tao ep51-60

 ตอนที่ 51: เข้าตานาง


สะใภ้กู้ยังยอมรับความหวังดีของฉินหลิวซี เพราะถึงอย่างไรบิดาของเด็กก็ยังอยู่ในระหว่างถูกเนรเทศ หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา บุตรชายสองคนนี้ก็ยังเป็นหลักให้บ้านสามยึดได้


สะใภ้กู้กัดฟันยอมเห็นแก่ตัวสักครั้ง หันไปเอ่ยกับฉินหลิวซี “ซีเอ๋อร์ ตอนนี้หากอาสะใภ้สามเอ่ยว่าจะใช้คืนให้เจ้าในภายหลังก็เหมือนกับกำลังวาดฝันให้เจ้าดู ข้าจึงไม่ขอเอ่ยอะไรทั้งนั้น เจ้าวางใจได้ บ้านสามของพวกเราจะจดจำน้ำใจของเจ้าไว้ไม่มีลืม”


บุญคุณเพียงน้ำหยด ต้องทดแทนดั่งสายธาร นี่เป็นสิ่งที่พวกนางสามคนแม่ลูกควรจะจดจำไว้ตั้งแต่ที่สามารถคลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว


ฉินหลิวซียิ้ม “อาสะใภ้สามพักฟื้นให้ดี มีความสุขรออยู่ในภายภาคหน้า”


สะใภ้กู้ใจเต้นโลดขึ้นทันที หว่างคิ้วของนางสดใสขึ้นทันที มีความสุขรออยู่ในภายภาคหน้าหรือ


นางไม่ได้คิดอะไรมาก และสั่งให้แม่นมอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาเพื่อทักทายฉินหลิวซี


ฉินหลิวซีโอบอ้อมอารีกับทารกแรกเกิดทั้งสองมาก เมื่อนางเห็นว่าพวกเขาตื่นอยู่ในเวลานี้ แต่มือไม้กลับไม่ได้เปะปะไปทั่วและกดอยู่ที่ปาก ทำให้นางอดยิ้มออกมาไม่ได้


นางจับมือเด็กน้อยขึ้นมาก่อนจะวางนิ้วหนึ่งลงบนข้อมือน้อยๆนั้น ปล่อยไว้สักพักก็เปลี่ยนไปที่อีกคน


“ถ้าเด็กรู้สึกไม่สบาย ให้ไปหาฉีหวง นางอยู่กับข้ามาหลายปีแล้ว พอจะเข้าใจเรื่องยาอยู่บ้าง” ฉินหลิวซีมองสะใภ้กู้พลางเอ่ย


“ตกลง” สะใภ้กู้พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม


ฉินหลิวซีลูบศีรษะของเด็กน้อยทั้งสองอีกครั้งแล้วจึงกล่าวลา


“เป่าเอ๋อร์ เจ้าไปส่งพี่หญิงใหญ่หน่อย” สะใภ้กู้หันไปพูดกับบุตรสาวที่หลบอยู่ข้างประตู


ฉินหมิงเป่าเดินออกไปและมองฉินหลิวซีอย่างเขินอาย ก่อนจะทักทายด้วยเสียงอันแผ่วเบา “พี่หญิงใหญ่ เป่าเอ๋อร์ไปส่งท่านนะเจ้าคะ”


ฉินหลิวซีเดินออกไปโดยมีฉินหมิงเป่าเดินตามหลังมา หลังจากที่เดินออกจากห้องจนมาถึงลานบ้าน นางก็ถูกจับชายเสื้อไว้จนอดที่จะก้มลงมองไม่ได้


ฉินหมิงเป่าปล่อยมือ เงยศีรษะขึ้นมองคนที่ทั้งเหมือนพี่ชายและเหมือนพี่สาว กะพริบตาปริบๆ ใบหน้ากลมเล็กแดงก่ำ


ก่อนที่ตระกูลฉินจะเกิดเรื่อง นางไม่เคยพบเจอฉินหลิวซีมาก่อนเลย เพียงแต่ได้ยินจากท่านแม่อยู่บ้างว่านางยังมีพี่หญิงใหญ่อยู่อีกคนหนึ่ง และด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่มาตั้งแต่เล็กจึงต้องเติบโตในบ้านเก่า


ต่อมาเมื่อได้พบเจอแล้วก็พบว่าพี่หญิงใหญ่คนนี้เก่งมาก ไม่เพียงแต่ช่วยมารดาไว้เท่านั้น แต่ยังช่วยน้องชายทั้งสองไว้ด้วย นางจะต้องเป็นเซียนที่ท่านเทพส่งลงมาเป็นแน่


ฉินหมิงเป่าคุกเข่าลงทันทีและโขกศีรษะคำนับฉินหลิวซีอย่างเอาจริงเอาจัง


ฉินหลิวซี “!”


ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันจนนางไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ทัน


นางพยุงเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมาพลางเอ่ยถาม “อยู่ดีๆเจ้าคุกเข่าทำไมหรือ”


ฉินหมิงเป่าเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยแววตาเคารพและซาบซึ้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นน้ำเสียงอย่างเด็กน้อย “พี่หญิงใหญ่ช่วยท่านแม่และน้องชายของข้าไว้ ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทน ทำได้เพียงคารวะท่านอย่างนี้เท่านั้น แต่ถ้าต่อไปข้ามีความสามารถแล้ว ข้าจะต้องตอบแทนพี่หญิงแน่ ข้าสาบานเจ้าค่ะ!”


ฉินหลิวซีได้ยินแล้วก็ยิ้มกว้างอย่างจริงใจออกมาทันที มองดูใบหน้ากลมๆ คางป้อมๆ เส้นผมมัดเป็นมวยสองข้างรัดไว้ด้วยแถบผ้าแดง นางสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ คาดเอวด้วยแถบผ้าไม่ต่างอะไรกับลูกชาวนาเหล่านั้น ช่างบริสุทธิ์ไร้เดียงสานัก


ฉินหลิวซีบีบแก้มนาง และหลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบตั๋วเงินออกมาจากแขนเสื้อหนึ่งแผ่นก่อนจะยื่นให้ “พี่หญิงใหญ่จะชดเชยของขวัญพบหน้าให้เจ้า เก็บไว้สำหรับตัวเจ้าเองนะ ค่อยเอาไปซื้อขนม”


ฉินหมิงเป่ารู้สึกประหลาดใจ ก้มลงมองตัวเลขบนตั๋วเงินแล้วดวงตาก็เบิกกว้าง และเมื่อนางเงยหน้าขึ้นอีกที ชายเสื้อพี่หญิงใหญ่ก็ลับหายออกไปทางประตูแล้ว


ฉินหมิงเป่าไล่ตามหลังไปเล็กน้อย หลังจากที่ไม่ทันฉินหลิวซีแล้วจึงกลับไปที่ห้องสะใภ้กู้และยื่นตั๋วเงินให้นางพลางเล่าเรื่องนี้อย่างไม่สบายใจ “ท่านแม่ ท่านว่าข้าควรจะเอาไปคืนให้พี่หญิงใหญ่ดีหรือไม่เจ้าคะ”


สะใภ้กู้มองดูจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงบนตั๋วเงินนั้นแล้วลูบศีรษะของบุตรสาวพลางถอนหายใจ “เจ้าถือว่าโชคดีนะ ในเมื่อพี่หญิงใหญ่ให้เจ้ามาแล้ว เจ้าก็เก็บเอาไว้เองเถิด เพียงแต่เจ้าต้องจำไว้ว่าต่อไปจะต้องตอบแทนกลับไปให้มากๆ”


หากนางไม่โชคดี แล้วจะเข้าตาฉินหลิวซีได้อย่างไร


ฉินหมิงเป่ามองตั๋วเงินด้วยท่าทางเหมือนจะเข้าใจ


ตอนที่ 52: ข้าอ่อนแอจึงมารยา


ฉินหลิวซีขึ้นรถม้าท่ามกลางเสียงพร่ำบ่นของฉีหวง ในขณะที่เฉินผีโบกมือให้พี่สาวของตนด้วยรอยยิ้มขี้เล่นและสีหน้ามีชัย


ฉีหวงกัดฟันและขู่ว่า “ถ้าเจ้าไม่ดูแลนายท่านให้ดี ปล่อยให้นางชนโน่นชนนี่เป็นอะไรไป กลับมาแล้วข้าจะถลกหนังเจ้า ต่อไปเจ้าจะไม่ได้ชื่อว่าเฉินผีแล้ว แต่ชื่อปาผีแทน”


เฉินผีตัวสั่นเล็กน้อยและเก็บสีหน้าอาการ “ข้ารู้แล้ว”


จากนั้นฉีหวงจึงมองส่งพวกเขาอยู่เนิ่นนานกว่าจะหมุนตัวกลับเข้าห้องไป


ฉินหลิวซีตกลงกับฉีเชียนเอาไว้แล้วว่าจะรออยู่ที่ประตูเมืองตงหวา พวกเขามาสาย คนเหล่านั้นรออยู่นานแล้ว


“ท่านปรมาจารย์” ฉีเชียนเข้ามาต้อนรับ เขาดูโล่งใจที่เห็นฉินหลิวซีปรากฏตัวอย่างเห็นได้ชัด


ฉินหลิวซีเอ่ย “อย่าเรียกข้าว่าปรมาจารย์ เดิมข้าแซ่ฉิน”


ฉีเชียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือคำนับใหม่ “เช่นนั้นก็ ท่านหมอฉินดีหรือไม่”


“แล้วแต่เลย” ฉินหลิวซีโบกมือก่อนจะเอ่ย “รถม้าเล่า”


เมื่อหันไปมองรอบๆ ก็เห็นม้าตัวใหญ่แข็งแรงตัวหนึ่ง ด้านหลังประกอบด้วยตัวรถม้าที่ดูเรียบง่ายและแข็งแรงมั่นคง นางเดินเข้าไปดูแล้วก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ


ภายนอกดูเรียบง่ายและแข็งแรง แต่ภายในกว้างขวางพอให้นอนราบลงได้ บนรถม้าปูเบาะและเครื่องนอนนุ่มๆ จัดวางหีบและโต๊ะตัวเล็กจำนวนหนึ่ง รวมถึงเตาไฟเล็กๆและถ่านเงิน


เฉินผีกระโดดขึ้นไปก่อนและวางสัมภาระของทั้งสองคนลง จากนั้นเขาก็เปิดหีบที่อยู่บนรถม้าพวกนั้นดู และพบว่ามีผลไม้แห้งขนาดเล็กหลากหลายชนิดอยู่ในนั้น ทั้งยังมีใบชาและชุดชา รวมถึงเตาอุ่นมือขนาดเล็กสำหรับเก็บความร้อนและอื่นๆ ซึ่งถือได้ว่าครอบคลุมครบครัน


เฉินผีแสร้งทำเป็นอยากรู้อยากเห็น แต่แท้จริงแล้วเขากำลังค้นหาเผื่อจะพบอะไรที่ไม่ควรอยู่บนรถม้า


หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ยิ้มและเอ่ยกับฉินหลิวซีด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “คุณชาย รถม้าคันนี้ใช้ได้เลย ไม่ว่าอะไรก็มีให้หมด เหมือนบ้านหลังเล็กๆที่สามารถเคลื่อนที่ได้เลยขอรับ”


อิงหนานที่เดินตามหลังฉีเชียนมาอดกลอกตามองบนไม่ได้ ที่อะไรก็มีให้หมดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะคุณชายของเจ้าเรียกร้องเอาไว้อย่างจริงจังหรือ


แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยออกมา


ฉินหลิวซีเองก็หัวเราะออกมาเช่นกันแล้วประสานมือให้ฉีเชียน “รบกวนคุณชายแล้ว สุขภาพข้าอ่อนแอ จึงต้องมารยาหน่อย”


“ท่านพอใจก็ดีแล้ว” ฉีเชียนมองขนตางอนยาวของอีกฝ่ายขณะเอ่ยตอบ ในใจก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด


พอใจ ไม่มีความคิดอะไรแผลงๆ ก็แปลว่าสามารถออกเดินทางได้แล้ว


“เอาล่ะ เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันเถิด รีบไปรีบกลับ เฮ้อ ข้าเป็นพวกคิดถึงบ้าน ไม่ค่อยชอบเดินทางไกล” ฉินหลิวซีกระโดดขึ้นรถม้า ภายในรถม้าเฉินผีได้วางหมอนและผ้าห่มไว้ให้เจ้านายของตนได้นอนชดเชยแล้ว


ฉีเชียนกวาดตามองมา ท่าทางแบบนี้ เขากำลังจะนอนอย่างนั้นหรือ


วิญญูชนไม่พึงดูสิ่งที่ผิดจริยา เขาจึงกลับไปที่รถม้าของตนเตรียมออกเดินทาง


หลังจากขึ้นรถม้าฉินหลิวซีก็นอนลงจริงๆ เฉินผีรินชาจากกระติกน้ำร้อนยื่นให้นาง แล้วจึงจุดธูปหอม ก่อนจะขยับไปนั่งใกล้ประตูรถม้า


“คุณชาย ท่านนอนเถิด ข้าจะเฝ้าอยู่ตรงนี้”


ฉินหลิวซีหาวออกมาหนึ่งที “รถม้าคันนี้กว้างขวาง ถ้าเจ้าเหนื่อยก็นอนลงได้ จะเฝ้าหรือไม่เฝ้าก็ไม่เป็นไร องครักษ์ข้างนอกนั่นไม่ได้เลี้ยงไว้ให้เปลืองข้าวสุกเสียหน่อย”


พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือที่ฉลาดและมีระเบียบวินัย จะต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดแน่นอน


เฉินผีตอบรับด้วยรอยยิ้ม


บนรถม้าอีกคัน อิงหนานเห็นการเคลื่อนไหวทางด้านฉินหลิวซีและรายงานต่อฉีเชียนอย่างระมัดระวัง “คุณชาย พวกเขานอนลงจริงๆขอรับ”


ฉีเชียนเหลือบมองนิ่งๆก่อนจะเอ่ย “ออกเดินทางกันเถิด”


อิงหนานไม่กล้าเอ่ยมากความ เขาคำนับอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้หั่วหลางหัวหน้าองครักษ์


ทั้งขบวนออกเดินทางอย่างช้าๆ ฉินหลิวซีได้ยินเสียงกุกกักของล้อรถม้า แต่ก็หลับสนิทไปในที่สุด


[1] ปาผี แปลว่า ถลกหนัง ลอกหนัง ปอกเปลือก


ตอนที่ 53: เจ้าเป็นตัวซวยก็อย่าลากข้าไปเดือดร้อนด้วย


ฉินหลิวซีหลับไปและไม่ได้ลุกมากินข้าวเที่ยงด้วยซ้ำ จนกระทั่งยามเซิน นางจึงลืมตาขึ้นรวบรวมสติและลุกขึ้นนั่ง


“คุณชาย ท่านตื่นแล้ว” เฉินผีที่กำลังงีบหลับอยู่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวและรินน้ำชาให้นาง “ท่านหลับลึก ข้าก็เลยไม่ได้ปลุกท่าน อาหารเที่ยงยังอยู่ในกล่องอุ่นๆ ท่านอยากจะกินกล่องนี้หรือจะรับขนมดีขอรับ”


ฉินหลิวซีรับถ้วยชามาพลางเอ่ย “เป็นเวลาใดแล้ว” นางเงยหน้ามองเฉินผีแล้วขมวดคิ้วทันที


“คุณชาย ทำไมหรือขอรับ”


ฉินหลิวซีเอ่ย “เราถึงไหนกันแล้ว เจ้ามีเคราะห์ จะเลือดตกยางออก”


“หา?”


ฉินหลิวซีนิ่วหน้ามองใบหน้าที่มีกลิ่นอายเลือดลอยขึ้นจางๆ แม้ว่าจะได้เลือด แต่ก็ไม่มีอันตรายจนถึงแก่ชีวิต จึงเอ่ยต่อไปว่า “เจ้ามีเหรียญอีแปะทองแดงหรือไม่”


เฉินผีรู้นิสัยของนางดี รีบหยิบเหรียญทองแดงออกจากกระเป๋าในแขนเสื้อส่งให้นาง


ฉินหลิวซีรับไปและโยนขึ้นอย่างง่ายๆ ในขณะที่มือข้างหนึ่งนับนิ้วคำนวณไปด้วย นางโยนอีกครั้ง นิ้วมือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว


เฉินผีรออย่างเงียบๆ


หลังจากนั้นไม่นานฉินหลิวซีก็เก็บเหรียญทองแดงพลางเอ่ย “หยุดเถิด เราเดินหน้าต่อไปไม่ได้แล้ว”


เฉินผีเปิดประตูรถม้าและตะโกนให้หยุดทันที


หั่วหลางควบม้าเข้าไปและเอ่ยถาม “เฉินผีน้อย เกิดอะไรขึ้นหรือ”


“หยุดเถิด คุณชายของข้าบอกว่าไปต่อไม่ได้แล้ว”


หั่วหลางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “รอสักครู่”


เขาควบม้าไปยังรถม้าของฉีเชียนเพื่อรายงาน


ฉีเชียนที่กำลังพิงหน้าผากงีบหลับได้ยินเช่นนั้นก็เหลือบมองนาฬิกาแดดและเอ่ย “หยุด”


เขาลงจากรถม้า อิงหนานเองก็เดินตามมาด้วย “นายท่าน อยู่ดีๆไยพวกเราถึงเดินทางต่อไปไม่ได้เล่าขอรับ”


ฉินหลิวซีลงจากรถม้าแล้ว กำลังมองดูสภาพแวดล้อมและท้องฟ้า ตอนนี้พวกเขาอยู่บนถนนทางการที่ล้อมรอบด้วยภูเขา ตามที่องครักษ์บอกพวกเขากำลังจะผ่านเข้าไปในช่องเขาแคบและสูงชันแห่งหนึ่ง


“ท่านหมอฉิน”


ฉินหลิวซีหมุนตัวกลับมา


ฉีเชียนเห็นว่าใบหน้าด้านหนึ่งของนางมีรอยแดง ดูมีเลือดฝาด จึงเบนสายตาไปทางอื่นและประสานมือถาม “ข้าได้ยินว่าท่านเรียกให้พวกเราหยุดหรือ”


“อืม” ฉินหลิวซีเอ่ย “ในอีกครึ่งชั่วยามจะมีฝนตกหนักและค่อนข้างกะทันหัน การข้ามช่องเขาจะเสี่ยงอันตราย หยุดแล้วหาที่กำบังลมฝนก่อนชั่วคราวเถิด”


ฉีเชียนและคนอื่นๆต่างก็อึ้งงั้นไป


อิงหนานเงยหน้ามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าและอดเอ่ยออกมาไม่ได้ “ไม่สิ ท่านหมอฉิน แดดยังแรงออกอย่างนี้ ท่านว่าฝนจะตกอย่างนั้นหรือ”


ล้อเล่นกันหรือไร!


ฉีเชียนเองก็ลังเลเล็กน้อย แม้ว่าอาการป่วยของท่านย่าเขาจะไม่ได้ถึงกับอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่หากเขากลับไปได้เร็วหนึ่งวัน ท่านย่าของเขาก็จะทุกข์ทรมานน้อยลงหนึ่งวันด้วย ดังนั้นหากเป็นไปได้ เขาก็อยากจะกลับไปให้เร็วที่สุด


“ใช่ ข้าบอกว่าฝนจะตก ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปเถิด” ฉินหลิวซีเหลือบมองเขาและยิ้มออกมา “แต่ข้าเห็นว่าจุดเทียนถิงของเจ้ามีรอย จมูกก็มีรอย สีหน้าดำคล้ำซึ่งเป็นสัญญาณของการเสียทรัพย์ เกรงว่าในอีกไม่นานอาชีพขุนนางของเจ้าก็คงจะไม่ราบรื่น ตอนนี้จุดอิ้นถังก็ดำคล้ำ กลิ่นอายเลือดปกคลุมใบหน้า หากยังฝืนไปต่อ เจ้าจะกลายเป็นคนที่เร่งให้เกิดความโชคร้ายคนนั้น! เจ้าเป็นตัวซวยก็ไม่เป็นไรหรอก แต่จะมาทำให้พวกเราเดือดร้อนไปด้วยไม่ได้ เฉินผี ไปเอาสัมภาระของเรามา”


“ขอรับ”


อิงหนานถูกฉินหลิวซีวิจารณ์โหงวเฮ้งเช่นนั้นก็โกรธจนควันออกหู เขาแทบจะพุ่งเข้าไปและถกแขนเสื้อถามหาเหตุผลกับอีกฝ่ายแล้ว แต่หั่วหลางกลับรั้งเขาไว้ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้ง


“เมื่อวานเจ้าก็ทำถุงเงินหายมิใช่หรือ” หั่วหลางเตือนเขาด้วยเสียงแผ่วเบาข้างหู “เจ้าทำให้นายท่านโกรธจนส่งเจ้าไปที่อิงถัง”


อิงหนานตัวแข็งทื่อ ปลายนิ้วชาไปในทันที พอเจ้านายโมโหเขาก็อดรู้สึกกระวนกระวายใจไม่ได้ ตอนที่ออกไปทำงานจึงทำถุงเงินหาย ท่านหมอฉินคงไม่ได้สะกดรอยตามเขาไปหรอกกระมัง?


ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือท่านหมอฉินมาจากอารามเต๋า และหากที่เอ่ยออกเมื่อครู่นี้ถูกต้องทั้งหมด


ดังนั้น เขาเป็นตัวซวยอย่างนั้นหรือ


ตอนที่ 54: แม่นยิ่งกว่าตาเห็น!


โบราณว่าไว้เชื่อไว้ก่อนดีกว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำทำนายที่ตรงไปตรงมาและเด็ดขาดของท่านหมอฉินแล้ว ฉีเชียนก็เลือกที่จะเชื่อตาม


ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็พูดเรื่องที่เกิดขึ้นกับอิงหนานได้อย่างแม่นยำ


หั่วหลางรีบสั่งให้คนไปหาที่กำบังลมฝนทันที เพียงแต่ที่นี่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา แล้วจะให้พวกเขาไปหาที่ไหนได้


“ไปทางทิศตะวันตกเถิด” ฉินหลิวซีหันหน้าไปทางทิศตะวันตก


หั่วหลางหันไปมองเจ้านายของตนโดยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าเขาพยักหน้าจึงนำคนมุ่งหน้าไปสำรวจทาง ไม่นานนักก็ส่งคนหนึ่งกลับมารายงานว่าไม่ไกลจากช่องเขามีวัดร้างเล็กๆแห่งหนึ่งที่บัดนี้น่าจะเป็นที่พักชั่วคราวของพวกนายพรานล่าสัตว์


ฉีเชียนเหลือบมองฉินหลิวซีพลางครุ่นคิด


อิงหนานประหม่ายิ่งขึ้นไปอีก นี่มันแม่นอีกแล้ว


คนทั้งกลุ่มรีบเร่งเดินทางไปยังวัดร้างทันที จนกระทั่งพวกเขาเข้าไปในวัดร้างได้แล้ว ท้องฟ้าก็ยังคงแจ่มใส ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าฝนจะตกจริงหรือ คงไม่ได้พูดจาเหลวไหลหรอกนะ!


หั่วหลางนำผู้คนไปจัดการกับสภาพทรุดโทรมของวัดร้างไว้ก่อนแล้ว หลังจากปัดกวาดทำความสะอาดสถานที่พวกเขาก็ปูผ้าและเก็บกิ่งไม้แห้งจากในป่าด้านนอกกลับมาเตรียมไว้


ฉินหลิวซีเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยกับฉีเชียน “คนคุ้มกันของท่านไม่เลวเลย เดินหนึ่งก้าวคิดล่วงหน้าไปสิบเก้า รู้จักคิดการล่วงหน้า ฉลาดมีไหวพริบ มีความจกรักภักดี รับผิดชอบงานใหญ่ได้”


หั่วหลางได้รับคำชมอย่างกะทันหันก็มีความสุขมาก เขาประสานมือคำนับ “ท่านหมอฉินล้อเล่นแล้ว”


เฉินผีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “คุณชายของข้าไม่เคยมองคนผิด ถ้าเขาบอกว่าท่านรับผิดชอบงานใหญ่ได้ก็หมายความเช่นนั้นจริงๆ”


หั่วหลางยิ้มกว้างขึ้น หยิบขนมงาออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้เฉินผี “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณคุณชายของเจ้าที่ชมข้า”


อิงหนานที่อยู่ข้างๆมองมา ขอบตาของเขาแดงเล็กน้อย นางไม่ได้เอ่ยเรื่องดีๆของเขา เอาแต่เอ่ยเรื่องแย่ๆ


องครักษ์คนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมผลพุทราจำนวนหนึ่งในอ้อมแขน เอ่ย “มีต้นพุทราอยู่หลังวัดร้างนี้ต้นหนึ่ง ดูเหมือนจะมีอายุพอควร บนต้นมีลูกอยู่บ้าง ข้าน้อยก็เลยเด็ดมันลงมา”


ฉินหลิวซีตาเป็นประกายและลุกขึ้นยืนทันที นางทำนายได้ว่าจะมีเรื่องน่ายินดีอย่างคาดไม่ถึงระหว่างการเดินทางครั้งนี้ หรือว่ามันจะอยู่ที่นี่กัน


“ต้นพุทรานี้อยู่ที่ใดหรือ”


“อยู่ข้างหลังขอรับ โน่น ตรงนั้นแหละ” องครักษ์ชี้ไปทันที


ฉินหลิวซีและเฉินผีมองออกไป และเห็นว่าตรงตำแหน่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดร้างนี้มีรอยแตกหักกลายเป็นช่องหน้าต่างใหญ่ๆ จนสามารถมองเห็นว่ามีต้นพุทราต้นหนึ่งอยู่ด้านนอก ลำต้นของมันหนา เกรงว่าน่าจะมีอายุหลายสิบปีแล้ว


ฉีเชียนเห็นท่าทางฉินหลิวซีสนอกสนใจเช่นนั้นจึงเอ่ยถามขึ้น “ท่านหมอฉิน หรือว่ามีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับต้นพุทรานี้”


“อา ก็แค่ต้นพุทราต้นหนึ่งจะมีอะไรผิดปกติได้ รีบมาชิมความหวานของพุทราต้นนี้กันเถิด” ฉินหลิวซียิ้ม


ฉีเชียนไม่ได้เผยออกมาให้เห็นทางสีหน้า แต่กลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ไว้วางใจเขา


“ฟ้าเริ่มมืดลงแล้วขอรับ” ต้าหย่ง องครักษ์คนหนึ่งที่เฝ้าอยู่ตรงทางเข้าอุทานออกมาด้วยความตกใจ


ทันทีที่สิ้นเสียงเอ่ยของเขา ลมก็พัดแรงจนราวป่าสั่นไหวเสียงดังสนั่น ท้องฟ้าค่อยๆปกคลุมด้วยเมฆดำมืด ไม่มีแสงใดเล็ดลอดเข้ามาได้


ยังไม่ทันถึงพ้นชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วยดีก็มีเสียงฟ้าร้องดังขึ้น หลังจากนั้นฝนก็เทลงมาอย่างหนัก รวดเร็วและรุนแรง


ทุกคนทยอยกันหันไปมองฉินหลิวซีที่กำลังดื่มชาและกินขนมด้วยสายตายำเกรง


แม่นอีกแล้ว


อิงหนานกลืนน้ำลาย ไม่เป็นไร เขายังไม่มีเลือดออก ยังนับว่าแม่นไม่ได้


“นายท่าน ข้าจะออกไปดูหน่อยว่าฝนตกหนักแค่ไหนนะขอรับ” เขาลุกขึ้นยืนและเดินไปที่ประตูทางเข้า เดินไปได้เพียงสามก้าวเท่านั้น จู่ๆ เขาก็เจ็บหน้าผากและตาลายขึ้นมาอย่างกะทันหัน


เสียงปังดังขึ้น


กระเบื้องแผ่นหนึ่งหล่นลงมา


อิงหนานลูบหน้าผากตนเองก่อนจะพบเลือดแดงๆ แม้จะไม่มาก แต่ก็เป็นเลือด


จุดอิ้งถังดำคล้ำ เลือดตกยางออก แม่นอย่างกับตาเห็น!


ทุกคน “!”


หากอยากให้ปรมาจารย์ทำนายดวงให้ ไม่รู้ว่าต้องใช้เงินเท่าใด


ภายใต้สายตาอันยำเกรงของทุกคน ฉินหลิวซีแย้มยิ้มด้วยสีหน้าอย่างคนเก็บงำความสามารถ


[1] ยามเซิน คือ ช่วงเวลา15.00 -17.00น.


[2] จุดเทียนถิง จุดกึ่งกลางหน้าผาก


[3] จุดอิ้นถัง จุดกึ่งกลางหว่างคิ้ว


ตอนที่ 55: จงทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน


ฟ้าร้องกึกก้องดังที่ฉินหลิวซีว่าไว้ ฝนในฤดูใบไม้ร่วงตกลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง วัดร้างไม่มีประตูปิด ลมและฝนด้านนอกพัดเข้ามาพร้อมกับความชื้นทำให้พวกเขารู้สึกหนาว


หั่วหลางวางเรียงไม้ฟืนที่พวกเขาเก็บมาเตรียมไว้ก่อนหน้านี้และก่อกองไฟขึ้นมากองหนึ่ง ไอความร้อนขับไล่ความหนาวเย็นออกไปอย่างรวดเร็ว


“ท่านหมอฝึกเต๋ามานานกี่ปีแล้วหรือ” ฉีเชียนหันไปมองฉินหลิวซีที่นั่งขัดสมาธิอยู่ทางด้านหนึ่ง แสงไฟส่องใบหน้าซีกหนึ่งอาบย้อมให้เป็นสีแดงพร่างพราว มันทำให้เขาแยกแยะไม่ออกว่าคนตรงหน้าเป็นบุรุษหรือสตรีกันแน่


“ข้าเข้าสู่ลัทธิเต๋าตอนอายุห้าขวบ”


“เร็วถึงเพียงนั้น ท่านหมอฉินดูเหมือนยังไม่ถึงวัยสวมหมวกด้วยซ้ำ”หั่วหลางถอนหายใจ


ฉินหลิวซี “แน่นอน ปีนี้ข้าอายุแค่สิบห้า”


มีเสียงดังเกรียวกราว


เด็กขนาดนั้นเลย


“การฝึกเต๋านอกจากจะขับไล่ปีศาจความชั่วร้าย ยังต้องช่วยให้คนพ้นเคราะห์ภัยและความทุกข์ยาก ดูตำแหน่งสุสานกำหนดฮวงจุ้ย และต้องมีวิชาแพทย์สูงส่งเหมือนกับท่านหมอฉินด้วยหรือ” ฉีเชียนเอ่ยถามอย่างลองเชิง


ฉินหลิวซีหันไปมองเขาด้วยท่าทีคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “คุณชายฉีถามตรงไปตรงมาจริงๆ”


“ข้าเพียงแต่อยากรู้จริงๆเท่านั้น หากท่านหมอฉินลำบากใจที่จะตอบ ก็ถือเสียว่าเชียนไม่ได้ถาม”


“ก็ไม่ใช่เรื่องที่เอ่ยไม่ได้หรอก โบราณว่าไว้สิบเต๋าเก้าวิชาแพทย์ คนที่ฝึกเต๋าส่วนใหญ่จะรู้วิชาแพทย์ อยู่ที่ว่าจะเชี่ยวชาญหรือไม่เท่านั้น” ฉินหลิวซีเอ่ย “สิ่งที่ผู้ฝึกเต๋าต้องการในท้ายที่สุดก็ไม่พ้นการมีอายุยืนยาวเป็นอมตะ รู้จักรักษาสุขภาพย่อมรู้วิชาแพทย์ รู้จักบำเพ็ญเพียรจึงบรรลุเซียนได้”


อิงหนานที่นั่งยองๆอยู่ไม่ไกลและปิดปากเงียบอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรก “ในโลกนี้มีเทพเซียนที่ไม่แก่ไม่ตายจริงๆหรือขอรับ”


“ไม่มี ถ้ามีก็แปลว่าหลอกท่านอยู่ ใครเชื่อก็โง่!”


อิงหนาน “?”


ก็เมื่อครู่นี้ท่านพูดออกมาเอง!


ฉินหลิวซียิ้ม “ขึ้นชื่อว่านักพรต โบราณว่าเทพกำมะลอหลอกเจ้ามานานปีก็มี ความจริงแล้วคนที่ว่าบรรลุเต๋าก็มีแต่คนที่ตายไปแล้ว เหลือไว้แต่กายเนื้อ วิญญาณกลับคืนสู่สวรรค์ เมื่อมาจุติเป็นมนุษย์อีกครั้งย่อมอุดมด้วยทรัพย์สมบัติและพรนับพันอันเนื่องมาจากบุญและคุณงามความดีที่สั่งสมไว้ในชาติก่อน อ้อ ส่วนที่มีบุญและบำเพ็ญมามากก็อาจจะอายุยืนยาวกว่าปุถุชนทั่วไป”


ทุกคนต่างตกตะลึงอึ้งไป


ฉินหลิวซีเอ่ย “ดังนั้น อย่าได้เชื่อเรื่องความเป็นอมตะ ไม่มีความเป็นอมตะบนโลกนี้ ทุกคนจะต้องตายในที่สุด”


ล้อเล่นอะไรกัน ถ้าหากมีความเป็นอมตะอยู่จริงๆ นางก็จะบอกว่าไม่มีอยู่ดี ไม่อย่างนั้นหากมีใครเอาเรื่องนี้ไปกราบทูลฮ่องเต้เข้า นางก็จะต้องถูกจับตัวไปหลอมยาอายุวัฒนะอะไรนั่น ไม่เท่ากับเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองหรอกหรือ


ฉินหลิวซีป้องกันตัวเองอีกชั้นหนึ่ง “คำพูดวันนี้ออกมาจากปากของข้าและเข้าสู่หูของพวกท่าน แค่ฟังไว้ แต่อย่าพูดไปเด็ดขาดว่าข้าพูด ข้าไม่ยอมรับ ใครทำวจีกรรม เฮอะ…”


นี่คือคำเตือน


ฉีเชียนเหลือบมองคนของเขา ทุกคนพากันแสดงท่าทีอย่างรวดเร็ว “ท่านหมอฉิน ไม่ต้องกังวล เราจะไม่เอ่ยเรื่องนี้ออกไปส่งเดช”


“เอ่ยออกไปส่งเดชก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรคนที่จะโชคร้ายและได้รับผลกรรมก็คือพวกท่าน” ฉินหลิวซียิ้ม


“เช่นนั้นท่านหมอฉิน ไม่มีความอมตะ แล้วอายุยืนเล่า?”


“อายุยืนยาวมีแน่นอน รักษาสุขภาพของเจ้า สั่งสมบุญกุศลให้มากขึ้น ทำความดีให้กว้างขวาง แล้วจะมีประโยชน์ต่อตัวเจ้าเอง” ฉินหลิวซียกมือข้างหนึ่งแล้วเอ่ย “มีคำกล่าวในลัทธิเต๋าว่า จงทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน แล้วจะดีเอง”


จงทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ทุกคนพึมพำคำเหล่านี้และจดจำไว้ในใจ


ทันใดนั้นก็มีเสียงดังโครมครามราวกับว่ามีอะไรถล่มลงมา


“นายท่าน หรือว่าให้ข้าน้อยออกไปดูสักหน่อย” หั่วหลางลุกขึ้นยืนด้วยคิดจะออกไปตรวจสอบดู


ฉีเชียนหันมองฉินหลิวซีโดยสัญชาตญาณ อยากรู้ว่าอีกฝ่ายคิดเห็นอย่างไร


ฉินหลิวซีเอ่ย “ไม่ต้องไปหรอก ข้างนอกฝนตกหนัก คาดว่าเป็นภูเขาถล่ม รอให้ฝนหยุดค่อยออกไปดูก็ไม่สาย”


“เช่นนั้นก็รอก่อน” ฉีเชียนราวกับว่าตามนาง


เปรี้ยง ครืน


“ต้นพุทราต้นนั้นถูกฟ้าผ่า!” องครักษ์ที่นั่งหันหน้าไปทางหน้าต่างที่สามารถมองเห็นต้นพุทราได้ร้องตะโกนออกมาทันใด


ตอนที่ 56: ไม้ที่ถูกฟ้าผ่า


ต้นพุทราถูกฟ้าผ่าแล้ว!


ทุกคนหันไปมองโดยสัญชาตญาณ และก็เห็นว่าต้นพุทราที่เห็นผ่านหน้าต่างนั้นเกิดไฟลุกไหม้ในทันทีหลังจากถูกฟ้าผ่า แต่ก็ดับลงไปอย่างรวดเร็วเพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก


ฉินหลิวซีขยับตัวลุกขึ้นและวิ่งไปที่หน้าต่างเพื่อมองดู เรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดคิด เรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดคิดจริงๆ!


ฉีเชียนและคนอื่นๆรู้สึกแปลกใจ ก็เพียงแค่ต้นไม้ถูกฟ้าผ่ามิใช่หรือ ท่าทางนางมีความสุขราวกับได้เห็นทองคำสักหมื่นตำลึงกระนั้น


เฉินผีเองก็มีความสุขมากเช่นกัน เขากำลังจะอ้าปากเอ่ยอะไร แต่เมื่อหางตาเห็นว่ามีผู้คนมากมายเช่นนี้ จึงเปลี่ยนคำพูดเป็น “คุณชาย ต้นไม้ต้นนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ!”


“ใช่ น่าสงสารมาก เดี๋ยวเราต้องไปช่วยมันสักหน่อยแล้ว” ฉินหลิวซีพยักหน้าอย่างจริงจัง


ทั้งสองมองหน้ากัน เผยรอยยิ้มที่ค่อนข้างไม่บริสุทธิ์ออกมา


ฉีเชียน “!”


เขายิ่งรู้สึกแปลกๆมากขึ้นทุกที!


ฝนตกอยู่ครึ่งชั่วยามก็หยุดลง ท้องฟ้าก็เริ่มมืด หากพวกเขายังไม่ออกเดินทางอีก คืนนี้คงต้องนอนในป่าหรือไม่ก็ต้องหาบ้านชาวนาพักแรมแล้ว


พวกหั่วหลางทำการเก็บกวาด ส่วนฉินหลิวซีกลับยืมดาบและคนจากฉีเชียน แล้ววิ่งไปทางด้านหลัง


“ให้ข้าช่วยท่านเถิด” หั่วหลางขันอาสา เขายังนึกถึงคำชมของฉินหลิวซีและต้องการทำอะไรเล็กๆน้อยๆเป็นการตอบแทนบ้าง


ฉินหลิวซีไม่ได้คิดอะไรมาก นำเฉินผีและอีกฝ่ายเดินออกไป


ฉีเชียนนึกอยากรู้จึงตามออกไปด้วย


ฉินหลิวซีไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่สั่งให้หั่วหลางตัดไม้พุทราที่ถูกฟ้าผ่าไหม้เกรียมเล็กน้อยนั้นลงมา


“ท่านหมอฉิน นี่มัน?”


ฉินหลิวซีมองหั่วหลางปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ในใจก็คิดว่าถึงอย่างไรเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของหั่วหลางจึงเอ่ยตอบ “ไม้พุทราที่ถูกฟ้าผ่าสำหรับพวกท่านแล้วไม่มีค่าอะไร สำหรับพวกเราชาวเต๋า ไม้ที่ถูกฟ้าผ่าเป็นของดีสำหรับป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่หาได้ยากนัก สามารถปราบภูติผีปีศาจกำจัดความชั่วร้ายได้” หยุดไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “คุณชายฉีคงจะไม่แย่งข้าหรอกกระมัง”


ตนเองรู้สึกระแวดระวังอยู่บ้าง


ฉีเชียนกระแอมเบาๆ “ไม่อย่างแน่นอน แต่ในเมื่อมันสามารถปราบภูติผีปีศาจกำจัดความชั่วร้ายได้ หากข้าได้สักชิ้นเล็กๆไว้เป็นยันต์คุ้มครองตัวคงจะดีไม่น้อย”


แปลว่าไม่แย่ง แต่ขอสักหน่อย


หั่วหลางตัดไม้ที่ถูกฟ้าผ่ายาวประมาณครึ่งแขนลงมา แล้วยื่นส่งให้ฉินหลิวซี แต่เฉินผีกลับชิงรับไปก่อน


ฉินหลิวซีมองดูไม้ที่ถูกฟ้าผ่าที่ยังคงสมบูรณ์นั้นด้วยความตระหนี่เล็กน้อย “ดูแล้วน่าจะมีมุมที่สามารถตัดเอาไปแกะสลักเป็นของวิเศษชิ้นเล็กๆให้ท่านได้”


ฉีเชียนยิ้มออกมาทันที ประสานมือพลางเอ่ย “เช่นนั้นข้าก็ต้องขอบคุณท่านหมอฉินสำหรับความเอื้อเฟื้อแล้ว!”


ฉินหลิวซีย่นจมูกพลางมองไปยังหั่วหลางด้วยท่าทางลังเลว่าเขาควรจะได้ด้วยหรือไม่ ผู้รู้เห็นก็ควรจะได้ส่วนแบ่งด้วยมิใช่หรือ


หั่วหลางโบกมือและเอ่ยอย่างใจกว้าง “ท่านหมอฉินสามารถนำสิ่งนี้ไปใช้ได้อย่างดี ข้าคงไม่ต้องการหรอก แต่ถ้าท่านมียันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยอะไรพวกนั้น ข้าก็อยากจะขอสักแผ่นไปให้ภรรยาของข้า”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้วและมองดูโหงวเฮ้งของเขาอย่างละเอียด เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าหั่วกำลังจะเป็นพ่อคนแล้วนี่”


หั่วหลางดีใจทันที “แค่มองแวบเดียวท่านก็รู้เลยหรือ”


ตอนที่เขาออกเดินทางมากับเจ้านายของเขา ภรรยาของเขาเพิ่งจะตั้งครรภ์ได้สองเดือน และเขาก็ไม่ได้บอกกับใครเลย ท่านหมอฉินสามารถมองออกได้ ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ


“เรือนของบุตรธิดาแวววาวเต็มอิ่มและชุ่มชื้น มีสีเหลืองอ่อน จุดเหรินจงมีสีม่วง เจ้าจะได้ลูกแฝด!” ฉินหลิวซีหยิบยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยสองแผ่นจากอกเสื้อออกมายื่นให้เขา “ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนที่ท่านช่วยตัดไม้ที่ถูกฟ้าผ่านี้ลงมาให้ข้า เมื่อใต้เท้ากลับไปแล้ว ค่อยให้ที่บ้านจัดห้องทำคลอดไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แม่และลูกก็จะปลอดภัย ดาวมงคลจะส่องสว่าง”


หั่วหลางอดดีใจไม่ได้ รับไว้ด้วยท่าทางเคร่งขรึมและกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ขอบคุณท่านหมอฉิน ขอบคุณมากขอรับ”


“ไม่ต้องขอบคุณข้า มันเป็นวาสนา” ฉินหลิวซีโบกมือและเรียกเฉินผี นายและบ่าวทั้งสองกอดไม้ที่ถูกฟ้าผ่าเดินออกไปอย่างมีความสุข


หั่วหลางมองส่งอีกฝ่ายไปไกลแล้วจึงค่อยหันกลับมามองฉีเชียน “นายท่าน ท่านได้ยินแล้วใช่หรือไม่ขอรับ ปรมาจารย์บอกว่าข้าน้อยจะได้ลูกแฝด!”


ฉีเชียนเหลือบตามองยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยในมือเขา “ยินดีกับเจ้าด้วยจริงๆ”


หั่วหลางเกาศีรษะตนเองและยิ้มอย่างไร้เดียงสา เพิ่งจะรู้สึกได้ว่าเจ้านายของเขาดูเหมือนจะอิจฉาอยู่ใช่หรือไม่


[1] จุดเหรินจง บริเวณกึ่งกลางระหว่างจมูกและริมฝีปาก


ตอนที่ 57: ร้ายมากกว่าดี


“นายท่าน เมื่อครู่นี้ฝนตกลงมาอย่างกะทันหันและหนักด้วย ในช่องเขาด้านหน้ามีโคลนและหินบางส่วนหล่นลงมากีดขวางเส้นทาง” หั่วหลางเอ่ย “หากจะต้องเอาสิ่งกีดขวางออกเกรงว่าจะล่าช้า แต่ถ้าอ้อมก็จะยิ่งช้าเข้าไปใหญ่ เกรงว่าคืนนี้คงไม่สามารถเดินทางไปถึงเมืองเล็กๆหรือโรงพักม้าได้ขอรับ”


ฉีเชียนมองช่องเขาด้านหน้าด้วยแววตาครุ่นคิดพิจารณา หากพวกเขาไม่เชื่อฉินหลิวซีและยืนกรานที่จะรีบเดินทาง พวกเขาจะถูกหินหล่นทับพอดีหรือไม่นะ


เขาหันกลับไปมองรถม้าของฉินหลิวซีด้านหลังก่อนจะเอ่ยกับหั่วหลาง “ฟ้าจะมืดแล้ว ไม่ต้องอ้อม จัดการเอาสิ่งกีดขวางออกจากเส้นทางให้รถม้าผ่านได้”


“ขอรับ”


เฉินผีที่อยู่ด้านข้างได้ยินเช่นนั้นแล้วก็วิ่งกลับไปที่รถม้าของฉินหลิวซี “คุณชาย พวกเขาต้องจัดการสิ่งกีดขวางก่อนถึงจะไปต่อได้ขอรับ”


“อืม” ฉินหลิวซีกำลังเล่นไม้ที่ถูกฟ้าผ่าที่อยู่ในมือท่อนนั้น นางกำลังคิดว่าจะเอาไปทำอาวุธวิเศษอะไรดี กระบี่เล็กๆสักเล่มจะดีหรือไม่นะ?


เฉินผีไม่ได้รบกวนนาง เขาไม่มีอะไรทำจึงออกไปมองดูพวกหั่วหลวงกำจัดสิ่งกีดขวางออกจากถนน เพียงแต่ตอนขาไป เขาไปอย่างร่าเริง แต่ตอนขากลับ กลับกลับมาด้วยหน้าตาเศร้าหมอง


เขากำลังช่วยเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางบนถนน แล้วมือของเขาก็ถูกหินที่หล่นลงมาบาดจนได้เลือด


ฉินหลิวซีเดาะลิ้น “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คราวเคราะห์หนีอย่างไรก็ไม่พ้น”


“คุณชาย!” เฉินผีน้อยใจ


ฉินหลิวซีนำยาจินชวง และน้ำสะอาดออกมา ทำความสะอาดแผลและใส่ยาจินชวงให้เขา ก่อนจะเอ่ย “ไม่เป็นไร ก็แค่เลือดตกยางออกเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ผ่านแล้วก็ผ่านไป”


ฉีเชียนที่เดินกลับมาพร้อมกับเฉินผีได้ยินเช่นนั้นเข้าก็เอ่ยขึ้น “ท่านไม่คิดที่จะช่วยให้เขาหลบเลี่ยงเคราะห์ครั้งนี้หรือ”


ฉินหลิวซีเอ่ย “แค่เลือดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น หลบหลีกไม่พ้นก็แค่รับไว้ ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงถึงตาย อีกอย่างข้าก็ช่วยเขาแล้ว มิฉะนั้นจะหลบฝนได้อย่างไร แต่ที่เขาหลบเลี่ยงไม่พ้นกลับเป็นทางเลือกและดวงชะตาของตัวเขาเอง ท่านว่าเด็กน้อยอย่างเขาว่างๆไม่มีอะไรทำ ไปดูคนอื่นสนุกๆก็พอแล้ว จะไปช่วยพวกพี่ๆทำไมกัน ดูสิ แล้วช่วยอะไรได้หรือไม่”


เจ้านายของเขาช่างไร้น้ำใจจริงๆ!


ฉีเชียนหันไปมองเฉินผีที่กำลังห่อเหี่ยวแล้วก็รู้สึกเห็นใจขึ้นมาทันที


ส่วนเจ้านายที่ไร้หัวใจนั้นก็กำลังทำสีหน้าสมน้ำหน้าเขาอยู่ ทำให้ฉีเชียนรู้สึกว่าเจ้าเด็กน้อยยิ่งน่าสงสาร


ฉีเชียนยืนพิงข้างประตูรถม้าขณะที่รอให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดการกับสิ่งกีดขวาง และฟังฉินหลิวซีสั่งสอนเฉินผีไปด้วย เขาเห็นว่าท้องฟ้ามืดลงทุกขณะ แล้วก็เหมือนจะได้ยินเสียงรถม้าดังเข้ามาในระยะใกล้


“เวลานี้แล้วยังมีคนเร่งเดินทางอีกหรือ” ฉินหลิวซีเองก็ได้ยินเสียงล้อรถม้าเช่นกันและมองไปยังทิศทางที่มาของเสียง


ฉีเชียนยืดตัวขึ้นและเรียกให้หั่วหลางระวังตัว


รถม้าคันหนึ่งและผู้ติดตามชั้นยอดบนหลังม้าจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตา เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังรีบร้อน เมื่อคนที่นำอยู่ด้านหน้าเห็นว่ามีพวกฉีเชียนอยู่ทางด้านนี้แล้วก็ยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้คนที่ตามมาด้านหลังหยุดทันที จากนั้นก็ควบม้านำมาก่อน


หั่วหลางเข้าไปต้อนรับ


ผู้ติดตามซึ่งเป็นชายวัยกลางคนสวมเสื้อทอตัวสั้นกระโดดลงจากหลังม้าสูงใหญ่ตัวนั้น ก่อนจะประสานมือถามหั่วหลาง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับไปที่รถม้าเพื่อรายงาน เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้านายที่อยู่บนรถม้าแล้ว เขาก็นำผู้ติดตามบางส่วนเข้ามาช่วยกันจัดการกับสิ่งกีดขวางด้วย


เมื่อมีคนช่วยเยอะขึ้น ถนนที่ถูกปิดกั้นก็กลับมาสัญจรได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว พวกฉินหลิวซีก็เริ่มเดินทางอีกครั้ง กระทั่งท้องฟ้ามืดสนิทลง พวกเขาก็ยังไม่สามารถเดินทางถึงในเมืองหรือโรงพักม้าได้จริงๆ ได้แต่ต้องปักหลักค้างคืนอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแทน


“นายท่าน รถม้าที่ตามหลังพวกเรามาผ่านไปแล้วขอรับ” หั่วหลางเอ่ยกับฉีเชียน


ฉีเชียนส่งเสียงตอบรับทีหนึ่งแล้วก็ไม่ได้สนใจอีก


“พวกเขาจะกลับมา” ฉินหลิวซีมองเข้าไปในความมืด “และจะเจ็บหนักกลับมาด้วย”


กลิ่นอายของเลือดและความตายรุนแรงมาก คนกลุ่มนั้นจะพบเจอเรื่องร้ายมากกว่าดี


ทุกคนตกตะลึง


ตอนที่ 58: ยาดีรักษาไม่ได้


ท้องฟ้านั้นมืดมิดราวกับน้ำหมึก เสียงกรีดร้องและการต่อสู้อันดุเดือดดังมาจากในป่า นกที่อยู่บนต้นไม้ตกใจจนกระพือปีกบินหนีอย่างสับสน


“ผิงจื่อ พาพวกเขาออกไป” ผู้ติดตามวัยกลางคนฟันคอชายชุดดำและตะโกนอย่างเฉียบขาด


“ท่านลุง” ผู้ติดตามอีกคนเป็นเด็กหนุ่มชื่อผิงจื่อที่กำลังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา ขณะที่หันหลังให้เขาอยู่ดวงตาก็แดงก่ำขึ้น ก่อนที่เขาจะหันหน้ามา


“ไป” ผู้ติดตามวัยกลางคนหอบหายใจหนัก “คุ้มครองพวกเขาให้ดี รีบไปเร็ว นี่คือคำสั่ง”


ผิงจื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้น ด้วยวิชาตัวเบาไม่กี่ก้าวเขาวิ่งไปถึงรถม้าที่แยกเป็นสองท่อน และลากตัวเด็กสองคนออกมาขึ้นม้า


“เจ้าพาน้องข้าไป” เด็กที่โตกว่าส่งเด็กน้อยที่หายใจรวยรินในอ้อมแขนส่งให้เขา


“คุณหนู แล้วท่านเล่า”


เด็กที่ถูกเรียกว่าคุณหนูหันหน้ากลับมา หากตรงนั้นมีแสงสว่างก็จะสามารถเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดของนางในเวลานี้ได้อย่างชัดเจน แต่ดวงตาของนางกลับนิ่งสงบและเต็มไปด้วยความแค้น


นางลากม้าอีกตัวมาก่อนจะพลิกตัวขึ้นม้าอย่างราบรื่น จากนั้นก็หันไปมองผู้ติดตามชายวัยกลางคนที่ยังคงต่อสู้อยู่ นางกัดริมฝีปากของตนอย่างแรง แล้วก็หันหน้ากลับมา “ไป”


นางนำหน้าไปก่อน จากนั้นผิงจื่อก็อุ้มเด็กน้อยควบม้าตามหลังมา


ชายชุดดำเห็นเช่นนั้นต้องการจะไล่ตามไป แต่ผู้ติดตามวัยกลางคนก็ร้องเสียงแหลมออกมา แล้วรีบพุ่งเข้าไปพร้อมกวัดแกว่งกระบี่ยาวในมือ


เสียงของการต่อสู้เบื้องหลังค่อยๆจางหายไป สีเจิงใช้หลังมือเช็ดหางตาของตน ก่อนจะเม้มปากและควบม้าพุ่งกลับไปตามทางที่มา


ณ เวลานั้น ในหมู่บ้านเล็กๆที่เงียบสงบ ฉินหลิวซีและคนอื่นๆเพิ่งจะกินข้าวเย็นอยู่ในหมู่บ้านชาวนาหลังหนึ่งเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะจิบชา


มีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น


ฉินหลิวซีวางถ้วยชาลง เป็นชาที่ดี แต่นางไม่มีเวลาดื่มแล้ว


“เฉินผี ขอให้เจ้าของบ้านต้มน้ำร้อนหม้อใหญ่ให้หน่อย”


“ได้ขอรับ”


ฉีเชียนหันไปมองฉินหลิวซี ปากของเขาอ้าออก แต่กลับไม่ได้เอ่ยอะไร


เสียงเท้าม้าดังขึ้นด้านนอกบ้านชาวนาหลังนั้น


หั่วหลางที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบเข้ามาข้างในและประสานมือขอคำแนะนำจากฉีเชียน “นายท่านพวกเขากลับมาจริงๆขอรับ ดูเหมือนจะบาดเจ็บไม่น้อย”


กลิ่นเลือดโชยมาแต่ไกล


“คุณชายได้โปรดขอยาช่วยชีวิตพวกข้าด้วย” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างชัดเจนที่ด้านนอกพร้อมกับเสียงดังตุบ ซึ่งน่าจะเป็นเสียงคนคุกเข่า


“ท่านหมอฉิน ท่านว่าอย่างไร”


ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ข้าออกมารักษาคนเพราะคำเชิญของท่าน นับว่าเป็นแขกของท่าน คนที่ควรตัดสินใจไม่ใช่ข้า”


“ไปดูกันเถิด” ฉีเชียนลุกขึ้นยืน


ฉินหลิวซีเหลือบมองเขา “คุณชายฉีเป็นคนมีน้ำใจ ไม่กลัวว่าจะเดือดร้อนทีหลังเลยนะ”


ฉีเชียนยืนเอามือไพล่หลัง เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็หันหลังกลับมา “ท่านหมอฉินเองก็ไม่กลัวมิใช่หรือ ท่านถึงกับสั่งให้เฉินผีน้อยเตรียมตัวไว้แล้วด้วยซ้ำ”


ฉินหลิวซีเลิกคิ้วทันทีและลุกขึ้นยืนเช่นกัน “ข้ากำลังคิดว่าจะหาเงินได้บ้างหรือไม่ ออกไปดูกันเถอะ”


พวกเขาหลายคนเดินออกมาและพบว่าคนผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่นอกเรือนเล็กจริงๆ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยเลือด นางเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง ส่วนด้านหลังนางถัดไปหนึ่งก้าวเป็นผู้ติดตามหนุ่มน้อยที่กำลังอุ้มเด็กน้อยใกล้ตายคนหนึ่งไว้


เมื่อมองไปที่คราบเลือดบนร่างกายของพวกเขาและจำนวนคนที่เหลืออยู่แค่นี้ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่าพวกเขาผ่านการต่อสู้นองเลือดมาอย่างโหดร้ายน่าเวทนาเพียงใด ไม่เช่นนั้นคงไม่เหลือแค่พวกเขาสามคนนี้หรอก


เมื่อสีเจิงเห็นฉีเชียนและฉินหลิวซีที่ยืนถัดไปด้านหลัง นางก็หมอบลงกับพื้นและเอ่ยขอร้องอีกครั้ง “ขอความกรุณาคุณชายผู้ใจบุญให้ยาดีเพื่อช่วยเหลือน้องชายของข้าด้วยเถิด”


ฉินหลิวซีมองไปยังเด็กน้อยก่อนจะเอามือไพล่หลังแล้วเอ่ย “เขากำลังจะตาย ไม่มียาดีๆที่จะช่วยเขาได้หรอก”


ยาดีรักษาไม่ได้ แต่นางทำได้!


ร่างของสีเจิงสั่นสะท้านทันที นางเงยหน้าขึ้นมองฉินหลิวซีและคิดที่จะโต้แย้ง แต่เมื่อเห็นสายตาคู่นั้นแล้ว น้ำตาที่อดกลั้นไว้ก็ไหลลงมาทันที


คุณชายน้อยผู้นี้ไม่ได้โกหก นางรู้ดี


สีเจิงคลานเข่าเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าฉินหลิวซี เอ่ยว่า “หากคุณชายช่วยเขาได้ ชีวิตของข้าก็เป็นของคุณชาย!”


[1] ยาจินชวง เป็นผงยาสำหรับห้ามเลือดและรักษาแผล


ตอนที่ 59: รักษาแผลแบบนี้


ฉินหลิวซีก้มลงและสบตากับสีเจิง สีเจิงก็ไม่ได้หลบสายตา แววตาคู่นั้นมีแต่ความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว


“ชีวิตของเจ้าถือว่ามีค่าอยู่” ฉินหลิวซียืดตัวขึ้นด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็ขอให้ผู้ติดตามคนนั้นอุ้มเด็กเข้าไปในบ้าน


สีเจิงรู้สึกว่าหัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งของตนสงบลงในฉับพลับ นางควบคุมสติอารมณ์และลุกขึ้นจากพื้นตามเข้าไป


เฉินผียกน้ำเข้ามาในห้องและยังนำกล่องยาใบน้อยของฉินหลิวซีเข้ามาให้ด้วยโดยไม่ต้องรอให้สั่ง


“คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ออกไปเถิด”


แววตาของฉีเชียนวาบขึ้นเล็กน้อย “ให้ข้าช่วยท่านเถิด”


ฉินหลิวซีหันหน้ามามองเขาด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ก่อนจะส่งเสียงหยันออกมาเล็กน้อย


สีหน้าฉีเชียนไม่มีการเปลี่ยนแปลง เขาทำท่าราวกับว่าตนเองจะไม่ไปไหน


สีเจิงได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนแล้วก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หรือว่าคุณชายอายุน้อยผู้นี้จะรู้วิชาแพทย์


“คุณหนู นี่มัน…” ผิงจื่อประหม่ายิ่งแล้ว เขาก้าวเข้าไปเพื่อจะห้าม


ฉินหลิวซียังเด็กเกินไป นางจะช่วยคุณชายน้อยของเขาได้จริงหรือ


สีเจิงยกมือขึ้นขวางพลางมองหน้าเขา “เจ้าออกไปเถิด”


“แต่ว่า…”


“เชื่อฟังข้า!”


ผิงจื่อเม้มริมฝีปาก หันศีรษะและออกไป


สีเจิงมุ่งความสนใจไปยังคนที่หายใจแผ่วเบาบนเตียงอีกครั้ง ดวงตาของนางเลอะเลือนพร่ามัว มือของนางกำหมัดแน่น


เฉินผีชำเลืองมองนาง แล้วก็เห็นว่าฉินหลิวซีไม่ได้ไล่นางออกไป จึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก ฉินหลิวซีหันไปตรวจดูอาการของเด็กชายบนเตียงก่อนจะหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดเสื้อผ้าอย่างช่ำชอง เมื่อเห็นบาดแผลฉกรรจ์จากคมกระบี่บนตัวเด็กชาย นางก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจทันที


บาดแผลจากคมกระบี่พาดผ่านช่องท้อง เลือดเนื้อเหวอะหวะ หากลึกไปกว่านี้เพียงเล็กน้อยก็จะคว้านท้องเขาแล้ว


สีเจิงเห็นเช่นนั้นก็กัดริมฝีปากตนเองทันใด เดิมทีควรจะเป็นนางที่ต้องโดน แต่กลายเป็นน้องชายที่รับไว้แทนนาง หากเขาตายไปแบบนี้ นางจะเอาหน้าที่ไหนไปพบกับท่านพ่อและท่านแม่ในปรโลก


สีเจิงรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย กัดปลายลิ้นตนเองอย่างรุนแรงเพื่อใช้ความเจ็บปวดกระตุ้นตัวเอง เบิกตาให้กว้าง มองให้ชัด และจำไว้ให้แม่น


ฉินหลิวซีตรวจชีพจรของเขาก่อน จากนั้นจึงเปิดเปลือกตาของเด็กขึ้น ดึงลิ้นชักเล็กๆของกล่องยาและหยิบขวดหยกขนาดเล็กและประณีตใบหนึ่งออกมา


จุกไม้บนขวดหยกเปิดออก กลิ่นหอมของสมุนไพรโชยออกมา สั่นไหวจิตใจของผู้คนทันที


ฉีเชียนจ้องมองอย่างใกล้ชิด


เขาเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ ดังนั้นจึงได้เห็นของดีๆมาแล้วมากมาย ยาในขวดหยกของฉินหลิวซีนี้จะต้องเป็นยาดีที่หายากมากแน่


ไม่รู้ว่าสามารถช่วยอะไรได้บ้าง


สีเจิงเองก็ได้กลิ่นแล้วเช่นกัน แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยความหวังขึ้นมาทันใด


ฉินหลิวซีเทยาเม็ดขนาดประมาณเม็ดไข่มุกออกจากขวดหยกและยัดมันเข้าไปในปากเด็ก จากนั้นก็หยิบเข็มทองคำออกมาฝังเข็มให้เขาตามจุดสำคัญๆหลายจุด


บาดแผลสำคัญอยู่ที่ช่องท้อง เมื่อนางปักเข็มลงไป เลือดที่เคยไหลออกจากบาดแผลนั้นก็หยุดไหลทันที


“น้ำ”


เฉินผีส่งน้ำอุ่นสะอาดให้นาง ฉินหลิวซีค่อยๆทำความสะอาดคราบเลือดอย่างเบามือ และนำเนื้อส่วนที่ตายแล้วออก ทำให้บาดแผลดูน่ากลัวยิ่งขึ้น


ฉินหลิวซีโรยยาจินชวงลงไปอีก จากนั้นก็ใช้เข็มและเส้นใยขนาดเล็กเท่าเส้นไหมที่ทำจากลำไส้แกะเย็บแผลเปิดนั้น


ฉีเชียนตกตะลึงปาอ้าตาค้าง “!”


สีเจิงจ้องมองไม่วางตาแทบลืมหายใจ


มีคนรักษาแผลแบบนี้ คือเย็บแผลคนเหมือนเย็บผ้าด้วยหรือ


การเคลื่อนไหวของฉินหลิวซีนั้นมั่นคงอย่างยิ่ง มือไม่สั่นเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเคยทำสิ่งนั้นมาแล้วซ้ำๆ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง


หลังจากที่ฉินหลิวซีเย็บบาดแผลเสร็จแล้วก็หยิบผ้าตาข่ายม้วนหนึ่งจากในกล่องมาพันแผลไว้


ฉีเชียนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผ้าตาข่ายนั้นดูเบาบางและระบายอากาศได้ดี แต่มันแข็งแรงกว่าผ้าพันแผลทั่วไปมาก ไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุใด


หลังจากฉินหลิวซีทำทั้งหมดเรียบร้อยจึงตรวจชีพจรและลมหายใจอีกครั้ง ก่อนจะดึงเข็มออกมาและล้างมือ


“คุณชาย เรียบร้อยแล้วหรือ” น้ำเสียงสั่นสะท้านของสีเจิงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง


ตอนที่ 60: ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืน


ฉินหลิวซียืดตัวตรงก่อนจะมองไปยังสีเจิงที่ดูกังวล “เรียบร้อยแล้ว อย่าให้บาดแผลปริแตกออกก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นก็ต้องเย็บใหม่ พอถึงตอนนั้นเขารู้สึกตัวแล้ว ถึงจะใช้ผงหมาเฟ่ยซ่านก็จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ดี แล้วพวกท่านก็อาจจะเย็บแผลได้ไม่เรียบร้อยเท่าข้าด้วย”


สีเจิงและฉีเชียนได้ฟังแล้วก็ตัวสั่นโดยไม่รู้ตัวก่อนจะหันไปมองเด็กชายบนเตียง


ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเด็กจะเจ็บปวดเลย แค่พวกเขามองเช่นนี้ก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับว่าเข็มและด้ายนั้นกำลังเดินอยู่บนร่างกายของพวกเขาแล้ว


“แล้วเขาจะตายหรือไม่”


ฉินหลิวซีเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “คนที่ข้าฉกชิงแย่งมาจากมือของยมทูตขาวดำย่อมไม่ตายไปง่ายๆอย่างนี้หรอก”


ขณะที่เอ่ยก็เหลือบมองไปที่ปลายเตียงด้วยท่าทางเหมือนตั้งใจเหมือนไม่ตั้งใจ มุมปากก็ยกโค้งขึ้นอย่างยั่วยุท้าทาย


ฉีเชียนสังเกตเห็นและมองตามไปโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น แล้วนางกำลังมองใครอยู่


ฉินหลิวซีเก็บสายตากลับมา ย่อมไม่บอกพวกเขาอยู่แล้วว่ายมทูตที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีหายตัวไปอย่างโกรธเกรี้ยวหลังจากที่จ้องอยู่สักพัก


เฮ้อ นางแย่งตัวคนคนนี้มาทำให้คนอื่นเสียงานเสียการ คงจะต้องปลอบใจด้วยการเผาก้อนทองไปให้สักหน่อยแล้ว


สีเจิงเป็นคนความรู้สึกไว นางลูบแขนตนเองเล็กน้อยและไม่สนใจความเย็นในห้องนั้น ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าฉินหลิวซีและโขกศีรษะให้สามครั้ง “บ่าวขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตน้องชายของบ่าวไว้”


ฉินหลิวซีเอ่ย “ไม่ต้องโขกแล้ว เจ้าเองก็ทำความสะอาดบาดแผลบนเนื้อตัวเจ้าก่อนเถิด เอานี่ ยาจินชวง”


ก่อนจะยื่นยาจินชวงขวดเล็กส่งไปให้


ฉีเชียนรู้สึกอิจฉาตาร้อน เขาเห็นเมื่อครู่นี้แล้วว่า หลังจากที่ฉินหลิวซีฝังเข็มโรยยาแล้ว เลือดจากบาดแผลก็หยุดอย่างรวดเร็ว พิสูจน์ได้ว่าผลลัพธ์ของยาจินชวงนี้ดีกว่าปกติมาก


สีเจิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับมาและขอบคุณอีกครั้ง


ฉินหลิวซีเรียกให้เฉินผีเก็บของและเดินออกไป


ฉีเชียนรีรออยู่เล็กน้อย พอเขาเห็นว่าฉินหลิวซีออกไปแล้วก็เข้าไปตรวจสอบชีพจรของเด็กคนนั้นทันที และเห็นว่าลมหายใจของเขาสงบมั่นคง ในใจก็คิดว่าเรื่องที่เล่าลือกันนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก หมอนักพรตปู้ฉิวสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนได้


เมื่อครู่นี้เขาเห็นอยู่ชัดๆว่าเด็กคนนั้นลมหายใจรวยรินแค่ไหน แต่หลังจากฉินหลิวซีป้อนยาและรักษาบาดแผลให้เขาแล้ว ลมหายใจของเขาก็กลับมามั่งคง ชีพจรก็มั่นคงด้วย


ฉีเชียนนิ่งมองสีเจิงก่อนจะเอ่ย “พวกเจ้าโชคดีมาก”


สีเจิงตกตะลึงไปทันที


หลังจากฉีเชียนจากไปแล้วนางก็รีบพุ่งเข้าไปข้างเตียง จากนั้นยื่นมือเข้าไปตรวจสอบลมหายใจของน้องชายและก็แตะชีพจรของเขา พอเห็นว่าทุกอย่างมั่นคงดีแล้ว น้ำตาของนางก็ไหลรินพรั่งพรูออกมาทันที


ผิงจื่อเองก็เดินเข้ามาและเห็นภาพนั้น ใจเขาก็เต้นแรงทันที หรือว่าคุณชายจะอาการไม่ดีแล้ว?


“คุณหนู?”


สีเจิงเช็ดน้ำตาพลางเอ่ย “พี่ผิง น้องหลิงไม่เป็นไรแล้ว สบายใจได้”


ผิงจื่อดีใจมาก “จริงหรือ”


สีเจิงพยักหน้าก่อนจะเอ่ย “พวกเราพบผู้มีพระคุณเข้าแล้ว” นางยื่นยาจินชวงที่อยู่ในมือไปให้เขา “นี่เป็นยาจินชวงที่คุณชายท่านนั้นให้มา พี่ผิงรีบใส่ยาสิ”


“แผลของบ่าวไม่สำคัญหรอก แต่คุณหนู…”


“ของข้าก็แค่บาดแผลภายนอก ยานี้ดูแพงมาก เจ้าใช้เถิด น้องหลิงยังต้องให้เจ้าคอยคุ้มครองอีก” สีเจิงสังเกตเห็นแววตาของฉีเชียนที่จ้องมองยานี้ของนาง มันคือความอิจฉาและริษยาหรือไม่


ผิงจื่อได้ฟังคำพูดของนางแล้วก็รู้สึกใจสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความตึงเครียดทันที เขาได้แต่ต้องออกไปจัดการทำแผลของตนเองก่อน


สีเจิงจับมือของน้องชายไว้และลูบใบหน้าเขา นางได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลังจึงหันกลับไปมองทันที และพบว่าเป็นเฉินผีที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกับน้องชายของนาง ในมือของเขามีเสื้อผ้ามาด้วย


“คุณชายของข้าสั่งให้เอาเสื้อผ้าพวกนี้มาให้ท่าน ซื้อมาจากชาวนาพวกนี้แหละ ถึงจะเป็นของที่คนอื่นเคยใส่มาแล้ว แต่ก็เป็นของที่ดีที่สุดและซักสะอาดแล้ว ดีกว่าเสื้อผ้าที่พวกท่านใส่อยู่ตอนนี้แน่”


สีเจิงก้มหน้าลงมองเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดและฉีกขาดของตน นางเม้มปากและคารวะเฉินผีทันที “ข้าขอขอบคุณท่านและคุณชายที่ใส่ใจ อีกประเดี๋ยวข้าจะไปกล่าวคำขอบคุณคุณชายด้วยตัวเอง”


[1] ผงหมาเฟ่ยซ่าน ผงกัญชาที่ใช้เพื่อระงับความรู้สึกเจ็บปวด


จบตอน

Comments