tao ep31-40

 ตอนที่ 31: บุญที่เหลืออยู่ของตระกูลฉิน


ตอนที่ฉินหลิวซีฝังเข็มให้สะใภ้กู้ สะใภ้หวังก็มองขนมสี่สีนั้นอยู่นานก่อนจะถอนหายใจออกมา


“อย่างน้อยตระกูลฉินก็ยังพอมีบุญอยู่บ้าง” ไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะมีที่อยู่อาศัยในจวนนี้ได้อย่างไร แถมยังเลี้ยงดูเด็กสาวที่มีความสามารถและจิตใจดีงามเช่นนี้ออกมาได้อีก


“ฮูหยิน บุญที่ท่านว่าหมายถึงคุณหนูใหญ่หรือเจ้าคะ” เสิ่นหมัวหมัวคนสนิทของสะใภ้หวังยกน้ำชาให้นาง


“หรือไม่ใช่” สะใภ้หวังรับชามาแล้วถามกลับ “ไม่ต้องเอ่ยถึงคนอื่นๆในบ้านเลย แค่สะใภ้สามก็พอ หากนางไม่ยื่นมือเข้าช่วย บ้านหลังนี้ยังจะแขวนโคมแดงต่อไปอย่างนี้ได้อย่างไร”


เสิ่นหมัวหมัวฟังน้ำเสียงของนางออกและรู้ว่านางหมายถึงสะใภ้สามสามแม่ลูก หากไม่ได้ฉินหลิวซีช่วยไว้ ด้วยสถานการณ์เช่นนั้นอย่าว่าแต่พวกนางแม่ลูกจะต้องตกอยู่ในอันตรายเลย คงจะต้องเกิดการสูญเสียขึ้นแน่ๆ


แต่ตอนนี้พวกนางปลอดภัยดีทั้งแม่และลูก นับเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ


“คุณหนูใหญ่แปลกจริงๆ มิน่าตอนนั้นนายท่านผู้เฒ่าถึงยืนกรานให้ใส่ชื่อนางไว้ใต้ชื่อท่าน” เสิ่นหมัวหมัวมีสีหน้าลึกลับ “ฮูหยิน ดูไปแล้ว หรือว่าที่ตอนนั้นชื่อของคุณหนูใหญ่มาผูกติดอยู่กับท่านและที่นางถูกส่งตัวมาที่บ้านเก่านี้จะเป็นเพราะนักพรตชรานั่นทำนายได้ว่าบ้านของเราจะต้องเผชิญเคราะห์เช่นนี้เจ้าคะ”


สะใภ้หวังไม่ได้เอ่ยอะไร ลูบขอบถ้วยชาและเหม่อลอย


“ถ้าทำนายได้ว่าเราจะมีเคราะห์ตั้งนานแล้ว เหตุใดจึงไม่เอ่ยออกมาเล่า หากเอ่ยออกมาแล้วคุณชายใหญ่ของเราก็คงไม่ถึงกับ…” เสิ่นหมัวหมัวซับหางตาตนเอง


คุณชายใหญ่ที่นางเอ่ยถึงนั้นย่อมหมายถึงบุตรชายคนโตของบ้านใหญ่ ซึ่งก็คือบุตรชายคนเดียวของสะใภ้หวัง บุตรชายคนโตและหลานชายสายตรงยามนี้กำลังตกระกำลำบากท่ามกลางดินแดนแห้งแล้งหนาวเหน็บอยู่กับบิดาและท่านปู่


เสิ่นหมัวหมัวคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อใดก็รู้สึกราวกับถูกคมมีดกรีดแทงหัวใจ


ชีวิตนี้ตนเองไม่เคยมีลูกและคอยปรนนิบัติรับใช้แต่สะใภ้หวัง จึงเห็นนางเป็นเหมือนบุตรสาวของตนเองและเห็นลูกของนางเป็นเหมือนหลานของตนด้วย แต่บัดนี้เด็กชายที่ควรจะได้นุ่งห่มผ้าแพรอย่างดีไปเล่าเรียนหนังสือในสำนักศึกษากลับถูกเนรเทศไปด้วย และก็ไม่รู้ว่าเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง


เสิ่นหมัวหมัวน้ำตาไหลออกมาอย่างอดไม่ได้


สะใภ้หวังเองก็หัวใจแตกสลายเช่นกัน นางหันหน้าหนีแล้วปาดน้ำตาที่ร่วงลงมา “เอ่ยแล้วอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเคราะห์ดีหรือร้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี วันนี้หลบได้พ้น แล้วพรุ่งนี้เล่า หมัวหมัว คนหรือจะสู้ฟ้า ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ฝืนชะตาฟ้าลิขิตไม่ได้!”


“ถึงที่ท่านเอ่ยมาจะมีเหตุผล แต่บ่าวก็ยังสงสารคุณชายอยู่ดีเจ้าค่ะ”


สะใภ้หวังพยายามข่มความทุกข์ใจของตนและพึมพำ “เจ้าสงสาร ข้าที่เป็นแม่ของเขาปวดใจยิ่งกว่า เสียใจก็แต่ข้าไม่สามารถไปทนทุกข์ยากลำบากแทนเขาได้เท่านั้น”


เสิ่นหมัวหมัวมองคุณหนูที่เห็นมาตั้งแต่เล็กๆ ยากที่จะซ่อนความโศกเศร้าเอาไว้ได้ ภายใต้แสงไฟนางยิ่งดูโดดเดี่ยวและอ้างว้างยิ่งขึ้น ใบหน้านางซีดเซียว


ใช่แล้ว นางเป็นมารดา แต่นางก็เป็นลูกสะใภ้คนโตและเป็นนายหญิงของตระกูลฉินด้วย ไม่ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญสักเพียงไหน ก็ได้แต่ต้องอดทนไว้


“บ่าวผิดเองเจ้าค่ะ บ่าวไม่ควรเอ่ยให้ท่านเสียใจ” เสิ่นหมัวหมัวก้าวเข้าไปกอดและตบหลังตบไหล่นาง


สะใภ้หวังเช็ดน้ำตาออกจากหางตาพลางเอ่ย “เจ้าอย่าโทษตัวเองเลย เจ้ายอมทนลำบากกับข้าเช่นนี้แล้ว ข้าจะโทษเจ้าได้อย่างไร หมัวหมัว ตอนนั้นเจ้าไม่ควรติดตามข้ามาที่นี่เลยจริงๆ”


“บ่าวไม่มีลูก ชีวิตของบ่าวจะอยู่ที่ไหนก็เหมือนๆกัน ต่อให้ต้องไปตกระกำลำบากกับท่านที่ไหน บ่าวก็ไม่บ่นหรอกเจ้าค่ะ”


สะใภ้หวังได้ยินเช่นนั้นก็แย้มยิ้มทันที “เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าไปจนตายนั่นแหละ”


“เจ้าค่ะ”


จากนั้นสะใภ้หวังจึงหันไปมองขนมเหล่านั้นและทำจิตใจให้เบิกบานขึ้น “เจ้าแบ่งขนมนี้ไปให้อนุวั่นและฉุนเอ๋อร์สักหน่อย แบ่งส่วนหนึ่งให้นายหญิงผู้เฒ่า และอีกส่วนไปให้น้องสะใภ้สามด้วย”


“แล้วท่านเล่า”


สะใภ้หวังส่ายศีรษะ “ข้ายังไม่ถึงกับอยากกินของพวกนี้ หากน้องสะใภ้รองรู้เข้าก็คงจะต่อว่าได้อีก”


เสิ่นหมัวหมัวนึกถึงนิสัยของฮูหยินรองแล้วก็นิ่งเงียบไม่ได้เอ่ยอะไร


ตอนที่ 32: กฎเกณฑ์มารยาท? ว่างเกินไปจึงได้หาเรื่องคนอื่นหรือ!


เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินหลิวซีกินอาหารมื้อเช้าที่เรือนเล็กของตนก่อนจะพาเฉินผีออกไปข้างนอก วันนี้นางรับงานตรวจคนไข้ไว้


นางออกไปตั้งแต่เช้าตรู่โดยที่ไม่รู้ว่านางฉินผู้เฒ่าและทุกคนกำลังรอนางอยู่ จนสะใภ้เซี่ยอดใส่ไฟกับนางฉินผู้เฒ่าไม่ได้ “เด็กสาวคนหนึ่งไม่รู้จักกฎเกณฑ์มารยาทถึงเพียงนี้ เมื่อก่อนไม่มีใครสอน แต่ตอนนี้ที่บ้านมีผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ด้วยแล้ว จะต้องสอนให้นางรู้กฎเกณฑ์มารยาทเสียบ้าง หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงข้างนอกก็จะเป็นที่หัวเราะเยาะของคนอื่นได้”


อนุวั่นเอ่ย “ที่เมืองหลีแห่งนี้ นางออกไปข้างนอกโดยไม่บอกว่าตนเองเป็นใคร แล้วใครจะรู้ว่านางเป็นหญิงสาวตระกูลฉิน”


สะใภ้เซี่ยหน้าง้ำ “อนุวั่น ท่านแม่กับพี่สะใภ้ใหญ่ยังไม่ได้เอ่ยอะไรเลย เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูด พี่สะใภ้ใหญ่เองก็ตามใจเจ้าเกินไปจนเจ้าไม่รู้มารยาทเลย”


นางไม่ชอบท่าทางเชื่องช้าอ่อนโยนของสะใภ้กู้ และไม่ชอบท่าทางเสแสร้งว่าใจดีมีคุณธรรมของพี่สะใภ้ใหญ่ที่ชอบทำเป็นสนิมสนมราวกับพี่น้องกับอนุวั่นผู้นี้ เสแสร้งชัดๆ


สะใภ้หวังเอ่ยเรียบๆ “น้องสะใภ้รองเป็นห่วงเรื่องกฎระเบียบมารยาทการอบรมสั่งสอนของตระกูลฉิน แต่ข้ากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านนี้ ท่านแม่ หากเรานั่งกินนอนกิน ต่อให้เราจะประหยัดสักแค่ไหน แต่ปีหน้าเงินที่มีอยู่ตอนนี้ก็คงจะหมดลงแน่นอน พวกเราก็ไม่มีดอกเบี้ยกำไรรายรับอื่นใด แม้แต่ที่ดินที่ใช้บวงสรวงเซ่นไหว้ก็ถูกปิดตายไปด้วย”


พอทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็เงียบไปทันที สีหน้าพวกเขาแสดงอาการตื่นตระหนกหวาดกลัว


สะใภ้หวังกลัวว่าพวกนางจะไม่รู้ถึงความยากลำบากจึงเอ่ยต่อ “ยังไม่ต้องเอ่ยถึงท่านพ่อที่ต้องใช้เงินในการกรุยทาง ในบ้านเราเด็กผู้ชายก็ต้องไปเรียนหนังสือ ไม่ว่าตรงไหนก็ต้องใช้เงิน ไม่ต้องเอ่ยเรื่องไกลตัว ตอนนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว จะต้องซื้อเสื้อผ้ากันหนาวและถ่านไว้ใช้ในหน้าหนาวอีก…เกรงว่าหน้าหนาวปีนี้คงจะต้องหนาวเหน็บ”


กฎเกณฑ์มารยาท? ต้องเป็นคนที่ว่างมากถึงจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหาเรื่องกันได้!


แต่ละคนหน้าซีดไปตามๆกัน


ถ่านที่สำหรับใช้ในหน้าหนาวมีราคาสูง โดยเฉพาะถ่านคุณภาพดีก็ยิ่งมีราคาแพง แม้ว่าพวกเขาทั้งครอบครัวจะนอนเบียดๆกัน ในหน้าหนาวก็คงต้องใช้ถ่านไม่น้อยอยู่ดี


สิ่งที่เผาไปล้วนเป็นเงินทั้งนั้น และถ้าไม่มีเงิน ก็ต้องผ่านฤดูหนาวไปอย่างหนาวเหน็บมิใช่หรือ


เวลานี้ใครยังจะมาคิดเรื่องกฎเกณฑ์มารยาทอยู่อีก พวกนางแต่ละคนคิดเพียงแค่ว่าจะเอาชีวิตรอดผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้หรือไม่เท่านั้น!


นางฉินผู้เฒ่ายังไม่หายป่วยดี แต่นางก็ยังเรียกพลังและกำลังใจขึ้นมาอยู่กับทุกคน เมื่อได้ยินที่สะใภ้หวังเอ่ยก็หันไปขึงตาใส่สะใภ้เซี่ยทันทีก่อนจะเอ่ย “เรื่องเงินเป็นเรื่องเร่งด่วน โชคดีที่ทุกคนทำงานเย็บปักได้ ถ้าเช่นนั้นสะใภ้หวังสั่งให้คนไปซื้ออุปกรณ์เย็บปักมา ให้ทุกคนช่วยกันเย็บปักผ้าเช็ดหน้าถุงเงินต่างๆในเวลาว่าง แล้วค่อยเอาไปฝากขายที่ร้าน”


ทุกคนตื่นตระหนกทันที นี่พวกนางมาถึงขั้นนี้กันแล้วหรือ


“ท่านแม่ ข้าอยากออกไปหางานทำด้วยตัวเอง” ทันใดนั้นฉินเหมยเหนียงก็เอ่ยขึ้น


นางฉินผู้เฒ่าชะงักงันไปทันที


สะใภ้หวังหันไปมองนาง


ฉินเหมยเหนียงก้มหน้า ใช่ว่านางเห็นแก่ตัวไม่อยากทำเพื่อส่วนรวม แต่นางหย่าร้างและพาบุตรสาวกลับมาด้วยสองคน สถานการณ์ของนางน่าอายและสิ้นหวังที่สุด ถึงอย่างไรนางก็ต้องวางแผนสำหรับตนเองและบุตรสาวไว้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า บุตรสาวของนางก็ต้องแต่งงานออกเรือน หากไม่มีทรัพย์สินติดตัวไว้บ้าง จะมีบ้านไหนสนใจพวกนางเล่า


นางไม่ได้อยากจะออกไปทำงานข้างนอก แต่เพื่อบุตรสาวแล้ว ถึงไม่อยากทำก็ต้องทำ


ซ่งอวี่เยียนและซ่งอวี่ฉิงต่างก็ก้มหน้าลงและสะอื้นเบาๆ


“เหมยเหนียง เจ้าเองก็เป็นบุตรสาวตระกูลฉิน บ้านเราย่อมมีข้าวปลาอาหารให้พวกเจ้าสามคนแม่ลูกกินอยู่แล้ว เจ้าสบายใจได้” นางฉินผู้เฒ่ากดข่มความโศกเศร้าของตน “ส่วนเรื่องสินเดิมของอวี่เยียนอวี่ฉิงต่อไปข้างหน้า ตระกูลฉินก็จะต้องหาวิธีหามาให้ได้อยู่แล้ว”


นี่เป็นคำสัญญาว่าหากเด็กสาวทั้งสองแต่งงานออกเรือนไป ตระกูลฉินจะเป็นคนจัดการเรื่องสินเดิมให้


สีหน้าสะใภ้เซี่ยเปลี่ยนไปสองสามครั้ง นางอยากจะเอ่ยอะไร แต่ฮูหยินชราก็มองมาด้วยสายตาเฉียบคม นางจึงต้องเงียบไว้


สะใภ้หวังเอ่ย “กินข้าวเช้ากันก่อนเถิด เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องที่ต้องรีบร้อน”


แต่ละคนพากันหยิบตะเกียบขึ้นมา มองดูโจ๊ก หมั่นโถว และผักดองนิดหน่อยบนโต๊ะนั้น พลันคิดถึงวันข้างหน้า แล้วก็พากันกินไม่ลง


ตอนที่ 33: ชื่อเสียงของหมอนักพรตไม่ใช่เรื่องโกหก


ตอนที่ฉินหลิวซีมาถึงจวนตระกูลเฉียนตรงเวลา เฉียนหยวนไว่ก็รอต้อนรับนางอยู่ที่ประตูใหญ่แล้ว พอเขาเห็นนางก็ก้าวเข้ามาต้อนรับด้วยตัวเองด้วยท่าทางนอบน้อมและซาบซึ้งใจ


“คุณชาย ในที่สุดท่านก็มา”


ฉินหลิวซียิ้มน้อยๆ “ตกลงกันแล้วว่าจะมายามเฉิน ข้าไม่ได้มาสายใช่หรือไม่”


“ไม่หรอก ต่อให้ท่านมาสาย ข้าก็จะรออยู่ดี” เฉียนหยวนไว่โค้งคำนับก่อนจะเอ่ย “คุณชายเป็นหมอเทวดาจริงๆ ท่านแม่ของข้าดื่มยาตามที่ท่านสั่งแล้วร่างกายอบอุ่นฟื้นฟูอย่างที่ท่านว่าไว้”


ฉินหลิวซีไม่ได้มีท่าทางภูมิใจอะไร เพียงเอ่ยว่า “เฉียนหยวนไว่กล่าวหนักไปแล้ว ข้าก็แค่พอจะรู้เรื่องพวกนี้บ้างเท่านั้น”


เฉียนหยวนไว่กลับมองว่าอีกฝ่ายถ่อมตัว จึงยิ่งประทับใจและมีความมั่นใจในตัวเขามากขึ้นด้วย “คุณชายเข้าไปนั่งจิบชาในจวนก่อนดีหรือไม่ แล้วค่อยตรวจชีพจรให้ท่านแม่”


“ไม่จำเป็น ข้ามาเพื่อตรวจอาการ ท่านนำทางไปก็พอแล้ว”


“คุณชายชัดเจนตรงไปตรงมา เชิญทางนี้เถิด”


ฉินหลิวซีตามเขาเข้าไปข้างใน เพียงแต่ตอนที่กำลังจะเข้าประตูไปนั้น สายตาก็เหลือบมองไปทางหัวมุมถนนด้านซ้ายอย่างไม่เป็นที่สังเกต นางพลันยกยิ้ม


ทันทีที่ร่างของนางลับไปจากสายตา ตรงมุมถนนนั้นก็มีชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาปาดเหงื่อออกจากหน้าผากและจากไปอย่างรวดเร็ว


ขณะที่เฉียนหยวนไว่นำทางฉินหลิวซีไปที่เรือนฝูโซ่วถังของฮูหยินเฉียนผู้เฒ่า บ่าวรับใช้ก็ล่วงหน้าไปแจ้งนางก่อน เมื่อพวกเขามาถึง ฮูหยินเฉียนผู้เฒ่าก็แต่งตัวเรียบร้อยรอพวกเขาอยู่ในห้องชั้นในแล้ว พอนางเห็นฉินหลิวซีเข้าก็พยายามจับมือหมัวหมัวที่ดูแลข้างกายยันตัวขึ้น


“คุณชายมีวิชาแพทย์สูงส่ง ฝีมือดีทั้งยังมีจิตใจเมตตา ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจนัก” นางจะคารวะฉินหลิวซีจริงๆ


ฉินหลิวซีหลบเลี่ยงพลางเอ่ย “ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ต้องมากพิธีหรอก เป็นเพราะเฉียนหยวนไว่จ่ายเงิน ข้าก็วินิจฉัยอาการให้เท่านั้น”


นางไม่ได้พูดเรื่องจิตใจอันมีเมตตาของหมอเลย


ฮูหยินเฉียนผู้เฒ่าและบุตรชายของนางล้วนเป็นคนค้าขายกันทั้งคู่ พวกเขาไม่จุกจิกหยุมหยิมกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ กลับรู้สึกว่าเช่นนี้ก็ยิ่งพูดจากันง่าย ข้าจ่ายเงิน ท่านทำงาน ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันเป็นเรื่องที่ดีมาก


“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณที่ท่านมีฝีมือไม่ธรรมดา” ฮูหยินเฉียนผู้เฒ่าแย้มยิ้ม


เฉียนหยวนไว่เอ่ย “ถูกต้อง คุณชาย เรื่องการปรับสภาพร่างกายของท่านแม่ข้าคงต้องรบกวนท่านแล้ว”


ฉินหลิวซีจัดให้ฮูหยินเฉียนผู้เฒ่านั่งให้ดี จากนั้นก็จับชีพจรให้นางอยู่สักพักก่อนจะเอ่ย “ฮูหยินผู้เฒ่าท้องเสียมานาน ม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ ข้าต้องฝังเข็มให้ฮูหยินผู้เฒ่าก่อน แล้วค่อยสั่งยาต้มให้ท่านดื่มสักสามครั้งก็หายแล้ว”


“รบกวนคุณชายแล้ว”


ฉินหลิวซีอายุยังน้อยมาก แต่เนื่องจากพวกเขาเคยเห็นตอนที่รักษาฮูหยินเฉียนผู้เฒ่ามาก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่มีใครไม่เชื่อถือ ทั้งยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี


ขณะที่ฮูหยินเฉียนผู้เฒ่าได้รับการฝังเข็ม นางก็รู้สึกได้ถึงกระแสอบอุ่นในช่องท้อง และยิ่งรู้สึกพึงพอใจมากขึ้น เนื่องจากนางกังวลเรื่องสุขภาพร่างกายของลูกสะใภ้มาสักระยะหนึ่งแล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่ตนเองท้องเสีย ทั้งยังไม่ค่อยรู้สึกอยากอาหารด้วย นางมักจะรู้สึกหนาวในท้องและนอนหลับไม่สนิทยามกลางคืน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงความทุกข์ทรมานเลย


เมื่อเด็กหนุ่มฝังเข็มให้ นางก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในช่องท้อง นางก็อยากกินอะไรขึ้นมาหน่อยแล้ว


หลังจากนั้นไม่นานฉินหลิวซีก็ดึงเข็มออกแล้วลูบปิดรูเข็ม ก่อนจะเขียนสั่งยาให้อีกสองแผ่นและส่งให้บ่าวรับใช้ “ฮูหยินผู้เฒ่ามีอายุแล้ว แม้ว่าม้ามและกระเพาะจะดีขึ้น แต่ต่อไปจะกินของที่มีฤทธิ์เย็นไม่ได้เพื่อไม่ให้ม้ามและกระเพาะอ่อนแอและสูญเสียพลังหยาง หลังจากกินยาปรับสภาพม้ามและกระเพาะแล้ว ให้กินยาบำรุงร่างกายทุกวัน ทั้งหมดนี้เป็นยาที่มีฤทธิ์ไม่รุนแรงมาก ช่วยปรับธาตุทั้งห้าและทำให้ร่างกายแข็งแรงได้”


“ขอบคุณท่านหมอมาก ข้าจะจำไว้” ฮูหยินเฉียนผู้เฒ่าเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง


เฉียนหยวนไว่ก็ก้าวเข้าไปแสดงความขอบคุณเช่นกัน เมื่อได้ยินว่ามารดาของตนรู้สึกอย่างไรหลังจากได้ฝังเข็มแล้ว แววตาของเขาก็ยิ่งแสดงความกระตือรือร้นขึ้นและรู้สึกเคารพฉินหลิวซีมากขึ้นด้วย


หมอหนุ่มผู้นี้ยังไม่ถึงวัยสวมหมวกเลย แต่กลับมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยมเช่นนี้ พอเขานึกถึงข่าวที่พ่อบ้านสืบมาได้ก็ยิ่งตื่นเต้น “ว่ากันว่ามีหมอเทวดาท่านหนึ่งนามว่าปู้ฉิวมาจากอารามชิงผิง คาดว่าคงเป็นคุณชายแน่แล้ว นับว่าสมคำร่ำลือจริงๆ เป็นข้าที่ตาไม่มีแววก่อนหน้านี้จึงจำท่านไม่ได้และเสียมารยาทกับท่านแล้ว”


ตอนที่ 34: คำวินิจฉัย


ฉินหลิวซีได้ฟังคำชมของเฉียนหยวนไว่แล้วจึงเอ่ย “สมคำร่ำลืออะไรกัน ลือกันไปเองทั้งนั้น ท่านดูข้ายังอายุเท่านี้เอง แล้วก็พูดกันว่าข้าวิชาแพทย์ล้ำเลิศ คงจะมีคนเชื่อไม่กี่คนหรอก ข้าก็แค่พอจะรู้เรื่องยาสมุนไพรเล็กน้อยเท่านั้น และบังเอิญรักษาฮูหยินผู้เฒ่าได้พอดี”


“คนที่มีความสามารถจริงๆ ไม่ต้องดูอายุหรอก ก็เหมือนกับผู้เล่าเรียนศึกษาพวกนั้น มีเด็กที่สอบเป็นบัณฑิตซิ่วไฉได้ มีคนแก่บางคนที่สอบมาทั้งชีวิตก็ยังเป็นได้แค่บัณฑิตถงเซิง มันก็เป็นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนเท่านั้น” เฉียนหยวนไว่หัวเราะเบาๆ


ฉินหลิวซีไม่อยากพูดอะไรมาก ตนไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงอยู่แล้ว หากไม่จนก็คงไม่รับงานรักษาคนหรอก


นางคือตัวละครที่ไม่ขอมีความก้าวหน้า


เฉียนหยวนไว่เป็นพ่อค้าที่คุ้นเคยกับการสังเกตคำพูดและสีหน้าคนอยู่แล้ว พอเขาเห็นว่าฉินหลิวซีไม่อยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ จึงเปลี่ยนหัวข้อ “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะเรียกคุณชายว่าอย่างไร ได้ยินมาว่าท่านมาจากอารามชิงถิง ฉายาว่าปู้ฉิวใช่หรือไม่”


“จะว่าอย่างนั้นก็ได้”


“เช่นนั้นข้าควรจะเรียกท่านว่าท่านหมอปู้ฉิวหรือว่าปรมาจารย์ปู้ฉิวดี”


ฉินหลิวซี “ไม่กล้าให้ท่านเรียกว่าปรมาจารย์หรอก ข้าแซ่ฉิน”


“เช่นนั้นข้าเรียกท่านว่าท่านหมอฉินดีกว่า”


ฉินหลิวซีไม่สนใจ มันก็แค่ชื่อเรียก


“ท่านหมอฉิน เช่นนั้นแล้วภรรยาของข้าเล่า” เฉียนหยวนไว่ถูมือด้วยความกังวล


“นำทางไปเถิด”


“ได้ๆ”


เฉียนหยวนไว่เป็นชายวัยกลางคน เขาแต่งงานกับภรรยามาเป็นสิบปีแล้วและพยายามหาหมอกินยามาตลอดจนเพิ่งจะมาสมหวังก็ตอนนี้ ภรรยาเขาตั้งท้องได้เจ็ดเดือนแล้ว แต่จู่ๆนางก็หายใจหอบถี่ พูดไม่ออก นอนไม่หลับ ท้องโตผิดปกติ


เมื่อเฉียนหยวนไว่และฮูหยินฉินผู้เฒ่าเห็นว่าฮูหยินฉินทุกข์ทรมานจนซูบผอมซีดเซียวลงอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็ร้อนใจมาก ทั้งหาหมอกินยา ทั้งไหว้พระขอพรก็แล้ว แต่นางก็ยังไม่ดีขึ้น จึงคิดว่าที่บ้านอาจจะมีสิ่งชั่วร้ายกล้ำกลายและจะต้องเชิญปรมาจารย์มาขับไล่ พวกเขาก็เลยเดินทางไปอารามชิงผิง


พอฉินหลิวซีได้เห็นฮูหยินเฉียนแล้วก็ตกใจทันที ฮูหยินอยู่ในสภาพซูบผอม ใต้ตาดำคล้ำ นางนั่งเอนหลังพิงอยู่บนเตียง ท้องใหญ่จนแทบจะบดบังร่างกายส่วนบนมิด


“เย่ว์เหนียง ท่านหมอฉินมาแล้ว” เฉียนหยวนไว่ก้าวเข้าไปกุมมือฮูหยินเฉียนไว้


ฮูหยินเฉียนหันไปมองฉินหลิวซี แม้ว่านางจะเคยได้ยินจากสามีว่าคนผู้นี้ยังเยาว์ แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเด็กหนุ่มเพียงนี้ เนื่องจากนางพูดไม่ออกจึงได้แต่พยักหน้าเพื่อทักทายเขา


ฉินหลิวซีพยักหน้าและนั่งลงเพื่อตรวจชีพจรพลางเอ่ยถาม “ตอนที่ฮูหยินตั้งครรภ์คงจะกินน้ำแกงบำรุงไปไม่น้อยใช่หรือไม่”


เฉียนหยวนไว่รีบตอบทันที “ถูกต้อง ถึงอย่างไรภรรยาของข้าก็ค่อนข้างมีอายุแล้ว เพื่อลูกแล้วนางจึงกินของบำรุงไปไม่น้อย หมอที่เคยมาตรวจให้ก็บอกว่าไม่ดี ทารกในครรภ์ตัวโตเกินไปจะคลอดยาก ก็เลยหยุดไป”


“ไม่ดีจริงๆ การบำรุงสตรีตั้งครรภ์นั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่การบำรุงไม่หยุดจะทำให้ทารกในครรภ์เติบโตมากเกินไป ไม่ต้องเอ่ยถึงเลยว่าเหตุใดฮูหยินจึงเป็นเช่นนี้ ต่อให้ร่างกายของนางยังปกติดี แต่ตอนคลอดก็อาจจะมีภาวะคลอดยากได้”


“ท่านหมอที่เคยมาตรวจให้ก็เคยเอ่ยประเด็นนี้มาก่อน พวกเราจึงหยุดบำรุงไปตั้งนานแล้ว”


ฉินหลิวซีจับชีพจร “ท่านกินของบำรุงมากเกินไป ทารกในครรภ์โตขึ้นทุกวัน พิษในครรภ์ก็มากขึ้นด้วย ในช่วงหกเจ็ดเดือนนี้ ยิ่งครรภ์ใหญ่ขึ้นเท่าใด ปราณในครรภ์ก็ยิ่งกดทับ ธาตุไฟก็ยิ่งแรงขึ้นเท่านั้น มันดันขึ้นด้านบนและครรภ์โตขึ้นจนดันช่องท้อง ดังนั้นเมื่อฮูหยินนอนลงจะรู้สึกหายใจไม่อิ่มและมีอาการหายใจหอบถี่ มีปัญหาในการกินและการนอน กังวลมากเกินไปจนอ่อนเพลียและซูบผอม”


ฮูหยินเฉียนพยักหน้า เป็นเช่นนี้เอง


“แล้วควรทำอย่างไรหรือ”


“ฮูหยินอยู่ช่วงท้ายๆของการตั้งครรภ์ ที่จริงแล้วโรคนี้รักษาไม่ยาก หากนอนราบไม่ได้ก็สามารถนั่งไปจนกว่าจะถึงเวลาคลอดได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับสตรีตั้งครรภ์คือการทำจิตใจให้สบายเพื่อให้การคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น หากเป็นเช่นตอนนี้ แม้ว่าจะรักษาอาการหอบนี้ได้ด้วยยา แต่เกรงว่าตอนคลอดจะมีอาการหอบกำเริบขึ้นมาอีก เช่นนั้นแล้วต่อให้มียาวิเศษอยู่ในมือก็ยากจะช่วยได้!”


เฉียนหยวนไว่และภรรยาหน้าซีดลงทันใด


ตอนที่ 35: ได้บุญ


“ท่านหมอฉิน ท่านต้องช่วยภรรยากับลูกของข้าให้ได้นะ หากนางสามารถคลอดได้อย่างราบรื่น ต่อให้ข้าต้องใช้ทรัพย์สินทั้งหมดข้าก็ยอม” เฉียนหยวนไว่คุกเข่าลงต่อหน้าฉินหลิวซี


ฉินหลิวซียกมือขึ้นเล็กน้อยพลางเอ่ย “เฉียนหยวนไว่และฮูหยินจิตใจดีงาม ย่อมมีโอกาสที่จะรอดได้ นี่พวกท่านก็ได้พบข้าแล้วไม่ใช่หรือ”


เฉียนหยวนไว่ดีใจมาก


“ลุกขึ้นเถิด มันไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไรและยังไม่ถึงขึ้นไม่มีทางรักษา ข้าจะต้องการทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดของท่านไปทำไม” ฉินหลิวซีเอ่ย “หากฮูหยินดีขึ้นแล้วและสามารถคลอดลูกได้อย่างราบรื่น เฉียนหยวนไว่แค่ไปทำบุญเติมธูปเทียนน้ำมันตะเกียงที่อารามชิงผิงก็พอแล้ว”


“เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว”


ฉินหลิวซีเอ่ย “สตรีมีครรภ์ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ฮูหยินคงจะนอนไม่หลับมานาน และคงหลับไม่ดีด้วย ข้าจะฝังเข็มให้ท่านก่อน ให้ท่านนอนหลับสบายๆสักตื่น แล้วค่อยสั่งยาให้สักสองเทียบก็จะหายดีแล้ว เพียงแต่วันที่สำคัญที่สุดคือวันคลอด จะต้องปกป้องปราณแท้ให้ดีไม่ให้อ่อนแอไม่ให้กระจัดกระจาย จะได้ปลอดภัย”


เฉียนหยวนไว่พยักหน้าหงึกหงักราวกับไก่จิกข้าว “ท่านหมอฉินว่าอย่างไรข้าก็จะทำตาม”


ฉินหลิวซีส่งเสียงอืมตอบรับ และบอกให้คนอื่นๆออกไปก่อน เหลือเพียงแต่เฉียนหยวนไว่ไว้คอยช่วยเหลือ ก่อนจะฝังเข็มให้ฮูหยินเฉียนอย่างสงบ ขณะที่ทิ้งเข็มไว้นางก็นั่งลงที่โต๊ะข้างๆเพื่อเขียนใบสั่งยา โดยใช้กิ่งของจื่อซู จื่อเขอ ฝูผี อย่างละสามเฉียน เฉินผี ฝูหลิง ปั้นซย่าอย่างละหนึ่งเฉียนครึ่ง ชะเอมห้าอีแปะ ขิงสามแผ่น แม้แต่วิธีการต้มก็เขียนไว้ให้ด้วย


นอกจากนี้ยังเขียนใบสั่งยาสำหรับปรับสภาพปราณแท้ให้ด้วยอีกแผ่น


หลังจากเขียนใบสั่งยาเสร็จแล้วก็ดึงเข็มออกและปิดรู การเคลื่อนไหวทั้งหมดรวดเร็วโดยไม่มีความเงอะงะงุ่มงามใดๆ


หลังจากที่ฮูหยินเฉียนได้รับการฝังเข็มแล้ว นางก็รู้สึกว่าน้ำหนักของร่างกายนางหายไปครึ่งหนึ่งและโพล่งออกมาว่า “เบาตัวมาก”


เสียงของนางแหบแห้ง แต่ก็สามารถพูดได้แล้ว


“เย่ว์เหนียง ตอนนี้เจ้าพูดได้แล้วหรือ” เฉียนหยวนไว่ประหลาดใจยิ่งนัก


ฮูหยินเฉียนเองก็รู้สึกประหลาดใจและดีใจเช่นกัน “อัศจรรย์จริงๆ”


ท่านหมอหนุ่มน้อยคนนี้แค่ฝังเข็มก็ทำให้นางพูดได้แล้ว มหัศจรรย์อย่างที่คาดไม่ถึงจริงๆ


ฮูหยินเฉียนมองฉินหลิวซีราวกับเห็นเทพเซียนลงมาจุติ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความชื่นชมและขอบคุณ


“ท่านพูดไม่ได้มานาน ถึงตอนนี้จะพูดได้แล้วแต่ก็ต้องพูดให้น้อยไว้ ดื่มยาก่อนและพักสักครู่ ท่านจะได้ไม่เจ็บคอ” ฉินหลิวซีเกลี้ยกล่อม


ฮูหยินเฉียนพยักหน้า “ขอบคุณท่านมาก”


หลังจากได้ยินคำขอบคุณนั้นแล้ว ฉินหลิวซีก็รู้สึกว่าจุดหลิงไถของนางมีอะไรเพิ่มเข้ามา ทันใดนั้นก็เผยรอยยิ้มที่จริงใจยิ่งกว่าเดิม


การมารักษาคนครั้งนี้ก็ดีเหมือนกัน นางได้รับบุญกุศลจากคนตระกูลเฉียนทั้งสองด้วย


ฮูหยินเฉียนลองเอนกายนอนลงดูและพบว่าไม่ได้รู้สึกอึดอัดหายใจหอบถี่เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อจิตใจของนางผ่อนคลาย นางก็หาวออกมาและหลับสนิทไปในทันที


เฉียนหยวนไว่เห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเบาใจ เขาโค้งคำนับให้ฉินหลิวซีอย่างจริงจังและรู้สึกซาบซึ้งใจนัก


“ใบสั่งยานี้ ท่านไปจัดให้นางกินสักสองเทียบ หากไม่สบายใจจะกินสามเทียบก็ได้ ส่วนอีกแผ่นเป็นการปรับสภาพปกป้องปราณแท้” ฉินหลิวซียื่นใบสั่งยาให้เขาสองแผ่น หลังจากที่นั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยออกมาอีกหนึ่งแผ่น “ป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้ายกล้ำกลาย ให้นางพกติดตัวไว้ อย่าให้เปียกน้ำ ต้องการหรือไม่”


“ต้องการ ต้องการ” เฉียนหยวนไว่รีบรับมาและถามนางตาปริบๆ “ยังมีอีกหรือไม่ขอรับ”


ฉินหลิวซีหยิบออกมาอีกสองแผ่นด้วยรอยยิ้มกว้าง


เฉียนหยวนไว่เก็บลงไปและช่วยอีกฝ่ายเก็บของ ก่อนจะสั่งคนให้เอาใบสั่งยาไปจัดการต้มยา ในขณะที่ตัวเขาเองออกไปส่งฉินหลิวซีกลับ


“ท่านหมอฉิน ครั้งนี้ข้าต้องขอบคุณท่านมาก ไม่สู้ท่านอยู่กินข้าวเที่ยงด้วยกันก่อนค่อยกลับดีหรือไม่”


“ไม่ดีกว่า ข้ายังยืนยันคำเดิม ท่านจ่ายเงิน ข้าทำงาน สองฝ่ายไม่ติดค้างกัน” ฉินหลิวซีปฏิเสธเขา


เฉียนหยวนไว่เองก็ไม่กล้าดึงดัน เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ท่านหมอฉิน ตอนที่ภรรยาของข้าคลอด ไม่ทราบว่าจะขอให้ท่านมานั่งอยู่ด้วยจะได้หรือไม่ ค่าตอบแทนอย่างงาม”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ในเมื่อข้าลงมือก็ย่อมรับประกันได้ว่านางจะคลอดลูกอย่างปลอดภัย ท่านไม่เชื่อข้าหรือ ตอนที่ฮูหยินคลอด ท่านสามารถเชิญท่านหมอเหมาจากตำหนักอายุวัฒนะมาดูได้ แค่มีเขาก็พอแล้ว”


ตอนที่ 36: ชี้แนะ ค้าขาย


ฉินหลิวซีปฏิเสธคำเชิญของเฉียนหยวนไว่ แม้ว่าฝ่ายหลังจะผิดหวัง แต่เขาก็รู้ว่าไม่สามารถบังคับฝืนใจได้ และเขาก็ไม่กล้าที่จะทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองด้วย จึงได้แต่รับกล่องที่พ่อบ้านส่งมาแล้วยื่นออกไปให้ พลางเอ่ยถามอีกประโยค


“ท่านหมอฉินสมกับที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ข้าทำการค้ากับภายนอกมาตั้งนาน ได้พบเห็นรู้จักหมอมาก็ไม่น้อย แต่หมอที่อายุยังน้อยและมีวิชาแพทย์ไม่ธรรมดาเช่นนี้นั้นข้ากลับไม่เคยเห็นมาก่อน”


“นั่นเป็นเพราะท่านเฉียนหยวนไว่ยังรู้จักคนไม่มากพอ ไม่ต้องเอ่ยถึงต้าเฟิงที่มีพื้นที่กว้างขวางมีคนอยู่มาก นอกเหนือไปจากต้าเฟิงแล้วก็ยังมีแคว้นซังแคว้นอวี้อีกมากมายหลายแคว้น ดินแดนแปลกใหม่ ผู้คนที่มีความสามารถก็เยอะแยะ เหนือไปกว่าข้าอีก” ฉินหลิวซีรับกล่องที่บรรจุเงินค่าคำปรึกษาด้วยรอยยิ้มและส่งต่อให้เฉินผีที่อยู่ข้างหลังถือไว้


เฉียนหยวนไว่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นั่นเป็นเพราะข้าไม่มีวาสนากับพวกเขาจึงไม่ได้พบพาน”


ฉินหลิวซีคิดในใจว่าเขาช่างพูดเก่งจริงๆ สมแล้วกับที่เป็นคนค้าขาย


“ท่านหมอฉิน ข้ารู้จักพ่อค้าที่ร่ำรวยหลายคน สหายบางคนมีทรัพย์สินมากมาย แต่น่าเสียดายที่เป็นโรคร้ายรักษาไม่หายมานานแล้ว ถ้าพวกเขาต้องการเชิญท่านหมอฉินไปตรวจรักษา ไม่ทราบว่าจะหาตัวท่านได้ที่ไหนหรือ ท่านไม่ต้องห่วง พวกเขาต่างก็จ่ายค่าที่ปรึกษาอย่างงามกันทั้งนั้น”


นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เขาจะรู้ได้ว่าจะหาตัวฉินหลิวซีเจอได้เช่นไร


การผูกมิตรกับหมอนักพรตที่มีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยมนั้นเป็นประโยชน์ต่อเฉียนหยวนไว่เองอยู่แล้ว ประการแรกเขาสามารถมั่นใจได้ว่าคนในครอบครัวเขาจะมีหมอเก่งๆคอยรักษาให้ได้ ประการที่สองเขาเป็นพ่อเล้าคอยจัดหาอยู่ตรงกลาง ไม่สิ เขาเป็นคนกลางที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างสองฝ่ายได้ ก็จะมีโอกาสทำให้คนอื่นติดหนี้บุญคุณเขาได้มาก


ดังนั้นที่เฉียนหยวนไว่มีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนต่อฉินหลิวซีในตอนนี้ก็เป็นไปเพื่อผลกำไรที่จับต้องไม่ได้นั้นด้วย เขาเป็นคนทำการค้าย่อมต้องเห็นผลประโยชน์เป็นสำคัญอยู่แล้ว


ฉินหลิวซีอ่านความคิดของเขาได้ทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด นางไม่ขาดแคลนคนไข้ ไม่เว้นแม้แต่คนไข้ที่ร่ำรวย มันขึ้นอยู่กับว่านางเต็มใจจะ ‘ก้าวหน้า’ หรือไม่ แต่ถ้ามีใครต้องการเป็นตัวกลาง นางก็ไม่ได้สนใจ จะรักษาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนางอยู่ดี


ฉินหลิวซีเอ่ย “ในเมื่อท่านสามารถสืบจนรู้ได้ว่าข้ามาจากอารามชิงผิงก็ย่อมสามารถพบข้าได้ที่นั่น แค่ไปที่อารามชิงผิงก็พอ เพียงแต่ว่าหมอนักพรตเราแตกต่างจากหมอทั่วไป โดยเฉพาะข้า คนที่มีอกุศลกรรมสิบประการและคนที่ทำกรรมชั่วไว้มาก ต่อให้เอาเงินมากองต่อหน้าข้าก็ไม่รักษา”


เฉียนหยวนไว่ใจสั่นสะท้านทันที


“เฉียนหยวนไว่มีใจเมตตา หากทำความดีมากๆก็จะได้รับสิ่งดีตอบแทน แม้แต่ลูกหลานก็จะได้รับบุญไปด้วย ท่านว่าคนเรานี้พยายามแสวงหาทรัพย์สมบัติมากมายไม่ใช่เพียงเพื่อให้คนรุ่นหลังสุขสบายร่ำรวยหรอกหรือ แต่หากคนเราก่อกรรมทำเข็ญ แม้แต่โชคลาภก็จะหายไปด้วย ต่อให้หาเงินมาได้มากมายเท่าไหร่ก็ย่อมหมดเกลี้ยง”


เฉียนหยวนไว่รีบโค้งคำนับ “ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะของท่าน”


ฉินหลิวซีโบกมือ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “แล้วตระกูลของท่านทำการค้าอะไรหรือ”


เฉียนหยวนไว่เอ่ย “ก็ไม่ได้จำกัด ข้าเริ่มจากการขายสินค้าจากเหนือจรดใต้ซึ่งเป็นของเบ็ดเตล็ดทั่วไป ข้าเดินทางจากใต้ขึ้นเหนือ ไม่ว่าอะไรก็มี ล้วนเป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้ทั้งสิ้น ท่านหมอฉินต้องการสิ่งใดหรือ”


“มีผ้าไหมผ้าฝ้ายบ้างหรือไม่”


“ย่อมมี แน่นอนว่าเป็นของที่มีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย”


“ประเดี๋ยวข้าจะส่งคนไปซื้อผ้าจากร้านของท่านในภายหลัง ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของดี ขอแค่ใช้งานได้จริงก็พอ ท่านขอให้เถ้าแก่ช่วยดูแลให้หน่อยได้หรือไม่” ฉินหลิวซีเอ่ย


เฉียนหยวนไว่ร้องตกใจ “ท่านหมอฉิน ท่านจะทำให้ข้าอายุสั้นหรือ ถ้าท่านต้องการอะไรแค่บอกข้าก็พอ จะให้ข้าเอาไปส่งให้ถึงที่บ้านท่านก็ได้ ไหนเลยจะต้องให้ท่านจ่ายเงินด้วย”


“เช่นนั้นไม่ได้หรอก โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ ถึงมีข้าก็ไม่อยากได้ ท่านเองก็ไม่ต้องพูดเรื่องช่วยชีวิตอะไรนั่นหรอก ท่านให้ค่าที่ปรึกษามาแล้วก็จบสิ้นกันไป ข้าทำการค้ากับท่านย่อมไม่ต้องการให้ติดค้างกัน ไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่กล้าทำการค้ากับท่านแล้ว”


ตอนที่ 37: ผูกมิตรเอาใจหมอเทวดาฉิน


ฉินหลิวซีเป็นคนเชื่อในกฎแห่งกรรม ต่อให้นางจะรักษาคนไข้ช่วยชีวิตคน เมื่อได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมแล้วก็จะไม่รับเงินอะไรเพิ่มอีก ไม่เช่นนั้นนางก็จะต้องรับผลกรรมนั้น


ดังนั้นจึงปฏิเสธคำเสนอของเฉียนหยวนไว่ และตกลงกับเขาเพียงว่าจะให้คนไปซื้อจากร้านค้าของเขา แล้วก็กล่าวคำอำลาจากไป


เฉียนหยวนไว่มองส่งอีกฝ่ายก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในจวนพลางเอ่ยสั่งพ่อบ้าน “เจ้าไปแจ้งเถ้าแก่เลี่ยวไว้หน่อยว่า ถ้าหากท่านหมอฉินส่งคนมาก็ให้ดูแลให้ดี ไม่ๆๆ เจ้าไปตามตัวเถ้าแก่เลี่ยวมาที่นี่ดีกว่า ข้าจะสั่งเขาเอง”


พ่อบ้านเอ่ย “นายท่าน บ่าวไปก็ได้นะขอรับ ไยต้องให้ท่านสั่งการด้วยตนเองด้วย”


เฉียนหยวนไว่ขึงตาใส่เขาเล็กน้อย “เจ้าจะไปรู้อะไร ท่านหมอฉินผู้นั้นเป็นใคร หมอเชียวนะ! ขุนนางผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นอาจไม่เห็นหมออยู่ในสายตา แต่เมื่อผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องพึ่งพาหมอพวกนี้ไม่ใช่หรือ การผูกมิตรกับหมอที่มีฝีมือไว้สักคนเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นแค่คนธรรมดา คงหลีกหนีเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยไปไม่พ้น หากเป็นโรคอะไรแปลกประหลากรักษายากขึ้นมา หมอธรรมดาก็ยังรักษาไม่ได้ แต่ถ้าเป็นหมอเทวดาที่ฝีมือไม่ธรรมดา ต่อให้มีเงินมากมายเท่าไรก็ยากจะเชิญมารักษาได้ไม่ใช่หรือ”


“ไม่ต้องพูดเรื่องไกลตัว ดูฮูหยินของข้าสิ หาหมอมาแล้วตั้งกี่คน แต่ก็ยังรักษาไม่หายสักที พอท่านหมอฉินผู้นี้ลงมือ ฝังเข็มไปครั้งเดียวเท่านั้น ฮูหยินของพวกเจ้าก็พูดได้นอนหลับแล้ว เห็นได้ชัดว่าทักษะทางการแพทย์ของเขาไม่ธรรมดา” น้ำเสียงของเฉียนหยวนไว่เจือความยำเกรง “จะมีใครบ้างที่ไม่อยากจะผูกมิตรกับคนเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อพวกเราทำการค้า คนที่ร่วมมือกับเราล้วนแต่เป็นคนทำการค้ากันทั้งนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่ทางการอีก ถ้าอีกฝ่ายมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่ได้ เฮอะ ถ้าเจ้าเป็นคนชักนำให้พวกเขามาเจอกันได้ มีหรือที่พวกเขาจะไม่ติดค้างบุญคุณเจ้า หากมีบุญคุณต่อกันเมื่อใด หนทางต่างๆก็จะสะดวกสบายมากขึ้นไปด้วย”


พ่อบ้านโค้งตัวลงและพูดจายกยอน่าฟัง “นายท่านฉลาดเฉลียว ความคิดอ่านกว้างไกลกว่าบ่าวมากนัก”


เฉียนหยวนไว่ยิ้มก่อนจะเอ่ย “ท่านหมอฉินคนนี้มีนิสัยแปลกประหลาด แต่เขาก็มีหลักการของตัวเองไม่เหมือนใคร หนึ่งก็ว่าหนึ่ง สองก็ว่าสอง คบค้าง่ายกว่าหมอคนอื่นอีก คนเช่นนี้ใช่ว่าข้าจะสามารถผูกมิตรด้วยได้ แต่ตอนนี้ข้ามีโอกาสแล้วมิใช่หรือ คนที่เขาจะส่งมาถ้าไม่ใช่บ่าวรับใช้ในบ้านก็ต้องเป็นคนรู้จัก หากข้าต้อนรับขับสู้อย่างดีก็จะเป็นความประทับใจที่ดี อ้า พูดแล้ว ข้าไปเองก็ดีกว่า ไปๆ ไปกัน”

 

พ่อบ้านถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นนายท่านเปลี่ยนใจแล้วเปลี่ยนใจอีกเช่นนั้น เด็กหนุ่มผู้นั้นดูเหมือนจะมีความสำคัญมากทีเดียว แต่เมื่อนึกถึงทักษะทางการแพทย์ของอีกฝ่ายก็รู้สึกว่ามีเหตุมีผล


ถูกต้องแล้ว หมอนั้นหาง่าย แต่หมอผู้มีพรสวรรค์นั้นหายาก การผูกมิตรก็ยิ่งยากกว่า


แต่พ่อบ้านกลับไม่ทราบว่าหมอเทวดาจิตใจบริสุทธิ์สูงส่งที่เขาและเฉียนหยวนไว่เอ่ยถึงนั้นเวลานี้กำลังมองดูกล่องที่เต็มไปด้วยก้อนทองคำพลางยิ้มแหย


“คุณชาย มีสองพันตำลึง เฉียนหยวนไว่คนนี้ใจกว้างจริงๆ เขาคงอยากจะประจบประแจงท่านกระมัง” เฉินผีนับดู


ฉินหลิวซีเล่นก้อนทองในมือ “ถึงอย่างไรก็เป็นชีวิตของภรรยากับลูกของเขา ไม่ใจกว้างได้หรือ”


“แล้วครรภ์ของฮูหยินเฉียนอันตรายเพียงนั้นจริงหรือ” เฉินผีถามอีกครั้ง


“ครรภ์บวมผิดปกติ ไฟในตับพุ่งพล่าน แก่นปราณและปราณกำเนิดทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมา เมื่อถึงเวลาคลอด หากไม่มีปราณกำเนิดคอยคุ้มครองปกป้อง นางจะคลอดเด็กออกมาได้เช่นไร” ฉินหลิวซีเอ่ยเรียบๆ “สุดท้ายแล้วก็ต้องฝืนเอาเด็กออกมาเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น มารดาก็ต้องตาย”


เฉินผีตัวสั่นด้วยความตกใจทันที “เช่นนั้นพวกเขาก็โชคดีแล้วที่ได้พบคุณชาย”


“เพราะเฉียนหยวนไว่ผู้นั้นได้สั่งสมบุญไว้บ้าง เขาน่าจะทำบุญไว้ไม่น้อยในระหว่างที่เดินทางทำการค้านี้ ไม่เช่นนั้น…”


ตึง


รถม้าหยุดลงอย่างกะทันหัน


ศีรษะของฉินหลิวซีกระแทกเข้ากับรถม้า รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้


ตอนที่ 38: เรื่องไร้สาระที่จริงจัง


ฉินหลิวซีกุมท้ายทอยตนเอง สีหน้าของนางงอง้ำลงทันที


การกระแทกที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันนั้นเจ็บปวดที่สุด


เฉินผีเองก็ตกใจเช่นกัน เขาหันไปถามฉินหลิวซีก่อนว่าเป็นอะไรหรือไม่ จากนั้นจึงเปิดประตูเล็กๆที่ติดอยู่กับที่นั่งรถม้าและเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำลึกว่า “พี่หลี่ เกิดอะไรขึ้น”


กระนั้นก็ไม่ได้ตำหนิเขา เพราะถึงอย่างไรก็รู้อยู่แล้วว่าหลี่เฉิงไม่ใช่คนที่จะทำอะไรประมาทใจร้อน


“จู่ๆ ก็มีคนกระโดดออกมาขวางรถ คุณชายเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ” หลี่เฉิงหันหน้ามาและมองไปที่ฉินหลิวซี สายตาเขามีแววลำบากใจเล็กน้อย


“ไม่เป็นไร” ฉินหลิวซีตอบกลับก่อนจะมองออกไปข้างนอก โอ้ ออกมาได้แล้ว


“ปรมาจารย์ปู้ฉิวใช่หรือไม่ คุณชายของข้าขอเชิญท่านสักหน่อย” อิงหนานก้าวเข้ามาและโค้งคำนับด้วยท่าทางสุภาพ แต่น้ำเสียงของเขากลับฟังดูไม่เต็มใจและมีอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน


คนผู้นี้ทำให้พวกเขาลำบากมากเมื่อวานนี้


ฉินหลิวซีเปิดประตูรถม้าและมองไปยังอิงหนาน เมื่อเห็นว่าใต้ตาเขาดำคล้ำใบหน้าซีดเซียวก็รู้แล้วว่าเมื่อคืนเขาติดอยู่ในป่าวั่นไหวอย่างน่าอนาถ


สมน้ำหน้า!


ฉินหลิวซีไม่มีความเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย เอ่ย “หาผิดคนแล้ว หลี่เฉิง ไป”


“เฮ้”


หลี่เฉิงดึงบังเหียนและกำลังจะขับรถม้าออกไป อิงหนานกระวนกระวายรีบห้ามอย่างรวดเร็ว “ปรมาจารย์ปู้ฉิว พวกเรามาขอให้ท่านไปรักษาคนด้วยความจริงใจ ท่านเห็นคนตายแต่กลับไม่ช่วย ยังเรียกตัวเองว่าหมอได้อีกหรือ”


“อิงหนาน”


อิงหนานถอยหลบและโค้งคำนับน้อยๆ “นายท่าน”


ฉีเชียนก้าวเข้าไปและประสานมือคำนับฉินหลิวซี เอ่ยว่า “ข้าน้อยฉีเชียน ข้าไม่ได้เข้มงวดกับลูกน้อง ต้องขออภัยปรมาจารย์ด้วย”


ฉินหลิวซีนั่งอยู่ในรถม้า นางใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางพลางเอ่ย “ท่านก็ไม่เข้มงวดจริงๆนั่นแหละ ปล่อยให้เจ้าหนุ่มคนนี้พูดปาวๆเช่นนี้ หากไปเดินข้างนอก คงโดนรุมกระทืบตาย!”


อิงหนาน “!”


หรือไม่ใช่ท่านที่บีบให้ข้าต้องทำเช่นนี้


ฉีเชียนเอ่ย “ท่านปรมาจารย์เอ่ยถูกแล้ว แต่เมื่อวานท่านก็ได้ให้บทเรียนพวกเราแล้วมิใช่หรือ”


ฉินหลิวซีแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง กะพริบตาปริบๆแล้วจึงเอ่ย “ท่านพูดเรื่องอะไร บทเรียนอะไร เฮอะ ข้าว่านะคุณชายฉี ท่านจะเอ่ยอะไรมั่วๆเช่นนี้ไม่ได้ ข้าเป็นพลเมืองชั้นดีที่เคารพกฎหมายและช่วยเหลือชาวบ้าน ใจซื่อมือสะอาด ท่านใส่ร้ายป้ายสีข้าเช่นนี้ ข้ารับไม่ได้หรอก!”


“ป่าวั่นไหว!” อิงหนานอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ “ท่านกล้าพูดหรือไม่ว่าท่านไม่ได้จงใจล่อพวกเราเข้าไปติดอยู่ในนั้น?”


ฉินหลิวซีร้องอุทานก่อนจะเอ่ย “ป่าวั่นไหวหรือ คุณชายฉีท่านนี้ พวกท่านคงมาจากต่างถิ่นกระมัง หรือว่าท่านเข้าไปในป่าวั่นไหวยามพลบค่ำ?”


นางกระโดดลงจากรถม้าลงมายืนอยู่ตรงหน้าฉีเชียน เอ่ยด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “คุณชายฉีเป็นคนต่างถิ่นจึงไม่รู้ แต่ทุกคนในเมืองหลีต่างก็รู้กันว่า ป่าวั่นไหวนี้ไม่ควรเข้าไปในตอนพลบค่ำ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะชื่อน่ะสิ!”


อะไรนะ ชื่อหรือ?


“อักษรคำว่าไหวนั้นคือผีเกาะต้นไม้ ต้นไหวซู่ดึงดูดพลังหยินอยู่แล้ว เพียงดูคำว่าผีก็รู้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคำว่าวั่นไหวเลย นั่นหมายถึงมีต้นไหวซู่เป็นพันเป็นหมื่นต้นเลยนะ พอแยกส่วนตัวอักษรออกมาก็แปลว่าป่าหมื่นผีแล้วไม่ใช่หรือ” ฉินหลิวซี เอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ “ดังนั้นป่าวั่นไหวแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าป่าวั่นกุ่ยยามพลบค่ำ พอพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ที่นั่นก็จะเป็นเวลาที่เหล่าสหายทั้งหลายจะออกมา การเข้าไปในถิ่นของพวกเขาไม่เท่ากับเป็นการรนหาที่ตายหรือไร”


พวกฉีเชียนพากันหน้าเปลี่ยนสีด้วยความตกใจ


ดังนั้นเสียงผีร้องโหยหวนและเสียงหมาป่าหอนที่พวกเขาได้ยินทั้งคืนก็ไม่ใช่ภาพลวงตาสินะ


“คนท้องถิ่นอย่างเราจะไม่เข้าไปในป่าหมื่นผีในเวลานั้น ถึงอย่างไรมันก็มีระดับพลังหยินหยางอยู่ เมื่อเข้าไปแล้วก็ยากที่จะบอกว่าออกมาได้หรือไม่ ถ้าพวกเขาปล่อยออกมาก็แปลว่าพวกเขาใจกว้าง ถ้าไม่ปล่อยออกมาก็ได้แต่ต้องวนอยู่ตรงที่เดิมนั้น” ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พวกท่านออกมาได้แล้วก็แปลว่าได้เจอคนดีๆ ไม่สิ เจอผีดีๆเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ!”


อิงหนาน “…”


นายท่าน ถ้าท่านอยากจะลงโทษก็ลงโทษเถิด นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นได้เห็นคนพูดเรื่องไร้สาระได้จริงจังเช่นนี้ เขาคันไม้คันมืออยากชักกระบี่ออกมาจริงๆ!


[1] อักษรคำว่าไหว ในภาษาจีน ประกอบด้วยตัวมีอักษรที่มีความหมายว่า ไม้ และภูติผีหรือวิญญาณ


[2] วั่นไหว คำว่าวั่นแปลว่าหมื่น ในบางกรณีใช้เป็นคำวิเศษณ์แสดงถึงจำนวนที่มาก วั่นไหว จึงแปลว่าต้นไหวซู่จำนวนมาก


[3] กุ่ย เเปลว่า ผี


ตอนที่ 39: เรียนรู้ความเจ้าเล่ห์เพทุบายของปู้ฉิว


ฉีเชียนเคยได้ยินเพื่อนสนิทเขาพูดว่าปรมาจารย์ปู้ฉิวมีนิสัยแปลก แต่กลับไม่รู้ว่าฝีปากของเขาจะเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ นับว่าได้เรียนรู้แล้วจริงๆ


อะไรนะ น่ายินดีหรือ


ฉีเชียนอดกลั้นแล้วอดกลั้นอีก สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ย “พวกเราโง่เขลาเบาปัญญานักที่ไม่รู้ว่าจะมีสถานที่แบบป่าวั่นกุ่ยนี้ด้วย”


ฉินหลิวซีพยักหน้าเห็นด้วย “ดังนั้นก็อย่าเอ่ยอะไรมั่วๆ อย่าพาคนคุ้มกันเข้าไปในป่าทึบ เข้าไปแล้วจะเกิดเรื่องได้ง่าย”


ข้าสงสัยว่าท่านกำลังพูดจาเหลวไหลไร้สาระ แต่ข้าไม่มีหลักฐาน


อิงหนานขบฟัน “ในเมื่อท่านรู้แล้วเหตุใดยังไปทางป่าทึบนั่น จงใจล่อเราเข้าไปชัดๆ”


“อิงหนาน!” ฉีเชียนขึงตาใส่เขาด้วยความไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว


อิงหนานหดศีรษะ ไม่เป็นธรรมกับเขาเลย!


“ข้าไปทางนั้นเพราะกำลังรีบนี่ ไปทางป่าวั่นไหวจะเข้าเมืองได้เร็วกว่าถนนทางการถึงครึ่งชั่วยามเชียวนะ!” ฉินหลิวซีเอ่ย “อีกอย่าง ข้าเป็นคนดีไม่มีอะไรที่ต้องกลัว พลังธรรมะของฟ้าดินสถิตย์อยู่กับข้า ข้าย่อมไม่กลัวสิ่งชั่วร้ายอยู่แล้ว”


เจ้าหมอนี่กำลังด่าพวกเขาอ้อมๆอยู่!


อิงหนานอยากเอ่ยอะไรมากกว่านี้ แต่ถูกหั่วหลางดึงไว้เสียก่อน เขาจึงต้องถอยออกมา


“เป็นเพราะเราไม่รู้ทางและหลงทาง อย่างที่ท่านพูด เรายังโชคดีอยู่บ้าง” ฉีเชียนเอ่ยเรียบๆ


ฉินหลิวซีเหลือบมองพวกเขาพลางเอ่ย “โชคดีหรือ ความจริงแล้วพวกท่านควรจะควบคุมวาจาไว้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อมาถึงสถานที่ของชาวพุทธและเต๋า หากไม่ควบคุมวาจาให้ดีก็จะก่อวจีกรรมได้ ใครจะไปรู้ว่าพวกท่านอาจจะทำวจีกรรมก็ได้จึงได้เดินหลงทางเช่นนั้น เรื่องบางเรื่องท่านอาจไม่เชื่อ แต่ก็อย่าได้ลบหลู่ คุณชายคิดเห็นอย่างไร”


อิงหนานที่ไม่รู้จักควบคุมวาจา “!”


ฉีเชียนได้ยินคำเตือนจากคำพูดนั้น และรู้ว่าฉินหลิวซีอาจเห็นว่าอิงหนานดูหมิ่นนักพรตเมื่อวานนี้จึงได้ให้บทเรียนพวกเขา


“ฉีเชียนน้อมรับคำสั่งสอน” เขาประสานมือคำนับอีกครั้ง


ฉินหลิวซีโบกมือ “เช่นนั้นก็เท่านี้”


“ปรมาจารย์ปู้ฉิว ข้าได้ยินมานานแล้วว่าท่านมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม พวกเรามาเพื่อเชิญท่านไปรักษาคนด้วยความจริงใจ” ฉีเชียนเอ่ย “ใครก็พูดกันว่าหมอก็เหมือนพ่อแม่ของคนไข้ ขอเชิญปรมาจารย์ปู้ฉิวไปรักษาคนด้วยเถิด”


“หาผิดคนแล้ว” ฉินหลิวซีไม่หันกลับมา “ข้าแค่รู้เรื่องยาและการหลอกลวงคนอื่นอยู่บ้างเท่านั้น”


“หมื่นตำลึง” ฉีเชียนพูดขึ้นเบื้องหลังนาง


ฉินหลิวซีชะงักฝีเท้าทันที


“ขอแค่ปรมาจารย์ลงมือ ข้ายอมจ่ายหนึ่งหมื่นตำลึงเป็นค่าคำปรึกษา”


ฉินหลิวซีหันกลับมาด้วยรอยยิ้ม “ท่านว่าอย่างไรนะ”


“หนึ่งหมื่นตำลึงเป็นค่าคำปรึกษา”


“ไม่ใช่ ก่อนหน้านั้น”


ฉีเชียนมึนงงเล็กน้อย เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ปรมาจารย์ปู้ฉิว…”


“เฮ้อ” ฉินหลิวซียิ้ม “คุณชายตามหาข้าด้วยเรื่องอันใด”


ฉีเชียน “…”


อิงหนานและคนอื่นๆ วางมือบนฝักกระบี่แล้ว และสามารถชักกระบี่ได้ทุกเมื่อ พวกเขากำลังโกรธจัด!


“เชียนมาที่นี่เพื่อขอเชิญท่านไปรักษาคน หากปรมาจารย์ปู้ฉิวยินยอมที่จะติดตามข้าไปรักษาผู้อาวุโสที่บ้าน เชียนก็ยินดีจะจ่ายหนึ่งหมื่นตำลึงทอง” ฉีเชียนเอ่ยอย่างอดทนอดกลั้น


ฉินหลิวซีโบกมือ “การหาหมอไปรักษาคนนี้จะจ่ายค่ารักษาหรือไม่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ก็เอ่ยกันว่าจิตใจของหมอดุจดั่งพ่อแม่มิใช่หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกตัญญูของคุณชายนี้ อย่าว่าแต่สวรรค์เลย แม้แต่ข้าก็ยังซาบซึ้ง บอกมาเถิดว่าคนไข้อยู่ที่ไหน ไปกันเลย!”


ฉีเชียนและคนอื่นๆหัวเราะหึๆในใจ พวกเขาเกือบจะเชื่อคำพูดที่ฟังดูสวยหรูนี้แล้ว


“ผู้อาวุโสเดินทางลำบาก เกรงว่าจะต้องรบกวนปรมาจารย์เดินทางไกลแล้ว ท่านอยู่ในเรือนพักใกล้จวนหนิงโจว การเดินทางจะใช้เวลาประมาณสามวัน” ฉีเชียนอธิบาย


“หนิงโจวหรือ การเดินทางค่อนข้างไกล ข้าไม่ค่อยชอบความยุ่งยากวุ่นวาย สุขภาพของข้าก็ไม่ค่อยดีนัก…”


ฉีเชียนรีบเอ่ยว่า “เรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย ตลอดการเดินทางนี้ ปรมาจารย์อย่าได้กังวล เชียนจะจัดการเอง”


“เช่นนั้นก็ได้ อันดับแรกรถม้าต้องกว้างขวางและรองรับแรงกระแทกได้ สำหรับชา ข้าต้องการชาต้าหงผาวที่คุณภาพดีที่สุด การเดินทางนั้นยาวนานและน่าเบื่อ ของว่างจะให้ขาดไม่ได้…”


อิงหนานที่อยู่ด้านหลังมีสีหน้าทะมึนลงทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เหตุใดข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายถึงได้ดูเหมือนกำลังจะออกท่องเที่ยวเช่นนั้นเล่า


ตอนที่ 40: งัดไม้เด็ด


“นายท่าน ปรมาจารย์จงใจที่จะกรรโชกทรัพย์พวกเราหรือไม่ ดูข้อเรียกร้องของเขาสิ ทำราวกับจะออกเดินทางท่องเที่ยวกระนั้น” อิงหนานยืนบ่นอยู่ข้างหลังฉีเชียน


ฉีเชียนหมุนตัวกลับมามองเขาด้วยสีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ


อิงหนานใจเต้นไม่เป็นส่ำและเหงื่อตกทันทีด้วยแววตานั้น “นาย นายท่าน…”


“ปรมาจารย์ปู้ฉิวกล่าวบางคำไว้ถูกต้องแล้ว หากไม่ควบคุมวาจาให้ดีก็จะเกิดเรื่องร้ายเพราะปากนั้นในไม่ช้า เจ้าก้าวร้าวและเสียมารยาท” ฉีเชียนเอ่ยเรียบๆ “หากเจ้ายังทำเสียเรื่อง ล่วงเกินคนอื่นตอนที่ออกไปทำคดีกับข้าเช่นนี้ ข้าในฐานะเจ้านายของเจ้าก็มีแต่จะถูกเจ้าถ่วงแข้งถ่วงขาเท่านั้น”


อิงหนานคุกเข่าลงทันที “นายท่าน ข้าน้อยผิดไปแล้ว”


“กลับไปครั้งนี้ ให้เจ้าไปสงบจิตสงบใจที่อิงถังสักพัก สงบสติอารมณ์ได้เมื่อใดค่อยกลับมาติดตามรับใช้ข้า” ฉีเชียนก้มมองลงมา


อิงหนานหน้าซีดไปแล้ว คุกเข่าลงพยายามอ้อนวอน “นายท่าน ละเว้นข้าน้อยสักครั้งเถิด ต่อไปข้าน้อยไม่กล้าแล้วขอรับ”


“ข้าคิดว่าประสบการณ์ในป่าวั่นไหวเมื่อคืนนี้คงจะทำให้เจ้าระมัดระวังตัวขึ้นมาบ้าง ปรมาจารย์ปู้ฉิวสามารถล่อเราไปที่นั่นได้โดยง่าย เจ้าคิดว่าเขาไม่มีพิษมีภัยอย่างที่แสดงให้เห็นจริงๆหรือ แต่หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ เจ้าก็ยังมาปากดีวันนี้อีก หากปู้ฉิวผู้นั้นไม่สนใจแม้แต่ทองหมื่นตำลึงนี้ การเดินทางครั้งนี้ของพวกเราจะไม่เสียเปล่าหรอกหรือ”


อิงหนานยิ่งละอายใจไม่กล้าขอความเมตตาอีก เขาหมอบอยู่บนพื้นพลางเอ่ย “ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยเกือบทำให้นายท่านเสียงาน สมควรได้รับโทษ”


“ออกไปเถิด ไปจัดการตามที่ปรมาจารย์ขอให้เรียบร้อย”


“ขอรับ”


อิงหนานโค้งคำนับและถอยออกไป


หั่วหลางเอ่ยขึ้นหลังจากที่เขาออกไปแล้ว “นายท่าน อิงหนานยังเป็นเด็กจึงเลือดร้อน ถูกคนผู้นั้นยั่วยุเช่นนี้ หากจะให้เอ่ยตามตรง แม้แต่ข้าน้อยเองก็แทบจะระงับโทสะไว้ไม่อยู่”


“เรามาขอร้องคนอื่น ต่อให้โกรธแทบตายก็ต้องอดทน หากไม่มีท่าทีอย่างคนมาขอร้อง แล้วใครเขาจะสนใจเจ้า”


“แต่นายท่านมีสถานะสูงส่ง ใช่ว่าคนอย่างนักพรตธรรมดาธรรมดา จะเทียบชั้นได้” หั่วหลางยังรู้สึกไม่พอใจแทนเจ้านายของตน


ฉีเชียนยังเอ่ยอย่างใจเย็น “ขอเพียงนางสามารถทำให้ท่านย่าแข็งแรงขึ้นมาได้ ข้ายอมอดกลั้น อีกอย่างต่อให้ต้องทนมากกว่านี้ ข้าก็ผ่านมาแล้ว”


เมื่อหั่วหลางนึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยและเงียบไปทันที


ฉีเชียนยืนอยู่ข้างหน้าต่างมองดูผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนน สายตาของเขาจับจ้องไปยังจุดหนึ่ง


“คุณชาย เช่นนั้นแล้วพวกเราจะไปหนิงโจวกันหรือ” เฉินผีที่ติดตามข้างกายฉินหลิวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ “ถึงพี่สาวจะไม่บอกให้ไป ข้าก็จะตามคุณชายไปด้วยแน่นอน”


“หนิงโจวอยู่ไกล เจ้าไม่กลัวเหนื่อยหรือ”


“ติดตามคุณชายจะเหนื่อยได้เช่นไร” เฉินผีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อีกอย่าง ข้ายังต้องคอยคุ้มครองคุณชายด้วย”


ฝีเท้าของฉินหลิวซีชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปมองอีกฝ่ายแล้วดีดหน้าผากนางไปทีหนึ่งด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงเดินเข้าไปในตำหนักอายุวัฒนะ


“ผู้ดูแลร้านไหลได้เก็บดอกเฟิงหลิงไว้ให้ข้าหรือไม่”


พอผู้ดูแลร้านไหลเห็นนาง เขาก็วางเรื่องที่กำลังทำอยู่และเข้ามาต้อนรับนางทันที “ย่อมเก็บไว้อยู่แล้ว แต่คุณชายฉิน เถ้าแก่ของข้าบอกว่าดอกเฟิงหลิงนั้นหายาก…”


ฉินหลิวซีหน้ามืดลงทันที “อะไรนะ เจ้าเฟิงเฮยซังนั่นคิดจะขูดรีดข้าหรือ เขาต้องการขึ้นราคา!”


“เราจะกล้าทำแบบนั้นได้เช่นไร ท่านอย่าได้เข้าใจผิดเชียว” ผู้ดูแลร้านไหลถูมือไปมาพลางเอ่ย “นายท่านคิดว่าคุณชายฉินไม่ทำงานมานานแล้วและกลัวว่าท่านจะยุ่ง ก็เลยให้ข้าบอกคุณชายว่าช่วยปรุงดอกอวี้จีให้หน่อย ฝีมือของท่านจะได้ไม่ขึ้นสนิมไปเสียก่อน”


ฉินหลิวซีแค่นเสียง “พูดไปพูดมาเฟิงเฮยซังก็ต้องการที่จะกดขี่ข้าอยู่ดี”


“มิกล้ามิกล้า นายท่านบอกว่าหากคุณชายฉินยินดีที่จะปรุงดอกอวี้จีด้วยตัวเอง ดอกเฟิงหลิงนี้ก็ให้ท่านไปเลยโดยไม่ต้องจ่าย” ผู้ดูแลร้านไหลงัดไม้เด็ด


ดวงตาของฉินหลิวซีเป็นประกายขึ้นมาทันที กระแอมไอก่อนจะเอ่ยว่า “คุณชายของเจ้าคิดอ่านรอบคอบ งานฝีมือนี้ก็เหมือนกับมีด ถ้าไม่ลับคมก็ไม่คมหรอก แล้วดอกอวี้จีเล่า”


[1] ปู้ฉิว แปลว่า ไม่เรียกร้อง ความหมายเป็นเชิงว่าฉินหลิวซีต้องการเน้นย้ำไปถึงคำว่า ปู้ฉิว ที่ฉีเชียนเรียก เพื่อจะบอกว่าตนนั้นไม่สนใจเรื่องค่าตอบแทนเงินทองที่อีกฝ่ายเสนอมา


จบตอน

Comments