ตอนที่ 61: เลือกที่รักมักที่ชัง
ฉีเชียนมองดูเฉินผีถือเสื้อผ้าเข้าไป ก่อนจะหันไปมองฉินหลิวซีที่กำลังดื่มชาอย่างสงบ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าตนเองมองเด็กคนนี้ไม่ออก
ถ้าจะบอกว่าโลภ เขาก็ไม่ได้เรียกร้องเงินทองของมีค่าอะไรจากสีเจิงเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่อีกฝ่ายรับปากว่าจะมอบชีวิตให้นาง นางก็มอบยาล้ำค่าใช้วิชาแพทย์เข้าช่วยเหลือเด็กคนนั้นแล้ว
แต่ถ้าจะบอกว่าไม่โลภ เขากลับต้องใช้ทองถึงหนึ่งหมื่นตำลึงจึงสามารถเชิญตัวอีกฝ่ายไปรักษาคนได้
“เลือกที่รักมักที่ชัง!” ฉีเชียนพึมพำออกมาหนึ่งประโยคด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
“หืม?” ฉินหลิวซีเหลือบตามองมา
ฉีเชียนเอ่ย “ข้าว่าท่านหมอฉินไม่ยุติธรรม ท่านปฏิบัติต่อสีเจิงผู้นั้นอย่างใจกว้างและมีเมตตา หรือว่าเพราะนางเป็นสตรีใช่หรือไม่”
“ก็ใช่น่ะสิ” ฉินหลิวซีโน้มตัวเข้าไปใกล้และขยิบตาอย่างเจ้าเล่ห์ “ถ้าคุณชายฉีเป็นหญิงสาวและน่าเวทนาเช่นนี้ ข้าก็จะใจกว้างและมีเมตตาต่อท่านเหมือนกัน”
ฉีเชียนผงะถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว เขาเบนสายตาไปทางอื่น ใบหูแดงก่ำ เอ่ยถาม “ยาที่ท่านหมอฉินป้อนให้เด็กคนนั้นมีชื่อว่าอะไรหรือ ไม่ทราบว่าท่านหมอพอจะตัดใจให้ข้าได้บ้างหรือไม่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องเงินเราสามารถตกลงกันได้”
ฉินหลิวซีวางถ้วยชาลงก่อนจะส่งเสียงอ้อราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ “นี่ก็ดึกแล้วสมควรพักผ่อนได้แล้ว คุณชายฉี ข้าอายุยังน้อย ร่างกายก็อ่อนแอ คงจะไม่อดนอนเป็นเพื่อนท่านแล้ว”
บังเอิญเห็นเฉินผีออกมาพอดี จึงได้เรียกเขาแล้วเดินเข้าห้องที่เจ้าบ้านจัดเตรียมไว้ให้นานแล้ว
ฉีเชียน “…”
หั่วหลางที่เห็นสองคนสนทนากันโดยไม่กล้าส่งเสียงใดๆ อยากจะยิ้มแต่ก็ไม่กล้า เขาจึงได้แต่ต้องอดกลั้นไว้
ฉีเชียนราวกับรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เหลือบมองมา “จัดการคนเรียบร้อยแล้วหรือ”
หั่วหลางรีบยืนขึ้นทันที เขาประสานมือตอบ” นายท่านวางใจได้ ข้าจัดการวางคนไว้แล้ว ทุกคนจะผลัดเวรกันเฝ้ายามขอรับ”
ฉีเชียนพยักหน้าก่อนจะเอ่ย “ระแวดระวังหน่อย ไม่แน่พวกเขาอาจจะชักนำความวุ่นวายมาก็ได้”
“ไม่ต้องห่วงขอรับ”
สีเจิงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเรียบร้อยและเดินออกมาได้ยินคำนั้น นางชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อยพลางเม้มปากมองไป
ฉีเชียนมองนางด้วยสีหน้าเย็นชาและไร้น้ำใจ เอ่ย “หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะโยนพวกเจ้าออกไป”
เขาไม่ได้มีเมตตาเหมือนฉินหลิวซีสักหน่อย
สีเจิงกำหมัดแน่น โค้งคำนับพลางเอ่ย “หลังจากข้าคุยกับคุณชายแล้ว ข้าจะให้บ่าวรับใช้ของข้าพาน้องชายข้าไป”
เฉินผีเดินออกมา จากนั้นก็เอ่ยว่า “คุณชายหลับแล้วและบอกว่าแม่นางสีไม่ต้องเข้าไป ให้พักผ่อนเสีย”
สีเจิงตะลึงไปทันทีและหันไปมองห้องที่อยู่ด้านหลังเขา ก่อนจะคารวะและหมุนกายกลับไป
เฉินผีเดินออกไปข้างนอกอีกครั้ง อิงหนานที่ได้รับสัญญาณจากเจ้านายของตนจึงเดินตามออกไป “เฉินผีน้อย ดึกแล้วเจ้าจะไปไหนหรือ”
“ไปขออะไรจากท่านลุงชาวนาหน่อยน่ะ”
“พี่ว่าง พี่ไปเป็นเพื่อนเจ้า”
เฉินผียิ้ม “คุณชายบอกข้าไว้ว่าถ้าท่านว่างพอดี ข้ามีเรื่องให้ท่านช่วย!”
เปลือกตาของอิงหนานเขม่นเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงลางไม่ดี
เขาตามเฉินผีไปหาลุงชาวนาที่กำลังพักผ่อน ทั้งยังไปเคาะบ้านชาวนาหลังอื่นด้วยเพื่อหาของบางอย่าง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตงิดใจ
เขากลับมาอยู่ข้างกายเจ้านายตนด้วยท่าทางขวัญเสียเล็กน้อย แม้แต่ตอนที่ฉีเชียนเอ่ยถามเขาก็ยังต้องถามถึงสองครั้ง อิงหนานจึงจะได้สติ
“เกิดอะไรขึ้น”
อิงหนานอ้าปากแล้วกลืนน้ำลายอีกครั้งก่อนจะเอ่ย “นายท่าน ท่านรู้หรือไม่ว่าเฉินผีออกไปข้างนอกเพื่อหาสิ่งใด”
ฉีเชียนไม่ถาม เขาเพียงแต่รอให้อิงหนานเอ่ยออกมาเอง
สีหน้าของอิงหนานดูโศกเศร้า “เป็นของสำหรับเซ่นไหว้บวงสรวงจำพวกกระดาษสีเหลืองพวกนั้น!”
สวรรค์ ตอนที่เขาเห็นว่าเฉินผีต้องการของพวกนี้ ความรู้สึกแรกของเขาคือมันผิดปกติแล้ว ทำไมเขาต้องมาทำอะไรอัปมงคลในตอนกลางคืนดึกดื่นแบบนี้ด้วย
ฉีเชียนประหลาดใจ กระดาษสีเหลืองหรือ
ตอนที่ 62: ช่วยข้าขุดหลุม
ตอนเที่ยงคืนสีเจิงเดินออกจากเรือนหลังเล็กนั้นและจูงม้าเตรียมจะขึ้นขี่ ทันใดนั้นก็มีเสียงหยันดังขึ้นจากด้านหลัง
“ตกกันลงแล้วว่าชีวิตเจ้าเป็นของข้า นังหนูนี่เชื่อถือไม่ได้ วางแผนจะแอบหนีไปคนเดียวหรือ”
สีเจิงหันกลับมาด้วยสีหน้าเขินอายเล็กน้อย แต่ก็เดินเข้าไปหาฉินหลิวซีและคุกเข่าลง “คุณชาย บ่าวไม่ได้คิดจะหนี แต่จะไปจัดการธุระบางเรื่อง”
“ยกตัวอย่างเช่น ไปเก็บศพบ่าวรับใช้ของเจ้าหรือ” ฉินหลิวซียิ้ม “ลูกหลานทหารใจกล้าดีจริง”
สีหน้าของสีเจิงเปลี่ยนไปสองสามครั้ง และมองหน้าฉินหลิวซีด้วยความประหลาดใจ อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไร
“อยากรู้ว่าข้ารู้ได้อย่างไรหรือ” ฉินหลิวซียิ้มหยอกเย้า “ข้าเดาเอา แต่เห็นได้ชัดว่าทายถูกแล้ว”
สีเจิง “…”
คุณชายน้อยผู้นี้ช่างทำให้คนรู้สึกคันไม้คันมือจริงๆ
“ไปกันเถิด” ฉินหลิวซีเองก็เดินไปที่ม้าอีกตัว
“คุณชาย?”
“ข้าต้องตามเจ้าไปสิ ถ้าเจ้าหนีไปหรือเกิดตายขึ้นมา แล้วใครจะชดใช้ชีวิตเจ้าให้ข้าเล่า” ฉินหลิวซีตบม้าที่อยู่ข้างกาย ม้าตัวนั้นก็คุกเข่าลงอย่างฉลาดเฉลียวว่าง่าย
ในใจสีเจิงกลับรู้สึกสับสนยากจะเอ่ย นางไม่ใช่คนโง่ ย่อมรู้ดีว่าฉินหลิวซีไม่ได้กลัวว่านางจะหนีไปจริงๆหรอก แต่กลัวว่านางเองจะเป็นอะไรไปมากกว่ากระมัง
บนโลกใบนี้จะมีคนเช่นนี้ได้อย่างไร
เหมือนแสงอาทิตย์อบอุ่นที่สามารถอบอุ่นหัวใจคนได้อย่างง่ายดาย
“ท่านหมอฉิน” ฉีเชียนเองก็ออกมาด้วย
ฉินหลิวซีเห็นเขาก็เอ่ยขึ้นอย่างโผงผาง “โอ้ คุณชายอายุยังน้อยก็ไตไม่ดีแล้วหรือ ถึงได้ต้องออกมาเข้าห้องน้ำกลางค่ำกลางคืนเช่นนี้”
สีหน้าฉีเชียนเข้มขึ้นทันที กัดฟันเอ่ย “ท่านหมอฉินไม่ต้องกังวล ไตของข้ายังดีอยู่” เขาเหลือบมองความเคลื่อนไหวของคนทั้งหลายแล้วจึงเอ่ย “ในเมื่อท่านหมอฉินนอนไม่หลับ ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปด้วยกันเถิด ถึงหนิงโจวเร็วหน่อยก็ดี”
สีเจิงหันไปมองฉินหลิวซีโดยสัญชาติญาณ นางกำบังเหียนแน่น
ฉินหลิวซีเอ่ย “อย่างนั้นก็ได้ ถึงอย่างไรก็เป็นทางเดียวกัน ข้าก็ขี้เกียจจะวกกลับมาแล้ว ไปปลุกพวกเขาเถิด แล้วให้เขานอนบนรถม้า”
คำพูดท่อนหลังนางหันไปพูดกับสีเจิง
สีเจิงนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
…
คนทั้งกลุ่มเดินทางในความมืด ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงเนินป่าที่สีเจิงและพวกของนางถูกลอบสังหาร บัดนี้ใกล้จะรุ่งเช้าแล้ว สรรพสิ่งยังคงเงียบสงบ
ท้องฟ้าที่กำลังจะสว่างเผยให้เห็นความโหดร้ายในป่า ศพเกลื่อนกลาดไปทั่วสถานที่ กลิ่นเลือดยังไม่จางหาย
“ท่านลุง” ผิงจื่อพุ่งตัวเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าศพหนึ่ง
หั่วหลางอาศัยแสงจากคบเพลิงจึงเห็นว่าเป็นบ่าวรับใช้วัยกลางคนที่ถามสถานการณ์เขาเมื่อวานนี้ แต่หลังจากค่ำคืนผ่านไป เขาก็จากไปเสียแล้ว
สีเจิงก้าวเข้าไปคุกเข่าลงและโขกศีรษะคำนับสามครั้ง
ฉินหลิวซีกวาดตามองรอบๆ นางนับข้อนิ้วมือขวาคำนวณสักพัก จากนั้นก็เดินไปยืนอยู่บนเนินเล็กๆ และโบกมือให้อิงหนานด้วยรอยยิ้ม
“ก่อนหน้านี้เฉินผีบอกว่าเจ้าว่างจนฟุ้งซ่าน มานี่เร็ว มาช่วยข้าขุดหลุมหน่อย!”
อิงหนานมองรอยยิ้มอันชั่วร้ายของนาง “!”
ไม่ ข้าไม่ได้ว่าง ปล่อยข้าไปเถอะ!
ฉีเชียนพอจะเดาอะไรได้ เขาพยักเพยิดสั่งให้คนอีกจำนวนหนึ่งเข้าไปหาฉินหลิวซี และใช้จอบและพลั่วที่ซื้อมาจากชาวนาเริ่มขุดหลุม
ฉินหลิวซีเดินเข้าไปหาสีเจิง “ในยามเร่งด่วนก็ต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์ ถ้าต้องการจะเอาเถ้ากระดูกของพวกเขาไปด้วยก็จะต้องเสียเวลา ควรฝังไว้ตรงจุดนี้จะดีกว่า สถานที่ฝังศพตรงด้านโน้นถือเป็นว่าเป็นจุดที่ดี ฝังพวกเขาไว้ที่นี่ชั่วคราว ภายหน้าถ้าเจ้ามีใจอยากจะย้ายหลุมศพกลับไปที่บ้านเกิดก็ได้ หากไม่ย้าย วิญญาณของผู้กล้าก็จะอยู่ตรงนี้ตลอดไปและอำนวยพรให้ทายาทที่ยังเหลืออยู่ด้วย”
สีเจิงเงยหน้าขึ้นมองฉินหลิวซี ดวงตาของนางพร่ามัวด้วยน้ำตา จากนั้นนางคุกเข่าลงด้วยความซาบซึ้งใจที่พร่างพรู
“ลุกขึ้นเถิด วิญญาณผู้กล้าที่ปกป้องบ้านเมืองไม่ควรถูกทิ้งไว้กลางป่าเขาทุรกันดาร และกลับคืนสู่ที่ตายด้วยความงุนงงสับสน ไร้ความสงบสุข” ฉินหลิวซีพยุงนางขึ้นด้วยมือตนเอง
ฉีเชียนที่ยืนอยู่ด้านข้างตกตะลึงไปเล็กน้อยและหันไปมองศพพวกนั้น วิญญาณผู้กล้าที่ปกป้องบ้านเมือง พวกเขาเป็นทหารหรือ
ตอนที่ 63: ส่งวิญญาณผู้วายชนม์
หลังจากที่ได้รู้ว่าสีเจิงเป็นลูกหลานทหาร บ่าวรับใช้ของนางต่างก็เป็นทหาร ฉินหลิวซีก็ไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งเองอีก ฉีเชียนสั่งให้คนนำเสื่อที่เอามาจากพวกชาวนาห่อศพพวกเขาวางลงในหลุม
ฉีเชียนมองดูเสื่อที่ห่อศพไว้แต่ละร่าง ก่อนจะหันกลับไปถามฉินหลิวซี “หรือว่าเรากลับไปถามชาวนาพวกนั้นว่ามีโลงศพบางๆบ้างหรือไม่”
อดีตทหารที่ปกป้องบ้านเมืองต้องมาจบลงด้วยร่างไร้วิญญาณในห่อเสื่อเย็นๆ ต่างถิ่นเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้างจริงๆ
หากมีโลงบางๆก็ยังดีกว่าเสื่อเป็นไหนๆ ถึงอย่างไรชาวนาก็มักจะเตรียมโลงศพไว้สำหรับคนชราอยู่แล้ว
ฉินหลิวซีได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองเขา “ที่นั่นก็แค่หมู่บ้านเล็กๆ ปกติแล้วพวกเขาก็อาศัยซื้อหาของใช้ในชีวิตประจำวันเอาจากพวกพ่อค้าหาบเร่ โลงศพก็ต้องขึ้นเขาไปตัดไม้มาต่อกันเอง ทั้งหมู่บ้านก็มีแค่บ้านเดียวที่เตรียมเอาไว้ พวกเขาส่วนมากก็เป็นเช่นนี้ ร้อยปีให้หลังก็ห่อกายด้วยเสื่อบางๆผืนหนึ่งเท่านั้น”
ฉีเชียนนิ่งเงียบ
“เอาเถิด ไม่ว่าจะเป็นเสื่อบางๆหรือโลงศพ จะเป็นเสื้อผ้าขาดริ้วหรือผ้าไหมอย่างดีห่อกาย หลังจากตายคนเราก็ต้องกลายเป็นขี้เถ้ากลับลงสู่ผืนดีอยู่ดีมิใช่หรือ” ฉินหลิวซีเอ่ยกับสีเจิง “เจ้าถมดินแรกเถิด”
สีเจิงพยักหน้า หยิบพลั่ว เติมดินพลั่วหนึ่งลงในหลุม และอีกพลั่วแทนน้องชาย ก่อนจะเป็นคราวของผิงจื่อ
ฉินหลิวซีนั่งขัดสมาธิ อ้าปากท่องพระสูตรมหาเทพผู้ขจัดความทุกข์ช่วยดวงวิญญาณให้พ้นจากนรกเพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้ตาย เฉินผีที่อยู่ด้านข้างใช้ไฟเผากระดาษทองที่พับเป็นก้อนทองไปพร้อมๆกันด้วย
ในป่าเงียบสงัด ยินเพียงเสียงสวดมนตร์คาถา ชำระจิตใจคนให้สงบ
ไม่ว่าจะเป็นฉีเชียนหรือพวกสีเจิง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นการสวดส่งวิญญาณผู้วายชนม์อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก ในขณะที่อีกฝ่ายก็เป็นแค่ ‘หนุ่มน้อย’ คนหนึ่งเท่านั้น แต่กลับทำให้คนอื่นๆรู้สึกเคร่งขรึมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
พวกตัวแสบหัวแข็งอย่างอิงหนานยังอดรู้สึกยำเกรงในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้
เสียงท่องคาถาโบราณห่างหาย ลมพัดโชยเข้ามาราวกับมีเสียงโซ่ดังขึ้นในอากาศ
ฉินหลิวซีลืมตาขึ้นมองออกไปยังความว่างเปล่าข้างหน้า สองมือประสานประทับตรา ร่ายคาถา แววตาสงบนิ่ง
ในความว่างเปล่าที่ไม่มีใครมองเห็น ร่างวิญญาณโค้งคำนับแสดงความขอบคุณนาง จากนั้นก็หายตัวไปในป่าพร้อมกับทูตนำทาง
ฉินหลิวซีเห็นแสงสีทองสองสามดวงบินลอยเข้ามาและตกลงในหลุมศพ นางจึงระบายลมหายใจออกยาว
นางหยิบก้อนทองคำกระดาษสองสามแท่งใส่ลงไปในกองไฟด้วยตัวเอง พึมพำอะไรบางอย่าง นั่นถือเป็นการเผาค่าเหนื่อยให้แก่ยมทูตผู้นำทาง เอาใจเป็นพิเศษ
หลังจากเสร็จสิ้น ฉินหลิวซีก็แกะสลักอักษรยันต์ลงบนแผ่นไม้ไร้อักษรแผ่นหนึ่งก่อนที่จะนำมันไปปักไว้หน้าหลุมศพ
สีเจิงเผาแท่งทองคำก้อนสุดท้ายที่หน้าหลุมศพ คุกเข่าโขกศีรษะอย่างเคร่งขรึมอีกสามครั้ง จากนั้นจึงลุกขึ้นและโค้งคำนับฉินหลิวซี “สีเจิงขอบคุณสำหรับความเมตตาของคุณชาย”
นางไม่ถามไถ่เรื่องตัวตนของฉินหลิวซี การกระทำที่ผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่าของฉินหลิวซีทำให้นางยอมรับและซาบซึ้งใจ ตั้งแต่นี้ไปต้นไปชีวิตของนางสีเจิงเป็นของฉินหลิวซี ไม่เสียใจตราบสิ้นชีวิต
ฉินหลิวซีลุกขึ้นยืน หยิบผ้าเช็ดหน้าเปียกชื้นที่ฉีเชียนยื่นให้เช็ดมือตนเอง ก่อนจะหันไปเอ่ยกับนาง “ทางรอดของเจ้าอยู่ทางทิศตะวันตก เดินทางไปทางทิศตะวันตกเถิด การขึ้นเหนือจะนำเจ้าไปสู่ทางตาย”
สีเจิงตกตะลึง จากนั้นนางจึงก้าวเข้าไปด้วยต้องการทำความเข้าใจบางอย่าง “คุณชายท่าน…”
ฉินหลิวซีไม่ต้องการนางเช่นนั้นหรือ
“เจ้ามีโชคของตนเอง ไม่ได้อยู่ที่ข้างกายตัวข้านี้ แต่ถ้าเป็นทางทิศตะวันตก หากเจ้ากล้าพอ เจ้าจะมีที่ทางเป็นของตนเอง” ฉินหลิวซียื่นผ้าเช็ดหน้าให้เฉินผี จากนั้นก็หยิบเครื่องรางหยกออกมามอบให้นาง “พกไว้คุ้มครองให้เจ้าปลอดภัย”
ตอนที่ 64: นางเป็นบรรพชน ต้องยกไว้บนหิ้ง!
ฉินหลิวซีไม่ให้ใครติดตามนางทั้งสิ้น ไม่มีใครอยู่ข้างกายนางได้รวมถึงสีเจิง
สีเจิงเองก็ไม่ได้ดึงดันจะอยู่ นางเพียงแต่รับเครื่องรางหยกมาจากฉินหลิวซีพกไว้ที่เอว “คุณชายไม่ยินดีให้ข้าติดตาม ข้าก็จะไปบุกฝ่าหาที่ทางของข้าเอง หากข้าทำสำเร็จจะกลับมาตามหาคุณชาย ชีวิตของสีเจิงเป็นของคุณชาย เรื่องนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
ฉินหลิวซียิ้มน้อยๆ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็จงจำคำนี้ไว้ นอกจากข้า ไม่ว่าใครก็จะเอาชีวิตเจ้าไปไม่ได้”
สีเจิงพยักหน้าก่อนจะเอ่ยถาม “พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากคุณชาย แต่กลับไม่ทราบนามของท่าน หวังว่าคุณชายจะบอกให้ทราบ”
ฉีเชียนได้ยินเช่นนั้นก็หันมามองโดยไม่ตั้งใจ เขาเองก็ไม่รู้
ฉินหลิวซีสบตากับนาง นิ่งไปนานจึงเอ่ย “ฉินหลิวซี ข้าชื่อฉินหลิวซี ตอนเล็กๆ อาจารย์เคยทำนาย น้ำหน้าบ้านควรจะไหลไปทางทิศตะวันตก เป็นศิษย์ลำดับที่หนึ่ง ตอนที่รับข้าเข้าสำนัก จึงตั้งชื่อหลิวซีให้ข้า”
สีเจิงจดจำชื่อนั้นไว้ในใจ “สีเจิงจะจดจำไว้”
ฉินหลิวซีเอ่ย “เจ้าไปเถิด”
สีเจิงโขกศีรษะให้ฉินหลิวซีสามครั้งด้วยดวงตาแดงก่ำก่อนจะขึ้นรถม้า
ฉีเชียนก้าวไปถามอะไรนางประโยคหนึ่งก่อนจะปล่อยนางไป
ฉินหลิวซีมองรถม้าของสีเจิงลับหายไปทางทิศตะวันตก ก็หาวออกมาทีหนึ่ง “ไปกันเถิด”
ฉีเชียนที่เห็นนางเดินไปยังรถม้าของตนเองรีบเร่งฝีเท้าไปให้ถึงหน้ารถม้าก่อนนาง “ท่านหมอฉินสงสารหญิงสาว ยอมให้รถม้าตนเองแก่นาง เชียนนับถือยิ่งนัก หั่วหลาง เลือกม้าให้ท่านหมอฉินสักตัว”
เจ้าคนงกนี่
ข้าหรือจะดัดนิสัยเจ้าไม่ได้เลยหรือ
ฉินหลิวซียิ้มโดยไม่ได้แสดงอารมณ์โกรธสักนิด “เช่นนั้นก็เลือกม้าที่อ่อนโยนสักหน่อย ม้าที่ดุดันเกินไปจะต้องกระแทกกระทั้นแน่ ร่างกายข้าอ่อนแอทนไม่ไหว เดินทางเช่นนี้อาจทำให้ข้าล้มป่วย หากเป็นเช่นนั้นก็คงต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นสิบวันสองสัปดาห์กว่าจะหายดี อยากจะทำสิ่งใดก็ยากแล้ว”
แปลว่าข้าขี่ม้าก็ไม่เป็นไร แต่ข้าจะต้องแย่แน่ หากแย่แล้วข้าก็ต้องพักฟื้น และอย่าได้หวังให้ข้าไปรักษาใคร!
ฉีเชียน “!”
นี่มันหมอหรือ นี่มันบรรพชนชัดๆ!
แล้วเขาจะเนรคุณบรรพชนได้หรือ ย่อมไม่ได้ ต้องยกไว้บนหิ้งเท่านั้น!
ฉีเชียนถอยเปิดทางให้นางเล็กน้อย “ในเมื่อข้าพยายามเชิญปรมาจารย์ปู้ฉิวมาจนได้ แล้วจะยอมให้ท่านลำบากตรากตรำในการเดินทางได้เช่นไร ไม่เหมาะไม่ควรสำหรับการเชิญท่านไปรักษาคน เชิญท่านขึ้นรถม้าเถิด”
“เช่นนั้นจะได้อย่างไร เฮ้อ ช่างเถิด ข้าก็ปฏิเสธน้ำใจผู้อื่นไม่เก่งเสียด้วย มันจะเป็นการไม่ให้เกียรติ” ฉินหลิวซีขึ้นรถม้าไปพร้อมรอยยิ้ม
ฉีเชียนกัดฟันยิ้ม และขึ้นรถตามไปด้วย
รอยยิ้มของฉินหลิวซีแข็งค้างอยู่เช่นนั้น “?”
“เชียนมีอาการบาดเจ็บภายในที่ยังไม่หายดีจึงไม่ควรตรากตรำ ข้าคิดว่าท่านหมอฉินเห็นอกเห็นใจกระทั่งคนตาย คงจะไม่ดูดายกับอาการบาดเจ็บของข้าหรอกกระมัง” ฉีเชียนยกยออีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มในหน้า “อีกอย่างร่วมเดินทางไปกับบุรุษด้วยกัน ท่านหมอฉินคงจะไม่ถือสาใช่หรือไม่”
ส่วนอาการบาดเจ็บภายในคือโมโหจนเจ็บ!
ฉินหลิวซีทำหน้าตาใจกว้าง “มีคุณชายรูปงามอย่างคุณชายฉีอยู่ด้วยข้าย่อมไม่ถือสาอยู่แล้ว”
ฉีเชียน “…”
เขารู้สึกอึดเล็กน้อย แต่ก็บอกไม่ถูกว่าอึดอัดที่ตรงไหน
หั่วหลางคิดในใจว่าปรมาจารย์ปู้ฉิวผู้นี้ไม่เสียแรงที่เป็นนักพรต ฝีปากร้ายกาจ เกรงว่าปกติธรรมดาคงไม่ใช่เพราะท่องบทสวดและคาถามากมายหรอกจึงได้ไหลลื่นเช่นนี้ ดูท่าเจ้านายของเขาจะพ่ายแพ้
เฉินผีเองก็กระโดดขึ้นรถม้าเช่นกัน นั่งอยู่ตรงประตู
ฉีเชียนเห็นว่าฉินหลิวซีดูสบายอกสบายใจ แต่ไม่สามารถซ่อนความเหนื่อยล้าในดวงตาเอาไว้ได้ เมื่อคิดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งทำ สีหน้าของเขาก็อ่อนลง “แล้วเหตุใดท่านหมอฉินจึงไม่ให้สีเจิงติดตามท่าน หากท่านรับไว้ นางจะต้องเป็นบ่าวรับใช้ที่ซื่อสัตย์ภักดีอย่างแน่นอน”
ตอนที่ 65: เหตุผลของนักพรตยากจน
ฉีเชียนรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างที่ฉินหลิวซีไม่ต้องการสีเจิง เพราะอย่างไรแล้วสิ่งที่ฉินหลิวซีทำนั้นก็ทำให้สีเจิงผู้นั้นนับถือและซาบซึ้งในบุญคุณได้แล้ว หากเป็นบ่าวรับใช้ นางต้องไม่กล้าทรยศแน่
ฉินหลิวซีกลับไม่ต้องการเก็บนางไว้ กระทั่งชี้ทางออกให้นางโดยที่ไม่รับเงินสักอีแปะด้วย
ฉินหลิวซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “ข้าช่วยรักษาคนมาตั้งไม่รู้เท่าใดแล้ว หากทุกคนต่างก็อุทิศตัวเป็นบ่าวกันหมด แล้วข้างกายข้าจะไม่มีบ่าวเป็นโขยงหรือ นักพรตยากจนอย่างข้าจะเอาเงินมากมายจากไหนมาเลี้ยงดูบ่าวรับใช้ คิดว่าข้าเปิดโรงทานหรือไร”
“ท่านหมอฉินไม่ได้มีหมายความเช่นนั้นแน่นอน” ฉีเชียนกลับไม่เชื่อคำพูดของนาง
“นั่นก็ถูก ที่สำคัญก็คือนางเองยังประสบปัญหา ถ้าข้ารับนางไว้ข้างกาย แล้วเกิดเรียกความวุ่นวายเข้ามา คนอ่อนแออย่างข้าจะไม่เท่ากับกวักมือเรียกปัญหามาเสียเปล่าๆหรือ” ฉินหลิวซีท่าทางราวคนที่กลัวตาย
ฉีเชียน “…วิชาแพทย์ของท่านไม่ธรรมดา ทั้งยังรู้หลบหลีกเรื่องร้ายแสวงหาเรื่องดีๆได้ กระทั่งว่ามีความสามารถลึกลับแปลกประหลาด ต่อให้มีปัญหาเข้ามา ก็คงจะเป็นปัญหาของอีกฝ่ายมากกว่า”
ดังนั้นหยุดเสแสร้งได้แล้ว ข้ามองเห็นทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว!
ฉินหลิวซีเลิกคิ้วเล็กน้อย “นึกไม่ถึงเลยว่าในสายตาของคุณชายฉีแล้ว ข้าจะมีความสามารถถึงเพียงนั้น ทำให้ข้ารู้สึกขัดเขินอยู่บ้างจริงๆ”
ฉีเชียนหัวเราะหึๆ สักพักกว่าจะเอ่ย “บิดาของนางชื่อว่าสีเผิงไห่ เคยเป็นแม่ทัพเจิ้นเวยขุนนางขั้นสี่ แต่ในปีที่22 รัชศกคังอู่เขาพ่ายแพ้ในสงครามทะเลตะวันตกและหนีทัพ เป็นผลให้ทหารห้าหมื่นนายถูกจับสังหาร เขากลายเป็นคนทรยศ สร้างความอับอายให้แก่ชาติบ้านเมือง ถึงขนาดยักยอกเงินเดือนทหารด้วยซ้ำ ฮ่องเต้ทรงพิโรธ สั่งถอดยศทางทหารและตำแหน่งขุนนางทั้งหมด ปลดเป็นสามัญชน สีเผิงไห่ทนคำซุบซิบนินทาไม่ได้จึงจบชีวิตตนเอง มารดาของสีเจิงปลิดชีพตายตามสามีไป ทิ้งบุตรชายและบุตรสาวไว้”
ฉินหลิวซีเอนพิงรถม้ากึ่งๆ เล่นกับเครื่องรางหยกในมือโดยไม่เอ่ยอะไรสักคำ ไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ
“ท่านหมอฉินคิดว่าสีเผิงไห่ผู้นี้เป็นแม่ทัพทรยศหนีทัพจริงๆหรือ” ฉีเชียนจ้องมองเขม็ง
ฉินหลิวซีจึงมองเขาพลางเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย “คุณชายฉีท่านก็จริงๆเลยนะ หากท่านคิดจะถกกับข้าเรื่องคัมภีร์เต๋า ข้าก็สามารถจุดเทียนสนทนากับท่านได้ทั้งคืน แต่นี่ท่านถามข้าเรื่องการเมือง ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า ข้ายังไม่เคยพบเจอแม่ทัพสีผู้นั้นเสียหน่อย จะไปรู้ว่าเขาจงรักภักดีหรือทรยศได้เช่นไร”
ฉีเชียนหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง “ท่านเรียกเขาว่าแม่ทัพสี ท่านยังถึงกับช่วยสวดส่งวิญญาณคนในตระกูลเขา ท่านหมอฉินเป็นผู้ศึกษาเต๋า ไม่มีทางไม่แยกแยะถูกผิด ดังนั้น…”
“เฮ้ย ข้ายังไม่ได้เอ่ยอะไรเลยนะ!” ฉินหลิวซีหยุดคำพูดเขาพลางส่ายนิ้ว “คุณชายฉีไม่ได้อยู่ในแวดวงนี้ย่อมไม่รู้ ไม่ใช่นักพรตทุกคนบนโลกใบนี้จะเป็นฝ่ายธรรมะ ยังมีฝ่ายอธรรมอีกด้วย ขอแค่เงินถึงค่าตอบแทนดี ก็สามารถทำเรื่องชั่วร้ายทำร้ายคนอื่นได้เช่นกัน ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไม่ใช่ฝ่ายอธรรม”
“ถ้าท่านเป็นฝ่ายอธรรม ท่านก็คงไม่ยื่นมือไปช่วยเด็กตระกูลสีคนนั้นโดยที่ไม่ได้รับเงินมาจากพวกเขาเลย” ฉีเชียนแย้งกลับ
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ได้รับค่าตอบแทน?” ฉินหลิวซีหัวเราะเบาๆ “พวกเขาให้ค่าตอบแทนข้ามาตั้งนานแล้ว เพียงแต่คุณชายฉีไม่ทราบเท่านั้น”
บุญกุศลเหล่านั้นเป็นค่าตอบแทนที่ไม่อาจเอาเงินทองเท่าใดมาแลกได้
ฉีเชียนนิ่วหน้า
“คุณชายฉี บนโลกใบนี้มีเรื่องราวไม่ยุติธรรมมากมายนัก ท่านถามว่าสีเผิงไห่ผู้นั้นจงรักภักดีหรือทรยศหักหลังกันแน่ ท่านต้องการทราบความจริงหรือต้องการรื้อคดีพลิกคำตัดสิน ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใดท่านก็ต้องสืบหาความจริงเองอยู่ดีมิใช่หรือ หากข้าบอกว่าเขาเป็นขุนนางภักดี ท่านเชื่อ แล้วฮ่องเต้จะเชื่อหรือ” ฉินหลิวซีเผยยิ้มหยัน “สิ่งเดียวที่ทำให้ฮ่องเต้เชื่อได้คือหลักฐาน แม้จะดูเหมือนจะจริงทั้งที่เป็นเท็จ แต่หลักฐานแห่งความผิดก็อยู่ตรงหน้า ก็ต้องถูกตัดสินว่าผิด ถ้าจะพูดให้อุกอาจหน่อยก็คือ หากฮ่องเต้ไม่เชื่อเขา แม้ไม่มีหลักฐาน เขาก็ไม่ใช่ขุนนางภักดีอยู่ดี จึงต้องโทษตาย”
นั่นคือหลักการระหว่างกษัตริย์และขุนนาง กษัตริย์ต้องการให้ขุนนางตาย ขุนนางก็ต้องตาย
สีหน้าของฉีเชียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูคล้ายจะดุดันขึ้นด้วย
ตอนที่ 66: ความรอบคอบของคุณหนูใหญ่
สำหรับการตัดสินโทษของโอรสสวรรค์นั้น ตระกูลของฉินหลิวซีเองก็เป็นหนึ่งในคดีที่ถูกตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม จึงมีประสบการณ์ร่วม ถ้าจะให้พูดตามตรงก็คือหากฮ่องเต้ยินดีที่จะเชื่อท่าน แม้ท่านจะทำผิด ก็ยังสามารถอภัยโทษให้ได้ แต่หากไม่เชื่อแล้วไซร้ แม้แต่ท่านหายใจก็ยังผิด
นั่นคืออำนาจของกษัตริย์ผู้อยู่ในตำแหน่งสูงสุด
ฉีเชียนรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงดูหมิ่นในพระราชอำนาจฮ่องเต้ของอีกฝ่าย สีหน้าเขาเย็นชาลงไปทันที
“โหงวเฮ้งของสีเจิง เรือนบิดามารดาทั้งเว้าและนูน เป็นลักษณะของผู้ที่สูญเสียบิดามารดา คิ้วทางขวาสูงกว่าคิ้วซ้าย เสียบิดาก่อน แล้วตามด้วยมารดา ข้าจับชีพจรให้น้องชายของนางด้วยวิชาไท่ซู่ บิดาของพวกเขาตายอย่างไม่คาดคิด” น้ำเสียงของฉินหลิวซีเย็นชามาก
ลมหายใจฉีเชียนสะดุด “ท่านหมายความว่า สีเผิงไห่ไม่ได้ฆ่าตัวตายแต่ถูกฆาตกรรมอย่างนั้นหรือ”
ฉินหลิวซีแบมือออกทันที กลับไปมีท่าทางเอ้อระเหยลอยชายดังเดิม “ข้าไม่รู้นะ คนที่ตายอย่างกะทันหันมีได้หลายแบบ แต่ถ้าข่าวลือว่าแม่ทัพขั้นสี่หนีทัพยังแพร่กระจายออกมาได้เช่นนี้ เกรงว่าที่ผ่านมาก็คงแย่งผลงานคนอื่นมาเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้เหมือนกันกระมัง”
คำพูดเหล่านี้ดูเหมือนจะดูหมิ่นสีเผิงไห่ แต่แท้จริงแล้วเป็นการแก้ต่างให้กับเขา จะเป็นไปได้อย่างที่สีเผิงไห่เป็นขุนนางขั้นสี่มาได้เพียงเพราะอาศัยการแย่งผลงานคนอื่น แล้วคนที่ใช้ความสามารถออกรบนำทัพด้วยตัวเองจริงๆ มีหรือจะหนีทัพได้?
ฉีเชียนจมอยู่กับความคิด
ฉินหลิวซีหาวและหลับตาลงครึ่งหนึ่ง
ฉีเชียนถามลองเชิงอีกครั้ง “วิชาจับชีพจรไท่ซู่ที่ท่านหมอฉินพูดถึงสามารถทำนายอนาคตได้จริงหรือ”
ฉินหลิวซีถามกลับด้วยรอยยิ้ม “ทำไมหรือ คุณชายฉีอยากให้หมอดูต้มตุ๋นอย่างข้าทำนายดวงชะตาให้ท่านด้วยหรือ แปลกจริง คุณชายสูงส่งอย่างท่านน่าจะยืดถือคำสอนขงจื้อที่ไม่ให้เชื่อเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้มิใช่หรือ”
ฉีเชียนเอ่ย “ขงจื้อไม่เชื่อเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ แต่ก็มีคนที่เชื่อในเต๋าและเชื่อในพุทธ ไม่เช่นนั้นต้าเฟิงจะมีวัดพุทธอารามเต๋าได้อย่างไร ถึงปากข้าไม่ได้เอ่ย แต่ก็รู้จักเคารพและศรัทธา”
ฉินหลิวซีพอใจกับคำตอบมาก เขาไม่ได้โง่เขลาเพียงนั้น จึงเอ่ยถามไปคนละเรื่อง “เช่นนั้นแล้วคุณชายมีความคิดเห็นอย่างไรกับโศกนาฏกรรมของมนุษย์เช่นบิดาของท่านฆ่าบิดาของท่าน?”
ฉีเชียน “?”
นั่นมันหมายความว่าอะไร
“ช่างเถอะ ข้าจะงีบสักหน่อย รีบเร่งเดินทางมาสองวันแล้ว ข้ายังไม่ได้นอนดีๆเลย เหนื่อยมากจริงๆ” ฉินหลิวซีเอนกายลงแล้วหลับตาทันที
ฉีเชียนเห็นเช่นนั้นก็อึดอัดใจนัก คนผู้นี้ไม่เห็นคนอื่นในสายตาเลยเช่นนี้ได้อย่างไร
ฉินหลิวซีพลิกตะแคง ลอบพรูลมหายใจออกมาเบาๆระหว่างไรฟัน ดีก็ดีอยู่หรอก แต่ชีวิตเช่นนี้ช่าง…
ห่างไกลออกไป ณ จวนตระกูลฉิน
สะใภ้หวังมองดูผ้าและฝ้ายที่หลี่ต้ากุ้ยนำกลับมา นางอดแปลกใจไม่ได้ “พ่อบ้านหลี่ ข้าดูเหมือนจะไม่ได้ให้เจ้าไปซื้อของพวกนี้นะ…”
หลี่ต้ากุ้ยค้อมตัวลงและแจ้งด้วยท่าทางเคารพ “ตอบฮูหยินใหญ่ ของพวกนี้เป็นของที่คุณหนูใหญ่สั่งให้บ่าวไปซื้อมาขอรับ ท่านอาจจะไม่รู้ ฤดูใบไม้ร่วงในเมืองหลีนั้นสั้นมาก ฤดูหนาวมาไว ตอนนี้ก็เข้าเดือนแปดแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง คุณหนูใหญ่กลัวว่าจะเตรียมการณ์ไม่ทัน จึงได้สั่งให้บ่าวไปซื้อของ เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวและเครื่องนอนให้เร็วที่สุด”
สะใภ้หวังได้ยินเช่นนั้นแล้วก็อดถอนหายใจกับความรอบคอบเอาใจใส่ของฉินหลิวซีไม่ได้ “ทำให้เด็กคนนั้นต้องกังวลแล้ว ของพวกนี้เป็นเงินเท่าใดหรือ ข้าจะได้จ่ายให้เจ้า”
“ฮูหยินโปรดวางใจ ของพวกนี้จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วขอรับ บ่าวไปเบิกเงินมาจากฉีหวง นี่ก็เป็นคำสั่งของคุณหนูใหญ่ด้วย” หลี่ต้ากุ้ยด้วยด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูใหญ่สั่งไว้ก่อนที่จะเดินทาง ค่าใช้จ่ายในบ้านให้บ่าวไปเบิกมาจากฉีหวง ท่านแค่จัดการแบ่งสรรไปก็พอ หรือถ้าท่านมีของสิ่งใดต้องการซื้อหาก็สั่งให้บ่าวไปจัดการได้เลยขอรับ”
สะใภ้หวังเข้าใจแล้ว นางไม่ต้องกังวลเรื่องซื้อหาของพวกนี้ แต่ให้รับผิดชอบเรื่องการแบ่งสรรปันส่วนเท่านั้นก็พอ
สะให้หวังมองดูของเต็มเรือนแล้วนิ่งคิด ฉินหลิวซีเอาเงินมาจากไหน
ตอนที่ 67: ข้ออ้างบอกปัด
“ฮูหยินใหญ่ขอรับ?”
เสียงอุทานเรียกของหลี่ต้ากุ้ยทำให้สะใภ้หวังได้สติกลับมาจากภวังค์ความคิด นางหันไปมองด้วยสีหน้าสงบ ยิ้มน้อยๆ “ใจลอยไปหน่อย”
หลี่ต้ากุ้ยโค้งคำนับ
“พ่อบ้านหลี่ เจ้าเองก็ถือว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูลฉินเรา โชคดีที่หลายปีมานี้ได้ครอบครัวของเจ้าช่วยกันดูแลบ้านเก่าหลังนี้และปรนนิบัติคุณหนูใหญ่ โชคดีจริงๆ”
หลี่ต้ากุ้ยค้อมตัวลงอีกเล็กน้อย ประสานมือเอ่ย “ฮูหยินใหญ่จะทำให้บ่าวอายุสั้นแล้ว ล้วนเป็นเรื่องที่บ่าวควรทำทั้งนั้น”
สะใภ้หวังพยักหน้า “เจ้าเองก็รู้ว่าตระกูลฉินชองเราไม่ได้เป็นตระกูลขุนนางขั้นสามเหมือนแต่ก่อน บ่าวรับใช้ที่อยู่ในเมืองหลวงก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว โบราณว่าคนเดินขึ้นที่สูง ย่อมแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า พ่อบ้านหลี่พวกเจ้า…”
หลี่ต้ากุ้ยรีบคุกเข่าลงทันที “ฮูหยินใหญ่ ครอบครัวของบ่าวอยู่ที่บ้านเก่านี้มานาน ทั้งยังปรนนิบัติรับใช้คุณหนูใหญ่มานานแล้ว ข้าเห็นคุณหนูใหญ่เป็นนายจากใจจริง ไม่ว่ารวยหรือจน อยู่หรือตาย บ่าวขอจะติดตามคุณหนูใหญ่ ปรนนิบัติรับใช้นางขอรับ”
สะใภ้หวังเลิกคิ้วทันที
ติดตามคุณหนูใหญ่ หาใช่ตระกูลฉินไม่
ในขณะที่หลี่ต้ากุ้ยแสดงความจงรักภักดี เขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้านายของพวกเขาทั้งครอบครัว
ฉินหลิวซีซื้อใจคนทั้งครอบครัวหลี่ต้ากุ้ยไว้ได้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ป้าหลี่และคนอื่นๆคอยปกป้องฉินหลิวซีไปหมดทุกอย่าง และให้นางมาเป็นอันดับหนึ่งในทุกเรื่อง
สะใภ้หวังกลับไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด ฉินหลิวซีทำให้พวกเขาทั้งครอบครัวยอมรับได้ก็เป็นความสามารถของนาง หากคนอื่นคิดจะแย่งชิงไปก็ต้องดูว่ามีความสามารถนั้นหรือไม่
สะใภ้หวังเหลือบมองของที่วางอยู่เต็มเรือน “เจ้าลุกขึ้นเถิด ซีเอ๋อร์ย่อมรู้ว่าพวกเจ้าจงรักภักดี จึงได้มอบหมายเรื่องพวกนี้ให้พวกเจ้าจัดการ”
หลี่ต้ากุ้ยยิ้มและลุกขึ้นจากพื้น
“แต่โบราณว่าไว้ นั่งกินนอนกินไม่ทำอะไรก็หมดได้ ถึงซีเอ๋อร์จะมีน้ำใจเช่นนี้ แต่พวกเราทั้งหมดก็ไม่ควรที่จะคอยหวังพึ่งแต่นาง หลี่ต้ากุ้ย ข้าและฮูหยินผู้เฒ่าได้พูดคุยกันแล้ว วางแผนที่จะซื้อที่นาอุดมสมบูรณ์สักสองสามหมู่ในชื่อของเจ้า หากปล่อยเช่าก็ยังสามารถชักแบ่งข้าวมาได้บ้าง ไม่ต้องใช้เงินซื้อไปเสียหมดทุกอย่าง เจ้าเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่”
หลี่ต้ากุ้ยครุ่นคิดพิจารณาสักพัก “ฉีหวงเองก็เคยพูดเรื่องนี้กับบ่าวแล้ว ต้องบอกว่าที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ใกล้ๆเมืองหลีนี้ล้วนมีเจ้าของกันหมดแล้ว คงไม่ขายต่อกันง่ายๆ และเพราะมันอยู่ใกล้กับเมืองหลี ราคาจึงแพงไปด้วย ตอนนี้หมู่หนึ่งราคาสูงถึงสิบเอ็ดสิบสองตำลึงแล้วขอรับ”
สะใภ้หวังรู้สึกประหลาดใจที่รู้ได้ว่าที่ดินแพงเช่นนั้น
“แต่ที่อำเภอชิงเหอติดกัน แม้ว่าจะเดินทางไกลไปหน่อย แต่เนื่องจากมีแม่น้ำไหลลงสู่แม่น้ำสายใหญ่ ทุ่งนาแถบนั้นจึงอุดมสมบูรณ์ ราคาโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่แปดหรือเก้าตำลึงเท่านั้น หากไกลออกไปมากกว่านี้อีกหน่อย ก็สามารถซื้อได้ในราคาหกเจ็ดตำลึง หมู่บ้านเล็กๆขนาดสิบกว่าหมู่ที่มีทั้งบึงน้ำ สวน และที่นาอุดมสมบูรณ์สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินไม่กี่ร้อยตำลึง” หลี่ต้ากุ้ยพูดอย่างระมัดระวัง “ถ้าซื้อที่ชิงเหอจริงๆ ก็ไม่โดดเด่นสะดุดตาคนเท่ากับที่เมืองหลีนี้ด้วยขอรับ”
สะใภ้หวังใจเต้นกระตุกทันที
กล่าวคือถ้าตระกูลฉินซื้อหมู่บ้านเล็กๆในชื่อของคนอื่น ทั้งยังไม่ใช่ในเมืองหลีที่ถูกทุกคนจับตามองอยู่เช่นนี้ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร
“เจ้าคิดอ่านได้รอบคอบมาก เช่นนั้นแล้วเจ้าลองหาโอกาสไปที่ชิงเหอดูหน่อยว่ามีหมู่บ้านไหนที่พอซื้อได้ หากมีแล้วพบว่าราคาเหมาะสมก็ให้ซื้อไว้” สะใภ้หวังตัดสินใจทันที
“ขอรับ”
หลี่ต้ากุ้ยรับคำ มีท่าทางลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องขอรับ”
“หืม? เรื่องอันใด”
หลี่ต้ากุ้ยตอบ “ท่านสั่งให้บ่าวส่งเทียบเชิญขอเยี่ยมตระกูลติงที่ตรอกปาหลี่ คนเฝ้าประตูแจ้งว่า บังเอิญจริงๆที่เทศกาลไหว้พระจันทร์ใกล้เข้ามา ใต้เท้าเจ้าเมืองหนิงโจวคิดถึงฮูหยินติงผู้เฒ่า จึงได้รับตัวฮูหยินติงผู้เฒ่าไปอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าที่หนิงโจว ยังไม่ทราบว่าจะกลับมาเมื่อใดขอรับ”
สะใภ้หวังได้ยินเช่นนั้นก็วางถ้วยชาที่ยกขึ้นมาลงไปอีกครั้ง นิ้วมืองอเข้าเล็กน้อย เรื่องบังเอิญที่ไหน เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงข้ออ้างบอกปัดเท่านั้น
ตอนที่ 68: แล้งน้ำใจ
“เมื่อกำแพงจะล้ม คนก็ช่วยกันผลัก คิดถึงเมื่อตอนที่ตระกูลฉินของเรายังเป็นขุนนางขั้นสาม ตระกูลติงจะต้องส่งของขวัญมาให้ทุกปี ปากพร่ำพูดแต่ว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน คิดถึงตอนที่ติงโส่วซิ่นนั่นจากขุนนางต่ำต้อยขั้นเก้าจนกลายเป็นเจ้าเมืองขุนนางขั้นสี่ในวันนี้ได้อาศัยแรงกำลังของเราไปมากเพียงใด บัดนี้ตระกูลฉินล้มลงแล้ว พวกเขากลับหลบลี้หนีหน้า หึๆ ที่เรียกว่าคนบ้านเดียวกัน มันก็เท่านี้เอง…แค่กๆ”
ฮูหยินฉินผู้เฒ่าโกรธจัดจนไอออกมาอย่างรุนแรง นางรับผ้าเช็ดหน้าจากติงหมัวหมัวมาปิดปากไว้ทันที บนผ้าเช็ดหน้ากลับมีรอยแดงเปื้อน
“ท่านแม่!”
สะใภ้หวังหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว นางเทน้ำอุ่นด้วยมืออันสั่นเทา จากนั้นจึงสั่งให้ติงหมัวหมัวที่ก็หน้าซีดอยู่เช่นกันไปเอายามา
“ท่านแม่ ท่านอย่าได้กังวลไปเลย” สะใภ้หวังวางน้ำลงบนโต๊ะตัวเล็กก่อนจะเอามือลูบหลังและปลอบโยน “ท่านแม่ เมื่อแขกจากไป น้ำชาก็เย็นชืด คนเราเฉยชาต่อกันก็เป็นเรื่องปกติ ท่านทำร้ายตัวเองด้วยเรื่องเช่นนี้ กลับจะเป็นการทำให้คนชั่วช้าพวกนั้นสมใจน่ะสิเจ้าคะ”
ติงหมัวหมัวเอายามาและประคองให้นางกินยาลงไป ทั้งยังโน้มน้าวด้วยเช่นกัน “ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านจะต้องดูแลตัวเองดีๆสิเจ้าคะ ท่านยังจะต้องคอยเห็นนายท่านผู้เฒ่าและนายท่านคนอื่นๆกลับมาอีกนะ”
นางฉินผู้เฒ่ากินยา ดื่มน้ำตาม หายใจหอบเหนื่อยอย่างหนักก่อนจะเอนตัวลงบนหมอนอย่างอ่อนแรง ใบหน้าเผยรอยยิ้มขื่น “ถึงแม้ข้าจะเดาไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่ข้ายังคงมีความหวังเล็กๆ ใครจะไปคิดว่าพวกเขาไม่ยินดีที่จะพบหน้าด้วยซ้ำ”
ขณะนี้นางรู้สึกได้ถึงความทุกข์และโศกเศร้าจริงๆแล้ว
สะใภ้หวังถอนใจเล็กน้อยในใจ มนุษย์เราย่อมมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเหล่านั้นจะหลบหลีกตระกูลฉินของพวกนางราวกับตัวหายนะ พวกเขาก็แค่กลัวว่าอนาคตของตนจะได้รับผลกระทบไปด้วยเท่านั้น
ลองดูบ้านป้าใหญ่ฉินเหมยเหนียงสิ ขนาดว่าเกี่ยวดองกันแล้วด้วยซ้ำ แต่ตระกูลซ่งนั่นกลับหย่านางทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แม้แต่บุตรสาวทั้งสองคนก็ยังไล่ออกมาด้วย แล้งน้ำใจแค่ไหน
แต่งงานเกี่ยวดองกันแล้วยังเป็นเช่นนี้ นับประสาอันใดกับคำว่าคนบ้านเดียวกันกับคนวัยเดียวกันเล่า
นางฉินผู้เฒ่าปรับลมหายใจ “หวังพึ่งพาอะไรกับตระกูลติงนี้ไม่ได้แล้ว แต่เมืองหลีนี้ก็ไม่ได้มีแต่ตระกูลติงเพียงตระกูลเดียว ยังมี…”
“ท่านแม่!” สะใภ้หวังกลับขัดคำพูดนาง
นางฉินผู้เฒ่าหันไปมอง ไม่รู้ว่าสะใภ้ใหญ่ขัดจังหวะนางด้วยเหตุใด
“ท่านแม่ พวกเราเองก็เพิ่งจะกลับมาเมืองหลีได้ไม่นาน ท่านเองก็รู้ว่าตระกูลฉินของเรายังอยู่ท่ามกลางลมพายุ ต่อให้บางคนมีใจคิดจะช่วยเราก็คงไม่มีใครกล้าเอาอนาคตมาวางเดิมพันหรอก ข้าจำได้ว่าจ้าวผิงรองนายอำเภอเมืองหลีเป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านย่าสามตระกูลเหมิง” สะใภ้หวังเอ่ยเรียบๆ “ตระกูลฉินของเราก็เท่ากับอยู่ในสายตาของตระกูลเหมิง การไปมาหาสู่เช่นนี้ หากกระโตกกระตากไป จนเขาทนไม่ไหวและรายงานไปที่ตระกูลเหมิง เกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นอีก”
นางฉินผู้เฒ่าเม้มริมฝีปาก จากคำพูดของสะใภ้คนโต นางก็รู้แล้วว่าสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลฉินนั้นยากลำบากกว่าที่คิด
“ดังนั้นท่านแม่ หากเราบุ่มบ่ามไปเยี่ยมใครในตอนนี้ เกรงว่าคงจะมีบางคนวิตกกังวลเกี่ยวกับตระกูลจ้าวและตระกูลเหมิงนี้ ต่อให้พวกเขาอยากจะช่วยก็คงไม่กล้า ท้ายที่สุดแล้วคนเราก็มีความเห็นแก่ตัว ไม่มีใครที่จะเห็นแก่มิตรภาพโดยไม่สนใจอนาคตของตนเองหรอกเจ้าค่ะ” หากเปลี่ยนเป็นฮูหยินฉินผู้เฒ่าเองก็คงไม่ทำเช่นกัน
สะใภ้หวังเอ่ยต่อ “ท่านแม่ ไม่สู้พวกเราลงหลักปักฐานให้เรียบร้อยก่อนค่อยคิดการอื่นดีหรือไม่เจ้าคะ”
“พวกเรารอได้ แต่ข้ากลัวว่าพวกปั๋วหงจะรอไม่ได้ อากาศที่นี่ก็เริ่มหนาวแล้ว นับประสาอันใดกับที่ซีเป่ยเล่า” นางฉินผู้เฒ่าคิดถึงลูกหลานและสามีแล้วก็ให้ปวดใจนัก
สะใภ้หวังคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า “ท่านแม่ เราไม่ใช่คนเดียวที่สามารถช่วยได้ เรามีซีเอ๋อร์ด้วย ซีเอ๋อร์กับนักพรตชื่อหยวนเป็นศิษย์อาจารย์กัน นักพรตชื่อหยวนยังเคยชี้แนะตระกูลฉินของเราในคราวนั้น เขารู้เรื่องของพวกเราดี หากจะมีใครที่สามารถช่วยเหลือไปทางซีเป่ยได้โดยไม่ต้องกังวลใดๆ ก็มีเพียงแต่เขาเท่านั้นแล้ว”
ตอนที่ 69: ดวงตามีแต่ความโลภ
สะใภ้หวังเลือกพูดเรื่องดีๆ เพื่อปลอบใจฮูหยินฉินผู้เฒ่า
“…ซีเอ๋อร์บอกแล้วว่า ท่านนักพรตชื่อหยวนเคยทำนายดวงชะตาให้พวกท่านพ่อ บอกว่าพวกเขาจะได้พบผู้มีพระคุณช่วยเหลือจนเดินทางไปถึงซีเป่ยได้อย่างปลอดภัยนะเจ้าคะ”
ดวงตาขุ่นมัวของนางฉินผู้เฒ่าพลันเป็นประกายขึ้นมา ก่อนจะคว้าจับมือของนางไว้ “จริงหรือ เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่”
สะใภ้หวังยิ้ม “ข้าจะหลอกท่านได้อย่างไรเล่า เยี่ยนเอ๋อร์ก็อยู่ที่นั่นด้วย ข้าเป็นแม่เขานะเจ้าคะ มีหรือจะไม่อยากให้เขาอยู่ดีมีสุข”
นางฉินผู้เฒ่าได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองหน้าสะใภ้หวังที่ดูแก่ชราลงอย่างเห็นได้ชัดพลางทอดถอนใจ นางโบกมือ “ทำให้เจ้าลำบากใจแล้ว”
หากจะพูดถึงความทุกข์ ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็ทุกข์กันทั้งนั้น แต่สะใภ้หวังเป็นคนที่ทุกข์ที่สุดในบรรดาลูกสะใภ้ทั้งหมดแล้ว นางเป็นสะใภ้คนโตซึ่งมีความรับผิดชอบในฐานะสะใภ้คนโต อย่างไรก็ตามนางก็ยังเป็นมารดาด้วย และนางก็มีบุตรชายอยู่แค่คนเดียว ปกติก็ปฏิบัติกับเขาราวไข่มุกล้ำค่า แต่เด็กคนนี้กลับต้องติดตามบิดาไปยังซีเป่ยที่ทุรกันดารยากลำบากนั้นด้วย
เพียงเพราะเขาเพิ่งจะอายุสิบสองเท่านั้น
ลองถามดูหน่อยเถิดว่ามารดาคนไหนจะทำใจได้?
อย่าได้เห็นว่าสะใภ้หวังทำเหมือนไม่เป็นไร ดูรอยดำคล้ำใต้ดวงตานั้นสิ ไม่รู้ว่านางไม่ได้พักผ่อนดีๆมานานแค่ไหนแล้ว!
ไม่ใช่เพราะมีเรื่องในใจ คิดถึงบุตรชายจนนอนไม่หลับหรอกหรือ
สะใภ้หวังจะร้องไห้ขึ้นมาทันที แต่ก็ยังฝืนยิ้มออกมา “ดังนั้นท่านแม่ก็อย่าได้คิดมากเลย ท่านรักษาสุขภาพไว้ให้ดีดีกว่า พวกเรายังต้องพึ่งพาท่านให้เป็นเสาหลักยึดเหนี่ยวจิตใจนะเจ้าคะ”
นางฉินผู้เฒ่ายิ้มขื่น “ยังจะมาเสาหลักยึดเหนี่ยวจิตใจอะไรกัน ข้าไม่มีประโยชน์แล้ว สู้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งก็ยังไม่ได้”
สะใภ้หวังคิ้วกระตุกเล็กน้อย
“เจ้าพูดถูกแล้ว หากจะพูดว่าใครช่วยได้ ก็ต้องเป็นนักพรตชื่อหยวนแล้ว เขาไม่ใช่ขุนนาง ทั้งยังรู้จักกับตระกูลฉินของเรามานาน ทั้งยังเป็นอาจารย์ของนังหนูซีด้วย ให้เขาช่วยหาคนไปเบิกทางให้ย่อมดีกว่าพวกเราออกหน้าเองอยู่แล้ว” นางฉินผู้เฒ่าเอ่ยถึงตรงนี้แล้ว “นังหนูซีได้บอกหรือไม่ว่าจะต้องอยู่บนเขานานแค่ไหน พวกเราไปหาท่านนักพรตชื่อหยวนที่อารามกันดีหรือไม่”
สะใภ้หวังรีบเอ่ย “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องร้อนใจไปหรอกเจ้าค่ะ ตอนนี้ร่างกายของท่านยังอ่อนแอ จะออกเดินทางได้อย่างไร ในบ้านก็ยังวุ่นวาย น้องสะใภ้สามก็ยังต้องการคนดูแล ข้าเชื่อว่าซีเอ๋อร์จะต้องเอ่ยเรื่องนี้กับอาจารย์ของนางแน่ เด็กคนนั้นเป็นเด็กฉลาดนะเจ้าคะ”
“ฉลาดก็ฉลาดอยู่หรอก แต่นางแล้งน้ำใจ”
“ต่อให้นางเย็นชาแล้งน้ำใจ ก็ไม่มีทางไม่สนใจพวกเราหรอก เรื่องนี้ท่านก็เห็นแล้ว อีกอย่างนางยังให้หลี่ต้ากุ้ยซื้อของมาให้ตั้งมากโดยไม่ได้เอาเงินไปจากข้าเลยสักอีแปะ” สะใภ้หวังเอ่ยเรื่องที่ฉินหลิวซีทำลับหลังทั้งหมดออกมา
นางฉินผู้เฒ่ามีสีหน้าประหลาดใจทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “รอให้ตระกูลฉินดีขึ้นภายหลัง ตอนที่นางแต่งงานออกเรือนจะต้องมีสินเดิมให้นางไม่น้อย”
สะใภ้หวังเพียงยิ้มแต่ไม่ได้รับคำ ในใจกลับรู้สึกแปลกประหลาด ฉินหลิวซีเป็นคนลึกลับ เกรงว่าพวกนางคงต้องทำความรู้จักไปอีกสักระยะ
หลังจากออกจากห้องของนางฉินผู้เฒ่าแล้ว สะใภ้หวังก็เดินกลับไปที่คลังเก็บของช้าๆ นางยังไม่ทันจะได้เข้าไปในลานบ้าน ก็ได้ยินเสียงเร่งร้อนเป็นกังวลของเสิ่นหมัวหมัวออกมาเสียก่อน และ…
สะใภ้หวังเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น และได้เห็นสะใภ้เซี่ยพาเด็กๆไปหยิบเอาผ้าไหมผืนที่ดีที่สุดจำนวนหนึ่งไม่ผิดไปจากที่คิด สีหน้าของนางเข้มขึ้นทันที “น้องสะใภ้รอง นี่เจ้ากำลังทำอันใดอยู่หรือ”
สะใภ้เซี่ยแข็งทื่อไปทันที แล้วก็แย้มยิ้มออกมา “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าก็เพียงได้ยินว่าพ่อบ้านหลี่ซื้อผ้าและไหมพวกนี้มา ข้าคิดว่าช่วงนี้ท่านแม่ก็ป่วยอยู่ ก็เลยว่าจะเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ท่านอารมณ์ดีขึ้นบ้าง ผ้าพวกนี้ดูเหมือนจะมีคุณภาพธรรมดาทั่วไป แต่ก็ยังพอรับได้ ให้ข้าเอาไปก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ”
คนเราเมื่อดวงตามีแต่ความโลภแล้วก็มองอะไรอื่นไม่เห็นทั้งสิ้น
สีหน้าสะใภ้หวังเย็นชา “น้องสะใภ้รองมีใจกตัญญูก็เป็นเรื่องที่ดี เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าไปหาท่านแม่ด้วยกันกับข้า ให้ท่านแม่ดูว่าชอบลายพวกนี้หรือไม่แล้วค่อยตัดสินใจ”
ตอนที่ 70: นังเด็กวางท่าใหญ่โต
พอได้ยินว่าจะต้องไปหาฮูหยินฉินผู้เฒ่า สะใภ้เซี่ยก็ขลาดกลัวขึ้นมาทันที
นางไม่ได้โง่เสียหน่อย นางย่อมรู้ว่าที่สะใภ้หวังเสนอขึ้นมาเช่นนี้ไม่ได้ต้องการจะให้หญิงชราดูหรอกว่าจะชอบผ้าลวดลายนี้หรือไม่ แต่ต้องการให้หญิงชราสั่งสอนนางต่างหาก
เดิมทีฮูหยินฉินผู้เฒ่าก็เหนื่อยล้าทั้งกายใจเพราะเรื่องภายในบ้านอยู่แล้ว ถึงตอนนี้ก็ยังป่วยอยู่ ลองนึกภาพว่าหากวุ่นวายไปถึงหญิงชราเพราะแค่เรื่องผ้าไม่กี่ชิ้นนี้จริงๆ หญิงชราผู้ชาญฉลาดจะไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องใดขึ้นที่นี่หรือ
ถึงตอนนั้นนางก็คงจะถูกดุด่าเละเทะไม่มีชิ้นดี
“ดูพี่สะใภ้ใหญ่เอ่ยเข้าสิ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่จำเป็นต้องไปถามท่านแม่หรอกกระมัง ค่อยทำให้ท่านประหลาดใจตอนนั้นไม่ดีกว่าหรือ” สะใภ้เซี่ยหยัน
สะใภ้หวังเอ่ย “จะเอาอกเอาใจท่านแม่ก็ควรให้ถูกใจท่านด้วยสิ”
เมื่อเห็นว่านางไม่ยอมท่าเดียว หน้าตาของสะใภ้เซี่ยก็บูดบึ้งขึ้นเล็กน้อย นางจะเอาผ้าพวกนี้ไปแล้วจะอย่างไรหรือ
สะใภ้เซี่ยต้องการจะก่อกวนสร้างปัญหาเหมือนเมื่อก่อน สะใภ้หวังกลับไม่เปิดโอกาสให้ นางหันไปมองเสิ่นหมัวหมัว “ให้ฉีหวงเอาผ้าพวกนี้กลับไปไว้ที่คลัง ถึงอย่างไรคุณหนูของนางก็เป็นคนสั่งให้คนเอากลับมา จะได้รู้ด้วยว่าซีเอ๋อร์ได้สั่งความไว้หรือไม่ว่าจะให้จัดการอย่างไร”
“เจ้าค่ะ”
สะใภ้เซี่ยกลับอึ้งงันไป “พี่สะใภ้ใหญ่ นี่มันหมายความว่าอย่างไร นังหนูซีเป็นคนสั่งให้คนเอาผ้าพวกนี้กลับมาอย่างนั้นหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิ” สะใภ้หวังถอนใจ ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นทำอย่างไรถึงได้นำเอาของพวกนี้กลับมาบ้านได้โดยไม่มีคนรู้ ความรอบคอบเช่นนี้ทำให้ผู้ใหญ่อย่างนางต้องอับอายแล้ว
ทันใดนั้นสะใภ้เซี่ยก็รู้สึกว่าผ้าในมือของนางร้อนลวกมือจนต้องวางลง
สะใภ้หวังเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยไม่เป็นที่สังเกต
ฉีหวงเข้ามาอย่างรวดเร็ว นางได้ฟังเรื่องพฤติกรรมของสะใภ้เซี่ยจากเสิ่นหมัวหมัวมาในระหว่างทาง จึงนึกดูถูกอีกฝ่ายอยู่ในใจ ดังนั้นตอนที่นางมาถึงจึงมองสะใภ้เซี่ยด้วยสายตาเฉยเมย และเพียงแต่คารวะต่อสะใภ้หวังเท่านั้น
“คุณหนูใหญ่บอกว่า ตอนนี้ฮูหยินใหญ่เป็นนายหญิงในบ้าน เรื่องของใช้ทั้งหมดให้ฮูหยินใหญ่เป็นคนจัดการแบ่งปันจัดสรรเจ้าค่ะ”
“นังหนูซีไปหาวิธีการนอกรีตนอกรอยแบบไหนถึงได้ของพวกนี้มา นางเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่ง อย่าได้ไปหลอกหลวงคนอื่นมาจะดีกว่า” สะใภ้เซี่ยไม่พอใจ อดเสียดสีออกมามิได้
สีหน้าสะใภ้หวังเข้มขึ้น “น้องสะใภ้รอง เจ้าเองก็เป็นอาสะใภ้ของนาง เอ่ยสิ่งใดออกมาน่ะ”
ฉีหวงเหลือบไปมอง “คำพูดนี้ของฮูหยินรองทำให้ข้ารู้สึกขบขันจริงๆ วิธีการนอกรีตนอกรอยหรือ ท่านคงไม่ได้คิดว่ามีลมหอบพัดมาหรอกกระมัง ไหนเลยจะมีเรื่องดีแบบนั้นได้ ก็แค่มีพ่อค้าคนหนึ่งที่ได้รับความช่วยเหลือจากคุณหนูใหญ่ จึงได้ให้สินค้าคุณภาพดีมาในราคาถูก ซื้อมาด้วยเงินจริงๆ และเป็นคนผู้นั้นที่รู้คุณ ไม่เหมือนกับคนบางคนที่เป็นหมาป่าเนรคุณไม่รู้จักดีชั่ว”
สะใภ้เซี่ยโกรธจัด “เอ๊ะ นังเด็กนี่พูดจาเสียดสีใครกัน เจ้าว่าใครเป็นหมาป่าเนรคุณ!”
ฉีหวงกลับไม่สนใจนางและย่อตัวลงคำนับสะใภ้หวังอีกครั้ง “ฮูหยินใหญ่ ในเมื่อคุณหนูใหญ่บอกเอาไว้แล้ว ท่านก็จัดการแบ่งได้เลยเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่เคยพูดไว้ว่านางยินดีจะให้ ก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น หากนางไม่ยินดีจะให้ ต่อให้ใครเอาไป นางก็จะหาวิธีให้คนผู้นั้นคายออกมาได้เองอยู่ดีเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยจบก็โค้งคำนับเล็กน้อยแล้วจากไป
“นังเด็กนี่ว่างท่าใหญ่โต โอหังนัก พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเห็นแล้วหรือไม่ ท่านไม่สั่งสอนนางบ้างหรือ” สะใภ้เซี่ยมองท่าทางเย่อหยิ่งของฉีหวงแล้วก็รู้สึกคล้ายกับเห็นท่าทางว่างท่าของฉินหลิวซี
สะใภ้หวังเอ่ยเรียบๆ “นางเป็นสาวใช้ของซีเอ๋อร์ นางเองก็โตแล้ว ย่อมรู้ว่าจะอบรมสั่งสอนคนของตนอย่างไร ข้าจะไม่ล้ำเส้นนาง น้องสะใภ้รอง เจ้ากลับไปก่อนเถิด เมื่อจัดสรรของเรียบร้อยแล้ว ข้าจะให้คนส่งไปให้เจ้าเอง”
“พี่สะใภ้!”
สะใภ้หวังเองก็รู้สึกรำคาญ สีหน้านางเย็นชาลงเล็กน้อย “น้องสะใภ้รอง ช่วงนี้ธาตุไฟข้าค่อนข้างจะมาก”
สะใภ้เซี่ย “…”
ภายใต้สายตาเย็นชาของสะใภ้หวัง นางเองก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก ได้แต่เอ่ยทิ้งท้ายด้วยคำพูดแปลกๆ ไว้ “หากพี่สะใภ้ธาตุไฟมากก็หาอันใดดื่มดับไฟไปเถิด อย่ามาลงที่ข้าก็แล้วกัน”
เสิ่นหมัวหมัวมองนางจากไปด้วยความรู้สึกสงสารฮูหยินของตนในใจ “ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรองนี่ช่าง…”
นางไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้นว่าสถานการณ์ที่บ้านจะเป็นอย่างไร ยังจะก่อกวนสร้างความวุ่นวายอีก
สะใภ้หวังลูบปลายคิ้ว “นิสัยนางเป็นเช่นนี้ หากเปลี่ยนไปสิถึงจะแปลก ช่างเถิด ไปเรียกเสวี่ยเอ๋อร์มาช่วยจัดการดีกว่า”
จบตอน
Comments
Post a Comment