tao ep191-200

 ตอนที่ 191: ย้อนกลับ


เมื่อฉินหลิวซีเห็นว่าฮูหยินเจาต้องการทำลายคำสาปจึงไม่เอ่ยอะไรมาก หยิบภาพวาดยันต์ออกมา เผายันต์สีเหลืองเพื่อทูลเทพเจ้า จากนั้นตัวเองก็ไปนั่งขัดสมาธิที่หน้าแท่นบูชา มือทั้งสองข้างนิ้วชี้แตะนิ้วโป้ง หงายฝ่ามือขึ้นแล้วหลับตาลง


นางท่องคาถาในใจ นิ้วร่ายมนต์อย่างคล่องแคล่ว ซ้ำไปซ้ำมาและรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นาน พลังวิญญาณค่ายกลดาวเหนือเทียนกังก็เคลื่อนไหวโดยไร้แรงลม มาประทับที่ร่างกายของนาง


ฮูหยินเจากับเจาชิงม่านที่อยู่ด้านข้างไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ ในใจแอบตกใจ ประตูและหน้าต่างถูกปิด แต่พลังวิญญาณที่มองไม่เห็นดูเหมือนจะปรากฏขึ้นมาในอากาศ ลึกลับเป็นอย่างมาก


ทั้งสองคนมองไปยังฉินหลิวซีที่นังขัดสมาธิอยู่หน้าแท่นบูชา ในใจรู้สึกยำเกรง


นักพรตน้อยผู้นี้ยังเด็กมาก แต่วิชาเต๋าของเขากลับแก่กล้า


ทางด้านนอก ดวงตาของอวี้ฉังคงลุ่มลึก เหมือนมีแสงสีทองวาบผ่านดวงตาไป เขามองดูพลังงานสีม่วงทองหมุนวนมุ่งไปทางเรือนตรงหน้าด้วยตาของตัวเอง


ดวงตาของเขาขยับเล็กน้อย คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรงไปที่ระเบียบทางเดินของเรือนหลัง นั่งขัดสมาธิ แล้ววางมือทั้งสองข้างวางราบไปกับเข่าแล้วหงายขึ้นเหมือนที่เขาเห็นชิงหย่วนทำ จากนั้นก็หลับตาลงอย่างผ่อนคลาย


มู่ซีอุทานด้วยความสงสัย เขาไม่ได้เห็นพลังใดๆ เหมือนกับอวี้ฉังคง แต่เมื่อครู่รู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นและสบายเป็นอย่างมาก


เมื่อเห็นว่าจู่ๆ อวี้ฉังคงก็นั่งลง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ด้วยเหตุผลที่ยอมแพ้ไม่ได้ จึงเดินตามไปนั่งลงด้วย


ภายในเรือน ฉินหลิวซีดึงพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายของตน เชื่อมต่อกับทวารทั้งเจ็ด อ้าปากท่องมนต์คาถาแห่งแสงสีทองอันศักดิ์สิทธิ์


“มหาเทพเสวียนจงแห่งสวรรค์และโลกมนุษย์ มีรากอันทรงพลัง ฝึกฝนมานานหลายหมื่นกัลป์ ได้พิสูจน์พลังเหนือธรรมชาติ ทั้งในและนอกของสามโลก เป็นเทพเจ้าเพียงหนึ่งเดียวของเต๋า…ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งจากปรมาจารย์แห่งเต๋า สังหารปีศาจปกป้องเต๋า ปราบปรามวิญญาณร้าย น้อมรับคำสั่ง! ”


มือทั้งสองของนางร่ายมนต์แล้วตีไปที่ตะเกียงน้ำมันทั้งหมดยกเว้นตะเกียงชะตาชีวิต ตะเกียงน้ำมันที่เหลือดับไปทีละดวง


ในขณะเดียวกันค่ายกลหมู่ดาวเจ็ดดวงถูกกางออกในห้องจิ้งซื่อแห่งหนึ่งของเรือนเล็กๆแห่งหนึ่งเช่นกัน นักพรตสายดำผู้ชั่วร้ายใบหน้ายาวและดวงตาเล็กกำลังนั่งอยู่กลางค่ายกล ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น สีหน้าตกตะลึง มองไปยังตะเกียงเจ็ดดาวที่ตัวเองจุดขึ้น


แย่แล้ว มีคนกำลังทำลายมนต์ของเขา


นักพรตสายดำรีบร่ายมนต์เพื่อปกป้องตะเกียงและจุดตะเกียงที่ดับลงขึ้นใหม่ ยิ้มหยัน


ฉินหลิวซีลืมตาขึ้นด้วยความโกรธเล็กน้อย “บังอาจ! ”


นางจุดยันต์มหาเทพแห่งสวรรค์ มือทั้งสองข้างร่ายเวทมนต์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ดับไฟตะเกียงน้ำมันอีกครั้ง ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบโต้กลับ นางก็ท่องคาถาทั้งเจ็ด จุดตะเกียงที่ดับให้สว่างขึ้นมาใหม่ และตะเกียงนั้นก็คือตะเกียงต่ออายุเจาชิงม่าน


สิ่งที่เรียกว่ายืมชะตาชีวิตเป็นเพียงการยืมโชคชะตาของอีกฝ่ายไปทดแทน และได้พรากโชคกับพลังงานชีวิตไปด้วย ขอเพียงแค่พิธีการสำเร็จก็จะสามารถยืมชะตาชีวิตของนางได้อย่างสมบูรณ์


สิ่งที่ฉินหลิวซีทำคือการนำสิ่งที่อีกฝ่ายเอาไปกลับคืนมา


ตะเกียงชะตาชีวิตเจ็ดดาวเทียบเท่ากับจุดฝังเข็มที่สำคัญที่สุดบนร่างกายของคน หากจุดขึ้นมาทีละดวงต่อเนื่องกัน เมื่อพิธีการสำเร็จ พลังชีวิตและโชคก็จะกลับคืนมา


ฉินหลิวซีเด็ดขาด ไม่เหลือทางรอดให้แก่อีกฝ่าย รวบรวมนำสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา ทั้งยังร่ายคาถาเจ็ดเต๋าบนตะเกียงชะตาชีวิต ร่ายคาถาสังหารปีศาจใส่อีกฝ่าย ตะเกียงทั้งเจ็ดดวงสว่างไสว


เจาชิงม่านรู้สึกราวกับว่าพลังในร่างกายเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายเต็มไปด้วยความอบอุ่น ขจัดความเหนื่อยล้าที่มีก่อนหน้านี้ออกไปจนหมดสิ้น


นางประหลาดใจเป็นอย่างมาก


เมื่อนักพรตสายดำเห็นว่าตะเกียงต่อชะตาชีวิตที่สำคัญที่สุดดับลง ซ้ำยังระเบิดอีกด้วย หน้าอกของเขารู้สึกปวดร้าวเหมือนถูกแทงด้วยของแหลมคม


เขาร้องด้วยความเจ็บปวด มือกุมหน้าอกพร้อมกระอักเลือดออกมาเต็มปาก


ใคร ใครมาทำลายคาถาของเขา!


อีกด้านหนึ่ง ในเรือนของจวนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง สตรีผู้หนึ่งที่มีโหนกแก้มสูงมองดูบุตรสาวของนางที่ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความรัก เอ่ยว่า “ฉิงเอ๋อร์ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเจ้าก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตอ่อนแอในอดีตของเจ้าได้แล้ว ชีวิตในภายภาคหน้าสดใส มีคู่ครองที่ดีมากมายให้เจ้าได้เลือก แม้แต่พระชายาก็สามารถเป็นได้”


แม่นางผู้นั้นหน้าแดง กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง รู้สึกพะอืดพะอม อาเจียนออกมาเป็นเลือดต่อหน้ามารดา สีหน้านางซีดเซียว ตัวแข็งทื่อก่อนจะล้มลงไปด้านหลัง


สตรีผู้นั้นตกตะลึง กรีดร้อง “ฉิงเอ๋อร์!”


คาถาถูกทำลาย ของย้อนกลับ


ฉลาดแกมโกง ความฉลาดนั้นเองที่จะทำให้สูญเสียชีวิต


ตอนที่ 192: ที่เอ่ยถึงคือตำราสวรรค์กระมัง


ฉินหลิวซีเก็บแท่นบูชา ถอดเสื้อคลุมเต๋าออก ยื่นตะเกียงชะตาชีวิตเจ็ดดาวของเจาชิงม่านให้นางด้วยมือทั้งสองข้าง


“อาจารย์ เสร็จพิธีแล้วหรือเจ้าคะ” ฮูหยินเจาถามด้วยความกังวล


“เสร็จแล้ว มนต์ถูกทำลายแล้ว และข้าก็ให้บทเรียนผู้ที่ร่ายมนต์นี้แล้ว ตอนนี้ก็คงจะอาการสาหัสเจียนตายอยู่ ส่วนแม่นางที่ยืมชะตาชีวิตผู้นั้นพวกท่านต้องเตรียมใจไว้ให้ดี” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “วิถีแห่งสวรรค์นั้นยุติธรรม หากเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองไป ก็จะมีสิ่งที่เรียกมันคืนกลับมาจากนางจนได้”


สองแม่ลูกตกใจเมื่อได้ยินเช่นนี้


“เมื่อมนต์ถูกทำลายแล้ว ร่างกายของแม่นางเจาเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง คาดว่าลึกๆข้างในพอจะสัมผัสได้บ้าง ข้าจะไม่โกหกเจ้า” ฉินหลิวซีเอ่ยเสริม


เจาชิงม่านประคองตะเกียงเจ็ดดาว เอ่ยว่า “เจ้าค่ะ รู้สึกว่าร่างกายอบอุ่น ไม่มีความเหนื่อยล้าเหมือนก่อนหน้านี้”


เมื่อฮูหยินเจาได้ยินเช่นนั้นก็มีความสุขขึ้นมา มองไปที่ตะเกียงดวงนั้นแล้วถามว่า “แล้วควรทำอย่างไรกับตะเกียงดวงนี้หรือเจ้าคะ”


“พวกท่านสามารถนำตะเกียงเจ็ดดาวดวงนี้ไปบูชาต่อหน้ารูปปั้นเจ้าลัทธิเต๋า รับควันธูปจากผู้ศรัทธา ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์และแข็งแรงขึ้น ส่วนน้ำมันตะเกียงนี่…”


เมื่อฮูหยินเจาได้ยินดังนั้นก็รีบเอ่ย “ท่านอาจารย์วางใจได้ พวกเราจะให้ค่าน้ำมันตะเกียงอย่างเหมาะสมแน่นอน แค่หวังว่าบรรดานักพรตในอารามจะดูแลเป็นอย่างดีก็พอแล้ว”


“เอาล่ะ จุดไว้สักสี่สิบเก้าวันก็เพียงพอแล้ว” ฉินหลิวซียิ้มอย่างร่าเริง


ฮูหยินเจาคำนับอย่างเป็นทางการ เอ่ยว่า “วิชาของท่านอาจารย์แก่กล้า พวกเราอยากจะขอยันต์แคล้วคลาดอีกสักสองสามแผ่น”


“ท่านผู้ศรัทธามีความซื่อสัตย์ ทุกอย่างย่อมง่าย” อีกความหมายหนึ่งก็คือหากให้ค่าน้ำมันตะเกียงเพียงพอก็ย่อมมีให้


ฮูหยินเจาก็เป็นสตรีมีหน้ามีตา ย่อมเข้าใจโดยธรรมชาติ ในใจคิดว่าอีกสักครู่จะต้องให้ค่าน้ำมันตะเกียงอย่างเหมาะสมจึงจะดี


รู้สึกโล่งใจหลังจากทำสิ่งสำคัญสำเร็จ นางก็เริ่มไอขึ้นมาอีกครั้ง


ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “อาการไอหอบของฮูหยินนี้ ต้องการให้ข้าจับชีพจรดูหรือไม่”


“ท่านรู้วิชาแพทย์ด้วยจริงๆหรือเจ้าคะ” ฮูหยินเจาเอ่ย “อาการไอหอบของข้าเป็นมาเดือนกว่าแล้ว เมื่อบุตรสาวเริ่มโชคร้ายข้าก็เริ่มป่วยไปด้วย ลองเปลี่ยนยามาสองสามขนานแล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น บางครั้งตอนกลางคืนก็ไอหนักมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน”


“จิตใจของแม่นางกับฮูหยินเชื่อมโยงกัน หากมีโชคร้ายก็จะส่งผลถึงญาติด้วย ตอนนี้นางดีขึ้นแล้ว พลังวิญญาณของท่านก็จะค่อยๆดีขึ้นด้วย เพียงแต่การไอเป็นเวลานานทำให้ปอดเกิดความเสียหาย พลังหยางบกพร่อง เป็นโรคที่ต้องรักษาให้หายขาด เพื่อรักษาอายุให้ยืนยาวและมีร่างกายที่แข็งแรง”


ฮูหยินเจาได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาแต่ละอย่างล้วนมีเหตุผล ไม่ได้เอาแต่พูดถึงวิธีเต๋าหรือให้ดื่มน้ำมนต์ ซึ่งแตกต่างจากลัทธิชินโต ในใจจึงเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก ยิ้มหยอกล้อพลางเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าท่านอาจารย์จะอาศัยสถานการณ์นี้ให้ข้าดื่มน้ำมนต์เพื่อช่วยให้หายขาดเสียอีก”


ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “น้ำมนต์บางอย่างสามารถช่วยทำให้จิตใจสงบได้ แต่ไม่ใช่น้ำมนต์ทั้งหมดที่จะสามารถรักษาโรคช่วยชีวิตผู้คนได้ เช่นนั้นในต้าเฟิงจะมีหมอไว้ทำไม ผู้ที่บอกว่าน้ำมนต์สามารถรักษาโรคได้ส่วนใหญ่ล้วนโกหก ไม่ควรเชื่อ ท่านไม่จำเป็นต้องเสียเงินในเรื่องนี้ อย่างเช่นอาการไอเรื้อรังจนทำให้ปอดเสียหายของท่านก็ต้องกินยาที่ถูกต่อโรคจึงจะรักษาหาย ท่านอย่าได้คิดว่าข้าขู่ท่าน ได้ยินเสียงไอของท่านก็ฟังได้ว่ามีเสียงหวีดในปอดด้วย เป็นเรื่องที่ไม่ควรปล่อยไว้ หากล่าช้าจะทำให้อาการลมในปอดรุนแรงขึ้น จนทำให้นำไปสู่การเป็นโรคจริงๆ”


ก่อนที่ฮูหยินเจาจะเอ่ยอะไร เจาชิงม่านก็เอ่ยด้วยความกังวล “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ขอให้ท่านอาจารย์กรุณาจับชีพจรและเขียนใบสั่งยาให้ท่านแม่ของข้าด้วยเถิด”


“สถานที่แห่งนี้วุ่นวาย พวกเราเปลี่ยนไปที่ห้องจิ้งซื่อกันเถิด” ฉินหลิวซีเดินนำทั้งสองคนออกไป


ด้านนอกประตูอวี้ฉังคงลุกขึ้นแล้ว เมื่อเห็นฉินหลิวซีเดินออกมาก็มีนึกสงสัยเล็กน้อย


“นักพรตต้มตุ๋น ทำพิธีเสร็จแล้วหรือ” มู่ซีดีดตัวขึ้นมา สายตามองไปที่เจาชิงม่านเพื่อดูว่ามีความแตกต่างอะไรหรือไม่


เมื่อฮูหยินเจาเห็นมู่ซีและอวี้ฉังคง นางก็ขมวดคิ้ว เดินมาบังอยู่ตรงหน้าเจาชิงม่าน บดบังสายตาของมู่ซี


เมื่ออวี้ฉังคงเห็นว่านางหรี่ตามองจึงหมุนตัวไปบังไว้ จากนั้นก็พยักหน้าให้กับฉินหลิวซีแล้วลากมู่ซีเดินออกมา


“ท่านอาจารย์ พวกเขาเป็นใครหรือเจ้าคะ”


“ฮูหยินอย่าได้ถือสา พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้ศรัทธาในอารามแห่งนี้ เชิญท่านทางนี้เถิด” ฉินหลิวซีนำทาง พาพวกนางไปยังห้องจิ้งซื่อที่สะอาดและเงียบสงบ


มู่ซีที่ถูกอวี้ฉังคงพาตัวออกมาสะบัดมือของเขาออกด้วยความโกรธ “เจ้าทำอะไร พวกเราไม่ได้สนิทกัน เลิกดึงข้าไปมาได้แล้ว”


“เจ้าเป็นบุรุษแปลกหน้า ไปจ้องมองแม่นางเช่นนี้ อยากจะเป็นบุตรเขยตระกูลเจาหรือ”


“เหอะ! ก็แค่ตระกูลเจาธรรมดา ธรรมดา จะสามารถรับคุณชายผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้าไปเป็นบุตรเขยได้อย่างไร” มู่ซียืนเท้าสะเอว เอ่ยด้วยความเย่อหยิ่งว่า “ต่อให้พวกเขาปีนขึ้นไปสูงเพียงใดก็ยังไม่คู่ควร”


อวี้ฉังคงยิ้มอย่างเย็นชา “แม่นางดีๆเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องมาจับคนเสเพลอย่างเจ้า”


“เจ้ากำลังใส่ร้ายข้าเพราะอิจฉาข้า!” มู่ซีดีดตัวขึ้น


อวี้ฉังคงไม่อยากใส่ใจเขาจึงเดินจากไป


มู่ซีกลอกตา แอบไปที่หน้าต่างห้องจิ้งซื่อ ฮ่าๆ ไม่ให้ดูก็ได้ เขาก็จะแอบฟัง!


ฉินหลิวซีหยิบหมอนรองขึ้นมาให้ฮูหยินเจายื่นข้อมือมาวาง นิ้วทั้งสองข้างวางลงไปสัมผัสชีพจรเป็นเวลานาน จากนั้นก็เปลี่ยนข้อมืออีกข้าง เอ่ยว่า “ตอนที่อาการป่วยกำเริบขึ้น ได้กินอะไรหรือไม่”


เจาชิงม่านตอบแทนฮูหยินเจา “เมื่อเดือนที่แล้วจู่ๆ ท่านแม่ก็อาเจียนเป็นเลือด ไอมีเสมหะทั้งวันทั้งคืนจนไม่สามารถนอนหลับได้จึงได้เชิญท่านหมอมา ดื่มน้ำแกงโสมแก่ตุ๋นอยู่ช่วงหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าหลังจากดื่มน้ำแกงนี้อาการไอของท่านแม่จะรุนแรงขึ้นมาเล็กน้อย”


“เป็นเช่นนั้น หลังจากที่ดื่มแล้วรู้สึกเพียงมีลมพวยพุ่ง มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนเป็นหมอกควัน รู้สึกอึดอัดและทรมาน” ฮูหยินเจาเอ่ยต่อว่า “ตอนนั้นคิดว่าเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงจึงได้เป็นหวัดธรรมดาทั่วไป คิดไม่ถึงว่าในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาได้ลองเปลี่ยนยาไปหลายขนาน แต่ก็ยังไม่หายขาด”


ฉินหลิวซีดึงนิ้วกลับ มองช่องปากของนางอย่างละเอียด เอ่ยว่า “อาการของท่านไม่ได้เป็นไข้หวัด แต่เป็นพิษร้อนที่ไปอุดตันอยู่ในปอดทำให้เลือดเป็นพิษ จึงเป็นสาเหตุที่ท่านไออยู่เรื่อยๆ น้ำแกงโสมแก่ตุ๋นไม่เพียงแต่ไม่ถูกกับโรค ทั้งฤทธิ์ร้อนยังช่วยพลังหยางทำให้ปอดเสียหาย หมอที่เขียนใบสั่งยานี้ให้ท่านผู้นั้น เกรงว่าจะเป็นหมอเถื่อน”


ฮูหยินเจากำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นสีหน้าของนางก็มืดมน


เจาชิงม่านก็คิดอะไรได้บางอย่างเช่นกัน เงียบไปพักหนึ่ง


หมอผู้นั้นเป็นคนที่ท่านป้าแนะนำให้ ตอนนี้ทั้งสองเรื่องสอดคล้องกัน เห็นได้ชัดเจนว่าพวกนางต้องการอะไร


ฉินหลิวซีเห็นว่าสีหน้าของพวกนางผิดปกติจึงรู้ได้ทันทีว่าตัวเองอาจไปเปิดเผยบางสิ่งบางอย่างที่เป็นความลับโดยไม่ได้ตั้งใจ คิดว่าครอบครัวที่ร่ำรวยมักจะมีเรื่องอื้อฉาวมากมาย


นางแกล้งทำเป็นไม่เห็น เอ่ยว่า “ฮูหยิน โรคนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แค่สั่งยาให้ถูกโรคก็จะดีขึ้น ใช้สูตี้ทั้งดิบและสุกอย่างละสองเฉียน เทียนตงกับไม่ตงอย่างละครึ่งเฉียน โปร่งรากสน จื่อหว่าน ชวนเป้ย…อย่างละเฉียน กินทั้งหมดสองขนาน ลมก็จะจางหายไป เมื่อท่านหายใจคล่องหลับสบายแล้ว ไม่ถึงสิบวันอาการไอรุนแรงก็จะหยุดลง หลังจากนั้นเมื่อได้รับการดูแลอย่างดีก็จะหายขาด”


ขณะที่เอ่ย นางก็หยิบพู่กันหลางหาวขึ้นมาเขียนใบสั่งยาแล้วยื่นให้


เจาชิงม่านรับมาดู เอ่ยว่า “ใบสั่งยาของอาจารย์นั้นเหมือนกับที่ท่านหมอจริงๆ เป็นคนเขียนไม่มีผิด ไม่เหมือนเครื่องรางอะไรเหล่านั้น”


ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ย “หมอลัทธิเต๋าก็เป็นหมอ ใช่ว่าวาดยันต์ไล่ผีแล้วจะรักษาโรคได้ หากจะรักษาให้ถูกกับโรคก็ต้องใช้วัตถุดิบยา หากเจ้ายืนกรานจะพูดถึงเรื่องเต๋า เช่นนั้นข้าก็จะขอเอ่ยสองสามประโยค อย่างเช่นโรคของฮูหยิน ปอดเป็นธาตุทอง ไตเป็นธาตุน้ำ ปอดทองกับไตน้ำมีความสัมพันธ์ดั่งแม่ลูก ว่ากันว่าทองกับน้ำรวมกันเป็นหนึ่ง น้ำกับไฟมีต้นกำเนิดเดียวกัน ทองก็สามารถสร้างน้ำได้ และน้ำก็สามารถเลี้ยงทองได้ ทองกับน้ำเสริมกัน ดั่งบุตรที่ช่วยเหลือมารดา อาการไอเสมหะที่เกิดจากไฟชั่วร้ายก็จะดับลง”


ที่หน้าต่างห้องจิ้งซื่อ มู่ซีนั่งย่อตัวอยู่ข้างๆ ซวงเฉวียนที่ทำหน้าซังกะตาย เอ่ยพึมพำว่า “เจ้านักพรตต้มตุ๋นกำลังเอ่ยถึงตำราสวรรค์หรือ”


ไยเขาจึงฟังไม่เข้าใจเลยสักประโยค


ตอนที่ 193: พบสหายเก่าและมีชื่อเสียง


หลังจากที่เจาชิงม่านทำลายคาถายืมชะตาชีวิตและรักษาอาการไอของฮูหยินเจาแล้ว ฉินหลิวซีก็พาพวกนางไปที่อารามหลัก นำตะเกียงเจ็ดดาวมาบูชาที่โต๊ะบูชาหน้ารูปปั้นเจ้าลัทธิเต๋า


ฮูหยินเจารู้งาน ส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ข้างกายมอบค่าน้ำมันตะเกียงเป็นเงินสองพันตำลึง ทำเอาฉินหลิวซียิ้มกว้างด้วยความดีใจ


ไม่เลวเลย นับว่านางทำผลงานได้อย่างแท้จริง ดูเหมือนว่าปากของเจ้าลัทธิเต๋าจะฉีกกว้างขึ้นกว่าเดิม


หลังจากที่ทุกอย่างคลี่คลายแล้ว ฮูหยินเจาก็พาเจาชิงม่านมาเอ่ยลา นางยังต้องไปสืบข่าวที่เมืองฝู่สักหน่อย และอยากถามว่าเหตุใดพี่หญิงใหญ่ของนางจึงได้ทำเช่นนี้


ตอนที่ทั้งสองคนออกไป ได้มีคนเข้ามาในตำหลัก เมื่อเห็นฉินหลิวซีก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง รีบก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว


“คุณชายน้อย เป็นท่านหรือ”


ฮูหยินเจาหยุดฝีเท้า หันไปมอง


ฉินหลิวซีก็ตกตะลึงเล็กน้อยเช่นกัน เมื่อเห็นสตรีผู้นั้นเดินเข้ามาก็แปลกใจเล็กน้อย “เป็นท่านหรือ ฮูหยินเซี่ย เหตุใดจึงได้มาที่นี่”


สตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นภรรยาของเซี่ยฉี่คัง ที่นางไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเมื่อเดือนแปด ไม่คิดว่าจะได้พบที่นี่


สตรีผู้นั้นยิ้มเจื่อนๆ “ท่านอย่าเรียกข้าว่าฮูหยินเซี่ยเลย ตระกูลเดิมข้าแซ่โจว”


“แม่นางโจว”


โจวซื่อคำนับนาง “ข้ามาที่เมืองหลีเพื่อหารือเรื่องกิจการ ได้ยินว่ายันต์แคล้วคลาดของอารามชิงผิงค่อนข้างศักดิ์สิทธิ์ จึงได้มาจุดธูปบูชา คิดไม่ถึงว่าจะได้พบคุณชายน้อยที่นี้ นับว่ามีวาสนาจริง”


“ข้าคือนักพรตอารามชิงผิง มีฉายาเต๋าว่าปู้ฉิว”


โจวซื่อประหลาดใจ จากนั้นก็ตระหนักได้ทันที เอ่ย “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ไม่แปลกเลยที่คุณชายสามารถเล่าเรื่องสกปรกที่สามีทรยศของข้าผู้นั้นปกปิดไว้ได้ ท่านได้ค้นพบความลับแล้ว”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว “หรือว่าชู้กับบุตรนอกสมรสของเขามาหาถึงเรือนแล้ว”


โจวซื่อยิ้มอย่างเย็นชา เอ่ยว่า “เป็นเช่นนั้น ในเมื่อท่านรู้ความลับมานานแล้ว ข้าก็จะไม่ปิดบังท่าน ข้าพาคนเลวผู้นั้นกลับบ้านเกิด จากนั้นคนของราชการก็มาหา ข้าจึงได้รู้เรื่องไร้ศีลธรรมที่เขาทำ ต้องโทษที่ข้ากับท่านพ่อมีตาหามีแววไม่ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว หลังจากที่เขาเสียชีวิต คดีก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว ข้าตั้งป้ายวิญญาณหน้าศพให้น้องหญิงหลิงกับท่านพ่อของนาง เผากระดาษเงินไปให้ หลังจากนั้นข้าก็จะส่งคนไปไหว้หลุมศพในช่วงเทศกาลชิงหมิง เพื่อเป็นการแสดงความขอโทษ”


ฉินหลิวซีได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า “แม่นางจิตใจดี ย่อมได้รับพรเป็นสิ่งตอบแทน”


โจวซื่อถอนหายใจ “นับว่าทำดีที่สุดแล้ว หลังจากที่ข่าวการตายของคนเลวผู้นั้นแพร่สะพัดไป สตรีผู้นั้นก็พาบุตรชายของนางมานับญาติ คิดอยากจะแบ่งทรัพย์สินตระกูล เหอะ”


ตอนที่ทั้งสองคนมาหา นางจึงได้รู้ว่าฉินหลิวซีกำลังเอ่ยถึงเรื่องใด เดิมทีนางเป็นคนทำกิจการค้าขาย เกิดในตระกูลค้าขาย มีความกล้าหาญ ย่อมไม่ยอมรับความปรารถนาของอีกฝ่าย เอ่ยว่าไม่มีหลักฐานใดๆ เพราะคนได้ตายไปแล้ว และนางก็ได้ตัดขาดกับเซี่ยฉี่คังไปนานแล้ว จึงได้ไล่ทั้งสองคนออกไป


“ทุกอย่างผ่านไปแล้ว หากแม่นางทำคุณงามความดี สะสมคุณธรรม ในที่สุดจะได้พบกับคู่ชีวิตที่ดีอีกครั้ง และมีความสุขในบั้นปลาย” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


บางทีอาจเป็นเพราะช่วยบิดาและบุตรสาวตระกูลหลิงสร้างสุสาน โหงวเฮ้งของโจวซื่อจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย หากสะสมคุณธรรมมากขึ้น ก็จะมีบุตรชายคอยส่งในยามจากไปและมีความสุขยามบั้นปลาย


เมื่อโจวซื่อได้ยินดังนั้นก็มีความสุขมาก เอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ขอให้สมพรปากท่าน ข้าจะเพิ่มค่าน้ำมันตะเกียงสักหน่อย”


“ขอสวรรค์ประทานพรแก่ท่าน ผู้ศรัทธาจิตใจดี เชิญท่านทำตามประสงค์” ฉินหลิวซีหยิบยันต์แคล้วคลาดมอบให้นาง แล้วให้เด็กในอารามเต๋านำธูปไปจุด ก่อนจะออกจากอารามหลักไป


ฮูหยินเจาเดินมาพูดคุยกับโจวซื่อสองสามประโยค เมื่อรู้ว่าฉินหลิวซีเคยให้คำทำนายแก่นางเช่นกัน ก็อดนับถือไม่ได้


“อาจารย์ปู้ฉิวแห่งอารามชิงผิงผู้นี้อายุยังน้อย แต่ฝึกฝนทั้งคาถาและวิชาแพทย์ เป็นการบำเพ็ญที่ลึกล้ำจริงๆ”


หลังจากที่ทั้งสองออกจากอารามชิงผิง เมื่อได้พบกับผู้คนก็จะเอ่ยยกย่องฉินหลิวซี ทันใดนั้นทำให้อารามชิงผิงกลายเป็นที่รู้จักในฐานะที่มีอาจารย์ปู้ฉิวซึ่งแก่กล้าในวิชาเต๋าและวิชาแพทย์ ทำให้ชื่อเสียงยิ่งกระจายไปอย่างรวดเร็ว


ตอนที่ 194: ห้ามทำให้นายท่านน้อยต้องขุ่นเคือง!


ฉินหลิวซีเดินออกมาจากเรือนหลัก เมื่อเห็นอวี้ฉังคงกำลังพูดคุยกับชิงหย่วน จึงเดินเข้าไปหา


“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหรือ” อวี้ฉังคงถามด้วยรอยยิ้ม


ฉินหลิวซีพยักหน้า “พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ”


อวี้ฉังคงเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าต่อไปในภายภาคหน้าข้าจะเป็นฆราวาสที่อารามชิงผิง และจะเรียนรู้วิชาจากท่าน คงใช้เวลาในอารามเต๋ามากสักหน่อย ดังนั้นจึงคิดที่จะตั้งป้ายวิญญาณบูชาท่านบิดามารดาของข้าไว้ในอาราม จะได้สะดวกในการจุดธูปบูชา”


“ก็ดี วางไว้ใต้แท่นของเจ้าลัทธิเต๋าจะได้รับควันธูปด้วย งานแกะสลักป้ายวิญญาณมอบให้เป็นหน้าที่ของชิงหย่วน ในอารามยังมีไม้อยู่สักสองสามแผ่นหรือไม่” ประโยคหลังเอ่ยถามชิงหย่วน


ชิงหย่วนคิดในใจ ไม้ในอารามเรามีเท่าใด ในใจท่านไม่รู้หรือ เมื่อก่อนท่านไม่ทำอะไรเลย จนกระทั่งมีผู้ศรัทธามาจุดธูปบูชาและถวายน้ำมันตะเกียงน้อยลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ที่อยากจะตั้งป้ายวิญญาณ แทบจะไม่มีคนเหล่านั้น ดังนั้นแผ่นไม้ที่เก็บสะสมไว้ในอารามน่ะ เขาไม่ได้อยากอวดหรอกนะ แต่จะทำสักสิบแผ่นก็ยังได้


“แน่นอนว่ามีแผ่นไม้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณชายอวี้ต้องการเลือกไม้ชนิดไหน” ชิงหย่วนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แน่นอนว่าราคาย่อมแตกต่างกันไป


อวี้ฉังคงเอ่ยว่า “แน่นอนว่าต้องเลือกอันที่ดี” หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ลุงเฉียนได้ไปดูโรงหล่อรูปปั้นเทพเจ้า รูปหล่อทองคำของเจ้าลัทธิเต๋าจะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่วัน แต่ต้องยกขึ้นแท่นบูชาอีก ไม่รู้ว่าต้องเป็นวันมงคลหรือไม่ แล้วให้ใครมาเป็นผู้นำพิธี”


รูปหล่อทองคำเสร็จแล้วหรือ


ฉินหลิวซีกับชิงหย่วนมองตากัน สายตาของทั้งสองแฝงไว้ด้วยความสุขเล็กน้อย


“หาวันมงคลตั้งแท่นบูชา และเชิญผู้ศรัทธามาร่วมพิธี เจ้าไปจัดการให้เรียบร้อย” ฉินหลิวซีเอ่ย “ข้าจะส่งจดหมายไปให้ตาเฒ่าด้วยตัวเอง ให้เขากลับมาเป็นผู้นำพิธี ออกไปแสวงบุญนานเช่นนี้ ได้เวลากลับมาแล้ว”


รูปหล่อทองคำเป็นเรื่องสำคัญของอาราม จะต้องจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่


ชิงหย่วนเอ่ย “ทุกวันนี้มีผู้ศรัทธาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็ใกล้สิ้นปีแล้ว คงจะมีคนต้องการเชิญเราไปทำพิธีมากขึ้น แต่อารามชิงผิงของพวกเรามีนักพรตประจำอารามอยู่น้อย บางครั้งจึงยุ่งมาก ต้องหาสหายนักพรตเต๋ามาประจำในอารามของพวกเราเพิ่ม ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่พิธีบวงสรวงก็ต้องหาคนเพิ่ม หรือว่าศิษย์พี่ปู้ฉิว…”


“ข้าเคยทำสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน” ฉินหลิวซีปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด เอ่ยว่า “ข้าร่างกายอ่อนแอ ใช่ว่าเจ้าไม่รู้ โดยปกติทั่วไปไม่ใช่ข้าหรือที่วาดยันต์ รักษาโรค หาค่าน้ำมันตะเกียง แล้วยังจะให้ข้าทำพิธีบวงสรวงอีก อยากให้ข้าเหนื่อยตายหรืออย่างไร ไม่มีทาง เช่นนั้นก็ปิดอารามไปเสียเถิด!”


จะให้นางไปทำพิธีบวงสรวง นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทั้งยุ่งยากและซับซ้อน นางไม่ทำ!โนเวล-พีดีเอฟ


หากบังคับให้นางทำ นางก็จะต่อต้าน!


เมื่อชิงหย่วนเห็นว่านางดื้นรันเพียงนี้จึงกลืนคำพูดกลับลงไป ส่งสายตาไม่หยุด ต่อหน้าคนนอก อย่างไรเสียก็แกล้งทำสักหน่อยเถิด


ฉินหลิวซี ‘แกล้งทำอะไรกัน อยากจะยกยอข้าต่อหน้าคนนอก เพื่อที่จะได้ให้ข้าทำงานมากขึ้นเช่นนั้นหรือ’


เจ้าคิดผิดแล้ว!


ไม่มีทางอย่างแน่นอน!


ชิงหย่วน “…”


อวี้ฉังคงหลุบตาลง ซ่อนรอยยิ้มในดวงตา แสร้งทำเป็นไม่เห็นที่ทั้งสองตอบโต้กัน


“ในอารามมีสหายนักพรตอยู่น้อยจริงๆ ได้ยินว่าพวกท่านต้องแจกโจ๊ก ยา และข้าวของอื่นๆทุกปีเช่นนี้ แน่นอนว่าคงต้องการสหายนักพรตเต๋าอีกสองสามคนมาช่วยงาน” อวี้ฉังคงเอ่ย


ฉินหลิวซีเอ่ย “เสวียนเหมินไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักในช่วงหลายปีมานี้ สหายนักพรตเต๋าที่มีความสามารถแท้จริงก็ไม่มาที่อารามเต๋าของพวกเรา แต่ไปเข้าศาสนาพุทธเป็นจำนวนมาก กลับไปก็ไปติดป้ายประกาศหานักพรตเต๋าประจำอารามที่ประตูเขาเถิด ผู้ที่มีบุญสัมพันธ์ย่อมมาเป็นสาวกในอารามชิงผิงของข้า”


ชิงหย่วนก็คิดเช่นนี้


ทุกวันนี้มีผู้ศรัทธาในอารามชิงผิงมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็มาอาศัยอยู่ในอาราม แต่ก็ไม่มีกำลังคนมาช่วยเหลืองาน ยิ่งไม่ต้องคาดหวังกับฉินหลิวซีผู้เกียจคร้าน แค่นางช่วยวาดยันต์เต๋าให้ก็นับว่าก็เห็นแก่หน้าแล้ว


หากบังคับให้นางทำมากกว่านี้ เกรงว่านางจะกล้ากบฎอารามเต๋าแห่งนี้จริงๆ!


อย่าได้ทำให้นายท่านน้อยต้องขุ่นเคือง


ทำได้เพียงบูชาไว้เหนือศรีษะ!


[1] เทศกาลชิงหมิง หรือเทศกาลเช็งเม้ง เป็นเทศกาลที่แสดงออกถึงความกตัญญูความเคารพและการระลึกถึงบรรพบุรุษ


ตอนที่ 195: คำเตือนจากอวี้ฉังคง


เมื่อในอารามไม่มีใครแล้ว ชิงหย่วนเองก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำจึงไม่ได้อยู่พูดคุยกับทั้งสองคน ขอตัวไปทำธุระของตัวเอง


มู่ซีโผล่มาอีกครั้งเหมือนเจ้าจอมยุ่งที่หาตัวจับได้ยาก เข้าไปแทรกระหว่างทั้งสองคน “เจ้านี่หาตัวยากจริงๆ”


ฉินหลิวซี “เหตุใดเจ้ายังไม่ไปอีก ท่านซื่อจื่อเนื้อตัวสูงส่ง ตอนนี้อากาศก็เริ่มหนาวแล้ว ทางที่ดีควรรีบกลับไปเมืองหลวงให้เร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำแข็งในทางน้ำและหิมะบนถนน”


“ข้าอยู่ที่เมืองหลวงมาสิบกว่าปี รูไหนมีหนูอยู่กี่ตัวข้าก็รู้หมดแล้ว น่าเบื่อจะตายไป ไหนเลยจะสนุกเหมือนที่นี่” มู่ซีเชิดคางพลางเอ่ย “แต่ถ้าหากเจ้ากลับเมืองหลวงกับข้า เช่นนั้นก็ออกเดินทางทันที ดีหรือไม่”


คำพูดซ้ำซากจำเจ ฉินหลิวซีขี้เกียจตอบแล้ว ถือเสียว่าเขาเพียงพูดพร่ำไปเรื่อยเท่านั้น


“เดี๋ยวๆ เจ้าอย่าพึ่งไป” มู่ซีจะเอื้อมมือไปดึงเขาแต่กลับถูกอวี้ฉังคงขวางไว้ เหลือบมองด้วยสายตาตักเตือน


มู่ซีหายใจตะกุกตะกักอย่างบอกไม่ถูก เอ่ยว่า “เจ้าหลบไป ข้ามีธุระ”


เขาพุ่งไปอยู่ตรงหน้าฉินหลิวซี เอ่ย “เจ้ายังรู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ”


“ทำไม เจ้าป่วยหรือ” ฉินหลิวซีมองสำรวจเขา เหลือบมองที่หน้าท้องบริเวณเอวของเขา “ตรงไหนของเจ้าเสื่อมหรือ”


มู่ซีรีบเอ่ย “ของเจ้าสิเสื่อม ข้าสบายดีทุกตรงนั่นแหละ!”


ฉินหลิวซีท่าทางคล้ายจะหัวเราะ “เช่นนั้นหรือ ข้าเห็นว่าเจ้าพลังหยางไม่เพียงพอ ทำให้อ่อนแอเล็กน้อย”


มู่ซีเอ่ยเสียงดัง “พลังหยางข้าเพียงพอจะตายไป สนุกกับสตรีเจ็ดคนทั้งคืนก็ยังได้!”


เมื่ออวี้ฉังคงเห็นว่าพวกเขาพูดเรื่องไม่เขาท่าก็ทนฟังต่อไปไม่ได้ จึงกระแอมเสียงดัง


มู่ซีเองก็กลัวว่าฉินหลิวซีจะเอ่ยถึงหัวข้อนี้ต่อไป จึงเอ่ยว่า “วิชาแพทย์ของเจ้าดีใช่หรือไม่ ข้าขอถามเจ้าสักหน่อย สตรีวัยสี่สิบกว่าเช่นนี้ยังสามารถมีบุตรได้หรือไม่”


ฉินหลิวซีหรี่ตามอง


อวี้ฉังคงก็มองมาเช่นกัน ส่งสายตาให้ฉินหลิวซี


“ท่านซื่อจื่อคงเคยได้ยินคำเอ่ยที่ว่ามีบุตรตอนแก่ สตรีในวัยสี่สิบกว่าที่ตั้งครรภ์ก็ใช่ว่าจะไม่มี ขึ้นอยู่กับโชคชะตา จะมีบุตรได้กี่คนก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา ผู้ที่โชคชะตาไม่ได้กำหนดว่าจะมีบุตร อย่าว่าแต่อายุสี่สิบเลย แม้แต่อายุยี่สิบต้นๆ บางทีก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่หากมีโชคชะตาว่าจะมีบุตร ไม่ว่าจะอายุมากแค่ไหน ก็จะมีจนได้”


ฉินหลิวซีเอ่ยต่ออีกว่า “เพียงแต่ว่าการตั้งครรภ์ให้กำเนิดบุตรของสตรี ก็เหมือนกับการผ่านประตูแห่งความตาย แม้แต่สตรีวัยสาวก็ยังเป็นเรื่องยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสตรีที่อายุมากแล้ว เมื่อมีบุตรตอนอายุมาก ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะพรากชีวิตไปทั้งสอง ต้องดูว่าจะเอาชีวิตรอดได้หรือไม่!”


สีหน้าของมู่ซีเปลี่ยนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า


“หากเป็นเจ้า เจ้าสามารถช่วยให้สตรีวัยนี้คลอดบุตรได้อย่างปลอดภัยหรือไม่”


ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ “หากข้าบอกว่าได้ ท่านซื่อจื่อจะเชื่อหรือไม่ คนนอกจะเชื่อหรือไม่ แล้วหากท่านซื่อจื่อหมดอายุขัยแล้ว ใครจะไปแย่งมาจากยมบาลได้ แม้ว่าข้าจะทำได้ แต่ข้ากับเจ้าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน แล้วเรื่องอะไรข้าจะต้องมาแบกรับห้าโทษสามวิบัติแทนเจ้าด้วย มีมนุษย์หลายสิบล้านคนในใต้หล้านี้ ใครจะมีความสำคัญไปมากกว่าตัวข้าเล่า”


มู่ซีชะงักไป


น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูเย็นชาแต่ก็สมเหตุสมผล อีกฝ่ายอายุยังน้อย ใครจะเชื่อว่ามีวิชาแพทย์ที่ไม่ธรรมดา แล้วไว้วางใจมอบชีวิตให้


แล้วยังมีห้าโทษสามวิบัติอีก เขาไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ฟังดูเหมือนไม่ใช่เรื่องดี


“ท่านซื่อจื่อไม่ต้องคิดเรื่องการมีบุตรแล้ว สตรีวัยสี่สิบกว่าปี เพียงแค่ต้องอุ้มครรภ์เป็นเวลาสิบเดือนก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการคลอดบุตร คนยังอยู่ คนในตระกูลจึงจะสบายใจ ต่อให้เจ้าพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เด็กปลอดภัย แต่เด็กที่ไร้มารดาจะสามารถเติบโตได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ก็ยากจะบอกได้” หลังจากที่ฉินหลิวซีเอ่ยประโยคนี้จบก็เดินไปพร้อมกับอวี้ฉังคง


มู่ซียืนอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน เมื่อได้สติกลับมาก็ไม่เห็นเงาของฉินหลิวซีแล้ว เขาไม่ได้ไล่ตาม เพียงแต่รู้สึกไม่มีความสุขเล็กน้อย


ฉินหลิวซีกับอวี้ฉังคงนั่งรถม้าคันเดียวกันกลับเมือง


“สตรีวัยสี่สิบกว่าปีที่มู่ซื่อจื่อเอ่ยถึง คาดว่าเป็นฮองเฮา โชคดีที่ท่านฉลาด ไม่รับเป็นธุระเรื่องนี้” อวี้ฉังคงนั่งอยู่บนรถม้าพลางเอ่ยเตือนว่า “มู่ซื่อจื่อเป็นคนไม่สนใจอะไร หากท่านเข้าไปยุ่ง แต่กลับไม่สามารถหยุดความวุ่นวายของเขาได้ เช่นนั้นจะเกิดปัญหาได้ง่าย”


ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย เอ่ยว่า “เขาคงจะทำให้ท่านรำคาญไม่น้อย”


ความรำคาญปรากฏบนใบหน้าอวี้ฉังคง เอ่ยว่า “เขาเสียงดังมาก ซ้ำยังหน้าทน ไม่สนใจว่าสีหน้าผู้อื่นจะดีร้าย ขอเพียงตัวเองสบายใจเป็นพอ”


ฉินหลิวซีเอนหลังพิงพนักรถม้าโดยไม่ได้สงวนท่าทีใดๆ เอ่ย “ด้วยภูมิหลังและการได้รับความรักของเขา เขาจึงไม่จำเป็นต้องดูสีหน้าใคร ย่อมทำตามความสบายใจของตัวเอง การได้รับความรักมากเกินไป ย่อมทำให้ไม่เกรงกลัวสิ่งใด”


“เป็นเช่นนั้น” อวี้ฉังคงวกกลับไปในหัวข้อที่เอ่ยเมื่อครู่ เอ่ยว่า “มู่ซื่อจื่อเป็นคนปากพล่อย แม้ว่าท่านจะเตือนเขา ก็ไม่สามารถหยุดไม่ให้เขาพูดมากได้ หากมีคนคิดนำคำไปกราบทูลฮองเฮา เมื่อมาหาท่านท่านก็อย่าได้รับเป็นธุระเรื่องนี้”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้ว “สหายฉังคงเชื่อว่าข้าสามารถทำให้สตรีวัยสี่สิบกว่าให้กำเนิดบุตรได้จริงๆ หรือ”


อวี้ฉังคงยิ้มเล็กน้อย “หากเป็นผู้อื่นข้าไม่เชื่อ แต่หากเป็นท่าน จะต้องมีความสามารถวิเศษนี้อย่างแน่นอน ทุกคนในใต้หล้าบอกว่าดวงตาของข้าจะมืดมนตลอดไป แต่ท่านทำให้สามารถกลับมาเห็นแสงสว่างของโลกนี้ได้อีกครั้ง เห็นได้ว่าท่านมีทักษะวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม การทำคลอดสตรีจะยากสำหรับท่านได้อย่างไร”


“เป็นเช่นนั้น ท่านเอ่ยมาไม่ผิด ตราบใดที่สตรีผู้นั้นร่างกายแข็งแรง การช่วยทำคลอดก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่โอกาสเกิดความเสี่ยงก็มีอยู่เช่นกัน สตรีวัยสี่สิบกว่าปี ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง” ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “แน่นอนว่าความคิดของข้าไม่ได้หมายถึงความคิดของสตรีทุกคน ทายาทเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สตรีหลายคนเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจว่ามีเพียงบุตรชายเท่านั้นที่สามารถทำให้นางยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ต่อให้ต้องตายก็ยินดีที่จะเสี่ยง”


“ท่านเอ่ยถูกต้องแล้ว”


ฉินหลิวซีเอ่ย “หากมู่ซื่อจื่อถามคำถามนี้เพื่อพี่หญิงที่เป็นฮองเฮา เช่นนั้นก็นับว่ามีความใส่ใจ แต่ไม่รู้ว่าหากพี่หญิงของเขาผู้นั้นตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ ก็ใช่ว่าจะมีคนยินดีให้นางคลอดบุตร”


แม้เอ่ยว่าเป็นที่น่าเสียใจหากฮ่องเต้ไม่มีองค์ชายจากพระชายาเอก แต่นอกเหนือความเสียใจของฮ่องเต้นี้แล้วก็คือความสุขที่ได้เห็นสิ่งต่างๆประสบความสำเร็จ ในฐานะฮ่องเต้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีตำแหน่งมั่นคง ส่วนผู้ที่สืบทอดบัลลังก์ ใครบอกว่าจะต้องเป็นองค์ชายจากพระชายาเอกเท่านั้น


ในเมื่อฮ่องเต้เองก็ไม่ใช่องค์ชายจากพระชายาเอก


“ไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในฝั่งต่างๆ เมื่อองค์ชายในพระชายาเอกถือกำเนิด แค่พูดถึงเรื่องตั้งครรภ์ ฮองเฮาก็อายุมากแล้ว การตั้งครรภ์ยังเป็นเรื่องร้ายแรง หากมารดาและบุตรปลอดภัยก็เป็นเรื่องดี แต่หากเกิดอะไรขึ้นมา ท่านและคนข้างหลังของท่านก็ยากที่จะรอด ดังนั้นไม่ว่าใครมาหว่านล้อม ก็ห้ามรับเป็นธุระเรื่องนี้เด็ดขาด ข้ารู้ว่าท่านมีพลังยิ่งใหญ่ แต่ปัญหาบางอย่าง ไม่ไปยุ่งจะดีกว่า” อวี้ฉังคงเอ่ย “ในตอนนั้นเหตุการณ์ที่บรรพกษัตรย์กินยาอายุวัฒนะทำให้เสวียนเหมินเงียบหายไปหลายสิบปี ท่านในฐานะคนของเสวียนเหมิน คาดว่าคงตระหนักถึงอันตรายได้ชัดเจนกว่าข้า”


เขาลูบเครื่องรางหยกบนเอว เอ่ยว่า “นักพรตเสวียนเหมินสามารถสื่อสารกับผีและเทพเจ้าได้ แต่ไม่ว่าจะมีคนเสวียนเหมินมากเท่าไหร่ พวกเขาจะมีจำนวนมากเท่ากับกองทัพม้านับพันได้อย่างไร เสี่ยวฉิน ความรุ่งโรจน์และความมั่งคั่งเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ข้าหวังเพียงให้ท่านพบความสงบสุข”


ฉินหลิวซียิ้ม “เข้าใจแล้ว”


อวี้ฉังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “ท่านอย่าว่าข้าเอ่ยมากเกินไป ท่านอายุยังน้อย ทั้งยังเป็นคนเสวียนเหมินที่จิตใจกว้างขวาง ข้ากลัวเพียงว่าท่านจะอาศัยที่ตัวเองมีความสามารถวิเศษจนไม่รู้ถึงความอันตรายของราชวงศ์ เผลอเข้าไปพัวพันโดยไม่ทันระวัง”


ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ยว่า “ท่านวางใจเถิด ข้ารักชีวิตยิ่งกว่าใคร จะต้องเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน อีกอย่าง ฮองเฮาฐานะสูงส่ง มีหมอหลวงรอบตัวมากมายเช่นนี้ มีหรือที่จะจำเป็นต้องใช้หมอลัทธิเต๋าธรรมดาอย่างข้า”


“ท่านเป็นคนฉลาด ในใจท่านรู้ว่าควรทำอย่างไรก็พอแล้ว”


ตอนที่ 196: ฟันธงว่าเจ้าสอบไม่ผ่าน


หลังจากเข้าเมืองแล้ว ฉินหลิวซีเห็นว่าท้องฟ้ายังสว่างอยู่ จึงเอ่ยลาอวี้ฉังคง ตั้งใจจะไปเดินเล่นในเมือง


“ท่านจะไปไหน ให้ข้าไปเป็นเพื่อนหรือไม่” อวี้ฉังคงเอ่ยถาม


ฉินหลิวซีส่ายหน้า ชี้ไปที่ใบหน้าของเขา “ใบหน้าคุณชายฉังคงนั้นราวกับเทพเจ้า หากยืนอยู่บนถนน เกรงว่าสาวๆ จะพากันก้าวไม่ออก”


อวี้ฉังคงหัวเราะเบาๆ “ข้าก็ไม่ได้จะยืนอยู่บนถนน แต่อยากจะไปร้านหนังสือ หาหนังสือสักสองสามเล่ม หากท่านไปเป็นเพื่อนได้ก็คงดี ข้าไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมืองหลีมากนัก”


ฉินหลิวซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “ได้ เช่นนั้นก็ไปร้านหนังสือซูเหอกันเถิด ร้านหนังสือแห่งนี้มีสิ่งของครบครันรวมถึงของใหม่ๆ อยู่เสมอ”


ทั้งสองคนเปลี่ยนไปที่ร้านหนังสือซูเหอ มีชายชราผู้หนึ่งท่าทางดูมีความรู้นั่งอยู่ในโถง เมื่อเห็นฉินหลิวซีก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า


“เป็นคุณชายเสี่ยวฉินนี่เอง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน”


ฉินหลิวซียกมือโค้งคำนับ เอ่ย “คำนับท่านปู่หวัง ช่วงนี้มีเรื่องยุ่งจึงไม่ได้มาที่นี่ ท่านสบายดีหรือไม่”


“ขอบใจเจ้ามาก ข้าสบายดี”


ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ย “เช่นนั้นก็ดี ข้ากับสหายมาหาหนังสือสองสามเล่ม” นางมองไปรอบๆ แล้วเอ่ยว่า “แต่ดูเหมือนว่าวันนี้คนในร้านหนังสือจะเยอะทีเดียว”


ผู้เฒ่าหวังเอ่ยว่า “ท่านไม่รู้อะไรเสียแล้ว มีประกาศจากเบื้องบนบอกว่าปีหน้าจะเปิดการสอบราชการรอบพิเศษ ก็เลยมีบัณฑิตมาค้นหนังสือเรียนมากขึ้น”


การสอบราชการไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉินหลิวซี นางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เป็นเช่นนี้นี่เอง เชิญท่านทำธุระต่อเถิด”


“ตามสบาย”


ฉินหลิวซีบอกว่าร้านหนังสือซูเหอมีหนังสือครบถ้วน เป็นเพราะร้านหนังสือมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นหนึ่งและชั้นสองมีไว้สำหรับขายหนังสือและสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ ส่วนชั้นสามมีไว้ให้บัณฑิตและชาวบ้านทั่วไปคัดลอกหรือยืมหนังสือได้ เนื่องจากร้านหนังสือได้กำหนดกฎห้ามส่งเสียงดัง มิเช่นนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ยืมหนังสืออีก


ดังนั้นถึงแม้จะมีคนมาร้านหนังสือซูเหอมากมายแต่ก็ยังค่อนข้างเงียบสงบ ผู้ที่มาหาหนังสือและผู้ที่อ่านหนังสือย่อมรู้ได้ด้วยตัวเอง


“ฉังคงกำลังหาหนังสืออะไรหรือ หนังสือที่เก็บสะสมไว้ในจวนท่านคงจะเยอะกว่าที่นี่อีกกระมัง” ฉินหลิวซีเอ่ย


อวี้ฉังคงพยักหน้า “ในตระกูลยังมีหอตำราแห่งหนึ่ง ใช่ว่าทุกคนจะสามารถไปที่นั่นได้ จะต้องได้รับป้ายคำสั่งจากหัวหน้าตระกูลหรือผู้อาวุโสเสียก่อน และยังมีกฎบังคับเกี่ยวกับเวลาในการอ่าน บรรดาหนังสือที่มีเพียงเล่มเดียวก็อาจไม่ได้อ่าน”


“คนอื่นทำไม่ได้ แต่ท่านทำได้อย่างแน่นอน เพราะท่านคืออวี้ฉังคง” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างเชื่อมั่น


อวี้ฉังคงเพียงแต่ยิ้มไม่ได้เอ่ยอะไร เขาเป็นหลานชายคนโตของหัวหน้าตระกูล เข้าหอตำราก็เหมือนกับเดินเข้าเรือนตัวเอง แต่เขาเพียงแค่รู้ว่าในหอตำรามีหนังสืออะไรบ้าง ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกบุตรหลานในตระกูลไม่น้อยวิพากษ์วิจารย์และดูหมิ่น หัวเราะเยาะที่เขาเฝ้าภูเขาสมบัติโดยเปล่าประโยชน์


เป็นเพราะเขาตาบอด ไม่สามารถอ่านเนื้อหาของหนังสือได้จึงเป็นการเฝ้าภูเขาสมบัติโดยเปล่าประโยชน์


ฉินหลิวซีกับเขาเดินเข้าไปข้างใน ผ่านตู้หนังสือไปทีละแถว กำลังจะขึ้นไปชั้นสอง แต่ถูกใครบางคนถือหนังสือมาชนเข้า หนังสือหล่นกระจายอยู่บนพื้น


“ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ” เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้ามีรอยปะเย็บแต่สะอาดเรียบร้อย โพกผ้าสี่เหลี่ยมบนศีรษะ สีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย นิ้วของเขามีรอยหยาบกร้าน รอบดวงตาคล้ำ หว่างคิ้วของเขาค่อนข้างมีความกังวล


ฉินหลิวซีช่วยเขาเก็บหนังสือบนพื้น เห็นว่าเป็นพวกหนังสือคัมภีร์หลุนอวี่ ก่อนจะยื่นส่งให้ เอ่ย “ซิ่วไฉเตรียมจะสอบราชการปีหน้าหรือ”


เมื่ออวี้ฉังคงได้ยินนางเรียกว่าซิ่วไฉ ก็อดหันไปมองไม่ได้


บัณฑิตผู้นั้นก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ถามอย่างสงสัยว่า “คุณชายรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นซิ่วไฉ”


“การแต่งกายของเจ้าก็บอกชัดแล้วไม่ใช่หรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าคือซิ่วไฉ และรู้ด้วยว่าเจ้าจะตกรอบ สอบไม่ผ่าน เช่นนั้นเจ้ายังจะสอบหรือไม่”


เมื่อบัณฑิตได้ยินเช่นนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก


ตอนที่ 197: ทำนายถูกต้องทั้งหมด


หลังจากศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักมาสิบปี ใครบ้างที่จะไม่อยากประสบความสำเร็จ เปล่งประกายเจิดจรัสโบยบินไปบนท้องฟ้า


บัณฑิตบางคนเตรียมตัวสำหรับสิ่งนี้มาเป็นเวลานาน คาดหวังที่จะประสบความสำเร็จ แต่ในขณะที่กำลังมุ่งมั่น จู่ๆก็มีคนมาบอกว่าอย่างทุ่มเทพยายามเลย เจ้าสอบไม่ผ่านหรอก ไม่ใช่เป็นการนำน้ำเย็นมาราดใส่หัวจนเย็นเข้าไปจนถึงขั้วหัวใจหรอกหรือ


ซิ่วไฉผู้มีนามว่าหลินอันที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉินหลิวซีก็คิดเช่นนั้น ใบหน้าเคร่งขรึมในทันที รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก ในใจคิดว่าช่างอัปมงคลนัก


เขาเหลือบมองฉินหลิวซี จากนั้นก็หันไปมองอวี้ฉังคงที่อยู่ข้างๆ มือที่หยาบกร้านและมีรอยแตกของเขากำเล็กน้อย พยายามปกปิดความรู้สึก


สองคนที่อยู่ตรงหน้า เพียงแค่การแต่งกายก็ไม่ใช่คนที่ตัวเองสามารถเทียบได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงท่าทางที่ดูดี มีความสูงส่ง พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน และไม่ใช่บัณฑิตยากจนเหมือนตน


เช่นนั้นคุณชายน้อยผู้นี้คงเย้ยหยันเขาเพราะความเบื่อหน่าย เพียงหยอกล้อเขาเล่นเช่นนั้นหรือไม่


หลินอันหวั่นเกรงต่อสถานะของทั้งสองจึงไม่กล้าเสียงดังโวยวาย พยายามระงับความโกรธ เอ่ยว่า “คุณชายน้อยอย่าได้เอาเรื่องของข้ามาล้อเล่นเลย หากโกรธที่ข้าไม่ดูตาม้าตาเรือมาขวางทางท่าน เช่นนั้นข้าน้อยก็ขออภัยด้วย”โนเวลพีดีเอฟ


ขณะที่เขาพูดก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วโค้งคำนับให้ฉินหลิวซีอย่างเป็นทางการ


ฉินหลิวซีรู้สึกสนุก เอ่ยกับฉังคงว่า “เขาคิดว่าพวกเราเป็นพวกเสเพล คิดไม่ถึงว่าข้าก็มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพวกเสเพลด้วย”


อวี้ฉังคง ‘ไม่ใช่ข้าหากแต่เป็นท่าน’


อีกอย่าง ท่าทางภูมิใจของเด็กคนนี้หมายความว่าอย่างไร


หลินอันอดกลั้นไม่ได้อีกต่อไปจึงเดินอ้อมอีกฝ่ายออกไป ในยามนี้เองที่ฉินหลิวซีได้เอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าไม่ได้โกรธที่เจ้ามาขวางทางข้าแล้วเลยตั้งใจพูดจาอัปมงคลเช่นนั้น”


หลินอันหยุดฝีเท้า


“แม้ว่าเจ้าจะสอบผ่านซิ่วไฉ แต่ก็มาจากครอบครัวที่ยากจนและมีภูมิหลังต่ำต้อย ข้าเห็นว่านิ้วของเจ้ามีความหยาบกร้าน คาดว่าปกติคงจะคัดลอกหนังสือเพื่อหาเงินเล็กๆน้อยๆตามหลักแล้ว เจ้ามีวุฒิการศึกษา การคัดลอกหนังสือเพื่อหารายได้เล็กๆน้อยๆก็พอประทังชีวิตได้ แต่บนตัวเจ้ามีกลิ่นยา หว่างคิ้วมีความทุกข์ยาก ตำแหน่งฟู่มู่บนหน้าผากของเจ้าเผยให้เห็นถึงเคราะห์ร้าย สิ่งนี้แสดงว่าบิดามารดาเจ้าเจ็บป่วย จุดดวงอาทิตย์ของเจ้าตกลง หมายความว่าบิดาเจ้าเสียแล้ว ดังนั้นผู้ที่ป่วยอยู่ตอนนี้คือมารดาของเจ้า ข้าเอ่ยถูกต้องหรือไม่”


หลินอันหน้าซีดลง ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย


“กลิ่นยาบนตัวของเจ้าคงจะติดมาเพราะเจ้าต้มยาให้มารดา เงินที่ได้จากการคัดลอกหนังสือ ก็ยังห่างไกลกับค่ายาของท่านแม่เจ้า เงินมีไม่พอ ซ้ำยังกังวลเรื่องสุขภาพของมารดา ดังนั้นหว่างคิ้วของเจ้าจึงมีความทุกข์ร้อน ที่ข้าบอกว่าเจ้าสอบไม่ผ่านเป็นเพราะจุดฟู่มู่บนหน้าผากของเจ้าเผยให้เห็นเคราะห์ร้ายว่าจะได้จัดงานศพ เกรงว่าท่านแม่ของเจ้าจะไม่มีวาสนาได้เห็นเจ้าก้าวไปสู่จุดสูงสุด”


ขณะที่ฟัง อวี้ฉังคงมองไปยังคนตรงข้าม สายตาแฝงไว้ด้วยความเห็นอกเห็นใจแต่ก็หายไปในพริบตา


“บุตรอยากเลี้ยงดูบิดามารดา แต่บิดามารดาจากไปแล้ว ย่อมเป็นทุกข์ของคนเป็นลูก หากเจ้าสวมชุดไว้ทุกข์แล้วจะไปสอบได้อย่างไร หากไปสอบ ในใจก็มีแต่ความกังวล แล้วจะสอบผ่านได้อย่างไร”


เท้าของหลินอันเริ่มยืนไม่อยู่ เอ่ยด้วยริมฝีปากสั่นเทา “ขงจื้อไม่สอนเรื่องลี้ลับ ความคึกคะนอง การกบฏและภูติผีเทวดา เจ้า เจ้าพูดจาเหลวไหล หากเจ้าโกรธข้าก็แค่ทุบตีด่าทอข้า เหตุใดต้องลากท่านแม่ข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”


“ข้าตั้งใจลากเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ และที่ข้าเอ่ยมาถูกต้องหรือไม่ ในใจเจ้ารู้ดี” ฉินหลิวซีหยิบยันต์แคล้วคลาดออกมาจากแขนเสื้อ มอบให้เขา “ท่านแม่ของเจ้าป่วยหนัก เหลือเวลาไม่มากแล้ว ยันต์แคล้วคลาดนี้เจ้าให้นางพกติดตัวไว้ จะช่วยให้วันสุดท้ายของนางสบายขึ้นบ้าง อย่างน้อยนางก็จะไม่เจ็บปวดทรมานมากเกินไป นับเป็นบุญที่เจ้าและข้าได้พบกัน”


หลินอันไม่ได้รับมา ฉินหลิวซีจึงวางยันต์ไว้บนหนังสือที่อยู่ด้านข้าง เอ่ย “ซิ่วไฉค่อยสอบอีกครั้งในอีกสามปี สอบผ่านแน่นอน ส่วนน้องสาวของเจ้า ในภายภาคหน้าจะได้แต่งงานไปอยู่แดนไกล โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้น้ำ”


หลินอันตัวสั่นอีกครั้งเมื่อได้ยินเช่นนั้น มองฉินหลิวซีอย่างพูดไม่ออก


ฉินหลิวซีกับอวี้ฉังคงเดินขึ้นบันไดไปแล้ว ไม่ช้าก็หายตัวไปจากมุมห้อง


หลินอันมองยันต์แคล้วคลาดบนหนังสือ ในตาร้อนระอุ สูดหายใจเข้าลึกๆ กำยันต์แคล้วคลาดแล้วเดินไปเอ่ยลาผู้เฒ่าหวังก่อนจะจากไป


อวี้ฉังคงเอ่ยกับฉินหลิวซีว่า “ท่านแม่ของซิ่วไฉเมื่อครู่นี้ ไม่สามารถรักษาได้หรือ”โนเวล-พีดีเอฟ


ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “จากกลิ่นยาบนตัวของเขา ข้าสามารถแยกแยะสมุนไพรได้หลายชนิด ล้วนเป็นยาที่ช่วยสงบจิต ใช้การรักษาแบบประคองโรคเป็นหลัก หนึ่งในนั้นยังมีโสมป่า เจ้าก็เห็นว่าเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่มีรอยปะ เห็นได้ว่าฐานะยากจน แม้ว่าโสมป่าจะไม่ได้ราคาแพงเหมือนโสมทั่วไป แต่ก็เป็นโสม ใช่ว่าคนธรรมดาจะมีกำลังซื้อได้”


นางค่อยๆ เดินขึ้นบันได เอ่ยต่อว่า “ตามหลักแล้ววัตถุดิบยาเช่นนั้น หากหามาไม่ได้ ก็เพียงแค่รอความตายเท่านั้น เจ้าถามว่ารักษาได้หรือไม่ หากยังไม่เห็นผู้ป่วยก็ยากที่จะบอกได้แต่ดูจากโหงวเฮ้งของเขา วันที่จะสูญเสียมารดาอยู่ไม่ไกลแล้ว เมืองหลีแห่งนี้ก็เริ่มเข้าฤดูหนาวแล้ว หญิงชราที่เดิมทีร่างกายอ่อนแออาศัยยาเพื่อความอยู่รอด เมื่ออากาศเปลี่ยน ยาก็ไม่มีก็เหลือเพียงความตายแล้ว”


ฉินหลิวซีหลุบสายตาลง เอ่ย “ชะตาชีวิตเช่นนี้ ชิงกลับคืนมาได้ก็มีชีวิตอยู่ได้ชั่วขณะ ใช่ว่าจะยาวนาน แล้วจะทรมานทำไม มนุษย์จะอยู่หรือตายก็ไม่ได้แตกต่าง และก็ไม่ได้ทรมานเช่นนั้น บางครั้งร่างกายที่ถูกทรมาน ไม่สู้จากไปยังดีเสียกว่า”


น้ำเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเย็นชา คล้ายไม่แยแสกับความเป็นความตาย


อวี้ฉังคงถอนหายใจ


ว่ากันว่าหลินอันกอดหนังสือสองสามเล่มกลับไปที่บ้านของเขาด้วยความสิ้นหวัง เมื่อเห็นว่าในเรือนข้าวของเกลื่อนกลาดเล็กน้อยก็ตกใจ ตะโกนเสียงดังว่า “นีเอ๋อร์”


“ท่านพี่กลับมาแล้วหรือ” เด็กสาวร่างกายผอมบาง ผมหยาบกร้าน สวมชุดกระสอบเดินออกมาจากห้องด้านใน


“ทำไมข้าวของในเรือนเกลื่อนกลาดเช่นนี้ ท่านแม่เล่า”


หลินนีก้มหน้าลง เม้มริมฝีปาก เอ่ยว่า “นายท่านสามตระกูลจูและคนอื่นๆมาที่บ้าน บอกว่าผลผลิตปีนี้รายได้ไม่มากนัก ท่านพี่จูก็จะแต่งงานแล้วจึงให้พวกเราคืนเงิน”


หลินอันได้ฟังดังนั้นก็เม้มริมฝีปาก มองสำรวจนาง ถามว่า “เจ็บตรงไหนหรือไม่”


หลินนีส่ายหน้า เอ่ยว่า “ท่านแม่มอบปิ่นปักผมเงินที่เก็บไว้ในกล่องให้ไปแล้ว”


“สิ่งนั้นเก็บไว้ให้เจ้าไม่ใช่หรือ” หลินอันกังวลเล็กน้อย


หลินนียิ้มอย่างขมขื่น “ท่านพี่ จะเก็บไว้ทำไมกัน ครอบครัวเราเป็นหนี้ ยาของท่านแม่ก็ต้องใช้เงิน” เมื่อนางเห็นว่าสีหน้าของหลินอันดูแย่จึงรีบเอ่ยว่า “ท่านพี่ก็ไม่ต้องคิดมาก ศึกษาร่ำเรียนอย่างสบายใจก็พอแล้ว ข้าขอให้ป้าเจียงที่อยู่ข้างบ้านหางานซักล้างให้ข้าแล้ว”


หลินอันก้มหน้ามองมือของน้องสาวที่หยาบกร้านกว่าเขาเสียอีก ในใจบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร


ในห้องมีเสียงสตรีผู้หนึ่งดังออกมา หลินอันรีบเดินเข้าไป เห็นหญิงชราร่างกายผอมแห้ง สีหน้าซีดเหลือง นอนอยู่บนเตียงในห้องมืด เมื่อเห็นเขาเข้ามานางก็จะลุกขึ้น


“ท่านแม่ไม่ต้องลุกหรอกขอรับ” หลินอันเข้าไปพยุงนาง


ป้าหลินไอสองสามครั้ง เอ่ยว่า “นายท่านสามจูมาที่นี่ ปิ่นปักผมอันนั้นตีเป็นเงินห้าตำลึง ข้ามอบให้เขาไปแล้ว แคร่กๆ…”


หลินอันรีบลูบหลังให้นาง เอ่ยว่า “ท่านแม่ไม่ต้องพูดแล้ว ให้ไปแล้วก็ให้ไป ข้าจะคัดลอกหนังสือเพิ่มแล้วรีบคืนเงินให้พวกเขาเร็วที่สุด”


ป้าหลินส่ายหน้า “ข้าคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว ลำบากก็แต่เจ้ากับนีเอ๋อร์ นายท่านสามจูบอกว่าทางด้านน้องสาวปู่ของเขามีซิ่วไฉผู้หนึ่งอยู่ทางใต้ ปีนี้อายุสิบแปดปี หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา ปีหนึ่งก็หาได้ไม่กี่ตำลึง อยากให้นีเอ๋อร์ของพวกเราเชื่อมสัมพันธ์…”


ในหัวของหลินอันมึนไปหมด ‘แต่งงานไปแดนไกล เป็นคนหากินกับน้ำ’ ทำนายตรงทั้งหมด!


นั่นไม่ใช้ประเด็น ในเมื่อคุณชายน้อยผู้นั้นทำนายถูกต้อง เช่นนั้นที่บอกว่าตัวเองจะสูญเสียแม่ แสดงว่าท่านแม่ของเขา…


หลินอันเสียใจ คุกเข่าลงกับพื้น เขาจับมือท่านแม่ไว้ขณะที่น้ำตาไหลอาบแก้ม


[1] สิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือ หมายถึงสิ่งสำคัญสี่อย่างที่เป็นอุปกรณ์สำคัญในห้องหนังสือ ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดา และจานฝนหมึก


[2] คัมภีร์หลุนอวี่ เป็นคัมภีร์พื้นฐานของสำนักปรัชญาขงจื่อ


[3] ซิ่วไฉ ผู้ที่สอบผ่านจอหงวนระดับต่ำ


ตอนที่ 198: คนธรรมดาผู้นี้จะบอกอะไรท่านสักหน่อย


“…การดูโหงวเฮ้งก็เป็นเพียงการทำนายโชคลาภ โชคร้าย ความมั่งคั่ง และชีวิตจากลักษณะใบหน้า จะดูได้แม่นยำหรือไม่ต้องเริ่มจากการดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก่อน เหมือนกับนักต้มตุ๋นบนถนนที่เอ่ยเพียงไม่กี่คำก็สามารถทำให้ป้าๆเหล่านั้นเชื่อได้แล้ว ความสามารถที่เก่งที่สุดของพวกเขาความจริงแล้วเป็นการดูจากรายละเอียดเล็กๆอย่างเช่นซิ่วไฉเมื่อครู่นี้ ท่านก็เห็นว่าเขามีรอยปะบนเสื้อผ้า แสดงว่าฐานะครอบครัวไม่ดี บนตัวยังมีกลิ่นยา หากเขาไม่ป่วยก็ต้องเป็นคนในครอบครัว เขาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ร่างกายไม่ได้เจ็บป่วย เช่นนั้นก็เป็นคนในครอบครัวเขาแล้ว”


ฉินหลิวซีค่อยๆเอ่ยต่อว่า “จากโหงวเฮ้งของเขารวมกันแล้ว เมื่อเอ่ยถูกต้องค่อยดูสีหน้าของเขา ก็นับว่าตรงไปแปดถึงเก้าส่วนแล้ว”


อวี้ฉังคงนึกถึงสีหน้าของหลินอันในตอนนั้น เป็นเช่นนั้นจริงๆ บัณฑิตหนุ่มผู้นี้ยังห่างไกลในเรื่องการฝึกควบคุมสีหน้าเมื่อเจอเรื่องตกใจ ซ้ำเมื่อเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองและคนในครอบครัว เมื่อได้ยินคำพูดไม่ดีเช่นนั้น ย่อมตื่นตระหนกเป็นธรรมดา เมื่อตื่นตระหนกก็จะเปิดเผยให้เห็น


เขายิ้มเล็กน้อย เอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าการทำนายโหงวเฮ้งก็เป็นความรู้อย่างหนึ่ง ไม่ใช่เพียงการดูใบหน้า ซ้ำยังต้องสังเกตรายละเอียด แล้วนำทั้งสองอย่างมารวมกัน”


“เป็นเช่นนั้น” ฉินหลิวซีพยักหน้าพลางหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “แต่ว่าโหงวเฮ้งเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น การดูโหงวเฮ้งมีตัวแปรมากมาย จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับตัวเอง ดังนั้นจึงมีคำเอ่ยที่ว่าโชคชะตาอยู่ในมือของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าจะตัดสินใจอย่างไร”


“ชะตาชีวิตของข้า ข้าเป็นคนลิขิตเอง” อวี้ฉังคงเอ่ยพึมพำ


เมื่อฉินหลิวซีได้ยินเข้า ลึกๆ นางเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน


อวี้ฉังคงเอ่ยอีกว่า “เมื่อครู่ข้าเห็นไอสีดำเทาลอยอยู่เหนือหัวของหลินอันผู้นั้น หรือว่าเป็นเพราะเขาประสบโชคร้าย?”


ฉินหลิวซีเอียงศีรษะมอง เอ่ยว่า “ข้าลืมไปเลยว่าตอนนี้ท่านมีดวงตาสวรรค์คู่หนึ่ง สามารถมองเห็นไอของผู้คนได้ ท่านเอ่ยไม่ผิด เป็นจังหวะดวงตก จะส่งผลต่อโชคชะตาของคนโดยธรรมชาติ ดวงของเขากำลังตกต่ำ ดังนั้นรัศมีรอบตัวย่อมไม่เป็นมงคล”


เหมือนว่าอวี้ฉังคงตระหนักบางอย่างได้ เขากวาดสายตามอง หรี่ตาลงเล็กน้อย มองไปทางหน้าต่างบนชั้นสอง ที่นั่นมีบัณฑิตอยู่สี่คน แต่ละคนมีไอแตกต่างกัน แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีไอสีแดงจางๆบนตัวของเขา อีกสองคนเป็นสีเทาขาว หนึ่งในนั้นมีคนที่สีดำดั่งหมึก เขาอดตกใจไม่ได้


“ไอบนตัวของคนผู้นั้นเป็นสีดำ หรือว่าเขาจะประสบเคราะห์ร้ายรุนแรง”


ฉินหลิวซีมองไปตามสายตาของเขา พยักหน้าพลางเอ่ยว่า “จุดหว่างคิ้วของเขาเป็นสีดำ จุดสมรสมีสีเขียวหม่นซ้ำยังมีริ้วรอย ต้นสันจมูกมีไฝ ดวงตาเจ้าชู้ ไม่เอาการเอางาน เร็วๆนี้จะถูกจำคุก”


นางเพียงแค่เหลือบมองแล้วละสายตาไป โหงวเฮ้งเช่นนี้ไม่เป็นที่น่าพอใจจริงๆ


อวี้ฉังคงกำลังจะมองดูอย่างละเอียด แต่กลับรู้สึกปวดดวงตาทั้งสองข้างเล็กน้อย เมื่อหลับตา น้ำตาก็ไหลออกมา เขาบ่นออกมาเบาๆ


เมื่อฉินหลิวซีเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยว่า “ดวงตาสวรรค์ของท่านพึ่งได้มาทีหลัง ซ้ำยังไม่ใช่คนบำเพ็ญวิชาเต๋า อย่าใช้มันเพื่อเจตนาดูไอของคน อย่างไรเสียก็เป็นการสอดแนมความลับสวรรค์ หากใช้มากไปจะเป็นผลเสีย แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเต๋า แต่ก็ต้องแบกรับห้าโทษสามวิบัติ จะไม่เป็นผลดีต่อท่าน”


อวี้ฉังคงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ยกมือคำนับด้วยความขอบคุณ มองไปรอบๆอีกครั้งแล้วเอ่ยว่า “ที่นี่ค่อนข้างสะอาด”


ความสะอาดที่เขาพูดนั้นก็คือ ไม่มีสหายตัวดีที่ลอยไปลอยมาเหล่านั้น


ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ยว่า “ร้านหนังสือเป็นสถานที่ที่มีดาวเหวินฉวี่คอยดูแล ย่อมมีพลังคุณธรรมที่น่าเกรงขาม วิญญาณสัมภเวสีผีเร่ร่อนทั่วไปไม่กล้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ หนังสืออย่างคัมภีร์หลุนอวี่กับชุนชิว มีพลังคุณธรรมในตัวเอง สามารถปัดเป่าวิญญาณร้ายได้”


อวี้ฉังคงเอ่ย “แต่ข้าก็เคยอ่านหนังสือบันทึกที่ถูกเขียนอย่างไม่เป็นทางการ บอกไว้ว่ามีนักปราชญ์บางคนถูกผีสาวเหล่านั้นล่อลวง…อะแฮ่ม”


เขาลืมไปชั่วขณะว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนธรรมดา การพูดเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสม


เมื่อกำลังจะเอ่ยแก้ตัว ฉินหลิวซีก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับดวง ไม่ได้หมายความว่านักปราชญ์ที่มีคุณธรรมในตัว วิญญาณร้ายจะไม่รุกราน แต่เมื่อดวงตกก็จะสามารถพบเห็นได้ หากจิตไม่แข็งก็จะถูกล่อลวงวิญญาณ”


ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับตัวเอง


ทั้งสองกระซิบกระซาบเรื่องโหงวเฮ้ง เทพเจ้า และผีที่นี่ โดยคาดไม่ถึงว่าบรรดาบัณฑิตเหล่านั้นสังเกตเห็นพวกเขาทั้งสองคนแล้ว ไม่รู้ว่าเอ่ยอะไรแต่ก็ได้เดินไปหาพวกเขาแล้ว


ต่อหน้าคนนอก อวี้ฉังคงไม่ได้มีสีหน้าอ่อนโยนเช่นนั้น มือหนึ่งข้างไพล่หลัง ท่าทางเย็นชาห่างเหิน มีความสูงศักดิ์อย่างคุณชายชั้นสูงที่เข้าถึงได้ยาก ทำให้คนไม่กล้าดูถูก


บุคลิกท่าทางของทั้งสองแบบของเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา ขยับคิ้วเล็กน้อย


ผู้ที่เดินนำมาคือชายหนุ่มที่ถูกฉินหลิวซีทำนายไว้ว่าจะถูกจำคุก เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน ยกมือคำนับพลางเอ่ยว่า “สหายร่วมชั้นทั้งสอง ดูจากท่าทางของทั้งสองท่าน ก็เป็นบัณฑิตที่เตรียมจะสอบในปีหน้าเช่นกันใช่หรือไม่ ไม่รู้ว่าควรเรียกอย่างไร จริงสิ ข้าแซ่ตู้ ส่วนอีกสองสามท่านคือสหายเหนียน สหายเหอ สหายลู่ พวกเราทั้งหมดเป็นซิ่วไฉที่เตรียมตัวเข้าร่วมการสอบราชการในปีหน้า”


อวี้ฉังคงเอ่ยเพียงสั้นๆ “อวิ๋น”


ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย “ข้าแซ่ฉิน”


“สหายอวิ๋น สหายฉิน” ตู้ซิ่วไฉผู้นั้นยกมือคำนับอีกครั้ง “ไม่สู้พวกเราย้ายไปหารือความรู้ที่ชั้นสามดีหรือไม่”


สายตาของเขามองสำรวจไปที่บนตัวของฉินหลิวซี ก่อนที่สายตาจะไปตกอยู่บนตัวอวี้ฉังคง แล้วหยุดมองใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่ง สายตาชะงักไปเล็กน้อยแล้วจ้องมองเขาไม่วางตา


อวี้ฉังคงนึกถึงคำพูดของฉินหลิวซี และเมื่อมองไปที่ดวงตาของอีกฝ่ายที่ดูนุ่มนวลเล็กน้อย จู่ๆเขาก็ขนลุกซู่ รู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่างกาย


“ไม่เป็นไร พวกเราไม่ใช่ซิ่วไฉ และไม่ได้จะสอบ” หลังจากที่เอ่ยจบก็หันไปมองฉินหลิวซี “พวกเราไปกันเถิด”


“ได้”


เมื่อตู้ซิ่วไฉได้ยินเขาบอกว่าไม่ใช่ซิ่วไฉก็ประหลาดใจเล็กน้อย ดูจากการแต่งกายก็ไม่เหมือนคนที่ไม่มีวุฒิการศึกษา แต่เขากลับบอกว่าไม่ใช่ซิ่วไฉ หรือว่าครอบครัวของเขาเป็นตระกูลชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องอาศัยการสอบ


มีร่องรอยความอิจฉาและความไม่พอใจพาดผ่านเข้ามาในสายตาของตู้ซิ่วไฉ ยื่นมือไปคิดที่จะหยุดไว้ “เดี๋ยว อย่าพึ่งไป…”


อวี้ฉังคงสีหน้าเคร่งขรึม เหลือบมองด้วยสายตาเย็นชา แฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราดเล็กน้อย


มือของตู้ซิ่วไฉหยุดค้างอยู่กลางอากาศ ในใจรู้สึกหวาดกลัว


ครอบครัวของเขามีรายได้เพียงเล็กน้อย เพราะติดตามอาจารย์จึงได้เคยเห็นโลกมาบ้าง รู้ว่ามีบางคนที่ไม่ต้องพูดอะไรสักคำ เพียงแค่วางท่าที ก็สามารถทำให้คนรู้ว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งกับเขา


ตอนนี้อวี้ฉังคงคือคนที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยผู้นั้น


ตู้ซิ่วไฉโกรธมาก เอ่ยว่า “สหายอวิ๋น ข้าและคนอื่นๆเพียงอยากจะเป็นเพื่อนกับพวกท่านอย่างจริงใจก็เท่านั้น”


“หากเรามีความคิดและความสนใจที่แตกต่างกัน ก็ไม่สามารถร่วมทางกันได้” อวี้ฉังคงเอ่ยอย่างเย็นชา จากนั้นก็ดึงแขนเสื้อของฉินหลิวซีเบาๆแล้วจากไป


ตู้ซิ่วไฉอดกลั้นไม่ได้ เม้มริมฝีปาก หางตาของเขาเห็นว่าสายตาของสองสามคนที่อยู่รอบตัวดูเหมือนจะยินดีกับความโชคร้ายของเขาจึงโมโหยิ่งกว่าเดิม โพล่งประโยคหนึ่งออกมา “แค่คนธรรมดา มีอะไรให้ต้องเกรง”


ฉินหลิวซีนึกสนุกขึ้นมาทันที หันกลับมามองเขาพลางเอ่ยว่า “แค่คนธรรมดาแน่นอนว่าไม่มีอะไรให้ต้องเกรง แต่อยากจะบอกอะไรท่านสักหน่อย ท่านกำลังจะมีเคราะห์ร้ายรุนแรง ถนอมวันดีๆเช่นนี้เอาไว้อย่าให้สูญเปล่า มิเช่นนั้นข้าเกรงว่าหลังจากนี้ท่านจะลุกขึ้นยืนไม่ได้อีกแล้ว!”


สีหน้าของตู้ซิ่วไฉเปลี่ยนไป


ฉินหลิวซีเอ่ยกับซิ่วไฉแซ่เหนียนผู้นั้นอีกว่า “งานเลี้ยงที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไป ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจึงเป็นหนทางที่ถูกต้อง ขอให้ท่านสอบติดในปีหน้า!”


เมื่อคนเหล่านั้นได้ฟังเช่นนี้พลันหน้าเปลี่ยนสี


[1] ดาวเหวินฉวี่ ชื่อของดวงดาวอันดับที่สี่ในกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ (กลุ่มดาวจระเข้) เชื่อว่าเป็นดวงดาวแห่งการศึกษา สติปัญญา ศาสตร์ต่างๆ


[2] คัมภีร์หลุนอวี่ เป็นคัมภีร์พื้นฐานของสำนักปรัชญาขงจื่อ


ตอนที่ 199: ปรับตัวได้ทุกสถานการณ์


หลังจากออกจากร้านหนังสือ อวี้ฉังคงเอ่ยกับฉินหลิวซีว่า “ท่านไปเปลืองน้ำลายกับคนเช่นนั้นทำไม”


ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ “คนอย่างข้าทนการยั่วยุไม่ค่อยได้ คนอย่างเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แล้วยังมีหน้ามาเยาะเย้ยเราอีก ข้าแค่ทนดูสีหน้าเช่นนั้นไม่ได้ เขาทำให้ข้าไม่พอใจ ข้าย่อมตอบโต้กลับคืนให้เขาไม่พอใจเช่นกัน”


ในเวลานี้ฉินหลิวซีโกรธเหมือนเด็กน้อย ทำเอาอวี้ฉังคงไม่รู้จะทำอย่างไร


“อีกอย่าง สายตาที่เจ้านั่นมองท่านก็ผิดปกติ ไร้มารยาทเกินไปแล้ว” ฉินหลิวซีก็ไม่พลาดสายตาหวานเยิ้มของตู้ซิ่วไฉที่มองอวี้ฉังคง น่าขยะแขยงเกินไปแล้ว


คุณชายอวี้ฉังหาใช่คนที่จะให้คนผู้นั้นดูหมิ่นได้


อวี้ฉังคงเอ่ยว่า “แค่ไม่ต้องไปสนใจเขาก็พอแล้ว ยิ่งสนใจก็ยิ่งทำให้เขาได้ใจ”


น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความชิงชัง


“คนบางคน หากเราเพิกเฉย จะทำให้เขาคิดว่าพวกเรากลัว ทำให้เขาเอาเปรียบเรามากกว่าเดิม คนเช่นนี้ปล่อยให้ได้ใจไม่ได้” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างเย็นชา


อวี้ฉังคงหัวเราะ


ทั้งสองกลับขึ้นรถ ฉินหลิวซีบอกให้ต้าฉยงขับรถไปที่ตะวันตกของเมือง เมื่อมาถึงตรอกโซ่วสี่ก็ลงจากรถม้า


“หากท่านมีธุระก็กลับไปที่เรือนก่อน ข้าจะเดินเล่นสักหน่อย” ฉินหลิวซีเอ่ยกับอวี้ฉังคง


อวี้ฉังคงเอามือไพล่หลัง เอ่ยว่า “เดิมทีข้ามาที่เมืองหลีก็เพื่อรักษาโรคตา เมื่อก่อนข้าตาบอดก็เลยทำอะไรไม่ได้ เป็นเพียงแค่คนว่างงานเท่านั้น”


ฉินหลิวซีพยักหน้า “เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแนะนำตัว เป็นแซ่ของท่านพ่อหรือท่านแม่หรือ”


อวี้ฉังคงเดินอยู่ด้านข้าง เอ่ยว่า “ตระกูลอวี้มีชื่อเสียง เมื่อออกไปข้างนอกมักจะใช้แซ่อวิ๋นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหามากมาย”


ฉินหลิวซีหัวเราะ เอ่ยว่า “บางคนกลัวว่าผู้อื่นจะไม่ทราบที่มาของตัวเอง พากันพูดโอ้อวด แต่สหายฉังคงกลับทำตรงกันข้าม ไม่ต้องการบอกที่มาของตัวเอง”


อวี้ฉังคงเอ่ยเสียงเรียบว่า “บางครั้งชื่อเสียงก็นำมาซึ่งภาระความรับผิดชอบ เป็นพันธนาการ ดังนั้นทุกการกระทำและคำพูดต้องคู่ควรและเหมาะสมกับสถานะ มิเช่นนั้นจะถือว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง หากเป็นเช่นนั้น ไม่สู้อยู่อย่างไร้ชื่อเสียงแต่เป็นอิสระจะดีกว่า แน่นอนว่าสถานะมักจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย แต่สิ่งนี้ก็หักล้างกันไม่ได้”


ลึกๆ ฉินหลิวซีก็คิดเช่นนั้น ยกมือขึ้นคำนับพลางเอ่ยว่า “สหายฉังคงเอ่ยถูกแล้ว”


อวี้ฉังคงเอียงศีรษะพลางมองไปที่อีกฝ่าย “ท่านมีวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม แต่กลับไม่มีชื่อเสียงกว้างไกล แต่ตอนที่ท่านไปทานเกี๊ยวน้ำเมื่อคราวก่อน ก็มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมาให้ท่านช่วยรักษา คงจะรู้ว่าท่านมีวิชาแพทย์ หรือว่าตอนที่ท่านรักษาอยู่ข้างนอกไม่ได้ใช้นามแฝงปู้ฉิว”


“ก็เป็นเพียงการรักษาโรคช่วยเหลือผู้คน เหมือนกับการสะสมบุญ ไม่สำคัญว่าจะใช้ชื่ออะไร หากพบโรคที่มีอาการรุนแรง เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้คน ก็จะบอกนามแฝงของเต๋า แต่หากเป็นอาการป่วยธรรมดาทั่วไป ข้าก็จะเป็นเพียงหมอฉินธรรมดา ธรรมดา


อวี้ฉังคงเอ่ย “ท่านต่างหากที่เป็นผู้ที่ไม่ใส่ใจสถานะและชื่อเสียงอย่างแท้จริง”


ฉินหลิวซียิ้ม “ผิดแล้ว ใครๆก็รู้ว่าข้าทำเช่นนี้ก็เพราะขี้เกียจ อย่าลืมว่าเมื่อมีชื่อเสียงก็ย่อมมีคนมาขอให้รักษาเพิ่มมากขึ้น หากเป็นเช่นนั้นข้าจะไม่ต้องเหนื่อยทั้งวันทั้งคืนหรือ เช่นนั้นไม่ดีแน่ จะเป็นการเสียเวลาพักผ่อนและฝึกบำเพ็ญเพียร เป็นเรื่องไม่เหมาะสมจริงๆ”


อวี้ฉังคงเอ่ยตรงประเด็น “ขี้เกียจก็คือขี้เกียจ ท่านไม่เห็นต้องเอ่ยอะไรที่ดูยิ่งใหญ่เช่นนี้ เจ้าลัทธิเต๋าฟังอยู่ เกรงว่าจะไม่เห็นด้วย!”


เจ้าลัทธิเต๋า ‘นับว่าเจ้าเป็นคนเข้าใจแจ่มแจ้ง!’โนเวลพีดีเอฟ


ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างจริงจังว่า “สหายเต๋า สิ่งใดที่มองออกก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา อย่างไรเสียก็เห็นแก่หน้านักพรตเต๋าอย่างข้าบ้างได้หรือไม่”


ทั้งสองคนสบตากัน อดยิ้มไม่ได้


ในตรอกโซ่วสี่มีถนนเรียกว่าถนนแดงขาว ร้านค้าแดงขาวส่วนใหญ่ในเมืองหลีอยู่ที่นี่ ฉินหลิวซีเดินไปยืนอยู่ที่หน้าร้านโลงศพ


อวี้ฉังคงเห็นกับตาว่าป้ายสีขาวกำลังลอยอยู่ด้านบนร้านค้า อ้อ ไม่ใช่แค่ลอยอยู่ มีเด็กซุกซนห้อยอยู่บนป้ายสีขาว แกว่งไปแกว่งมาเหมือนชิงช้า


เมื่อเห็นอวี้ฉังคงมองมา เด็กซุกซนผู้นั้นก็ลอยไปมาตกอยู่ตรงหน้าอวี้ฉังคง เงยหน้ามองเขาด้วยความสงสัย แลบลิ้นออกมาแล้วทำหน้าผี “อิอิ เจ้ามองไม่เห็นข้า เจ้ามองเห็นข้า มองไม่เห็น มองเห็น หา เจ้ามองเห็น!”


อวี้ฉังคง “…”


ฉินหลิวซียื่นมือออกมาแล้วดีดไปบนหน้าผากผีน้อยตัวนั้น ผีน้อยร้องเสียงดังพลางชี้ไปที่อีกฝ่าย “เจ้าคนเลวใช้ความรุนแรง”


“หืม” ฉินหลิวซีเสกอมยิ้มมาสองสามอันไปอยู่ในมือของผีน้อย


ผีน้อยยิ้มอย่างสดใส น้ำเสียงเปลี่ยนทันที “อาจารย์ปู้ฉิวดีที่สุดในใต้หล้า”


อวี้ฉังคง ‘ปรับตัวได้ทุกสถานการณ์จริงๆ!’


ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ท่านปู่เจ้าล่ะ”


ผีน้อยชี้เข้าไปข้างใน สีหน้าแย่ลง


ฉินหลิวซีลูบศีรษะเขาแล้วเดินเข้าไป


ในร้านขายโลงศพมีพื้นที่ไม่ใหญ่นัก มีแผ่นไม้วางอยู่มากมาย และยังมีโลงศพไม้หลิวบางๆ ที่ทาด้วยสีแดงสด ในห้องไม่มีใคร แต่หลังจากที่นางเขาไปก็มีคนเงยหน้าขึ้นมามองจากใต้โลงศพ


อวี้ฉังคงหันไปมอง ที่แท้ใช่ว่าในห้องนี้ไม่มีคน แต่คนผู้นั้นตัวเตี้ยไปหน่อยจึงถูกโลงศพบังไว้


เป็นชายชราร่างผอมบางที่มีเส้นผมเหลืออยู่ไม่มาก มีหนวดเคราสีขาว ตาหูจมูกปากกระจุกอยู่รวมกัน หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง มองฉินหลิวซีก่อนจะอุทานขึ้นมาเมื่อนึกออกว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


“เป็นท่านนักพรตน้อยนี่เอง หรือว่าถึงเวลาของชายชราอย่างข้าแล้วหรือ” ตาเฒ่าโลงศพตบมือ เอ่ยว่า “ท่านมาส่งข้าด้วยตัวเองหรือ”


อวี้ฉังคงใจเต้นรัว มองไปยังฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีเอ่ยตอบ “ท่านยังมีเวลาอีกเล็กน้อย ข้ามาดูว่าท่านมีเรื่องใดอยากทำ ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่”


“เฮ้อ สิ่งที่ควรทำก็ทำหมดแล้ว เหลือเพียงแค่รอเข้าไปนอนในนั้นแล้ว” ตาเฒ่าโลงศพชี้ไปยังโลงศพไม้ที่อยู่ตรงหน้าเขา เอื้อมมือไปแตะโลงศพ เอ่ย “ข้าทำโลงศพมาทั้งชีวิต คิดไม่ถึงว่าโลงศพสุดท้ายจะทำไว้เพื่อตัวเอง”


“หากท่านยังอยากอยู่ต่อ…”


“ไม่อยู่ ไม่อยู่! ” ตาเฒ่าโลงศพรีบโบกมือ จากนั้นก็หยิบใบโฉนดแผ่นหนึ่งออกมาจากใต้โลงศพ รีบก้าวไปอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย ยัดใบโฉนดใส่มือ เอ่ยว่า “นี่ ที่ตกลงกันไว้ ท่านช่วยจัดการเรื่องหลังความตายให้ข้า และร้านโลงศพนี้จะเป็นของท่านต่อจากนี้ไป”


ฉินหลิวซีเอ่ยว่า “ต่อให้ไม่มีสิ่งนี้ ข้าก็จะช่วยจัดการให้ท่าน ส่งท่านไปอย่างมีหน้ามีตา”


“ความสัมพันธ์นี้ไม่เลวเลยจริงๆ” ตาเฒ่าโลงศพยิ้มอย่างมีความสุข นั่งลงบนโลงศพแล้วเอ่ยว่า “ข้ารอแทบไม่ไหวแล้ว หลานชายข้าก็รอข้ามานานแล้ว ไม่กล้าปล่อยให้เขารอนานไปกว่านี้แล้ว การเดินทางของพวกเรา ก็นับว่ามีคนไปเป็นเพื่อนกัน ดีเหลือเกิน”


อวี้ฉังคงมองดูผีน้อยเดินไปอยู่ข้างชายชรา ดึงแขนเสื้อของเขา ไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไรอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เพียงแต่กำหมัดแน่น


ฉินหลิวซีก้มหน้ามองใบโฉนด เอ่ยว่า “ร้านนี้ ต่อไปข้าจะไม่ทำโลงศพ”


“ตามใจท่าน ร้านนี้มอบให้ท่านแล้ว ท่านอยากทำอะไรก็แล้วแต่ท่าน บรรพบุรุษของข้าทำโลงศพ เมื่อมาถึงข้าก็ไม่สามารถมีลูกหลานทำร้านโลงศพต่อไปได้ ข้าถูกลิขิตให้ไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษแล้ว แต่เมื่อบทเพลงจบลงทุกคนก็ต้องแยกย้าย นับประสาอะไรกับร้านโลงศพนี้ ให้มันสิ้นสุดในมือของข้าเถิด”


ฉินหลิวซีเห็นด้วย เอ่ยว่า “ไว้ตอนเย็นข้าค่อยกลับมาตั้งโต๊ะไว้ส่งท่านเดินทาง”


ตาเฒ่าโลงศพใจหายเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ได้”


[1] แดงขาว แดงเป็นสีสิริมงคล โชคลาภ และความสุข คืองานแต่งงาน ขาวเป็นสีความทุกข์ ความเศร้า คืองานศพ


ตอนที่ 200: นักต้มตุ๋นมาหลอกปู้ฉิวเสียแล้ว


อวี้ฉังคงเดินตามฉินหลิวซีออกมาจากร้านโลงศพ เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นผีน้อยตนนั้นนั่งอยู่ที่ประตูพลางกินอมยิ้มที่ฉินหลิวซีให้อย่างเอร็ดอร่อย เมื่อมีคนเดินผ่านเขาก็จะยื่นเท้าออกไป คนผู้นั้นถูกสกัดขาจนเซเกือบล้มลงไปคลานที่พื้น อยากจะด่า แต่เมื่อหันกลับไปมองร้านโลงศพก็ไม่กล้าด่าเสียงดัง เพียงแค่ด่าอย่างเบาๆแล้วเดินจากไป


ผีน้อยยืนเท้าสะเอวชี้ไปที่หลังชายผู้นั้นแล้วหัวเราะ เมื่อเห็นว่าอวี้ฉังคงยังมองอยู่ เขาก็ทำหน้าผีอีกครั้ง


อวี้ฉังคงละสายตา ก่อนจะเดินตามฉินหลิวซีไป เห็นว่าอีกฝ่ายมาที่ร้านขายกระดาษทองธูปเทียนเครื่องบูชาโดยเฉพาะ ยื่นส่งเงินย่อยจำนวนหนึ่ง สั่งธูป กระดาษเงินกระดาษทอง และของอื่นๆให้ส่งไปที่ร้านขายโลงศพปลายยามเซิน


เมื่อได้ยินว่าให้ส่งไปที่ร้านโลงศพ เถ้าแก่ผู้นั้นก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง มองไปยังฉินหลิวซี เอ่ยว่า “ท่านนักพรตน้อย หรือว่าตาเฒ่ากวนเขา…”


ฉินหลิวซียิ้มเล็กน้อย “คืนนี้เขาก็จะไปแล้ว”


เถ้าแก่ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ นำเงินจำนวนนั้นคืนให้นาง เอ่ย “ล้วนเป็นคนคุ้นเคยกันในถนนสายนี้ เงินนี้ไม่จำเป็นแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าจะจัดส่งไปให้อย่างเหมาะสมแน่นอน นับว่าช่วยไปส่งเขาแล้ว”


“ขอให้เทพประทานพรแก่ท่าน อย่างไรก็รับไว้เถิด นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” ฉินหลิวซีไม่ได้รับคืนมา วางไว้แล้วเดินจากไป


หลังจากออกจากร้านสีขาวแล้ว ฉินหลิวซีก็วิ่งไปอีกสองสามร้าน ล้วนไปสั่งสิ่งของต่างๆ สุดท้ายก็ไปที่ร้านอาหารชื่อว่าเฉิงจี้ สั่งอาหารหนึ่งโต๊ะให้ไปส่งที่ร้านโลงศพในยามพลบค่ำเช่นเดิม


เมื่ออวี้ฉังคงเห็นว่าอีกฝ่ายจัดเตรียมทุกอย่างอย่างเหมาะสมก็อดมองตามไปไม่ได้ ในใจบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร


“ชายชราผู้นั้นจะหมดอายุขัยแล้วหรือ” อวี้ฉังคงอดถามไม่ได้


ฉินหลิวซีอุทานด้วยความสงสัย เอ่ยว่า “ข้าคิดว่าท่านมองออกแล้วเสียอีก”


อวี้ฉังคงยิ้มเจื่อนๆ “ข้ามองออกแล้ว แต่ท่าทางของท่านกลับดูสงบมาก”


เห็นได้ชัดว่าดูสงบมาก ราวกับว่ากำลังจัดการเรื่องปกติทั่วไป แต่ความสงบเช่นนี้กลับทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจ โศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก


ฉินหลิวซีเอ่ย “จุดจบของชีวิต เป็นเรื่องที่มีความสุขสำหรับผู้เฒ่าทุกคน ย่อมสงบเป็นธรรมดา สำหรับข้าแล้ว เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเพียงแค่วัฏสงสาร สรรพสิ่งล้วนมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเขาจากไป วันใดวันหนึ่งก็จะหวนกลับคืนมาอย่างเงียบๆ”


อวี้ฉังคงเงียบอยู่นาน “ท่านรู้จักเขานานแล้วหรือ จึงได้รับคำขอ”


“รู้จักมาหลายปีแล้ว ตาเฒ่าไม่มีโชคอะไรเลย ชีวิตลำบาก บุตรชายก็บังเอิญมาตายขณะที่นำโลงศพไปส่งตอนยังหนุ่มๆ ลูกสะใภ้ทนไม่ไหวก็ไปแต่งงานใหม่ หลานชายของเขาผู้นั้นก็เช่นกัน เขากินไข่จนสำลักติดคอตายตอนอายุห้าขวบ ในครอบครัวจึงเหลือเขาเพียงคนเดียว” ฉินหลิวซีใช้ปลายเท้าเตะก้อนกรวดจนกระเด็น เอ่ยต่อว่า “เขาไม่มีลูกหลาน ในเมื่อจะไปแล้ว ข้าก็จะส่งเขา นับว่าไม่สูญเปล่าที่ได้รู้จักกัน”


อวี้ฉังคงเห็นว่าก้อนกรวดที่อีกฝ่ายเตะไปนั้น กระเด็นไปโดนขโมยที่กำลังจะแตะถุงเงินของสตรีผู้หนึ่ง ทำเอาขโมยผู้นั้นดึงมือกลับคืนมาพลางร้องด้วยความเจ็บปวด ดูเหมือนว่าสตรีผู้นั้นจะรู้ตัวแล้ว เหลือบมองด้วยสายตาตักเตือนจากนั้นก็เร่งรีบเดินหนีไป


อวี้ฉังคงอดจ้องมองฉินหลิวซีไม่ได้


ฉินหลิวซียิ้มอย่างไร้เดียงสา “สตรีผู้นั้นมีลูกป่วยอยู่ที่เรือน จะแย่เอาหากถูกขโมยเอาเงินค่ายาไป”


อวี้ฉังคงอดยกมือขึ้นไปลูบมวยผมของอีกฝ่ายไม่ได้ ในใจคิดว่าช่างเป็นคนมีน้ำเสียงเย็นชา แต่ในบางสถานการณ์หัวใจของอีกฝ่ายนั้นกลับอ่อนโยนกว่าใครๆ


ช่างเป็นคนที่แปลกจริงๆ


เมื่อทั้งสองคนเดินกลับมา มีนักพรตเต๋าผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมเต๋า แบกธงขาวไว้ในกระเป๋าข้างหลังยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสอง


“โอ้ คุณชายน้อย ข้าเห็นว่าจุดกลางหว่างคิ้วของท่านหม่นหมอง ดูเหมือนว่า…หืม?” นักพรตเต๋าหรี่ตามองฉินหลิวซีอย่างละเอียด ร้องอุทานพลางเอามือปิดตา


ปวด ปวดจริงๆ


อวี้ฉังคงรู้สึกขบขันเล็กน้อย มองไปยังฉินหลิวซี นักต้มตุ๋นที่พูดถึงเมื่อครู่ได้มาหลอกท่านถึงที่นี่แล้ว ดูสิว่าท่านจะทำอย่างไร


ฉินหลิวซีก็รู้สึกสนุก แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีนักบวชคนไหนไม่ดูตาม้าตาเรือมาลองวิชาต่อหน้าตน นี่นับว่าเป็นคนแรก


ครึ่งเซียนเถี่ย นับว่ากล้ามาก!


ฉินหลิวซียิ้มพลางเอ่ยว่า “ท่านนักพรตบอกว่าจุดกลางหว่างคิ้วของข้าหม่นหมอง จะมีภัยพิบัตินองเลือดในมิช้านี้หรือ เร็ว รีบบอกมาว่าต้องแก้อย่างไร ข้าจะทำตาม ขอท่านนักพรตโปรดช่วยข้าให้หลุดพ้นจากภัยร้ายด้วยเถิด”


หากเป็นคนอื่นเอ่ยเช่นนี้ เกรงว่าเขาคงจะร้องตะโกนอยู่ในใจว่าได้พบกับเหยื่ออันโอชะเข้าแล้ว!


แต่คนตรงหน้าผู้นี้?


ครึ่งเซียนเถี่ยขยี้ตาไปมาเพราะเจ็บปวดจนน้ำตาไหล ในใจรู้ว่าเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากแล้ว


คนธรรมดาทั่วไปที่ไหนจะพูดถึงการที่จุดกลางหว่างคิ้วหม่นหมองทำให้มีภัยพิบัตินองเลือดได้อย่างคุ้นเคยเช่นนี้ ซ้ำยังเอ่ยถึงการแก้ให้หลุดพ้นจากภัยร้าย อีกฝ่ายต่างหากที่จะหลอกลวงเขา!


หรือไม่ก็เพียงแค่ล้อเลียนเขาเท่านั้น


อีกทั้งโหงวเฮ้งของคนผู้นี้ ยังไม่ทันได้มองอย่างละเอียดก็เหมือนกับถูกเข็มทิ่มแทงแล้ว ไม่สามารถมองดูได้เลย


แย่แล้ว วันนี้ก่อนออกจากเรือนเขาไม่ได้ดูฤกษ์มงคล!


เขาโบกมือพลางเอ่ย “คุณชายน้อยเข้าใจผิดแล้ว เมื่อครู่ข้าแค่เอ่ยไปตามความเคยชิน เพียงแค่เรื่องไร้สาระเท่านั้น ไอ้หยา ต้องโทษปากไม่ดีของข้า! ”


เขาทำท่าทางตบปากตัวเอง เอ่ยว่า “คุณชายน้อย เสียมารยาทแล้ว ข้าขอตัวก่อน”


ครึ่งเซียนเถี่ยโค้งคำนับฉินหลิวซี เดินอ้อมนางไป


คนผู้นี้หลอกไม่ได้ต้องหนีให้พ้น


“หยุด” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ใช้มือดึงเบาๆ ให้เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าที่เดิมอีกครั้ง เอ่ยว่า “คนอย่างเจ้าไม่มีจรรยาบรรณ จะเป็นนักต้มตุ๋นหลอกคนก็ต้องทำให้ครบถ้วน พูดมาเพียงประโยคเดียว เห็นว่าข้าเป็นคนจน ไม่คุ้มให้เจ้าหลอกอย่างนั้นหรือ”


ดูเอาเถิด จะหลอกเขาได้อย่างไรกัน


ครึ่งเซียนเถี่ยรู้สึกเศร้าใจ ว่าแล้วว่าวันนี้ตอนออกจากเรือนสำลักน้ำลาย รู้ว่าต้องโชคร้าย แต่เพราะมีเงินเหลือไม่มากนักจึงต้องออกมาหาเงิน สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร


เขายิ้มอย่างรู้สึกผิด เอ่ย “คุณชายน้อย เป็นข้าที่มีตาหามีแววไม่ มาชนเข้ากับท่าน ข้าน้อยขออภัย”


เขาโค้งคำนับอย่างเป็นทางการ


ฉินหลิวซีมองหน้าเขา เอ่ยว่า “ให้เจ้าทำนายเจ้าก็ทำนายสิ”


เมื่อครึ่งเซียนเถี่ยเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยไปก็ทำหน้าบึ้งตึง เอ่ย “เหลวไหล การทำทายดวงชะตาจะมาทำนายมั่วซั่วเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าไม่สามารถทำนายให้ท่านได้ พอใจหรือยัง”


“เช่นนั้นก็ทำนายให้เขา โหงวเฮ้งเป็นอย่างไร” ฉินหลิวซีชี้ไปที่อวี้ฉังคงที่ยืนอยู่ข้าง


เขามองไปยังอวี้ฉังคง คนผู้นี้เต็มไปด้วยรัศมีทองคำอันสูงส่ง จะต้องมาจากตระกูลชั้นสูง ดูเป็นคนมีคุณธรรมและความสามารถ จะต้องเป็นคุณชายตระกูลใหญ่เหล่านั้นแน่นอน ลองดูอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง


เขาขมวดคิ้วอีกครั้ง เกิดอะไรขึ้น เหตุใดโหงวเฮ้งของสองคนนี้จึงมองเห็นไม่ชัด


ครึ่งเซียนเถี่ยเอ่ยอย่างลำบากใจ “คุณชายน้อย ข้าเป็นเพียงนักต้มตุ๋นผู้หนึ่ง วิชาความรู้ไม่ดี ทำนายไม่ได้ ช่วยปล่อยข้าไปสักครั้งได้หรือไม่”


“มองอะไรไม่ออกเลยหรือ”


ให้ตายเถอะ หากไม่ทำนายก็คงไปไม่ได้สินะ


ครึ่งเซียนเถี่ยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นมาว่า “หากข้าดูไม่ผิด คุณชายผู้นี้เสียบิดามารดาไปตั้งแต่อายุยังน้อย มากกว่านี้ข้าก็ดูไม่ออกแล้ว”


สีหน้าของอวี้ฉังคงไม่เปลี่ยน แต่มือที่ไพล่หลังอยู่ ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยอย่างยากที่จะสังเกตเห็นได้


ฉินหลิวซีพยักหน้า “นักต้มตุ๋นอย่างเจ้าทำพิธีบวงสรวงเป็นหรือไม่”


ครึ่งเซียนเถี่ยอุทานด้วยความประหลาดใจ ในดวงตาแฝงไว้ด้วยความสงสัย


“ได้หรือไม่”


“ก็พอได้อยู่ แต่ว่าท่าน”


ฉินหลิวซีโยนเงินให้จำนวนหนึ่ง เอ่ย “ปลายยามเซินไปรออยู่ที่ร้านโลงศพกวนจี้ในตรอกโซ่วสี่” จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินจากไป เหลือเพียงหนึ่งประโยคทิ้งไว้ “เจ้ารับเงินไปแล้ว หากไม่ไป ข้าจะทำให้เจ้าต้องพบกับห้าโทษสามวิบัติ!”


ครึ่งเซียนเถี่ยสีหน้าย่ำแย่ลง “?”


เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า เมฆขาวลอยอยู่เหนือศีรษะ ให้ตายสิ ที่แท้คนที่จุดหว่างคิ้วหม่นหมองคือเขานี่เอง!


จบตอน

Comments