tao ep41-50

 ตอนที่ 41: ดูว่าข้ายอมหรือไม่


ตอนที่ฉินหลิวซีออกไปจากจวนแทบจะเรียกได้ว่าไปมือเปล่า แต่ตอนที่นางกลับมากลับมีกล่องใบใหญ่กลับมาด้วยจำนวนหนึ่ง ใบหนึ่งคือกล่องที่บรรจุทองคำสำหรับค่าปรึกษา อีกใบคือกล่องหยกที่บรรจุดอกอวี้จีที่นำกลับมาจากตำหนักอายุวัฒนะ และอีกใบที่บรรจุดอกเฟิงหลิงมา


พอฉีหวงเห็นนางกลับมาก็ก้าวเข้าไปต้อนรับทันที เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหนูออกไปข้างนอกคราวนี้เหมือนจะมีเรื่องดีๆนะเจ้าคะ”


ฉินหลิวซียิ้มทันที “ดูออกหรือ”


“แน่นอนสิเจ้าคะ คุณหนูยิ้มจนมุมปากจะถึงใบหูอยู่แล้วเจ้าค่ะ” ฉีหวงหัวเราะ


ฉินหลิวซีเข้าไปในห้องแล้วจึงเอ่ย “ตระกูลเฉียนไม่เลวเลย ข้าได้บุญมาจากพวกเขาสองคนด้วย เฉียนหยวนไว่เองก็ใจกว้าง บอกว่าจะให้ค่าคำปรึกษาสองพันตำลึงก็ให้มาเลย”


ฉีหวงรินน้ำพลางเอ่ยขึ้น “หากจะให้ข้าพูด คุณหนูยอมลงมือ สองพันตำลึงก็ยังน้อยไปนะเจ้าคะ”


ได้บุญมาแล้วยังจะบ่นว่าน้อยได้อีกหรือ


ฉินหลิวซีรับน้ำชามาจากนางพลางมองเฉินผีวางของลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงเอ่ย “ค่าคำปรึกษานี้ให้แบ่งออกมาครึ่งหนึ่งแล้วให้ใครเอาไปมอบให้ที่อารามหน่อย”


“โอ้ ครั้งนี้คุณหนูคิดได้เอง เจ้าอาวาสน่าจะดีใจมากนะเจ้าคะ”


ฉินหลิวซีลูบกล่องใบนั้นแล้วถอนหายใจ “ข้าไม่คิดได้เองได้หรือ ห้าโทษสามวิบัติมีอยู่ หากข้าละเลยไม่สนใจเพียงนิด ข้าคงต้องประสบพบกับมันเร็วกว่าใคร ทำไมข้าจะต้องถูกลงโทษเช่นนั้นด้วย”


นางสงสัยด้วยซ้ำว่าสวรรค์จะจงใจลงโทษนางเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าบนโลกใบนี้จะไม่มีคนที่บำเพ็ญคนอื่นเสียหน่อย ใครๆก็ฝึกฝนบำเพ็ญตนกันทั้งนั้น ไยจึงต้องเข้มงวดแต่กับนางด้วย หรือเพราะนางไม่อยากก้าวหน้าอย่างนั้นหรือ


ฉีหวงแบ่งเงินออกมาพลางเอ่ย “เหตุผลเป็นเช่นนั้น เงินทองพวกนี้ ขอเพียงท่านไม่ขี้เกียจ ท่านอยากจะได้เท่าใดทำไมจะหาไม่ได้”


“อืม” ฉินหลิวซีมองเงินเหล่านั้นก่อนจะเอ่ย “ที่เหลือก็เก็บไว้ก่อน ค่อยให้ลุงหลี่ไปเบิกเงินจากเจ้าไปจัดการซื้อหาของใช้สำหรับหน้าหนาวมาไว้ ทั้งอาหารเสื้อผ้าและยา โอ้ ยังมีถ่านเงินด้วย ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน บ้านเรามีคนเพิ่มเข้ามามาก จะต้องเตรียมไว้ให้มากหน่อย”


“คุณหนู ฮูหยินใหญ่เป็นคนดูแลบ้านไม่ใช่หรือเจ้าคะ ไปเอาเงินจากทางนั้นดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉีหวงเอ่ย


ฉินหลิวซีเอ่ย “นางมีเงินไม่มากหรอก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น คงจะไม่เพียงพอ ฤดูใบไม้ร่วงในเมืองหลีนั้นสั้น หน้าหนาวคิดจะมาก็มา พวกเรามีกันมากคนเช่นนี้ หากไม่เตรียมการเรื่องเสื้อผ้ากันหนาวไว้แต่เนิ่นๆ แล้วพากันล้มป่วยเพราะความหนาวก็จะยิ่งวุ่นวายไปใหญ่”


“กลัวก็แต่ว่าพวกเขาได้คืบจะเอาศอกน่ะสิเจ้าคะ”


ฉินหลิวซีแค่นเสียงเยาะ “หากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องดูด้วยว่าข้ายอมให้พวกเขามีโอกาสหรือไม่ ยอมที่จะให้เงินพวกนี้หรือไม่”


ฉีหวงคิดในใจ ที่นางพูดก็จริง ความคิดของเจ้านายนางชัดเจนตรงไปตรงมาเสมอ


หากนางเต็มใจให้ นางก็จะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แต่หากนางไม่ยอม นางก็ยอมจะโยนทิ้งลงน้ำดีกว่าจะให้ไป


“ตระกูลเฉียนหยวนไว่ทำการค้าและมีร้านค้าของตัวเองด้วย ร้านเฉียนจี้บนถนนตงผิงเป็นของพวกเขา ให้ลุงหลี่ไปซื้อผ้าที่ร้านนั้น น่าจะได้ของที่ใช้งานได้จริงมา ข้าได้พูดคุยเอาไว้แล้ว” ฉินหลิวซีสั่งการ


ฉีหวงได้ยินแล้วก็รู้สึกผิดปกติ “คุณหนู ท่านสั่งเป็นชุดราวกับกำลังจะเดินทางไกลไปไหนนะเจ้าคะ”


ฉินหลิวซียิ้ม “ปิดบังอะไรเจ้าไม่ได้เลยจริงๆ”


“จะไปไหน กี่วันหรือเจ้าคะ ข้าจะได้เก็บของ”


“จวนหนิงโจว” ฉินหลิวซีเอ่ย “จะไปกี่วันก็ยังไม่แน่นอน เจ้าก็รู้ว่าหนิงโจวอยู่ไกล จัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนสักสองชุดก็พอแล้ว อย่างอื่นไม่จำเป็น”


นางมักจะเดินทางด้วยสัมภาระเล็กน้อยเรียบง่าย ฉีหวงเองก็รู้จึงตอบรับคำของนาง


“อีกอย่าง ครั้งนี้เจ้าไม่ต้องติดตามข้าไป ให้เฉินผีไปกับข้าก็พอ”


ฉีหวงนิ่วหน้า “จะได้อย่างไรเจ้าคะ เฉินผีไม่รอบคอบ จะดูแลท่านให้ดีได้อย่างไร ข้าจะต้องไปด้วย”


ตอนที่ 42: ควรจะทำตัวสงบเสงี่ยม


“เฉินผีเป็นพี่ชายแท้ๆของเจ้า เจ้าเป็นน้องสาวแบบไหนกันถึงได้ว่าพี่ชายของเจ้าสะเพร่าไม่รอบคอบ ฉินหลิวซีหัวเราะพลางเอ่ย “ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เจ้าทั้งคู่ก็ตามข้าไปได้อยู่หรอก แต่ตอนนี้ที่บ้านมีคนตั้งมากเพียงนี้ อีกทั้งพวกเขาก็เพิ่งจะมาได้ไม่นาน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ยังไม่เข้าที่ลงตัว เจ้าอยู่ที่บ้านช่วยฮูหยินดูแลเถิด”


ฉีหวงเอ่ย “ฮูหยินเป็นคนแบบไหน ข้างกายนางยังมีหมัวหมัวที่ทำงานเก่งปานนั้น ไหนเลยจะต้องการข้าเล่า หากไม่มีข้า ฮูหยินก็ยังสามารถจัดการได้ดี แต่ข้างกายท่านจะไม่มีสาวใช้สักคนได้หรือเจ้าคะ คุณหนู ไม่อย่างนั้นพวกเราซื้อตัวสาวใช้สักสองคนมาให้พวกเขาดีหรือไม่เจ้าคะ เราไม่ได้ขัดสนเงินแค่นั้นสักหน่อย ถึงอย่างไรข้าก็อยากติดตามท่านมากกว่า ข้าไม่อยากเป็นหัวหน้าผู้ดูแลบ้านหรอกนะเจ้าคะ”


ฉินหลิวซีหยอกล้อ “อ้อ ไม่อยากเป็นหัวหน้าผู้ดูแลบ้าน เจ้าเองก็ไม่อยากก้าวหน้าเหมือนกับเจ้านายของเจ้าหรือ”


“การติดตามท่านก็เป็นความก้าวหน้าที่สุดของข้าแล้วเจ้าค่ะ” ฉีหวงเอ่ย “สำหรับข้าแล้ว ท่านต่างหากที่เป็นเจ้านายของข้า จะปล่อยให้ข้างกายท่านไม่มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ได้อย่างไรเจ้าคะ แบบนั้นไม่เท่ากับจัดลำดับความสำคัญผิดหรือ”


“ถ้าอย่างนั้นข้าซึ่งเป็นนายของเจ้าขอมอบหมายงานนี้ให้เจ้า ให้เจ้าติดตามฮูหยินในช่วงระยะนี้และจัดการฟื้นฟูบ้านนี้ให้ดี แล้วค่อยกลับมาอยู่ข้างกายข้าเหมือนเดิม อย่างนี้ได้หรือไม่”


ฉีหวงจ้องหน้านาง


“ใช่ว่าจะซื้อสาวใช้มาเพิ่มไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรปัญหาที่สามารถใช้เงินแก้ไขได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เจ้าก็รู้สถานการณ์ของตระกูลฉินดี ถูกยึดทรัพย์และเทรเทศ บ้านหลังนี้ก็เป็นที่พึ่งพิงเพียงหลังเดียวที่ฮูหยินผู้เฒ่าขอความเมตตาไว้ หากถอยกลับไปมอง จริงๆแล้วที่อยู่อาศัยนี้ก็ไม่มีอะไรเลย แต่ถ้าคนที่คิดไม่ดีรู้ว่าตระกูลฉินกลับไปบ้านเก่าแล้วแต่ยังสุขสบายแวดล้อมไปด้วยบริวารแล้วรายงานขึ้นไป เจ้าว่าผลจะเป็นอย่างไรกัน”


ฉินหลิวซีลูบขอบถ้วยชาพลางเอ่ย “เดิมทีที่ตระกูลฉินเกิดเรื่องก็เป็นแผนการของใครบางคนอยู่แล้ว ถ้าคนผู้นั้นสืบขึ้นมาก็ยอดไปเลย ชีวิตของคนที่ถูกค้นบ้านยึดทรัพย์ยังคงสุขสบายดี นี่เป็นจุดอ่อนอย่างดีในการยัดข้อหาเพิกเฉยต่อพระราชอำนาจ จะต้องรายงานขึ้นไป แล้วจะให้โอรสสวรรค์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรคิดเห็นเช่นไรเมื่อทราบเรื่องนี้ เขาอาจคิดไม่ออก แต่หากมีใครเป่าหูขึ้นมา ฝ่าบาทก็อาจจะสงสัยได้ว่าตนเองใจดีเกินไปหรือไม่ ตระกูลฉินจึงได้ใจกล้าเช่นนี้”


ฉีหวงเม้มปากและนิ่งเงียบ


“ไม่มีใครอยากให้อำนาจและบารมีของตนถูกท้าทายและถูกดูหมิ่นโดยเฉพาะโอรสวรรค์ อำนาจของจักรพรรดิถูกท้าทายเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้อย่างยิ่ง หากฝ่าบาทไม่เมตตาเจ้าก็จะหาเหตุผลมาจัดการเจ้า ถึงตอนนั้นมันก็จะกลายเป็นหายนะแล้ว” ฉินหลิวซีเอ่ย “ตระกูลฉินยังคงอยู่ท่ามกลางคลื่นลม จะเป็นการดีที่สุดถ้าไม่ทำตัวโดดเด่นจนเป็นภัย ควรทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่นิ่งๆ รอให้คลื่นลมนี้จางหายไปก่อน ไม่ต้องเป็นจุดสนใจ แล้วจะมีโอกาสกลับมาได้เอง”


ฉีหวงเอ่ย “มีท่านอยู่ทั้งคน ตระกูลฉินจะตกต่ำไปได้ถึงขนาดไหนกันเจ้าคะ”


“เจ้ากำลังต้อนข้าให้จนมุมอย่างนั้นหรือ” ฉินหลิวซีแค่นเสียงเบาๆ “เพราะฉะนั้นที่ข้าทำตัวไม่เด่น ไม่อยากก้าวหน้าก็ถูกแล้ว”


“ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องทนทุกข์ยาก ทำให้ตัวเองลำบากหรือเจ้าคะ”


“นั่นก็เป็นไปไม่ได้” ใครจะลำบากก็ลำบากไป แต่จะปล่อยให้ตัวเองลำบากไม่ได้ มิฉะนั้นจะมีชีวิตอยู่ไปทำไมกัน


ฉีหวงจนใจ นี่มันห้ามผู้อื่นทำแต่ให้แต่ตนเองทำได้เท่านั้นนี่


“เอาอย่างนี้แหละ เจ้าติดตามฮูหยินไปสักระยะ เจ้าจะได้คอยเตือนพวกนางด้วย ขอแค่ฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าพยายามควบคุมคนเหล่านี้ให้ได้ก็พอ แล้วพวกนางก็จะมีกินมีดื่มไม่ขาด”


“ข้าเป็นแค่บ่าวรับใช้ จะมีสิทธิไปเตือนฮูหยินนายหญิงของบ้านได้เช่นไรเจ้าคะ ท่านพูดเองเถิด แล้วท่านป้าใหญ่ของท่านผู้นั้นก็ดูเหมือนกำลังวางแผนจะออกไปหางานทำข้างนอกเองนะเจ้าคะ”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ท่านป้าใหญ่ของข้าหรือ”


ฉีหวงพยักหน้า


“คุณหนูใหญ่ ฮูหยินใหญ่เชิญท่านไปพบเจ้าค่ะ” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านนอก


ตอนที่ 43: คำดูถูกจากพี่หญิงใหญ่


เมื่อฉินหลิวซีเดินเข้าไปในห้องของสะใภ้หวัง นางก็เห็นว่าอนุวั่นและฉินหมิงฉุนก็อยู่ที่นั่นด้วย เพียงแต่อนุวั่นมีงานเย็บปักอยู่ในมือ ส่วนน้องชายที่คาดเดาได้ง่ายผู้นั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะ และกำลังหยิบพู่กันคัดตัวอักษร พอเขาเห็นว่านางมาก็ทำหน้าตาไม่พอใจทันที


โอ้ เจ้าเด็กนี้ยังแค้นเรื่องขนมนั่นไม่หายอีกหรือ


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขาก่อนจะคารวะสะใภ้หวังและอนุวั่น


สะใภ้หวังกวักมือเรียกนางพร้อมรอยยิ้ม “ซีเอ๋อร์มาแล้ว มานั่งนี่มา” เมื่อนางเห็นไปเห็นว่าฉินหมิงฉุนนั่งนิ่งไม่ยอมขยับ เพียงแต่มองมาเฉยๆ จึงพูดว่า “ฉุนเอ๋อร์ พี่หญิงใหญ่มาแล้ว ทำไมเจ้าไม่ยืนขึ้นทำความเคารพ”


เสียงของนางอ่อนโยน แต่น้ำเสียงของกลับมีความน่าเกรงขามเล็กน้อย


ฉินหลิวซีชำเลืองมองด้วยท่าทางเหมือนจะยิ้มก็ไม่เชิง


ร่างเล็กๆของฉินหมิงฉุนสั่นสะท้าน รีบโค้งลงคำนับนางพลางเอ่ยตะกุกตะกัก “คารวะพี่หญิงใหญ่”


“อือฮึ”


ฉินหมิงฉุนก้มหน้างุด


ฉินหลิวซีเดินไปที่โต๊ะของเขาก่อนจะเหลือบมองเล็กน้อย “ตัวอักษรเจ้าน่าเกลียดมาก หัดมากี่ปีแล้ว”


“เตรียมพื้นฐานสองปีแล้วล่ะ” สะใภ้หวังเองก็เดินเข้ามา นางเหลือบมองพลางส่ายศีรษะยิ้มๆ


“สองปีแล้วยังเขียนได้แค่นี้หรือ” ฉินหลิวซีเอ่ย “ไม่เป็นไร ภายภาคหน้าเจ้าไปเป็นนักพรตก็ได้ นักพรตก็วาดยันต์แบบนี้แหละ”


โบราณมีคำกล่าวว่าผีวาดยันต์


ไม่เจ็บแต่ดูถูกมาก


แง้


ฉินหมิงฉุนระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาทันที


สะใภ้หวังทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย


อนุวั่นเดินเข้ามาและยื่นหน้าเข้าไปดู ก่อนจะแสร้งพูดด้วยท่าทางจริงจัง “น่าเกลียดไปหน่อยจริงๆ แต่ลูกรัก ขอแค่เจ้าหน้าตาดีก็พอแล้ว อย่างมากต่อไปเจ้าก็หาภรรยาที่มีทรัพย์สมบัติมาก พวกเราไม่ต้องอาศัยความสามารถ อาศัยหน้าตาก็หากินได้แล้วล่ะ”


สะใภ้หวัง “…”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้วขึ้นเบาๆ สมกับที่เป็นมารดาของนางจริงๆ บุตรชายจะเกาะผู้หญิงกินก็ไม่เป็นไรแล้ว!


ฉินหมิงฉุนยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก


“อย่าร้องไห้!” ฉินหลิวซีตำหนิเบาๆ


เสียงร้องหยุดกะทันหันกลายเป็นเสียงสะอึกสะอื้นแทน


สะใภ้หวังเอ่ย “ฉุนเอ๋อร์เขียนต่อไป” จากนั้นนางก็ดึงฉินหลิวซีลงไปนั่งบนเตียงหลัวฮั่นข้างหน้าต่างเพื่อพูดคุย


ฉินหลิวซีนั่งลงก่อนจะเอ่ย “ข้ามีเรื่องจะบอกท่านพอดี พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นไปอารามและกักตนบำเพ็ญสักระยะหนึ่ง ข้าจะทิ้งฉีหวงไว้ที่นี่ให้ท่านคอยเรียกใช้ ให้นางจัดการเรื่องราวต่างๆ ทั้งในและนอกให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับไปรับใช้ข้าเหมือนเดิม”


สะใภ้หวังตะลึงไป “กักตนหรือ”


ฉินหลิวซีเอ่ยเรียบๆ “ข้าสุขภาพไม่ดีตั้งแต่เล็กแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นพวกท่านจะส่งข้ากลับมาที่บ้านเก่านี้ด้วยเหตุใด อารามตั้งอยู่บนภูเขา เป็นแหล่งพลังและมีความงดงามเหมาะสมแก่การบำรุงฟื้นฟูบำเพ็ญตน ทุกปีข้าจะต้องขึ้นไปกักตนบำเพ็ญเพียร หาไม่แล้วข้าจะมีสุขภาพที่ดีอย่างเช่นทุกวันนี้ได้เช่นไร”


สะใภ้หวังเหลือบมองมวยผมของนางที่มวยไว้ด้วยไม้ท้อก่อนจะถามอย่างระมัดระวัง “คือว่าซีเอ๋อร์ ถึงเจ้าจะติดตามอาจารย์ แต่เจ้าคงไม่ได้เข้าสู่ลัทธิเต๋าอย่างเป็นทางการกระมัง”


“ถ้าอย่างนั้นท่านก็เข้าใจผิดแล้ว ข้าเข้าสู่ลัทธิเต๋าอย่างเป็นทางการแล้ว”


สีหน้าสะใภ้หวังเปลี่ยนไปเล็กน้อย


อนุวั่นเอ่ย “เจ้ากลายเป็นนักพรตหญิงแล้วต่อไปจะแต่งงานมีลูกได้อย่างไร”


“นิกายของข้าไม่ยึดติดกับอายตนะทั้งหก และยังมีนักพรตที่ปฏิบัติเป็นคู่ด้วย” ฉินหลิวซีเอ่ย “แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะเอ่ยเรื่องนี้เจ้าค่ะ”


อนุวั่นไม่ได้รู้สึกอย่างไรนักหลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น แต่สะใภ้หวังกลับถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะเอ่ย “แล้วเจ้าจะไปกี่วันกัน”


“ยังบอกไม่ได้เจ้าค่ะ” ฉินหลิวซีเอ่ย “ท่านเป็นนายหญิงที่ต้องรับผิดชอบเรื่องในบ้าน ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็บอกแล้ว ท่านจัดการเรื่องในบ้านนี้ไปเถิด ข้าสั่งลุงหลี่เอาไว้แล้ว เขาจะไปซื้อของที่ต้องใช้เข้าบ้านให้ ท่านแม่ก็คอยควบคุมคนในบ้านให้ดี อย่าให้ใครออกไปเพ่นพ่านข้างนอกได้”


สะใภ้หวังตกตะลึงไปเล็กน้อย


ฉินหลิวซีเล่นกับพู่ไหมประดับเอวพลางเอ่ยสบายๆ “เรื่องของตระกูลฉินยังนับไม่ได้ว่าผ่านพ้นไปแล้ว ต้องทำตัวสงบเสงี่ยมไว้จะได้ไม่ดึงดูดความสนใจจากคนอื่น มิใช่หรือเจ้าคะ”


ตอนที่ 44: ศิษย์คิดล้างครู


สะใภ้หวังเหลือบมองฉินหลิวซีด้วยแววตาลุ่มลึก


“เจ้าเอ่ยถูกแล้ว อีกอย่างตระกูลฉินตกต่ำ ในบ้านก็มีแต่ผู้หญิงและเด็ก ก็ต้องหลีกเลี่ยงความผิดพลาดไว้ก่อน”


ฉินหลิวซีไม่ได้เอ่ยอะไรอีก แม่ใหญ่ของตนคนนี้เกิดในตระกูลใหญ่ หากนางยังไม่เข้าใจมองความสัมพันธ์ของเรื่องนี้ไม่ออกก็ถือว่าเสียทีที่เกิดมาในตระกูลใหญ่แล้ว


สะใภ้หวังเอ่ย “ที่จริงท่านย่าของเจ้าก็อยากไปเยี่ยมคารวะเจ้าอาวาสที่อารามเช่นกัน แต่สุขภาพของท่านย่าไม่อำนวยจึงได้ต้องเลื่อนออกไปก่อน”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ช่วงนี้เจ้าอาวาสออกไปข้างนอก ต่อให้นางไปก็ไม่ได้พบหรอกเจ้าค่ะ”


ฉีหวงที่ยืนอยู่ตรงประตูเหลือบตามองแล้วหลุบตาลง คุณหนูของนางกำลังโกหกหน้าซื่อตาใสชัดๆ


ฉินหลิวซีไม่ได้รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย สุขภาพร่างกายไม่ดีแล้วจะทรมานตัวเองไปไย เรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้แล้วจะพลิกสถานการณ์กลับในชั่วพริบตาก็คงเป็นไปไม่ได้


“จริงสิ ท่านเรียกข้ามาทำไมหรือเจ้าคะ”


สะใภ้หวังจึงนึกขึ้นได้ “คืออย่างนี้ ตอนที่ยึดทรัพย์ค้นบ้าน ผู้ชายที่มีอายุสิบสองปีขึ้นไปล้วนถูกเนรเทศ…”


“ท่านเป็นห่วงน้องรองหรือ” ฉินหลิวซีเหลือบมองโหงวเฮ้งของนางก่อนจะเอ่ย “ไม่ต้องห่วง น้องรองอยู่ระหว่างการเดินทางเนรเทศคงหลีกเลี่ยงความลำบากไม่ได้ กระทั่งว่า…แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เขามีผู้มีพระคุณช่วยเหลือ จะรอดพ้นจากอันตรายและเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”


หัวใจของสะใภ้หวังเต้นรัว มองฉินหลิวซีริมฝีปากสั่น “เจ้า เจ้ารู้อะไรหรือ”


หรือว่าเด็กคนนี้ได้เข้าเต๋าและเรียนรู้วิชาการทำนายดวงชะตามาจากอาจารย์ของนาง?


“ไม่ต้องรู้หรอกเจ้าค่ะ แค่เดาเอาก็รู้แล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เดิมทีเขาเป็นคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม เมื่อที่บ้านต้องเผชิญกับคราวเคราะห์ใหญ่ เด็กอายุเพียงนั้นถูกเนรเทศไปพร้อมกับผู้ใหญ่ เขาจะไม่ทุกข์ทรมานได้เช่นไร” ฉินหลิวซีเอ่ย “สำหรับเรื่องที่เขาจะมีผู้มีพระคุณช่วยเหลือนั้นอาจารย์เป็นคนทำนายไว้”


นางใช้ตาเฒ่าชื่อหยวนมารับมีดแทนอีกแล้ว


นักพรตชื่อหยวนซึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ในห้องโถงใหญ่ของอารามชิงถิงลูบใบหูที่รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อยและลูบจมูกไปมา


ศิษย์ชั่วนั่นต้องกำลังทำลายอาจารย์อยู่แน่ๆ


สะใภ้หวังได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจขึ้นมาทันที นางถึงขนาดจับมือของฉินหลิวซีขึ้นมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ “เจ้าอาวาสพูดเช่นนั้นจริงๆหรือ”


ฉินหลิวซีหันไปมองมือที่หยาบกร้านขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะเวลาสั้นๆ แล้วพยักหน้า


กระบอกตาของสะใภ้หวังร้อนขึ้นในทันใด “เช่นนั้นก็ดี”


นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยก่อนจะเช็ดหางตา “เราอย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย อย่างที่เอ่ยเมื่อครู่ ตอนนี้บ้านเราเหลือแค่เด็กและสตรีที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่ แม้ว่ายามที่ออกจากเมืองหลวงมาจะมีญาติให้เงินมาบ้างเล็กน้อย แต่เรามีกันเยอะเพียงนี้ ถึงอย่างไรเงินนั้นก็ต้องหมดไป ข้าคิดว่าควรจะซื้อที่นาสักสิบกว่าหมู่แล้วปล่อยเช่าดีหรือไม่ ซื้อไว้ในนามของหลี่ต้ากุ้ย ประการแรกมันไม่สะดุดตา และประการที่สองค่าเช่าที่ได้มาก็สามารถจัดการเรื่องอาหารการกินของบ้านเราได้ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อเสมอไป ข้าขอถามเจ้าหน่อยว่า เจ้าคิดว่าครอบครัวหลี่ต้ากุ้ยนี้ไว้ใจได้หรือไม่”


“คนในครอบครัวลุงหลี่ล้วนแต่เป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์เจ้าค่ะ”


ฉินหลิวซีเอ่ยเพียงไม่กี่คำแต่กลับยืนยันถึงลักษณะนิสัยของครอบครัวหลี่ต้ากุ้ยได้เป็นอย่างดี


สะใภ้หวังเข้าใจ “เช่นนั้นก็จัดการตามนี้ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ พวกเราก็ทำงานฝีมือเล็กๆน้อยๆ ส่งไปขายที่ร้านผ้าและร้านขายของชำต่างๆ เงินเดือนก็แบ่งให้พวกนางด้วย จะต้องให้พวกนางมีเงินติดมือไว้บ้างจะได้อุ่นใจ”


ฉินหลิวซีไม่ได้มีความอดทนกับเรื่องเหล่านี้ “ท่านกับท่านย่าตัดสินใจก็แล้วกัน”


นางเงยหน้าขึ้นและเห็นอนุวั่นในเสื้อผ้าเนื้อหยาบและเครื่องประดับเรียบง่ายกำลังก้มหน้าก้มตากับงานเย็บปักในมือ และหันไปเห็นว่าฉินหมิงฉุนเองก็สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ในใจนางก็คิดว่าหากพวกเขาแต่งตัวดีๆ ก็คงจะเจริญหูเจริญตาไม่น้อย


“หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ฉินหลิวซียืนขึ้นและกล่าวลา


“เจ้าไปเถิด”


ฉินหลิวซีคารวะนางก่อนจะหันไปคารวะอนุวั่น จากนั้นก็เดินไปข้างๆฉินหมิงฉุน เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวเล็กตัวแข็งทื่อจึงเอ่ยว่า “ถึงแม้ว่าเจ้าจะอาศัยหน้าตาทำมาหากินได้ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งเจ้าพิกลพิการขึ้นมาเล่า ดังนั้นจึงต้องเรียนวิชาเอาไว้บ้างอยู่ดี ถ้าข้าออกไปข้างนอกและกลับมาแล้วยังเห็นว่าสมุดคัดลายมือนี้ยังเหมือนเดิม ข้าจะอัดเจ้า!”


ฉินหมิงฉุน “!”


ฮือๆๆ นางเป็นพี่สาวแท้ๆของข้าจริงหรือ


[1] ผีวาดยันต์ อุปมาว่าลายมือแย่จนมีแต่ผีเท่านั้นที่รู้ว่าเขียนอะไร


ตอนที่ 45: เจ้าฉินห้าน้อย : ข้ารับภาระหนักจริงๆ


สะใภ้หวังรอให้ฉินหลิวซีออกไปแล้วจึงหันไปมองฉินหมิงฉุนที่คับแค้นใจจนอยากจะร้องไห้ แล้วนางก็เผยยิ้มออกมาอย่างที่หาได้ยาก


“พี่หญิงใหญ่ของเจ้าเอ่ยถูกแล้ว ตอนเด็กหน้าตาหล่อเหลา โตมาก็ยังไม่แน่ ผู้ชายน่ะ ถึงอย่างไรก็ต้องมีวิชาความรู้ติดตัวไว้บ้าง” นางลูบหลังศีรษะของฉินหมิงฉุนก่อนจะเอ่ย “ไปตั้งใจเขียนไป ข้าจะไปหาท่านย่าเจ้าหน่อย”


ฉินหมิงฉุนมองส่งนางด้วยความนอบน้อมก่อนจะกลับลงไปนั่งเหมือนเดิม แล้วลูบข้อมือตนเอง เขาเมื่อยมือมากจริงๆ


“ไม่ต้องไปฟังท่านแม่กับพี่หญิงใหญ่เจ้าหรอก มีที่ไหนโตมาแล้วจะพิการ พวกนางหลอกเจ้าต่างหาก” อนุวั่นเหลือบมองเขาก่อนจะเอ่ย “เจ้าไม่เหมือนพี่สาวของเจ้า เจ้าเอาความงามของทั้งข้าและท่านพ่อของเจ้าไป ข้างามออกอย่างนี้ เจ้าจะขี้เหร่ได้หรือ”


ฉินหมิงฉุนตาเป็นประกายทันที “แม่รอง นี่ท่านกำลังยุให้ข้าเลิกเขียน ถ้าพี่หญิงใหญ่อัดข้า ท่านต้องปกป้องข้านะ!”


อนุวั่นแสดงท่าทางอ่อนแอทันที “เจ้าเป็นลูกผู้ชาย มีอะไรก็ต้องแบกรับเองสิ จะมาพึ่งแม่รองได้อย่างไร แม่รองอ่อนแอบอบบางนัก”


นางไม่กล้าทำให้ฉินหลิวซีไม่พอใจหรอก ต่อให้นางโง่ แต่สัญชาตญาณหญิงของนางบอกว่า ฉินหลิวซีบุตรสาวของนางผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะยั่วโมโหได้


แสวงหาโชคดีและหลีกเลี่ยงโชคร้ายเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ นางวั่นหว่านโหรวเองก็เชี่ยวชาญเรื่องนี้


นอกจากนี้ แม้ว่าฉินหลิวซีดูเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรนาง แต่อาจจะไม่พอใจอยู่ในใจก็ได้


อนุวั่นรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาทันที “เจ้าคัดลายมือไปดีกว่า พี่หญิงของเจ้าท่าทางคาดเดาอารมณ์ไม่ได้อย่างนั้น หากนางจัดการเจ้าจริงๆ ข้าก็ช่วยไม่ได้หรอก อย่างมากก็ได้แต่ทายาให้เจ้า”


ฉินหมิงฉุน “!”


เขาอายุน้อยแค่นี้ แต่ดูเหมือนต้องรับภาระหนักมากจริงๆ!


ที่เรือนหลัก


นางฉินผู้เฒ่าดื่มยาโดยมีสะใภ้หวังคอยประคองพิงหัวเตียง เอ่ย “นางเอ่ยอย่างนั้นจริงๆหรือ”


“ข้าจะโกหกท่านแม่ได้อย่างไรเจ้าคะ” สะใภ้หวังนั่งลงแล้วจึงเอ่ยด้วยสีหน้าทอดถอนใจ “เด็กคนนี้มีจิตใจที่งดงามจริงๆ แถมยังสามารถยืนหยัดรับมือกับเรื่องต่างๆได้อย่างสงบนิ่งด้วย”


“นางไม่เหมือนสะใภ้วั่น โชคดีแล้วที่สมองและความคิดของนางไม่เหมือนกันด้วย” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ย


สะใภ้หวังเอ่ย “ดูท่าว่าเจ้าอาวาสอารามชิงผิงจะสั่งสอนนางเหมือนกับบุตรสาวคนหนึ่ง ซีเอ๋อร์บอกว่านางได้เข้าเต๋าอย่างเป็นทางการแล้ว แต่นิกายของนางยังสามารถแต่งงานออกเรือนได้”


หากเอาตามความเห็นของนางแล้ว ไม่มีหญิงสาวคนใดในตระกูลฉินจะมีบุคลิกเทียบกับฉินหลิวซีได้เลย โดยเฉพาะความเฉลียวฉลาด ทั้งที่เติบโตมาข้างนอกแต่กลับโดดเด่นเช่นนี้ พอหันกลับมามองเด็กที่เลี้ยงดูขึ้นมาในบ้านก็ เฮ้อ ไม่สามารถสู้นางได้เลย


นางฉินผู้เฒ่าเอ่ย “หากตระกูลฉินไม่ได้ตกต่ำพ่ายแพ้เช่นนี้ นางเองก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรสาวของเจ้า ยังสามารถแต่งงานไปกับคนดีๆได้ แต่ตอนนี้…”


ดวงตาของสะใภ้หวังวาบขึ้นเล็กน้อย “สตรีในตระกูลของเราที่แต่งงานช้าก็มีไม่น้อย นางเพิ่งจะถึงวัยปักปิ่นเองนะเจ้าคะ ยังไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก ไม่แน่ท่านพ่อและคนอื่นๆอาจจะกลับมาก็ได้”


นางฉินผู้เฒ่านิ่ง น้ำตาคลอเบ้าแต่กลับอดกลั้นไว้ “นางเอ่ยถูกแล้ว ตระกูลฉินยังอยู่ท่ามกลางคลื่นลม จะต้องทำตัวสงบเสงี่ยมไว้จริงๆ เจ้าคอยดูแลควบคุมพวกเขาไว้อย่าให้ออกไปข้างนอกได้”


“เจ้าค่ะ”


“นางเป็นคนมีไหวพริบ แต่ท่าทีของนาง…” นางฉินผู้เฒ่าเม้มปาก และไม่ได้เอ่ยถ้อยคำที่เหลือออกมา


ภายนอกดูแปลกแยก สุภาพ ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริงฉินหลิวซีและพวกเขาดูเหมือนอยู่กันคนละเส้นทาง ไม่สนิทและมีช่องว่างในใจ


สะใภ้หวังมองสีหน้าอีกฝ่าย “ท่านแม่ เด็กคนนี้อยู่ที่บ้านหลังเก่าตามลำพังตั้งแต่ยังเล็ก จะโทษที่นางไม่พอใจก็ไม่ได้ พวกเราไม่ควรบังคับฝืนใจนางนะเจ้าคะ”


นางฉินผู้เฒ่าหันมามอง นางไม่ได้หลบสายตาไปแต่ก็ไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้ต่อ “ใกล้จะถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทางซีเป่ยก็น่าจะหนาวแล้ว ไม่รู้ว่าพวกปั๋วหงเดินทางถึงไหน แต่ไม่ว่าจะถึงที่ไหนพวกเขาก็ต้องใช้เงินเบิกทางทั้งนั้น เจ้าให้หลี่ต้ากุ้ยไปที่บ้านตระกูลติงตรงตรอกปาหลี่สักครั้ง บอกพวกเขาว่าข้าอยากจะไปเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเขา พูดคุยกันตามประสาพี่น้องที่รู้จักกันมานานสักหน่อย”


ตอนที่ 46: คุณหนูใหญ่เป็นสาวชาวบ้านหรือ


“ตำหนักอายุวัฒนะขอให้ข้าปรุงดอกอวี้จี ฉวยโอกาสตอนที่ข้ายังพอมีเวลาทำเสียก่อนดีกว่า เผื่อตอนที่ข้าต้องเดินทางไปหนิงโจวอาจจะล่าช้า พวกเขาต้องมาเร่งทั้งวี่ทั้งวันแน่” ฉินหลิวซีเอ่ยกับฉีหวงที่เดินตามมาข้างหลัง “เดี๋ยวเจ้าไปนำบัวหิมะเหลิ่งเซียง กับของอื่นๆออกมาแช่ไว้ในห้องยาหน่อยเถิด”


“เจ้าค่ะ” ฉีหวงเอ่ย “อวี้เสวี่ยจีซื้อขายกันในเมืองหลวงถึงหมื่นตำลึงแล้ว และมีแต่ราคาไม่มีของ จะหามาสักได้ขวดก็ยังยาก มิน่าเถ้าแก่เฟิงถึงได้ดูร้อนใจถึงเพียงนั้น”


อวี้เสวี่ยจี เป็นน้ำหอมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในแวดวงสตรีสูงศักดิ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ราคาสูงมาก แต่สำหรับสตรีแล้ว สิ่งนี้ให้ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์นัก เมื่อใช้บนร่างจะทำให้ผิวพรรณดุจหิมะ อ่อนนุ่มเรียบลื่นขาวเนียนใสอย่างแท้จริง หากใช้ไปนานๆ ร่างกายก็ยังจะส่งกลิ่นหอมเย็นไม่เหมือนใครออกมาและให้ความรู้สึกสดชื่นสบายตัว จึงได้ชื่อว่าอวี้เสวี่ยจี


อ้อ หากมีริ้วรอย ก็ยังสามารถทำให้ริ้วรอยจางหายไปได้ด้วย


แต่อวี้เสวี่ยจีที่ให้ผลดีอย่างน่าอัศจรรย์นี้หายากมาก ยังไม่ต้องเอ่ยถึงสูตรลับอะไร แม้แต่ส่วนผสมก็หายากมาก ดอกอวี้จีสมุนไพรหลักของอวี้เสวี่ยจีเหมือนกับดอกบัวหิมะ คือเติบโตในธารน้ำแข็งและจะต้องเสาะหา เพราะฉะนั้นกำลังคน อุปกรณ์ และเงินที่ต้องใช้นั้นล้วนแต่มหาศาล


ด้วยเหตุนี้อวี้เสวี่ยจีที่มีขนาดขวดประมาณนิ้วมือของสตรีจึงซื้อขายกันในราคาถึงหมื่นตำลึง และมีแต่คนอยากซื้อแต่ไม่มีของ ในช่วงสองปีมานี้ หากใครต้องการก็ต้องไปประมูลเอาที่โรงประมูลจิ่วเสียนเท่านั้น


การปรุงอวี้เสวี่ยจีที่ว่านั้นอันที่จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการหลอมยา เพียงแต่กระบวนการซับซ้อน การเติมวัตถุดิบแต่ละอย่างจะต้องใส่ใจในทุกขั้นตอนและพิถีพิถันในเรื่องความร้อน หากมีขั้นตอนไหนผิดพลาดไป อวี้เสวี่ยจีทั้งเตานั้นก็จะใช้ไม่ได้เลย


และมีแต่ฉินหลิวซีเท่านั้นที่ปรุงอวี้เสวี่ยจีได้


ส่วนตัวฉินหลิวซีเองไม่เพียงแต่เกียจคร้าน นางยังไม่มีความคิดที่จะก้าวหน้าใดๆด้วย ถึงกระนั้นใครก็ทำอะไรนางไม่ได้ เมื่อไม่มีทาง พวกเขาจึงได้แต่ต้องเคารพบรรพชนน้อยนี้


ยามนี้เพื่อดอกเฟิงหลิงที่ล้ำค่ากว่าดอกอวี้จีนั้น ฉินหลิวซีจึงต้องยอมโอนอ่อน


เฮ้อ เป็นปัญหาความยากจนทั้งนั้น


“เขาร้อนใจก็ให้ร้อนใจไปเถิด ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้ขัดสนเงินที่จะหาได้จากอวี้เสวี่ยจีเสียหน่อย” ฉินหลิวซีเอ่ย “การจะปรุงสิ่งนั้นอย่างน้อยๆก็ต้องใช้เวลาถึงแปดชั่วยาม แถมยังไม่สามารถละสายตาได้อีก ใช่ว่าเจ้าไม่รู้ สุขภาพร่างกายของข้าไม่ค่อยดี จะเหนื่อยมากไม่ได้ ไม่อย่างนั้นที่บำเพ็ญมาตลอดหลายปีนี้ก็สูญเปล่า”


ฉีหวงอดกลั้นที่จะไม่ขัดนางพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ท่านมีใจของพระโพธิสัตว์ ทนเห็นเถ้าแก่เฟิงร้อนใจไม่ได้”


“เฮ้อ ใครจะรู้จักข้าดีไปกว่าฉีหวง ข้าก็เลยห่างเจ้าไม่ได้เพราะอย่างนี้…” เสียงของฉินหลิวซีหยุดชะงักไปทันที รอยยิ้มของนางก็จางหายไปด้วยเมื่อมองเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเอามือไพล่หลังมองนั่นมองนี่อยู่ในเรือนของนาง


คนที่อยู่ในเรือนของนางนั้นหากจะบอกว่าเป็นแขกพิเศษก็ไม่เกินเลย พวกนางก็คือลูกพี่ลูกน้องหญิงของฉินหลิวซีนั่นเอง


ฉินหมิงเย่ว์และคนอื่นๆ เห็นฉินหลิวซีแล้วก็รู้สึกอึดอัดและกระอักกระอ่วนไปชั่วขณะ สายตาทั้งหมดจับจ้องมาที่นาง


เสื้อผ้าของฉินหลิวซีไม่ได้ซับซ้อนและยิ่งไม่มีความหรูหรา แต่เนื้อผ้าล้วนมีคุณภาพดี ตอนนี้นางสวมชุดคลุมแขนกว้างสีฟ้าลายดอกไม้เมฆมงคล ชายกระโปรงปักดิ้นเงินดิ้นทองลายดอกลำโพง เอวบางเพรียวถูกรัดไว้ด้วยแถบผ้าไหมสองเส้นปล่อยชายห้อยลงมา สองมือไพล่หลัง หลังตั้งตรงสง่า


นางไม่ได้แต่งหน้า ผิวของนางขาวเนียนละเอียด ใบหน้าของนางไม่ได้ดูนุ่มนวลอ่อนโยน แต่กลับเป็นประเภทเย็นชาแข็งกระด้าง เส้นผมของนางมวยไว้ด้วยปิ่นไม้ท้อเพียงเท่านั้น ใบหน้าเรียบนิ่งเชิดขึ้น ดวงตาสงบสุกใสมองมาอย่างเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยอะไรสักคำ แต่ยังคงดูสูงส่ง แววตาที่มองลงมาทำให้คนรู้สึกได้ถึงความกดดันอย่างลึกลับ


แปลกมากจริงๆ อนุวั่นมารดาผู้ให้กำเนิดของฉินหลิวซีงดงามมากจนเด็กสาวเหล่านี้รู้สึกละอายใจที่ไม่อาจเทียบได้ แม้แต่ฉินหมิงฉุนก็หน้าตางดงามมาก แต่ฉินหลิวซีกลับดูเหมือนจะเลือกเดินทางอื่น นางไม่มีความงามเช่นนั้น แต่เมื่อสายตาของนางเคลื่อนไหว ใบหน้าของนางซึ่งมองไม่ออกว่าเป็นบุรุษหรือสตรีกลับดูเย่อหยิ่งสุดแสน


หญิงสาวชาวบ้านคนนี้กลับทำให้พวกนางเหมือนหญิงสาวชาวบ้านมากกว่าเสียอีก!


[1] อวี้เสวี่ยจี คำว่าอวี้ คือ หยก คำว่าเสวี่ย คือ หิมะ และคำว่าจี แปลว่า ผิว


ตอนที่ 47: วางท่าสอนเรื่องมารยาท


ใช่แล้ว ในสายตาของพวกฉินหมิงเย่ว์แล้ว ฉินหลิวซีที่เติบโตขึ้นมาในบ้านเก่าหลังนี้เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง


พวกนางเคยคิดว่าฉินหลิวซีอยู่ในเมืองเล็กๆเช่นเมืองหลีนี้ แม้ว่าตอนที่นางยังเล็กจะเคยอยู่ที่เซิ่งจิง แต่นางจะมีเพื่อนสนิทได้สักกี่คนกัน ต่อให้นางมี เพื่อนเหล่านั้นคงเปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นเดียวกันกับที่เซิ่งจิงเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วนั่นแหละ ไม่เหมือนพวกนางที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในเมืองหลวง คบหาผูกมิตรกับสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงทั้งนั้น วันปกติธรรมดาก็ร่วมสังสรรค์ในงานเลี้ยงน้ำชางานชุมนุมกวีในหมู่ชนชั้นสูง ส่วนฉินหลิวซีเล่า


แม้ว่าเมืองหลีจะดี แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังเป็นแค่เมืองเล็กๆ ไหนเลยจะมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างเมืองหลวง นอกจากนี้นางก็ยังโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใหญ่อยู่ข้างกาย จะมีใครคอยอบรมสั่งสอนกัน จริงสิ พวกนางยังได้ยินมาว่านางมีอาจารย์ที่อารามคอยสั่งสอน นางก็คงจะไปๆมาๆระหว่างบ้านกับอาราม เด็กสาวที่ไม่มีประสบการณ์ชีวิตเช่นนี้จะโตมาเป็นอย่างไรได้ ย่อมโตมาอย่างเด็กที่น่าสงสารอยู่แล้ว


แต่ตอนนี้เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ใครเล่าที่ดูเหมือนหญิงสาวชาวบ้านมากกว่า


พวกฉินหมิงเย่ว์มองดูเสื้อผ้าทอเนื้อหยาบที่พวกตนสวมใส่แล้วก็ต้องหน้าแดงหูแดงด้วยความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าที่ผุดขึ้นในใจอย่างกะทันหัน


ที่แท้คนที่รับบทตัวตลกก็คือพวกนางเอง!


ในขณะที่พวกนางรู้สึกอับอายและต่ำต้อยนั้นก็ยังมีความรู้สึกอิจฉาและไม่ยุติธรรมปะปนอยู่ด้วย พวกนางต่างก็เป็นคุณหนูตระกูลฉินไม่ต่างกัน ตระกูลฉินตกต่ำ พวกนางต้องสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ แล้วฉินหลิวซีมีสิทธิ์อะไรถึงยังแต่งตัวราวกับคุณหนูได้อยู่อีก?


ความอิจฉาทำให้คนเราหน้าตาอัปลักษณ์ ฉินหลิวซีกวาดตามองพวกนางนิ่งๆ ก่อนจะยิ้บหยันออกมา


“ตระกูลฉินตกต่ำแล้ว พวกเจ้าแต่ละคนก็เลยลืมเรื่องมารยาทไปด้วยหรือ เห็นข้าแล้วยังไม่คารวะอีก?”


พวกของฉินหมิงเย่ว์แน่นิ่งไปทันที


“คารวะพี่หญิงใหญ่”


“คารวะพี่หลิวซี”


“อืม” ฉินหลิวซีพยักหน้า “คารวะแล้วก็กลับไปเถิด”


สีหน้าฉินหมิงเย่ว์เปลี่ยนไปทันที นางก้าวเข้าไปก่อนจะย่อตัวลงคารวะอีกครั้ง “พวกเรามาหาพี่หญิงใหญ่เพราะอยากจะพูดคุยด้วย พี่หญิงใหญ่ไม่เชิญพวกเราเข้าไปในห้องสักหน่อยหรือ หรือว่าท่านไม่ต้อนรับพวกเรา?”


“อืม ไม่ค่อยต้อนรับ ข้ามีเรื่องต้องทำด้วย” ฉินหลิวซีสาวเท้าจากไป


“พี่หญิงใหญ่ ไยท่านต้องหาข้ออ้างด้วย แค่ท่านบอกว่าไม่ยินดีมาตรงๆ พวกเราก็ไปแล้ว” ฉินหมิงเย่ว์ยิ่งรู้สึกน้อยใจจนอยากจะร้องไห้


ฉินหลิวซีหันกลับมายิ้มให้ “เจ้าคิดว่าข้าจำเป็นจะต้องหาข้ออ้างเพื่อไล่พวกเจ้าไปด้วยหรือ”


คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน


ฉินหมิงเย่ว์กัดริมฝีปากตนเองด้วยความอับอายเล็กน้อย


“พี่หลิวซี เช่นนั้นแล้วพวกเราสามารถเดินเล่นได้หรือไม่เจ้าคะ” ซ่งอวี่เยียนเองก็ก้าวเข้าไป


“เรือนหลังเล็กนี้แค่มองปราดเดียวก็ทั่วแล้ว มีอะไรให้น่าเดินเล่น ด้านหลังไปไม่ได้ ที่นั่นมีสวนสมุนไพรที่ข้าปลูกไว้ พวกเจ้าเข้าไปไม่ได้” ฉินหลิวซีเอ่ยเรียบๆ “ถ้าพวกเจ้าเบื่อ จะเดินเล่นที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ในเรือนเล็กนี้ ฉีหวง นำพวกนางออกไป”


“เจ้าค่ะ”


“คุณหนู เชิญเจ้าค่ะ”


พวกฉินหมิงเย่ว์ต่างก็ถูกกึ่งเชิญกึ่งไล่ออกจากเรือนหลังนั้น พวกนางยืนอยู่ด้านนอกเรือนด้วยสีหน้าย่ำแย่


“พี่หญิงใหญ่ก็ไร้น้ำใจเกินไป พวกเรามาถึงที่แล้ว ถึงอย่างไรก็น่าจะเชิญพวกเราเข้าไปดื่มชากินขนมบ้างสิ” ฉินหมิงซินเอ่ยขึ้นพลางทำหน้ามุ่ย “คนที่เติบโตมาในเมืองเล็กๆ ไม่รู้จักวิธีการต้อนรับแขก ยังกล้ามาวางท่าสอนเรื่องมารยาทพวกเราอีก”


ฉินหมิงเย่ว์เอ่ยเบาๆ “ใครใช้ให้นางเป็นพี่สาวคนโตเล่า”


“พี่สาวคนโตก็ควรทำตัวเป็นแบบอย่าง ต้องรักและใส่ใจน้องๆอย่างพวกเราบ้างสิ มิใช่เอ่ยกันว่าพี่สาวคนโตก็เหมือนแม่หรอกหรือ”


“ไม่ต้องเอ่ยแล้ว พี่หญิงใหญ่อาจไม่เข้าใจเรื่องนี้เพราะไม่มีคนอบรมสั่งสอนก็ได้”


“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ใครสักคนมาสอนนางสิ ข้าจะไปเอ่ยกับท่านแม่ของข้า” ฉินหมิงซินวิ่งไปแล้ว


ฉินหมิงเย่ว์เหลือบมองที่เรือนหลังเล็กนั้นอีกที ก่อนจะกัดริมฝีปากของตนแล้วเดินตามไปอย่างไม่เต็มใจนัก


ซ่งอวี่ฉิงที่อยู่ข้างพี่หญิงใหญ่ของตนกระซิบว่า “พี่หญิง พวกเราก็ไปกันเถิดเจ้าค่ะ”


พี่หญิงหลิวซีผู้นั้นท่าทางน่าเกรงขาม นางจึงไม่ค่อยกล้ามองหน้าสบตาด้วยนัก


ซ่งอวี่เยียนพยักหน้า เก็บซ่อนความริษยาและความเศร้าโศกในดวงตาของตนไว้ก่อนจะจูงนางไป หากเอ่ยถึงเรื่องสถานการณ์ที่น่าอับอายแล้ว ใครหรือจะสู้พวกนางสามคนแม่ลูกได้เล่า


ตอนที่ 48: ฟ้อง


ตอนที่ฉีหวงกลับเข้ามา ฉินหลิวซีก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเรียบง่ายแล้ว และกำลังรินชาให้ตนเองอยู่


“ไปกันหมดแล้วหรือ”


“ท่านแทบจะถือไม้กวาดไล่คนอยู่แล้ว คุณหนูพวกนี้หน้าบางออกจะตายไป พวกนางยังจะกล้าอยู่อีกหรือเจ้าคะ” ฉีหวงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ว่าแต่พวกนางมาหาคุณหนูทำไมหรือเจ้าคะ”


“คงไม่ได้มาทำความสนิทสนมกันประสาพี่น้องจริงๆหรอกกระมัง” ฉินหลิวซีพับแขนเสื้อไปพลาง “สตรีในห้องหออย่างพวกนางวันๆ ถ้าไม่พูดถึงศิลปะต่างๆก็เรื่องงานฝีมือ ไม่ก็มีร้านไหนออกเครื่องประดับใหม่ๆมาบ้าง แล้วก็เปรียบเทียบกันไปต่างๆนานา พวกนางไม่ได้มาเพื่อเปรียบเทียบ ก็คงมาหาความสบายใจ”


“ความสบายใจหรือเจ้าคะ” ฉีหวงก้าวเข้าไปช่วยนางพับแขนเสื้อ “พวกนางจะมาหาความสบายใจอะไรที่คุณหนู? แม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่ก็ไม่สามารถเรียกว่าคุ้นเคยได้กระมังเจ้าคะ”


“เจ้าไม่เข้าใจ ในสายตาของพวกนาง ข้าเป็นเพียงเด็กน่าสงสารที่ถูกเนรเทศกลับบ้านในชนบท แต่พวกนางมาจากในเมืองหลวง ตอนนี้พวกนางตกต่ำ พอได้มาเห็นคนที่น่าสงสารอย่างข้า ถ้าหากข้าน่าเวทนา ขี้ขลาดและต่ำต้อย พวกนางก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นได้มิใช่หรือ”


จิตวิทยาของปุถุชนคนส่วนใหญ่ก็คือ ข้าทุกข์ อา แต่เจ้าทุกข์กว่าข้า เช่นนั้นข้าก็ไม่ได้ทุกข์มากแล้ว!


ฉีหวงหัวเราะเบาๆ “น่าเสียดาย พวกนางไม่เพียงหาความสบายใจไม่ได้ ยังถูกโจมตีกลับไปอีก”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ไม่เอ่ยเรื่องพวกนางแล้ว ไปห้องยากันเถิด ไม่เช่นนั้นคงต้องอดนอนทั้งคืนแน่”



ฉินหมิงซินเอ่ยว่าจะฟ้องก็ฟ้องจริงๆ นางพุ่งเข้าไปกล่าวกับสะใภ้เซี่ยว่า ฉินหลิวซีเป็นพี่สาวคนโตที่ไร้คุณธรรมไม่สมกับตำแหน่ง


“…อย่าว่าแต่จะเชิญพวกเราดื่มชากินขนมเลย แค่เชิญพวกเราเข้าไปในห้องก็ยังไม่ทำ ท่านแม่ นางวางท่าสูงส่งเกินไปมาก ไม่มีน้ำใจเลยแม้แต่น้อย”


สะใภ้เซี่ยหน้าเขียวหน้าแดงทันที “นางไล่พวกเจ้าออกมาจริงๆหรือ”


ฉินหมิงเย่ว์ถอนใจ “นางอาจจะรังเกียจพวกเรากระมัง”


นางยืดชุดผ้าเนื้อหยาบบนร่าง ไม่เคยต้องสวมใส่ผ้าชนิดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้นางกลับต้องสวมและรู้สึกว่ามันสากระคายมาก หลายวันมานี้นางรู้สึกว่าผิวของนางหยาบกร้านไปเสียแล้ว


ยิ่งฉินหมิงเย่ว์คิดถึงเรื่องนี้มากเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกอับอายมากเท่านั้น


สะใภ้เซี่ยเหลือบไปเห็นกิริยาเล็กๆของนางและมองไปที่ผ้าเนื้อหยาบบนร่างกายของตนเอง ในใจก็รู้สึกหดหู่เล็กน้อย ยากจะเปลี่ยนนิสัยฟุ่มเฟือยให้กลายเป็นประหยัดได้ ตนเองไม่ได้สวมผ้าเนื้อหยาบเช่นนี้มาหลายปีแล้ว ตนเองยังไม่เคยชินเลย นับประสาอะไรกับเด็กพวกนี้ที่นุ่งห่มเสื้อผ้าดีๆมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย


ไม่ใช่สิ นังเด็กบ้าฉินหลิวซีนั่นยังไม่ใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบเหล่านี้เลย นางจะต้องแบ่งให้พวกน้องๆได้บ้างสิ?


“พอแล้ว พวกเจ้าเองก็อย่าได้ถือสาอะไรมากมาย พี่หญิงใหญ่ของเจ้าอาศัยอยู่ที่บ้านเก่านี้มาตั้งแต่เล็ก ไหนเลยที่นางจะรู้มารยาท เดี๋ยวข้าจะไปพูดกับท่านป้าใหญ่ของพวกเจ้าว่าให้สั่งสอนนางเอง” สะใภ้เซี่ยโน้มน้าวอย่างสงบ


ฉินหมิงซินเอนตัวเข้าสู่อ้อมกอดของนางพลางออดอ้อน “ท่านแม่ ข้าเห็นว่าพี่หญิงใหญ่มีต่างหูสวยมากคู่หนึ่ง ลูกก็อยากได้ด้วยเจ้าค่ะ”


สะใภ้เซี่ยบีบจมูกนางและเอ่ยอย่างคนรู้นิสัย “เจ้าน่ะอะไรก็อยากได้ไปหมด”


ฉินหมิงเย่ว์เอ่ย “น้องหญิง นั่นมันของของพี่หญิงใหญ่นะ จะเอามาให้เจ้าได้เช่นไร เจ้าอย่าสร้างเรื่อง ถ้าวุ่นวายไปถึงหูท่านป้าใหญ่หรือท่านย่าขึ้นมา เจ้าก็อาจจะถูกตำหนิว่าไม่รู้ความได้”


สะใภ้เซี่ยไม่เห็นด้วย “เย่ว์เอ๋อร์ เจ้าเป็นพี่สาวก็ต้องรักและยอมอ่อนให้น้องเจ้าสิ”


คำพูดนี้ท่านแม่เอ่ยให้นางฟังน้อยเสียเมื่อไหร่


ท่านแม่มีใจลำเอียง ลำเอียงเข้าข้างน้องชายก็ช่างเถิด นี่ยังลำเอียงเข้าข้างน้องสาวด้วย


ฉินหมิงเย่ว์หลุบตาลงและเอ่ยเบาๆ “ลูกรู้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ท่านย่าเองก็เคยเตือนไม่ใช่หรือเจ้าคะ”


สะใภ้เซี่ยเองก็อึดอัดใจ “ใช่แล้ว ซินเอ๋อร์เจ้าทำตัวดีๆ ถึงอย่างไรท่านย่าของเจ้าก็กำลังป่วยอยู่ อย่าไปรบกวนท่านย่าเลย แม่ค่อยไปเอ่ยกับท่านป้าใหญ่…”


[1] เซิ่งจิง เป็นเมืองหลวงเก่าของราชวงศ์ชิง ในช่วงปีค.ศ.1625 ถึง1644 ปัจจุบันคือเมืองเสิ่นหยาง ในมณฑลเหลียวหนิง


ตอนที่ 49: ท่านย่าไม่พอใจ


ตอนที่ฉินหลิวซีออกมาจากห้องยาท้องฟ้าก็เกือบจะรุ่งสางแล้ว หลังจากอดหลับอดนอนมาทั้งคืน สีหน้าของนางก็ซีดเซียวลงเล็กน้อยจนฉีหวงที่เห็นเช่นนั้นอดสงสารไม่ได้


“นายท่าน ท่านอดนอนมาทั้งคืนแล้ว เหตุใดจึงไม่กลับไปนอนสักหน่อยเจ้าคะ เดี๋ยวท่านก็ต้องรีบเดินทางอีก แล้วจะมีเรี่ยวแรงได้อย่างไร”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ไม่เป็นไร ข้าจะไปเตรียมตัวหน่อย ข้าจะอาบน้ำสมุนไพร เสร็จแล้วค่อยไปคารวะพวกท่านย่าแล้วค่อยไป”


เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้นางก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที เมื่อก่อนจะไปไหนมาไหนใช่ว่าจะต้องบอกกล่าวกับใคร นึกอยากจะไปก็ไป แต่ตอนนี้กลับทำเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไป


นางสูญเสียอิสรภาพแล้ว!


ฉินหลิวซียิ่งรู้สึกหดหู่มากขึ้นทุกที


ฉีหวงเห็นสีหน้าย่ำแย่ของนางแล้วก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก รีบไปตระเตรียม ภายในชั่วเวลาจิบชาน้ำสมุนไพรสำหรับอาบก็พรั่งพร้อม


ฉินหลิวซีเข้าไปในห้องอาบน้ำและแช่ตัวในอ่างน้ำ ขณะที่คอยกำกับให้ฉีหวงนวดตรงจุดฝังเข็มให้


“ข้าไปแล้ว เรื่องต่างๆในบ้านก็ให้ฮูหยินใหญ่เป็นคนรับผิดชอบ แต่ให้เจ้าคอยดูแลเรือนเล็กนี้ไว้ให้ดี โดยเฉพาะห้องยาและสวนสมุนไพร อย่าให้พวกนางทำของข้าพังได้”


ฉีหวงเอ่ย “ท่านไม่ไว้ใจคุณหนูพวกนั้นหรือเจ้าคะ”


“แทนที่จะพูดว่าไม่ไว้ใจพวกนาง ต้องเอ่ยว่าไม่ไว้ใจฮูหยินรองจะดีกว่า” ฉินหลิวซีหลับตาและจุ่มตัวลงในน้ำอาบสมุนไพร “นางโลภในทรัพย์สินเงินทองและชอบเอาเปรียบผู้อื่น นิสัยก็ปากร้ายพาลพาโลไม่มีเหตุผล หากนางมาวางท่าใหญ่โตที่นี่ เจ้าก็หยุดนางไว้ให้ได้ หากมีอะไรให้รอข้ากลับมาค่อยว่ากัน ถ้าไม่ได้การจริงๆ ก็ให้เชิญฮูหยินใหญ่มาจัดการ”


“ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลแทนท่านอย่างดี” ฉีหวงและเฉินผีเป็นพี่น้องที่มีร่างกายแข็งแรง ทั้งสองคนเป็นคนที่ฉินหลิวซีช่วยเอาไว้ตอนที่พวกเขาทุกข์ยากลำบากที่สุด เมื่อแรกที่พวกเขาติดตามฉินหลิวซี นางไม่อยากให้พวกเขาลงนามในสัญญาซื้อขายทาส แต่พวกเขาก็ทำสัญญาเลือดกับอาจารย์ที่อารามแล้ว จึงไม่มีวันที่จะทรยศนางแน่


ดังนั้นหากบ้านนี้มีใครที่คิดจะใช้สัญญาทาสมาบีบบังคับพวกเขาย่อมไม่มีทางเป็นไปได้


“เจ้าเอาอวี้เสวี่ยจีไปส่งที่ตำหนักอายุวัฒนะเถิด ส่วนยาอื่นๆที่หลอมไว้ให้เจ้าเก็บเอาไว้ก่อน หากฮูหยินสามและท่านย่าเป็นอะไรกะทันหัน เจ้าค่อยเอาให้พวกนางกิน”


“ท่านแอบดูลิขิตสวรรค์หรือเจ้าคะ”


“ไม่หรอก ก็อย่างที่โบราณว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต คนแก่คนหนึ่ง คนอ่อนแอหลังคลอดคนหนึ่ง แถมยังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ข้ากลัวว่าจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นแล้วข้าจะมาไม่ทัน” ฉินหลิวซีเอ่ย “ถ้ามีอะไรที่เจ้าจัดการไม่ได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากที่ใด”


“ท่านไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ”


ฉินหลิวซีไม่ได้เอ่ยมากความอีก นางรู้สึกสบายไปทั้งร่าง หลังจากได้สูดลมหายใจเข้าออกไปสองสามครั้งก็ผล็อยหลับไป


ฉีหวงเห็นอย่างนั้นจึงหยุดเคลื่อนไหว ตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำอีกครั้ง และมองดูเจ้านายที่เอนร่างพิงอ่างโดยหันหน้ามาทางนางก่อนจะยิ้มออกมา นางหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่วางไว้บนอ่างอาบน้ำ จากนั้นก็เดินออกจากห้องอาบน้ำไปอย่างแผ่วเบา จะต้องกำชับให้เฉินผีดูแลเจ้านายของนางให้ดี


ฉินหลิวซีงีบหลับไปเพียงครู่ก็ตื่นขึ้นและแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วยตนเอง พอเดินออกไปก็พบฉีหวงเข้ามาพอดี


“ข้าไปคารวะเองก็ได้ เจ้าเก็บของให้เรียบร้อยเถิด”


ฉีหวงรับคำ


ฉินหลิวซีเดินออกไปจากห้อง ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว นางยืนอยู่ใต้ชายคา มีลมพัดมา อากาศเริ่มจะเย็นลงแล้ว


นางฉินผู้เฒ่าอายุมากและหลับไม่ลึก นางมีเรื่องในใจจึงตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว ได้ยินว่าฉินหลิวซีจะมาคารวะนาง ประกอบกับที่ได้ยินจากสะใภ้ใหญ่มาก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายจะไปบำเพ็ญเพียรที่อารามเต๋า จึงทราบว่าอีกฝ่ายจะมาเพื่อกล่าวลา


เพียงแต่ตอนนี้ครอบครัวอยู่ในช่วงเวลาที่มีเรื่องให้กังวลกลัดกลุ้มมากมาย พวกนางเองก็เพิ่งจะกลับมาบ้านเก่านี้ และยังอยู่ในช่วงที่จับต้นชนปลายหาทางไปไม่เจออยู่เลย เรื่องนี้จึงทำให้นางรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง


ฉินหลิวซีเองก็ไม่ได้คุ้นเคยกับนาง หลังจากที่คารวะแล้วก็แจ้งเรื่องที่ตนเองจะไปทันที ฉินหลิวซีจับชีพจรและเขียนใบสั่งยาให้นางใหม่ ก่อนจะให้ติงหมัวหมัวนำไปให้ลุงหลี่เพื่อรับยา แล้วจึงกล่าวคำอำลาและจากไป


สีหน้าของนางฉินผู้เฒ่าไม่พอใจถึงขีดสุด เอ่ยออกมาโดยไม่ปิดบัง “เด็กคนนี้ พอข้าไม่ได้เลี้ยงมาเอง กลับมาก็ทำตัวเย็นชาห่างเหินเสียแล้ว!”


ตอนที่ 50: ความดีของคุณหนูใหญ่


ติงหมัวหมัวไม่กล้าจัดการอะไรกับฉินหลิวซี ประการแรกเพราะนางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แม้ว่านางจะเป็นคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่า แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะจัดการเจ้านายได้


ส่วนประการที่สอง ฉินหลิวซีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าวิชาแพทย์ของนางไม่ธรรมดา ตนเองไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักแยกแยะ ย่อมรู้ว่าคนเช่นนี้ไม่ใช่คนที่จะทำให้ขุ่นเคืองได้


ประการที่สาม แม้ว่าฉินหลิวซีจะไม่ได้เป็นมิตรและกระตือรือร้นต่อฮูหยินผู้เฒ่าและคนอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในหรือภายนอกก็ไม่สามารถจะตำหนิอะไรนางได้


ยิ่งไปกว่านั้น คุณหนูใหญ่ถูกส่งตัวมาที่บ้านเก่าตั้งแต่ยังเล็กเพียงลำพัง เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว เช่นนั้นแล้วที่นางไม่สนิทสนมกับคนตระกูลฉินก็เป็นเรื่องปกติธรรมดามากมิใช่หรือ


จะคาดหวังให้คนที่ไม่ได้เติบโตมากับคนในครอบครัวไม่มีช่องว่าง ไม่มีความเหินห่าง และมีความรู้สึกสนิทสนมอบอุ่นหลังจากสิบปีผ่านไป แม้แต่นักบุญก็ยังทำไม่ได้กระมัง


ความจริงแล้วคนที่ทำเช่นนี้ได้นั้นน่ากลัวมากต่างหาก เพราะแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีความอดทนอดกลั้นเพียงใด และสามารถซ่อนตัวตนไว้ได้มากแค่ไหน


ติงหมัวหมัวลอบสังเกตสีหน้าของฉินฮูหยินผู้เฒ่าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านก็อย่าได้โทษคุณหนูใหญ่นักเลยเจ้าค่ะ นางออกจากบ้านมาตั้งสิบปีแล้ว อย่าว่าแต่ท่านและฮูหยินคนอื่นๆเลย แม้แต่คุณชายคุณหนูในบ้าน นางก็ยังไม่เคยพบปะพูดคุยด้วย ไหนเลยจะพูดถึงเรื่องความรักใคร่สนิทสนมได้”


นางฉินผู้เฒ่านิ่งเงียบ


“คุณหนูใหญ่อาจจะเป็นคนเย็นชา แต่ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่นเลย นางก็ยังมีใจกตัญญูต่อท่านมิใช่หรือเจ้าคะ นี่ไม่ใช่ว่าก่อนที่นางจะไปก็ยังเป็นห่วงเรื่องสุขภาพร่างกายของท่านหรือ”


พอนางฉินผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นแล้ว สีหน้าของนางก็ดีขึ้น นางปฏิเสธเรื่องนั้นไม่ได้จริงๆ


“ยังมีทางด้านฮูหยินสาม นางเองก็ห่วงใยนัก ข้าได้ยินจากจวี๋เอ๋อร์ว่านางไปตรวจอาการให้ฮูหยินสามด้วยตัวเอง ทั้งยังสั่งให้ภรรยาของหลี่ต้ากุ้ยทำอาหารบำรุงร่างกายให้นางทุกวันด้วย แค่เรื่องนี้ หากนางไม่มีใจ ด้วยวัยของนางหรือจะคิดถึงเรื่องพวกนี้ได้” ติงหมัวหมัวถอนหายใจเบาๆ “สิ่งที่ทำให้บ่าวรู้สึกนับถือนางที่สุดก็คือสิ่งที่นางทำให้คุณชายน้อยที่เพิ่งเกิด บ่าวได้ยินมาว่านางขึ้นไปที่อารามและขอจี้กระดุมหยกสำหรับคุ้มครองปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายมาให้ เป็นของวิเศษที่ผ่านการปลุกเสกแล้วด้วยนะเจ้าคะ”


ใบหน้าของนางฉินผู้เฒ่าร้อนผ่าว เหลือบมองหญิงชราที่อยู่กับนางมาหลายปีก่อนจะเอ่ย “นางเฒ่านี่ เจ้าได้ผลประโยชน์จากนางไปแล้วเท่าไร นี่เพิ่งผ่านไปแค่กี่วันเอง เจ้าก็ช่วยพูดจาแทนนางแล้ว”


ติงหมัวหมัวยิ้มขื่น “บ่าวหรือจะกล้า เพียงแต่บ่าวเห็นว่าท่านอาจจะอยู่ในมุมแคบๆ แล้วมองเห็นไม่รอบด้านจนทำให้สุขภาพของท่านยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ บ่าวจึงเอ่ยความจริงกับท่านเจ้าค่ะ”


นางฉินผู้เฒ่าถอนหายใจ “ข้าแก่และเลอะเลือนไปจริงๆ”


“ท่านอย่าได้พูดแบบนี้สิเจ้าคะ ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะพวกท่านไม่ได้พบเจอกันนานหลายปีจึงเกิดความห่างเหินขึ้น หากได้อยู่ด้วยกันนานเข้าก็คงจะผูกพันกันไปเอง” ติงหมัวหมัวรีบเอ่ยปลอบโยนนางทันที


“อืม” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา แววตาล่องลอย “ข้ากลัวแต่ว่าจะมีเวลาไม่พอแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้เห็นวันนั้นหรือไม่”


ติงหมัวหมัวรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูดไปเงียบๆ


ส่วนฉินหลิวซีที่พวกนางกำลังเอ่ยถึงก็กำลังมุ่งหน้าไปหาสะใภ้กู้ นางฝังเข็มให้สะใภ้กู้อีกครั้งและกำชับอะไรอีกสองสามคำพร้อมกับส่งใบสั่งยาให้แผ่นหนึ่ง


“ใบสั่งยาแผ่นนี้เป็นน้ำอาบสมุนไพรที่ข้าคิดค้นให้กับผิงและน้องชาย ข้าได้คัดลอกให้ฉีหวงไว้ด้วยเช่นกัน จากนี้ไปให้พวกเขาแช่วันเว้นวันเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ต่อไปจะช่วยเรื่องกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรงได้ด้วย”


สะใภ้กู้ตกตะลึงทันทีก่อนจะรับมาอ่าน สีหน้าของนางก็มีแววลังเลเล็กน้อย


“ถ้าคิดว่าไม่ดี จะไม่แช่ก็ได้”


สะใภ้กู้ส่ายศีรษะ “เจ้าไม่มีทางทำร้ายพวกเขาอยู่แล้ว หากเป็นเมื่อก่อนข้าจะต้องตอบรับโดยไม่เอ่ยอะไร แต่ซีเอ๋อร์ เจ้าก็รู้สถานการณ์ของบ้านเราดี น้ำอาบสมุนไพรนี้ต้องใช้ตัวยาและเงินมากจริงๆ”


พวกเขารับผิดชอบไม่ไหว นางเองก็ไม่อาจเห็นแก่ตัวและเรียกร้องสำหรับบุตรชายฝาแฝดมากเกินไป เพราะถึงอย่างไรตระกูลฉินก็อยู่ในสภาพตกต่ำลำบาก


ฉินหลิวซีเอ่ย “ท่านไม่ต้องกังวล ข้าให้ท่านได้เช่นนี้ย่อมแปลว่าข้าจัดการได้ หลังจากที่ข้าไปแล้ว ฉีหวงจะเป็นคนจัดการให้”


จบตอน

Comments