้มาแสดงบุญก็มีเพียงไม่กี่คน มีเพียงนักพรตน้อยคนเดียวเท่านั้น หากมีอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง


ฉินหลิวซียิ้ม “ข้าแต่เทพสูงสุด ข้าเป็นนักพรตในอารามชิงผิง ฉายานามว่าปู้ฉิว ผู้มีบุญต้องการจุดธูปอธิษฐานจะต้องใช้ธูปไม้กฤษณา ไม่ใช่ธูปไม้จันทน์ ธูปไม้จันทน์นั้นไว้สำหรับวัดพุทธเท่านั้น”


ทุกคนตกตะลึง นี่คือนักพรตในอาราม โกหกใช่หรือไม่ ชุดนักพรตก็ไม่สวมด้วยซ้ำ แถมยังดูเหมือนพวกมากตัณหาด้วย!


ตอนที่ 187: อารามเต๋าแห่งนี้ไม่ค่อยจริงจังนัก


ฉินหลิวซีถือธูปไว้ในมือ จากนั้นก็ส่งให้เจาชิงม่าน ดวงตาคู่นั้นมองไปที่นาง สายตาเข้มขึ้นเล็กน้อย


ก่อนหน้านี้เคยพบสตรีผู้นั้นที่ถนน ไม่ได้พบมาสองวัน โชคลาภของสตรีผู้นี้ตกต่ำลง จุดหว่างคิ้วมีความหม่นหมอง ความโชคร้ายของนางร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ


นอกจากนี้จุดอาทิตย์และดวงจันทร์ของนางมีรอยย่น สีหน้าหม่นหมอง หว่างคิ้วมีความกังวล ช่วงนี้ท่านพ่อและท่านแม่ของนางจะเจ็บป่วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวนางเอง เดิมทีควรจะมีชีวิตที่มีความสุขและมั่งคั่ง แต่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไป


พูดให้ถูกก็คือ ถูกยืมไปอย่างนั้นหรือ


ช่างน่าสนใจจริงๆ เป็นฝีมือของนักพรตเต๋าสายดำ หรือว่าแม่หมอคนไหนเป็นคนทำ


ดวงตาของฉินหลิวซีเผยให้เห็นถึงความสนใจ


เจาชิงม่านสับสนเล็กน้อย คนผู้นี้บอกว่าเป็นนักพรตเต๋า เช่นนั้นสายตาที่เผยให้เห็นถึงความสนใจของเขาคืออะไร


ฉินหลิวซียังคงยื่นธูปไปข้างหน้า ราวกับว่าจะไม่ยอมแพ้จนกว่าอีกฝ่ายจะยอมรับธูป


อวี้ฉังคงเดินเข้ามาในอาราม เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ จึงเดินเข้าไปอย่างช้าๆ


มู่ซีที่เดินตามหลังมาก็กระโดดเข้ามาส่งเสียงเอะอะ เมื่อเห็นฉินหลิวซีก็ตะโกนว่า “ดีจริงๆ เจ้านักต้มตุ๋น เพียงแค่พริบตาเดียวก็หาตัวไม่พบแล้ว ที่แท้ก็หายมาอยู่ที่นี่นี่เอง เจ้าเกิดปีหนูหรือ”


“เงียบเสีย!” อวี้ฉังคงจ้องมองเขา คนผู้นี้แยกแยะสถานการณ์ไม่ออกหรืออย่างไร ไม่เห็นหรือว่าอีกฝ่ายกำลังยุ่ง และนี่ก็เป็นอารามหลัก


มู่ซีตอบเพียง “อ้อ”


ทันใดนั้นก็รู้สึกตัวขึ้นมา เอ๊ะ เหตุใดเขาถึงเชื่อฟังเสียแล้ว


“อย่ามาสั่งข้าหน่อยเลย” มู่ซีเดินชนเขาไปหยุดอยู่ที่ข้างฉินหลิวซี มองไปที่บรรดาสตรีที่อยู่ตรงข้าม กล่าวว่า “เจ้านักต้มตุ๋น กำลังทำอะไรอยู่หรือ”


เจาชิงม่านและคนอื่นๆต่างก็สับสน นี่ นี่คืออารามเต๋าจริงๆหรือ


เหตุใดมีบุรุษรูปงามโผล่มาทีละคน


ใบหน้าเจาชิงม่านแดงก่ำ ก้มศีรษะลงเล็กน้อย


นางเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน มาจุดธูปบูชาขอยันต์ครั้งนี้ กลับได้พบบุรุษแปลกหน้าสองสามคน ทำให้นางทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย


หญิงชรายิ่งรู้สึกไม่พอใจ นางรู้อยู่แล้วว่าอารามเต๋าแห่งนี้ไม่ค่อยจริงจังนัก คนพวกนี่นี้มันอะไรกัน


ฉินหลิวซีดันมู่ซีออกไป กล่าวว่า “ไปเล่นที่อื่นก่อน”


มู่ซีถูกดันเซออกไป อยากจะระเบิดอารมณ์โมโห แต่เมื่อฉินหลิวซีเหลือบมองมาเล็กน้อย เท้าของเขาก็หยุดอยู่กับที่ราวกับถูกตอกตะปูไว้ ไม่กล้าขยับ จากนั้นก็ถูกมือยาวของอวี้ฉังคงดึงคอเสื้อมาด้านหลัง


มู่ซี “…”


องครักษ์รับใช้ “!”


นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ ท่านซื่อจื่อของพวกเขาก็มีวันที่โดนผู้อื่นปรามเช่นกัน


เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่ามู่ซีสงบลงแล้ว จึงก้าวไปหาเจาชิงม่านสองก้าว ยื่นธูปไปให้นาง “ผู้ศรัทธา โปรดรับไว้เถิด ธูปเคารพบูชา”


หญิงชราสายตาเฉียบคม เมื่อเห็นชิงหย่วนที่สวมชุดนับพรตเต๋าเดินเข้ามาในอารามหลัก รู้สึกเหมือนได้เห็นนักพรตที่แท้จริง ตะโกนเรียกเสียงดัง “ท่านนักพรต ท่านนักพรตมาทางนี้หน่อยเจ้าค่ะ”


ชิงหย่วนเดินมา ยกมือขึ้นคำนับ กล่าวว่า “ท่านผู้ศรัทธา มีอะไรหรือ”


“ท่านนักพรต พวกเรามาที่นี่เพื่อจุดธูปบูชา เหตุใดจึงได้ปล่อยคนเหล่านี้มาสร้างความวุ่นวายเจ้าคะ” หญิงชราเอ่ยด้วยความโกรธ “อารามเต๋าของพวกท่านดูไม่ค่อยจริงจังนัก ยังใช่อารามเต๋าอยู่หรือไม่เจ้าคะ”


ชิงหย่วน ‘บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าผู้มาแสวงบุญจะต้องเข้าใจผิดแน่นอน’


เขาปั้นหน้ายิ้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านผู้ศรัทธา ท่านนี้ก็เป็นนักพรตเต๋าของอารามเรา” เขาเหลือบมองใบหน้าฉินหลิวซี กล่าวว่า “รูปงามไปสักหน่อย แต่เป็นนักพรตเต๋าอารามชิงผิงจริงแท้แน่นอน อีกทั้งวิชาแก่กล้า”


ใบหน้าหญิงชราร้อนผ่าว เป็นนักพรตเต๋าจริงๆหรือนี่


เจาชิงม่านตบไปที่แขนแม่นม ก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับธูปจากฉินหลิวซี กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล


“ขอบคุณท่านนักพรตน้อยเจ้าค่ะ”


ฉินหลิวซีเดินออกไปอยู่ด้านข้าง มองดูนางจุดธูปขอพร คุกเข่าลงบนฟูก หลับตาลงแล้วกล่าวคำอธิษฐาน หลังจากที่นางปักธูปทั้งหมดลงในกระถางธูป แล้วเดินไปขอยันต์แคล้วคลาดจากชิงหย่วน ฉินหลิวซีจึงได้เอ่ยขึ้น


“ท่านผู้ศรัทธา ไม่ขอให้ตัวเองสักแผ่นหรือ ช่วงนี้ท่านประสบเหตุร้าย ซึ่งร้ายแรงกว่าอาการป่วยของท่านแม่ท่าน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต”


เจาชิงม่านตกตะลึง


สีหน้าแม่นมของนางเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก เกือบจะโวยวายขึ้นมาทันที เจ้าเป็นใครกันมากล่าวคำสาปแช่งคุณหนูของนางเช่นนี้


มู่ซีที่อยู่ไม่ไกลหันไปเอ่ยกับอวี้ฉังคงที่ยืนอยู่ข้างๆเขา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจ กล่าวว่า “เจ้านักต้มตุ๋นกล่าวเช่นนี้ ไม่กลัวถูกคนตีตายหรือ”


ปากร้ายเกินไปแล้ว คนที่อ่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้จะต้องอัดเขาอย่างแน่นอน


แต่ว่าปากร้ายก็ส่วนของปากร้าย นั้นตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ


อวี้ฉังคงยืนมือไพล่หลัง ไม่เอ่ยอะไร


เมื่อมู่ซีเห็นว่าเขาไม่ตอบ ก็เบะปาก ทำเป็นเคร่งขรึม น่าเบื่อ


เจาชิงม่านสูดหายใจเข้าลึกๆ เอ่ย “ท่านนักพรตน้อย…”


“วันนี้ตอนที่ท่านออกจากจวนก็คงได้ประสบโชคร้ายแล้วกระมัง” ฉินหลิวซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม


ปลายนิ้วเจาชิงม่านสั่นเล็กน้อย


ทันใดนั้นใบหน้าของหญิงชราก็ซีดลง สายตาแฝงไว้ด้วยความยำเกรงและระมัดระวัง แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไร


“ท่านพ่อและท่านแม่ของเจ้ารักกัน พี่น้องก็รักใคร่ปรองดอง ฐานะครอบครัวร่ำรวย ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นตั้งแต่ท่านยังเด็ก ในภายภาคหน้าก็จะมีชีวิตแต่งงานที่มีความสุข มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ชีวิตมั่งคั่ง มีความสุข สุขภาพแข็งแรง แต่ในช่วงนี้มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับท่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นโชคร้ายในแบบที่สามารถพบได้เมื่อเดินตามท้องถนน ท่านพ่อท่านแม่ของท่านล้มป่วยทีละคน อาการท่านแม่ค่อนข้างหนักกว่า ข้าทายถูกหรือไม่”


เจาชิงม่านสีหน้าดูซีดเล็กน้อย


มู่ซีกระซิบกับอวี้ฉังคงว่า “หากเจ้านักต้มตุ๋นชูป้ายที่เขียนว่าหมอดู แล้วเอ่ยเกี่ยวกับความหม่นหมองของจุดกลางหว่างคิ้ว บอกว่าจะมีภัยพิบัตินองเลือด เช่นนั้นก็ยิ่งเหมือนนักต้มตุ๋นมากกว่าเดิม!”


อวี้ฉังคง “…”


เสียงดังน่ารำคาญ!


หญิงชราแทบยืนไม่อยู่แล้ว กล่าวว่า “ท่านนักพรตน้อย พวกเราไม่เคยดูดวง ท่านพูดเหลวไหลแล้วกระมัง”


“เหลวไหลหรือไม่ในใจพวกท่านรู้ดี”


“ท่านผู้ศรัทธา ศิษย์พี่ปู้ฉิวของพวกเราเป็นเลิศทางด้านการทำนายโหงวเฮ้ง” ชิงหย่วนมองดูใบหน้าของเจาชิงม่านอย่างละเอียด เอ่ย “แต่ว่าโหงวเฮ้งของแม่นาง จุดหว่างคิ้วหม่นหมอง จะมีภัยพิบัตินองเลือดในอนาคตอันใกล้นี้”


มู่ซีเหลือบมองอวี้ฉังคงอย่างภาคภูมิใจ เอ่ย “เห็นหรือไม่ นี่น่ะเป็นวิธีพูดที่ถูกต้องของนักต้มตุ๋น”


อวี้ฉังคงเขยิบยืนห่างออกไปเล็กน้อย


“น่าแปลก หากเป็นอย่างที่ศิษย์พี่ปู้ฉิวเอ่ย โหงวเฮ้งของท่านเป็นคนร่ำรวยโดยไม่ต้องทำอะไร มันเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ไปทำให้ใครขุ่นเคืองแล้วถูกสาปเปลี่ยนชะตาชีวิตหรือไม่” ชิงหย่วนก็รู้สึกแปลกๆเช่นกัน


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “คงจะเป็นการยืมชะตาชีวิต”


เมื่อชิงหย่วนได้ยินดังนั้นก็เก็บสีหน้า ขมวดคิ้วพลางเอ่ย “การยืมชะตาชีวิต เป็นฝีมือของนักพรตเต๋าสายดำ”


“ถูกต้องแล้ว ช่วงนี้มีปีศาจไม่น้อยเลย ดูเหมือนจะเป็นฝีมือนักพรตสายดำ”


เดี๋ยวนะ พวกเจ้าร้องรับส่งกันไปมา ช่วยดูแลผู้ที่มีปัญหาหน่อยไม่ได้หรือ


หญิงชราตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เพราะฉินหลิวซีทำนายถูกแล้ว ช่วงนี้คุณหนูของนางมักจะประสบเรื่องร้ายอยู่เสมอ ตอนออกจากจวนวันนี้ กระถางดอกไม้จากเรือนข้างๆ ก็ตกลงมากลางอากาศ อีกแค่นิดเดียวก็จะโดนตัวนางแล้ว


นอกจากนี้นายท่านและฮูหยินของนางต่างก็ล้มป่วยทั้งคู่ โดยเฉพาะฮูหยินที่จู่ๆก็ป่วยเป็นไข้หวัด ไอต่อเนื่องมานานไม่หายเสียที ซ้ำช่วงนี้ยังไอเป็นเลือด ดังนั้นคุณหนูจึงได้อยากจะมาขอยันต์ให้ฮูหยินพกติดตัวไว้


และหญิงชรากับคนอื่นๆก็ไม่ได้สงสัยว่าฉินหลิวซีกับชิงหย่วนร้องรับส่งกันไปมาเพื่อเงินค่าธูปและน้ำมันตะเกียง เดิมทีพวกนางก็ไม่ใช่คนเมืองหลี เพียงแค่นั่งเรือผ่านเมืองหลี เตรียมจะไปเมืองฝู่เพื่อฉลองวันเกิดแก่พี่หญิง พวกนางมาหยุดที่เมืองหลีก็เพราะฮูหยินมีพี่น้องร่วมสาบานอยู่ที่เมืองหลี ถูกอีกฝ่ายรั้งให้อยู่ต่อสองสามวัน จะเริ่มออกเดินทางในวันพรุ่งนี้


ดังนั้นเดิมทีพวกนางก็ไม่ได้รู้จักกัน การที่มาอารามชิงผิงเป็นแค่ความคิดที่เกิดขึ้นมากะทันหัน ฉินหลิวซีและคนอื่นๆคงไม่สามารถไปสืบเรื่องราวของพวกนางล่วงหน้าได้หรอกกระมัง


เช่นนั้นก็มีปัญหาแล้ว หากเป็นอย่างที่ฉินหลิวซีกล่าว คุณหนูของนางถูกยืมชะตาชีวิตไปหรือ


ตอนที่ 188: ยืมชะตาชีวิต


เมื่อพูดถึงเรื่องลึกลับอย่างเทพเจ้าและผีสาง สตรีจะเชื่อมากกว่าบุรุษ และพวกนางเต็มใจที่จะใช้เงินจ่ายให้กับสิ่งเหล่านี้ง่ายกว่า


ดังนั้นหากนักต้มตุ๋นต้องการจะหาเงิน จะสามารถหาได้จากสตรีง่ายกว่าบุรุษเป็นอย่างมาก


คำพูดของฉินหลิวซีทั้งมหัศจรรย์และแม่นยำมาก ในฐานะหญิงชราที่เป็นแม่นมของเจาชิงม่านก็เชื่อแล้ว และรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก


นางไม่ได้โง่ นางเป็นแม่นมของเจาชิงม่าน ดูแลเจาชิงม่านเหมือนบุตรสาวแท้ๆของตนเองจนเติบใหญ่ อยู่ข้างกายเจาชิงม่านมาหลายปี ย่อมรู้จักเจาชิงม่านเป็นอย่างดี


ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น ชะตาชีวิตของคุณหนูนับว่าดีจริงๆ นางเป็นบุตรีคนโตของตระกูล ทันทีที่เกิดนายท่านก็สอบติดเป็นขุนนางบัณฑิต เส้นทางราชการดำเนินไปอย่างราบรื่น ในสิบปีมานี้ได้รับความชื่นชมจากผู้สูงศักดิ์ มีผลงานโดดเด่นทางการเมืองอย่างน่าทึ่ง ระดับตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับสี่ และยังสูงขึ้นไปกว่านี้ได้อีก


ตัวคุณหนูเองเป็นคนอารมณ์ดี มีการศึกษาดี มีโชคลาภ หากทำเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นแข่งโยนธนูลงแจกัน คนอื่นโยนซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ลง ในขณะที่นางหลับตาก็ยังโยนลง นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งในนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนางมักจะได้เจออาจารย์ที่ดี สิ่งที่ได้เรียนรู้ย่อมดีกว่าผู้อื่น เมื่อถึงอายุสมควร เรื่องหมั้นหมายก็ราบรื่นเป็นอย่างมาก เป็นการตกลงกันด้วยวาจา ตอนนี้คุณชายเมิ่งต้า หลานชายคนโตที่เป็นบัณฑิตเมิ่งต้าในราชสำนัก รอเพียงแค่จบงานฉลองวันเกิดของท่านป้าครั้งนี้แล้วก็จะแลกหนังสือสมรสกันแล้ว


หากจะเอ่ยถึงเรื่องโชคร้าย มันเริ่มขึ้นเมื่อครึ่งเดือนที่ผ่านมา จู่ๆ คุณหนูเหมือนไปทำให้ผีหรือเทวดาขุ่นเคือง ทุกอย่างเกิดติดขัด จนถึงวันนี้แค่ยืนอยู่ก็เกือบจะถูกกระถางตกใส่ พอโชคร้ายขึ้นมา แม้แต่ดื่มน้ำเย็นก็ยังติดฟัน


และฉินหลิวซียังเอ่ยว่าคุณหนูถูกยืมชะตาชีวิตไปจึงได้โชคร้ายเช่นนี้ น่ากลัวเกินไปแล้ว!


การยืมชะตาชีวิตหมายความว่าอย่างไร แค่ได้ยินก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัว


“ท่านนักพรตน้อย การถูกยืมชะตาชีวิตหมายความว่าอย่างไร ข้าจะบอกอะไรให้ ท่านอย่าได้หลอกพวกเราเด็ดขาด นายท่านของพวกเราคือรองเสนาบดีเฟิ่งเทียน หากเจ้ากล้าพูดเรื่องไร้สาระ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกล ก็สามารถให้คนมาถล่มอารามเต๋าของท่านได้” บ่าวรับใช้เอ่ยข่มขู่ไว้ก่อน


เจาชิงม่านขมวดคิ้วเล็กน้อย ตำหนิด้วยความโกรธ “แม่นม” นางคำนับฉินหลิวซี แล้วหันไปไหว้รูปปั้นเจ้าลัทธิเต๋า กล่าวจากใจจริงว่า “คนรับใช้ข้าไม่ได้ตั้งใจ ขอท่านนักพรตน้อยและท่านเทพทั้งหลายอย่าได้ขุ่นเคืองเลยเจ้าค่ะ”


ฉินหลิวซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้ายังยืนยันคำเดิม เป็นการหลอกลวงหรือไม่ ในใจพวกท่านรู้ดี แม่นางเป็นสตรีที่ดี สั่งสมคุณงามความดีในชาติที่แล้ว จึงได้เกิดมามีฐานะร่ำรวยและสูงส่งในชาตินี้ แต่กลับถูกยืมชะตาไป ช่างน่าเสียดาย”


“ท่านนักพรตน้อย หากชะตาชีวิตของข้าถูกยืมไปจริงๆ อย่างที่ท่านว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไรหรือเจ้าคะ” เจาชิงม่านไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนก ยังคงอ่อนโยนเช่นเดิม

 

“ท่านว่าอย่างไรล่ะ จริงๆแล้วท่านเองก็สังเกตเห็นแล้วว่าเมื่อโชคร้ายมาถึง ท่านก็สามารถประสบได้โดยไม่ต้องออกไปข้างนอก เมื่อโชคดีของท่านใช้หมดสิ้นแล้ว ต่อไปเมื่อเจอโชคร้ายอีก อย่างเบาก็เลือดตกยางออก อย่างหนักก็ถึงแก่ชีวิต ขึ้นอยู่กับว่าท่านโชคดีแค่ไหน”


เจาชิงม่านเลิกคิ้ว เอ่ยถามว่า “ท่านนักพรตรู้หรือไม่ว่าใครยืมชะตาชีวิตข้าไป”


“การยืมชะตาชีวิตไม่เหมือนการรับชะตาชีวิตแทน การรับชะตาชีวิตแทน คือเมื่อท่านไปเอาของใครมาก็ย่อมต้องได้รับสิ่งที่ต้องได้รับแทนอีกฝ่าย แต่การยืมชะตาชีวิตต้องรู้จักแปดตัวอักษรเวลาตกฟากของท่านเป็นอย่างดี มีวิธีการทำที่แม่นยำ จึงจะสามารถยืมชะตาชีวิตของท่านไปทดแทนได้”


ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเจาชิงม่านกับสาวใช้ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป


แปดตัวอักษรเวลาตกฟากเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แปดตัวอักษรเวลาตกฟากของชายหญิง นอกจากญาติสนิทแล้ว ก็จะแลกกับชายหญิงที่เป็นคู่สมรสเพื่อแลกเปลี่ยนหนังสือสมรสกันเท่านั้นจึงจะสามารถรู้ได้


แม้ว่าเจาชิงม่านจะตกลงหมั้นหมายด้วยวาจา แต่ก็ยังไม่ได้ถึงขั้นแลกหนังสือสมรส เช่นนั้นใครจะรู้แปดตัวอักษรของนางได้


มีเพียงแค่ญาติสนิทแล้ว


“ท่านนักพรตน้อย เช่นนั้นจะแก้ได้หรือไม่” หญิงชราค่อนข้างใจร้อน เอ่ย “หากช่วยคุณหนูของข้าให้แก้วิบากครั้งนี้ได้ ฮูหยินของข้าจะต้องตบรางวัลมากมายอย่างแน่นอน”


“แน่นอนว่าแก้ได้ เพียงแค่ทำลายมนต์ดำนี้ทิ้งเสีย” เป็นเพียงการต่อสู้กับพิธีกรรมของนักพรตสายดำ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร


สาวใช้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขอเพียงแก้ไขได้ก็พอแล้ว


ห่างออกไปไม่ไกล มู่ซีเอ่ยด้วยความเวทนา “ไม่มีทาง ถูกเจ้านักต้มตุ๋นหลอกให้เชื่อจนได้ สตรีช่างหลอกง่ายเสียจริง”


“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาโกหก” อวี้ฉังคงมองด้วยความไม่พอใจ ยิ้มหยันพลางเอ่ย “หากออกจากอารามเต๋าแห่งนี้ เจ้ากล้าถอดยันต์หรือของขลังบนร่างกายของเจ้าออกหรือไม่”


ในอารามเต๋าเต็มไปด้วยพลังบริสุทธิ์ ย่อมไม่มีวิญญาณชั่วร้ายที่ไม่ดูตาม้าตาเรือกล้าเข้ามา


แต่หากออกจากอารามเต๋าล่ะ


สีหน้ามู่ซีเปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า อารมณ์โกรธปะทุขึ้นมา อ้าปากกล่าวว่า “มีหรือข้าจะไม่…อุ๊บ”


ซวงเฉวียนปิดปากของเขาอย่างแม่นยำ


มู่ซี ‘บ่าวโง่เง่า บังอาจนัก!’


อวี้ฉังคงยิ้มหยัน


มู่ซีที่ถูกเยาะเย้ย โกรธจนแทบจะเป็นลม


อีกด้านหนึ่ง ฉินหลิวซีได้นำยันต์แคล้วคลาดมอบให้กับเจาชิงม่าน เอ่ย “ยันต์นี้สามารถปกป้องท่านจากภัยพิบัตินองเลือดได้ หลังจากที่แม่นางกลับไปปรึกษากับฮูหยินแล้ว หากอยากแก้เคราะห์กรรมนี้ ค่อยกลับมาที่อารามชิงผิง”


เจาชิงม่านรับมา ไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงหันไปเอ่ยกับแม่นมว่า “แม่นม เพิ่มค่าน้ำมันตะเกียงด้วย”


“เจ้าค่ะ”


เมื่อเจาชิงม่านและคนอื่นๆ เติมน้ำมันตะเกียงเสร็จก็รีบออกไป


อวี้ฉังคงจึงได้เดินไปหา เอ่ย “สตรีผู้นั้นคือคนที่เราเห็นเมื่อสองวันก่อน นางจะเป็นอะไรหรือไม่”


ฉินหลิวซีกล่าวว่า “ไม่”


“ทำไมเล่า เจ้าไม่ได้บอกว่านางถูกคนยืมชะตาชีวิตไปหรอกหรือ หรือว่านักพรตหลอกลวงอย่างเจ้าไปโกหกนาง” มู่ซีก้าวเข้ามาแทรกระหว่างทั้งสองคนพลางเอ่ยถาม


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา “ข้าจะโกหกนางทำไม ข้าบอกว่านางจะไม่เป็นอะไรเพราะว่านางได้มาพบข้าแล้ว เมื่อนางมาหาข้าอีกครั้ง ข้าก็จะช่วยแก้เคราะห์กรรมครั้งนี้ให้นาง”


“พูดเหมือนว่านักพรตต้มตุ๋นอย่างเจ้าจะมีความสามารถเช่นนั้นจริงๆ” มู่ซียิ้มเย้ย


ฉินหลิวซียิ้มอย่างจริงใจ “ให้ข้าเรียกผีสาวมาเข้าสิงเจ้าดีหรือไม่ แล้วค่อยช่วยเจ้าไล่ออกไป เจ้าจะได้รู้ว่านักต้มตุ๋นอย่างข้ามีความสามารถเช่นนั้นหรือไม่ ส่วนค่าไล่ผี อย่างมากก็เรียกเก็บเจ้าถูกหน่อยก็แล้วกัน”


มู่ซี “…”


อวี้ฉังคงไม่ใส่ใจเขาแล้วเดินออกไปข้างนอกพร้อมกับฉินหลิวซี กล่าวว่า “มีผู้ที่ใช้มนต์ดำเพื่อยืมชะตาชีวิตเช่นนี้จริงๆหรือ ท่านว่าเขาเป็นใครกัน”


“การยืมชะตาชีวิตต้องใช้แปดตัวอักษรเวลาตกฟาก นอกจากคนในตระกูลแล้ว ใครจะสามารถรู้แปดตัวอักษรของนางได้ ต้องดูว่าในบรรดาญาติๆของนางเป็นผู้ใดที่จู่ๆโชคดีขึ้นมา ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนผู้นั้น”


“หากทำลายได้แล้วจะเป็นอย่างไร”


“หากทำลายได้ โชคของนางก็จะค่อยๆกลับมา และผู้ที่ทำพิธีกับผู้ที่ยืมชะตาชีวิตไปก็จะถูกของย้อนกลับ” ฉินหลิวซีกล่าว


อวี้ฉังคงยิ้มหยัน “สิ่งที่เรียกว่าญาติมิตรนั้น ก็คงเท่านี้แหละ”


ใครว่าไม่ใช่ล่ะ


ทางด้านเจาชิงม่านกำลังถือยันต์แคล้วคลาดอย่างเหม่อลอย เมื่อกลับไปถึงจวนเล็กที่พักอยู่ชั่วคราว ก็เดินไปเรือนฮูหยินเจาด้วยเรื่องที่กังวลในใจ


ฮูหยินเจากำลังดูบุตรชายรำหอก นางไออยู่เป็นพักๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นว่าบุตรสาวกลับมาแล้วก็กวักมือเรียก “ม่านเอ๋อร์มาเร็ว น้องอวี้ของเจ้าได้หอกยาวใหม่มาจากข้างนอก รำอย่างคล่องแคล่วเชียว…”


ในเวลานี้เจาชิงอวี้เหวี่ยงหอกยาวในมือราวกับมังกรสะบัดหาง หัวหอกหลุดออกจากด้ามจับ พุ่งตรงไปยังเจาชิงม่าน


“แย่แล้ว คุณหนูระวัง!”


“ม่านเอ๋อร์!” ฮูหยินเจากรีดร้อง


เจาชิงม่านมองดูหัวหอกแหลมคมแวววาวพุ่งมาที่กลางหว่างคิ้วของนาง รูม่านตาเล็กลง ยกมือขึ้นบังตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นมือของนางก็รู้สึกร้อนราวกับไฟ นางร้องด้วยความตกใจ เมื่อเอามือออก


เพล้ง


หัวหอกที่บินไปถึงปลายจมูกของนางเหมือนถูกขวางด้วยสิ่งที่มองไม่เห็น ร่วงหล่นลงพื้นด้วยเสียงดัง


หลังจากที่เจาชิงม่านเอามือออก ยันต์แคล้วคลาดที่ถืออยู่ในมือนางก็ถูกเผาไหม้หายไปในอากาศ


ตอนที่ 189: ทายอักษรหาตัวคนร้าย


ฉินหลิวซีมั่นใจว่าแม่นางตระกูลเจาจะหวนกลับมา ในที่สุดเช้าวันรุ่งขึ้นทันทีที่นางทำกิจวัตรประจำวันเสร็จก็มีลูกศิษย์เต๋ามาเคาะประตู บอกว่าคนตระกูลเจามาหาที่อาราม กำลังรออยู่ที่เรือนด้านหลัง


ฉินหลิวซีแต่งกายให้เรียบร้อยแล้วไปที่เรือนด้านหลังอย่างกระปรี้กระเปร่า ทันทีที่ก้าวเข้าประตูเรือนมา ก็ได้ยินเสียงอันอบอุ่นของชิงหย่วนกำลังปลอบโยนผู้ศรัทธาอยู่


“ทุกท่าน ไม่ต้องกังวล ศิษย์พี่กำลังมาแล้ว อ้อ มาถึงแล้ว” ชิงหย่วนชี้ไปที่ประตู


คนตระกูลเจาหันไปมอง เห็นว่าฉินหลิวซีอยู่ที่นี่แล้ว


หญิงชราพยุงเจาชิงม่าน เอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “ฮูหยิน นั่นคือนักพรตเต๋าน้อยที่ทำนายให้คุณหนูเจ้าค่ะ”


ฮูหยินเจาสวมเสื้อคลุมปักลายสีเงิน บนศีรษะปักปิ่นหยกสองอัน สีหน้าย่ำแย่ ไม่รู้ว่าเพราะไม่ได้นอนทั้งคืนหรือเพราะอาการเจ็บป่วย ใบหน้าของนางซีดเซียวและดูอ่อนแรง เมื่อมองเห็นฉินหลิวซี ดวงตาเศร้าสร้อยคู่หนึ่งกลับฉายแววตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด


เมื่อวานนี้เจาชิงม่านเกือบถูกหอกของบุตรชายแทง นางตื่นตระหนกอย่างมาก แต่เมื่อเห็นยันต์แคล้วคลาดเผาไหม้ไปเอง นางก็รู้สึกว่าทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อได้สติกลับมาก็รู้สึกตกใจจนเหงื่อเย็นออกไปทั่วตัว


ต่อมาแม่นมของบุตรีก็ได้เล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่าฉินหลิวซีทำนายว่าบุตรีของนางถูกยืมชะตาชีวิตไป ฮูหยินเจาอ่อนแรงในทันที ทั้งตกใจทั้งโมโห


ที่น่าตกใจคือบุตรีถูกคนยืมชะตาชีวิตไปแต่นางกลับไม่ได้สังเกตเลย คิดว่าเป็นแค่โชคร้ายธรรมดาทั่วไปเลยทำให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นบ่อยๆ แต่กลับไม่รู้ว่ามีคนทำสิ่งชั่วร้าย ที่น่าโมโหก็คือหากมีคนยืมชะตาชีวิตไปจริงๆ คนผู้นั้นคือใครกัน


หรือเป็นอย่างที่ฉินหลิวซีกล่าว เป็นคนใกล้ชิดหรือไม่


ฮูหยินเจานอนไม่หลับทั้งคืน ฟ้ายังไม่ทันสางก็ให้คนขับรถพาเจาชิงม่านออกจากเมือง ไปขอความช่วยเหลือที่อารามเต๋าด้วยตัวเอง


คำอธิบายเรื่องการยืมชะตาชีวิตคนคนหนึ่งนั้นน่ากลัวเกินไปแล้ว ยันต์แคล้วคลาดที่เผาไหม้ไปเองนั่นก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากๆจนนางต้องเชื่อ อย่างไรเสียหากไม่มียันต์แผ่นนั้นกันไว้ หัวหอกนั่นจะไม่แทงเจาชิงม่านไปแล้วหรือ หัวหอกที่แหลมคมเช่นนั้น แม้ว่าจะไม่ตายแต่ก็ต้องได้รับบาดเจ็บรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน นางก็ไม่ยินดีที่จะได้เห็นมัน


เป็นการดีที่จะเชื่อการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ยังดีกว่าพลาดบางสิ่งบางอย่างเพราะความไม่เชื่อ เรื่องเกี่ยวกับชีวิตของบุตรี ครั้งนี้นางจำเป็นต้องมา


เจาชิงม่านก้าวไปข้างหน้า คำนับฉินหลิวชี “ข้าขอบคุณท่านนักพรตน้อยที่มอบยันต์ช่วยชีวิตข้า”


หัวหอกนั้นมาถึงตรงหน้า เกือบจะแทงตัวเองแล้ว แต่เป็นเพราะยันต์แคล้วคลาดแผ่นนั้นไหม้ขึ้นมาเอง หัวหอกนั้นจึงดูเหมือนถูกใครหยุดไว้ มหัศจรรย์เกินไปแล้ว


เป็นยันต์แคล้วคลาดแผ่นนั้นที่ฉินหลิวซีมอบให้ที่ช่วยปัดเป่าภัยพิบัตินองเลือดให้นาง นางไม่ได้เอ่ยอะไรเกินจริงเลย


มีคนช่วยพยุงฮูหยินเจาเดินเข้ามาคำนับขอบคุณฉินหลิวซีเช่นกัน “ขอบคุณท่านนักพรตน้อยที่ช่วยชีวิตบุตรสาวข้า”


“นี่เป็นพรที่แม่นางสมควรได้รับ” ฉินหลิวซียิ้มพลางโบกปัดมือบอกว่าไม่จำเป็นต้องพิธีรีตอง


ฮูหยินเจาถามด้วยความกังวล “ได้ยินบ่าวรับใช้บอกว่า ท่านนักพรตเอ่ยว่าที่บุตรสาวของข้าช่วงนี้จะประสบเคราะห์ร้ายเพราะมีคนยืมชะตาชีวิตไป เป็นเรื่องจริงหรือ เมื่อวานนางเกือบถูกหัวหอกแทงจากการรำหอกของบุตรชาย แต่ก็แคล้วคลาด เช่นนั้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ผ่านไปแล้วใช่หรือไม่”


“ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำลายคาถายืมชะตาชีวิตนั่น เคราะห์ครั้งนี้ผ่านไปก็ยังมีเคราะห์อื่นอีก” ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “จนกว่าแม่นางจะไม่มีชะตาชีวิตให้ยืม นั่นก็คือ…”


ฮูหยินเจาสีหน้าซีดเผือด เมื่อตื่นตระหนกก็รู้สึกเจ็บหน้าอก นางงอตัวไออย่างรุนแรง ราวกับว่าไอจนปอดจะหลุดออกมา


แม่นมและสาวรับใช้ต่างก็เป็นกังวล พากันเข้าไปลูบหลังนาง


เจาชิงม่านมองไปที่ฉินหลิวซีพลางเอ่ย “ท่านแม่ไอมาเป็นเวลานาน ตอนนี้รู้สึกตื่นตระหนกจึงเสียมารยาทต่อหน้าท่านนักพรตแล้ว ขอท่านนักพรตอย่างได้ขุ่นเคือง”


“ไม่เป็นไร” ฉินหลิวซีก้าวไปข้างหน้า ให้สาวใช้ที่กำลังลูบหลังถอยออกไป เอ่ย “ขออภัยฮูหยิน ข้าขอบรรเทาอาการไอให้ท่านก่อน”


นางกดจุดเทียนทูที่กลางหน้าอกของฮูหยินเจาผ่านเสื้อผ้าด้วยน้ำหนักกำลังดี จากนั้นก็นวดจุดต้าจุยที่บริเวณกระดูกสันหลังใต้ทายทอยตามเข็มนาฬิกา สุดท้ายก็กดที่จุดฝังเข็มเลี่ยเชวียบริเวณข้อมือด้านข้าง


แม้ว่าฮูหยินเจาจะตกใจการกระทำอย่างอุกอาจของฉินหลิวซี แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอายุยังน้อยจึงไม่ได้เอ่ยอะไร และตัวเองก็ค่อยๆหยุดไอแล้วจึงอดรู้สึกอัศจรรย์ใจไม่ได้


“ท่านนักพรตทำเช่นนี้ ท่านเป็นวิชาแพทย์ด้วยหรือ”


“สิบเต๋าเก้าวิชาแพทย์ ข้าก็พอรู้อยู่บ้าง” ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย


เจาชิงม่านรีบเอ่ย “ท่านนักพรต ท่านแม่ของข้าไอไม่หยุดมาได้หนึ่งเดือนแล้ว มีวิธีรักษาให้หายหรือไม่”


“ม่านเอ๋อร์ คนที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเจ้า เหตุใดถึงเอ่ยเรื่องอาการป่วยของแม่ แม่ไม่เป็นไร” ฮูหยินเจาตบมือนางเบาๆ แล้วจึงเอ่ยกับฉินหลิวซีว่า “ท่านนักพรต เรื่องของบุตรสาวข้าท่านมีวิธีแก้หรือไม่ แล้วใครเป็นคนทำ”


“การยืมชะตาชีวิต ตามหลักแล้วต้องรู้แปดตัวอักษรเวลาตกฟากของแม่นาง ใครที่สามารถรู้ได้บ้าง ในใจฮูหยินน่าจะรู้ดี”


ฮูหยินเจาขมวดคิ้ว แปดตัวอักษรเวลาตกฟากเป็นสิ่งสำคัญส่วนบุคคล จะไม่เปิดเผยง่ายๆแปดตัวอักษรของบุตรสาว ผู้ที่รู้ก็มีไม่มาก ล้วนเป็นญาติสนิทกัน มีหรือจะนำแปดตัวอักษรของเจาชิงม่านไปทำวิชาสายดำเช่นนั้น


“หากท่านคิดไม่ออกจริงๆ ข้าจะทายตัวอักษรหาคำตอบแทนท่านดีหรือไม่” ฉินหลิวซีนั่งลง เอ่ยกับเจาชิงม่านว่า “แม่นางหลับตาลง คิดในใจว่าใครยืมชะตาชีวิตไป ให้อักษรข้ามาหนึ่งตัว”


เดาอักษรก็รู้แล้วหรือ


มหัศจรรย์เช่นนั้นเลยหรือ


เจาชิงม่านมองไปที่ฮูหยินเจาโดยไม่รู้ตัว ฮูหยินเจาพยักหน้า ลองทดสอบวิชาเต๋าของคนผู้นี้ดูก่อนก็ดี หากไม่มีความสามารถ นางค่อยไปขอให้พระภิกษุลัทธิชินโต ช่วยแก้เคราะห์กรรมครั้งนี้ให้บุตรี


เมื่อเจาชิงม่านเห็นว่าท่านแม่พยักหน้าจึงได้นั่งลง หลับตาลงแล้วคิดถึงเรื่องยืมชะตาชีวิตนี้ เขียนตัวอักษรมาหนึ่งตัว


‘เจี่ย’


“อักษรเจี่ย ด้านข้างเป็นคน เสียงหลักเป็นซี ความหมายคือยืมของผู้อื่นมา ซีคืออดีต เมื่อครู่ข้ามองแม่นางเขียน ‘ซี’ ที่เป็นตัวประกอบของตัวอักษร ‘เจี่ย’ มีสัตว์ปีกบินผ่าน เป็นนกสาริกาดำ มีความหมายว่านกเขาหรือนกพิราบครอบครองรังนกสาริกาดำ” ฉินหลิวซีเอ่ยต่อไปว่า “ตัวอักษร ‘ซี’ ธาตุทั้งห้าเป็นทอง ไฟชนะทอง หากเอาส่วนประกอบด้านบนออกจะเป็นตัวอักษร ‘รยื่อ’ หากชื่อของแม่นางมีอักษร ‘ชิง’ รยื่อกับชิงรวมกันเป็น ‘ฉิง’ ซึ่งธาตุเป็นไฟ ดังคำที่ว่า ‘ไฟชนะทอง’ พอดี”


ฉินหลิวซีเงยหน้าขึ้น มองดูเจาชิงม่านและคนอื่นพลางเอ่ย “สตรีในตระกูลที่เลี้ยงดูมีนกเขาและนามว่าฉิง คือคนที่ยืมชะตาชีวิตแม่นางไป”


นิ้วของเจาชิงม่านสั่นเทา


สีหน้าฮูหยินเจาแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่านึกบางสิ่งบางอย่างได้ เริ่มเจ็บแปลบที่หน้าอกขึ้นมา


หญิงชราเอ่ยตะกุกตะกัก “ฮูหยิน คุณหนูลูกพี่ลูกน้องผู้นั้นคงไม่…”


ฮูหยินเจาหันไปมอง หญิงชราก้มหน้าลงทันที กลืนน้ำลายลงคอ


น่ากลัวเกินไปแล้ว ผู้ที่ใช่มนต์ดำยืมชะตาชีวิตไปคือคุณหนูลูกพี่ลูกน้องหรือ


นั่นเป็นหลานสาวแท้ๆของฮูหยินเชียวนะ ฮูหยินสงสารที่นางสุขภาพอ่อนแอ มักจะส่งของบำรุงมากมายไปให้นางเป็นประจำ ทั้งยังให้ความเคารพและสนิทสนมกับพี่หญิงเป็นอย่างมาก และครั้งนี้ก็จะไปอวยพรวันเกิดให้นางที่เมืองฝู่ด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยเช่นนี้


แต่กลับเป็นบุคคลนี้ที่ลงมือกับบุตรีของตนเอง หากไม่ได้มาที่อารามชิงผิงแห่งนี้ และหากไม่ได้บังเอิญพบฉินหลิวซีช่วยไขข้อข้องใจให้ เช่นนั้นหากบุตรีของตนเองเป็นอะไรไปแล้วพวกเขาก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นใช่หรือไม่


การยืมชะตาชีวิตนี้ เป็นการฆ่าคนโดยที่มองไม่เห็นชัดๆ


หญิงชราตัวสั่นเทา มองคุณหนูด้วยความกังวล


ฮูหยินเจาสงบสติอารมณ์ลงแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชาและเคร่งขรึม เอ่ย “ท่านนักพรตน้อย มนต์นี้สามารถแก้ไขได้หรือไม่ ขอท่านนักพรตช่วยแก้เคราะห์กรรมนี้ให้บุตรสาวข้าด้วยเถิด”


“ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ฮูหยินจะไม่ตรวจสอบก่อนหรือว่าสิ่งที่ข้าคาดเดานั้นแม่นยำหรือไม่”


“ไม่จำเป็นแล้ว ข้าเคยได้ยินบ่าวรับใช้เอ่ยว่าเมื่อมนต์คาถานี้คลี่คลายแล้ว ผู้ที่เสกมนต์และผู้ที่ยืมชะตาชีวิตจะถูกมนต์ย้อนกลับคืน ผู้ที่ไม่ได้ทำย่อมไม่เดือดร้อน หากเป็นคนทำเช่นนั้นก็ต้องรับบาป ไม่เกี่ยวกับผู้อื่น!” ฮูหยินเจาเอ่ยอย่างเย็นชา “ในใต้หล้านี้ไม่มีใครสำคัญไปกว่าบุตรของข้า”


[1] ชินโต เป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนา เป็นเพียงศรัทธาดั้งเดิมที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับประเทศญี่ปุ่น


ตอนที่ 190: ทำลายคาถา


ในเมื่อฮูหยินเจาต้องการให้ทำลายคาถายืมชะตาชีวิตเพื่อช่วยบุตรสาว ฉินหลิวซีย่อมรับปาก อย่างไรเสียการยืมชะตาชีวิตถือเป็นมนต์ดำ และเจาชิงม่านก็เป็นผู้บริสุทธิ์ ในเมื่อได้พบเจอกันแล้วย่อมไม่สามารถนั่งมองเฉยๆโดยไม่สนใจนางได้


ฉินหลิวซีไปเตรียมสิ่งที่ใช้ในพิธีทำลายคาถาด้วยตัวเองและขอแปดตัวอักษรเวลาตกฟากของเจาชิงม่าน วาดยันต์ทำลายสิ่งชั่วร้ายและยันต์ชะตาชีวิต จากนั้นจึงไปเตรียมการ


ระหว่างรอ เจาชิงม่านเดินไปหาฮูหยินเจาที่มีสีหน้าโกรธเคือง เอ่ยปลอบโยนเบาๆ “ท่านแม่ ท่านสุขภาพไม่ดี อย่าได้โกรธไปเลยเจ้าค่ะ”


“เจ้าจะไม่ให้ข้าโกรธได้อย่างไร” ฮูหยินเจากัดฟันพลางเอ่ยว่า “ข้าสงสารที่นางร่างกายอ่อนแอ ทุกๆเทศกาลเปลี่ยนสี่ฤดูกาล มีหรือที่จะไม่ส่งสมุนไพรบำรุงและเสื้อผ้าสี่ฤดูไปให้นาง แม้กระทั่งนกเขาตัวนั้น ก็เพราะเห็นว่านางเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่ในเรือนทั้งวันจึงได้ไปซื้อมาจากพ่อค้า มอบให้นางเพื่อคลายความเบื่อหน่าย ข้าในฐานะท่านน้า ปฏิบัติต่อนางเสมือนบุตรแท้ๆของตัวเอง ข้าทำผิดต่อนางตรงไหนหรือ”


เจาชิงม่านยังคงเงียบ อยากจะช่วยพูดแทนพี่หญิงฉิงสักหน่อย แต่พอจะอ้าปากกลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว


“ข้าคิดว่าข้าทำดีมากแล้ว ข้าให้ความเคารพท่านป้าของเจ้าทุกอย่าง ข้ารู้ว่าท่านป้าของเจ้าอิจฉามาตลอดที่ข้าได้แต่งงานกับท่านพ่อของเจ้า ครอบครัวสุขสันต์ มีบุตรคู่ชายหญิง และนางยิ่งรู้สึกหมดหนทางเมื่อท่านลุงของเจ้ารับคนใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ข้าไม่เคยโอ้อวดต่อหน้านาง พยายามเก็บซ่อนไว้ สิ่งไหนที่ดีมีหรือจะไม่เคยส่งไปให้ลูกพี่ลูกน้องของเจ้า นางทำเช่นนี้ได้อย่างไร”


ยิ่งพูดฮูหยินเจาก็ยิ่งเจ็บใจ น้ำตาไหลออกมา เอ่ยว่า “ยืมชะตาชีวิตเชียวนะ ม่านเอ๋อร์ นี่มันไม่ง่ายเหมือนการยืมเงินไม่กี่ตำลึง มันคือชีวิต นักพรตน้อยผู้นั้นเอ่ยแล้วว่าจะยืมชะตาชีวิตจนกว่าจะไม่มีให้ยืม จะเกิดอะไรขึ้น ก็เหลือเพียงแค่คำเดียวคือคำว่า ‘ตาย’ ไม่ใช่หรือ”


เจาชิงม่านถอนหายใจเบาๆ เอ่ยว่า “ท่านแม่ อย่างน้อยข้าก็ยังพอมีโชคอยู่บ้าง มิฉะนั้นคงไม่ได้ค้นพบในเวลานี้”


“ใช่แล้ว เจ้าโชคดีที่ได้พบคนดี” ฮูหยินเจาเอื้อมมือไปลูบแก้มนาง เอ่ยว่า “แต่ว่าม่านเอ๋อร์ หากเจ้าโชคร้ายกว่านี้ พลาดสิ่งนี้ไป เช่นนั้นแม่จะไม่ต้องเสียเจ้าไปแล้วหรอกหรือ นั่นก็เท่ากับเอาชีวิตแม่ไปเชียวนะ”


เจาชิงม่านกอดแขนนางพลางลูบเบาๆ


ฮูหยินเจาลูบผมสีดำขลับของนาง เอ่ยว่า “ ‘นกเขา’ กับ ‘ฉิง’ ต่อให้นักพรตน้อยผู้นั้นเก่งแค่ไหนก็คงไม่รู้ว่านางเลี้ยงนกเขาใช่หรือไม่ แน่นอนว่าคำทำนายถูกต้องทั้งหมด ข้าหวังว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องบังเอิญ เป็นพวกเราที่คิดผิดไป เอาเช่นนี้หรือไม่ หากพวกนางไม่ได้เป็นคนทำ เช่นนั้นก็จะไม่เป็นอะไร และไม่ต้องไปพูดถึง แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็จะถูกมนต์ย้อนกลับ นั่นก็เป็นชีวิตของนาง”


ในตอนท้ายน้ำเสียงของนางเย็นชาและแข็งกร้าว “ทุกคนล้วนมีชะตาชีวิตของตัวเอง พวกนางไม่รักชีวิต เช่นนั้นก็ต้องโทษที่ตัวเองทำบาป มีความคิดที่ผิดโทษใครไม่ได้ ม่านเอ๋อร์ เจ้าก็จำไว้ว่าไม่ควรมีความคิดทำร้ายผู้อื่น แต่หากเราถูกผู้อื่นทำร้าย เช่นนั้นก็ต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน ผู้ที่ทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลง คือพวกนางไม่ใช่พวกเรา”


“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”


ฮูหยินเจาตบมือนางเบาๆ จากนั้นก็ไอขึ้นมาอีกครั้ง



มู่ซีหลับจนตะวันโด่งจึงได้ตื่นขึ้นมา เมื่อตื่นขึ้นก็ได้ยินซวงเฉวียนบอกว่าคนตระกูลเจาที่มาเมื่อวานนี้ได้มาอีกแล้ว ได้ยินว่ามาหาฉินหลิวซีให้ช่วยแก้ไขปัญหา ตอนนี้ฉินหลิวซีกำลังเตรียมการอยู่


“มาจริงๆหรือนี่” มู่ซีเริ่มสนใจ ลูบคางพลางเอ่ยว่า “เจ้านักต้มตุ๋นบอกว่าพวกเขาจะกลับมาในวันนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงตั้งใจไม่ลงจากภูเขา อยู่ค้างคืนที่อาราม สุดท้ายก็มาจริงๆด้วย ดูเหมือนว่านักพรตต้มตุ๋นผู้นี้จะมีความสามารถอยู่บ้าง แม้แต่สิ่งนี้ก็ยังทำนายถูก”


“ท่านซื่อจื่อ เขามีนามว่าอาจารย์ปู้ฉิว นักพรตชิงหย่วนผู้นั้นอายุมากพอที่จะเป็นท่านพ่อของเขาได้ แต่กลับเรียกเขาว่าศิษย์พี่ เห็นได้ว่าสถานะของเขาไม่ธรรมดา ท่านเลิกเรียกเขาว่านักพรตต้มตุ๋นได้แล้ว ฟังดูไม่ให้ความเคารพเลยขอรับ! ” ซวงเฉวียนเอ่ยเกลี้ยกล่อม


มู่ซีเอ่ย “เขาเป็นอาจารย์ แล้วก็เป็นนักพรตเต๋า ซึ่งก็คือนักต้มตุ๋นไม่ใช่หรือ ข้าเรียกผิดตรงไหน”


“ขอรับ ขอรับ อย่างไรเสียท่านก็สำรวมสักหน่อย ให้ความเคารพมากกว่านี้ ท่านบอกเองกว่าเขาก็มีความสามารถอยู่บ้าง หากเขาทำอะไรท่านขึ้นมาจนเครื่องรางของท่านหมดฤทธิ์จะทำอย่างไรขอรับ” ซวงเฉวียนเอ่ยเสริมว่า “คนเสวียนเหมินร้ายกาจที่สุด เมื่อวานนี้ท่านก็ได้ยินเรื่องของคนแซ่เจาผู้นั้นแล้ว ยืมชะตาชีวิตเชียวนะขอรับ แค่ได้ยินก็หนาวไปทั้งตัวแล้ว!”


มู่ซี “เขากล้าทำเช่นนี้กับข้าหรือ”


“หากเขาทำแล้วท่านจะรู้ได้อย่างไร เหมือนกับแม่นางเจาผู้นั้น หากไม่ได้อาจารย์ปู้ฉิวไขปริศนาให้ มีหรือพวกนางจะรู้ว่าตัวเองถูกยืมชะตาชีวิตไป เห็นได้ชัดว่านักพรตเต๋าเสวียนเหมินหากจะทำอะไรบางอย่างขึ้นมาจริงๆ เทพไม่รู้ผีก็ไม่เห็น ความสามารถที่แท้จริงคือการติดต่อกับผีและเทพเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะป้องกันได้” สีหน้าซวงเฉวียนเต็มไปด้วยความยำเกรง


ผู้ที่รู้จักวิธีติดต่อกับผีและเทพเจ้าไม่สามารถนำไปเทียบได้กับการถือหอกกระบี่มาตีกันซึ่งๆหน้า หากใช้วิธีนี้ เจ้ายังไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาทำอะไรลงไปบ้าง ก็แพ้เสียแล้ว


ดังนั้นอย่าไปทำให้เขาขุ่นเคืองจะดีกว่า


มู่ซีรำคาญที่ถูกตักเตือน โบกมือพลางเอ่ยว่า “อย่างไรเสียนางก็เป็นอาจารย์ ไม่ใช่คนร้ายน่ากลัวอย่างที่เจ้าพูดถึง เอาเถิดข้ารู้ขอบเขตดี จะไปดูความครึกครื้นสักหน่อย”


เขาไม่ได้สนใจซวงเฉวียน เมื่อลุกขึ้นได้ก็รีบออกไปทันที ซวงเฉวียนทำได้เพียงคว้าเสื้อคลุมของเขาแล้วรีบเดินตามไป บนภูเขาอากาศหนาวจะปล่อยให้เจ้านายหนาวจนตัวแข็งไม่ได้


มู่ซีวิ่งไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นฉินหลิวซี แต่กลับเห็นอวี้ฉังคงมาจุดธูปบูชาที่อารามหลัก


“เจ้านักต้มตุ๋นล่ะ”


อวี้ฉังคงขมวดคิ้ว หันมาเล็กน้อย เอ่ยว่า “เฉิงเอินโหวไม่ได้สอนเจ้าเรื่องมารยาทหรือ ว่าไม่ควรตะโกนส่งเสียงดังในอารามเต๋า ที่เจ้าพูดจาโอหังเพราะรำคาญที่เครื่องรางบนตัวเจ้ามันหนักเกินไปหรือ”


“เหอะ พ่อข้ายังไม่สอนข้าเลย แล้วเจ้าเป็นใครมาสอนข้า” มู่ซีไม่พอใจเป็นอย่างมาก


อวี้ฉังคงลดสายตาลง นำธูปไปปักที่กระถางทีละดอก เอ่ยว่า “ผู้อาวุโสบ้านเจ้าไม่สอน ย่อมมีคนมาสอนแทนพวกเขา”


“เจ้า!”


อวี้ฉังคงหันกลับมาที่ตะเกียงของบิดามารดา ยืนอย่างเงียบๆอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจากไป


มู่ซีตามเขามาที่เรือนด้านหลังแต่กลับถูกหยุดไว้ เหตุผลเป็นเพราะว่ามีการประกอบพิธีกรรมอยู่ข้างใน บุคคลภายนอกไม่ควรเข้าไป


เมื่อเห็นว่ามู่ซีจะบุกเข้าไป อวี้ฉังคงจึงได้ดึงคอเสื้อของเขาไว้แล้วเอ่ยเตือนเสียงเข้ม “อย่าได้บังอาจรบกวนผู้ทำพิธี จะทำให้อีกฝ่ายเสียสมาธิทำให้ร่างกายและจิตใจได้รับผลกระทบได้!”


มู่ซีเบะปาก สบถเบาๆ ไม่ได้จะบุกเข้าไปอีก


ด้านในเรือนหลัง ฉินหลิวซีได้ตั้งแท่นบูชาเล็กๆ จุดธูปที่กระถาง สวมเสื้อคลุมเต๋าสีทองปักด้วยรูปเหมือนจริงของเจ้าลัทธิเต๋า บนหน้าอกติดเครื่องรางหยกวิญญาณ สีหน้าเคร่งขรึม


ด้านหน้าแท่นบูชาได้จุดตะเกียงน้ำมันแปดดวง ซึ่งหนึ่งในนั้นได้เขียนแปดอักษรเวลาตกฟากของเจาชิงม่านไว้ในตะเกียงชะตาชีวิต


“ฮูหยินเจา แน่ใจแล้วใช่หรือไม่ เมื่อคาถาถูกทำลาย ผู้ที่ยืมชะตาชีวิตจะถูกคาถาย้อนกลับ อายุขัยย่อมจะสั้นลงแน่ๆ”


การยืมชะตาชีวิตเป็นการกระทำที่ผิดธรรมชาติ เมื่อถูกทำลายจะย้อนกลับคืนและจะถูกสวรรค์ลงโทษ เพราะเป็นเรื่องที่ผิดกฎสวรรค์ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเต็มใจให้ยืมชะตาชีวิต แต่ก็จะกลายเป็นทำลายอายุขัยของเจ้าด้วย


เจาชิงม่านกังวลเล็กน้อย มองไปยังมารดา


ฮูหยินเจามองไปที่ตะเกียงชะตาชีวิตดวงนั้น เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “เชิญท่านนักพรตทำพิธีเถิด ข้าขอเพียงให้บุตรสาวของข้ามีชีวิตที่ดี ส่วนคนอื่นๆ ข้าไม่สามารถสนใจได้แล้ว”


จะดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับชีวิตของนางเถิด!


จบตอน

Comments