ตอนที่ 21: อมเงิน
เมื่อบุตรชายฝาแฝดของสะใภ้สามทำพิธีสรงสาม นางฉินผู้เฒ่าก็ขอให้ทุกคนเข้าร่วมพิธีด้วยเพื่อแสดงถึงความเอาใจใส่
ในความเป็นจริง คนที่จะมาเข้าร่วมพิธีได้มีเพียงคนในครอบครัวเท่านั้นอยู่แล้ว ใครใช้ให้เด็กแฝดทั้งสองเกิดมาผิดเวลากันเล่า
ฉินหลิวซีมาถึงตรงเวลา ตอนที่นางเดินเข้ามายังหาวอยู่เลย ท่าทางไม่สำรวมเช่นนั้นทำให้คนที่ยืนร่วมพิธีอยู่ในห้องด้านข้างค่อยๆหันมามองนางทีละคนสองคนด้วยสายตาประหลาด
เมื่อวานพี่หญิงใหญ่ผู้นี้ ท่าทางน่าเกรงขาม ดูไม่น่ายุ่งด้วยอย่างยิ่ง
ฉินหลิวซีกวาดตามองไปรอบๆ สายตาจับจ้องไปที่ทุกคน เห็นไหม เสื้อผ้าเรียบง่ายก็ไม่เห็นจะอึดอัดอะไรมากมาย ดูสิ ยามคนเราตกอยู่ในความลำบาก ความยากลำบากจะช่วยให้เราปรับตัวเข้ากับสภาพความเป็นจริงได้อย่างรวดเร็วเองนั่นแหละ
นางหยุดมองอนุวั่นและซาลาเปาน้อยตาหวานยืนที่กะพริบตาปริบๆอยู่ข้างๆ แล้วคิ้วของนางก็กระตุกเล็กน้อย
ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่งไม่ผิด แต่คนบางคนเกิดมาก็งดงามแล้ว ต่อให้แต่งกายธรรมดาเพียงใดก็ยากที่จะซ่อนความงามนั้นเอาไว้ได้
มารดาผู้ให้กำเนิดของนางก็เป็นเช่นนี้ ทั้งๆที่นางก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา ธรรมดาเฉกเช่นคนอื่น เส้นผมสีดำถูกมัดไว้ด้วยเชือกแดงแบบลวกๆ ความสวยอาจลดน้อยลงไปบ้าง แต่กลับมีความสง่างามและบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นมา และยังคงงดงามจับใจคนเหมือนเดิม
คนงามนั้นเพลินตาเพลินใจ ฉินหลิวซียอมรับในข้อนี้
อนุวั่นสัมผัสได้ถึงสายตาของบุตรสาว จึงยืดหน้าอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจราวกับนางสวยที่สุดในโลก!
ส่วนฉินหมิงฉุนที่เป็นพี่น้องที่คลานตามกันมากับฉินหลิวซีก็ยืดอกน้อยๆนั้นด้วย แววตาของเขาสะอาดบริสุทธิ์
ฉินหลิวซีเบนสายตาออกไป
ฉินหมิงฉุนห่อเหี่ยวลงไปเล็กน้อย เขาดึงกระโปรงของอนุวั่นเบาๆด้วยความน้อยใจ
เด็กสาวคนอื่นๆหันไปมองเสื้อผ้าของฉินหลิวซีด้วยความอิจฉาเล็กน้อย พวกนางก็อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันทั้งนั้น นางจะแบ่งเสื้อผ้าให้พวกนางสักสองสามชุดไม่ได้หรือ
สะใภ้หวังประคองนางฉินผู้เฒ่าเข้ามา พอสะใภ้เซี่ยก้าวเข้าไปก็เห็นปิ่นปักผมหรูอี้บนศีรษะของสะใภ้หวังอย่างรวดเร็ว สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไปทันที
เมื่อวานนี้ท่านแม่เพิ่งจะให้ถุงเงินนางไป มาวันนี้บนศีรษะของนางก็มีปิ่นหยกปรากฏขึ้นแล้ว หวังเยี่ยนหรูผู้นี้ถึงขนาดอมเงินไว้ใช้เองอย่างนี้แล้วยังพูดว่าตนเองไม่ได้เห็นแก่ตัวอีก!
ตอนที่ถูกยึดทรัพย์สะใภ้เซี่ยรู้ดีว่าทุกคนมาถึงอย่างไร เมื่อวานนี้สะใภ้หวังยังมัดผมด้วยแถบผ้าอยู่เลย วันนี้เปลี่ยนเป็นปิ่นปักผมไปเสียแล้ว หากไม่ใช่ว่าซื้อมาแล้วมันหล่นลงมาจากฟ้าหรือ
สะใภ้เซี่ยตั้งคำถามทันทีโดยไม่หยุดคิดสักนิด “ปิ่นปักผมอันนี้ของพี่สะใภ้ใหญ่ไม่เหมือนใครดีนะ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
ขวับๆๆ
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ศีรษะของสะใภ้หวังทันทีด้วยแววตาเป็นประกาย
มันมาจากไหน
เพิ่งซื้อมาหรือ
แล้วของพวกนางเล่า
สีหน้าสะใภ้หวังไม่เปลี่ยนแปลงยามเอ่ยตอบ “เจ้าตาถึงจริงๆ นี่เป็นของที่ซีเอ๋อร์มอบให้ข้าเพื่อแสดงความกตัญญูต่อมารดา”
ความหมายของนางก็คือ ถ้าเจ้าแน่จริงก็ทำให้บุตรสาวเจ้าแสดงความกตัญญูบ้างสิ
นางมองฉินหลิวซีด้วยสายตาอบอุ่นอ่อนโยน ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก หลังจากที่นางได้รับปิ่นปักผมอันนี้มาและเชื่อฟังคำพูดของฉินหลิวซีแล้ว เมื่อคืนก็นอนหลับอย่างสงบหลังจากที่นอนไม่หลับมาหลายวัน
ฉินหลิวซีชำเลืองมองไปยังตำแหน่งเรือนบุตรธิดาของนางก่อนจะลดสายตาลงและสัมผัสปลายนิ้วอยู่สักพัก
สะใภ้เซี่ยตกใจทันที หันไปมองฉินหลิวซี จากนั้นก็หันไปมองอนุวั่นและหัวเราะออกมาเบาๆ “เช่นนั้นนังหนูซีก็ลำเอียงแล้ว อนุวั่นยังไม่มีเลย”
ฉินหลิวซีหันไปมองอนุวั่น อนุวั่นที่เพิ่งจะได้สติกลับมาก็ตอบแปลกๆ “ข้าไม่มีก็ธรรมดานี่ ฮูหยินเป็นภรรยาเอก ส่วนข้าเป็นอนุ ข้าจะเทียบกับนางได้หรือ”
สะใภ้เซี่ย “…”
ลืมไปว่านางโง่
“มากันครบแล้วก็เริ่มเลยเถิด” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยเรียบๆ
ติงหมัวหมัวสั่งให้จวี๋เอ๋อร์และแม่นมอุ้มทารกเข้ามา หมอตำแยจุดธูปทำพิธี จากนั้นนางก็รับเด็กไปและเริ่มร้องเพลงมงคล
กุกกัก
นางฉินผู้เฒ่าโยนเม็ดเงินสองเม็ดเข้าไปก่อน หมอตำแยพ่นคำมงคลออกมามากมายด้วยความยินดีปรีดาราวกับมันเป็นของที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อหา
ผู้ใหญ่ที่เหลือก็พากันโยนอีแปะทองแดงตามไปไม่มากก็น้อย
ตุบ
แท่งโลหะขนาดเล็กสองแท่งถูกวางลงในอ่างไม้ ทุกคนอึ้งงัน นี่มันสิบตำลึงเชียวนะ นางรวยเพียงนั้นเลยหรือ
ฉินหลิวซีชักมือที่วางก้อนเงินกลับและเดินออกไปภายใต้สายตาอิจฉาของทุกคน
ตอนที่ 22: ขอให้ไปรักษา ไม่ได้มาเพื่อสร้างศัตรู
ฉินหลิวซีเปลี่ยนชุดและขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางออกนอกเมือง นางเปิดม่านขึ้น ทอดตามองไปยังทิวเขาเขียวขจีที่เห็นอยู่ไกลๆ แล้วถอนหายใจยาว
แค่สามวันนางก็อึดอัดจนแทบจะซึมเศร้าอยู่แล้ว นางไม่เหมาะกับการอยู่เป็นหมู่คณะเลยจริงๆ
“คุณชายดูเหมือนกำลังหนีภัยนะขอรับ” เฉินผีที่อยู่บนที่นั่งในรถม้าอดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาจากข้างใน
ฉินหลิวซีในเวลานี้แต่งตัวเป็นชายหนุ่มในสายตาของคนอื่น และเมื่อนางเป็นเช่นนี้ เฉินผีและคนอื่นๆก็จะเรียกนางว่าคุณชาย
ฉินหลิวซีเอนกายอย่างเกียจคร้านบนรถม้าและยัดผลไม้แช่อิ่มเข้าปาก ก่อนจะเอ่ยเสียงอู้อี้ “คุณชายของเจ้าก็คิดเช่นนั้น”
นางกำลังคิดด้วยซ้ำว่าจะหลบอยู่ในอารามสักกี่วันเพื่อหาความสงบดี
เฉินผีหัวเราะเบาๆ
อารามชิงผิงตั้งอยู่ชานเมือง ใช้เวลาเดินทางเพียงสองชั่วยามเท่านั้น หากขี่ม้าเร็วก็จะไปถึงได้ภายในเวลาชั่วยามนิดๆเท่านั้น
ยามนั้นในห้องพักแรมห้องหนึ่งของอาราม เด็กรับใช้คนหนึ่งนำผลไม้ป่าจานหนึ่งส่งให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเบาะรองนั่งในห้อง
“นายท่าน นี่ก็สามวันแล้วนะขอรับ พวกเราจะรออยู่เฉยๆอย่างนี้หรือ หรือจะให้หั่วหลางมัดนักพรตพวกนี้ไว้ ทักทายด้วยสิบแปดวิธีลงทัณฑ์สักรอบ ข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะบอกไม่ได้ว่าหมอนักพรตคนนั้นอยู่ที่ไหน”
ฉีเชียนหยิบผลไม้ที่ยังเปื้อนคราบน้ำอยู่และเหลือบสายตาไปมองเขา “เจ้าใจร้อนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน! จับนักพรตมัดไว้ เจ้าก็ยังกล้าพูดออกมาได้”
อิงหนานคุกเข่าลงต่อหน้าเขา เอ่ย “ข้าน้อยก็เพียงแค่ร้อนใจเท่านั้นเองขอรับ โน้มน้าวนักพรตพวกนี้อย่างไรก็ไม่เป็นผล พวกเขาเอาแต่เอ่ยว่าแล้วแต่เจตนาสวรรค์ ข้าน้อยร้อนใจมานานแล้ว หากเห็น อกเห็นใจกันจริงๆ ก็ควรเห็นแก่ที่พวกเรามาตามหาหมอไปรักษาคน บอกพวกเราว่าหมอนักพรตคนนั้นอยู่ที่ไหนสิขอรับ”
เขาไม่เชื่อในเทพเจ้า ไม่เชื่อในพุทธและเต๋า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ติดตามนายท่านมาเป็นเวลานานก็ยิ่งไม่สนใจสิ่งลวงตาเหล่านี้ ในความคิดของเขา ความสามารถและอำนาจต่างหากที่สำคัญ
ตัวอย่างเช่น หากเขามัดตัวนักพรตพวกนี้และข่มขู่ทรมานพวกเขา มีหรือที่อีกฝ่ายจะไม่ยอมบอกว่าหมอนักพรตอยู่ที่ไหน
“นายท่าน ท่านคงไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมตามลัทธิเต๋าอะไรนี่หรอกกระมัง”
ฉีเชียนกัดผลไม้นั้นก่อนจะเอ่ยตอบ “ข้าไม่เชื่อเรื่องกรรมอะไรนั่น แต่ข้ากลัวว่าจะทำให้หมอนักพรตนั่นขุ่นเคืองโดยไม่รู้ตัว”
อิงหนานชะงักไปเล็กน้อย นายท่านกลัวว่าจะทำให้หมอเพียงคนเดียวไม่พอใจหรือ
ฉีเชียนจ้องหน้าเขาก่อนจะเอ่ย “การรักษากับการใช้ยาพิษไม่ต่างกัน คนที่รักษาได้ก็ใช้พิษเป็น หากเจ้าทำให้เขาไม่พอใจ แล้วเขาเปลี่ยนตัวยาของเจ้าหรือฝังเข็มผิดจุดก็ทำให้เจ้าตายได้แล้ว”
“เขากล้าหรือ!”
“ไม่ว่าเขาจะกล้าหรือไม่ก็ตาม สำหรับหมอเทวดาที่มีความสามารถอย่างแท้จริงแล้ว ข้ายอมผูกมิตรดีกว่าจะทำให้เขาขุ่นเคือง บนโลกใบนี้ อย่าว่าแต่เจ้ากับข้าเลย มีใครบ้างที่ไม่เจ็บไม่ป่วยแม้แต่น้อย การผูกมิตรกับหมอเทวดาที่มีความสามารถจริงๆ มีแต่ได้ไม่มีเสีย” ฉีเชียนหลุบตาลง “เรามาที่นี่เพื่อขอให้เขาไปรักษา ไม่ได้มาเพื่อสร้างศัตรู”
ใบหน้าอิงหนานร้อนผ่าวเล็กน้อย เอ่ยตอบ “ข้าน้อยคิดน้อยไปจริงๆขอรับ”
ฉีเชียนเอ่ย “รออีกหน่อย เจ้าอาวาสบอกแล้วว่าคนผู้นั้นจะขึ้นเขามาอีกในไม่กี่วันแน่นอน ไม่แน่อิงเป่ยอาจจะส่งข่าวดีมากจากทางเมืองหลวงด้วยก็ได้ หากรอไม่ไหวก็ค่อยวางแผนกันอีกที”
ที่สำคัญคือกู้เซิ่งบอกว่าหมอคนนี้มีนิสัยแปลกๆ ต้องพยายามเอาใจและไม่ทำให้เขาขุ่นเคือง มิฉะนั้นต่อให้มีเงินทองเป็นสิบๆล้าน ถ้าเขาบอกว่าไม่รักษาก็คือไม่
หากเขารักษาโรคเก่าของท่านย่าได้จริง รอหน่อยจะเป็นไรไป
“ขอรับ”
“นายท่าน” หั่วหลางเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความยินดี “คนผู้นั้นมาแล้วขอรับ”
ฉีเชียนลุกขึ้นทันที “จริงหรือ”
“คล้ายกับม้วนภาพมาก อีกอย่างข้าน้อยก็เห็นเขากำลังรักษาคนด้วย”
ฉีเชียนรีบเดินออกไปทันทีพลางเอ่ย “นำทางไปสิ”
ตอนที่ 23: ข้าก็คือคนที่มีความสามารถคนนั้น
ตอนที่ฉินหลิวซีลุกขึ้นจากรถม้าก็เช็ดน้ำลายออกจากมุมปากอย่างง่ายๆ ก่อนจะถามอย่างเกียจคร้าน “ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นหรือ”
“คุณชาย หญิงชราคนหนึ่งเกิดเจ็บป่วยขึ้นมากะทันหัน คนพวกนั้นกำลังวุ่นอยู่เลยขอรับ”
ฉินหลิวซีส่งเสียงอือออรับคำ กำลังจะสั่งให้เดินทางขึ้นเขาต่อไป แต่แล้วจู่ๆ ในสมองนางก็มีเสียงของฉีหวงดังขึ้น เรามีเงินเหลือหนึ่งพันตำลึง
หนึ่งพัน…ตำลึง!
ฉินหลิวซีลงมาจากรถม้าด้วยความรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เมื่อเฉินผีเห็นเช่นนี้ก็เดินตามหลังนางไปทันที
มีชาวบ้านบางคนล้อมวงชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ และมีสมาชิกครอบครัวบ้านนั้นร้องหาหมอ พวกเขากำลังกระวนกระวายเรียกรถม้ามาเพื่อจะเข้าเมืองไปหาหมอ
พอฉินหลิวซีเดินมาก็มีคนเหลือบมองและหลีกทางให้ทันที
หนุ่มน้อยคนนี้หล่อจริงๆ แต่เขากลับเหมือนกับน้ำแข็งบนภูเขาหิมะที่เย็นชาและยากจะเข้าใกล้
ฉินหลิวซีเหลือบมองหญิงชราที่อยู่บนพื้นเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะเอ่ยอะไรออกมาก็มีคนเอ่ยขึ้นว่าหมอมาแล้วเสียก่อน เมื่อนางมองไปก็เห็นชายชราร่างผอมไว้หนวดเคราขาวคนหนึ่ง จึงเพียงแต่ยืนกอดอกมองโดยไม่ได้ขยับทำอะไร
นางไม่มีนิสัยแย่งคนไข้ใคร
“โอ้ นี่มันโรคลมชัก” ชายชรามองดูหญิงชราบนพื้น ใบหน้าของนางซีดเหลือง แขนขากระตุก ปากเบี้ยว ริมฝีปากขยับ เขายังไม่ทันจะได้จับชีพจรก็ได้ข้อสรุปเสียแล้ว
หืม ลมชัก?
มุมปากของฉินหลิวซีกระตุกทันที หมอกำมะลอมาจากที่ไหนกันนี่ เหลวไหล!
“ท่านหมอ ท่านหมอช่วยท่านแม่ของข้าด้วย ข้าจะตอบแทนท่านอย่างงามแน่นอน” ชายวัยกลางคนในชุดผ้าแพรที่ประคองหญิงชราอยู่ราวกับเห็นพระมาโปรด
ท่านหมอลูบเคราสีขาวของตนแสร้งทำเป็นคนดีมีเมตตาพลางเอ่ย “เจ้าอย่าได้กังวลร้อนใจ หมอก็เหมือนพ่อแม่ของคนไข้ ในเมื่อข้าพบเจอเข้าแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ช่วย”
เขาย่อตัวลงนั่งยองและแตะนิ้วลงบนข้อมือของหญิงชรา แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่รู้สึกถึงชีพจรเลย?
“เป็นเช่นไรบ้างท่านหมอ”
หมอผู้นั้นตื่นตระหนกเล็กน้อย เขาพยายามตั้งสมาธิคลำชีพจรอีกครั้ง แต่ไม่มีชีพจรทั้งหกจริงๆ นี่นางตายแล้วหรือ
“นี่…” เขากัดฟันและหยิบเข็มเงินออกมาจากถุงผ้าที่พกติดตัวมาก่อนจะแทงเข็มลงไปที่ปลายนิ้วของหญิงชราเพื่อให้เลือดไหลออกมา แต่กลับไม่เห็นนางตื่นขึ้น ชายผู้นั้นรู้สึกกังวลขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเช่นนั้น เขามองหน้าหมอด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตรเจือความสงสัยเล็กน้อย
“หญิงชราผู้นี้แขนขาเย็นมาก เมื่อคืนวานนางไปรับลมหนาวที่ไหนมาจนเป็นหวัดเข้าหรือไม่” ท่านหมอถามขึ้น
ชายผู้นั้นหันไปมองบ่าวรับใช้ หญิงชราคนหนึ่งจึงรีบเอ่ย “เมื่อคืนนี้นายหญิงผู้เฒ่าคิดว่าวันนี้จะมาทำบุญไหว้พระที่อารามจึงได้เข้านอนแต่หัวค่ำและไม่ได้ตื่นขึ้นมากลางดึกเลย ไม่มีอะไรผิดปกติเจ้าค่ะ”
“เป็นไปไม่ได้” ท่านหมอเอ่ย “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ ยืมบ้านชาวนาใกล้ๆ ต้มยามาให้กินก่อน…”
“ในเมื่อเป็นโรคลมชัก ไยท่านถึงไปรักษาโรคไข้หวัดเล่า” ฉินหลิวซีทนไม่ได้อีกต่อไป ก้าวเข้าไปและมองไปยังชายชรา “ตาเฒ่านี่จับชีพจรยังไม่รู้แน่ชัดก็สั่งยาสุ่มสี่สุ่มห้า คิดจะฆ่าคนหรือ”
สีหน้าของท่านหมอเปลี่ยนไปอย่างมาก “เด็กสารเลวมาจากไหน เจ้าใส่ร้ายป้ายสีข้า!”
“ข้าใส่ร้ายป้ายสีก็ยังดีกว่าท่านที่เป็นหมอรู้ไม่จริงจ่ายยามั่วๆ หากท่านจ่ายยาอย่างนั้น หญิงชราผู้นี้ก็คงได้ไปอัญเชิญพระคัมภีร์ในปรโลกแล้ว!”
ท่านหมอ “…”
ชายวัยกลางคน “!”
พูดจาเป็นหรือไม่
ชายวัยกลางคนยังเป็นคนพอมีเหตุผลอยู่บ้าง เขาเห็นว่าฉินหลิวซีพูดมีเหตุผลจึงได้ข่มความไม่พอใจไว้ เมื่อมองหน้าอีกฝ่ายชัดเจนแล้วก็นิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “คุณชายท่านนี้ หรือว่าท่านจะรู้วิชาแพทย์ด้วย”
“พอรู้ ท่านมีเงินหรือไม่”
ชายวัยกลางคนจนใจ เอ่ยอย่างอดทนอดกลั้น “ข้าแซ่เฉียน เฉียนหยวนไว่แห่งถนนซื่อฟางในเมืองหลี แม้จะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มีทรัพย์สินอยู่พอตัว ขอเพียงคุณชายช่วยท่านแม่ของข้าได้ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม! แต่ชีวิตคนสำคัญ หากไม่มีความสามารถจริงก็อย่าได้ทำให้เสียเรื่อง หากทำให้ท่านแม่ของข้าตกอยู่ในอันตราย ข้าไม่ได้เก่ง แต่ก็รู้ว่าความแค้นที่ฆ่ามารดาไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้!”
แววตาของเฉียนหยวนไว่เฉียบคมแฝงไว้ด้วยคำเตือน
เฮอะ ดูอารมณ์โกรธของข้าก่อน!
ฉินหลิวซีเลิกคิ้วพลางเอ่ย “เฉียนหยวนไว่พูดง่าย ถ้ามีเงิน ข้าก็คือคนที่มีความสามารถคนนั้น!”
ตอนที่ 24: รักษาหญิงชรา เรียกค่าตอบแทนสูง
ถ้ามีเงิน ข้าก็คือคนที่มีความสามารถคนนั้น!
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้ยินที่ฉินหลิวซีพูดออกมาก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง และอดมองฉินหลิวซีอย่างพินิจพิจารณาด้วยแววตาสนใจไม่ได้
เด็กหนุ่มคนนี้หล่อเหลามากจริงๆ แต่ตอนที่เขาเอ่ยเช่นนั้นกลับดูมีท่าทางชั่วร้ายไม่เอาจริงเอาจังไปเสียอีก ยิ่งทำให้ดูเย้ายวน มีเด็กสาวหรือหญิงสาวที่ออกเรือนแล้วคนไหนในที่นั้นบ้างที่ไม่แอบดูเขาด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
เฉินผีเหลือบมองแล้วก็รู้สึกภาคภูมิใจ คุณหนูของตนชนะได้หมดทั้งบุรษและสตรี ไม่ใช่สิ เป็นเจ้านายที่ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีก็ต้องชมชอบ!
เฉียนหยวนไว่ลังเลเล็กน้อย หากเขามีเงินก็คือคนมีความสามารถ ถ้าอย่างนั้นในทางกลับกัน หากเขาไม่มีเงิน นางก็ไม่ใช่หรือ
มันดูไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด!
เฉียนหยวนไว่อยากจะกลับเข้าเมือง แต่นั่นจะต้องใช้เวลามากกว่าสองชั่วยาม เขาก็กลัวว่าอาการของมารดาจะชักช้าไม่ได้ จึงรู้สึกตัดสินใจไม่ถูกอยู่บ้าง
แต่ฉินหลิวซีกลับย่อตัวลงและทาบสองนิ้วลงบนข้อมือของหญิงชราก่อนจะมองหน้านาง จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างแตะที่ท้อง ร่างกายของนางเย็น คลำชีพจรทั้งหกไม่พบ ใบหน้าดำคล้ำ ท้องหดเกร็ง
หมอท่านนั้นถือโอกาสเข้ามายืนข้างๆ ตอนที่ฉินหลิวซีจับชีพจร เขารู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นและไม่เชื่อว่า เด็กที่แม้แต่หนวดก็ยังไม่ขึ้นแบบนี้จะรู้วิชาแพทย์จริงๆ ดีเลยที่มารับความยุ่งเหยิงนี้ไปจากเขา
“ฮูหยินผู้เฒ่าท้องเสียตอนกลางฤดูร้อนจนหมดเรี่ยวแรง แต่กลับไม่ได้กินยาอย่างนั้นหรือ” ฉินหลิวซีถามหญิงชราผู้เป็นบ่าว
บ่าวหญิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรีบพยักหน้า “ใช่ๆๆ ปีนี้อากาศร้อน นายหญิงผู้เฒ่ารู้สึกร้อนจึงกินแตงเข้าไปเล็กน้อยก็เลยท้องเสีย สภาพจิตใจก็ย่ำแย่”
เฉียนหยวนไว่โกรธจัด “นายหญิงผู้เฒ่าสุขภาพไม่ดี ไยจึงไม่ตามหมอมาดู”
หญิงชราสะดุ้ง “นายหญิงผู้เฒ่าไม่อนุญาตเจ้าค่ะ ท่านดื่มน้ำรากกวาวเครือไปหนึ่งครั้ง อีกทั้งนายหญิงยังกังวล…”
เฉียนหยวนไว่ขมวดคิ้วพลางมองฉินหลิวซี
ฉินหลิวซีจับชีพจรพลางเลิกคิ้วน้อยก่อนจะเอ่ย “จวนเฉียนหยวนไว่มีหญิงตั้งครรภ์และไม่ค่อยสบาย เจ้าพูดไม่ได้หรือไง”
รูม่านตาของเฉียนหยวนไว่หดเล็กลงทันที ขนอ่อนบนหลังของเขาขนลุกซู่ นางรู้ได้เช่นไร
ฉินหลิวซีกลับทำราวกับว่าถามไปเรื่อยอย่างนั้น แล้วกลับไปถามเรื่องสุขภาพของหญิงชราอีก “ม้ามมีหน้าที่หล่อเลี้ยงหยาง กระเพาะเป็นที่อยู่ของปราณ เมื่อธาตุดินแข็งแกร่งหยางใสจะแผ่กระจายไปทั่ว เมื่อสุขภาพดีหยินขุ่นจะถูกปิดกั้น ฮูหยินผู้เฒ่าท้องเสียมานานแต่ไม่ได้กินยารักษา ปราณก่อนกำเนิดจึงสลาย ตอนนี้นางเดินทางมาอารามด้วยความศรัทธาแต่กลับล้มป่วยลงก็ราวกับดินฟ้าถล่มครืน ปราณในม้ามพร่อง ปราณในกระเพาะลอยขึ้น…”
ฉินหลิวซีพูดจาฉะฉาน แต่พอหันไปเห็นว่าเฉียนหยวนไว่และคนอื่นๆดูท่าทางงุนงง จึงสรุปออกมาง่ายๆ “เอาเป็นว่า ฮูหยินผู้เฒ่าป่วยไม่ยอมรักษา ทำให้ม้ามและกระเพาะอ่อนเพลีย ประกอบกับจิตใจย่ำแย่ นางยิ่งมาเดินขึ้นเขาอย่างนี้จึงเป็นลมไปอย่างกะทันหันจนตัวเย็นหน้าเขียวซีดและใบหน้าบิดเบี้ยว”
“แล้วจะรักษาได้อย่างไร”
“มีโสมติดมาบนรถม้าบ้างหรือไม่” ฉินหลิวซีมองไปยังรถม้าข้างๆ
“มี”
“นำโสมหนึ่งตำลึงกับขิงห้าเฉียนต้มดื่ม หลังจากหนึ่งหรือสองชั่วยามนิ้วจะอุ่นขึ้นเล็กน้อย กลางดึกร่างกายจะอบอุ่นขึ้น จิตใจแจ่มใส จากนั้นค่อยรักษาโดยใช้หลักบำรุงปราณรอง” ฉินหลิวซีเอ่ยถึงเรื่องยาก่อนจะหยิบถุงที่ห้อยไว้ที่เอวขึ้นมาแล้วหยิบเข็มทองออกมาปักลงไปที่จุดฝังเข็มจิ่งบนปลายนิ้วตามเส้นลมปราณตูของนาง
ใบหน้าของนางก้มลงเล็กน้อยตอนที่ฝังเข็ม ปลายนิ้วขาวเรียวกำลังนวดคลึงหนักบ้างเบาบ้างสลับกัน หลังจากนั้นไม่นาน หญิงชราก็มีความเคลื่อนไหว
“ฟื้นแล้ว ฟื้นแล้ว” มีชาวบ้านบางคนที่มุงอยู่ตะโกนขึ้นเสียงดัง
เฉียนหยวนไว่เองก็ดีใจเช่นกัน “ท่านแม่”
ฮูหยินผู้เฒ่าเฉียนลืมตาและอ้าปาก แต่กลับไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ สีหน้านางอ่อนเพลีย
“คุณชายน้อย ท่านแม่ของข้า…”
“เพิ่งฟื้นยังอ่อนแอ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ไปต้มยามาดื่มก่อน แล้วค่อยกลับบ้านไปพักฟื้นบำรุงให้ดี อย่าลืมเชิญท่านหมอมาปรับลมปราณม้ามและกระเพาะให้ด้วย” ฉินหลิวซียืนขึ้นและเอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า “เฉียนหยวนไว่ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ฟื้นแล้ว ยาข้าก็สั่งให้แล้ว คิดค่าปรึกษาหนึ่งร้อยตำลึงก็แล้วกัน”
ตอนที่ 25: ไหนว่าหมอก็เหมือนพ่อแม่อย่างไรเล่า
ค่าปรึกษาหนึ่งร้อยตำลึง!
อย่าว่าแต่หมอชราที่เตรียมจะเผ่นเลย แม้แต่ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ยังตกใจจนอ้าปากค้าง นี่มันแพงเกินไปหรือไม่!
เด็กหนุ่มคนนี้แค่จับชีพจร ฝังเข็ม สั่งยาให้ ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงชั่วเวลาจิบชาเสียด้วยซ้ำ แต่กลับเรียกร้องค่าปรึกษาถึงหนึ่งร้อยตำลึง
นี่มันเรียกเกินเหตุ ปล้นกันชัดๆ!
แม้แต่หมอในเมืองที่ค่าตัวแพงที่สุดจากเซิ่งหยวนถังก็ยังไม่แพงเท่านี้ แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับกล้าเรียกเงินขนาดนั้น
เฉียนหยวนไว่เองก็ถึงกับตื่นตระหนกไปเช่นกัน เขามีเงินมากมายก็จริงแต่ก็ได้มาจากการค้าขาย หาใช่ลอยมาตามลมไม่ หรือว่าเด็กหนุ่มคนนี้จงใจจะเรียกค่าตัวเกินเหตุเอากับเขาจริงๆ?
แต่คนที่เอ่ยเรื่องรางวัลอย่างงามก่อนก็เป็นเขา คนทำการค้าให้ความสำคัญกับความจริงใจที่สุด แม้เฉียนหยวนไว่จะรู้สึกว่าตนเองถูกโกง แต่ก็ไม่อยากจะเสียสัจจะเพราะแค่เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้เท่านั้น
นอกจากนี้เขาก็ยังมีคำถามอื่นที่ยังอยากจะถามอยู่อีก
เฉียนหยวนไว่หยิบตั๋วเงินสองใบออกมาจากถุงเงินที่เขาพกติดตัวมายื่นให้ฉินหลิวซี เอ่ย “คุณชายช่วยมารดาของข้าไว้ ค่าตอบแทนนี้ก็สมควรแล้ว เพียงแต่โบราณว่าไว้ทำการใดแล้วก็ควรทำให้แล้วเสร็จ ไม่ควรไปรบกวนคนอื่น หวังว่าคุณชายจะช่วยวินิจฉัยเรื่องการปรับสภาพร่ายกายของท่านแม่ให้ละเอียดด้วย”
ฉินหลิวซีรับตั๋วเงินมาโดยไม่มองและส่งให้กับเฉินผีที่อยู่ข้างๆทันที “เฉียนหยวนไว่ตรงไปตรงมาก็พูดกันง่าย แต่ท่านคงไม่ได้กังวลเพียงเรื่องสุขภาพของฮูหยินผู้เฒ่าเฉียนหรอกกระมัง”
เฉียนหยวนไว่ใจเต้นกระตุกขึ้นมาทันที นึกถึงคำที่อีกฝ่ายเอ่ยถามอย่างไม่ตั้งใจแล้วก็หันไปมองสีหน้ามารดาที่ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงเม้มริมฝีปากก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางจริงจัง “ข้าไม่ขอปิดบัง ภรรยาของข้ากำลังตั้งครรภ์ แต่สุขภาพร่างกายของนางกลับไม่ค่อยดี หาหมอมาเดือนกว่าๆก็ยังไม่หาย จึงคิดจะมาทำบุญขอยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยที่อารามเต๋าแห่งนี้ แต่ก็มาเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน”
“พวกท่านมาถูกที่แล้ว บังเอิญมาพบข้าเข้าพอดี ฮูหยินของท่านนอนไม่ค่อยหลับใช่หรือไม่” ชีพจรของฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่านางเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว จะเจ็บป่วยโรครุมเร้าตอนบั้นปลาย สูญเสียลูกสะใภ้ หลานชายตัวน้อยอ่อนแอ ลำบากตั้งแต่ยังเล็ก หากนางแก้เคราะห์ครั้งนี้ได้ ดวงชะตาของทายาทก็จะเปลี่ยนไปด้วย
เฉียนหยวนไว่เบิกตากว้าง “คุณชายรู้ได้อย่างไร” เขาถามขึ้นอย่างกระวนกระวายโดยไม่รอคำตอบจากฉินหลิวซี “ไม่ทราบว่าคุณชายจะไปรักษาภรรยาข้าที่บ้านได้หรือไม่”
“เรื่องนั้นหรือ…” ฉินหลิวซีถูนิ้วโป้งเข้ากับนิ้วชี้
เฉียนหยวนไว่เป็นคนมีมารยาทมาก รีบเอ่ยทันที “หากคุณชายสามารถรักษาโรคของภรรยาข้าได้ อย่าว่าแต่ร้อยตำลึงเลย พันตำลึงข้าก็ยอมจ่ายสำหรับคำปรึกษา”
เขาอยากมีลูกมาตั้งนานหลายปีแล้วกว่าจะได้ลูกคนนี้มา จะปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นไม่ได้ หนึ่งพันตำลึงยังน้อยไป หากพวกเขาปลอดภัยทั้งแม่และลูก ต่อให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดเขาก็ยอม
ฉินหลิวซียิ้ม “จวนของท่านอยู่ที่ใด”
เฉียนหยวนไว่รีบบอกสถานที่ตั้งจวนของเขาทันที
ฉินหลิวซีพยักหน้าจำไว้ “พรุ่งนี้ยามเฉินข้าจะไป”
เฉียนหยวนไว่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบโค้งคำนับอย่างเร็ว “ข้าจะรอต้อนรับท่านด้วยตัวเอง”
ฉินหลิวซีโบกมือ “ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ควรอยู่ข้างนอกนานๆ ดื่มยาแล้วก็รีบกลับเข้าเมืองไปเสียเถิด”
เฉียนหยวนไว่โค้งคำนับส่งอีกครั้ง
ฉินหลิวซีหมุนกายเดินกลับไปที่รถม้าท่ามกลางชาวบ้านที่กำลังชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์
แต่ยังไม่ทันเดินไปถึงรถม้า จู่ๆก็มีคนผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาและล้มกระแทกตรงหน้านางอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้งไปหมด นางคันจมูกแทบจาม
ชายคนนั้นเพิ่งจะยกมือขึ้น “หมอ ช่วยด้วย…”
ฉินหลิวซีก้าวข้ามมือของเขาโดยไม่หันไปมองแม้แต่น้อย
เล่นใหญ่ เสียเวลานางจริงๆ!
อิงหนาน “!”
ไหนว่าหมอก็เหมือนพ่อแม่ของคนไข้อย่างไรเล่า
เลือดเย็น!
“ไม่ทราบคุณชายใช่หมอนักพรตปู้ฉิวหรือไม่”
ขณะที่ฉินหลิวซีกำลังจะย่างเท้าขึ้นรถม้าก็ได้ยินคำถามลอยเข้าหู จึงหันไปมองและเห็นดวงตาลุ่มลึกคู่หนึ่ง
ตอนที่ 26: ใช่ปู้ฉิวหรือไม่
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านางอายุแค่ยี่สิบต้นๆ เครื่องหน้าเขาดูเคร่งขรึมและเย็นชา เขาสวมกวานทอง มีรูปร่างสูงเพรียวหลังตั้งตรงราวกับลำไผ่เขียว สวมชุดผ้าแพรดำปักดิ้นทอง รองเท้าผ้าสีเดียวกันปักลายเมฆมงคล แขนข้างหนึ่งไพล่หลัง รัศมีสูงส่งทรงอำนาจ
รูปลักษณ์ท่าทางล้วนโดดเด่น แต่เมื่อมองโหงวเฮ้งดีๆแล้วกลับให้ความรู้สึกแปลกอยู่บ้าง มองไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ ทั้งรู้สึกสูงส่งและให้ความรู้สึกโชคร้ายด้วย มีความขัดแย้งบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
อา ความสงสัยฆ่าคนตายได้ เพราะฉะนั้นนางจะสงสัยไม่ได้!
ฉินหลิวซีรีบกดข่มความอยากรู้อยากเห็นที่เพิ่มขึ้นกลับลงไปอย่างรวดเร็ว
ยามที่นางมองประเมินฉีเชียน อีกฝ่ายเองก็มองประเมินนางอย่างเงียบๆเช่นกัน
เมื่อครู่นี้เขาได้เห็นขั้นตอนการวินิจฉัยและการรักษาหญิงชราของฉินหลิวซี รวมถึงเฝ้าสังเกตเด็กคนนี้อย่างระมัดระวัง รูปร่างของอีกฝ่ายผอม ยังอายุไม่ถึงวัยสวมหมวก มัดผมไว้ด้วยแถบผ้าแพรเส้นหนึ่ง ท่าทางสง่างามไม่ต่างจากในม้วนภาพ คิ้วยาว ดวงตาเรียวชี้ขึ้น อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าชัดเจนคมคาย ผิวขาวเนียนละเอียดแยกไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรี
ครู่หนึ่งฉีเชียนรู้สึกว่าคนตรงหน้าเป็นสตรี แต่เมื่อเขาเห็นท่าทางไม่สนใจโลกของนางแล้วก็ตระหนักได้ในทันทีว่าท่าทางเย็นชาและเหยียดหยามเช่นนั้นดูไม่เหมือนสตรีเลยสักนิด อย่างไรก็ไม่มีความงดงามและความอ่อนโยนแบบสตรีเลย โดยเฉพาะกิริยาท่าทางยามเดิน ช่างห้าวหาญและเสรียิ่งนัก
เมื่อเห็นท่าทางที่ไม่สนใจอิงหนานที่ล้มลงต่อหน้าเมื่อครู่นี้ ท่าทีราวกับข้าไม่สนว่าเจ้าจะตายหรือไม่ก็ยิ่งหยิ่งผยองถึงขีดสุด
ไม่น่าจะมีสตรีแบบนี้กระมัง
เย็นชาและไม่แยแสเพียงนั้น
“คุณชายท่านนี้คือหมอนักพรตปู้ฉิวหรือไม่” ฉีเชียนประสานมือทักทาย
“ไม่ใช่”
ฉินหลิวซีขึ้นรถม้าก่อนจะตบตัวรถสั่งให้หลี่เฉิงขับรถม้าขึ้นเขา
ทิศทางมุ่งหน้าไปยังอาราม
นัยน์ตาของฉีเชียนวาบแสงเบาๆ เขาไม่ได้หยุดอีกฝ่ายไว้ เพียงแต่มองอีกฝ่ายขึ้นเขาไป
“นายท่าน พวกเราไม่หยุดไว้หรือขอรับ” หั่วหลางไม่เข้าใจความคิดของนายท่านไปชั่วขณะ
อิงหนานลุกขึ้นพลางปัดฝุ่นออกจากตัว “นายท่าน พวกเราตามหาผิดคนแล้วกระมัง ท่านดูเขาสิ มีท่าทางใจดีมีเมตตาอย่างหมอที่ไหน”
ไม่ใช่ เขามีอยู่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ก้าวข้ามไป แต่คงเหยียบมือทันที!
“ไม่ มันกลับตรงกับข่าวลือเรื่องนิสัยของเขาพอดี” ฉีเชียนหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
นิสัยดื้อรั้น ทำตัวลึกลับ ยามลงมือไม่ธรรมดา และที่เขาถามไปเมื่อครู่ก็ได้คำตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมามาก แต่กลับไม่ถามว่าใครคือปู้ฉิวเลย ไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย
หากตัวเขาเองเป็นนักพรตคนนั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสงสัย แค่ปฏิเสธเท่านั้น
“เช่นนั้นแล้วเราจะรออะไรหรือขอรับนายท่าน ไม่ตามไปหรือ”
ฉีเชียนเอ่ย “เราไม่รีบร้อน กลับไปที่อารามก่อน ทิ้งหั่วหลางไว้จับตาดูความเคลื่อนไหวของตระกูลเฉียน และดูว่าหญิงชราผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง”
แม้ว่าเขาจะมาที่นี่เพื่อขอให้หมอไปรักษา แต่ในเมื่อได้พบกันโดยบังเอิญก็ถือโอกาสดูเสียเลยว่าทักษะทางการแพทย์ของอีกฝ่ายนั้นสูงสมกับคำเล่าลือหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาได้เห็นการสนทนาระหว่างอีกฝ่ายกับเฉียนหยวนไว่ เขาก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้ยิ่งขึ้น
จู่ๆ หั่วหลางก็เข้าใจ คนผู้นั้นตอบรับคำเชิญของเฉียนหยวนไว่ และจะไปตรวจอาการที่บ้านตระกูลเฉียนพรุ่งนี้ พวกเขายังสามารถจะดักเจอได้และยังมีโอกาสดูด้วยว่าหญิงชราฟื้นตัวเป็นอย่างไรบ้าง
ถึงอย่างไรก็เป็นการรักษาพระสนมผู้เฒ่า จะประเมทเลินเล่อมิได้
“ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ส่วนทางด้านของฉินหลิวซี เฉินผีก็กำลังถามนายท่านของเขาเช่นกัน “คนพวกนี้มาหาหมอไปรักษาคนกระมัง ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่พวกที่ทำให้ขุ่นเคืองได้เลย”
“สถานะไม่ธรรมดา กระดูกหน้าผากตั้งตรง รูม่านตาสองชั้น มีลักษณะของจักรพรรดิ ชายผู้นี้อาจเป็นขุนนางสูงศักดิ์ องค์ชาย หรือพระราชนัดดาก็ได้” ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างเกียจคร้าน
เฉินผีพูดไม่ออก “แล้วท่านก็ยังปฏิเสธเขา?”
“ปฏิเสธอะไร เดี๋ยวก็ได้พบกันอีก” ฉินหลิวซีแตะนิ้วทำนาย “ไม่แน่พวกเราอาจจะได้เดินทางทำงานต่างเมืองในอีกไม่กี่วันก็ได้”
เฮ้อ น่ารำคาญจริงๆ วิ่งไปวิ่งมาก็เหนื่อยเหมือนกันนะ
แต่หากเขาเป็นองค์ชายขึ้นมาจริงๆ นางทำงานหน่อยก็ได้ ใครใช้ให้นางต้องเลี้ยงคนทั้งตระกูลที่อยู่ข้างหลังด้วยเล่า อีกอย่างคนสำคัญพวกนั้นก็ยังลำบากลำบนระหว่างทางไปซีเป่ยอยู่เลย
ตอนที่ 27: เดิมทีก็เป็นเคราะห์กรรมถึงตายอยู่แล้ว
พอฉินหลิวซีเข้าไปในอารามแล้วก็ตรงเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ คารวะหน้ากระถางธูปขนาดใหญ่ตรงหน้าปรมาจารย์แล้วจึงลงมือขุดหลุมทันที
ทันใดนั้นแสงขาวสายหนึ่งก็สว่างวาบขึ้น นางพลิกหมุนตัวอย่างคล่องแคล่วเพื่อหลบหลีกแสงสีขาวนั้น
“เฮ้อ ตีไม่โดน ตีเจ้าไม่โดนสักที!” นางกำหมัดอย่างมีชัย ในมือเห็นเป็นสิ่งของที่มีสีหยกโผล่ออกมามุมหนึ่ง
แสงขาวโบกสะบัดมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงดุ “เฮ้ หัวขโมยจากไหน ขโมยกระทั่งของของปรมาจารย์ เจ้าไม่กลัวปรมาจารย์จะตำหนิเอาบ้างหรือ”
“ข้าทักทายท่านก่อนแล้ว ท่านเงียบก็เท่ากับยินยอมเป็นนัยให้ข้าขุดสิ อีกอย่าง ของที่ข้าเป็นคนฝังเองจะเรียกว่าขโมยได้เช่นไร!” ฉินหลิวซีเล่นลิ้น
ปรมาจารย์ซานชิงเอ่ยในใจ ยังจะมายินยอมเป็นนัยอีก ข้าจะต้องลงมาจุติบนโลกมนุษย์เพื่อจัดการนางสักที!
“อย่างอื่นน่ะไม่เก่งหรอก แต่ปากนี่พูดปาวๆไม่หยุดเลย เอาหินลับมีดมาลับแล้วใช่หรือไม่!” คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าฉินหลิวซีตอนนี้คือตาเฒ่าในชุดนักพรตเต๋าเกล้าผมมวย ไม่ใช่สิ คือนักพรตชราที่กำลังใช้แส้ชี้ไปที่นาง
ฉินหลิวซียิ้ม “ท่านดูสิข้าอ่อนแอเช่นนี้จะเอาหินลับมีดมาใช้ได้อย่างไร จะต้องเป็นน้ำมันที่ลื่นผ่านปากข้าไปแน่!”
นักพรตเฒ่าชื่อหยวนขึงตาใส่นางสองทีก่อนจะมองไปที่มือของนาง “เจ้าขึ้นเขามาเพื่อขุดหยกหรือ”
ฉินหลิวซีปาดขี้เถ้าในกระถางธูปเกลี่ยให้เรียบก่อนจะปล่อยมือ เผยให้เห็นจี้หยกทรงกระดุมชิ้นเล็กๆสองชิ้น นางเดินเข้าไปหานักพรตชราพลางเอ่ย “ที่บ้านข้ามีน้องชายเพิ่มมาอีกสองคน คลอดก่อนกำหนด อ่อนแอมาก หากไม่ใช้อาวุธวิเศษช่วยเลยก็น่าจะเลี้ยงไม่รอด”
“ไอ้หยา จู่ๆ คนที่เย็นชาไร้ความปรานีแต่ไหนแต่ไรมาก็กลายเป็นคนใจดีไปแล้ว หรือว่าเจ้าเพิ่งจะหามโนธรรมพบเล่า” นักพรตชื่อหยวนเอ่ยเย้ยหยัน
ฉินหลิวซีจ้องหน้าเขา “ไม่ใช่ข้ามีมโนธรรมขึ้นมาหรอก แต่เป็นเพราะข้ากลัวว่าคนบางคนจะไล่ข้าออกจากสำนักมากกว่า”
“เจ้าก็กลัวเป็นเหมือนกันหรือ”
ฉินหลิวซีแค่นเสียงเบาๆ
ทั้งสองเดินออกจากห้องโถงใหญ่มุ่งหน้าไปยังโถงด้านหลังและสนทนากันไปพลาง
“คนที่บ้านมากันหมดหรือ” นักพรตชื่อหยวนถามด้วยสีหน้าของชายชราที่ยังทำตัวเป็นเด็ก
“อืม” ฉินหลิวซีตอบเขา “นอกจากท่านปู่และบางคน ที่เหลือก็เป็นผู้หญิง เด็ก คนแก่ คนที่อ่อนแอทั้งหมด”
“ดวงชะตามีเคราะห์กรรมเช่นนี้อยู่ จะหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้ ทำได้เพียงต้องรับมัน เมื่อเทียบกับการถูกตัดหัวแล้ว การถูกค้นบ้านยึดทรัพย์และเนรเทศถือว่าโชคดีอย่างยิ่งแล้ว” นักพรตชื่อหยวนกอดแส้พลางเอ่ย “หลายปีมานี้ถ้าไม่ได้เจ้าก็คงต้องไปพบกันที่ปรโลกแล้ว”
เคราะห์กรรมของตระกูลฉินเป็นกรรมที่บรรพบุรุษผูกปมมา เป็นเคราะห์ถึงตาย มันควรจะแย่ยิ่งกว่าสถานการณ์ที่เห็นอยู่ตอนนี้เสียอีก เป็นเพราะฉินหลิวซีสะสมบุญมาตลอดหลายปีนี้จึงสามารถช่วยพวกเขาทั้งตระกูลไว้ได้
ฉินหลิวซีไม่ได้ปฏิเสธ
นักพรตชื่อหยวนเองก็ไม่ได้กังวลเช่นกัน ขอแค่ฉินหลิวซีเต็มใจ เคราะห์กรรมครั้งนี้ก็สามารถแก้ไขได้
“เจ้าได้เจอคนกลุ่มนั้นหรือไม่”
ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา “คุณชายสูงศักดิ์คนนั้นหรือ”
“ชาติกำเนิดสูงส่งเหนือคำบรรยาย เขาคือ…” นักพรตชื่อหยวนเอ่ยออกมาเพียงครึ่งเดียว สีหน้าของเขาค่อนข้างลึกลับ
ฉินหลิวซีเองก็ไม่ได้ถามอะไร และถามไม่ได้ด้วย เพราะมือของนักพรตชรายื่นมาตรงหน้านางแล้ว มุมปากของนางกระตุกทันที
“ก็ไม่ใช่เงินมากมายอะไร ครั้งนี้ช่างมันไปเถิดดีหรือไม่” ฉินหลิวซีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “คนในตระกูลของข้าล้วนแต่พึ่งพาข้ากันทั้งนั้น ข้าจนมากจริงๆ ครั้งนี้ก็…”
“ห้าโทษสามวิบัติ ถ้าเจ้าไม่ให้ ข้าก็ได้แต่ต้องถอนหายใจให้กับความทุกข์ของเจ้าแล้ว” นักพรตเฒ่าชื่อหยวนทำท่าทางราวกับว่าเขาไม่ได้บังคับก่อนจะเอ่ย “เมื่อครู่นี้เจ้าก็ขุดกระถางธูป ไม่รู้ว่าปรมาจารย์จะ…”
ฉินหลิวซี “…”
ให้ นางให้ก็ได้
นางกัดฟันก่อนจะหยิบเงินห้าสิบตำลึงมอบให้นักพรตเฒ่าชื่อหยวนอย่างไม่เต็มใจ
นักพรตชื่อหยวนยิ้มอย่างเปิดเผย เขาปัดแส้ทันทีพลางเอ่ย “ขอเทพสวรรค์อำนวยพร!”
ฉินหลิวซีแค่นเสียงหนัก
นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นางยากจน ไม่ว่านางจะหาเงินได้มากมายเท่าไร ก็จะต้องเอาเงินครึ่งหนึ่งมาทำบุญให้อารามด้วย
ตอนที่ 28: คำเตือนเล็กๆ
ฉินหลิวซีมีห้องพักพิเศษในอารามเพื่อพักผ่อนและบำเพ็ญตน หลังจากที่นางพูดคุยกับนักพรตชื่อหยวนแล้ว นางก็เข้าไปในห้องหยิบกระดาษเหลืองและชาดออกมา
ในตอนที่นางพูดคุยอยู่กับนักพรตเฒ่าชื่อหยวนล้วนตกอยู่ในสายตาของฉีเชียนและคนอื่นๆ
“นักพรตเฒ่าผู้นี้สนิทสนมกับปู้ฉิวผู้นี้ชัดๆ แต่กลับไม่ยอมบอกพวกเรา คงไม่ได้จงใจจะปล่อยให้พวกเรารอเสียเวลาเปล่าหรอกนะ” อิงหนานโกรธจนหน้าเขียว “ไม่ได้ ข้าจะไปถามนักพรตเฒ่าให้รู้เรื่อง”
เขากระโจนพรวดเดียวไปถึงหน้านักพรตเฒ่า เอ่ยถามด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “ท่านเจ้าอาวาส ท่านรู้จักปู้ฉิวชัดๆ ไยจึงต้องปล่อยให้พวกเรารอตั้งหลายวันด้วย ท่านไม่รู้หรือว่าชีวิตคนสำคัญเพียงใด”
“อิงหนาน อย่าเสียมารยาท!” ฉีเชียนก้าวเข้าไปดุเขาเรียบๆหนึ่งประโยค แต่น้ำเสียงกลับไม่ได้ดูโกรธเท่าใดนัก
เขาเองก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่เจ้าอาวาสอารามชิงผิงรู้จักปู้ฉิวผู้นั้น แต่ทำไมไม่ติดต่อให้เล่า
“ลูกน้องของข้าเสียมารยาท ขอท่านเจ้าอาวาสอย่าได้ถือเป็นโทสะ เขายังเด็กและใจร้อนไปบ้าง จึงไม่ค่อยมีความอดทน” ฉีเชียนวางตัวเล็กน้อย
นักพรตเฒ่าชื่อหยวนสะบัดแส้ “ขึ้นชื่อว่าเวรกรรมแล้วนั้น…”
“อะไรก็เวรกรรม นักพรตเฒ่าท่านเห็นว่าเราไม่รู้เรื่องก็เลยรังแกเช่นนั้นหรือ เรื่องเวรกรรมนี่ไม่ได้เป็นของชาวพุทธหรือ ท่านนับถือเต๋าจะมาพูดเรื่องเวรกรรมอะไรกัน” อิงหนานขัดขึ้นโดยไม่เกรงใจเลยสักนิด
“ท่านผู้ใจบุญ คำสอนของเต๋าก็มีเรื่องเวรกรรม ทุกคนมีชะตากรรมของตนเอง ข้าจะกล้าแทรกแซงได้เช่นไร”
“พวกข้าก็แค่มาขอพบท่านหมอ ขอให้นักพรตเฒ่าติดต่อให้เท่านั้น เรื่องนี้จะเกี่ยวกับลิขิตสวรรค์ไปได้อย่างไร นี่มันงี่เง่าเกินไปแล้ว” อิงหนานแค่นเสียงออกมาด้วยความไม่พอใจ “ท่านกำลังบ่ายเบี่ยงอยู่ชัดๆ”
ชื่อหยวนยังคงยิ้ม “เมื่อมีวาสนา ท่านผู้ใจบุญก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการ”
ฉีเชียนเลิกคิ้วทันที
“เฮอะ นักพรตเฒ่า ท่านพูดคำพุทธอีกแล้วนะ…”
“อิงหนาน” พอฉีเชียนเอ่ยปาก อิงหนานก็ยอมถอยไปทันที
นักพรตเฒ่าชื่อหยวนมองหน้าฉีเชียนด้วยแววตาลุ่มลึก “คนบางคนมีวาสนากับบิดามารดาตื้นเขิน สรรพสิ่งไม่อาจฝืน ท่านผู้ใจบุญควรจดจำไว้”
ลมหายใจของฉีเชียนสะดุดไปทันที เขาเม้มปากก่อนจะยิ้มจางๆออกมาหลังจากนั้นครู่หนึ่ง “อย่าตำหนิลูกน้องของข้าเลย แม้แต่ข้าเองก็ยังรู้สึกว่าท่านนักพรตพูดคำพุทธอยู่”
“เจ้าอาวาสวัดอู๋เซียงบนเขาข้างๆ เป็นสหายของข้า” นักพรตชื่อหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทุกคน “…”
อิงหนานเอ่ยขึ้นหลังจากที่เห็นนักพรตชื่อหยวนเดินไปไกลแล้ว “นายท่าน ตาเฒ่าผู้นี้…” น่าโดนอัดจริงๆ ปู้ฉิวคนนั้นก็เหมือนกัน
ฉีเชียนเอ่ย “ช่างเถิด เขาก็พูดถูกอยู่เรื่องหนึ่ง เราก็ได้เจอตัวแล้ว”
อีกฝ่ายไม่ได้พูดว่าพวกเขาเจอผิดคน นั่นก็หมายความว่าเด็กหนุ่มคนนั้นก็คือปู้ฉิว เขายังเด็กขนาดนั้น
ฉินหลิวซีวาดยันต์และพับเสร็จไปหลายแผ่น นางถูจมูกจากนั้นก็ลุกขึ้นเปิดหน้าต่างและเห็นชายหนุ่มสูงศักดิ์ผู้นั้น
“คุณชาย จะลงเขาแล้วหรือขอรับ” เฉินผีก้าวเข้าไป
“อืม” หากไม่ใช่เพราะที่บ้านนางมีคนพวกนั้น ฉินหลิวซีก็คิดเหมือนกันว่าจะพักอยู่บนเขา
หลังจากเก็บยันต์เรียบร้อยแล้วฉินหลิวซีจึงลงเขาไป
“คุณชาย ข้างหลังมีคนตามเรามาขอรับ” เฉินผีหันไปมองม้าตัวใหญ่แข็งแรงที่ตามมาข้างหลังพวกนั้น
ฉินหลิวซีสั่งเงียบๆ “อ้อมป่าวั่นไหว”
“ขอรับ”
รถม้าขับเข้าไปในทางเล็กๆ
ฉีเชียนรีบตามไปทันที เพียงแต่เมื่อตามไปเรื่อยๆ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที
“นายท่าน” อิงหนานมองฉีเชียนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พวกเขาเดินทางมาตั้งนานขนาดนี้ มองไม่เห็นรถม้าข้างหน้าตั้งนานแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขากำลังวนอยู่ที่เดิม แค่ต้นไม้ข้างๆนี้พวกเขาก็ผ่านมาแล้วตั้งห้าครั้ง
นี่น่าจะเป็นอาคมผีบังตาที่เขาพูดกันสินะ
ฉีเชียนเองก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เขาเงยหน้ามองต้นไหวซู่ที่ตั้งตระหง่านจนปกคลุมท้องฟ้า รอบด้านมืดมิด ลมพัดยอดไม้สั่นไหวเกิดเป็นเสียงอันน่าขนลุกราวกับว่าจะมีอะไรที่พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนโผล่ออกมา
อีกฝ่ายจงใจล่อพวกเข้าไปในป่า
เขารู้ตัวว่าพวกเขากำลังติดตามและต้องการเตือนอย่างนั้นหรือ
ฉีเชียนกำบังเหียนแน่นด้วยความรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย เขาเม้มริมฝีปากและสั่งเสียงเฉียบ “ก่อไฟ คืนนี้ค้างคืนที่นี่”
เขาประเมินเด็กหนุ่มคนนั้นต่ำไป
[1] ปรมาจารย์ซานชิง: 3ปรมาจารย์สูงสุดของลัทธิเต๋า “ซานชิง” หรือ “สามบริสุทธิ์” เป็นผู้ปกครองสูงสุดแห่งจักรวาลทั้งหมด ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งปัจจัยหลักที่สำคัญของชีวิต3อย่างคือ ลมหายใจ หัวใจ และจิตวิญญาณ
[2] ห้าโทษสามวิบัติ: วิบากกรรมของคนที่เปิดเผยความลับสววรค์
ตอนที่ 29: ภาพลักษณ์ของพี่หญิงใหญ่นั้น…เลว
ฉินหลิวซีเข้าไปในจวนและมุ่งหน้าไปที่เรือนเล็กของตน แต่ยังไม่ทันจะได้เข้าเรือนก็ต้องชะงักฝีเท้าเสียก่อนและหันไปมองทางต้นหอมหมื่นลี้
“ออกมา”
หลังจากที่สิ้นเสียงของนางก็มีศีรษะหนึ่งโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้และมองนางอย่างเขินอาย ก่อนจะค่อยๆเผยร่างเล็กๆออกมา
“เจ้าไปอยู่ตรงนั้นทำไม” ฉินหลิวซีมองลงไปยังเด็กน้อยที่เป็นน้องชายคลานตามกันมาของนาง
ฉินหมิงฉุนเดินเข้ามาหานางอย่างอายๆ และคำนับนางอย่างสุภาพ “พี่หญิงใหญ่”
ฉินหลิวซีส่งเสียงอืมตอบรับและสบตาเขา
เด็กน้อยหน้าตาดี เขารับเอาข้อดีของบิดามารดามาทั้งหมด ใบหน้าเล็กนั้นงดงามบริสุทธิ์ไร้ข้อบกพร่องจนทำให้รู้สึกคันไม้คันมือ
ฉินหลิวซียื่นมือเข้าไปบีบแก้มเขาทันที มันให้ความรู้สึกดีมาก
ฉินหมิงฉุนเบิกตาโต สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ห้ามร้อง” พอฉินหลิวซีเห็นว่านัยน์ตาดอกท้อของเขารื้นน้ำก็ขู่ทันที “ไม่อย่างนั้นข้าจะอัดเจ้านะ”
เอิ๊ก
พี่หญิงใหญ่น่ากลัวจริงๆ
ทันใดนั้นท้องของฉินหมิงฉุนก็ร้องขึ้นมา เขารีบเอามือกุมท้องทันทีก่อนจะก้มหน้าก้มตาเอ่ยด้วยความกระดากเล็กน้อย “ข้าไม่ได้หิวนะ ท้องมันร้องเอง”
ฮ่าๆ เจ้าเด็กนี่มาทำตัวน่ารักต่อหน้านางอย่างนั้นหรือ!
ฉินหลิวซีชำเลืองมองเขาและเข้าไปในเรือน ฉินหมิงฉุนไม่กล้าเข้าไป ได้แต่มองส่งนางอยู่ตรงที่เดิม
หลังจากนั้นไม่นานเสียงของนางก็ดังมาจากข้างใน “เข้ามา”
“อ้า” ฉินหมิงฉุนรีบตามเข้าไปทันที
ภายในห้อง ฉินหลิวซีรับกล่องที่ฉีหวงส่งมาให้ก่อนจะเปิดออกแล้วผลักไปตรงหน้าฉินหมิงฉุน
ในกล่องเป็นขนมอบสี่สีที่มีกลิ่นหอมดึงดูดใจ
นัยน์ตาดอกท้อของฉินหมิงฉุนดูเหมือนจะเปล่งประกาย เขาเลียริมฝีปากสีแดงสดของตนไม่หยุด
ก่อนเกิดเรื่องกับที่บ้านเขาได้กินขนมแบบนี้อยู่ไม่ขาด แต่หลังจากเกิดเรื่องแล้วก็ไม่เคยได้กินอีกเลย กระทั่งว่าไม่เคยได้กินอาหารที่ประณีตพิถีพิถันอีกเลยด้วยซ้ำ
“กินสิ”
“จริงเหรอ ขอบคุณพี่หญิงใหญ่ขอรับ” ฉินหมิงฉุนตาเป็นประกาย เขาเช็ดมือน้อยๆกับเสื้อผ้า จากนั้นก็ยื่นมือออกไปเพื่อหยิบขนมฝูหลิงชิ้นหนึ่ง เขาเลียมันก่อนจากนั้นก็ค่อยๆกัดคำเล็กๆเข้าไปหนึ่งคำ เผยสีหน้าพึงพอใจออกมา
ฉินหลิวซีมองดูแล้วก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา แต่ยังทำสีหน้าเย็นชาอยู่
ฉินหมิงฉุนกัดคำเล็กๆ และเคี้ยวอยู่นานก่อนจะกลืนลงไป เขาจ้องอยู่นานจากนั้นจึงเอ่ยว่า “ข้าอิ่มแล้ว ไม่กินแล้ว ขอเก็บไว้ได้หรือไม่ขอรับ”
ปากเขาพูดว่าไม่กิน แต่สายตากลับไม่ละวางจากขนมในมือเลย
“ไม่ได้ ถ้าจะกินก็กินให้หมดที่นี่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องกิน” ฉินหลิวซีทำท่าราวกับจะเก็บกลับไป
ฉินหมิงฉุนลนลาน เขารีบยัดขนมเข้าปากอย่างรวดเร็ว พอรีบก็เลยสำลักจนใบหน้าน้อยๆนั้นเปลี่ยนเป็นสีม่วง
ฉินหลิวซีกดลงบนท้องของเขาอย่างไม่เร่งรีบแล้วขนมก็หลุดออกมา เมื่อเห็นเด็กน้อยไอไม่หยุด นางก็เอ่ยว่า “นี่เป็นบทเรียนสำหรับเจ้า ไม่ว่าจะเป็นของที่อร่อยแค่ไหน เจ้าก็จะรีบกินไม่ได้ เพราะเจ้าอาจจะสำลักตายได้”
นัยน์ตาของฉินหมิงฉุนแดงก่ำ มองไปที่ขนมฝูหลิงที่หล่นลงพื้นด้วยความเสียดาย น้ำตาที่คลอเบ้าแทบจะร่วงลงมาอยู่แล้ว
“ในเมื่อกินเสร็จแล้วก็ไปเถิด”
“อ้อ” ฉินหมิงฉุนลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปมองขนมบนโต๊ะด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์
ขณะที่เขาเดินไปก็หันกลับมามองเป็นระยะ
ฉินหลิวซีเห็นท่าทางเช่นนั้นก็หยิบขนมขึ้นมากินอย่างรวดเร็วและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอู้อี้ว่า “หมดแล้ว”
ฉินหมิงฉุน “…”
น้ำตาเขาไหลลงมาทันที
ฉินหลิวซียิ้มให้เขาอย่างได้ใจ
ฉินหมิงฉุนทนไม่ได้และวิ่งออกไปทันที พี่หญิงใหญ่ใจร้ายมาก
ฉีหวงเดินเข้ามาก่อนจะเอ่ย “ท่านเลวขนาดรังแกเด็กได้เลยหรือเจ้าคะ!”
แถมยังเป็นน้องชายแท้ๆเสียอีก
ฉินหลิวซีเอ่ยตอบ “ข้าก็สร้างภาพลักษณ์ของพี่หญิงใหญ่ให้เขาเห็น ต่อไปเขาจะได้อยู่ห่างๆข้าหน่อย!”
ฉีหวงนึกหยัน รอดูไปเถิด เดี๋ยวท่านก็ต้องส่งไปให้คุณชายน้อย ใครใช้ให้เขาน่ารักกันเล่า
แล้วก็เป็นอย่างที่คาด ฉินหลิวซีเอ่ย “ส่งขนมที่เหลือไปให้ฮูหยินใหญ่”
ฉีหวง ดูเอาเถิด เลวได้ไม่ถึงชั่วเวลาจิบชา!
ตอนที่ 30: โชคดีมากที่มีพี่สาวเช่นนี้
สะใภ้กู้กำลังเอนกายนั่งอยู่บนเตียงอย่างอ่อนแรง ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงของจวี๋เอ๋อร์ดังมาจากข้างนอก “คุณหนูใหญ่มาแล้ว”
ฉินหลิวซีเดินเข้ามา
“ซีเอ๋อร์มาแล้วหรือ” สะใภ้กู้ยิ้มให้นางด้วยใบหน้าซีดเซียว
ฉินหลิวซีมองสีหน้าของนางพลางขมวดคิ้ว “หลังคลอดท่านยังไม่หายดี ควรจะนอนพักฟื้นอยู่บนเตียง”
สะใภ้กู้เอ่ย “นอนนานๆมันก็เหนื่อย ข้าเพิ่งจะลุกขึ้นมานั่งได้ไม่นานเอง แล้วเจ้ามาทำไมหรือ”
“นอนลงเถิด ข้าจะฝังเข็มให้ท่าน” ฉินหลิวซีก้าวเข้าไปประคองให้นางนอนลงและจับชีพจรของนาง จากนั้นก็เปิดกล่องเข็มทองและเปิดผ้าห่มขึ้น
ฉินหลิวซีลูบท้องของนางเบาๆ เอ่ยว่า “ท่านคลอดคราวนี้กระทบกระเทือนถึงปราณกำเนิด หากอยากจะหายดี แค่กินอาหารบำรุงนั้นไม่พอ ต้องเสริมด้วยการฝังเข็ม ทะลวงเส้นปราณและนำพลังหยางเข้าร่างเพื่อเติมปราณกำเนิด มิฉะนั้นต่อให้ท่านอยู่ไฟครบแล้ว ต่อไปก็จะมีอาการปวดหลังโดยเฉพาะในวันที่ฝนตก”
สะใภ้กู้มองนางด้วยความประหลาดใจ “เจ้าอายุน้อยเพียงนี้แต่รู้อะไรมากมาย เจ้าเรียนวิชาแพทย์มาจากใครหรือ พวกเราไม่เคยรู้เลยว่าเจ้ามีวิชานี้ด้วย”
“พวกท่านไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก ถึงอย่างไรข้าก็ออกจากบ้านมาตั้งแต่เล็ก” ฉินหลิวซีหยิบเข็มทองและเหลือบมองนาง “ถ้าท่านไม่วางใจ ข้าไม่รักษาก็ได้นะ”
สะใภ้กู้รีบเอ่ย “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อเจ้า พวกเราสามคนแม่ลูกรอดชีวิตมาได้ก็เพราะเจ้า อาสะใภ้สามหรือจะกล้าไม่เชื่อเจ้า! อาสะใภ้สามเพียงสงสัยเท่านั้น และชื่นชมเจ้าด้วย เจ้าเก่งมาก”
ฉินหลิวซีส่งเสียงอืมรับคำโดยมิได้โต้แย้ง
นางหนีบเข็มและปักลงเอียงๆตรงจุดกวนหยวนบริเวณท้อง จากตื้นลงไปลึก กดให้แน่นแล้วยกขึ้นช้าๆเก้าครั้ง ตามด้วยจุดเสินเชวี่ย จุดมิ่งเหมิน และอีกหลายจุด ทำแบบเดียวกันซ้ำๆหลายรอบ
ฉินหลิวซีนวดเข็ม เหงื่อค่อยๆปรากฏบนหน้าผาก จากนั้นก็มองไปยังสะใภ้กู้แล้วจึงเอ่ย “การฝังเข็มและรมยา นอกจากช่วยให้ท่านกำจัดน้ำคาวปลาได้เร็วที่สุดแล้ว ยังเสริมสร้างปราณพื้นฐาน บำรุงหยางที่พร่อง ท่านจะรู้สึกร้อนตรงช่วงท้อง แต่อย่าได้ตกใจไป มันเป็นวิธีการฝังเข็มธรรมดา”
สะใภ้กู้รู้สึกถึงความร้อนที่ค่อยๆเกิดขึ้นในช่องท้อง ทว่านางไม่ได้รู้สึกไม่สบายเลยสักนิด กลับรู้สึกสบายตัวมากขึ้นเสียอีก นางจึงเอ่ย “เป็นเช่นนั้นจริง น่าอัศจรรย์มาก เหมือนมีน้ำร้อนราดลงบนท้องอย่างไรอย่างนั้น”
ฉินหลิวซีไม่ได้อธิบาย มันคือการฝังเข็มและรมยาด้วยวิธีเชาซานหั่ว จึงทำให้นางรู้สึกสบาย
เมื่อสะใภ้กู้รู้สึกอบอุ่นแล้ว ฉินหลิวซีจึงดึงเข็มออกก่อนจะถูปิดรูเข็ม เมื่อดึงเข็มออกจนหมดนางก็ดึงผ้าขึ้นห่มให้ เอ่ยว่า “ท่านรักษาตัวให้ดี”
“อาสะใภ้สามไม่รู้จะขอบคุณเจ้าอย่างไร” แววตาที่นางมองฉินหลิวซีเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง
“ในเมื่อข้ารับของมีค่าของท่านมาแล้ว ก็ต้องรักษาให้ท่าน”
สะใภ้กู้งุนงง ของมีค่าอะไรหรือ
ฉินหลิวซีไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก สั่งให้พวกแม่นมนำเด็กเข้ามา จากนั้นจึงหยิบหยกกระดุมสองเม็ดที่ห้อยด้วยด้ายสีแดงออกมา แล้วผูกไว้กับผ้าห่อตัวแต่ละคน “น้องชายทั้งสองเกิดก่อนกำหนด จึงถูกสิ่งชั่วร้ายทำร้ายได้ง่าย หยกคุ้มครองสองชิ้นนี้ข้าไปขอมาจากอาราม อย่าให้ห่างตัวจะได้ปกป้องคุ้มครองไม่ให้สิ่งชั่วร้ายใดๆมากล้ำกลายพวกเขา”
สะใภ้กู้ซาบซึ้งใจอย่างมาก นางลุกขึ้นและคำนับฉินหลิวซีอยู่บนเตียงอย่างจริงจัง “ข้าขอขอบคุณแทนพวกเขาที่พี่หญิงใหญ่คอยคุ้มครองปกป้อง”
ฉินหลิวซีได้ยินคำว่าพี่หญิงใหญ่แล้วก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไร แต่เมื่อหันไปเห็นดวงตาทั้งสองคู่ที่ลืมขึ้นมองมายังนางในเวลานี้แล้ว นางก็งอปลายนิ้วเล็กน้อยและจากไปอย่างรวดเร็ว
สะใภ้กู้ขอให้แม่นมวางเด็กลงบนเตียงแล้วจึงหยิบหยกกระดุมนั้นขึ้นมาดูด้วยสายตาอบอุ่น นางสัมผัสใบหน้าน้อยๆของบุตรชายทั้งสองด้วยความรักพลางพึมพำ “เดิมทีแม่คิดว่าดวงชะตาของพวกเจ้าไม่ดี แต่แม่คิดผิดแล้ว”
มีพี่สาวเช่นนี้ถือว่าโชคดีมาก
[1] ฝูหลิง หรือที่รู้จักในชื่อ โป่งรากสน: เป็นเห็ดราชนิดหนึ่ง ถูกจัดเป็นสมุนไพรจีน มีคุณสมบัติทางยา
[2] เชาซานหั่ว แปลว่า ไฟเผาภูเขา เป็นเทคนิคการกระตุ้นเข็มโดยแบ่งความลึกเป็นสามระดับ ผู้ถูกฝังเข็มจะรู้สึกได้ถึงความร้อนใต้จุดที่ถูกฝังเข็ม
จบตอน
Comments
Post a Comment